Sextoy

A A A A ผู้เขียน หัวข้อ: โรตกรดไหลย้อนที่เราเจอกันบ่อยๆ มีสรรพคุณเเละประโยชน์เเละวิธีรักษาดังนี้  (อ่าน 19 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

พฤษภาคม 15, 2018, 04:46:53 PM
  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 70
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease : GERD)
โรคกรดไหลย้อนคืออะไร 
โรคกรดไหลย้อน” (Gastroesophageal reflux disease ,GERD) เป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนของกรด (น้ำย่อย) ในกระเพาะอาหารกลับไปที่หลอดของกิน ซึ่งโดยธรรมดาร่างกายของเราจะมีการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดอาหารอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรับประทานอาหารแต่ว่าผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีจำนวนกรดที่ย้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหรือย้อนบ่อยมากกว่าผู้ที่ไม่เป็นโรค หรือหลอดอาหารมีความไวประมือดมากขึ้นแม้ว่าจะมีปริมาณกรดที่ย้อนขึ้นไปไม่เกินกว่าปกติ ทำให้มีลักษณะอาการระคายบริเวณคอ แล้วก็แสบอกหรือจุกเสียดรอบๆใต้ลิ้นปี่ แล้วก็มีลักษณะอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายๆกับลักษณะโรคกระเพาะอาหาร ทำให้คนจำนวนมากรู้ผิดว่าเป็นโรคกระเพาะ รวมทั้งไปซื้อยาลดกรด (antacids)  ที่มีจัดจำหน่ายตามท้องตลาดมารับประทานเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ตรงจุด จึงพบว่าในปัจจุบันมีคนป่วยมาพบหมอด้วยโรคกรดไหลย้อนเพิ่มสูงมากขึ้น  รวมทั้งถ้าปลดปล่อยให้กำเนิดอาการเรื้อรังแล้วก็รักษาโดยใช้วิธีที่ผิดจำต้อง อาจก่อให้เกิดการเกิดหลอดอาหารอักเสบ แผลที่หลอดของกิน หรือหลอดของกินตีบ ซึ่งบางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงในการกำเนิดโรคมะเร็งหลอดอาหารได้
นอกเหนือจากนั้นยังสามารถจัดประเภทของโรคกรดไหลย้อนได้เป็น 2 ชนิด คือ

  • โรคกรดไหลย้อนธรรมดา หรือ CLASSIC GERD ซึ่งกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาจะอยู่ด้านในหลอดของกิน ไม่ไหลย้อนเกินกล้ามหูรูดของหลอดอาหารส่วนบน โดยมากจะมีอาการของหลอดของกินเท่านั้น
  • โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอและก็กล่องเสียง (Laryngopharyngeal Reflux : LPR) หมายความว่าโรคที่มีอาการทางคอและกล่องเสียง ซึ่งเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการไหลถอยกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะขึ้นมาเหนือกล้ามหูรูดของหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ กระตุ้นให้เกิดลักษณะของคอและก็กล่องเสียง จากการระคายเคืองของกรด


ซึ่งโรคกรดไหลย้อนนี้ เป็นโรคที่เจอได้ราว 10-15% ของคนที่มีลักษณะของกินไม่ย่อย (Syspepsia) รวมทั้งพบได้ทั่วไปอีกทั้งในสตรีและในเพศชาย โดยเจอได้ใกล้เคียงกัน เป็นโรคที่เจอได้ในทุกช่วงอายุ ตั้งแต่ทารกไปจนถึงผู้สูงวัย แต่ว่าเจออัตราเกิดสูงขึ้นในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และเจอได้สูงสุดในช่วงอายุ 60 - 70 ปีขึ้นไป มีกล่าวว่าประเทศแถมตะวันตกเจอโรคนี้ได้ราวๆ 10 - 20% ของมวลชนอย่างยิ่งจริงๆ
ต้นเหตุของโรคกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อนมีต้นสายปลายเหตุที่เกี่ยวข้องกับความผิดแปลก ของแนวทางการทำหน้าที่ของกล้ามหูรูดที่อยู่ตรงข้างล่างของหลอดอาหาร (lower esophageal sphincter, LES) ในคนปกติขณะกลืนของกินหูรูดนี้จะคลายตัวเพื่อเปิดช่องให้อาหารไหลผ่านลงไปในกระเพาะอาหาร เมื่อของกินผ่านลงกระเพาะจนหมดแล้วหูรูดนี้จะหดรัดเพื่อขวางไม่ให้น้ำย่อย (ซึ่งเป็นกรดเกลือ) ที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร
แต่ว่าคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน พบว่ากล้ามเนื้อหูรูดตรงด้านล่างของหลอด ของกินนี้หย่อนยานความสามารถ ทำให้มีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดของกินมากยิ่งกว่าปกติ (คนทั่วไปข้างหลังรับประทานข้าวอาจมีน้ำย่อยไหลย้อนได้ 1-4 ครั้ง ซึ่งไม่ทำให้มีการเกิดอาการ) ทำให้มีการเกิดอาการแตกต่างจากปกติ แล้วก็การอักเสบของเยื่อบุหลอด อาหารได้
ส่วนปัจจัยที่ทำให้หูรูดดังที่กล่าวมาแล้วทำงานเปลี่ยนไปจากปกติยังไม่เคยทราบกระจ่างแจ้ง แต่มั่นใจว่าอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากความเสื่อมโทรมตามอายุ (เจอในคนแก่กว่า 40 ปี) หรือหูรูดยังเจริญไม่เต็มกำลัง (เจอในเด็กแรกคลอด) หรือมีความผิดปกติที่เป็นมาแต่กำเนิด
นอกนั้นความประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน หรือโรคบางจำพวกมีส่วนกระตุ้นลักษณะการทำงานของหลอดอาหารให้เกิดความแตกต่างจากปกติได้ หรือทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดในจำนวนมากขึ้น ดังเช่น ไปนอนหลังรับประทานอาหารโดยทันที ทานอาหารจำนวนมากด้านในมื้อเดียว อยู่ในช่วงมีท้อง พฤติกรรมต่างๆเหมือนอย่างที่ได้กล่าวมาเหล่านี้ล้วนนำมาซึ่งการก่อให้เกิดสภาวะกรดไหลย้อนได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นเหมือนกัน
อาการโรคกรดไหลย้อน  ลักษณะของคนป่วยนั้นขึ้นกับอวัยวะที่ถูกระคายเคืองโดยกรด เป็นต้นว่า

  • อาการทางคอหอยแล้วก็หลอดอาหาร
  • ลักษณะของการปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอก และก็ลิ้นปี่ (Heartburn) ข้างหลังทานอาหาร 30-60 นาที หรือข้างหลังทานอาหารแล้วล้มตัวลงนอนราบ นั่งขดตัว โค้งตัวลงต่ำ รัดเข็มขัดแน่น หรือใส่กางเกงคับเอว มักมีอาการมากยิ่งกว่า 2 ครั้งต่ออาทิตย์แล้วก็อาการเป็นๆหายๆเรื้อรัง แต่ละครั้งมักปวดอยู่นาน 2 ชั่วโมงและก็บางครั้งบางคราวอาจเจ็บปวดรวดร้าวไปที่บริเวณคอได้
  • รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ หรือแน่นคอ
  • กลืนตรากตรำ กลืนเจ็บ หรือกลืนติดขัดคล้ายสะดุดสิ่งปลอมปนในคอ
  • เจ็บคอ แสบคอหรือปาก หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า
  • รู้สึกเสมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก (bile or acid regurgitation)
  • มีเสลดอยู่ในคอ หรือระคายคอตลอดระยะเวลา
  • เรอบ่อยมาก อาเจียน คล้ายมีของกิน หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก หรือคอ
  • รู้สึกจุกแน่นอยู่ในอก คล้ายของกินไม่ย่อย (dyspepsia)
  • มีน้ำลายมากมายผิดปกติ มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้
  • อาการทางกล่องเสียง และก็หลอดลม
  • เสียงแหบเรื้อรัง หรือ แหบเฉพาะตอนรุ่งเช้า หรือมีเสียงเปลี่ยนไปจากปกติไปจากเดิม
  • ไอเรื้อรัง โดยยิ่งไปกว่านั้นหลังรับประทานอาหารหรือขณะนอน
  • ไอ หรือ รู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในค่ำคืน
  • กระแอมไอบ่อยครั้ง
  • อาการหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ (หากมี) ห่วยลง หรือเปล่าดียิ่งขึ้นจากการใช้ยา
  • เจ็บอก (non – cardiac chest pain)
  • เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆหายๆ
  • อาการทางจมูก และหู
  • คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีน้ำมูก หรือเสลดไหลลงคอ
  • หูอื้อเป็นๆหายๆหรือปวดหู
  • บางรายอาจมาพบแพทย์ด้วยภาวะแทรกซ้อน ดังเช่นว่า มีอาการกลืนของกินแข็งทุกข์ยากลำบาก ด้วยเหตุว่าปลดปล่อยให้เกิดภาวะหลอดของกินอักเสบเรื้อรังจนถึงแคบ
  • ส่วนในเด็กอ่อนบางทีอาจเป็นโรคกรดไหลย้อนตั้งแต่ตอนแรกกำเนิดได้ เนื่องมาจากหูรูดด้านล่างของหลอดอาหารยังเจริญรุ่งเรืองไม่เต็มกำลัง เด็กอ่อนก็เลยมักมีอาการงอแง ร้องกวน อ้วกบ่อยครั้ง ไอหลายครั้งช่วงเวลากลางคืน เสียงแหบ หรือหายใจมีเสียงวี้ด เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวไม่ขึ้น เด็กทารกบางรายอาจสำลักน้ำย่อยเข้าปอดทำให้ปอดอักเสบ ซึ่งบางทีอาจกำเริบเสิบสานได้บ่อยครั้ง แม้กระนั้นอาการชอบหายไปเมื่ออายุได้ประมาณ 6-12 เดือน แต่บางรายก็อาจคอยจนถึงไปสู่วัยรุ่นอาการก็เลยจะ
กรรมวิธีรักษาโรคกรดไหลย้อน
แพทย์วินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนได้จาก เรื่องราวอาการ การตรวจลำคอ การตรวจร่างกาย การตรวจภาพปอดด้วยเอกซเรย์แยกจากโรคปอดต่างๆการส่องกล้องตรวจกล่องเสียง หลอดของกิน กระเพาะอาหาร และก็ไส้ รวมทั้งอาจตัดชิ้นเนื้อในรอบๆที่ไม่ดีเหมือนปกติเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อแยกจากโรคมะเร็งหลอดอาหาร แล้วก็อาจมีการตรวจแนวทางเฉพาะอื่นๆเสริมเติม ดังเช่น วัดภาวการณ์ความเป็นกรดของหลอดของกินในขณะส่องกล้อง ดังนี้สังกัดดุลยพินิจของแพทย์ เช่น การเอกซเรย์กลืนสารทึบแสงสว่าง, การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์, การตรวจการบีบตัวของหลอดอาหาร เป็นต้น
แต่โดยส่วนมากแล้ว หมอมักจะวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนจากอาการแสดงก็เพียงพอต่อการตัดสินโรคแล้ว ซึ่งอาการแสดงที่พบได้มาก ยกตัวอย่างเช่น อาการแสบลิ้นปี่ จุกแน่นยอดอก รวมทั้งเรอเปรี้ยวหลังรับประทานอาหารที่เป็นตัวกระตุ้น หรือมีพฤติกรรมที่เป็นเหตุกำเริบเสิบสาน แม้กระนั้นในรายที่กำกวมอาจจะต้องกระทำตรวจพิเศษ (ซึ่งเจอได้นานๆครั้ง)
วิธีการรักษาโรคกรดไหลย้อน

  • การปรับเปลี่ยนนิสัย และก็การดำรงชีวิตทุกวัน (lifestyle modification) การดูแลรักษาวิธีนี้มีความหมายที่สุดสำหรับการทำให้คนป่วยมีลักษณะลดลง ปกป้องไม่ให้เกิดอาการ และลดการกลับเป็นซ้ำ โดยลดปริมาณกรดในกระเพาะ และก็ป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับไปขึ้นไปที่ หลอดอาหาร คอและก็กล่องเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากว่าโรคนี้ไม่สามารถที่จะรักษาให้หายขาด (ยกเว้นจะผ่าตัดแก้ไข) การดูแลและรักษาแนวทางนี้ควรปฏิบัติไปตลอดชีพ เพราะว่าเป็นการรักษาที่ต้นเหตุ ถึงแม้ผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะอาการ หรือหายดีแล้วโดยไม่ต้องกินยาและก็ตาม ผู้ป่วยควรปฏิบัติตนดังนี้


             ควรพยายามลดน้ำหนัก
             มานะหลีกเลี่ยงความเคร่งเครียด
             หลบหลีกการสวมเสื้อผ้าที่คับหรือรัดแน่นเกินไป
             ถ้ามีลักษณะท้องผูก ควรรักษา และก็หลีกเลี่ยงการเบ่ง
             ควรบริหารร่างกายเป็นประจำ
             ภายหลังกินอาหารโดยทันที เพียรพยายามเลี่ยงการนอนราบ
             หลีกเลี่ยงการทานอาหารมื้อมืดค่ำ
             รับประทานอาหารจำนวนพอดีในแต่ละมื้อ
             หลบหลีกเครื่องดื่มบางชนิด อย่างเช่น กาแฟ น้ำอัดลม
             ถ้าหากจะนอนหลังรับประทานอาหาร ควรจะรอโดยประมาณ 3 ชั่วโมง

  • การรักษาด้วยยา ในกรณีที่เปลี่ยนแปลงความประพฤติปฏิบัติแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น จึงควรใช้ยาร่วมด้วย ควรจะกินยาตามที่มีการกำหนดอย่างเคร่งครัด แล้วก็ถ้ามีปัญหาควรปรึกษาหมอหรือเภสัชกร


             เดี๋ยวนี้ยาที่ได้ผลดีที่สุด เป็นยาลดกรดในกลุ่มยับยั้งโปรตอนปั๊ม (Proton pump inhibitors) ดังเช่น โอเมพราโซล (omeprazole)ขนาด 20 มิลลิกรัม วันละ 1-2 ครั้ง ซึ่งมีคุณภาพสูงมากสำหรับการคุ้มครองป้องกันอาการโรคกรดไหลย้อน โดยให้กินยาติดต่อกันเป็นเวลา 6 - 8อาทิตย์ หรืออาจจะต้องใช้ยาเป็นเวลานานยาวนานหลายเดือนสังกัดคนไข้แต่ละราย เช่นในกรณีที่เป็นมากหรือมีอาการมานาน ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการปรับการรับประทานยาเป็นช่วงๆตามอาการที่มี  หรือรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
             ในบางคราวบางทีอาจใช้ยาเพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารร่วมด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมโทโคลพราไมด์ (metoclo-pramide) ขนาด 10 มก. 1 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ซึ่งยานี้ควรจะรับประทานก่อนที่จะรับประทานอาหารประมาณ 30 นาที

  • การผ่าตัด เพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นไปที่ หลอดของกิน คอรวมทั้งกล่องเสียง การรักษาแนวทางนี้จะทำใน


             คนเจ็บที่มีลักษณะร้ายแรง ซึ่งให้การรักษาโดยการใช้ยาอย่างมากแล้วไม่ดีขึ้น
             คนไข้ที่ไม่สามารถที่จะกินยาที่ใช้สำหรับการรักษาภาวะนี้ได้
             ผู้เจ็บป่วยที่ดียิ่งขึ้นหลังจากการใช้ยา แม้กระนั้นไม่ได้อยากที่จะกินยาต่อ
             ผู้เจ็บป่วยที่กลับเป็นซ้ำบ่อยข้างหลังหยุดยา
ดังนี้ผู้ป่วยที่จำต้องได้รับการผ่าตัดมีเพียงแค่ร้อยละ 10 เพียงแค่นั้น การดูแลและรักษาโดยการผ่าตัดมีหลายแนวทาง เป็นต้นว่า endoscopic fundoplication, radiofrequency therapy, injection / implantation therapy ฯลฯ

ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน

  • อายุ ยิ่งสูงมากขึ้น ช่องทางกำเนิดโรคนี้ยิ่งสูงมากขึ้น
  • การกินอาหารแต่ละมื้อในจำนวนสูง โดยยิ่งไปกว่านั้นกินมื้อเย็นก่อนนอน เนื่องจากว่าปริมาณอาหารยังค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร รวมทั้งการนอนราบยังเพิ่มแรงกดดันในกระเพาะอาหาร ของกินแล้วก็กรดจึงไหลถอยกลับเข้าหลอดของกินได้ง่าย
  • การกินอิ่มมากมายไป (รับประทานอาหารมื้อใหญ่หรือปริมาณมาก)กระตุ้นให้มีน้ำย่อยหลั่งออกมามาก ประกอบกับการขยายตัวของกระเพาะอาหารทำให้หูรูดคลายตัวเยอะขึ้น
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีน (อาทิเช่น กาแฟ ยาชูกำลัง) นอกจากกระตุ้นให้หลั่งกรดในกระเพาะมากเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเสริมให้หูรูดคลายตัวอีกด้วย
  • การกินอาหารที่ไขมันสูง ข้าวผัด ของทอดและของกินผัดน้ำมัน ทำให้กระเพาะขยับเขยื้อนช้าลง ทำให้มีโอกาสกำเนิดกรดไหลย้อนได้มากขึ้น
  • โรคหืด เชื่อว่ามีต้นเหตุจากการไอแล้วก็หอบ ทำให้เพิ่มแรงดันในช่องท้อง ทำให้กรดไหลย้อน
  • การสูบยาสูบ การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนต (น้ำอัดลม) การกินของกินเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ น้ำองุ่น น้ำผลไม้เปรี้ยว (เป็นต้นว่า น้ำส้มคั้น) ผลไม้เปรี้ยว ช็อกโกแลต หรือสะระแหน่ การใช้ยาบางประเภท (ดังเช่นว่า ยาขยายหลอดลม ยาแอนติวัวลิเนอร์จิก ยาลดความดันกลุ่มปิดกั้นอนุภาคเบตาและกรุ๊ปต้านแคลเซียม ยาใช้ภายนอกงจิตประสาท ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน เป็นต้น) จะเสริมให้หูรูดคลายตัว หรือมีกรดหลั่งมากเพิ่มขึ้น
  • แผลเพ็ปติก รวมทั้งการใช้ยากลุ่มอนุพันธ์ฝิ่น ทำให้อาหารขับลงสู่ไส้ช้าลง ทำให้มีกรดไหลย้อนได้
  • โรคอ้วน เนื่องจากจะก่อให้มีความดันในช่องท้องสูงมากขึ้น ความดันในกระเพาะอาหารจึงสูงขึ้นตามไปด้วย
  • การมีท้อง เนื่องจากว่าจะเป็นการเพิ่มความดันในกระเพาะจากท้องที่ใหญ่ขึ้น
  • โรคเบาหวาน เมื่อเป็นโรคนี้นานๆจะมีการเสื่อมของประสาทกระเพาะ ทำให้กระเพาะอาหารขับช้า จึงทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้
  • ความเคร่งเครียด เนื่องจากความเคร่งเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดในกระเพาะมากยิ่งขึ้น
  • การมีโรคไส้เลื่อนกะบังลม (Hiatal hernia, Diaphragmatic hernia ซึ่งมีกระเพาะนิดหน่อยไหลเลื่อนลงไปที่กะบังลม) ขนาดใหญ่ ทำให้หูรูดอ่อนแอมากยิ่งขึ้น


การติดต่อของโรคกรดไหลย้อน โรคกรดไหลย้อนเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากความผิดแปลกของกล้ามหูรูดข้างล่างของหลอดของกิน ทำให้มีกรด (น้ำย่อย) จากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับไปขึ้นไปที่หลอดของกินและก็มีการอักเสบและก็อาการต่างๆตามมา ซึ่งโรคกรดไหลย้อนนี้มิได้เป็นโรคติดต่อ เนื่องจากไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อน

  • รับประทานยาให้ครบถ้วนและก็ตลอดตามคำแนะนำของหมอ
  • สังเกตว่าบริโภคสิ่งใดบ้างที่ทำให้อาการเกิดขึ้นอีก แล้วบากบั่นหลบหลีก ดังเช่นว่า ของกินมัน (แล้วก็ข้าวผัด ของทอด ของผัดที่อมน้ำมัน) ของกินเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม แอลกอฮอล์ ยาสูบ ชา กาแฟ เครื่องดื่มผสมคาเฟอีน น้ำอัดลม     น้ำผลไม้เปรี้ยว ผลไม้เปรี้ยว ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ ช็อกโกแลต ยาบางจำพวก
  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารปริมาณมาก (หรืออิ่มจัด) แล้วก็เลี่ยงการดื่มน้ำมากๆระหว่างทานอาหาร ควรรับประทานอาหารมื้อเย็นในจำนวน น้อย รวมทั้งขาดช่วงห่างจากเวลาเข้านอนอย่างต่ำ 3 ชั่วโมง
  • ข้างหลังทานอาหารควรจะปลดสายรัดเอวและตะขอกางเกงให้หลวม ไม่ควรนอนราบหรือนั่งขดตัว โค้งตัวลงต่ำ ควรนั่งตัวตรง ยืน หรือให้รู้สึกสบายท้อง หลบหลีกการชูของหนักรวมทั้งการบริหารร่างกายหลังรับประทานอาหารใหม่ๆ
  • หมั่นออกกำลังกายรวมทั้งเครียดน้อยลง เนื่องเพราะความเคร่งเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อาการแย่ลงได้
  • ถ้าเกิดน้ำหนักเกินหรืออ้วน ควรหาทางลดหุ่น
  • ถ้าหากมีลักษณะอาการกำเริบตอนเข้านอน หรือตื่นเวลาเช้า มีลักษณะอาการเจ็บคอ เจ็บลิ้น เสียงแหบ ไอ ควรจะหนุนหัวสูง 6-10 นิ้ว โดยการหนุนขาเตียงด้านหัวให้สูง หรือใช้เครื่องไม้เครื่องมือพิเศษ (bed wedge pillow) สอดใต้ที่นอนให้เอียงลาดจากศีรษะลงมาถึงระดับเอว หรือใช้เตียงที่มีกลไกปรับหัวเตียงให้สูงได้ ไม่เสนอแนะให้ใช้แนวทางหนุนหมอนหลายใบให้สูง เพราะว่าอาจส่งผลให้ท้องโค้งงอ ทำให้ความดันในช่องท้องเยอะขึ้นเรื่อยๆ ดันให้น้ำย่อยไหลย้อนได้
  • งดเว้น/เลิก ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง
  • พบหมอตามนัดเสมอ รวมทั้งรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่ออาการต่างๆชั่วลงหรือไม่ถูกไปจากเดิม


การปกป้องตนเองจากโรคกรดไหลย้อน การคุ้มครองป้องกันโรคกรดไหลย้อนนั้นตัวเราเองเป็นหัวใจสำคัญที่จะสามารถป้องกันการเกิดโรคได้ โดยการเปลี่ยนแปลงการกระทำการดำเนินชีวิตของพวกเรา อย่างเช่น

  • เลือกทานอาหารแล้วก็เสี่ยงทานอาหารโดยของกินที่พึงจะเลี่ยง อาทิเช่น


             ชา กาแฟ แล้วก็น้ำอัดลมทุกชนิด
             อาหารทอด ของกินไขมันสูง
             อาหารรสจัด รสเผ็ด
             ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว มะเขือเทศ
             หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ เปปเปอร์มิ้นต์
             ช็อกโกแลต

  • รับประทานอาหารมื้อเล็กๆพออิ่ม การรับประทานอิ่มเกินไปจะมีผลให้หูรูดหลอดอาหารเปิดง่ายดายมากยิ่งขึ้นและกระตุ้นให้เกิดการย้อนของกรดง่ายดายมากยิ่งขึ้น
  • ไม่สมควรไปนอนหรือเอนกายหลังรับประทานอาหารโดยทันที หลังรับประทานอาหารเสร็จควรจะคอยอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก็เลยเอนตัวนอน เพื่อให้อาหารเคลื่อนออกจากกระเพาะอาหารเสียก่อน
  • งดเว้นยาสูบแล้วก็เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์ สารนิโคตินในยาสูบเพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหารและทำให้หูรูดอ่อนแด ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮล์ทำให้หูรูดเปิดออกได้เช่นกัน
  • ลดแรงกดต่อกระเพาะของกิน เสื้อผ้าและก็เข็มขัดที่รัดแน่นบริเวณผนังหน้าท้อง การก้มตัวไปข้างหน้า น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ล้วนเป็นต้นเหตุที่เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะของกินแล้วก็ทำให้กรดไหลย้อนกลับไป
  • ความเครียดลดลง ความตึงเครียดที่มากเกินความจำเป็นจะมีผลให้อาการเกิดขึ้นอีก จะต้องหาเวลาพักผ่อนและบริหารร่างกายให้สมดุลกับตารางชีวิต
  • รักษาโรคประจำตัวที่เป็นสาเหตุที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ดังเช่น เบาหวาน โรคหืด โรคอ้วน แผลเท็ปติเตียนก อื่นๆอีกมากมาย
สมุนไพรที่ช่วยปกป้อง / รักษาโรคกรดไหลย้อน
ยอ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Morinda citrifolia สกุล Rubiaceae มีรายงานการศึกษาเรียนรู้วิจัยในหนู พบว่า “ยอ” ซึ่งมีสารสำคัญเป็นสโคโปเลติเตียนน (scopoletin) เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยนั้น สามารถลดการอักเสบของหลอดของกินจากการไหลย้อนของกรดได้ผลลัพธ์ที่ดี เท่าๆกับยามาตรฐานที่ใช้ในการรักษากรดไหลย้อนหมายถึงรานิติดีน (ranitidine) และก็แลนโสพราโซล (lansoprazole) เนื่องมาจากมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ ต้านทานการหลั่งของกรด ต้านทานการเกิดแผล และก็ทำให้การบีบตัวของระบบทางเดินอาหารดียิ่งขึ้น โดยส่งผลต่อระบบประสาทที่เกี่ยวโดยตรง แล้วก็ยังมีกล่าวว่าสามารถเพิ่มการดูดซึมของรานิติดีน “ยอ” จึงเหมาะสำหรับในการเป็นสมุนไพรสำหรับรักษาลักษณะของกรดไหลย้อนเป็นอย่างยิ่ง จากการค้นคว้าวิจัยข้างต้น แล้วก็การที่ “ยอ” มีรสร้อน ช่วยย่อยของกิน ทำให้อาหารไม่หลงเหลือ ไม่กำเนิดลมในกระเพาะอาหาร ลดการเกิดแรงดันที่ทำให้กรดไหลย้อน “ยอ” ยังช่วยให้กระเพาะบีบขับเคลื่อนก้าวหน้าขึ้น ทำให้อาหารเคลื่อนจากกระเพาะไปสู่ลำไส้เล็กก้าวหน้าขึ้น
ดังนี้สมุนไพรที่อาจใช้ร่วมกันหมายถึงขมิ้นชัน เนื่องด้วยขมิ้นชันมีสรรพคุณสำหรับเพื่อการรักษาอาการท้องอืด แล้วก็ช่วยขับน้ำดีเพื่อย่อยไขมัน ทำให้ของกินไม่หลงเหลือในกระเพาะอาหาร และก็ลำไส้เล็กนานเกินความจำเป็น ทั้งช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย มีผู้แนะนำให้รับประทานขมิ้นชันก่อนรับประทานอาหาร 1-2 ชั่วโมง ตอนเช้า ช่วงเวลากลางวัน เย็น แล้วก็ก่อนนอน ขนาดรับประทานเป็น ทีละ 1 ช้อนชาสำหรับแบบผง หรือ 3 เม็ดๆละ 500 มก.
ขมิ้น ชื่อวิทยาศาสตร์     Curcuma longa L. สกุล     Zingiberaceae ชื่อพ้อง  C. domestica Valeton  ชื่ออื่นๆ   ขมิ้นแกง ขมิ้นหยอกเย้า ขมิ้นหัว ขมิ้นชัน ขี้มิ้น หมิ้น ตายอ สะยอ Turmeric สารออกฤทธิ์                curcumin, ar-turmerone curcumin จากขมิ้นลดการอักเสบจากบาดแผลได้ดิบได้ดี การทดสอบในหลอดทดสอบ โดยใช้สารสกัดขมิ้น 160 มิลลิกรัม/กิโลกรัม กรอกเข้าทางกระเพาะ (intragastric) ของหนูขาว ยับยั้งการอักเสบคิดเป็น 29.5% curcumin มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบที่เกิดจากการเหนี่ยวนำด้วยคาราจีแนน การทดลองเปรียบเทียบระหว่าง phenylbutazone กับ sodium curcuminate 30 มก./กก. พบว่าได้ผลดี แต่ว่าถ้าหากสูงมากขึ้นเป็น 60 มก./กิโลกรัม ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบจะลดน้อยลง รวมทั้ง sodium curcuminate ยังสามารถยั้งการบีบตัวของไส้หนูในหลอดทดสอบที่รั้งนำจากนิโคติน อะซีติเตียนลโคลีน 5-hydroxy-tryptamine ฮีสตามีนและก็ธาตุแบเรียมคลอไรด์ นอกเหนือจากนี้ sodium curcuminate ยังลดจังหวะการบีบรัดตัวของลำไส้เล็กของกระต่าย โดยไปลดระยะห่างของจังหวะการบีบรัดตัวของลำไส้
ขมิ้นสามารถต่อต้านการเกิดแผลในกระเพาะ โดยกระตุ้นการหลั่งมิวสินมาฉาบและยับยั้งการหลั่งน้ำย่อยต่างๆสารสำคัญในการออกฤทธิ์คือ curcumin ในขนาด 50 มิลลิกรัม/กก. สามารถกระตุ้นการหลั่งมิวซินออกมาฉาบกระเพาะ แต่ถ้าใช้ในขนาดสูงอาจส่งผลให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้
มีการทดสอบในกระต่ายเปรียบเทียบกับกลุ่มที่มีการหลั่งกรดมากมาย พบว่าผงขมิ้นไม่เปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำย่อยรวมทั้งกรดในกระเพาะ แม้กระนั้นเพิ่มองค์ประกอบของไม่วสิน
ย่านาง หรือใบย่านาง มีชื่อทางด้านวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Bamboo grass อยู่ในวงศ์ Menispermaceae ใบของย่านาง เป็นเป็นส่วนที่มีสาระและถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคมากที่สุด เพราะเหตุว่าเป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น และก็มีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง นอกจากนี้ถูกจัดเอาไว้ภายในแบบเรียนสมุนไพรว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย ซึ่งประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากใบย่านางสำหรับเพื่อการรักษาโรคมีดังนี้
ระบบทางเดินอาหาร -ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ   -ช่วยลดอาการหดเกร็งตามลำไส้          -ช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อน
รักษาแล้วก็ปกป้องโรคภัยต่างๆ-ช่วยรักษาโรคความดันเลือดสูง  -ช่วยคุ้มครองป้องกันแล้วก็บรรเทาการเกิดโรคหัวใจ  -ช่วยคุ้มครองปกป้องรวมทั้งลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้  -ช่วยรักษาอาการของโรคโรคเบาหวาน โดยไปลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลง
ระบบผิวหนัง  -ช่วยในการรักษาโรคเริม งูสวัด   -ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
ระบบแพร่พันธุ์และทางเท้าปัสสาวะ  -ช่วยรักษาโรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี   -ช่วยรักษาอาการฉี่แสบขัด ออกร้อนในทางเดินเยี่ยว
ขึ้นฉ่าย (Apium graveolens L.) ช่วยบำรุงระบบที่ทำหน้าที่สำหรับการย่อยอาหารภายในร่างกายและก็ช่วยลดอาการโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ซึ่งรวมถึงโรคกรดไหลย้อน
เอกสารอ้างอิง

  • Rao TS, Basu N, Siddiqui HH.  Anti-inflammatory activity of curcumin analogs.  Indian J Med Res 1982;75:574-8.
  • รศ.ดร.สุจิตรา ทองประดิษฐ์โชติ.เกิร์ด (GERD)-โรคกรดไหลย้อน.ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยม
 
แบ่งปันกระทู้นี้...
สำหรับเว็บบอร์ด
(BBCode)
สำหรับเว็บไซต์หรือเว็บบล็อก
(HTML)