แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - bilbill2255

หน้า: 1 2 3 [4] 5
46

[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพรตังหน[/url][/size][/b]
ตังหน Calophyllum tetrapterum Miq. Var. tetrapterum Stevens ตังหน (ภาคใต้)
ต้นไม้ สูง 10-30 มัธยม ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นกลม หรือ รูปเจดีย์ต่ำๆกิ่งอ่อน สีน้ำตาลปนเทา ลำต้นเปลาตรง เปลือกดก สีน้ำตาลคละเคล้าเทา เรียบ หรือ แตกเป็นร่องลึก เป็นสะเก็ดใหญ่ๆน้ำยางสีเหลืองใส ข้น กิ่งมักจะเป็นสี่เหลี่ยม แบนน้อย ใบ ลำพัง ออกตรงกันข้าม รูปรีถึงรูปไข่กลับ กว้าง 1.6-5.2 เซนติเมตร ยาว 3.7-13.5 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบของใบค่อนข้างจะครึ้มกว่าส่วนอื่น แล้วก็มีสีจาง เส้นใบตรง ขนาน แล้วก็ถี่ชิดกันมากมาย ก้านใบยาว 8-15 มม. ด้านบนเป็นร่อง สมุนไพร ดอก สีขาว ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ ช่อหนึ่งๆมีโดยประมาณ 5-9 ดอก ใบประดับประดาร่วงง่าย ก้านดอกยาว 0.5-2 เซนติเมตร สะอาด มีกลีบรวม 4 หรือ 8 กลีบ กลีบรวมคู่นอกรูปไข่ถึงรูปรีกว้าง กว้าง 2-4 มม. ยาว 2.5-5 มม. รอบๆข้างนอกใกล้ปลายกลีบ มักมีผิวเป็นตุ่มๆหรือ มีขนบางส่วน กลีบรวมที่อยู่ด้านในรูปรีถึงรูปรางน้ำ กว้าง 1.5-3.5 มม. ยาว 3.5-8.5 มม. เกสรเพศผู้มีเยอะมากๆ ผล รูปรีถึงกลม กว้าง 5-12 มม. ยาว 6.5-16 มิลลิเมตร ปลายผลแหลมหรือกลม เมื่อแห้งจะออกสีเทา หรือน้ำตาลอ่อน ผลอ่อนผิวเหี่ยวย่น ผลเมื่อแก่ผิวเรียบรวมทั้งกลีบรวมจะหลุดหล่นไป ผิวผลเมื่อแห้งจะบางเปราะ มีเมล็ดเดียว

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดงดิบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ของประเทศไทย ความสูง 200-600 ม.
คุณประโยชน์ : แพทย์พื้นเมืองบางพื้นที่ใช้ ใบและเปลือกต้ม ผสมกับตัวยาอันอื่นกินแก้ไข้จับสั่น

47

สมุนไพรว่านหอมแดง
ว่านหอมแดง Eleutherine palmifolia (L.) Merr.
บางถิ่นเรียก ว่านหอมแดง (ภาคกึ่งกลาง) บ่อพบ เพาะบีเบ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ว่านไก่แดง ว่านเข้า ว่านหมาก (ภาคเหนือ) ว่านเพลาะ (เชียงใหม่)
  ไม้ล้มลุก หัวใต้ดินรูปไข่ยาว สีแดง มีลักษณะเหมือนหัวหอม ลำต้นที่อยู่เหนือดินตั้ง โค้ง หรือ เอนนอนแต่ว่าปลายโค้งขึ้น ใบ แทงขึ้นมาจากพื้นดิน รูปหอก จีบทับกันคล้ายพัด กว้าง 1-2.5 เซนติเมตร ยาว 25-60 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบแคบ ขอบใบเรียบ ขนสะอาด ใบที่ออกตามลำต้นมีขนาดเล็ก ดอก ออกเป็นช่อ ก้านช่อยาว 2.5-4 ซม. ตั้งชัน หรือ กางออก มักจะโค้งกาบหุ้มดอกมี 2-10 อัน ทับกันอยู่ที่ง่ามใบใกล้ยอด ยาว 12-16 มิลลิเมตร สีเขียว ดอกมีจำนวน 4-10 ดอก ก้านดอกยาว 1-1.5 ซม. ถูกกาบหุ้มดอกหุ้มไว้ ดอกสีขาว มี 6 กลีบ กว้าง 1.5-3.5 เซนติเมตร รูปขอบขนาน รูปไข่กลับ หรือ รูปช้อน เรียงเป็น 2 วง กลีบที่อยู่วงในมีขนาดเล็กกว่ากลีบวงนอก เกสรเพศผู้มี 3 อัน สีเหลืองสด ติดอยู่ที่โคนกลีบ ก้านเกสรไม่ติดกัน อับเรณูตั้ง รังไข่รูปรี ก้านเกสรเพศเมียสีเหลืองแยกเป็นกิ่งก้านสาขาสั้นๆ3 กิ้งก้าน ผล รูปขอบขนาน หัวตัด มี 3 ช่อง เมล็ดรูปรี อัดกันแน่น

นิเวศน์วิทยา
: เกิดตามป่าดงดิบราบต่ำ และก็ปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้าน
คุณประโยชน์ : หัวใต้ดิน เป็นยาขับปัสสาวะ ยาระบาย ทำให้อาเจียน แก้บิด รวมทั้งอาการอักเสบของริดสีดวงทวาร น้ำยาที่ได้จากหัวใต้ดินใช้ทาบาดแผลนิดๆหน่อยๆแมลงกัดต่อย บดเป็นผุยผงทาแก้ปวดท้อง

48

สมุนไพรสะระแหน่ประเทศญี่ปุ่น
สะระแหน่ญี่ปุ่น Mentha arvensis L. var. piperascens Malinv.
บางถิ่นเรียกว่า สะระแหน่ญี่ปุ่น ต้นน้ำมันหม่อง ไม่ญี่ปุ่น (จังหวัดกรุงเทพมหานคร)
  ไม้ล้มลุก อายุนับเป็นเวลาหลายปี ต้นสูง 20-40 เซนติเมตร มีขนเล็กน้อย ใบ ผู้เดียว ออกตรงกันข้ามรูปไข่ รูปไข่ออกจะแคบ หรือ รูปขอบขนาน กว้าง 1-2.5 ซม. ยาว 2-5 ซม. ปลายโคนสอบ ขอบจักเป็นฟันเลื่อย มีต่อมเป็นจุดๆแล้วก็มีขนทั้งยังด้านบนและก็ข้างล่าง ก้านใบยาว 3-10 มม. ดอก ออกเป็นช่อกลุ่มตามง่ามใบ ก้านช่อดอกสั้น ก้านดอกย่อยสั้นกว่ากลีบเลี้ยง เกลี้ยง  สมุนไพร หรือมีขนกลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันเป็นหลอดรูประฆัง ยาว 2.5-3 มม. ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก ชอบมีขนยาวที่คอหลอด ที่แฉกมีขนสามเหลี่ยมแคบๆปลายเรียวแหลม กลีบดอกไม้สีขาว หรือชมพูอ่อน เชื่อมชิดกันเป็นหลอดรูประฆัง ยาว 4-5 มิลลิเมตร ปลายหลอดแยกเป็น 4 แฉกเท่าๆกัน เกสรเพศผู้มี 4 อัน ก้านเกสรตรง ยาวเท่าๆกัน อับเรณูเป็น 2 พู เรียงขนานกัน ผล ขนาดเล็ก รูปรีแบนเล็กน้อย ยาว 0.7 มม. ฐานสอบป้านๆรวมทั้งเป็นสามเหลี่ยม

นิเวศน์วิทยา
: สามารถปลูกได้ในแทบทุกภาคของประเทศ ขึ้นได้ในดินดูเหมือนจะทุกชนิด ชอบน้ำมากมายแม้กระนั้นไม่แฉะ ชอบแสงมาก อุณหภูมิที่สมควรอยู่ระหว่าง 25๐-30­๐ C
คุณประโยชน์ : ใบ กินได้ใช้แต่งรสของกิน เป็นต้นว่า ใส่ยำต่างๆใบแห้งเป็นยาฆ่าเชื้อโรคพอกแก้ปวดข้อ รับประทานเป็นยาเย็น ขับลม บำรุงธาตุ ขับเมนส์ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ รวมทั้งบำรุงปลายประสาท สกัดให้น้ำมันไม่นต์มี menthol 80-90% ทั้งยังต้น ขยี้ทาขมับ แก้ปวดหัว สูดดมแก้ลม ทาแก้ฟกบวม รับประทานแก้ปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อ

49

สมุนไพรงาขี้ม้อน
งาขี้ม้อน Perilla frutescens (L.) Britton
บางถิ่นเรียก งาขี้ม้อน (ภาคเหนือ) สวยน (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) แง (จังหวัดกาญจนบุรี) นอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) น่อง (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี)
ไม้ล้มลุก ตั้งชัน สูง 50-150 ซม. ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยมมนๆระหว่างเหลี่ยมเป็นร่อง แตกกิ่งก้านสาขา มีกลิ่นหอมหวน มีขนยาวละเอียดสีขาวปกคลุมหนาแน่น เมื่อโตเต็มที่ ที่โคนต้นหมดจด ส่วนโคนต้นและโคนกิ่งแข็ง [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปไข่หรือกลม กว้าง 2-8 ซม. ยาว 3-9.5 ซม. ปลายใบเรียวแหลมหรือแหลมเป็นติ่งยาว โคนใบกลม ป้าน หรือ ตัด ขอบของใบจะแบบฟันเลื่อย สีเขียวอ่อน ด้านล่างสีอ่อนกว่าข้างบน มีขนทั้งสองด้าน ตามเส้นใบมีขนหนาแน่น ด้านล่างมีต่อมน้ำมัน ก้านใบยาว 10-45 มิลลิเมตร มีขนยาวหนาแน่น ดอก ออกเป็นช่อกระจะ ตามง่ามใบรวมทั้งที่ยอด ริ้วประดับประดาดอกย่อย รูปไข่ กว้าง 2.5-3.2 มิลลิเมตร ยาว 3-4 มม. ไม่มีก้าน โคนริ้วตกแต่งกลมกว้าง ขอบเรียบ มีขน ปลายเรียวแหลม ก้านดอกย่อยยาวโดยประมาณ 1.5 มม. มีขนสีขาวปกคลุมหนาแน่น กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง ยาวราวๆ 2 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก แฉกกลางข้างบนสั้นกว่าแฉกอื่นๆมีเส้นตามยาว 10 เส้น ข้างนอกมีขนและก็มีต่อมน้ำมัน ภายในมีขนยาวเรียงเป็นวงรอบปากหลอด เมื่อดอกเจริญรุ่งเรืองไปเป็นผลแล้ว กลีบเลี้ยงจะใหญ่ขึ้น กลีบดอกสีขาว เชื่อมติดกันเป็นหลอดทรงกระบอก ปลายแยกเป็นปาก ยาว 3.5-4 มิลลิเมตร ข้างนอกมีขน ด้านในมีขนเรียงเป็นวงอยู่ตรงกลางหลอด ปากบนปลายเว้านิดหน่อย ปากข้างล่างมี 3 หยัก ปลายมนหยักกึ่งกลางใหญ่กว่าหยักอื่นๆแล้วก็เฉพาะหยักนี้ด้านในมีขน เวลาดอกบานกลีบนี้จะกางออก เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็นคู่ คู่บนสั้นกว่าคู่ด้านล่างบางส่วน ก้านเกสรเกลี้ยง อับเรณูมี 2 พู ข้างบนติดกัน ข้างล่างกางออก จานดอกเห็ดชัด รังไข่ยาวประมาณ 3 มม. มีพูกลมๆ4 พู ก้านเกสรเพศเมีย ยาว 2.6-3 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็น 2 แฉก ไม่มีขน ผล รูปไข่กลับ ขนาดเล็ก ยาวราวๆ2 มิลลิเมตร แข็ง สีน้ำตาล หรือสีเทา มีลายรูปตาข่าย

นิเวศน์วิทยา
: มีปลูกทางภาคเหนือของประเทศไทย
คุณประโยชน์ : ใบ และยอดอ่อน ใช้แต่งรสอาหาร แก้ไอ แก้หวัดและช่วยสำหรับในการย่อย เมล็ด น้ำมันสกัดจากเม็ดใช้ประกอบอาหารได้ กินเป็นยาชูกำลัง ทำให้ร่างกายอบอุ่นและแก้ท้องผูก

Tags : สมุนไพร

50

สมุนไพรเชียด
เชียด Cinnamomum iners Blume
บางถิ่นเรียกว่า เชียด มหาปราบตัวผู้ อบเชย อบเชยต้น (ภาคกึ่งกลาง) กระแจะโมง กะเชียด กะทังนั้น (จังหวัดยะลา) กะดังงา (จังหวัดกาญจนบุรี) กะพังหัน โกเล่ เนอม้า (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) เขียด เคียด เฉียด ชะนุต้น (ภาคใต้) ดิ๊กซี่สอ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่) บอกคอก (จังหวัดลำปาง) ฝักดาบ (พิษณุโลก) พญาปราบ (นครราชสีมา) สะวง (จังหวัดปราจีนบุรี)
[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/color] ไม้ใหญ่ ขนาดกึ่งกลางถึงขั้นใหญ่ สูง 15-20 ม. ทรงพุ่มกลม หรือ รูปเจดีย์ต่ำๆทึบ เปลือกสีน้ำตาลอมเทา ค่อนข้างจะเรียบ หมดจด เปลือกแล้วก็ใบมีกลิ่นหอมหวนอบเชย (cinnamon) ใบ ลำพัง ออกตรงข้าม หรือเยื้องกันเล็กน้อย รูปขอบขนาน กว้าง 2.5-7.5 ซม. ยาว 7.5-2.5 ซม. เนื้อใบ ครึ้ม สะอาด และกรอ มีเส้นใบออกจากโคนใบ 3 เส้นยาวตลอดจนถึงปลายใบ ด้านล่างเป็นคราบเปื้อนขาวๆก้านใบยาว 0.5 ซม. ดอก มีขนาดเล็ก สีเหลืองอ่อน หรือเขียวอ่อน ออกเป็นช่อแบบกระจายที่ปลายกิ่ง ยาว 10-25 ซม. ดอกมีกลิ่นเหม็น ผล มีขนาดเล็ก รูปขอบขนาน ยาวราวๆ 1 เซนติเมตร แข็ง ตามผิวมีคราบขาวๆแต่ละผลมีเม็ดเดียว ฐานรองรับผลเป็นรูปถ้วย

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นกระจัดกระจายทั่วๆไปในป่าดิบ
สรรพคุณ : ราก พบ essential oil ที่มี eugenol safrol, benzaldehyde และก็ terpene ต้น เปลือกต้นพบ essential oil โดยประมาณ 0.5% ประกอบด้วย eugenol, terpene และก็ cinnamic aldehyde

51

[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/i]กะทัง[/url][/b]
กะทัง Litsea monopetala Pers.
บางถิ่นเรียก กะทัง (ภาคใต้) พอเพียงครา (นครศรีธรรมราช) โพหน่วย มุหมู (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) เมาะโม (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ยุ๊กเยา (แพร่) สะหมี่ (ชัยภูมิ) หมี (เมืองจันท์) หมีตุ้ม หมีโป้ง (เชียงใหม่) อีเหม็น (ภาคเหนือ)
       สมุนไพร ไม้ใหญ่ ขนาดเล็ก หรือ ไม้พุ่ม สูง 6-13 ม. แขนงค่อนข้างจะใหญ่ มีขน ใบ ผู้เดียว ออกเรียงสลับ รูปขอบขนานแคบ รูปไข่ หรือ รูปไข่กลับ ขนาดของใบแตกต่างกันมากมาย มีความยาวตั้งแต่ 5-41 ซม. ปลายใบมน กลม หรือเป็นติ่งแหลม โคนใบแหลม กลม หรือเว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ ด้านบนหมดจดวาว ด้านล่างมีขน ใบแห้งเป็นสีน้ำตาล เส้นใบมี 5-10 คู่ เส้นใบย่อยแลเห็นชัดทางข้างล่างของใบ ก้านใบยาว 1.2-2.5 ซม. ดอก สีเหลืองอมเขียว ออกตามง่ามใบเป็นช่อกลุ่มแบบซี่ร่ม ช่อหนึ่งมีราว 5-6 ดอก ก้านช่อสั้น มีใบประดับ 4-5 ใบ กลีบรวมโคนเชื่อมชิดกัน ปลายแยกเป็น 5-6 กลีบ ขอบกลีบมีขน เกสรเพศผู้มี 9-13 อัน ก้านเกสรมีขน ผล รูปรี หรือ ค่อนข้างจะกลม ยาว 5-7 มิลลิเมตร มีกลีบรวมเป็นฐานรองรับ เมื่อสุกมีสีน้ำเงินอมดำ ผิวเป็นมัน

นิเวศน์วิทยา
: เจอขึ้นใกล้สายธาร ในป่าเบญจพรรณทั่วๆไป
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือก เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสียแล้วก็บำรุงธาตุ ผงบดจากเปลือกต้นใช้ตำเป็นยาพอกแก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ฟกช้ำ แก้ปวดรอยแผล หรือ กล้ามเนื้อทำงานมาก รวมทั้งยังใช้พอกขาสัตว์แก้กระดูกเดาะหรือหัก

52

สมุนไพรลิ้นงูเห่า
ชื่อท้องถิ่นอื่น  ลิ้นงูเห่า (เมืองจันท์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Clinacanthus siamensis Bremek.
ชื่อวงศ์  ACANTHACEAE
ชื่อสามัญ Lin gnu hao.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้เถาล้มลุก (HC) ลักษณะพุ่มเลื้อย คล้าบต้นเสลดพังพอนตัวเมีย ลำต้นกลมสีเขียวเรียวยาว ใบ เป็นใบผู้เดียว ลักษณะใบรูปหอกหรือรูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง 2-4 ซม. ยาว 6-12 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ขอบของใบเรียบ ก้านใบเล็กกลม แผ่นใบมีสีเขียวเข้ม ใบดกและดกทึบดอก มีดอกเป็นช่อกระจุก สีแดงผสมส้ม แต่ละข่อมีดอกย่อยอัดแน่น 10-15 ดอก ลักษณะคล้ายดอกเสลดพังพอนตัวเมีย กลีบเลี้ยงสีเขียวเป็นรูประฆังตื้นๆโคนดอกชิดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็นกลีบดอก 2 กลีบมีเกสรตัวผู้เป็นสีเหลืองแทงพ้นกลีบดอกไม้ ผล เมื่อแห้งแตกได้ ภายในมีเมล็ด

นิเวศวิทยา
เกิดตามที่รกร้างว่างเปล่าปกติ นิยมปลูกตามสถานที่ต่างๆทั้งยังสวนสาธารณะ วัดแล้วก็บ้านที่พัก เพื่อเป็นไม้ประดับและก็ใช้ประโยชน์ทางยา
การปลูกและแพร่พันธุ์
เป็นไม้ที่โล่งแจ้ง ถูกใจแดดแรง น้ำไม่ขัง เจริญเติบโตได้ในดินร่วนซุย นิยมปลูกเป็นแปลงหรือเป็นแนว ขยายพันธ์ฺด้วยการเพาะเม็ดหรือการปักชำกื่ง
ส่วนที่ใช้รสรวมทั้งสรรพคุณ
สมุนไพร ราก รสจืดเย็น โขลกพอกดับพิษแมลงกัดต่อย
ใบ รสจืดเย็น โขลกหรือขยี้ทาแก้พิษร้อน โรคผิวหนัง พิษอักเสบและก็ปวดฝี รักษาแผลไฟลุก น้ำร้อนลวก ลดอาการอักเสบ
การใช้รวมทั้งจำนวนที่ใช้

  • เป็นยารักษาโรคผิวหนัง โดยใช้ใบสด 10-20 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วเอามาโขลกอย่างระมัดระวัง ใช้ทาและพอกรอบๆที่เป็น วันละ 2-3 ครั้ง เสมอๆ กระทั่งจะหาย 2. ลดลักษณะของการปวดแสบปวดร้อนของตุ่มแผลงูสวัด โดยใช้ใบสด 10-20 ใบ ล้างให้สะอาดเอามาโขลกอย่างละเอียดผสมสุราโรงน้อย นำมาทารวมทั้งพอกบริเวณที่มีอาการร เช้าตรู่-เย็น เป็นประจำ


53

[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพรเพกา[/url][/size][/b]
ชื่อพื้นเมืองอื่น  มะลิดไม้  มะลิ้นไม้  ลิดไม้ (ภาคเหนือ) หมากลิ้นก้าง หมากลิ้นช้าง (งู-ภาคเหนือ) ดอก๊ะ  ด๊อกก๊ะ  ดุเอ็ง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) กาโด้โด้ง (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) เพกา (ภาคกึ่งกลาง) ลิ้นฟ้า (เลย) เบโก (มลายู-นราธิวาส)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
ชื่อสกุล  BIGNONIACEAE
ชื่อสามัญ Indian trumpet flower.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้ใหญ่ขนาดเล็ก (ST) ผัดใบ สูงโดยประมาณ 4-20 เมตร เปลือกต้น เรียบสีเทา บางครั้งบางคราวแตกเป็นรอยตื้นน้อย มีรูระบายอากาศขจุยขจายตามลำต้นและกิ่ง
ใบ เป็นใบประกอบแบบขน มีใบเดี่ยวๆขนาดใหญ่ที่ปลายก้าน ทรงกลม ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ก้านใบยาว ใบย่อยรูปไข่ ขอบใบเรียบ ออกตรงกันข้ามชิดกัน อยู่ประมาณปลายกิ่ง ก้านใบย่อยสั้น แผ่นใบสีเขียวเข้ม
ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ ช่อมีขนาดใหญ่ออกที่บริเวณปลายยอด มีก้านช่อดอกยาว มีดอกย่อยขนาดใหญ่ รูปปากเปิดแบบสามมาตรด้านข้าง กลีบดอกไม้หนา มี 5 กลีบ ภายนอกสีม่วงแดงหรือน้ำตาลคล้ำ ข้างในสีเหลืองเลอะเทอะๆครึ่งหนึ่งสีชมพู โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปลำโพง ส่วนปลายแยกออกเป็นกลีบร่นขยุกขยิก รอบๆปลายกลีบดอกไม้ด้านในสีขาวอมเหลือง หรือขาวอมเขียว มีเกสรตัวผู้ 5 อันชิดกับท่อดอกโคนก้านจะมีขน ผล เป็นฝักแบน ยาวคล้ายรูปดาบ แขวนระย้าอยู่เหนือเรือนยอด สีน้ำตาลดำ เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก
เม็ด เมล็ดแบน มีปีกบางใสจำนวนไม่ใช่น้อย

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่ขึ้นได้ทั่วไปทุกภาคของเมืองไทย ชอบขึ้นบนที่โล่ง บริเวณป่าเขาดิบ และก็ไร่ร้างปกติ
การปลูกแล้วก็แพร่พันธุ์
เป็นไม้ที่ปลูกง่าย และไม่อยากได้เอาใจใส่มากสักเท่าไรนัก เจริญเติบโตได้ดิบได้ดีในที่ชื้นระบายน้ำดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งดินที่ร่วนซุย ควรปลูกในฤดูฝน ขยายพันธ์ุด้วยการเพาะเมล็ดหรือการตัดชำราก
ส่วนที่ใช้กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมและก็สรรพคคุณ   
เปลือกราก รสฝาดขม แก้เจ็บท้อง ฝาดวสมาน เป็นยาบำรุง แก้บิด แก้ท้องเสีย ขับเหงื่อ
ราก รสฝาดขม เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ท้องวร่วง เจริญอาหาร กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดน้ำย่อยของกิน ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการอักเสบ บวมช้ำ บวม ลำต้น รสขม แก้แมลงป่องต่อย เปลือกต้น รสขมฝาด ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือด ขับเสมหะ ดับพิษโลหิต เป็นยาขมเจริญอาหาร
ใบ รสฝาด ใช้ต้มดื่มแก้ลักษณะของการปวดท้อง แก้ปวดข้อ และเจริญอาหาร
ผลอ่อนหรือฝักอ่อน รสขมร้อน ขับผายลม เป็นยาบำรุงธาตุ                                                     
ผลแก่หรือฝักแก่ รสขมร้อน แก้ร้อนในอยากกินน้ำ
เมล็ดแก่ รสขม เป็นยาอมแก้ไข ขับเมหะ ใช้เป็นองค์ประกอบอย่างหึ่งในน้ำจับเลี้ยงของคนจีนแก้ร้อนใน
วิธีใช้และก็ปริมาณที่ใช้

  • ขับเลือด ขับน้ำเหลืองเสีย โดยใช้เปลือกต้นสด 1 กำมือ หรือหนักประมาณ 20 กรัม สับเป็นชิ้นต้มในน้ำที่สะอาด 1 ลิตร ต้มให้เหลือ 3 ใน 4 ส่วน กรองเอาน้ำกิน รุ่งเช้า-เย็น 2. แก้ปวดฝี โดยใช้เปลือกสด ประมาณ 1 ฝ่ามือฝนกับเหล้าโรงทาบริเวณที่บ่อยๆ
  • แก้อาการร้อนใน แก้ไอ รวมทั้งขับเสลด เมล็กเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งใน “น้ำจับเลี้ยง” ของคนจีน โดยใช้เม็ดทีละ 0.5-1 กำมือ (หนักราวๆ 1.5-3 กรัม) ใส่น้ำราว 300 มล. ต้มไฟอ่อนเพียงพอเดือดนานราวๆ 1 ชั่วโมง ดื่มวันละ 3 ครั้ง


54
อื่นๆ / สัตววัตถุ หมาร่า
« เมื่อ: ธันวาคม 27, 2017, 04:53:52 PM »

หมาร่า
หมาร่า เป็นแมลงพวกต่อหรือแตน แต่สร้างรังรูปร่างแตกต่างกันด้วยดินเหนียวหรือดินเหนียวปนทราย ติดอยู่ที่ก้านไม้หรือสิ่งของอื่นข้างนอกบ้านช่อง หรือตามขื่อ ฝ้าเพดานในบ้าน ทั้งนี้แล้วแต่ประเภทของสุนัขร่า ซึ่งมีอยู่ล้นหลามหลายอย่าง ในสกุล sphecidae แล้วก็ตระกูล Eumenidae สุนัขร่า เป็นแมลงที่มีชีวิตอย่างโดดเดี่ยว จึงเรียก solitary  wasp  ไม่อยู่รวมกลุ่มกันเป็นแบบสังคม เสมือนต่อหลวงหรือต่อหัวเสือ ซึ่งเป็นประเภท social  wasp
[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/b][/url] หมาร่าเป็นมังล่า เป็นชื่อที่เรียกกันในภาคกลาง ทางภาคทิศตะวันออก ดังเช่น เมืองจันท์ ตราด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี เรียกเป็น หมาร่า สุนัขล้า หรือ สุนัขล้า ทางภาคตะวันตกเป็นต้นว่า   จังหวัดกาญจนบุรี เรียก แมงไม้  ไม้ หรือ ไอ้ไม้ ทางภาคเหนือเช่น เชียงใหม่ จังหวัดลำพูน ลำปาง จังหวัดเชียงใหม่ น่าน เรียก แมงไม้ หรือ ไม้ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างเช่น จังหวัดบุรีรัมย์   นครราชสีมา จังหวัดสุรินทร์  จังหวัดศรีสะเกษ ขอนแก่น มหาสารคาม นครพนม จังหวัดอุดรธานี กาฬสินธุ์ เรียก ไน หรือ หมาไน ส่วนทางด้านใตน ดังเช่นว่า ชุมพร กระบี่ สุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต   นครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา จังหวัดยะลา เรียก สุนัขบ้า หรือ หมาแมงบ้า

Tags : สมุนไพร

55
อื่นๆ / สัตววัตถุ งูเห่า
« เมื่อ: ธันวาคม 21, 2017, 01:28:34 PM »

งูเห่า
งูเห่าเป็นงูที่มีพิษขนาดปานกลางถึงกับขนาดใหญ่
มีชื่อวิทยาศาสตร์ Naja naja kaouthia Lesson
มีชื่อสามัญว่า Thai cobra หรือ common cobra หรือ Siamwse cobra
จัดอยู่ในสกุล Elapidae งูเห่าหม้อ หรือ งูเห่าไทยก็เรียก
งูเห่าไทยที่โตเต็มกำลังมีความยาวราว ๑๓๐ เซนติเมตร วัดขนาดผ่านศูนย์กลางของลำตัวราว ๕ ซม. มีลวดลายสีสันต่างกันออกไปในแต่ละตัว สีที่พบได้บ่อยเป็นสีเทนดำ  นอกเหนือจากนี้อาจมีสีน้ำตาลเข้ม เขียวหม่นหมอง หรืออมเขียว มักมีสีเดียวกันตลอดทั้งลำตัว ลวดลายบนตัวมีความมากมายหลากหลายมาก โดยยิ่งไปกว่านั้นลวดลายที่คอหรือ “ดอกจัน”งูเห่าไทยที่พบได้มากมีดอกจันเป็นวงกลมวงเดียว ก็เลยมีชื่อเรียกในภาษษอังกฤษว่า monocellate cobra  บางประเภทมีดอกจันวตระหนี่ลมตัดกัน ๒ วงคล้ายแว่น เรียกงูเห่าแว่น  บางชนิดมีดอกจันรูปดโป้อกส้านหรือลายตาอ้อย เรียกงูเห่าดอกส้าน  บางจำพวกมีลายดอกจันเป็นรูปอานม้า ก็เรียกงูเห่าอานม้า งูเห่าพ้นพิษ งูเห่าอีกกรุ๊ปหนึ่ง เรียกงูเห่าพ้นพิษ (spitting  cobra) ที่พบในประเทศไทยมี ๓ จำพวก  ดังเช่น
๑.งูเห่าด่างพ่นพิษ (black and white spitting cobra)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Naja naja siamensis Nutphand
จำพวกย่อยนี้มีลักษณะเหมือนงูเห่าไทย  แต่ขนาดเล็กกว่า  ลำตัวยาวราว ๘๐  ซม.  คล่องแคล่ว  ปราดเปรี่ยว  และก็ดุกว่างูเห่าไทย  พ่นพิษได้ไกลราว ๒ เมตร  ลำตัวมีสีไม่แน่นอน  สีด่างถึงขาว  ดอกจันรูปตัวยู (U)  ในภาษาอังกฤษ  บางที่เรียก  งูเห่าเรื้อน  พบมากในภาคตะวันตกแล้วก็ตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย  เช่นที่จังหวัดกาญจนบุรี  จังหวัดอ่างทอง  จังหวัดสุพรรณบุรี  แล้วก็ตาก  ยิ่งไปกว่านั้นยังอาจเจอทางภาคตะวันออกด้วย  ดังเช่น  เมืองจันท์  ชลบุรี  งูที่พบรอบๆนี้มักไม่มีลายด่างขาว
๒.งูเห่าทองพ่นพิษ (going  spitting  cobra)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Naja naja sumatranus Var
งูจำพวกย่อยนี้มีลำตัวยาวราว  ๙๐  ซม.  มีสีเหลืองปลอดหมดทั้งตัว  บางตัวอาจมีสีเหลืองอมเขียว  ไม่มีลายสีอื่นๆ ไม่มีดอกจันบนหลังคอรวมทั้งท้องสีขาว  ภาคใต้พูดได้ว่างูเห่าปลวก  งูประเภทนี้มีน้ย  พบเฉพาะทางภาคใต้ของประเทศไทย  ตัวอย่างเช่นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช  สุราษฎร์ธานี  พัทลุง  และจังหวัดสตูล
๓.งูเห่าอีสานพ่นพิษ (isan  spitting  cobra)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Naja naja isanensis (Nutphand)
งูชนิดย่อยนี้ลำตัวเล็กมากยิ่งกว่าประเภทย่อยอื่นๆ ยาวราว ๖๐-๗๐ ซม.  ดุ  คล่องแคล่ว  ปราดเปรี่ยว  พ่นพิษเก่งมาก  มีสีเขียวอมเทา  เขียวอมน้ำตาล  หรือเขียวหมองตลอดตัว  ไม่มีลายเด่นชัด  มักไม่มีดอกจัน  แม้กระนั้นบางตัวอาจมีดอกจันรูปตัวยู(U) ในภาษาอังกฤษกระจ่างแจ้งกว่างูเห่าด่างพ่นพิษ  พบได้มากทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองไทย  บางถิ่นเรียก งูเห่าเป่าตา
งูเห่าอีกประเภทหนึ่ง  พบมากที่จังหวัดสุพรรณบุรี  ชนิดนี้ลำตัวมีสีนวลและไม่มีดอกจัน เรียกงูเห่าสีนวล
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Naja  kaouthia  suphandensis (Nutphand)

ประโยชน์ทางยา
[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/b][/url] หมอแผนไทยรู้จักใช้รอยเปื้อนงูเห่า กระดูกงูเห่า ดีงูเห่า และก็น้ำมันงูเห่า นอกนั้นแพทย์ตามต่างจังหวัดยังใช้งูเห่าหมดทั้งตัวปิ้งไฟจนกระทั่งแห้งกรอบ  ดองสุรากินแก้เมื่อย  แก้ปวดหลัง  แล้วก็แก้ซูบผอมในสตรีหลังคลอดลูก  และก็ใช้หัวงูเห่าสุมไฟให้เป็นถ่าน  ปรุงเป็นยาแก้ชาชักในเด็ก  ลดน้ำหนัก  ว่ามีรสเย็นและก็เมา
๑.คราบงูเห่า  เป็นคราบที่งูเห่าลอกทิ้งเอาไว้ ในพระหนังสือปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่งที่เข้า “รอยเปื้อนงูเห่า” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ภาคหนึ่งยาใช้ภายนอกตัวกุมาร   กันสรรพโรคทั้งผอง  แลจะเจ็บป่วยอภิฆาฎก็ดี  โอปักกะไม่กาพาธดีแล้ว ท่าน ให้เอาใบมะขวิด รอยเปื้อนงูเห่า หอมแดง สาบแร้งสาบกา ขนเม่น ไพลดำ ไพลเหลือง บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำนมวัว  ทาตัวกุมาร  จ่ายความไม่บริสุทธิ์โทษทั้งผองดีนัก
๒.กระดูกงูเห่า  มีรสเมา  ร้อน  แก้พิษเลือดลม  แก้จุกเสียด  แก้ษนัย  แก้ปวดเมื่อย  แก้ชางตานขโมย  และปรุงเป็นยาแก้แผลเนื้อร้ายต่างๆ ในพระตำราจินดาร์ให้ยาอีกขนานหนึ่งเข้า “กระดูกงูเห่า”  เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ยาใช้ภายนอกท้องแก้ท้องขึ้น   ขนานนี้ท่านให้เอาใบหนาด ๑ ใบคนทีสอ ๑ ใบลูกประคำไก่ ๑ ใบผักเค็ด ๑ ใบผักเสี้ยนผี ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ เม็ดในสะบ้ามอญ ๑ มดยอบ ๑ กำยานผี ๑ ตรีกะฎุก ๑ สานส้ม ๑ ดินประสิวขาว ๑ น้ำประสานทอง ๑ กระชายกระทือไพล ๑ หอม ๑ กระเทียมขมิ้นอ้อย ๑ กระดูกงูงูเหลือม ๑ กระดูกงูเห่า ๑ กระดูกห่าน ๑ กระดูกเลียงเขาหิน ๑ มหาหิงคุ์ยาดำ ๑ รงทอง ๑ รวมยา ๒๘ สิ่งนี้  ทำเปนจูณ  บดทำแท่ง  ละลายน้ำมะกรูดทาท้อง  แก้ท้องรุ้งกินน้ำพุงมาร  แก้มาเกลื่อนกลาดระไษยลม  แก้ไส้พองเอาเท่าเทียม  ท้องใหญ่  ท้องขึ้นท้องเขียว  อุจจาระฉี่ไม่ออก  ลมทักขิณคุณ  ลมประวาตคุณ  หายสิ้น
๓.ดีงูเห่า มีรสขม  ร้อน  ผสมยาหยอดตาแก้ตาฝ้า  ตาพร่า  ตาแฉะ  ตาต้อ  และก็บดเป็นกระสายยาช่วยทำให้ฤทธิ์ยาแล่นเร็ว  ในพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์  ให้ยาขนานหนึ่งเข้า “ดีงูเห่า”  เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ยาชื่ออินทรบรรจบคู่กัน  ขนานนี้ท่านให้เอาชะมดพิมเสน ๑ จันทน์ทั้งคู่๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ขอนดอก ๑ ว่านกลีบแรด ๑ ว่านร่อนทองคำ ๑ ผลมะขามป้อม ๑ ยาดำ ๑ มหาหิงคุ์ ๑ กระเทียม ๑ ดีงูเหลือม ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง  เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ เทียนแดง ๑ เทียนเยาวภานี ๑ เทียนบัวหลวง ๑ ผลจันทน์ดอกจันทน์กานพลูกระวาน ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง รวมยา ๒๓ สิ่งนี้  ทำเปนจุณ  แล้วจึงเอา ดีงูเห่า ๑ ดีจระเข้ ๑ ดีตะพาบน้ำ ๑ ดีปลาช่อน ๑ ดีปลาไหล ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง  แช่เอาน้ำเปนกระสาย  บดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำดอกไม้รับประทาน  แก้หมดหนทาง  ถ้าเกิดไม่ฟัง  ละลายเหล้ารับประทานแก้สรรพตาลทรางทั้งปวง  แลแก้ชักเท้ากำมือกำ  หายดีนัก
๔.น้ำมันงูเห่า  จัดแจงได้โดยการเอาเปลวมันในตัวงูเห่าใส่ขวด ผึ่งแดดจัดๆ จนกระทั่งเปลวมันละลาย  ใส่เกลือไว้ตูดขวดนิดหน่อยเพื่อกันเหม็นเน่า  ในตำราเรียนพระยารักษาโรค  พระนารายณ์มียาขี้ผึ้งขนานหนึ่งว่า “น้ำมันงูเห่า” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ขี้ผึ้งบี้พระเส้น  ให้เอาชะมดทั้ง ๒ ไพล พิมเสน โกฏเชียง  กรุงเขมา  ดีงูงูเหลือม  จันทน์อีกทั้ง ๒ กฤษณา  กระลำพัก สิ่งละเฟื้อง  โกฏสอ โกฏเขมา โกฏจุลาลำภา  โกฏกัตรา  โกฏสิงคี  โกฏหัวบัว  มัชะกิยพระสรัสวดี  กระวาน  กานพลู  ลูกจันทน์  ดอกจันทน์  เทียนดำ  เทียนขาว พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ดีปลี ลูกกราย  ฝิ่น  สีปาก สิ่งละสลึง  กะเทียม  หอมแดง  ขมิ้นอ้อย  ๒ สลึง  ทำเป็นจุณ  ละลายน้ำมะนาว ๑๐ ใบ  น้ำมันงาทนาน ๑  น้ำมันหมูหลิ่ง น้ำมันเสือ น้ำมันไอ้เข้  น้ำมันงูเห่า น้ำมันงูเหลือม  พอสมควร  หุงให้อาจจะแม้กระนั้นน้ำมัน  ก็เลยเอาชันรำโรง ชันห้อย ชันระนัง ใส่ลงพอเหมาะ  กวนไปก็ดีก็เลยเอาทาแพรทาผ้ามอบ ทรงปิดไว้ ที่พระเส้นอันแข็งนั้นหย่อนยาน

56
อื่นๆ / สัตววัตถุ จระเข้
« เมื่อ: ธันวาคม 20, 2017, 09:53:40 AM »

ไอ้เข้
ตะไข้เป็นสัตว์คลานขนาดใหญ่ มีสามีหนังแข็งเป็นเกล็ด ปากยาว ปลายปากนูนสูงมากขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก หางเป็นเหลี่ยม แบน ยาว ใช้โบกว่ายน้ำแล้วก็ใช้ฟาดต่างอาวุธ เหมือนเคยทำมาหากินในน้ำ จระเข้หรืออ้ายเข้ก็เรียก อีสานเรียกแข้ ปักษ์ใต้เรียกเข้ ในตำราเรียนยาโบราณมักเขียนเป็นจรเข้ เรียกใน๓ษาอังกฤษว่า crocodile
ในทางสัตวานุกรมเกณฑ์นั้น  ตะไข้ที่จัดอยู่ในสกุลตะไข้ (Crocodylidae) มีทั้งปวง ๒๒ จำพวก  แบ่งออกได้เป็น ๓ ตระกูลย่อย เป็น
๑. วงศ์ย่อยตะไข้ (Crocodylinae) มีทั้งปวง ๑๔ ประเภท แบ่งแยกเป็น ๓ สกุล ไอ้เข้ที่พบในประเทศไทยมี ๒ สกุล คืสกุลตะไข้ (Crocodylus) มีทั้งหมด ๑๒ จำพวก เจอในประเทศไทยเพียงแค่ ๒ ชนิด แล้วก็สกุงตะโขง (Tomistoma) มีเพียงแต่ ๑ ประเภท
๒.ตระกูลย่อยตะไข้จีน (Alligatoriane)  มัทั้งสิ้น ๗ จำพวก  แบ่งเป็น ๔ สกุล  ไม่พบในธรรมชาติในประเทศไทย Crocodile กับ  Alligator
ตะไข้ที่จัดอยู่ในสกุลย่อย Crocodylinae มีชื่อสามัญว่า crocodile ส่วนที่อยู่ในตระกูลย่อย  Alligatoriane มีชื่อสามัญว่า  alligator ลักษณะโดยธรรมดาคล้ายกันแต่ว่าแตกต่างกันที่ alligator  มีส่วนหัวกว้างกว่า  ปลายปากกลมมนกว่า  ฟันบนครอบฟันด้านล่าง  ฟันข้างล่างซี่ที่ ๔ ทั้งสองข้างขยายโตกว่าฟันซี่อื่นๆ จะมองไม่เห็นฟันซี่นี้เมื่อปากปิด  เนื่องจากว่าฟัน ๒ ซี่นี้สอดลงในรูที่ฟันด้านบน  ส่วน crocodile  มีส่วนหัวที่แหลมเรียวยาวกว่า  ฟันบนและฟันข้างล่างเรียงตรงกัน  ฟันซี่ที่ขยายใหญ่ขึ้นจะเฉออกมาภายนอก  มองเห็นได้ถึงแม้เวลาปิดปาก
๓.ตระกูลย่อยตะโขงอินเดีย (Gavialinaae) ซึ่งมีเพียง ๑ สกุล และมีเพียงแต่ ๑ ประเภทแค่นั้น เป็นตะโขงอินเดียGavialis gangeticus (Gmelin)  เจอตามแหล่งน้ำจืดชืดแล้วก็แม่น้ำต่างๆทางภาคเหนือของอินเดีย  ปากีสถาน  บังกลาเทศ  เนปาล  ภูฏาน แล้วก็ประเทศพม่า  แม้กระนั้นไม่พบในไทย
สมุนไพร แต่ก่อนเจอจระเข้อยู่ตามป่าริมแม่น้ำ  ลำห้วย  คลอง  หนอง  บึง  เคยมีไม่น้อยเลยทีเดียว  จึงมีการจับจระเข้มากินเป็นของกินแล้วก็ใช้ส่วนต่างๆของจระเข้มาเป็นเครื่องยาสมุนไพร  ปัจจุบันเมื่อมีคนมากยิ่งขึ้น  ธรรมชาติแล้วก็สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป  ในขณะที่ต้องจริงได้แก่การใช้พื้นที่ป่าเป็นหลักที่ดินทำมาหากินและที่พักอาศัย  รวมทั้งที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์  ทำให้ปริมาณจระเข้ในธรรมชาติต่ำลงมากมายจนกระทั่งเกือบจะสิ้นซากไปจากธรรมชาติ  อาจเจอบ้างตามแหล่งน้ำในเขตรักษาบางที่ อย่างไรก็ตาม  เป็นโชคดีที่หากว่าจระเข้จวนสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติในประเทศไทยแล้ว  แต่ว่านักธุรกิจของเราก็บรรลุผลสำเร็จสำหรับการเพาะพันธุ์ตะไข้  ทำให้มีปริมาณตะไข้มากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นสัตว์อาสินที่สำคัญของประเทศ   เป็นสัตว์ที่ให้หนังสำหรับทำเครื่องหนังที่ตลาดอยากได้  และให้เครื่องยาสมุนไพรโดยที่ไม่เป็นการทำลายสัตว์ชนิดนี้ในธรรมชาติ  สร้างขึ้นมาจากจระเข้ที่เนื่องจากว่าจำพวกขึ้นมา  ไม่ว่าจะเป็นเนื้อจระเข้  ดีจระเข้  หรือหนังจระเข้  กลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ  ที่เย้ายวนใจนักท่องเทียวทั้งๆที่เป็นคนประเทศไทยและก็เป็นคนต่างชาติให้มาเยี่ยมชมปีละเยอะมากๆ
ตะไข้ในประเทศไทย
ไอ้เข้ที่พบในธรรมชาติในประเทศไทยจัดอยู่ในวงศื Crocodylidae  มี ๒ สกุล รวม ๓ ชนิด คือ สกุลตะไข้ (Crocodylus) มี ๒ ชนิด ได้แก่ ตะไข้น้ำจืดหรือตะไข้บ่อน้ำ (Crocodylus siamensis Schneider)  กับไอ้เข้น้ำทะเลหรือจระเข้อ้ายเคี่ยม (Crocodylus porosus Schneider)  รวมทั้งสกุลตะโขง  (Tomistoma )  มี ๑ จำพวกเป็นตะโขงหรือตะไข้ปากนกกระทุงเหว Tomistoma  schleielii (S.  Muller)  สัตว์เหล่านี้มีผัวหนังแข็งเป็นเกร็ด ปากยาว ปลายปากนูนสูงมากขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก เรียกก้อนขี้หมา  หางเป็นเหลี่ยม แบน ยาว ใช้โบกว่ายรวมทั้งใช้ฟาดต่างอาวุธ (เมื่ออยู่ในน้ำตะไข้จะฟาหางได้เมื่อขาข้างหลังจรดพื้นเพียงแค่นั้น)
๑.ไอ้เข้น้ำจืด
มีชื่อวิทยาศาสตร์ Crocodylus  siamensis Schneider
เป็นตะไข้ขนาดปานกลาง  ลำตัวอาจยาวได้ถึง ๓ เมตร มีลักษณะเด่นเป็นมีแถวเกร็ดนูนบนด้านหลังหอย  และมีสันเตี้ยอยู่ระหว่างตาอีกทั้ง ๒ ข้าง จระเข้ชนิดนี้พบอาศัยอยู่ตามทะเลสาบน้ำจืด  ตลอดจนในที่ราบ  หนอง บ่อน้ำ รวมทั้งแม่น้ำ  โดยเฉพาะบึงที่แยกออกมาจากแม่น้ำ  แล้วก็ลำธารที่ไหลเอื่อยเฉื่อยที่มีฝั่งเป็นโคลน  เคยพบมากที่บ่อน้ำบอระเพ็ด  แต่ว่าปัจจุบันนี้แทบไม่พบในแหล่งธรรมชาติเลย  ตะไข้ชนิดนี้รับประทานปลาเป็นของกินหลัก  โตเต็มที่เมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี  สืบพันธุ์ในช่วงธ.ค.ถึงมีนาคม ตัวเมียวางไข่ในม.ย.รวมทั้งเดือนพฤษภาคม  ออกไข่ครั้งละ ๒๐-๔๐ ฟอง  ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว ๖๗-๖๘ วัน
๒.จระเข้น้ำเค็ม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Crocodylus  porosus Schneider
เป็นจระเข้ขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาไอ้เข้ที่ยังมีเชื้อสายอยู่ในขณะนี้  ลำตัวอาจยาวได้ถึง ๘ เมตร  รอบๆกำดันไม่เจอแถวเกร็ดนูนได้แก่ที่พบในสมุทรน้ำจืด  และบริเวณหน้าผากมีสันจางๆคู่หนึ่งซึ่งสอบเข้าหากัน  เริ่มตั้งแต่ตาไปสินสุดที่ปุ่มจมูก  (ก้อนขี้มา)   ตัวผู้โตเต็มที่เมื่ออารุราว ๑๖ ปี   ส่วนตัวเมียโตเต็มกำลังเมื่ออายุราว  ๑๐  ปี  ตัวเมียตกไข่ครั้งละราว  ๕๐  ฟอง  ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว  ๘๐-๙๐  วัน
ลักษณะที่แตกต่าง ตะไข้น้ำจืด ตะไข้น้ำเค็ม
๑.ลำตัว ป้อมสั้น ไม่ได้ส่วนนัก เรียวยาว ได้ส่วนกว่า
๒.ท่อนหัว รูปสามเหลี่ยมมุมป้าน โหนกที่หลังตาสูง และเป็นสันมากกว่า รูปสามเหลี่ยมมุมแหลม  ปากยาวกว่า
๓.ลายบนตัว สีออกเทาดำ มีลายสีดำเป็นแถบ สีออกเหลืองอ่อน มีลายเป็นจุดสีดำตลอดลำตัว
๔.บริเวณท้ายทอย มีเกล็ด ๔-๕ เกล็ด มีมีเกล็ด
๕.ขาหลัง พังผืดเห็นไม่ชัด  มีพังผืดเห็นได้ชัดราวกับขาเป็ด
๓.ตะโขง หรือ ไอ้เข้ปากกระทุงเหว เป็นไอ้เข้ประเภทที่หายากที่สุดในประเทศไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tomistoma  schlegeill (S. Muller) เป็นตะไข้ขนาดใหญ่ของไทย ลำตัวบางทีอาจยาวถึง ๕ เมตร ตัวสีน้ำตาลแดง มีลายสีน้ำตาลเข้ม ปากยาวเรียวคล้ายปากปลาเข็ม หางแบนใหญ่ ใช้ว่าย จระเข้ชนิดนี้เจอเฉพาะทางภาคใต้ของไทย  มักอาศัยอยู่ในแม่น้ำและก็หนองจืดชืดที่มีบริเวณติดต่อกับแม่น้ำ บางทีอาจเจอได้บริเวรป่าชายเลนหรือบริเวรน้ำกร่อย มีรายงานว่าพบไอ้เข้ปากกระทุงเหวที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เขตรักษาชนิดสัตว์ป่าเขาบรรทัด จังหวัดพัทลุง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดอกไม้เพลิงโต๊ะแดง จังหวักนราธิวาส แม้กระนั้นพบเพียงแค่ที่ละ ๑-๒ ตัว ตะไข้จำพวกนี้รับประทานปลารวมทั้งสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังหลายประเภทเป็นอาหาร โตสุดกำลังเมื่ออายุราว ๔.๕-๖ ปี ตัวเมียออกไข่ทีละราว ๒๐-๖๐ ฟอง ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว ๗๕-๙๐ วัน  รวมทั้งฟักเป็นตัวในฤดูฝน
๔.ไอ้เข้ลูกผสม  เป็นไอ้เข้ผสมรหว่างจระเข้น้ำจืดกับจระเข้น้ำเค็ม ชาวไทยเป็นผู้สำเร็จในการผสมไอ้เข้ ๒ ชนิดนี้  เป็นครั้งแรกในโลกเมื่อกว่า ๒๐ ปีกลาย จระเข้พันทางมีรูปร่าง สีสัน เกล็ด รวมทั้งนิสัยที่ดุร้ายราวกับตะไข้น้ำทะเล แม้กระนั้นมีขนาดโตกว่า (เมื่อโตเต็มที่มีขนาดยาว ๕.๕ เมตร มีน้ำหนักตัวมากกว่า ๑,๒๐๐ กก.) จัดเป็นตะไข้จำพวกที่มีขนาดโตที่สุดในปนะเทศไทย ตะไข้พันธุ์ผสมเริ่มออกไข่เมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี ออกไข่ราวครั้งละ ๓๐-๔๐  ฟอง มากยิ่งกว่าการวางไข่ของจระเข้น้ำเค็ม ไข่มีขนาดเล็ก  เปลือกไข่บาง  อัตราฟักเป็นตัวได้ต่ำมาก เมื่ออายุ ๑๓-๒๐ ปีวางไข่ราวทีละ ๓๐ –๕๕  ฟอง ไข่ขนาดโตปานกลาง เปลือกไข่ครึ้มกว่า อัตราฟักเป็นตัวได้สูง แล้วก็เมื่ออายุ ๒๑ ปี ขึ้นไปตกไข่ครั้งละ ๓๕-๖๐ ฟอง เปลือกไข่หนามาก อัตราฟักเป็นตัวสูง

ชีววิทยาของไอ้เข้ไทย
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าตะไข้กำเนิดรวมทั้งมีวิวัฒนาการบนโลกมาตั้งแต่ ๒๕๐  ล้านปีกลาย  ปัจจุบันนี้มีไอ้เข้ในโลกนี้ราว ๒๒ จำพวก กระจายอยู่ตามแหลางน้ำต่างๆในเขตร้อนทั่วทั้งโลก  โดยเฉพาะรอบๆที่มีอุณห๓ไม่เฉลี่ยระหว่าง ๒๑-๓๕ องศา จระเข้เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ในฤดูร้อนหรือในตอนกลางวันนั้น อาศัยกลบดานอยู่ในน้ำ ในช่วงฤดูหนาวก็เลยออกมาตากแดด เป็นประจำถูกใจนอนบนชายฝั่งน้ำที่เงียบสงบ น้ำนิ่ง ลึกไม่เกิน ๑.๕๐ เมตร เป็นสัตว์ที่มีความรู้สึกไวต่อการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาหรือลักษณะอากาศ  เช่น  ก่อนเกิดพายุฝนฟ้าคะนองหรือแผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิด ไอ้เข้จะแผดเสียงร้องออกจากลำคอคล้ายเสียงคำรามของสิงโต  และก็ตัวอื่นๆก็จะร้องรับตามกันต่อๆไป ตะไข้ไทยมีอายุเฉลี่ยราว ๖๐-๗๐ ปี แม้กระนั้นโตเต็มกำลังแล้วก็สืบพันธุ์ละวางไข่ได้เมื่อมีอายุราว ๑๐ ปีขึ้นไป เราสามารถแบ่งไอ้เข้ตัวผู้และก็ตะไข้ตัวเมียได้โดยการดูลักษณะภายนอกเมื่อไอ้เข้แก่ตั้งแต่ ๓ ปี ขึ้นไป ตะไข้เริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว ๑๐ ปี โดยการผสมพันธุ์กันในน้ำเพียงแค่นั้น ฤดูผสมพันธุ์มักเป็นฤดูหนาว  เป็นในราวธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์  เมื่อผสมพันธุ์กัน  เพศผู้จะเกาะข้างหลังตัวเมียแล้วก็ตวัดข้างหลังหางรัดตัวภรรยา ใช้เวลาผสมพันธุ์กันราว ๑๐-๑๕ นาที จระเข้ตัวเมียตั้งครรภ์ราว ๑ เดือน  แล้วก็เริ่มออกไข่ในราวมีนาคมถึงพฤษภาคม  จระเข้ตัวเมียจะเลือกทำเลที่สมควร ปลอดภัย  แล้วก็ใกล้แหล่งน้ำ  แล้วปัดกวาดเอาใบไม้และหญ้ามาทำเป็นรังสูงราว ๔๐-๘๐ เซนติเมตร กว้างได้ตั้งแต่ ๑-๒๐ เมตร  สำหรับออกไข่  ต่อจากนั้นจึงขุดหลุมตรงกลางแล้ววางไข่ โดยใช้เวลาวางไข่ ๒๐-๓๐ นาที เมื่อตกไข่เสร็จจึงกลบให้แน่น ไข่ไอ้เข้มีลักษณะโตกว่าไข่เป็ดนิดหน่อย  แต่เล็กกว่าไข่ห่าน จระเข้ตัวเมียวางไข่คราวละ ๓๕-๔๐ ฟอง ระยะฟักตัวของไข่จระเข้แต่ละประเภทก็ไม่เท่ากัน เมื่อถึงกำหนดระยะเวลาฟักไข่  ลูกจระเข้จะร้องออกจากไข่  เมื่อตัวหนึ่งร้องตัวอื่นๆก็ร้องรับต่อๆกันไป  เมื่อแม่จระเข้ได้ยินเสียงลูกร้อง  ก็จะขุดคุ้ยไปในรังจนกระทั่งไข่ ลูกไอ้เข้ใช้ปลายปากที่มีติ่งแหลมเจาะไข่ออกมา  ตัวที่ไม่อาจจะเจาะเปลือกไข่ได้ แม่จระเข้จะคาบไข่เอาไว้ภายในปากและก็ขบให้เปลือกแตกออก ลูกไอ้เข้ทารกมีขนยาว ราว  ๒๕-๓0  ซม.   มีน้ำหนักตัวราว  ๒00-๓00  กรัม มีฟันแหลมแล้วก็ใช้กัดได้แล้ว และมีไข่แดงอยู่ในท้องสำหรับเป็นของกินได้อีกราว ๑0  วัน เมื่ออาหารหมดและตะไข้เริ่มหิว  ก็จะหาอาหารรับประทานเอง ไอ้เข้มีระบบย่อยอาหารที่ดีเลิศ สามารถย่อยกระดูกสัตว์ต่างๆได้ จระเข้เมื่อโตเต็มกำลังมีฟัน ๖๕  ซี่ ฟันล่าง ๓0 ซี่  เมื่อฟันหักไปก็มีฟันใหม่งอกขึ้นมาแทนที่ในช่วงเวลาไม่นาน ฟันไอ้เข้เป็นกรวยซ้อนกันเป็นชุดๆอยู่ภายในเหงือก ๓ ชุด ไอ้เข้มีลิ้นใกล้กับพื้นปาก เมื่อจระเข้อ้าปากจะมองเห็นเป็นจุดเล็กๆสีดำๆปรากฏอยู่ทั่วๆไปที่พื้นปากข้างล่าง   รอบๆนั้นเป็นจุดที่ไอ้เข้ใช้บอกความแตกต่างของรสของกินที่รับประทานเข้าไป ส่วนลึกในช่องปากมีลิ้นเปิดปิดเพื่อปกป้องน้ำถูกคอเมื่อไอ้เข้อยู่ในน้ำ จมูกตะไข้อยู่ส่วนโค้งของปลายข้างบนของจะงอยปาก มีลักษณะเป็นปุ่มรูปวงกลม มีรูจมูก ๒ รู ปิดเปิดได้  เวลามุดน้ำจะปิดสนิทเพื่อป้องกันน้ำเข้าจมูก ไอ้เข้หายใจและดมด้วยจมูก ในช่องปากมีกระเปาะเป็นโพรงอยู่ด้านใน ใช้สำหรับรับกลิ่น
ไอ้เข้มี ๔  ขา แต่ว่าขาสั้น ดูไม่สมดุลกับลำตัว ขาหน้ามีนิ้วข้างละ ๕ นิ้ว ขาข้างหลังมีนิ้วข้างละ  ๔  นิ้ว จระเข้ไม่อาจจะคลานไปไหนได้ไกลๆแต่ว่าในระยะสั้นๆทำได้เร็วเท่าคนวิ่ง เมื่อจำเป็น จระเข้สามารถคลานลงน้ำรวมทั้งว่ายได้ อย่างเงียบสนิท  เวลาจับเหยื่อในน้ำ ตะไข้จะเคลื่อนตัวเข้าหาเหยื่ออย่างช้าๆ เสมือนท่อนไม้ลอยน้ำมา ครั้นได้จังหวะและก็ระยะทางพอสมควรก็จะพุ่งเข้าใส่เหยื่ออย่างรวดเร็ว พร้อมอ้าปากงับเหยื่อได้อย่างแม่นยำ เมื่องับเหยื่อไว้ได้แล้ว ก็จะบิดหมุนควงเหยื่อเหยื่อตายสนิทแล้วจึงค่อยกิน   ฟันจระเข้มีไว้สำหรับจับเหยื่อแล้วก็ฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆแล้วกลืนลงไป มิได้มีไว้สำหรับเคี้ยวของกิน
ตะไข้สามารถลอยน้ำได้โดยการดมลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วพยุงตัวให้ลอยน้ำได้โดยการใช้ขาพุ้ยน้ำและก็หางโบก แม้กระนั้นสำหรับการพุ่งตัวรวมทั้งว่ายด้วยความรวดเร็วนั้น   ตะไข้ใช้เพียงแค่หางอันมีพลังโบก ไปมาอย่างรวดเร็วเพื่อให้ตัวพุ่งไปด้านหน้า ไอ้เข้มีความเข้าใจสำหรับเพื่อการเห็นที่ดีรวมทั้งไวมาก สามารถมองภาพได้  ๑๘0  องศา ทั้งสามารถมองเห็นวัตถุที่มาจากเหนือหัวได้ สายตาของจระเข้มีความไวและเร็วพอที่จะผสานกับนกที่บินผ่านไป จระเข้ยังลืมตารวมทั้งเห็นในน้ำได้  เมื่อไอ้เข้มุดน้ำจะมีม่านตาบางใสมาปิดตาเพื่อป้องกันการเคืองตา จระเข้ยังมีหูที่รับเสียงก้าวหน้า หูจระเข้เป็นร่องอยู่ข้างนัยน์ตาไอ้เข้ ๒ ข้าง ยิ่งกว่านั้นจระเข้ยังรับทราบอันตรายที่จะมาถึงได้ด้วยผิวหนัง ที่สามารถรับความรู้สึกจากการเขย่ากระเทือนของพื้นดินหรือท้องน้ำได้ ในธรรม

57
อื่นๆ / สัตววัตถุ ตะพาบน้ำ
« เมื่อ: ธันวาคม 19, 2017, 09:25:47 AM »

ตะพาบ
ตะพาบน้ำ (mud turtle หรือ soft-shelled turtle) เป็นสัตว์คลานประเภทหนึ่งจัดอยู่ในสกุล Trionychidae มีลักษณะคล้ายคล้ายเต่าน้ำจืด แตกต่างตรงที่กระดองบน (carapace) และก็กระดองล่าง (pastron) ไม่มีกระดูกเป็นแผ่นใหญ่ๆแม้กระนั้นมีหนังห่อหุ้มแทน มีนิ้วยาว ตีนข้างหน้ามีแผ่นพังผืดกว้าง ใช้สำหรับพุ้ยน้ำ มีเล็บเพียง ๒-๓เล็บ คอหดในกระดองได้มิด แต่สามารถยืดคอออกได้ยาวมากมายเมื่อจะงับเหยื่อหรือกัดศัตรู ตะพาบน้ำทุกประเภทเป็นสัตว์น้ำจืด พบมากอยู่ตามห้วย บ่อน้ำ หนอง และก็ตาม แม่น้ำลำคลอง ตะพาบน้ำสามารถขุดรูเป็นโพรงสำหรับอาศัย แล้วก็ยืดคอขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ หรือยืดคอออกไปฮุบกุ้งปลาที่ว่ายน้ำผ่าน โดยที่ตัวไม่ต้องออกมาจากโพรงเมื่อน้ำในบึงหนองแห้งลงในหน้าแล้ง ตะพาบน้ำจะทำโพรงอยู่ใต้ดินได้นาน จนถึงฝนตกจึงออกมาจากโพรงและเริ่มหาสัตว์น้ำต่างๆกินเป็นอาหาร ตะพาบน้ำรับประทานทั้งยังกุ้งรวมทั้งปลาใหม่ๆและก็เนื้อสัตว์ที่เน่าเปื่อย สามารถว่ายไปหากินไกลๆสำหรับการใช้มือจับตะพาบนั้นจับได้เฉพาะตรงที่ขอบกระดองข้างหน้าของต้นขาข้างหลัง ถ้าเกิดจับไม่ถูกตำแหน่งตะพาบน้ำซึ่งมีคอยาวจะยืดคอออกมาแว้งกัดมือได้
ตะพาบน้ำในประเทศไทย
ตะพาบน้ำที่เจอในประเทศไทยมีอย่างน้อง ๖ จำพวก คือ
๑.ตะพาบน้ำธรรมดา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amyda cartilaginea (Boddart)
สมุนไพร จำพวกนี้กระดองบนค่อนข้างแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม เมื่อโตเต็มที่กระดองบนอาจยาวได้ถึง ๘๓ ซม. ขอบด้านหน้าของกระดองบนเป็นปุ่มขรุขระ ขอบกระดองล่างไม่มีสีเด่น ปากค่อนข้างแหลม ที่หนังบนหลังเป็นริ้วเล็กๆนูนขึ้นมาทั่วหลัง ตัวอ่อนมีสีเขียวขี้ม้าปนเทา บางตัวมีจุดเหลืองๆหรือจุดดำๆขอบเหลือง หัวมีจุดเหลืองๆเป็นจุดใหญ่ทางด้านข้าง พอใช้แก่ จุดเหลืองบนหลังมักหายไป จุดที่ศีรษะก็เลือนไป ที่ใต้ท้องของตัวผู้มีสีขาว แต่ที่ใต้ท้องของตัวเมียเป็นสีเทา ตะพาบชนิดนี้มีมากมาย เจอทั่วไปในแม่น้ำลำคลอง หนอง บึง ในภาคกลางของประเทศไทย บางทีอาจพบตามลำน้ำรวมทั้งห้วยที่เชิงเขา นอกนั้นยังพบในภาคใต้ของประเทศพม่า ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย และตามหมู่เกาะมลายู
๒.ตะพาบน้ำหัวทู่ หรือ ตะพาบหัวกบ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelochelys bibroni Owen
ประเภทนี้กระดองบนค่อนข้างแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มที่มีขนาดใหญ่ กระดองบนอาจยาวได้ถึง ๑๒๐ เซนติเมตร จมูกสั้น หัวค่อนข้างแบนและเล็กเมื่อเทียบกับลำตัว ความยาวของหัวกะโหลกหัวใกล้เคียงกับความกว้าง ปากไม่แหลม ขาหน้าสั้น ตีนกว้าง กระดองหลังมีสีเขียวขี้ม้าอมเทามีรูบุ๋มเล็กๆทั่วๆไป มีจุดเหลืองๆกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป กระดองข้างล่างสีขาว ในประเทศไทยพบอยู่ด้านใต้ นอกจากนี้ยังพบที่ประเทศ ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ แล้วก็ภาคใต้ของจีน
๓.ตะพาบน้ำหลังลายกะรัง หรือ ตะพาบน้ำม่านลาย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chitra chitra Gray
ประเภทนี้กระดองบนออกจะแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบข้างหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มกำลังมีขนาดใหญ่ กระดองบนอาจยาวได้ถึง ๑๒๒ เซนติเมตร เป็นจำพวกที่มีตัวโตที่สุดของเมืองไทยและของโลก จมูกสั้น หัวค่อนข้างแบนแล้วก็เล็ก ความยาวของหัวกะโหลกหัวเป็น ๒ เท่าของความกว้าง มีลวดลายบนหนังข้างบน เมื่อยังอายุน้อย กระดองบนมีสีเขียวอมเทา มีจุดลายดำเปื้อนๆพอเพียงมีอายุมากขึ้นเรื่อยๆ รอบๆคอและกระดองบนจะมีลวดลายสีเหลืองหรือสีน้ำตาลราวกับหินกะรังแม้กระนั้นพอสมควรแก่มาก ลายสีนี้กลับจางลงไปอีก พบรอบๆที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลองในประเทศไทยแถบที่ลุ่มอิระวดีในประเทศเมียนมาร์ ลุ่มแม่น้ำคงคาแล้วก็แม่น้ำสินธุในประเทศประเทศอินเดีย
๔.ตะพาบขี้เกียจมาก หรือ ตะพาบแก้มแดง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dogania subplana Geoffrey
ประเภทนี้กระดองบนออกจะแบน ยาว ขอบสองข้างค่อนข้างขนานกัน สีเขียวหม่นหมองแกมน้ำตาล ไม่กลมอย่างตะพาบจำพวกอื่นๆขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบข้างหน้าของกระดองบนเรียบเมื่อโตเต็มที่กระดองบนยาวได้ถึง ๒๖ ซม. หัวค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว ปากแหลม กระดองด้านล่างไม่มีจุดสีดำแจ่มชัด ที่ข้างคอและก็แก้มมีสีแดงเรื่อๆเจอได้ตามแหล่งน้ำลำธารบนที่สูงทางภาคตะวันตกและก็ภาคใต้ของประเทศไทยนอกนั้นยังบางทีอาจพบในประเทศพม่ามาเลเซีย รวมทั้งประเทศฟิลิปปินส์
๕.ตะพาบไต้หวัน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelodiscus sinensis sinensis Wiegmann
จำพวกนี้กระดองบนออกจะแบนขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบข้างหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตสุดกำลังกระดองบนยาวได้ถึง ๒๕ ซม. กระดองบนมีสีเขียวขี้ม้าหรือสีน้ำตาล กระดองล่างมีจุดสีดำแจ่มแจ้ง และก็มีสีส้มในระยะก่อนวัยเจริญพันธุ์ ที่รอบตามีเส้นเล็กๆเป็นรัศมีเป็นตะพาบพันธุ์พื้นบ้านของจีน เอามาเลี้ยงเป็นสัตว์อาสิน นิดหน่อยหลุดมาขยายพันธุ์ในแหล่งน้ำธรรมชาติ
๖.ตะพาบน้ำหับ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lissemys punctate scutata (Peters)
เป็นตะพาบที่เจอใหม่และมีขนาดเล็กที่สุดของประเทศไทย เมื่อโตเต็มที่กระดองหลังอาจยาวได้ถึง  ๑๖  ซม.  กระดองข้างหลังโค้ง นูน สีเขียวหม่นหรือสีน้ำตาล  สามารถหับหรือปิดกระดองได้ทั้งปวง เจอทีแรกรอบๆชายแดนไทยเมียนมาร์ แถบจังหวัดตาก  เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง มีปริมาณน้อยแล้วก็หายาก
คุณประโยชน์ทางยา
ตะพาบน้ำที่พบในยาไทยมักคือตะพาบปกติ หมอแผนไทยใช้ดีตะพาบน้ำ เป็นเครื่องยา ตำราเรียนยาคุณประโยชน์โบราณว่า ดีตะพาบมีรสขม  คาวมีคุณประโยชน์แก้ไข้สันนิบาต แก้พิษรอยแดง แก้โรคตา  และแก้ลมกองละเอียด  (ลมหน้ามืด   หน้ามืดตาลาย) ในหนังสือเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์มียาขนานหนึ่งเข้า “ดีตะพาบ” เป็นเครื่องยาด้วยดังนี้น้ำมันภาลาธิไตล ให้เอารากต้นหญ้าขัดหมอน รากขี้เหล็ก รากปะคำไก่ รากปะคำควาย รากมัน รากรักขาว รากลำโพงอีกทั้ง ๒ รากชุมเห็ด รากฝักส้มป่อย ขมิ้นอ้อย ขิง ข่า ยาดังนี้ควรจะต้มให้ต้ม ควรตำให้ตำ เอาน้ำสิ่งละทนาน   น้ำมันพรรณผักกาด  น้ำมันพิมเสน น้ำมันละหุ่ง น้ำมันงา สิ่งละทนาน หุงให้คงจะแต่น้ำมัน แล้วจึงเอา ดีตะพาบน้ำ  ดีงูเหลือม พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ฝิ่น  สิ่งละสลึง เทียน ๕  สิ่งละบาท ๑ บดปรุงลงในน้ำมันไว้ ๓ วัน ก็เลยทาแลนวดแก้พระเส้นอันทพฤกให้หย่อน  แลฟกบวม เป็นขั้วเป็นหน่วยแข็งอยู่นั้นให้ละลายออกเป็นประจำแลฯ
พระคู่มือปฐมจินดาร์ให้ยาแก้ซางเด็กขนานหนึ่งที่เขา  “ดีตะพาบน้ำ” เป็นเครื่องยาด้วยดังต่อไปนี้
ขนานหนึ่ง ท่านให้เอาฟันกรามแรด ๑  กรามช้าง ๑  งาช้าง  นอแรด ๑  เขี้ยวเสือ ๑  เขี้ยวตะไข้  ๑  เขี้ยวหมู  ๑  กระดูกงูทับทาง ๑ โกฏทั้ง  ๕  ขมิ้นอ้อย  ๑ ไพลดีตะพาบน้ำ ๑  ดีงูเหลือม ๑ พิมเสน ๑  รวมยา  ๑๘  สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเป็นผุยผงบดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำเหล้า รับประทานแก้ทรางทั้งมวล  หาย

58

ขายถั่งเช่าสรรพคุณสุดยอดราชาแห่งสมุนไพรจีน
ขายถั่งเช่า[/color] ยังสามารถมีสรรพคุณมากมายอีกด้วย ถั่งเช่าช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน และลดคอเลสเตอรอล
ช่วยหลักการทำงานของตับในเรื่องของดีท็อกซ์ ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นขายส่งเช่าหลักการทำงานของไตให้ดียิ่งขึ้น
สร้างโปรตีนจำพวกสำคัญ ที่ช่วยเพิ่มกระตุ้น สมรรถนะทางเพศอีกทั้งหญิงรวมทั้งชาย ซึ่งได้รับฉายาอีกอย่างหนึ่งว่า ไวอกร้าที่เทือกเขาหิมาลัย
ต้านอาการเหน็ดเหนื่อย และก็เพิ่มประสิทธิภาพแนวทางการทำงานของร่างกาย
กระตุ้นแนวทางการทำงานของเม็ดเลือดขาว ลดการเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง
กระแสขายถั่งเช่ายังมีความนิยมชมชอบบำรุงสุขภาพด้วยการรับประทานสมุนไพรจีนเพื่อบำรุงร่างกายมีมากขึ้น ซึ่ง ‘ถั่งเช่า’ เองนั้นเป็นอีกหนึ่งชนิดอาหารเสริมสำหรับคนที่อยากบำรุงร่างกายให้แข็งแรง เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่หนุ่มสาวจนตราบเท่าคนแก่หรือผู้ที่ต้องการปรับสมดุลในช่วง
โดยแพทย์เสนอแนะหัวข้อการเลือกซื้อ ‘ถั่งเช่า’ ว่า “แคปซูลถั่งเช่า ปัจจุบันนี้ในตลาดจะมีทั้งแบบธรรมชาติหรือการเพาะเลี้ยงเองเป็นโอกาส มีสายพันธุ์มากยิ่งกว่า 600 สายพันธุ์ ซึ่งจากการทดสอบนั้น ‘ถั่งเช่า’ สายพันธุ์ Cordyceps Sinesis จะออกฤทธิ์ได้ดีที่สุดแล้วก็มีผลขายส่งถั่งเช่าศึกษาค้นคว้ายืนยันแน่นอน การเลือกกินสมุนไพร ‘ถั่งเช่า’ เป็นอาหารเสริมนั้น จำเป็นจะต้องเลือกจากแหล่งผลิตเชื่อใจได้ผ่านกรรมวิธีที่ถูกต้อง”
เป็นอย่างไรกันบ้างกับข้อเท็จจริงซึ่งสามารถทำให้เรามีสุขภาพดีขึ้นได้ รีบยืนขึ้น!! แล้วหาสิ่งดีดีให้กับตัวเองดีมากกว่าค่ะ
ขายถั่งเช่าคุณประโยชน์จากถั่งเช่า ช่วยเสริมสมรรถนะทางเพศ มีฤทธิ์ชูกำลังทางเพศ ช่วยทำให้น้ำอสุจิแข็งแรง เพราะการกินถั่งเช่าจะนำมาซึ่งการทำให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะสืบพันธุ์มากขึ้นเรื่อยๆรับผลิตถั่งเช่า ซึ่งจากการวิจัยในต่างถิ่นพบว่าการกินแคปซูลถั่งเช่าสรรพคุณช่วยทำนุบำรุงหลอดเลือด
ช่วยบำรุงปอด ช่วยทุเลาลักษณะการเจ็บทรวงอก
ขายถั่งเช่าช่วยในเรื่องระบบฟุตบาทหายใจ แก้อาการไอเรื้อรัง รักษาถุงลมโป่งพอง ช่วยบำบัดโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
ช่วยทุเลาและรักษาลักษณะโรคหอบหืด
ช่วยแก้วัณโรค ถุงลมโป่งพองหรืออาการแตกต่างจากปกติในระบบปอดและหัวใจ
เซลล์ของมะเร็ง}แล้วก็ลดการแพร่ระบาดของเซลล์ของโรคมะเร็งได้
ช่วยลดระดับความดันเลือด อาการใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว
ขายถั่งเช่าช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยให้ร่างกายของผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวานไวต่ออินซูลินเยอะขึ้น ช่วยจัดแจงน้ำตาลภายในร่างกายได้ดีขึ้น
ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด แล้วก็รักษาสมดุลของคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด
ช่วยต้านทานไม่ให้เกิดไขมันแข็งตัวจากการเช็ดกออกซิไดซ์โดยอนุมูลอิสระ
ช่วยคุ้มครองไขมันหยาบช้า (LDL) ไม่ให้เกาะในเส้นโลหิต
ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือดให้แคล่วคล่องว่องไว ช่วยขยายหลอดเลือด แล้วก็เพิ่มปริมาณของเลือดที่เข้าไปหล่อเลี้ยงปอดและหัวใจ เพิ่มระดับออกสิเจนและช่วยในเรื่องระบบไหลเวียนเลือด ทุเลาอาการขาดออกซิเจน
ขายถั่งเช่าช่วยบำรุงรักษาและเพิ่มประสิทธิภาพของตับรวมทั้งไตให้ดียิ่งขึ้นจากงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยพบขายว่าถั่งเช่าช่วยทำให้คนป่วยที่เป็นโรคไตวายเรื้องรัง มีอาการสูงถึง 51% ภายหลังรักษาด้วยถั่งเช่าเพียงแต่ 1 เดือน
สรรพคุณของถั่งเช่า ช่วยรักษาคนไข้ที่ธาตุหยางพร่องในไต (หรืออาการปวดหลัง กลัวหนาว เข่าเย็น หรือเยี่ยวบ่อยมาก
มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการช่วยยับยั้งพิษจากแบคทีเรียรวมถึงแบคทีเรียวัณโรคด้วย
ถั่งเช่า สรรพคุณช่วยลดการอักเสบ
คุณประโยชน์ ถั่งเช่าช่วยห้ามเลือด
สำหรับนักกีฬาสมุนไพรชนิดนี้จะช่วยเพิ่มสมรรถนะของนักวิ่งให้ดียิ่งขึ้น
คุณประโยชน์ถั่งเช่าสำหรับสตรีใช้เป็นยาบำรุงช่วยทำให้มีบุตรขายส่งถั่งเช่าง่ายมากยิ่งขึ้น ช่วยทำให้เมนส์ทำให้เลือดลมเดินดีขึ้นรับผลิตถั่งเช่า
สมุนไพรอื่นๆ
ขายถั่งเช่า ขายส่งถั่งเช่า รับผลิตถั่งเช่า แคปซูลถั่งเช่า
สรรพคุณกวาวเครือขาว
หัวกวาวเครือขาว รสเย็นเบื่อเมา บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพ บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะสำหรับผู้สูงอายุ แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามร่างกาย แก้หมดแรง ซูบผอม นอนไม่หลับ มีฮอร์โมนผู้หญิงสูง ทาหรือกินทำให้เต้านพขยายตัว เส้นผมดกดำ เพิ่มเส้นผม เป็นยาปรับรอบเดือนอาจจะส่งผลให้แท้งลูกได้ บำรุงความกำหนัด ทำให้อวัยวะสืบพันธุ์และก็มดลูกมีเลือดมาคั่งเยอะขึ้น บำรุงอวัยวะสืบพันธุ์ให้รุ่งเรือง แก้โรคจาฟาง ต้อกระจก ทำให้ความจำดี ทำให้มีพลัง เคลื่อนกระฉับกระเฉง บำรุงเลือด กินได้นอน ผิวหนัง
สรรพคุณกวาวเครือแดง
หัวกวาวเครือแดง  รสเย็นเบื่อเมา  บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง  บำรุงสุขภาพ  เพิ่มอสุจิ เป็นยาอายุวัฒนะแก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามร่างกายรากกวาวเครือแดง  แก้ลมอัมพาต  บำรุงโลหิต  ผสมกับรากสมุนไพรอื่นอีก 8 ชนิดเรียกว่า  พิกัดนวโลหะ  แก้โรคลมที่เป็นพิษ  แก้ริดสีดวง  ทำลายพยาธิ  ดับพิษ  ถอนพิษไข้  สมานไส้เปลือกเถากวาวเครือแดง   รสเย็นเบื่อเมา  แก้พิษงูฤทธิ์ต่อระบบสืบพันธุ์  การศึกษาในอาสาสมัครผู้ชาย 17 คน อายุระหว่าง 30 – 70 ปี ที่มีลักษณะอาการหย่อนสมรรถนะทางเพศอย่างต่ำ 6 เดือน  ให้รับประทานกวาวเครือแดงขนาด 250 มิลลิกรัม/แคปซูล วันละ 4 แคปซูล เป็นเวลา 3 เดือน ผลการค้นคว้าพบว่าระดับฮอร์โมน testosterone ไม่ต่างอะไรจากกรุ๊ปควบคุม  แม้กระนั้นผลจาการตอบแบบสำรวจเกี่ยวกับดัชนีชี้วัดสมรรถนะทางเพศ  จากอาสาสมัครพบว่าทำให้ความสามารถทางเพศดียิ่งขึ้น  82.4 % ด้วยเหตุนี้ กวาวเครือแดงจึงช่วยฟื้นฟูคนไข้โรคเสื่อมสมรรถนะทางเพศได้ และไม่พบการเกิดพิษ
สรรพคุณว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก ยาสมุนไพรพื้นเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ เหง้า ฝนทาแผล แก้พิษสุนัขกัด หนังสือเรียนไทย เหง้า รักษาเลือดออกจากมดลูกหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ แก้ตับอักเสบ แก้เจ็บท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการประจำเดือนมาไม่ดีเหมือนปกติ , เจ็บท้องระหว่างมีระดู ตกขาว ขับน้ำคร่ำ แก้ธาตุทุพพลภาพของกินไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยสุรา รับประทานทีละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดบุตรใหม่ๆแก้ปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่เข้าทาง ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ รวมทั้งดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย แล้วก็มดลูกฟื้นได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางคนในยุคใหม่ไม่ค่อยเจอการอยู่ไฟแล้ว แต่ก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และก็ดื่มเสมอๆตลอดเวลา 3 เดือน หรือมากยิ่งกว่า ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยของอาหาร แก้ริดสีดวง แก้ไส้เลื่อน รักษาแผลในกระเพาะ คุ้มครองโรคมะเร็งชนิดต่างๆลดอาการปวดบวมของแผล และต่อต้านการอักเสบของแผล ถ้าหากเป็นแผลภายในจะใช้การต้มน้ำดื่ม ถ้าเกิดเป็นแผลข้างนอกอาจใช้ทั้งยังการต้มน้ำ ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล ช่วยกระตุ้นแนวทางการสร้างเซลล์ใหม่ และการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกกร่อนหรือเซลล์บาดแผล ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวมองดูสดใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยสำหรับเพื่อการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง และก็ช่วยกระตุ้นกระบวนแขนย่อยของกิน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
สรรพคุณตรีผลา
ตรีผลา ตำรายาไทย  ผลอ่อน แก้ไข้เพื่อขับเสลด และก็ไข้เจือลม เป็นยาระบาย ยาถ่าย ผลแก้ แก้เสลดจุกคอ ทำให้ชุ่มคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบ บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้ท้องเดินท้องเดิน รักษาโรคโรคท้องมาน เม็ดในแก้บิดแก้บิดมูกเลือด ประเทศพม่า ใช้ผลแห้งรักษาอาการไอ และก็โรคตา ในอินโดจีน ใช้เป็นยาฝาดสมาน รวมทั้งยาบำรุง ผลสดเป็นยาถ่ายหนังสือเรียนยาไทย ผลระบายอ่อนๆแก้ลมป่วง แก้พิษร้อนใน คุมธาตุ แก้ลมจุกเสียด รู้ผายธาตุ รู้ระบายทราบถ่ายอุจจาระ ถ่ายพิษไข้ คุมธาตุในตัวเสร็จ แก้ไข้เพื่อเสมหะ ผลอ่อน มีฤทธิ์เป็นยาระบาย อึ รู้ถ่ายรู้ปิดเอง แก้ลมจุดเสียด อาเจียน แก้สะอึก แก้หืดไอ แก้ท้องเสียเรื้อรัง ทำเป็นยาชงใช้อมกลั้วคอแก้เจ็บคอ เมล็ด รสขม ทำให้เจริญอาหาร
คุณประโยชน์ถั่งเช่า
ถั่งเช่า สรรพคุณถั่งเช่าช่วยเสริมสมรรถภาพทางเพศ มีฤทธิ์ชูกำลังทางเพศ ช่วยทำให้สเปิร์มแข็งแรก เหตุเพราะการกินถั่งเช่าจะนำมาซึ่งการทำให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศมากยิ่งขึ้น ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในสเปิร์มได้ โดยจากการเล่าเรียนในผู้ชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว จำนวนของสเปิร์มในอสุจิมากขึ้น 33% ทั้งยังยังลดปริมาณสเปิร์มที่มีความผิดปกติลงได้ถึง 29% และเมื่อเรียนรู้เพิ่มเติมอีกก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มความจำเป็นทางเพศได้ 66 – 86% อีกทั้งยังมีคุณลักษณะสำหรับการปกป้องรักษารวมทั้งสร้างเสริมลักษณะการทำงานของต่อมหมวกไต แล้วก็เพิ่มโอกาสที่สเปิร์มจะปฏิสนธิได้ช่วยปรับหลักการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีสรรพคุณช่วยปรับให้อัตราการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติได้ ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการหัวใจขาดออกซิเจน และก็เพิ่มออกซิเจนให้หัวใจได้เสริมสร้างรูปแบบการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ถั่งเช่ามีสรรพคุณช่วยปรับให้ปรุงลักษณะการทำงานของระบบภูมิต้านทานให้ปกติ  ช่วยให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันมากขึ้นเรื่อยๆต่อต้านมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์สำหรับในการต่อต้านโรคมะเร็ง โดยสารคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่านับว่าเป็นสารที่มีความหมายสำหรับเพื่อการต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง คุ้มครองปกป้องการเกิดรวมทั้งการแพร่ของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และก็ไตรกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูหลักการทำงานของไต สำหรับผู้เจ็บป่วยโรคไตเรื้อรัง การรับประทานถั่งเช่าจะช่วยทุเลาอาการลง แล้วก็ทำให้สุขภาพไตดียิ่งขึ้น ทั้งยังยังลดความย่ำแย่ของไตที่เกิดจากสารพิษตกค้างได้สร้างเสริมการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลกระทบจากสารพิษ แล้วก็คุ้มครองปกป้องการเกิดพังพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดความหลีกเลี่ยงในการกำเนิดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงโลหิต สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยสร้างเสริมการทำงานของระบบโลหิต ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแล้วก็เซลล์เม็ดเลือดขาวถูกสร้างในปริมาณที่เพียงพอต่อสุขภาพลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่านับว่าเป็นสมุนไพรอีกจำพวกที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการศึกษาพบว่าการรับประทานถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%

Tags : ขายถั่งเช่า,ขายส่งถั่งเช่า,รับผลิตถั่งเช่า

59

สมุนไพรโกษฐ์สิงคี
ยาขนานที่ ๖๘ ใน สมุนไพร หนังสือเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ เข้าเครื่องยาชื่อ “โกฏสิงคี” ซึ่งมีบันทึกไว้ ดังต่อไปนี้ สีปากบี้พระเส้น ให้เอาชะมดอีกทั้ง ๒ ไพล พิมเสน โกฏเชียง กรุงเขมา ดีงูเหลือม จันทร์อีกทั้ง ๒ กฤษณา กระลำพัก สิ่งละเฟื้อง โกฏสอ โกฏเขมา โกฏจุลาลำภา โกฏกัยี่ห้อ โกฏสิงคี โกฏหัวบัว มัชะกิยวาณี กระวาน  กานพลู ลูกจันทร์  ดอกจันทร์   เทียนดำ เทียนขาว  พริกหอม  พริกหาง พริกล่อน ดีปลี ลูกกราย ฝิ่น สีผึ้ง สิ่งละสลึ่ง กระเทียม หอมแดง ขมิ้นอ้อย ๒ สลึง ทำเปณจุณละลายน้ำมะนาว  ๑0  ใบ น้ำมันงาทนาน ๑  น้ำมันหมูหลิ่ง น้ำมันเสือ หุงให้อาจแต่น้ำมัน ก็เลยเอาชันรำโรง ชันอ้อย ชันระนัง ใส่ลงพอควร กวนเอาดีแล้วก็เลยเอาทาแพรทาผ้าถวาย ทรงปิดไว้ที่พระเส้นอันแข็งนั้นหย่อนยาน ข้าพระพุทธเจ้า ออกพระสิทธิสาร ประกอบทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายทรงในวัน  ๑ ฯ ๔  ค่ำ ปีชวด โทศกฯ เครื่องรางที่หนังสือเรียนฯเรียก โกฏสิงคีในยาขนานนี้ ก็คือ เขากุย นั่นเอง

60
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกะลิง
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2017, 04:58:54 PM »

นกกะลิง
นกกะลิง หรือที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือเรียก นกกะแล
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psittacula himalayana finchii (Hume)
จัดอยู่ในสกุล Psittacidae
มีชื่อสามัญว่า gray – headed parakeet หรือ slaty – headed parakeet
ชีววิทยาของนกกะลิง
นกนี้เป็นนกปากโก่งเป้นขอ ความยาวยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหายราว ๔๖ ซม. ความยาวนี้เป็นความยาวของหางราวครึ่งหนึ่ง ปากบนสีแดงปลายเหลือง ปากด้านล่างสีเหลือง ตาสีดำ หัวสีเทาแก่  ที่คอมีแถบดำใหญ่พาดจากรอบๆใต้คางไปถึงข้างหลัง แถบนี้จะเบาๆเรียวเล็กลงจนกระทั่งเหลือเป็นเพียงแค่เส้นเล็กๆที่กำดัน ต้นคอใต้เส้นดำเป็นสีฟ้า ใต้ปีกสีน้ำเงินอมเขียว หางยาว ตอนบนสีฟ้ามึงอมเขียว ปลายเหลือง เมื่อดูผาดๆจะเห็นเป็นนกที่มีสีเขียว ตัวผู้มีแต้มสีแดงเข้มที่ที่หัวปีกด้านข้าง แล้วก็แถบดำที่คางมีขนาใหญ่กว่าของตัวเมีย นกกะลิงอยู่รวมกันเป็นฝูง พบได้ทั่วไปทางภาคเหนือที่ระดับความสูงจากระดับน้ำมะเลปานกลาง ๖๐๐ – ๑,๒๐๐ เมตร นกประเภทนี้กินผลไม้ เมล็ดพืชและยอดอ่อนของพืช  สร้างรังตามโพรงไม้ วางไข่คราวละ ๒ – ๕ ฟอง ในระหว่างม.ค.ถึงเดือนเมษายน ไข่ออกจะกลม สีขาว ใช้เวลาฟัก ๒๒ – ๒๕ วัน

คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยตามบ้านนอกใช้เลือดนกกะลิงผสมกับยาอื่น เป็นยาบำรุงเลือด แก้โรคโลหิตจางและก็โลหิตพิการ
สมุนไพร ใน พระหนังสือชวดารให้ยาขนานหนึ่ง เป็นยาแก้ลมกล่อน ยาขนานนี้เข้า “หางนกกะลิง” เป็นเครื่องยาด้วยดังนี้ ยาแก้ลมกล่อน อัณฑะเจ็บเมื่อยตายไปข้างหนึ่ง อีกทั้งกายก้ดี เอายาเข้าเย็น ๑ พันพาย ๑ ประพรมคตตีนเต่า ๑ หางนกกะลิง ๑ กำลังวัวเถลิง ๑ หนวดนาคราช ๑ เอาเท่ากัน ต้มทากล่อนลม หายแล

หน้า: 1 2 3 [4] 5