Sextoy

A A A A ผู้เขียน หัวข้อ: โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) อาการ, สาเหตุ, การรักษา, วิธีป้องกัน-เเละ สมุน  (อ่าน 25 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

เมษายน 21, 2018, 11:15:31 AM
  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 70
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

โรความดันโลหิตสูง (Hypertension)

  • โรคความคันโลหิตสูง คืออะไร ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตหมายถึงแรงดันเลือด ที่เกิดจากหัวใจ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย การวัดความดันโลหิตสามารถทำโดยใช้วัสดุหลายชนิด แม้กระนั้นชนิดที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วๆไป อย่างเช่น เครื่องวัดความดันโลหิตมาตรฐานจำพวกปรอท เครื่องตวงความดันเลือดดิจิตอลจำพวกอัตโนมัติ ค่าของความดันเลือดมีหน่วยเป็น มม.ปรอท จะมี ๒ ค่า ๑ ความดันตัวบน (ซีสโตลิก) เป็นแรงดันเลือด ขณะหัวใจห้องข้างล่างซ้ายบีบตัว  ๒ ความดันตัวด้านล่าง (ไดแอสโตลิก) เป็นแรงกดดันเลือดขณะหัวใจห้องข้างล่างซ้ายคลายตัว  ระดับความดันเลือดที่ถือว่าสูงนั้น จะมีค่าความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอท

    ฉะนั้นโรคความดันเลือดสูง ก็เลยหมายคือโรคหรือภาวการณ์ที่แรงดันเลือดในเส้นโลหิตแดงมีค่าสูงกว่าค่ามาตรฐานขึ้นอยู่กับกรรมวิธีวัด โดยถ้าหากวัดที่สถานพยาบาล ค่าความดันโลหิตตัวบนสูงขึ้นมากยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 140 มม. ปรอท(มม.ปรอท, MMhg) แล้วก็/หรือความดันเลือดตัวล่างสูงขึ้นยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 90 มิลลิเมตรปรอท อย่างต่ำ 2 ครั้ง แต่ว่าถ้าเกิดเป็นการวัดความดันเองที่บ้านค่าความดันโลหิตตัวบนสูงขึ้นยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 135 มิลลิเมตรปรอทและก็/หรือความดันโลหิตตัวล่างสูงยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 85 มม.ปรอทฯลฯ ดังตารางที่ 1




     


    SBP


    DBP




    Office or clinic
    24-hour
    Day
    Night
    Home


    140
    125-130
    130-135
    120
    130-135


    90
    80
    85
    70
    85




    หมายเหตุ SBP=systolic blood pressure, DBP=diastolic blood pressure
    ปี 2556คนไทยมีอาการป่วยด้วยโรคความดันโลหิตเกือบ 11 ล้านคน เสียชีวิต 5,165 คน รวมทั้งพบเจ็บไข้ราย ใหม่เพิ่มเกือบจะ 1 แสนคน จำนวนร้อยละ 50 ไม่รู้ตัวเนื่องจากว่าไม่เคยตรวจสุขภาพ ในกลุ่มที่ป่วยแล้วพบว่ามีเพียง 1 ใน 4 ที่ควบคุมความดันได้ ที่เหลือยังมีความประพฤติปฏิบัติน่าห่วงองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า โรคความดันเลือดสูงเป็น 1 ในต้นเหตุสำคัญ ที่ทำให้ประชาชนอายุสั้น ทั้งโลกมีผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงถึง 1,000 ล้านคน เสียชีวิตปี ละเกือบจะ 8 ล้านคน เฉลี่ยโดยประมาณนาทีละ 15 คน โดย 1 ใน 3 พบในวัย คนแก่และก็คาดว่า ในปีพ.ศ.2568 ประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วทั้งโลกจะป่วยเป็นโรคนี้เพิ่ม 1,560 ล้านคน

  • สิ่งที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงแบ่งประเภทตามมูลเหตุการเกิด แบ่งออกเป็น 2 ชนิด เป็น
  • ความดันโลหิตสูงประเภทไม่เคยรู้ต้นเหตุ (primary or essential hypertension) พบได้ประมาณปริมาณร้อยละ95 ของปริมาณคนแก่โรคความดันเลือดสูงทั้งปวงจำนวนมากพบในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและพบในเพศหญิงมากยิ่งกว่าผู้ชาย ตอนนี้ยังไม่ทราบปัจจัยที่ชัดแจ้งแม้กระนั้นยังไง ตามคณะกรรมการร่วมแห่งชาติด้านการคาดการณ์แล้วก็รักษาโรคความดันเลือดสูง ของประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่เกี่ยวและช่วยเหลือให้กำเนิดโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้นว่า พันธุกรรมความอ้วน การมีไขมันในเลือดสูงการกินอาหารที่มีรสเค็มจัดการไม่บริหารร่างกาย การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์การสูบบุหรี่ความเครียดอายุแล้วก็มีประวัติครอบครัวเสี่ยงต่อโรคหัวใจและก็เส้นเลือดซึ่งความดันโลหิตสูงจำพวกไม่เคยรู้ต้นสายปลายเหตุนี้เป็นปัญหาสำคัญที่จำเป็นต้องให้การวิเคราะห์รักษาและควบคุมโรคให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความดันโลหิตสูงจำพวกทราบต้นเหตุ(secondary hypertension) ได้น้อยราวจำนวนร้อยละ5-10 ส่วนมากมีสาเหตุมีต้นเหตุจากการมีพยาธิสภาพของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายโดยจะส่งผลก่อให้เกิดแรงดันเลือดสูงส่วนมาก บางทีอาจกำเนิดพยาธิสภาพที่ไตต่อมหมวกไตโรคหรือความผิดแปลกของระบบประสาทความแตกต่างจากปกติของฮอร์โมนโรคของต่อมไร้ท่อร่วมโรคท้องเป็นพิษการบาดเจ็บของศีรษะยา รวมทั้งสารเคมีเป็นต้น ดังนั้นเมื่อได้รับการดูแลรักษาที่ต้นสายปลายเหตุระดับความดันโลหิตจะลดลงเป็นปกติแล้วก็สามารถรักษาให้หายได้


ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงสรุปได้ว่า โรคความดันเลือดสูงส่วนใหญ่จะไม่มีต้นเหตุ การควบคุมระดับความดันเลือดได้ดี จะสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อน และการตายจากโรคระบบหัวใจ รวมทั้งเส้นโลหิตลงได้

  • ลักษณะของโรคความดันโลหิตสูง จุดสำคัญของโรคความดันโลหิตสูงคือ เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ และก็ที่เป็นโรคเรื้อรังที่ร้ายแรง (หากไม่อาจจะควบคุมโรคได้) แต่มักไม่มีอาการ แพทย์บางท่านจึงเรียกโรคความดันโลหิตสูงว่า “เพชฌฆาตเงียบ (Silent killer)” ทั้งนี้จำนวนมากของอาการจากโรคความดันโลหิตสูง เป็นอาการจากผลกระทบ ตัวอย่างเช่น จากโรคหัวใจ แล้วก็จากโรคหลอดเลือดในสมอง หรือ เป็นอาการจากโรคที่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง ได้แก่ อาการจากโรคเบาหวาน หรือ จากโรคอ้วน หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นสาเหตุ ได้แก่ โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง

    อาการแล้วก็อาการแสดงที่พบมาก คนไข้ที่มีความดันเลือดสูงนิดหน่อยหรือปานกลางไม่พบอาการแสดงเจาะจงที่แสดงว่ามีภาวะความดันเลือดสูงจำนวนมาก การวิเคราะห์พบได้มากได้จากการที่คนเจ็บมาตรวจตามนัดหรือพบได้ทั่วไปร่วมกับต้นเหตุของอาการอื่นซึ่งไม่ใช่ความดันเลือดสูง สำหรับคนไข้ที่หรูหราความดันโลหิตสูงมากมายหรือสูงในระดับร้ายแรงรวมทั้งเป็นมานานโดยเฉพาะในรายที่ยังไม่เคยได้รับการดูแลรักษาหรือรักษาแม้กระนั้นไม่บ่อยนักหรือไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมมักพบมีลักษณะอาการ ดังต่อไปนี้

  • ปวดศีรษะพบบ่อยในคนป่วยที่หรูหราความดันเลือดสูงรุนแรง โดยลักษณะของการเกิดอาการปวดศีรษะมักปวด ที่บริเวณท้ายทอยโดยยิ่งไปกว่านั้นตอนที่ตื่นนอนในตอนเช้าถัดมาอาการจะค่อยๆดียิ่งขึ้นจนกระทั่งหายไปเองภายในช่วงระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็อาจเจอมีอาการอ้วกคลื่นไส้ตาฟางมัวด้วยโดยพบว่าอาการปวดหัวกำเนิด จากมีการเพิ่มแรงดันในกะโหลกศีรษะมากมายในตอนระยะเวลาหลังตื่นนอนเนื่องจากว่าในยามค่ำคืนขณะที่กำลังหลับศูนย์ควบคุมการหายใจในสมองจะลดการกระตุ้น ก็เลยทำให้มีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ส่งผลทำให้เส้นโลหิตทั่ว ร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมองขยายขนาดมากขึ้นก็เลยเพิ่มแรงดันในกะโหลกศีรษะ
  • เวียนหัว (dizziness) เจอกำเนิดร่วมกับลักษณะของการปวดศีรษะ
  • เลือดกา ทายใจไหล(epistaxis)
  • เหนื่อยขณะทา งานหรืออาการเหนื่อยหอบนอนราบไม่ได้แสดงถึงการมีภาวะหัวใจห้องข้างล่างซ้ายล้มเหลว
  • อาการอื่นๆที่อาจเจอร่วมยกตัวอย่างเช่นลักษณะการเจ็บอกชมรมกับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากการมีเส้นเลือดหัวใจตีบหรือจากการมีกล้ามเนื้อหัวใจหนามากจากสภาวะความดันโลหิตสูงที่เป็นมานานๆ


ด้วยเหตุนี้ถ้ามีภาวะความดันเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานๆก็เลยอาจมีผลต่ออวัยวะที่สำคัญต่างๆของร่างกายทำให้เกิดความเสื่อมภาวะถูกทำลายรวมทั้งอาจเกิดภาวะเข้าแทรกตามมาได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง ในคนไข้โรคความดันเลือดสูงบางรายบางทีอาจไม่เจอมีลักษณะอาการหรืออาการแสดงอะไรก็ตามแล้วก็บางรายอาจ พบอาการแสดงจากภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงต่ออวัยวะต่างๆได้ดังนี้

  • สมองความดัน เลือดสูงจะทา ให้ฝาผนังเส้นโลหิตแดงที่ไปเลี้ยงสมองมีลักษณะดกตัวและก็แข็งตัวด้านในเส้นเลือดตีบแคบรูของหลอดเลือดแดงแคบลงทา ให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองลดน้อยลงและขาดเลือดไปเลี้ยง นำไปสู่ภาวการณ์สมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วครั้งคราวคนไข้ที่มีภาวการณ์ความดันโลหิตสูงจึงได้โอกาสกำเนิดโรคเส้นเลือดสมอง (stroke) ได้มากกว่า บุคคลธรรมดา


นอกเหนือจากนั้นยังทำให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ฝาผนังเซลล์สมองทา ให้เซลล์สมองบวมคนไข้จะมีอาการผิดปกติของระบบประสาทการรับทราบความทรงจำน้อยลงรวมทั้งอาจร้ายแรงเสียชีวิตได้ ซึ่งเป็นต้นเหตุการเสียชีวิตถึงร้อยละ50 รวมทั้งส่งผลทำให้ผู้ที่รอดตายกำเนิดความพิการตามมา

  • หัวใจ ระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรังจะมีผลทา ให้ฝาผนังเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงหัวใจหนาตัวขึ้นปริมาณเลือดเลี้ยงหัวใจต่ำลงหัวใจห้องล่างซ้ายทำงานหนักมาขึ้น จำต้องบีบตัวมากขึ้นเพื่อต้านแรงดันเลือดในเส้นเลือดแดงที่มากขึ้นด้วยเหตุดังกล่าว ในระยะแรกกล้ามเนื้อหัวใจจะปรับพฤติกรรมจากภาวะความดันโลหิตสูงโดยหัวใจบีบตัวมากขึ้น เพื่อให้สามารถต้านทานกับแรงต้านทานที่มากเพิ่มขึ้นและมีการขยายตัวทำให้เพิ่มความดกของฝาผนังหัวใจห้องข้างล่างซ้ายทำให้มีการเกิดภาวการณ์หัวใจห้องล่างซ้ายโต (left ventricular hypertrophy) ถ้าเกิดยังมิได้รับการดูแลและรักษาและก็เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถที่จะขยายตัวได้อีก จะก่อให้รูปแบบการทำงานของหัวใจไม่มี
คุณภาพเกิดภาวะหัวใจวายกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

  • ไต ระดับความดันเลือดเรื้อรังส่งผลกระตุ้นให้เกิดความเคลื่อนไหวของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงไตครึ้มตัวและก็แข็งตัวขึ้น เส้นเลือดตีบแคบลงทำให้หลอดเลือดแดงเสื่อมจากการไหลเวียนของจำนวนเลือดไปเลี้ยงไตลดลงสมรรถนะการกรองของเสียลดลงรวมทั้งทา ให้เกิดการคั่งของเสียไตเสื่อมสภาพ แล้วก็อับอายขายหน้าที่เกิดภาวะไตวายและได้โอกาสเสียชีวิตได้ มีการเรียนรู้พบว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงประมาณปริมาณร้อยละ10 มักเสียชีวิตด้วยภาวการณ์ไตวาย
  • ตา ผู้เจ็บป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงร้ายแรงและก็เรื้อรังจะทำให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของผนังเส้นเลือดที่ตาครึ้มตัวขึ้นมีแรงดัน ในเส้นโลหิตสูงขึ้นมีการเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตาตีบลงหลอดเลือดฝอยตีบแคบอย่างรวดเร็วมีการหดเกร็งเฉพาะที่อาจมีเลือดออกที่เรตินาทำให้มีการบวมของจอภาพนัตย์ตา หรือหน้าจอประสาทตาบวม (papilledema) ทำให้การมองเห็นต่ำลงมีจุดบอดบางจุดที่ลานสายตา (scotomata) ตามัวแล้วก็มีโอกาสตาบอดได้
  • เส้นเลือดในร่างกาย ความดันโลหิตสูงจากแรงต่อต้านเส้นโลหิตส่วนปลายมากขึ้นผนังเส้นโลหิตดกตัวจากเซลล์กล้ามเนื้อเรียบถูกกระตุ้น ให้รุ่งโรจน์เพิ่มขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นเนื่องจากมีไขมัน ไปเกาะผนังหลอดเลือดทำให้เส้นโลหิตแดงแข็งตัว (artherosclerosis) มีการเปลี่ยนแปลงของฝาผนังหลอดเลือดดกแล้วก็ตีบแคบการไหลเวียนของโลหิตไป เลี้ยงสมองหัวใจไตแล้วก็ตาลดลงทา ให้เกิดภาวะสอดแทรกของอวัยวะดังกล่าวข้างต้นตามมาไดแก้โรคหัวใจแล้วก็
เส้นโลหิตโรคเส้นเลือดสมองรวมทั้งไตวายเป็นต้น

  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคความดันเลือด ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้มีการเกิดโรคความดันเลือดสูง ดังเช่น พันธุกรรม ช่องทางมีความดันเลือดสูง จะสูงขึ้นเมื่อมีคนภายในครอบครัวเป็นโรคนี้ เบาหวาน เพราะว่าก่อเกิดการอักเสบ ตีบแคบของเส้นโลหิตต่างๆและก็หลอดเลือดไต โรคอ้วน รวมทั้งน้ำหนักตัวเกิน เนื่องจากเป็นสาเหตุสำคัญของเบาหวาน รวมทั้งโรคหลอดเลือดต่างๆตีบจากสภาวะไขมันเกาะผนังเส้นโลหิต โรคไตเรื้อรัง ด้วยเหตุว่าจะส่งผลถึงการสร้างเอ็นไซม์และก็ฮอร์โมนที่ควบคุมความดันเลือดดังที่กล่าวผ่านมาแล้วแล้ว โรคนอนแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea) ดูดบุหรี่ เพราะเหตุว่าสารพิษในควันบุหรี่เป็นเหตุให้เกิดการอักเสบ ลีบของเส้นโลหิตต่าง แล้วก็หลอดเลือดไต และก็หลอดเลือดหัวใจ การติดเหล้า ซึ่งยังไม่เคยรู้แจ่มแจ้งถึงกลไกว่าเพราะเหตุใดดื่มสุราแล้วจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง แต่ว่าการศึกษาต่างๆได้ผลตรงกันว่า ติดเหล้า จะส่งผลให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ รวมทั้งได้โอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง ถึงประมาณ 50%ของผู้ติดสุราทั้งผอง กินอาหารเค็มบ่อย ตลอด ดังเหตุผลดังได้กล่าวแล้ว ขาดการบริหารร่างกาย เนื่องจากเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและก็โรคเบาหวาน ผลข้างเคียงจากยาบางประเภท เป็นต้นว่า ยาในกรุ๊ปสเตียรอยด์
  • กรรมวิธีการรักษาโรคความดันโลหิตสูง การวิเคราะห์โรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงวินิจฉัยจากการที่มีความดันเลือดสูงตลอดระยะเวลา ซึ่งตรวจพบต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งควรจะห่างกัน 1 เดือน อย่างไรก็แล้วแต่หากว่าตรวจพบว่าความดันโลหิตสูงมากมาย (ความดันตัวบนสูงกว่า 180 mmHg หรือ ความดันตัวล่างสูงขึ้นยิ่งกว่า 110 mmHg) หรือมีความผิดปกติของหลักการทำงานของอวัยวะจากผลของ   ความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ก็ถือว่าวินิจฉัยเป็นโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งจำเป็นต้องรีบได้รับการรักษา หมอวินิจฉัยโรค   ความดันเลือดสูงได้จาก เรื่องราวอาการ ประวัติความเป็นมาป่วยอีกทั้งในอดีตและก็เดี๋ยวนี้ ประวัติการรับประทาน/ใช้ยา การวัดความดันโลหิต (ควรวัดที่บ้านร่วมด้วยถ้ามีวัสดุ เนื่องจากบางครั้งบางคราวค่าที่วัดถึงที่กะไว้โรงหมอสูงขึ้นยิ่งกว่าค่าที่วัดถึงที่กะไว้บ้าน) เมื่อวิเคราะห์ว่าเป็นความดันโลหิตสูง ควรจะตรวจร่างกาย แล้วก็ส่งไปทำการตรวจอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อหาปัจจัย หรือปัจจัยเสี่ยง นอกเหนือจากนี้ ต้องตรวจหาผลกระทบของความดันโลหิตสูงต่ออวัยวะต่างๆได้แก่ หัวใจ ตา แล้วก็ไต ดังเช่น ตรวจเลือดมองค่าน้ำตาลและไขมันในเลือด ดูลักษณะการทำงานของไต แล้วก็ค่าเกลือแร่ในร่างกาย ตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจมองแนวทางการทำงานของหัวใจ และก็เอกซเรย์ปอด ทั้งนี้การตรวจเพิ่มต่างๆจะขึ้นอยู่กับอาการคนป่วย รวมทั้งดุลยพินิจของหมอเท่านั้น
สัมพันธ์ความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย ได้แบ่งระดับความรุนแรงของความดันโลหิตสูง ดังนี้




ระดับความรุนแรง


ความดันโลหิตตัวบน


ความดันโลหิตตัวล่าง




ความดันโลหิตปกติ
ระยะก่อนความดันโลหิต
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2


น้อยกว่า 120 และ
120 – 139/หรือ
140 – 159/หรือ
มากกว่า 160/หรือ


น้อยกว่า 80
80 – 89
90 – 99
มากกว่า 100




หมายเหตุ : หน่วยวัดความดันโลหิตเป็น มิลลิเมตรปรอท
คนที่มีความดันโลหิตสูงควรควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำลงมากยิ่งกว่า 140/90 มม.ปรอทและใน ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงควรจะควบคุมระดับความดันเลือดให้ต่ำลงยิ่งกว่า 130/80 มม.ปรอท รวมทั้งลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจแล้วก็หลอดเลือดคุ้มครองป้องกันความพิกลพิการและลดการเกิดภาวการณ์แทรกซ้อมต่ออวัยวะแผนการที่สำคัญของร่างกายยกตัวอย่างเช่นสมองหัวใจไตรวมทั้งตารวมทั้งอวัยวะสำคัญอื่นๆซึ่งในการรักษาและควบคุมระดับความดันเลือดให้เข้าขั้นปกติประกอบด้วย 2 วิธีคือการรักษาใช้ยาแล้วก็การรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือแนวทางการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำนงชีพ
การรักษาโดยวิธีการใช้ยา  (pharmacologic treatment) วัตถุประสงค์สำหรับเพื่อการลดความดันโลหิตโดยการใช้ยาคือการควบคุมระดับความดันโลหิตให้ลดต่ำลงยิ่งกว่า 140/90 มม.ปรอท โดยลดแรงต่อต้านของเส้นโลหิตส่วนปลายและก็เพิ่มปริมาณเลือดที่ออกมาจากหัวใจการเลือกใช้ยา ในคนเจ็บโรคความดันโลหิตสูงก็เลยขึ้นกับความเหมาะสมของคนป่วยแต่ละรายและก็ควรพิจารณาเหตุต่างๆอาทิเช่นความร้ายแรงของระดับความดันโลหิตปัจจัยเสี่ยงต่ออวัยวะสำคัญ โรคที่มีอยู่เดิมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆซึ่งยาที่ใช้เพื่อการรักษาภาวการณ์ความดันเลือดสูงสามารถแบ่งได้ 7 กลุ่มดังต่อไปนี้
ยาขับปัสสาวะ  (diuretics) เป็นกรุ๊ปยาที่นิยมใช้ในคนป่วยที่มีการดำเนินงานของไตแล้วก็หัวใจไม่ดีเหมือนปกติ ยากลุ่มนี้อย่างเช่น ฟูโรซีมายด์ (furosemide) สไปโรโนแลคโตน(spironolactone) มันข้นลาโซน (metolazone)
ยาต้านเบต้า (beta adrenergic receptor blockers) ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยรวมกับเบต้าอดรีเนอร์จิกรีเซฟเตอร์  (beta adrenergic receptors) อยู่ที่หัวดวงใจและก็เส้นโลหิตแดงเพื่อยั้งการโต้ตอบต่อประสาทซิมพาธิติกลดอัตราการเต้นของหัวใจทำให้หัวใจเต้นช้าลงรวมทั้งความดันโลหิตลดลง ยาในกลุ่มนี้ ดังเช่น โพรพาโนลอล (propanolol)หรืออะคราวโนลอล (atenolol)
ยาที่ออกฤทธิ์ขวางตัวรับแองจิโอเทนซินทู (angiotensin II receptorblockersARBs) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดโดยไม่ทำให้ระดับของเบรดดีไคนินมากขึ้นยากลุ่มนี้ ตัวอย่างเช่น แคนเดซาแทน  (candesartan), โลซาแทน (losartan) ฯลฯ
ยาต้านทานแคลเซียม (calcium antagonists) ยากลุ่มนี้ยั้งการเคลื่อนเข้าของประจุแคลเซียมในเซลล์ทำให้กล้ามผนังเส้นเลือดคลายตัวอาจส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง ตัวอย่างเช่น ยาเวอราปาไม่วล์   (verapamil) หรือเนฟเฟดิไต่ (nifedipine)
ยาต่อต้านอัลฟาวันอดรีเนอร์จิก (alpha I-adrenergic blockers) ยามีฤทธิ์ต้านโพสไซแนปติกอัลฟาวันรีเซฟเตอร์ (postsynaptic alpha 1-receptors) รวมทั้งออกฤทธิ์ขยายเส้นเลือดส่วนปลายทำให้เส้นเลือดขยายตัว ยาในกลุ่มนี้ดังเช่น พราโซซีน prazosin) หรือดอกซาโซซีน (doxazosin)
ยาที่ยับยั้งไม่ให้มีการสร้างแองจิโอเทนสินทู (angiotensin II convertingenzyme ACE inhibitors)ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยการยังยั้งแองจิโอเทนสินสำหรับเพื่อการเปลี่ยนแปลงแองจิโอเทนซินวันเป็นแองจิโอเทนสินทูซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ยาในกลุ่มนี้ดังเช่นอีนาลาพริล (enalapril)
ยาขยายเส้นเลือด (vasodilators) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยตรงต่อกล้ามเนื้อเรียบที่อยู่บริเวณเส้นโลหิตแดงทำให้กล้ามคลายตัวและก็ยาต้านทานทางในผนังหลอดเลือดส่วนปลาย ยาในกลุ่มนี้ตัวอย่างเช่นไฮดราลาซีน (hydralazine), ไฮโดรคลอไรด์ (hydrochloride), ลาเบลทาลอล (labetalol)
การดูแลและรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำรงชีวิต (lifestylemodification)  เป็นพฤติกรรมสุขภาพที่จะต้องปฏิบัติเป็นประจำเป็นประจำเพื่อลดระดับความดันเลือด และก็คุ้มครองภาวะแทรกซ้อนกับอวัยวะสำคัญผู้เจ็บป่วยโรคความดันเลือดสูงทุกราย ควรจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำนงชีพพร้อมกันไปกับการดูแลและรักษาด้วยยา คนป่วยควรมีความประพฤติส่งเสริมสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ดังนี้ การควบคุมของกินและควบคุมน้ำหนักตัว  การจำกัดอาหารที่มีเกลือโซเดียม  การออกกำลังกาย การงดสูบบุหรี่ การลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  การจัดการกับความเคร่งเครียด

  • การติดต่อของโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่เกิดขึ้นจาก ภาวการณ์แรงกดดันเลือดในเส้นโลหิตสูงกว่าค่ามาตรฐาน ด้วยเหตุผลดังกล่าวโรคความดันโลหิตสูงจึงเป็นโรคที่ไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คน
  • การกระทำตนเมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการบริโภค
  • การลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน องค์การอนามัยโลกเสนอแนะว่าในตอนแรกควรลดน้ำหนัก ขั้นต่ำ 5 กิโลกรัม ในคนเจ็บความดันเลือดสูง ที่มีน้ำหนักเกิน
  • การลดจำนวนโซเดียม (เกลือ) ในของกิน ลดโซเดียมในของกิน เหลือวันละ 0.5 – 2.3 กรัม หรือ เกลือโซเดียมคลอไรด์ 1.2 – 5.8 กรัม
  • ลดจำนวนแอลกอฮอล์ หรือจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ไม่กำเนิด 20 – 30 กรัมต่อวันในเพศชาย หรือ 10 – 20 กรัม ในเพศหญิง


จากการเรียนรู้ของกินสำหรับผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงเรามักจะได้ยินชื่อ DASH (Dietary Approaches to stop Hypertension) เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้ และก็สินค้านมไขมันต่ำ ร่วมกับการลดจำนวนไขมัน และไขมันอิ่มตัวในของกิน
ตารางแสดงตัวอย่างของกิน DASH diet/ต่อวัน ได้พลังงาน 2100 กิโลแคลอรี่




หมวดอาหาร


ตัวอย่างอาหารในแต่ละส่วน




ผัก


ผักดิบประมาณ 1 ถ้วยตวง
ผักสุกประมาณ ½ ถ้วยตวง




ผลไม้


มะม่วง ½ ผล ส้ม 1 ลูก เงาะ 6 ผล กล้วยน้ำว้า 1 ผล แตงโม 10 ชิ้น
ฝรั่ง 1 ผลเล็ก มังคุด 1 ผลเล็ก




นม

  • นมพร่องมันเนย
  • นมครบส่วน




 
1 กล่อง (240 ซีซี)
1 กล่อง (240 ซีซี)




ไขมัน
ปลาและสัตว์ปีก


น้ำมัน 5 ซีซี เนย/มาการีน 5 กรัม
ปริมาณ 30 กรัม (ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ)




แป้ง,ข้าว,ธัญพืช


ขนมปัง 1 แผ่น ข้าวสวย 1 ทัพพี




 
 
บริหารร่างกาย การบริหารร่างกายสำหรับคนที่มีความดันโลหิตสูง ควรจะออกกำลังกายแบบแอโรบิค (แบบใช้ออกซิเจน)เป็นการบริหารร่างกายที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาหนึ่งของกล้ามเนื้อผูกใหญ่ๆซึ่งเป็นการใช้ออกสิเจนในการให้พลังงาน จะได้ประโยชน์ต่อระบบหัวใจแบะหลอดเลือด ยกตัวอย่างเช่น เดิน วิ่ง ว่าย ปั่นจักรยาน เป็นต้น ซึ่งการออกกกำลังกายควรปฏิบัติทุกเมื่อเชื่อวัน อย่างต่ำวันละ 30 นาที ถ้าเกิดว่าไม่มีสิ่งที่ห้าม
                บริหารเครียดลดลง การจัดการระงับความเครียดในชีวิตประจำวัน ตามหลักเหตุผลแล้วก็หลักจิตวิทยามีอยู่ 2 แนวทาง
-              เพียรพยายามหลีกเลี่ยงเหตุการณ์หรือสภาพที่จะทำให้เกิดความตึงเครียดมากมาย
-              ควบคุมปฏิกิริยาของตนเอง ต่อสิ่งที่รู้สึกทำให้เราเครียด
กินยาและก็รับการดูแลรักษาตลอด รับประทานยาตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอไม่ขาดยา แล้วก็เจอแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้ง ไม่สมควรหยุดยาหรือปรับเปลี่ยนยาด้วยตัวเอง สำหรับคนไข้ที่ทานยาขับเยี่ยว ควรจะกินส้มหรือกล้วยเสมอๆ เพื่อทดแทนโปแตสเซียมที่สูญเสียไปในเยี่ยวรีบพบหมอข้างใน 1 วัน หรือ เร่งด่วน มีลักษณะดังนี้  ปวดหัวมาก อ่อนเพลียเป็นอย่างมากกว่าปกติมาก เท้าบวม (อาการของโรคหัวใจล้มเหลว) เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก จะเป็นลม (อาการจากโรคเส้นโลหิตหัวใจ ซึ่งจำต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน) แขน ขาอ่อนแรง พูดไม่ชัดเจน ปากเบี้ยว อ้วก คลื่นไส้ (อาการจากโรคเส้นโลหิตสมอง ซึ่งจำเป็นต้องเจอแพทย์รีบด่วน)

  • การปกป้องตัวเองจากโรคความดันเลือดสูง สิ่งสำคัญที่สุดที่จะปกป้องการเกิดโรคความดันโลหิตสูง คือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งประเด็นการรับประทาน การออกกำลังกายโดย


-              ควรควบคุมน้ำหนัก
-              รับประทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ ครบทั้งยัง 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสม เพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหารชนิดไม่หวานมากให้มากๆ
-              ออกกำลังกาย โดยออกเป็นเวลายาวนานกว่า 30 นาที และก็ออกดูเหมือนจะทุกวัน
-              ลดปริมาณเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
-              พักให้พอเพียง
-              รักษาสุขภาพจิต รวมทั้งอารมณ์
-              ตรวจสุขภาพรายปี ซึ่งรวมถึงวัดความดันเลือด เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี จากนั้นตรวจสุขภาพหลายครั้งตามแพทย์ และพยาบาลแนะนำ
-              ลดของกินเค็ม หรือเกลือทะเล น้อยกว่า 6 กรัม ต่อวัน) ทานอาหารพวกผัก และผลไม้เพิ่มมากขึ้น
ข้อเสนอในการลดการบริโภคเกลือรวมทั้งโซเดียม :-
เลือกซื้อผัก ผลไม้และเนื้อสัตว์ที่สดใหม่แทนวิธีการสำหรับเลือกซื้ออาหารบรรจุกระป๋อง ผักดองและก็อาหารสำเร็จรูป
ถ้าต้องเลือกซื้ออาหารบรรจุกระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปควรจะอ่านฉลากของกินทุกครั้ง แล้วก็เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมต่ำหรือน้อย (สำหรับประชาชนทั่วไปควรบริโภคเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา หรือน้อยกว่า 6 กรัมต่อวัน) ล้างผักแล้วก็เนื้อสัตว์ที่ใช้ประกอบอาหารให้สะอาด เพื่อล้างเกลือออก ลดการใช้เกลือแล้วก็เครื่องปรุงรส หันมาใช้เครื่องเทศและก็สมุนไพรที่มีจำนวนโซเดียมต่ำ เป็นต้นว่า หัวหอม กระเทียม ขิง พริกไทย มะนาว ผงกระหรี่ แทนไม่วางภาชนะหรือขวดใส่เกลือรวมถึงเครื่องปรุงรสต่างๆอาทิเช่น ซอส  ซีอิ๊วขาวแล้วก็น้ำปลาไว้บนโต๊ะอาหารทุกมื้อลองของกินก่อนกิน ฝึกฝนการรับประทานอาหารที่มีรสชาติพอดี ไม่เค็มจัดหรือหวานจัด ทำอาหารรับประทานอาหารเองแทนการกินอาหารนอกบ้าน    หรือการซื้ออาหารสำเร็จรูป
ขอ
 
แบ่งปันกระทู้นี้...
สำหรับเว็บบอร์ด
(BBCode)
สำหรับเว็บไซต์หรือเว็บบล็อก
(HTML)