แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - bilbill2255

หน้า: 1 2 [3] 4 5 6
31

โรคเอดส์ (Acquired immunodeficiency syndrome. AIDS)

  • โรคภูมิคุมกันบกพร่องเป็นยังไง โรคภูมิคุ้มกันผิดพลาด หรือโรคภูมิคุมกันบกพร่อง เพิ่งมีการค้นพบมา 30 กว่าปี แล้วก็ทั่วโลกต่างหวาดกลัว เพราะเหตุว่าเดี๋ยวนี้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้

    ประวัติของโรค ภูมิต้านทานบกพร่อง/AIDS ข้อแรกอาจจะต้องเอ๋ยถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๒ Carlos Ribeiro Justiniano Chagas แพทย์ชาวบราซิล ศึกษาและทำการค้นพบเชื้อที่ในเวลานั้นมีความคิดว่าเป็นโปรโตซัวชื่อ Pneumocystis carinii ซึ่งก่อโรคปอดอักเสบ(Pneumonia) ในหนูและคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Immunodeficiency) โรคปอดอักเสบนี้เรียกว่า Pneumocystis carinii Pneumonia (PCP) ต่อมา Otto Jirovec นักปรสิตวิทยาชาวเช็ก เสนอว่าเชื้อนี้ที่ก่อโรคในคนกับสัตว์เป็นคนละจำพวกกัน แต่ไม่มีข้อยืนยันที่แน่ๆ
    พ.ศ. ๒๕๒๔ Michael Gottlieb หมอคนประเทศอเมริกาแถลงการณ์ว่าพบคนเจ็บที่เป็นชายรักร่วมเพศ ๕ คนป่วยเป็นโรค PCP และก็อีก ๕ เดือนต่อมาทั้งหมดทั้งปวงก็ติดเชื้อไวรัส CMV ซึ่งชอบเป็นในมีภูมิต้านทานบกพร่อง แม้กระนั้นหาปัจจัยไม่พบว่าภูมิต้านทานของคนเหล่านี้บกพร่องจากอะไร จึงเชื่อว่าเป็นโรคใหม่ ด้วยเหตุว่า ๔ ใน ๕ คนนี้ตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วยซึ่งติดต่อทางเพศชมรม ก็เลยคาดว่าโรคที่เจอใหม่นี้คงจะติดโรคทางเพศชมรมเช่นกัน
    พ.ศ. ๒๕๒๕ ศูนย์ควบคุมแล้วก็ปกป้องโรคของอเมริกา (CDC) ตั้งชื่อโรคนี้ว่า Acquired Immunodeficiency Syndrome หรือโรคภูมิคุมกันบกพร่อง (AIDS) นั่นเอง
    พ.ศ. ๒๕๒๖ Luc Montagnier และทีมงานนักวิจัยจากสถาบัน Pasteur ใน Paris ศึกษาค้นพบเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุของโรคนี้โดยใช้ชื่อว่า Lymphadenopathy Associated Virus (LAV)
    อีกหนึ่งปีถัดมา Robert Gallo รวมทั้งทีมนักวิจัยจากสถาบันไวรัสวิทยาใน Baltimore ก็ศึกษาค้นพบเชื้อไวรัสนี้เช่นเดียวกันโดยเรียกว่า Human T-cell Lymphotrophic Virus-III (HTLV-III) แต่ Gallo อ้างว่าตนเป็นผู้ค้นพบเชื้อนี้เป็นคนแรกก่อให้เกิดการขัดแย้งกัน ท้ายที่สุดพิสูจน์ได้ว่าทั้งคู่เป็นเชื้อเดียวกันจึงให้ใช้ชื่อเดียวกันว่า Human Immunodeficiency Virus (HIV) รวมทั้งจัดว่าทั้งคู่เป็นผู้ค้นพบร่วมกัน     โรคภูมิคุมกันบกพร่อง หรือโรคภูมิคุ้มกันขาดตกบกพร่อง (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) สื่อความหมายกว้างๆว่า โรคภูมิต้านทานผิดพลาดซึ่งไม่ได้เป็นมาตั้งแต่เกิดแต่ว่าโรคภูมิคุมกันบกพร่อง (AIDS) เป็นโรคที่เกิดจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง (HIV) ซึ่งย่อมาจากคำว่า Human immunodeficiency virus จัดเป็นไวรัสในกลุ่มรีโทรเชื้อไวรัส (Retro virus)โดยเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่สร้างภูมิต้านทานโรค ทำให้คนไข้ที่ติดเชื้อมีภูมิคุ้มกันลดน้อยลง กระทั่งร่างกายไม่อาจจะต่อต้านเชื้อโรคได้อีก โรคต่างๆก็เลยเกิดลักษณะของการเจ็บเจ็บป่วยต่างๆซึ่งนำมาซึ่งการเสียชีวิตได้ ตอนนี้ยังไม่มีกรรมวิธีการใดรักษาเอดส์ให้หายสนิท มีเพียงแต่ยาที่ช่วยชะลอการพัฒนาของโรคและลดอัตราการตายจากโรคภูมิคุมกันบกพร่อง ถ้าผู้ติดโรครู้สึกตัวรวมทั้งได้รับการดูแลและรักษาแต่แรกเริ่ม ก็บางทีอาจช่วยไม่ให้การติดเชื้อเอชไอวีแพร่กระจายไปสู่ระยะที่เป็นโรคภูมิคุมกันบกพร่องเต็มกำลังได้ โดยจะจัดว่าเมื่อโรคไปสู่ระยะลำดับที่สามของการต่อว่าดเชื้อไวรัสไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องจะเรียกว่าเป็นโรคโรคภูมิคุมกันบกพร่องโดยสมบูรณ์แล้ว

  • ที่มาของโรคภูมิคุมกันบกพร่อง เอดส์เกิดขึ้นจากการตำหนิดเชื้อเอชไอวี (Human Immunodeficieney Virus) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ทำลายเม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันที่อยู่ในเม็ดเลือดขาวปฏิบัติงานขาดตกบกพร่อง โดยเชื้อเอชไอวีเป็นเชื้อไวรัสในกรุ๊ป Lentivirus ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของกรุ๊ปไวรัส Retrovirus ไวรัสกลุ่มนี้ขึ้นชื่อในด้านการมีระยะแฝงนาน แนวทางการทำให้มีเชื้อไวรัสในกระแสเลือดนาน การตำหนิดเชื้อในระบบประสาท และการทำให้ภูมิต้านทานของผู้ติดเชื้อโรคอ่อนแอลง เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องมีความจำเพาะต่อเม็ดเลือดขาวประเภท CD4 T lymphocyte รวมทั้ง Monocyte สูงมากมาย โดยจะจับกับเซลล์ CD4 รวมทั้งฝังตัวเข้าไปด้านใน  นอกจากนี้เชื้อไวรัสตัวนี้ยังสามารถเข้าไปอยู่ในเซลล์ประเภทอื่นๆของร่างกายได้อีก ดังเช่น เซลล์ มาวัวรฟาจ (Macro phage) เดนไดรดีคเซลล์ (Dendritic cell) ไมโครเกลียของสมอง (Microglia)ฯลฯ    เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องจะเพิ่มโดยสร้างสายดีเอ็นเอโดยเอนไซม์ reverse transcryptase จากนั้นสายดีเอ็นเอของเชื้อไวรัสจะแทรกเข้าไปในสายดีเอ็นเอของผู้ติดเชื้ออย่างถาวร รวมทั้งสามารถเพิ่มต่อไปได้  นอกจากนี้เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง  สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆอาทิเช่น HIV-1 รวมทั้ง HIV-2 การระบาดทั่วโลกส่วนใหญ่ และเมืองไทยเป็นผลมาจาก HIV-1 ซึ่งยังแบ่งเป็นประเภทย่อยๆได้อีกหลายแบบ ส่วน HIV-2 เจอระบาดในแอฟริกา) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดใหม่ ที่มีการเพาะเลี้ยงแยกเชื้อได้ในปี พุทธศักราช2526 เชื้อนี้มีมากในเลือด น้ำเชื้อ รวมทั้งน้ำมูกในช่องคลอดของผู้ติดโรค


ในตอนนี้ทั่วโลกเจอสายพันธุ์เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง มากยิ่งกว่า 10 สายพันธุ์ ที่มีการกลายพันธุ์มาจากสายพันธุ์เดิม กระจายอยู่ตามประเทศต่างๆทั่วโลก โดยพบได้มากที่สุดที่ทวีปแอฟริกามีมากกว่า 10 สายพันธุ์ สายพันธุ์ที่มักพบที่สุดในโลก เป็นสายพันธุ์ซี สูงถึง 40% เจอในทวีปแอฟริกา อินเดีย จีน รวมถึงพม่า ส่วนในประเทศไทยเจอเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์เอ-อี (A/E) หรืออี (E) มักพบกว่า 95% แพร่ระบาดระหว่างคนที่ร่วมเพศระหว่างชายหญิง กับสายพันธุ์บี (B) ที่แพร่ระบาดกันในกลุ่มรักร่วมเพศ แล้วก็ผ่านการใช้ยาเสพติดฉีดเข้าเส้น
จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า ตั้งแต่พบการระบาดของโรคภูมิคุมกันบกพร่องคราวแรกจนกระทั่งปี พ.ศ.2558 มีผู้ติดเชื้อไปแล้วกว่า 70 ล้านคนทั้งโลก และเสียชีวิตไปแล้วกว่า 35 ล้านคน
ในตอนที่รายงานของแผนการโรคภูมิคุมกันบกพร่องแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNAIDS) พบว่า เหตุการณ์การแพร่ระบาดของเอชไอวี/เอดส์ ในปี 2559 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั้งโลกสะสม 36.7 ล้านคน เป็นผู้ติดโรครายใหม่ 1.8 ล้านคน แล้วก็มีคนเสียชีวิตจากเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง 1 ล้านคน
ในส่วนของเมืองไทยนั้น โดยจากรายงานในปีปัจจุบันของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค (ปี 2557) พบว่าตั้งแต่ปี 2527-2557 ตลอด 30 ปีที่ล่วงเลยไปมีคนป่วยเอดส์เข้ารับการดูแลรักษาในสถานพยาบาลของอีกทั้งภาครัฐแล้วก็เอกชนทั้งสิ้น 388,621 ราย แล้วก็มีคนเจ็บเสียชีวิต 100,617 ราย โดยในปีถัดมา (ปี 2558) มีการคาดราวๆจำนวนคนไข้โรคภูมิคุมกันบกพร่องและก็ติดเชื้อโรคเอชไอวีในประเทศไทยเป็นจำนวนทั้งมวลโดยประมาณ 1,500,000 คน

  • ลักษณะของโรคเอดส์

    เนื่องด้วยผู้ติดเชื้อโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องจะมีการเปลี่ยนของร่างกายนาๆประการ สุดแล้วแต่จำนวนของเชื้อและระดับภูมิต้านทาน (ปริมาณ CD4) ของร่างกาย โดยเหตุนี้โรคภูมิคุมกันบกพร่อง จึงสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกันดังต่อไปนี้

  • ระยะติดโรคโดยไม่มีอาการ ผู้ติดเชื้อโรคที่ไม่มีอาการหรือมีลักษณะนิดหน่อยอยู่ครู่เดียวดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นชอบแข็งแรงปกติราวกับคนทั่วๆไป แต่การพิสูจน์เลือดจะเจอเชื้อเอชไอวีรวมทั้งสารภูมิต้านทานต่อเชื้อชนิดนี้และสามารถแพร่ระบาดให้ผู้อื่นได้ เรียกว่าเป็นพาหะ (carrier)


เวลานี้แม้ว่าจะไม่มีอาการ แต่ว่าเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องจะแบ่งตัวเจริญขึ้นไปเรื่อยรวมทั้งทำลาย CD4 จนกระทั่งมีจำนวนน้อยลง โดยเฉลี่ยราวปีละ 50-75 เซลล์/ลบ.มิลลิเมตร จากระดับปกติ (คือ 600-1,000 เซลล์) เมื่อลดลดน้อยลงมากมายๆก็จะเกิดอาการเจ็บป่วยไข้ ทั้งนี้อัตราการน้อยลงของ CD4 จะเร็วช้าขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง แล้วก็ภาวะความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันของคนไข้
ระยะนี้มักเป็นอยู่นาน 5-10 ปี บางรายบางทีอาจสั้นเพียง 2-3 เดือน แต่ว่าบางรายอาจนานกว่า 10-15 ปีขึ้นไป

  • ระยะติดโรคที่มีลักษณะอาการ เดิมเรียกว่า ระยะที่มีลักษณะอาการสโมสรกับเอดส์ (AIDS related complex/ARC) คนไข้จะมีลักษณะมากมายน้อยสังกัดปริมาณ CD4 ดังนี้


มีอาการนิดหน่อย ตอนนี้ถ้าหากตรวจ CD4 จะมีมากไม่น้อยเลยทีเดียวกว่า 500 เซลล์/ลบ.มิลลิเมตร คนเจ็บอาจมีอาการ ดังนี้
* ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตน้อย
* โรคเชื้อราที่เล็บ
* แผลแอฟทัส
* ผิวหนังอักเสบจำพวกเกล็ดรังแคที่ไรผม ข้างจมูก ริมฝีปาก
* ฝ้าขาวข้างลิ้น (hairy leukoplakia) ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสอีบีวี (Epstein-Barr virus/EBV) มีลักษณะเป็นฝ้าขาวที่ข้างๆของลิ้น ซึ่งขูดไม่ออก
* โรคโซริอาสิส (สะเก็ดเงิน) ที่เคยเป็นอยู่เดิมกำเริบ
มีลักษณะอาการปานกลาง เวลานี้ถ้าหากตรวจ CD4 จะมีปริมาณระหว่าง 200-500 เซลล์/ลบ.มิลลิเมตร คนไข้อาจมีอาการทางผิวหนังแล้วก็เยื่อบุช่องปากแบบข้อ ก. หรือไม่ก็ได้ อาการที่บางทีอาจเจอได้มีดังนี้
* เริมที่ริมฝีปาก หรืออวัยวะสืบพันธุ์ ซึ่งกำเริบเสิบสานบ่อย และเป็นแผลเรื้อรัง
* งูสวัด ที่มีอาการกำเริบอย่างต่ำ 2 ครั้ง หรือขึ้นพร้อมมากยิ่งกว่า 2 ที่
* โรคเชื้อราในช่องปาก หรือช่องคลอด
* ท้องร่วงบ่อยมาก หรือเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน
* ไข้เกิน 37.8 องศาเซลเซียส แบบเป็นๆหายๆหรือติดต่อกันทุกๆวันนานเกิน 1 เดือน
* ต่อมน้ำเหลืองโตมากกว่า 1 ที่ในบริเวณไม่ติดต่อกัน (เป็นต้นว่า คอ รักแร้ ขาหนีบ) นานเกิน 3 เดือน
* น้ำหนักลดเกินร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัวโดยไม่ทราบปัจจัย
* ปวดกล้ามแล้วก็ข้อ
* ภูมิแพ้เรื้อรัง
* ปอดอักเสบจากแบคทีเรีย ซึ่งเป็นซ้ำบ่อย

  • ระยะมีอาการป่วยด้วยโรคภูมิคุมกันบกพร่อง (โรคภูมิคุมกันบกพร่องเต็มขั้น) ช่วงนี้ระบบภูมิต้านทานของผู้เจ็บป่วยเสื่อมสุดกำลัง ถ้าหากตรวจ CD4 จะเจอมีจำนวนต่ำลงยิ่งกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. สำเร็จทำให้เชื้อโรคต่างๆดังเช่น เชื้อรา ไวรัส แบคทีเรีย โปรโตซัว วัณโรค ฯลฯ ชุบมือเปิบเข้ารุมเร้า เรียกว่า โรคติดเชื้อชุบมือเปิบ (opportunistic infections) ซึ่งจำนวนมากเป็นการติดเชื้อโรคสุดที่รักษาค่อนข้างยาก แล้วก็อาจติดเชื้อจำพวกเดิมซ้ำอย่างเดียวหรือติดโรคชนิดใหม่ หรือติดเชื้อโรคหลายอย่างด้วยกัน


ตอนนี้คนป่วยอาจมีอาการดังต่อไปนี้
* เหงื่อออกมากช่วงกลางคืน
* ไข้ หนาวสั่น หรือไข้สูงเรื้อรังติดต่อกันหลายสัปดาห์หรือเป็นนานแรมเดือน
* ไอเรื้อรัง หรือหายใจหอบเหนื่อยจากวัณโรคปอด หรือปอดอักเสบ
* ท้องเสียเรื้อรัง จากเชื้อราหรือโปรตัวซัว
* น้ำหนักลด รูปร่างผอมแห้งแรงน้อย แล้วก็อ่อนเพลีย
* ปวดหัวร้ายแรง ชัก งงมาก ซึม หรือหมดสติจากการติดเชื้อในสมอง
* ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน
* กลืนลำบาก หรือเจ็บเวลากลืน เนื่องด้วยหลอดของกินอักเสบจากเชื้อรา
* สายตาพร่ามัวมองดูไม่ชัดเจน หรือมองเห็นเงาหยากไย่ลอยไปมาจากเรตินาอักเสบ
* ตกขาวบ่อยมาก
* มีผื่นคันตามผิวหนัง (papulopruritic eruption)
* ซีด
* มีจุดแดงจ้ำเขียวหรือเลือดออกมาจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
* สับสน สูญเสียความทรงจำ หลงๆลืมๆง่าย ไม่มีสมาธิ การกระทำผิดแปลกไปจากเดิม เนื่องด้วยความผิดแปลกของสมอง
* อาการของโรคโรคมะเร็งที่เกิดแทรก ตัวอย่างเช่น มะเร็งของผนังเส้นเลือดที่เรียกว่า Kaposi's sarcoma (KS) มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในสมอง โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งทวารหนัก ฯลฯ
ในเด็ก ที่ติดโรคเอชไอวี ระยะแรกอาจมีอาการน้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์ เมื่อโรคขยายมากเพิ่มขึ้นก็อาจมีอาการเดินทุกข์ยากลำบากหรือพัฒนาการทางสมองช้ากว่าธรรมดา และก็เมื่อเป็นโรคภูมิคุมกันบกพร่องเต็มขั้น นอกจากมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสแบบเดียวกับผู้ใหญ่แล้ว ยังบางทีอาจพบว่าถ้าเกิดเป็นโรคที่พบทั่วไปในเด็ก (เป็นต้นว่า หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ ปอดอักเสบ ทอนซิลอักเสบ) ก็ชอบมีลักษณะรุนแรงมากกว่าปกติ

  • ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้มีการเกิดโรคเอดส์
  • เซ็กซ์ การต่อว่าดเชื้อเอชไอวีส่วนมากเป็นผลมาจากการมีเพศสัมพันธ์ที่มิได้คุ้มครองระหว่างคู่รักที่ฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งมีเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง
  • การสัมผัสกับสารคัดเลือกหลั่งที่มีเชื้อ ผู้ปฏิบัติงานทางสาธารณสุขสัมผัสเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องได้โดยดำเนินการ หรือสารคัดเลือกหลั่งของคนป่วยที่มีเชื้อ
  • การติดต่อจากแม่สู่ลูก มารดาที่มีเชื้อเอชไอวีให้นมลูกหรือการคลอดบุตรขณะติดเชื้อโรค
  • การใช้ของมีคมด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น เข็มฉีดยาในผู้ที่ติดยาเสพติด
  • ผู้ที่ได้รับการถ่ายเลือดจากการให้ทานแม้กระนั้นในกรณีนี้พบได้น้อยมาก
  • ขั้นตอนการรักษาโรคโรคภูมิคุมกันบกพร่อง

การวินิจฉัยโรคเอดส์ ขั้นตอนแรกสุดคือ แนวทางซักความเป็นมาของผู้เจ็บป่วยรวมทั้งการตรวจร่างกาย ซึ่งมัก จะมีประวัติการตำหนิดเชื้อไวรัสไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องมาก่อนแล้ว ซึ่งแพทย์สามารถทราบจากการวิเคราะห์เลือดว่า ส่งผลบวกต่อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องหรือไม่ นอกจากการตรวจร่างกายมักจะพบอาการแสดงที่บ่งชี้ว่า ผู้ป่วยอยู่ในระยะของการเป็นโรคโรคภูมิคุมกันบกพร่องแล้ว
ตรวจค้นสารภูมิคุ้มกัน (แอนติบอดี) ต่อเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง โดยวิธีอีไลซ่า (ELISA) จะตรวจเจอสารภูมิต้านทานข้างหลังติดเชื้อโรค 3-12 อาทิตย์ (จำนวนมากประมาณ 8 สัปดาห์ บางรายอาจนานถึง 6 เดือน) แนวทางลักษณะนี้เป็นการตรวจรับรองด้วยการตรวจกรองช่วงต้น ถ้าพบเลือดบวก จำต้องกระทำการตรวจยืนยันด้วยแนวทางอีไลซ่าที่ผลิตโดยอีกบริษัทหนึ่งที่ไม่ซ้ำกับวิธีตรวจครั้งแรก หรือทำตรวจด้วยวิธี particle agglutination test (PA) ถ้าหากได้ผลบวกก็สามารถวิเคราะห์ว่ามีการติดโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง แต่ถ้าได้ผลลบก็ต้องตรวจรับรองโดยแนวทางเวสเทิร์นบลอต (Western blot) อีกที ซึ่งได้ผลบวก 100% ข้างหลังติดเชื้อ 2 อาทิตย์
การเจาะเลือดเพื่อนับปริมาณเม็ดเลือดขาวประเภท ทีลิมโฟซัยท์ที่มีซีดี 4 เป็นบวก (CD 4-positive T cell) จะพบว่าปริมาณลดน้อยลงมาก เพราะเหตุว่าเชื้อไวรัสจะเข้าไปอยู่ในเซลล์จำพวกนี้ แล้วก็จะทำลายเซลล์ประเภทนี้ไปเรื่อยโดยมากถ้าหากมีปริมาณของหนลิมโฟซัยท์ที่มีซีดี 4 เป็นบวกน้อยลงต่ำยิ่งกว่า 350 เซลล์ต่อลูกบาศก์มม.ในคนแก่ (ค่าปกติ 600 - 1,200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิ เมตร) ระดับของ CD4+ T cell ที่ใช้เพื่อการวินิจฉัย ถ้าเกิดเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 12 เดือนจะมี CD4+น้อยกว่า 30% ของเม็ดเลือดขาวทั้งปวง เด็กอายุ12 - 35 เดือนจะมี CD4+ น้อยกว่า 25% รวมทั้งเด็กอายุ 36 - 59 เดือนจะมี CD4+ น้อยกว่า 20%
โรคที่เกิดขึ้นและมีสาเหตุมาจากติดโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องรวมทั้งโรคภูมิคุมกันบกพร่องในปัจจุบัน ยังไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่สามารถควบคุมโรคและทำให้มีชีวิตอยู่ได้นานอย่างคนปกติได้ โดยขั้นตอนการรักษาผู้ติดโรค เอชไอวีและก็คนไข้เอดส์ อาทิเช่น
การใช้ยายับยั้งการเพิ่มปริมาณของเชื้อไวรัสหรือยาต้านเชื้อไวรัส ซึ่งจำต้องกินไปตลอดชาติ เรียกว่า Antiretroviral therapy ซึ่งเราสามารถติดตามผลของการรักษาได้จากการเจาะเลือดมองปริมาณเม็ดเลือดขาว CD 4 positive T cell ว่า อยู่ในเกณฑ์ธรรมดาหรือเปล่า และก็นับจำนวนเชื้อไวรัสในเลือดได้โดยตรง (Viral load) ตอนนี้ยาต่อต้านเชื้อไวรัสไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องมีหลายอย่างเช่น
ยาที่มีฤทธิ์ยั้งเอนไซม์รีเวิสทรานสคริปเตส (Nucleoside analogues Reverse transcriptase inhibitors) ตัวอย่างเช่น ยาชื่อ Zidovudine (AZT), Didanosine (ddI), Zalcitabine (ddC), Stavudine (d4T), Lamivudine (3TC)
ยาที่มีฤทธิ์ยั้งเอนไซม์รีเวิสทรานสคริปเตสที่ไม่ใช่นิวคลีโอไซด์ (Non-nucleoside reverse transcriptase inhibitors) อย่างเช่น ยาชื่อ Delavirdine, Loviride, Nevirapine
ยาที่มีฤทธิ์ยั้งเอนไซม์โปรตีเอส (Protease inhibitors) ตัวอย่างเช่น ยาชื่อ Nelfinavir, Indinavir, Ritonavir, Saquinavir
อนึ่ง หลักการให้ยาต่อต้านไวรัสในตอนนี้เป็น จำต้องให้ยาขั้นต่ำ 3 ประเภทโดยใช้ยาในกลุ่ม Nucleoside analogue 2 ตัว ร่วมกับยาในกรุ๊ป Non-nucleoside หรือ Protease inhibitor อีก 1 ตัวรวมเป็น 3 ตัว โดยจะต้องใช้ยาวันแล้ววันเล่าแล้วก็ตรงตรงเวลาที่กำหนดโดยเคร่งครัด
โดยแพทย์จะพินิจให้ยาต่อต้านเชื้อไวรัสในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
เมื่อมีอาการแสดงของโรคทั้งยังในระยะต้นเริ่มและพักหลัง การให้ยาต่อต้านไวรัสในผู้ป่วยที่เป็นระยะเดิม (primary HIV infection) สามารถชะลอการดำเนินโรคไปสู่ระยะที่รุนแรงได้
เมื่อยังไม่มีอาการแสดง แม้กระนั้นตรวจเลือดพบว่ามีค่า CD4 น้อยกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม.
เมื่อยังไม่มีอาการแสดง แต่มีค่า CD4 อยู่ที่ 200-350 เซลล์/ลบ.มม. อาจตรึกตรองให้ยาต้านทานเชื้อไวรัสเป็นรายๆไป ตัวอย่างเช่น ในรายที่ปริมาณเชื้อไวรัสสูง มีอัตราการน้อยลงของ CD4 อย่างรวดเร็ว ความพร้อมเพรียงของผู้ป่วย ฯลฯ ในการให้ยาควรติดตามมองผลกระทบ ซึ่งอาจมีอันตรายต่อผู้ป่วย หรือทำให้คนป่วยไม่ยอมรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ
การใช้ยารักษาโรคติดเชื้อโรคที่เกิดขึ้นจากมีภูมิต้านทานยับยั้งโรคผิดพลาดหรือเชื้อฉกโอ กาส ขึ้นอยู่กับว่าคนป่วยติดเชื้อโรคชนิดใด ตัวอย่างเช่น ติดเชื้อโรควัณโรคก็ให้ยารักษาวัณโรค ติดเชื้อโรคราก็ให้ยารักษาเชื้อรา หรือหากเป็นโรคมะเร็งก็รักษาโรคโรคมะเร็ง ฯลฯ

  • การติดต่อของโรคภูมิคุมกันบกพร่อง สามารถติดต่อได้โดยการได้รับเลือด แล้วก็/หรือสารคัดหลั่ง (Secretion) จากคนที่ติดโรคซึ่งมีหลายแนวทาง ดังนี้
  • ทางการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งเพศสโมสรเพศเดียวกันระหว่างชายรักร่วมเพศ หญิงรักร่วมเพศ รวมทั้งการร่วมเพศระหว่างชายกับหญิง การติดต่อทางเพศสัมพันธ์นี้คิดเป็นอัตราประ มาณ 78% ของการต่อว่าดเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องทั้งสิ้น
  • การใช้สารเสพติดจำพวกฉีดเข้าเส้น (เส้นโลหิต) โดยใช้เข็มฉีดร่วมกับผู้อื่น คนที่ติดเชื้อโรคโดยแนวทางนี้มีโดยประมาณ 20%
  • ทางการรับเลือดจากผู้อื่นที่มีเชื้อไวรัสอยู่ ผู้ที่มีการเสี่ยงในกลุ่มนี้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยโรคเลือดเรื้อรังที่จำเป็นต้องรับเลือดบ่อยๆ ตัวอย่างเช่น โรคฮีโมฟิเลีย (Hemophilia) หรือผู้ที่รับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะจากผู้ที่ติดโรค การตำหนิดเชื้อโดยแนวทางนี้มีราว 1.5%
  • ติดต่อจากแม่ที่ติดโรคสู่ลูก ซึ่งบางทีอาจติดต่อได้ทางเลือดจากแม่สู่ลูกโดยตรงผ่านทางรก หรือจากการที่เด็กทารกกลืนเลือดของแม่ระหว่างการคลอด หรือได้รับเชื้อที่อยู่ในน้ำนมแม่ก็ได้
  • การต่อว่าดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์จากอุบัติเหตุด้านการแพทย์ ได้แก่ ถูกเข็มฉีดยา หรือเข็มเจาะเลือดคนป่วยตำนิ้วโดยบังเอิญ ซึ่งเคยมีรายงานว่าทำให้พนักงานทางการแพทย์ติดเชื้อโรคได้ ถึงแม้จะได้โอกาสน้อยก็ตาม


จากการเล่าเรียนในประเทศต่างๆเท่าที่ผ่านมาไม่พบว่ามีการติดต่อโดยแนวทางตั้งแต่นี้ต่อไป
* การหายใจ ไอ จามรดกัน
* การกินอาหาร และก็กินน้ำร่วมกัน
* การว่ายน้ำในสระ หรือเล่นกีฬาร่วมกัน
* การใช้ห้องน้ำด้วยกัน
* การอยู่ในห้องเรียน ห้องทำงาน ยานพาหนะ หรือการอยู่สนิทสนมกับผู้ติดโรค
* การสัมผัส กอด
* การใช้ห้องครัว ภาชนะเครื่องครัว จาน แก้ว หรือผ้าที่มีไว้เพื่อเช็ดตัวร่วมกัน
* การใช้โทรศัพท์ด้วยกัน
* การถูกยุงหรือแมลงกัด

  • การปฏิบัติตนเมื่อป่วยด้วยโรคเอดส์


                - ไปพบแพทย์และก็ตรวจเลือดเป็นระยะๆดังที่หมอเสนอแนะ แล้วก็รับประทานยาต้านทานไวรัสเมื่อมีค่า CD4 ต่ำลงมากยิ่งกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. การกินยาต้านเชื้อไวรัสอย่างสม่ำเสมอมักจะช่วยทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้วก็ยาวนาน โดยมากมักจะนานกว่า 10 ปีขึ้นไป
- ทำงาน เรียนหนังสือ คบหากับคนอื่นๆแล้วก็ปฏิบัติงานประจำวันได้ตามธรรมดา ไม่ต้องกังวลว่าจะแพร่เชื้อให้คนอื่นโดยการสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกันหรือหายใจรดผู้อื่น
- แม้มีความรู้สึกไม่สบายใจหนักใจดวงใจ ควรจะเล่าความรู้สึกในใจให้ญาติสนิทเพื่อนฝูงฟัง หรือขอคำปรึกษาเสนอแนะจากหมอ พยาบาล นักจิตวิทยา หรืออาสาสมัครในองค์กรพัฒนาเอกชน
- ทำความเข้าใจธรรมชาติของโรค การดูแลและรักษา การดูแลตัวเอง จนกระทั่งมีความสามารถโรคนี้เป็นอย่างดี ก็จะไม่มีความรู้สึกหมดกำลังใจห่อเหี่ยว และก็มีพลังใจเข้มแข็ง ซึ่งเป็นอาวุธอันทรงประสิทธิภาพสำหรับในการทะนุบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงต่อไป
- ผลักดันสุขภาพตัวเองด้วยการบริหารร่างกายเป็นประจำ กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย (ไม่มีความจำเป็นที่ต้องกินอาหารเสริมราคาแพง) งดเว้นแอลกอฮอล์ ยาสูบ สิ่งเสพติด นอนพักให้พอเพียง
- สร้างเสริมสุขภาพทางจิตด้วยการฟังเพลง ขับร้อง เล่นกีฬา อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ฝึกสมาธิ เจริญรุ่งเรืองสติ สวดมนต์หรือภาวนาตามลัทธิศาสนาที่นับถือ
- หลีกเลี่ยงความประพฤติปฏิบัติที่อาจจะแพร่เชื้อให้ผู้อื่นโดย

  • ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อใดก็ตามมีเพศสัมพันธ์ และก็งดการร่วมเพศทางปากหรือทวารหนัก
  • ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  • งดเว้นการบริจาคเลือดหรืออวัยวะต่างๆเช่น ดวงตา ไต ฯลฯ
  • เมื่อร่างกายเปื้อนเปรอะเลือดหรือน้ำเหลือง ให้รีบชำระล้าง แล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าโดยทันที และจากนั้นจึงนำไปแยกซักให้สะอาดและตากให้แห้ง ต้องระวังอย่าให้ผู้อื่นสัมผัสถูกเลือดหรือน้ำเหลืองของตัวเอง
  • ไม่ใช้ของมีคม (ดังเช่นว่า ใบมีดโกน) ร่วมกับคนอื่น


- เลี่ยงการตั้งท้อง โดยการคุมกำเนิด เพราะเด็กอาจมีช่องทางรับเชื้อจากแม่ได้
- แม่ที่มีการติดโรค ไม่ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมตัวเอง
- เมื่อมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสเข้าแทรก ควรจะคุ้มครองไม่ให้เชื้อโรคต่างๆแพร่ให้คนอื่น ได้แก่

  • ใช้กระดาษหรือผ้าที่เอาไว้เช็ดหน้าปิดปากปิดจมูกเวลาไอ หรือจาม
  • ถ้วย จานชาม จาน ถ้วยน้ำที่ใช้แล้ว ควรจะล้างให้สะอาด ด้วยน้ำยาที่เอาไว้สำหรับล้างจานหรือลวกด้วยน้ำร้อน แล้วทิ้งเอาไว้ให้แห้งก่อนใช้ประโยชน์ใหม่
  • ควรระมัดระวังไม่ให้น้ำมูก น้ำลาย น้ำเหลืองจากแผล ปัสสาวะ รวมทั้งสิ่งถ่ายต่างๆไปสกปรกถูกคนอื่นๆ
  • การบ้วนน้ำลายหรือเสลด รวมทั้งการทิ้งกระดาษทิชชูที่ใช้แล้ว ควรจะมีภาชนะใส่ให้เป็นที่เป็นทาง รวมทั้งสามารถนำไปทิ้งหรือทำความสะอาดได้สะดวก
  • การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคภูมิคุมกันบกพร่อง
  • หลีกเลี่ยงการร่วมเพศกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่รัก ควรยึดมั่นต่อการมีเพศสัมพันธ์กับคู่รัก (รักเดียวใจเดียว)
  • ถ้าเกิดยังนิยมร่วมเพศกับบุคคลอื่น โดยเฉพาะหญิงบริการ หรือบุคคลที่ร่วมเพศเสรีหรือมีพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆก็ควรจะใช้ถุงยางอนามัยคุ้มครองป้องกันทุกครั้ง
  • เลี่ยงการสัมผัสถูกเลือดของคนอื่นๆ ดังเช่น ขณะช่วยเหลือคนที่มีรอยแผลเลือดออก ควรจะใส่ถุงมือยางหรือถุงก๊อบแก๊บ 2-3 ชั้น ปกป้องอย่าสัมผัสถูกเลือดโดยตรง
  • หลบหลีกการใช้เข็มหรือกระบอกสำหรับฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคม (ยกตัวอย่างเช่น ใบมีดโกน) ร่วมกับคนอื่นๆ ถ้าเกิดหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนใช้ควรจะทำลายเชื้อด้วยการแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อ ได้แก่ แอลกอฮอล์ 70% โพวิโดนไอโอดีน 2.5% ทิ

32

โรคพาร์กินสัน (Parkinson ‘s disease)

  • โรคพาร์กินสัน คืออะไร ทุกท่านคงเคยพบเห็นผู้สูงอายุ ซึ่งอาจเป็นคนในครอบครัว หรืออื่นๆที่พบเห็นทั่วไป มีอาการ แขนและมือสั่นข้างใดข้างหนึ่ง หรืออาจ ๒ ข้าง ซึ่งมักสั่นในท่าพักที่ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไร มีอาการเคลื่อนไหวเชื่องช้า และมีอาการทรงตัวผิดปกติ  โดยปกติร่างกายคนเราเมื่อเข้าสู่วัยชราก็เป็นธรรมดาที่โรคภัยไข้เจ็บจะมาเยือนอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ซึ่งหนึ่งในจำนวนหลาย ๆ โรคที่เกิดได้แก่ "โรคพาร์กินสัน" ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางที่จะส่งผลให้เกิดอาการสั่น เกร็ง และเคลื่อนไหวช้า

    โรคพาร์กินสันมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โรคสันนิบาต หรือโรคสั่นสันนิบาต (Parkinson’s disease) หรือโรคที่คนไทยสมัยโบราณรู้จักกันในชื่อ “โรคสันนิบาตลูกนก” เป็นโรคทางสมองที่เกิดจากเซลล์สมองในบางตำแหน่งเกิดมีการตายโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จึงทำให้สารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า “โดพามีน” (Dopamine) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายมีการตายและลดจำนวนลง จึงทำให้ร่างกายของผู้ป่วยเกิดอาการสั่น แขนขาเกร็ง เคลื่อนไหวร่างกายช้า และสูญเสียการทรงตัว ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างช้า ๆ และในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้  ชื่อโรคพาร์กินสัน ได้มาจากชื่อของแพทย์ชาวอังกฤษชื่อ นายแพทย์เจมส์ พาร์กินสัน ซึ่งเป็นแพทย์คนแรกที่ได้อธิบายถึงลักษณะอาการของโรคนี้ในปี พ.ศ.๒๓๖๐ โรคพาร์กินสันมักพบในผู้ป่วยสูงอายุ โดยมากจะพบตั้งแต่อายุ ๖๐ ปีขึ้นไป โดยพบในผู้ป่วยเพศหญิงมากกว่าเพศชายเล็กน้อย
    ในอดีตคนไทยน้อยคนที่จะรู้จักโรคนี้ ในยุคปัจจุบัน (ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๐เป็นต้นมา) คนไทยมีอายุเฉลี่ยยืนยาวกว่าเดิมมาก คือ ผู้ชายอายุเฉลี่ยถึง ๖๗.๔ ปี ส่วนผู้หญิงอายุเฉลี่ย ๗๑.๗ ปี (อดีตคนไทยเราอายุเฉลี่ยเพียง ๔๕ ปี) ดังนั้นโรคในผู้สูงอายุจึงพบบ่อยขึ้นมากในคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคทางระบบประสาทอย่างโรค  โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease)
    เนื่องจากโรคพาร์กินสันเป็นโรคที่พบได้บ่อยและมีปัญหาต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก จึงได้มีการจัดตั้ง “วันโรคพาร์กินสัน” ขึ้น ซึ่งตรงกับวันที่ 11 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของนายแพทย์ชาวอังกฤษ ชื่อ “เจมส์ พาร์กินสัน” (James Parkinson; เป็นแพทย์คนแรกที่ได้อธิบายลักษณะของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในปี พ.ศ.2360 ในบทความที่ชื่อว่า “Shaking Palsy”) และมีการใช้ดอกทิวลิปสีแดงเป็นสัญลักษณ์

  • สาเหตุของโรคพาร์กินสัน สาเหตุของการเกิดพาร์กินสันในผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบชัดเจน มีส่วนน้อยที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม โรคนี้ยังไม่มีวิธีสำหรับป้องกัน และมียารักษาอาการต่างๆ แต่ยังไม่มียาที่จะรักษาให้โรคหายขาดได้ ประมาณ 5% ของผู้ป่วยที่เป็นโรคพาร์กินสันมีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทราบตำแหน่งบนโครโมโซม (Chromosome) ชัดเจน และสามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะปรากฏอาการของโรคพาร์กินสันก่อนอายุ 45 ปี ซึ่งแตกต่างจากผู้ป่วยที่ไม่ได้มีสาเหตุจากพันธุกรรมเป็นหลัก ที่จะปรากฏอาการเมื่ออายุมากกว่า 60 ปีไปแล้ว  สำหรับสาเหตุการเกิดโรคที่เหลือไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่สัญนิษฐานได้ว่าเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้


  • ความชราภาพของสมอง มีผลทำให้เซลล์สมองที่สร้างสารโดปามีน (เกิดจากกลุ่มเซลล์ประสาทที่มีสีดำที่อยู่บริเวณก้านสมอง โดยทำหน้าที่สำคัญในการสั่งร่างกายให้เคลื่อนไหว) มีจำนวนลดลง โดยมากพบในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิง และจัดว่าเป็นกลุ่มที่ไม่มีสาเหตุจำเพาะแน่นอน นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มที่พบบ่อยที่สุด
  • ยากล่อมประสาทหลัก หรือยานอนหลับที่ออกฤทธิ์กดหรือต้านการสร้างสารโดปามีน โดยมากพบในผู้ป่วยโรคทางจิตเวชที่ต้องได้รับยากลุ่มนี้เพื่อป้องกันการคลุ้มคลั่ง รวมถึงอาการอื่น ๆ ทางประสาท แต่ปัจจุบันยากลุ่มนี้ลดความนิยมในการใช้ลง แต่ปลอดภัยสูงกว่าและไม่มีผลต่อการเกิดโรคพาร์กินสัน
  • ยาลดความดันโลหิตสูง ในอดีตมียาลดความดันโลหิตที่มีคุณสมบัติออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลาง จึงทำให้สมองลดการสร้างสารโดปามีน แต่ในระยะหลัง ๆ ยาควบคุมความดันโลหิตส่วนใหญ่จะมีฤทธิ์นอกระบบประสาทส่วนกลาง แต่มีผลทำให้ขยายหลอดเลือดส่วนปลาย จึงไม่ส่งต่อสมองที่จะทำให้เกิดโรคพาร์กินสันต่อไป
  • หลอดเลือดในสมองอุดตัน ทำให้เซลล์สมองที่สร้างโดปามีนมีจำนวนน้อย หรือหมดไป
  • สารพิษทำลายสมอง ได้แก่ สารแมงกานีสในโรงงานถ่านไฟฉาย พิษจากสารคาร์บอนมอนนอกไซด์
  • สมองขาดออกซิเจน ในกรณีที่จมน้ำ ถูกบีบคอ เกิดการอุดตันในทางเดินหายใจจากเสมหะหรืออาหาร เป็นต้น
  • ศีรษะถูกกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ หรือโรคเมาหมัดในนักมวย
  • การอักเสบของสมอง
  • โรคทางพันธุกรรม เช่น โรควิลสัน ซึ่งเกิดจากการที่มีอาการของโรคตับพิการร่วมกับโรคสมอง สาเหตุมาจากธาตุทองแดงไปเกาะในตับและสมองมากจนเป็นอันตรายขึ้นมา
  • ยากลุ่มต้านแคลเซียมที่ใช้ในโรคหัวใจ โรคสมอง ยาแก้เวียนศีรษะ และยาแก้อาเจียนบางชนิด
  • อาการของโรคพาร์กินสัน ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันอาจมีอาการและอาการแสดงของโรคมากน้อยแตกต่างกันได้มาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุผู้ป่วย ระยะเวลาการเป็นโรค และภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา โรคพาร์กินสันนั้นนอกจากจะมีอาการเด่น ๔ อย่าง ดังกล่าวแล้วอาจเกิดมีอาการอื่นๆ เพิ่มเติมได้อีกดังในรายละเอียด ดังนี้
  • อาการสั่น ประมาณร้อยละ ๖๐-๗๐ ของผู้ป่วยจะมีอาการสั่น เป็นอาการเริ่มต้นของโรค อาการสั่นนี้จะมีลักษณะเฉพาะ คือ สั่นมากเวลาอยู่นิ่งๆ แต่ถ้าเคลื่อนไหวหรือยื่นมือทำอะไรอาการสั่นจะลดลงหรือหายไป (ผิดจากอาการสั่นอีกแบบที่พบบ่อยในผู้สูงอายุทั่วๆไปที่จะสั่นมากเวลาทำงาน เมื่ออยู่เฉยๆ ไม่สั่น) อาการสั่นในโรคพาร์กินสันนี้ ถ้านับอัตราเร็วจะพบว่า สั่นประมาณ ๔-๘ ครั้งต่อวินาที และอาจสั่นของนิ้วหัวแม่มือ-นิ้วมืออื่นๆ คล้ายแบบปั้นลูกกลอน อาการสั่นของโรคอาจเริ่มเกิดขึ้นที่มือ แขน ขา คาง ศีรษะ หรือลำตัวก็ได้ ระยะแรกของโรคอาจเกิดข้างเดียวก่อนและต่อมาจึงมีอาการทั้งสองข้างก็ได้
  • อาการเกร็ง จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อของร่างกาย โดยเฉพาะแขน ขา และลำตัว โดยที่ผู้ป่วยไม่ได้เคลื่อนไหว หรือทำงานหนักแต่อย่างใด กล้ามเนื้อของร่างกาย จะมีความดึงตัวสูงและเกร็งแข็งอยู่ตลอดเวลา จนผู้ป่วยบางรายต้องกินยาแก้ปวดเมื่อย หรือหายามาทา บรรเทาตามร่างกายส่วนต่างๆ หรือหาหมอนวดมาบีบคลายเส้นเป็นประจำ
  • อาการเคลื่อนไหวช้า ผู้ป่วยในระยะแรกๆ จะรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรช้าลงไปจากเดิมมาก ไม่กระฉับกระเฉงว่องไวแบบเดิม เดินช้า และงุ่มง่าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะต้นๆ ของการเคลื่อนไหวในรายที่เป็นมากขึ้นอาจพบว่า อาจหกล้มบ่อยๆ จนบางรายกระดูกต้นขาหัก สะโพกหัก หลังเดาะ แขนหัก ศีรษะแตก เป็นต้น ในรายที่เป็นมากอาจเดินเองไม่ได้ต้องใช้ไม้เท้าหรือคนคอยพยุง
  • ท่าเดินผิดปกติ ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจะมีลักษณะท่าเดินจำเพาะตัวที่ผิดจากโรคอื่น คือ จะเดินก้าวสั้น ๆ แบบซอยเท้าในช่วงแรกๆ และต่อมาจะก้าวยาวขึ้นเรื่อยๆ จนเร็วมากและหยุดทันทีทันใดไม่ได้จะล้มหน้าคว่ำเลย นอกจากนี้ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเดินหลังค่อม ตัวงอโค้งและแขนไม่แกว่งตามเท้าที่ก้าวออกไป มือจะชิดแนบตัวเดินแข็งทื่อแบบหุ่นยนต์
  • การแสดงสีหน้า ผู้ป่วยพาร์กินสันจะมีใบหน้าแบบเฉยเมย ไม่มีอารมณ์เหมือนคนใส่หน้ากาก ไม่ยิ้มหัวเราะ หน้าตาทื่อเวลาพูดก็จะมีมุมปากขยับเพียงเล็กน้อย เหมือนคนไม่มีอารมณ์
  • เสียงพูด ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะพูดเสียงเครือๆ และเบามากฟังไม่ชัดเจน และยิ่งพูดนานไปๆ เสียงจะค่อยๆ หายไปในลำคอ บางรายที่เป็นไม่มากเสียงพูดจะค่อนข้างเรียบ รัวและอยู่ในระดับเดียวกันตลอด ไม่มีพูดเสียงหนักเบาแต่อย่างใด
  • การเขียนของผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะทำได้ลำบากและตัวเขียนจะค่อยๆ เขียนเล็กลงๆ จนอ่านไม่ออก
  • การกลอกตา ในผู้ป่วยโรคนี้ จะทำได้ลำบาก ช้า และไม่คล่องแคล่วในการมองซ้ายหรือขวาบนหรือล่าง ลูกตาจะเคลื่อนไหวแบบกระตุกไม่เรียบ
  • น้ำลายไหล เป็นอาการที่พบได้บ่อยอันหนึ่ง คือ มีน้ำลายมาสอยอยู่ที่มุมปากสองข้าง และไหลเยิ้มลงมาที่บริเวณคาง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีลักษณะแบบมีน้ำลายมากอยู่ตลอดเวลา


นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอีกเช่น   คนไข้อาจมีอาการปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย (เช่น ขา หลัง) โดยเฉพาะเวลานอน หรือช่วงกลางคืน อาจปวดจนนอนไม่หลับ บางรายอาจมีอาการซึมเศร้า ความดันตก ในท่ายืน ท้องผูก มีภาวะความจำเสื่อม หรืออาจมีปัญหากินอาหารและดื่มน้ำได้น้อย น้ำหนักลด ในรายที่เดินลำบาก อาจหกล้ม กระดูกหักหรือศีรษะแตก ในรายที่เป็นมาก อาจนอนบนเตียงมากจนเป็นแผลกดทับ อาจมีอาการถ่ายปัสสาวะลำบาก และมีการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะได้ง่าย คนไข้ที่ปล่อยไว้ไม่รักษาจนมีอาการรุนแรง (กินเวลา ๓-๑๐ ปี) มักจะตายด้วยโรคปอดอักเสบแทรกซ้อนหรือภาวะเลือดเป็นพิษจากการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ

  • ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดโรคพาร์กินสัน
  • อายุ ถ้าหากแก่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่แก่ 60 ปีขึ้นไป
  • พันธุกรรม โดยพบว่าคนไข้ราวๆ 15-20% จะมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคพาร์กินสัน (ถ้าหากมีญาติสายตรงเป็นโรคนี้ 1 คนจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อโรคนี้ 3 เท่า และก็แม้มี 2 คนก็จะเพิ่มการเสี่ยงเป็น 10 เท่าตามลำดับ)
  • เป็นผู้ที่สัมผัสกับยากำจัดศัตรูพืชหรือยาฆ่าวัชพืช ดื่มน้ำจากบ่อและอาศัยอยู่ในเขตกันดาร เนื่องจากมีแถลงการณ์ว่าเจอโรคนี้ได้มากในชาวนาชาวไร่ที่กินน้ำจากบ่อ
  • เป็นคนที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ เป็นต้นว่า ในหญิงที่ตัดรังไข่และมดลูก ผู้หญิงวัยทองก่อน ซึ่งคนกลุ่มนี้จะได้โอกาสเป็นโรคนี้ได้สูง แม้กระนั้นถ้าหากได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนตอบแทนก็บางทีอาจจะช่วยลดการเกิดโรคนี้ได้
  • เคยได้รับอุบัติเหตุที่กระเทือนทางสมอง
  • นอกเหนือจากนั้นยังมีกล่าวว่า ผู้ที่ขาดกรดโฟลิกจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคพาร์กินสันด้วยเหมือนกัน
  • กรรมวิธีการรักษาโรคพาร์กินสัน โดยปกติถ้าหากผู้ป่วยปรากฏอาการแจ่มแจ้ง สามารถวิเคราะห์ได้จากลักษณะของอาการแล้วก็การตรวจร่างกายทางระบบประสาทอย่างประณีต ระยะเริ่มต้นเริ่ม อาจวิเคราะห์ยาก ต้องวินิจฉัยแยกโรคก่อนเสมอคนที่สงสัยว่าจะมีอาการป่วยเป็นโรคพาร์คินสัน ควรจะได้รับการตรวจวินิจฉัยจากอายุรแพทย์ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านประสาทวิทยา หรือที่เรียกว่าประสาทแพทย์


การวิเคราะห์โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) ก็เลยต้องแยกโรคอื่นๆที่มีลักษณะอาการของพาร์กินสัน รวมทั้งแยกอาการ หรือภาวะพาร์กินสันทุติยภูมิ (Secondary parkinsonism) ออก ไปด้วย เพราะว่าการรักษาจะต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ว่าจะมีลักษณะบางสิ่งคล้ายคลึงกันก็ตาม
การวิเคราะห์โรคพาร์กินสันจะอาศัยอาการคนไข้ และความแปลกที่แพทย์ตรวจเจอเป็นหลัก และลักษณะอาการที่ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป อายุที่เริ่มเป็น และก็เรื่องราวในครอบครัว ไม่มีการตรวจพิเศษทางห้องทดลองใดที่ตรวจแล้วกล่าวได้ว่าคนเจ็บกำลังเป็นโรคพาร์กินสันอยู่ การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะใช้เพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคอื่นๆบางโรคที่มีอาการของโรคพาร์กินสันรวมทั้งมีลักษณะอาการเฉพาะของโรคนั้นๆร่วมด้วย เพื่อซึ่งต้องได้รับการดูแลรักษาที่ผิดแผกแตกต่างออกไปเท่านั้น เช่น การตรวจหาระดับสารพิษในกระแสเลือด การตรวจหาระดับสาร Ceruloplasmin ในเลือดเพื่อวินิจฉัยโรค Wilson’s disease การเอกซเรย์สมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอมอาร์ไอ/MRI) เพื่อวินิจฉัย โรค Normal pressure hydrocephalus ฯลฯ
ในอดีตแพทย์เข้าใจว่าโรคพาร์กินสันนี้มีความผิดธรรมดาที่ไขสันหลัง แต่ว่าในตอนนี้เป็นที่รู้กันแน่ๆแล้วว่า พยาธิภาวะของโรคนี้กำเนิดที่บริเวณตัวสมองเองในส่วนลึกๆรอบๆก้านสมอง ซึ่งมีกรุ๊ปเซลล์ประสาทที่มีสีดำมีปริมาณเซลล์ลดน้อยลง หรือบกพร่องในหน้าที่สำหรับในการปลดปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า โดพามีน (dopamine) ก็เลยทำให้มีการเกิดอาการเคลื่อนไหวช้า เกร็งและสั่นเกิดขึ้นเป็นลำดับ โดยเหตุนั้นในตอนนี้การดูแลรักษาโรคนี้ก็เลยหวังมุ่งให้สมองมีระดับสารโดพามีนกลับสู่ค่าปกติ ซึ่งบางทีอาจทำได้โดยการกินยาการทำกายภาพบำบัด หรือผ่าตัดสมอง
การรักษาโรคพาร์กินสันมี 3 แนวทาง เป็น

  • รักษาด้วยการใช้ยา ซึ่งถึงแม้ยาจะไม่สามารถทำให้เซลล์สมองที่ตายไปแล้วฟื้นหรือกลับมางอกทดแทนเซลล์เดิมได้ แต่ก็จะทำให้สารเคมีโดปามีนในสมองมีปริมาณพอเพียงกับความอยากได้ของร่างกายได้ สำหรับยาที่ใช้ในขณะนี้ คือ ยากลุ่ม LEVODOPA รวมทั้งยากลุ่ม DOPAMINE AGONIST เป็นหลัก (การใช้ยาแต่ละชนิดขึ้นกับการวิเคราะห์จากแพทย์ ตามสมควร)
  • ทำกายภาพบำบัด จุดมุ่งหมายของการดูแลและรักษาก็คือ ให้ผู้เจ็บป่วยกลับสู่ภาวะชีวิตที่ใกล้เคียงคนปกติที่สุด สามารถเข้าสังคมได้อย่างดี สุขสบายทั้งกายและจิตใจ ซึ่งมีหลักแนวทางปฏิบัติกล้วยๆเป็น


ก) ฝึกการเดินให้เบาๆก้าวขาแต่ว่าพอดี โดยการเอาส้นเท้าลงเต็มฝ่าเท้า และแกว่งไกวแขนไปด้วยขณะเดินเพื่อช่วยสำหรับเพื่อการทรงตัวดี นอกเหนือจากนี้ควรจะหมั่นจัดท่าทางในอิริยาบถต่างๆให้ถูกสุขลักษณะ รองเท้าที่ใช้ควรเป็นแบบส้นเตี้ย และพื้นต้องไม่ทำมาจากยาง หรือวัสดุที่เหนียวติดพื้นง่าย
ข) เมื่อถึงเวลานอน ไม่สมควรให้นอนเตียงที่สูงเกินความจำเป็น เวลาจะขึ้นเตียงจะต้องเบาๆเอนตัวลงนอนเอียงข้างโดยใช้ศอกจนกระทั่งก่อนชูเท้าขึ้นเตียง
ค) ฝึกการพูด โดยญาติต้องให้ความเข้าอกเข้าใจค่อยๆฝึกฝนผู้เจ็บป่วย และควรทำในสถานที่ที่เงียบสงบ

  • การผ่าตัด ส่วนมากจะได้ประสิทธิภาพที่ดีในคนเจ็บที่แก่น้อย แล้วก็มีลักษณะไม่มากสักเท่าไรนัก หรือในผู้ที่มีอาการแทรกจากยาที่ใช้มาเป็นระยะเวลานานๆดังเช่นว่า อาการสั่นที่ร้ายแรง หรือมีการเคลื่อนแขน ขา มากมายไม่ดีเหมือนปกติจากยา ปัจจุบันมีการใช้แนวทางกระตุ้นไฟฟ้าที่สมองส่วนลึกโดยผ่าตัดฝังไว้ภายในร่างกาย พบว่าเป็นผลดี แต่ว่าค่าครองชีพสูงมากมาย ผู้เจ็บป่วยโรคพาร์กินสัน ควรต้องได้รับการดูแลใส่ใจจากคนที่อยู่รอบข้างในการพัฒนาฟื้นฟูด้านร่างกาย รวมถึงจิตใจ ด้วยเหตุนี้หากท่านมีคนสนิทที่เป็นโรคจำพวกนี้ ควรต้องรีบเอามาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยโรคอันจะนำไปสู่การดูแลรักษาที่ถูกและสมควรต่อไป
  • การติดต่อของโรคพาร์กินสัน เนื่องจากว่าโรคพาร์กินสันเป็นโรคที่เกิดจากเซลล์สมองมีการตาย รวมทั้งทำให้สารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายมีจำนวนลดน้อยลง จึงนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการต่างๆของโรค ซึ่งไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คน หรือ จากสัตว์สู่คนได้ (แม้กระนั้นสามารถถ่ายทอดทางประเภทบาปไปสู่บุตรหลานได้)
  • การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน คนไข้และก็พี่น้องสามารถดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอรวมทั้งต่อเนื่อง ดังต่อไปนี้
  • ติดตามรักษากับหมอบ่อยๆ
  • รับประทานยาควบคุมอาการจากที่หมอเสนอแนะให้ใช้
  • รับประทานอาหารจำพวกที่มีกากใยเพื่อช่วยลดอาการท้องผูก
  • หมั่นฝึกฝนบริหารร่างกาย โดยการเคลื่อนไหวร่างกายให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่านอนหรือนั่งนิ่งๆแล้วก็วิธีการทำกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกวัน ออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและก็ความยืดหยุ่นของกล้าม ลดเกร็งและปรับการเลี้ยงตัวให้ดียิ่งขึ้น อาทิเช่น การเดิน วิ่งเหยาะๆรำไท้วางมาด หรือเต้นแอโรบิก    ฝึกเดิน ยืนยืดตัวตรง วางเท้าห่างกัน ๘-๑๐ นิ้ว นับจังหวะก้าวเท้าแกว่งแขน เสมือนเดินสวนสนามหรือเดินก้าวผ่านเส้นที่ขีดไว้ เมื่อใดที่ก้าวไม่ออกให้จังหวะกับตนเองกระดกข้อเท้าแล้วก้าวเดิน    ฝึกฝนกล่าวโดยให้ผู้ป่วยเป็นข้างพูดก่อน หายใจลึกๆแล้วเปล่งเสียงให้ดังกว่าที่ตั้งจิตใจไว้
  • บริเวณทางเท้าหรือในห้องอาบน้ำต้องมีราวเกาะและไม่วางของขวางทางเท้า
  • การแต่งตัว ควรจะสวมเสื้อผ้าที่ถอดใส่ง่าย ได้แก่ กางเกงเอวยางยืด เสื้อติดแถบกาวแทนกระดุม
  • วงศ์ญาติ ควรเอาใจใส่ดูแลคนเจ็บอย่างใกล้ชิด ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุ ดังเช่น การเดินหกล้ม ฯลฯ


สิ่งสำคัญก็คือ คนใกล้ชิดของคนเจ็บและเครือญาติ ควรจะศึกษารวมทั้งทำความเข้าใจคนไข้พาร์กินสัน  แม้ว่าจะมีข้อมูลว่าการดื่มกาแฟ การสูบยาสูบ การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน(ในหญิงวัยหมดระดู) จะช่วยลดการเกิดโรคพาร์กินสันได้ แต่ก็ไม่เสนอแนะ ด้วยเหตุว่ามีโทษนำมาซึ่งโรคอื่นๆที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอันตรายต่อชีวิตได้มากกว่า

  • การป้องกันตนเองจากโรคพาร์กินสัน เพราะเหตุว่ามูลเหตุที่จริงจริงของการเกิดโรคพาร์กินสันยังไม่รู้จักกระจ่างแจ้ง โดยเหตุนั้นการคุ้มครองเต็มที่จึงเป็นไปไม่ได้ แต่บางการศึกษาเล่าเรียนพบว่า การกินของกินมีสาระ 5 กลุ่มในปริมาณที่สมควร โดยจำกัดของกินกลุ่มไขมันและเนื้อแดง (เนื้อของสัตว์กินนม) จำกัดของกินในกลุ่มสินค้าจากนม รับประทานผัก ผลไม้เพิ่มขึ้นให้มากมายๆด้วยเหตุว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระสูง บางทีอาจช่วยลดจังหวะเกิดอาการ หรือ ลดความร้ายแรงจากลักษณะโรคนี้ลงได้บ้าง นักวิจัยที่คณะแพทยศาสตร์ Chapel Hill มหาวิทยาลัยนอร์ธแคโลไรที่นาได้คิดแนวทางทดสอบแบบง่ายๆที่ใครๆก็ทำเป็น แล้วก็ทำเสร็จภายในช่วงระยะเวลาเพียงแต่ ๑ นาที

วิธีทดสอบดังที่กล่าวถึงแล้วมี 3 ขั้นตอนง่ายๆคือ

  • ให้ผู้ป่วยยิ้มให้ดู
  • ให้ยกแขนขึ้นทั้งยัง 2 ข้างและก็ให้ค้างเอาไว้
  • สุดท้ายให้ผู้ป่วยพูดประโยคง่ายๆให้ฟังสักประโยค


นักค้นคว้าทดสอบ ด้วยการให้ผู้ที่เคยมีอาการสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นตัวแสดงร่วมกับคนปกติคนอื่นๆรวมแล้ว ๑๐๐ คน แล้วให้อาสาสมัครสมมุติตัวเป็นคนผ่านมาพบเหตุที่มีผู้ป่วยกำเนิดอาการสมองขาดเลือดไปเลี้ยง ให้อาสาสมัครลองทดลองด้วยคำสั่งข้างต้นกับตัวละครทั้ง ๓ ข้อ ช่วงเวลาเดียวกันก็โทรศัพท์บอกผลของการทดสอบให้ผู้ศึกษาค้นคว้าและวิจัยรู้ โดยผู้วิจัยอยู่ในอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งไม่เห็นอิริยาบถหรือการแสดงออกของคนที่สงสัยจะมีอาการสมองขาดเลือดไปเลี้ยง ผลที่ออกมาพบว่า นักค้นคว้าสามารถแยกผู้ป่วยออกมาจากคนปกติได้อย่างแม่นยำถึงปริมาณร้อยละ ๙๖ ทีเดียว โดยแยกอาการกล้ามใบหน้าอ่อนล้า (facial weakness) ได้จำนวนร้อยละ ๗๑ แยกกล้ามแขนเหน็ดเหนื่อยได้ถึง ร้อยละ ๙๕ และก็แยก  ประสาทกึ่งกลางที่ทำงานเปลี่ยนไปจากปกติทางคำกล่าวได้จำนวนร้อยละ ๘๘ ซึ่งถือได้ว่าแม่นยำมากมายข้างในสถานการณ์ที่แพทย์ไม่อยู่ในที่เกิดเหตุ

  • สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคพาร์กินสัน สารสกัดจากบอระเพ็ด ชื่อ columbamine เป็นสารกรุ๊ปอัลคาลอยด์ ที่มีงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่า สามารถยั้งฤทธิ์ของเอ็นไซม์ชื่อ acetyl cholinesterase ได้สูงมาก ซึ่งการขัดขวางเอนไซม์ acetyl cholinesterase เป็นจุดหมายสำคัญของการเป็นยารักษาคนไข้โรคสมองเสื่อม (Senile dementia), คนไข้สูญเสียความทรงจำ (Alzheimer’s diseases), โรคพาร์กินสันที่มีภาวะโรคสมองเสื่อมร่วมด้วย (Parkinson’s disease with dementia, PDD) อาการเซ หรือ ภาวะกล้ามเนื้อเสียสหการ (Ataxia) แล้วก็โรคกล้ามอ่อนเพลีย (myasthenia gravis)


               ผลการรักษาโดยใช้บอระเพ็ดในคนเจ็บพาร์กินสัน สอดคล้องกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่มีการค้นพบในงานศึกษาเรียนรู้ โดยเห็นผลสำหรับเพื่อการรักษาชัดเจนในด้านภาวการณ์รู้คิด     การกระทำโดยรวมและก็ อาการทางประสาทดีขึ้นในภาวการณ์โรคสมองเสื่อมที่เจอในผู้เจ็บป่วยพาร์กินสัน เพราะโรคพาร์กินสันเมื่อมีการดำเนินของโรคมานาน 5-10 ปี จะเกิดความเสื่อมโทรมของสมองในส่วนอื่นๆตามมา กระตุ้นให้เกิดความไม่ดีเหมือนปกตินอกเหนือจากการเคลื่อนไหว อย่างเช่น การนอน ความแปลกทางด้านอารมณ์แล้วก็จิตใจ ภาวะย้ำคิดย้ำทำ อาการเซื่องซึม ไม่สบายใจ เป็นต้น
                แม้กระนั้นยังไม่มีข้อมูลในทางคลินิก หรือการเล่าเรียนในคนเจ็บกรุ๊ปโรคดังที่กล่าวมาข้างต้นอย่างเป็นระบบ ชี้แนะถ้าสนใจใช้บอระเพ็ด ควรที่จะใช้ในด้านเสริมการรักษาพร้อมกันกับยาแผนปัจจุบันเป็นหลัก และควรมีตอนที่หยุดยาบ้าง อย่างเช่น แนะนำใช้ยาเดือนเว้นเดือน หรือ 2-3 เดือน เว้น 1 เดือน
นอกนั้นข้อควรตรึกตรองหมายถึงห้ามใช้บอระเพ็ดในคนที่มีภาวการณ์เอนไซม์ตับขาดตกบกพร่อง หรือคนเจ็บที่มีประวัติเป็นโรคตับ หรือโรคไตรุนแรง คนที่มีทิศทางความดันเลือดต่ำเกินไป หรือน้ำตาลในเลือดต่ำ สตรีท้อง สตรีให้นมลูก
หมามุ่ยประเทศอินเดีย เป็นสมุนไพรที่ศาสตร์อายรุเวทของประเทศอินเดีย ใช้รักษาโรคพาร์กินสันมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ผลวิจัยพบว่าเม็ดหมามุ่ยประเทศอินเดีย เป็นแหล่งธรรมชาติของสาร แอล-โดขว้าง (L-dopa)เจอ 3.1-6.1% และก็อาจพบมากถึง 12.5% ซึ่งสารแอล-โดปานี้จะเป็นสารขึ้นต้นของโดพามีน โดยพบว่าสารแอล-โดปาในหมามุ่ยอินเดียมีจุดเด่นกว่ายาสังเคราะห์ Levodapa ตรงที่มีความแรงสำหรับเพื่อการออกฤทธิ์มากกว่า Levodopa 2-3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบในขนาดเทียบเท่ากับ Levodapa โดดเดี่ยว
โดยมีการตั้งสมมุติฐานว่าในสารสกัดเมล็ดหมามุ่ยอินเดียอาจมีสารสำคัญบางตัวที่ทำหน้าราวกับ Dopamine Decarboxylase Inhibitors ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่จำเป็นต้องให้ร่วมกับ Levodopa เสมอ เพื่อยับยั้งเอนไซม์ Dopamine Decarboxylase ที่จะทำลาย Levodopa อันจะทำให้การออกฤทธิ์ของ Levodopa ต่ำลง นอกนั้นยังพบว่าเมล็ดหมามุ่ยประเทศอินเดียยังออกฤทธิ์ได้เร็วกว่า และก็มีระยะเวลาการออกฤทธิ์ยาวนานกว่า  Levodopa/Carbidopa
แต่ยังไม่มีข้อมูลในการศึกษาวิจัยทางคลินิกแล้วก็การเล่าเรียนในคนเจ็บโรคพาร์กินสัน โดยเหตุนั้นจะต้องรอให้มีการทำการศึกษาเพิ่ม แล้วก็มีผลการศึกษาเรียนรู้ยืนยันว่าไม่มีอันตรายก่อนจะใช้
เอกสารอ้างอิง

  • นพ.อัครวุฒิ วิริยเวชกุล.โรคพาร์กินสัน.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่382.คอลัมน์ โรคน่ารู้.กุมภาพันธ์.2554
  • ศ.นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์.โรคพาร์กินสันกับผู้สูงอายุ.ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล
  • Kedar, NP. (2003). Can we prevent Parkinson,s and Alzheimer,s disease?. Journal of Postgraduate Medicine. 49, 236-245.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 641-645.
  • Parkinson’s disease, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 17th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2008 (electronic book). http://www.disthai.com/
  • โรคพาร์กินสัน.วิกิพีเดียสารานุกรม
  • โรคพาร์กินสัน-โรคสั่นสันนิบาต.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่219.คอลัมน์โรคน่ารู้.กรกฎาคม.2540
  • พญ.สลิล ศิริอุดมภาส.โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) .หาหมอ.com
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ .โรคพาร์กินสัน.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่292.คอลัมน์ สารานุ

33

โรคภูมิแพ้ (Allergy)

  • โรคภูมิแพ้ เป็นยังไง โรคภูมิแพ้ (Allergy) เป็นโรคที่เกิดจาการสนองตอบของร่างกายมากมายไม่ปกติต่อสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นบางชนิด ก็เลยทำให้มีการเกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้นั้น ซึ่งจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีลักษณะไวไม่ดีเหมือนปกติต่อสิ่งที่สามารถนำมาซึ่งภูมิแพ้ ซึ่งธรรมชาติสารพวกนี้อาจไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดภูมิแพ้กับคนธรรมดาทั่วๆไป โดยโรคภูมิแพ้กำเนิดได้ทุกเพศทุกวัย เด็กอายุ 5 ถึง 15 ปี พบได้มากว่าเป็นบ่อยกว่าช่วงอายุอื่นๆเพราะเป็นตอนตอนที่โรคแสดงออกหลังจากได้รับ “แรงกระตุ้น” มานานพอเพียง ยังไงก็บางบุคคลอาจเริ่มเป็นโรคภูมิแพ้ตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ได้ โรคภูมิแพ้ (Allergy) เป็นโรคที่พบได้มากทั้งโลกรวมทั้งในประเทศไทย จากการสำรวจในประเทศ ไทยพบว่ามีอุบัติการณ์มากขึ้น 3 - 4 เท่าภายในช่วงเวลา 40 ปีให้หลัง  จากรายงานการเกิดสภาวะภูมิแพ้ระบุว่า เมืองไทยมีคนป่วยโรคภูมิแพ้ปริมาณราวๆ 10-15 ล้านคน แล้วก็มีแนวโน้มมากขึ้นอีก 3-4 เท่าข้างใน 5 ปี ข้างหน้า

    นอกนั้น ชนิดของโรคภูมิแพ้ สามารถแบ่งได้เป็น 4 โรค เป็น

  • โรคหืด (Asthma)
  • โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) หรือ โรคไซนัสอักเสบ
  • โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic conjunctivitis)
  • โรคผื่นภูมิแพ้ (Atopic eczema)
  • สาเหตุของโรคภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้ มีต้นเหตุจากการที่ร่างกายผลิตภูมิคุ้มกันเพื่อขจัดสิ่งเจือปนที่รับเข้ามา ด้วยการขับสารตัวกลางออกมาต้านสิ่งปลอมปนพวกนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง จะสร้างโปรตีนอีกชนิดหนึ่งขึ้นมา (ทางหมอเรียกว่า อิมมูนโนโกบูลิน-อี) ซึ่งมีคุณสมบัติชอบจับกับเซลล์พิเศษ 2 จำพวกหมายถึงมาสต์เซลล์ และเม็ดเลือดขาวประเภทเบโซฟิล และก็สารตัวกลางนั้นก็ก่อกำเนิดการอักเสบแล้วก็อาการแพ้แก่ร่างกายด้วย การเกิดโรคภูมิแพ้เป็นเหตุมาจากภูมิต้านทานของร่างกายสถานที่สำหรับทำงานมากเกินความจำเป็น กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการแพ้ต่อบางสิ่งบางอย่างที่บางทีอาจไม่เป็นอันตรายต่อคนทั่วไป แต่ว่าเกิดอันตรายต่อตัวบุคคลที่แพ้แค่นั้น สารที่ร่างกายรับเข้ามารวมทั้งกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการแพ้ในลักษณะต่างๆเรียกว่า “สารก่อภูมิแพ้” โดยร่างกายจะมีปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ด้วยการแสดงอาการแพ้ในรูปแบบที่ต่างกัน ตามชนิดของโรคภูมิแพ้จำพวกต่างๆโดยสารภูมิต้านทานซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่ในเลือด มีบทบาทรอป้องกัน และก็ขจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่ไปสู่ร่างกาย ทำปฏิกิริยาสนองตอบต่อสารก่อภูมิแพ้บางจำพวกที่ผู้เจ็บป่วยแพ้ เช่น ผู้เจ็บป่วยโรคภูมิแพ้ของกินส่วนใหญ่ มักแพ้ของกินพวกไข่ นม ถั่ว ปลารวมทั้งอาหารทะเล การแพ้อาหารจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีร่างกายแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ในของกินประเภทนั้นเพียงแค่นั้น ผู้ที่ไม่ได้ป่วยจะไม่ปรากฏอาการแพ้   สารก่อภูมิแพ้ที่พบได้ทั่วไปจากภูมิแพ้จมูกหรือภูมิแพ้อากาศ มักมาจากไรฝุ่นผง เชื้อรา หญ้า ละอองเกสร ขนสัตว์ ที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศแล้วก็เข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ  สารก่อภูมิแพ้ที่ไปสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังมีหลากหลายประเภท ดังเช่น สารเคมีจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ถุงมือยาง ยาย้อมสีผม โลหะ เงิน หรือแม้กระทั้งผงฝุ่นผงหรือเชื้อโรคที่ลอยปนเปอยู่กลางอากาศ   ส่วนภูมิแพ้ตา มักเกิดขึ้นจากสารก่อภูมิแพ้ประเภทไรฝุ่นละออง ควัน สารเคมี ละอองเกสร ขนหรือสะเก็ดผิวหนังของสัตว์ที่ปนเปื้อนอยู่กลางอากาศและก็กระแสลม ไปสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุดวงตา กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการระคายเคืองและก็มีลักษณะอาการแพ้ที่แสดงออกทางดวงตาในหลายแบบอย่างเป็นต้น

    แบบอย่าง กลไกการเกิดภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้ที่มีสาเหตุมาจากฝุ่นและควัน มักเกี่ยวพันกับระบบภูมิคุ้มกัน โดยสิ่งที่พวกเราแพ้ในฝุ่นละอองเป็นโปรตีนนั่นเอง ซึ่งละม้ายกับกลไกการแพ้อาหารในบางบุคคล ยกตัวอย่างเช่น แพ้กุ้ง เนื่องจากว่าโปรตีนบางสิ่งในเนื้อหรือเปลือกกุ้ง ดังนี้ ในคราวแรกที่รับฝุ่นผงดังที่กล่าวมาแล้วเข้าไป ร่างกายจะยังไม่แพ้ แม้กระนั้นระบบภูมิต้านทานจะศึกษาว่าโปรตีนซึ่งเป็นองค์ประกอบของฝุ่นผงดังกว่างนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอก และก็แล้วหลังจากนั้นจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนชนิดดังที่กล่าวมาข้างต้น (lgE) เมื่อได้รับฝุ่นละอองประเภทเดียวกันในคราวถัดไป โปรตีนในฝุ่นจะเข้าไปจับกับ (lgE) ซึ่งอยู่บนเม็ดเลือดขาว ทำให้เม็ดเลือดขาวนี้แตกออกและปลดปล่อยสารประเภทหนึ่งเรียกว่าฮีสตามีน (Histamine) ออกมา ส่งผลให้เยื่อบุจมูก เยื่อบุตา คอ มีการอักเสบ บวม แล้วก็สร้างเมือกออกมามากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล รวมทั้งคันจมูกตามมา
    ทั้งนี้ ต้นสายปลายเหตุที่เกิดโรคภูมิแพ้เพราะระบบภูมิต้านทานมีปฏิกิริยาที่ไวเกินความจำเป็นในการตอบสนองสิ่งเจือปนแบบเปลี่ยนไปจากปกติแม้ว่าสิ่งปลอมปนนั้นปลอดภัยต่อสุขภาพร่างกาย แต่ว่าเป็นความเข้าใจผิดของร่างกายที่รู้สึกว่าสิ่งเจือปนบางสิ่งมีอันตรายก็เลยมีปฏิกิริยาตอบสนอง โดยการผลิตภูไม่ต้านทานทางขึ้นเพื่อกำจัดแล้วก็ทำลายสิ่งปลอมปนนั้น และก็แทนที่สารภูมิต้านทานที่ร่างกายทำขึ้นจะเป็นเครื่องคุ้มครองร่างกาย เปลี่ยนไปเป็นแรงกระตุ้นให้ร่างกายเจ็บเอง ก็เลยกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้นั่นเอง

  • ลักษณะของโรคภูมิแพ้ พวกเราสามารถแบ่งอาการของโรคภูมิแพ้ตามระบบอวัยวะที่แสดงอาการได้ 6 อย่าง คือ
  • อาการแพ้ทางตา เรียกว่า เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic conjunctivitis) คนป่วยจะมีลักษณะคันและเคืองตา ตาแดง  น้ำตาไหล  หนังตาบวม  แสบตา
  • อาการแพ้ทางจมูก เรียกว่า โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ คนไข้จะมีอาการจาม คันจมูก  น้ำมูกไหลออกมาทางจมูก หรือไหลลงคอ  คัดจมูก  คันเพดานปากหรือคอ
  • อาการแพ้ทางหลอด เรียกว่า โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคหอบหืด (asthma) ผู้ป่วยจะมีลักษณะ ไอ หอบอ่อนแรง หายใจขัด แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี้ด หายใจไม่สะดวกหรือหายใจเร็ว โดยยิ่งไปกว่านั้นเวลายามค่ำคืน รุ่งเช้ามืด หรือขณะบริหารร่างกาย  หรือขณะเป็นไข้หวัด
  • อาการแพ้ทางผิวหนัง เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ (atopic dermatitis) ผู้ป่วยจะมีอาการคัน มีผดผื่นเรียกตัว  ผื่นมักแห้ง แดง มีสะเก็ดบางๆหรือมีน้ำเหลืองแห้งกรังปกคลุมอยู่  ในเด็กตัวเล็กๆ มักเป็นที่แก้ม, ตูด, เข่าและก็ข้อศอก  ในเด็กโตมักเป็นที่ข้อพับของแขนและขา  ในรายที่เป็นเรื้อรัง ผิวหนังรอบๆที่เป็นจะดกตัวขึ้นแล้วก็มีสีคล้ำขึ้น    ยิ่งกว่านั้นผิวหนังบางทีอาจเกิดการอักเสบจากการสัมผัสกับสารบางประเภทที่แพ้ได้ ดังเช่น แฟ้บ  เครื่องแต่งตัว    ผิวหนังอาจมีการอักเสบเป็นตุ่มนูนคัน หรือใหญ่เป็นปื้นนูนแดง รวมทั้งคันมากที่เรียกว่า ผื่นคัน  ซึ่งมักจะมีต้นเหตุมาจากการแพ้อาหาร โดยยิ่งไปกว่านั้นอาหารทะเล หรือ แพ้แมลงกัดต่อย หรือแพ้ยา
  • อาการแพ้ ทางเดินอาหาร เรียกว่า โรคแพ้อาหาร (food allergy) คนป่วยจะมีลักษณะอาการ อาเจียน อ้วก  ท้องร่วง ปากบวม  ปวดท้อง  ท้องขึ้น อาจมีอาการของระบบทางเดินหายใจ (อาทิเช่น หอบหืด, แพ้อากาศ) แล้วก็ผิวหนัง (ดังเช่นว่า ผื่นคัน, ลมพิษ) ร่วมด้วย  อาหารที่เป็นสาเหตุได้บ่อย ดังเช่นว่า นมวัว ไข่ ถั่ว อาหารทะเล ผักแล้วก็ผลไม้บางชนิด ผงชูรส สารกันบูด สารแต่งกลิ่นและก็สี
  • อาการช็อกจากภูมิแพ้ อาการภูมิแพ้จำพวกนี้นับว่าน่าสยดสยองรวมทั้งร้ายแรงที่สุด มักมีต้นเหตุมาจากการแพ้สารหรือยาที่ฉีดมากกว่า แต่ว่าอาจแพ้สารหรือยาที่รับประทานเข้าไป หรือยาที่เอามาทาผิวหนังก็ได้ ซึ่งพบน้อยกว่า การดูแลและรักษาไม่ได้ทำยาก ถ้าหากเจอแพทย์ทันทีทันควัน แต่ว่าถ้าเป็นรุนแรงมากมาย หรือรักษาไม่ทันอาจเสียชีวิตได้
  • ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ทางพันธุกรรม หากบิดาหรือแม่เป็นโรคนี้ เปอร์เซ็นต์ที่ลูกจะเป็น 30% แต่หากพ่อและก็แม่เป็น ลูกมีสิทธิ์เป็นถึง 50% โดยมีการศึกษาวิจัยรวมทั้งมีหลักฐานหลายอย่างที่ทำให้มั่นใจว่า โรคนี้ถ่ายทอดด้านกรรมพันธุ์ เนื่องจากว่าถ้าหากอีกทั้งบิดาและก็แม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกจะได้โอกาสเป็นโรคนี้ปริมาณร้อยละ 30 ถ้าเกิดพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้เพียงคนเดียว ลูกได้โอกาสเป็นภูมิแพ้ได้ปริมาณร้อยละ 25 แต่ว่าถ้าพ่อแม่ไม่มีผู้ใดเป็นเลย ลูกมีโอกาสเป็นจำนวนร้อยละ 12.5 พูดง่ายๆก็คือ ถ้าหากบิดาและก็แม่เป็นภูมิแพ้ ลูกได้โอกาสเป็นภูมิแพ้สูงกว่าเด็กอื่นถึง 2-4 เท่าเลยทีเดียว สัมผัสสารก่อภูมิแพ้หมายถึงสารที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดลักษณะโรคภูมิแพ้ซึ่งบางทีอาจเป็นสารที่ร่างกายได้รับโดยการ ฉีด กิน หายใจ สัมผัส หรือ ถูกกัดต่อยบนผิวหนังก็ได้ มีอีกทั้งสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน (ตัวอย่างเช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ เศษผิวหนังแล้วก็ขนของสัตว์เลี้ยง เชื้อรา ควันที่เกิดจากบุหรี่) แล้วก็สารก่อภูมิแพ้นอกบ้าน (เป็นต้นว่า ฝุ่นในที่ทำงาน เกสรดอกไม้ ควันต่างๆ) นอกจากนี้ อุณหภูมิของอากาศก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ อากาศหนาวเย็นจะทำให้มีอาการแพ้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้ก่อเป็นภูมิแพ้ขึ้นได้
  • กรรมวิธีการรักษาโรคภูมิแพ้ การวิเคราะห์โรค

ซักความเป็นมา โดยอาศัยคุณสมบัติเฉพาะของอาการ เมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้รวมทั้งแพทย์จะถามหาโรคภูมิแพ้อื่นๆ(atopic diseases) และก็อาการของโรคเหล่านั้น ที่คนไข้บางทีอาจเป็นด้วย ดังเช่นว่า โรคหอบหืด โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ นอกนั้นจะถามเรื่อง อาชีพ สัตว์เลี้ยง และก็สิ่งแวดล้อม ของคนป่วยในขณะที่บ้านและที่ทำงานและสารที่ผู้ป่วยคิดว่าตนแพ้ ความเป็นมาครอบครัวก็มีส่วนช่วยสำหรับการวินิจฉัยโรค โดยผู้เจ็บป่วยโรคภูมิแพ้อาจมีบิดา แม่ หรือญาติพี่น้อง เป็นโรคนี้ได้
ตรวจร่างกาย หมอจะตรวจร่างกายภายนอกว่ามีอาการแสดงใดบ้างที่บ่งชี้ถึงโรคภูมิแพ้ ดังเช่นว่า ตรวจตา จมูก คอ ช่วงอก รวมทั้งผิวหนังทั่วๆไป ในบางรายอาจจะต้องตรวจการปฏิบัติงานของปอดด้วยเครื่องเป่าลม หรืออาจจะต้องเอกซเรย์เพื่อดูหลักการทำงานของปอดร่วมด้วย
การหา IgE ที่ผิวหนัง  โดยการทดลองภูมิแพ้ทางผิวหนัง (allergy skin test) จะช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่คนป่วยแพ้ ทำให้คนเจ็บหลีกเลี่ยงได้ถูก แล้วก็ให้ข้อมูลในกรณีที่จำเป็นต้องรักษาคนป่วยด้วยแนวทาง immunotherapy การตรวจวิธีการแบบนี้เป็นวิธีที่มีความไวและความจำเพาะสูงสุด สำหรับในการตรวจวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ มี 2 วิธีเป็น

  • Skin prick test ใช้น้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ หยดลงบนผิวหนังที่แขน แล้วก็ใช้เข็มสะกิดตรงกลางหยดน้ำยา เพื่อเปิดผิวหนังข้างบนออก ถ้าหากคนเจ็บมี IgE ที่จำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้นั้น ก็จะเกิดปฏิกิริยา allergic inflammation ขึ้นโดยกำเนิดรอยนูน (wheal) แล้วก็ผื่นแดง (flare) อ่านผลตอบแทนในเวลา 20 นาที หลังการทดลอง
  • Intradermal test ใช้น้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ ปริมาณ 0.02 มล.ฉีดเข้าในชั้นผิวหนัง ให้กำเนิดรอยนูนที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 มัธยมมัธยมอ่านผลในเวลา 20 นาที หลังฉีดโดยวัดขนาดของรอยนูนที่ขยายใหญ่ขึ้น
  • สารก่อภูมิแพ้ที่เอามาทดลอง มักเป็นสารก่อภูมิแพ้ ที่พบได้ทั่วไป ดังเช่นว่า ฝุ่นบ้าน ตัวไรในฝุ่น แมลงต่างๆที่อาศัยในบ้าน ตัวอย่างเช่น แมลงสาบ และจะมี positive (histamine) และก็ negative control (carrier substance) ร่วมสำหรับในการทดลองด้วย เพื่อมั่นใจว่าผู้ป่วยไม่ได้แพ้สารที่ใช้ละลายในสารก่อภูมิแพ้ที่นำมาทดลอง แล้วก็ผิวหนังตอบสนองก้าวหน้าต่อ histamine โดยทั่วไปจะทดลองโดยแนวทาง skin prick test ก่อนโดยถือได้ว่า screening test หากผล skin prick test ให้ผลลบ จึงทดสอบโดยวิธี intradermal test ต่อไป หาก skin prick test ให้ผลบวกแจ้งชัด ไม่มีความจำเป็นต้องกระทำการทดสอบโดยวิธีintradermal test อีก เพื่อลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิด systemic reaction การทดสอบโดยตรวจค้น IgE ที่ผิวหนังนี้ ควรจะมีเครื่องไม้เครื่องมือเตรียมตัวสำหรับ resuscitation ด้วยเสมอ เผื่อในกรณีเกิด anaphylactic reaction
  • การหาจำนวน IgE ในเลือด ซึ่งหาได้ทั้ง total IgE คือเป็นระดับของ IgE รวมทั้งหมด ไม่เฉพาะต่อสารก่อภูมิแพ้จำพวกใดชนิดหนึ่ง ซึ่งหาได้โดยแนวทาง Paper Radio – Immunosorbent Test (PRIST) แล้วก็หา specific LgE คือหาระดับ IgE ที่เฉพาะต่อสารก่อภูมิแพ้แต่ละชนิด ซึ่งหาโดยแนวทาง Radio Allergosorbent test (RAST) การหา total IgE ไม่ช่วยเท่าไรนักสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรค ส่วนการหา specific IgE เป็นที่ชื่นชอบในต่างชาติ เนื่องจากว่าไม่มีความเสี่ยงต่อ systemic reaction ผู้เจ็บป่วยไม่มีความจำเป็นที่ต้องงดเว้นยา ไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เวลาของผู้ป่วยนานสำหรับเพื่อการทดสอบ ไม่เหมือนแนวทางการทำ skin test ทำให้สบายแค่เพียงเจาะเลือด 1 ครั้ง หาสารที่คนป่วยแพ้ได้หลายอย่าง แม้กระนั้นในประเทศไม่นิยมใช้ เนื่องด้วยราคาแพงแพง
  • X-ray sinus เพื่อดูว่าคนป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ มีโรคไซนัสอักเสบร่วมด้วยไหม ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย รวมทั้งควรทำทุกราย จากการศึกษาเล่าเรียน plain film sinus ในคนป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ที่ รพ.ศิริราช จำนวน 356 ราย พบว่ามีพยาธิสภาพเกิดขึ้นที่ sinus ถึงจำนวนร้อยละ 40
การรักษาโรคภูแพ้ อาจแบ่งออกเป็น 3 วิธี เป็น

  • การใช้ยาสำหรับเพื่อการรักษา ในช่วงเวลานี้มียารักษาลักษณะโรคภูมิแพ้หลายสิบชนิด แต่ว่าเพียงพอจะจัดประเภทได้ 4 ประเภท คือ


ยาแก้แพ้ (แอนติฮิสตะมีน) ที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีเป็นคลอร์เฟนิรามีน (ยาแก้แพ้เม็ดสีเหลือง ในความเป็นจริงแล้วมีหลายสีสุดแท้แต่บริษัทผลิต) ปัจจุบันนี้มียาแก้แพ้ผลิตออกมากว่า 30 ชนิด ราคาตั้งแต่เม็ดละไม่กี่เงินจนถึง 7-8 บาท เชื่อว่าประสิทธิภาพไม่ได้มีความแตกต่างกัน ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้โดยมากรับประทานแล้วง่วง คอแห้ง อย่างไรก็แล้วแต่ ปัจจุบันนี้มียารุ่นใหม่ๆที่กินแล้วไม่ง่วงงุนแล้วก็มีฤทธิ์แก้แพ้ได้นาน โดยกินเพียงวันละ 1-2 ครั้งก็พอเพียง แต่ว่าข้อบกพร่องเป็น ราคายังแพงอยู่ ยานี้ใช้รักษาอาการคันจมูก จาม ลดน้ำมูก รวมทั้งรักษาผื่นคันผื่นคัน
ยาแก้คัดจมูก มักเป็นยาทำให้เส้นเลือดฝอยหดตัว รวมทั้งทำให้น้ำมูกต่ำลง ผู้ป่วยก็เลยรู้สึกสบายขึ้น มีทั้งยากินและยาพ่น แต่ยาพ่นมีปัญหาเป็นเมื่อใช้แล้วในระยะต้นจะได้ผลดี แม้กระนั้นถ้าเกิดใช้ติดต่อกันนานๆจะมีผลให้ดื้อยาและก็เป็นมากขึ้นได้ จะต้องใช้ในระยะสั้นๆเท่านั้น
ยาขยายหลอดลม (ยาแก้โรคหืด) สำหรับคนที่แพ้จนถึงมีลักษณะอาการเป็นหืด มียากิน ยาฉีด และยาพ่นโดยปกติยังนิยมใช้ยารับประทาน  ส่วนยาพ่น ในเมืองนอกเป็นที่ยอมรับกันมากมาย ส่วนในประเทศไทยกำลังเป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น จุดแข็งก็คือ ส่งผลใกล้กันน้อย ไม่ซึมซับเข้ากระแสเลือดและออกฤทธิ์รวดเร็ว แม้กระนั้นมีข้อเสียคือ ก่อนใช้จะต้องมีการทำเป็นตัวอย่างวิธีการใช้อย่างถูกต้อง มิฉะนั้นจะไม่ได้เรื่อง ส่วนยาฉีดจะใช้กรณีที่หอบมากรวมทั้งกินยา พ่นยาแล้วไม่เป็นผล
ยาคุ้มครองปกป้องภูมิแพ้ มีทั้งยังยากินและยาพ่น ยากินป้องกันภูมิแพ้สำเร็จในเด็กมากยิ่งกว่าผู้ใหญ่ ส่วนยาพ่นบางชนิดเป็นประโยชน์ในผู้ใหญ่ด้วย

  • การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ดังเช่นว่า จัดห้องนอนรวมทั้งบ้านให้ง่ายต่อการขจัดฝุ่นละอองหรือมีฝุ่นน้อยที่สุด กรรมวิธีการสำคัญๆก็คือ อย่าให้บ้านเกลื่อนกลาด มีเฟอร์นิเจอร์เท่าที่จำเป็น เครื่องเรือนควรจะเป็นไม้ พลาสติก หรือห่อหุ้มเบาะหนัง ไม่สมควรบุนวม ห่อหุ้มผ้า เพื่อจะได้ลดฝุ่นแล้วก็ทำความสะอาดง่าย พื้นควรจะเป็นพื้นธรรมดาหรือไม้ขัดมัน ไม่ควรปูพรม วิธีการทำความสะอาดพื้น ควรใช้ผ้าชุบน้ำถูหรือขัดถู หรือใช้เครื่องดูดฝุ่น ไม่สมควรใช้ไม้ปัดกวาด แม้กระนั้นอาจให้คนอื่นปัดกวาดในตอนที่คุณไม่อยู่ก็ได้ ไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงเข้าในบ้าน คนที่แพ้ไรฝุ่นผง ควรจะห่อที่นอนด้วยหนังหรือพลาสติก (ก่อนนอนปกคลุมด้วยผ้าที่เอาไว้ปูที่นอนอีกชั้นเยี่ยม) จะได้ใช้น้ำอุ่นขัดถูทุกครึ่งเดือนหรือหนึ่งเดือนได้ ควรที่จะใช้หมอนชนิดใยสังเคราะห์แล้วก็ซักน้ำร้อนทุกหนึ่งเดือนเป็นอย่างต่ำ การตากแดดไม่ได้ฆ่าไรฝุ่นแต่อย่างใด ไม่สมควรปลูกต้นไม้ดอกไม้ในห้องนอน เนื่องจากเป็นแหล่งชื้นแฉะอย่างหนึ่ง ควรขจัดเพื่อลดจำนวนเชื้อรา หน้ากากเครื่องแอร์ที่เฉอะแฉะหรือผนังที่ชื้น ควรใช้น้ำยาไลซอลเพื่อขจัดเชื้อรา การหลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคืองต่างๆก็มีความหมายหมายถึงควันของบุหรี่ ควันไฟ และก็กลิ่นฉุนทั้งหลายแหล่
  • วิธีภูเขามิคุ้นกันบำบัด (Immuno therapy) หรือการฉีดยา ถ้าหากพยายามเลี่ยงสิ่งที่แพ้อย่างมากแล้ว และกินยารักษาอาการที่แพ้ต่างๆแล้วอาการยังเป็นอยู่มาก หรือจำเป็นต้องใช้ยาหลายตัว หมออาจพินิจพิเคราะห์แนะนำให้ฉีดวัคซีนภูมิแพ้ จุดหมายของการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ ก็คือ อยากปรับเปลี่ยนสภาพการตอบสนองของร่างกายจากภูมิแพ้ให้กลายเป็นมีภูมิต้านทานแพ้แทน กรรมวิธีฉีดวัคซีนภูมิแพ้มีว่าภายหลังจากทดลองทางผิวหนังกระทั่งรู้แล้วว่าแพ้อะไรบ้าง แพทย์ก็จะนำสารสกัดที่แพ้มาฉีดเข้าใต้ชั้นผิวหนัง โดยเริ่มจากขนาดต่ำๆแล้วก็เบาๆเพิ่มขนาดแล้วก็ปริมาณมากขึ้น โดยระยะแรกฉีดทุกหนึ่งอาทิตย์จนถึงขนาดเหมาะสม ถัดไปจะฉีดห่างออกไปเรื่อยๆจากทุกหนึ่งสัปดาห์ในที่สุดเป็นทุกเดือนถึงเดือนครึ่ง เมื่ออาการแพ้ดียิ่งขึ้นมากและก็ลดปริมาณยากินต่างๆได้ แปลว่าเห็นผล ซึ่งมักจำต้องใช้เวลาขั้นต่ำ 3 เดือนกว่าจะเห็นผล ถัดไปจะฉีดทุก 1-2 เดือนจนถึงครบ 3-4 ปี (เฉลี่ยแล้วฉีดปีละ 6-12 ครั้งแค่นั้น) ท่านใดที่อาการแพ้หายไป แล้วก็หยุดยาต่างๆได้ เมื่อครบกำหนด 3-4 ปี หมอจะพิเคราะห์หยุดฉีดยาท้ายที่สุด
  • การกระทำตนเมื่อเป็นโรคภูมิแพ้
  • ใส่หน้ากากคุ้มครองป้องกันฝุ่นขณะที่ทำงานกับฝุ่น
  • ชำระล้าง เอาวัตถุที่ไม่จำเป็นออกจากห้องทำงานและห้องนอนให้มากครั้งสุด ในห้องนอนต้องมีเครื่องประดับน้อยชิ้นที่สุดเพื่อเป็นการป้องกันและยังเป็นการไม่ให้เป็นแหล่งเก็บฝุ่นผง
  • ในกรณีแพ้ไรฝุ่นละออง ควรชำระล้างเครื่องนอน (ที่นอน หมอน ผ้าสำหรับห่ม) โดยซักด้วยน้ำร้อน 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15-20 นาที อย่างต่ำทุก 2 สัปดาห์
  • ควรตัดหญ้า หรือ วัชพืชบริเวณบ้านเสมอๆเพื่อลดปริมาณเกสรรวมทั้งสารก่อภูมิแพ้ในวัชพืชและดอกไม้
  • ไม่เลี้ยงสัตว์ที่มีขนในบ้าน ยกตัวอย่างเช่น หมา แมว นก
  • กำจัดเศษอาหารและก็ขยะต่างๆรวมทั้งปิดฝาท่อสำหรับระบายน้ำเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงสาบ
  • ชำระล้างแอร์บ่อยๆแล้วก็ใช้แบบที่มีเครื่องร่อนอาการจำพวก HEPA filter (High Efficiency Particulate Air Filter)
  • ระวังอย่าให้บ้าน ห้องน้ำ ชื้นแฉะ และไม่ควรจะปลูกต้นไม้ในบ้านเพาะทำให้เชื้อราเติบโต
  • หลบหลีกรอบๆที่มีควันบุหรี่ ควัน แล้วก็รอบๆที่มีฝุ่นผงมากมาย
  • ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ถ้าเกิดมีอาการหอบอ่อนเพลียเวลาบริหารร่างกาย ควรจะสูดยา คุ้มครองปกป้องอาการหอบก่อน
  • ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งแค่นั้น ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เพราะว่าบางจำพวกถ้าเกิดใช้ต่อเนื่องนานอาจมีอันตรายได้
  • การติดต่อของโรคภูมิแพ้ ด้วยเหตุว่าโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากการทำงานที่เปลี่ยนไปจากปกติที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้ของภูมิต้านทานภายในร่างกายของบางคนแค่นั้น จึงไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนและก็จากสัตว์สู่คน (แต่ว่ามีการสืบทอดทางกรรมพันธุ์ได้)
  • การป้องกันตนเองจากโรคภูมิแพ้ เป็นการลดการเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดโรค คือการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงบริบูรณ์ กินอาหารที่มีสาระและก็ถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมบ่อย และก็หมั่นตรวจเช็คสุขภาพรายปี  และเพราะโรคภูมิแพ้เป็นโรคไม่ติดต่อ รวมทั้งจะเกิดกับผู้ที่ร่างกายแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้เพียงแค่นั้น ดังนั้น การปกป้องคุ้มครองโดยมากก็เลยเป็นวิธีการสำหรับผู้เจ็บป่วย เพื่อไม่ให้อาการแพ้นั้นกำเริบเสิบสานรุนแรง  ดังเช่นว่า หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ถ้าป่วยเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว ควรจะหลบหลีกการสัมผัสหรือเผชิญกับสิ่งที่มีสารที่ตนแพ้ อาทิเช่น ผู้ป่วยที่แพ้อาหารทะเล ควรจะหลบหลีกการกินอาหารที่ทำมาจากสัตว์สมุทรทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นของกินดัดแปลง อาหารสด หรืออาหารแห้ง ผู้ที่แพ้ฝุ่นละอองควรหลีกเลี่ยงการเดินทางบนถนนที่มีฝุ่นละอองควัน ไม่ลดกระจกลงขณะโดยสารอยู่บนรถยนต์ หลีกเลี่ยงการเดินผ่านเขตรอบๆที่มีการก่อสร้าง รวมทั้งรักษาความสะอาดข้างในบ้านรวมทั้งห้องนอน ให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก แสงอาทิตย์เข้าถึง เพื่อปกป้องการสะสมฝุ่นแล้วก็ไรฝุ่นที่จะนำไปสู่อาการแพ้ได้ เขียนบันทึก ลงบันทึกประจำวันว่าทำกิจกรรมอะไรหรือกินอะไรแล้วมีลักษณะอาการเช่นไร เป็นการศึกษาเล่าเรียนอาการแพ้ รวมทั้งให้รู้สิ่งที่แพ้แล้วก็สิ่งที่ไม่แพ้ เพื่อเป็นการให้ข้อมูลแก่หมอพยาบาล แล้วก็การวางแผนรักษาอย่างเหมาะควรต่อไป รับประทานยา ยาจะช่วยป้องกันรวมทั้งทุเลาอาการแพ้ โดยผู้เจ็บป่วยภูมิแพ้จำเป็นต้องกินยาจากที่แพทย์ระบุ ไม่หยุดใช้ยาโดยพลการ เพราะอาจมีผลกระทบ มีลักษณะดื้อยา หรือมีอาการแพ้ที่กำเริบเสิบสานขึ้น  วางแผนในคราวฉุกเฉิน สำหรับผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะอาการแพ้รุนแรง ควรแจ้งอาการป่วยของตัวเองกับบุคคลสนิทสนม หรือในบางราย หมอจะให้คนป่วยพกยาฉีดเอพิเนฟรินสำหรับฉีดรักษาโดยใช้ตัวเองถ้าอาการไม่ดีขึ้น และก็เตรียมเบอร์โทรฉุกเฉินที่จำเป็นจะต้องไว้ในกรณีเร่งด่วนเสมอ
นอกจากนี้ควรจะไปพบแพทย์เมื่อมีลักษณะอาการต่อแต่นี้ไป

  • น้ำมูลไหล คัดจมูก จาม คันจมูกเรื้อรัง
  • ภูมิแพ้เรื้อรัง
  • ไอมากมายหรืออ่อนแรงเวลาเป็นหวัด ตอนบริหารร่างกาย หรือช่วงเวลาค่ำคืน
  • ผื่นคันเรื้อรังตามผิวหนังส่วนต่างๆของร่างกาย
  • เป็นลมเป็นแล้งพิษบ่อยครั้ง
  • สัมผัสสารบางสิ่งบางอย่างแล้วผื่นขึ้น
  • รับประทานอาหารบางประเภทแล้วมีผื่น น้ำมูกไหล หรือแน่นหน้าอก
  • คันตา แสบตา ร้องไห้เรื้อรัง
  • สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคหอบหืด
  • ถั่งเช่า มีสรรพคุณลดการต่อว่าดเชื้อรวมทั้งทุเลาอาการ อย่าง ไซนัสอักเสบ โรคหอบหืด ถั่งเช่ามีฤทธิ์ในการควบคุมสมดุลของ Allergen-reactive helper T cells Type I รวมทั้ง II คนไข้ที่เป็นโรคภูมิแพ้มักมีการดำเนินงานของ Type II มากเกินปกติ อันเป็นที่มาของการเกิดโรค ยิ่งกว่านั้นมีฤทธิ์ลดการจับกุมตัวของสารก่อภูมิแพ้กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย การลดกลไกนี้ลงจะมีผลให้ร่างกายตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้น้อยลง และยังช่วยลดแนวทางการสร้างอิมมูโนมายากลอบูลิน ชนิด อี (IgE) +ที่มากเหลือเกิน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ร่างกายผลิตขึ้นเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้รวมทั้งเป็นตัวกระตุ้นให้อาการไม่ดีขึ้น
  • กระเทียม สารอัลลิสินที่สกัดได้จากกระเทียมมีคุณลักษณะ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยให้ผู้เจ็บป่วยไม่เป็นหวัด ช่วยบำบัดรักษาลักษณะของโรคหลอ

34

โรคไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever)

  • โรคไข้เลือดออกคืออะไร โรคไข้เลือดออกหมายถึงโรคติดเชื้อซึ่งเกิดขึ้นจาก ไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) โดยมียุงลายเป็นยานพาหนะนำโรคลักษณะของโรคนี้มีความคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดในทีแรกๆ (แต่ว่าจะไม่มีอาการน้ำมูลไหล คัดจมูก หรือไอ) จึงทำให้คนไข้รู้เรื่องคลาดเคลื่อนได้ว่าตนเป็นเพียงโรคไข้หวัด รวมทั้งทำให้ไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องในทันที โรคไข้เลือดออกมีลักษณะอาการและความร้ายแรงของโรคหลายระดับตั้งแต่ไม่มีอาการหรือมีลักษณะเล็กน้อยไปจนกระทั่งเกิดภาวะช็อกซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คนป่วยเสียชีวิต สถิติในปี พ.ศ. 2554 รายงานโดย กลุ่มโรคไข้เลือดออก สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีอัตราป่วยไข้ 107.02 รวมทั้งอัตราเจ็บป่วยตาย 0.10 ซึ่งแปลว่า ในพลเมืองทุก 100,000 คน จะมีผู้ที่ป่วยด้วยไข้เลือดออกได้ถึง 107.02 คน และก็มีคนตายจากโรคนี้ 0.1 คน อย่างยิ่งจริงๆ ทั้งนี้โรคไข้เลือดออกยังเป็นโรคระบาดที่พบมากแถบบ้านพวกเราแล้วก็ประเทศใกล้เคียง มีการระบาดเป็นระยะๆทั่วในจ.กรุงเทพฯ และก็ต่างจังหวัด พบบ่อยการระบาดในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่มียุงลายชุกชุม จากสถิติในปี พุทธศักราช 2556 ของสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีผู้เจ็บป่วยจำนวน 154,444 ราย (คิดเป็นอัตราป่วยไข้ 241.03 ต่อราษฎร 100,000 ราย) แล้วก็มีจำนวนคนป่วยเสียชีวิตปริมาณ 136 ราย (คิดเป็นอัตราเสียชีวิต 0.21 ต่อประชาชน 100,000 ราย)
  • ต้นเหตุของโรคไข้เลือดออก โรคไข้เลือดออกมีต้นเหตุที่เกิดจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่าไวรัสเดงกี Dengue 4 ประเภทคือ Dengue 1, 2, 3 รวมทั้ง 4 ปกติไข้เลือดออกที่เจอกันปกติทุกปีชอบมีต้นเหตุที่เกิดจากเชื้อไวรัสDengue ประเภทที่ 3 หรือ 4 แต่ว่าที่มีข่าวมาในระยะนี้จะเป็นการติดเชื้อโรคในสายพันธ์2เป็นสายพันธ์ที่เจอได้ประปรายแต่ว่าอาการมักจะร้ายแรงกว่าสายพันธ์ที่ 3, 4 และต้องเป็นการตำหนิดเชื้อซ้ำครั้งที่ 2 (Secondaryinfection) ไวรัสเดงกี่ เป็น single strandcd RNA ไวรัส อยู่ใน familyflavivirida มี4 serotypes (DEN1, DEN2, DEN3, DEN4) ซึ่งมีantigen ของกรุ๊ปบางประเภทด้วยกัน ก็เลยทำให้มีcross reaction กล่าวคือ เมื่อมีการติดเชื้อจำพวกใดประเภทหนึ่งแล้ว จะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสประเภทนั้นอย่างคงทนตลอดชีวิต แล้วก็จะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสเดงกี่อีก 3 ชนิด ในช่วงระยะสั้นๆราว 6 - 12 เดือน (หรืออาจสั้นกว่านี้) ด้วยเหตุดังกล่าวคนที่อยู่ในเขตพื้นที่ที่มีไวรัสเดงกี่เยอะมากอาจมีการติดเชื้อ 3หรือ 4 ครั้งได้  การต่อว่าดเชื้อไวรัสเดงกีมีลักษณะแสดงได้ 3 แบบหมายถึงไข้เดงกี (Denque Fever – DF),ชอบกำเนิดกับเด็กโตหรือผู้ใหญ่อาจจะมีอาการไม่ร้ายแรงและไม่สามารถจะวินัจฉัยได้เรื่องอาการทางสถานพยาบาลได้แน่นอนจะต้องอาศัยการตรวจทางเรือเหลืองและแยกเชื้อไวรัส ไข้เลือดออก หรือ ไข้เลือดออกเดงกี (Dengue hemorrhagic fever – DHF) รวมทั้งไข้เลือดออกเดงกีที่ช็อก (Denque Shock Syndrome – DSS) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นต่อจากระยะ DHF เป็นมีการรั่วของพลาสมาออกไปๆมาๆกทำให้คนป่วยเกิดอาการช็อก และก็สามารถตรวจพบรระดับอีมาโตคริต    (Hct)  สูงขึ้นรวมทั้งมีน้ำในเยื่อหุ้มห่อช่วงปอดและท้องอีกด้วย
  • ลักษณะของโรคไข้เลือดออก ระยะที่ 1 (ระยะไข้สูง) คนป่วยจะมีไข้สูงลอย (กินยาลดไข้ไข้ก็จะไม่ลด) ไข้39 - 41 องศาเซลเซียส ประมาณ 2 - 7 วัน ทุกรายจะมีไข้สูงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ส่วนใหญ่ไข้จะสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ไข้บางทีอาจสูงถึง 40 - 41 องศาเซลเซียสได้ซึ่งบางรายอาจมี อาการชักเกิดขึ้น คนไข้มักจะมีหน้าแดง (Flushed face) บางทีอาจตรวจ เจอคอแดง (Injected pharynx) ได้แต่ว่าโดยมากคนไข้จะไม่มีอาการ น้ำมูกไหล หรืออาการไอ ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์แยกโรคที่มีต้นเหตุเนื่องมาจากฝึกฝนใน ช่วงแรก และก็โรคระบบทางเท้าหายใจได้ เด็กโตบางทีอาจพร่ำบ่นปวดหัว ปวดรอบกระบอกตา ในระยะไข้นี้อาการทางระบบทางเดินอาหารที่พบมากเป็นเบื่อข้าว อาเจียน บางรายอาจมีลักษณะของการปวดท้องร่วมด้วย ซึ่งใน ระยะแรกจะปวดโดยธรรมดา และบางทีอาจปวดที่ชายโครงขวาในระยะ ที่มีตับโต ปวดหัว เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามตัว อยากกินน้ำ ซึม ในบางรายอาจมีอาการปวดท้องในบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงทางด้านขวา หรืออาจมีอาการท้องผูกหรือถ่ายเหลว ส่วนในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี บางทีอาจเจออาการไข้สูงร่วมกับอาการชักได้ ระยะที่ 2 (ระยะช็อกและมีเลือดออก หรือ ระยะวิกฤติ) ชอบเจอในไข้เลือดออกที่เกิดจากเชื้อเดงกีที่มีความรุนแรงขั้นที่ 3 และ 4 อาการจะเกิดขึ้นในตอนระหว่างวันที่ 3-7 ของโรค ซึ่งถือได้ว่าตอนที่วิกฤติของโรค โดยลักษณะของการมีไข้จะเริ่มน้อยลง แต่คนเจ็บกลับมีลักษณะทรุดหนัก มีอาการเลือดออก : อาการเลือดออกที่พบได้มากที่สุดที่ผิวหนัง โดยจะตรวจเจอว่าเส้นเลือดเปราะ แตกง่าย กระบวนการทำ torniquet test ให้ผลบวกได้ตั้งแต่ 2 - 3 วันแรกของโรค ร่วมกับมีจุดเลือดออกเล็กๆกระจัดกระจายอยู่ตามแขน ขาลำตัว รักแร้อาจมีเลือดกำเดา หรือเลือดออก ตามไรฟัน ในรายที่ร้ายแรงอาจมีอาเจียน ปวดท้อง และก็ขี้เป็นเลือด ซึ่งชอบเป็นสีดำ (Malena) อาการเลือดออกในทางเดินอาหาร มีความผิดธรรมดาของระบบไหลเวียนเลือด หรือช็อก:ชอบกำเนิด ช่วงไข้จะลดเป็นระยะที่มีการรั่วของพลาสมาซึ่งจะพบทุกรายในคนเจ็บ ไข้เลือดออกเดงกี่ โดยระยะรั่วจะมีโดยประมาณ 24 - 28 ชั่วโมง ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการร้ายแรงมีภาวการณ์การไหล เวียนล้มเหลวเกิดขึ้น เนื่องจากมีการรั่วของพลาสมาออกไปยังช่องปอด/ ท้องมาก กำเนิด hypovolemic shock คนป่วยจะเริ่มมีอาการ เร่าร้อนใจ มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นค่อยเร็ว(อาจมากกว่า 120 ครั้ง/นาที) ฉี่น้อย ความดันเลือดเปลี่ยนแปลง ตรวจพบ pulse pressure แคบ พอๆกับหรือน้อยกว่า 20 มม.ปรอท (ค่าธรรมดา30-40มม.ปรอท) สภาวะช็อกที่เกิดขึ้นนี้จะมีการเปลี่ยน อย่างรวดเร็วถ้าเกิดไม่ได้รับการดูแลและรักษาคนป่วยจะมีลักษณะชั่วช้าสารเลวลงรอบปากเขียว ผิวสีม่วงๆตัวเย็นชืด จับชีพจรและก็/หรือวัดความดันไม่ได้ (Profound shock) สภาวะทราบสติแปรไป แล้วก็จะเสียชีวิตด้านใน 12-24ชั่วโมงข้างหลังเริ่มมีภาวะช็อกแม้ว่าคนไข้ได้รับการดูแลรักษาอาการช็อก อย่างทันการและถูกก่อนที่จะเข้าสู่ระยะ profound shock โดยมากก็จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ระยะที่ 3 (ระยะฟื้น) ในรายที่มีภาวการณ์ช็อกไม่รุนแรง เมื่อผ่านวิกฤติช่วงระยะที่ 2 ไปแล้ว อาการก็จะดีขึ้นอย่างเร็ว หรือแม้แต่คนเจ็บที่มีภาวการณ์ช็อกร้ายแรง เมื่อได้รับการดูแลรักษาอย่างแม่นยำและก็ทันทีทันควันก็จะฟื้นเข้าสู่ภาวะปกติ โดยอาการที่มีความหมายว่าดีขึ้นนั้น คือ ผู้เจ็บป่วยจะเริ่มต้องการทานอาหาร แล้วอาการต่างๆก็จะคืนกลับสู่สภาพธรรมดา ชีพจรเต้นช้าลง ความดันเลือดกลับมาสู่ปกติ ฉี่ออกมากขึ้น
  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคไข้เลือดออก เนื่องด้วยโรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่มียุงลายเป็นยานพาหนะนำโรคโดยเหตุนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่จะนำไปสู่โรคไข้เลือดออกนั้น บางทีก็อาจจะแบ่งได้เป็น 2 กรณี 1.การถูกยุงลายกัด เนื่องจากว่าพวกเราไม่อาจจะรู้ได้เลยว่ายุงตัวไหนมีเชื้อหรือเปล่ามีเชื้อด้วยเหตุนั้น เมื่อถูกยุงลายกัด จึงมีความน่าจะเป็นไปได้เสมอว่าพวกเราบางทีอาจจะได้รับเชื้อไวรัสเดงกีที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคไข้เลือดออก โดยยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเราถูกยุงลายกัดในพื้นที่ที่การระบายของโรคไข้เลือดออก หรือ อยู่ในเขตพื้นที่ที่มีความมากของยุงลายสูง 2.แหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย ในเมื่อยุงลายเป็นยานพาหนะนำโรคไข้เลือดออกแล้วนั้น ก็เลยพอๆกับว่าถ้าเกิดยุงลายมีเยอะมากก็จะทำให้เกิดการเสี่ยงสำหรับการเกิดโรคไข้เลือดออกมากตามมา และถ้ายุงลายมีปริมาณน้องลง การเสี่ยงที่จะกำเนิดโรคไข้เลือดออกก็น่าจะลดน้อยลงตามไปด้วย ด้วยเหตุนั้นการควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ก็เลยน่าจะเป็นการลดการเสี่ยงสำหรับเพื่อการกำเนิดโรคไข้เลือดออกได้ แล้วก็หากชุมชนสามารถช่วยเหลือกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้ก็จะมีผลให้ชุมชมนั้น ปลอดจากโรคไข้เลือดออกได้
  • กรรมวิธีรักษาโรคไข้เลือดออก การวิเคราะห์โรคไข้เลือดออก แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกได้จากอาการทางสถานพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะของการมีไข้สูง 39-41 องศาเซลเซียส หน้าแดง กลีบตาแดง บางทีอาจคลำได้ตับโต กดเจ็บ มีผื่นแดง หรือจุดแดงจ้ำเขียว โดยไม่มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ หรือเจ็บคอ ร่วมกับการมีประวัติโรคไข้เลือดออกของอาศัยอยู่รอบๆเดียวกัน หรือมีการระบาดของโรคในตอนนั้นๆแล้วก็การทดลองทูร์นิเคต์ได้ผลบวก ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการวิเคราะห์โรคนี้ได้ นอกจากนี้ การส่งไปตรวจเลือด ซีบีซี (CBC) จะตรวจเจอเกล็ดเลือดต่ำ เม็ดเลือดขาวค่อนข้างต่ำรวมทั้งความเข้มข้นของเลือดสูง เพียงเท่านี้ก็สามารถวินิจฉัยโรคได้เป็นส่วนใหญ่แล้ว แม้กระนั้นในบางราย ถ้าเกิดอาการ ผลการตรวจร่างกาย รวมทั้งผลเลือดในพื้นฐานยังไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ ในขณะนี้ก็มีวิธีการส่งเลือดไปตรวจค้นภูมิคุ้มกันต้านทานต่อเชื้อไวรัสเดงกี ซึ่งจะช่วยทำให้การวินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างแม่นยำเยอะขึ้น

เพราะเหตุว่ายังไม่มีการพัฒนายาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่การดูแลและรักษาโรคนี้ ก็เลยเป็นการรักษาตามอาการเป็นสำคัญ กล่าวอีกนัยหนึ่ง มีการใช้ยาลดไข้ เช็ดตัว และการคุ้มครองป้องกันภาวะช็อก ยาลดไข้ที่ใช้มีเพียงแต่ประเภทเดียวหมายถึงยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ขนาดยาที่ใช้ในผู้ใหญ่คือ พาราเซตามอลรูปแบบเม็ดละ500มก.รับประทานทีละ1-2เม็ด ทุก 4 - 6 ชั่วโมง โดยไม่ควรกินเกินวันละ 8 เม็ด (4 กรัม) ส่วนปริมาณยาที่ใช้ในเด็กเป็น พาราเซตามอลชนิดน้ำ 10-15มก.ต่อ น้ำหนักตัว 1 กก.ต่อครั้ง ทุก 4 - 6 ชั่วโมง โดยไม่ควรรับประทาน เกินวันละ5ครั้ง หรือ2.6กรัม ผลิตภัณฑ์พาราเซตามอลแบบเป็นน้ำสำหรับเด็กมีจำหน่ายในหลายความแรงอย่างเช่น 120 มก.ต่อ 1 ช้อนชา (1 ช้อนชา เท่ากับ 5 มล.), 250 มก.ต่อ 1 ช้อนชา, แล้วก็ 60 มิลลิกรัมต่อ 0.6 มล. โดยมากเป็นยาน้ำเชื่อมที่จะต้องรินใส่ช้อนเพื่อป้อนเด็ก ในกรณีเด็กทารก การป้อนยาทำได้ค่อนข้างยากจึงมีผลิตภัณฑ์ยาที่ทำจัดจำหน่ายโดยใส่ในขวดพร้อมหลอดหยด เวลาใช้ก็เพียงแต่ใช้หลอดหยดดูดยาออกจากขวดและนำไปป้อนเด็กได้เลย โดยสาเหตุมาจากที่ผลิตภัณฑ์พาราเซตามอลรูปแบบน้ำสำหรับเด็กมีหลายความแรง จำเป็นต้องอ่านฉลากแล้วก็การใช้ให้ดีก่อนนำไปป้อนเด็ก พูดอีกนัยหนึ่ง หากเด็กหนัก 10 กิโล แล้วก็มียาน้ำความแรง 120 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา ก็ควรจะป้อนยาเด็กครั้งละ 1 ช้อนชาหรือ 5 มิลลิลิตร รวมทั้งป้อนซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมงแต่ไม่ควรป้อนยาเกินวันละ 5 ครั้ง ถ้าหากว่าไม่มีไข้ก็สามารถหยุดยาได้ทันที ยาพาราเซตามอลนี้เป็นยารับประทาน ตามอาการ โดยเหตุนั้นถ้าเกิดว่าไม่มีไข้ก็สามารถหยุดยาได้โดยทันทีส่วนยา แอสไพรินและก็ไอบูโปรเฟนเป็นยาลดไข้เหมือนกัน แต่ว่ายาทั้งสองแบบนี้ ห้ามนำมาใช้ในโรคไข้เลือดออก ด้วยเหตุว่าจะยิ่งสนับสนุนการเกิดภาวการณ์ เลือดออกผิดปกติกระทั่งอาจทำให้เป็นอันตรายต่อคนไข้ได้ ในส่วนการปกป้องสภาวะช็อกนั้น ทำได้โดยการชดเชยน้ำ ให้ร่างกายเพื่อไม่ให้ความจุเลือดลดต่ำลงจนทำให้ความดันเลือดตก หมอจะพิจารณาให้สารน้ำตามความรุนแรงของอาการ โดยอาจให้ ผู้ป่วยดื่มเพียงสารละลายเกลือแร่ โออาร์เอส หรือคนเจ็บบางราย อาจได้รับน้ำเกลือเข้าทางหลอดเลือดดำ  ในกรณีที่ผู้เจ็บป่วยเกิดภาวะเลือด ออกเปลี่ยนไปจากปกติกระทั่งเกิดภาวะเสียเลือดอาจจำเป็นต้องได้รับเลือดเพิ่ม อย่างไรก็ดี ต้องเฝ้าระวังภาวะช็อกตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น เนื่องจากว่าภาวะนี้มีความอันตรายต่อชีวิตของผู้เจ็บป่วยเป็นอย่างมาก

  • การติดต่อของโรคไข้เลือดออก การติดต่อของโรคไข้เลือดออก โรคไข้เลือดออก มักติดต่อจากคนไปสู่คน ซึ่งมียุงลายตัวเมีย (Aedes aegypt)  เป็นตัวพาหะที่สำคัญ โดยยุงตัวเมียจะกัดและดูดเลือดของคนป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี แล้วต่อจากนั้นเชื้อจะเข้าไปฟักตัวรวมทั้งเพิ่มจำนวนในตัวยุงลาย ทำให้มีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวของยุงตลอดระยะเวลาอายุขัยของมันประมาณ 1 - 2 เดือน แล้วถ่ายทอดเชื้อไปสู่ผู้ที่ถูกกัดได้ในรัศมี 100 เมตร ยุงลายเป็นยุงที่อาศัยอยู่ในบริเวณบ้าน มักออกกัดกลางวัน มีแหล่งเพาะพันธุ์ คือ น้ำนิ่งที่ขังอยู่ในภาชนะเก็บน้ำต่างๆอาทิเช่น ตุ่ม แจกันดอกไม้ ถ้วยรองขาตู้ จาน ถ้วยชาม กระป๋อง หม้อ ยางรถยนต์ หรือกระถาง ฯลฯ  โรคไข้เลือดออก พบส่วนใหญ่ในฤดูฝน เหตุเพราะในฤดูนี้เด็กๆมักจะอยู่กับบ้านมากกว่าฤดูอื่นๆอีกทั้งยุงลายยังมีการขยายพันธุ์มากในช่วงฤดูฝน ซึ่งในเมืองใหญ่ๆที่มีมวลชนหนาแน่น รวมทั้งมีปัญหาทางด้านกายภาพเกี่ยวกับขยะ อย่าง จังหวัดกรุงเทพ บางทีอาจเจอโรคไข้เลือดออกนี้ได้ตลอดทั้งปี


รู้ได้ยังไงว่าเราจับไข้เลือดออก ข้อคิดเห็นบางประการที่อาจจะช่วยทำให้สงสัยว่าบางทีอาจจะเป็นไข้เลือดออก ยกตัวอย่างเช่น  มีไข้สูง หมดแรงเป็นเกิน 2 วัน  ถ้ามีปวดศรีษะมากมายหรืออ้วกมากมายร่วมด้วย  หลังเป็นไข้ 2 ถึง 7 วัน แล้วไข้น้อยลงเอง เมื่อไข้ลดแล้วมีอาการเหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งบางทีอาจจะป่วยเลือดออกได้ ปวดหัวมากมาย อ่อนแรงมากมาย คลื่นไส้มากมาย กินอาหารมิได้ เจ็บท้อง มีจ้ำเลือดเล็กๆบริเวณแขน ขา หรือลำตัว มีเลือดออกตามอวัยวะอาทิเช่น เลือดกำเดา ถ่ายเป็นเลือด ประจำเดือนมาก่อนกำครั้งด เป็นต้น

  • การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเลือดออก ในระยะ 2 - 3 วันแรกของการเป็นไข้ถ้าเกิดยังรับประทานอาหารแล้วก็กินน้ำได้ ไม่อาเจียน ไม่เจ็บท้อง ไม่มีจ้ำเลือดขึ้นแล้วก็ยังไม่มีอาการเลือดออกหรือภาวะช็อกเกิดขึ้น ควรปฏิบัติดังนี้ ให้คนไข้พักมากมายๆถ้าจับไข้สูงให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆรวมทั้งให้ยาลดไข้พาราเซตามอล คนแก่กิน 1-2 เม็ด เด็กโต ½ - 1 เม็ด เด็กเล็กใช้ชนิดน้ำเชื่อม 1- 2 ช้อนชา ถ้ายังจับไข้กินซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง ห้ามให้ยาแอสไพริน โดยเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้มีเลือดออกได้ง่ายขึ้น ถ้าหากเป็นผู้ป่วยเด็กและเคยชัก ควรจะให้กินยากันชักไว้ก่อน ทานอาหารอ่อนๆตัวอย่างเช่น ข้าวต้ม โจ๊ก และก็ดื่มน้ำมากมายๆเฝ้าดูอาการคนป่วยอย่างใกล้ชิด หมั่นดื่มน้ำ หรือเกลือแร โออาร์เอส ให้มากมายๆเพื่อป้องกันการช็อกจากการขาดน้ำ แล้วก็ถ้าหากมีลักษณะอาการดังนี้ควรไปพบแพทย์อย่างเร็ว  ซึมลงอย่างรวดเร็ว อ่อนเพลียเป็นอย่างมาก มีจ้ำเลือดตามร่างกายมากมาย คลื่นไส้มาก ทานอาหารแล้วก็ดื่มน้ำไม่ได้ มีเลือดออกตามร่างกายได้แก่ เลือดกำเดา คลื่นไส้เป็นเลือดอึเป็นเลือด หรือเลือดออก ช่องคลอด เจ็บท้องมาก
  • การปกป้องตนเองจากโรคไข้เลือดออก หากว่าในตอนนี้เริ่มจะมีการพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ แต่ก็ยังไม่มียาที่สามารถฆ่าเชื้อโรคเชื้อไวรัสเดงกี่ได้ โดยเหตุนั้นคำตอบที่ยอดเยี่ยมของโรคไข้เลือดออกในปัจจุบันนี้หมายถึงการคุ้มครองไม่ให้เป็นโรคโดยการควบคุมยุงลายให้มีปริมาณลดน้อยลงซึ่งทำได้โดยการควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายและการกำจัดยุงลายอีกทั้งลูกน้ำแล้วก็ตัวสมบูรณ์เต็มวัย แล้วก็ป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด ดังนี้การคุ้มครองป้องกันทำได้ 3 ลักษณะหมายถึง


การคุ้มครองป้องกันทางกายภาพ ยกตัวอย่างเช่น ปิดภาชนะเก็บน้ำด้วยฝาปิด ดังเช่น มีผาปิดปากโอ่งน้ำ ตุ่มน้ำ ถังเก็บน้ำ หรือถ้าเกิดไม่มีฝาปิด ก็วางคว่ำลงถ้าหากยังไม่ต้องการที่จะอยากใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้แปลงเป็นที่ตกไข่ของยุงลาย เปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้สดเป็นประจำอย่างต่ำทุกๆ7 วัน ปล่อยปลารับประทานลูกน้ำลงในภาชนะเก็บน้ำ ตัวอย่างเช่น ตุ่ม ตุ่ม ภาชนะละ 2-4 ตัว รวมทั้งอ่างบัวรวมทั้งตู้ที่เอาไว้เลี้ยงปลาก็จะต้องมีปลากินลูกน้ำเพื่อรอควบคุมจำนวนลูกน้ำยุงลายเหมือนกัน ใส่เกลือลงน้ำในจานสำหรับเพื่อรองขาตู้อาหาร เพื่อควบคุมและกำจัดลูกน้ำยุงลาย โดยใส่เกลือ 2 ช้อนชา ต่อปริมาตร 250 มิลลิลิตร พบว่าสามารถควบคุมลูกน้ำได้ยาวนานกว่า 7 วัน
การคุ้มครองทางเคมี ดังเช่น เติมทรายทีมีฟอส ซึ่งเป็นสารเคมีที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้แล้วก็ยืนยันความปลอดภัย เหมาะสมกับภาชนะที่ไม่อาจจะใส่ปลารับประทานลูกน้ำได้  การพ่นสารเคมีหรือยากันยุงเพื่อกำจัดยุงตัวเต็มวัย มีจุดแข็งคือ คุณภาพสูง แม้กระนั้นข้อเสียคือ ราคาแพงแพง และเป็นพิษต่อคนแล้วก็สัตว์เลี้ยง จึงจะต้องอาศัยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญสำหรับในการฉีดพ่นแล้วก็ฉีดเฉพาะเมื่อต้องเท่านั้น เพื่อคุ้มครองความเป็นพิษต่อคนและก็สัตว์เลี้ยง ควรจะเลือกฉีดตอนที่มีคนอยู่น้อยที่สุดและฉีดพ่นลงในแหล่งที่คาดว่าเป็นแหล่งเกาะพักของ เช่น ท่อที่มีไว้ระบายน้ำ ฯลฯ การใช้สารเคมีเพื่อกำจัดยุงในบ้านเรือน ที่ใช้กันมี 2 จำพวก คือ ยาจุดกันยุง รวมทั้งสเปรย์ฉีดไล่ยุง โดยสารออกฤทธิ์บางทีอาจเป็นยาในกลุ่มผู้จองเวรทรอยด์ (Pyrethroids), ดีท (DEET, diethyltoluamide) ฯลฯ คราวก่อนมียาฆ่ายุงด้วย มีชื่อว่า ดีดีที แต่สารนี้ถูกยกเลิกการใช้ไปแล้วเนื่องจากเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตและหลงเหลือในสิ่งแวดล้อมเป็นเวลานานมาก อย่างไรก็ตาม สารเคมีไม่ว่าจากยาจุดกันยุงหรือสเปรย์ฉีดไล่ยุง ก็มีความเป็นพิษต่อคนแล้วก็สัตว์ ด้วยเหตุผลดังกล่าวเพื่อลดความเป็นพิษดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นควรจะจุดยากันยุงในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ล้างมือทุกครั้งภายหลังจากสัมผัส ส่วนยาฉีดไล่ยุงจะมีความเป็นพิษมากยิ่งกว่า ด้วยเหตุนั้นห้ามฉีดลงบนผิวหนัง รวมทั้งควรปฏิบัติตามการใช้ที่กำหนดข้างกระป๋องอย่างเคร่งครัด
การปฏิบัติตัว ดังเช่น นอนในมุ้ง หรือนอนในห้องที่มีมุ้งลวดเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด โดยจะต้องปฏิบัติเหมือนกันทั้งกลางวันและก็ช่วงเวลากลางคืน ถ้าหากไม่สามารถนอนในมุ้งหรือนอนในห้องที่มีมุ้งลวดได้ ควรใช้ยากันยุงชนิดทาผิวซึ่งมีสารสำคัญที่สกัดจากธรรมชาติ ยกตัวอย่างเช่น น้ำมันตะไคร้หอม (oil of citronella), น้ำมันยูคาลิปตัส (oil of eucalyptus) ซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่ามาทาหรือหยดใส่ผิวหนังใช้เป็นยากันยุง แม้กระนั้นประสิทธิภาพจะต่ำกว่า DEET

  • สมุนไพรชนิดไหนที่ช่วยรักษาป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ โดยจากการเรียนรู้ข้อมูล พบว่า สามารำใช้ใบมะละกอสดมาคันน้ำควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบัน จะมีผลให้เกล็ดเลือดของคนไข้โรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นได้ข้างใน 24 – 48 ชั่วโมง ช่วยลดอัตราการตายลงได้ มีการค้นคว้ารอบรับในหลายประเทศ มีการทดสอบในคนใช้แล้วได้ผล อาทิเช่น ประเทศอินเดีย ปากีสถาน มาเลเซีย ยิ่งไปกว่านี้ยังมีการจดสิทธิบัตรน้ำใบมะละกอในต่างประเทศด้วย มิได้ใช้เฉพาะผู้เจ็บป่วยเกล็ดเลือดต่ำจากไข้เลือดออกเพียงอย่างเดียว แม้กระนั้นใช้ในกรณีอื่นด้วย กรรมวิธีรักษาโรคไข้เลือดออกด้วยใบมะละกอสดเป็นใช้ใบมะละกอสดจำพวกใดก็ได้ราว 50 กรัม จากต้นมะละกอ ต่อจากนั้นล้างให้สะอาด และทำการบทให้ถี่ถ้วน ไม่ต้องเพิ่มน้ำ กรองเอากากออก ดื่มน้ำใบมะละกอสดแยกกาก วันละ ครั้งแก้ว หรือ 30 ซีซี ต่อเนื่องกัน 3 วัน โดยแนวทางแบบนี้มีการศึกษาค้นคว้ามาแล้วว่าไม่เป็นอันตราย


สมุนไพรที่สามารถไล่ยุงได้ ตะไคร้หอม ช่วยสำหรับเพื่อการไล่ยุงเนื่องจากกลิ่นแรงๆของมันไม่เป็นมิตรกับยุงร้าย ในขณะนี้มีการทำออกมาในรูปของสารสกัดประเภทต่างๆไว้สำหรับคุ้มครองยุงโดยยิ่งไปกว่านั้น แต่ว่าถ้าเกิดต้องการให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีสุดๆควรใช้ตะไคร้หอมไล่ยุงชนิดที่สกัดน้ำมันเพียวๆจากต้นตะไคร้หอมจะยอดเยี่ยม เว้นแต่กลิ่นจะช่วยขับไสยุงแล้ว ยังช่วยไล่แมลงอื่นๆได้อีกด้วยล่ะ เปลือกส้ม ยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรไล่ยุงได้อีกด้วย ขั้นตอนการไล่ยุงด้วยเปลือกส้มนั้น แค่เพียงใช้เปลือกส้มที่แกะออกมาจากผลส้มแล้วมาผึ่งจนกว่าจะแห้ง แล้วนำมาเผาไฟ ควันที่เกิดขึ้นและก็น้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในเปลือกส้มมีสรรพคุณอย่างดีเยี่ยมสำหรับการไล่ยุง  มะกรูด นับได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มากมายไปด้วยผลดี และยังสามารถนำมาเป็นสมุนไพรไล่ยุงได้เป็นอย่างดี กระบวนการคือ นำผิวมะกรูดสดมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆมาโขลกกับน้ำเท่าตัวกระทั่งแหลกละเอียด จากนั้นให้กรองเอาเฉพาะน้ำ สามารถนำมาทาผิวหรือใส่กระบอกที่เอาไว้ฉีดเพื่อฉีดตามจุดต่างๆของบ้านได้ โหระพา กลิ่นหอมแรงของโหระพายังเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ช่วยในการไล่ยุงแล้วก็แมลง ทำให้มันไม่สามารถทนทานกับกลิ่นฉุนของโหระพาได้ สะระแหน่ นับว่าเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมหวน แม้กระนั้นกลิ่นหอมยวนใจๆของมันไม่ค่อยถูกกันกับยุงนัก กรรมวิธีไล่ยุงเพียงแค่นำใบสะระแหน่มาบดขยี้ให้กลิ่นออกมา แล้วต่อจากนั้นนำไปวางตามจุดต่างๆที่มียุงจำนวนไม่ใช่น้อยหรือสามารถนำใบสะระแหน่มาบดแล้วทาลงบนผิวหนังจะทำให้ผิวหนังสดชื่นและยังช่วยกันยุงได้อีกด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • กลุ่มโรคไข้เลือดออก สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือการประเมินผลตามตัวชิ้วัดงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกระดับจังหวัด ปี 2553. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร: 2543.1-12.
  • (ภกญ.วิภารักษ์ บุญมาก).”โรคไข้เลือดออก”ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • สิวิกา แสงธาราทิพย์ ศิริชัย พรรณธนะ(2543).โรคไข้เลือดออก.(พิมพ์ครั้งที่2).พิมพ์ที่บริษัท เรดิเอชั่น จำกัด สำนักงานควบคุมโรคไข้เลือดออก กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข http://www.disthai.com/
  • สำนักพัฒนาวิชาการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการวินิจฉัยและรักษาไข้เลือดออกในระดับโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด; 2548.8-33.
  • แนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรคไข้เลือดออกเดงกี กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวจสาธารณสุข.(2544).กระทรวจสาธารณสุข
  • Sunthornsaj N, Fun LW, Evangelista LF, et al. MIMS Thailand. 105th ed. Bangkok: TIMS Thailand Ltd; 2006.118-33.
  • นพ.สมชาญ เจียรนัยศิลป์.ไข้เลือดออก.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่267.คอลัมน์โรคน่ารู้.กรกฎาคม.2544
  • คู่มือวิชาการโรคติดเชื้อเดงกีและโรคไข้เลือดออกเดงกีด้านการแพทย์และสาธารณสุข.สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลงกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข.2558
  • กันยา ห่านณรงค์.โรคไข้เลือดออก.จดหมายข่าว R&D NEWSLETTER.ปีที่23.ฉบับที่1 ประจำเดือนมกราคม-มีนาคม2559.หน้า 14-16
  • รักษา”ไข้เลือดออก”แนวใหม่ใช้ใบมะละกอคั้นน้ำกินเพิ่มเกล็ดเลือด.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.dailinews.co.th*politics/232509
  • World Health Organization Regional Office for South-East Asia. Guidelines for treatment of Dengue Fever/Dengue Hemorrhagic Fever in Small Hospitals,1999:28. Available from: http://www.searo.who.int/linkfiles/dengue_guideline-dengue.pdf Accessed May 10, 2012.
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.”ไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever/DHF)” หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.
  • สถานการณ์โรคไข้เลือดออก พ.ศ.2554.กลุ่มโรคไข้เลือดออก สำนักงานโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, La

35

สมุนไพรชาข่อย
ชาข่อย Acalypha siamensis Oliv. ex Gang
ชื่อพ้อง A. evrardii Gagnep.; A. fruticosa Ridl.
บางถิ่นเรียกว่า ชาข่อย ชาฤาษี (กึ่งกลาง) กาที่มีไว้ใส่น้ำ ชาญวน (จังหวัดกรุงเทพ) จ๊าข่อย (เหนือ) ชาป่า (ปัตตานี) ผักดุก ผักดูด (ประจวบคีรีขันธ์).
    ไม้พุ่ม สูงโดยประมาณ 1-2 มัธยม ลำต้น และก็กิ่งเรียวเล็ก ไม่มีขน (เว้นเสียแต่ก้านใบแล้วก็ช่อดอก). ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปข้าวหลามตัด กว้าง 1.5-3 เซนติเมตร ยาว 4-6.5 ซม. ปลายใบมีติ่งปลายมนยื่นยาวออกไป โคนใบสอบแคบ; ขอบใบหยักมน เส้นใบมี 4-5 คู่ เส้นบางมากมาย คู่ด้านล่างสุดออกมาจากฐานใบ; ก้านใบยาวราวๆ 1-3 มม. สมุนไพร ดอก สีเขียว เล็ก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ และก็ที่ยอด ช่อดอกยาว 2.5-4.5 ซม. มีขน ดอกเพศผู้ออกทางตอนบนของช่อ ดอกเพศเมียมีเพียงแค่ 2-3 ดอก ออกที่โคนช่อ. ดอกเพศผู้ เล็ก ติดเป็นกระจุกเล็กๆ; กลีบรองกลีบดอกไม้ 4 กลีบ รูปไข่ปลายแหลม ขอบกลีบมีขน; เกสรผู้มีโดยประมาณ 10 อัน ก้านเกสรมีขน ใบประดับรูปหอก ปลายแหลม. ดอกเพศภรรยา มีใบประดับประดาขนาดใหญ่ห่อหุ้มอยู่ รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย. ผล แก่แห้ง แล้วก็แตก เล็ก ยาว 1-2 มิลลิเมตร มีรยางค์เหนียวหนืด. เม็ด ออกจะกลม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบแล้ง และก็ปลูกเป็นรั้ว.
คุณประโยชน์ : ต้น ทั้งต้นตำเป็นยาพอกร่างกายใช้ลดไข้  ใบ น้ำสุก หรือ ชงใบ ใช้แทนใบชาได้ กินเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยย่อย แก้น้ำเหลืองเสีย ไตทุพพลภาพ รวมทั้งขับเยี่ยว ยาชงใบ แล้วก็ดอก รับประทานเป็นยาขับฉี่

36

โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease)

  • โรคไตเป็นยังไง "ไต" มีรูปร่างเหมือนเมล็ดถั่ว ขนาดเท่าหมัด ๒ ข้าง อยู่ข้างหลังช่องท้องข้างละ ๑ อัน ไตทำหน้าที่เกี่ยวกับการขับถ่ายของเสียออกมาจากร่างกาย ผ่านทางเยี่ยว ข้างละราว 1 ล้านหน่วย และยังช่วยรักษาสมดุลของน้ำ เกลือแร่ และสมดุลกรด-ด่างภายในร่างกาย สร้างฮอร์โมน ได้แก่ ฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมสมดุล แคลเซียม และฟอสเฟต (คือ วิตามินดี นั่นเอง) และก็ฮอร์โมนกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดง การที่ไตมี 2 ข้างนับเป็นความฉลาดของธรรมชาติอย่างหนึ่ง มนุษย์เราบางทีก็อาจจะเสียไตไปข้างหนึ่ง และก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ตามเดิม เนื่องจากว่าไตข้างที่เหลือจะดำเนินการแทนได้แทบร้อยเปอร์เซ็นต์ และถ้าไตที่เหลืออีกข้างหนึ่งมีการเริ่มเสียไปอีกอย่างช้าๆร่างกายก็จะปรับพฤติกรรมไปได้เรื่อยก็ยังไม่กำเนิดอาการอะไรเช่นกัน จนกระทั่งเมื่อไตเสียไปๆมาๆก ดำเนินการได้เพียงแต่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์แล้วนั่นแหละ จึงจะกำเนิดมีลักษณะอาการของโรคไต

    โรคไตเรื้อรังเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญของคนทั่วไป ทำให้เกิดผลกระทบต่อพสกนิกรทุกอายุ เชื้อชาติ และก็ทุกสถานะทางเศรษฐกิจ ความชุกและอุบัติการณ์ของโรคที่มากขึ้นเพราะว่าเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน ในสหรัฐฯมีพลเมืองมากกว่า 20 ล้านคน หรือ 1 ใน 9 ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรัง และมีประชากรกว่า 20 ล้านคนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อรัง เหตุเพราะผู้ปั่นป่วนจะไม่มีอาการในช่วงแรก อาการไตวายจะปรากฏเมื่อไตอับอายขายขี้หน้าที่สำหรับเพื่อการปฏิบัติงานไปๆมาๆกกว่าจำนวนร้อยละ 70 – 80  โรคไตเรื้อรัง เป็นภาวการณ์ที่มีการเสื่อมรูปแบบการทำงานของไตอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเป็นเดือนหรือปี หรือมีตัวชี้ว่าไตถูกทำลายจากความเปลี่ยนไปจากปกติของเลือดหรือเยี่ยวหรือการตรวจทางรังสี หรืออัตราการกรองของไตลดน้อยลงน้อยกว่า 60 มล./นาที/ผิวร่างกาย 1.73 ตารางเมตร ตรงเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า 3 เดือน ซึ่งโรคจำนวนมากชอบทำให้ไตเสื่อมลงอย่างถาวร ไม่สมารถกลับมาปฏิบัติงานอย่างธรรมดาได้ และปัจจุบันพบได้ทั่วไปขึ้นในประชากรไทยและบางทีอาจจะร้ายแรงไปจนกระทั่งการเกิดภาวะไตวายและเสียชีวิตได้ในที่สุด
    การแบ่งระยะของโรคไตเรื้อรัง  โรคไตเรื้อรังแบ่งเป็น 5 ระยะ ตามระดับความรุนแรงดังต่อไปนี้
    ระยะที่ 1 เจอมีการทำลายไตเกิดขึ้น โดยเจอความไม่ดีเหมือนปกติจากการตรวจเลือดเยี่ยวเอกซเรย์ หรือพยาธิสภาพของชิ้นเนื้อไต โดยที่อัตราการกรองของไตยังอยู่ในเกณฑ์ธรรมดา กล่าวคือ มากยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 90 มล.ต่อนาทีต่อพื้นที่ผิวกาย 1.73 ตำรวจมัธยม
    ระยะที่ 2 เจอมีการทำลายไตร่วมกับเริ่มมีการลดน้อยลงของอัตราการกรองของไตบางส่วนคืออยู่ในช่วย 60 – 89 มิลลิลิตร ต่อนาทีต่อพื้นที่ผิวกาย 1.73 ตำรวจม.
    ระยะที่ 3 มีการน้อยลงของอัตราการกรองของไตรุนแรง เป็นอยู่ในตอน 30 – 59 มิลลิลิตร ต่อนาทีต่อพื้นที่ผิวกาย 1.73 ตร.มัธยม
    ระยะที่ 4 มีการลดลงของอัตราการกรองของไตรุนแรง คืออยู่ในช่วง 15 – 29 มล. ต่อนาทีต่อพื้นที่ผิวกาย 1.73 ตร.ม.
    ระยะที่ 5 มีภาวการณ์ไตวายเรื้อรังระยะท้ายที่สุด (อัตราการกรองของไตน้อยกว่า 15 มล.ต่อนาทีต่อพื้นที่ผิวกาย 1.73 ตร.มัธยม)

  • สิ่งที่ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรังคือ โรคไตเรื้อรังมีปัจจัยการเกิดโรคได้หลายกรณี ซึ่งแบ่งต้นสายปลายเหตุการเกิดได้ดังนี้ ปัจจัยนอกไต ดังเช่น เบาหวาน พบว่ามีคนเจ็บที่เป็นโรคเบาหวานจำพวกที่ 1 ที่พึ่งพิงอินสุลิน 20-50% ที่นำมาซึ่งไตวายเรื้อรังระยะท้ายที่สุดภายในช่วงเวลา 20-30 ปี ที่เริ่มรักษาโดยใช้การให้อินสุลิน แล้วก็โรคเบาหวานยังมีผลให้กำเนิดโรคไตเรื้อรังได้ถึงจำนวนร้อยละ 30-40 แล้วก็ทำให้มีการเกิดไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายได้ถึงร้อยละ 45 นอกเหนือจากนี้โรคเบาหวานยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นำมาซึ่งโรคหัวใจรวมทั้งเส้นเลือด ความดันโลหิตสูง แล้วก็ไขมันในเลือดสูงได้ โรคเบาหวานทำให้มีความผิดธรรมดาของเส้นเลือดหลอดฝอยไต ทำให้หลอดเลือดแข็งเพิ่มแรงต้านของเส้นโลหิตที่ไต แล้วก็ระบบความดันเลือดสูงขึ้น ไตได้รับเลือดน้อยลง รวมทั้งขาดเลือด จึงนำไปสู่ไตล้มเหลวตามมา  โรคความดันโลหิตสูง พบว่าความดันเลือดสูงเป็นสาเหตุที่นำไปสู่โรคไตเรื้องรังได้ถึงร้อยละ 28 เพราะไตจำต้องได้รับเลือดมาเลี้ยงไม่น้อยเลยทีเดียวจากการบีบตัวของหัวใจ ซึ่งมีผลต่ออัตราการกรองแล้วก็วิธีการทำหน้าที่ของไต ความดันดลหิตสูงทำให้เลือดมาเลี้ยง ไตลดน้อยลงจึงทำให้กระบวนการทำหน้าที่ของไตไม่ดีเหมือนปกติเช่นเดียวกัน ความดันดลหิตสูงกำเนิดเนื่องมาจากเส้นเลือดแดงที่ไตตีบแข็ง หรือขาดเลือด ทำให้เลือดมาเลี้ยงที่ไตลดน้อยลง รวมทั้งกระตุ้นระบบเรนินแองจิโอเทนซิน อัลโดสเตอโรน ทำให้เพิ่มระดับความดันดลหิต ยิ่งไปกว่านี้ ความดันเลือดสูงยังเกี่ยวพันกับโรคของเนื้อไต เป็นต้นว่า Glomerulonephritis, Polycystic Disease, Pyelonephritis เป็นต้น ทำให้ไตขับน้ำ รวมทั้งเกลือได้ลดลง มีการคั่งของน้ำและเกลือมากขึ้น ความดันเลือดต่ำ ภาวะช็อคจากหัวใจแล้วก็เส้นโลหิต หรือความดันเลือดต่ำมีผลต่อกระบวนการทำหน้าที่ของไต ทำให้หลอดเลือดที่ไตหดตัว เลือดไปเลี้ยงที่ไตลดลง  โรคระบบหัวใจและก็เส้นโลหิต ส่งผลต่อปริมาณเลือดที่ออกมาจากหัวใจ และก็ระบบไหลเวียนเลือด ซึ่งส่งผลต่อวิธีการทำหน้าที่ไต ทำให้ไตลดการขับน้ำแล้วก็โซเดียม มีการคั่งของน้ำในเส้นเลือด นำไปสู่อาการบวม โรคของเส้นเลือดส่วนปลาย ได้แก่ การเกิดลิ่มเลือดตันในหลอดเลือด (Thromboembolic) ภาวะ Disseminated Intravascular Coagulopathy ส่งผลต่อระบบการไหลเวียนของโลหิตที่ไต เป็นสาเหตุให้ไตขาดเลือด การติดเชื้อในกระแสเลือด อาจมีผลต่อกระบวนการทำหน้าที่ของไต ส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือด ทำให้ความดันเลือดต่ำและจะเป็นตัวกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายนำมาซึ่งการก่อให้เกิดGlomerulonepritis การท้อง ส่งผลต่อการทำหน้าที่ขอบงไต การมีครรภ์ในไตรมาสแรก ทำให้ไตมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งบางครั้งอาจจะคงอยู่ 9 -1 2 สัปดาห์ ทำให้อัตราการกรองของไตเพิ่มขึ้น 30 – 50 % ระหว่างมีครรภ์ ทำให้ Creatinine Clearance มากขึ้น การขับกรดยูริกลดลง การตั้งครรภ์อาจจะก่อให้โปรตีนในฉี่มากขึ้น ปัสสาวะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และก็ฉี่บ่อยครั้งในตอนการคืน


สารที่มีพิษต่อไต จะทำลายเซลล์ของไต ทำให้ไตได้รับบาดเจ็บ กำเนิด  Acute Tubular Necrosis  Aminoglycosides, Tetacyclines, Amphoteracin B, Cephalosporin, Sulfonamide โลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท สารหนู ทองแดง แคดเมียม ทองลิเทียม พิษต่างๆตัวอย่างเช่น เห็ดพิษ แลงกัดต่อย สมุนไพรที่เป็นพิษ พิษจากงู ยาชา สารทึบแสง ยาแก้ปวด ยกตัวอย่างเช่น Salicylates, Acitaminophen, Phenacetin, NSAID ฯลฯ
โรคที่มีสาเหตุมาจากไตเอง นิ่ว ทำให้มีการเขยื้อนมาอุดตันได้ในระบบทางเดินเยี่ยว รวมทั้งมีการทำลายเนื้อไต การอักเสบที่กรวยไต ทำให้มีการตอบสนองต่อการอักเสบ ทำให้เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น แนวทางการอักเสบกระตุ้นให้เกิดการบวมของเยื่อ เมื่อการอักเสบได้รับการรักษาก็จะมีผลให้กำเนิด fibrosis ทำให้มีการดูดกลับและการขับสิ่งต่างๆเปลี่ยนไป ทำให้วิธีการทำหน้าที่ของไตลดน้อยลง สภาวะไตบวมน้ำ ทำให้มีการขยายของกรวยไต แล้วก็ Calices ทำให้มีการอุดกันของปัสสาวะ การสั่งสมของน้ำปัสสาวะ นำไปสู่แรงกดดันในกรวยไตมากขึ้น รวมทั้งเป็นสาเหตุให้หน่วยไตถูกทำลาย โรคมะเร็งในไต เนื้องอกที่โตขึ้นอย่างรวดเร็วกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอุดกันของระบบทางเดินฉี่ แล้วก็ก่อให้เกิดไตบวมน้ำตามมา

  • อาการของโรคไตเรื้อรัง โรคไตเรื้องรังส่วนใหญ่ทำให้ไตแตกต่างจากปกติทั้งสองข้าง ในช่วงแรกผู้เจ็บป่วยมักไม่มีอาการ เมื่อโรคดำเนินไปๆมาๆกขึ้น อาจมีอาการต่างๆเพราะว่าไตดำเนินการผิดปกติส่งผลให้เกิดการคั่งของเกลือแร่น้ำส่วนเกินแล้วก็ของเสียในเลือด ดังเช่นว่า ปริมาณปัสสาวะต่ำลง ความดันโลหิตสูงขึ้น ซีด เหนื่อยง่ายขึ้น ไม่อยากกินอาหาร อ้วกคลื่นไส้ นอนไม่หลับ คันเรียกตัว มีลักษณะบวมที่หน้า ขา รวมทั้งลำตัว ความรู้สึกตัวน้อยลง หรือมีอาการชัก ฯลฯ


ซึ่งลักษณะโรคไตเรื้อรัง สามารถแบ่งได้เป็น 5 ระยะตามระดับของค่าประเมินอัตราการกรองของไต (Epidermal growth factor receptor : eGFR) ซึ่งเป็นค่าที่ทำนองว่าในแต่ละนาทีไตสามารถกรองของเสียออกจากเลือดได้เท่าใด โดยในคนทั่วๆไปจะมีค่านี้อยู่ราวๆ 90-100 มิลลิลิตร/นาที โดยระยะของโรคไตเรื้อรังนั้นมีดังนี้
ระยะที่ 1 เป็นระยะที่ยังไม่มีอาการแสดงให้เห็นแจ่มแจ้ง แม้กระนั้นรู้ได้จากการตรวจทางพยาธิวิทยา ตัวอย่างเช่น การตรวจเลือด การตรวจค่าประเมินอัตราการกรองของไต (eGFR) ซึ่งในระยะต้นนี้ค่า eGFR จะอยู่ที่ราวๆ 90 มิลลิลิตร/นาที ขึ้นไป แต่ว่าบางทีอาจเจออาการไตอักเสบหรือภาวการณ์โปรตีนรั่วออกมาปนเปในเลือดหรือในปัสสาวะ ระยะที่ 2 เป็นระยะที่อัตราการกรองของไตต่ำลง แม้กระนั้นยังไม่มีอาการใดๆแสดงให้เห็นนอกเหนือจากการตรวจทางพยาธิวิทยาดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งค่า eGFR จะเหลือเพียง 60-89 มิลลิลิตร/นาที ระยะที่ 3 เป็นระยะที่ยังไม่มีอาการอะไรก็ตามแสดงออกมาให้เห็น นอกจากค่า eGFR ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในตอนนี้จะแบ่งได้ 2 ระยะย่อยเป็นระยะย่อย 3A ซึ่งจะมีค่า eGFR อยู่ที่ 45-59 มิลลิลิตร/นาที และระยะย่อย 3B ซึ่งจะมีค่า eGFR อยู่ที่ 30-44 มล./นาที ระยะที่ 4 อาการต่างๆของคนเจ็บจะค่อยแสดงในเวลานี้ นอกเหนือจากค่า eGFR จะลดน้อยลงเหลือแค่ 15-29 มิลลิลิตร/นาทีแล้ว จะสังเกตว่ามีฉี่ออกมากและเยี่ยวบ่อยครั้งตอนค่ำ คนป่วยจะมีลักษณะอาการเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้าง่าย ไม่อยากกินอาหาร น้ำหนักตัวน้อยลง อาเจียน คลื่นไส้ นอนไม่หลับ ขาดสมาธิ ความจำไม่ดี ปวดศีรษะ ตามัว ท้องร่วงบ่อย ชะตามปลายมือปลายตีน ผิวหนังแห้งและมีสีคล้ำ (จากของเสียเป็นสาเหตุกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดสารให้สีของผิวหนังเปลี่ยน) คันตามผิวหนัง (จากของเสียที่คั่งทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง) บางรายอาจมีอาการหอบอ่อนแรง สะอึก กล้ามเป็นตะคริวบ่อยมาก ใจสั่นหวิว ใจสั่น เจ็บหน้าอก มีลักษณะอาการบวมตามตัว (โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอบดวงตา ขา และเท้า) หรือมีเลือดออกตามผิวหนังเป็นจุดแดงจ้ำเขียว หรืออ้วกเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด โลหิตจาง หรือรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัวตลอดระยะเวลา ระยะที่ 5 เป็นระยะในที่สุดของสภาวะไตวาย ค่า eGFR เหลือไม่ถึง 15 มล./นาที นอกจากคนเจ็บจะมีอาการคล้ายกับระยะที่ 4 แล้ว ยังอาจมีภาวการณ์โลหิตจางที่รุนแรงขึ้น แล้วก็บางทีอาจตรวจเจอการเสียสมดุลของแคลเซียม ฟอสเฟต หรือสารอื่นๆที่อยู่ในเลือด เอามาสู่ภาวการณ์กระดูกบางและก็เปราะหักง่าย ถ้ามิได้รับการดูแลรักษาอย่างทันเวลาก็บางทีก็อาจจะเสียชีวิตได้

  • กลุ่มบุคคลที่เสี่ยงที่จะเกิดโรคไตเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงเป็นโรคโรคเบาหวาน
  • คนที่มีสภาวะเสี่ยงเป็นโรคความดันเลือดสูง
  • คนที่มีภาวะเสี่ยงเป็นโรคเส้นโลหิตหัวใจ
  • คนที่รับประทานยาบางประเภทติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆเกินไป ดังเช่นว่า ยาปฏิชีวนะบางชนิด ได้แก่ Tetacyclines, Amphoteracin B อื่นๆอีกมากมาย รวมทั้งยาแก้ปวด เป็นต้นว่า ยากลุ่ม NSAIDs, Acitaminophen Salieylates เป็นต้น
  • แนวทางการรักษาโรคไตเรื้อรัง การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังมีดังต่อไปนี้  การประมาณอัตราการกรองของไตโดยใช้สูตร  Cockcroft-gault หรือสูตร Modification  of Diet in Renal Disease (MDRD) การคาดคะเนจำนวนโปรตีนในปัสสาวะ โดยใช้แถบตรวจเยี่ยว  (Dipstick  Test) เมื่อแถบตรวจวัดผลตอบแทน 1 บวกขึ้นไป ควรจะตรวจเยี่ยวรับรองปริมาณโปรตีนด้วยการประมาณค่ารูปร่างของโปรตีนต่อครีเอตินิน  การตรวจอื่นๆด้วยการตรวจตะกอนฉี่  (Urine Sediment)

หรือใช้แถบ วัดหาเม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาว การตรวจทางรังสี การตรวจทางรังสี การตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อดูว่ามีการตัน มีนิ่ว และมี Polycystic Kidney Disease รวมทั้งยังมีการวินิจฉัยแยกโรคที่ทำเป็นทางสถานพยาบาลจากอาการและก็อาการแสดงของโรค รวมถึงตรวจเลือดหาระดับ BUN, creatinine แล้วก็ระดับฮอร์โมนไทรอยด์อื่นๆรูปแบบการทำงานของตับ รวมถึง X-ray หัวใจ และก็ตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้น
                การดูแลและรักษาไตวายเรื้อรัง หากสงสัยว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง ควรส่งผู้ป่วยไปโรงหมอเพื่อกระทำตรวจฉี่ ตรวจเลือด ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรืออัลตราซาวนด์ หรือตรวจพิเศษอื่นๆรวมทั้งบางรายบางทีอาจจำเป็นต้องทำการเจาะเก็บเนื้อเยื่อจากไตเพื่อส่งตรวจด้วย โดยการรักษานั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ตอนใหญ่ๆตามระยะของโรคด้วย คือ โรคไตเรื้อรังระยะที่ 1-3 (เป็นระยะที่ยังไม่ต้องกระทำรักษา แม้กระนั้นจะต้องมาพบหมอเพื่อตรวจทานค่าประเมินอัตราการกรองของไต ซึ่งแพทย์บางทีอาจนัดมาตรวจทุก 3 เดือน หรือบางทีอาจนัดมาตรวจถี่ขึ้นเพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิดหากค่าประเมินอัตราการกรองของไตลดน้อยลงมากขึ้น) แล้วก็โรคไตเรื้อรังระยะที่ 4-5 (เป็นระยะที่ไตทำงานลดน้อยลงอย่างมาก ผู้ป่วยจึงควรได้รับการดูแลรักษาหลายๆวิธีด้วยกันเพื่อประคับประคองอาการให้อยู่ในระดับคงที่เพื่อคอยการเปลี่ยนถ่ายไต และการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนต่างๆร่วมด้วย) สำหรับวิธีการรักษาต่างๆนั้นจะแบ่งได้เป็น
การรักษาที่มูลเหตุ ถ้าหากผู้ป่วยมีสาเหตุแจ่มชัด แพทย์จะให้การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุ ดังเช่นว่า ให้ยาควบคุมเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคเกาต์ ผ่าตัดนิ่วในไต เป็นต้น นอกนั้นยังจะต้องรักษาภาวการณ์ไม่ปกติต่างๆที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากภาวะไตวายด้วย
การล้างไต (Dialysis) สำหรับผู้เจ็บป่วยไตวายเรื้อระยะท้าย (มักหรูหรายูเรียไนโตรเจนรวมทั้งระดับครีอะตินีนในเลือดสูงเกิน 100 รวมทั้ง 10 มิลลิกรัม/ดล. เป็นลำดับ) การรักษาด้วยยาจะไม่ได้ผล คนป่วยจำเป็นจะต้องได้รับการรักษาด้วยฟอกล้างของเสียหรือล้างไต ซึ่งจะมีอยู่ร่วมกันหลายแนวทาง ซึ่งจะสามารถช่วยให้คนป่วยมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ซึ่งบางรายอาจอยู่ได้นานเกิน 10 ปีขึ้นไป แต่ก็ยังมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างแพงอยู่ ทั้งนี้การจะเลือกล้างไตด้วยวิธีใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของหมอเป็นหลัก เนื่องจากการล้างไตจะมีผลข้างเคียงหลายแบบไม่ว่าจะเป็นความดันเลือดต่ำ เวียนศีรษะ หน้ามืด คลื่นไส้ อีกทั้งการล้างไตบางแนวทางอาจไม่เหมาะกับสภาพร่างกายของคนเจ็บอีกด้วย เพราะฉะนั้น จึงต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยและก็ตกลงใจว่าการล้างไตแบบใดจะเหมาะสมกับคนเจ็บเยอะที่สุด)
การปลูกถ่ายไต (Kidney transplantation หรือ Renal transplantation) คนเจ็บโรคไตเรื้อรังระยะด้านหลังบางราย แพทย์อาจพินิจพิเคราะห์ให้การรักษาด้วยการผ่าตัดปลูกถ่ายไต ซึ่งวิธีนี้นับว่าเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากหากการปลูกถ่ายไตได้ประสิทธิภาพที่ดีก็สามารถที่จะช่วยให้ผู้เจ็บป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีเสมือนคนธรรมดารวมทั้งแก่ได้ยืนยาวขึ้นนานเกิน 10-20 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม การปลูกถ่ายไตก็เป็นกรรมวิธีรักษาที่มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนหลายประการ ราคาแพงแพง รวมทั้งต้องหาไตจากพี่น้องสายตรงหรือผู้สงเคราะห์ที่มีไตเข้ากับเยื่อของคนไข้ได้ ซึ่งไม่ใช่ง่าย ทั้งยังปริมาณของไตที่ได้รับการให้ทานก็ยังมีน้อยกว่าผู้ที่รอรับการให้ทาน ผู้ป่วยจึงอาจจะต้องทำการล้างไตต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่งจะหาไตที่เข้ากันได้ (แม้ว่าจะได้รับการล้างไตแล้ว แต่ว่าลักษณะของไตวายเรื้อรังจะยังไม่หายไป ซึ่งคนเจ็บจะต้องได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดปลูกถ่ายไตแค่นั้น) นอกจากนี้ ภายหลังการปลูกถ่ายไต คนเจ็บจะต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันทุกวันไปตลอดเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายมีปฏิกิริยาต้านไตใหม่

  • การติดต่อของโรคไตเรื้อรัง โรคไตเรื้อรังเป็นโรคที่เกิดจากสภาวะที่ไตดำเนินการเปลี่ยนไปจากปกติและเป็นโรคที่ไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนรวมทั้งจากสัตว์สู่คน
  • การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคไตเรื้อรัง ผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรัง ควรติดตามการดูแลและรักษากับแพทย์อย่าได้ขาด ควรรับประทานยารวมทั้งกระทำตนตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด ไม่ควรปรับปริมาณยาเอง หรือซื้อยารับประทานเอง เนื่องจากว่ายาบางอปิ้งอาจมีพิษต่อไตได้ ยิ่งไปกว่านี้ คนเจ็บควรปฏิบัติตัว ดังนี้
  • จำกัดปริมาณโปรตีนที่รับประทานไม่เกินวันละ ๔๐ กรัม โดยลดจำนวนของ ไข่ นม รวมทั้งเนื้อสัตว์ลง (ไข่ไก่ ๑ ฟอง มีโปรตีน ๖-๘ กรัม นมสด ๑ ถ้วยมีโปรตีน ๘ กรัม เนื้อสัตว์ ๑ ขีด มีโปรตีน ๒๓ กรัม) รวมทั้งรับประทานข้าว เมล็ดธัญพืช ผักและก็ผลไม้ให้เยอะขึ้นเรื่อยๆ
  • จำกัดปริมาณน้ำที่ดื่ม โดยคำนวณจากจำนวนปัสสาวะต่อวันบวกกับน้ำที่เสียไปทางอื่น (ประมาณ ๘๐๐ มิลลิลิตร/วัน) อย่างเช่น ถ้าเกิดคนป่วยมีปัสสาวะ ๖๐๐ มล./วัน น้ำที่ควรจะได้รับเท่ากับ ๖๐๐ มิลลิลิตร + ๘๐๐ มิลลิลิตร (รวมเป็น ๑,๔๐๐ มิลลิลิตร/วัน)
  • จำกัดจำนวนโซเดียมที่รับประทาน ถ้ามีอาการบวมหรือมีเยี่ยวน้อยกว่า ๘๐๐ มิลลิลิตร/วัน ควรงดของกินเค็ม งดเว้นใช้เครื่องปรุง (ดังเช่นว่า น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสทุกประเภท) ผงชูรส ยากันบูด อาหารที่ใส่ผงฟู (ตัวอย่างเช่น ขนมปังสาลี) อาหารกระป๋อง น้ำพริก กะปิ ปลาร้า ของดอง หนำเลี๊ยบ)
  • จำกัดจำนวนโพแทสเซียมที่กิน ถ้ามีเยี่ยวน้อยกว่า ๘๐๐ มิลลิลิตร/วัน ควรจะหลบหลีกอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เป็นต้นว่า ผลไม้แห้ง กล้วย ส้ม มะละกอ มะขาม มะเขือเทศ น้ำมะพร้าว ถั่ว สะตอ มันทอด หอย เครื่องในสัตว์ ฯลฯ


ในรายที่หรูหราความดันโลหิตสูง ควรลดความดันเลือดให้เข้าขั้นน้อยกว่า 130/80 มม.ปรอท โดยการกินอาหารที่ไม่เค็ม บริหารร่างกาย และกินยาดังที่แพทย์แนะนำอย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ร่วมด้วยควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ยังเริ่มมีโรคไตเรื้อรังระยะแรกๆก็เลยจะสามารถป้องกันหรือชะลอการเสื่อมของไตได้ คนป่วยควรได้รับการดูแลและรักษาโรคหรือภาวการณ์ที่เป็นต้นเหตุของโรคไตเรื้อรังร่วมด้วย อาทิเช่น รักษาการอักเสบที่ไต กำจัดนิ่วในทางเดินเยี่ยว รักษาโรคเก๊าท์ หยุดยาที่ทำลายไต เป็นต้น นอกจากนี้คนไข้โรคไตเรื้อรังควรจะได้รับการวิเคราะห์เลือดและก็ปัสสาวะเป็นระยะ เพื่อประเมินลักษณะการทำงานของไต และก็รักษาผลแทรกฝึกซ้อมที่เกิดขึ้นมาจากโรคไตเรื้อรัง

  • การปกป้องคุ้มครองตนเองจากโรคไตเรื้อรัง ตรวจเช็กมองว่า เป็นความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน รวมทั้งโรคเกาต์ หรือเปล่า ถ้าเป็นจะต้องรักษาอย่างเป็นจริงเป็นจังแล้วก็สม่ำเสมอจนสามารถควบคุมระดับความดันเลือด ระดับน้ำตาลแล้วก็กรดยูริกในเลือดให้เข้าขั้นธรรมดา  เมื่อเป็นโรคติดเชื้อฟุตบาทปัสสาวะ (อย่างเช่น) กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แขนวมไตอับเสบ) หรือมีภาวการณ์อุดกั้นทางเท้าปัสสาวะ (ดังเช่น นิ่ว ต่อมลูกหมากโต) จะต้องกระทำการรักษาให้หายขาด ควรจะรับการตรวจสุขภาพอย่างต่ำปีละครั้ง รวมถึงการวิเคราะห์เลือดรวมทั้งปัสสาวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง หลบหลีกการทานอาหารรสเค็ม เลี่ยงการใช้ยารวมทั้งสารที่เป็นพิษต่อไต ติดต่อกันเป็นเวลานาน ไตจะเสื่อมความสามารถกระทั่งเป็นไตวายได้ อย่างเช่น ยาแก้ปวดข้อปวดกระดูก ยาชุด ยาหม้อ แล้วก็ยาปฏิชีวนะบางชนิด หลบหลีกการกลั้นปัสสาวะนานๆเพราะเหตุว่าทำให้เชื้อโรคเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ และมีการอักเสบ หลบหลีกการสูบยาสูบ
  • สมุนไพรที่ช่วยปกป้อง/บำรุงไต กระเจี๊ยบแดง ส่วนที่นำมาใช้เป็นสมุนไพรฟอกเลือดบำรุงไตให้เน้นไปที่ดอกสีแดงสด ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย ขับเยี่ยว บำรุงเลือด แก้โรคนิ่วในไต ใบบัวบก    ใบบัวบกนับว่ามีคุณประโยชน์โดยตรงสำหรับผู้ที่เป็นโรคไต เนื่องจากมีสารสำคัญหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับระบบโลหิตโดยตรง อย่างเช่น ตรีเตอพีนอยด์(อะสิเอว่ากล่าวโคไซ) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสำหรับเพื่อการสร้างคอลลาเจน เพิ่มความแข็งแรงของผนังเส้นโลหิต ทำให้ผนังหลอดเลือดมีความหยืดหยุ่นเพื่มมากยิ่งขึ้น ช่วยลดระดับความดันเลือดสูง       ใบบัวบกก็เลยมีคุณประโยชน์สำหรับในการช่วยชะลอการเสื่อมของไต ในผู้เจ็บป่วยโรคไตได้เป็นอย่างดี คนที่กินน้ำใบบัวบกนอกเหนือจากการที่จะไม่เครียดแล้วยังช่วยขยายหลอดเลือดกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนออกซิเจนในเส้นเลือดฝอยมากเพิ่มขึ้น ร่างกายจะสามารถจับออกสิเจนอิสระได้เยอะขึ้น ทำให้เลือดสะอาด เป็นการฟอกเลือดไปในตัว เห็ดหลินจือ อาจารย์ภาควิชาแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ ได้นำสรรพคุณของเห็ดหลินจือมาทดสอบรักษาคนป่วยโรคไต ปรากฏว่าช่วยลดปริมาณไข่ขาวในเยี่ยวได้ แล้วก็ช่วยชะลออาการไตเสื่อมก้าวหน้า    ปัญหาของคนป่วยโรคไต คือจะมีสารที่นำไปสู่การอักเสบจะลดต่ำลง จากการเล่าเรียนพบว่าเห็ดหลินจือ ช่วยลดการอักเสบของเยื้อเยื่อภายในร่างกายได้ น้ำขิงร้อนๆใช้เป็นยากระจายเลือด ขับเลือดเสียได้อย่างยอดเยี่ยม  สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตดื่มบ่อยๆจะดี ดื่มเพื่อบำรุงไต เนื่องจากช่วยลดการอักเสบภายใน ตลอดจนเป็นยาขับฉี่อ่อนๆช่วยขับปัสสาวะที่ค้างอยู่ข้างใน สลายนิ่วรวมทั้งสิ่งอุดตัน ช่วยลดไขมันในหลอดเลือด ตลอดจนช่วยกำจัดพิษที่หลงเหลือได้ เก๋ากี้ฉ่าย    ผู้ที่มีความดันเลือดสูงดื่มเป็นประจำจะช่วยลดความดันโลหิต ทำให้หัวใจแข็งแรง สำหรับคนป่วยโรคไต ชาเก๋ากี้จะช่วยลดภาระหน้าที่ให้แก่ไต ไม่ว่าจะเป็นการลดไขมันในกระแสโลหิต ช่วยซึมซับน้ำตาล ช่วยขับฉี่ ชะลอการเสื่อมของไต
เอกสารอ้างอิง

  • Porth, C. M. (2009). Disoder ot renal function. In C.M. Porth., G. Matfin, PathophysiologyConcept of Altered Health Status (8th ed., pp. 855-874). Philadelphia: Wolters Kluwer Health Lippincott Williams & Wilkins.
  • K/DOQI clinical practice guidelines on hypertension and antihypertensive agents in chronickidney disease. Am J Kidney Dis 2004; 43:S1.
  • ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ. Patient with chronic kidney diseases. ภาควิชาอายุรศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ศศิธร ชิดนายี.(2550).การพยาบาลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ไดรับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม.กรุงเทพฯ:ธนาเพรส
  • ธนนท์ ศุข.ไตวายเรื้อรังป้องกันได้!.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 295.คอลัมน์เรื่องเด่นจากปก.พฤศจิกายน.2547
  • Ong-Ajyooth L, Vareesangthip K, Khonputsa P, Aekplakorn W.Prevalence of chronic kidney disease in Thai adults: a national health survey. BMC Nephrol 2009;10:35.
  • National Kidney Foundation, (2002). K/DOQI Clinical Practice Guideline for chronic kidney disease: Evaluation, classification, and stratification. Retrieved October 15, 2009, from http://www. kidney.or/kdoqi/guideline-ckd/toc.htm. http://www.disthai.com/
  • Chobanian AV, Bakris GL, Black HR, Cushman et al. The Seventh Report of the Joint NationalCommittee on Prevention, Detection, Evaluation, and Treatment of High Blood Pressure: The JNC 7 Report. JAMA 2003; 289:2560.
  • ผศ.นพ.สุ

37

สมุนไพรทองหลางฝรั่ง
ทองหลางฝรั่ง Hura crepitans Linn.
บางถิ่นเรียก ทองหลางฝรั่ง (กรุงเทพฯ) โพทะเล โพฝรั่ง โพศรี (จังหวัดบุรีรัมย์) โพศรีมหาโพ (กลาง).
ไม้พุ่ม หรือ ไม้ต้น สูงได้ถึง 13 มัธยม ใบ ผู้เดียว เรียงแบบบันไดเวียน รูปไข่ กว้าง 5-12 เซนติเมตร ยาว 5-15 เซนติเมตร ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ หรือ จะตื้นๆโคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ มีเส้นกิ่งก้านสาขาใบจำนวนไม่น้อย สีอ่อน ข้างบนสะอาด ข้างล่างตามเส้นกึ่งกลางใบมีขนยาว ก้านใบยาว 4-20 เซนติเมตร ปลายใบมีก้านใบมีต่อม 2 ต่อม หูใบ รูปไข่ ยาว 9-15 มิลลิเมตร ดอก แยกเพศแต่ว่าผู้อยู่บนต้นเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อที่ยอด ก้านช่อยาว 2.5-8 เซนติเมตร ช่อดอกยาว 2.5-6 เซนติเมตร สมุนไพร  มีดอกจำนวนหลายชิ้น   กลีบรองกลีบ รูปถ้วย ยาว 2-3 มิลลิเมตร ขอบเรียบ หรือ หยักเล็กน้อย เกสรผู้ 11-30 อัน ชิดกันเป็นแท่งสีแดง โดยเรียงเป็นวง 2-3 วง. ดอกเพศเมีย ออกลำพังๆใกล้กับช่อดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 1.25-1.75 ซม. ต่อมาจะยาวได้ถึง 6 เซนติเมตร กลีบรองกลีบดอกรูปครึ่งวงกลม ล้อมรอบรังไข่ ยาว 4-6 มม. ขอบกลีบเรียบ รังไข่ด้านในมี 11-14 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 1 หน่วย ท่อรังไข่เป็นแท่ง ปลายท่อเป็นรูปใบบัวเล็กๆหรือ รูปกรวย สีม่วงเข้ม มีหยักมนๆ11-14 หยัก กว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร ผล กลมแป้น ห้อยลง ปลายแหลมเป็นควรอย มีสันตามแนวยาว แข็ง เส้นผ่าศูนย์กลาง 8-9 ซม. ยาว 4-5 ซม. เม็ด แบน.

นิเวศน์วิทยา
: มีบ้านเกิดในอเมริกา ปลูกเป็นไม้ประดับ.
คุณประโยชน์ : ใบ น้ำต้มใบกินแก้ปวดเรื้อรัง เมล็ด ใช้เป็นยาถ่ายรวมทั้งทำให้คลื่นไส้

38

สมุนไพรประคำไก่
ประคำไก่ Drypetes roxburghill Wall.
ชื่อพ้อง Putranjiva robxburghii Wall.
บางถิ่นเรียกว่า ลูกประคำไก่ มะคำไก่ มะคำดำไก่ (กึ่งกลาง) มะองนก (เหนือ) มักค้อ (ขอนแก่น).
        ไม้ใหญ่ สูง 10-15 ม. ตามยอดอ่อนมีขน. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกัน แขวนลง รูปรี หรือ รีปนขอบขนาน โคนใบเบี้ยว ขอบใบหยักตื้นๆปลายใบแหลม หรือ มน สีเขียวเข้มเป็นมัน กว้าง  2.5-4 ซม. ยาว 5-10.5 ซม. เส้นใบเล็กละเอียด สานกันเป็นร่างแห ข้างบนเห็นกระจ่างกว่าข้างล่าง ก้านมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 มม. ยาว 3-5 มม. ดอก ดอกเพศผู้ และก็ [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url]  ดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อ เป็นกระจุกตามง่ามใบ ดอกเล็กๆสีขาวนวล ก้านดอกสั้น กลีบรองกลีบดอกไม้มี 3-6 หยัก เกสรผู้มี 2-4 อัน ก้านเกสรติดกันบางส่วน. ดอกเพศภรรยา ออกคนเดียวๆหรือ เป็นคู่ กลบรองกลีบดอกไม้เสมือนดอกเพศผู้ รังไข่รูปไข่ มีขนปกคลุม ภายในมี 2-3 ช่อง ท่อรังไข่มี 3 อัน สั้น รวมทั้งกางออก ปลายเกสรเหมือนดวงจันทร์เสี้ยว. ผล รูปไข หรือ กลม กว้างโดยประมาณ 1 เซนติเมตร ยาวราว 1.5 ซม. มีขนละเอียดปกคลุม เปลือกแข็ง มีรอยย่นน้อย.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าราบทั่วๆไป.
คุณประโยชน์ : ต้น อีกทั้งต้นใช้เข้าเครื่องยา เป็นยาเย็น มีกลิ่นหอมหวน ขับเยี่ยว ระบาย แล้วก็กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ใบ ผล และก็เมล็ด รับประทานเป็นยาลดไข้ และแก้หวัด  เมล็ด ให้น้ำมันใช้จุดตะเกียงได้

39

[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u]สบู่แดง[/url][/b]
สบู่แดง Jatropha gossypifolia Linn.
บางถิ่นเรียกว่า สบู่แดง ละหุ่งแดง (กึ่งกลาง) สบู่เลือด สลอดแดง สีลอด หงส์เทศ (ปัตตานี).
ไม้พุ่ม สูง 1-2 มัธยม ใบ คนเดียว เรียงสลับกัน มีขนาดกว้าง และก็ยาวใกล้เคียงกัน ราวๆ 12-15 เซนติเมตร มี 3-5 แฉก ปลายแฉกแหลมเป็นติ่งสั้นๆขอบมีขน ปลายขนมีต่อมกลมๆโคนใบเว้าน้อย เนื้อใบบาง เกลี้ยง 2 ด้าน เส้นใบออกมาจากโคนใบ มีปริมาณพอๆกับปริมาณแฉก ก้านใบยาว 5-10 ซม. ข้างบนมีขนซึ่งแตกแขนง และปลายขนมีต่อมกลมๆหูใบเป็นขนประเภทปลายขนมีต่อมอย่างเดียวกัน. สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อที่ยอด ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศภรรยาอยู่บนต้นเดียวกัน ก้านช่อยาวราวๆ 4-5 ซม. มีขนน้อย ใบประดับประดารูปยาวรี ยาว 6-12 มม. ขอบมีขน ปลายขนมีต่อมกลม. ดอกเพศผู้ มีกลีบรองกลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่แกมรูปหอก ปลายแหลม ยาว 4-5 มิลลิเมตร ขอบมีขน ปลายขนมีต่อมกลม กลีบยาว 4-5 มม. สีแดง เกลี้ยว เกสรผู้ 10-12 อัน ก้านเกสรเชื่อมชิดกัน อับเรณูรูปออกจะกลม. ดอกเพศเมีย กลีบรองกลีบยาวกว่าดอกเพศผู้ แต่ว่ากลีบดอกไม้เหมือนดอกเพศผู้ รังไข่มีขน. ผล รูปไข่ มี 3 พู ยาวราว 1 เซนติเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในประเทศไทย ถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกากลาง.
สรรพคุณ : ใบ ต้มใบ ปริมาณ 7-21 ใบ (โดยกินใบด้วย) รับประทานแก้ปวดท้อง ลดไข้และเป็นยาถ่าย ตำเป็นยาพอกแก้ผื่นคัน พอกฝี  เม็ด ย่างพอเพียงสุก กินเป็นยาระบาย น้ำมันเมล็ด, กินทำให้คลื่นไส้ แล้วก็ใช้ทาแผลโรคเรื้อน

Tags : สมุนไพร

40

สมุนไพรเม็ก
เม็ก Macaranga tanarius (Linn.) Muell. Arg.
ชื่อพ้อง M. tomentosa Bl.
บางถิ่นเรียก เม็ก (ใต้) กะลอ บาเหลวมี สะลอ (มลายู-จังหวัดยะลา) ต้องดำ (ปัตตานี) ป้าง หูช้าง (จันทบุรี) รังขาว (สงขลา) ล่อ ล่อขาว (นครศรีธรรมราช) ล้อหูฉีด (จังหวัดพังงา).
ไม้ต้น ขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 6 ม. กิ่งใหญ่ สีนวล ตามยอดอ่อน และใบอ่อนมีขนนุ่ม. ใบ คนเดียว เรียงแบบบันไดเวียน รูปไข่ค่อนข้างกลม กว้าง 5-28 ซม. ยาว 8-32 ซม. ปลายใบเรียวแหลมเป็นหางยาว ขอบของใบออกจะเรียบ หรือ หยักตื้นๆโคนใบกลม หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ เนื้อใบบาง ด้านบนหมดจด หรือ มีขนบางส่วน ด้านล่างมีขนนุ่ม ก้านใบติดแบบใบบัว ยาว 10-27 เซนติเมตร สีขาวนวล หมดจด หรือ มีขน หูใบรูปไข่ป้อมแกมขอบขนาน ปลายแหลม ยาวประมาณ 12 มิลลิเมตร มีขนประปราย.สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ช่อยาว 10-30 ซม. แตกกิ่งมากมาย ดอกมีใบเสริมแต่งรองรับ ใบตกแต่งรูปไข่ป้อม ยาว 5-10 มิลลิเมตร ขอบหยักเป็นแฉกเล็กๆแหลมๆกลีบรองกลีบดอกไม้มี 3-4 กลีบ หมดจด เกสรผู้ 5-6 อัน. ดอกเพศเมีย ช่อยาว 6-12 เซนติเมตร ไม่ค่อยแตกกิ่งก้านสาขา รังไข่มีขน ข้างในมี 2 ช่อง ท่อรังไข่ใหญ่. ผล กลม คู่แฝด เส้นผ่านศูนย์กลาง 7-12 มิลลิเมตร มีนอนูน 2-3 นอ มีเม็ดสีเหลืองๆเหนียวๆปกคลุม. เม็ด กลม ผิวหยาบ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดิบ เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 150 ม.
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกราก กินเป็นยาลดไข้ แก้ไอเป็นเลือด รับประทานผงรากเพื่อช่วยทำให้คลื่นไส้ สำหรับคนเป็นไข้ ต้น น้ำสุกเปลือกต้น รับประทานแก้บิด ใช้เข้าเครื่องยาสำหรับสตรีกินเพื่อช่วยในการคลอดบุตร ใบ ตำพอกแก้รอยแผลอักเสบ สารสกัดใบมีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะต่อเชื้อ Staphylococcus

41
อื่นๆ / สมุนไพรหล่องาม มีทั้งประโยชน์-สรรพคุณ
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2018, 07:09:41 PM »

สมุนไพรหล่อง่าม
หล่อง่าม Macaranga triloba (Bl.) Muell. Arg.
ชื่อพ้อง M. carnuta Muell. Arg.
บางถิ่นเรียก หล่อง่าม (ตรัง) ลอขาว (นครศรีธรรมราช) สลาป้าง (ตราด).
ไม้ต้น มากถึง 12 ม. ลำต้นกลวง เปลือกสีเท่า เกลี้ยง หรือ มีขนนิดหน่อยใบอ่อนข้างล่างชอบมีสีม่วงอมแดง หูใบกว้างกว่ายาว โค้งกลับไปด้านหลัง ใบ ผู้เดียว เรียงแบบบันไดเวียน รูปไข่ หรือ ออกจะกลม มีขนาดกว้าง และยาว 10-30 เซนติเมตร ปลายแยกเป็นแฉกแหลมสามแฉก ขอบของใบเป็นคลื่น มีต่อมยื่นยาวออกมา โคนใบกลม มีเส้นกิ่งก้านสาขาใบ 3 เส้น เส้นใบย่อยเรียงเป็นขั้นบันได มีขนนิดหน่อย หรือ เกลี้ยง ก้านใบติดแบบใบบัว ยาว 5-23 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ มีขนสีน้ำตาลแดงปกคลุม สมุนไพร ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ เล็กมาก ช่อยาว 7.5-12.5 ซม. แตกแขนงจำนวนมาก ใบแต่งแต้มสีเขียว. ดอกเพศภรรยา ช่อยาว 7.5-12.5 ซม. แตกแขนงมากมาย มีกลีบรองกลีบ 4 กลีบ มีขน รังไข่ที่โคนมีขน ตอนบนมีต่อมสีเหลือง ภายในมี 5 ช่อง ท่อรังไข่สั้น มี 5 อัน. ผล กลมแป้น มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6-13 มิลลิเมตร ข้างบนรอบนอกมีนอนูนๆ3-6 นอ สีน้ำตาลแดง ผลอ่อนมีแต้มสีเขียวอยู่ที่นอ ผลสุกแต้มจะกลายเป็นสีเหลือง รวมทั้งเหนียว. เม็ด สีดำ มี 3-6 เมล็ด เนื้อหุ้มสีแดง หรือ ม่วงอมชมพู.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบ หรือ ป่าละเมาะ เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 400 ม.
สรรพคุณ : ใบ ใช้ข้างนอกตำขัดฝี น้ำต้มใบ และผลเป็นยาฝาดสมาน กินแก้เจ็บท้อง ผล เป็นพิษ

42
อื่นๆ / สมุนไพรสอยดาว สรรพคุณ-ประโยชน์
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2018, 06:14:11 PM »

สมุนไพรสอยดาว
สอยดาว Mallotus paniculatus (Lam.) Muell. Arg.
ชื่อพ้อง M. cochinchinensis Lour.
บางถิ่นเรียกว่า สอยดาว สลัดป้าง (เมืองจันท์ ตราด) สตีตัน (เลย) แสด (ใต้).
ไม้พุ่ม หรือ  ไม้ใหญ่ สูงได้ถึง 20 ม. ยอดอ่อนมีขนสีขาว น้ำตาลอ่อน หรือ น้ำตาล. ใบ โดดเดี่ยว เรียงแบบบันไดเวียนห่างๆรูปไข่ รูปไข่แกมข้าวหลามตัด หรือ สามเหลี่ยม กว้าง 3-22 เซนติเมตร ยาว 5-24 ซม. ปลายใบเรียวแหลมเป็นหางยาว บางคราวเป็นแฉกแหลม 3 แฉก ขอบของใบเรียบ หรือ หยักเป็นคลื่นห่างๆโคนใบกลม สอบมนๆโคนสุดมีต่อมใหญ่ 1 คู่ อยู่ข้างบน ด้านล่างมีขนรูปดาวสั้นๆหนาแน่น เส้นกิ้งก้านใบมี 5-8 คู่ เส้นใบย่อยเรียงเป็นขั้นบันได ตามเส้นใบ แล้วก็ก้านใบ มีขนสีน้ำตาลอ่อน ก้านใบยาว 3-18 ซม. ดอก ออกเป็นช่อที่ยอด และตามง่ามใบ ยาว 7-35 เซนติเมตร มีขนสีน้ำตาลปกคลุม มีทั้งยังดอกเพศผู้ ดอกเพศเมีย และดอกสมบูรณ์เพศ. ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 1.5-2.5 มิลลิเมตร สมุนไพร ดอกกลม เล็ก มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 มิลลิเมตร กลีบ รูปไข่ 3-4 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน ยาว 2.5-2.7 มม. เกสรผู้มี 50-60 อัน. ดอกเพศเมีย ก้านดอกยาว 0.5-1 มิลลิเมตร กลีบดอกชิดกันเหมือนรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ยาว 2.5-2.7 มม. รังไข่มี 3 ช่อง ปลายท่อรังไข่เป็นรูปยาว 2-3 มม. ผล มี 3 พู กว้างประมาณ 7.5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 4.5 มม. มีขนยาว นุ่มปกคลุม. เม็ด รูปไข่ค่อนข้างกลม เส้นผ่าศูนย์กลางราว 3 มม. สีดำ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในป่าดงดิบ หรือ ป่าผลัดใบ.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มราก กินเป็นยาบำรุง หลังการคลอดบุตร ตำเป็นยาพอกรวมกับสมุนไพรอื่นๆพอกศีรษะแก้ปวด ต้น น้ำสุกต้น ใช้เป็นยาล้างแผล

Tags : สมุนไพร

43

สมุนไพรคำป่า
คำป่า Mallotus philippensis (Lam.) Muell. Arg.
บางถิ่นเรียกว่า คำป่า คำแดง คำแสด ทองคำเหล่า มะคาย แสด (กลาง) กายขัดหิน ขี้เนื้อ (เชียงใหม่) กือบอ ซาบอเส่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ขางปอย ซาดป่า (นครพนม) ขี้เต่า (สุราษฎร์ธานี) ทองคำขาว (เลย) กระทุ่ม (กึ่งกลาง จังหวัดราชบุรี) พลับพลากลิ่นเต่า (นครศรีธรรมราช) พลากวางใบใหญ่ (ตรัง) มะกายคัดเลือก (เหนือ) มินยะมายา (มลายู-จังหวัดยะลา) มือราแก้ปูเต๊ะ (มลายู-นราธิวาส) ลายเพศผู้ (เมืองจันท์) สากกะเบือ ละว้า (พิษณุโลก จังหวัดสุโขทัย).
ไม้พุ่ม หรือ  ไม้ใหญ่ สูงได้ 5-15 มัธยม ยอดอ่อนมีต่อมสีแดงเล็กๆตามกิ่งมีขนสีน้ำตาล. ใบ ลำพังเรียงแบบบันไดเวียนห่างๆรูปรี หรือรูปไข่ กว้าง 3-10 เซนติเมตร ยาว 6-10 ซม. ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ หรือ หยักนิดหน่อย โคนใบแหลม มน หรือ ตัด ที่โคนสุดมีต่อม 1 คู่ เส้นใบคู่ล่างออกจากโคนใบ ขึ้นสูงเหนือกลางใบ เส้นใบย่อยเรียงเป็นขั้นบันได เส้นนูน เห็นกระจ่างทางข้างล่าง สีเขียวอมเหลือง ข้างล่างสีขาวนวล ก้านใบยาว 2-7 ซม. มีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม. ดอก ออกเป็นช่อ เป็นกระจุก มีขนสั้นๆปกคลุม ช่อยาว 2.5-16 เซนติเมตร ก้านดอกมีขนรูปดาว. [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color] ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 2-3.5 มม. กลีบดอกไม้มี 3-4 กลีบ ยาว 2.5-3 มิลลิเมตร เกสรผู้ 23-32 อัน. ดอกเพศภรรยา ก้านดอกยาว 0.5-1 มิลลิเมตร กลีบดอกไม้มี 5 กลีบ โคนกลีบชิดกันนิดหน่อย ยาว 1-2 มม. รังไข่มีขนรูปดาว ข้างในมี 3 ช่อง ปลายท่อรังไข่รูปยาวๆ2-4.5 มิลลิเมตร ผล รูปกลมแป้น มีพูตื้นๆ3 พู มีต่อมสีแดงปกคลุม, ข้างในมีขน กว้าง 7.5-10 มิลลิเมตร ยาว 5.7 มิลลิเมตร เม็ด รูปไข่ค่อนข้างจะกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 4 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วๆไปในป่าดงดิบ, ป่าละเมาะ รวมทั้งจากที่โล่งแจ้งพื้นดินผสมหิน เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,100 ม., บางที่ปลูกไว้เพื่อทำยา.
คุณประโยชน์ : ราก ใบ และก็ ขนผล ตำรวมกับน้ำผึ้ง, ทาแก้สัตว์เป็นพิษกัดต่อย, ทาแก้ปวดแผลอักเสบ, แก้สิว และก็ลอดฝ้า ผล น้ำต้มผล รวมทั้งใบ รับประทานแก้หวัด ผงจากขนผล รวมทั้งต่อมสีแดง, ใช้เป็นยาระบาย ขับพยาธิตัวตืดที่เป็นกับสัตว์เลี้ยง เม็ด ทำเป็นผง ใช้พอกแผล

Tags : สมุนไพร

44

สมุนไพรแสยก
แสยกPedilanthus tithymaloides Poit.
บางถิ่นเรียกว่า แสยกกะแหยก มหาประสาน ปิ้ง แสชูสามสี (กลาง) เคียะไก่ให้ (เหนือ) ตาสี่กะมอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) นางกวัก ว่านสลี (แม่ฮ่องสอน).
ไม้พุ่ม สูง 40-100 ซม. มีน้ำยางมาก ลำต้นหักงอไปๆมาๆทำให้เป็นรูปซิกข์แซก สีเขียว ผิวเรียบ. ใบ ผู้เดียว เรียงสลับกันซ้ายขวาในระนาบเดียวกัน รูปไข่ กว้าง 2.5-5 เซนติเมตร ยาว 3.5-7 ซม. ฐานในกลม มน หรือ แหลม ขอบใบเรียบ หรือ เป็นคลื่น ปลายใบมน หรือ แหลม เส้นใบเห็นไม่ชัดเจน เนื้อใบครึ้ม ด้านล่างมีขนอ่อน เส้นเล็ก ปกคลุมบางๆทั่วไป ก้านใบยาว 2-7 มิลลิเมตร หูใบมีลักษณะเป็นตุ่มกลุ่มเล็กๆ2 ตุ่มอยู่สองข้างโคนก้านใบ หล่นง่าย ต้นจะสลัดใบทิ้งหมด หรือแทบหมดก่อนมีดอก. ดอก สีแดงออกเป็นช่อตามลำต้น ที่ยอดแล้วก็ตามกิ่งกิ้งก้านสั้นๆใกล้ยอด ดอกเพศผู้แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ก้านช่อยาว 3-20 มม. มีขน ช่อดอกยาว 1-2.5 เซนติเมตร ใบประดับประดา [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ข้างนอกมีขนสั้นปกคลุมหนาแน่น ก้านดอกไม่มีขน ดอกมีลักษณะเหมือนรองเท้า หรือ เรือ มี 5 กลีบ เรียงเป็นสองชั้น ชั้นในมี 3 กลีบ สั้น แล้วก็แคบกว่ากลีบชั้นนอก มีขนละเอียด ที่ฐานด้านนอกมีต่อมน้ำหวานรูปกระทะคว่ำ 1 ต่อม ภายในมีต่อม 2 หรือ 4 ต่อม เรียงเป็นคู่ ที่ปลายมีแถบยาวหนึ่งแถบอยู่ตรงช่องระหว่างกลีบใหญ่ชั้นนอกสองกลีบ; เกสรผู้สั้น เวลาที่ดอกกำลังบานอับเรณูจะหันหน้าออก รังไข่มี 3 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 1 หน่วย ท่อรังไข่มี 1 อัน ปลายท่อแยกเป็น 3 แต่ละอันแยกเป็น 2 แฉก. ผล เป็นประเภทแห้งแล้วแตก.

นิเวศน์วิทยา
: ปลูกเป็นไม้ประดับ นิยมปลูกตามแนวรั้ว ขึ้นง่ายแล้วก็ทนแล้งเจริญ
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำยางต้นใช้กัดหูด ทาผิวหนังแก้เกลื้อน แมลงป่องต่อย ตะขาบกัด แต่ว่าหากรับประทานเข้าไปจะก่อให้คลื่นไส้

Tags : สมุนไพร

45

สมุนไพรมะขามป้อม
มะขามป้อม Phyllanthus emblica Linn.
บางถิ่นเรียก มะขามป้อม (ทั่วไป) กันโตด (เขมร-จันทบุรี) กำทวด (จังหวัดราชบุรี) มั่งลู่ สันยาส่า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน).
ไม้ต้น ขนาดกลาง สูง 8-12 ม. เปลือกสีเขียวอมเทา ลอกออกเป็นแผ่นๆแก่นไม้สีแดงอมน้ำตาล. ใบ ผู้เดียว สีเขียวอ่อน กว้าง 0.25-0.5 เซนติเมตร ยาว 0.8-1.2 เซนติเมตร เรียงชิดกัน ดูผาดๆราวกับใบตามติด ก้านใบสั้นมากมาย. ดอก เล็ก สีขาว หรือ นวล ดอกแยกเพศ แต่กำเนิดบนต้นเดียวกัน ออกตามง่ามใบ 6 ดอก มีกลีบรองกลีบดอกไม้ 6 กลีบ ไม่มีกลีบดอกไม้. สมุนไพร ดอกเพศผู้ มีเกสรผู้ 3 อัน ฐานรองดอกมีต่อม 6 ต่อม. ดอกเพศเมีย มีฐานรองดอกเป็นรูปถ้วย ขอบถ้วยหยัก รังไข่มี 3 ช่อง หลอดท่อรังไข่ปลายแยกเป็น 2 แฉก แตกต่างกัน. ผล กลม มีเนื้อครึ้ม เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2-2 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียวอ่อน ผลแก่สีเขียวอมเหลือง เนื้อกินได้ มีรสฝาก เปรี้ยว ขม รวมทั้งอมหวาน เปลือกเม็ดแข็ง มีสันตามแนวยาว 6 สัน ด้านในมี 6 เมล็ด.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นประปรายเป็นกลุ่มๆตามป่าเบญจพรรณแล้ง ป่าเต็งรัง รวมทั้งป่าดงดิบธรรมดา
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรากกินเป็นยาลดไข้ เป็นยาเย็น ฟอกโลหิต รวมทั้งทำให้อ้วก ถ้าเกิดกลั่นราก จะได้สารที่มีคุณสมบัติเป็นยาฝาดสมานที่ดียิ่งกว่าสีเสียด (catechu) (55). ต้น เปลือกเป็นยาฝาดสมาน ใบ น้ำต้มใบใช้อาบลดไข้ ดอก มีกลิ่นหอมหวนเหมือนผิวมะนาว ใช้เข้าเครื่องยาเป็นยาเย็น และยาระบาย. ผล ใช้ได้ทั้งยังผลสด และก็ผลแห้ง มีฤทธิ์กัดทำลาย เป็นยาเย็น ยาฝาดสมาน แก้ไข้ ขับฉี่ ระบาย บำรุงหัวใจ ฟอกเลือด น้ำคั้นผลสด มีจำนวนวิตามินซีสูงกว่าน้ำส้มคั้นประมาณ 20 เท่า ในจำนวนเท่ากัน ใช้แก้โรคลักปิดลักเปิด (scurvy) ยางผลใช้หยอดแก้ตาอักเสบ กินเป็นยาช่วยย่อย แล้วก็ขับเยี่ยว เนื้อผลแห้งที่เรียกว่า Emblic myrobalan ใช้เป็นยาฝาดสมาน เพราะว่ามี tannin แก้โรคริดสีดวงทวาร แก้บิด ท้องเสีย ใช้กับธาตุเหล็กแก้โรคดีซ่านและก็ช่วยสำหรับในการย่อย ถ้าหมักผลจะได้แอลกอฮอล์ รับประทานแก้อาหารไม่ย่อย แก้ไอ รวมทั้งแก้โรคดีซ่าน

Tags : สมุนไพร

หน้า: 1 2 [3] 4 5 6