แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - bilbill2255

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1

ถั่งเช่า ช้างนั้นมีชื่ออื่นๆอีก ยกตัวอย่างเช่น กันภัย ศ.จhjhrth,jk,.เต็ม สมิตำหนินันทน์ถั่งเช่า ผู้เชี่ยว/rthrทางพฤกษศาสตร์กรมป่าไม้ จึklงได้เthrสนอ/.kl;ว่าyuคop'วรจะเรียกพืชต้นนี้ว่า กันภัย หรืergeอกัrthนภัยมหิyukykดล ท่านrth กล่าวว่าในhgjhrเรื่องขุนช้างขุนแผนเวลาที่ย่างกุมารทองrjคำนั้น ได้ใช้เyukถากันภัย;ioมัดกุมารทองคำไว้ รวมทั้งดังที่เรื่อง ขุนrthช้างขุrthแผนเkyuกิดเรื่องที่เกิดtkyuhในแถบจังหวัดกjtาญจนบุรี และก็{สุพรรณบุรี|จังkyukyuหวัดสุพรรณบุรี|สุพรรณoi เถากันภัยดังที่hjtyจึงน่าจะเป็นพืช ชนิดthrเดียวกับพืชที่lioพึ่งค้นพบthgerนี้yk สำหรับชื่kyukอวิชาพฤกษศาสตร์ Afgekia mahidolae นั้yukน มีการปรับkปรุงถั่งเช่าให้ถูกต้องตาlioมไวยlyukioากรณ์ภาษาละ ติน โดย{เติucal Noymenclature ฉบับปรับปliokรุงครั้งล่าสุดj ซึ่งได้kผลสำเร็จจากการจ่ายกyukฎการตั้งชื่อพฤกษศาสตร์เมื่อ ปีw พ.ศ. 2yuk548 ณ กjtjรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียyu (เรียกกฎเล่มนี้ในชื่อย่อว่า Vienna Code {ตีพิมพ์|พิมพ์|เผยแพร่yukเมื่อy ปี พ.ศ. 25reger49) โดยคำเสtyjyukนอแนะข้อ 60C.1.b กล่าวว่าชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ที่ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่บุคคล ถ้าหากชื่อyukบุคคลลงถั่งเช่า ท้ายด้วยukyuตัวสะกด ให้เติม -i-yuul kyและก็รูปคำเจาะจงukพศห้อยท้าย ได้แก่ ชื่อบุคคลชาย Withtynit เป็น winitii ชื่อบุคคล หญิงjyt Thaithong เyukป็นthaithongiae ฯลฯ กันภัยมหิดล (Afgekia mahidoliae B. L. Burtt & Chermsir.) สกุล FABACEAE (หรือ LEGUMINOSAE) วงศ์ย่อยPapiliohrthrtyuyuknoideae บ้านเกิดเมืองนอน ฯลฯไม้พื้นถิ่นขอhrthrงไทย เจอตามป่าเต็งรัง ภูเขาหินปูนในภาคrthตะวันตก ลักษณะทางluวิชาพuiolฤกษศาสตร์ เป็นไม้เลื้อยเนื้อแข็ง ขนาดกึ่yukyukงกลาง อายุยาวนานหลายปี กิ่งอ่อนสีเขียว มีขนนุ่มทั่วไป ใบ ออกสyuลับ ใบประกอบแบบขนถั่งเช่า ปลายคี่ ใบuiย่อย รูปรีปนluขอบขนานขนuiาด uil2.2-3.5 x 5-6.5 เซนติเมตร แผ่นใบบาง ใต้ใบมีขนหนาykว่าข้างบนใบ luiดอก ออกเป็นช่อกระจะตามซอกใบรวมทั้งปลายกิ่ง

Tags : ถั่งเช่า

2

ขายว่านชักมดลูกชาวแคgoi/o/ลิฟอร์เนียเพาะปลูกองุ่นมานานมากกว่า 200 ปี ในศตวรรษที่ 17-บาทหลวงชาวประเทศส/op/rbrt5เปนเป็นผู้ริเริ่มปลูกองุ่นใกล้กับโบสop';opo/ถ์ที่ทำขึ้น ต่อมาในศตวรรษที่ 18 นักขุดทองสามารถทำh,8i./erhเงินจากองุ่นได้มากกว่าการขุดจำหน่ายว่านชักลูกทองคำเสียอีก แค63ลิฟอร์เนียจึงเปลี่ยนเป็นเมืองที่มีชื่อสำหรับในการปลูกองุ่นหลังจากนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลากว่า 200 ปีแล้ว ในขณะนี้ คนปร7l89prhrะเทศอเมริกา42426553บริโภคองุ่นโ'='-ดยเฉลี่ยประมาณ 8-ปอนด์ต่อปี ซึ่งร้อยละ 99 ขององุ่นมาจากรัฐแคลิฟอร์เนีย เหตุผลก็คือรัฐแคลิฟอร์เนียนั้นมีtju76eg4gดินที่สมบูรณ์บริบูรณ์63 ป635ระกอ'p'บกับลักษณะของอากาศที่แห้งทำให้ได้ผลผลิตองุ่นที่มีรสชrhrtjrjilาติหวานที่สุด ที่ชนะใจผู้ซื้อ635263อย่าp[งต่อ663เนื่องในรัo';ฐแคลิฟอร์เนีย พวกเราพิถีพิถันรวมทั้งใช้มาตรฐานสูงที่สุดสำหรับในการผลิตรวมทั้งเลือกสรรองุ่นทุกสายพันธุ์ ตั้งแต่แมื่อการเพาะปลูก เก็6j6j6บผลิตผล บรรจุหีบห่อ และขนส่งด้วยประ6'-j6สบการณ์อย่างผู้ชำนาญ เพื่อให้แน่ใจว่าองุ่นทุกเมล็ดที่คุณได้บริโภคนั้น สดใหม่ และอยู่ในสภาพที่เยี่ยมที่สุด
 องุ่น เป็นไม้ยืนต้น6j6 มีลักษณะเป็นไม้พุ่มเลื้อย มีลักษณะเนื้อแข็งขายว่านชักมดลูกแล้วก็มีลำต้น กิ่งถาวรอายุเกิน 1 ฤดู ถ้าเกิด9896ปล่อyrwh6ยให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติจะเลื้อยเกาะก้านไม้ ใบกลมขอบหยักเว้าลึก 5 พู โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ดอกออกเป็นช่อแยกกิ้งก้าน ดอกย่อยขนrhj7y6jy7jาดเล็กสีเขียวมีหมวก จะหลุดอ85อกเมื่อดอกบานกลีบเมื่rrhอบานสีขาว โคนเชื่อมชิดกัน ปลายแยก 5 กลีบ ได้ผลสำเร็จโดดเดี่ยวที่ออกเป็นพวง (เป็นผล67k78l6โดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นจากดอกช่อแต่ว่าดอกไม่หลอมรวมกัน) ผลย่อยรูปกลมรีและชุ่มฉ่ำขายว่านชักมดลูกน้ำ มีผิวนวลเกาะแล้วก็รสหวาน มีสีเขียว63, ม่วง77แดงและม่วงดำสุดแ8l89l8l8ท้แต่ชนิด ในผลมีเมล็ดราว 1 - 4 เม็ด

Tags : ขายว่านชักมดลูก

3

ขายกระชายดำ ข้าวโพดมีสารต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องโรคมะเร็งได้จริงหรือไม่ กิygku;lข้าวโพดช่วยลดหุ่นได้ไหม แล้วสรุปข้าวโพดเป็นผักหรือผลไม้กันแน่ ทุกประเด็นน่าสงyu,i.u.ioสัย วันนี้จำหน่ายกระชายดำพวกเรามีคำตอบมาให้แล้ว  เชื่อว่าulคul,io;.;งไม่มีผู้ใดไม่เคยรู้ข้าวโพด เพราะเหตุว่าขั้นi;o'pต่ำๆก็จำต้องi;i;op';hulkเคยulานป๊อปคtloi;i;อร์นตามโรงภาพยนต์ หรื;oi;oi;อข้าวโพดอบเนยตามตลาดylio;op[rhtนัดกันบ้าง แต่ว่าจะมีสักกี่tjytjykผู้ที่รู้ว่าข้าวโพดมีสาระ ช่วยลดความuluilเสี่ยงแล้วก็คุ้มครองโรคได้มากมาย ถึงขั้นที่มีนักค้นคว้านำข้าวโพดไปวิจัยกันหลายต่อหลายรอบ ซึ่งในวันนี้พวกเราก็ไulด้เulก็บรวบรวมมากมายขายกระชายดำประโยชน์เด็ดๆของข้าวโพด ที่จะทำให้ทุกคนต้ui;op'p'องหลงใหลมาฝากกัน แต่ก่ulอนอื่น ไปทำความรู้จักข้าวโพดกัo'o';o'ooนให้เพิ่ululoip;opมมากขึ้นกว่านี้อีกนิด เนื่องจาkiululกเวลานี้ผู้คนulจำนวนมากuยังงงylull;o;tkhhgyงันจำหน่ายกระชายดำอยู่เลยว่า ข้าวโพดเป็นผักหรือผลไม้กันแน่ !  ข้าวโพดเป็นผักหรือuilลไuilม้กันแน่iu ?   เo'op'io;s4tjkyfuyluly7ริ่มแรกต้องการให้ทุกคนทำควาi;มเข้าiliol;io;ใจผักรวมทั้งผลfkyuไม้อย่างง่ายๆio;ก่อนว่า ผัก คือ พืชที่พวกเรานำราก ใบ และก็ดอก ไปประกอบเป็นอาหาร ส่วนผลไม้ เป็นพืชที่เรานำผลมาบริโภค ซึ่งส่วนใหญ่จะหวานกว่าผัก รi;วมทั้io;งสามารถรับประทานได้เลยโดยไม่จำเป็นจำต้องปรุงให้สุก  อย่างไรก็ตาม พวกเราต้องการจะพูดdjyukuykuykว่าข้าวโพด ไม่ใช่ทั้io;งยังผักแio;ล้วก็ผลไม้ เพราะว่าข้าวโพดจัดเป็นพืชไร่เuiliolio;oi;ชื้อสายต้i;นหญ้าที่เรานำเมล็ดมาทำเป็นของกิน เหมือนกันกับพืชอย่างข้าวแล้วก็ถั่ว ซึ่งพืfrjykyutlilukluilเหล่านี้ ถือเป็นธัญพืululช ด้วยเหyli;iu;ตุนี้คำถามขายกระชายดำที่ว่า ข้าวโพดเป็นผักหรือผlulio;orjyukลไม้กันแน่ ? ก็ตอบได้เลยจ้ะว่า ไม่ใช่ทั้งคู่อย่าง uiljlulul7พราะข้าวโพดเป็นyloi;i;เมล็ดพืชนั่นเอง !

Tags : ขายกระชายดำ,ขายกระชายดำ

4
ตะไคร้ ประโยชน์ดีๆ เด่นๆ

5

ขายยากษัยเส้น กระท้อน ผลไม้รสชาติอร่อยตามฤดูกาลghiulio' ที่ไม่เพียงแต่เด่นในเรื่y;-'-=องของรส sdtjyukแม้กระนั้นสรรพคุณของกระท้อนยังejk97lytklสะดุดตาจนกระทั่งน่าลอง หากพูดถึงtrlko0;8ลไม้ที่ได้รับความนิยมในเรื่องจำหน่ายยากษัยเส้นรสชาติที่อร่อย แถมยังสามารถy8;'0'นำไปกินได้นานาประการรูปแบบ y7หนึ่งในนั้นควรจะเป็นกejท้อน8yl;9;rอย่าlงแน่แท้ เนื่องจากกระท้อนคือผลไม้ที่อร่อยชอบใจใ8l;9;ครต่อใครมาก วันนี้พวกเรา;ก็เลยขอนำควา?op?pมรู้ดีๆที่เกี่ยวกับผลไม้จำพวกนี้มาk9ฝากกัน บอกไ86lด้เลยว่ากระท้อนมิได้l6มีดีเพียงแ8ค่รส6tอร่อย แม้ilระนั้นยังช่วยทำนุ;;l8บำรุงสุขภาพขายยากษัยเส้น แล้วก็ป้องกันตัวสุขภาพได้อีกหลายชนิดเลยล่ะจ้ะกระท้897kอ7น  กระท้อน (Santol) ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sandoricum koetjape (Burm. f.) Merr. ส่วนภาษาอังกฤษเป็น Santol คือผลไม้ที่มีต้นกำเนิดในแถบอินโด98จีน โดยในแต่ละประเทศมีชื่อเรียกตามแคltว้นที่ไม่เหมือulpนกัน ในส่วนของประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกกระท้อนว่า มะจำต้อง หรือหมากจะต้อง ภาคเหนือเรียก มะจะต้อง หรือ มะติ๋น uส่วนภาษาใต้เรียกผลไม้จำพวกนี้ว่า เตียน ล่อyu;pน สะท้อน สตียา สะตู สะโต คือผลy;poไม้ที่อยู่ส9i';p'กุลเดียวกับลูกลางสาดและก็ลองกอง มีทั้งหk/.?pมดทั้งปวง 4 สายพัdนธุ์ได้แก่ ขายยากษัยเส้นกระท้io;อนพันธุ์ปุยฝ้าย กระท้อนพันธุ์อีล่า กระท้อนพันธุ์ทับทิม และก็กระท้อนชนิดนิ่มนวล

Tags : ขายยากษัยเส้น,จำหน่ายยากษัยเส้น,ขายยากษัยเส้น

6
อื่นๆ / รู้จัก พญายอ สมุนไพรฆ่าเชื้อไวรัส
« เมื่อ: สิงหาคม 23, 2018, 08:37:55 AM »

พญายอ
พญายอเป็นไม้พุ่งแกมเลื้อย เถาและใบมีสีเขียวใบไม้ไม่มีหนาม ใบยาวเรียวปลายแหลม ออกตรงข้ามเป็นคู่ ดอกออกเป็นช่อ อยู่ที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 3-6 ดอก กลีบดอกเป็นดอกปลายแยกสีแดงอมส้ม
พญายอขึ้นได้งามในดินที่สมบูรณ์ แสงแดดปานกลาง พบได้ทั่วไปตามป่าในประเทศไทย หรือปลูกกันตามบ้าน ปลูกโดยใช้ลำต้นปักชำ เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ตัดกิ่งออกมาซัก 2-3 คืบ ปักขำให้รากออกมาดีแล้วก็ย้ายไปปลูกในแปลง ดูแลรักษาเหมือน พืชไม้ทั่วไป
ใบ เป็นยา ให้เก็บขนาดกลางที่สมบูรณ์ ไม่แก่หรือไม่อ่อนจนเกินไป ใบของพญายอสามารถลดอาการักเสบของหูได้ดี โดยเฉพาะส่วนที่สกัดด้วยสารละลาย “บิวทานอล” วงศ์สถิต ฉั่วกุล และคณะได้ศึกษาพบว่าสารสำคัญตัวหนึ่งเป็น “เฟลโวนนอยต์” ส่วนด้านที่มีการต้านพิษงูยังไม่ชัดเจน แต่ปลอดภัยพอที่จะใช้
ใบพญายอรักษาอาการอักเสบเฉพาะที่ (ปวด, บวม, แดง ร้อนแต่ไม่มีไข้) จากแมลงที่มีพิษกัดต่อย เช่น ตะขาบ แมงป่อง ผึ้ง ต่อ แตน รักษาโดยการเอาใบสดจากพญายอนี้มาสัก 10-15 ใบ (มากน้อยตามบริเวณที่เป็น) ล้างให้สะอาด ใส่ลงในครกตำยา ตำให้ละเอียด เติมแอลกอฮอล์พอชุ่มยา ตั้งทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ หมั่นคนยาทุกวัน กรองน้ำยา ใช้น้ำ และกากทาบบริเวณที่เจ็บปวดบวม หรือที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย
ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า สารสกัดจากใบพญายอ สามารถฆ่าเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส งูสวัด (varicella zoster virus) ทั้งภายในและภายนอกเซลล์ คือ ยับยั้งไวรัสโดยตรง และยับยั้งการเพิ่มจำนสวนของไวรัส
ผู้ป่วยโรคเริมบริเวณอวัยยะสืบพันธุ์ที่ติดเชื้อครั้งแรกและติดเชื้อซ้ำ เมื่อรักษาโดยทาแผลของผู้ป่วยด้วยครีมพญายอ (5%) เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน acyclovir พบว่า แผลของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอและ acyclovir จะตกสะเก็ดภายในวันที่ 3 และหายภายในวันที่ 7 แสดงว่าครีมพญายอและครีม acyclovir มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคเริมบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ให้หายได้เร็วพอกัน แต่ครีมพญายอ ไม่ทำให้เกิดอาการแสบระคายเคือง ในขณะที่ครีมทำให้แสบและราคาแพง
ผู้ป่วยโรคงูสวัด เมื่อรักษาโดยทาแผลด้วยครีมพญายอ (5%) วันละ 5 ครั้งทุกวัน ปรากฎว่าแผลจะตกสะเก็ดภายใน 1-3 วัน และหายภายใน 7-10 วัน พบว่าผู้ป่วยจะหายเร็วกว่าการใช้ยาชนิดอื่น และไม่พบอาการข้างเคียงใดๆ จากการใช้สารสกัดใบพญายอ
เห็นได้ชัดว่า สมุนไพรไทย พญายอ มีสรรพคุณมากมาย อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันอันตรายจากการใช้สมุนไพร คุณผู้อื่นต้องศึกษาให้ละเอียด
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
รากของพญาปล้องทอง ประกอบด้วยสาร Lupeol, B-Sitosterol, Stigmasterol และมีการทดลองพบว่าสารสกัดด้วยสารละลายบิวทานอล (butanol) จากใบของพญาปล้องทอง มีสารประกอบฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) สามารถระงับอาการอักเสบได้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้มีการผลิต ครีมพญายอ ขึ้นเพื่อนำมารักษาผู้ป่วยโรคงูสวัดได้ ทำให้แผลตกสะเก็ดหายเร็ว ลดอาการปวดได้ดี และไม่พบผลข้างเคียงใดๆ จากการใช้ครีมพญายอ จึงไม่ทำให้เกิดอาการแสบระคายเคือง มีการนำมาออกจำหน่ายในระดับอุตสาหกรรม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย สูง 1-3 เมตร มีลำต้นและกิ่งก้านสีเขียวเข้ม ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามกัน รูปรีแคบขอบขนานกว้าง 1-3 ซม. ยาว 4-12 ซม. ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีแดงส้ม มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียยาวโผล่พ้นหลอดออกมา ปลายแยกเป็น 2 ปาก ผลเป็นผลแห้ง ไม่ค่อยออกดอก ส่วนมากขึ้นตามป่า หรือปลูกกันตามบ้าน ดังนั้นการขยายพันธุ์จึงทำได้โดยการปักชำหรือ การแยกเหง้าแขนงไปปลูก
วิธีการปลูก
การปลูกพญายอ ส่วนใหญ่ใช้กิ่งปักชำโดยเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ปราศจากโรค ไม่แก่ หรือไม่อ่อนเกินไป ตัดกิ่งพันธุ์ให้มีความยาว 6-8 นิ้ว และมีตาบนกิ่งประมาณ 1-3 ตา ให้มีใบเหลืออยู่ที่ปลายยอด ประมาณ 1/3 ของกิ่ง ทาปูนแดงบริเวณรอยตัดของต้นตอ และกิ่งพันธุ์เพื่อป้องกันเชื้อรา ปักชำลงในถุงที่มีวัสดุปักชำเป็นดินร่วนปนทราย จะช่วยให้อัตราการออกรากของกิ่งชำสูง คุณภาพของรากดี และสะดวกในการขุดย้ายต้นไปปลูก โดยปักชำกิ่งลงในวัสดุปลูกลึกประมาณ 3 นิ้ว เอียง 45 องศา รดน้ำให้ชุ่มและรักษาความชื้นให้เพียงพอ โดยกิ่งชำไม่ควรถูกแสงแดดโดยตรง และควรดูแลความชื้นในอากาศ กิ่งปักชำจะออกรากภายใน 3-4 สัปดาห์ เมื่อกิ่งชำที่มีอายุ 3-4 สัปดาห์ ที่ชำไว้ในแปลงชำหรือในถุงชำ โดยใช้ช้อนขุดหรือเสียมแซะกิ่งชำลงปลูกในหลุมปลูกที่เตรียมไว้ 1 ต้นต่อหลุม กลบดิน และกดดินที่โคนให้แน่น รดน้ำหลังจากปลูกทันที
การเก็บ เก็บใบขนาดกลาง ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป การเก็บเกี่ยวให้ใช้วิธีการตัดต้นเหนือระดับผิวดินประมาณ 10 ซม. หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ต้นตอเดิมยังงอกแตกแขนงเติบโตได้อีก และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไปได้
การดูแลรักษา ควรให้น้ำในระยะ 1-2 เดือนแรก ควรรดน้ำทุกวัน ถ้าแดดจัดควรรดน้ำเช้า-เย็น เมื่ออายุ 2 เดือนขึ้นไปแล้วอาจให้น้ำวันเว้นวัน ในฤดูฝนถ้ามีฝนตกอาจจะไม่ต้องให้น้ำ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินอุดมสมบูรณ์ ชอบดินร่วนปนทรายระบายน้ำดี ไม่ชอบดินลูกรังหรือดินเหนียว ชอบอากาศร้อนชื้น ขึ้นได้ดีทั้งที่มีแดดและที่ร่ม
ลักษณะใบพญาปล้องทอง
ส่วนที่นำมาใช้ ใช้ได้ทั้งใบ และราก
ใบ

  • นำมารักษาอาการอักเสบ ถอนพิษ รักษาแผลร้อนในในปาก เริม งูสวัด ให้ใช้ใบสด 10-20 ใบ นำมาตำผสมกับเหล้าหรือ น้ำมะนาว คั้นเอาน้ำดื่มหรือเอาน้ำทาแผลและเอากากพอกแผล
  • นำมาทาบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อยเป็นผื่นคัน ให้ใช้ใบสด 5-10 ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ผลดี
  • นำมาแก้แผลน้ำร้อนลวก ให้ใช้ใบตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้ แผลจะแห้ง หรือ นำใบมาตำให้ละเอียดผสมกับสุรา มีสรรพคุณดับพิษร้อนได้ดี


รากพญายอ
ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ ขับระดู แก้ปวดเมื่อยบั้นเอว
http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพร เสลดพังพอน (พญายอ)

7

เหงือกปลาหมอ
รักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน ขี้กลากเกลื้อน
ชื่ออื่น : แก้มแพทย์ แก้มแพทย์เล จะเกร็ง นางเกร็ง อีเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน
ในแบบเรียนยาไทยกล่าวว่า เหงือกปลาหมอสามารถแก้โรคผิวหนังได้ทุกประเภท
ในเมื่อเหงือกปลาหมอมีสรรพคุณเด่นแก้น้ำเหลืองเสียได้ โรคผิวหนังต่างๆแม้กระทั้ง โรคอีสุกอีใส ที่เกิดจากเชื้อไวรัสก็จะบรรเทาเบาบางลง
สมุนไพร เหงือกปลาหมอเป็นไม้พุ่มที่มีขนาดกลางสูงราว 1-2 เมตร ส่วนของลำต้นและก็ใบจะมีหนามมีหนาม ใบหนามแข็งและมีขอบเว้าหนามแหลมใบออกเป็นคู้ตรงกันข้ามกัน ส่วนของดอกจะออกเป็นช่อตามยอด กลีบดอกไม้จะมีสีขาอมม่วง มี 4 กลีบแยกจากกันผลเป็นฝักสีน้ำตาล มี เม็ด จะสามารถมักพบตามชายน้ำ ริมฝั่งคลองบริเวณปากแม่น้ำ
ในกรณีโรคผิวหนังพุพองจากเชื้อไวรัสเอดส์ แม้ว่าจะรุนแรงกว่าโรคผิวหนังทั่วๆไป แม้กระนั้นเมื่อใช้เหงือกปลาหมอเป็นอีกทั้งยากินแล้วก็ต้มน้ำอาบต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 3 ข้างขึ้นไป แผลพุพอง ก็จะเบาลงลงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับคนเจ็บโรคผิวหนังด้วย
วิธีปรุงยารวมทั้งวิธีการใช้ยาก็มีหลายวิธีเป็น
แนวทางต้มยารับประทานรวมทั้งอาบ
เอาเหงือกปลาหมอสดหรือแห้งสับเป็นท่อนเล็กๆใส่เต็มขันขนาด 1 ลิตร ใส่น้ำ 4 ขัน ต้มยาให้เดือดนาน 10 นาที ตักน้ำยาขึ้นมา 1 แก้ว แบ่งไว้สำหรับดื่มกินขณะอุ่นๆครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ก่อนกินอาหาร
ส่วนน้ำยาที่แบ่งไว้อาบนั้น ต้องใช้อาบขณะน้ำยายังอุ่นอยู่ ก่อนอาบน้ำต้องชำระล้างร่างกายด้วยสบู่ให้สะอาดเสียก่อน เมื่ออาบน้ำยาแล้ว ไม่ต้องอาบน้ำธรรมดาตามอีก อาบน้ำยาวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็นทีละ 3-4 ขัน แม้กระนั้นถ้ามีเหงือกปลาหมอจำนวนไม่ใช่น้อย บางครั้งก็อาจจะต้มยาเพื่อเป็นการแช่หมดทั้งตัวในอ่างก็ยิ่งดี
ขั้นตอนการทำเป็นยาลูกกลอน
นำเหงือกปลาแพทย์ทั้งยัง 5 ครั้งตากแห้งมาบดเป็นผุยผงละเอียด 2 ส่วน ผสมน้ำผึ้งแท้ 1 ส่วน ปั้นเป็นเม็ดลูกกลอนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 2 เม็ด เด็กบางครั้งอาจจะกินทีละ 1 เม็ดหรือครึ่งเม็ดตามขนาดอายุและก็น้ำหนัก กินวันละ 2 ครั้ง ก่อนที่จะรับประทานอาหาร เช้า-เย็น กินไปเรื่อยจนกระทั่งจะหาย แต่ว่าถ้าเกิดเป็นโรคผิวหนังจากภูมิคุ้มกันขาดตกบกพร่องก็จำต้องกินตลอดกาล

แนวทางการทำเป็นแคปซูล
นำผงเหงือกปลาแพทย์ที่ผ่านการเหินเป็นผงละเอียดราวกับแป้งใส่แคปซูลขนาด 250 มิลลิกรัม ผู้ใหญ่รับประทานทีละ 2 แคปซูลวันละ 2-3 เวลาก่อนที่จะรับประทานอาหาร เด็กต่ำลงตามส่วน
เหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์มากมาย ได้แก่
-ราก มีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการแก้โรคหืด อัมพาต แก้ไอ รวมทั้งใช้ขับเสมหะ
-ต้น มีสรรพคุณรักษาโรคหลายแบบ โดยใช้ต้นตำผสมน้ำกินรักษาวัณโรค อาการผ่ายผอม ถ้าใช้ทาก็ช่วยแก้โรคเหน็บชาได้
-ลำต้น ไปผสมกับสมุนไพรอื่นๆก็จะได้สรรพคุณทางยาไม่เหมือนกันออกไปอีก
-ทั้งยังต้นรวมรากต้มอาบแก้พิษไข้ต้นลม แก้โรคผิวหนังทุกชนิด
-ต้นสดตำพอกปิดหัวฝีแผลเรื้อรังทำลายพิษ ต้มกินแก้พิษโรคฝีดาษ ฝีทั้งมวล ผลกินเป็นยาขับโลหิตระดู นอกจากนี้ หากตาเจ็บ ตาแดง เอา
"เหงือกปลาหมอ" ทั้งยังต้นตำกับขิงคั้นเอาน้ำหยอดตาหาย เป็นเหน็บชา ชาทั้งตัว
- ทั้งต้นตำทาบริเวณที่เป็นจะดียิ่งขึ้น
- ตำเอาน้ำดื่มกากพอก งูกัด
- ต้นกับขมิ้นอ้อยตำทาป็นฝีฟกบวม เป็นริดสีดวงทวาร
- ต้นตำกับขิงกิน โรคเรื้อน โรคกุฏฐัง เป็นไข้จับสั่น
- ทั้งยังต้นตำใบส้มป่อยต้มดื่ม เจ็บหลัง เจ็บเอว
- "เหงือกปลาหมอ" กับชะเอมเทศตำผงละลายน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนกิน ริดสีดวงแห้ง
ในท้อง ผ่ายผอมเหลืองทั้งตัว กินทุกวี่วัน
- "เหงือกปลาหมอ" กับเปลือกมะรุมเสมอกันใส่หม้อ เกลือนิดนึง หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ ใช้ฟืน 30 ท่อน ต้มกับน้ำจนเดือดให้งวดก็เลยยกลง อั้นลมหายใจรับประทานขณะอุ่นจนหมด เป็นริดสีดวง มือตายตีนตาย ร้อนทั้งตัว มึนหัว ตามัว เจ็บระบมหมดทั้งตัว ตัวแห้ง จะหายได้
- "เหงือกปลาแพทย์" อีกทั้ง 5 รวมราก กับ อาหารเย็นเหนือ อาหารเย็นใต้ จำนวนเท่ากัน กะตามต้องการ ต้มกับน้ำจนกระทั่งเดือดดื่มขณะอุ่นครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลา ตอนเช้า ตอนกลางวัน เย็น ต้มดื่มปอดเริ่มมีปัญหาเป็นฝ้าจะอาการดียิ่งขึ้น ไปให้แพทย์เอกซเรย์ปอดไม่เป็นฝ้าอีกหยุดต้มกินได้เลย รวมทั้งต้องระมัดระวังอย่าให้เป็นอีก
ยาอายุวรรฒนะ
- "เหงือกปลาหมอ" 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ทำเป็นผงละลายน้ำผึ้งปั้นรับประทานทุกวี่ทุกวัน
กินได้ 1 เดือน ไม่มีโรค สติปัญญาดี
กินได้ 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง
กินได้ 3 เดือน โรคริดสีดวงทุกชนิดหาย
กินได้ 4 เดือน แก้ลม 12 ชนิด หูดี
กินได้ 5 เดือน หมดโรค
กินได้ 6 เดือน เดินไม่เคยรู้เหนื่อย
กินได้ 7 เดือน ผิวงาม
กินได้ 8 เดือน เสียงไพเราะเพราะพริ้ง
กินได้ 9 เดือน หนังเหนียว
-"เหงือกปลาหมอ" 1 ส่วน ดีปลี 1 ส่วน ทำผงชงกินกับน้ำร้อนถ้าผิวแตกหมดทั้งตัวหายได้ ทั้งหมดที่บอกเป็นตำรายาโบราณ ไม่เชื่อก็ไม่สมควรดูถูกดูแคลน ทราบไว้เป็นวิชา http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรเหงือกปลาหมอ

8

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ รักษาโรคมะเร็ง
อีกหนึ่งการวิจัยที่ศึกษาเล่าเรียนเกี่ยวกับประสิทธิผลของสารโพลีแซ็คคาไรค์ในเห็ดหลินจือของผู้ในคนป่วยโรคมะเร็งปอด จากการวิเคาะห์พบว่า สารดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมีส่วนในการยัยยั้งหลักการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว
จากการวิจัยมากไม่น้อยเลยทีเดียวถึงประสิทธิผลทางการรักษาโรคโรคมะเร็งของเห็ดหลินจืออาจมีผลต่อการต้านการอักเสบในคนไข้มะเร็งปอดบางราย แต่ยังคงไม่มีหลักฐานทางด้านวิทยาศาสตร์หรือการทดสอบทางด้านการแพทย์ที่ให้ข้อมูลเพียงพอที่ช่วยเหลือให้ใช้เห็ดหลินจือสำหรับในการรักษามะเร็งอย่างเป็นทางการ
เมื่อพินิจพิจารณาเปรียบเทียบจากการรวบงานค้นคว้าที่เล่าเรียนประสิทธิผลของเห็ดหลินจือเพื่อรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ 373 คน แม้จะพบว่าคนเจ็บสนองตอบต่อการดูแลรักษาด้วยเคมีบำบัดรักษาหรือรังสีบำบัดก้าวหน้าขึ้นเมื่อรักษาร่วมกับการใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือ แม้กระนั้นเมื่อทดลองใช้เห็ดหลินจือเพียงอย่างเดียวกลับไม่มีประสิทธิผลในในการทำให้โรคมะเร็งลดขนาดลงอย่างใด
นอกเหนือจากนั้น จาการทบทวนงานค้นคว้าวิจัยพบว่ามีงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัย 4 ชิ้นที่ส่งผลลัพธ์ส่งเสริมว่าเห็ดหลินจืออาจสัมพันธ์ต่อการแก้ไขคุณภาพชีวิตของคนป่วยให้ดีขึ้น แล้วก็ในเวลาเดียวกัน ก็มีผลลัพธ์จากงานศึกษาเรียนรู้วิจัยหนึ่งที่แสดงถึงผลข้างคียงของเห็ดหลินจือ เป็นอาการคลื่นใส้และนอนไม่หลับด้วย
ดังนั้น ก็เลยอาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่ใช้ในการพิสูจน์ทางคุณสมบัติแล้วก็คุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากเห็ดหลินจือยังคงมีจำกัด บาง งานค้นคว้าเป็นการทดสอบขนาดเล็ก หลักฐานที่ได้ยังไม่มีประสิทธิภาพพอเพียง หรือเป็นเพียงแค่การทดสอบในผู้ป่วยบางกลุ่มเท่านั้น ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อโรคมะเร็ง ก็เลยยังคงเป็นหัวข้อการค้นคว้าที่ควรดำเนินงานทดสอบถัดไปเพื่อได้สำเร็จลัพ์ที่แน่ชัดรวมทั้งมีประโยชน์ในวงกว้างต่อการรักษาคนไข้โรคมะเร็งได้ในอนาคต
ภาวะต่อมลูกหมากโต และก็การเจ็บป่วยในระบบฟุตบาทปัสสาวะ
มีกรรมวิธีการทดลองหนึ่งที่ใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือทดสอบในผู้เจ็บป่วยเพศ 88 รายซึ่งแก่เกินกว่า 49 ปีขึ้นไป ที่มีอาการเยี่ยวติดขัด หลังการทดลองกว่า 12 สัปดาห์ ผลที่ได้เป็น คนไข้ต่างมีระดับคะแนน IPSS ที่ดียิ่งขึ้น ( TNE lnternational Prostate Symptom Score )ซึ่งเป็นค่าคะแนนสากลในการวัดปัญหาในระบบทางเท้าปัสวะของผู้ป่วยจากการตอบคำถาม แต่ไม่ปรากฏผลในเชิงการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิต การขับถ่ายปัสวะ หรือขนาดของต่อมลูกหมากอะไร
ด้วยเหตุนั้น การทดสอบดังที่ได้กล่าวมาแล้วก็เลยยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาสตร์ที่แจ้งชัดเพียงพอ ควรต้องมีการค้นคว้าทดสอบในด้านนี้ต่อไปในอนาคต เพื่อค้นหาข้างหลังฐานที่กระจ่างสำหรับในการสรุปเกี่ยวกับประสิทธิของเห็ดหลินจือต่อการดูแลรักษาสภาวะต่อมลูกหมากโตหรือปัญหาด้านสุขภาพอะไรก็ตามที่เกี่ยวพัน
ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นโลหิตหัวใจ
จากการวิเคราะห์ผลของการทดลองด้านการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีคนไข้โรคเบาหวานประเภท 2 เข้าร่วมทดสอบกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่เป็นผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพเพียงพอจะเกื้อหนุนผลทางการรักษาเหล่านั้น และไม่มีข้อมูลที่พอเพียงสำหรับการยืนยันด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจือเช่นกัน โดยหนึ่งในงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยพวกนั้น ได้แสดงถึงผลกระทบจากการบริโภคเห็ดหลินจือในผู้ป่วยบางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องร่วง หรือท้องผูก
ด้วยเหตุนั้นจะต้องมีการค้นคว้าทดลองถึงความสามารถของเห็ดหลินจือสำหรับการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เพื่อคุ้มครองป้องกันรวมทั้งการดูแลรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจต่อไป รวมถึงให้ได้เรื่องแจ่มแจ้งชัดดเจนในด้านดังที่กล่าวถึงแล้วเยอะขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นคุณประโยชน์ต่อกรรมวิธีรักษาคุ้มครองป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจรวมทั้งอาการต่างๆที่เกี่ยวเนื่องต่อไปในอนาคต
ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับในการบริโรคเห็ดหลินจืออปิ้งแน่ชัด เนื่องประสิทธิผลและก็ผลข้างคียงจากการบริโภค ดังนั้น ผู้ใช้ ควรศึกษาเรียนรู้เนื้อหาสาระเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ แล้วก็ปรึกษาหมอหรือเภสัชกรก่อนจะมีการบริโรค เพราะหากแม้เห็ดหลินจือในแต่ละต้นแบบจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แม้กระนั้นสารเคมีรวมทั้งส่วนประต่างบางทีอาจส่งผลข้างเคียงที่เป็นโทษต่อร่างกายได้เหมือนกัน

โดยปกติ ปริมาณการบริโภคเห็ดหลินจือ/วันอาทิเช่น
-เห็ดหลินจืออบแห้ง ไม่ควรบริโภคเกิน 1.5-9 กรัม/วัน
-ผงสารสกัดเห็ดหลินจือ ไม่สมควรบริโภคเกิน 1-1.5 กรัม
-สารละลายเห็ดหลินจือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1 มิลลิลิตร/วัน
ความปลอดภัยสำหรับในการบริโภคเห็ดหลินจือ
แม้จะมีการพิสูจน์ถึงคุณประโยชน์ในบางด้านที่อาจเกิดขึ้นได้จากการบริโภคเห็ดหลินจือ แต่ผู้บริโภคก็ควรศึกษาค้นคว้าเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ แล้วก็ขอความเห็นหมอหรือเภสัชกรก่อนการบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรระมัดระวังในด้านปริมาณและก็แบบอย่างเห็ดหลินจือที่บริโภค เนื่องจากบางทีอาจเกิดผลใกล้กันต่อร่างกายได้ในตอนหลัง
โดยข้อควรปฏิบัติตามสำหรับในการบริโภคเห็ดหลินจืออย่างเช่น
คนซื้อทั่วไป.......
-ควรบริโภคเห็ดหลินจือในปริมาณที่พอดี
-การบริโภคสารสกัดจากเห็ดหลินจือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 1 ปี อาจก่อให้เป็นอันตรายต่อร่างกายได้
-การบริโภคสารสกัดจากเห็ดหลินจือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 1 ปี อาจส่งผลให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
-การบริโภคสารสกัดเห็ดหลินจืออาจส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงได้ อย่างเช่น ปากแห้ง คอแห้งผาก คันจมูก เลือดกำเดาไหล ท้องไส้ปั่นป่วน ถ่ายเป็นเลือด
-การดื่มไวน์เห็ดหลินจืออาจนำไปสู่ผลข้างเคียงเป็นอาการผื่นคัน
-การสูดหายใจเอาเซลล์สืบพันธุ์ หรือ สปอร์ (Spores) ของเห็ดหลินจือเข้าไปอาจจะส่งผลให้กำเนิดอาการแพ้
ผู้ที่ต้องระวังในการบริโภคเป็นพิษ
ผู้ที่ครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร หากแม้ยังไม่มีการพิสูจน์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ในกลุ่มลูกค้านี้แต่ว่าผู้ที่ตั้งท้องแล้วก็คนที่กำลังให้นมลูกควรหลบหลีกการบริโภคเห็ดหลินจือ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของตนและลูกน้อย
ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด การบริโภคเห็ดหลินจือในปริมาณมาก บางทีอาจเพิ่มความเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดภาวะมีเลือดออกในคนป่วยบางรายที่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด ฉะนั้น เพื่อลดการเสี่ยง ผู้ป่วยควรจะหยุดบริโภคเห็ดหลินจือ ขั้นต่ำ 2 อาทิตย์ก่อนวันผ่าตัด
ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ
ความดันเลือดต่ำ เห็ดหลินจืออาจทำให้ความดันเลือดต่ำลง ฉะนั้น คนเจ็บภาวการณ์ความดันเลือดต่ำควรต้องเลี่ยงการบริโภคเห็ดหลินจือ
ภาวการณ์เกล็ดเลือดต่ำ การบริโภคเห็ดหลินจือในปริมาณมากบางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดภาวะมีเลือดออกในผู้ที่มีเกล็ดเลือดต่ำ ด้วยเหตุนี้คนป่วยภาวะเกล็ดเลือดต่ำก็เลยไม่ควรบริโภคเห็ดหลินจือ
ภาวะมีเลือดออกแตกต่างจากปกติ การบริโภคเห็ดหลินจือในปริมาณมาก อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะมีเลือดออกในคนไข้บางราย โดยเฉพาะในคนที่มีภาวะเลือกออกเปลี่ยนไปจากปกติอยู่แล้ว http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรเห็ดหลินจือ

9

ขิง
ขิง เป็นพืชที่มีเหง้าใต้ดิน ภายนอกเหง้าเป็นน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีขาวหรือเหลืองอ่อน มักเอามาปรุงอาหารเพราะเหตุว่าส่งกลิ่นหอม นอกจากนั้น ขิงยังคงใช้เป็นองค์ประกอบในเครื่องดื่ม สบู่ และก็เครื่องแต่งตัวทั้งหลายเหมือนกัน ด้านผลดีต่อร่างกาย มีความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ขิงรักษาโรคหลายประเภทมาอย่างยาวนาน เช่น โรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับระบบที่ทำหน้าที่ย่อยอาหารอย่างท้องร่วง มีก๊าซในกระเพาะ ของกินไม่ย่อย อาการเมารถเมาเรือ คลื่นไส้ ไม่อยากอาหาร
คุณสมบัติของขิงมั่นใจว่าประกอบด้วยสารที่อาจช่วยลดอาการอาเจียนรวมทั้งลดการอักเสบ โดยนักวิจัยส่วนใหญ่คาดว่าเป็นสารที่ออกฤทธิ์ในกระเพาะรวมทั้งไส้ และสารนี้บางทีอาจส่งผลต่อสมองหรือระบบประสาทส่วนที่ควบคุมอาการอ้วกด้วย แต่ว่าข้อสันนิษฐานดังที่กล่าวถึงแล้วยังไม่แน่ชัดนัก และก็คุณสมบัติด้านอื่นๆมีข้อมูลน้อยกว่า ซึ่งคุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากขิงต่อร่างกายที่พวกเราเชื่อกันนั้น ในเวลานี้ทางด้านวิทยาศาสตร์มีข้อมูลแจกแจงไว้ดังนี้
การดูแลรักษาที่อาจได้ผล
อาการอาเจียนอาเจียนที่เกิดขึ้นมาจากการใช้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีหรือเอดส์ คุณประโยชน์ทุเลาอาการอาเจียนอ้วกของขิงอาจมีคุณประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคนี้ที่มักได้รับผลกระทบจากการใช้ยารักษาโรค โดยจากการศึกษาเล่าเรียนคนเจ็บจำนวน 102 คน แบ่งให้กลุ่มหนึ่งรับประทานขิง 500 กรัม อีกกลุ่มกินยาหลอกวันละ 2 ครั้ง ในตอน 30 นาทีก่อนจะได้รับยารักษาโรคโรคภูมิคุมกันบกพร่องอย่างยาต้านทานรีโทรไวรัส ตรงเวลาทั้งหมด 14 วัน พบว่าขิงช่วยลดอาการอาเจียนอาเจียนที่เกิดขึ้นมาจากการดูแลและรักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีได้
อาการอาเจียนคลื่นไส้ภายหลังการผ่าตัด ขิงบางทีอาจช่วยทุเลาอาการคลื่นไส้รวมทั้งอาเจียนจากการผ่าตัดได้ด้วยเหมือนกัน โดยการเล่าเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ส่วนมากชี้ว่าการรับประทานขิง 1-1.5 กรัม ในช่วง 1 ชั่วโมงก่อนที่จะมีการผ่าตัดนั้นดูเหมือนจะช่วยลดอาการคลื่นไส้อ้วกที่บางทีอาจเกิดขึ้นในระหว่าง 24 ชั่วโมงข้างหลังได้รับการผ่าตัด
งานศึกษาค้นคว้าวิจัยหนึ่งทดสอบแบ่งคนป่วยจำนวน 122 คนที่รับการผ่าตัดต้อกระจกให้รับประทานแคปซูลขิง 1 กรัม และก็อีกกรุ๊ปได้รับแคปซูลขิง 500 มก.แต่ว่าแบ่งให้ 2 คราวก่อนผ่าตัด ซึ่งผลพบว่าคนไข้ในกรุ๊ปข้างหลังมีลักษณะอ้วกอ้วกน้อยครั้งและก็มีความรุนแรงของอาการน้อยกว่า โดยงานวิจัยนี้พบว่าการใช้ขิงนั้นคงจะให้ความสามารถสูงสุดเมื่อรับประทานเป็นประจำรวมทั้งสม่ำเสมอโดยแบ่งปริมาณการใช้
นอกเหนือจากนี้ การทดลองทาน้ำมันขิงบริเวณข้อมือของคนป่วยก่อนเข้ารับการผ่าตัด พบว่าช่วยคุ้มครองปกป้องอาการอาเจียนในผู้ป่วยโดยประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์จากผู้เข้ารับการผ่าตัดทั้งหมด แต่ทว่าการใช้ขิงช่วยลดอาการคลื่นไส้คลื่นไส้ร่วมกับยาลดอ้วกอาเจียนนั้นอาจให้ผลได้ไม่ดีนัก และก็การใช้ขิงกับผู้เจ็บป่วยที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการอ้วกอาเจียนน้อยอยู่และก็บางทีอาจไม่ได้เรื่องด้วยเหมือนกัน
อาการแพ้ท้อง การรับประทานขิงอาจมีส่วนช่วยทุเลาอาการแพ้ท้อง ได้แก่ อ้วก คลื่นไส้ หรือเวียนหัว ผลวิจัยชิ้นหนึ่งที่ช่วยยืนยันคุณสมบัตินี้เป็นการทดสอบในหญิงที่มีอายุครรภ์ต่ำลงมากยิ่งกว่า 20 อาทิตย์ ปริมาณ 120 คน ซึ่งเผชิญอาการแพ้ท้องวันแล้ววันเล่านานอย่างน้อย 1 อาทิตย์ และไม่รู้สึกดีขึ้นแม้จะเปลี่ยนแปลงการรับประทานอาหารรวมทั้งตาม หลังจากกินสารสกัดจากขิง 125 มิลลิกรัม ซึ่งเสมอกันกับขิงแห้ง 1.5 กรัม วันละ 4 ครั้ง 4 วัน ผลได้ทำให้เห็นว่าขิงบางทีอาจสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในฐานะการรักษาโอกาสต่ออาการแพ้ท้องได้
ถือว่าสอดคล้องกับอีกงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยก่อนหน้าที่ชี้ว่าการกินขิง 1 กรัมต่อวัน ติดต่อนาน 4 วัน สามารถช่วยลดความร้ายแรงของอาการอาเจียนอ้วกในหญิงตั้งท้องที่มีลักษณะแพ้ท้องได้ อย่างไรก็แล้วแต่การใช้ขิงสำหรับคุณค่าด้านนี้อาจมองเห็นการดูแลรักษาได้ช้ากว่าหรือให้ผลดีไม่เทียบเท่าการใช้ยาแก้อ้วกอ้วก นอกเหนือจากนั้น การเรียนรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติช่วยลดอาการแพ้ท้องของขิงยังมีข้อจำกัดรวมทั้งพบผลที่ไม่สม่ำเสมอ โดยมีบางการทดลองที่ชี้ว่าขิงบางทีอาจไม่ได้มีส่วนช่วยสำหรับในการลดอาการแพ้ท้องเช่นเดียวกัน
อาการเวียนหัวหัว อาการที่เกิดขึ้นพร้อมกับการอ้วกนี้อาจบรรเทาให้ดีขึ้นได้ด้วยการใช้คุณค่าจากขิง จากการค้นคว้าวิจัยที่ทดสอบด้วยการให้คนที่มีอาการบ้านหมุน แล้วก็ตากระตุกจากการกระตุ้นโดยใช้อุณหภูมิรับประทานผงเหง้าขิง ปรากฏว่าเหง้าขิงช่วยลดอาการหน้ามืดหัวได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกรุ๊ปที่รับประทานยาหลอก แต่ว่าไม่ได้ช่วยลดระยะเวลาหรือชะลอการกระตุกของตามากนัก
โรคข้อเสื่อม มีการเรียนบางงานที่ชี้ว่าขิงอาจมีสรรพคุณลดลักษณะการเจ็บที่เกิดจากโรคข้อเสื่อม จากการทดลองหนึ่งที่ให้ผู้เจ็บป่วยกินสารสกัดจากขิงประเภทหนึ่ง (Zintona EC) ในปริมาณ 250 กรัม วันละ 4 ครั้ง พบว่าช่วยลดอาการปวดข้อหัวเข่าภายหลังการดูแลรักษาตรงเวลา 3 เดือน ส่วนอีกงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยที่ใช้สารสกัดจากขิงผสมกับข่า พบว่าให้ผลลัพธ์ในการช่วยลดลักษณะการเจ็บขณะยืน ลักษณะการเจ็บข้างหลังเดิน และอาการข้อติด
นอกเหนือจากนั้น มีการเล่าเรียนเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างขิงและก็ยาแก้ปวด โดยให้คนไข้โรคข้ออักเสบในกระดูกบั้นท้ายและก็ข้อหัวเข่ากินสารสกัดขิง 500 มก.ทุกเมื่อเชื่อวัน วันละ 2 ครั้ง ขิงให้ผลบรรเทาอาการปวดได้เสมอกันกับการใช้ยาไอบูโพรเฟน 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง แล้วก็ยังมีงานค้นคว้าที่ชี้แนะว่าการนวดด้วยน้ำมันที่มีส่วนผสมของขิงรวมทั้งส้มอาจช่วยบรรเทาอาการปวดและอ่อนเพลียที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆของผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะเจ็บหัวเข่าได้ด้วย
ลักษณะของการปวดรอบเดือน เว้นเสียแต่ลักษณะของการปวดจากโรคข้อเสื่อม การเล่าเรียนบางงานยังชี้ว่าขิงอาจมีคุณสมบัติช่วยทุเลาลักษณะของการปวดเมนส์ เช่น การทดลองในนักศึกษามหาวิทยาลัย 120 คน โดยให้กินผงเหง้าขิงครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้งในช่วง 2 วันก่อนเริ่มมีเมนส์ตลอดไปจนถึง 3 วันแรกของการมีรอบเดือน รวมทั้งสิ้นเป็น 5 วัน พบว่าผงเหง้าขิงมีส่วนช่วยลดความร้ายแรงของลักษณะของการปวดรอบเดือนได้อย่างมีนัยสำคัญด้านการเรียนรู้เทียบสมรรถนะของขิงและก็ยาลดลักษณะของการปวดเมนส์อย่างเมเฟนามิค (Mefenamic acid) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) 400 มิลลิกรัม ในอาสาสมัคร 150 คน โดยแบ่งกลุ่มกินแคปซูลขิงหรือยาแต่ละจำพวกในจำนวน 250 มก. วันละ 4 ครั้ง นาน 3 วัน โดยเริ่มตั้งแต่มีเมนส์ ผลลัพธ์ปรากฏไปในทำนองเดียวกันกับการค้นคว้าวิจัยแรกหมายถึงขิงมีประสิทธิภาพทุเลาความรุนแรงของลักษณะของการปวดรอบเดือนไม่ต่างอะไรกับการใช้ยาเมเฟนามิคหรือไอบูโพรเฟน
การรักษาที่บางทีอาจไม่ได้ผล
อาการเมารถรวมทั้งเมาเรือ นับเป็นสรรพคุณของขิงที่มีการกล่าวถึงกันมาก แต่แม้ขิงบางทีอาจจะช่วยลดอาการตาลายได้ แม้กระนั้นสำหรับในการเวียนหัวคลื่นไส้ที่เกิดขึ้นจากการเดินทางนั้น งานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยส่วนมากระบุว่าขิงบางทีอาจไม่มีส่วนช่วยได้จริง ยกตัวอย่างเช่น การแบ่งกรุ๊ปให้ผู้เรียนนายเรือ 80 คนที่ไม่คุ้นเคยกับการออกเรือท่ามกลางสมุทรที่มีคลื่นแรง รับประทานเหง้าขิง 1 กรัม เทียบกับอีกกรุ๊ปที่กินยาหลอก ปรากฏว่ากลุ่มที่รับประทานขิงนั้นมีลักษณะอาการอ้วกแล้วก็วิงเวียนน้อยลงจริงแม้กระนั้นอยู่ในระดับเล็กน้อยเพียงแค่นั้น หรือในอีกการค้นคว้าที่ชี้ว่าการกินผงขิงในจำนวน 500 กรัม 1,000 กรัม หรือเหง้าขิงสด 1,000 มก. ต่างไม่มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการคุ้มครองป้องกันอาการเมารถหรือการทำงานของกระเพาะอาหารที่เกี่ยวพันกับอาการเมารถที่เกิดขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังแต่ประการใด
การดูแลและรักษาที่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอต่อการระบุคุณภาพ
อาการคลื่นไส้อาเจียนจากวิธีการทำเคมีบำบัด อีกหนึ่งคุณประโยชน์คือลดอาการอาเจียนแล้วก็คลื่นไส้ ซึ่งมีการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ว่าหลักฐานเกี่ยวกับการใช้ขิงในคนป่วยที่รับเคมีบำบัดรักษานั้นยังเป็นที่คัดค้านกันอยู่ว่าจะมีส่วนช่วยได้จริงหรือไม่ การเล่าเรียนหนึ่งที่ชี้ถึงผลดีข้อนี้ของขิง โดยให้คนไข้กินแคปซูลขิงที่มีขิง 0.5-1.5 กรัม เทียบกับยาหลอก ตั้งแต่ 3 วันก่อนวันทำเคมีบรรเทานานต่อเนื่องตรงเวลา 6 วัน พบว่า มีระดับความรุนแรงของอาการอาเจียนที่เกิดขึ้นภายหลังการรักษาน้อยกว่ากลุ่มที่มิได้รับประทานแคปซูลขิง แต่ว่าเห็นผลได้ชัดในกลุ่มที่ใช้แคปซูลขิง 0.5 กรัม กับ 1 กรัมเพียงแค่นั้น ส่วนกลุ่มที่กินแคปซูลขิง 1.5 กรัมกลับเห็นผลน้อยกว่า แปลว่าการกินขิงในปริมาณมากจึงบางทีอาจไม่ได้ทำให้อาการอ้วกอย่างที่น่าจะเป็น
แม้กระนั้น มีหลักฐานที่ถกเถียงข้อเกื้อหนุนดังที่กล่าวถึงแล้วซึ่งเป็นงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยที่เปิดเผยว่าการกินขิงไม่ได้มีคุณภาพดีไปกว่าการใช้ยาแก้อาเจียน ทั้งนี้ ผลวิจัยที่ขัดแย้งกันนี้ คาดว่าอาจมีมูลเหตุมาจากปริมาณขิงที่ใช้ทดลองนั้นไม่เหมือนกัน รวมถึงขณะที่เริ่มรักษาด้วยการใช้ ขิงจะประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ด้านการแพทย์ในด้านนี้แล้วเห็นผลไหมอาจจะควรมีการยืนยันเพิ่มอีกต่อไป
เบาหวาน คุณสมบัติของขิงต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานในขณะนี้ยังส่งผลการศึกษาที่ไม่แน่นอน งานศึกษาค้นคว้าวิจัยหนึ่งพบว่าการกินขิง 2 กรัม นาน 12 สัปดาห์ สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม ระดับไขมันในเลือด แล้วก็สารมาลอนไดอัลดีไฮด์ที่แสดงถึงระดับอนุมูลอิสระในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 รวมถึงบางทีอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังบางชนิดจากเบาหวานได้ ในขณะเดียวกัน มีงานศึกษาวิจัยอื่นๆที่แนะนำว่าขิงนั้นส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดจริง แต่กลับไม่เป็นผลต่อระดับอินซูลิน หรือบางการค้นคว้าบอกว่าขิงส่งผลกับอินซูลิน แต่กลับไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง ซึ่งผลการศึกษาที่ต่างกันนั้นอาจมาจากจำนวนขิงหรือช่วงเวลาที่ผู้เจ็บป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคโรคเบาหวานในแต่ละการทดสอบนั้นไม่เท่ากันนั่นเอง
ของกินไม่ย่อย มีการศึกษาค้นคว้าเล่าเรียนประสิทธิภาพของขิงในคนไข้ที่มีลักษณะอาหารไม่ย่อยปริมาณ 11 คน โดยให้รับประทานแคปซูลที่มีขิง 1.2 กรัมภายหลังจากการงดเว้นอาหาร 8 ชั่วโมง ผลปรากฏว่าขิงช่วยกระตุ้นให้กระเพาะเกิดการย่อยอาหารแล้วก็เกิดการบีบตัวของกระเพาะส่วนปลาย ทว่าการกินขิงนั้นไม่มีผลต่ออาการที่เกี่ยวพันกับระบบทางเดินอาหารหรือสารเปปไทด์ในไส้ แต่ ผู้ร่วมการทดลองนี้มีปริมาณน้อย ทำให้ไม่อาจระบุได้อย่างเห็นได้ชัดว่าขิงช่วยลดอาการของกินไม่ย่อยได้แน่นอนแค่ไหน
อาการเมาค้าง เชื่อกันว่าการดื่มน้ำขิงจะสามารถช่วยบรรเทาอาการเมาค้างซึ่งได้ผลใกล้กันจากการดื่มแอลกอฮอล์ได้ สำหรับผลดีข้อนี้มีงานค้นคว้าเมื่อนานมาแล้วที่เสนอแนะว่าการผสมขิงกับเปลือกด้านในของส้มเขียวหวาน และน้ำตาลก่อนดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยลดอาการเมาค้างในวันหลัง รวมถึงอาการอ้วก อ้วกและก็ท้องร่วง อย่างไรก็แล้วแต่ การเรียนรู้ดังที่กล่าวมาข้างต้นยังจัดว่ากำกวมอยู่มากมายและไม่อาจยืนยันได้ว่ามีต้นเหตุที่เกิดจากขิงจริงๆหรือส่วนผสมอื่นๆที่ใช้ประกอบ
ลดคอเลสเตอรอล คุณลักษณะของขิงซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลนั้นได้มีการทดลองโดยให้คนป่วยที่มีภาวการณ์ไขมันในเลือดสูงรับประทานแคปซูลขิงวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 กรัม คำตอบระบุว่าเมื่อเทียบกับคนป่วยกลุ่มที่รับประทานยาหลอก ขิงมีคุณภาพช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการใช้ขิงลดระดับคอเลสเตอรอลจะได้ผลดีกระทั่งสามารถประยุกต์ใช้รักษาคนเจ็บภาวการณ์นี้ได้หรือไม่อาจจะต้องคอยการเรียนในอนาคตที่แจ่มกระจ่างกันต่อไป
ลักษณะการเจ็บกล้ามเนื้อข้างหลังบริหารร่างกาย คุณลักษณะด้านการบรรเทาปวดและก็ลดการอักเสบของขิงจะช่วยลดลักษณะการเจ็บจากการออกกำลังกายได้ด้วยหรือไม่นั้นยังคงกำกวมและก็เป็นที่โต้เถียงกันอยู่เช่นกัน จากการทดสอบหนึ่งที่ให้ผู้เข้าร่วมรับประทานขิงสดหรือขิงที่ทำให้สุกด้วยความร้อนแล้ว 2 กรัมโดยตลอดนาน 124 ชั่วโมง พบว่าอีกทั้งขิงสดรวมทั้งขิงสุกต่างมีส่วนช่วยลดลักษณะของการเจ็บกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายแบบหดยืดกล้ามได้ในระดับปานกลางไปจนกระทั่งระดับมาก
แต่ทว่าอีกการค้นคว้าหนึ่งกลับเจอผลลัพธ์ตรงกันข้าม จากการให้ผู้เข้าร่วมการทดลองที่ทำกิจกรรมบริหารร่างกายยืดหดกล้ามเหมือนกัน กินขิง 2 กรัมในช่วง 24 ชั่วโมงและก็ 48 ชั่วโมงหลังจากการบริหารร่างกาย พบว่าไม่ได้นำมาซึ่งการทำให้ลักษณะการเจ็บกล้ามเนื้อ การอักเสบ หรือบาดเจ็บที่เกิดจากการออกกำลังกายน้อยลง แม้กระนั้นผู้ศึกษาวิจัยพบว่าการรับประทานขิงอาจช่วยทำให้ลักษณะของการเจ็บกล้ามเนื้อเบาๆดีขึ้นในทุกๆวัน หากแม้บางทีอาจมองไม่เห็นผลได้ในทันที
อาการปวดหัวไมเกรน มีการเรียนรู้กับคนป่วย 100 คน ที่เคยมีลักษณะอาการปวดศีรษะไมเกรนฉับพลันโดยให้รับผงขิงหรือยารักษา http://www.disthai.com/

10

รางจืด
ชื่อสมุนไพร  รางจืด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น กำลังช้างเผือก , ขอยชะนาง , รางเอ็น , เครือชาเขียว (ภาคกลาง) , ยาเขียว , เครือเข้าเย็น , หนามแน้ (ภาคเหนือ) , ดุเหว่า (ปัตตานี) , น้ำขัง (สระบุรี) , ทิดพุด (นครศรีธรรมราช) , คาย (จังหวัดยะลา) , แอดแอ ,ย้ำแย้ (เพชรบูรณ์) หน้าจอลอดิเออ , ซั้งถะ ,พอหน่อเตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ชื่อสามัญ  Blue trumphet vine , Laurel clockvine
ชื่อวิทยาศาสตร์  Thumbergia laurifolia Lindl
ตระกูล    Acanthaceae
บ้านเกิดเมืองนอน ยาเขียวเป็นพืชเถาในเขตร้อนและเขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย เป็นต้นว่า ประเทศแถบอินเดีย อินโดจีน ศรีลังกา เมียนมาร์ ไทย มาเลเซีย อินโนดีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมทั้งมณฑลกวางตุ้ง เมืองจีน แล้วก็ไตหวัน ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปตามป่าดงดิบหรือป่าดิบชื้นทั่วไป ในทุกภาคของประเทศ และเป็นพืชที่ชอบเจริญเติบโตได้เร็วมาก แม้กระนั้นปัจจุบันนิยมนำมาปลูกตามบ้านเรือนทั่วๆไป เพราะมีการวิจัยออกมาว่าสามารถขจัด/ล้างสารพิษภายในร่างกายได้
ลักษณะทั่วไป
ต้นรางจืดเป็นไม้เถาสามารถเลื้อยไปตามพื้นดินหรือพิงพันขึ้นคลุมต้นไม้ใหญ่ๆได้ทั้งต้น เถามีลักษณะกลม อย่างเช่น ข้อบ้อง สีเขียว เป็นเงา เมื่อเถาแก่เป็นสีน้ำตาลมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ยาวได้มากกว่า 10 เมตร ใบเป็นใบโดดเดี่ยวสีเขียวเข้มออกเป็นคู่ตรงกันข้ามตรงข้อของลำต้น ใบมีลักษณะคล้ายใบย่านางรูปขอบขนานหรือรูปไข่ กว้าง 4-7 เซนติเมตร (เซนติเมตร) ยาว 8-15 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม โคนเว้าหรือหยักรูปหัวใจ ขอบของใบเรียบหรือหยักตื้น เส้นใบมี 5 เส้น ออกฐานใบเดียวกัน  ดอก ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อละ 3-4  ดอก กลีบดอกแผ่ขยายออกเป็นรูปแตร ปลายแยกเป็น 5 แฉก โคนดอกเป็นหลอดกรวยยาวราว 1 ซม. มักมีน้ำหวานบรรจุอยู่ในหลอด ดอกมีสีม่วงแกมสีน้ำเงิน ผลเป็นรูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 1 ซม. เมื่อผลแห้งแล้ว จะแตก 2 ซีก จากจะงอยส่วนบน มักมีดอกในช่วงฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมพาพันธ์) ดอกที่โรยแล้วบางดอกบางทีอาจติดผล เมื่อแก่เปลือก ผลเป็นสีน้ำตาล แตกออกเป็น 2 ซีก เม็ดมีสีน้ำตาลมีปุ่มเล็กๆเหมือนหนามอยู่บนเปลือกเม็ด แล้วก็สามารถนำไปเพาะขยายพันธุ์ต่อไปได้
การขยายพันธุ์
ยาเขียวสามารถแพร่พันธุ์ด้วยแนวทางเพาะเมล็ดหรือปักชำ สำหรับในการปักชำจะใช้กิ่งจำพวกที่แก่ตั้งแต่ 1 ปี หรือกิ่งประเภทแก่ที่สีน้ำตาลอมเขียว ด้วยการตัดกิ่งยาว 20-30 เซนติเมตร โดยให้มีตากิ่งหรือข้อกิ่งติดมาขั้นต่ำ 1-2 ตา และก็หลังจากนั้นจึงค่อยนำปักชำในทรายหรือแกลบที่ไม่มีดินแล้วรดน้ำให้เปียกแฉะกระทั่งรากงอกและหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปลงถุงเพาะชำเพื่อลงปลูกถัดไป หรือปักชำลงดินบริเวณที่อยากได้ปลูก แล้วก็รดน้ำสม่ำเสมอ 1-2 ครั้ง/วัน จนถึงกิ่งเริ่มแทงยอดอ่อน
สำหรับเพื่อการปลูกจากการเพาะเมล็ดนั้น ถือเป็นแนวทางที่สามารถได้ต้นที่สมบูรณ์ที่สุด เนื่องจากจะได้ต้นที่สามารถแตกกิ่งแขนงได้มาก กิ่งกิ่งก้านสาขายาวได้หลายเมตร แล้วก็ลำต้นมีอายุยาวนานมากกว่าการปลูกจากต้นเพาะชำ
แต่การขยายพันธุ์ยาเขียวจำนวนมากมักจะนิยมใช้กรรมวิธีปักชำมากกว่า เนื่องจากจังหวะในการงอกมีมากยิ่งกว่า และก็ใช้เวลาน้อยกว่าการเพาะเม็ด สำหรับวิธีการปลูกยาเขียวนั้นมีดังนี้  นำเอากิ่งที่ได้จากการปักชำ หรือต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเม็ด มาปลูกลงดินโดยให้ขุดหลุมปลูกมีความกว้างลึกราวๆ 1x1 ฟุต แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักราว 1 ใน 4 ของหลุม กลบดินน้อย วางกิ่งปลูกหรือต้นกล้าลงกลางหลุมแล้วกลบขอบดินให้แน่น รดน้ำตามให้เปียกแฉะ ควรปลูกขอบรั้วหรือกำแพงเพื่อให้เถารางจืดสามารถยึดเกาะแล้วก็เลื้อยพาดไปได้ หรือไม่ก็ทำค้างให้เถายาเขียวเกาะเลื้อย  รางจืดเป็นไม้ที่สามารถเจริญเจริญในดินเกือบทุกประเภท รวมทั้งเป็นไม้ที่ต้องการแดดปานกลาง คือ ไม่ต้องการที่จะอยากแดดที่จัดมากเกินไป แล้วก็มีความต้องการน้ำปานกลาง ในระยะต้นปลูกจะต้องรดน้ำให้ดินมีความชื้นอยู่ตลอดระยะเวลา เมื่อต้นโตแล้วให้รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเวลาเช้า ส่วนการให้ปุ๋ยนั้นใช้ปุ๋ยธรรมชาติหรือปุ๋ยธรรมชาติ ใส่รอบๆโคนต้นปีละ 2 ครั้ง โดยการพรวนดินโคนต้นให้ร่วนซะก่อนก็เลยให้ปุ๋ย แล้วรดน้ำตาม
การเก็บใบรางจืด  สำหรับใบรางจืดที่จะเก็บมาใช้ทางยา ควรจะเก็บจากต้นที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป แล้วก็ให้ทยอยเก็บจากใบข้างล่างรอบๆโคนกิ่งก่อน แล้วก็ค่อยเก็บไปจนถึงกลางกิ่ง ไม่ควรเก็บให้ถึงรอบๆปลายกิ่งหลังจากเก็บมาแล้ว ถ้าหากไม่ใช้ทันที ให้นำใบมาล้างน้ำให้สะอาด ก่อนนำไปผึ่งแดด 5-7 แดด เมื่อแห้งแล้วให้เก็บใสถุงหรือกล่องไว้ ระวังไม่ให้โดนน้ำ ด้วยเหตุว่าอาจกำเนิดเชื้อราได้
องค์ประกอบทางเคมี ฟลาโวนอยด์, ฟีนอลิก, apigenin, cosmosin, delphinidin-3,5-di-O-beta-D-glucoside, chlorogenic acid, caffeic acid, lutein – Chlorophyll a Chlorophyll b  Pheophorbide a  Pheophytin a
คุณประโยชน์ / สรรพคุณ
                ยาเขียวจัดเป็นยารสเย็นใช้ปรุงเป็นยาเขียวลดไข้ ทำลายพิษผิดสำแดง และพิษอื่นๆใช้แก้ร้อนใน หิวน้ำ รักษาโรคโรคหอบหืดเรื้อรัง และก็แก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆใช้แก้พิษเบื่อเมาเพราะเห็ดพิษ สารหนู หรือยาฆ่าแมลง
                ตำรายาไทย: ใบ ราก รวมทั้งเถา รสจืดเย็น ตำคั้น หรือเอารากฝนกับน้ำ หรือต้มเอาน้ำยาดื่มถอนพิษ แก้ไข้ ถอนพิษยาเบื่อเมา แก้ร้อนในอยากกินน้ำ แก้เมนส์แตกต่างจากปกติ แก้ปวดหู ตำพอก แก้ปวดบวม เถาและก็ใบ รับประทานแก้ร้อนในอยากกินน้ำ แก้พิษร้อนต่างๆราก รสจืดเย็น แก้อักเสบ แก้ปวดบวม แก้เมาค้าง แก้อาการปวดหัวมึนหัวสาเหตุจากพิษเหล้า ทำลายพิษสุรา พิษหลงเหลือในร่างกาย ใช้รากเข้ายารักษาโรคอักเสบแล้วก็ปอดอักเสบ รากรวมทั้งเถา ใช้กินเป็นยารักษาอาการร้อนในกระหายน้ำ รักษาพิษร้อนทั้งหมด ทั้งต้น รสจืดเย็น ถอนพิษยาเบื่อเมา หรือใช้ปรุงเป็นยาเขียว ทำลายพิษไข้ ทำลายพิษผิดสำแดง พิษเบื่อเมาเหตุเพราะเห็ดพิษ สารหนู หรือสารกำจัดศัตรูพืช และก็พิษทั้งผอง  รักษาอาการหอบหืดเรื้อรัง แก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆปรุงยาแก้มะเร็ง หมอยาแผนไทยใช้เพื่อช่วยจับพิษในตับหรือล้างพิษในตับ
           สมุนไพรท้องถิ่นล้านนา: ใช้ ใบแล้วก็ราก ปรุงเป็นยาทำลายพิษไข้ เป็นยาพอกบาดแผล น้ำร้อนลวก ไฟเผา ทำลายพิษยากำจัดศัตรูพืช พิษจากสตริกนินให้เป็นกลาง พิษจากดื่มเหล้ามากเกินความจำเป็น หรือยาเบื่อประเภทต่างๆ(ระบุว่ารากรางจืดมีตัวยามากกว่าใบ 4-7 เท่า))
           แบบเรียนยาพื้นบ้านจังหวัดโคราช: ใช้ ใบ แก้โรคเบาหวาน
           ประเทศมาเลเซีย: ใช้ใบแก้ระดูไม่ปกติ แก้ปวดบวม
                ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้มีการทำการค้นคว้าเกี่ยวกับสรรพคุณของยาเขียวมานานแล้ว ซึ่งมีผลการศึกษาค้นคว้าวิจัย ดังต่อไปนี้

  • พ.ศ. 2521 นักค้นคว้าจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เป็นกรุ๊ปแรกที่ทดลองป้อนผงรากยาเขียวให้ตัวทดลองก่อนให้น้ำยาสตริกนินแต่พบว่าไม่เป็นผล หนูชักและก็ตาย แต่ว่าถ้าเกิดผสมกับน้ำยาสตริกนินก่อนป้อน พบว่าหนูทดลองไม่เป็นอะไร มีความหมายว่าผงรากรางจืดสามารถดูดซึมสารพิษชนิดนี้ไว้
  • พุทธศักราช 2523 อาจารย์พาณี เตชะเสนและแผนก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้น้ำคั้นใบยาเขียวป้อนหนูทดลองที่กินยากำจัดแมลง“โฟลิดอล”พบว่าแก้พิษได้ ลดอัตราการตายลงจาก 56% เหลือเพียง 5% เพียงแค่นั้น ในช่วงเวลาที่วิธีการฉีดกลับไม่ได้เรื่อง
  • พุทธศักราช 2551 สุชาสินี หนังเหนียวธ์ ใช้สารสกัดแห้งใบรางจืดป้อนตัวทดลองที่ได้รับยาฆ่าแมลงกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟตชื่อมาราไธออนพบว่าช่วยเหลือได้ 30%
  • พ.ศ. 2553 จิตบรรจง ตั้งปอง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พบว่าสารประกอบในใบยาเขียวช่วยปกป้องการเสียชีวิตของเซลล์ประสาทของตัวทดลองที่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว จึงสามารถคุ้มครองป้องกันสูญเสียการเรียนรู้แล้วก็ความจำได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง


มีการวิจัยเรื่องใบรางจืดสามารถปกป้องตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่กำจัดสารพิษในร่างกาย ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของคนที่ได้รับสารพิษ พุทธศักราช 2543 รายงานวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าสารสกัดแห้งของน้ำใบยาเขียวน่าจะมีผลลดความเป็นพิษของตับจากแอลกอฮอล์ได้ พ.ศ. 2548 พรเพ็ญ เปรมโยธิน จุฬาลงแขนณ์มหาวิทยาลัย รายงานผลว่าสารสกัดน้ำยาเขียวแสดงฤทธิ์ดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว อีกทั้งในหลอดทดสอบแล้วก็ในตัวทดลอง  แล้วยังพบว่า สารสกัดน้ำใบยาเขียวมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระด้วย
ยิ่งไปกว่านี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากยาเขียวอีกดังเช่น ยอดอ่อน ดอกอ่อนสามารถใช้รับประทานเป็นผักได้ โดยจะใช้ลวก แกงรับประทาน ก็ทำเป็นเหมือนกับผักท้องถิ่นปกติ นอกเหนือจากนี้เด็กๆตามบ้านนอกยังนิยมดื่มน้ำหวานจากดอกยาเขียวที่บ้านได้อีกด้วย โดยไม่ทำให้เป็นอันตรายอะไรก็แล้วแต่แต่แม้กระนั้น การกินยาเขียวในจำนวนต่อเนื่องกันโดยตลอด บางครั้งก็อาจจะจำเป็นต้องรอติดตามความเคลื่อนไหวของโลหิตวิทยาหรือเคมีสถานพยาบาลที่บางทีอาจเกิดขึ้นต่อไปด้วย
ชายาเขียว ใบรางจืดสามารถนำมาหั่นเป็นฝอย ตากลมให้แห้งแล้วเอามาชงกับน้ำร้อนดื่มแทนชาได้ และยังมีกลิ่นหอมรวมทั้งยังช่วยล้างพิษในร่างกายได้อีกด้วย  ในตอนนี้ได้มีการนำสมุนไพรยาเขียวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ แคปซูลยาเขียวหรือยาเขียวแคปซูล เพื่อความสบายและไม่ยุ่งยากต่อการใช้ประโยชน์  ดอกยาเขียว นำมาบดให้รอบคอบผสมกับน้ำ แล้วกรองแยกกาก ก่อนนำน้ำที่ได้ใช้ทำขนมหวาน ใช้หุงข้าว หรือใช้ทำสีผสมอาหารอื่นๆซึ่งจะให้สีม่วงอ่อนหรือสีคราม หรือสีอื่นตามชนิดสีของดอก
คนรุ่นก่อนมีความคิดกันว่า การกินน้ำต้มจากยาเขียวสามารถช่วยแก้คุณไสย ยาสั่งหรือมนต์ดำที่ผู้อื่นทำแก่ตนได้  ใบรางจืดตากแห้งแล้ว เอามาบดอย่างระมัดระวัง ใช้ผสมในอาหารสัตว์ เป็นต้นว่า ของกินหมู ของกินไก่ เป็นต้น ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันต่อโรค และก็ช่วยรักษาให้สัตว์มีอัตราการรอดสูงขึ้นหลังจากที่ได้รับเชื้อโรค

รูปแบบ/ขนาดการใช้ สำหรับในการรักษาพิษ ใช้ใบสด 10 -12 ใบ นำมาตำกระทั่งละเอียดผสมกับน้ำซาวข้าวประมาณครึ่งแก้ว ส่วนการใช้ผลดีจากรากรางจืดในการรักษาพิษ ใช้ราก 1-20 องคุลี ให้นำมาฝนหรือนำมาตำกับน้ำแช่ข้าว แล้วนำมาดื่มให้หมดเมื่อมีลักษณะ แล้วก็บางทีก็อาจจะจะต้องใช้ซ้ำอีกข้างในครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงเช่นเดียวกับการใช้ใบยาเขียว  หรือใช้ใบยาเขียวทำเป็นชาแล้วรับประทานทีละ 2-3 กรัม โดยชงกันน้ำร้อน 100-200 ซีซี วันละ 3 ครั้งกระโน้นของกินหรือเมื่อมีลักษณะอาการ รักษาโรคโรคเบาหวาน ให้ใช้ใบรางจืดประมาณ 58 ใบ มาโขลกอย่างละเอียดแล้วผสมกับน้ำแช่ข้าวรับประทานครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลา แก้อาการแพ้ ผื่นคัน ลดการเกิดโรคผิวหนัง โดยใช้ใบหรือเถาสด 10-15 ใบหรือเถาขนาดยาว 10 ซม. ต้มในน้ำประมาณ 10 ลิตร อาบวันแล้ววันเล่า ประมาณ 5-7 วัน  แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว โดยนำใบ 10-20 ใบ หรือ ใช้เถาตัดเป็นชิ้นๆยาว 1-2 นิ้ว ก่อนนำไปแช่สุราดื่มทุกส่วนเอามาตำหรือบดผสมน้ำ ใช้สำหรับพอกแผล ยับยั้งอาการปวด ลดอาการบวม และกำจัดพิษจากสัตว์ต่อย เช่น งูกัด แมงป่อง ตะขาบ แมงดาทะเล           ทุกส่วนออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นการรักษาแผล ดังเช่น รักษาไวรัสเริม ด้วยการบดผสมน้ำบางส่วน ก่อนนำไปประคบรอบๆรอยแผลเริม  ทุกส่วนนำมาบดผสมน้ำเล็กน้อย ก่อนนำมาประคบหรือทาแผลสด แผลหนอง ซึ่งจะช่วยให้แผลแห้งเร็ว ลดการตำหนิดเชื้อ ลดอาการบวมของแผล  ทุกส่วนเอามาต้มน้ำกินหรือคั้นน้ำสำหรับใช้เป็นยาแก้ร้อนใน แล้วก็ช่วยบรรเทาอาการกระหายน้ำ  น้ำสุกจากทุกส่วน นำมาดื่มอุ่นๆสำหรับรักษา และบรรเทาอาการท้องร่วงหรือของกินเป็นพิษ
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา  มีรายงานศึกษาค้นคว้าในสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดน้ำจากใบรางจืด ขนาด 2 รวมทั้ง 3 ซีซี/น้ำหนักตัว 100 กรัม รวมทั้งขนาด 3.5 ก./กิโลกรัม มีผลลดพิษจากยากำจัดศัตรูพืชในกรุ๊ปออร์กาโนฟอสเฟตในหนูได้ โดยทำให้อัตราการตายลดน้อยลง  และยังมีมีงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยทางคลินิกที่เกี่ยวโยงกับการขับสารกำจัดศัตรูพืชออกมาจากร่างกาย พบว่ารางจืดจะทำลายพิษได้ดิบได้ดี โดยยิ่งไปกว่านั้นพิษที่เกิดขึ้นจากสารกำจัดแมลง ”โฟลิดอล” แล้วก็พิษออกฤทธิ์เกี่ยวโยงกับการทำงานของ Cholinergic system โดยการเล่าเรียนในเกษตรกรกรุ๊ปเสี่ยงแล้วก็ตรวจพบระดับสารฆ่าแมลงภายในร่างกาย ปริมาณ 49 คน พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครรับประทานชารางจืดขนาด 8 กรัม/วันหรือยาหลอก นาน 224 ชั่วโมง พบว่าขนาดยาฆ่าแมลงในเลือดของสมัครใจมัครที่ได้รับรางจืดต่ำลงอย่างเป็นจริงเป็นจังในวันที่ 7, 14 และก็ 21 ของการทดลอง และก็จากการเรียนรู้ของดวงรัตน์และคณะ พบว่าโดยยาเขียวส่งผลเพิ่มปริมาณ Cholinesterase ในเลือดของเกษตรกรที่ได้รับยาฆ่าแมลง
ภาควิชาสรีรวิทยา ภาควิชาแพทยศาสตร์ มหาวทิยาลัยศรีนครินทพระอาทิตย์โรฒ จึงได้เล่าเรียนฤทธิ์ของสารสกัดรางจืดต่อเซลล์สมอง พบว่ารางจืดมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับสารเสพติดแอมเฟทามีน และโคเคน โดยปกติเพิ่มการหลั่งโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่หลั่งมากในตอนที่ผู้เจ็บป่วยได้รับสารแอมเฟทามีน และก็ไปเพิ่ม activity ของเซลล์ประสาทในสมองส่วน nucleus accumbens , globus pallidus,amygdala,frontal cortex ,caudate putamen and hippocampus ที่เกี่ยวพันกับ  reward and locomotor behaviour ทำให้คาดว่าในคนไข้ ที่เข้ารับการดูแลรักษา/บำบัดรักษาสิ่งเสพติด ที่ได้รับการรักษาด้วยสารสกัดยาเขียว บางทีอาจเกิดความอิงพึงพอใจเหมือนกันกับการรับสิ่งเสพติด หากนำไปใช้สำหรับในการรักษาคนเจ็บจะทำให้คนป่วยไม่ต้องทุรนทรายมากมาย ก็เลยบางทีอาจเป็นต้นเหตุหนึ่งทีการรักษาด้วยสารสกัดสมุนไพรได้ผล
คณะเภสัชศาตร์ จุฬาลงมือณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการศึกษาเรียนรู้ฤทธิ์ของยาเขียวในการต้านทานพิษแอลกอฮอล์ต่อตับ พบว่าสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วย คุ้มครองป้องกันการเสียชีวิตของเซลล์ตับจากพิษของแอลกอฮอล์ ในหลอดทดลองแล้วก็ในหนูแรตหนได้รับแอลกอฮอล์ โดยการทำให้ค่า AST,ALT ในพลาสม่าและก็ตรีกลีเซอร์ไรด์ในตับต่ำลง แล้วก็ลดความเคลื่อนไหวภาวะทางจุลพยาธิวิทยาของตับเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเเอลกอฮอล์อย่างเดียว
                เนื่องมาจากสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วยลดการเกิด heppatic lipid peroxidation ลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด รวมทั้งเพิ่มระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี alcohol dehydrogenase แล้วก็ aldehyde dehydrogenase
ส่วนมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เรียนฤทธิ์ของรางจืดต่ออาการขาดเหล้า พบว่าสารสกัดรางจืดให้ผลลดสภาวะกลัดกลุ้มและก็ทำให้พฤติกรรมที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของหนูเปลี่ยนไปในทางที่ดียิ่งขึ้น แต่ไม่เป็นผลลดความกลุ้มอกกลุ้มใจ ขึ้นรถสกัดราถงจืดช่วยลดการเช็ดกทำลายเซลล์ประสาทของหนูเนื่องมาจากขาดสุราในสมองส่วน messolimbic dopaminergic system โดยยิ่งไปกว่านั้นที่รอบๆ  nucleus accumbens และ ventral tegmental area
ในหนูเบาหวานที่ได้รับน้ำสุกใบยาเขียวทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนน้ำคั้นใบรางจืดสดในขนาด ๕๐ มิลลิกรัม/มล.ที่ให้หนูเบาหวานดื่มแทนน้ำนาน ๑๒ วัน ไม่เป็นผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบพบว่าการให้สารสกัดด้วยน้ำของใบยาเขียวมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด รวมทั้งทำให้บีต้าเซลล์ของตับอ่อนฟื้นฟูขึ้นบ้างแม้จะไม่สมบูรณ์ ในเรื่องของฤทธิ์ลดระดับความดันนั้นพบว่าสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดแห้งมีผลทำให้ความดันโลหิตของหนูแรตน้อยลง โดยกลไกการออกฤทธิ์ส่วนใดส่วนหนึ่งอาจผ่าน Cholinergic receptor แล้วก็ทำให้เส้นโลหิตแดงคลายตัว
การใช้สมุนไพรในคนป่วยเบาหวานรวมทั้งความดันนี้ควรจะระลึกว่าต้องมีการดูแลรักษาร่วมไปกับแผนปัจจุบันและก็มีการวัดระดับน้ำตาลแล้วก็ระดับความดันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากว่าการเรียนยังอยู่ในขั้นตอนของสัตว์ทดลองเพียงแค่นั้น และก็ต้องระวังการเกิดการเสริมฤทธิ์กันของตัวยาดังที่กล่าวมาแล้ว
มีการวิจัยว่ายาเขียวมีฤทธิ์ต้านการอับเสบสูงยิ่งกว่ามังคุดโดยประมาณ 2 เท่า(ทดลองด้วยแนวทาง Carrageenan induced paw edema) ในหนูถีบจักรแล้วก็ยังมีความปลอดภัยสูงขึ้นยิ่งกว่าอีกด้วย นอกเหนือจากนั้นยังพบว่า สารสกัดยาเขียวในรูปแบบของครีมสามารถลดการอักเสบเจริญพอๆกับสตีรอยด์ครีม
ฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง มีการศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ พูดอีกนัยหนึ่งสารใดๆก็ตามมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์มีศักยภาพสูงสามารถก่อโรคมะเร็งได้ แต่ยาเขียวมีฤทธิ์ต้านทานไม่ให้สารนั้นออกฤทธิ์ มีการเล่าเรียนโดยให้หนูกินสารสกัดของกวาวเครือซึ่งกวาวเครือจะไปมีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งตัวและการสร้างนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดง พูดอีกนัยหนึ่งนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดงจะเป็นก้อน ใหญ่ขึ้น แล้วก็มีการแบ่งตัว นั่นเป็นกวาวเครือไปทำให้การเกิด micronuclei ของเม็ดเลือดแดงเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ แม้กระนั้นถ้าหากให้สัตว์ทดลองรับประทานยาเขียวร่วมด้วย พบว่าสามารถลดการเกิด micronuclei ได้ ซึ่งทั้งยังยาเขียวแบบสดรวมทั้งแบบแห้งสามารถใช้ได้ผลเช่นเดียวกัน นับเป็นข้อดีอีกข้อหนึ่งของรางจืด
โดยพบว่าสารออกฤทธิ์อาจเป็นกรดฟีนอลิก ดังเช่นว่า caffeic acid และก็ apigenin และสารกรุ๊ปคลอโรฟิลล์ ได้แก่ chlorophyll a, chlorophyll b, pheophorbide a รวมทั้ง pheophytin a ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก
สารสกัดน้ำ เอทานอล แล้วก็อะซิโทน มีฤทธิ์ต้านทานการก่อกลายจำพวก โดยยั้งการเกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากสาร 2-aminoanthracene ได้จำนวนร้อยละ 87 เมื่อวิเคราะห์ด้วยแบคทีเรีย Salmonella typhimurium TA 98 แล้วก็สามารถเพิ่มรูปแบบการทำงานของเอนไซม์ควิโนนรีดักเทส ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สำหรับการกำจัดเซลล์ของโรคมะเร็งระยะเริ่มต้น ได้ตั้งแต่ 1.35-2.8 เท่า ทั้งยังมีรายงานการรักษาผู้เจ็บป่วยพิษแมงดาทะเล ช่วงวันที่ 4 เดือนกุมภาพันธ์ 2522 โดยมีรายงานว่ามี  ผู้เจ็บป่วย 4 ราย กินยำไข่แมงดาทะเล อาการขึ้นกับปริมาณที่ได้รับ ทุกรายมีลักษณะอาการชารอบปาก และคลื่นไส้อาเจียน อาการชาจะลามไปกล้ามผูกต่างๆที่ทำให้เป็นอันตรายคือทำให้หายใจมิได้ ผู้เจ็บป่วย 2 รายสลบ จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ระยะที่เริ่มแสดงอาการตั้งแต่ 40 นาที จนกระทั่ง 4 ชั่วโมง หลังกิน เพราะเหตุว่าพิษของแมงดาทะเล คือเทโทรโดทอกซิน (Tetrodotoxin) ไม่มียาแก้พิษจำเป็นต้องรักษาตามอาการ ภายหลังได้น้ำสมุนไพรรางจืด 50 มิลลิลิตร ทางหลอดสวนจมูก-กระเพาะ คนไข้เริ่มรู้สึกตัว และก็อาการดีขึ้นเป็นลำดับ ภายหลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 40 นาที คนป่วยอีกรายได้รับการกรอกน้ำยาเขียวเช่นเดียวกัน ในขนาด 50 มล. ทุก 1 ชั่วโมง 5 ครั้ง หลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 5 ชม. คนไข้เริ่มรู้ตัว และอาการดีขึ้นตามลำดับ
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษทันควันที่ป้อนตัวทดลองครั้งเดียว ทั้งขนาดปกติและก็ขนาดสูง ไม่เจอความผิดปกติอะไรก็ตามและป้อนติดต่อกัน 28 วัน ขนาด 500 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ไม่เจออาการไม่ดีเหมือนปกติเหมือนกัน แม้กระนั้นอาจส่งผลให้น้ำหนัก ตับ ไต สูงยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม  ค่าวิชาชีวเคมีที่เกี่ยวกับไตสูงขึ้น แล้วก็ AST สูงมากขึ้น
          การเรียนพิษเรื้อรังของสารสกัดน้ำจากใบ โดยป้อนหนูแรทขนาด 20  200  1,000  2,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน หรือคิดเป็น 1, 10, 50 แล้วก็ 100 เท่า ของขนาดที่ใช้ในคนเป็นเวลา 6 เดือน พบว่าไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว การกินอาหาร การกระทำ แล้วก็สุขภาพทั่วๆไปของหนู อวัยวะภายในระดับมหพยาธิวิทยาและจุลพยาธิยังคงธรรมดา และไม่ทำให้มีการเกิดพิษสะสม ไม่ทำให้หนูตาย
มีการเรียนรู้ความเป็นพิษของยาเขียวต่อการกลายพันธุ์ของแบคทีเรีย พบว่า สารสกัดจากรางจืดไม่เป็นผลทำให้แบคทีเรียกลายพันธุ์อะไร อีกทั้งยังพบว่า สารสกัดจากรางจืดสามารถต่อต้านการกลายพันธุ์ได้ด้วย
ข้อเสนอ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังมี

  • การศึกษาเล่าเรียนระบุว่า รากของรางจืดนั้นจะมีสรรพคุณ ทางยามากกว่าที่ใบถึง 4-7 เท่า
  • ควรจะใช้อย่างระมัดระวังและไม่ควรจะใช้ชิดกันเป็นเวลานานเกิน 30 วัน
  • พึงระวังสำหรับการใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากอาจก่อให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ไม่ควรใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเนื่องมาจากบางทีอาจขับสารเคมี หรือตัวยาในร่างกายออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเจ็บที่จำเป็นต้องใช้ยารักษาอย่างสม่ำเสมอ
  • รางจืดอาจได้ผลข้างๆ สำหรับคนป่วยที่เป็นโรคอาการหอบหืดได้โดยเมื่อกำเนิดอาการแพ้รางจืดก็อาจจะมีผลต่อระบบทางเท้าหายใจได้ ซึ่งก็ขึ้นกับแต่ละบุคคลว่าหรูหราอาการแพ้มากน้อยแค่ไหน ถ้าหากว่ามีลักษณะแพ้ไม่มากก็บางทีก็อาจจะเป็นเพียงแค่ผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง
เอกสารอ้างอิง

  • ปัญญา อิทธิธรรม และคณะ 1999 การใช้สมุนไพรรางจืดขับสารฆ่าแมลงในร่างกายของเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงในตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
  • วิสาตรี คงเจริญสุนทร และปิยรัตน์ พิมพ์ สวัสดิ์,2552. ฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียกลุ่มแกรมลบฉวยโอกาสบางสายพันธุ์ของสารสกัดเมทานอลจากรางจืด. วารสารวิทยาศาสตร์บูรพา.
  • ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร.รางจืดราชาของยาแก้พิษ.คอลัมน์.เรื่องเด่นจากปก.นิตยสารหมอชาวบ้านเล่มที่385.มกราคม.2554
  • รางจืด.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • รศ.พร้อมจิต ศรลัมพ์.รางจืด สมุนไพรแก้พิษและล้างพิษ.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • รางจืดสมุนไพรล้างพิษ.คู่มือสมุนไพรล้างพิษสำหรับประชาชน.สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา.พิมพ์ครั้งที่2.มีนาคม 2554.20หน้า
  • รางจืดสรรพคุณรางจืด สมุนไพรลดและกำจัดสารพิษ.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย
  • Toxicity รางจืดและข่อยดำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดวงรัตน์ เชี่ยวชาญวิทย์,กำไร กฤตศิลป์,เชิดพงษ์ น้อยภู่, 2545. การใช้สมุนไพรรางจืดเพิ่มปริมาณเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรสในซีรั่มของเกษตรกรที่พบพิษสารกำจัดศัตรูพืชในร่างกาย)
  • ข้อมูลสรรพคุณของรางจืดในการข้อยาฆ่าแมลงออกจากร่างกายเกษตรกร.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • กนกวรรณ สุขมาก;นงนุช คุ้มทอง;สมยศ เหลืองศรีสกุล;อภันตรี โอชะกุล เตือนใจ ทองสุข , 2547 .การศึกษาประสิทธิผลของสมุนไพรรางจืดในการป้องกันการสะสมของสารเคมีก

11

ย่านาง
ชื่อสมุนไพร ย่านาง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น หน้าจอยนาง , จ้อยนาง (ภาคเหนือ) , เถาย่านาง , เถาวัลย์เขียว , ต้นหญ้าน้องหญิง (ภาคกลาง) , เขตนาง , นางวันยอ , ขันยอยาด (ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Tiliacora triandra (Colebr.) Diels,
วงศ์  Menispermaceae
บ้านเกิด ย่านางมีบ้านเกิดเมืองนอนในตอนกลางของเอเซียอาคเนย์ เป็นต้นว่า ในประเทศ ประเทศพม่า , ไทย , ลาว , เขมร  ความเป็นจริงแล้วพืชสกุลย่านางนี้มีราว 70  ตระกูล แต่ว่าส่วนมากเป็นไม้เลื้อยในป่าเขตร้อนและก็ในป่าดงผลัดใบในทวีปเอเชียและก็อเมริกาเหนือ ส่วนย่านางของเรานั้นพบขึ้นตามป่าผลัดใบ ป่าดงดิบ รวมทั้งป่าโปร่ง ในทุกภาคของเมืองไทย แต่ว่าในปัจจุบันได้มีการนำมาปลูกใบรอบๆบ้าน เพื่อใช้บริโภครวมทั้งใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่างแพร่หลาย
ลักษณะทั่วไป
       ย่านางเป็นไม้เถาเลื้อย เถากลมขนาดเล็ก มีแก่นไม้ เลื้อยพันตามต้นไม้ หรือก้านไม้ เถามีสีเขียว ยาว 10-15 เมตร เถาอ่อนสีเขียว เมื่อเถาแก่จะมีสีคล้ำ แตกเป็นแนวถี่ เถาอ่อนมีขนนุ่มสีเทา มีเหง้าใต้ดิน กิ่งไม้มีรอยแผลเป็นรูปจานที่ก้านใบหลุดไป มีขนห่างๆ หรือเกลี้ยง ใบโดดเดี่ยว หนา สีเขียวเข้มเป็นเงา เรียงแบบสลับ รูปไข่ ยาวราว 6-12 เซนติเมตร กว้างราวๆ 4-6 เซนติเมตร ขอบของใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมน ผิวใบเป็นคลื่นนิดหน่อย ก้านใบยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ผิวใบเรียบมัน ไม่มีหูใบ เนื้อใบเหมือนกระดาษ แต่ว่าแข็ง เหนียว มีเส้นใบครึ่งหนึ่งออกมาจากโคนใบรูปฝ่ามือ 3-5 เส้น และมีเส้นกิ่งก้านสาขาใบ 2-6 คู่ เส้นกลุ่มนี้จะไปเชื่อมกันที่ขอบของใบ เส้นกลางใบด้านล่างจะย่นละเอียดใกล้ๆโคน ขนหมดจด ก้านใบผิวย่นย่อละเอียด ดอกออกเป็นช่อเล็กๆแบบแยกกิ้งก้านตามข้อรวมทั้งซอกใบ มีดอก 1-3 ดอก สีเหลือง ก้านช่อดอกยาวราว 0.5 ซม. แยกเป็นช่อดอกเพศผู้และช่อดอกเพศเมีย ดอกเพศผู้สีเหลือง กลีบเลี้ยงมี 6-12 กลีบ กลีบวงนอกสุดมีขนาดเล็กที่สุด กลีบวงในมีขนาดใหญ่กว่าแล้วก็เรียงซ้อนกัน รูปรีกว้าง ยาว 2 มิลลิเมตร ออกจะหมดจด กลีบมี 3 หรือ 6 กลีบ สอบแคบ ปลายเว้าตื้น ยาว 1 มม. สะอาด เกสรเพศผู้มี 3 อัน เป็นรูปตะบอง ยาว 1.5-2 มม. ดอกเพศภรรยา กลีบเลี้ยงวงในรูปกลม ยาว 2 มม. ด้านนอกมีขนเรี่ยราย กลีบดอกไม้มี 6 กลีบ รูปรีแกมขอบขนาน ยาว 1 มม. เกสรเพศเมียมี 8-9 อัน แต่ละอันยาวไม่ถึง 1 มม. ติดอยู่บนก้านยกสั้นๆยอดเกสรเพศเมียไม่มีก้าน ผลได้ผลสำเร็จกลุ่ม ผลกลมรูปไข่กลับ กว้าง 6-7 มิลลิเมตร ยาว 7-10 มม. ผิวเกลี้ยง มีเม็ดแข็ง ผลสีเขียว ชุ่มฉ่ำน้ำ ออกเป็นพวง ตามข้อแล้วก็ซอกใบ ติดบนก้านยาว 3-4 มิลลิเมตร เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีส้มรวมทั้งสีแดงสด เมล็ดรูปเกือกม้า ฝาผนังผลชั้นในมีสันไร้ระเบียบ มีดอกช่วงมี.ค.ถึงม.ย.
การขยายพันธุ์
       ย่านางเป็นพืชที่เจริญได้ ในดินเกือบทุกประเภท ถูกใจดินร่วนซุยผสมทรายจะเจริญก้าวหน้าได้ดิบได้ดี การปลูกในหน้าฝน จะเจริญวัยได้ดีมากว่า จะงอกงามเร็วกว่าปลูกเอาไว้ในช่วงอื่น ย่านางที่ปลูกง่ายขึ้นง่าย ดูแลง่าย ไม่ต้องดูแลมาก ทนความแห้งก้าวหน้า
ส่วนการขยายพันธุ์สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด หรือการแยกเหง้าปลูก แต่ว่าแนวทางที่เป็นที่ชื่นชอบในขณะนี้เป็นการเพาะเม็ด เม็ดย่านางจะมีอัตราการงอกของเมล็ดสูง แต่ต้องใช้เม็ดที่แก่สุดกำลังที่มีลักษณะสีดำ ซึ่งควรที่จะนำมาตากแห้ง 5-7 วัน ก่อนปลูก การปลูกด้วยการหยอดเมล็ดต้องระวังอย่าขุดหลุมลึก เพราะเหตุว่าจะก่อให้เม็ดเน่าได้ง่าย
ส่วนการดูแลและรักษาย่านางไม่มียุ่งยากมาก เนื่องจากว่าย่านางจะเติบโตเจริญ ในดินมีความชื้นพอเพียง และก็สามารถเติบโตได้ถึงแม้จะมีวัชพืชขึ้นดก เนื่องจากว่าต้นย่านางจะสร้างเถาเลื้อยอยู่ด้านบนพืชประเภทอื่น
สำหรับหัวข้อการใส่ปุ๋ยย่านางนั้นไม่มีความสำคัญ ถ้าดินมีภาวะอินทรีย์วัตถุที่เพียงพอ พวกเราสามารถใช้เพียงแค่ปุ๋ยธรรมชาติจากมูลสัตว์ 1 ถัง/ต้น ก็พอเพียง แต่ว่าหากต้องการให้ใบเขียวเข้มมากขึ้นเรื่อยๆ บางทีอาจจำต้องใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 หรือปุ๋ยยูเรียเพิ่มในอัตรา 50-100 กรัม/ต้น หรือโดยประมาณ 1 กำมือ สำหรับต้นที่แตกเถายาว ส่วนต้นขนาดเล็กจำต้องปรับปริมาณต่ำลง แล้วนำต้นกล้าที่ได้มาปลูกในแปลงดิน ให้มีระยะห่างระหว่างต้นโดยประมาณ 1×1 เมตร แล้วก็เมื่อต้นเริ่มเลื้อยทอดยอด ให้ทำหลักปักไว้ ทำค้างให้เถาเลื้อยขึ้น
การเก็บผลิตผลย่านาง  จะเริ่มเก็บผลิตผลใบย่านาง ใช้เวลาราว 2-3 เดือน หลังปลูกภายในแปลง ใบมีขนาดโตเต็มกำลังมีสีเขียว จะสามารถเก็บเกี่ยวใบย่านางได้ รวมทั้งจะเก็บได้ตลอดกาลเรื่อยๆ
องค์ประกอบทางเคมี
                สาระสำคัญที่พบในใบย่านางส่วนมากจะเป็นสารกรุ๊ปฟินอลิก (phenolic compound) ยกตัวอย่างเช่น มิเนวัวไซด์ (Minecoside), กรดพาราไฮดรอกซีเบนโซอิก (p-hydroxy benzoic acid) และก็สารในกรุ๊ปฟลาโอ้อวดนไกลโคไซด์ อาทิเช่น สารโมโนอีพอกซีอนุภาคบีตาแคโรทีน (moonoepoxy-betacarotene) และอนุพันธ์ของกรดซินนามิก (flavones glycosidf cinnamic acid derivative) ส่วนสารอัลาลอยด์ (alkaloid) ตัวอย่างเช่น ทิเรียวัวรีน
(tiliacorine) , ทิเรียโคลินิน (Tiliacorinine) , นอร์ทิเรียโครินิน (nor-tiliacorinine) , tiliacorinin 2,-N-oxide Tiliandrine , Tetraandrine และก็ D-isochondendrine เจอได้ในราก และใบย่านาง  แล้วก็การเล่าเรียนองค์ประกอบหลักที่มีฤทธิ์ต่อต้านไข้จับสั่นจากรากย่านาง โดยสกัดรากด้วยตัวทำละลาย  chloroform:methanol:ammonium hydroxide ในอัตราส่วน (50:50:1) ใช้แนวทางแยกสารด้วย column chromatography  รวมทั้งการตกผลึก พบว่าได้สารประกอบ alkaloid  2 จำพวกเป็นtiliacorinine (I) รวมทั้ง tiliacorine (II) ปริมาณ  0.0082% และ 0.0029% เป็นลำดับ  ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของย่านางนั้นมีดังนี้
-               พลังงาน 95 กิโลแคลอรี
-               เส้นใย 7.9 กรัม
-               แคลเซียม 155.0 กรัม
-               ฟอสฟอรัส 11.0 มก.
-               เหล็ก 7.0 มก.
-               วิตามินเอ 30625 (IU)
-               วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มก.                              Minecoside
-               วิตามินบีสอง 0.36 มก.
-               ไนอาซิน 1.4 มิลลิกรัม
-               วิตามินซี 141.0 มิลลิกรัม
-               ขี้เถ้า 8.46%
-               ไขมัน 1.26%
-               โปรตีน 15%                                          Tiliacorine
-               น้ำตาลทั้งสิ้น 59.47%
-               แคลเซียม 1.42%
-               ฟอสฟอรัส 0.24%
-               โพแทสเซียม 1.29%
-               กรดยูเรนิค 10.12%
-               โมโนแซคคาไรด์
-               แรมโนส 0.50%
-               อะราบิโนส 7.70% หน่วยเปอร์เซ็นต์ (ใบย่านาง 100 กรัม/น้ำหนักแห้ง)       tiliacorinine
-               กาแลคโตส 8.36%
-               เดกซ์โทรส 11.04%
-               ไซโลส 72.90%
ประโยชน์/สรรพคุณ ใบย่านางเป็นสมุนไพรเย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ รวมทั้งยังมีวิตามินที่ต้องต่อสุขภาพอีกมากมาย ดังเช่นว่า วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีนในจำนวนค่อนข้างสูง โดยเป็นสมุนไพรที่คนอีกจำนวนไม่น้อยต่างก็เคยชินกันดี เนื่องจากว่านิยมเอามาเป็นเครื่องปรุงรสช่วยเพิ่มความกลมกล่อมของอาหาร อาทิเช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ แกงเลียง แกงหวาน
ประโยชน์ย่านางที่ใช้เป็นของกินมีดังนี้
ใบย่านาง เก็บบริโภคได้ตลอดปี ยอดอ่อนแตกใบมากในฤดูฝน ยอดอ่อนของเถาย่านางใช้กินแกล้มแนมกับอาหารเผ็ด คนประเทศไทยอีสานแล้วก็ชาวลาวใช้ใบย่านางคั้นเอาน้ำทำกับข้าวต่างๆทำให้น้ำซุปข้นขึ้น เช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ ย่านางสามารถลดฤทธิ์กรดยูริกในหน่อไม้ได้ ลดความขมของหน่อไม้ และเพิ่มคลอโรฟิลล์แล้วก็บีตาแคโรทีนให้กับของกินดังที่กล่าวมาแล้ว
นอกจากนั้นยังใส่น้ำคั้นใบย่านางในแกงเห็ด ต้มเลอะเทอะ แกงขี้เหล็ก แกงขนุน แกงผักอีลอก แกงยอดหวาย แกงอีลอก นำไปอ่อมแล้วก็หมก
ชาวใต้ใช้ยอด ใบเพสลาด (คือใบที่ไม่อ่อน ไม่แก่เหลือเกิน) นำไปแกงเลียง แกงหวาน แกงขี้เหล็ก น้ำคั้นจากใบช่วยลดความขมของใบขี้เหล็กได้ นอกจากนี้ยังนำไปผัด แกงน้ำกะทิ แล้วก็หั่นซอกซอยกินอาหารยำได้อีก ผลสุกใช้รับประทานเล่น ส่วนคนเหนือใช้ยอดย่านางอ่อนนำมาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก ใบแก่คั้นน้ำนำมาใส่แกงพื้นบ้าน เช่น แกงหน่อไม้ แกงแค
ส่วนสรรพคุณทางยาของย่านางเป็น แบบเรียนยาไทย  ใช้ ราก รสจืด รสจืดขม ใช้ในตำรับยาแก้ไข้เบญจโลกสายฟ้า (มีรากย่านาง รวมกับรากเท้าคุณยายม่อม รากมะเดื่อชุมพร รากคนทา รากแส้ม้าทลาย อย่างละเท่าๆกัน) แก้ไข้ (ใช้รากแห้งครั้งละ 1 กำมือ หรือโดยประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำกินก่อนอาหารเช้าตรู่ กลางวัน เย็น) แก้พิษเมาเบื่อ กระแทกพิษไข้ แก้เมาสุรา ทำลายพิษผิดสำแดง เอามาต้มกินเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น แก้ไข้ ขับพิษต่างๆแก้ท้องผูก ปรุงยาแก้ไข้รากสาด ไข้กลับ ไข้หัว ไข้พิษ ไข้สันนิบาต ไข้จับสั่นเรื้องรัง ไข้ทับประจำเดือน บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้พิษข้างในให้ตกสิ้น แก้โรคหัวใจบวม แก้กำเดา แก้ลม แก้ไข้จับสั่น แก้เมาสุรา รากผสมกับรากหมาน้อย ต้มกินแก้ไข้ไข้มาลาเรีย ลำต้น รสจืดขม ถอนพิษผิดสำแดง รักษาพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้พิษ แก้ไข้รากสาด ไข้ดำแดง ไข้โรคฝีดาษ ไข้เซื่องซึม ไข้กลับไข้ซ้ำ แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว แก้ลิ้นแข็งกระด้าง รักษาโรคปวดข้อ ก้านที่มีใบผสมกับพืชอื่นใช้เป็นยาแก้ท้องเดิน ใบ รสจืดขม รับประทานถอนพิษ แก้ไข้ แก้ไข้รากสาด ไข้พิษ ไข้เซื่องซึม ไข้หัว ไข้พิษ ปวดหัวตัวร้อน อีสุกอีใส ฝึก ลิ้นแข็งกระด้างคางแข็ง เป็นยากวาดคอ แก้ไข้โรคฝีดาษ ไข้ดำแดง
ส่วนอีกตำราหนึ่งบอกว่า ราก นำรากมาต้มดื่มแก้ร้อนใน แก้ดับกระหาย บรรเทาอาการไข้ ไข้รากสาด อีสุกอีใส โรคฝีดาษ ทำลายพิษเมาค้าง เมาสุรา บรรเทาท้องผูก ท้องร่วง บำรุงหัวใจ ทำลายพิษ และก็ลดพิษจากพืช สัตว์ แล้วก็สารเคมีในร่างกาย  ลำต้น ลำต้นเอามาต้มหรือบดคั้นน้ำกิน ทุเลาอาการไข้จำพวกต่างๆลดพิษร้อน พิษจากพืช เห็ด แล้วก็ลดพิษยากำจัดศัตรูพืชภายในร่างกาย  ใบ  นำใบมาบดคั้นน้ำสด หรือเอามาต้มน้ำ รวมทั้งใบตากแห้งอัดใส่แคปซูลกิน มีฤทธิ์ในทางยาหลายด้าน อาทิเช่น ทุเลาอาการร้อนใน ทุเลาอาการเป็นไข้ ตัวร้อน บรรเทาไข้รากสาด ไข้โรคฝีดาษลดพิษยากำจัดศัตรูพืชในร่างกาย รวมทั้งถอนพิษอื่นๆ
ภาคอีสานใช้รากต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น และใช้รากยานางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้ไข้จับสั่น บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศคณะกรรมการปรับปรุงระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ระบุการใช้ย่านางในตำรับ “ยาห้าราก” มีส่วนประกอบของรากย่านางร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณทุเลาลักษณะของการมีไข้ ส่วนทางการแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่า ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของย่านาง โดยพบว่าย่านางมีฤทธิ์ลดไข้ ยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไข้มาลาเรีย Plasmodium falciparum แก้ปวด ลดระดับความดันโลหิต ต้านเชื้อจุลชีพ ต่อต้านการแพ้ ลดการหดเกร็งของไส้ ต้านทานการเจริญก้าวหน้าของเซลล์ของมะเร็ง ยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี acetylcholinesterase และมีฤทธิ์อย่างอ่อนๆในการต้านอนุมูลอิสระ  และก็ยังมีคุณลักษณะกระตุ้นการเพิ่มปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวหน-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte) ต้านทานจุลชีวิน Staphylococcus aureus, Bacillus cereus, Escherichia coli รวมทั้ง Salmonellaspp. และก็ยังมีคุณลักษณะกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวครั้ง-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte)  ต้านจุลชีพ Staphylococcus  aureus,  Bacillus  cereus,  Escherichia  coli แล้วก็ Salmonella spp. ต่อต้านไข้ รวมทั้งต้านทานอนุมูลอิสระ ใบย่านางปราศจากอันตรกิริยา (interaction) กับยารักษาโรคเรื้อรังยกตัวอย่างเช่น โรคหัวใจและเส้นโลหิต โรคกระดูกและข้อเบาหวาน โรคระบบทางเดินหายใจ
แบบ/ขนาดการใช้ แก้ไข้ ใช้รากย่านางแห้ง 1 กำมือ โดยประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำ 2 แก้วครึ่ง เคี่ยวให้เหลือ 2 แก้ว ให้ดื่มครั้ง1-2 แก้ว ก่อนอาหาร 3 เวลา   แก้ป่วง (ปวดท้องเนื่องจากว่าทานอาหารผิดสำแดง)ใช้รากย่านางแดงและรากมะปรางหวาน ฝนกับน้ำอุ่น แม้กระนั้นไม่ถึงกับข้น ดื่มครั้งละ 1-2  แก้วต่อครั้ง วันละ 3-4 ครั้ง หรือทุกๆ2 ชั่วโมง ถ้าไม่มีรากมะปรางหวาน ก็ใช้รากย่านางแดงสิ่งเดียวก็ได้ หรือถ้าเกิดให้ดีขึ้น ใช้รากมะขามฝนรวมด้วย   ถอนพิษเบื่อเมาในของกิน เป็นต้นว่า เห็ด กลอย ใช้รากย่านางต้นและใบ 1 กำมือ  ตำผสมอาหารสารเจ้า 1 ถือมือ เพิ่มน้ำคั้นให้ได้ 1 แก้ว กรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่เกลือแล้วก็น้ำตาลเล็กน้อยเพียงพอดื่มง่ายให้หมดอีกทั้งแก้ว ทำให้คลื่นไส้ออกมา จะช่วยให้   ดับพิษร้อน ทำลายพิษไข้ ใช้หัวย่านางต้มกับน้ำ 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วนดื่มครั้งละ 1-2 แก้ว  การใช้เป็นยาพื้นเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   ใช้ราก ต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น   ใช้รากย่านางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้มาลาเรีย   ใช้ราก ต้มขับพิษต่างๆ น้ำย่านางเมื่อเอามาผสมกับดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากผสมจนกระทั่งเหลว สามารถนำมาทา สิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนองได้อีกด้วย

การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไข้จับสั่น        ศึกษาฤทธิ์ต้านทานเชื้อมาลาเรีย Plasmodium falciparum ของสารสกัดรากย่านางด้วยเมทานอล ซึ่งสารสกัดมีสาร alkaloid เป็นองค์ประกอบ 2 ส่วนสกัด คือส่วนที่ละลายน้ำ รวมทั้งส่วนที่ไม่ละลายน้ำ พบว่าเฉพาะสาร alkaloid ที่ไม่ละลายน้ำ (water-insoluble alkaloid) มีฤทธิ์เพิ่มการยับยั้งเชื้อมาลาเรีย จากส่วนประกอบทางเคมีที่แยกได้ พบสาร alkaloid ที่ไม่เหมือนกัน 5 จำพวก ในกรุ๊ป bisbenzyl isoquinoline ดังเช่น tiliacorine, tiliacorinine, nor-tiliacorinine A, รวมทั้งสาร alkaloid ที่ไม่สามารถระบุโครงสร้างได้หมายถึงG และ H ซึ่งพบว่าสาร alkaloid G มีฤทธิ์สูงสุดในการกำจัดเชื้อมาลาเรียระยะ schizont (เป็นระยะที่เชื้อไข้มาลาเรียไปสู่เซลล์ตับ แล้วเปลี่ยนรูปร่างเป็นกลมรี และมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการแบ่งนิวเคลียสเป็นหลายๆก้อน) โดยมีค่า ID50 พอๆกับ 344 ng/mL ตามด้วย nor-tiliacorinine A และ tiliacorine เป็นลำดับ (ID50s พอๆกับ 558 แล้วก็ 675 mg/mL เป็นลำดับ)
ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อวัณโรค   สาร bisbenzylisoquinoline alkaloids 3 ประเภท ได้แก่ tiliacorinine, 20-nortiliacorinine และ tiliacorine ที่แยกได้จากรากย่านาง และก็อนุพันธ์สังเคราะห์ 1 ประเภท คือ 13҆-bromo-tiliacorinine   สารทั้ง 4 ประเภทนี้ ได้นำมาทดลองฤทธิ์ต่อต้านเชื้อวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยา multidrug-resistant Mycobacterium tuberculosis (MDR-MTB)  ผลการทดสอบพบว่า สารทั้ง 4 ชนิด มีค่า MIC อยุ่ระหว่าง 0.7 - 6.2 μg/ml แต่ว่าที่ค่า MIC เท่ากับ 3.1 μg/ml เป็นค่าซึ่งสามารถยับยั้ง  MDR-MTB ได้จำนวนหลายชิ้นที่สุด
ฤทธิ์ต้านมะเร็ง     การเล่าเรียนฤทธิ์ยับยั้งเซลล์ของโรคมะเร็งท่อน้ำดี ในหลอดทดสอบ แล้วก็ในสัตว์ทดสอบ โดยศึกษาผลของสาร tiliacorinine ซึ่งเป็นสาร กลุ่ม alkaloid ที่พบในย่านาง  สำหรับเพื่อการทดสอบ in vivo ทำในหนูถีบจักร เพื่อดูผลลดการเจริญก้าวหน้าของก้อน   เนื้องอกในหนูที่ได้รับเซลล์ของมะเร็งท่อน้ำดี แล้วก็สาร tiliacorinine  ผลการทดสอบพบว่า  tiliacorinine  มีนัยสำคัญสำหรับในการยั้งการเพิ่มปริมาณของเซลล์ของมะเร็งท่อน้ำดีในหลอดทดสอบ โดยมีค่า IC50 พอๆกับ 4.5-7 µM โดยกลไกการกระตุ้นกระบวนการ apoptosis ซึ่งเป็นกระบวนการสำหรับเพื่อการกำจัดเซลล์ผิดปกติ แล้วก็เซลล์ของโรคมะเร็งภายในร่างกาย และก็การทดลองในหนูพบว่าสามารถลดการก้าวหน้าของเนื้องอกในหนูได้
การทดลองฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของผักท้องถิ่นไทย ปริมาณ 6 จำพวก อย่างเช่น ผักเราด ผักติ้ว ผักปลังขาว ย่านาง ผักเหมียง และผักหวานบ้าน โดยการสกัดสารสำคัญด้วยแอลกอฮอล์จากผักแต่ละชนิด ทดสอบฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากผัก 6 ประเภทเปรียบเทียบกับตัวควบคุม วิตามินซี และวิตามินอี สารสกัดจากย่านางส่วนที่ละลายน้ำและก็ส่วนที่ไม่ละลายน้ำให้ค่า IC50 499.24 และ 772.63 ไมโครกรัม/มล. เป็นลำดับ เมื่อเทียบกับค่าที่ได้จากวิตามินซี รวมทั้งวิตามินอีที่ IC50 9.34 แล้วก็ 15.91 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ตามลำดับ
งานศึกษาค้นคว้าวิจัยอีกชิ้นหนึ่งในประเทศไทยวิเคราะห์ฤทธิ์ระงับปวดแล้วก็ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบของพืชผักท้องถิ่นอีสาน 10 ชนิด การตรวจค้นฤทธิ์หยุดปวดโดยใช้ writhing test และ tail flick test สำหรับเพื่อการตรวจฤทธิ์ต่อต้านอักเสบ ใช้ rat hind paw edema model
ผลการทดสอบใช้สารสกัดพืชผักพื้นเมืองด้วยน้ำ ขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวของหนูเพศผู้ 1 กิโล พบว่าสารสกัดจาก ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง ผักกาดฮีน มะระขี้นก ผักชะพลู และก็ผักชีลาว ส่งผลลดการเกิด writhing ในหนูจำนวนร้อยละ 35-64 (p<0.05)
การทดลองฤทธิ์ระงับปวดด้วย tail flick test พบว่าสารสกัดจากใบตำลึงรวมทั้งใบย่านางมีฤทธิ์หยุดปวด แล้วหลังจากนั้นคัดเลือกสารสกัดที่มีฤทธิ์มากที่สุด 4 ประเภท ยกตัวอย่างเช่น ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง และก็ผักกาดฮีนมาทำการทดลองฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยใช้คาราจีแนนเป็นสารระตุ้น  พบว่าสารสกัดทั้ง 4 ชนิดไม่มีฤทธิ์ต่อต้านอักเสบในสัตว์ทดสอบ ผู้วิจัยเชื่อว่าสารสกัดจากใบตำลึงรวมทั้งใบย่านางอาจจะออกฤทธิ์หยุดปวดต่อระบบประสาท
ส่วนงานศึกษาค้นคว้าจากมหาวิทยาลัยมหิดลในห้องทดลองขั้นต้นพบว่า สารสกัดใบย่านางมีฤทธิ์กระตุ้นลักษณะการทำงานของรีเซ็ปเตอร์ที่ขนคอเลสเตอรอลเข้าสู่ตับ แม้กระนั้นไม่รู้ว่าจะมีผลลดคอเลสเตอรอลในเลือดของระบบร่างกายไหม การศึกษาและทำการค้นพบนี้บางทีอาจเกี่ยวโยงกับคุณสมบัติของย่านางที่ใช้รักษาโรคหัวใจมาแต่โบราณได้ แม้แม้กระนั้นควรจะมีการเรียนเสริมเติมถัดไป
จากการทดลองฤทธิ์ลดไข้ของสารสกัด 50% เอทานอลจากรากย่านาง เมื่อนำไปตรวจสอบฤทธิ์สำหรับการลดไข้ พบว่าไม่มีคุณสมบัติสำหรับเพื่อการลดไข้แต่ว่ามีพิษต่อสัตว์ทดสอบ การศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยทางเคมีได้แยกอัลคาลอยด์ ออกมาสองจำพวกหมายถึงอัลคาลอยด์ที่ไม่ละลายน้ำ(water-insoluble alkaloids) แล้วก็อัลติดอยู่ลอด์ที่ละลายน้ำ (water-soluble quarternary base) เมื่อสำรวจฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของอัลคาลอยด์ที่แยกได้ พบว่าการเกิดพิษต่อสัตว์ทดลองมีสาเหตุมาจาก water-soluble quarternary base ซึ่งมีฤทธิ์คล้าย curare จากการตรวจหาสูตรส่วนประกอบสรุปได้ว่า water-soluble quarternary base นี้บางทีอาจอยู่ในพวก aporphine alkaloids
การเรียนทางพิษวิทยา พิษฉับพลัน รวมทั้งครึ่งหนึ่งเรื้อรังของย่านาง 
          เรียนพิษรุนแรงของสารสกัดน้ำจากทุกส่วนของย่านาง โดยการป้อนสารสกัด ในหนูเพศผู้ รวมทั้งเพศเมีย จำพวกละ 5 ตัว ในขนาด  5,000 mg/kg เพียงครั้งเดียว พบว่าไม่มีอาการแสดงของสภาวะเป็นพิษเกิดขึ้น และ  ไม่มีการแสดงความประพฤติปฏิบัติที่ไม่ดีเหมือนปกติ รวมถึงไม่มีการถึงแก่กรรม หรือความเคลื่อนไหวของเนื้อเยื่อด้านใน สารสกัดใบย่านางด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 50 ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังของหนู จำนวน 10 กรัม ต่อน้ำหนักตัวของหนู 1 กก. (คิดเป็นจำนวน 6,250 เท่าของจำนวนที่คนได้รับ) ไม่แสดงความเป็นพิษ   การเรียนรู้พิษเรื้องรัง ทดสอบโดยป้อนสารสกัดแก่ตัวทดลอง เพศผู้ และเพศเมีย จำพวกละ 10 ตัว ทุกวัน ในขนาดความเข้มข้น 300, 600 แล้วก็ 1,200 mg/kg ติดต่อกันนาน 90 วัน   ไม่เจอความไม่ดีเหมือนปกติทางด้านความประพฤติ รวมทั้งสุขภาพ หนูในกลุ่มทดลอง รวมทั้งกลุ่มควบคุม จะมีการทดสอบในวันที่ 90 รวมทั้ง 118 โดยตรวจร่างกาย และมีกรุ๊ปที่ติดตามผลถัดไปอีก 118 วัน ผลของการทสอบพบว่า น้ำหนักของอวัยวะ ค่าวิชาชีวเคมีในเลือด แล้วก็เยื่ออวัยวะภายใน ไม่พบการเกิดพิษ  ผลการศึกษาเรียนรู้แสดงให้เห็นว่า สารสกัดย่านางด้วยน้ำ ไม่ส่งผลให้เกิดพิษทันควัน แล้วก็พิษกึ่งเรื้อรังในหนูทดลอง ทั้งยังในหนูเพศผู้ และก็เพศเมีย
คำแนะนำ/ข้อควรปฏิบัติตาม

  • เมื่อทำน้ำย่านางเสร็จแล้วควรจะดื่มโดยทันที เนื่องจากว่าถ้าหากทิ้งเอาไว้นานเกินความจำเป็นจะเกิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยวหรือมีการบูดขึ้นได้ แต่สามารถเอามาแช่ตู้เย็นได้ แล้วก็ควรจะดื่มให้หมดข้างใน 3 วัน
  • สำหรับในการดื่มน้ำย่านาง ควรดื่มก่อนที่จะกินอาหารหรือตอนท้องว่างราวๆครึ่งแก้ว 3 ครั้งต่อวัน
  • บางคนที่คิดว่าน้ำย่านาง เหม็นเขียว รับประทานยากสามารถนำน้ำย่านางไปต้มให้เดือดแล้วเอามาดื่มหรือจะผสมกับน้ำสมุนไพรจำพวกอื่นๆก็ได้ ดังเช่นว่า ขิง ตะไคร้ ขมิ้น หรือจะผสมกับน้ำมะพร้าว น้ำมะนาว น้ำตาล หรือแม้กระทั้งน้ำหวานก็ได้เช่นกัน
  • ควรดื่มปริมาณแต่ว่าพอดิบพอดี ถ้าเกิดดื่มแล้วรู้สึกแพ้ พะอืดพะอม ก็ควรลดความเข้มข้นของสมุนไพรที่ใส่ลงไปให้ลดลง
เอกสารอ้างอิง

  • Dechatiwongse T, Kanchanapee P, Nishimoto K. Isolation of active principle from Ya-nang (Tiliacora triandra Diels). Bull Dept Med Sci. 1974;16(2):75-81.
  • อัจฉราภรณ์  ดวงใจ , นันทีทิพ ลิ้มเพียรชอบ, ขนิษฐพร  ไตรศรัทธ์ .คุณสมบัติคลอเรสเตอรอลของสารสกัดใบย่านางในเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่เลี้ยงต่อเนื่อง Caco-2.คอลัมน์บทความวิจัย.วารสารนเรศวรพะเยา.ปีที่8.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม 2558.หน้า87-92
  • รศ.ดร.กรณ์กาญจน์ ภมรประวัติธนะ.มหัศจรรย์ย่านาง จากซุปหน่อไม้ถึงเครื่องดื่มสุขภาพ.คอลัมน์บทความพิเศษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่370.กุมภาพันธ์.2553
  • Sireeratawong S, Lertprasertsuke N, Srisawat U, Thuppia A, Ngamjariyawat A, Suwanlikhid N, et al. Acute and subchronic toxicity study of the water extract from Tiliacora triandra (Colebr.) Diels in rats. Sonklanakarin J Sci and Technol. 2008;30(5):611-619.
  • ย่านาง...อาหารที่เป็นยา.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Pavanand K, Webster HK, Yongvanitchit K, Dechatiwongse T. Antimalarial activity of Tiliacora triandra Diels against Plasmodium falciparum in vitro. Phytotherapy Research. 1989;3(5):215-217.
  • ย่านาง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ชุตินันท์ ประสิทธิ์ภูริปรีชา.เอกชัย ดำเกลี้ยง,พยุงศักดิ์ สุรินต๊ะ , วสันต์ ดีล้ำ, ฤทธิ์ปรับ ภูมิคึ้มกัน ต้านออกซิเดชั่น และต้านจุลชี

12

มะนาว
ชื่อสมุนไพร มะนาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น ส้มมะนาว (ภาคกึ่งกลาง),ส้มที่นาว (ภาคใต้) ,สีมานีปีห์ (มลายู) ,หมากฟ้า (ไทยใหญ่) , โกรยชะม้า (เขมร) , มะเน้าเลย์ , มะนอเกละ , ปะนอเกล (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) , ปะโหน่ละโมบลยาน (กะเหรี่ยง กาญจนบุรี)
ชื่อสามัญ  Common lime, Lime , Sour lime
ชื่อวิทยาศาสตร์  Citrus aurantifolia (Christm. et Panz.) Swing.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Limonia aurantifolia Christm. & Panzer.
วงศ์  Rutaceae
บ้านเกิดเมืองนอน เช้าใจกันว่ามะนาวเป็นพืชพื้นบ้านในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์เพราะว่าคนที่อยู่ในภูมิภาคนี้ รู้จักการใช้ผลดีจากมะนาวกันอย่างดีเยี่ยมมาตั้งแต่อดีตแล้ว ซึ่งหนึ่งในซึ่งก็คือประเทศไทย แต่มีการศึกษาค้นพบอีกชิ้นหนึ่งที่เชื่อว่ามะนาวมีต้นกำเนิดในประเทศอินเดียภาคเหนือ และเขตเชื่อมต่อกับประเทศพม่า รวมถึงทางทางเหนือของมาเลเซีย (แต่ว่าน่าแปลกที่ไม่พบมะนาวในป่าของไทย) ปัจจุบันมีการปลูกมะนาวทั่วไปในเขตร้อน และเขตอบอุ่นครึ่งหนึ่งร้อนทั้งโลกเนื่องจากมะนาวสามารถขึ้นได้ในที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ และทนต่อดินเนื้อละเอียดได้ดีมากยิ่งกว่าส้ม
ลักษณะทั่วไป มะนาวเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดเล็กมีลักษณะเป็นพุ่มไม้มีความสูงเฉลี่ย 2-5 เมตร ลำต้นมีลักษณะโค้งงอไม่ค่อยแข็งแรง เปลือกของลำต้นมีสีน้ำตาลคละเคล้าเทา กิ่งอ่อนของมะนาวมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่ สีจะเข้มขึ้นกระทั่งเป็นสีน้ำตาลส่วนกิ่งที่แก่มากจะเป็นสีเทา การออกของกิ่งไม้ไม่ค่อยเป็นระเบียบ บนลำต้นและกิ่งก้านจะมีหนาม หนามมีลักษณะแหลมมีหนามสั้นและก็หนามยาวมีสีเขียวเข้มและสีเขียวอมเหลือง ส่วนรอบๆปลายหนามีสีน้ำตาล เมื่อแก่ขึ้นหนามจะแห้งตามไป
                ใบของมะนาวมีลักษณะเป็นใบโดดเดี่ยว เป็นมีแผ่นใบอันเดียว ใบมีขนาดเล็กกว้างราวๆ 3-6 ซม. ยาวราวๆ 6-12 เซนติเมตรรูปร่างเป็นแบบรีหรือทรงไข่ ฐานใบมีลักษณะกลม ปลายใบมีรูปแหลม ป้าน ขอบใบเป็นคลื่น หรือเป็นหยักละเอียด ก้านใบสั้นรวมทั้งมีปีกใบแคบหรือบางทีอาจไม่มีปีกใบก็ได้ ดังนี้ขึ้นอยู่กับชนิดมะนาว ใบอ่อนมีสีเขียวจางเกือบเป็นสีขาว ใบแก่มีสีเขียวเข้ม ผิวใบข้างบนละเอียดเป็นมันส่วนผิวใบด้านล่างค่อนข้างจะหยาบและมีสีจางกว่า เมื่อทำขยี้ใบจะมีกลิ่นแรง
                ดอกมะนาวบางทีอาจกำเนิดเป็นดอกลำพังหรือช่อก็ได้ มีทั้งที่เป็นดอกสมบูรณ์และไม่บริบูรณ์ ดอกจะออกรอบๆซอกใบและก็ปลายกิ่ง ดอกมะนาวมีขนาดเล็ก ดอกที่ตูมจะมีขนาดความยาว 1-2 ซม. กลีบเลี้ยงมีสีเขียวเป็นรูปถ้วยมี 4-6 หยัก ส่วนกลีบดอกไม้มีสีขาว และด้านท้องกลีบอาจมีสีม่วงอมแดงเจืออยู่ด้วย กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปถ้วย มีปริมาณ 4-5 อัน ปริมาณกลีบในและกลีบนอกมีปริมาณเท่าๆกัน แต่ละกลีบมีขนาด 0.8-1.2 ซม. ดอกมะนาวมีเกสรตัวผู้มากไม่น้อยเลยทีเดียวถึง 20-40 อัน เชื่อมชิดกันเป็นกรุ๊ป กรุ๊ปละ 4-8 อัน เกสรตัวเมียมีรังไข่รูปร่างเป็นทรงกระบอก ใน 1 ดอก จะมีรังไข่โดยประมาณ 9-12 อัน
                ผลมะนาวมีรูปร่างต่างๆนาๆตามชนิดของพันธุ์ มีทั้งรูปร่างยาวรี รูปไข่ แล้วก็รูปร่างกลม ที่ก้นผลมีลักษณะเป็นจุกหรือปุ่มเล็กๆผลโดยปกติมีขนาดความยาว 3-12 ซม. เปลือกมักษณะตะปุ่มตะป่ำ รวมทั้งมีต่อมน้ำมันเปลือกผิว ผิวเปลือกเมื่อแหลม บรรจุอยู่จำนวนมาก เนื้อมะนาวมีสีเหลืองอ่อน มีรสเปรี้ยวและก็มีกลิ่นหอมหวนเม็ด ขนาดเล็กคล้ายรูปไข่ ด้านปลายหัวจะแหลม ด้านในเมล็ดมีเนื้อเยื่อสีขาว
การขยายพันธุ์  มะนาวเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ดีในดินเกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ดินเหนียว ดินปนทราย แม้กระนั้นถ้าหากต้องการจะปลูกมะนาว ให้เติบโตดี มี ผลดก รวมทั้งคุณภาพดี ก็ควรจะปลูกลงในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนซุย มีการระบาย น้ำดี มีสารอินทรีย์ผสม อยู่มาก รวมทั้งควรที่จะทำการเลือกพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ
ส่วนการขยายพันธุ์มะนาวนั้นสามารถทำเป็นหลายแนวทาง ดังเช่นว่า การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง และก็การตำหนิดตา แต่ว่าแนวทางที่ได้รับความนิยมในการเพาะพันธุ์มะนาวสูงที่สุดคือ การตอนกิ่ง โดยมีวิธีดังต่อไปนี้

  • เลือกกิ่งที่ไม่แก่หรืออ่อนเหลือเกินและไม่เป็นโรคหรือมีแมลงกัดกิน ยาวราวๆ 30-50 ซม. รวมทั้งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5 เซนติเมตรขึ้นไป
  • ตัดหนามรวมทั้งใบในบริเวณที่จะควั่นกิ่งออกราว 5 ซม.
  • ควั่นกิ่งออกเป็น 2 รอยให้ลึกถึงแก่นไม้ห่างกัน 1-2 ซม.
  • ขูดเนื้อเยื่อรุ่งโรจน์ออกให้หมด
  • ห่อด้วยขุยมะพร้าวที่มีความชุ่มชื้นหรือใช้ตุ้มตอนสำเร็จ มัดเปาะหัวด้านหลังให้แน่น แล้วทิ้งเอาไว้ประมาณ 30-45 วัน เมื่อรากออกมาแล้วใช้กรรไกรตัดกิ่งตัดเพื่อนำไปแช่น้ำกระทั่งอิ่มตัว
  • นำไปชำต่อในถุงดำขนาด 5x8 นิ้ว ที่ผสมดิน 1 ส่วน แกลบ 1 ส่วน และก็เมื่อกิ่งที่ชำเดินรากได้ดิบได้ดีในถุงดำรวมทั้งแข็งแรงและหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปปลูกต่อไป
การเตรียมพื้นที่ปลูก

  • พื้นที่ลุ่ม จัดเตรียมพื้นที่โดยการทำคันดินให้มีความกว้างราว 6-8 เมตร ส่วนสูงให้สังเกตจากจำนวนน้ำที่เคยท่วมสูงโดยให้อยู่สูงยิ่งกว่า แนวระดับน้ำหลาก 50 เซนติเมตร แทงร่องหรือซอยร่องทำแต้มน้ำเพื่อ ระบายน้ำเข้าออก ขนาดร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร พื้นที่ร่องกว้าง 0.5-0.7 เมตร ใช้ระยะปลูก 5X5 เมตร
  • พื้นที่ดอน ควรจะไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืช และทำให้ดินร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 4 x 4 – 6 x 6 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ขั้นตอนการปลูก
ควรปลูกเอาไว้ภายในช่วงต้นฤดูฝน ควรขุดหลุมปลูก ให้มีขนาดกว้างและลึกราว 50 เซนติเมตร ผสมดิน ปุ๋ยคอก และปุ๋ยร็อคฟอสเฟตเข้าด้วยกัน ในหลุมให้ สูงราวๆ 2 ใน 3 ของหลุม ชูถุงกล้า ต้นไม้วางในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่า ระดับดินปากหลุมน้อย ใช้มีดที่คม กรีดถุง จากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุงทั้งยัง 2 ด้าน (ช้ายแล้วก็ขวา) ดึงถุงพลาสติกออก โดยระวังอย่าให้ดินแตก กลบดินที่เหลือลงในหลุม กดดินรอบๆโคนต้นให้แน่น ปักไม้หลักและผูกเชือกยึด เพื่อป้องกันลมพัดโยก หาวัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้น ดังเช่นว่า ฟางข้าว ต้นหญ้าแห้ง รดน้ำให้โชก ทำร่มเงา เพื่อช่วยบดบังแดด
การปฏิบัติดูแลรักษา การให้น้ำ ต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตอน ที่ปลูกใหม่ๆควรจะให้น้ำวันละครั้งเป็นอย่างต่ำ (กรณีฝนไม่ตก) ภายหลังจากปลูกประมาณ 15 วัน มะนาวสามารถตั้งตัวได้แล้ว ให้น้ำเดือนละ 2-3 ครั้ง และควรหา สิ่งของมาคลุมดินบริเวณโคนต้น เพื่อช่วยรักษาความชื้น                ควรจะเริ่มงดเว้นให้น้ำ ตั้งแต่ตอนมี.ค. เป็นต้นไป จนถึงตอนออกดอก เพื่อมะนาวสะสม ของกินให้สูงถึงระดับที่สามารถสร้างตาดอกได้ ธรรมดามะนาวจะออกดอก ม.ย.-พ.ค. ภายหลังจากมะนาวออกดอก รวมทั้งกำลังติดผลอ่อน เป็นตอนๆที่มะนาวอยากน้ำมาก เพื่อใช้สำหรับในการเจริญเติบโต ของผล

     ส่วนพันธุ์มะนาวที่มีการปลูกกันมากมายในไทย ดังเช่น

  • มะนาวไข่ ผลกลม หัวด้านหลังยาวเหมือนมะนาวหนัง เมื่อโตสุดกำลังผลมีลักษณะกลมมน เปลือกบางผลโต กว่ามะนาวหนัง
  • มะนาวแป้น ผลใหญ่ ค่อนข้างกลมแป้น เปลือกบาง มีน้ำมากมาย นิยมใช้บริโภคมากยิ่งกว่าชนิดอื่นๆเชิงการค้าจะปลูกมะนาวประเภทแป้นดกพิเศษ สามารถบังคับให้ออกหน้าแล้งได้ง่าย
  • มะนาวหนัง ผลอ่อนกลมยาวหัวท้ายแหลม เมื่อโตสุดกำลังผลจะมีลักษณะกลมออกจะยาว มีเปลือกดก ทำให้เก็บรักษาผลได้นาน


ส่วนประกอบทางเคมี น้ำจากผลมีกรด citric acid, malic acid, ascorbic acid,  ผิวมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยที่มาจากผู้กระทำลั่นผิวผล ปริมาณร้อยละ 0.3-0.4 มีสารต่างๆดังเช่น  d-limonene (42-64%), alpha-berpineol (6.81%), bergamotene ผสมกับ terpinen-4-ol (3%),  alpha-pinene          citric acid       
(1.69%), geraniol (0.31%), linalool,  terpineol, camphene, bergapten (furanocoumarin)    ใบมะนาวเมื่อนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยการ    camphene
ต้มกลั่น (hydrodistillation) ได้น้ำมันหอมระเหยปริมาณร้อยละ 0.27  องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันประกอบด้วยสารต่างๆตัวอย่างเช่น  6-methyl-5-hepten-2-one (3.19), limonene (44.82), neral (4.95), geranial (7.66) , geranyl acetate (8.98), caryophyllene oxide (2.31) ส่วนข้อมูลทางโภชนาการของมะนาวมีดังนี้

  • พลังงาน 30 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 10.5 กรัม
  • น้ำตาล 1.7 กรัม
  • เส้นใย 2.8 กรัม terpineol
  • ไขมัน 0.2 กรัม
  • โปรตีน 0.7 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.03 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.02 มก.
  • วิตามินบี 3 0.2 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 5 0.217 มก.
  • วิตามินบี 6 0.046 มก.
  • วิตามินบี 9 8 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 29.1 มก.
  • แคลเซียม 33 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 0.6 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 18 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 102 มิลลิกรัม
  • โซเดียม 2 มก. ที่มา : Wikipedia
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์
น้ำมะนาวมีคุณค่าสำหรับเพื่อการเป็นสารให้ความเปรี้ยว ผิวมะนาวมีกลิ่นหอมหวนจากน้ำมันหอมระเหย มะนาวเป็นเครื่องปรุงรสของกินไทยที่ขาดเสียมิได้ เป็นองค์ประกอบรสเปรี้ยวหลักของน้ำพริก ตำส้ม ยำทุกชนิด ลาบรวมทั้งอาหารไทยอีกอีกมากมาย ต่างแดนใช้มะนาวอีกทั้งในอาหารคาวหวาน อย่างเช่น ในพายมะนาวของรัฐฟลอริด้า อเมริกา
น้ำมะนาวเว้นเสียแต่ใช้แต่งรสเปรี้ยวในของกินหลาย จำพวกแล้ว ยังนำมาใช้เป็นเครื่องดื่ม ผสมเกลือ และน้ำตาล เป็นน้ำมะนาว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั้งยังในประเทศไทย และก็ต่างประเทศทั่วโลก นอกจากนั้นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์บางประเภทยังนิยมฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆทิ่มไว้กับขอบแก้ว เพื่อใช้แต่งรส
โดยภายในผลมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยถึงปริมาณร้อยละ 7 น้ำมะนาวก็เลยมีประโยชน์สำหรับใช้เป็นส่วนผสมน้ำยาที่ใช้สำหรับเพื่อการนำมาทำความสะอาด เครื่องหอม การบำบัดด้วยกลิ่น (aromatherapy) หรือน้ำยาสำหรับล้างจาน
นอกเหนือจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากมะนาวด้านอื่นๆอีกเป็นต้นว่า หุงข้าวให้ขาวและก็อร่อยขึ้น ด้วยการใช้น้ำมะนาวโดยประมาณ 2-3 ช้อนนำไปซาวข้าว  ทอดไข่ให้ฟูรวมทั้งนุ่ม มะนาว 4-5 หยดจะช่วยได้  มะนาวช่วยลดเหม็นกลิ่นคาวจากปลาเมื่อทำกับข้าวรวมทั้งทำให้ปลาคงจะรูปไม่เหลว เมื่อใช้มีดผ่าปลี มีดจะมีสีม่วงคล่ำ ล้างออกลำบาก เอามาทุ่งนาวที่ผ่าแล้วมาเช็ดตามใบมีด จะช่วยทำให้มีดสะอาดอย่างเดิม  การเชื่อมกล้วยหักมุกให้น่าอร่อย เมื่อน้ำตาลเดือดเป็นยางมะตูมแล้ว ให้บีบมะนาวครึ่งส่วนลงไป จะช่วยให้กล้วยใส น่ากินเยอะขึ้นเรื่อยๆ  มะนาว 2-3 ลูกใส่เอาไว้ข้างในถังข้าวสารช่วยคุ้มครองป้องกันมอดได้  ส่วนการเปลี่ยนรูปมะนาว มะนาวแปรรูปได้ ตัวอย่างเช่น น้ำมะนาวปรุงอาหาร มะนาวแช่อิ่มตากแห้ง น้ำมะนาวเข้มข้น มะนาว ผง เครื่องดื่มผสมน้ำมะนาว แยมมะนาว เยลลีมะนาว แยมเปลือกมะนาว แยมนะทุ่งนาวดอง มะนาวดองเค็ม มะนาวหวาน กิมจ้อมะนาว เปลือกของมะนาวสามรส เปลือกมะนาวเส้นแต่งรส เปลือกของมะนาวเชื่อม เปลือกมะนาวแช่อิ่ม มาร์มาเลดมะนาว เป็นต้น
ส่วนคุณประโยชน์ทางยานั้นระบุว่า แบบเรียนยาไทยผิวมะนาวจัดอยู่ใน “เปลือกส้ม 8 ประการ” มี ผิวส้มเขียวหวาน ผิวส้มจีน ผิวส้มซ่า ผิวส้มโอ ผิวส้มจังหวัดตรังกานู ผิวมะงั่ว ผิวมะกรูด และก็ผิวมะนาว (หรือผิวส้มโอมือ) มีคุณประโยชน์แก้ลมกองละเอียด กองหยาบ แก้เสมหะโลหะ ใช้ปรุงยาหอม แก้ทางลม
           นอกจากนั้นบัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้ผิวมะนาว ในยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ปรากฏตำรับ”ยาหอมเทวดาจิตร” มีส่วนประกอบของผิวมะนาว อยู่ใน ”เปลือกส้ม 8 ประการ” ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการแก้ลมตาลาย แก้อาการหน้ามืด ลายตา ใจสั่น คลื่นไส้ อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง
                ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุถึงคุณประโยชน์ของมะนาวว่า สารดี-ลิโมนิน (d-limonin) เป็นสารที่ก่อให้เกิดความขมในน้ำมะนาว น้ำมันผิวมะนาว (lime oil) พบมากรอบๆผิวเปลือกของมะนาวมีสารดี-ลิโมนิน เป็นส่วนประกอบหลักเกินกว่าจำนวนร้อยละ 90 พบว่าน้ำมันผิวมะนาว มีคุณสมบัติปกป้องรวมทั้งรักษาโรคมะเร็งหลายอย่าง
ฝรั่งทั่วๆไปมักดื่มน้ำส้ม หรือน้ำจากผลพืชเครือญาติส้ม ดังเช่น ส้มโอ หรือมะนาว ประกอบกับข้าวเช้า น้ำผลไม้กลุ่มนี้มีวิตามินซี และก็มีสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoid) มีสารเฮสเพอริดิน (hesperidin) รูทิน (rutin) แล้วก็นาริงจิน (naringin) รวมทั้งลิโมนิน เป็นฟลาโวนอยด์หลักของพืชตระกูลส้ม จากนี้จะเรียกสารกลุ่มนี้ว่าฟลาโวนอยด์ส้ม (citrus bioflavonoid)
สารกรุ๊ปฟลาโม้นอย์ส้มนี้มีรายงานทางการแพทย์ตะวันตกว่าใช้สำหรับการรักษาไข้มาลาเรีย โรครูมาติสม์เรื้อรังแล้วก็โรคเกาต์ ใช้สำหรับการคุ้มครองโรคเลือดออกตามไรฟัน ปกป้องการตกเลือดข้างหลังคลอด และช่วยทุเลาอาการระคายคอจากการติดเชื้อรวมทั้งโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งโรคจากการได้รับวิตามินซีในของกินไม่เพียงพอ ซึ่งอาจก่อให้มีลักษณะของโรคเกิดขึ้นข้างใน 8-12 สัปดาห์ คนป่วยมักมีลักษณะเหมือนเจ็บป่วย เหน็ดเหนื่อย ง่วงซึม โลหิตจาง ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บกระดูก มีแผลบวมช้ำหรือบวมง่าย มีจุดเลือดออกแดงๆตามผิวหนัง เกิดโรคทางปริทันต์ เป็นแผลแล้วหายยาก อารมณ์แปรปรวน หรือมีภาวการณ์ซึมเซา สำหรับคุณประโยชน์ซึ่งมาจากน้ำมะนาวต่อโรคนี้ มีงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยแต่ก่อนที่ให้ผู้ป่วยโรคนี้กินส้มกับมะนาวเหลือง พบว่าคนป่วยสามารถฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์และก็รวดเร็วทันใจ เมื่อเทียบกับผู้เจ็บป่วยอีกกรุ๊ปที่กินอาหารประเภทอื่น นอกจากนั้นในน้ำมะนาวยังมีกรด citric ซึ่งมีรสเปรี้ยว จะกระตุ้นให้มีการขับน้ำลายออกมาทำให้เปียกคอ จึงช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้
ต้นแบบ/ขนาดวิธีใช้
อาการไอ  ระคายคอจากเสลดใช้น้ำจากผลที่โตเต็มกำลัง  เติมเกลือบางส่วน  จิบเสมอๆหรือ จะทำน้ำมะนาวเพิ่มเกลือรวมทั้งน้ำตาลน้อย           อาการท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด   ใช้เปลือกผลสด 1/2-1 ผล ฝานเป็นชิ้นเล็กๆบางๆชงด้วยน้ำเดือด ปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที ดื่มแต่น้ำขณะมีลักษณะอาการ หรือหลังอาหาร 3 เวลาใช้มะนาว 1 ผล บีบเอาน้ำมะนาวมาชงกับน้ำร้อนดื่มหรือใช้มะนาวฝานบางๆจิ้มเกลือกินจะช่วยขับเสมหะได้เช้าหลังตื่นนอน กินน้ำอุ่น 1 แก้ว บีบมะนาว 1/4 ผล (หรือใส่เกลือน้อย) จะช่วยทุเลาอาการท้องผูก และช่วยขจัดพิษออกมาจากร่างกายน้ำมะนาวผสมผงกำมะถันใช้ทาก่อนนอน แก้อาการขี้กลาก โรคเกลื้อน หิดใช้น้ำมะนาวทาที่ตุ่มคัน ทิ้งไว้ให้แห้ง ล้างน้ำสบู่แล้วขัดถูให้แห้ง แล้วก็ใช้แป้งทาตุ่มคัน แก้น้ำกัดเท้าในด้านความสวยงาม ผลัดเซลล์ผิว ลดรอยด่างดำ ใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ คนจะกว่าจะเข้ากัน ทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้สักประเดี๋ยว ล้างออกโดยการใช้นำที่สะอาดแล้วซึมซับให้แห้ง ทำอาทิตย์ละครั้ง ผิวหน้าจะมองผ่องใส หรือใช้น้ำมะนาวผสมน้ำแช่อาบใช้สำหรับในการแก้ไข้ทับเมนส์ ด้วยการเอาใบมะนาวประมาณ 100 ใบมาต้มกินช่วยแก้ลิ้นเป็นฝ้า ด้วยการใช้สำลีชุบน้ำมะนาวถูที่ลิ้นวันละ 2-3 ครั้ง
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา การเรียนสัตว์ทดลองในหนู พบว่าเมื่อให้สารเฮสเพอริดินซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์หลักจากเปลือกในพืชตระกูลส้มกับหนูไขมันสูง ส่งผลเพิ่มไขมันที่ดี (เอชดีแอล-คอเลสเตอรอล) ลดไขมันไม่ดี (แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล) ลดปริมาณไขมันรวมและไตรกลีเซอไรด์ ในหนูดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และส่งผลลดระดับความดันเลือดและขับปัสสาวะในหนูความดันสูง การทดสอบในห้องปฏิบัติในแคนที่นาดาการพบว่า ฤทธิ์ดังที่กล่าวถึงแล้วของฟลาโวนอยด์ส้มเกิดจากผลของการกระตุ้นรูปแบบการทำงานของยีนรีเซปเตอร์ไขมันไม่ดี (แอลดีแอล) ในตับ ณ ตำแหน่งที่ควบคุมโดยสเตอคอยล (sterol regulatory element, SRE)
ในอเมริกา การค้นคว้าในสัตว์ทดลองพบว่า ฟลาโวนอยด์ส้มสองกลุ่ม ดังเช่นว่ากลุ่มเฮสเพอริดิน และก็กรุ๊ปโพลีมันข้นทอกสิเลตฟลาโวน (PMFs) มีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในพลาสม่าของสัตว์ทดสอบ ซึ่งสนับสนุนผลที่เกิดจากงานวิจัยในหนูถีบจักรของแคนาดา
เมืองจีน งานศึกษาวิจัยพบว่า นาริงจิน และเฮสเพอริดินซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์ส้มมีฤทธิ์กระตุ้นหลักการทำงานของยีนอะดีโพเนกทิน (adiponectin) ซึ่งเป็นยีนสำคัญในเมตาบอลิซึมของเดกซ์โทรสแล้วก็ไขมันที่เกี่ยวกับการสร้างพลัคตันของเส้นเลือดและแนวทางการอักเสบ ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยบอกว่าฟลาโวนอยด์ส้ม 2 ประเภทแสดงผลต้านทานการเกิดพลัคโดยกระตุ้น perovisome proliferator-activated receptor (PPAR) แล้วก็ยีนอะดีโพเนกทินในเซลล์ไขมันอะดีโพไซต์
ยิ่งกว่านั้น สารทั้งสองยังมีฤทธิ์เอสโทรเจนอย่างอ่อน ส่งผลต่อการผลิตไนตริกออกไซด์ในเซลล์ฝาผนังเส้นเลือดผ่านการกระตุ้นรีเซปเตอร์ของเอสโทรเจน ก็เลยมีฤทธิ์คุ้มครองปกป้องการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจ เป็นเหตุให้ส่งเสริมการกินมะนาว รวมทั้งฟลาโวนอยด์ส้มเพื่อลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด คุ้มครองปกป้องโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงวัยทอง
งานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยหนึ่งพบว่า น้ำมะนาวเข้มข้น (concentrated lime juice, CLJ) มีฤทธิ์กระตุ้นเซลล์โมโนปรมาณูในระบบภูมิต้านทาน และก็โปรตีนในน้ำมะนาวเข้มข้นมีฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวของเซลล์ของโรคมะเร็ง การศึกษาในห้องทดลองในมลรัฐเท็กซัสแล้วก็แคลิฟอเนีย ประเทศอเมริกาพบว่า สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ส้มมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นพอควร แต่ต่ำลงมากยิ่งกว่าฟลาโวนอยด์ในพืชตระกูลขิง มีบทความทางการแพทย์บอกว่า ฟลาโวนอยด์ส้มยับยั้งการเจริญก้าวหน้าของเซลล์ของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ปอด ช่องปาก กระเพาะ แล้วก็มะเร็งเต้านมจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการและก็ในสัตว์ทดสอบหลายแบบ แต่ยังไม่พบผลการศึกษาวิจัยทางคลินิก
ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของมะนาวที่เกี่ยวกับแก้เจ็บคอมีดังนี้  ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการทำการวิจัยผลของทั้งน้ำมันหอมระเหยแล้วก็สารสกัด พบว่า น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Bacillus cereus รวมทั้ง E. coli สารสกัด 80% เอทานอลจากเปลือกผิว มีฤทธิ์ยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus รวมทั้ง Bacillus cereus สารสกัดจากเมล็ดมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli. Pseudomanas cichorii และก็ Salmonella typhimurium สารสกัดเอทานอลจากส่วนกิ่ง (branches) ความเข้มข้น 20 มก./มิลลิลิตร ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus, Bacillus subtilis แล้วก็ Streptococcus faecalis
การเรียนทางพิษวิทยา การทดสอบความเป็นพิษ  เมื่อให้น้ำสกัดจากใบมะนาวทางปาก หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนูเม้าส์ ด้วยขนาด 10 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว (เทียบเท่ากับ 1,852 เท่าของขนาดที่ใช้ในคน) ไม่เจอความผิดแปลกอะไรก็แล้วแต่เมื่อป้อนสารสกัดรากมะนาวด้วยน้ำครั้งเดียวทางปาก ในขนาด 5 กรัม/กก.น้ำหนักตัว ให้หนูแรทไม่พบว่าเป็นพิษทั้งยังแบบเฉียบพลันและครึ่งหนึ่งเรื้อรัง แม้กระนั้นพบว่าในหนูที่ได้รับสารสกัด 1.2 กรัม/โลน้ำหนักตัว/วัน  มีเอ็นไซม์ในตับเพิ่มขึ้นแม้กระนั้นยังอยู่ในตอนปกติ และไม่เจอความไม่ดีเหมือนปกติของอวัยวะภายใน  ส่วนสารสกัดจากเปลือกผิวมะนาวมีผลยั้งฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์  รวมทั้งการทดสอบฤทธิ์ระคายโดยขั้นตอนการ Patch test พบว่าสารสกัดจากมะนาวให้ผล positive
ข้อเสนอแนะ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • การทาน้ำมันมะนาวลงบนผิวหนังโดยตรงอาจไม่ปลอดภัยในผู้ที่มีผิวหนังแพ้ง่าย ซึ่งสามารถนำมาซึ่งการทำให้ผิวหนังไวต่อแสงอาทิตย์อย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวออกจะขาว ภายหลังการใช้น้ำมันมะนาวทาลงผิวหนังจำเป็นต้องทาครีมสำหรับป้องกันแสงแดดรวมทั้งสวมเสื้อผ้ามิดชิดเพื่อคุ้มครองป้องกันก่อนออกไปพบเจอกับแสงอาทิตย์
  • รสเปรี้ยวของมะนาวอาจจะก่อให้กำเนิดท้องเสียหรือท้องเดินได้ถ้ารับประทานมากเกินไป
  • ภายหลังกินน้ำมะนาวแล้วไม่สมควรแปรงฟันโดยทันทีเพราะเหตุว่าอาจจะก่อให้สารเคลือบฟันตามธรรมชาติหลุดได้
  • แม้ดื่มหรือกินมะนาวบ่อยๆรวมทั้งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานต่อเนื่องกันอาจจะเป็นผลให้ฟันผุร่อนได้
  • คนที่มีภาวะโลหิตจางไม่ควรกินมะนาว เพราะเหตุว่ารสเปรี้ยวจะไปกัดฟอกโลหิตกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอันตรายได้
  • ยาบางชนิดที่จะถูกแปลงด้านในตับ โดยมะนาวบางทีอาจส่งให้ช่วงเวลาในการเปลี่ยนรูปของยาเหล่านี้ต่ำลง การดื่มน้ำมะนาวขณะกินยาบางจำพวกที่เปลี่ยนรูปในตับก็เลยอาจจะส่งผลให้มีผลข้างๆมากเพิ่มขึ้น เป็นต้นว่า ยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ไอทราโคนาโซล (Itraconazole) เฟกโซเฟนาดีน (Fexofenadine) สามอาโซแลม (Triazolam) โดยเหตุนั้น ก่อนกินมะนาวควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาที่ใช้อยู่ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. 2536. พจนานุกรมสมุนไพรไทย. กรุงเทพ ฯ : พิมพ์ครั้งที่ 2, สำนักพิมพ์สุริยบรรณ.
  • รวี เสรฐภักดี.2553.คู่มือประกอบการฝึกอบรมโครงการปลูกมะนาวและการผลิตมะนาวนอกฤดู:การสร้างสวนไม้ผลยุคใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน.นครปฐม
  • Sethpakdee, R. 1992. Citrus aurantifolia (Christm. & Panzer) Swingle . In: L.P.A. Oyen and Nguyen Xuan Dung (Editors): Plant Resourses of South-East Asia No 2. Edible fruits and nuts. Prosea Foundation, Bogor, Indonesia. pp. 126-128.
  • รศ.สุธาทิพ ภมรประวัติ.มะนาว ลดคลอเรสเตอรอลป้องกันโรคหลอดเลือด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่354.คอลัมน์บทความพิเศษ.ตุลาคม.2551.
  • มะนาว.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีธิราภา แสนเสนา นพดล กิตติวราฤทธิ์ มาลิน จุลศิริ รุ่งระวี เติมศิริฤกษ์กุล. ฤทธิ์ต้านเชื้อและฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดจากผิวผลพืชตระกูลส้ม. โครงการพิเศษ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2536.
  • มะนาว.สมุนไพรที่ใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/
  • อรรถศิษฐ์  วงศ์มณีโรจน์.2553.คู่มือประกอบการฝึกอบรมโครงการปลูกมะนาวและการผลิตมะนาวนอกฤดู ดินและปุ๋ยสำหรับการปลูกมะนาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน.นครปฐม.ไม้ผลเศรษฐกิจ.ฉบับที่102(251)/2552.วารสารเมืองไม้ผล.เทคนิคการปลูกมะนาวพันธุ์แป้นเกษตรดกพิเศษให้ออกในช่วงฤดูแล้ง.88-93 น.
  • Prabuseenivasan, S. et al. 2006. Invitro antibacterial activity of some plant essential oils. BMC Complement Altern Med 30(6):39
  • ประโยชน์ของมะนาวต่อการรักษาโรคได้ผลชัวร์หรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • อาจินต์ ปัญจพรรค์. ขุดทองในบ้าน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์

13

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือมีผลเช่นไรต่อเซลล์ต่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันสูง และก็โรคอื่นๆอันแสนเพลียที่จะรักษา ติดตามผลการศึกษาเรียนรู้ยืนยันสรรพคุณได้ในบทความนี้จ้ะ
สมุนไพร บทความเหล่านี้อ้างอิงคุณประโยชน์ของเห็ดหลินจือจากผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยรับรองจากที่ต่างๆเพื่อเพื่อนพ้องได้พินิจด้วยตัวเองว่ารักษาโรคเจริญขนาดไหนและก็น่าไว้ใจเท่าใด ถ้าหากเพื่อนๆเคยอ่านบทความเกี่ยวกับสรรรพคุณหรืองานวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือจากที่อื่นมาก่อน แล้วรู้สึกอ่านไม่ง่ายมากแค่ไหนไหมรู้เรื่อง บทความในเว็บไซต์นี้คนเขียนได้คัดและก็เก็บจากหลายที่แล้วก็เขียนในภาษาที่อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำเป็น
สหายๆถูกใจเนื้อหานี้ก็จะเป็นอย่างยิ่งใจให้นักเขียนได้บทความดีๆให้เพื่อนฝูงอ่านกันอีกต่อไปบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคเด็ดๆที่เพื่อนๆจำเป็นต้องถูกใจ
เห็ดหลินจือยั้งโรคมะเร็ง
ผลจากการศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่า เห็ดหลินจือ มีสารสามารถยับยั้งมะเร็งไดและก็โดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติ สารดังกล่าวมาแล้วข้างต้นมีอยู่มากมายที่สปอร์ที่กะเทาะฝาผนังหุ้มห่อสปอร์แล้วนอกนี้ผลของงานวิจัยจากกรมวิวัฒนาการหมอแผนไทยพบว่าเห็ดหลินจือมีสารกรุ๊ป Polysaccharide ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้ม แล้วก็สารกรุ๊ป Triterpenes (พบที่สปอร์ของเห็ดหลินจือ มากที่สุด ) ซึ่งกลุ่มหลังสามารถยับยั้งเซลล์ของโรคมะเร็งได้ โดยสปอร์กะเทาะฝาผนังหุ้มห่อจะได้ผลดีกว่าแบบไม่กะเทาะมากมาย
แม้กระนั้นฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งของมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงผลของการทดลองในหลอดทดลองเท่านั้น ในเวลานี้ภาควิชาแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยเชียงใหม่กำลังวิจัยผลที่มีต่อผู้ป่วยโรคมะเร็วจริงๆและก็คาดว่าผลการศึกษาวิจัยนี้น่าจะเผยให้เพื่อนพ้องๆได้ทราบกันในเร็วๆนี้ค่ะ แม้กระนั้นในขณะนี้มีรายงานการเรียนรู้จากจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิต้านทานได้จริงในผู้ป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด แล้วก็คนไข้ที่เป็นโรคมะเร็งขั้นลุกลาม โดยไม่เป็นผลใกล้กันและก็สามารถใช้ได้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานได้โดยสวัสดิภาพ แต่ในประเทศไทย การใช้เห็ดหลินจือในการรักษาโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่หนทางหลักในการรักษา เน้นเรื่องเสริมภูมิต้านทานมากกว่า
ในเวลานี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายเยอะแยะตามตลาด มีในขณะที่ผลิตในไทยรวมทั้งนำเข้าจากต่างถิ่น ถ้าเกิดเพื่อนฝูงๆอยากเลือกซื้อ ต้องมองให้ดี ว่าสินค้าตัวนั้นมีที่มาและแหล่งผลิตน่าไว้ใจหรือเปล่า มีการรับประกันจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไหม แล้วก็ผลิตภัณฑ์ที่สามารถกันความชุ่มชื้นได้ดิบได้ดีหรือป่าว
คนจีนรู้จักการใช้เห็ดหลินจือรักษาโรคหัวใจมาตั้งแต่สมัยราชวงค์หมิง ปัจจุบันแพทย์แผนจีนก็ยังคงใช้เห็ดหลินจือการรักษาโรคหัวใจมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจเนื่องจากว่าหากไม่ดีจริงก็คงเลิกใช้กันไปนานแล้วใช่ไหม ก็เลยมีการศึกษาวิจัยกันอย่างจริงๆจังเยอะมากสำหรับประเด็นนี้
ที่กรุงปักกิ่งได้มีการทดลองจริงกับผู้ป่วยที่มีลักษณะเจ็บทรวงอก จากเส้นโลหิตหัวใจตีบ พบว่าหลังจากการให้รับประทานเห็ดหลินจืออย่างตลอดตรงเวลา 3 เดือน ผุ้เจ็บป่วยที่เข้ารับการทดสอบ 90% มีลักษณะอาการที่ดีขึ้น จากการสังเกตร่วมร่วมกับการประเมินคลื่นหัวใจ ECG
เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา มีนักวิทยาศาสตร์คนญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งได้เจอสารเคมีที่ช่วยลดระดับความดันเลือดในเห็ดหลินจือรวมทั้งเจอสารยั้งการจับตัวกันมีลักษณะที่กลายเป็นก้อนของเลือดอีกด้วย จากการทดลองใช้เห็ดหลินจือกับคนเจ็บโรคหัวใจโรงพยาบาล พบว่าสามารถลดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะได้จริง
นักวิทยาศาสตร์รัสเชียรับรองอีกเสียงว่าเห็ดหลินจือช่วยเรื่องเลือดและก็หัวใจได้จริง รวมทั้งพบว่าเห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโรคหัวใจ จากกลุ่มตัวอย่างสมุนไพร 21 ชนิด ที่กรุ๊ปศึกษาค้นคว้าได้เลือกจับมาศึกษาทดสอบ

สมุนไพร ธรรมดาในกระแสเลือดเราจะมีไขมันอยู่แล้วทุกคน จากมากน้อยก็แล้วแต่คนไป แม้กระนั้นถ้าในกระแสโลหิตของพวกเรามีจำนวนไขมันมากจนเกินไปนี่มีปัญหาแน่จ้ะ เรียกภาวะนี้ว่า โรคไขมันในเส้นเลืดสูง ซึ่งโรคนี้มีสาเหตุมาจากหลายกรณี อีกทั้งจากอาหาร สภาพจิตใจ สภาพแวดล้อม พันธุรวมทั้งบางทีอาจกำเนิดจาผลกระทบของยาบางชนิดอีกด้วย(ไขมันที่เอ่ยถึง คือ ไตรกลีเซอไรค์รวมทั้งคอลเรสเตอรอล โรคไขมันในเลือดสูงสามารถกระตุ้นให้เกิดโรคภัยต่างๆตามมาอีก อาทิเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง เส้นเลือดหัวใจตีบ หัวใจขาดเลือด และก็เส้นเลือดสมองตีบ ฯลฯ
นักค้นคว้าได้ศึกษาค้นพบสารหลายประเภทในเห็ดหลินจือที่ช่วยลดจำนวนไขมันในเส้นโลหิตเป็นGanoderic Acid รวมทั้ง Lucidenic Acid ซึ่งสาร 2 จำพวกที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้แล้ว ยังคุ้มครองปกป้องไม่ให้ไขมันอุดตันเส้นโลหิตได้โดยตรงอีกด้วย นอกนั้นยังมีสารกรุ๊ป Nucleotide ซึ่งสามารถช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือดในเส้นโลหิต แล้วก็ช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่ญี่ปุ่นทดลองให้สารสกัดเห็ดหลินจือกับคนที่เป็นโรคไขมันเส้นโลหิตสูง 70 ราย แล้วก็กระทำการเก็บผลของการทดสอบภายหลังผ่านไป 3 เดือน พบว่าวัวเรสเตอรอลของคนรับการทดสอบต่ำลงไปถึง 74% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลของการวิจัยจากทั่วทั้งโลก และก็ยังพบว่าเห็ดหลินจือ นอกเหนือจากช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นโลหิตแล้ว ยังทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นอีกด้วย
การที่เห็ดหลินจือสามารถจัดแจงกับภาวการณ์ไขมันในเส้นเลือดสูงได้นั้น ได้รับการรับรองจากนักค้นคว้าทั้งยังในประเทศญี่ปุ่น จีน รัสเชีย และก็ที่อื่นๆอีกทั้งโลกแล้วว่าได้ผลจริงละไม่ได้เป็นเพาระความเลื่อมใสอีกต่อไป สุดท้ายก็ขอฝากไว้ ภาวการณ์ไขมันในเส้นโลหิตสูงเป็นภาวะที่อันตรายเนื่องจากว่าสามารถเป็นเหตุให้เกิดโรคน่าสยองอื่นๆตามมาได้ ฉะนั้นหากเพื่อนๆตรวจเลือดแล้วเจอภาวะนี้ก็ควรรีบจัดแจงตั้งแต่เนิ่นๆไว้กิ่นจะดีมากยิ่งกว่า

14

ถั่งเช่า
ถั่งเช่านับว่าเป็นสมุนไพรอันดับที่หนึ่งของโลกปัจจุบัน ด้วยสรรพคุณเยอะแยะที่ได้จากถั่งเช่า ก็เลยทำให้ไม่ว่าใครก็ต่างชมเชยให้ สมุนไพร ถั่งเช่านั้นเป็นสมุนไพรที่เหมาะสมที่สุด แต่ก่อนถ้าหากเอ่ยถึง ถั่งเช่าคงมีไม่ค่อยมีชื่อสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนประเทศไทยอย่างพวกเราๆแต่ลองถามในเวลานี้สิจะมีคนใดกันแน่บ้างที่ไม่รู้สุดยอดสมุนไพรจำพวกนี้ เนื่องจากในปัจจุบันถั่งเช่านั้นเป็นที่นิยมอย่างมากมาย แล้วก็แพร่หลายด้วยคุณประโยชน์มากมายได้แก่ ช่วยบำรุงร่ากาย บำรุงเกี่ยวกับฟุตบาทหายใจรวมถึงยังสามารถช่วยเพิ่มสมรรถทางเพศได้อีกด้วย มิหนำซ้าผู้คนจำนวนมากยังเชื่อว่าเจ้าตัว ถั่งเช่านั้นสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ดิบได้ดีอีกด้วย
ทานถั่งเช่าเห็นผลด้านในกี่วัน
-ช่วยรักษาคนที่มีลักษณะอาการจากการที่ต่อเนื่องมาจากการเป็นโรคไตเป็นต้นว่าอาการ ปวดหลัง ปัสสาสะบ่อย ฯลฯ
-ช่วยเพิ่มความฟิตให้กับร่างกายของนักกีฬาได้อย่างดีเยี่ยม โดยยิ่งไปกว่านั้นนักกีฬาชนิดวิ่งแข็ง หรือนักกีฬาที่ใช้ภาระกำลังอย่างมาก
-ถั่งเช่า ช่วยเพิ่มสมรรถภาพเพศได้อย่างดีเยี่ยมเพราะเหตุว่า ถั่งเช่านั้นช่วยทำให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงที่ของลับได้มากขึ้น-ช่วยให้น้ำกามอสุจิแข็งแร็ง
-ช่วยลด และก็ต่อต้านอนุมูอิสระภายในร่างกาย ช่วยยั้งและก็ชะลอความแก่ได้ รวมทั้งซ่อมบำรุงเซลต่างๆที่เสื่อมภายในร่างกาย
-ช่วยเพิ่มความจำ และก็ป้องกันโรคสมองเสท่อมได้
-ช่วยลดอาการใจสั่น แล้วก็หัวใจเต้นเร็ว ที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากโรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับความดันเลือด
-ช่วยขยายเส้นโลหิต ช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในเลือด รวมถึงช่วยให้เลือดมีระบบไหลเวียนที่ดียิ่งขึ้น
-ถั่งเช่า ช่วยยับยั้งเชื้อร้ายอย่างแบคทีเรียภายในร่างกายได้แม้กระทั่งเชื้อแบคทีเรียที่ร้ายแรงอย่างวัณโรคก็ตาม
-ช่วยทำให้เลือดลมของสุขภาพสตรีเดิน ระดูมาธรรมดา รวมถึงยังช่วยทำให้สุขภาพสตรีมีความพร้อมที่จะมีลูกมากยิ่งขึ้นด้วย
-ช่วยต้านทานโรคมะเร็ง เนื่องจากสารคอร์ไดเซปินใน ถั่งเช่าเป็นสารต้านทานโรคมะเร็งทำให้ยับยั้งการเป็นวัณโรคมะเร็งได้ รวมทั้งช่วยไม่ให้คนเจ็บโรคมะเร็งที่หายแล้วกลับมาเป็นอีก

วิธีทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การที่จะทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชนสูงสุดนั้นเราก็ต้องเลือกทานตามแบบของถั่งเช่าเป็นหลัก โดยที่มีสำคัญๆอยู่ 2 แบบก็คือ แบบธรรมชาติ และแบบ แคปซูล
1.ถั่งเช่าแบบธรรมชาติ-หลายคนนิยมถั่งเช่าแบบธรรมชาติด้วยการเคี้ยว ซึ้งถือว่าเป็นการเปลืองที่ไม่ค่อยถูกวิธีเยอะแค่ไหน เพราะว่าคุณลักษณะในตัวถั่งเช่านั้น จะดำเนินการได้ดิบได้ดีเมื่อถูกความร้อนด้วยเหตุนี้ควรรับประทานแบบที่โนความร้อนดีมากกว่าโดยวิธีที่ค่อนข้างจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็คือการนำถั่งเช่าราว 2-3 ตัว ไปแช่ในน้ำร้อน ทิ้งเอาไว้ซัก 5 นาทีแล้วจากนั้นจึงค่อยนำน้ำมาดื่มตราบจนกระทั่งน้ำหมด แล้วต่อจากนั้นให้เติมน้ำร้อน ได้อีก 2 ครั้ง ร่างกายก็จะได้สารคอร์ไดเซปินไปอย่างครบถ้วน
2.สมุนไพร ถั่งเช่าแบบแคปซูล- ตัวถั่งเช่าแบบแคปซูลเวลาทานจะมองความจำเป็นเป็นหลักว่า อยากทานเพื่อสุขภาพ หรือกำหนดที่โรคอะไร แล้วก็ทานตามจำนวนที่เหมาะสม อย่างถ้าหากเราต้องการทารเพื่อสุขภาพ ให้ทาน ตอนเช้า-เย็น อย่างละ 1 แคปซูล เน้นโรคภูมิแพ้แล้วก็อื่นๆทาน ยามเช้า เย็น อย่างละ 2 แคปซูลเวลาทานจะทานภายหลังของกินหรือท้องว่างก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นอันตรายหรือกัดกระเพาะ
สมุนไพร ถั่งเช่าแบบอย่างงานค้นคว้าเล็กน้อยที่เกี่ยวกับฤทธิ์ของ ถั่งเช่าในทางเภสัชวิทยา โดยที่เป็นงานค้นคว้าในตัวของคน ดังนี้
-จากการศึกษาเรียนรู้วิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธิ์จาก ถั่งเช่าที่มีผลกระตุ้นสามารถทางเพศของผู้ชายจากปริมาณตัวอย่างทั้งมวล 22 คน ผลปรากฏว่า ฤทธิ์ของ ถั่งเช่านั้นสามารถช่วยเพิ่มสเปิร์มในเชื้อน้ำเชื้อของเพศชายจากกลุ่มตัวอย่างได้ถึง33%แล้วก็ยังสามารถช่วยลดจำนวนสเปิร์มที่อ่อนแอ หรือเปล่าธรรมดาลงในเชื้อน้ำเชื้อของผู้ชายจากกลุ่มทดลอง29%จากการที่แค่ให้เพศชายจากกลุ่มของตัวอย่างนี้กิน ถั่งเช่าแค่เป็นอาหารเสริมเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นยังมีอีกหนึ่งแบบอย่างตัวอย่างด้วยกันที่เป็นการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความสามารถทางเพศ คือมีการให้กลุ่มของตัวอย่างทั้งหมดศ คือมีการให้กลุ่มตัวอย่างทั้งปวงศชาย และก็เพศหญิงปริมาณ 189 คน ที่มีภาวะอารมณ์ทางเพศลดลงได้ลองรับประทาน ถั่งเช่าผลปรากฏว่า สามารถช่วยให้กลุ่มตัวอย่างทั้งเพศชาย แล้ผู้หญิงนั้นให้กลับมามีอารมณ์ทางเพศที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 66%
-จากการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธ์จาก ถั่งเช่าที่ส่งผลช่วยลดน้ำตาลในเลือด ค้นพบว่าถั่งเช่านั้นสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สูงสุดถึง 95% โดยทานถั่งเช่าแค่เพียงวันละ 3 กรัมเท่านั้น โดยแตกต่างจากกรุ๊ปที่ยังคงรักษาโดยใช้ยาแผนปัจุบันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากการควบคุมระดับน้ำตาลจากยาแผนปัจจุบันนั้นสามารถคุมระดับน้ำตาลแค่ได้เพียง 54 % เท่านั้น
ถั่งเช่าสายพันธุ์ไหนที่ดีที่สุด?
ถั่งเช่ามีเยอะแยะหลายอย่าง มากมายสายพันธุ์ และก็จากหลายพื้อที่ ทั้งยังแบบเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และแบบที่เกิดขึ้นมาจากวิธีการเพาะเลี้ยง ส่วนถั่งเช่าสายพันธ์ไหนที่แพงที่สุดในโลกนั้นก็คงจะต้องพูดว่าเป็นถั่งเช่าสายพันธ์ประเทศทิเบต สาเหตุก็เพราะว่าหายาก แต่ว่าในขณะนี้ได้มีหลักฐานการตรวจสอบพบว่าสารออกฤทธิ์สำคัญในการรักษาโรคของเห็ดถั่งเช่าสีทองคำ(ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย) มีมากยิ่งกว่าถั่งเช่าประเทศทิเบตหลายเท่า นอกนั้นการที่เห็ดถั่งเช่าสีทองสามารถเพาะเลี้ยงได้ทให้สามารถควบคุมสารเจือปนแล้วก็โลหะหนักให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ง่ายกว่าถั่งเช่าทิเบตที่เก็บมาจากธรรมชาติ
เกรดของถั่งเช่า
เว้นเสียแต่ถั่งเช่ามีหลายสายพันธุ์แล้ว ถั่งเช่ายังมีหลายเกรดอีกด้วย โดยหลักๆที่พบในตอนนี้แล้วก็ตามท้องตลาดก็จะมี 2 เกรดด้วยกันดังต่อไปนี้
-เกรด AAA –ถั่งเช่าเกรด AAAเป็นถั่งเช่าที่ได้รับการคัดสรรมาอย่าดีว่าเป็น ถั่งเช่าที่มีคุณประโยชน์ รวมทั้งสารอาหารมากว่า ถั่งเช่าปรกติ รวมถึงเป็น ถั่งเช่าที่มีขนาดมาตรฐาน รวมทั้งถูกเก็บมาตอนที่ถูก
-เกรด A-ถั่งเช่าเกรด Aเป็นถั่งเช่าที่มีคุณลักษณะแทบจะเหมือนถั่งเช่าเกรด AAA ทุกอย่าง เพียงแต่ว่าขนาดของมันนั้นไม่ได้มาตรฐานเท่านั้นเอง
นอกจากถั่งเช่า 2 เกรดที่ว่ามาแล้วนั้นยังมีเกรดอื่นๆแต่ว่าไม่เป็นที่ชื่นชอบในตลาด ที่นิยมก็มีเพียงแค่ 2 เกรดสำคัญๆเท่านั้น เพื่อให้มีความปลอดภัยพวกเราควรจะซื้อ ถั่งเช่าจากร้านขายยา หรือสมุนไพรจีนที่เปิดให้บริการมาอย่างยาวนาน หรือร้านค้าที่ได้รับความนิยมกับคนทั่วๆไป ทั้งนี้นั้นก็เพื่อก็เพื่อความสบายใจและจะได้ผิดหลอกให้ซื้อของปลอมนั้นเอง

15

ถั่งเช่า
ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรลำดับหนึ่งของโลกช่วงปัจจุบัน ด้วยสรรพคุณเยอะมากที่ได้จากถั่งเช่า ก็เลยทำให้ไม่ว่าใครก็ต่างยกย่องให้ ถั่งเช่านั้นเป็นสมุนไพรที่เยี่ยมที่สุด คราวก่อนถ้าเกิดเอ๋ยถึง ถั่งเช่าคงมีไม่ค่อยดังสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะชาวไทยอย่างเราๆแต่ลองถามขณะนี้สิจะมีผู้ใดกันแน่บ้างที่ไม่รู้ยอดเยี่ยมสมุนไพรชนิดนี้ ด้วยเหตุว่าในขณะนี้ถั่งเช่านั้นได้รับความนิยมมหาศาล แล้วก็แพร่หลายด้วยคุณประโยชน์จำนวนมากตัวอย่างเช่น ช่วยบำรุงร่ากาย บำรุงเกี่ยวกับทางเท้าหายใจรวมไปถึงยังสามารถช่วยเพิ่มสมรรถทางเพศได้อีกด้วย ไม่หนำซ้าผู้คนเยอะแยะยังเชื่อว่าเจ้าตัว ถั่งเช่านั้นสามารถรักษามะเร็งได้ดิบได้ดีอีกด้วย
เพราะเหตุไร....ทานถั่งเช่าแล้วบางเจ้าไม่เห็นผล
เพราะเหตุใดถั่งเช่าถึงแพง
ด้วยความที่สมุนไพรถั่งเช่านั้นได้รับความนิยมมากในตอนนี้ทำให้ราคาของสมุนไพรชนิดนี้สูงมากอย่างน้อยเกรดปกติก็ตกอยู่ที่กิโลละ 2-3 แสนบาท แต่หากเป็นตัวอย่างดีราคาสูงสุดอยู่ที่2-3 ล้านบาทเลยทีเดียว มูลเหตุที่ทำให้ราคาของ ถั่งเช่าแพงได้ขนาดนี้ก็เนื่องจากถั่งเช่ามิได้หากันง่ายๆมีเฉพาะบางพื้นที่เพียงแค่นั้น แตกต่างจากสมุนไพรประเภทอื่นๆที่สามารถหากันง่ายดายยิ่งกว่านี้ ถั่งเช่าจะหาได้จากพื้นที่สูงเข้าถึงยาก แล้วก็มีสภาพภูมิอากาศที่คนปกติทั่วๆไปไม่สามารถที่จะเข้าไปหาถึงได้ไม่ยากต้องให้คนทื้นที่เป็นผู้เข้าไปหาในป่าเพียงแค่นั้น ทั้งถั่งเช่ายังมีสรรพคุณยังมีคุณประโยชน์ต่างๆอีกเยอะมาก ทั้งยังช่วยรักษโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ หรือช่วยบำรุงรักษาของกินลดน้าตาลในเลือด เป็นต้น แถมยังช่วยชะลอความแก่ แล้วก็ช่วยเพิ่มสมรรถทางเพศ ก้าวหน้าอีกด้วย ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานั้นก็เลยเป็นต้นเหตุที่ทำให้ถั่งเช่าราคาแพงแพง แม้กระนั้นในเวลานี้มีโรงงานในไทยสามารถเพาะถั่งเช่าได้ โดยไม่ต้องเดินไปเก็บตามแนวเขาทำให้ราคาต้นทุนถั่งเช่าลดลดลงไปๆมาๆกกว่าแต่ก่อน สามารถควบคุมจำนวนสาระสำคัญได้เป็นเพาะในภาวะควบคุม และยังขจัดปัญหาสารโลหะหนักปนที่ไม่สามารถที่จะควบคุมได้ในธรรมชาติได้อีกด้วย
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย ได้ทำการวิจัยสรรพคุณของถั่งเช่า ด้วยกัน มีการทดลองกับตัวทดลองแล้วก็กรุ๊ปผูรับการทดสอบแบบอย่าง จึงทำให้พวกเราสามารถบอกได้ว่าถั่งเช่ามีสรรพคุณดีจริงตามที่คนจำนวนมากหล่าวอ้าง
-ถั่งเช่า ช่วยลด และรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด
-ช่วยลด แล้วก็รักษาความสมดูลของระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
-ช่วยแก้อาการอ่อนเพลียเมื่อยล้าของร่างกายช่วยเพิ่มภูมิต้านทานต่างๆรวมถึงช่วยบำรุงรักษาให้กระปรี้กกระเปล่าด้วย
-แก้ภูมิแพ้ โรคหอบหืด ไซนัสอักเสบ หรือภูมิต้านทานอ่อน
-ช่วยคุ้มครองป้องกันการเกาะบริเวณข้างในเส้นโลหิตของไขมันชั่วโคตร(LDL)
-ช่วยบำรุงและช่วยทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นของแนวทางการทำงานของตับและไต

มองอย่างไรอันไหนถั่งเช่าปลอม
สำหรับสมุนไพรถั่งเช่าทิเบตซึ่งเป็นถั่งเช่าที่มีราคาแพง จึงมีการทำเลียนแบบกันมาก เอาเข้าจริงเป็นเรื่องยากมากๆที่จะดูออกต้องดูหลายชนิด อย่างไรก็ดีวิถีทางโดยประมาณก็จะเป็นไปตามนี้
1.ท่อนหัวของ ถั่งเช่านั้นควรจะเป็นแท่งทรงกลมขึ้นเงาคล้ายทรงกระบอก
2.เนื่องด้วย ถั่งเช่าเคยเป็นหนอนมาก่อน ของแท้ควรจะเป็นหยักๆเรียงกันงดงามเสมือนตัวหนอน
3.ถั่งเช่า ราคาจำเป็นต้องผิดกระทั่งเกินความจำเป็น ถ้าเกิดมีใครเสนอขาย ถั่งเช่าให้เราราคาถูกสันนิฐานไว้ก่อนเลยว่าปลอม
แต่หากว่าเป็นถั่งเช่าในแคปซูลเราก็จำเป็นต้องมองว่าได้รับการรับรองจากหน่วยราชการอย่างแม่นยำหรือไม่ เพราะเหตุว่าถ้าหากเป็นของแท้จะมี ถ้าเกิดไม่มีแสดงว่ามีโอการเป็นของสมุนไพรปลอมสูงมาก หรือไม่ไม่เป็นอันตราย
วิธีทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การที่จะทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชนสูงสุดนั้นพวกเราก็จำเป็นต้องเลือกทานตามแบบของถั่งเช่าเป็นหลัก โดยที่มีหลักๆอยู่ 2 แบบก็คือ แบบธรรมชาติ และแบบ แคปซูล
1.ถั่งเช่าแบบธรรมชาติ-หลายท่านนิยมถั่งเช่าแบบธรรมชาติด้วยการบด ซึ้งถือได้ว่าเป็นการกินที่ไม่ค่อยถูกทางเยอะแค่ไหน เพราะเหตุว่าคุณลักษณะในตัวถั่งเช่านั้น จะดำเนินงานได้ดิบได้ดีเมื่อถูกความร้อนด้วยเหตุนั้นควรรับประทานแบบที่โนความร้อนดีมากยิ่งกว่าโดยแนวทางที่ค่อนข้างจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็คือการนำถั่งเช่าประมาณ 2-3 ตัว ไปแช่ลงไปภายในน้ำร้อน ทิ้งเอาไว้ซัก 5 นาทีและหลังจากนั้นก็ค่อยนำน้ำมาดื่มกระทั่งน้ำหมด แล้วต่อจากนั้นให้เติมน้ำร้อน ได้อีก 2 ครั้ง ร่างกายก็จะได้สารคอร์ไดเซปินไปอย่างครบถ้วน
2.ถั่งเช่าแบบแคปซูล- ตัวสมุนไพรถั่งเช่าแบบแคปซูลเวลาทานจะมองสิ่งที่มีความต้องการเป็นหลักว่า อยากทานเพื่อสุขภาพ หรือเจาะจงที่โรคอะไร แล้วก็ทานตามปริมาณที่เหมาะสม อย่างถ้าหากพวกเราต้องการทารเพื่อสุขภาพ ให้ทาน เช้า-เย็น อย่างละ 1 แคปซูล เน้นโรคภูมิแพ้รวมทั้งอื่นๆทาน ตอนเช้า เย็น อย่างละ 2 แคปซูลเวลาทานจะทานต่อมาอาหารหรือท้องว่างก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีอันตรายหรือกัดกระเพาะ

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

หน้า: [1] 2 3 ... 5