แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - tawattt005

หน้า: [1]
1
ประโยชน์เห็ดหลินจือ ขายเห็ดหลินจือ

2
ผักปลัง
ชื่อสมุนไพร ผักปลัง
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อแคว้น ผักปั๋ง (ภาคเหนือ) , ผักปลังแดง , ผักปลังขาว , ผักปลังใหญ่ (ภาคกลาง) , ลั่วขุย (จีนกลาง) , เหลาะขุ้ย โปแดงฉ้าย (จีนแต้จิ๋ว) , มั้งฉ่าว (ม้ง)
ชื่อสามัญ East Indian spinach, Malabar nightshade , Ceylon spinach ,Indian spinach
ชื่อวิทยาศาสตร์                     Basella alba L. (ผักปลังขาว)
                                         Basella rubra L.(ผักปลังแดง)
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์     B. lucida L., B. cordifolia Lam., B, nigra Lour., B. japonica Burm.f.,
ตระกูล  Basellaceae
ถิ่นกำเนิด ผักปลัง เป็นพืชที่มีถิ่นเกิดในแถบแอฟริกา รวมทั้งมีการกระจัดกระจายประเภทในทวีปเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น ประเทศพม่า ลาว กัมพูชา เป็นต้น ในประเทศไทย เป็นพืชซึ่งมักพบ เกือบทุกภาค อีกทั้งประเภทที่มีลำต้นสีเขียวที่เรียกว่า ผักปลังขาว รวมทั้งจำพวกลำต้นสีแดงซึ่งเรียกกันว่า ผักปลังแดง และก็พบได้บ่อยในหมู่บ้านหรือตามทุ่งนามากกว่าในป่า พบบ่อยในภาคเหนือและอีสาน ส่วนภาคใต้ไม่ค่อยเจอ เพราะไม่ได้รับความนิยมสำหรับเพื่อการกินก็เลยไม่มีการปลูกไว้ตามอาคารบ้านเรือน
ลักษณะทั่วไป   ไม้เถาเลื้อยล้มลุก ลำต้นอวบน้ำ เกลี้ยง กลม แตกกิ่งก้านสาขา ยาวราว 2-6 เมตร หากลำต้นมีสีเขียว เรียกว่า “ผักปลังขาว” มีใบสีเขียวเข้ม ส่วนชนิดลำต้นสีม่วงแดง เรียกว่า “ผักปลังแดง” มีใบสีเขียวเข้ม ก้านใบสีม่วงแดง  ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว ออกสลับ รูปไข่ หรือรูปหัวใจ ใบกว้าง 2-8 ซม. ยาว 2.5-12 เซนติเมตร ใบอวบน้ำ มีลักษณะเป็นเงาดกนุ่มมือ ฉีกให้ขาดง่าย ข้างหลังใบแล้วก็ท้องใบสะอาดไม่มีขน ขยี้จะเป็นเมือกเหนียว ปลายใบแหลม โคนใบรูปหัวใจ ขอบของใบเรียบ ก้านใบยาว 1-3 เซนติเมตร ดอกเป็นดอกช่อเชิงลด ออกตรงซอกใบ ยาว 3-21 เซนติเมตร ดอกย่อยเยอะแยะ ขนาดเล็ก ไม่มีก้านยกดอก แต่ละดอกมี 5 กลีบ ผักปลังขาวมีดอกสีขาว ผักปลังแดงมีดอกสีม่วงแดง ยาวราวๆ 4 มิลลิเมตร มีใบเสริมแต่งเล็ก 2 ใบ ติดที่โคนของกลีบรวม กลีบรวมรูประฆัง ยาว 0.1-3 มิลลิเมตร โคนเชื่อมติดกันเป็นท่อ ปลายแยกเป็นห้าแฉกเล็กน้อย เกสรเพศผู้มีจำนวน 5 อัน ติดที่ฐานของกลีบดอก อับเรณูรูปกลม ยาว 0.1-0.5 มิลลิเมตร ติดก้านยกเกสรที่ด้านหลัง ก้านชูเกสรเพศผู้ เป็นแท่งยาว 0.1-1 มม. เกสรเพศเมีย 1 อัน กลม ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็น 3 แฉก แต่ละแฉกเป็นรูปแท่งปลายแหลม ยาว 0.1-0.5 มิลลิเมตร รังไข่ 1 ช่อง รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ รูปออกจะรี ยาว 0.1-0.5 มม. ก้านชูเกสรเพศเมีย ยาว 0.1-0.5 มม. ผลสำเร็จสด รูปร่างกลมแป้น ฉ่ำน้ำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 มิลลิเมตร  ผิวเรียบ ปลายผลมีร่องแบ่งเป็นลอน ไม่มีก้านผล ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่มีสีม่วงอมดำ เนื้อข้างในนิ่ม ด้านในผลมีน้ำสีม่วงดำ เมล็ดโดดเดี่ยว
การขยายพันธุ์ ผักปลังสามารถขยายได้ 2 แนวทางหมายถึงการเพาะเมล็ดและปักชำ สำหรับเพื่อการเพาะเม็ดนั้นตอนแรกต้องจัดเตรียมหลุมก่อนและก็หลังจากนั้นจึงค่อยหยอดเมล็ดพันธุ์ (ที่ตากแห้งแล้ว) ลงไป หลุมละ 2 -3 เมล็ด โดยให้ระยะห่างระหว่างต้น 30 ซม. และก็ระหว่างแถว 40 ซม. และเมื่อต้นอายุได้ 20 – 25 วันให้ทำค้างเพื่อให้เถาเลื้อยขึ้น ส่วนการปักชำนั้น ทำเป็นโดยนำกิ่งแก่ที่มีข้อ 3 – 4 ข้อ ยาวราว 15 – 20 ซม. เด็ดใบออกให้หมดแล้วปักชำในดินร่วนซุยหรือดินผสมทรายที่มีความชุ่มชื้น รวมทั้งมีแสงอาทิตย์รำไรในเดี๋ยวนี้ให้หมั่นรดน้ำอย่าให้ดินแห้ง โดยประมาณ 7 วัน จะแตกรากและก็เริ่มผลิใบใหม่ออกมาในช่วงนี้ระวังอย่างให้น้ำมากมายเนื่องจากว่ารากจะเน่าจากนั้นอีก 15 – 20 วัน ให้เถาเลื้อยเกาะขึ้นไป
การดูแลและก็บำรุงรักษา การให้ปุ๋ย ครั้งที่ 1,2 เมื่อต้นพืชอายุได้ 20-25 วัน , 40-45 วัน, ควรให้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยธรรมชาติที่ผ่านการดองแล้ว ส่วนการให้น้ำ ควรจะให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ให้พอเหมาะกับพืชไม่ควรให้แห้งหรือแฉะมากเกินความจำเป็น ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยว   อายุการเก็บเกี่ยว 35-40 วัน ก็เก็บยอดได้แล้ว แล้วก็ผักปลังอายุ 90-100 วัน จะเริ่มมีดอก และก็ถ้าเกิดมีอายุ 120 วัน ผลเริ่มแก่ (พินิจผลจะเป็นสีดำ) ก็สามารถเก็บเม็ดภายในผลแก่ไว้ขยายพันธุ์ถัดไปได้
องค์ประกอบทางเคมี
ใบผักปลังมีกรดอะมิโน ที่ประกอบไปด้วย Lysine, Leucine, Isoleucine และก็สารประเภท Glucan, Polysaccharide ประกอบไปด้วย D-galactose, L-arabinose, L-rhamnose, Uronic acid ทั้งยังต้นเจอสาร Glucan, Glucolin, Saponin, โปรตีน, วิตามินเอ, วิตามินบี, วิตามินซี, แร่ธาตุ, แคลเซียม, ธาตุเหล็ก
ที่มา : wikipedia
นอกนั้นยังเจอสารต่างๆอีกเพียบเลย ดังเช่นว่า สารกรุ๊ปฟีนอลิก สารกลุ่มบีทาเลน (จากผลสุกสีม่วงดำ) ดังเช่น บีทานิดินมอโนกลูโคไซด์, กอมเฟรนีน    สารค้างโรทีนอยด์ ดังเช่น นีออกแซนธิน, ไฟวโอลาแซนธิน, ลูเทอิน, ซีแซนธิน, แอลฟา และก็เบต้าแคโรทีน       สารมูก (mucilage) องค์ประกอบเป็นพอลีแซคค้างไรด์ที่ละลายน้ำ         สารกลุ่มซาโปนิน เป็นต้นว่า basellasaponin (เจอที่ลำต้น), betavulgaroside I, spinacoside C, momordin II B, momordin II C
ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของผักปลังมีดังนี้   ผักปลังสด 100 กรัม ให้พลังงานแก่ร่างกาย 21 กิโลแคลอรี มี น้ำ 93.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 2.7 กรัม โปรตีน 2.0 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม กาก(ใยอาหาร) 0.8 กรัม แคลเซียม 4 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 50 มิลลิกรัม เหล็ก 1.5 มิลลิกรัม วิตามินเอ 9,316 IU วิตามินบี 1 0.07 มก. วิตามินบี 2 0.20 มก. ไนอาสิน 1.1 มิลลิกรัม รวมทั้งวิตามินซี 26 มิลลิกรัม  ส่วนในใบผักปลังแห้ง 100 กรัม ให้พลังงาน 306.7 กิโลแคลอรี่ มีขี้เถ้า 15.9 กรัม โปรตีน 27.7 กรัม ไขมัน 3.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 42.1 กรัม เส้นใย 11.3 กรัม แคลเซียม 48.7 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 21.5 มก. วิตามินซี 400 มก.
คุณประโยชน์/สรรพคุณ
ใช้เป็นของกิน  ผัก  ยอดผักปลัง ใบอ่อน รวมทั้งดอกอ่อน ใช้รับประทานเป็นของกิน ตัวอย่างเช่น ต้มหรือลวกกินกับน้ำพริก หรือใช้ดอกผักปลังปรุงเป็นแกงส้ม ของกินพื้นเมืองล้านนาใช้เป็นส่วนประกอบเพื่อเพิ่มความข้นเหนียวหนืดในน้ำแกง ผักปลังนอกเหนือจากที่จะประยุกต์ใช้เป็นอาหารแล้วในปัจจุบันยังมีการเอามาทำสินค้าต่างๆอีกมากมาย ดังเช่นว่า น้ำสมุนไพรผักปลัง รวมทั้งมีการเรียนรู้การใช้ผลดีจากสีของผลผักปลังดังเช่นว่า ใช้แต่งสีอาหารและก็ขนมต่างๆอีกด้วย ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของผักปลังนั้นมีดังนี้
หนังสือเรียนยาไทย ทั้งยังต้น รสเย็น ต้มดื่มแก้ขัดค่อย แก้ท้องผูก ลดไข้ ตำพอกแก้กลาก ผื่นคัน แก้พิษไข้ทรพิษ แก้อักเสบ ใบ มีรสหวานเหม็นเบื่อ ระบายท้อง ขับปัสสาวะ แก้บิด แก้อักเสบ แก้โรคกระเพาะอักเสบ แก้ขี้กลาก แก้ผื่นคัน ฝี ดอก รสหวานเอียน ใช้ทาแก้กลากเกลื้อน แก้โรคเรื้อน ดับพิษไข้ทรพิษ แก้เกลื้อน คั้นเอาน้ำทาแก้จุกนมแตกเจ็บ ต้น รสหวานเบื่อ แก้อึดอัดแน่นท้อง ระบายท้อง แก้พิษฝีดาษ แก้พิษฝี แก้อักเสบบวม ต้มดื่มแก้ไส้ติ่งอักเสบ ราก รสหวานเหม็นเบื่อ แก้มือเท้าด่าง แก้รังแค แก้โรคผิวหนัง แก้ท้องผูก แก้พรรดึก ใช้ทาถูนวดให้ร้อนเพื่อให้เลือดมาหล่อเลี้ยงบริเวณที่ทาให้เยอะขึ้น น้ำคั้นรากเป็นยาช่วยหล่อลื่นข้างใน รวมทั้งขับดำของเดือนปัสสาวะ ประเทศอินเดีย ใช้ทั้งต้น แก้ผื่นคัน ผื่นคัน แผลไฟไหม้ ต้นและใบ ใช้แก้มะเร็งเม็ดสีผิว มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งช่องปาก  ประเทศบังคลาเทศ ทั้งยังต้นใช้ตำพอกหน้า คุ้มครองสิว และกระ
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นมีผลการศึกษาค้นคว้าวิจัยบอกว่าสารออกฤทธิ์ในผักปลังมีสรรพคุณตามกรุ๊ปของสารต่างๆดังนี้
สารกรุ๊ปบีทาเลน เป็นกลุ่มสารประกอบสีม่วงดำของเนื้อผลผักปลังสุก มีสารบีทานิดินมอโนกลูโคไซด์เป็นส่วนใหญ่ รองลงมาเป็นสารอนุประเภทต่างๆของกอมเฟรนีนซึ่งละลายน้ำได้ สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ รวมทั้งใช้เป็นสารแต่งสีอาหารที่มีความปลอดภัยกว่าการใช้สีสังเคราะห์
สารกลุ่มแคโรทีนอยด์ ดังเช่น นีออกแซนธิน ไฟวโอลาแซนธิน ลูเทอิน (iutein) ซีแซนธิน (Zeaxanthin) แอลฟาแคโรทีน (α-carotene) และเบตาแคโรทีน (β-carotene) เพราะว่าร่างกายใช้สารแคโรทีนอยด์สำหรับเพื่อการสังเคราะห์วิตามินเอด้วยเหตุนั้นการกินผักปลังเป็นประจำจะเพิ่มปริมาณวิตามินเอในร่างกายได้ เหมาะกับคนที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการขาดวิตามินเอ ยิ่งกว่านั้นแคโรทีนอยด์ยังมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย
กลุ่มกรดไขมัน น้ำมันจากเม็ดผักปลังมีกรดไขมันหลายแบบ เช่น กรดปาลมิตำหนิก รกดสเตรียริก กรดโลเลอีก รวมทั้งกรดลิโนเลอิก
สารเมือก (mucilage) พบในทุกๆส่วนของต้น สารมูกมีส่วนประกอบของพอลีย์แซคาไรด์ที่ละลายน้ำ มีทรัพย์สมบัติเป็นยาระบายอ่อนๆในพืชบางชนิดพบว่าสารเมือกมีฤทธิ์ immunomodulator  ฤทธิ์คุ้มครองเซลล์ โดยการเคลือบเนื้อเยื่อในกระเพาะอาหารและก็ยั้งการหลั่งกรด ส่วนการใช้ในทางเวชสำอาง สารเมือกมีคุณลักษณะช่วยลดอาการอักเสบลดการต่อว่าดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวลดน้อยลง ช่วยสมาน รักษาผิดแห้งผื่นคัน และก็ลดอาการเคือง
กรดอะมิโนและก็เพปไทด์ กรดอะมิโน ตัวอย่างเช่น อาร์จีนีน ลิวซีน (leucine) ไอโซลิวซีน ทรีโอนีน แล้วก็ทริโทแฟน ส่วนสารเพปไทด์ที่มีฤทธิ์ทางชีววิทยา ดังเช่นว่า โปรตีนที่ยั้งลักษณะการทำงานของไรโบโซมในขั้นตอนการสังเคราะห์โปรตีนในเมล็ดผักปลังซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคเชื้อไวรัสจำพวก  Artichoke-mottled crinkle virus (AMCV) ในต้นยาสูบโดยยั้งกรรมวิธีเลียนแบบกรรมพันธุ์ของไวรัส จึงบางทีอาจนำไปเป็นนวทางในการพัฒนายาต่อต้านเชื้อไวรัสถัดไปในอนาคต นอกจากนี้ยังมีสารแอลฟาบาสรูบริน  (α-basrubrins) รวมทั้งสารอนุภาคเบตาบาสรูบริน (β-basrubrins) ซึ่งเป็นเพปไทด์จากเมล็ดผักปลังมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราชนิด Botrytiscinerea, ประเภท Fusarium oxysporum, รวมทั้งประเภท Mycosphaerella arachidicola โดยการหยุดยั้งขบวนการสร้างโปรตีนในเชื้อรา
สารกลุ่มไทรเทอร์พีนแซโพนิน เป็นต้นว่า สารบาเซลลาเซโพนิน (basellasaponins)  ซึ่งเจอในส่วนของก้านลำต้นของผักปลัง บีตาวุลการโรไซด์  (betavulgaroside I) มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด สไปท้องนาวัวไซด์ซี  (spinacoside C), มอมอร์ดินทูบี (momordin IIb) และก็มอมอร์ดินทูซี (momordinIIc)
รูปแบบ/ขนาดการใช้ แก้อาการอึดอัดแน่นท้อง ด้วยการใช้ต้นสด 60 กรัม เอามาเคี่ยวกับน้ำให้ข้นแล้วรับประทาน ช่วยแก้ท้องผูก แล้วก็เป็นยาระบายอ่อนๆที่เหมาะกับเด็กและก็สตรีตั้งท้อง โดยเอามาต้มกินเป็นอาหารจะช่วยแก้อาการท้องผูกได้ แล้วก็มูกที่อยู่ในผักปลังจะมีคุณสมบัติเป็นยาระบายอ่อนๆช่วยแก้ขัดเบา ด้วยการใช้ต้นสด 60 กรัม เอามาต้มกับน้ำกิน หรือใช้ใบสด 60 กรัมเอามาต้มกับน้ำกินแบบชาต่อหนึ่งครั้ง  หมอเมือง (ภาคเหนือ) จะใช้ใบผักปลังเอามาตำอาหารสารเจ้า ใช้เป็นยาพอกแก้โรคมะเร็งไข่ปลา  ใบและก็ผลเอามาขยี้ทาบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อยหรือแผลที่ มีลักษณะเป็นแผลไหม้ก็จะช่วยทุเลาอาการและทำให้เกิดความรู้สึกเย็นขึ้นได้ น้ำคั้นจากดอกใช้เป็นยาใช้ภายนอกแก้กลากโรคเกลื้อน แก้โรคเรื้อน แก้เกลื้อน รักษาฝี ด้วยการใช้ใบสดนำมาตำแล้วพอกรอบๆที่เป็น โดยให้เปลี่ยนแปลงยาวันละ 1-2 ครั้ง แก้ลักษณะของการปวดแขนขา ด้วยการใช้ใบสด ยอดอ่อน 30 กรัม เอามาต้มกับน้ำกิน
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา สารสกัดผักปลังด้วยน้ำผสมกับสารสกัดจากใบของ Hi-biscus macranthus มีผลเพิ่มน้ำหนักตัวของหนู แล้วก็เพิ่มน้ำหนักของถุงน้ำกามสเปิร์ม  (seminal vesicle) ช่วยเพิ่มการผลิตและพัฒนาการของตัวน้ำเชื้อ และก็ทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาเพื่อใช้สำหรับการรักษาผู้ป่วยในรายที่เป็นหมันเหตุเพราะการมีตัวอสุจิน้อย
                สารสกัดในผักปลังด้วยน้ำสามารถยับยั้งการก่อมะเร็งตับในหนูที่ถูกรั้งนำให้เกิดโรคมะเร็งด้วยสารเอ็น ไนโตรโซไดเอคราวลามีน (NDEA) และก็คาร์บอนเตตราคลอไรด์ (CCI) ได้โดยลดการทำลายของเซลล์ตับ ซึ่งวัดได้จากระดับเอนไซม์ในตับตัวอย่างเช่น แกมมา-กลูตามิลทรานสเปปทิเดส (GGT) ซีรัมกลูทามิกออกซาโลแอซีติเตียนกทรานสแอมิเนศ (SGOT) ซีรัมกลูทามิกรุ่งเรืองวิกทรานสแอมิเนศ (SGPT) และก็อัลติดอยู่ไลน์ ฟอสฟาเทส (ALP) ที่อยู่ในระดับใกล้เคียงค่าธรรมดา และยังมีผลลดการเกิดปฏิกิริยาเพอรอคอยกสิเดชันของไขมัน (lipidperoxidation) โดยมองจากระดับของเอนไซม์ซุเปอร์ออกไซด์ดิสไม่วเทส (SOD) ติดอยู่ทาเลส กลูตาไทโอน เพอร์ออกสิเดส (GPX) ในร่างกายใกล้เคียงกับค่าปรกติ
                สารสกัดจากผักปลังในของกินเพาะเลี้ยงเซลล์ม้ามของหนูถีบจักร (primary mouse splenocyte cultures) มีผลทำให้เพิ่มการหลั่ง IL-2 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แล้วก็มีผลการศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาอีกชิ้นหนึ่งระบุว่า จากการวิเคราะห์รงควัตุของสารสกัด 80% เอทานอลจากผลผักปลัง พบ gomphrerin I รงควัตถุสีแดงเป็นรงควัตถุหลัก ในผลผักปลังสด 100 กรัมพบ gomphrerin I ถึง 3.6 กรัม ยิ่งไปกว่านี้ยังพบรงควัตถุสีแดงอื่นๆอาทิเช่น betanidin-dihexose และก็ isobetanidin-dihexose แล้วก็เมื่อทำการค้นคว้าฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระของ gomphrerin I ที่ความเข้มข้น 180, 23, 45 แล้วก็ 181 ไมโครโมลาร์ พบว่ามีค่าต้านอนุมูลอิสระเท่ากันกับโทรลอกซ์ ขนาด 534 ไมโครโมลาร์, butylated hydroxytoluene (BHT) 103 ไมโครโมลาร์, ascorbic acid 129 ไมโครโมลาร์รวมทั้ง BHT 68 ไมโครโมลาร์เป็นลำดับ แล้วก็มีการเรียนฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยให้สารสกัด 80% เอทานอลขนาดความเข้มข้น 25, 50 และก็ 100 ไมโครโมลาร์แก่เซลล์ murine macrophage ที่ถูกกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอักเสบด้วย lipopolysaccharide (LPS) พบว่าสามารถยับยั้งการสร้าง nitric oxide ซึ่งการหยุดยั้งนี้จะมากเพิ่มขึ้นตามขนาดความเข้มข้นของสารสกัด และก็สารสกัดจากผลผักปลังที่ความเข้มข้น 100 ไมวัวลโมลาร์มีผลลดการหลั่ง prostaglandin E2 และก็ interleukin-1β ของเซลล์ แล้วก็ยั้บยั้งการสังเคราะห์ยีนที่เกี่ยวข้องกับการเกิดการอักเสบ อาทิเช่น nitric oxide synthase, cyclooxygenase-2, interleukin-1β, tumor necrosis factor-alpha และ interleukin-6 จากการทดลองทั้งหมดนี้แสดงให้ว่า gomphrerin I รงควัตถุสีแดงที่พบในผลผักปลังมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระและก็ต้านทานการอักเสบที่มีศักยภาพรวมทั้งสามารถนำผลผักปลังไปปรับปรุงเป็นผลิตภัณฑ์ทางโภชนาการได้
นอกจากนี้ยังมีผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่าสารเมือกมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ฤทธิ์ปกป้องรักษาเซลล์ โดยการเคลือบเนื้อเยื่อกระเพาะ แล้วก็ยับยั้งการหลั่งกรด ลดการอักเสบที่ผิว ลดการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิว ช่วยสมานรักษาผิวแห้ง ผื่นคัน ลดอาการระคายที่ผิวได้อีกด้วย
การเรียนทางพิษวิทยา ในการศึกษาทางพิษวิทยาของผักปลังนั้นยังมีน้อยมากที่พอเพียงจะมีข้อมูลในหัวข้อนี้อยู่บ้างก็คือ มีการทำการศึกษาเรียนรู้ของนักค้นคว้าอินเดียที่ได้พิมพ์ผลที่เกิดจากงานวิจัยเกี่ยวกับการทดสอบผลของสารสกัดจากใบผักปลังด้วยเอทานอลและก็น้ำในหนูถีบจักรทดสอบ ด้วยการกรอกสารสกัดน้ำของใบในขนาด 100-200 มก.ต่อกิโลน้ำหนักตัวให้หนูทดลองเป็นเวลา 2 อาทิตย์ ผลปรากฎว่าไม่พบว่ามีความผิดธรรมดาของค่าทางเลือดวิทยา ส่วนการทดสอบในหนูขาวที่กินสารสกัดจากใบผักปลังด้วยเอทานอล ,น้ำ และเฮกเซน ติดต่อกัน 1 สัปดาห์ พบว่าหนูขาวที่ได้รับสารสกัดด้วยเอทานอลแล้วก็เฮกเซนจากใบผักปลัง จะมีปริมาณน้ำย่อยอะไมเลสมากขึ้น ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งสำหรับการช่วยลดภาวะเสี่ยงเป็นโรคโรคเบาหวานได้
คำแนะนำ/ข้อควรพิจารณา เพราะผักปลั่งเป็นผักที่พวกเราคุ้นเคยรวมทั้งเอามาทำเป็นของกินกินกันอยู่เป็นประจำแล้ว สำหรับในการเอามารับประทานเป็นอาหารนั้นคงไม่มีผลกระทบอะไรกับสุขภาพ แต่ว่าแม้ใช้ผักปลังในต้นแบบสารสกัดหรือในต้นแบบอื่นๆนั้น เพื่อความปลอดภัยคงจะจำต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้ที่มีความชำนาญถึงขั้นแล้วก็วิธีการใช้ก่อนใช้เสมอ
เอกสารอ้างอิง

  • โชติอนันต์ และคณะ ,รักษาโรคด้วยสมุนไพรใกล้ตัว. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์The Knowledge Center; 2550 หน้า 215-8
  • Bolognesi A, Polito L, Olivierif F, Valbonesi P, Barbieri L, Battelli MG et al. New ribosome-inactivating proteins with polynucleotide:adenosine glycosidase and antiviral activities from Basella rubra L. and Bougainvillea spectabilis Willd. Planta 1997;203:422-9
  • สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน.ผักพื้นบ้าน ความหมายและภูมิปัญญาของสามัญชนไทย.กรุงเทพฯ โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก 2538 หน้า 168-9
  • ผักปลัง ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบราชธานีAkhter S, Abdul H, Shawkat IS, Swapan KS, Mohammad SHC Sanjay SS. A review on the use of non-timber forest products in beauty-care in Bangladesh. J Forestry Res 2008;19:72-8.
  • หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ “ผักปลัง”.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  หน้า 499-501.
  • หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม “ผักปลัง”.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  หน้า 179.
  • กรมส่งเสริมการเกษตร. (2550). ผักพื้นบ้าน. ค้นวันที่ 10 มิถุนายน 2550 http://www.disthai.com/
  • ชื่นนภา ชัชวาล.นาฎศรี นวลแก้ว.ผักปลัง ผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ.คอลัมน์บทปริทัศน์.วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทยืทางเลือก.ปีที่7.ฉบับที่2-3 พฤษภาคม – ธันวาคม 2552 . หน้า 197-200
  • Saikia AP, Ryakala VK Sharma P, Goswami P, Bora U. Ethnobotany of medicinal plants used by Assamese people for various skin ailments and cosmetics. J Ethnopharmacol 2006;106:149-57
  • กัญจนา ดีวิเศษและคณะ, ผู้รวบรวม. (2548). ผักพื้นบ้านภาคเหนือ. เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ บรรณาธิการ. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี: ศูนย์พัฒนาตำราการแพทย์แผนไทย.
  • Khare CP. Indian medicinal plants: an illustrated dictionary. New York: Springer Science Business Media; 2007. p. 84.
  • Jin YL, Ching YT. Total phenolic contents in selected fruit and vegetable juices exhibit a positive correlation with interferon-γ, interleukin-5, and interleukin-2 secretions using primary mouse splenocytes. J Food Compos Anal 2008;21:45-53.
  • Choi EM, Koo SJ, Hwang JK. Immune cell stimulating activity of mucopolysaccharide isolated from yam (Dioscorea batatas). J Ethnopharmacol 2004;91:1-6.
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. “ผักปลัง”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 350.
  • Maisuthisakul P, Pasuk S, Ritthiruangdej P. Relationship of antioxidant properties and chemical composition of some Thai plants. J Food Compos Anal 2008;21:229-40
  • Raju M, Varakumar S, Lakshminarayana R, Krishnakantha TP, Baskaran V. Carotenoid composition and vitamin A activity of medicinally important green leafy vegetables. Food Chem 2007;101:1598-1605
  • . Dweck AC. The internal and external use of medicinal plants. Clin Dermatol 2009;27:148-58
  • Reddy GD, Kartik R, Rao CV, Unnikrishnan MK, Pushpangadan P. Basella alba extract act as antitumour and antioxidant potential against N-nitrosodiethylamine induced hepatocellular carcinoma in rats. Int J Infectious Diseases 2008;12 Suppl 3:S68
  • Toshiyuki M, Kazuhiro H, Masayuki Y. Medicinal foodstuffs. XXIII. Structures of new oleanane-type triterpene oligoglycosides, basellasaponins A, B, C, and D, from the fresh aerial parts of Basella rubra L. Chem Pharm Bull 2001;49:776-9.
  • Jadhav RB, Sonawane DS, Surana SJ. Cytoprotective effects of crude polysaccharide fraction of Abelmoschus esculentus fruits in rats. Pharmacogn Mag 2008;4:130-2.
  • Glassgen WE, Metzger JW, Heuer S, Strack D. Betacyanins from fruits of Basella rubra. Phytochemistry 1993;33:1525-7
  • ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “ผักปลัง”.  [26 เม.ย. 2014].
  • Draelos ZD. Botanicals as topical agents. Clin Dermatol 2001;19:474- 7
  • Shahid M,. Akhtar JM, Yamin M, Shafiq MM. Fatty acid composition of lipid classes of Basella rubra Linn. Pak Acad Sci 2004;41:109-12
  • Haskell MJ, Jamil KM, Hassan F, Peerson JM, Hossain MI, Fuchs GJ et al. Daily consumption of Indian spinach (Basella alba) or sweet potatoes has a positive effect on total-body vitamin A stores in Bangladeshi men. Am J Clin Nutr 2004;80:705-714
  • Moundipa FP, Kamtchouing P, Kouetan N, Tantchou J, Foyang NPR, Mbiapo FT. Effects of aqueous extracts of Hibiscus macranthus and Basella alba in mature rat testis function. J Ethnopharmacol 1999;65:133-9
  • Hexiang W, Tzi BN. Antifungal peptides, a heat shock protein-like peptide, and a serine-threonine kinase-like protein from Ceylon spinach seeds. Peptides 2004;25:1209-14
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบของรงควัตถุสีแดงในผักปลัง,ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล


3
ส้มป่อย
ชื่อสมุนไพร ส้มป่อย
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  ส้มขอน , ส้มคอน (ไทยใหญ่,แม่ฮ่องสอน) , ส้มพอดี (อีสาน) , ผ่อชิละ ผ่อชิบูทู (กะเหรี่ยง)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Acacia concinna (Willd.) DC.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Acacia rugata (Lam.) Merr., Mimosa concinna (Willd.) DC.
วงศ์ FABACEAE
ถิ่นเกิด ส้มป่อย เป็นพืชที่มีชื่อเสียงดันดีในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเหนือที่ถือว่าส้มป่อยเป็นไม้มงคล โดยมีความคิดกันว่าหากบ้านใดมีต้นส้มป่อยในบ้าน จะช่วยคุ้มครองป้องกันเพศภัยแล้วก็เคราะห์ต่างๆให้ปลดปล่อยออกไปจากบ้านดังชื่อของส้มป่อย และก็ฝักของส้มป่อยก็ใช้แช่น้ำเชื่อว่าจะก่อให้เป็นน้ำที่มีความศักดิ์สิทธิ์ใช้ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายต่างๆได้ ซึ่งส้มป่อยนี้เป็นพืชที่มีบ้านเกิดในเขตร้อนของทวีปเอเชีย ได้แก่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ เมืองไทย , พม่า , ลาว , เขมร , มาเลเซีย , รวมทั้งประเทศในเอเชียใต้ ตัวอย่างเช่น ประเทศอินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ เป็นต้น  ส้มป่อยเป็นไม้ที่มีความทนทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดิบได้ดี พบบ่อยขึ้นตามป่าคืนภาวะ ป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ที่ราบตีนเขา และที่รกร้างว่างเปล่าทั่วๆไป  ในประเทศไทยสามารถเจอได้ทุกภาคของประเทศ
ลักษณะทั่วไป ส้มป่อยจัดเป็นไม้พุ่มคอยเลื้อยซึ่งจะ พิงพันต้นไม้อื่นได้ราวๆ สูง 3-6 เมตร เถามีเนื้อแข็ง ผิวเรียบสีน้ำตาล ขนาดใหญ่ มีหนามเล็กแหลมตามลำต้น แขนงและใบ ไม่มีมือเกาะจะเลื้อยพิงพันต้นไม้อื่น เถาอ่อนสีน้ำตาลแดง มีขนผ้ากำมะหยี่หรือขนสั้นหนานุ่ม ใบเป็นใบประกอบแบบขนสองชั้น เรียงสลับ ช่อใบย่อย 5-10 คู่ ใบย่อย 10-35 คู่ ต่อช่อ ใบย่อยรูปขอบขนาน ขนาดเล็ก ออกเรียงตรงกันข้าม ปลายใบมนหรือแหลม ที่ปลายเป็นติ่งหนามแหลมอ่อนโค้ง โคนใบตัด ขอบใบหนาเรียบ แผ่นใบเรียบ ก้านใบยาว 3.6-5.0 ซม. มีขนสั้นนุ่มและหนาแน่น พบก้อนนูนสีน้ำตาลคล้ายต่อม 1 อัน อยู่ที่โคนก้านใบ แกนกลางยาว 6.6-8.5 เซนติเมตร ก้านใบย่อยสั้นมาก ยาว 0.5 มม. หรือน้อยกว่า หมดจด และก็มีขนนุ่มหนาแน่น ดอกเป็นช่อกระจุกกลม ออกตามซอกใบข้างลำต้น 1-3 ช่อดอกต่อข้อ ขนาด 0.7-1.3 เซนติเมตร มี 35-45 ดอก ก้านช่อดอกยาว 2.5-3.2 มิลลิเมตร มีขนนุ่มหนาแน่น ใบเสริมแต่งดอก 1 อัน รูปแถบ ยาวไม่เกิน 1 มิลลิเมตร โคนสอบเรียว สีแดง มีขนกระจายทั่วๆไป ดอกขนาดเล็กอัดแน่นอยู่เป็นแกนดอก กลีบดอกเป็นหลอด สีขาวนวล กลีบเลี้ยงและกลีบดอกไม้อย่างละ 5 กลีบ กลีบเลี้ยง หลอดกลีบกว้าง 1.0-1.5 มิลลิเมตรยาว 2.5-3.0 ซม. ปลายแหลม สีแดง อาจมีสีขาวผสมนิดหน่อย กลีบดอก หลอดกลีบกว้าง 1.0-1.5 มม. ยาว 3.5-4.0 มิลลิเมตร มีขนนิดหน่อยที่ปลายกลีบ เกสรเพศผู้ 200-250 อัน ยาว 4-6 มม. เกสรเพศเมีย รังไข่ยาว 1 มม. มี 10-12 ออวุล มีก้านรังไข่ยาว 1 มิลลิเมตร ก้านแล้วก็ยอดเกสรเพศเมียยาว 2.5-3.5 มิลลิเมตร สีขาวอมเหลืองหรือสีเขียวอมเหลือง ผลเป็นฝักรูปขอบขนาน แบนยาว หนา ขนาด กว้าง 1.3-1.4 เซนติเมตร ยาว 7.0-9.3 เซนติเมตร ฝักอ่อนเปลือกสีเขียวอมแดง เมื่อแก่สีน้ำตาลเข้ม ผิวฝักเป็นลอนคลื่นเป็นข้อ ปลายฝักมีหางแหลม สันฝักหนา ผิวย่นย่อมากเมื่อแห้ง ก้านผลยาว 2.8-3.0 ซม. แต่ละผลมี 5-12 เม็ด เม็ดสีดำ แบนรี ผิวมัน กว้าง 4-5 มม. ยาว 7-8 มม. มีดอกราวม.ค.ถึงพฤษภาคม ติดผลพ.ค.ถึงเดือนตุลาคม
การขยายพันธุ์ ส้มป่อยชอบเจอได้ในป่าเบญจพรรณแล้วก็ป่าดงดิบแล้วรอบๆที่ราบตีนเขาส่วนการขยายพันธุ์  ส้มป่อยนั้นสามารถทำได้ด้วยกรรมวิธีเพาะเม็ดและการปักชำ แต่ว่าวิธีที่ได้รับความนิยมกันมากมายเป็นการปักชำ โดยตัดกิ่งแก่ให้ยาวโดยประมาณ 50 เซนติเมตรมาปักชำในกระถางหรือในบริเวณที่ต้องการจะเพาะชำ ซึ่งในกระถางหรือรอบๆดังกล่าควรมีความชุ่มชื้นมากมาย และก็รดน้ำวันแล้ววันเล่าจนถึงกิ่งที่ชำเกิดรากแล้วจึงย้ายลงหลุมที่จะปลูกต่อไป สำหรับในการปลูกส้มป่อยนั้นควรปลูกเอาไว้ภายในกลางแจ้งหรือที่ๆมีแสงมาก สามารถปลูกได้ในดิน      Malic acid ที่มา : Wikipedia     ทุกจำพวกที่มีการระบายน้ำก้าวหน้า เนื่องจากส้มป่อยถูกใจความชื้นปานกลางถึงน้อยและก็ถูกใจแสงอาทิตย์มาก ส่วนการดูแลรักษานั้น ส้มป่อยไม่ค่อยมีโรครวมทั้งศัตรูพืชมาก แต่ว่าควรตัดแต่งกิ่งหรือทำค้างให้ลำต้นของส้มป่อยพันเลื้อยขึ้นไปเพื่อสบายสำหรับในการเก็บเกี่ยวผลผลิตของส้มป่อย
องค์ประกอบทางเคมี ฝักมีสารซาโปนิน 20.8% ยกตัวอย่างเช่น acasinin       Tannin   ที่มา : Wikipedia
A, B, C, D และก็ E   azepin , tannin , malic  acid , concinnamide, lupeol , machaerinic acid , menthiafolic, sonuside, sitosterol ส่วนค่าทางโภชนาการของส้มป่อยมีดังนี้
ค่าทางโภชนาการ ส้มป่อย 100 กรัม ประกอบด้วย  น้ำ 85.6  กรัม  แคลเซียม 95 มก. ไทอะมีน 0.04 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 6568 ไมโครกรัม ไนอะซิน 1.1 มก. วิตามินเอรวม 1095 RE วิตามินซี 6 มก. วิตามินอี 6.7 มก.                                 
คุณประโยชน์/สรรพคุณ ยอดอ่อน และใบอ่อน ของส้มป่อย ใช้กินเป็นผักและเครื่องปรุงรส ช่วยให้ของกินมีรสเปรี้ยว และช่วยกำจัดกลิ่น คาวปลา ยอดนำมาทำกับข้าวได้หลายประเภท ดังเช่น machaerinic acid ที่มา : Wikipedia  แกงส้ม ต้มปลา ต้มกะทิปลาเค็ม น้ำของฝักส้มป่อย ใช้ขัดเครื่องเงิน เครื่องทองให้เงางามได้ ฝักแก่แห้งเอามาต้มเอาน้ำใช้สระผมแก้รังแค แก้อาการคันหัว บำรุงเส้นผม ทำให้ผมชุ่มชื้นเป็นเงางาม เป็นยาปลูกผม รวมทั้งคุ้มครองป้องกันผมหงอกก่อนวัย  ใบส้มป่อยสามารถนำมาสกัดทำเป็นสีย้อมเส้นไหมได้ โดยสีที่ได้เป็นสีเขียวอ่อน สีเหลืองอ่อน สีน้ำตาลอ่อน หรือสีครีม  ในด้านของความเลื่อมใสส้มป่อยถือเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของชาวล้านนา โดยประชาชนจะใช้ฝักในพิธีการทำน้ำมนต์เพื่อสะเดาะเคราะห์ ใช้ในงานมงคล ทำน้ำมนต์รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในตอนเทศกาลวันสงกรานต์  หรือใช้รดน้ำพระพุทธปฏิมา  ทั้งส้มป่อยยังจัดเป็นพืชที่มีความเป็นสิริมงคลของชาวไทย โดยมั่นใจว่าการปลูกส้มป่อยจะช่วยขับไล่ไสส่งภูตผีปีศาจแล้วก็เรื่องเลวร้ายไม่ให้มารบกวน ช่วยเสริมหรือคืนอำนาจให้ผู้มีโผลงคาคาถา โดยกำหนดให้ปลูกไว้ทางทิศเหนือ  ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของส้มป่อยนั้นมีดังนี้
ใบ แก้โรคตา ชำระมูกมันในไส้ ยาถ่ายเสมหะ ถ่ายตกขาว แก้บิด ขัดล้างโลหิตรอบเดือน ประคบให้เส้นเอ็นหย่อนยาน ใบใช้ในสูตรยาอบสมุนไพร มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆช่วยชะล้างสิ่งสกปรก เพิ่มความต้านทานโรคให้กับผิวหนัง บำรุงผิวพรรณ แก้หวัด แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว สูตรยาลูกประคบสมุนไพร ช่วยบำรุงผิว แก้โรคผิวหนัง ลดระดับความดัน  ใบตำห่อผ้าประคบเส้นให้เส้นอ่อน ใช้ใบอ่อน ต้มเอาน้ำผสมกับน้ำผึ้ง รับประทานเป็นยาขับเยี่ยว ฝัก มีรสเปรี้ยว เป็นยาถ่าย ขับเสลด แก้ไอ แก้บิด แก้ไข้จับสั่น ฝักปิ้งให้เหลือง ชงน้ำจิบแก้ไอ ขับเสลด แก้น้ำลายเหนียว เป็นยาถ่ายทำให้คลื่นไส้ แก้ซางในเด็ก ใช้สระผม ทำให้ผมเปียกชื้นเป็นเงาสวย ไม่มีรังแค ต้มน้ำอาบข้างหลังคลอด ฝักตำพอกหรือชุบสำลีปิดแผลโรคผิวหนัง เปลือกฝัก รสขมเปรี้ยวเผ็ดปร่า เจริญอาหาร กัดเสมหะ แก้ไอ ต้น รสเปรี้ยวฝาด เป็นยาระบาย แก้โรคตาแดง แก้น้ำตาทุพพลภาพ  ยอดอ่อน นำมาต้มน้ำ แล้วก็ผสมกับน้ำผึ้งดื่มเป็นยาช่วยขับปัสสาวะ หรือนำมาตำรวมกับขมิ้นอ้อย แล้วใส่น้ำมันพืชนิดหน่อย หมกไฟพออุ่น นำไปพอกแก้ฝี ดอก รสเปรี้ยว ฝาด มัน แก้เส้นเอ็นที่ทุพพลภาพให้บริบูรณ์ ใบและก็ฝัก ต้มอาบ ชำระล้าง บำรุงผิว ราก รสขม แก้ไข้
บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5)    ปรากฏการกางใบและฝักส้มป่อย ร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ เป็นยารักษากลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร ตำรับ “ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง” มี ดีเกลือฝรั่ง ยาดำ ใบมะกา ใบมะขาม ใบส้มป่อย ฝักคูน รากขี้กาแดง รากขี้กาขาว รากตองแตก ฝักส้มป่อย สมอไทย สมอดีงู เถาวัลย์เปรียง ขี้เหล็ก หัวหอม ต้นหญ้าไทร ใบไผ่ป่า สรรพคุณ แก้อาการท้องผูก ในกรณีที่ใช้ยาอื่นแล้วไม่ได้ผล
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้   แก้ไอ ด้วยการใช้ฝักเอามาปิ้งให้เหลืองแล้วชงกับน้ำจิบรับประทานเป็นยา หรือจะใช้เปลือกเอามาแช่กับน้ำทำให้เปียกแฉะคอแก้ไอได้  เม็ดนำมาคั่วให้เกรียมแล้วบดอย่างระมัดระวัง ใช้เป่าจมูก ทำให้คันจมูกรวมทั้งทำให้จามได้  ยอดอ่อนหรือใบอ่อนนำมาต้มกับน้ำ และก็ผสมกับน้ำผึ้งใช้ดื่มกินเป็นยาช่วยขับปัสสาวะ  ยอดอ่อนนำมาตำผสมกับขมิ้นอ้อย แล้วใส่น้ำมันพืชน้อย หมกไฟเพียงพออุ่น แล้วก็ค่อยนำไปพอกจะช่วยแก้ฝี แก้พิษฝี ทำให้ฝีแตกเร็วหรือยุบไป ส่วนอีกวิธีการใช้รากส้มป่อยเอามาฝนใส่น้ำปูนใสทาบริเวณที่เป็นฝี  ใบใช้ตำประคบหรือตำห่อผ้าประคบเส้นช่วยทำให้เอ็นอ่อน แก้เส้นเอ็นทุพพลภาพ ปวดเมื่อย  ช่วยทำให้สตรีตั้งท้องคลอดได้ง่าย ด้วยการใช้ฝักส้มป่อยราวๆ 3-7 ข้อ เอามาต้มกับน้ำอาบตอนเย็น โดยให้อาบก่อนคลอด 2-3 วัน แต่ว่าห้ามอาบมากเนื่องจากจะก่อให้รู้สึกร้อน
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านเชื้อรา สารสกัดน้ำจากผล ความเข้มข้น 20 มก./มล. มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา Epidermophyton floccosum ในหลอดทดลอง แม้กระนั้นไม่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา Trichophyton rubrum และก็ Microsporum gypseum เช่นเดียวกับสารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 100 มิลลิกรัม/มล. ไม่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา T. rubrum, M. gypseum แล้วก็ E. floccosum
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อยีสต์ สารสกัดน้ำ แล้วก็สารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 100 รวมทั้ง 200 มก./มล. ตามลำดับ และก็สารสกัดน้ำจากส้มป่อย (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้รวมทั้งความเข้มข้น) ไม่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อยีสต์ Candida albicans
  • ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย สารสกัดน้ำแล้วก็สารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 100 รวมทั้ง 200 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร เป็นลำดับ และสารสกัดน้ำจากส้มป่อย (ไม่ระบุส่วนที่ใช้แล้วก็ความเข้มข้น) ไม่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus
  • เมื่อปี ค.ศ.2006 ที่อินเดีย ได้กระทำทดลองสารสกัดจากดอกส้มป่อยกับหนูเพศผู้ โดยการให้สารสกัดในขนาด 50 มิลลิกรัมต่อโล โดยใช้ระยะเวลาการทดสอบนาน 3 อาทิตย์ ผลการทดลองพบว่า ค่าคอเลสเตอรอลในเลือดของหนูทดลองลดลง ไตรกลีเซอไรด์ต่ำลง อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ แล้วก็สารสกัดจากส้มป่อยยังมีผลลดน้ำเชื้อแล้วก็ endometrial glands ในมดลูก มีการเปลี่ยนแปลงในชั้นเซลล์ในมดลูก สรุปว่าสมุนไพรส้มป่อยสามารถใช้เป็นยาคุมได้ด้วย
  • สารสกัดซาโปนินจากเปลือกส้มปอยรวมทั้งสารสกัดเอทานอลและก็น้ำ ในอัตราส่วน 1:1 มีฤทธิ์ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก โดยค่าดัชนีการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงพอๆกับ 1,350
การศึกษาทางพิษวิทยา  หลักฐานความเป็นพิษและการทดสอบความเป็นพิษ
          เมื่อให้สารสกัดจากใบและลำต้น (ไม่เจาะจงสารสกัดที่ใช้) และสารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากใบแล้วก็ลำต้น ขนาด 10 กรัม/กิโลกรัม ทางสายยางให้อาหารหนูถีบจักร ไม่เจอพิษ เมื่อฉีดสารสกัดจากใบแล้วก็ลำต้น (ไม่เจาะจงสารสกัดที่ใช้) ขนาด 10 กรัม/กิโลกรัม เข้าใต้ผิวหนังหนูถีบจักร ไม่พบพิษเช่นกัน และก็เมื่อฉีดสารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินเข้าช่องท้องหนูถีบจักร มีค่า LD50พอๆกับ 125 มก./กิโลกรัม
          ส่วนสกัดซาโปนินจากเปลือก (ไม่ระบุความเข้มข้น) แล้วก็สารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) (ไม่ระบุส่วนที่ใช้) มีฤทธิ์ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก ค่าดัชนีการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงเท่ากับ 1,350
          สาร acacic acid จากเปลือก (ไม่ระบุความเข้มข้น) มีฤทธิ์ฆ่าสเปิร์ม และก็ส่วนสกัดซาโปนินจากเปลือก ความเข้มข้น 0.004% มีฤทธิ์ฆ่าสเปิร์มในคนเพศชาย
          สารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดิน ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ CA-9KB ขนาดของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ครึ่งหนึ่ง มากกว่า 20 มคก./มิลลิลิตร สารสกัดเมทานอล 75% จากผลเป็นพิษต่อเซลล์ Fibrosarcoma HT-1080 ความเข้มข้นของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ครึ่งเดียวเท่ากับ 2.1 มคกรัม/มล. โดยมีสารที่ออกฤทธิ์เป็น Kinmoonosides A, B และก็ C มีขนาดของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์กึ่งหนึ่งพอๆกับ  4.89,  1.43,  และก็  1.87 มคกรัม/มล. เป็นลำดับ  ส่วนสารสกัดเมทานอล  ส่วนสกัดที่ละลายน้ำ  สารสกัดเมทานอล:เอทานอล (1:1) จากผล เป็นพิษต่อเซลล์ Fibrosarcoma HT-1080 อย่างอ่อน ความเข้มข้นของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์กึ่งหนึ่งพอๆกับ 10, 17.9 และก็ 21.5 มคกรัม/มิลลิลิตร ตามลำดับ สารสกัดคลอโรฟอร์ม สารสกัดอะซีโตน ส่วนสกัดที่ละลายน้ำ สารสกัดเมทานอลแล้วก็สารสกัดเมทานอล:เอทานอล (1:1) จากผล เป็นพิษต่อเซลล์ CA-Colon-26-L5 อย่างอ่อน
คำแนะนำ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง ในตอนนี้ไม่มีข้อมูลในด้านข้อควรพิจารณาสำหรับเพื่อการใช้ส้มป่อยแม้กระนั้นทั้งนี้ทั้งนั้นส้มป่อยก็ยังเป็นเหมือนสมุนไพรชนิดอื่นๆที่จะต้องมีการระวังในการรับประทานถ้าหากกินเป็นอาหารหรือองค์ประกอบของของกินคงไม่มีอันตรายอะไร แต่ว่าถ้าหากจะใช้เพื่อสรรพคุณทางยานั้นควรจะใช้แต่พอดิบพอดี ไม่ใช้ในปริมาณที่มากและไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเพราะบางทีอาจทำให้เกิดผลเสียและไม่ดีต่อสุขภาพได้
เอกสารอ้างอิง

  • มงคล โมกขะสมิต กมล สวัสดีมงคล ประยุทธ สาตราวาหะ.  การศึกษาพิษของสมุนไพรไทย.  วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2514;13:36-66.
  • ส้มป่อย.ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  “ส้มป่อย (Som Poi)”.  หน้า 282.
  • วันดี อวิรุทธ์นันท์ แม้นสรวง วุฒิอุดมเลิศ.  ฤทธิ์ต้านเชื้อราของพืชสมุนไพร.  วารสารเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล 2536;10(3):87-9.
  • Banerji R, Prakash D, Misra G, et al.  Cardiovascular and hemolytic activity of saponins.  Indian Drugs 1981;18(4):121-4.
  • วไลพร พงวิรุฬห์ วีณา ถือวิเศษสิน วีณา จิรัจฉริยากูล และคณะ.  ดัชนีการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงในมาตรฐานสมุนไพรไทย.  โครงการพิเศษ ม.มหิดล, 2531-2532.
  • ส้มป่อย.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. http://www.disthai.com/
  • หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “ส้มป่อย”.  หน้า 33.
  • Avirutnant W, Pongpan A.  The antimicrobial activity of some Thai flowers and plants.  Mahidol Univ J Pharm Sci 1983;10(3):81-6.
  • ส้มป่อย.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด.  (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก).  “ส้มป่อย”  หน้า 178.
  • Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P.  Study on toxicity of Thai medicinal plants.  Bull Dept Med Sci 1971;12(2/4):36-65.
  • Banerji R, Nigam SK.  Chemistry of Acacia concinna and a Cassia bark.  J Indian Chem Soc 1980;57:1043-4.
  • Ikegami F, Sekine T, Hjima O, Fujii Y, Okonogi S, Murakoshi I.  Anti-dermatophyte activities of “tea seed cake” and “pegu – catechu”.  Thai J Pharm Sci 1993;17(2):57-9.
  • ส้มป่อย.ฐานข้อมูลความปลอดภัยของสมุนไพรที่มีการขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Tezuka Y, Honda K, Banskota AH, Thet MM, Kadota S.  Kinmoonosides A-C, three new cytotoxic saponins from the fruits of Acacia concinna, a medicinal plant collected in Myanmar.  J Nat Prod 2000;63:1658-64.
  • Banergi R, Srivastava AK, Misra G, Nigam SK, Singh S, Nigam SC, Saxena RC.  Steroid and triterpenoid saponins as spermicidal agents.  Indian Drugs 1979;17(1):6-8.
  • Bhakuni DS, Dhar ML, Dhar MM, Dhawan BN, Gupta B, Srimali RC.  Screening of Indian plants for biological activity. Part III.  Indian J Exp Biol 1971;9:91.


4
งาดำ
ชื่อสมุนไพร งาดำ
ชื่อสามัญ  Black Sasame seeds Black
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sesamum indicum Linn
วงศ์ Pedaliaceae
บ้านเกิด  งามีบ้านเกิดในทวีปแอฟริกา รอบๆประเทศเอธิโอเปีย แล้วแผ่กระจายไปยังประเทศอินเดีย จีน และก็ประเทศต่างๆในแถบทวีปเอเชียรวมทั้งเมืองไทยด้วย ส่วนในประเทศอินเดียมีการกล่าวว่ามีการปลูกงามาแล้วหลายพันปี ก่อนที่พ่อค้าชาวอาหรับ และก็เมดิเตอร์เรเนียลจะนำงาไปปลูกแถบอาหรับ รวมทั้ง ยุโรป
นอกเหนือจากนั้นยังมีผู้เจอหลักฐานว่า ชาวบาบิโลนในประเทศโซมาเลียมีการปลูกงามานานกว่า 2,500 ปี ก่อนคริสตกาล แล้วก็ใช้นํ้ามันงาสำหรับทำยา แล้วก็ของกิน ซึ่งมีบันทึกใน Medical Papyrus of Thebes กล่าวว่า ทหารโรมันได้นำงาไปปลูกไว้ในประเทศอิตาลีในคริสศตวรรษที่ 1 แต่ปรากฏว่าลักษณะภูมิอากาศไม่เหมาะกับการปลูก แล้วก็ในช่วงปลายศตวรรษที่17 รวมทั้ง18 มีการนำงามาปลูกไว้ในประเทศอเมริกาโดยขี้ข้าชาวแอฟริกัน
ด้านการใช้คุณประโยชน์จากงาดำนั้นอินเดีย จีน รวมทั้งประเทศอื่นๆในแถบเอเซียจะใช้งาทำเป็นนํ้ามันเพื่อทำกับข้าว ส่วนชาวยุโรปจะนำงามาทำขนมเค้ก ไวน์ แล้วก็นํ้ามัน รวมทั้งใช้ในการประกอบอาหาร และก็เป็นเครื่องหอม ส่วนชาวแอฟริกันใช้ใบงาทำ ตะไล แล้วก็พอกผิวหนัง รวมทั้งใช้เป็นสารไล่แมลงให้สัตว์เลี้ยงฯลฯ
ลักษณะทั่วไป
งาดำ เป็นไม้ล้มลุกที่แก่ฤดูเดียว มีลำต้นตั้งชัน บางทีอาจแตกกิ่งไหมแตกกิ่งแขนง ลำต้นสูงราวๆ 50-150 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะสีเหลี่ยม มีร่องตามยาว ไม่มีแก่น มีลักษณะอวบน้ำ แล้วก็มีขนสั้นปกคลุม เปลือกลำต้นบาง มีสีเขียว  ใบงาดำ ออกเป็นใบลำพัง เรียงตรงข้ามกันเป็นชั้นๆตามความสูง ประกอบด้วยก้านใบสั้น ยาวประมาณ แผ่นใบมีรูปหอก สีเขียวสด กว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวโดยประมาณ 8-16 เซนติเมตร โคนใบมนกว้าง ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเล็กน้อย มีเส้นกิ้งก้านใบตรงข้ามกันเป็นคู่ๆยาวถึงขอบของใบ ดอกงาดำเป็นดอกลำพังหรือเป็นกรุ๊ปตรงซอกใบ ปริมาณ 1-3 ดอก ดอกย่อยมีก้านดอกสั้น มีกลีบรองดอก จำนวน 5 กลีบ ส่วนกลีบมีลักษณะเป็นกรวย ห้วยลงดิน กลีบอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง กลีบดอกไม้เมื่อบานมีสีขาว ยาวโดยประมาณ 4-5 ซม. แบ่งเป็น 2 ส่วนหมายถึงกลีบล่าง และก็กลีบบน โดยกลีบล่างจะยาวกว่ากลีบบน ข้างในดอกมีเกสรตัวผู้ 2 คู่ มี 1 คู่ยาว ส่วนอีกคู่สั้นกว่า ส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน มีก้านเกสรยาว 1.5-2 เซนติเมตร ปลายก้านเกสรแหว่งเป็น 2-4 แฉก  ผลงาดำเรียกว่า ฝัก มีลักษณะทรงกระบอกยาว ผิวฝักเรียบ ปลายฝักแหลมเป็นติ่ง รวมทั้งแบ่งได้เป็นร่องพู 2-4 ร่อง กว้างโดยประมาณ 1 ซม. ยาวโดยประมาณ 2-3 ซม. ฝักอ่อนมีสีเขียว และก็มีขนปกคลุม ฝักแก่กลายเป็นสีน้ำตาล และเบาๆเปลี่ยนเป็นสีดำอมเทา จากนั้น ร่องพูจะปริแตก เพื่อเมล็ดตกลงดิน  ด้านในฝักมีเม็ดขนาดเล็ก สีดำมากไม่น้อยเลยทีเดียว เมล็ดเรียงซ้อนในร่องพู เม็ดมีรูปรี และก็แบน ขนาดเมล็ดประมาณ 2-3 มม. เปลือกเมล็ดบางมีสีดำ มีกลิ่นหอมยวนใจ แต่ละฝักมีเม็ดราวๆ 80-100 เมล็ด
การขยายพันธุ์ งาดำแพร่พันธุ์ด้วยการใช้เมล็ด ซึ่งนิยมนำมาปลูกร่วมกัน 2 แบบเป็นการหว่านเม็ด รวมทั้งโรยเมล็ดเป็นแถว แบ่งช่วงปลูกออกเป็น 3 ช่วง คือ

  • ตอนต้นฤดูฝน ประมาณพ.ค.-เดือนมิถุนายน และก็เก็บเกี่ยวในตอนเดือนกรกฎาคม-ส.ค.
  • ช่วงปลายหน้าฝน ประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม แล้วก็เก็บเกี่ยวในตอนกันยายน-เดือนตุลาคม
  • พักหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ราวพ.ย.-ธ.ค. รวมทั้งเก็บเกี่ยวในตอนม.ค.-กุมภาพันธ์


การเตรียมแปลงปลูก ในพื้นที่ที่มีระบบระเบียบชลประทานเข้าถึง สามารถปลูกงาดำได้ทุกฤดู ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีระบบชลประทานมักปลูกภายในตอนหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ
พื้นที่แปลงปลูกต้องไถกลบดิน 1 รอบก่อน และตากดินนาน 7-10 วัน จากนั้น หว่านด้วยปุ๋ยหมัก โดยประมาณ 1-2 ตัน/ไร่ ก่อนไถพรวนดินกลบอีกครั้ง หรือหว่านปุ๋ยธรรมชาติตั้งแต่ตอนไถรอบแรก (ใช้สำหรับพื้นที่ไม่รกมาก) เนื่องจากรอบถัดมาจะเป็นการหว่านเมล็ดได้เลย ส่วนการปลูกแบบหยอดเม็ด ให้ไถร่องตื้นหรือใช้คราดดึงทำแนวร่องก่อน
การปลูก

  • การปลูกแบบหว่านลงแปลง ข้างหลังไถกลบรอบแรกหรือไถลูกพรวนดินในรอบ 2 แล้ว ให้หว่านเมล็ดงาดำ อัตรา 0.5-1 โล/ไร่ ควรหว่านเม็ดให้กระจายให้เยอะที่สุด ก่อนไถพรวนหน้าดินตื้นๆกลบ
  • การปลูกแบบหยดเม็ดเป็นแนว ข้างหลังไถชูร่องหรือดึงคราดทำแนวร่องเสร็จ ให้โรยเมล็ดตามความยาวของร่อง ให้เมล็ดห่างกันอย่างสม่ำเสมอ ใช้เม็ดในอัตราเดียวกับการโปรยเมล็ด ก่อนคราดหรือเกลี่ยหน้าดินกลบ


การดูแลและรักษา ข้างหลังการโปรยเม็ด ถ้าปลูกเอาไว้ในตอนแล้ง เกษตรมักจัดตั้งระบบให้น้ำ ซึ่งควรจะให้บ่อยๆ 2-3 ครั้ง/อาทิตย์ ส่วนการปลูกเอาไว้ในฤดูฝน เกษตรมักปล่อยให้งาดำเติบโตโดยอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติ ทั้งนี้ ถ้าพบโรคหรือแมลงให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัด ส่วนการใส่ปุ๋ย ให้ให้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ในระยะ 1-1.5 เดือน แรกหลังปลูก และบางทีอาจใส่ร่วมกับปุ๋ยคอก อัตรา 1-2 ตัน/ไร่ ส่วนการกำจัดวัชพืช ให้ลงแปลงถอนวัชพืชด้วยมือบ่อยๆ ทุก 2 ครั้ง/ เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 1-1.5 เดือนแรก
การเก็บเกี่ยวผลิตผล งาดำ สามารถเก็บเกี่ยวเม็ดได้ข้างหลังการปลูกราว 70-120 วัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ โดยดูจากฝักที่เริ่มกลายเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ส่วนใบจะเริ่มสีเหลือง แล้วก็บางชนิดมีการร่วงแล้ว ทั้งนี้ จะต้องเก็บฝักก่อนที่จะเปลือกฝักจะปริแตก ส่วนพันธุ์งาดำที่นิยมปลูกในขณะนี้นั้นมีด้วยกัน 4 ประเภทคือ

  • งาดำ บุรีรัมย์ จัดเป็นประเภทพื้นบ้าน มีลักษณะเด่นเป็นฝักแบ่งได้ 4 กลีบใหญ่ เมล็ดมีขนาดใหญ่ สีเกือบจะดำสนิท แก่เก็บเกี่ยวปานกลาง ราวๆ 90-100 วัน ให้ผลผลิต โดยประมาณ 60-130 กิโล/ไร่
  • งาดำ จังหวัดนครสวรรค์ จัดเป็นประเภทพื้นเมืองที่นิยมมากมายในดูเหมือนจะทุกภาค โดยยิ่งไปกว่านั้นภาคกลาง เหนือ รวมทั้งอีสาน มีลักษณะเด่นหมายถึงลำต้นค่อนข้างจะสูง มีการทอดยอด แล้วก็แตกกิ่งก้านมาก ใบมีขนาดใหญ่ มีลักษณะออกจะกลม ส่วนเมล็ดมีสีดำ อวบ และก็ขนาดใหญ่ มีอายุเก็บเกี่ยวปานกลาง ราวๆ 95-100 วัน ให้ผลผลิต 60-130 กิโล/ไร่
  • งาดำ มก.18 เป็นประเภทงาดำแท้ ที่ปรับปรุงขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในตอนปี 2528-2530 ที่ได้จากการผสมของงาจำพวก col.34 กับงาดำ นครสวรรค์ มีลักษณะเด่น คือ ลำต้นออกจะสูง มีการเลื้อย แม้กระนั้นไม่แตกกิ่ง ลำต้นมีข้อสั้น ทำให้ปริมาณของฝักต่อต้นสูง เม็ดมีสีดำสนิท 1,000 เม็ด มีน้ำหนักราวๆ 3 กรัม ถ้าเกิดในฤดูฝนจะแก่การเก็บเกี่ยวประมาณ 85 วัน ถ้าเกิดปลูกหน้าหนาวหรือฤดูแล้ง มีอายุการเก็บเกี่ยว ราวๆ 90 วัน ให้ผลผลิต แต่ค่อนข้างสูง ในตอน 60-148 โล/ไร่
  • งาดำ มข.2 เป็นชนิดไม่ไวต่อตอนแสงที่พัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีจำพวกเริ่มแรกเป็นงาดำ ชนิด ซีบี 80 ที่นำเข้ามาจากเมืองจีน มีลักษณะเด่นเป็นลำต้นสูงราวๆ 105-115 เซนติเมตร ลำต้นมีการแตกกิ่ง แม้กระนั้นแตกน้อย ราว 3-4 กิ่ง/ต้น เม็ดสีดำสนิท 1,000 เมล็ด หนักประมาณ 2.77 กรัม แก่เก็บเกี่ยวสั้นกว่าประเภทอื่นๆโดยประมาณ 70-75 วัน ให้ผลผลิตปานกลางถึงสูง ราวๆ 80-150 โล/ไร่ เป็นพันธุ์ที่ทนแล้ง แล้วก็ต้านทานต่อโรค เน่าดำเจริญ
ส่วนประกอบทางเคมี
ในเม็ดมีน้ำมันอยู่ราว 45-55% มีกรดไขมันอาทิเช่น oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid, นอกนั้นยังมี สารกลุ่ม lignan, ชื่อ Sesamin , sesamol, 
d-sesamin, sesamolin, สารอื่นๆดังเช่น sitosterol  (สารกันหืนเป็น sesamol ทำให้น้ำมันงาไม่กลิ่นหืน)
                ยิ่งไปกว่านี้งาดำยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้
คุณค่าทางโภชนาการของงาดำ (งาดำ 100 กรัม)
น้ำ                           4.2          กรัม
พลังงาน                 603         กิโลแคลอรี่
โปรตีน                    20.6        กรัม
ไขมัน                       48.2        กรัม
คาร์โบไฮเดรต                        21.8        กรัม
ใยอาหาร                                9.9          กรัม
เถ้า                           5.2          กรัม
แคลเซียม                               1228       มิลลิกรัม
เหล็ก                       8.8          มก.
ฟอสฟอรัส                              584         มก.
 
ไทอะมีน                 0.94        มก.
ไรโบฟลาวิน                           0.27        มก.
ไนอะซีน                  3.5          มิลลิกรัม
กรดกลูดามิก                         3.955     กรัม
กรดแอสพาร์ตำหนิก                     1.646     กรัม
เมไธโอนีน                              0.586     กรัม
ทรีโอนีน                  0.736     กรัม
ซีสคราวอีน                   0.358     กรัม
ซีรีน                         0.967     กรัม
ฟีนิลอะลานีน                        0.940     กรัม
อะลานีน                 0.927     กรัม
อาร์จินีน                 2.630     กรัม
โปรลีน                    0.810     กรัม
ไกลซีน                    1.215     กรัม
ฮิสทิดีน                   0.522     กรัม
ทริปโตเฟน                             0.388     กรัม
ไทโรซีน                   0.743     กรัม
วาลีน                      0.990     กรัม
ไอโซลิวซีน                              0.763     กรัม
ลิวซีน                      1.358     กรัม
ไลซีน                       0.569     กรัม
ธาตุแคลเซียม                        975         มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก                               14.55     มก.
ธาตุซีลีเนียม                          5.7          มก.
ธาตุโซเดียม                           11           มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส                      629         มก.
ธาตุสังกะสี                            7.75        มก.
ธาตุโพแทสเซียม                   468         มก.
ธาตุแมกนีเซียม                     351         มก.
ธาตุแมงกานีส                       2.460     มิลลิกรัม
ธาตุทองแดง                          4.082     มิลลิกรัม
 
ผลดี/สรรพคุณ งาดำนิยมนำมาใช้เป็นสัดส่วนประกอบของของหวานต่างๆได้แก่ ไอศกรีมงาดำ , คุกกี้งาดำ , ขนมเค้กงาดำ , นมงาดำ , กระยาสารท ฯลฯ หรือใช้เป็นส่วนประกอบภัณฑ์เสริมความงามต่างๆได้แก่ สบู่ โลชั่นที่มีไว้ดูแลผิว ฯลฯ ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของงาดำนั้นสามารถช่วยทำนุบำรุงร่างกายแทบทุกรูปร่าง ไม่ว่าจะเป็น ผม ผิวพรรณ กระดูก เล็บ ระบบขับถ่าย การบำรุงหัวใจ จึงเหมาะสมกับทุกวัย กระทั่งเด็กที่มีลักษณะอาการเจ็บป่วยอยู่แล้ว หรือเพศหญิงที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยทอง งาดำจะจำเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าจะช่วยคุ้มครองป้องกันโรคสภาวะกระดูกพรุนอย่างได้ผล โดยในตำราเรียนยาไทยระบุว่า ใช้น้ำมันระเหยยากที่บีบจากเมล็ด หุงเป็นน้ำมันใส่รอยแผล และผสมเป็นน้ำมันทาเช็ดนวดแก้เคล็ดลับปวดเมื่อย บวมช้ำ ปวดบวม ลดการอักเสบ ใส่แผลรักษาอาการผื่นคัน ทำน้ำมันใส่ผม เป็นยาระบายอ่อนๆทาผิวหนังให้นุ่มแล้วก็เปียกชื้น หญิงไทยโบราณใช้ทาเพื่อทำให้หมดจดผิว คุณประโยชน์พื้นบ้านบอกว่า เมล็ด กระตุ้นให้เกิดกำลัง ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย แม้กระนั้นทำให้ดีกำเริบ น้ำมัน ทำน้ำมันใส่แผล ใส่แผลเน่าเปื่อย มักใช้ผสมยาทาสำหรับกระดูกหัก บำรุงเอ็น ไขข้อ ทานวดแก้เคล็ดยอก ปวดบวม หรือใช้ทาบำรุงรากผม
ตำรับยาสมุนไพรล้านนา: ใช้รักษาโรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน น้ำร้อนลวก ไฟลุก
           ตำรับยาน้ำมันที่กำหนดในตำราพระโอสถพระนารายณ์: มีรวม 3 ตำรับ ที่ใช้น้ำมันงาเป็นองค์ประกอบ ดังนี้ “น้ำมันทรงแก้พระผมหล่น (ผมตก)ให้คันให้ขาว” มีสมุนไพร 19 ประเภท นำมาต้มแล้วกรองกากออก เติมน้ำมันงา แล้วหุงให้เหลือแค่น้ำมันใช้แก้พระเกศาเธอ คัน ขาว “น้ำมันแก้เปื่อยพังทลาย” มีคุณประโยชน์ แก้ขัดค่อยหรือฉี่ไม่ออก แก้ปวดขบ แก้หนอง มีรวม 2 ตำรับ แต่ละตำรับ มีสมุนไพร 12 จำพวก รวมทั้งน้ำมันงาพอสมควร หุงให้เหลือแค่น้ำมัน ยานี้ใช้ ยอนเป่าเข้าไปในลำกล้องถ่ายภาพ (ทางเท้าปัสสาวะในองคชาติ)
ส่วนตำราหมอแผนปัจจุบันบอกว่าสารออกฤทธิ์ในงาดำมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ต้านทานการอักเสบ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ต้านทานเซลล์มะเร็ง  รักษาอาการไอ จากการกำหนดประสิทธิภาพการดูแลรักษาโรคของเมล็ดงาโดยฐานข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ว่าช่วยทุเลาอาการไอ นับเป็นประโยชน์ข้อเดียวของงาดำและงาขาวที่มีข้อมูลเยอะที่สุดในขณะนี้  ลดระดับคอเลสเตอรอล น้ำมันงาเป็นหนึ่งในน้ำมันจากพืชที่พูดกันว่าดีต่อร่างกาย โดยมั่นใจว่าอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นไขมันชนิดดีที่ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลรวมทั้งในน้ำมันงานี้ยังพบไขมันอิ่มตัวในจำนวนน้อย วัยทอง หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนซึ่งเป็นภาวะของการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายและจิตใจจากการที่ร่างกายไม่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกต่อไป บางทีอาจได้ใช้ประโยชน์จากสารเซซาไม่น (Sesamin) ในเมล็ดงาที่มั่นใจว่าเมื่อไปสู่ร่างกายจะถูกจุลอินทรีย์ในลำไส้เปลี่ยนไปเป็นสารสำคัญอย่างเอนเทอโรแลกโตน (Enterolactone) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์เอสโตรเจนแล้วก็มีส่วนประกอบทางเคมีคล้ายฮอร์โมนเอสโตเจนของผู้หญิงอย่างไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogens) งาเป็นของกินที่มีแร่มากที่สำคัญ คือ ธาตุเหล็ก ไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โดยปริมาณแคลเซียมที่พบจะมีมากยิ่งกว่าผักทั่วๆไปกว่า 40 เท่า และก็ธาตุฟอสฟอรัสมากยิ่งกว่าผักทั่วๆไปกว่า 20 เท่า ซึ่งเป็นธาตุที่ปฏิบัติหน้าที่เสริมสร้างกระดูก โดยเฉพาะเด็กตัวเล็กๆ และก็สตรีวัยหมดประจำเดือน กรดไขมันไลโนเลอิค แล้วก็กรดไขมันจำพวกโอเลอิค ช่วยสำหรับในการลดระดับไขมันจำพวกต่างๆในเส้นเลือด และก็ช่วยปกป้องการเกิดเกล็ดเลือด และลิ่มเลือด  งามีคาร์โบไฮเดรตในปริมาณตํ่า แต่ว่ามีวิตามินบีทุกประเภทสูงก็เลยนับได้ว่างามีวิตามินบีอยู่ดูเหมือนจะทุกจำพวก ก็เลยมีสรรพคุณช่วยบำรุงระบบประสาท บำรุงสมอง ทุเลาอาการเหน็บชา แก้ร่างกายหมดแรง แก้ลักษณะของการปวดเมื่อย รวมทั้งแก้การไม่อยากกินอาหาร  งามีจำนวนใยอาหารในจำนวนสูง ปฏิบัติภารกิจเสริมสร้าง และก็กระตุ้นการทำงานของลำไส้ อีกทั้งการย่อย การดูดซึม รวมทั้งการขับถ่าย ช่วยป้องกันอาการท้องผูก ยั้ง แล้วก็ดูดซับสารพิษ พร้อมขับออกทางอุจจาระ ทำให้ป้องกันมะเร็งในลำไส้ รวมทั้งควบคุมระดับไขมันในเลือด      กรดไลโนเลอิคพบในเม็ดงาเยอะมากๆ เป็นกรดที่มีหน้าที่สำคัญต่อการเติบโต แล้วก็ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวหนัง เนื่องจากว่าทำให้ผนังเซลล์ข้างในภายนอกดำเนินการอย่างธรรมดา
ต้นแบบ/ขนาดวิธีการใช้ ในตอนนี้งาดำนั้นส่วนมากจะนิยมนำมาทำเป็นของหวานหรือส่วนประกอบของขนมและสินค้าที่ใช้บริโภคมากยิ่งกว่าการใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆแต่ว่าก็มีตำรายาไทยแผนโบราณที่ได้กำหนดจำนวนการใช้เพื่อบรรเทาโรคต่างๆได้แก่

  • รักษาลักษณะของการปวดตามข้อ ใช้งาคั่วกิน 2-3 ช้อนโต๊ะ 2-3 อาทิตย์
  • รักษาอาการอ่อนล้า เมื่อตามร่างกาย รับประทานงาคั่ว 2-3 ช้อนโต๊ะ 2-3 อาทิตย์
  • รักษาอาการเหน็บชา คั่วเมล็ดงา 1 ลิตร ร่วมกับรำข้าว 1 ลิตร และกระเทียมหั่น 1 กำมือ แล้ว ตำบดผสมกัน และก็ผสมน้ำผึ้งหรือน้ำตาลกิน 1 เดือน
  • รักษาอาการคัดจมูก ใช้งาคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับอาหารสุกหรือน้ำเต้าหู้รับประทาน 2-3 วัน
  • รักษาอาการเป็นหวัด กินงาคั่ว วันละ 4 ช้อนโต๊ะ
  • รักษาท้องผูก ใช้งาคั่วผสมกับเกลือกินร่วมกับข้าว
  • รักษาลักษณะของการปวดเมนส์ กินงาผง ½ ช้อนชา วันละ 2 ครั้ง
  • ใช้บำรุงสมอง และระบบประสาท ใช้งาคั่วผสมกับมะขามป้อม แล้วก็น้ำผึ้ง รับประทานวันละ 1 ครั้ง
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ      สาร sesamin จากน้ำมันเมล็ดงา เมื่อทำทดลองโดยผสมลงในอาหารของหนูถีบจักร แล้วก็ป้อนให้หนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการติดโรค และการอักเสบที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งหนูที่มีการอักเสบจะมีการหลั่งสาร dienoic, eicosanoids, TNF-a (tumor necrosis factor-a) และ cyclooxygenase เยอะขึ้น จากผลการทดสอบ พบว่าสาร sesamin ในน้ำมันเมล็ดงา มีฤทธิ์ลดการอักเสบที่ไส้ของหนูได้ โดยลดการสร้างสารชนิด Prostaglandin E2 (PGE2), Thromboxane B2 (TXB2) และก็ TNF-a อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (1) เมื่อทำการทดสอบในชายปกติ 11 คน โดยฉีดสารที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการอักเสบ Auromyose ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ของ TNF-a, PGE2 แล้วก็ leukotriene B4 (LTB4) แล้วต่อจากนั้นให้ชายทั้งยัง 11 คน รับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา 18 ก./วัน นาน 12 สัปดาห์ และทำการวัดระดับ TNF-a, PGE2  และ LTB4 ในกระแสเลือดก่อนและข้างหลังให้อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา พบว่าระดับของสารที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอักเสบดังที่ได้กล่าวมาแล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลง แสดงว่าน้ำมันงาไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ (2) 0.5 กรัม ของสารสกัดเมทานอล 100% จากเมล็ดงา 100 กรัม ไม่มีผลยับยั้ง cyclooxygenase 2 และ nitric oxide ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกเหนี่ยวนำโดย lipopolysaccharide (3)
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย        สารสกัดอัลกอฮอล์หรืออะซีโตนจากเม็ดงา ความเข้มข้น 25 มคกรัม/มิลลิลิตร (4) แล้วก็สารสกัดเอทานอล 80% จากใบ ลำต้น ราก และก็ผล ความเข้มข้น 500 มิลลิกรัม/มล. (5) ไม่มีผลยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus (4, 5) แล้วก็เชื้อ Pseudomonas aeruginosa (5)
การเล่าเรียนเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของงาดำและงาขาวที่ช่วยรักษาอาการไอ เป็นการทดลองในเด็กอายุ 2-12 ปี จำนวน 107 คน ที่มีลักษณะอาการไอจากหวัด โดยให้กินน้ำมันงา 5 มล.ก่อนนอนต่อเนื่องกัน 3 วัน เพื่อลดความร้ายแรงแล้วก็ความถี่ของการไอ ผลลัพธ์พบว่าในวันแรกอาการไอของเด็กที่รับประทานน้ำมันงาดียิ่งขึ้นกว่ากรุ๊ปกินยาหลอก แต่ว่าอยู่ในระดับไม่มากสักเท่าไรนัก รวมทั้งเมื่อผ่านไป 3 วัน เด็กทั้งยัง 2 กรุ๊ปต่างมีอาการดียิ่งขึ้น และไม่พบว่าการใช้น้ำมันงาก่อให้เกิดผลกระทบใดๆทำการค้นคว้าผู้ป่วยที่เจ็บในโรงพยาบาลทั้งหมดทั้งปวง 150 คน โดยกลุ่มหนึ่งให้การรักษาด้วยการทาน้ำมันงาควบคู่ไปกับการดูแลและรักษาธรรมดา ส่วนอีกกรุ๊ปให้การรักษาธรรมดาเพียงอย่างเดียว ผลปรากฏว่าน้ำมันงาช่วยลดความรุนแรงของความเจ็บปวดรวมทั้งนำมาซึ่งการทำให้คนป่วยกินยาพาราลดลง
ภาควิชาแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ค้นพบว่าในเมล็ดงาดำ มีสารเซซามินอยู่ข้างในซึ่งสารตัวนี้สามารถที่จะช่วยในการยั้งการพัฒนาเซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์สลายกระดูก ที่ให้เกิดโรคข้อเสื่อม โรคกระดูกพรุน ได้โดยจะเข้าไปทำให้แคลเซียมผสานกับกระดูกมากเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากนั้นยังช่วยในเรื่องของโรคสมอง ไม่ว่าจะมีลักษณะเป็นเส้นเลือดอุดตันในสมองเส้นเลือดแตก ที่ทำให้เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตขึ้นรถเซซามินจะเข้าไปช่วยคุ้มครองป้องกันเซลล์ประสาทที่ยังดีอยู่ และช่วยฟื้นฟูเซลล์ประสาทที่ย่อยสลายในที่สุดก็เป็นโรคมะเร็ง ที่นับว่าเป็นโรคที่เกิดมากเป็นอันดับ 1 เดี๋ยวนี้ซึ่งเซลล์มะเร็งนั้นจะแพร่ไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากมีเส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นมาแล้วไปสร้างการหล่อเลี้ยงให้กับเซลล์ของโรคมะเร็งนั้นๆแล้วก็จะแพร่ไปบ่อยซึ่งสารเซซามิน ก็จะเข้าไปคุ้มครองเซลล์กับตัดวงจรหรือลดเส้นเลือดใหม่ที่เป็นน้ำเลี้ยงให้กับเซลล์ของโรคมะเร็งพร้อมด้วยค่อยๆฟื้นฟูสภาพเซลล์ให้กลับคืนมา
โดยผลที่เกิดจากการวิจัยในห้องทดลองที่ได้ร่วมกับนิสิตปริญญาโท ได้ทดสอบกับไข่ไก่ที่ปกติหลังจากนั้นได้กระทำฉีดเซลล์หรือพิษเข้าไป ก็พบว่าไข่ไก่จะกำเนิดอาการเป็นพิษหรือคล้ายกับการเป็นมะเร็ง ต่อจากนั้นก็กระทำฉีดสารเซซามิน เข้าไปก็พบว่าการฟื้นฟูของเซลล์เริ่มคืนมาและก็ได้ทดสอบด้วยการฉีดสารเซซาไม่นเข้าไปในไข่ไก่ธรรมดา แล้วเมื่อเวลาผ่านไป 6 ชั่วโมงถึงฉีดสารพิษ หรือเซลล์ของมะเร็งเข้าไป ก็พบว่ามีการคุ้มครองปกป้องเซลล์ได้มากกว่าไข่ไก่ที่ผิดฉีดสารเซซาไม่นอย่างเห็นได้ชัด
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา

  • การทดสอบความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอลและก็น้ำ (1:1) เข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร พบว่าขนาดที่ทำให้หนูตายเป็นปริมาณกึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่าพอๆกับ 500 มก./กิโลกรัม น้ำมันจากเม็ดงาไม่กำหนดความเข้มข้น พบว่าเป็นพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดแดง แล้วก็เมื่อฉีดน้ำมันจากเม็ดงาเข้าทางเส้นเลือดดำของกระต่าย พบว่า MIC มีค่าเท่ากับ 0.74 มล./กิโลกรัม เมื่อป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของข้าวโพด เม็ดฝ้าย น้ำมันที่สกัดจากมะกอก แล้วก็น้ำมันงาให้กับหนูเพศผู้-ภรรยา ในขนาด 0.1, 0.5% ของอาหารเป็นเวลานาน 105 วัน พบว่าหนูทุกตัวมีการเปลี่ยนของระดับไขมันที่ตับ และในหนูเพศภรรยา เนื้อเยื่อที่
ต่อม thyroid ชนิด microfollicular จะมีจำนวนเซลล์เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ  และในหนูทุกตัวที่ป้อนอาหารที่มีส่วนผสมในขนาด 0.5% ของอาหาร พบว่าน้ำหนักของหัวใจเพิ่มมากขึ้น

  • ทำให้เกิดอาการแพ้ มีรายงานว่าคนรับประทานเมล็ดงา แล้วเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง เช่น ในคนเพศชายพบว่ามีอาการแพ้ด้วยการสูดดม และทำ skin prick tests ผล positive และเมื่อรับประทานเมล็ดงาขนาด 2 มก./วัน พบว่าเกิดอาการผื่นขึ้นคล้ายลมพิษ นอกจากนี้มีรายงานในคนเพศหญิง เมื่อรับประทานเมล็ดงาขนาด 10 ก./คน และสูดดม พบว่าเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง มีอาการหอบ จมูกอักเสบ และมีผื่นขึ้นคล้ายลมพิษ และมีรายงานว่าผู้ที่รับประทานเมล็ดงา  และเกิดอาการแพ้แบบ anaphylactic shock เนื่องจากสารในเมล็ดงาไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันชนิด non-IgE ผู้ป่วยอายุ 46 ปี เกิดอาการแพ้หลังจากการใช้น้ำมันงาในเยื่อหุ้มฟัน ทำให้เกิด anaphylactic shock ด้วยเช่นกัน มีรายงานในผู้ป่วยที่รับประทานอาหารที่มีงาเป็นส่วนผสม และเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง 10 ราย ผู้ป่วยทุกคนทำ skin prick test ต่องา และตรวจ IgE antibodies พบว่าได้ผล positive ทั้ง 2 ชนิด ทุกคน  และพบว่าสารที่ทำให้เกิดการแพ้อย่างรุนแรงในงาคือ 2S albumin
  • พิษต่อระบบสืบพันธุ์ สารสกัดเมล็ดด้วยบิวทานอล เอทานอล (95%) และน้ำ เมื่อป้อนให้กับหนูขาวเพศเมียขนาด 3.05 ก./กก. กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร พบว่าไม่มีผลต้านการฝังตัวของตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอล เมื่อป้อนให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ขนาด 200 มก./กก. กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร พบว่าไม่มีผลทำให้แท้ง และไม่มีผลต้านการฝังตัวของตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอล:น้ำ (1:1) เมื่อป้อนให้กับหนูขาวเพศเมียทางปากขนาด 200 มก./กก.  พบว่าไม่มีพิษต่อตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเบนซีนและปิโตรเลียมอีเทอร์  เมื่อป้อนให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ทางสายยางให้อาหารขนาด 150 มก./กก. พบว่าไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน น้ำมันจากเมล็ดงาเมื่อป้อนให้หนูที่ตั้งครรภ์ทางสายยางสู่กระเพาะอาหาร ในขนาด 4 มล./ตัว  โดยให้ในช่วงสัปดาห์ที่ 6-10 ของการตั้งครรภ์ พบว่าไม่มีผลทำให้เกิดความพิการของตัวอ่อน
  • พิษต่อเซลล์ สารสกัดทั้งต้นด้วยเอทานอล (90%) ขนาด 0.25 มก./มล. พบว่ามีพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดขาวในคน (Lymphocytes Human) และสารสกัดเดิมเมื่อทำการทดสอบกับ Cells vero, Cell-CHO (Chinese Hamster Ovary) และเซลล์ Lymphoma Daltons พบว่าขนาดที่มีผลทำ

5

ต้นหญ้าหนวดแมว
ชื่อสมุนไพร  หญ้าหนวดแมว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน  พยับเมฆ (จังหวัดกรุงเทพมหานคร) บางรักป่า (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์), อีตู่ป่า (เพชรบุรี) หญ้าหนวดเสือ
ชื่อสามัญ Kidney tea plant, Cat’s whiskers, Java tea, Hoorah grass
ชื่อวิทยาศาสตร์ Orthosiphon aristatus (Blume) Miq.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Orthosiphon grandiflorus Bold. ,Orthosiphon stamineus Benth.
วงศ์ Lamiaceae หรือ Lamiaceae
ถิ่นเกิด  ต้นหญ้าหนวดแมวจัดเป็นพืชป่าในเขตร้อนชื้นมีถิ่นกำเนิดแถวทวีปเอเชียใต้แถบประเทศอินเดีย , บังคลาเทศ , ศรีลังกาแล้วก็ทางตอนใต้ของจีนแล้วมีการกระจายจำพวกไปสู่ในประเทศเขตร้อนที่ใกล้เคียง (ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ตัวอย่างเช่น พม่า ไทย ลาว เขมร มาเลเซีย อื่นๆอีกมากมาย ในประเทศไทย มีการนำต้นหญ้าหนวดแมวมาเป็นสมุนไพรรักษาโรคนิ่วแล้วก็ขับฉี่มานานแล้ว จนกระทั่งในปัจจุบันมีการวิจัยเกี่ยวกับหญ้าหนวดแมวว่าสามารถบรรเทาโรคแล้วก็สภาวะต่างๆได้มากมายหลายโรคก็เลยทำให้ความนิยมในการใช้ต้นหญ้าหนวดแมวมากขึ้นเรื่อยๆ
ลักษณะทั่วไป   ต้นหญ้าหนวดแมวมีลักษณะ ต้น เป็นไม้พุ่มล้มลุก ขนาดเล็ก เนื้ออ่อน สูง 30-60 ซม. มีอายุหลายปี ลำต้นแล้วก็กิ่งก้านค่อนข้างจะเป็นสี่เหลี่ยมเห็นได้ชัดเจน มีสีม่วงแดง และก็มีขนนิดหน่อย แตกกิ่งก้านสาขามาก โคนต้นอ่อนโค้ง ปลายตั้งตรง ตามยอดอ่อนมีขนกระจาย ใบเป็นโดดเดี่ยว ออกตรงกันข้าม สีเขียวเข้ม รูปไข่ หรือรูปสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัด ตามเส้นใบมักมีขน กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 5-10 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจะเป็นฟันเลื่อยห่างๆยกเว้นขอบที่โคนใบจะเรียบ มีขนตามเส้นใบอีกทั้งด้านบนแล้วก็ด้านล่าง เนื้อใบบาง ก้านใบยาว 2-4.5 ซม. มีขน ดอก มีสีขาว หรือขาวอมม่วงอ่อน ออกเป็นช่อกระจะตั้งขึ้น ที่ปลายยอด เป็นรูปฉัตร ยาว 7-29 เซนติเมตร มีดอกย่อยโดยประมาณ 6 ดอก ขนาดดอก 1.5 เซนติเมตร ดอกจะบานจากด้านล่างขึ้นไปข้างบน ริ้วประดับประดารูปไข่ ยาว 1-2 มม. ไม่มีก้าน กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง งอนิดหน่อย ยาว 2.5-4.5 มม. เมื่อเป็นผลยาว 6.5-10 มิลลิเมตร ด้านนอกมีต่อมน้ำมันหรือเป็นปุ่มๆกลีบดอกโคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดตรงเล็ก ยาว 10-20 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นปากสองปาก ปากบนใหญ่กว่า ปากบนมีหยักตื้นๆ4 หยัก โค้งไปทางข้างหลัง ปากด้านล่างตรง โค้งเป็นรูปช้อน เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็น 2 คู่ คู่ด้านล่างยาวกว่าคู่บนน้อย ก้านเกสรยาว เกลี้ยง ไม่ติดกัน ยื่นยาวออกมานอกกลีบดอกเห็นได้ชัดเสมือนหนวดแมว อับเรณูเป็น 2 พู ด้านบนบรรจบกัน ก้านเกสรเพศเมียเรียวเล็ก ยาว 5-6 ซม. ปลายก้านเป็นรูปกระบอง ปลายสุดมี 2 พู ผลเป็นผลแห้งไม่แตก รูปขอบขนานกว้าง แบน แข็ง สีน้ำตาลเข้ม ขนาดเล็ก ยาวราว 1-2 มม. ผลจะก้าวหน้าเป็น 4 ผลย่อยจากดอกหนึ่งดอก ตามผิวมีรอยย่น ออกดอกและก็ติดผลราวกันยายนถึงตุลาคม ถูกใจขึ้นที่ชื้น มีแดดรำไรในป่าขอบลำน้ำ หรือน้ำตก
การขยายพันธุ์ หญ้าหนวดแมว เป็นไม้ล้มลุกที่เติบโตก้าวหน้าในดินชื้น คล้ายกับกระเพราแล้วก็โหระพา จึงทนต่อภาวะแห้งได้น้อย เพราะฉะนั้น การปลูกต้นหญ้านวดแมวจึงควรเลือกสถานที่ปลูกที่ค่อนข้างเปียกชื้นเสมอหรือมีระบบให้น้ำอย่างทั่วถึง แม้กระนั้นในช่วงฤดูฝนสามารถเติบโตได้ทุกพื้นที่
                ทั้งยังต้นหญ้าหนวดแมวเป็นพืชชอบดินร่วน และก็มีสารอินทรีย์สูง เพราะฉะนั้น ดินหรือแปลงปลูกควรจะเพิ่มเติมสารอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยธรรมชาติ ปุ๋ยหมัก ก่อนพรวนผสมกันไปจนกว่าจะเข้ากันและก็กำจัดวัชพืชออกให้หมด
ส่วนการปลูกหญ้าหนวดแมว ปลูกได้ด้วย 2 วิธี เป็น

  • การปักชำกิ่ง ตัดกิ่งที่ยังไม่ออกดอก ยาวราว 15-20 เซนติเมตร หลังจากนั้น เด็ดกิ่งแขนง รวมทั้งใบออกด้านโคนกิ่งออก ในความยาวราว 5 เซ็นติเมตร พร้อมด้วยเด็ดยอดทิ้ง ก่อนนำมาปักชำ ซึ่งบางทีอาจปักชำในกระถางหรือปักชำลงแปลงปลูก
  • การหว่านเมล็ด นำเม็ดหว่านลงแปลงที่จัดแจงไว้ โดยหว่านให้เมล็ดมีระยะห่างกันราวๆ 3-5 เซนติเมตร ก่อนให้น้ำ ใส่ปุ๋ย และดูแลจนต้นกล้าอายุราวๆ 20-30 วัน หรือสูงโดยประมาณ 10-15 เซนติเมตร ก่อนแยกปลูกลงแปลงต่อไป


หญ้านวดแมว เป็นพืชที่อยากความชุ่มชื้นสูง ถ้าหากขาดน้ำนาน ลำต้นจะเฉา และก็ตายได้เร็ว ดังนั้น กล้าหญ้าหนวดแมวหรือต้นที่ปลูกในแปลงแล้ว ต้องมีการให้น้ำอย่างน้อย 2 วัน/ครั้ง
การเก็บเกี่ยว หญ้าหนวดแมว แก่เก็บเกี่ยวราว 120-140 วัน หลังปลูก บางทีอาจเก็บเกี่ยวด้วยการถอนทั้งยังต้นหรือทยอยเด็ดเก็บกิ่งมาใช้ประโยชน์ก็ได้
องค์ประกอบทางเคมี
หญ้าหนวดแมวมีองค์ประกอบทางด้านพฤกษเคมีที่โดดเด่นเป็น สารกลุ่ม phenolic compoundsอาทิเช่น rosmarinic acid, 3’-hydroxy-5, 6,    7, 4’-tetramethoxyflavone, sinensetin แล้วก็eupatorin แล้วก็ pentacyclic triterpenoid ที่สำคัญคือ betulinic acid2 นอกเหนือจากนั้นยังพบ glucoside orthosiphonin, myoinositol, essential oil, saponin, alkaloid, phytosterol, tannin พบสารกรุ๊ปฟลาโม้น ตัวอย่างเช่น sinensetin, 3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxy flavones Potassium Salf ในใบ รวมทั้งHederagenin, Beta-Sitosterol, Ursolic acid ในต้นอีกด้วย
ซึ่งสารในต้นหญ้าหนวดแมวกลุ่มนี้มีรายงานฤทธิ์ทางสรีรวิทยาแล้วก็เภสัชวิทยามากไม่น้อยเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น การขับปัสสาวะ ลดระดับกรดยูริค (hypouricemic activity) ป้องกัน ตับ ไต และกระเพาะ ลดระดับความดันเลือด ต้านทานสารอนุมูลอิสระหรือปฏิกิริยาออกซิเดชัน ต่อต้านการอักเสบ เบาหวาน แล้วก็จุลชีวัน ลดไขมัน (antihyper-lipidemic activity) ลดความอยากกินอาหาร (anorexic  activity)  รวมทั้งปรับสมดุลภูมิต้านทานของร่างกาย (immunomodulation)
 
 
 ส่วนประกอบทางเคมีของสารพฤกษเคมีในต้นหญ้าหนวดแมว (a)    rosmarinic acid, (b)  3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxyflavone, (c) eupatorin, (d) sinensetin, (e) betulinic acid
                 
     Tannin ที่มา: Wikipedia                      Myo-inositol   ที่มา: Google
สรรพคุณ  หญ้าหนวดแมวเป็นสมุนไพรที่คนประเทศไทยได้นำมาใช้รักษาโรคมานานแล้ว โดยมีสรรพคุณตามตำราไทยเป็นใบมีรสจืดชืด ใช้เป็นยาชงแทนใบชา รับประทานขับเยี่ยว ขับนิ่ว แก้โรคไต แล้วก็กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว แล้วก็ไขข้ออักเสบ แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้ถุงน้ำดีอักเสบ บรรเทาอาการไอ แก้โรคหนองใน ราก ขับฉี่ ขับนิ่ว ทั้งยังต้น แก้โรคไต ขับเยี่ยว รักษาโรคกระษัย รักษาโรคปวดตามสันหลัง และก็บั้นท้าย รักษาโรคนิ่ว แก้โรคหนองใน รักษาโรคเยื่อจมูกอักเสบ ล้างพิษในไต
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้น มีผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยบอกว่า ต้นหญ้าหนวดแมวมีสรรพคุณ

  • ความดันโลหิตสูง ต้นหญ้าหนวดแมวทำให้ความดันเลือดลดลง แล้วก็ยังสามารถลดภาวการณ์เส้นเลือดหดตัวได้ด้วย ก็ยิ่งทำให้ไม่มีอันตรายในคนไข้กลุ่มนี้เยอะขึ้น
  • การต่อว่าดเชื้อระบบทางเดินเยี่ยว โรคนี้หมอมักเสนอแนะให้คนป่วยกินน้ำมากมายๆโดยยิ่งไปกว่านั้นในระยะเริ่มต้นแม้กินน้ำมากๆก็สามารถที่จะช่วยให้หายได้โดยไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ การกินน้ำมากๆเสมือนเป็นการช่วยทำให้เชื้อโรคถูกขับออกไทยจากระบบทางเดินเยี่ยวไปเรื่อยยิ่งขับออกเร็วมากเท่าใดอาการของโรคก็จะหายเร็วขึ้นมากแค่นั้นถ้าเกิดเชื้อสะสมอยู่ในระบบฟุตบาทเยี่ยวก็จะกระตุ้นการหลั่งสารกรุ๊ป cytokines โดยยิ่งไปกว่านั้น interleukin 6  ที่ได้ผลทั้งเฉพาะที่ในระบบทางเท้าเยี่ยวและกระทบไปทั่วร่างกาย (systemic effect) เป็นนำไปสู่การปวด อักเสบ และก็จับไข้ได้ ต้นหญ้าหนวดแมวก็ยังสามารถช่วยลดการอักเสบ ปวด ไข้ และก็ป้องกันมิให้เชื้อติดตามเนื้อเยื่อระบบฟุตบาทปัสสาวะ เชื้อก็จะหลุดออกไปกับน้ำเยี่ยวได้เร็วขึ้น
  • โรคเบาหวาน หญ้าหนวดแมวทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดลดลงด้วยเหตุว่ายับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase และก็  α-amylase  และก็ลดพิษจากการได้รับเดกซ์โทรสจำนวนสูง จึงสามารถนำมาใช้ในคนไข้โรคเบาหวานได้โดยสวัสดิภาพและตำราเรียนยาโบราณยังอาจใช้รักษาโรคเบาหวานได้ด้วย
  • นิ่ว หญ้าหนวดแมวเป็น hypourecimic agent คือขับกรดยูริกออกมาจากกระแสโลหิต ลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริกได้ ทั้งยังยังลดการบิดเจ็บในไตที่เกิดจากนิ่ว calcium oxalate ได้ด้วย
  • โรคมะเร็ง ต้นหญ้านวดแมวเป็นพิษต่อเซลล์ของมะเร็งหลายแบบและก็ลดการสร้างเส้นโลหิตใหม่ไม่ให้แตกหน่อไปเลี้ยงก้อนเนื้อโรคมะเร็ง ก็เลยได้ผลดีสำหรับการร่วมรักษาโรคมะเร็งได้
  • ท่อเยี่ยวตีบแคบ ต้นหญ้าหนวดแมวถือได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มากมายในการช่วยขับปัสสาวะในผู้ป่วยที่มีปัญหาในเรื่องท่อเยี่ยวตีบแคบซึ่งพบได้ย่อยในคุณผู้หญิงสูงวัย เพราะว่าทำให้กล้ามเรียบของท่อเยี่ยวคลายตัว
ต้นแบบ/ขนาดการใช้ ตามตำรายาไทยระบุได้ว่า

  • ใช้ขับฉี่
  • ใช้กิ่งกับใบหญ้าหนวดแมว ขนาดกลาง ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินความจำเป็น ล้างสะอาด เอามาผึ่งในที่ร่มให้แห้ง นำมา 4 กรัม หรือ 4 ถือมือ ชงกับน้ำเดือด 1 ขวดน้ำปลา (750 ซีซี.) เช่นกันชงชา ดื่มต่างน้ำทั้งวัน รับประทานนาน 1-6 เดือน
  • ใช้ต้นกับใบวันละ 1 กอบมือ (สด 90- 120 กรัม แห้ง 40- 50 กรัม ) ต้มกับน้ำรับประทาน ทีละ 1 ถ้วยชา (75 ซีซี.) วันละ 3 ครั้ง ก่อนรับประทานอาหาร
  • ใช้แก้นิ่ว/ขับนิ่ว ให้นำใบอ่อน (ไม่ใช่ดอก) ขอบต้นหญ้าหนวดแมว โดยประมาณ 2-3 ใบ (ควรที่จะเก็บตอนที่ต้นหญ้าหนวดแมวกำลังมีดอก) มาหั่นเป็นท่อนโดยประมาณ 2-3 ซม. ผึ่งแดดให้แห้งแล้วนำมาชงกับน้ำร้อน (ราวๆ 2 กรัมต่อน้ำร้อน 1 แก้ว) ปิดฝาทิ้งเอาไว้ 5-10 นาที ใช้ดื่ม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้อาการคลื่นเหียน อ้วก หนังสือเรียนยาให้ใช้ใช้ทั้งใบ และก็กิ่งต้มน้ำรวมกับสารส้ม ดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนรับประทานอาหาร


การเล่าเรียนทางพิษวิทยา การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาของต้นหญ้าหนวดแมวส่วนมากจะมีด้านฤทธิ์การขับฉี่และก็ฤทธิ์สำหรับในการรักษานิ่ว อย่างเช่น

  • มีสารฤทธิ์ขับเยี่ยว ทดสอบป้อนทิงเจอร์ของสารสกัดจากใบด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 และจำนวนร้อยละ 70 ให้หนูแรทพบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจำนวนร้อยละ 50 มีฤทธิ์ขับฉี่แล้วก็ขับโซเดียมได้ดีมากว่าสารสกัดด้วยเอทานอลความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 70 แม้กระนั้นขับโปแตสเซียมออกได้น้อยกว่า ยิ่งไปกว่านี้สารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 ยังมีฤทธิ์ขับกรดยูริคได้ดีมากมาย รวมทั้งพบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 มีจำนวนสารสำคัญ เช่น sinesetine, eupatorine, caffeic acid แล้วก็ cichoric acid สูงขึ้นมากยิ่งกว่าสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 70 แต่มีสาร rosemarinic acid น้อยกว่า
  • ฤทธิ์สำหรับการรักษานิ่ว มีการเรียนฤทธิ์ในการรักษานิ่วในทางเดินเยี่ยวส่วนบนของหญ้าหนวดแมวเปรียบเทียบกับการรักษามาตรฐานด้วยไฮโดรคลอไรไธอาไซด์ และก็โซเดียมไบคาร์บอเนต พบว่าคนเจ็บที่ได้รับหญ้าหนวดแมวมีการขับเคลื่อนของนิ่วบริเวณกระดูกกระเบนเหน็บมากกว่า และก็ช่วยลดการใช้ยารับประทานแก้ปวดได้มากกว่ากรุ๊ปที่ใช้ยามาตรฐาน แม้กระนั้นไม่มีความแตกต่างกันอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ คนเจ็บที่ได้รับต้นหญ้าหนวดแมวจะมีความดันเลือดน้อยลงน้อย ในระหว่างที่กรุ๊ปที่ได้ยามาตรฐานจะมีความดันโลหิตต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คนไข้ที่ได้รับต้นหญ้าหนวดแมวจะมีชีพจรในระยะเริ่มต้น (วันที่ 3 ของการทดลอง) เร็วขึ้น แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับโปแตสเซียมในเลือด กรุ๊ปที่ได้ยามาตรฐานจะมีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะในวันที่ 30 ของการทดสอบลดน้อยลง การเปลี่ยนแปลงของความถ่วงจำเพาะของฉี่ทั้งคู่กรุ๊ปไม่แตกต่างกัน ในเวลาที่พบผลกระทบในกลุ่มที่ใช้ต้นหญ้าหนวดแมวน้อยกว่ากรุ๊ปที่ใช้ยามาตรฐาน แต่ไม่ได้ต่างอะไรอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ นอกนั้น มีรายงานผลของการรักษานิ่วในไตในคนป่วยที่ให้รับประทานยาต้มที่ตระเตรียมจากใบหญ้าหนวดแมวแห้ง ความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 0.5 ขนาด 300 มิลลิลิตร ครั้งเดียว ติดต่อกันนาน 1-10 เดือน พบว่า 9 ราย มีการตอบสนองทางสถานพยาบาลที่ดี พบว่าปัสสาวะของคนป่วยมีลักษณะท่าทางเป็นด่างมากขึ้น ซึ่งเสนอแนะว่าน่าจะช่วยลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริคได้

นอกนั้นยังมีการศึกษาวิจัยในต่างถิ่นของฤทธิ์สำหรับในการบำบัดรักษาแล้วก็รักษาอาการโรคต่างๆดังนี้

  • การขับปัสสาวะ (diuresis) เดี๋ยวนี้พบว่าเนื้อเยื่อบุผิวของกระเพาะปัสสาวะ (uroepithelial tissue) ที่มีตัวรับขอบ ที่มีตัวรับของ adenosinereceptor อีกทั้ง A1 A2A A2B แล้วก็ A3    สาระสำคัญในต้นหญ้าหนวดแมวมีกลไกการทำงานที่สำคัญคือ กระตุ้น adenosine receptor ประเภท A1    receptor แต่ว่าก็ให้ฤทธิ์ที่ครอบคลุมถึง adenosine receptor อีก 3 ประเภทด้วย ทำให้กล้ามเรียบของกระเพาะปัสสาวะหดตัวแต่กล้ามเนื้อเรียบของท่อเยี่ยว (urethra) คลายตัวซึ่งเอื้อต่อการขับฉี่ จึงน่าจะเป็นกลไกที่นำมาใช้ชี้แจงการขับปัสสาวะได้
  • นิ่วในไต (urolithiasis) เป็นโรคที่ยังนับว่าเป็นปัญหาอยู่มากมายรวมทั้งยังไม่เคยทราบกลไกที่แจ้งชัด ยาแผนโบราณใช้หญ้าหนวดแมวสำหรับในการรักษานิ่ว Gao และก็แผนกบอกให้เห็นศักยภาพของหญ้าหนวดแมวสำหรับการปรับแต่งนิ่วที่เกิดขึ้นมาจากผลึกของ calcium oxalateในเนื้อเยื่อไตของหนูทดลอง โดยการทำให้สาร biomarker กว่า 20 จำพวกที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อไตบาดเจ็บจากผลึกของ calcium oxalate สามารถคืนสู่ภาวการณ์ธรรมดาได้การทำงานของสารในต้นหญ้าหนวดแมวคาดว่าน่าจะผ่านหลายกลไกในลักษณะ multiple metabolicpathways โดยยิ่งไปกว่านั้นเมแทบจะอลิซึมของพลังงานต่างๆกรดอะมิโน taurine hypotaurine purine รวมถึง citrate cycle นอกจากนั้นยังมีรายงานเพิ่มว่าการขับฉี่บางทีอาจเป็นการช่วยละลายนิ่วรวมทั้งขับออกมากับฉี่ง่ายมากยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยขับกรดยูริคและก็ป้องกัน  uric acid stone formation
  • การต่อว่าดเชื้อของระบบทางเดินเยี่ยว (urinary tract infection, UTI) เมื่อนำหญ้าหนวดแมวมาใช้ในระบบทางเท้าปัสสาวะ ผลพลอยได้ที่น่าสนใจคือ นอกเหนือจากที่จะขับเยี่ยวที่ช่วยให้ลักษณะของการต่อว่าดเชื้อดียิ่งขึ้นแล้ว ยังสามารถลดการเกาะติดของเชื้อจำพวก uropathognicEscherichia coli กับเซลล์กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เชื้อถูกขับออกไปจากระบบทางเท้าฉี่ได้ง่ายแล้วก็เร็วขึ้น นอกเหนือจากนั้นคุณสมบัติสำหรับการต้านทานปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน ที่จะลดความเคร่งเครียดจากภาวะออกซิเดชัน (oxidative stress) ก็เลยลดการเจ็บที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชันสำคัญคือ lipid peroxidation ทำให้ลดการเกิดแผล (scar formation) ได้
  • การต้านอักเสบ (anti-inflammation) สารสกัดจากใบหญ้าหนวดแมว  (chloroform extract) มีคุณสมบัติตามอักเสบเจริญ จึงมีการประยุกต์ใช้ใน rheumatoid arthritis gout แล้วก็โรคอันมีต้นเหตุมาจากการอักเสบต่างๆกลไกหนึ่งของสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวที่ลดการอักเสบเป็นยับยั้ง cytosolic phospholipaseA2a (cPLA2a) ทำให้การสลาย phospholipid ต่ำลงสาร eupatorin รวมทั้ง sinensetin ยับยั้งการแสดงออกของยีน iNOS และ COX-2 ทำให้การสังเคราะห์ nitric oxide แล้วก็ PGE2 ลดลงเป็นลำดับ เว้นแต่สารกรุ๊ป phenolic compounds หมายถึงeupatorin และก็sinensetin แล้วสารกรุ๊ป diterpines ในหญ้าหนวดแมวก็สามารถยั้งการสังเคราะห์ nitric oxide ได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านี้ยังลดการสังเคราะห์ tumornecrosis factor a อีกด้วย คาดคะเนว่ากลไกการต้านอักเสบผ่าน transcription factor ที่ชื่อ STAT1a
  • การลดไข้ (antipyretic activity)สารสกัดจากหญ้าหนวดแมวมีคุณสมบัติลดการเกิดไข้ได้โดยสารสำคัญที่ออกฤทธิ์คือ rosmarinic acid,sinensetin, eupatorin รวมทั้ง tetramethoxy-flavone จุดเด่นที่นอกเหนือจากการต่อต้านอักเสบและก็ลดไข้แล้วยังช่วยลดของกินปวดได้อีกด้วย31 ซึ่งอาการอักเสบ ไข้และปวดจะพบได้มากในการติดเชื้อของระบบทางเท้าเยี่ยว
  • ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycaemia) การใช้หญ้าหนวดแมวในคนเจ็บเบาหวานน่าจะมีความปลอดภัยสูงด้วยเหตุว่าสารสกัดหญ้าหนวดแมว สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของตัวทดลองที่เป็นโรคเบาหวานได้ โดยยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี a-glucosidase เพิ่มการแสดงออกของยีนอินซูลินและก็คุ้มครองปกป้องความเป็นพิษที่เกิดขึ้นจากการรับกลูโคสขนาดสูงๆ(high glucosetoxicity) โดยผ่านการเติมกลุ่มฟอสเฟตให้กับphosphatidylino-sitol 3-kinase (PI3K)


เมื่อกระทำการสกัดแยกสาร sinensetin ออกมาทดลองฤทธิ์การขัดขวางโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี a-glucosidase และก็a-amylase ก็พบว่าประสิทธิภาพของสารบริสุทธิ์sinensetin ในการยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี a-glucosidase สูงขึ้นมากยิ่งกว่าสารสกัดหญ้าหนวดแมว (ethanolic extract) ถึง 7 เท่า ด้วยค่า IC50 พอๆกับ 0.66 รวมทั้ง 4.63 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ ตอนที่ประสิทธิภาพของsinensetin สำหรับเพื่อการยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี a-amylase สูงขึ้นยิ่งกว่าสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวถึง 32.5 เท่า ด้วยค่า IC50 เท่ากับ 1.13 รวมทั้ง 36.7 มก.ต่อมิลลิลิตรตามลำดับ ก็เลยคาดการณ์ว่าสาร sinensetin อาจเป็นสารสำคัญชนิดหนึ่งสำหรับในการออกฤทธิ์ของต้นหญ้าหนวดแมวสำหรับเพื่อการต้านทานเบาหวานจำพวกที่ไม่ขึ้นอยู่กับอินซูลิน (non-insulin-dependent diabetes) ได้

  • ความดันโลหิตสูง (Hypertension) สารสกัดต้นหญ้าหนวดแมว สามารถลดภาวการณ์เส้นโลหิตหดรัด (vasoconstriction) ด้วยการหยุดยั้งตัวรับ alpha 1 adrenergic รวมทั้ง angiotensin 1 ก็เลยน่าจะไม่มีอันตรายในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง นอกเหนือจากการที่จะไม่เป็นอันตรายในคนเจ็บความดันโลหิตสูงแล้วยังสามารถนำมาใช้ผลดีสำหรับการรักษาความดันเลือดสูงได้ด้วย คาดว่าสารสำคัญที่ออกฤทธิ์มาจากกรุ๊ป diterpenes รวมทั้ง methylripario-chromene A
  • พิษต่อเซลล์มะเร็ง (cytotoxicity)ต้นหญ้าหนวดแมวที่สกัดด้วยแนวทาง supercritical carbon-dioxide ให้ผลที่น่าสนใจ สำหรับเพื่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ของมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยความเข้มข้นที่ยั้งการก้าวหน้าของเซลล์ (inhibitory concemtration) ได้ 50 % คือค่า IC50 ต่ำเพียง 28 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เมื่อศึกษาเล่าเรียนลงไปในระดับเซลล์ก็พบว่าทำให้เซลล์ตายในลักษณะ apoptosis ที่สามารถเห็น nuclearcondensation แล้วก็ความผิดปกติของเยื่อไมโตคอนเดรียได้อย่างชัดเจน เมื่อกระทำการสกัดสาร eupatorin มาทดลองความเป็นพิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็งหลายๆจำพวกก็ให้ค่า    IC50  ในระดับตำเป็นไมโครโมล่าร์ ด้วยการขัดขวางวงจรการแบ่งเซลล์ ระยะ G2/M phase จุดเด่นที่เหนือยาเคมีบำบัดในตอนนี้เป็น eupatorin ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ปกติ
  • การต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (anti-oxidation) สารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวสามารถลดสารอนุมูลอิสระ อย่างเช่น การลดปฏิกิริยา lipid peroxidation ทำให้เยื่อเซลล์คงทนและก็แข็งแรง จึงลดการเกิดแผลของระบบฟุตบาทฉี่ได้  นอกเหนือจากลดการเกิดปฏิกิริยา lipid peroxidation แล้วยังสามารถลดการเกิด hydrogen peroxide ได้อีกด้วย ทำให้เซลล์รอดพ้นจากการเสียชีวิตแบบ apoptosis ด้วยการเพิ่มการแสดงออกของยีน  Bcl-2  พร้อมทั้งลดการแสดงออกของยีน Bax42  Ho และก็คณะทดลองใช้เทคนิคultrasound-assisted extraction (UAE) มาช่วยสำหรับเพื่อการสกัดสารจากหญ้าหนวดแมวทำเป็นสารสกัดที่มีฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาออกซิเดชันดีขึ้น โดยพบสารrosmarinic  acid,  kaempferol-rutinoside  รวมทั้งsinesetine อยู่ในสารสกัดดังกล่าวข้างต้น


การเรียนรู้ทางพิษวิทยา เมื่อฉีดสารสกัดด้วยน้ำร้อนจากใบและก็ลำต้นเข้าท้องหนูแรทเพศผู้รวมทั้งเพศเมีย หนูเม้าส์เพศผู้แล้วก็เพศเมีย พบความเป็นพิษปานกลาง   เมื่อป้อนสารสกัดเดียวดันนี้ให้กับหนูแรททั้งสองเพศทุกวี่วันต่อเนื่องกัน 30 วัน ไม่เจอความเคลื่อนไหวของน้ำหนักตัว ค่าการตรวจทางชีวเคมีในเลือด รวมทั้งพยาธิสภาพของอวัยวะสำคัญเมื่อดูด้วยตาเปล่า  และก็เมื่อเรียนความเป็นพิษในระยะยาวนาน 6 เดือน โดยการป้อนหนูแรทด้วยยาชงด้วยน้ำร้อน ซึ่งมีความแรงเท่ากันกับ 11.25, 112.5 แล้วก็ 225 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนป่วยโรคนิ่วในท่อไต ไม่เจอความไม่เหมือนของการเติบโต  การกินอาหาร ลักษณะด้านนอกหรือการกระทำที่ไม่ปกติ แล้วก็ค่าการตรวจทางชีวเคมีในเลือดเมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม เว้นเสียแต่ปริมาณเกร็ดเลือดจะเพิ่มขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อใช้ยาในขนาด 18 กรัม/กก./วัน พบว่าระดับโซเดียมในเลือดในกลุ่มทดลองทุกกรุ๊ป โปแตสเซียมในหนูเพศภรรยา แล้วก็คอเลสเตอรอลในหนูเพศผู้ จะมีระดับน้อยกว่ากรุ๊ปควบคุม   ยิ่งกว่านั้น เมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดจากหญ้าหนวดแมว ติดต่อกันเป็นเวลานาน 6 เดือน เปรียบกรุ๊ปควบคุม พบว่า หนูทุกกลุ่มมีการเจริญเติบโตและก็ทานอาหารได้ใกล้เคียงกัน ไม่เจอความแตกต่างจากปกติในระบบโลหิตวิทยาและก็ความไม่ปกติของอวัยวะภายใน ส่วนการตรวจผลทางชีวเคมีพบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดทุกขนาดมีระดับโซเดียมต่ำลงมากยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม แม้กระนั้นระดับโปแตสเซียมมีทิศทางสูงขึ้น ในหนูเพศผู้ที่ได้รับสารสกัด 0.96 กรัม/กิโลกรัม/วัน จะมีน้ำหนักโดยเฉลี่ยของตับและม้ามมากกว่ากลุ่มควบคุม อย่างไรก็ตามการตรวจทางจุลพยาธิภาวะไม่พบความไม่ปกติที่เซลล์ตับแล้วก็อวัยวะอื่นๆนอกจากการโป่งพองของกรวยไตในหนูขาวที่ได้รับสารสกัด 4.8 กรัม/กก./วัน ที่มีปริมาณเพิ่มมากยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม  กล่าวโดยย่อสารสกัดหญ้าหนวดแมวมีพิษน้อย  แม้กระนั้นจำต้องรอติดตามวัดระดับโซเดียมและก็โปแตสเซียมถ้าเกิดใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน
คำแนะนำ/ข้อควรไตร่ตรอง

  • สำหรับคนที่เป็นโรคไตหรือโรคหัวใจ ไม่ควรใช้สมุนไพรหญ้าหนวดแมว เพราะเหตุว่าสมุนไพรชนิดนี้มีสารโพแทสเซียมสูงมาก ถ้าเกิดไตไม่ดีเหมือนปกติก็จะไม่สามารถที่จะขับโพแทสเซียมออกมาได้ กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโทษต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง รวมทั้งยังมีฤทธิ์สำหรับเพื่อการขับปัสสาวะให้ออกมามากยิ่งกว่าปกติ รวมทั้งเกรงว่าขนาดของโพแทสเซียมที่สูงมากนั้น อาจจะไปกระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วเปลี่ยนไปจากปกติ ก็เลยบางทีอาจมีผลเสียต่อโรคหัวใจได้
  • การใช้ใบชองต้นหญ้าหนวดแมวไม่ควรใช้การต้ม ให้ใช้การชง และควรจะใช้ใบอ่อน เนื่องจากใบแก่จะมีความเข้มข้นอาจทำให้มีฤทธิ์กดหัวใจ
  • การเลือกต้นนำมาใช้เป็นยาสมุนไพร ควรเลือกต้นที่มองแข็งแรง แข็งและดก ไม่อ่อนแขวนลงมา ลำต้นดูอวบเป็นเหลี่ยม ต้นมีสีม่วงสีแดงเข้ม รวมทั้งดูได้จากใบที่มีสีเขียวเข้มเป็นเงาแล้วก็ใหญ่
  • การใช้สมุนไพรต้นหญ้าหนวดแมวเพื่อรักษานิ่วจะได้ประสิทธิภาพที่ดีก็เมื่อใช้กับนิ่วก้อนเล็กๆแต่ว่าจะไม่เป็นผลกับก้อนนิ่วที่มีขนาดใหญ่
  • สมุนไพรต้นหญ้าหนวดแมว ไม่สมควรใช้ร่วมกับยาแอสไพริน เพราะเหตุว่าต้นหญ้าหนวดแมวจะก่อให้ยาแอสไพรินไปจับกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น
  • ผลกระทบของต้นหญ้าหนวดแมว ซึ่งบางทีอาจเกิดขึ้นได้กับคนปกติที่ไ

6

ลูกใต้ใบ
ชื่อสมุนไพร  ลูกใต้ใบ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น  หญ้าใต้ใบ,มะขามป้อมดิน,หน่วยใต้ใบ (ภาคเหนือ) ,หญ้าใต้ใบขาว (สุราษฎร์ธานี),จูเกี๋ยเช่า (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn.
ชื่อสามัญ Egg woman, Tamalaki, Stonebreaker.
ตระกูล  EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด ลูกใต้ใบมีบ้านเกิดในแถบเขตร้อนต่างๆของโลกในทวีป อเมริกาใต้ แอฟริกา และก็ทวีปเอเชีย รวมทั้งมีการกระจายจำพวกไปอยู่ในหลายๆประเทศเขตร้อนของภูมิภาคดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นต้นว่า เปรู บราซิล ทางตอนใต้ของอเมริกา อินเดีย ไทย ประเทศพม่า ลาว ฯลฯ ส่วนในประเทศไทยนั้น ต้นลูกใต้ใบสามารถเจอได้ทั่วทุกจังหวัด ตั้งแต่ในอดีตจนถึงตอนนี้ โดยพบมากในที่โล่งแจ้งหรือตามรอบๆเงาไม้ยืนต้นในที่แจ้งทั่วไป หรือขึ้นแซมกับพืชที่เกษตรกรปลูก จนกระทั่งจำเป็นต้องถูกกำจัดเหมือนวัชพืชอื่นๆเลยทีเดียว
ลักษณะทั่วไป ลูกใต้ใบ เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็กจัดอยู่ในวงศ์ Euphorbiaceae จีนัส Phyllanthus เหตุที่มีชื่อเรียกว่า ลูกใต้ใบ, หญ้าลูกใต้ใบ หรือ หญ้าใต้ใบ เพราะว่าส่งผลขนาด เล็กออกตามซอกก้านใบย่อยแล้วก็แขวนลงให้มีความเห็นว่าลูกอยู่ใต้ใบ ในประเทศไทยมีพืชล้มลุกที่ มีลักษณะดังที่กล่าวถึงมาแล้วคล้ายกันและก็ถูกเรียกว่าลูกใต้ใบอยู่อย่างต่ำ 5 ชนิดหรือสปีชีส์ (species) ดังเช่น Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn., P. debilis, P. niruri, P. urinary Linn (หญ้าใต้ใบ) รวมทั้ง P. virgatus G. Forst. แต่มีรายงานการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่าลูกใต้ใบจำพวก P.amarus Schumach. & Thonn. นั้นเป็นชนิดที่ให้สารที่มีคุณประโยชน์ทางยามากที่สุด ซึ่งลูกใต้ใบฃนิดนี้มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ดังต่อไปนี้

  • ต้นลูกใต้ใบ จัดเป็นพืชล้มลุก มีอายุเพียงปีเดียว มีความสูงราวๆ 10-50 ซม. แตกกิ่งก้านสาขามาก ลำต้นไม่มีขน และทุกส่วนของต้นมีรสขม
  • ใบลูกใต้ใบ ใบเป็นใบโดดเดี่ยวประกอบแบบขนนกเรียงสลับกันชั้นเดี่ยวปลายคี่ มีใบย่อยโดยประมาณ 23-25 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ โคนใบมนแคบ ส่วนปลายใบมนกว้างของใบเรียบไม่มีขน ใบด้านล่างสีอ่อนกว่าด้านบน ใบมีขนาดกว้างโดยประมาณ 3-4 มม.แล้วก็ยาวประมาณ


5-10 มิลลิเมตร มีก้านใบสั้นมากมาย มีหูใบสีขาวนวล ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมปลายแหลมติดตามอยู่ 2 อัน

  • ดอกลูกใต้ใบ ดอกเป็นแบบแยกเพศ มีขนาดเล็กสีขาว เส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 0.08 เซติเมตร ดอกเพศภรรยาชอบอยู่บริเวณโคนก้านใบ ส่วนดอกเพศผู้ชอบอยู่รอบๆส่วนปลายของก้านใบ มักออกเป็นกระจุกๆละ 2-3 ดอก โดยดอกตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ราวๆ 2 เท่า แล้วก็ดอกคนเดียวๆเกสรตัวผู้มี 3 ก้าน โคนก้านเกสรเชื่อมกันเล็กน้อย มีอับเรณูแตกอยู่ตามแนวยาว ส่วนกลีบรองแล้วก็กลีบเป็นรูปไข่ ขอบกลีบมีสีอ่อน
  • ผลลูกใต้ใบ รูปแบบของผลเป็นทรงกลมแป้น ผิวเรียบมีสีเขียวอ่อนนวล ผลมีขนาดโดยประมาณ 0.15 ซม. โดยผลมักจะเกาะติดอยู่บริเวณใต้โคนของใบย่อย และก็อยู่ในบริเวณกึ่งกลางก้านใบ ผลเมื่อแก่จะแตกเป็นพู 6 พู ในแต่ละพูจะมีเม็ด 1 เม็ด สีน้ำตาล มีลักษณะเป็นรูปเสี้ยว 1 ส่วน 6 ของทรงกลม มีสันตามแนวยาวทางข้างหลัง รวมทั้งมีขนาดเล็กมากมายราวๆ 0.1 เซนติเมตร


การขยายพันธุ์  ลูกใต้ใบเป็นพืชพันธุ์ไม้ซึ่งสามารถพบได้มากในและก็ตามริมไม้ในที่โล่งแจ้งทั่วทุกภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าฝนก็เลยไม่มีการนิยมนำมาปลูกในเชิงการค้าแต่อย่างใด  ส่วนการขยายพันธุ์ของลูกใต้ใบนั้นสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด  ในขณะนี้นั้นเมื่อเริ่มมีการตื่นตัวถึงสรรพคุณของลูกใต้ใบที่มีรายงานการค้นคว้าวิจัยมารับรองแล้วนั้น  จึงเริ่มเห็นมีการเพาะกล้าของลูกใต้ใบมาจำหน่ายรวมทั้งเกษตรกรก็เริ่มเพาะปลูกลูกใต้ใบเพื่อเพิ่มมากขึ้นกว่าอดีตกาล
ส่วนประกอบทางเคมี ส่วนประกอบทางเคมีของลูกใต้ใบจะประกอบไปด้วยสารแทนนิน (Tannins), ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids), ลิกแนนส์ (Lignans), ไกลโคไซด์ (Glycosides), ซาโปนิน (Saponin) อื่นๆอีกมากมาย  แล้วก็สมุนไพรลูกใต้ใบยังประกอบไปด้วยธาตุที่สำคัญอีกอาทิเช่น  ธาตุโซเดียม 0.86 %, ธาตุโพแทสเซียม 12.84 %,  ธาตุเหล็ก 10.68 %, ธาตุแคลเซียม 6.57 %, ธาตุแมกนีเซียม 0.34 %, ธาตุอะลูมิเนียม 3.92 %, ธาตุฟอสฟอรัส 0.34 %
 
 
 
 
 
 
                                                       ที่มา  :  Wikipedia
คุณประโยชน์  ด้านสรรพคุณของลุกใต้ใบนั้นคนไทยมีความเชื่อมาตั้งแต่ครั้งโบราณว่าลูกใต้ใบสามารถคุ้มครองปกป้องตับจากพิษของสารเคมี แล้วก็ถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพรเพื่อช่วยรักษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งตับให้มีอายุยาวขึ้น และยังมีคุณประโยชน์ตามตำรายาไทยอีกหลายอย่างเช่น ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย  บำรุงธาตุในร่างกาย เจริญอาหาร รักษาโรคตา ควบคุมรวมทั้งลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความดันเลือด แก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยลดไข้ทุกชนิด ช่วยรักษาไข้มาลาเรีย ช่วยแก้อาการไอ ช่วยแก้โรคหืด ช่วยแก้อาการร้อนในหิวน้ำ ช่วยขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ช่วยขับเสมหะ แก้ท้องเสีย  แก้ปวดท้อง  โรคท้องมาน แก้บิด ข้อตกขาวไข้ประจำเดือนของสตรี รักษาไข้ทับเมนส์  ช่วยบำรุงสายตา ทำให้สายตาดี แก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยลดไข้ทุกประเภท ช่วยแก้พิษตานซาง แก้น้ำเหลืองเสีย  บำรุงตับ รักษาโรคตับเหลือง ยอดอ่อนใช้รักษาอาการปวดข้อ  ปวดกระดูก ลดอาการอักเสบ แก้เริม ฯลฯ
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้

  • แก้ไข้ ให้นำต้นสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำปริมาณ 2 ถ้วยแก้ว ต่อจากนั้นต้มจนถึงเหลือน้ำ 1 1/2 ถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละครึ่งถ้วยแก้ว
  • รักษาโรคเริม ให้ใช้ลูกใต้ใบประมาณ 5 ใบ ตำผสมกับสุราแล้วคั้นมัวแต่นำมา หลังจากนั้นใช้สำลีชุบน้ำยามาติดตรงที่เป็น
  • รักษาลักษณะของการปวดข้อ ใช้ยอดอ่อนมาต้มกับน้ำแล้วดื่มรักษาลักษณะของการปวดกระดูก ปวดข้อ
  • แก้ปวดเมื่อย นำลูกใต้ใบมาล้างน้ำ และก็สับเป็นชิ้นเล็กๆตากแดดให้แห้ง ต้มใส่หม้อดิน นำมาดื่มแทนชา
  • แก้ไอ นำใบอ่อนของต้นใต้ใบ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 แก้ว ต้มจนกระทั่งเหลือน้ำ 1 1/2 แก้วใช้จิบแก้ไอ
  • ขับระดู นำต้นลูกใต้ใบมาต้มรับประทาน ก็จะสามารถช่วยสำหรับปรับสมดุลเลือดลมภายในร่างกาย ทำให้รอบเดือนมาเป็นปกติได้
  • ไข้ทับเมนส์ ให้นำลูกใต้ใบ 5 มาล้างน้ำสะอาด นำมาตำผสมเหล้าขาว คั้นเฉพาะน้ำยามาดื่มทีละ 1 ถ้วยชา
  • บำรุงสายตาให้ใช้ผลต้มดื่มแล้วก็ยังช่วยรักษาโรคตา
  • กำจัดพิษออกจากตับ ใช้ต้มดื่มต่อเนื่องกันราว 1 สัปดาห์ คุ้มครองปกป้องไม่ให้ตับถูกทำลายจากสารพิษต่างๆและช่วยบำรุงตับ


การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา  จากการค้นคว้าในหลอดทดลองหลายรายงานพบว่าลูกใต้ใบสามารถยับยั้ง DNA poly-merase ของ HBV ซึ่งเป็นเอนไซม์สำหรับสังเคราะห์ DNA ของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เป็นต้นว่า สารสกัดเมทานอลจากลูกใต้ใบ (ไม่กำหนดความเข้มข้น) สารสกัดเมทานอลจากต้น (ไม่กำหนดความเข้มข้น) สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้น มีค่า IC50 พอๆกับ 500 มค.กรัม/มล. สารสกัดน้ำจากทั้งยังต้น ความเข้มข้น 75 มค.ก./มิลลิลิตร สารสกัดน้ำจากทั้งต้นมีฤทธิ์อ่ออนสำหรับการยับยั้ง DNA polymerase ของ HBV มีค่า IC50 พอๆกับ 59 มค.กรัม/มล. รวมทั้งขนาด 43 มค.ก./มล. มีฤทธิ์อ่อนสำหรับการยังยั้ง HBV สารสกัดเมทานอลยังมีฤทธิ์ยับยั้ง HBV antigen
สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้น ความเข้มข้น 100 มค.ก./มิลลิลิตร สามารถยั้งการแบ่งตัวด้านในเซลล์ HBV สารสกัดเอทานอล สารสักดเฮกเซน สารสกัดคลอโรฟอร์ม สารสกัดบิวทานอล รวมทั้งสารสกัดน้ำจากต้น ขนาด 4 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร มีฤทธิ์ต้าน HBV  antigen ขึ้นรถสัดบิวทานอลมีฤทธิ์สูงสุด แล้วก็ยั้งปฏิกิริยาระหว่า HBs Ag/Hbe Ag ยั้งการสังเคราะห์ DNA ของ HBV และยับยั้งการ expression ของ HBV antigen สารสกัดน้ำจากทั้งยังต้น ความเข้มข้น 0.5 มก./มล. ทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยง hepatoma cell line HepA2 ที่ถูกทำให้ติดเชื้อ HBV พบว่าสารสกัดจะยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์รวมทั้งกดการผลิต Hbs Ag แม้กระนั้นไม่ลดการสร้าง HBsAg gene promotor ซึ่งจะไปกระตุ้น CAT activity สารสกัดน้ำจากใบมีฤทธิ์ยั้งการ expression ของ HBV antigen โดยมี IC50 พอๆกับ 5 มค.กรัม/มล.
ส่วนการทดสอบในสัตว์ทดสอบพบว่าสารสกัดลูกใต้ใบให้ผลสำหรับการยับยั้งเชื้อ HBV ในสัตว์ทดลองโดยเมื่อฉีดสารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้นขนาด 80 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เข้าช่องท้องหนู G26 transgenic mice จะยั้งการเกิด transcription ในตับหนูโดยลด HBV mRNA และขนาด 100 มค.ก./มิลลิลิตร (ไม่ระบุกรรมวิธีการบริหารยา) จะลดการเกิด  transgenic ด้วยเหมือนกัน โดยระดับของ HBs Ag mRNA ในเซลล์ตับลดลง และก็ยั้ง expression ของ HBV mRNA
นอกเหนือจากนี้ยังมีนักวิจัยแยกสารประกอบกรุ๊ป lignan ได้จากสารสกัด ethyl acetate จากลูกใต้ใบซึ่งมี ฤทธิ์ต้านทานโรคมะเร็งโดยพบว่าไปยั้งการแสดงออกของ ยีน Bcl-2 แล้วก็การหยุดยั้งหลักการทำงานของ โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี telomerase ร่วมกับการกระตุ้นการทำงานแสดงออกของ ยีน c-myc รวมทั้งรูปแบบการทำงานของ เอนไซม์ caspases เป็นสาเหตุของการเกิดขั้นตอนตายของเซลล์แบบ apoptosis และก็ยังมีการทำการศึกษาเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาต่างๆอีกอาทิเช่น

  • สารสกัดด้วยเอทานอลของรากลูกใต้ใบประเภท P. amarus มีฤทธิ์สำหรับในการต้านทานอนุมูลอิสระ แล้วก็ยังสามารถช่วยลด Oxidative stress ได้เมื่อเรียนในหลอดทดลอง ส่วนในสารสกัดแบบชาของลูกใต้ใบก็พบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเดียวกัน
  • สารสกัดด้วยเมทานอลของลูกใต้ใบชนิด P. amarus มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูที่เป็นโรคโรคเบาหวานจากการฉีดสาร Alloxan รวมทั้งสารสกัดด้วยน้ำจากใบและเมล็ดของ P. amarus ก็มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน โดยมีการทดสอบการใช้กินน้ำตาลซูโครส 10% เป็นเวลา 30 วันเพื่อทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดมากขึ้น แต่ผลของการทดลองก็พบว่าสามารถช่วยลดภาวะเบาหวานได้
  • มีฤทธิ์ยั้งเชื้อเอชไอวี สารสกัดด้วยน้ำแล้วก็แอลกอฮอล์ของลูกใต้ใบประเภท P. amarus มีฤทธิ์แรงสำหรับการช่วยยั้ง HIV-1 โดยเป็นสารออกฤทธิ์ในกลุ่ม Gallotannin ซึ่งสาร Corilagin, Ellagitannins และ Geraniin นั้นจะมีฤทธิ์แรงที่สุด นอกเหนือจากนั้นยังช่วยยับยั้งเชื้อ HIVE ได้ถึง 30% และส่งผลยับยั้งเชื้อ HIVE ทั้งยังใน in vitro แล้วก็ใน in vivo
  • ช่วยคุ้มครองปกป้องการเกิดพิษต่อตับของหนูขาวจากการได้รับยาพาราเซตามอล โดยพบว่าการให้ต้มหรือผงของลูกใต้ใบจำนวน 1 ครั้งในขนาด 3.2 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กก.ในหนูทดลอง ก่อนให้พาราเซตามอลตรงเวลา 1 ชั่วโมง ส่งผลช่วยลดความเป็นพิษเจริญที่สุด
  • สารสกัดด้วยเมทานอลของลูกใต้ใบ P. amarus มีฤทธิ์สำหรับในการต้านทานการก่อกลายจำพวกของสาร 2-acetaminofluorene (2-AFF), 4-nitro-O-phenylenediamine, Aflatoxin B1, Sodium azide รวมทั้ง N-methyl-N-nitro-N- nitrosoguanidine เมื่อทำการวิจัยด้วย Ames test ในหนูทดลอง โดยผลการต่อต้านการก่อกลายประเภทของสารสกัดใน in vitro จะดียิ่งกว่าใน in vivo


ฤทธิ์คุ้มครองตับของลูกใต้ใบในหนูขาว  การเรียนรู้ในหนูขาวโดยแบ่งหนูขาวออกเป็น 5 กรุ๊ป กลุ่มที่ 1 เป็นกรุ๊ปควบคุมให้รับประทานสารละลายเดกซ์โทรส (Isocaloric glucose solution) กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารละลายเอทานอล (20% น้ำหนัก/ความจุ) ขนาด 5 กรัม/กก./วัน กลุ่มที่ 3 ได้รับสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลขนาด 250 มิลลิกรัม/กก./วัน ร่วมกับสารละลายกลูโคส กลุ่มที่ 4 และ 5 เป็นกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลขนาด 250 และก็ 500 มก./กิโลกรัม/วัน ร่วมกับสารละลายเอทานอลขนาด 5 กรัม/กิโลกรัม/วัน ตามลำดับ นาน 4 สัปดาห์ (เอทานอลให้นาน 3 อาทิตย์) พบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเอทานอลเพียงอย่างเดียว สารสกัดลูกใต้ใบขนาด 250 แล้วก็ 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ในหนูกลุ่มที่ 4 และ 5 ที่รั้งนำให้เกิดความเป็นพิษที่ตับด้วย เอทานอลสามารถลดระดับการเกิด lipid peroxidation ได้ 29.10 และ 45.67% ตามลำดับ และยังสามารถเพิ่มระดับลักษณะการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี reduced glutathione (GSH), superoxide dimutase (SOD), catalase (CAT) ในตับ โดยกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบขนาด 250 มิลลิกรัม/กก./วัน สามารถเพิ่มระดับลักษณะการทำงานของเอนไซม์ GSH, SOD รวมทั้ง CAT ได้ 27.60, 36.36 และก็ 28.61% เป็นลำดับ ในตอนที่กรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบขนาด 500 มิลลิกรัม/กก./วัน สามารถเพิ่มแนวทางการทำงานของเอนไซม์ดังที่กล่าวมาข้างต้นได้ 81.60, 51.03 และก็ 37.41% เป็นลำดับ แล้วก็หนูในกรุ๊ปที่ 4 และ 5 ยังสามารถลดลักษณะการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี glutathione-S transferase ได้ 28.19 และก็ 47.99% ยิ่งไปกว่านี้ยังพบว่าหนูกลุ่มที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบ 250 มิลลิกรัม/กก./วัน ร่วมกับ เอทานอล (กรุ๊ปที่ 4) หลักการทำงานของเอนไซม์ alanine transaminase (ALT) aspartate transaminase (AST) แล้วก็ alkaline phosphatase (ALP) ในตับเพิ่มขึ้น 12.68, 42.35 และ 40.01% ตามลำดับ ในระหว่างที่ ALT และก็ AST ในพลาสมาน้อยลง 41.38 แล้วก็ 51.90% เหมือนกันกับหนูในกรุ๊ปที่ 5 ที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบ 500 มิลลิกรัม/กก./วัน ร่วมกับเอทานอล ระดับของ ALT, AST รวมทั้ง ALP ในตับมากขึ้น 42.35, 21.63 และก็ 116.9% เวลาที่ค่า ALT แล้วก็ AST ในพลาสมาลดลง 51.90 รวมทั้ง 51.20% จากการศึกษาสรุปได้ว่าสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลสามารถคุ้มครองปกป้องการเช็ดกทำลายของตับในหนูขาวที่เหนี่ยวนำให้กำเนิดพิษที่ตับได้

การศึกษาเล่าเรียนทางคลินิก การเรียนรู้ผู้เจ็บป่วยที่เป็นยานพาหนะของโรคตับอักเสบบีจำนวน 78 คน (แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 คน กรุ๊ปควบคุม 38 คน) สามารถติดตามผลข้างหลังการทดลอง 1 เดือน ได้เพียง 60 คน (แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 37 คน กลุ่มควบคุม 23 คน) กลุ่มทดลองจะรับประทานยาผงลูกใต้ใบอีกทั้งต้นใส่แคปซูลขนาด 200 มก. วันละ 3 ครั้ง นาน 30 วัน กรุ๊ปควบคุมจะกินยาหลอกคือ lactose แทน ใช้การตรวจค้น HBs Ag และก็ HBe Ag ในซีรัมของผู้ป่วยด้วยวิธี ELISA
หลังจากทดสอบ 1 เดือน พบว่าผู้ป่วยในกลุ่มทดลอง 22 คน ใน 37 คน (59%) ตรวจเจอ HBs Ag ในซีรัมสำเร็จลบ ในช่วงเวลาที่มีผู้ป่วยในกลุ่มที่ได้รับยาหลอกเพียง 1 คนเท่านั้น (4%) ที่ตรวจเจอ HBs Ag ในซีรัมได้ผลลบ ในผู้เจ็บป่วยที่ตรวจพบ HBs Ag ในซีรัมเป็นผลลบใน 1 เดือนแรก ปริมาณ 22 คน ในกลุ่มทดลอง รวมทั้ง 1คนภายในกลุ่มควบคุม รวมทั้งเมื่อติดตามการรักษาจนถึง 9 เดือน เหลือผู้ป่วยในกลุ่มทดลองเพียงแค่ 1 คน ยังตรวจพบ HBs Ag สำเร็จลบยกตัวอย่างเช่นเดิมคนเจ็บที่เป็นพาหะที่มี HBs Ag แล้วก็ HBe Ag จะมีผลตอบสนองต่อการรักษาน้อยกว่ากลุ่มพาหะที่ไม่มี HBe Ag กลุ่มที่มี HBs Ag และ HBe Ag จะปราศจากการเป็นพาหะข้างหลังการทดสอบเพียงแต่ 29% (5 ใน 17 คน) รวมทั้งกลุ่มที่ไม่มี HBe Ag จะปราศจากการเป็นพาหนะหลังการทดลองถึง 85% (17 ใน 20 คน) ส่วนคนไข้ที่เป็นพาหะที่ได้รับยาหลอก 1 คน ที่ตรวจพบ HBs Ag ได้ผลลบนั้นเป็นพาหะที่เดิมมีเพียงแต่ HBs Ag เท่านั้น รวมทั้งเป็นพาหะที่ไม่มีอาการ ไม่พบอาการข้างๆในผู้เจ็บป่วยทุกคนสำนักงานเรียนในครั้งนี้ แต่ว่าแต่ภายหลังติดตามผลได้ 3 เดือน พบว่าจำนวนผู้ป่วยในกลุ่มทดลองและกรุ๊ปควบคุมมีความต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยกรุ๊ปควบคุมเหลือเพียง 19 คน ตอนที่กลุ่มทดลองมีถึง 36 คน
นอกจากนั้นลูกใต้ใบยังสามารถลดการอักเสบของตับได้ ดังสำหรับการทดลองให้ผู้ป่วยชายและหญิงที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง กินผลจากลูกใต้ใบทั้งยังต้นขนาด 1.5 กรัม/วัน ให้คนไข้ตับอักเสบเรื้อรังทั้งคู่เพศรับประทานต้นลูกใต้ใบ (ไม่กำหนดขนาด) พบว่าสาร catechin จะลดระดับบิลิรูบินในพลาสมา แล้วก็ลด Bromsulfthalein clearance (BSP clearance) การเล่าเรียนในผู้เจ็บป่วยตับอักเสบจากเชื้อไวรัส 120 ราย กินยาตำรับของอายุรเวท 4 ชนิด ประกอบด้วยสมุนไพรพลายชนิดแล้วก็ลูกใต้ใบด้วย (ไม่กำหนดขนาดที่กิน) คนเจ็บทุกคนไม่ได้รับยาแผนปัจจุบัน พบว่าคนป่วยส่วนใหญ่จะมีค่า serum glutamic oxaloacetic transaminase (SGOT). Serum glutamic pyruvic transaminase (SGPT) และบิลิรูบินลดลง และก็มีคนไข้ 1 รายที่ตรวจพบ HBs Ag ได้ผลสำเร็จลบ
การเรียนทางพิษวิทยา

  • การทดลองความเป็นพิษ สารสกัดเซลล์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงด้วยเอทานอล (50%) เมื่อให้หนูถีบจักรรับประทาน พบว่าขนาดสูงสุดก่อนเกิดอาการพิษหมายถึง1 ก./กก. สารสกัด 50% อัลกฮออส์จากทั้งต้น เมื่อให้หนูกินหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ขนาด 10 กรัม/กิโลกรัม ไม่เจอพิษ สารสกัดน้ำจากพืชต้น เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร ขนาด .01 มก. หรือ 1.8 มิลลิกรัม ไม่พบพิษ สารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทน เอทานอล รวมทั้งสารสกัดด้วยน้ำ เมื่อให้เข้าทางกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไม่เจอพิษ สารสกัดน้ำจากทั้งต้นฉีดเข้าท้องลูกเป็ดขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไม่พบพิษ สารสกัดเอทานอล 95% จากทั้งยังต้น เมื่อให้เข้าทางกระเพาะหนูถีบจักร ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม นาน 30 วัน ไม่พบพิษ หนูที่กินสารสกัดจากพืชที่อยู่เหนือดิน (ไม่กำหนดประเภทของสารสกัด) ขนาด 0.2 มก.วัน เป็นเวลา 90 วัน ไม่พบพิษ เมื่อให้ผู้ใหญ่ทั้งหมดศชาย และก็หญิงกินลูกใต้ใบขนาด 2.7 ก./วัน ไม่เจอพิษ ผู้ใหญ่กินพืชส่วนที่อยู่เหนือดินขนาด 1.5 ก.ไม่เจอพิษ และเมื่อให้เด็กกินพืชทั้งต้น (ไม่เจาะจงขนาดที่กิน) ไม่เจอพิษ


ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่ระบุประเภทรวมทั้งขนาดของสารสกัด) เมื่อให้เข้าทางท้องหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูถีบจักรและหนูขาว กระตุ้นให้เกิดแนวทางซัก ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่ระบุจำพวกรวมทั้งขนาด) มีฤทธิ์ลดอัตราการเต้นแล้วก็บีบตัวของหัวใจกบ หนูขาว และหนูถีบจักร ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่กำหนดประเภทและก็ขนาด) มีฤทธิ์ลดความดันในหมา

  • ผลต่อระบบแพร่พันธุ์ เมื่อให้หนูถีบจักรเพศผู้ รับประทานสารสกัดอัลกอออล์จากต้น ขนาด 100,250,400 แล้วก็ 500 มก./กก. จะลดอัตราการมีลูกลง 10,32,52 รวมทั้ง 72% เป็นลำดับ และก็เมื่อให้หนูรับประทานสารสกัดดังกล่าวมาแล้วข้างต้นในขนาดสูงเท่ากับ 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะลด cauda epididymal sperm counts ลดการเคลื่องที่ของสเปิร์ม ยังยั้ง succinate dehydrogenase ใน epididymis และก็ testis เปอร์เซ็นต์ของสเปิร์มที่มีชีวิตลดน้อยลง


เมื่อให้สารสกัดเอทานอล 95% จากทั้งต้น ทางสายยางให้อาหารแก่หนูถีบจักรเพศเมีย ขนาด 100 มก./กก. นาน 30 วัน จะทำให้หนูมีลูกยาก

  • เป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัดน้ำจากทั้งต้น ความเข้มข้น 1 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร,200 มค.กรัม/มิลลิลิตร และก็ 500 มค.ก./มล. เป็นพิษต่อเซลล์ sarcoma (Rous virus) (11), Ca-Hepatocarinoma-G2(7) และ cell  line HuH-7 (13) ตามลำดับ
ข้อแนะนำ/ข้อควรตรึกตรอง

  • สตรีท้องห้ามกินลูกใต้ใบเพราะลูกใต้ใบมีสรรพคุณสำหรับเพื่อการขับเมนส์ซึ่งอาจจะก่อให้ได้รับอันตรายได้
  • ลูกใต้ใบมีฤทธิ์ทางเภสัชที่อย่างกับยาแอสไพริน ด้วยเหตุนี้ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข่งขันตัวของเลือดไม่ควรรับประทาน
  • การใช้สมุนไพรลูกใต้ใบนั้น ไม่สมควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป และไม่ควรใช้กำเนิดขนาดที่เจาะจงในฉลากผลิตภัณฑ์
  • คนที่เป็นโรคตับ โรคไตควรจะหารือแพทย์ก่อนใช้เสมอ
หนังสืออ้างอิง

  • ศิริพร เหลียโลภอบธุระ.ลูกใต้ใบ&ตับอักเสบบี.จุลสารข้อมูลสมุนไพร.
  • รศ.ภกญ.นวลน้อย จูฑะดงษ์.รายงานการวิจัยฤทธิ์ของลูกใต้ใบต่อหน้าที่ไมโตคอนเดรียในตับหนูขาว.สาขาวิชาเภสัชวิทยา สำนักวิชาวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.
  • ฤทธิ์คุ้มครองตับของลูกใต้ใบในหนูขาว.ข่าวการเคลื่อนที่สมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ลีนา ผู้พัฒนโคตร, 2530. สมุนไพรไทยตอนที่ 5 . ข้างวิชาพฤกษศาสตร์ป่าไม้ กองบำรุง กรมป่าไม้, จังหวัดกรุงเทพ http://www.disthai.com/
  • Faremi TY, Suru SM, Fafunso MA, Obioha UE.Hepatoprotective potentials of Phyllanthus amarus againt etanol-induced oxidative stress in rats. Food Chem Toxicol.2008;46:2658-64
  • Van Welzen, P., Chayamarit, K. (2007) Euphorbiaceae, in: Santisuk, T., Larsen, K. (Eds.),


Flora of Thailand. Prachachon Co. LTD., Bangkok, pp. 473-507.

  • เต็ม สมิตำหนินันทน์,2544. ชื่อพรรณไม้แห่งเมืองไทย. ส่วนวิชาพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าดง กรมป่าไม้, จังหวัดกรุงเทพ.
  • Giridharan, P., Somasundaram, S.T., Perumal, K., Vishwakarma, R.A., Karthikeyan, N.P., Velmurugan, R., Balakrishnan, A. (2002) Novel substituted methylenedioxy lignan suppresses proliferation of cancer cells by inhibiting telomerase and activation of c-myc and caspases leading to apoptosis. British Journal of Cancer 87: 98-105.


7

พิมเสน (Bomed Camphor)
พิมเสนเป็นยังไง พิมเสนมีชื่อเรียกหลายชื่อ ดังเช่น ภิมเสน ภีมเสน พิมเสนเกล็ด พิมเสนตรังกานู พรมแสน มีชื่อสามัญว่า “Borneo Camphor” แขกประเทศอินเดียในบอมเบย์เรียก “Bhimseni” หรือ “Boras” แขกฮินดูเรียก “Bhimsaini-kapur” หรือ “Barus kapur”  โดยธรรมดาพิมเสนแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ พิมเสนที่ได้จากธรรมชาติหรือพิมเสนแท้ ชื่อสามัญ Borneol camphorแล้วก็พิมเสนสังเคราะห์ หรือพิมเสนเทียม ชื่อสามัญ Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนจะมีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆแบนๆมีสีขาวขุ่นหรือออกแดงอ่อนๆ(หากเป็นพิมเสนบริสุทธิ์จะเป็นผลึกรูปแผ่นทรงหกเหลี่ยม) มีเนื้อแน่นกว่าการบูร ระเหิดได้ช้ากว่าการบูร ติดไฟให้แสงสว่างจ้ารวมทั้งมีควันมากมาย ไม่มีขี้เถ้า ละลายได้ยากในน้ำ ละลายก้าวหน้าในตัวทำละลายประเภทขั้วต่ำ พิมเสนมีกลิ่นหอมหวนเย็น ฉุน รสหอม เย็นปากเย็นคอ ยุคเก่าคนประเทศไทยนิยมใช้ใส่ในหมากพลูเคี้ยว
สูตรทางเคมีรวมทั้งสูตรองค์ประกอบ พิมเสนแท้ (Borneo Camphor) เป็นสารประกอบอินทรีย์ประเภทไบไซคิก  และเป็นสารกลุ่มเทอร์พีน มีสูตรเคมีคือ C10H18O มีชื่อทางเคมีว่า(+)-borneol หรือ endo-2-camphanol หรือ endo-2-hydroxycamphane  มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาว 6 เหลี่ยม มีกลิ่นหอมยวนใจฉุนคล้ายการบูร ติดไฟให้แสงจ้าและก็มีควันมากมาย ไม่มีเถ้า มีมวลโมเลกุล 154.25                gmd -1 แล้วก็มีความถ่วงจำเพาะเท่ากับ 1.011 มีจุดหลอมละลาย 208 องศาเซลเซียส เกือบไม่ละลายน้ำ ละลายได้ในตัวทำละลายชนิดขั้วต่ำ ได้แก่ ปิโตรเลียมอีคุณ(1:6) ในเบนซีน (1:5)
 
ที่มา : Wikiperdia
มูลเหตุ พิมเสนธรรมชาติ หรือ พิมเสนแท้หมายถึงพิมเสนที่ได้มาจากการระเหิด (ผู้กระทำลั่นของเนื้อไม้โดยธรรมชาติ) ของยางจากต้นไม้จำพวก (เข้าใจว่าตัวต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ไม่ได้ถูกบัญญัติชื่อไทยไว้ ซึ่งในแบบเรียนยาแผนโบราณโดยมากก็จะพูดถึงแม้กระนั้นสิ่งที่สกัดได้จากเจ้าพืชต้นใหญ่นี้ว่า พิมเสน ด้วยเหตุว่าถ้าเกิดเรียกว่าต้นพิมเสนอาจเกิดความสับสน เพราะว่าต้นพิมเสน นั้นยังซึ่งก็คือพืชอีกประเภท เป็นไม้เนื้ออ่อน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pogostemon cablin (Blanco) Benth. เครือญาติ Labiatae ซึ่งเจ้าต้นนี้ สกัดได้น้ำมันหอมระเหย ที่ฝรั่งเรียกว่า Patchouli) ซึ่งมีชื่อด้านวิทยาศาสตร์ว่า Dryobalanops aromatica Gaertn. จัดอยู่ในตระกูลยางที่นา (DIPTEROCARPACEAE) (ภาษาจีนกลางเรียกว่า “หลงเหน่าเซียงสู้”) ซึ่งพบได้ทั่วไปในเมืองจังหวัดตรังกานู ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพืชชนิดนี้(Dryobalanops aromatic Gaertn.) มีชื่อเรียกหลายชื่อ ดังเช่น Borneo Camphor Tree, Pokok Kapur Barus (มลายู), Pokok Kapurum (อินโดนีเซีย-เกะสุมาตรา), Mahoborn Teak(อินโดนีเซีย-บอร์เนียว) เป็นไม้ขนาดใหญ่ บางทีอาจสูงได้ถึง 70 เมตร มีพูพอนใหญ่มาก วัดรอบๆลำต้นได้ 2-10 เมตร เปลาตรง เรือนยอดเป็นรูปฉัตร มีแขนงใหญ่ ปลายกิ่งตก ยอดทรงแหลม ใบเป็นใบโดดเดี่ยว ใบที่อยู่ตอนบนของต้นเรียงสลับกัน ส่วนใบที่อยู่ตอนล่างของต้นออกตรงกันข้าม รูปไข่ ค่อยๆเรียวแหลมสู่ปลายใบ ขนาดกว้าง 2.5-5 เซนติเมตร ยาว 7.5-17.8 เซนติเมตร ขอบของใบเรียบ ผิวใบเรียบ ก้านใบสั้น ใบอ่อนสีแดงและก็แขวน ดอกเป็นดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมหวน กลีบชั้นนอกมี 5 กลีบ ขนาดเท่าๆกัน แข็ง กลีบชั้นในห่อตามแนวยาว เกสรตัวผู้มีมากไม่น้อยเลยทีเดียว ก้านเกสรติดกันเป็น 2 แถว รวมกันเป็นหลอดยาวกว่าเกสรตัวเมีย เกสรตัวเมียมีรังไข่อยู่เหนือกลีบดอก มี 3 ห้อง ผลได้ผลสำเร็จแห้ง ไม่แตก กลีบนอกจะแผ่ขยายออกเป็นปีก มี 1 เม็ด
พิมเสนสังเคราะห์ หรือ พิมเสนเทียมหมายถึงพิมเสนที่ได้จากสารสกัดจากต้นการบูร (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora (L.) Presl. จัดอยู่ในจัดอยู่ในตระกูลอบเชย (LAURACEAE), รวมทั้งต้นหนาด (หนาดหลวง หนาดใหญ่ หรือพิมเสนหนาด ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blumea balsamifera (L.) DC. จัดอยู่ในสกุลทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) โดยผ่านวิธีทางเคมีวิทยา  ซึ่งพิมเสนที่ได้จากการกลั่นพืชชนิดนี้ จีน(แต้จิ๋ว) เรียก “ไหง่เผี่ยง” จึงเรียกกันว่า “Ngai Camphor” หรือ “Blumea Camphor” นิยมใช้กันมากในเกาะไหหลำ
ผลดี/คุณประโยชน์ แม้ว่าพิมเสนจะสกัดได้มาจากต้นไม้แต่ว่า ตามตำรายาแผนโบราณ จัดพิมเสน เป็นจำพวกธาตุวัตถุ ไม่ใข่พืชวัตถุ แพทย์แผนโบราณใช้พิมเสนเป็นยาขับเหงื่อ ขับเสมหะ กระตุ้นการหายใจ กระตุ้นสมองบำรุงหัวใจ ใช้เป็นยาหยุดความกระวนกระวายใจ ทำให้ง่วงซึมแก้เคล็ดปวดเมื่อยคลายเส้นการอบสมุนไพรมีพิมเสนเป็นองค์ประกอบในตัวยา พิมเสนซึ่งระเหิดเมื่อถูกความร้อน มีกลิ่นหอมหวน ใช้แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ แก้โรคผิวหนัง ผสมในลูกประคบ เพื่อช่วยแต่งกลิ่น มีฤทธิ์แก้พุพอง แก้หวัดนอกนั้นยังผสมอยู่ในยาหม่อง น้ำอบไทย
                ในแบบเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์: ระบุ “ตำรับยาทรงนัตถุ์”  เข้าเครื่องยา 17 สิ่ง ใช้ปริมาณเท่าๆกัน แล้วก็ พิมเสนด้วย ผสมกัน บดเป็นผงละเอียด ใช้จมูกแก้ลมทั้งหลายแหล่ ตลอดจนโรคที่เกิดในศีรษะ ตา และจมูก อีกขนานหนึ่งเข้าเครื่องยา 15 สิ่ง รวมทั้งพิมเสนด้วย บดเป็นผงละเอียด ห่อผ้าบาง ทำเป็นยาดม แก้ปวดศีรษะ เวียนหัว แก้สลบ แก้ริดสีดวงจมูก คอ และก็ตา นอกนั้นพิมเสนยังใช้เป็นส่วนประกอบใน “ตำรับยาสีปากบี้พระเส้น” ใช้เช็ดนวดเส้นที่แข็งให้หย่อนยานได้ และก็ในตำรับ “สีผึ้งขาวแก้พิษแสบร้อนให้เย็น”
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา ถึงแม้คนประเทศไทยเราจะรู้จักพิมเสนกันมานาน แม้กระนั้นเนื้อหาสาระเกี่ยวกับพิมเสนกลับไม่มีให้ค้นคว้าเท่าไรนัก เพราะเหตุว่าต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ เป็นพืชที่มีเฉพาะถิ่นที่ขึ้นอยู่กับเฉพาะในเขตป่าของ เกาะเกะสุมาตรา บอร์เนียว และแหลมมลายู ก็เลยทำให้การศึกษาเรียนรู้วิจัยในต้นไม้จำพวกนี้เป็นไปแบบแคบๆไม่กว้างใหญ่แต่ก็ยังมีตัวอปิ้งข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพิมเสนบางฉบับที่มีการเผยแพร่กัน ยกตัวอย่างเช่น

  • สารที่เจอในพิเสนแท้ ดังเช่นว่า d-Borneol, Humulene, Caryophyllene, Asiatic acid, Dryobalanon Erythrodiol, Dipterocarpol, Hydroxydammarenone2
  • จากการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยทางเภสัชวิทยาฉบับหนึ่งระบุว่า พิมเสนมีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อได้หลากหลายประเภท ดังเช่นว่า เชื้อในลำไส้ใหญ่, เชื้อราบนผิวหนัง, Staphelo coccus, Steptro coccus และยังคงใช้สำหรับการรักษาลักษณะของการปวดเส้นประสาทหรืออาการอักเสบได้เป็นอย่างดี
  • กลไกสำหรับเพื่อการออกฤทธิ์ของพิมเสนสำหรับเพื่อการลดการอักเสบเป็น กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดรอบๆใต้ผิวหนังรอบๆที่ทา ยั้งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบจากกลไกของร่างกาย อาทิเช่น prostaglandin E2,interleukin เป็นต้น ซึ่งการเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตนี้ จะช่วยทำให้ลดลักษณะของการปวดได้เร็วขึ้น


การศึกษาทางพิษวิทยา เหมือนกันกับการศึกษาทางเภสัชวิทยาพิมเสนกับการเล่าเรียนทางพิษวิทยานี้ก็ไม่มีคุณวุฒิกันอย่างล้นหลาม ซึ่งบางทีอาจจะเพราะว่าการที่ต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้เป็นต้นไม้เฉพาะถิ่น แต่ว่าก็มีการระบุความจำกัดสำหรับในการใช้พิมเสนไว้ว่า แม้ดมกลิ่นต่อเนื่องกันเป็นเวลานานบางทีอาจเกิดอันตรายได้ เพราะว่าสารนี้ทำให้มีการเกิดอาการเคืองบริเวณทางเดินหายใจ นอกจากนั้นสารนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นรวมทั้งสงบระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งรวมไปถึงการใช้เกิดขนาดด้วย
ขนาด/จำนวนที่ควรใช้ ในตำราเรียนยาไทยเจาะจงไว้ว่า วิธีการใช้พิมเสนสำหรับรับประทาน ให้ใช้ครั้งละ 0.15-0.3 กรัมนำมาบดเป็นผุยผงเข้ากับหนังสือเรียนยาอื่น หรือใช้ทำเป็นยาเม็ด และไม่ควรปรุงยาด้วยวิธีการต้ม ถ้าหากใช้ภายนอกให้เอามาบดเป็นผงใช้โรยแผลดังที่อยาก ส่วนขนาด/จำนวนของพิมเสนที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยอนุญาตให้ใช้เป็นส่วนประกอบกับตัวยาอื่นๆนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจะเจาะจงให้ใช้เป็นตำรับๆไป

ข้อเสนอแนะ/ข้อพึงระวัง

  • ห้ามสูดกลิ่นพิมเสนตอดต่อกันเป็นเวลานานเพราะจะก่อให้กำเนิดอาการเคืองบริเวณทางเท้าหายใจ
  • พิมเสนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางจึงไม่สมควรใช้เกินขนาดที่กำหนด
  • สตรีมีท้องห้ามรับประทานพิมเสน
  • การเก็บพิมเสนต้องเก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดอย่างมิดชิด ควรที่จะเก็บไว้ในที่แห้งและมีอุณหภูมิต่ำ


อนึ่งในตอนนี้พิมเสนแท้เกือบจะไม่มีแล้ว เพราะแพงแพง ส่วนมากจึงใช้พิมเสนสังเคราะห์ ซึ่งได้มาจากปฏิกิริยารีดักชันของการบูร (dl-camphor) ได้เป็น (dl-borneol) ก็คือ พิมเสนเกล็ดขาวๆที่เห็นกันโดยธรรมดา ก็เลยเรียก พิมเสนเทียมนี้ ว่า "พิมเสนเกล็ด" Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนสังเคราะห์ (หรือพิมเสนเทียม)นี้มักจะมีรสเผ็ดกัดลิ้น ถ้าหากเป็นของถึงแม้จากธรรมชาติจะไม่กัดลิ้นแม้กระนั้นจะมีผลให้เย็นปากเย็นคอ ควรต้องต้องระมัดระวังสำหรับเพื่อการใช้พิมเสนสังเคราะห์นี้ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์ พิเชียรสุนทร และคณะ, ตำราพระโอสถพระนารายณ์, หน้า 499, พ.ศ. 2544, สำนักพิมพ์อมรินทร์ กรุงเทพฯ
  • ผศ.สุปรียา ยืนยงสวัสดิ์.พิมเสน.ภาควิชา เภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.หน้า1-3
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  “พิมเสน”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 386.
  • ชัยนต์ พิเชียรสุนทร และวิเชียร จีรวงส์ 2545 คู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม 2 เครื่องยาพฤกษวัตถุ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) http://www.disthai.com/
  • พิมเสน.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก.
  • เภสัชจุลศาสตร์ของยาหม่องน้ำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • นันทวัน กลิ่นจำปา 2545 เครื่องหอมไทย ภูมิปัญญาไทย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชัน จำกัด (มหาชน)
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดม อันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์ Drug Tips.ฉบับที่5กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า6-7


8

โรคไข้สมองอักเสบ เจอี (Japanese Encephalitis)
โรคไข้สมองอักเสบ เจ อี เป็นยังไง ไข้สมองอักเสบ (encephalitis) คือ การอักเสบของเนื้อสมอง หรือเฉพาะที่บางส่วน เนื่องจากเนื้อสมองอยู่ใกล้กับเยื่อหุ้มสมอง จึงอาจพบการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองร่วมกับการอักเสบของสมองได้ด้วย  โดยโรคไข้สมองอักเสบอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุโดยมากชอบเกิดจากการต่อว่าดเชื้อจากเชื้อไวรัส โดยสามารถกำเนิดได้จากเชื้อไวรัสหลายชนิดหรือบางคราวอาจพบเป็นโรคเข้าแทรกของโรคฝึกหัด คางทูม ไข้ผ่องใส แต่ไข้สมองอักเสบประเภทที่อันตราย/รุนแรงที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้หมายถึงโรคไข้สมองอักเสบ เจอี(Japaneseencephalitis, JE) พบบ่อยที่สุดในทวีปเอเชียรวมทั้งเมืองไทยรวมทั้งนิดหน่อยของแปซิฟิกตะวันตก โดยมากมักจะพบการเกิดโรคในช่วงฤดูฝน แม้กระนั้นในแต่ล่ะประเทศจะเจอตอนที่มีการเกิดโรคได้แตกต่างซึ่งเจอได้ตลอดทั้งปี โดยในรอบๆแหล่งระบาดชอบพบในคนไข้อายุน้อยกว่า 15 ปี เหตุเพราะในคนแก่จะมีภูมิต้านทานอยู่ก่อนแล้ว  อย่างไรก็ดีถ้าหากเป็นรอบๆที่ไม่เคยกำเนิดโรคมาก่อนก็จะพบในกลุ่มของคนที่มีอายุสูงมากขึ้นได้
โรคไข้สมองอักเสบเจอี เป็นโรคที่เป็นอันตรายถึงชีวิตรวมทั้งเป็นโรคหวานใจษายาก ที่สำคัญเมื่อเป็นแล้วมีอัตราการตายสูง ถ้าหากรอดตายมักมีความพิการหรือไม่ปกติทางสมองตามมา อัตราเจ็บป่วยตายอยู่ระหว่างจำนวนร้อยละ 20-30 ราวๆสองในสามของผู้รอดพ้นจากความตาย จะมีความพิกลพิการคงเหลืออยู่ ในเอเชียเจอคนไข้โรคนี้ประมาณปีละ 30,000-50,000 ราย โรคนี้เรียกว่า Japanese เนื่องจากว่าสามารถแยกเชื้อได้จากผู้ป่วยในประเทศญี่ปุ่นทีแรกเมื่อปี พ.ศ.2468
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ เจ อี ด้วยโรคไขสมองอักเสบเจอีเปนโรคที่มีอัตราตาย และความพิการตามมาสูง ซึ่งสวนใหญชอบเปนในเด็ก ส่วนเชื้อที่กอโรคไดเอ็ง Japanese encephalitis virus (JEV) ซึ่งเปน arbovirus จัดอยูใน family Flaviviridae, genus Flavivirus โดยมียุงรําคาญ Culex tritaeniorhynchus เปนพาหะนําโรค โรคนี้เจอในเขตเมืองนอยกวาต่างจังหวัด มีอัตราตายรอยละ 10-35 และมีอัตราการเกิดความพิการ ตามมามากถึงรอยละ 30-50 โดยเชื้อไวรัสประเภทนี้ถูกค้นพบหนแรกโดยนักวิทยาศาสตร์คนประเทศญี่ปุ่นและได้กระจัดกระจายทั่วไปทุกภาคแล้วก็ทุกฤดู ซึ่งประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี ยกตัวอย่างเช่น รอบๆทวีปเอเชียใต้ อินเดียรวมทั้งศรีลังกา ตลอดจนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งในภาคทิศตะวันออกของเมืองจีน และเจอได้ในประเทศ ไต้หวัน ประเทศเกาหลี รวมทั้งประเทศญี่ปุ่น
ปลายคริสตศตวรรษที่ 18 มีการระบาดใหญ่ของโรคไขสมองอักเสบเจอีในประเทศญี่ปุน โดย ในป พุทธศักราช 2468 สามารถแยกเชื้อไวรัสเจอีไดเปนครั้งแรกจากสมองของผูปวยชายอายุ 19 ปที่มี อาการสมองอักเสบและเสียชีวิตในกรุงเมืองโตเกียว ถัดมาสามารถแยกเชื้อไวรัสไดจากยุงหงุดหงิด Culex แล้วก็มีรายงาน การระบาดของโรคไขสมองอักเสบเจอีในประเทศต่างๆในทวีปเอเชียตามมา ซึ่งนับเป็นปัญหาที่สําคัญที่สุดในบรรดาโรค สำหรับประเทศไทยเจอการระบาดหนแรกในป พ.ศ. 2512 ที่จังหวัดเชียงใหมจากนั้นมีการพบผูปวยบ่อยมาแล้วก็มีการระบาดใหญ่เปนครั้งคราว ผู้ปวยโรคนี้สามารถเจอไดบอยทางภาคเหนือและก็ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาไดมึง ภาคกลาง แล้วก็ภาคใต
ปจจุบันเจอผูปวยโรคไขสมองอักเสบ เจ อี นอยลง เนื่องมาจากมีการฉีดยาปองกันโรคไขสมอง อักเสบเจอีในเด็กทั่วทั้งประเทศ ในป พ.ศ. 2552 สํานักระบาดวิทยาไดรับรายงานผูปวยโรคไขสมองอักเสบรวมทั้งสิ้น 543 ราย คิดเปนอัตราปวย 0.86 ตอแสนประชากร จําแนกเปนโรคไขสมองอักเสบเจอีจํานวน 106 ราย (รอยละ 19.52) คิดเปนอัยี่ห้อปวย 0.17 ตอแสน ราษฎร ไมมีรายงานผูเสียชีวิต  สวนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยนอยกวา 15 ป เจอผูปวยสูงสุดในกลุมอายุยง 0-4 ป คิด เปนอัยี่ห้อปวย 1.1       ตอแสนประชาชน รองลงมาเป็น กลุมอายุยง 5-9 ป มากมายกวา 15 ป และ 10-14 ป โดยมี อัตราปวย 0.3, 0.09 และ 0.08 ตอแสนพลเมืองตามลําดับ กระจัดกระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ
อาการของโรคไขสมองอักเสบ เจ อี   เชื้อไวรัสเจอีนี้ เมื่อไปสู่ร่างกายจะแพร่ไปไปสู่สมองรวมทั้งจะทำลายเนื้อสมองตั้งแต่บางส่วนไปจนกว่าอย่างมากนานับประการในแต่ละคน (Japanese encephalitis virus)  โดยส่วนมากผู้ติดเชื้อโรคจะไม่มีอาการ มีเพียงแต่ 1 ใน 300 คนเพียงแค่นั้น ที่จะแสดงอาการ โดยในรายที่ร้ายแรงจะออกอาการแบบสมองอักเสบ (encephalitis) โดยมีลักษณะอาการกางงเปน 3 ระยะดังนี้ 1. Prodromal stage ในระยะนี้ผู้ปวยจะมีอาการไขสูงรวมกับอาการออนเหนื่อย ปวดศีรษะ คลื่นไสคลื่นไส้ เวลานี้จะกินเวลาประมาณ 1-6 วัน 2. Acute encephalitic stage ผูปวยยังคงมี ไข้และก็เริ่มมีลักษณะระคายของเยื่อหุมสมอง มีการเปลี่ยนของระดับความรูสึกตัว มีอาการชักเกร็ง สามารถตรวจพบ pyramidal tract signs, flaccid paralysis รวมทั้งพบ deep tendon reflex ต่ำลงไดรอยละ 10 บางทีอาจเจออัมพาตครึ่งส่วนและก็ความแตกต่างจากปกติของเสน ประสาทสมองได ระยะที่ 1 และก็ 2 ของโรคมักกินเวลา ไมเกิน 2 สัปดาห ผูปวยที่มีลักษณะอาการรุนแรงมักเสียชีวิต ในเวลานี้ 3. Late stage and sequele ในตอนนี้ไข้จะลดน้อยลง อาการทางสมองจะคงที่หรือ ผูปวยที่เสียชีวิตในตอนนี้มักมีสาเหตุมาจากโรคแทรกซอนที่ตามมา ตัวอย่างเช่น ปอดอักเสบ โรคติดเชื้อฟุตบาทฉี่ ติดเชื้อโรคในกระแสเลือด อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งผู้ป่วยโรคไข้สมองอักเสบ บางรายอาจมีอาการ ความประพฤติเปลี่ยนแปลงหรือเป็นอาการทางด้านจิตได้ อาการชักมักเป็น แบบชักเกร็งกระตุกทั่วตัว ซึ่งมักพบมากมายโดย เฉพาะเด็กตัวเล็กๆ บางทีอาจจะมาด้วยนิ้วกระตุก, ตาเข, หรือหายใจผิดจังหวะได้หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการคล้าย โรคพาร์กินสัน คือมีอาการตัวเกร็ง, หน้าไม่แสดง อารมณ์,มือสั่นแล้วก็เคลื่อนตรากตรำ
กระบวนการรักษาโรคไข้สมองอักเสบ การวินิจฉัย การวินิจฉัยอาศัยความเป็นมา การตรวจรางกายรวมทั้งการ ตรวจทางหองปฏิบัติงาน การตรวจนับเม็ดเลือดพบได้บ่อยวาจํานวนเม็ดเลือดขาวและคารอยละของนิวโตรฟล มากขึ้นในระดับปานกลางถึงสูงมากมาย การตรวจน้ำไขสันหลัง สวนใหญจะพบวาน้ำไขสันหลังมีลักษณะใส ไมมี สีความดันของน้ำไขสันหลังอยูในเกณฑธรรมดามีเซลล เม็ดเลือดขาวไดตั้งแต 10-1,000 เซลล/ลบ.มิลลิเมตร ซึ่งส่วนใหญเปนประเภทโมโนนิวเคลียรเซลล ในช่วงแรกของโรคอาจไมพบเซลลในน้ำไขสันหลังหรืออาจเจอนิวโตรฟลเดนได โปรตีนมักสูงกวาธรรมดาเล็กนอย ระดับน้ำตาลมักอยูในเกณฑธรรมดาเมื่อเทียบกับระดับน้ำตาลในเลือด
การส่งตรวจวิเคราะห์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จะมีคุณภาพสูงขึ้นมากยิ่งกว่าการตรวจด้วยเครื่อง เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์โดยจะมองเห็นความไม่ปกติใน ตำแหน่ง thalamus,basalganglia, midbrain, pons, และ medullaตามหน้าที่ที่เจอร่วมมากมาย ที่สุดเป็นตำแหน่ง thalamus การส่งไปเพื่อทำการตรวจแยกเชื้อ (serology) ซึ่ง เป็นการวิเคราะห์ที่ใช้อยู่ในตอนนี้เป็นตรวจหาIgM antibodyเฉพาะต่อไวรัสเจอีในนํ้าไขสันหลังแล้วก็ ในเลือด โดยการตรวจพบ JEV-specific IgM antibody ในนํ้าไขสันหลังสามารถช่วยรับรองการ ติดโรคในคราวนี้ได้แต่ว่าหากตรวจพบJEV-specific IgMantibodyในเลือดบางทีอาจเป็นการติดเชื้อหรือขึ้น จากการได้วัคซีนก็ได้ การตรวจค้น antibody ในนํ้าไขสันหลัง จะสามารถตรวจเจอได้จำนวนร้อยละ 70-90 ในคนไข้ที่ ติดเชื้อ โดยจะสามารถตรวจเจอได้เมื่อประมาณ วันที่5-8ภายหลังเริ่มมีอาการ การตรวจหาantibodyในเลือดจะสามารถ ตรวจพบได้ร้อยละ60-70 ในผู้เจ็บป่วยที่ติดโรคโดย จะสามารถตรวจเจอได้อย่างต่ำ 9 คราวหน้าจาก เริ่มมีลักษณะ ในขณะนี้ยังไม่มีการรักษาที่จำเพาะ  การดูแลและรักษา    เปนเพียงแต่การดูแลและรักษาตามอาการ ที่สําคัญหมายถึงลดอาการบวมของสมอง ดูแลระบบทางเดินหายใจ ใหยายับยั้งชัก บางรายบางทีอาจจําเปนตองให mannitol เพื่อควบคุมความดันในกะโหลกศีรษะ รวมทั้งคุ้มครองปกป้องอาการแทรกซ้อนตามมา การใช dexamethasone ในขนาดสูงเพื่อลดการบวมของสมองในผูปวยไขสมองอักเสบเจอี เจอวาไมสามารถลดอัตราการตายและอัตราการฟนจากโรคได มีรายงานจากการเล่าเรียนแบบ controlled clinical trials ขนาดเล็กเกี่ยวกับ Neutralizing murine monoclonal antibodies ซึ่งผลิตในประเทศจีน นํามาใชรักษาผูปวย ไขสมองอักเสบเจอี เจอวาการรักษาดังกลาวใหผลการ รักษาที่  บางรายงายการศึกษาเล่าเรียนพบว่าได้มีการทดลองใช้ยาต้าน ไวรัส ribavirin แต่ว่าไม่เจอความไม่เหมือนของผล การดูแลรักษาของการใช้ยาต้านทานเชื้อไวรัสกับยาหลอกรวมทั้ง พบว่าcorticosteroidsและinterferonalpha2a ไม่ช่วยในเรื่องของการควบคุมอาการและไม่ช่วย ในเรื่องของผลของการรักษา
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ เพราะเหตุว่าเชื้อไวรัส Japanese encephalitis ที่เป็นตัวการของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี จะอยู่ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายประเภท เป็นต้นว่า หมู และก็ยุงจะเป็นพาหะนำเชื้อประเภทนี้มาสู่คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมูที่มีอายุที่มากขึ้น ตัวสัตว์เองก็จะมีภูมิคุ้มกันพอสมควร โดยเหตุนี้ ถ้าหากมีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวก็จะโดนควบคุมไม่ให้มีปริมาณมาก ส่วนลูกหมูชอบมีภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี เมื่อโดนยุงกัด แล้วมีเชื้อไวรัส ไวรัสจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเร็ว ก็จะเป็นแหล่งกระจายเชื้อมาสู่ยุงไปสู่คน  โดยเหตุนั้นไข้สมองอักเสบเจอี จึงพบได้มากในแหล่งที่มีการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะในรอบๆที่มีการเลี้ยงหมูไม่น้อยเลยทีเดียว อาทิเช่น ในต่างจังหวัด และก็บริเวณปริมณฑล และพบได้บ่อยในฤดูฝนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม แต่ว่าก็อาจเจอประปรายได้ตลอดทั้งปี ผู้ที่มีการเสี่ยงที่จะเป็นโรคไข้สมองอักเสบเจอี ตัวอย่างเช่น เกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงหมู ผู้ที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัดในแคว้นที่มีการระบาด ทหารที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่หรือกระทำการในเขตแดนที่มีการระบาดของโรค ผู้หลบภัยไปอาศัยอยู่ในต่างชาติที่มีการระบาด
การติดต่อของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี เชื้อ JEV (Japanese encephalitis Virus) จัดอยู่ในตระกูลฟลาวิเชื้อไวรัส (family flaviviridae) สกุลฟลาวิไวรัส (genus flavivirus)อยู่ในกรุ๊ปเดียวกับไวรัสเด็งกี่(Dengue virus)และไข้เหลือง(yellowfever) โดยเหตุนั้นเชื้อไวรัสเจอี ก็เลยมีคุณสมบัติเหมือนกับฟลาวิไวรัสตัวอื่นๆซึ่งเป็น เชื้อไวรัสที่มีแมลงรับประทานเลือดเป็นพาหะนำ โรคจะติดต่อ ในวงจรจากสัตว์สู่คน โดยมียุงเป็นตัวพาหะนำ เชื้อโรค โดยมีหมูเป็นรังโรคที่สำคัญ หมูที่ติดเชื้อ JE จะไม่มีอาการ แม้กระนั้นมีเชื้อ JE ในเลือด เมื่อยุงไปกัด หมูในเวลานี้เชื้อจะเข้าไปเพิ่มในยุง เมื่อ มากัดคนจะแพร่ระบาดไปสู่คน ส่วนสัตว์อื่นๆที่จะติด เชื้อ JEยกตัวอย่างเช่นม้า วัวควายนก แต่ว่าสัตว์เหล่านี้เมื่อติดเชื้อโรคแล้วจะไม่มีอาการมีแม้กระนั้นม้าแล้วก็คนเท่านั้นที่มีลักษณะ เมื่อได้รับเชื้อ แล้วราวๆ 1 ใน 300-500 ของผู้ติดโรคจะมี อาการสมองอักเสบ หมูมีความจำเป็นในวงจรการ แพร่ขยายของโรค เพราะว่าจะมีเชื้ออยู่ในกระแส เลือดได้เป็นเวลายาวนานกว่าสัตว์อื่นๆจึงจัดว่าเป็นamplifier ที่เป็นรังโรคที่สำคัญ ยุงที่เป็นพาหะเป็นจำพวก Culex tritaeniorhynchus  Culex golidus , Culex fascocephalus ยุงพวกนี้เพาะพันธุ์ใน ทุ่งนาที่มีนํ้าขัง จำนวนยุงจะเพิ่มมากมายในฤดูฝน ยุงตัวเมียสามารถถ่ายทอดเชื้อผ่านรังไข่ไปสู่ลูกยุงได้ ซึ่งมีระยะฟักตัวในยุงราว 9-12 วัน ยุงเหล่านี้จะออกมากัดกินเลือดในช่วงเวลาเย็นหรือ ตอนคํ่า หมูรวมทั้งนกนํ้า อาทิเช่น นกกระสา นกยาง เป็นรังโรคที่สำ คัญด้วยเหตุว่าจะมีเชื้อสำหรับการแส เลือดได้นานรวมทั้งมีการเพิ่มเชื้อได้สูง ซึ่งใน ประเทศไทยประชากรโดยมาก เลี้ยงชีพทำการเกษตรและมีจำนวนของการ เลี้ยงหมูปริมาณมากโดยเหตุนั้นจึงเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงมากสำหรับโรคไข้สมองอักเสบมากมายตามมา
การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรคไข้สมองอักเสบ เจอี

  • กินยาตามหมอสั่ง และก็ทำตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัด
  • รักษาสุขภาพของร่างกายให้สะอาดอยู่เป็นประจำเพื่อคุ้มครองโรคแทรก
  • ไปพบหมอจากที่แพทย์นัดหมายให้ทันเวลา
  • เมื่อพบว่าอาการกำเริบหรืออาการทรุดลง ภายหลังจากรับประทานยาที่หมอสั่งให้รีบไปพบหมอโดยเร่งด่วน
  • ใช้ยาทากันยุงและก็นอนในมุ้งเพื่อคุ้มครองป้องกันการแพร่เชื้อให้กับคนที่อยู่รอบข้าง
  • รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ครบ 5 กลุ่ม และบริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

การป้องกันตนเองจากโรคไข้สมองอักเสบ เจอี

  • คนที่มีไข้ตัวร้อนควรจะไปพบแพทย์ในทันที เมื่อมีลักษณะกลุ่มนี้ร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะรุนแรง กินยาพาราแล้วไม่ดีขึ้นกว่าเดิม อ้วกมาก มีลักษณะชักร่วมด้วย ซึม ไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือหมดสติ แขนขาเป็นอัมพาต ปากเบี้ยว กลืนตรากตรำ หรืออ้าปากตรากตรำ (ขากรรไกรแข็ง) หรือก้มคอไม่ลง (คอแข็ง)
  • ควรกำจัดยุงและแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง
  • เมื่อมีการระบาดของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี ควรยินยอมให้ข้าราชการฉีดยาทำลายยุงในบริเวณพื้นที่ มีการระบาดของโรคโดยการพ่นสารเคมีเพื่อฆ่ายุงตัวแก่
  • ป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยนอนกางมุ้ง หรือติดมุ้งลวดในบ้านแล้วก็ตามห้องต่างๆ
  • ย้ายคอกสัตว์ เช่น หมู โค ควาย ให้ห่างจากแหล่งที่อยู่อาศัย เพื่อลดการเสี่ยงของรังโรค
  • ฉีดยาคุ้มครองปกป้องโรคไข้สมองอักเสบ
  • แนวทางที่ดีที่สุดขณะนี้ ตัวอย่างเช่นการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ให้แก่เด็กๆของพวกเราก่อนที่จะติดโรคเองตามธรรมชาติ
  • วัคซีนคุ้มครองโรคไข้สมองอักเสบเจอี (JEV) เริ่มมีการปรับปรุงมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2473 ในประเทศรัสเซียและก็ญี่ปุ่น ถัดมาได้เพิ่มวิธีการทำให้วัคซีนบริสุทธิ์ขึ้นเพื่อคุ้มครองผลสอดแทรกจากการแปดเปื้อนของเยื่อสมองหนู แล้วก็ได้รับการพัฒนาต่อบ่อยมาจนกระทั่งมีใช้กันอย่างล้นหลามในขณะนี้
  • ส่วนในประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งระบาดของ เชื้อนั้น มีการฉีดวัคซีนเพื่อปกป้องโรค ตั้งแต่ปี 2533 โดยเริ่มในภาคเหนือ และค่อยๆขยาย ครอบคลุมทั้งประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 โดย ให้วัคซีนแก่เด็กอายุ 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปีคนละ 2 ครั้งและกระตุ้น 1 ครั้ง เมื่ออายุ2 ปีครึ่ง ถึง 3 ปี วัคซีนที่ใช้เป็นชนิดเชื้อตาย (JE SMBV: mouse brain-derivedinactivatedJEvaccine)วัคซีน คุ้มครองไข้สมองอักเสบเจอีที่ขึ้นทะเบียนแล้วก็ จัดจำหน่ายในประเทศไทยปัจจุบันมี2ชนิดยกตัวอย่างเช่น (1.) วัคซีนชนิดเชื้อตายที่เพาะเชื้อในสมอง หนู(suckling mouse brain vaccine หรือ SMBV) (2.) วัคซีนประเภทเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ (SA 14–14–2) ที่เพาะเชื้อในเซลล์เพาะเลี้ยง เป็นวัคซีน ใหม่ที่เพิ่งจะขึ้นทะเบียนในประเทศไทยปีพุทธศักราช2550


สมุนไพรที่ใช้ป้องกันตนเองจากโรคไข้สมองอักเสบ เอจี โรคไข้สมองอักเสบ เจอี เป็นโรคที่ยังไม่มียารักษาเฉพาะการรักษายังจำต้องใช้การรักษาแบบช่วยเหลือ รักษาตามอาการ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงไม่มีสมุนไพรประเภทไหนซึ่งสามารถรักษาได้ แค่มีสมุนไพรซึ่งสามารถช่วยคุ้มครองการเกิดโรคไข้สมองอักเสบ เจอี ได้น่าฟังไข้สมองอักเสบ เจอี นั้นมียุงเป็นยานพาหนะนำเชื้อ ด้วยเหตุผลดังกล่าวสมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกันโรคชนิดนี้นั้น จึงเป็นสมุนไพรที่ใช้ไล่ยุงต่างๆยกตัวอย่างเช่น
พืชกรุ๊ปสกุล (genus) Cymbopogon
ตะไคร้หอม (Cymbopogon nardus (L.) Rendle) มีการเรียนฤทธิ์ไล่ยุงของตำรับน้ำมันตะไคร้หอม (citronella oil) ที่มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ citronella, geraniol แล้วก็ citronellol ในลักษณะของครีม พบว่าตำรับที่มีน้ำมันตะไคร้หอม 17% คุ้มครองปกป้องยุงลายได้นานประมาณ 3 ชั่วโมง ครีมที่มีน้ำมันตะไคร้หอม 14% ลดจำนวนยุงรำคาญที่มาเกาะด้านใน 1 ชั่วโมงข้างหลังทาครีม ยิ่งกว่านั้นสารสกัดเอทานอลของตะไคร้หอมผสมกับน้ำมันมะกอกสามารถไล่ยุงลายแล้วก็ยุงอารมณ์เสียได้นาน 2 ชั่วโมง ครีมที่มีน้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้หอมที่ความเข้มข้น 1.25, 2.5 รวมทั้ง 5.0% คุ้มครองป้องกันยุงก้นปล่องได้โดยประมาณ 2 ชั่วโมง เวลาที่ความเข้มข้น 10% ให้ผลได้เป็นเวลายาวนานกว่า 4 ชั่วโมง
ตะไคร้ (Cymbopogon citratus (DC.) Stapf) น้ำมันตะไคร้ (lemongrass oil) ใน liquid paraffin ความเข้มข้น 20 และก็ 25% มีผลคุ้มครองปกป้องยุงลายได้ 100% ใน 1 ชั่วโมงแรก รวมทั้งลดน้อยลงเหลือประมาณ 95% ภายใน 3 ชั่วโมง การเตรียมผลิตภัณฑ์น้ำมันตะไคร้ 15% ในรูปของครีมและก็ขี้ผึ้งพบว่าได้ผลป้องกันยุงกัดได้ โดยคุณลักษณะของส่วนประกอบของสินค้าส่งผลต่อการปลดปล่อยน้ำมันหอมระเหย และส่งผลต่อประสิทธิภาพสำหรับเพื่อการป้องกันยุงด้วย น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่มี geraniol ปริมาณ 0.2 มิลลิกรัม/ซึม2 สามารถลดอัตราการกัดจากยุงเบื่อหน่าย เป็น 10, 15 และก็ 18% ที่เวลา 1, 2 แล้วก็ 3 ชั่วโมงตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ได้ทาน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สบู่อาบน้ำที่มีส่วนประกอบของน้ำมันตะไคร้หอม 0.1% น้ำมันตะไคร้ 0.5% แล้วก็น้ำมันสะเดา 1% สามารถไล่ยุงได้ในตอน 8 ชั่วโมง
พืชกรุ๊ปสกุล (genus) Ocimum
น้ำมันหอมระเหยจากพืชกลุ่มนี้ 5 ชนิด ดังเช่น แมงกะแซง (O. americanum L.) โหระพา (O. basilicum L.) แมงลัก (O. africanum Lour. ExH) ยี่หร่าหรือโหระพาช้าง (O. gratissimum L.) แล้วก็กะเพรา (O. tenuiflorum L.) พบว่ามีฤทธิ์ฆ่าลูกน้ำและก็ไล่ยุงลายได้ ฤทธิ์ฆ่าลูกน้ำยุงลายของน้ำมันหอมระเหย เรียงลำดับดังต่อไปนี้ โหระพา > ยี่หร่า> ใบกะเพรา > แมงลัก = แมงกะแซง โดยมีค่าความเข้มข้นของน้ำมันหอมระเหยที่ได้ผลคุ้มครองป้องกันยุงได้ 90% (EC90) เท่ากับ 113, 184, 240, 279 และก็ 283 ppm ตามลำดับ สำหรับฤทธิ์ไล่ยุงของน้ำมันหอมระเหยที่ความเข้มข้น 10% พบว่า โหระพาช้างมีฤทธิ์แรงที่สุด คุ้มครองป้องกันยุงกัดได้นาน 135 นาที รองลงมาเป็น ใบกะเพรา แล้วก็แมงลัก ที่คุ้มครองปกป้องยุงกัดได้นาน 105 และก็ 75 นาที ตามลำดับ ระหว่างที่แมงกะแซง และโหระพาได้ผลน้อยที่สุดเพียง 15 นาที
พืชกรุ๊ปสกุล (genus) Citrus
มะกรูด (Citrus hystrix DC.) น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดมีฤทธิ์ปกป้องยุงได้นาน 95 นาที และตำรับยาใช้ภายนอกกันยุงที่มีน้ำมันมะกรูดความเข้มข้น 25 แล้วก็ 50% สามารถไล่ยุงได้นาน 30 และ 60 นาที ตามลำดับ น้ำมันหอมระเหยผสมจากมะกรูด 5% รวมทั้งจากดอกชิงเฮา (Artemisia annua L.) 1% ปกป้องยุงลาย ยุงก้นปล่อง รวมทั้งยุงเบื่อหน่ายได้นาน 180 นาที ในห้องทดลอง ในความเข้มข้นเดียวกันสามารถคุ้มครองป้องกันยุงลาย รวมทั้งยุงเสือ ได้ 180 นาที แล้วก็ยุงหงุดหงิดได้นานถึง 240 นาทีในภาคสนาม
มะนาวฝรั่ง (Citrus limon (L.) Burm.f.) น้ำมันหอมระเหยจากมะนาวฝรั่งมีฤทธิ์ไล่ยุงก้นปล่องได้ 0.88 เท่าของสารเคมีสังเคราะห์ N,N-diethyl-3-methylbenzamide
เว้นเสียแต่สมุนไพรที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีสมุนไพรอื่นๆที่มีการศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ในการคุ้มครองยุง อาทิเช่น ข่า ไพล ขึ้นฉ่าย ว่านน้ำ กานพลู หนอนตายหยาก ดอกกระดังงาไทย สารไพรินทรัม (pyrethrum) รวมทั้งไพรินทริน (pyrethrins) ที่เจอได้ในพืชตระกูลดอกเบญจมาศ (chrysanthemum flowers) ฯลฯ
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้สมองอักเสบ จากเชื้อไวรัส เจอี.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 174.คอลัมน์ แนะยา-แจงโรค.ตุลาคม.2536
  • Halstead SB, Jacobson J. Japanese encephalitis vaccines. In: Plotkin SA, Orenstein WA, Offit PA, editors. Vaccines. 5th ed. Elsevier Inc.; 2008. p.311-52. http://www.disthai.com/
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Japanese encephalitis. In: Dupont HL, Steffen R, editors. Textbook of Travel Medicine and Health. 2nd ed. Hamilton: B.C. Decker Inc.; 2001. p.312-4.
  • นศ.พ.เฉลิมเกียรติ สุวรรณเทน.รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า. Japanese Encephalitis. วารสารสมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.ปีที่ 6.ฉบับที่4.ตุลาคม-ธันวาคม 2554.หน้า 93-100
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Diseases caused by arboviruses: dengue haemorrhagic fever and Japanese B encephalitis. Med J Aust. 1994;160:22-6.
  • โอฬาร พรหมาลิขิต.วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี.ตำราวัคซีน.สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย.หน้า 127-135
  • Thisyakorn U, Nimmannitya S. Japanese encephalitis in Thai children, Bangkok, Thailand. Southeast Asian J Trop Med Public Health. 1985;16:93-7.
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โครงการเสริมภูมิคุ้มกันโรคและวัคซีนไข้ สมองอักเสบเจอีในประเทศไทย. ประจำปี Available from:
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Studies on Flaviviruses in Thailand. In: Miyai K, Ishikawa E, editors. Progress in Clinical Biochemistry: Proceedings of the 5th Asian-Pacific Congress of Clinical Biochemistry; 1991 Sept 29-Oct 4; Kobe, Japan. Amsterdam: Excerpta Medica; 1992. p.985-7.
  • อุษา ทิสยากร, สุจิตรา นิมมานนิตย. Viral meningitis และ encephalitis ในเด็ก. วารสารโรคติดเชื้อ และยาตานจุลชีพ. 2528;2:6-10.
  • สุจิตรา นิมมานนิตย, อุษา ทิสยากร, อนันต นิสาลักษณ, Hoke CH, Gingrich J, Leake E. Outbreak of Japanese encephalitis-Bangkok Metropolis. รายงาน การเฝาระวังโรคประจําสัปดาห. 2527;15:573-6.
  • นพ.คำนวน อึ้งชูศักดิ์.โรคไข้สมองอักเสบจากไวรัสเจอี ถึงจะร้ายแต่ก็ป้องกันได้.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่108.คอลัมน์กันไว้ดีกว่าแก้.เมษายน.2531
  • สำนักระบาดวิทยา.สรุปรายงานการเฝ้าระวัง โรคประจำปีนนทบุรี:สำนักระบาดวิทยา กองควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข; รายปี2552: 21-23.
  • สมบุญ เสนาะเสียง, อัญชนา วากัส, ฐิติพงษ์ ยิ่งยง. Situation of encephalitis and Japanese B Encephalitis, Thailand, 2009. Weekly Epidemiological Surveillance Report. 2010;41:33-5.
  • อุษา ทิสยากร. ไขสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส แจแปนนิส. ใน: อุษา ทิสยากร, จุล ทิสยากร, บรรณาธิการ. กุมารเวชศาสตรเขตรอน. กรุงเทพฯ: ดีไซร จํากัด; 2536. น.89-97
  • วรรณี ลิ่มปติกุล, อุษา ทิสยากร. การติดเชื้อ Japanese Encephalitis Virus ที่โรงพยาบาลสงขลา. วารสารวิชาการเขต 2541;9:65-71.
  • Weekly epidemiological record. Japanese Encephalitis. 2015;90:69-88.
  • อ.นพ.วินัย รัตนสุวรรณ.โรคไข้สมองอักเสบ.บทความความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลม

9

โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)
โรคธาลัสซีเมีย เป็นอย่างไร โรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยา (thalassemia) เป็นโรคโลหิตจาง จากพันธุกรรมอันเนื่องมาจากความเปลี่ยนไปจากปกติของการสร้างฮีโมโกลบิน ทําให้สร้างลดน้อยลง (thalassemia) และก็หรือสร้างฮีโมโกลบินผิดปกติ (hemoglobinopathy) ได้ผลสำเร็จให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะผิดปกติและแก่สั้น (hemolytic anemia) และก็แตกง่าย โรคธาลัสซีเมียมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ autosomal กล่าวคือ ทั้งพ่อแล้วก็คุณแม่ของผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีภรรยาจะมีธาลัสซีเมียแฝง หรือเรียกว่าเป็นพาหะของธาลัสซีเมีย (thalassemia trait, carrier, heterozygote) หรือเป็นโรคธาลัสซีภรรยา ซึ่งจะส่งผลทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการซีดเซียวเหลืองเรื้อรังแล้วก็มีภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา  ทั้งนี้โรคธาลัสซีเมียจัดเป็นโรคโลหิตจางด้านกรรมพันธุ์ที่พบบ่อยที่สุดในโลก สามารถพบได้ทั่วโลก แม้กระนั้นเจอได้สูงในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งคนภายในถิ่นสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน ในประเทศไทย ในประเทศไทย เจอผู้เจ็บป่วยโรคนี้จำนวนร้อยละ 1 และเจอผู้เป็นพาหะของโรค หรือผู้ที่มียีนซ่อนเร้นราวๆร้อยละ 30-40 แล้วแต่ภูมิภาค ในจังหวัดพิษณุโลกเจอผู้เป็นพาหะร้อยละ 30.5
ที่มาของโรคธาลัสซีภรรยา มีเหตุที่เกิดจากความไม่ดีเหมือนปกติทางกรรมพันธุ์ ที่สามารถถ่ายทอดต่อๆกันมาจากบรรพบุรุษในลักษณะยีนด้อย (autosomal recessive) กล่าวคือผู้ป่วย (คนที่มีลักษณะแสดงของโรคนี้) จะต้องรับคู่ยีนที่ไม่ดีเหมือนปกติมาจากฝ่ายบิดารวมทั้งแม่ทั้งสองยีน ส่วนผู้ที่รับยีนไม่ดีเหมือนปกติมาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว จะไม่ป่วยเป็นโรคนี้แล้วก็มีสุขภาพปกติดี แต่จะมียีนผิดปกติซ่อนเร้นอยู่ในตัวและก็สามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานถัดไป เรียกว่า พาหะธาลัสซีเมีย  เพราะเหตุว่าความแปลกทางกรรมพันธุ์มีได้มากมายลักษณะ โรคนี้จึงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม เช่น แอลฟาทาลัสซีเมีย (alpha-thalassemia) แล้วก็เบตาทาลัสซีเมีย (beta-thalassemia) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีนสำหรับการควบคุมการสร้างโปรตีนโกลบินประเภทแอลฟาแล้วก็บีตาเป็นลำดับทั้งยัง 2 กลุ่มนี้ ยังสามารถแบ่งเป็นจำพวกย่อยๆได้อีกหลายชนิด ซึ่งมีความร้ายแรงมากมายน้อยต่างๆนาๆ ซึ่งเป็นผลจากการจับคู่ระหว่างยีนผิดปกติชนิดต่างๆเป็นต้นว่า หากคนใดรับการถ่ายทอดสารพัดธุบาปจำพวก อัลฟา - ธาลัสซีภรรยา หรือ เบต้า - ธาลัสซีเมีย มาจากพ่อหรือมารดาเพียงแค่ฝ่ายเดียว ก็จัดว่าผู้นั้นเป็นพาหะอัลฟาธาลัสซีเมีย พาหะฮีโมโกลบินคอนแสตนสปริงค์ พาหะเบต้าธาลัสซีภรรยา หรือพาหะฮีโมโกลบินอี แม้กระนั้นถ้าใครได้รับการถ่ายทอดสารพัดธุกรรมจำพวก อัลฟา - ธาลัสซีภรรยา หรือชนิด เบต้า - ธาลัสซีเมีย มากจากทั้งยังบิดาและก็มารดา ก็นับว่าผู้นั้นเป็น
โรคธาลัสซีเมีย อย่างเช่น โรคฮีโมโกลบินเฮช โรคฮีโมโกลบินบาร์ท โรคเบต้าธาลัสซีเมีย หรือ โรคเบต้าธาลัสซีเมียฮีโมโกลบิน เป็นต้น
                สรุปได้ว่าเนื่องจากธาลัสซีเมียเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ก็เลยแสดงว่า บิดาหรือแม่ของผู้ป่วยบางทีอาจเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือเป็นพาหะรวมทั้งส่งต่อกรรมพันธุ์เหล่านี้มายังลูก ผู้ที่ได้รับกรรมพันธุ์หรือยีนจากบิดาหรือแม่เพียงแต่ฝ่ายเดียวเรียกว่าธาลัสซีเมียแฝง ไม่ถือว่าเป็นโรค โดยผู้ที่เป็นธาลัสซีเมียแอบแฝงจะไม่กำเนิดอาการใดๆแม้กระนั้นสามารถเป็นพาหะแล้วก็ส่งต่อยีนนี้ไปสู่รุ่นถัดไปได้
จังหวะเสี่ยงที่บุตรจะเป็นโรคธาลัสซีภรรยาจากพันธุกรรม

  • ถ้าบิดาหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกฝ่ายธรรมดาสมบูรณ์ดี ช่องทางที่บุตรจะเป็นพาหะพอๆกับ 50% และจังหวะที่บุตรจะปกติสมบูรณ์เท่ากับ 50%
  • หากทั้งยังบิดารวมทั้งแม่ต่างข้างต่างเป็นพาหะของโรค ช่องทางที่ลูกจะเป็นพาหะพอๆกับ 50%, จังหวะที่ลูกจะเป็นโรคธาลัสซีเมียพอๆกับ 25% และช่องทางที่ลูกจะเป็นปกติสมบูรณ์พอๆกับ 25%
  • ถ้าเกิดบิดาหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกข้างเป็นโรคธาลัสซีเมีย โอกาสที่บุตรจะเป็นพาหะพอๆกับ 50% รวมทั้งโอกาสที่ลูกจะเป็นโรคธาลัสซีเมียพอๆกับ 50%
  • ถ้าหากทั้งยังพ่อแล้วก็แม่ต่างข้างต่างเป็นโรคธาลัสซีภรรยา ช่องทางที่ลูกจะมีอาการป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมียเท่ากับ 100%


นอกนั้นธาลัสซีเมียแต่ละจำพวกยังปรากฏเอกลักษณ์อีกหลายประการ ซึ่งก่อกำเนิดความร้ายแรงของอาการในระดับที่แตกต่างกันอีกด้วย
อาการของโรคธาลัสซีภรรยา
โรคทาลัสซีเมียประเภทที่ร้ายแรงที่สุด ได้แก่ โรคฮีโมโกลบินบาร์ตไฮดรอปส์ฟีทัลลิส (haemoglobin Bart’s hydrops fetalis) เกิดขึ้นจากยีนที่สร้างโกลบินประเภทแอลฟาหายไปทั้งผอง ทำให้ไม่อาจจะสร้างโกลบินชนิดแอลฟา ซึ่งเป็นโกลบินที่สำคัญที่สุดได้เลย แต่ว่าจะสร้างฮีโมโกลบินบาร์ตแทนทั้งหมดทั้งปวง ซึ่งจะจับออกสิเจนไว้เอง ไม่ปล่อยให้แก่เยื่อ ทำให้ผู้ที่เป็นโรคนี้มีความผิดปกติตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์คุณแม่ โดยเด็กแรกเกิดมีลักษณะอาการบวมน้ำจากภาวการณ์ซีดเผือดร้ายแรง ส่วนมากจะเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ ส่วนน้อยเสียชีวิตขณะคลอดหรือข้างหลังคลอด
เพียงนิดหน่อย เด็กแรกคลอดจะมีลักษณะซีดเซียว บวม ท้องป่อง ตับและก็ม้ามโต แม่ที่ตั้งท้องเด็กแรกเกิดที่เป็นโรคนี้ มักจะมีภาวะครรภ์เป็นพิษสอดแทรก มักจะมีการคลอดไม่ดีเหมือนปกติ แล้วก็ตกเลือดหลังหรือก่อนคลอด
โรคทาลัสซีเมียที่มีลักษณะอาการร้ายแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก  โดยมากเป็นอนุภาคบีตาทาลัสซีเมียชนิดโฮโมไซกัส (homozygous beta-thalassemia) แล้วก็เล็กน้อยของอนุภาคเบตาทาลัสซีเมียประเภทเฮโมโกลบินอี (beta-thalassemia/heamoglobim E) มีสาเหตุจากความเปลี่ยนไปจากปกติของยีนที่สร้างโกลบินจำพวกอนุภาคเบตา ผู้เจ็บป่วยกลุ่มนี้เมื่อแรกเกิดมีลักษณะเป็นปกติ ไม่ซีด จะซีดตั้งแต่อายุ 2-3 เดือน (ในกลุ่มอาการร้ายแรงมากมาย) หรือเมื่ออายุเป็นปีไปแล้ว (ในกลุ่มร้ายแรงปานกลาง) อาการสำคัญคือ ซีดเซียว เหลือง ตับโต ม้ามโต ตัวเล็กแคระ น้ำหนักน้อยไม่สมอายุ เป็นชายหนุ่มเป็นสาวช้า ใบหน้าแปลก (ดังที่เรียกว่า หน้าทาลัสซีเมีย) กลุ่มที่มีลักษณะอาการรุนแรงมาก ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาจะแก่สั้น (50%  เสียชีวิตภายในระยะเวลา 10 ปี และก็ 70% เสียชีวิตข้างใน 25 ปี)  ส่วนกลุ่มที่อาการร้ายแรงปานกลางอาจมีอายุยืนยาวจนเป็นผู้ใหญ่สามารถสมรสมีลูกหลานได้
โรคทาลัสซีเมียที่มีอาการน้อย จำนวนมากเป็น โรคเฮโมโกลบินเอช (haemoglobin H disease ซึ่งอยู่ในกรุ๊ปแอลฟาทาลัสซีเมีย) และก็เล็กน้อยของอนุภาคบีตาทาลัสซีเมียประเภทมีเฮโมโกลบินอี ผู้ป่วยมีสภาวะซีดเล็กน้อยเหลืองน้อย ม้ามไม่โตหรือโตเพียงเล็กน้อย การเติบโตค่อนข้างจะธรรมดา ลักษณะบริเวณใบหน้าปกติ (ไม่เป็นทาลัสซีเมีย) สุขภาพออกจะแข็งแรงรวมทั้งอายุยืนยาวดังเช่นว่าคนธรรมดา
โดยธรรมดามักไม่ต้องมาพบแพทย์และไม่จำต้องได้รับเลือดรักษา คนป่วยมากมายไม่รู้จักว่าตัวเองเป็นโรคนี้ และบางทีอาจได้รับการวินิจฉัยเมื่อมาเจอแพทย์ด้วยปัจจัยอื่น หรือเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน ผู้เจ็บป่วยฮีโมโกลบินเอชบางครั้งบางคราวบางทีอาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกกระทันหัน (acute hemolysis) ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อมีไข้จากการตำหนิดเชื้อ ผู้ป่วยจะมีลักษณะซีดเซียวลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนกระทั่งจะต้องได้รับเลือด
กรุ๊ปบุคคลที่เสี่ยงที่จะเป็นโรคธาลัสซีเมีย ประชากรไทยเป็นพาหะสูงถึงปริมาณร้อยละ 35 ถ้าเกิดมีญาติเป็นธาลัสซีภรรยา อัตราเสี่ยงที่จะเป็นพาหะจะยิ่งมากยิ่งขึ้น ผัวเมียที่เป็นพาหะทั้งคู่อาจมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมียได้ ดังนั้นผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคธาลัสซีภรรยา หรือพาหะธาลัสซีเมียจะมีประวัติและก็อากาต่างๆดังนี้
ผู้ที่ได้โอกาสเป็นโรคหรือพาหะคือ

  • ตัวซีดเซียว และบางทีอาจตรวจพบตับม้ามโตร่วมด้วย
  • ตัวซีดลงอย่างรวดเร็วเมื่อมีการไม่สบายอย่างรุนแรง
  • มีประวัติคนภายในครอบครัวตัวซีด ตับม้ามโต
  • เคยมีลูกเป็นพาหะ หรือโรคธาลัสซีเมีย
  • เคยมีลูกเสียชีวิตในท้องเหตุเพราะภาวะทารกบวมน้ำ
  • ตรวจพบขนาดเม็ดเลือดแดงเล็กกว่าธรรมดา (MCV < 80 fL.)
  • ตรวจเลือด Osmotic fragility test (OF) ให้ผลบวกแล้วก็ Dichlorophenolindolphenol precipitation test (DCIP) ให้ ผลจากการบวก


           แม้ท่านมีข้อบ่งชี้อาการข้อใดข้อหนึ่งตามที่กล่าวมา ก็ควรตรวจวินิจฉัยรับรองว่าเป็นโรคหรือพาหะโรคธาลัสซีภรรยาไหม รวมถึงคู่ที่กำลังจะแต่งงาน และวางแผนเพื่อมีบุตรหรือกำลังท้องอ่อนๆก็ควรได้รับการตรวจด้วยด้วยเหมือนกัน เพื่อประเมินตนเองแล้วก็จังหวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือพาหะของบุตรในท้อง
วิธีการรักษาโรคธาลัสซีเมีย การวิเคราะห์แพทย์จะวิเคราะห์พื้นฐานจากประวัติความเป็นมาคนเจ็บมีอาการซีดเหลืองมาตั้งแต่เล็ก รวมทั้งอาจพบว่ามีพี่น้องประชาชนผู้ใดผู้หนึ่งเป็นโรคนี้ด้วย
นอกเหนือจากนั้น ยังจำต้องตรวจร่างกายของคนป่วยว่าผู้ป่วยมีตับโต ม้ามโต ท้องป่อง รูปร่างซูบผอมแล้วก็เล็กไม่สมอายุ กล้ามเนื้อลีบและก็แขนเล็ก ผิวหนังคล้ำออกเป็นสีเทาอมเขียว เค้าหน้าแปลก ได้แก่ กะโหลกศีรษะนูนเป็นพู หน้าผากโหนก ตาห่าง ดั้งจมูกแบน โหนกแก้มสูง คางแล้วก็ขากรรไกรกว้าง ฟันบนยื่น ฟันไม่สบกัน ฟันเรียงตัวผิดปกติ ดังที่เรียกว่า “หน้าทาลัสซีเมีย” ไหม อาการและก็ลักษณะทางสถานพยาบาลของคนเจ็บเป็นข้อมูลที่สําคัญในการวินิจฉัยโรคแต่มีคนป่วยโรคธาลัสซีภรรยาบางประเภท อาการบางทีอาจไม่ร้ายแรงการตรวจทางห้องทดลองก็เลยมีความจําเป็นและก็สามารถช่วยแยกชนิดต่างๆของโรคได้ ซึ่งการตรวจทางห้องทดลอง ตัวอย่างเช่น การตรวจเลือด (complete blood count, CBC) เพื่อดูสภาวะซีดค่าดรรชนีเม็ดเลือดแดง (red cell indices) และลักษณะ เม็ดเลือดแดง (morphology) เป็นสิ่งที่ช่วยในการวินิจฉัยโรคได้เม็ดเลือดแดงบนสเมียร์เลือดของผู้ป่วย homozygous β-thalassemia, β-thalassemia/Hb E และก็ Hb H disease มีลักษณะติดสีจาง (hypochromia) ขนาดเล็ก(microcytic) และรูปร่างไม่ปกติ(poikilocytosis) ฯลฯ ค่าดรรชนีเม็ดเลือดแดง MCV แล้วก็ MCH มีขนาดเล็กกว่า ปกติและก็การตรวจพบ inclusion body ในเม็ดเลือดแดง สามารถให้การวินิจฉัยโรคธาลัสซีเมียได้

การวินิจฉัยธาลัสซีภรรยา (definite diagnosis) จำเป็นต้องทําโดยการตรวจพินิจพิจารณาประเภทของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin analysis) โดยเครื่องตรวจอัตโนมัติจำพวก high performance liquid chromatography (HPLC), low -pressure liquid chromatography (LPLC), หรือ hemoglobin electrophoresis เพื่อจําแนกชนิดของโรคธาลัสซีภรรยาและฮีโมโกลบินไม่ดีเหมือนปกติให้แน่ๆ
การดูแลรักษาโรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยาขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของโรค สามารถจัดตามความร้ายแรงได้ดังต่อไปนี้

  • โรคธาลัสซีภรรยาจำพวกรุนแรง (severe beta-thalassemia) เป็นมีระดับ baseline Hb ต่ำยิ่งกว่า 7.0 g/dl


(Hct<20%) ได่แก่ β-thal/ β-thal แล้วก็ของ β-thal/Hb E disease ส่วนน้อย มีทางเลือกสำหรับในการรักษาดังนี้

  • การปลูกถ่ายไขกระดูก(stem cell transplantation)
  • การให้เลือดมากพอที่จะยับยั้งการสร้างเลือด (high transfusion) และก็ให้ยาขับธาตุเหล็ก (iron chelation) เมื่อมีการให้เลือดบ่อยจนกระทั่งเกิดภาวะเหล็กเกิน
  • ให้เลือดแบบจุนเจือ (low transfusion) ให้ยาขับธาตุเหล็กและตัดม้ามเมื่อม้ามโตจนกระทั่งแทรกอวัยวะอื่นในช่องท้องหรือมีสภาวะม้ามทำงานมากเหลือเกิน
  • โรคธาลัสซีเมียจำพวกร้ายแรงปานกลาง (moderately severe thalassemia) คือหรูหรา baseline Hb ระหว่าง 7-9 g/dl (Hct 20- 27 %) เป็นต้นว่าผู้ป่วย β-thal/ Hb E ส่วนใหญ่, คนป่วย β-thal/ β-thal บางราย และก็ Hb H diseaseบางราย มีทางเลือกสำหรับเพื่อการรักษา ดังนี้
  • ให้เลือดมากพอที่จะหยุดการผลิตเลือดรวมทั้งให้ยาขับธาตุเหล็ก (high transfusion + iron chelation)
  • ใหเลือดแบบเกื้อกูล (low transfusion) หรือเมื่อมี acute hemolysis รวมทั้งการตัดม้ามเมื่อมีลักษณะอาการตามข้อ 1
  • โรคธาลัสซีเมียประเภทร้ายแรงน้อย (mild thalassemia) หรูหรา baseline Hb > 9 g/dl (Hct > 27 %) ดังเช่น Hb H disease โดยมาก Hb A-E-Bart’s disease, Homozygous Hb CS,  β-thal/ Hb E ควรให้การรักษาโดยให้เลือดต่อเมื่อมีacute hemolysis ตัวอย่างเช่น ซีดเผือดมากเนื่องตกมีเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลัน ซึ่งพบได้มากเมื่อมีการติดเชื้อ
  • โรคธาลัสซีภรรยาประเภทไม่มีอาการหรือธาลัสซีภรรยาแฝง (Asymptomatic) ดังเช่น Homozygous α-thal 2, Homozygous Hb E, และก็ธาลัสซีเมียซ่อนเร้น ไม่จําเป็นจำเป็นต้องตรวจรักษาเป็นพิเศษ ไม่จําเป็นต้องได้ทานยา ควรจะได้รับคําแนะนําขอคำแนะนำด้านพันธุศาสตร์ ควรได้รับการตรวจสุขภาพตามระบบธรรมดา


การติดต่อของโรคธาลัสซีเมีย เหตุเพราะโรคธาลัสซีเมียเป็นโรคโบหิตจางที่เกิดขึ้นจากการถ่ายทอดทางจำพวกกรรมหรือพันธุกรรมซึ่งไม่มีการติดต่อของโรคนี้ จากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคธาลัสซีภรรยา คนที่ตรวจพบว่าเป็นพาหะโรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยา สามารถดำรงชีวิตราวกับคนธรรมดา ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องกินยาใดๆก็ตามแต่ผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยาจะมีลักษณะของโรคต่างกัน บางคนตัวซีดมากมาย ตับม้ามโตมากมาย อาจจะจำเป็นต้องได้รับการให้เลือดและก็ยาขับธาตุเหล็กส่วนเกินออกจากร่างกายเป็นระยะๆหรือผ่าตัดม้ามออกเพื่อลดการทำลายเม็ดเลือดแดง ส่วนบางคนจะมีลักษณะอาการซีดเซียวไม่มาก จะรักษาตามอาการ สามารถให้รับประทานกรดโฟลิก แต่ว่าไม่จำเป็นที่ต้องให้ยาบำรุงเลือด (ธาตุเหล็ก) เพราะเหตุว่ามีธาตุเหล็กใน ร่างกายเกินธรรมดาอยู่แล้ว ส่วนการกระทำตนของคนป่วยแล้วก็การดูแลผู้ป่วยโรคธาลัสซีภรรยาควรปฏิบัติอย่างแม่นยำ และเหมาะสมกับสภาพลักษณะโรคดังต่อไปนี้

  • รักษาความสะอาดของร่างกาย ปาก ฟัน เนื่องจากว่าคนไข้จะมีร่างกายอ่อนแอติดเชื้อโรคได้ง่าย รวมทั้งควรไปตรวจฟันกับหมอฟัน ทุก 6 เดือน เนื่องจากว่าฟันจะผุง่ายดายเสียยิ่งกว่าคนธรรมดา
  • ไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง กระทำตามที่หมอแนะนำ แม้มีคำถามควรจะขอความเห็นแพทย์
  • ไม่สมควรเปลี่ยนแปลงสถานที่รักษาเป็นประจำเนื่องจากจะทำให้การรักษาไม่ต่อเนื่อง
  • เมื่อเป็นไข้ ควรจะเช็ดตัวลดไข้ รวมทั้งให้กินน้ำมากมายๆถ้าเกิดไข้สูงมากควรรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลแล้วก็รีบไปพบหมอแม้จะไม่ใช่วันนัดหมาย เนื่องจากว่าไข้อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการติดเชื้อ ซึ่งจะทำให้ซีดลงมากหรือก่อปัญหารุนแรงได้
  • ปกป้องอุบัติเหตุที่จะทำให้เสียเลือด หรือกระดูกหัก เพราะเหตุว่าผู้เป็นโรคธาลัสซีภรรยามีสภาวะซีดเซียวและก็กระดูกจะเปราะหักง่าย ควรจะออกกำลังกายตามสมควรกับสภาพร่างกาย และก็ต้องระวังการถูกกระแทกที่บริเวณท้องด้วยเหตุว่าจะมีอันตรายต่อตับและก็ม้ามที่โตได้
  • ควรจะพักผ่อนอย่างพอเพียง ในภาวะป่วยหนักควรจะดูแลให้ได้พักมากยิ่งกว่าเดิม
  • ไม่ควรซื้อยาบำรุงเลือดมากินเอง เพราะเหตุว่าอาจเป็นยาที่มีธาตุเหล็กซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโลหิตจางจากสภาวะขาดธาตุเหล็ก แต่เป็นโทษต่อคนป่วยทาลัสซีเมียที่มีภาวการณ์เหล็กเกินอยู่แล้ว
  • ไม่สมควรกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เป็นต้นว่า เลือดหมูเลือดไก่ เครื่องในสัตว์ตับ
  • รับประทานยาเสริมโฟเลท วันละ 1 เม็ด เพราะเหตุว่าโฟเลทเป็นสารที่จําเป็นสำหรับเพื่อการสร้างเม็ดเลือดแดง ด้วยเหตุว่าร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือดแดงมากกว่าธรรมดาเพื่อมาชดเชยเม็ดเลือดแดงที่อายุสั้นลง
  • เลี่ยงการทำงานหนัก หรือการเล่นกีฬาที่ร้ายแรง


o             ให้ความรักใส่ใจ ให้กำลังใจ เนื่องด้วยโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ควรจะสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้ดำรงชีพตามเดิม ไม่สิ้นหวังต่อการเจ็บป่วย
o             กินอาหารให้ครบ ๕ หมู่ มีโปรตีนสูง (เป็นต้นว่า เนื้อสัตว์ นม ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ) รวมทั้งมีสารโฟเลตสูง (ผักต่างๆ) เพื่อใช้สำหรับในการสร้างเม็ดเลือดแดงโดย
ของกินที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยโรคธาลัสซีภรรยามีลักษณะดังนี้ คนป่วยโรคธาลัสซีเมียโดยปกติชอบมีการเจริญวัยของร่างกายน้อยกว่าธรรมดา มีภูมิคุ้มกันต่ำรวมทั้งความหนาแน่นของมวลกระดูกน้อย ฉะนั้นของกินที่เหมาะสมกับคนป่วยธาลัสซีภรรยา คือของกินที่มีโปรตีนสูง อาทิเช่น เนื้อปลาทะเล เนื้อไก่ เมล็ดพืชต่างๆตัวอย่างเช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าวกล้อง ข้าวบาเลย์ ฯลฯ อาหารทีมีกรดโฟลิก (Folic acid) สูง เพื่อช่วยสำหรับในการสร้างเม็ดเลือดแดง ยกตัวอย่างเช่น ตำลึง กะหล่ำ มะเขือเทศ คะน้า ถั่วงอก เป็นต้น อาหารที่มีแคลเซียม แมกนีเซียม แล้วก็วิตามินดีสูงเพื่อป้องกันภาวการณ์กระดูกพรุน ยกตัวอย่างเช่น สินค้านม ใบย่านาง ใบชะพลู ใบแค ใบยอ ผักโขม ใบสะระแหน่ ผักหวาน ฟักอ่อน ใบตำลึง ผักกวางตุ้ง ผลไม้ ดังเช่น ส้มเขียวหวาน มะขามหวาน มะม่วงแก้วสุก ยิ่งไปกว่านี้ควรจะกินอาหารที่มีวิตามินเอ วิตามินอีและวิตามินซีสูง เพื่อช่วยลดสภาวะการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกายจากการที่เม็ดเลือดแดงแตกง่าย ได้แก่ มะละกอ ฟักทอง เสาวรส ฝรั่ง มะยม ผักหวาน เป็นต้น
การปกป้องคุ้มครองตัวเองจากโรคธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจางธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม วิธีคุ้มครองที่ยอดเยี่ยมคือ

  • ขอคำแนะนำหมอเพื่อตรวจเลือดก่อนแต่งงาน หรืออย่างช้าก่อนมีบุตร ว่าตนเป็นพาหะไหม
  • สำหรับผู้ที่เป็นพาหะที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคทาลัสซีเมียร้ายแรง ควรจะชี้แนะช่องทางสำหรับเพื่อการคุ้มครองปกป้องไม่ให้มีลูกเป็นโรคนี้ ดังต่อไปนี้ ผู้ที่ยังมิได้แต่งงาน โอกาสเป็น เลือกคู่สมรสที่ไม่เป็นพาหะเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคนี้ ถ้าคู่ชีวิตเป็นพาหะด้วยกันและมีโอกาสเสี่ยงต่อการมีบุตรเป็นโรคนี้ ช่องทางเป็น การคุมกำเนิดไม่ให้มีลูก การรับลูกบุญธรรมมาเลี้ยง ใช้การผสมเทียม หรือเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์อื่นๆ
  • ฝากครรภ์ทันทีที่ทราบดีว่ามีท้อง เพื่อแพทย์จะได้ตรวจวินิจฉัยทารกในท้องว่าปกติหรือไม่
  • ควรแนะนำให้ญาติ ญาติ ไปตรวจเลือด โดยวิธีพิเศษว่าเป็นพาหะหรือไม่ และปรึกษาหมอก่อนสมรส เพื่อวางแผนครอบครัวอย่างเหมาะควรถัดไป
  • รณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องทาลัสซีเมียแก่ราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชายหญิงวัยเจริญพันธุ์


สมุนไพรที่สามารถรักษา/บรรเทาลักษณะโรคธาลัสซีภรรยา โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคที่มีภาวการณ์เลือดจากเรื้อรังจากความแปลกด้านกรรมพันธุ์ ซึ่ง ณ.ในขณะนี้ไม่มีกล่าวว่ามีสมุนไพรจำพวกใดที่ใช้รักษาโรคธาลัสซีภรรยาที่เห็นผลอย่างเอาจริงเอาจัง แต่ว่ามีรายงานการศึกษาเรียนรู้แล้วก็ทดลองที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ขมิ้นชัน กับโรคธาลัสซีเมีย ดังนี้
สำหรับในการทดลองทางสถานพยาบาลของขมิ้นชัน ในผู้เจ็บป่วยธาลัสซีภรรยา เริ่มจาก จากภาควิชาแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้ทดสอบให้ผู้ป่วยเบต้าธาลัสซีภรรยา/ ฮีโมโกลบินอีรับประทานแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน วันละ 2 แคปซูล ติดต่อกัน นาน 3 เดือน พบว่าช่วยลดภาวะที่มีอนุมูลอิสระสูง(oxidative stress) ลงได้รวมทั้งมีอีกการทดลองที่ทำงานทดลองจากแผนกแพทยศาสตร์ จุฬาลงแขนณ์มหาวิทยาลัย พบว่าเมื่อให้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันวันละ 2 แคปซูลแก่คนเจ็บธาลัสซีเมียเด็กประเภทเบต้าธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบินอี พบว่าคนเจ็บ 5 คนใน 8 คน มีอายุของเม็ดเลือดแดงนานขึ้น ซึ่งในการทดสอบทั้งสองครั้งไม่พบอาการข้างเคียงอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นมาจากแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน นอกนั้นผลการศึกษาวิจัยในหลอดทดลองของแผนกแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชี้ให้เห็นว่าเคอร์คูไม่นอยด์สามารถลดระดับของเหล็กรูปที่มิได้จับกับทรานสิเฟอร์ริน (non-transferrin bound iron, NTBI) ในพลาสม่าของคนไข้โรคธาลัสซีภรรยาชนิดเบต้าธาลัสซีภรรยา และก็ยังเสริมฤทธิ์ของยาขับเหล็กในการลดเหล็กรูป NTBI ได้อีกด้วยรวมทั้งเวลานี้ยังมีการศึกษาค้นคว้าทางคลินิกเรื่องการใช้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันในคนไข้ธาลัสซีภรรยา อีกหลายโรงพยาบาล  ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมุนไพรนี้ จะได้รับการศึกษาเรียนรู้ต่อยอดให้เป็นสมุนไพรที่ใช้ป้องกัน/รักษาโรคธาลัสซีเมียได้อย่างมีประสิทธิภาพถัดไป
เอกสารอ้างอิง

  • แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาโรคโลหิตจากธาลัสซีเมีย พ.ศ.2549.มูลนิธิโรคโลหิตจากธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย.แก้ไขครั้งที่2/7 กันยายน 2548.หน้า1-16
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ทาลัสซีเมีย.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่397.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2555
  • ผศ.นพ.อนุวัฒน์ สุตัณฑวิบูลย์.เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย.ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง.ความรู้เกี่ยวกับโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย:ข้อแตกต่างระหว่าคนที่เป็นพาหนะและคนที่เป็นโรค.กรกฎาคม.2548
  • ธาลัสซีเมีย-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.disthai.com/
  • ศ.เกียรติคุณ พญ.วรวรรณ ตันไพจิตร.โรคธาลัสซีเมีย.สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชา กุมารเวชศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง, พิริยา ถนอมรัตน์, สุชิลา ศรีทิพยวรรณ, ประวิทย์เตติวัฒน, แน่งน้อย เจิมนิ่ม, หนึ่งฤทัย นิ่มนุช, สุขุมาล นิยมธรรม, ต่อพงศ์สงวนเสริมศรี. ความชุกของธาลัสซีเมียเทรตจากการตรวจคัดกรองใน หญิงตั้งครรภ์ของจังหวัดพิษณุโลก. วารสารโลหิตวิทยาและเวชศาสตร์บริการโลหิต 2547; 14 (3): 181-6.
  • Fung EB. Nutritional deficiencies in patients with thalassemia. Annals of the New York Academy of Sciences. 2010;1202:188-96.


ดร.ชฎก พิศาลพงศ์.แคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน.มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย.

10

โรคไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism, Thyrotoxicosis)
โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษเป็นยังไง ก่อนจะทำความเข้าใจกับโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษนั้น ควรจะทำความรู้จักกับต่อมไทรอยด์กันก่อนต่อมไทรอยด์ คือต่อมที่อยู่ด้านหน้าของบริเวณคอใต้ลูกกระเดือก และชิดกับหลอดลม มีลักษณะคล้ายผีเสื้อ ลักษณะทางด้านกายภาพของต่อมแบ่งเป็นทั้งหมดทั้งปวง 2 ด้านหมายถึงส่วนซ้ายแล้วก็ซีกขวา ซึ่งต่อมทั้ง 2 ซีกจะเชื่อมกันด้วยเนื้อเยื่ออิสมัส (Isthmus) โดยต่อมไทรอยด์จะปฏิบัติภารกิจสำหรับในการผลิตฮอร์โมนที่สำคัญ 3 จำพวก คือไทโรซีน (Thyroxine - T4) รวมทั้งฮอร์โมนไทรไอโอโดไทโรนีน (Triiodothyronine - T3) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สำหรับในการควบคุมการเผาผลาญของร่างกายที่เรียกว่า เมตาบอลิซึม (Metabolism)  รวมถึงฮอร์โมนแคลสิโทนิน (Calcitonin) ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมระดับแคลเซียมแล้วก็ฟอสฟอรัสในระบบไหลเวียนของเลือด  นอกเหนือจากนั้นต่อมไทรอยด์ยังเป็นต่อมสถานที่สำหรับทำงานโดยอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) แล้วก็ของสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งอีกทั้งต่อมใต้สมองและสมองไฮโปทาลามัสยังควบคุมแนวทางการทำงานของอวัยวะอื่นๆด้วย ยกตัวอย่างเช่น ต่อมหมวกไต อัณฑะ และรังไข่ และยังมีความเกี่ยวข้องกับอารมณ์และจิตใจ โดยเหตุนั้น หากรูปแบบการทำงานของต่อมไทรอยด์ มีสภาวะแตกต่างจากปกติ จึงอาจจะทำให้กำเนิดโรคต่างๆของอวัยวะพวกนั้น รวมถึงชมรมกับอารมณ์และจิตใจด้วย  ส่วนโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ เป็นภาวะต่อมไทรอยด์ดำเนินงานเกิน(Overactive Thyroid)  คือ สภาวะที่ต่อมไทรอยด์* มีการหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์ออกมามากเกินไป กระตุ้นให้อวัยวะทั่วร่างกายมีการเผาผลาญสูงยิ่งกว่าปกติและก็ทำให้ระบบต่างๆของร่างกายไม่ปกติตามไปด้วย ซึ่งเป็นต้นเหตุกระตุ้นให้เกิดลักษณะการเจ็บป่วยไข้ๆต่างขึ้นตามมา ได้แก่ อ่อนแรงง่าย ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วไม่ปกติ ขี้ร้อนง่าย เหงื่อออกมาก อารมณ์เสีย นอนไม่หลับ น้ำหนักตัวต่ำลงอย่างรวดเร็วแบบเปลี่ยนไปจากปกติ ฯลฯ โดยโรคนี้พบได้บ่อยในเพศหญิงมากกว่าผู้ชายถึง 5-10 เท่า
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคไทรอยด์เป็นพิษ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษมีหลายสาเหตุ  แต่ว่าส่วนใหญ่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากระบบภูมิต้านทานต้านโรคของร่างกายที่ไม่ปกติกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป จนถึงทำให้ร่างกายมีจำนวนของฮอร์โมนต่อมไทรอยด์มากกว่าสิ่งที่ต้องการของร่างกาย และก็มีสภาพการณ์เป็นพิษ กระทั่งส่งผลต่อร่างกายในด้านต่างๆซึ่งพวกเราเรียกภาวะที่ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนมากเกินว่า ภาวะต่อมไทรอยด์                      ที่มา :  wikipedia                   ทำงานเกิน  (hyperthyroidism)  และก็เรียกลักษณะการเจ็บป่วยไข้ที่เกิดขึ้นจากสภาวะมีฮอร์โมนต่อมไทรอยด์    มากเกินนี้ว่า ภาวะพิษจากต่อมไทรอยด์ (thyrotoxicosis) โดยสาเหตุการเกิดโรคไทรอยด์เป็นพิษนั้นมีได้นานาประการสาเหตุ ดังนี้

  • โรคเกรฟส์ หรือ โรคคอพอกตาโปน (Graves’ disease) เป็นสาเหตุที่พบได้มากที่สุดราวๆ 60-80% ของผู้เจ็บป่วยต่อมไทรอยด์เป็นพิษทั้งหมดทั้งปวง ซึ่งโรคนี้จะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนไทโรซีนออกมามากมายแตกต่างจากปกติจนกระทั่งทำให้แปลงเป็นพิษ แล้วก็เป็นโรคที่พบได้มากในวัยรุ่นและวัยกลางคน เจอในสตรีมากยิ่งกว่าเพศชายโดยประมาณ 5-10 เท่า ที่มาของการเกิดโรคยังไม่เคยรู้แจ่มกระจ่างว่าเกิดขึ้นจากอะไร แม้กระนั้นพบว่ามีความเกี่ยวพันกับเพศ (เจอในเพศหญิงมากกว่าผู้ชาย) และพันธุกรรม (พบว่าคนเจ็บบางรายมีประวัติพ่อแม่พี่น้องประชาชนเป็นโรคนี้ด้วย) การสูบบุหรี่จะยิ่งเพิ่มการเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากเพิ่มขึ้น ยิ่งไปกว่านี้ยังพบด้วยว่า ความเคร่งเครียดก็มีส่วนกระตุ้นให้โรคกำเริบได้
  • เนื้องอกที่ต่อมไทรอยด์ เป็นกรณีที่เจอได้น้อย เช่นเดียวกัน เนื้องอกที่เกิดบริเวณต่อมไทรอยด์ และเนื้องอกที่เกิดรอบๆต่อมใต้สมอง อาจก่อให้เกิดการหลั่งของฮอร์โมนไทรอยด์มากขึ้นกระทั่งเปลี่ยนเป็นพิษได้
  • การอักเสบของต่อมไทรอยด์ (Thyroiditis) การอักเสบที่ไม่เคยทราบต้นเหตุของต่อมไทรอยด์จะก่อให้ฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ถูกสร้างออกมาเยอะขึ้น และทำให้ฮอร์โมนรั่วไหลออกไปที่กระแสเลือด ทั้งนี้การอักเสบของต่อมไทรอยด์ส่วนมากไม่มีอาการเจ็บ นอกจากอาการไทรอยด์อักเสบแบบกึ่งเฉียบพลันที่เกิดขึ้นได้น้อย สามารถเป็นเหตุให้เกิดลักษณะการเจ็บได้
  • การรับประทานอาหาร การรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนมากจนเกินความจำเป็นก็สามารถส่งผลให้เกิดโรคไทรอยด์เป็นพิษ เพราะเหตุว่าไอโอดีนเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับในการผลิตฮอร์โมนต่อมไทรอยด์แต่ว่าเจอได้น้อยมาก
  • การได้รับการเสริมฮอร์โมนไทรอยด์ที่มากเหลือเกิน ยาที่มีส่วนประกอบของไอโอดีนบางจำพวก อย่างเช่น ยาอะไมโอดาโรน (Amiodarone) ที่ใช้สำหรับการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ จะก่อให้มีการหลั่งของฮอร์โมนต่อมไทรอยด์มากเพิ่มขึ้นจนกระทั่งกลายเป็นพิษได้
ลักษณะของโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
ไม่ว่าจะมีต้นเหตุมาจากสาเหตุใด มักมีลักษณะอาการคล้ายคลึงกัน กล่าวคือ คนป่วยจะรู้สึกอิดโรยง่าย หมดแรง ใจสั่นหวิว ใจสั่น บางบุคคลอาจมีอาการเจ็บหน้าอก ร่วมด้วย ชอบมีความรู้สึกขี้ร้อน เหงื่อออกมาก ฝ่ามือมีเหงื่อชุ่ม  ผู้ป่วยจะมีน้ำหนักตัวลดน้อยลงรวดเร็วทันใจ แม้ว่ากินได้ธรรมดา หรือบางทีอาจกินจุขึ้นกว่าปกติด้วยซ้ำ ทั้งนี้เนื่องด้วยร่างกายมีการเผาผลาญมากมายมักมีอาการมือสั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาทำงาน ละเอียด ได้แก่ แต่งหนังสือ งานฝีมือ ฯลฯ อาจมีลักษณะซุกซน ชอบทำโน่นทำนี่ บางคราวดูเป็นคนขี้กลัว หรือท่าทางหลุกหลิก อาจมีอาการหงุดหงิด โมโหง่าย นอนไม่หลับ หรืออารมณ์ซึมเศร้า บางบุคคลอาจมีอาการถ่ายเหลวบ่อยเหมือนท้องเสีย หรือมีลักษณะอ้วกอ้วก ส่วนอาการที่พบได้มากที่สุดในผู้ที่มีลักษณะอาการไทรอยด์เป็นพิษเป็น อาการคอพอก ซึ่งเป็นอาการที่ต่อมไทรอยด์โตขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกหรือเห็นก้อนขนาดใหญ่ที่บริเวณคอ  หญิงอาจมีระดูออกน้อย หรือมาไม่บ่อยนัก หรือขาดเมนส์ มักตรวจพบว่ามีต่อมไทรอยด์โต (คอพอก) ชีพจรเต้นเร็ว (มากยิ่งกว่า 120 -140 ครั้งต่อนาที) แล้วก็อาจมีอาการตาโปน (ดวงตาปูดโปนออกมามากกว่าปกติ) แล้วก็มองเห็นส่วนที่เป็นตาขาวข้างบนชัด (เนื่องจากหนังตาบนหดรั้ง) เหมือนทำตาจ้องอะไรหรือตาดุ ผิวหนังลูบคลำมองมีลักษณะเรียบนุ่มรวมทั้งมีเหงื่อเปียกแฉะ
ดังนี้หากว่าคนไข้มีสภาวะไทรอยด์เป็นพิษที่ไม่รุนแรงมากเท่าไรนัก ก็บางทีอาจไม่มีอาการใดๆแสดงออกมา โดยยิ่งไปกว่านั้นคนวัยแก่ที่อาการมักไม่ค่อยแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดมากเท่าไรนัก
กรรมวิธีรักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษ การวิเคราะห์โรคไทรอยด์เป็นพิษด้วยตัวเอง แนวทางวินิจฉัยโรคไทรอยด์เป็นพิษด้วยตัวเองแบบง่ายๆก็คือการสังเกตความแปลกของร่างกาย แม้มีอาการใดๆที่เกิดขึ้นโดยไม่มีมูลเหตุ ไม่ว่าจะเป็น น้ำหนักลดเปลี่ยนไปจากปกติ มือสั่น อ่อนเพลียง่าย หายใจสั้น หรือมีอาการบวมที่บริเวณคอ ควรจะรีบไปพบแพทย์ ส่วนการวินิจฉัยโรคไทรอยด์เป็นพิษโดยหมอนั้น จะวินิจฉัยพื้นฐานจากอาการแสดงของโรค ดังเช่นว่า ใจสั่น อิดโรยง่าย น้ำหนักลด มือสั่น ชีพจรเต้นเร็ว ต่อมไทรอยด์โต และก็ตาโปน  แล้วก็ถ้าพบว่ามีลักษณะอาการพวกนี้ แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติมอีกดังนี้

  • การพิสูจน์เลือด เป็นการเจาะเลือดเพื่อตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์รวมทั้งการเผาผลาญ ดังเช่นว่า
  • การวัดปริมาณฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ ปริมาณของฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ T3 รวมทั้ง T4 ในเลือด
  • การตรวจทีเอสเอช (Thyroid-stimulating hormone : TSH) เป็นการวัดระดับฮอร์โมนต่อมใต้สมองที่มีบทบาทควบคุมรูปแบบการทำงานของต่อมไทรอยด์ ซึ่งในผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษมักจะมีค่า TSH ที่ต่ำกว่าปกติ
  • การวัดระดับจำนวนแอนติบอดีของต่อมไทรอยด์ (Thyroidglobulin) เป็นการตรวจที่ช่วยวินิจฉัยโรคเกรฟส์ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบมากที่สุดของภาวะไทรอยด์เป็นพิษ
  • การตรวจเอกซเรย์ เป็นการตรวจที่สามารถช่วยทำให้แพทย์มองเห็นการทำงานรวมทั้งความแตกต่างจากปกติของฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ได้ชัดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น
  • การตรวจอัลตราซาวนด์ เป็นการตรวจที่ช่วยวัดขนาดของต่อมไทรอยด์และความเปลี่ยนไปจากปกติของต่อมไทรอยด์
  • การตรวจสแกนต่อมไทรอยด์ (Thyroid scan) เป็นการตรวจโดยใช้รังสีเพื่อให้มองเห็นลักษณะการทำงานของต่อมไทรอยด์ว่าต่อมไทรอยด์มีการงานที่มากไม่ดีเหมือนปกติหรือไม่
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบซีทีสแกน (CT scan) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า/เอ็มอาร์ไอ (MRI) หมอมักใช้ในกรณีที่สงสัยว่าความผิดปกติของต่อมไทรอยด์อาจมีเนื้องอกหรือมะเร็ง แล้วก็การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองจะใช้ในกรณีที่หมอสงสัยว่าสิ่งที่ทำให้เกิดต่อมไทรอยด์เป็นพิษอาจเป็นเพราะเนื่องจากต่อมใต้สมองหลั่งฮอร์โมนไม่ปกติ

การดูแลรักษาหลักของต่อมไทรอยด์เป็นพิษเป็นการกินยา เมื่ออาการ แพทย์จะเบาๆลดยาลง และ หยุดยาได้สุดท้าย ถ้าเกิดรับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้น บางทีอาจต้องรักษาโดยใช้การผ่าตัด หรือ การกินไอโอดีนกัมมันตรังสี ระยะเวลาเฉลี่ยในการรักษาชอบประมาณ 2 ปี ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • การดูแลและรักษาด้วยยา คนไข้ที่มีอายุน้อยมีอาการไม่รุนแรงมากมายและก็ต่อมไทรอยด์ไม่โตมาก แพทย์มักแนะ นำให้รักษาด้วยยาก่อน ยาที่ใช้รักษานี้จะเป็นยาลดการผลิตฮอร์โมนต่อมไทรอยด์และก็ยาลดอาการใจสั่น คนไข้ที่รักษาด้วยยานี้จะต้องสามารถกินยาเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตามแพทย์เสนอแนะ โดยปกติหมอจะชี้แนะให้รับประทานยาโดยประมาณ 1 ถึง 2 ปีโดยในระหว่างที่รักษาด้วยการใช้ยาอยู่นี้หมอจะนัดตรวจติดตามดูอาการและก็เจาะเลือดวัดระดับฮอร์โมนไทรอยด์เป็นประจำได้แก่ ทุก 1 - 2 เดือนเพื่อให้มั่นใจว่าคนป่วยกินยาในขนาดที่สมควร ไม่มากหรือไม่พอ จุดอ่อนของการรักษา ด้วยยาคือ คนเจ็บชอบจำต้องรับประทานยานานเป็นปี ได้โอกาสเกิดการแพ้ยาได้


ซึ่งยาที่ใช้ในปัจจุบันเป็นกลุ่ม ยาต้านทานต่อมไทรอยด์ ดังเช่นว่า ยาเม็ดพีทียู (PTU) หรือเมทิมาโซล (methimazole) ยานี้มีผลใกล้กันที่สำคัญเป็น อาจจะทำให้เกิดภาวะ เม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งทำให้ติดโรคร้ายแรงได้ ซึ่งพบได้ราว 1 ใน 200 คน แล้วก็ชอบเกิดขึ้นในระยะ 2 เดือนแรกของการใช้ยา

  • การดูแลรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมต่อมไทรอยด์ สำหรับผู้เจ็บป่วยที่ต่อมไทรอยด์โตมากมายหรือมีอาการหายใจติดขัดหรือกลืนตรากตรำ เพราะต่อมไทรอยด์ที่โตขึ้นกดเบียดทับหลอดลม หรือหลอดอาหาร ซึ่งทั้งสองอวัยวะนี้อยู่ชิดกับต่อมไทรอยด์ แพทย์จะแนะนำให้รักษาด้วยการใช้การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออกนิดหน่อยเพื่อต่อมไทรอยด์มีขนาดเล็กลง จะได้สร้างฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ได้น้อยลง และอาการหายใจลำบากหรือกลืนตรากตรำจะดียิ่งขึ้น ถึงแม้เป็นวิธีที่ทำให้หายจากภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษได้อย่างเร็ว แต่ก็อาจเป็นผลข้างๆจากการผ่าตัดได้เช่น เสียงแหบจากผ่าตัดโดนเส้นประสาทกล่องเสียงที่อยู่ใกล้กับต่อมไทรอยด์ หรือแม้แพทย์ตัดต่อมไทรอยด์ออกไม่พอ ข้างหลังผ่าตัดผู้ป่วยก็อาจจะยังมีลักษณะจากภาวการณ์ต่อมไทรอยด์เป็นพิษอยู่ตัวอย่างเช่นเดิม แต่ตรงกันข้าม หากตัดต่อมต่อมไทรอยด์ออกมากเกินไป ข้างหลังผ่าตัดคนเจ็บจะเกิดอาการจากการขาดฮอร์โมนไทรอยด์ได้ด้วยเหมือนกัน
  • การดูแลและรักษาด้วยน้ำแร่รังสีไอโอดีน น้ำแร่รังสีไอโอดีนเป็นสารไอโอดีนชนิดหนึ่ง (Iodine-131) ที่ให้รังสีแกมมา (Gamma ray) และรังสีอนุภาคเบตา (Beta ray ) รวมทั้งสามารถปลดปล่อยรังสีนั้นๆออกมาทำลายเซลล์ของต่อมไทรอยด์ได้ เมื่อคนเจ็บกินน้ำแร่รังสีไอโอดีนเข้าไป ก็จะถูกดูดซึมโดยต่อมไทรอยด์ทำให้ต่อมไท รอยด์ มีขนาดเล็กลงแล้วก็การผลิตฮอร์โมนก็จะลดลงไปด้วย อาการจากภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษก็เลยดีขึ้น น้ำแร่รังสีไอโอดีนนี้ไม่อาจจะหาซื้อได้ทั่วๆไป จะต้องรับการรักษาเฉพาะโรงหมอบางโรง พยาบาลที่ให้การรักษาด้านนี้เพียงแค่นั้น โดยจะใช้ระยะเวลาการรักษาด้วยแนวทางลักษณะนี้โดยประมาณ 3-6 เดือน


การดูแลและรักษาด้วยน้ำแร่รังสีไอโอดีนมีลักษณะเด่นก็คือ สามารถรักษาสภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษให้หายขาดได้สูง สบาย ง่าย ไม่มีอันตราย เหมาะสมกับคนเจ็บที่อายุ 20 ปีขึ้นไปและก็ต่อมไทรอยด์ไม่โตมากมาย หรือผู้ป่วยหวานใจษาด้วยยาเป็นระยะเวลานาน 1 - 2 ปีแล้วยังไม่หาย หรือหายแล้วกลับมาเป็นใหม่อีก หรือผู้ป่วยสุดที่รักษาด้วยการผ่าตัดแล้วยังมีอาการจากภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษอยู่ จุดอ่อนของการดูแลและรักษาด้วยน้ำแร่รังสีไอโอดีนคือ ข้างหลังการดูแลรักษาผู้เจ็บป่วยจะเกิดภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ได้บ่อยครั้ง ทำให้จำเป็นต้องกินยาฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ไปชั่วชีวิต
นอกจาก การดูแลรักษาด้วยน้ำแร่รังสีไอโอดีนนี้ไม่อาจจะใช้ได้กับคนป่วยที่กำลังตั้ง ท้องเพราะว่ารังสีส่งผลต่อทารกในครรภ์ บางทีอาจก่อความพิการหรือการแท้ง หรือในคนไข้ให้นมบุตรอยู่เนื่องจากน้ำแร่รังสีไอโอดีนจะผสมออกมากับน้ำนมส่งผลต่อต่อมไทรอยด์ของเด็กแรกเกิดได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ คนป่วยภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษที่มิได้รับการดูแลและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆอาจมีผลกระทบหรือภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายต่างๆยกตัวอย่างเช่น

  • ต่อมไทรอยด์เป็นพิษขั้นวิกฤต หากมีการควบคุมระดับไทรอยด์ที่ไม่ดี อาจทำให้อาการร้ายแรงขึ้น หรือทำให้เป็นอันตรายต่อชีวิต ซึ่งสัญญาณว่าไทรอยด์เป็นพิษเข้าขั้นวิกฤตคือ หัวใจเต้นเร็วไม่ปกติ เป็นไข้สูงมากเกินไปกว่า 38 องศาเซลเซียส ท้องเสีย อาเจียน ตัวเหลือง ตาเหลือง มีลักษณะอาการงวยงงมึนงงอย่างหนัก รวมทั้งอาจถึงกับขนาดหมดสติได้ โดยต้นสายปลายเหตุที่อาจจะเป็นผลให้อาการเข้าสู่ภาวการณ์วิกฤต อาทิเช่น การติดเชื้อ การกินยาไม่บ่อยนัก การตั้งครรภ์ แล้วก็ความทรุดโทรมของต่อมไทรอยด์ โดยภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษขั้นวิกฤติเป็นคราวฉุกเฉินที่จำต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเร่งด่วน เนื่องด้วยอาจมีอันตรายต่อคนป่วยได้
  • ปัญหาเรื่องระบบหัวใจ ภาวะแทรกซ้อนที่มักก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้เจ็บป่วยโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษก็คือ ความไม่ปกติเกี่ยวกับหัวใจ ไม่ว่าจะเป็น หัวใจเต้นเร็ว หรือโรคหัวใจเต้นเปลี่ยนไปจากปกติที่เกิดขึ้นมาจากการสั่นที่ศีรษะใจห้องบน (Atrial Fibrillation) หรือแม้แต่ภาวการณ์หัวใจวาย ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ศีรษะจิตใจไม่สามารถที่จะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ
  • ปัญหาสายตา โดยปัญหาสายตาที่เป็นภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ตาแห้ง ตาไวต่อแสงสว่าง ตาแฉะ เห็นภาพซ้อน ตาแดง หรือบวม ตาโปนออกมามากมายว่าธรรมดา และก็รอบๆกลีบตาแดง บวม กลีบตาปลิ้นออกมาผิดปกติ รวมทั้งมีนิดหน่อยที่จำเป็นต้องสูญเสียการมองเห็น โดยเหตุนี้สำหรับการรักษาโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ คนป่วยอาจจำต้องพบหมอรักษาตาเพื่อรักษาควบคู่กันไปด้วย แม้กระนั้นปัญหาเรื่องสายตานี้เจอได้ในคนไข้โรคเกรฟวส์เพียงแค่นั้น ที่มีปัญหาต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
  • ภาวะไทรอยด์ต่ำ หลายครั้งการดูแลและรักษาไทรอยด์เป็นพิษก็อาจก่อให้ระดับฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ต่ำกว่าปกติจนเกิดภาวะฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ต่ำ แล้วก็ก่อกำเนิดอาการต่างๆเป็นต้นว่า รู้สึกหนาวและเหนื่อยง่าย น้ำหนักขึ้นไม่ปกติ มีลักษณะท้องผูก แล้วก็มีอาการเศร้าหมอง ทว่าอาการจะเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วครั้งคราว รวมทั้งมีผู้ป่วยเพียงแค่บางรายเท่านั้นที่เกิดอาการโดยถาวรรวมทั้งต้องใช้ยาสำหรับในการควบคุมระดับฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ไปตลอดชีพ
  • กระดูกบอบบาง โรคไทรอยด์เป็นพิษ ถ้าเกิดไม่ได้รับการดูแลและรักษาสามารถทำให้เกิดผลเสียและไม่ดีต่อมวลกระดูก ทำให้กระดูกอ่อนแอ หรือแปลงเป็นโรคกระดูกพรุน เหตุเพราะการที่ร่างกายมีฮอร์โมนต่อมไทรอยด์มากมายไป ซึ่งมีผลต่อความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการซึมซับแคลเซียมของกระดูกได้


การติดต่อของโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคไทรอยด์เป็นพิษมีต้นเหตุมาจากความเปลี่ยนไปจากปกติของภูมิคุ้นกันต้านทานโรคของร่างกายไม่ดีเหมือนปกติ ที่ไปกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าธรรมดา ทำให้ผลิตฮอร์โมนมากเกินไป ซึ่งโรคไทรอยด์เป็นพิษนี้ไม่ได้เป็นโรคติดต่อเพราะว่าไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรคไทรอยด์เป็นพิษ  แม้ตรวจเจอว่าเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษ ก็ควรปฏิบัติดังนี้
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.คอพอกเป็นพิษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 341.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กันยายน 2550
  • ไทรอยด์เป็นพิษ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • หาหมอดอทคอม.  “ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Thyrotoxicosis)”.  (รศ.นพ.จรูญศักดิ์ สมบูรณ์พร).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : haamor.com.  [16 ก.ค. 2017].
  • รศ.นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์.ไทรอยด์เป็นพิษ ไม่ใช่มะเร็งไทรอยด์.ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล.
  • กระเทียม.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Bahn RS, Burch HB, Cooper DS, Garber JR, Greenlee MC, Klein I, et al. Hyperthyroidism and other causes of thyrotoxicosis: management guidelines of the American Thyroid Association and American Association of Clinical Endocrinologists. Thyroid 2011; 21: 593 – 646.
  • ไทรอยด์เป็นพิษ-อาการ,สาเหตุ,การรักษา,พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Kang NS, Moon EY, Cho CG, Pyo S.  Immunomodulating effect of garlic component, allicin, on murine peritoneal macrophages.  Nutr Res (N.Y., NY, U.S.) 2001;21(4):617-26.
  • ว่านหางจระเข้.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Lamm DL, Riggs DR.  The potential application of Allium sativum (garlic) for the treatment of bladder cancer.  The Urologic Clinics of North America 2000;27(1): 157-62.
  • Ghazanfari T, Hassan ZM, Ebrahimi M.  Immunomodulatory activity of a protein isolated from garlic extract on delayed type hypersensitivity.  Int Immunopharmacol 2002;2(11):1541-9.
  • Kuttan G.  Immunomodulatory effect of some naturally occuring sulphur-containing compounds.  J Ethnopharmacol 2000;72(1-2):93-9.
  • Abuharfeil NM, Maraqa A, Von Kleist S.  Augmentation of natural killer cell activity in vitro against tumor cells by wild plants from Jordan.  J Ethnopharmacol 2000;71 (1-2):55-63.
  • Farkas A.  Methylation of polysaccharides from aloe plants for use in treatment of wounds and burns.  Patent: U S 3,360,510, 1967:3pp.
  • Cheon J, Kim J, Lee J, Kim H, Moon D.  Use of garlic extract as both preventive and therapeutic agents for human prostate and bladder cancers.  Patent: U S US 6,465,020 ,2002:7pp.
  • Farkas A.  Topical medicament containing aloe polyuronide for treatment of burns and wounds.  Patent: U S 3,103,466, 1963:4pp.
  • Strickland FM, Pelley RP, Kripke ML.  Cytoprotective oligosaccharide from aloe preventing damage to the skin immune system by UV radiation.  Patent: PCT Int Appl WO 98 09,635, 1998:65pp.
  • ลูกซัด.ฐานข้อมูลเครื่องยา.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • ณรงค์ชัย ประสิทธิ์ภูริปรีชา นิศา อินทรโกเศส โอภา วัชรคุปต์ พิสมัย ทิพย์ธนทรัพย์.  การทดลองใช้สารสกัดว่านหางจระเข้กับแผลที่เกิดจากรังสีบำบัด.  รายงานโครงการพิเศษ คณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล, 2529.


11

โรคแพ้อากาศ (Sinusitis)
โรคไซนัสอักเสบเป็นยังไง  ไซนัส คือ โพรงอากาศที่อยู่ด้านในกระดูกบริเวณรอบๆหรือใกล้เคียงกับจมูก ซึ่งมีอยู่ 4 กลุ่มใหญ่ๆในแต่ละข้าง  ไซนัสที่ใหญ่ที่สุดอยู่ข้างในกระดูกโหนกแก้ม (maxillary sinus)  อีกกรุ๊ปหนึ่งมีอยู่หลายโพรง มีขนาดเล็ก และอยู่ระหว่างรอบๆโคนจมูก และก็หัวตาแต่ละข้าง (ethmoidal sinuses)  ในกระดูกหน้าผากก็มีไซนัสภายใน (frontal sinus) ยิ่งไปกว่านั้นยังมีไซนัสที่อยู่ใต้ฐานกะโหลกศีรษะ (sphenoidal sinus) ด้วย  หน้าที่ของไซนัสนั้นไม่รู้แน่ชัด  แต่เชื่อว่าอาจช่วยทำให้เสียงที่พวกเราเปล่งออกมา กังวานขึ้น, ช่วยให้กะโหลกศีรษะเบาขึ้น แล้วก็ช่วยรักษาสมดุลของหัว, ช่วยในการปรับความดันของอากาศด้านในโพรงจมูก  ในเรื่องที่มีการเปลี่ยนของความดัน แล้วก็สร้างสารคัดหลั่งที่คุ้มครองการต่อว่าดเชื้อของโพรงจมูกและก็ไซนัส
ซึ่งในคนปกติทั่วๆไป มูกที่ทำขึ้นในโพรงไซนัสจะระบายลงตามทางเชื่อมมาออกที่รูเปิดในโพรงจมูก เปลี่ยนเป็นน้ำมูก หรือเสมหะใส เพื่อความชื้นและก็ล้างโพรงจมูก แม้กระนั้นถ้าหากรูเปิดดังที่ได้กล่าวมาแล้วถูกอุดกั้น (อาทิเช่น เจ็บป่วยหวัด หรือหวัดภูมิแพ้) ทำให้เมือกในโพรงไซนัสไม่สามารถ ระบายออกมาได้ เมือกก็จะหมักหมมเปลี่ยนเป็นของกินในการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่แพร่กระจายมาจากโพรงจมูกเข้าไปในไซนัส ทำให้เยื่อบุไซนัสอักเสบบวม ขนอ่อนในไซนัสสูญเสียหน้าที่สำหรับเพื่อการขับมูก ทำให้มีการสะสมของมูกมากขึ้นเรื่อยๆกลายเป็นหนองขังอยู่ในไซนัส เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ขึ้นมา
โรคไซนัสอักเสบ ยังสามารถแบ่งได้ 3 ชนิด คือประเภททันควัน (มีลักษณะน้อยกว่า 30 วัน) ชนิดครึ่งเฉียบพลัน (มีอาการอยู่ระหว่าง 30-90 วัน) และจำพวกเรื้อรัง (มีลักษณะอาการมากกว่า 90 วัน) โดยการอักเสบบางทีอาจกำเนิดกับไซนัสได้ทุกตำแหน่ง ยกตัวอย่างเช่น ไซนัสข้างตา (Ethmoid sinus), ไซนัสหน้าผาก (Frontal sinus), ไซนัสโหนกแก้ม (Maxillary sinus) รวมทั้งไซนัสที่อยู่ใต้ฐานกะโหลกศีรษะ (Sphenoidal sinus) แม้กระนั้นที่พบบ่อยที่สุดหมายถึงไซนัสโหนกแก้ม (Maxillary sinus) ซึ่งจะมีผลให้มีอาการปวดที่รอบๆโหนกแก้ม  แต่โรคนี้โดยมากชอบไม่มีความร้ายแรง นอกจากสร้างความรำคาญหรือปวดทรมาทรกรรม ส่วนน้อยที่บางทีอาจเกิดภาวะสอดแทรกรุนแรง ถ้าหากได้รับการดูแลรักษาอย่างแม่นยำตั้งแต่ทีแรก ก็มักจะหายได้ หรือลดภาวะแทรกซ้อนลงได้
  โรคแพ้อากาศเป็นโรคที่พบบ่อยที่สุดโรคหนึ่งที่ทำให้ผู้เจ็บป่วยมาพบหมอ  ราวๆกันว่ามวลชนทั่วๆไป 1 ใน 8 คน  จะเป็นโรคภูมิแพ้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต  เกิดการของการเกิดไซนัสอักเสบ   มีลักษณะท่าทางที่เกิดมากขึ้นในฤดูกาลที่มีคนจับไข้หวัดหรือมีการอักเสบติดโรคในทางเดินหายใจมาก โดยทั่วไป
มากยิ่งกว่า 0.5% ของผู้ป่วยที่เป็นโรคหวัด มีโอกาสเกิดเป็นภูมิแพ้ตาม มา ผู้ป่วยที่เป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) หรือโรคหืดจะมีไซนัสอักเสบร่วมด้วยราว 40-50% เกิดการของไซนัสอักเสบชนิดทันควันที่เกิดขึ้นมาจากการต่อว่าดเชื้อแบคทีเรียในผู้ใหญ่ที่เกิดตามหลังหวัดพบได้โดยประมาณปริมาณร้อยละ 0.5-2 และก็ในเด็กเจอได้ประมาณร้อยละ 5-10 สำหรับโรคแพ้อากาศเรื้อรังนั้น  ในกลุ่มสามัญชนทั่วไปพบโรคไซนัสอักเสบเรื้อรังราวปริมาณร้อยละ 1.2-6 
ที่มาของโรคไซนัสอักเสบ

  • การติดเชื้อของระบบฟุตบาทหายใจตอนบน (Upper respiratory tract infec tion) ระยะเริ่มต้นเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเชื้อไวรัสโรคไข้หวัด ซึ่งจะไปทำให้เยื่อบุจมูกอักเสบ ซึ่งอาจอักเสบต่อ เนื่องเข้าไปถึงในไซนัส ต่อมามีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย โดยปกติก็จะหายได้ปกติ แม้กระนั้นถ้าการตำหนิดเชื้อนั้นร้ายแรง อาจมีการทำลายของเยื่อบุจมูกแล้วก็เยื่อบุไซนัส ทำให้มีการบวมรวมทั้งมีพังผืด นำมาซึ่งการอุดตันของรูเปิดระหว่างไซนัสกับโพรงจมูก ร่วมกับการที่เซลล์ขน (Cilia) ที่มีบทบาทส่งเสริมสารคัดหลั่งในไซนัส ไม่ทำงาน ก็จะทำให้การอักเสบเปลี่ยนเป็นการอักเสบเรื้อรังได้
  • การติดเชื้อของฟัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟันกรามน้อยและฟันกรามแถวบน โดยธรรมดาพบว่า โดยประมาณ 10% ของการอักเสบของไซนัสแมกซิลลาจะมีเหตุมาจากฟันผุ (เนื่องจากฝาผนังข้างล่างของไซนัสแมกสิลลาจะใกล้กับรากฟันดังที่กล่าวมาแล้ว) บางรายจะแสดงอาการแจ่มกระจ่างภายหลังที่ไปถอนฟันแล้วเกิดรูทะลุระหว่างไซนัสแมกสิลลาแล้วก็เหงือก (Oroantral fistula) ขึ้น
  • โรคติดเชื้ออื่นๆดังเช่นว่า ไข้หวัดใหญ่ โรคฝึกหัด โรคไอกรน
  • การว่ายน้ำ มุดน้ำ ซึ่งบางทีอาจเกิดการสำลักน้ำเข้าไปในจมูกและเข้าไปในไซนัสได้ โดยอาจมีเชื้อโรคเข้าไปด้วย นำมาซึ่งการอักเสบได้ นอกจากนั้น สารคลอรีน (Chlorine) ในสระว่ายน้ำ ยังเป็นสารเคมีที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอักเสบของเยื่อบุไซนัสได้
  • การกระทบกระแทกอย่างแรงใบหน้า อาจก่อให้ไซนัสโพรงอันใดโพรงหนึ่งแตกหัก ช้ำบวม หรือมีเลือดออกด้านในโพรง นำไปสู่การอักเสบติดเชื้อตามมาได้
  • มีสิ่งปลอมปนในจมูก อย่างเช่น เมล็ดผลไม้ ก็เลยก่อการตันโพรงจมูก จึงเป็นสาเหตุให้มีการติดเชื้อโรคอีกทั้งในโพรงจมูก และในไซนัส
  • จากการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศบริเวณตัวในทันที (Barotrauma หรือ Aero sinusitis) เป็นต้นว่า ขณะเครื่องบินขึ้นหรือลงหยุด แล้วก็การดำน้ำลึก ฯลฯ ถ้ารูเปิดของไซนัสขณะ นั้นบวมอยู่ อย่างเช่น กำลังเป็นหวัด หรือโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) กำเริบ จะส่งผลให้เยื่อบุ บวมมากขึ้นเรื่อยๆ และก็อาจมีการหลั่งของเหลว/สารคัดเลือกหลั่งออกมา หรือมีเลือดออกได้ จึงก่อการอักเสบขึ้น ซึ่งพบมากที่ไซนัสฟรอนตัล ที่มา  :    wikipedia                 


ส่วนภูมิแพ้เรื้อรังมักได้ผลแทรกซ้อนจากไซนัสอักเสบฉับพลันที่  มิได้รับการดูแลรักษาที่ถูก นอกเหนือจากนี้ ยังอาจเกิดขึ้นเนื่องจากต้นสายปลายเหตุอื่นๆดังเช่นว่า โรคหวัดภูมิแพ้เรื้อรัง ริดสีดวงจมูก เนื้องอกในโพรงจมูกหรือไซนัส ผนังกั้นจมูกคด การต่อว่าดเชื้อของฟุตบาทหายใจส่วนต้นจำเจ การสูบยาสูบ มลภาวะทางอากาศ โรคกรดไหลย้อน (หูรูดปลายหลอดอาหารเสื่อม ทำให้มีน้ำย่อยซึ่งเป็น กรดไหลย้อนขึ้นมาที่ไซนัส เวลาเข้านอนช่วงกลางคืน) โรคฟันและช่องปากเรื้อรัง ภาวการณ์ภูมิคุ้มกันต่ำ (ได้แก่ เบาหวาน โรคภูมิคุมกันบกพร่อง) ฯลฯ
อนึ่งสำหรับการอักเสบรุนแรงของไซนัส มักมีต้นเหตุจากการตำหนิดเชื้อไวรัส เป็นต้นว่า เชื้อไวรัสโรคหวัด แต่เมื่อเป็นการอักเสบเรื้อรัง มักมีสาเหตุมาจากการต่อว่าดเชื้อแบคทีเรีย อย่างเช่น Streptococci, Staphylococcus, Haemophilus influenzae, Klebsiella pneumoniae, Bacteroides melaninogenicus, แต่ว่าอาจพบจากการต่อว่าดเชื้อราได้ ดังเช่นว่า Aspergillus และ Dematiaceous fungi
อาการโรคไซนัสอักเสบ
ไซนัสอักเสบทันควัน  ในผู้ใหญ่มักมีอาการปวดใบหน้ารอบๆไซนัสที่อักเสบ อาทิเช่น ปวดที่แถวๆศีรษะตา หน้าผาก โหนกแก้ม  บริเวณกระบอกตา หรือข้างหลังกระบอกตา บางรายบางทีอาจรู้สึก เหมือนปวดฟัน         ที่มา  :    wikipedia               
ตรงฟันซี่บน บางทีอาจปวดเพียงฝ่ายเดียวหรือ 2 ข้างก็ได้ ลักษณะของการปวดมักเป็นมากช่วงเช้าหรือบ่าย เวลาก้มศีรษะหรือแปลงท่า คนไข้มักมีลักษณะอาการคัดเลือกแน่นจมูก พูดเสียงขึ้นจมูก มีน้ำมูกเป็นหนองออกข้นเหลืองหรือเขียว                 
หรือมีเสมหะข้นเหลืองหรือเขียวไหลจากข้างหลังจมูกลงในคอ ต้องรอสูดหรือขากออก  อาจมีอาการปวดศีรษะ มีไข้ อ่อนล้า เจ็บคอ ปวดหู ไอ หายใจมีกลิ่นเหม็น ความรู้สึก ในการรับทราบกลิ่นหรือรสชาติน้อยลง
ในเด็ก อาการมักกำกวมเท่าคนแก่ อาจมีอาการเป็นหวัดยาวนานกว่าธรรมดา กล่าวคือมีน้ำมูก (ใสหรือข้นเป็นหนองก็ได้) แล้วก็ไอเป็นเวลานานกว่า 10 วัน มักจะไอทั้งยังกลางวันและเวลากลางคืน อาจมีไข้ต่ำๆแล้วก็หายใจมีกลิ่นเหม็นร่วมด้วย  เด็กบางรายบางทีอาจออกอาการเป็นหวัดร้ายแรงกว่าธรรมดา ดังเช่นว่า เป็นไข้สูงขึ้นมากยิ่งกว่า 39 องศาเซลเซียส น้ำมูกข้นเป็นหนอง ปวดที่ใบหน้า หลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้วสังเกตเห็นอาการบวมบริเวณตา ซึ่งอาการของไซนัสอักเสบระยะนี้มีระยะเวลาฟื้นกระทั่งหายดีราว 2 – 4 อาทิตย์
ภูมิแพ้เรื้อรัง มักมีลักษณะอาการสม่ำเสมอทุกวี่ทุกวันนานเกิน 90 วัน โดยในผู้ใหญ่มักมีอาการคัดจมูก มีเสลดข้นเหลืองหรือเขียวไหลจากข้างหลังจมูกลงในคอหายใจมีกลิ่นเหม็น ความรู้สึกสำหรับในการรับทราบกลิ่นต่ำลง จำนวนมากมักไม่มีไข้และลักษณะของการปวดไซนัสแบบที่พบในไซนัสอักเสบทันควัน  ในเด็กมักมีอาการไอ น้ำมูกไหล จาม หายใจมีกลิ่นเหม็น มีโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น หรือหูชั้นกลางอักเสบ โดยในอาการของไซนัสอักเสบช่วงนี้มักเกิดต่อเนื่องเกิด 12 อาทิตย์ รวมทั้งมักพบร่วมกับโรคภูมิแพ้
ทั้งนี้ภูมิแพ้มักเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการตำหนิดเชื้อไวรัส เจอในอัตรา 90% ของคนป่วย หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนหรือการพัฒนาโรคที่ร้ายแรงขึ้น อาการจะดีขึ้นและหายดีเองภายในระยะเวลาประมาณ 10 วัน ในช่วงเวลาที่การติดเชื้อแบคทีเรียจนกระทั่งทำให้ภูมิแพ้จะพบได้ไม่บ่อยนัก โดยประมาณ 5-10% เพียงแค่นั้น และจำเป็นต้องได้รับการดูแลและรักษาด้วยยาต่อต้านเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะ ซึ่งมักมีลักษณะอาการนานกว่า 10 วัน หรืออาการเกิดขึ้นอีกภายหลังเป็นมานาน 5 วัน
กระบวนการรักษาโรคไซนัสอักเสบ ในเบื้องต้นแพทย์จะซักไซ้ไล่เลียงอาการและก็ประวัติการป่วยไข้ ร่วมกับการตรวจร่างกายเป็นหลักรวมทั้งอาจมีการตรวจพิเศษเพิ่มเติมอีก ดังนี้
ประวัติการรักษา/ประวัติอาการ

  • ความเป็นมาที่ช่วยสำหรับการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ฉับพลัน อย่างเช่น เป็นหวัดมานานมากกว่า 7-10 วัน,  เป็นหวัดที่มีอาการร้ายแรงมากมาย,  ไข้สูง,  คัดจมูก, มีน้ำมูกเหลืองข้น,  ได้กลิ่นต่ำลง, ปวดหรือ
  • ตื้อทึบบริเวณโหนกแก้มคล้ายปวดฟันบน, ปวดรอบๆจมูก หัวคิ้ว หรือหน้าผาก, เจ็บคอ, เสมหะไหลลงคอ, ไอ, ปวดศีรษะ, อาการทางจมูกที่ไม่ดีขึ้นหลังให้ยาหดหลอดเลือด  โดยมีอาการดังกล่าวภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน   ผู้ป่วยโรคไซนัสอักเสบเรื้อรังมักมีอาการไม่เฉพาะเจาะจงเช่น คัดจมูก, การรับกลิ่นลดลงหรือไม่ได้กลิ่น, มีน้ำมูกสีเขียวเหลืองในจมูกหรือไหลลงคอ, ปวดศีรษะ, มีกลิ่นปาก, ลมหายใจมีกลิ่นเหม็น, ลิ้นเป็นฝ้า, คอแห้ง, มีเสมหะในคอ, เจ็บคอ ระคายคอเรื้อรัง, ไอ, ปวดหูหรือ หูอื้อ
  • การตรวจร่างกาย ได้แก่
  • การตรวจในโพรงจมูก มักพบว่าเยื่อบุจมูกบวมแดง อาจพบมีหนองหรือมูก บางรายอาจพบหนองตามตำแหน่งที่มีรูเปิดของไซนัส
  • มีอาการเจ็บ โดยเมื่อกดลงบนใบหน้า ผู้ป่วยจะรู้สึกเจ็บ จุดกดเจ็บของไซนัสแม็กซิลล่าอยู่ที่ผนังด้านหน้าชิดกับจมูก จุดกดเจ็บของไซนัสฟรอนตัลอยู่ที่ใต้หัวคิ้วใกล้กับดั้งจมูก หรืออาจจะเคาะเบาๆที่บริเวณหน้าผากซึ่งถ้ามีการอักเสบจะรู้สึกเจ็บ จุดกดเจ็บของไซนัสเอธมอยด์อยู่ที่บริเวณหัวตา ส่วนไซนัสสฟีนอยด์ไม่สามารถตรวจได้เนื่องจากอยู่ลึกมาก แต่ทั้งนี้ ในไซ นัสอักเสบเรื้อรัง มักไม่มีอาการกดเจ็บอย่างชัดเจน ยกเว้นแต่มีการอักเสบเฉียบพลันแทรกซ้อน
  • การตรวจในช่องปาก อาจพบมีหนองไหลจากโพรงหลังจมูกลงมาบนผนังลำคอ เรียกว่า Postnasal drip ซึ่งเป็นตัวช่วยในการวินิจฉัยไซนัสอักเสบเรื้อรังที่ค่อนข้างจะแน่นอนอย่างหนึ่ง อาจพบผนังลำคอเป็นตุ่ม ขรุขระ เนื่องจากมีเนื้อเยื่อน้ำเหลืองในช่องคอโตขึ้น จากต้องทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคที่ติดมากับหนองจากไซนัส ซึ่งไหลลงมาในลำคอเป็นประจำ แต่ลักษณะขรุขระนี้ อาจจะพบได้ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ คอหอยอักเสบ และผู้ป่วยที่ผ่าตัดต่อมทอนซิล และอาจพบมีฟันผุโดยเฉพาะ ฟันกรามบน
  • การตรวจพิเศษ เช่น
  • การตรวจเพื่อดูการผ่านทะลุของแสง (Transillumination test) ใช้ช่วยการวินิจฉัยการอัก เสบของไซนัสแม็กซิลล่า และ ของไซนัสฟรอนตัล ถ้าไซนัสไม่มีแสงสว่างผ่านลอดไปได้เลยจะช่วยบอกว่ามีโรคได้อย่างแม่นยำ แต่ในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี วิธีนี้มักไม่ได้ประโยชน์เพราะเยื่อบุและผนังกระดูกเด็กที่ล้อมไซนัส มักจะหนากว่าผู้ใหญ่ แสงจึงมักผ่านไม่ได้
  • การตรวจภาพไซนัสด้วยอัลตราซาวด์ สามารถตรวจหาหนองในโพรงไซนัสได้ดี
  • การเจาะไซนัส (Antral proof puncture) ใช้ตรวจไซนัสแมกซิลลา
  • Sinuscopy เป็นการส่องกล้องตรวจในไซนัส ปัจจุบันเกือบจะเข้ามาแทนที่วิธีเจาะไซนัส Antral proof puncture โดยทำต่อจากการถ่ายภาพเอกซเรย์ธรรมดา ไซนัสสำหรับผู้ป่วยโพรงอากาศข้างจมูกแม็กซิลล่าอักเสบเรื้อรัง ถ้าพบหนองก็สามารถเก็บตัวอย่างส่งเพาะเชื้อ และล้างหนองได้ในคราวเดียวกัน ถ้าพบเป็นถุงน้ำ หรือ ริดสีดวงขนาดเล็กก็จะตัดออกผ่านทางกล้องส่องได้ นอกจากนี้ การเห็นพยาธิสภาพและการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุและของรูเปิดไซนัสด้วยตาโดยตรง ทำให้สามารถวินิจฉัยและวางแผนให้การรักษาไซนัสอักเสบที่เหมาะสมต่อไปได้อย่างเหมาะสม
  • การถ่ายภาพไซนัสด้วยเอมอาร์ไอ ใช้แยกก้อนเนื้อ หรือถุงน้ำออกจากของเหลว
  • การตรวจด้วยการส่องกล้องโพรงจมูก (Nasal endoscopy)
  • การถ่ายภาพไซนัสด้วยเอกซเรย์
  • การถ่ายภาพไซนัสด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เป็นวิธีดีที่สุดในการตรวจหาพยาธิสภาพของไซนัสในปัจจุบัน แต่ค่าใช้จ่ายในการตรวจค่อนข้างแพง
  • หลักในการรักษาโรคไซนัสอักเสบ[/url] ประกอบด้วย
  • กำจัดเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ  โดยการให้ยาต้านจุลชีพ  เพื่อทำให้อาการของโรคดีขึ้นเร็ว   การเลือกชนิดของยาต้านจุลชีพขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการติดเชื้อ, การดำเนินโรค,  ความไวต่อยาต้านจุลชีพของเชื้อนั้นๆ และ อุบัติการของการดื้อยา     ระยะเวลาของการให้ยาต้านจุลชีพนั้น  ในรายที่เป็นไซนัสอักเสบเฉียบพลันควรให้ยาต้านจุลชีพอย่างน้อย 10-14 วัน หรือให้จนผู้ป่วยไม่มีอาการผิดปกติแล้วให้ต่ออีก 1 สัปดาห์หลังจากนั้น     ในรายที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังควรให้ยาต้านจุลชีพเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3-6 สัปดาห์ เช่น ยากลุ่ม Amoxicillin, Clarithromycin และ Azithromycin แต่หากผู้ป่วยต้องอยู่อาศัยในบริเวณที่มีโอกาสติดเชื้อสูง หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังรับยาไปแล้ว 2-3 วัน แพทย์จะใช้ยารักษาในขั้นถัดไป เช่น Amoxicillin-clavulanate, Cephalosporins, Macrolides, Fluoroquinolones และ Clindamycin เป็นต้น
  • ทำให้การไหลเวียนของสารคัดหลั่งและอากาศภายในไซนัสดีขึ้น
  • 1 ยาหดหลอดเลือด ทำให้การบวมของเยื่อบุจมูกลดลง,  บรรเทาอาการคัดจมูก ทำให้รูเปิดของไซนัสโล่งขึ้น  อาจให้ในรูปยาพ่นหรือยาหยอดจมูก หรือ ยารับประทาน หรือให้ร่วมกันทั้งสองชนิดก็ได้    สำหรับยาหดหลอดเลือดที่พ่นหรือหยอดจมูก ไม่ควรใช้นานกว่า 7 วัน เพราะจะทำให้เยื่อบุจมูกเสียได้   ส่วนยาหดหลอดเลือดชนิดรับประทาน  ควรระวังผลข้างเคียง เช่น ความดันโลหิตสูง  หัวใจเต้นเร็ว  นอนไม่หลับ  กระสับกระส่ายด้วย เช่น pseudoephedrine และ phenylephrine โดยแพทย์จะจ่ายยาในปริมาณรับประทาน 10 - 14 วัน ยาลดอาการคัดจมูกแบบพ่นหรือหยด เช่น Oxymetazoline และ Hydrochloride ใช้รักษาภายใน 3-5 วัน
  • 2 ยาสตีรอยด์พ่นจมูก (Nasal Cortixosteroids) อาจมีประโยชน์ในรายที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง หรือ ไซนัสอักเสบเป็นๆ หายๆ โดยเฉพาะถ้ามีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือชนิดที่ไม่แพ้ร่วมด้วย ยาพ่นจมูกดังกล่าวจะช่วยลดการอักเสบในจมูก  ทำให้รูเปิดของไซนัส ที่มาเปิดในโพรงจมูกโล่งขึ้น  ช่วยให้การไหลเวียนของอากาศ  การระบายของสารคัดหลั่งหรือ หนองที่อยู่ภายในไซนัสดีขึ้น
  • 3 ยาต้านฮิสตะมีน ไม่แนะนำให้ใช้ ยาต้านฮิสตะมีนรุ่นเก่าในผู้ป่วยไซนัสอักเสบ ที่ไม่ได้มีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมด้วย   เนื่องจากอาจทำให้น้ำมูกและสารคัดหลั่งแห้งและเหนียวได้ ในรายที่มีโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมด้วย  ควรเลือกใช้ยาต้านฮิสตะมีนรุ่นใหม่  เนื่องจากมีผลข้างเคียงดังกล่าวค่อนข้างน้อย 
  • 4  ยาละลายมูกหรือเสมหะ ยังไม่มีการศึกษาที่แสดงถึงประสิทธิภาพของยาละลายมูกในการรักษาโรค ไซนัสอักเสบชัดเจน
  • 5 การล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ  เป็นการชะล้างเอาน้ำมูก หนอง  สิ่งสกปรกในจมูก ซึ่งเกิดจากการอักเสบในโพรงจมูกและไซนัสออก  เพื่อให้โพรงจมูกและบริเวณรูเปิดของไซนัสโล่ง   ทำให้การพัดโบกของขนกวัดที่เยื่อบุจมูกดีขึ้น อาการต่างๆ ของผู้ป่วยจะดีขึ้นเร็ว
  • 6 การสูดดมไอน้ำเดือด จะช่วยทำให้เยื่อบุจมูกยุบบวม  โล่ง  อาการคัดจมูกน้อยลง  อาการปวดตื้อๆ ที่ศีรษะดีขึ้น   นอกจากนั้นยังทำให้การพ่นยาเข้าไปในจมูก มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • 7 การผ่าตัด   ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่เป็นโรคไซนัสอักเสบ มักจะหายได้โดยการใช้ยาอย่างเต็มที่  ส่วนน้อยที่ต้องรับการผ่าตัด  ดังนั้นในการรักษาจึงพยายามใช้ยาอย่างเต็มที่ก่อน   การผ่าตัดเป็นการแก้ไขพยาธิสภาพที่ทำให้รูเปิดระหว่างโพรงจมูกและไซนัสอุดตัน โดยแพทย์จะใช้การผ่าตัดด้วยวิธี Functional Endoscopic Sinus Surgery (FESS) เป็นการผ่าตัดผ่านทางรูจมูกด้วยกล้องเอ็นโดสโคปซึ่งเป็นกล้องขยายที่มีขนาดเล็ก แพทย์จะใช้เครื่องมือที่ถูกออกแบบมาพิเศษในการผ่าตัดนี้และมองภาพขณะผ่าตัดผ่านกล้อง ผู้ป่วยจะได้รับยาชาหรือยาสลบในขณะผ่าตัดโดยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการป่วย
ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดโรคแพ้อากาศ

  • เป็นโรคหวัดเรื้อรังโดยมิได้รับการดูแลและรักษาให้หายสนิท
  • การเกิดการต่อว่าดเชื้อที่ฟัน อาทิเช่น ฟันผุ การถอนฟันแล้วมีการติดเชื้อภายหลัง
  • การถูกกระทบอย่างแรงที่บริเวณใบหน้าบริเวณโพรงไซนัส
  • ผู้ที่มีภาวการณ์ของโรคภูมิแพ้
  • อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี อย่างเช่นเขตโรงงาน หรือ สลัม
  • ผนังข้างๆของโพรงจมูกโค้งงอผิดรูป (Paradoxical turbinate)
  • ต่อมอะดีนอยด์โต หรือ มีสิ่งแปลกปลอมในจมูกเด็กเป็นเวลานานๆเป็นต้นว่า เมล็ดผลไม้ต่างๆ
  • คนไข้ที่ใส่ท่อช่วยหายใจ หรือใส่สายให้อาหารทางจมูก อยู่เป็นเวลานาน
  • ภาวะที่ทำให้เซลล์ขน (Cilia) ซึ่งเป็นเซลล์สนับสนุนสารคัดเลือกหลั่งออกจากไซนัส เสียไป ก็เลยมีการคั่งของสารคัดหลั่งในไซนัส แล้วก็มีการอักเสบติดเชื้อโรคได้ ดังเช่น ในภาวการณ์หลังเป็นโรคหวัด


การติดต่อของโรคแพ้อากาศ โรคไซนัสอักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากการอักเสบบวมของเยื่อบุไซนัสนำมาซึ่งการตีบของรูเปิดจากไซนัสที่ไปสู่โพรงจมูก รวมทั้งเกิดการคั่งค้างของสารคัดเลือกหลั่ง (เมือก) ในโพรงไซนัสไม่อาจจะกระบายออกแล้วก็เมื่อมีการสะสมของมูกมากมายจึงเปลี่ยนเป็นหนองขังในไซนัสกำเนิดอาการต่างๆตามมา โดยโรคแพ้อากาศนี้ไม่จัดอยู่ในโรคติดต่อด้วยเหตุว่าไม่พบการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคไซนัสอักเสบ

  • ควรกินยาจากที่แพทย์สั่งให้การรักษาอย่างเอาจริงเอาจัง และก็ติดตามผลของการรักษากับหมออย่างต่อเนื่อง
  • พักให้พอเพียง
  • ดื่มน้ำมากๆ
  • สูดกลิ่นไอน้ำอุ่น แล้วก็ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ (ในเรื่องที่หมอชี้แนะรวมทั้งสอนให้ทำ)
  • หลบหลีกสารก่อภูมิแพ้ ควันจากบุหรี่ และมลภาวะทางอากาศ
  • งดเว้นดื่มเครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์
  • หลบหลีกการว่ายน้ำในสระว่ายน้ำนานๆเนื่อง จากคลอรีนในสระอาจทำให้เกิดการระคายเยื่อบุจมูกและไซนัสได้
  • เลี่ยงการเดินทางโดยเรือบินในช่วงเวลาที่ไม่สบายหวัด หวัดภูมิแพ้ หรือไซนัสอักเสบกำเริบเสิบสาน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรจะรับประทานยาแก้คัดจมูก ดังเช่นว่า สูโดเอฟีดรีน (pseudoephedrine) ครั้งละ 1-2 เม็ดก่อนเดินทาง รวมทั้งซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมงระหว่างเดินทางระยะไกล
การป้องกันตนเองจากโรคไซนัสอักเสบ

  • หมั่นดูแลรักษาสุขภาพร่างกายทั่วๆไปให้แข็งแรง (ดังเช่น กินอาหาร สุขภาพ บริหารร่างกาย นอนหลับพักให้เพียงพอ เครียดน้อยลง)
  • ปกป้องตนเองจากหวัด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการป่วยไซนัสอักเสบ หรือถ้าเกิดเจ็บป่วยหวัดแล้วจำต้องรีบรักษาให้หายสนิทอย่างเร็ว
  • อยู่ในที่มีอากาศระบาย ไม่มีฝุ่น หรือสิ่งที่จะก่อให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้
  • อย่าให้ร่างกายต้องเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็วเกินไป
  • ไม่ว่ายน้ำ ดำน้ำ ในช่วงเวลาที่มีการติดโรคในช่องจมูก
  • ลด หรือ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
  • รักษาสุขภาพฟันคุ้มครองไม่ให้ฟันผุเพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อในช่องปากที่เป็นต้นเหตุของโรภูมิแพ้
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครอง/รักษาโรคไซนัสอักเสบ
ฟ้าทะลายมิจฉาชีพ ชื่อวิทยาศาสตร์Andrographis paniculata (Burm. f.) Nees วงศ์    Acanthaceae สารออกฤทธิ์ andrographolide, deoxyandographolide, didehydro-deoxyandrographolide แล้วก็ neoandrographolide ฟ้าทะลายขโมยให้ผลสำหรับในการคุ้มครองหวัดแล้วก็ทุเลาอาการหวัด การเรียนในเด็กนักเรียนโตตอนฤดูหนาว ให้รับประทานยาเม็ดฟ้าทะลายขโมยแห้ง ขนาด 200 มิลลิกรัม/วัน ในเดือนแรกของการทดสอบยังไม่พบความไม่เหมือนระหว่างกลุ่มที่รับประทานยาและก็กรุ๊ปควบคุม ภายหลัง 3 เดือนของการทดสอบ อุบัติการณ์การเป็นหวัดลดลงอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม อัตราการเป็นหวัดในกรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายขโมยพอๆกับ 20% ในขณะกลุ่มควบคุมมีอัตราการเป็นหวัดพอๆกับ 62%    การศึกษาทางคลินิก ในคนที่มีลักษณะอาการติดโรคของระบบทางเท้าหายใจส่วนบนอย่างฉับพลัน แล้วก็กรุ๊ปอาการไซนัสอักเสบด้วย กลุ่มทดลอง 95 คน กินยา Kan Jang (ประกอบด้วยสารสกัดมาตรฐานของฟ้าทะลายขโมย 85 มก. (มี andrographolide 5 มิลลิกรัม) และก็สารสกัด Eleutherococcus senticosus 120 มก.) กรุ๊ปควบคุม 90 คน กินยาหลอก ทั้งคู่กรุ๊ปรับประทานยานาน 5 วัน ประเมินผลโดยให้คะแนนจากการประมาณอุณหภูมิ อาการปวดศีรษะ ปวดกล้าม อาการแสดงทางคอ ไอ อาการแสดงทางจมูก ความรู้สึกป่วยหนักตัว แล้วก็อาการทางตา ผลการค้นคว้าพบว่า คะแนนรวมยอดของกลุ่มทดลองสูงกว่ากรุ๊ปควบคุม โดยจะมีลักษณะปวดศีรษะ อาการทางจมูก อาการทางคอ และความรู้สึกป่วยไข้ตัวน้อยลง
ปีบ ชื่ออื่นๆ กาซะลอง กาดสะทดลอง (เหนือ)  ชื่อวิทยาศาสตร์  Millingtonia hortensis L.f. ชื่อวงศ์Bignoniaceae  คุณประโยชน์         ตำราเรียนยาไทย ดอก รสหวานขมหอม ขยายหลอดลม มวนเป็นบุหรี่ดูดรักษาหืด ดูดแก้ริดสีดวงจมูก ไซนัสอักเสบ บำรุงน้ำดี เพิ่มการหลั่งน้ำดี บำรุงโลหิต  องค์ประกอบทางเคมี  ดอกมีสารฟลาโวนอยด์ hispidulin ช่วยขยายหลอดลม แล้วก็พบฟลาโวนอยด์อื่นๆยกตัวอย่างเช่น scutellarein, scutellarein-5-galactoside, hortensin, cornoside, recimic, rengyolone, rengyoside B, rengyol, rengyoside A,  iso rengyol, millingtonine ใบพบฟลาโวนอยด์ hispidulin, dinatin และสารอื่นๆตัวอย่างเช่น ß carotene, rutinoside เปลือกต้น พบสารที่ให้ความขม และสารแทนนิน รากเจอ Lapachol, β-sitosterol, poulownin
เอกสารอ้างอิง

  • ผศ.นพ.สุรเกียรติ อาศนะเสน.ไซนัสอักเสบ..รักษาได้.สาขาวิทยาโรคจมูกและภูมิแพ้ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไซนัสอักเสบ.นิตยสารหมอชาวบ้

12

สมุนไพรเม้าแดง
เม้าแดง Lyonia ovalifolia (Wall.) Drude
ชื่อพ้อง pieris ovalifolia D. Don เม้าแดง (จังหวัดเชียงใหม่).
     ไม้ใหญ่ ขนาดเล็ก สูง 4-8 มัธยม เปลือกเรียบ ลอกออกเป็นแผ่นเล็กๆกิ่งสะอาด. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปไข่ ปลายแหลม โคนกลม หรือ มน ขอบของใบเรียบ กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 6-8 เซนติเมตร เส้นกลางใบ แล้วก็เส้นกิ่งก้านสาขาใบนูน เส้นแขนงใบมีข้างละ 6-8 เส้น ข้างล่างมีขน ก้านใบยาว 3-10 มม. แทบสะอาด. สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ช่อดอกยาว 5-10 เซนติเมตร มีใบประดับที่โคนช่อดอก ก้านดอกยาว 3-4 มม. มีขนน้อย กลีบรองกลีบดอก 5 กลีบ เชื่อมติดกันที่โคน มีขน ปลายกลีบแหลม กลีบดอกไม้เชื่อมติดกันเป็นกระเปาะ โคนกระเปาะกลม ปากแคบและแยกเป็นกลีบเล็กๆ5 กลีบ เชื่อมชิดกันที่โคน มีขน ปลายกลีบแหลม กลีบดอกไม้เชื่อมติดกันเป็นกระเปาะ โคนกระเปาะกลม ปากแคบแล้วก็แยกเป็นกลีบเล็กๆ5 กลีบ มีขนเล็กน้อย เกสรผู้ 8-10 อัน ก้านเกสรยาว มักมีขน แล้วก็มีต้องอย ลักษณะคล้ายเขาเล็กๆ2 อัน อยู่ใกล้ปลายก้าน อับเรณูรูปไข่ หรือ รูปขอบขนาน เมื่อแก่จะมีรูปเปิดออกทางข้างบน เกสรเมียด้านในมี 5 ช่อง. ผล กลม เส้นผ่าศูนย์กลางราว 5 มม. แก่จัดจะแตกตามยาว มีเม็ดหลายชิ้น.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดิบเขาทางภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือ.
คุณประโยชน์ : ใบ แล้วก็ ผล กินได้ บำรุงร่างกาย แต่ทั้งต้นเป็นพิษ โดยเฉพาะยอดอ่อน ใช้เป็นสารกำจัดศัตรูพืช ใบแห้งทำเป็นยาผง ทาแก้โรคผิวหนังบางประเภท

13

โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial virus infection)
โรคอาร์เอสวี คืออะไร โรคอาร์เอสวี หรือโรคเชื้อไวรัสอาร์เอสวี หรือ โรคติดเชื้อทางเท้าหายใจอาร์เอสวี(Respiratory syncytial virus infection ย่อว่า RSV infection) เป็นโรคติดโรคระบบทางเท้าหายใจที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสชื่อ Respiratory syncytial virus ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อกำเนิดอาการต่างๆในระบบทางเดินหายใจ ทำให้ร่างกายผลิตสารคัดเลือกหลั่งเป็นจำนวนมาก ดังเช่นว่า เสลด เป็นต้น เชื้อไวรัสนี้แพร่ขยายผ่านการไอหรือจาม โดยผู้เจ็บป่วยมักจะมีลักษณะอาการพื้นฐานเหมือนเป็นหวัดเป็นปวดหัว จับไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล
                สำหรับการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV, Respiratory Syncytial Virus) จะเจอการต่อว่าดเชื้อได้ตลอดทั้งปี ซึ่งโรคนี้จัดเป็นโรคติดเชื้อฟุตบาทหายใจส่วนล่างในเด็กตัวเล็กๆที่พบได้มากที่สุดโรคหนึ่ง โดยมีการคาดคะเนว่าในเด็กอายุสองขวบทุกคนจะต้องเคยติดเชื้อโรคประเภทนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง  ในความเป็นจริงแล้วไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้ทางเดินหายใจอักเสบในคนเจ็บทุกช่วงอายุ แต่ว่ามักจะพบได้บ่อยในเด็กเล็ก
                ดังนี้ เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory syncytial virus :RSV) เจอทีแรกเมื่อปี ค.ศ 1955(พ.ศ.2498) ในลิงชิมแปนซีที่มีอาการป่วยด้วยอาการหวัดทั้งยังฝูง ทำให้มีชื่อเรียกว่า Chimpanzee Coryza Agent (CCA) ก่อนจุพบว่าสามารถติดต่อไปสู่คนได้ โดยสามารถแยกเชื้อได้จากเด็กตัวเล็กๆอายุต่ำยิ่งกว่า 1 ปีที่มีลักษณะอาการปอดบวมและเมื่อต้นปี พ.ศ. 2553 นิตยสารแลนเซต ประเทศอังกฤษ รายงานผลการค้นคว้าเกี่ยวกับเชื้อไวรัส RSV ว่า ทำให้เด็กเป็นปอดอักเสบ หรือปอดอักเสบ เสียชีวิตปีละ 2 แสนราย ซึ่งปริมาณร้อยละ 99 อยู่ในประเทศกำลังปรับปรุง โดยมีเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีทั้งโลก ติดเชื้อเชื้อไวรัสดังที่ได้กล่าวมาแล้ว 33.8 ล้านคน เชื้อไวรัสอาร์เอสวีเป็นต้นเหตุการถึงแก่กรรมของเด็กเล็กอันดับ 1 เฉพาะในอเมริกาเด็กเสียชีวิตปีละ 2,500 กว่าคน  สำหรับเมืองไทยนั้นมีรายงานว่าเฉพาะปี พ.ศ. 2552 มีเด็กไทยอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 5 ปี ราว 1 ใน 4 ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ รวมกว่า 1 หมื่นราย
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคอาร์เอสวี  โรคอาร์เอสวี มีต้นเหตุมาจากเชื้อไวรัส Respiratory Syncytial Virus  (RSV) ซึ่งเป็นไวรัสในสกุล Pneumovirus และอยู่ในตระกูล Paramyxoviridae โดยเป็นไวรัสที่พบในคน โดยพบได้มากอยู่ในโพรงหลังจมูก และจากการศึกษาเล่าเรียนพบว่าไวรัสนี้สามารถก่อโรคได้ในสัตว์หลายหมวด เป็นต้นว่า หนู แกะ ฯลฯ  โดยปกติไวรัสอาร์เอสวีแบ่งเป็น 2 ชนิดย่อย(Subtype)หมายถึงชนิด เอ และก็ชนิดบี โดยประเภทย่อย A, มักมีความรุนแรงสูงขึ้นมากยิ่งกว่าจำพวกย่อย B   เชื้อไวรัสอาร์เอสวี ขณะอยู่ในผู้เจ็บป่วยที่มีภูมิคุ้มกันธรรมดา เชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้นานราว 1 สัปดาห์ นับตั้งแต่วันที่ผู้ป่วยเริ่มมีลักษณะอาการ แต่ถ้าหากอยู่ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันยับยั้งโรคต่ำจะแพร่ระบาดสู่ผู้อื่นได้นานถึง 4 อาทิตย์
ลักษณะโรคอาร์เอสวี  เชื้อไวรัส RSV  ชนิดนี้มีระยะฟักตัวโดยประมาณ 1 – 6 คราวหน้าจากได้รับเชื้อ โดยส่วนมากมักไม่ค่อยแสดงอาการร้ายแรงในคนแก่ อาการที่พบในคนแก่โดยทั่วไปมักคล้ายกับลักษณะโรคหวัดเป็นปวดศรีษะ เป็นไข้ต่ำ เจ็บคอ ไอแบบไม่มีเสลด มีลักษณะคัดจมูก โดยอาการพวกนี้มักหายได้เองใน 1–2 สัปดาห์  แต่ในผู้เจ็บป่วยที่มีการเสี่ยงจะมีลักษณะอาการที่รุนแรงเป็นคนไข้ที่มีโรคเรื้อรังเกี่ยวกับหัวใจหรือปอด หรือในผู้ป่วยที่มีสภาวะภูมิต้านทานต่ำมักนำมาซึ่งอาการรุนแรง นอกจากนี้ผู้ป่วยอีกกลุ่มที่เจอการต่อว่าดเชื้อโรคนี้ได้บ่อยมากและก็มีอาการรุนแรงเป็น เด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบ โดยเฉพาะในเด็กอ่อนจะมีอัตราความเสี่ยงที่จะมีการติดโรคในทางเดินหายใจส่วนล่างและก็ทำให้โรคมีความรุนแรงสูง
ในคนเจ็บที่มีลักษณะร้ายแรงอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการเริ่มเหมือนกันกับอาการติดเชื้อโรคในทางเดินหายใจส่วนบนเป็น มีอาการคล้ายหวัดปกติ แต่ว่าต่อจากนั้น 1–2 วันอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการแสดงของการต่อว่าดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่างเช่น เป็นไข้ ไอรุนแรง หายใจไม่สะดวกโดยอาจมีอาการหายใจเร็ว หรือมีเสียงวี๊ดขณะหายใจ
ในเด็กตัวเล็กๆซึ่งยังสื่อสารไม่ได้ต้องบางทีก็อาจจะจำเป็นต้องอาศัยการสังเกตอาการ โดยในทีแรกๆจะมีลักษณะคัดจมูกน้ำมูกไหล ซึมลง และรับประทานอาหารได้น้อย จากนั้น 1–3 วัน จะมีลักษณะไอ เป็นไข้ หายใจไม่สะดวก หายใจตื้น สั้นๆเร็วๆและก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีเสียงตอนหายใจด้วย ในรายที่อาการรุนแรงมากอาจมีอาการตัวเขียวหรือภาวะ cyanosis เกิดเนื่องจากการขาดออกสิเจนทำให้สีผิวออกม่วงๆโดยชอบเริ่มเห็นจากริมฝีปากหรือที่เล็บ นอกจากนี้แล้วการติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีบางทีอาจจะนำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆที่พบได้ทั่วไปคือ หูชั้นกลางอักเสบ (otitis media) หรือในภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับการตำหนิดเชื้อในทางเดินหายใจด้านล่างอื่นๆยกตัวอย่างเช่น หลอดลมอักเสบหรือปวดบวมได้

กรุ๊ปบุคคลที่เสี่ยงต่อโรคอาร์เอสวี

  • ผู้ที่มีภูมิคุ้นกันของร่างกายต่ำมากมาย
  • เด็กคลอดก่อนกำหนดโดยยิ่งไปกว่านั้นรายที่อายุท้องน้อยกว่า 35 อาทิตย์
  • คนที่มีโรคปอดเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีโรคหัวใจ โดยเฉพาะประเภทที่มีความผิดปกติในการไหลเวียนเลือด ที่เรียกว่า Cyanotic heart disease
  • คนชราที่แก่ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • เด็กที่น้ำหนักตัวน้อยกว่า 5 กิโลกรัม


ขั้นตอนการรักษาโรคอาร์เอสวี โดยธรรมดา แพทย์วินิจฉัยผู้เจ็บป่วยโรคอาร์เอสวีจากลักษณะทางคลินิก เป็นต้นว่า ใช้เครื่องที่ช่วยในการฟัง (Stethoscope) เพื่อฟังเสียงหวีดร้องในระบบทางเท้าหายใจ เสียงลักษณะการทำงานของปอด หรือเสียงแตกต่างจากปกติจากส่วนอื่นๆในร่างกาย รวมทั้งอาศัยการซักความเป็นมาคนป่วยโดยวินิจฉัยจาก อายุคนไข้ เรื่องราวอาการของโรค การระบาดในแหล่งที่อยู่อาศัย การระบาดในโรงเรียน เป็นต้น แม้กระนั้นบางครั้งบางคราวถ้าคนป่วยมีลักษณะรุนแรง แพทย์อาจจำเป็นต้องวินิจฉัยแยกโรคจากการตำหนิดเชื้อไวรัสประเภทอื่น หรือจากการต่อว่าดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จึงจะมีการตรวจค้นหาเพิ่ม เช่น

  • วัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (Pulse Oximetry) เพื่อตรวจสอบระดับออกซิเจน
  • ตรวจปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาว ตรวจค้นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ
  • เอกซ์เรย์อก เพื่อตรวจหาโรคปอดอักเสบ
  • ตรวจหาเชื้อไวรัสจากสารคัดหลั่งในจมูก


ในตอนนี้บางโรงหมออาจจะมีการตรวจยืนยันหาเชื้อด้วยแนวทาง RSV Rapid Ag-detection test ซึ่งเห็นผลการทดสอบข้างในไม่กี่ชั่วโมง   เพราะว่าโรค อาร์เอสวี เป็นโรคติดโรคที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสก็เลยทำให้ไม่มียารักษาอาการโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นการรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการ ดังเช่นว่า การให้ยาลดไข้ ยาขยายหลอดลม เป็นต้น ส่วนในรายที่เริ่มมีลักษณะรุนแรง อย่างเช่น อิดโรย หอบ มีค่าออกซิเจนในเลือดต่ำลง อาจมีการให้ยาพ่นขยายหลอดลม ร่วมกับการให้ออกสิเจน ในรายที่มีลักษณะอาการรุนแรงมากมาย บางครั้งอาจจะควรจะมีการใส่ท่อช่วยหายใจหรือใช้เครื่องช่วยหายใจ ยิ่งกว่านั้นบางครั้งอาจจะต้องมีการให้สารน้ำทดแทนเพื่อคุ้มครองปกป้องภาวะขาดน้ำโดยเฉพาะในเด็ก ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้ออื่นๆมักจะได้รับยาฆ่าเชื้ออื่นๆที่สมควรตามอาการ
การติดต่อของโรคอาร์เอสวี การตำหนิดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีมีต้นเหตุมาจากการติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่งจากฟุตบาทหายใจอย่างเช่น น้ำมูก น้ำลาย เสลด เป็นต้น และก็เชื้อไวรัสจำพวกนี้สามารถทนอยู่นอกร่างกายได้หลายชั่วโมง ดังนั้นนอกจากการได้รับเชื้อผ่านการไอจามใส่กันแล้ว ยังสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสข้าวของที่แปดเปื้อนเชื้อไวรัสแล้วนำเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ปากและก็เยื่อบุดวงตาได้ วันหลังการได้รับเชื้อคนไข้สามารถแพร่ระบาดเชื้อได้ตั้งแต่หลังติดโรค 2–3 วันไปจนกระทั่ง 2–3 สัปดาห์ ด้วยเหตุนี้ในคนป่วยที่เริ่มมีลักษณะแสดงควรลดการแพร่ระบาดเชื้อไปยังคนอื่นโดยการใส่ผ้าปิดปาก ส่วนผู้ที่จะต้องคลุกคลี่กับคนเจ็บก็ต้องหมั่นล้างมือเสมอๆรวมถึงใส่หน้ากากอนามัยทุกคราวเช่นเดียวกัน

การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรค อาร์เอสวี

  • พักให้สุดกำลัง หยุดงาน หยุดสถานศึกษา จนกว่าไข้จะลงปกติแล้ว 48 ชั่วโมง
  • ล้างมือเป็นประจำแล้วก็ทุกครั้งก่อนที่จะกินอาหารและหลังเข้าห้องสุขาภ
  • แยกเครื่องใช้สอยต่างๆจากคนภายในบ้าน
  • ไม่ไปในที่คับแคบ/ที่ชุมชน
  • รู้จักใช้หน้ากากอนามัย
  • รับประทานอาหารมีคุณประโยชน์ครบทั้งยัง 5 หมู่
  • ในกรณีที่เจอหมอแล้ว ให้รับประทานยาต่างๆที่หมอสั่งให้ครบบริบรูณ์
  • ดื่มน้ำมากมายๆเนื่องจากน้ำจะช่วยให้สารคัดหลัง อย่างเช่น เสลด หรือน้ำมูก ไม่เหนียวจนกระทั่งเกินไป และไม่ไปขัดขวางการทำงานของระบบทางเดินหายใจ
  • นั่งหรือนอนในตำแหน่งที่หายใจได้สบาย ดังเช่นว่า นั่งตัวตรง ไม่ห่อตัว ใช้หมอนที่ไม่นุ่มหรือแข็งเกินความจำเป็น
  • ใช้ยาหยอดจมูก เพื่อช่วยลดอาการบวมของจมูก บางทีอาจล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและดูดน้ำมูกเพื่อทำให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น
  • ถ้าเกิดอาการต่างๆชั่วลง ให้รีบไปโรงพยาบาล ยกตัวอย่างเช่น ไข้สูงขึ้น ไอเพิ่มมากขึ้น มีเสลดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เสลดเปลี่ยนเป็นสีอื่น อาทิเช่น เขียว น้ำตาล เทา


การปกป้องคุ้มครองตนเองจากโรคอาร์เอสวี เนื่องจากว่าในประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนคุ้มครองป้องกันเชื้อไวรัส RSV ก็เลยทำให้มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสในตอนที่แพร่ระบาดได้มาก จึงต้องมีการปกป้องตนเองดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาด ล้างมือเป็นประจำอาทิเช่น ก่อนมื้อของกิน ข้างหลังเข้าห้องน้ำ เป็นต้น
  • ทำความสะอาดบ้านอยู่เป็นประจำ เพื่อลดการแพร่ไปของเชื้อ โดยเฉพาะทิชชูที่ใช้แล้ว ควรจะทิ้งลงในถังขยะที่ปิดมิดชิด
  • ไม่ควรใช้แก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น ควรจะใช้แก้วน้ำของตนเอง แล้วก็หลีกเลี่ยงการใช้ถ้วยน้ำที่คนไข้ใช้แล้ว
  • ไม่สมควรอยู่สนิทสนมกับคนเจ็บที่เป็นหวัด โดยเฉพาะสถานที่เรียน หรือในที่ชุมชนที่มีคนหนาแน่น ในช่วงระบาดของโรค
  • เมื่อจะต้องอยู่กลางอากาศที่หนาวเย็น ควรทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เป็นประจำ


สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคอาร์เอสวี เหตุเพราะโรคอาร์เอสวี เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสและสามารถติดต่อได้ทางสารคัดเลือกหลั่งของร่างกายโดยการ ไอ จาม รดกัน ซึ่งจะมีการฟุ้งกระจายของละอองน้ำมูก น้ำลายของคนไข้ซึ่งถ้าหากผู้ที่อยู่ใกล้ชิด สูดเอาละอองนั้นไปก็จะเกิดการต่อเนื่องกันรวมทั้งการสัมผัสสารคัดเลือกหลั่งต่างๆที่ปนเปื้อนในข้าวของต่างๆของคนไข้ด้วย ซึ่งเป็นโรคที่มีมูลเหตุ,อาการ รวมถึงการติดต่อคล้ายกับโรคหวัดมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นโรคในระบบทางเท้าหายใจเช่นเดียวกันอีกด้วย ด้วยเหตุนี้สมุนไพรที่จะช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคอาร์เอสวีนั้น ก็เลยเป็นสมุนไพรแบบเดียวกับโรคหวัด (อ่านหัวข้อสมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคหวัดในเรื่องโรคไข้หวัด)
เอกสารอ้างอิง

  • อาจารย์ ดร.ภก.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ไวรัสร้ายของลูกน้อย.โรคอาร์เอสวี (RSV).ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดร.นพ.นพพร อภิวัฒนากุล.ไวรัส RSV เชื้ออันตรายที่คล้ายไข้หวัด. Rama Channal. ภาควิชากุมรเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • Dawson-Caswell,M., and Muncle, JR, H. Am Fam Physician.2011;83(2):141-146
  • Mayo Foundation for Medical Education and Research. Respiratory syncytial virus (RSV). [Accessed on July 2016]
  • ไวรัสRSV-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • Krilov L.R. Respiratory Syncytial Virus Infection. [Accessed on July 2016]
  • Falsey,A. et al. NEJM.2005;352(17): 1749-1762



Tags : โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี,โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี

14

สมุนไพรโพธิสัตว์
โพธิสัตว์ Aleurites moluccana (Linn.) Wild.
ชื่อพ้อง Jatropha moluccana Linn.
บางถิ่นเรียกว่า โพธิสัตว์ (กรุงเทพฯ) กือระ (มลายู-ยะลา) ปูรัด (สตูล) มะเยา (เหนือ).
  ต้นไม้ ขนาดใหญ่ สูง 10-20 ม. ยอดอ่อน ใบ และช่อดอกมีขนรูปดาวปกคลุม. ใบ ผู้เดียว เรียงแบบบันไดเวียนห่างๆตามปลายกิ่ง รูปไข่ถึงรูปหอก หรือ รูปข้าวหลามตัดป้อมๆปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ เป็นคลื่นบางส่วน หรือ มี 3-7 แฉก ปลายแฉกมน หรือ แหลม โคนใบมน หรือ ตัด เส้นใบ 3-7 คู่ เส้นใบคู่ล่างออกจากโคนใบ โคนใบตรงที่ติดกับก้านใบ มีต่อม 2 ต่อม ใบแก่ข้างบนหมดจด ด้านล่างมีขนรูปดาว สีขาวนวล ก้านใบยาว 8-14 ซม. มีขน. ดอก สีขาว ออกเป็นช่อที่ยอด ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน หรือ ต่างต้นกัน ก้านดอกสั้น. [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอกเพศผู้ กลีบรองกลีบมีขนหนาแน่นคล้ายกำมะหยี่ แยกเป็น 3 กลีบ ยาวโดยประมาณ 2 มิลลิเมตร กลีบดอกไม้ 5 กลีบ รูปไข่กลับแกมขอบขนาน ข้างในมีขน เกสรผู้มี 15-20 อัน ก้านเกสรสั้น มีขน อับเรณูตั้งชัน เกสรผู้ตั้งอยู่บนฐานซึ่งมีขน. ดอกเพศเมีย กลีบรองกลีบดอก รวมทั้งกลีบดอกไม้เสมือนดอกเพศผู้ บนฐานดอกมีต่อมเรียงสลับกับกลีบดอก เห็นได้ชัด รังไข่ 2-5 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 1 หน่วย ท่อรังไข่ปลายแยกเป็น 2 แฉก. ผล ออกจะกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 เซนติเมตร ผิวสีเขียวมะกอก เรียบ เปลือกดก มี 1-2 เม็ด. เม็ด มีเปลือกหุ้มแข็ง เป็นร่อง เนื้อในสีขาว มีน้ำมันมากมาย.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นจากที่ราบในป่าดิบ เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 350 ม.
สรรพคุณ : ต้น น้ำต้มเปลือก กินเป็นยาฝาดสมาน รวมทั้งแก้บิด ใบ เผาให้ร้อน ใช้พอกแก้ปวดตามข้อ ผล กินได้เมื่อทำให้สุก เป็นยาเย็น บำรุงร่างกายแล้วก็กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เมล็ด เนื้อเม็ดเมื่อหีบ ให้น้ำมันถึง 60% มีคุณประโยชน์ต่างจากน้ำมันทัง (Tung Oil) มากมาย ใช้แทนกันมิได้ มีคุณลักษณะดูดความชื้นได้ดิบได้ดีเป็นพิเศษ เอาไปใช้สำหรับการผลิตสบู่ ทำน้ำมันชักเงา ฯลฯ ใช้เป็นยาใช้ภายนอกรอยแผล รับประทานก่อนนอกขนาด 1-2 ออนซ์ เป็นยาระบายอย่างอ่อนแทนน้ำมันละหุ่งได้  เปลือกเมล็ดตำเป็นยาพอกหัวแก้ปวด ลดไข้ พอกบาดแผลนิดๆหน่อยๆรวมทั้งพอกตามข้อ แก้ปวด

หน้า: [1]