แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - tawattt005

หน้า: [1] 2 3
2
ใบบัวบกมีประโยชน์มากมายที่คุณไม่เคยคิดเลย!!!!!!

3

สมุนไพรพญายอ
ชื่อสมุนไพร พญายอ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau
ชื่อสกุล ACANTHACEAE
ชื่อพ้อง Clinacanthus burmanni  Nees
ชื่ออังกฤษ ไม่มี
ชื่อเขตแดนผักมันไก่  ผักลิ้นเขียด  พญาข้อคำ  พญาข้อดำ พญายอ  โพะโซ่จาง  เสลดพังพอนตัวเมีย


ลักษณะทางพฤกษศาสตร์


          ไม้พุ่มรอเลื้อย ลำต้นรวมทั้งกิ่งหมดจดเป็นมัน สูงได้ถึง 3 เมตร ใบโดดเดี่ยวออกเรียงตรงกันข้าม รูปขอบขนานหรือขอบขนานแกมใบหอก กว้าง 2-3 ซม. ยาว 7-9 เซนติเมตร โคนใบมน ปลายใบแหลม ก้านใบยาว 0.5 เซ็นติเมตร ดอกเป็นช่อ ออกเป็นกระจุกที่ปลายยอด กลีบดอกไม้สีส้มแดงเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็น 2 ปาก ยาว 3-4 ซม. ไม่ติดฝัก


ส่วนที่ใช้เป็นยาและคุณประโยชน์


-ส่วนใบ รักษาอาการเพราะว่าแมลงกัดต่อยแล้วก็โรคเริม


สารสำคัญที่ออกฤทธิ์


สารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ สารกรุ๊ป monoglycosyl diglycerides เป็นต้นว่า 1,2-O-dilinolenoyl-3-O-b-d-glucopyranosyl-sn-glycerol และสารกรุ๊ป glycoglycerolipids จากใบ  มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสเริม


ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา


ฤทธิ์ลดการอักเสบ
       เมื่อป้อนสารสกัดจากใบด้วยเอ็นบิวทานอลให้หนูแรท  หรือฉีดสารสกัดด้วยน้ำจากใบเข้าช่องท้องของหนูแรท  จะลดการอักเสบของข้อเท้าหนูแรทที่ทำให้บวมด้วยสารคาราจีแนน (carrageenan) ได้   ตำรับยาที่มีพญายอปริมาณร้อยละ 5  ใน cold cream และก็สารสกัดด้วยเอทานอลจากใบ เมื่อนำมาทาเฉพาะที่ให้หนูแรท จะสามารถลดการอักเสบเรื้อรังได้  แม้กระนั้นเมื่อใช้สารสกัดด้วยนเอ็นบิวทานอลทาที่ผิวหนังจะไม่ได้ผล
ฤทธิ์ลดลักษณะของการปวด
                 เมื่อให้หนูเม้าส์กินสารสกัดด้วยเอ็นบิวทานอลจากใบ จะลดความเจ็บของหนูที่ถูกรั้งนำให้ปวดด้วยกรดอะซีติเตียนค  โดยสารสกัดความแรง 90 มิลลิกรัม/กก. จะมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับเฟนนิวบิวทาโซนขนาด 100 มก./กิโลกรัม (5)  ส่วนสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์ม (2)  สารสกัดด้วยน้ำ และสารสกัดด้วยเอทานอล 50% จากใบ (3) ไม่เป็นผลลดความเจ็บปวด

ฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส
เชื้อไวรัสเริม
       พญายอสารสกัดด้วยเฮกเซน บิวทานอล รวมทั้งเอทิลอะสิเตทจากใบ มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัสเชื้อเริม HSV-1  แล้วก็เมื่อนำไปทำเป็นตำรับเจลโดยใช้สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ที่ความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 4 และก็ใช้ carbopol 940 เป็นสารก่อเจล  พบว่า มีฤทธิ์ต้านไวรัสได้ดีและไม่เป็นพิษต่อเซลล์  ในขณะเมื่อใช้สารก่อเจล poloxamer 407 จะมีพิษต่อเซลล์
                 จากรายงานการรักษาผู้เจ็บป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ประเภทเป็นซ้ำด้วยยาจากสารสกัดพญายอ เปรียบเทียบกับยา acyclovir  และก็ยาหลอก  โดยให้คนไข้ป้ายยาวันละ 4 ครั้ง ตรงเวลา 6 วัน พบว่าไม่ได้มีความแตกต่างในช่วงเวลาการตกสะเก็ดของแผลคนป่วยที่ใช้ยาจากสารสกัดใบพญายอและยา acyclovir   โดยแผลจะเป็นสะเก็ดข้างใน 3 วัน และก็หายสนิทด้านใน 7 วัน ซึ่งไม่เหมือนกันกับยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ ยาที่สกัดจากใบพญายอไม่ก่อให้เกิดการอักเสบ ระคาย เวลาที่ acyclovir ทำให้แสบ   นอกเหนือจากนี้มีการใช้ยาที่ทำมาจากพญายอ ในผู้เจ็บป่วยโรคเริม งูสวัด และแผลอักเสบในปาก พบว่าสามารถรักษาแผลและก็ลดการอักเสบได้ดิบได้ดี   
ไวรัส Varicella zoster
                 สารสกัดจากใบพญายอออกฤทธิ์ทำลายไวรัส Varicella zoster ที่เป็นสาเหตุโรคงูสวัดแล้วก็อีสุกอีใสได้โดยตรงก่อนที่ไวรัสจะเข้าสู่เซลล์
จากรายงานการดูแลและรักษาผู้ป่วยโรคงูสวัดด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอเปรียบเทียบกับยาหลอก  โดยให้ทายาวันละ 5 ครั้ง ตรงเวลา 7-14 วัน ตราบจนกระทั่งแผลจะหาย  พบว่าคนป่วยที่รักษาด้วยสารสกัดจากใบพญายอ แล้วมีแผลตกสะเก็ดด้านใน 3 วัน และหายด้านใน 7-10 วัน จะมีไม่น้อยเลยทีเดียวกว่ากลุ่มสุดที่รักษาด้วยยาหลอกอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ ระดับความเจ็บปวดลดลงเร็วกว่ากรุ๊ปยาหลอก และไม่พบผลข้างเคียงอะไรก็ตาม


อาการใกล้กัน


ความเป็นพิษทั่วไปและต่อระบบขยายพันธุ์


การทดลองความเป็นพิษ
เมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอ็นบิวทานอลจากใบให้หนูเม้าส์ พบว่าเป็นพิษน้อย แต่เป็นพิษปานกลางเมื่อฉีดเข้าช่องท้อง  ส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1.3 กรัม/กิโล (หรือเสมอกันใบแห้ง 5.44 กรัม/กิโล) เมื่อป้อนเข้าทางปากหรือฉีดเข้าช่องท้องหนูเม้าส์ ไม่ทำให้มีการเกิดอาการพิษใดๆ
การศึกษาเล่าเรียนพิษ
พญายอครึ่งเรื้อรัง พบว่าเมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบขนาด 270 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และ 540 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทุกวี่วัน นาน 6 สัปดาห์ พบว่าไม่มีผลต่อการเจริญเติบโต แม้กระนั้นน้ำหนักต่อมธัยมัสลดลง ในเวลาที่น้ำหนักตับเพิ่มขึ้น ไม่เจอความผิดแปลกต่ออวัยวะอื่น และไม่พบอาการไม่ปรารถนาใดๆ หนูแรทที่กินสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1 กรัม/กก. ทุกวี่ทุกวันนาน 90 วัน พบว่าการกินของกินของกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดแล้วก็กรุ๊ปควบคุมไม่มีความต่างกัน แม้กระนั้นน้ำหนักของหนูเพศผู้ที่ได้สารสกัดขนาด 1.0 กรัม/กก. ต่ำกว่าพญายอกลุ่มควบคุม  เกร็ดเลือดของหนูแรททั้งสองเพศสูงขึ้นมากยิ่งกว่า และครีอาตำหนินินต่ำลงยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม  แต่ว่าไม่พบความแตกต่างจากปกติด้านจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน และพยาธิภาวะข้างนอกhttp://www.disthai.com/

4

บัวบก
ใบบัวบกสมุนไพรจีนโบราณที่ได้ยินชื่อกันมานาน นี่คือ สรรพคุณของใบบัวบกที่เข้าใจแล้วต้องรักเจ้าสมุนไพรนี้ยิ่งกว่าเดิม
          เชื่อว่าหลายท่านก็น่าจะเคยได้ยินกันมานักต่อนักว่าเวลาบอบช้ำในให้ดื่มน้ำใบบัวบก เพราะจะช่วยทำให้หายจากอาการบอบช้ำในเร็วขึ้น แม้กระนั้นหารู้ไม่ว่าอันที่จริงแล้วเจ้าสมุนไพรที่มีนามว่าใบบัวบก ซึ่งเป็นสมุนไพรจีนที่ประยุกต์ใช้กันตั้งแต่โบราณนั้นก็ยังมีคุณประโยชน์ฯลฯ ทั้งยังช่วยทำนุบำรุงสุขภาพ รักษาโรค หรือแม้กระทั้งช่วยบำรุงความสวยงาม อยากทราบกันแล้วใช่ไหมล่ะว่าใบบัวบก สมุนไพรที่ชวนให้รู้สึกเหม็นเขียวจะมีสรรพคุณอะไรดีๆอีกบ้าง งั้นทดลองไปดูที่พวกเราหยิบมานำเสนอในวันนี้กันดีกว่า บอกได้คำเดียวเลยว่า เข้าใจดีแล้วจะต้องลืมกลิ่นเขียวๆเหล่านั้นไปเลยแน่ๆ

  • จัดการกับปัญหาเส้นเลือดขอด


          เมื่อเส้นเลือดสูญเสียความยืดหยุ่นก็ทำให้เส้นเลือดดำเกิดการฉีกจนขาดและก็ทำให้เลือดไหลออกมาคั่งอยู่บริเวณขา เป็นต้นเหตุที่นำไปสู่อาการบวมที่เรียกว่าอาการเส้นเลือดขอดนั่นเอง โดยมีการศึกษาเล่าเรียนพบว่าการรับประทานใบบัวบก สามารถลดอาการบวมและก็กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น โดยในการศึกษาเรียนรู้นั้นได้ทำทดลองกับอาสาสมัครกว่า 90 คน ที่มีอาการของเส้นเลือดขอด แล้วก็เมื่อรับประทานใบบัวบกเข้าไปและก็พบว่าอาการเส้นโลหิตขอดนั้นดียิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับคนที่รับประทานยาหลอก รวมทั้งเมื่อกระทำการอัลตราซาวด์ก็พบว่าผู้ที่กินใบบัวบกมีการรั่วไหลของเส้นเลือดดำลดลงจ้ะ

  • รักษาแผลแล้วก็รักษาโรคผิวหนังบางชนิด


          หนึ่งในสารสำคัญที่ส่งผลให้ใบบัวบกกลายเป็นสมุนไพรที่มากคุณประโยชน์ก็คือสารตรีเตอร์ปินอยด์ (Triterpenoids) ที่มีการศึกษากับสัตว์แล้วพบว่าสามารถช่วยสมานบาดแผลได้ นั่นก็เป็นเนื่องจากว่าสารดังที่ได้กล่าวมาแล้วจะปฏิบัติหน้าที่สำหรับการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้กับบาดแผล และก็ช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปยังรอบๆรอยแผลมากขึ้น นำมาซึ่งการทำให้รอยแผลเบาๆหายดียิ่งขึ้นในระยะเวลาที่ลดลง ทั้งสารจากใบบัวบกก็ยังช่วยคุ้มครองปกป้องการเกิดแผลเป็นได้อีกด้วย วิธีใช้ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องนำใบบัวบกมาตำแล้วพอกให้ยาก เพราะเหตุว่าเดี๋ยวนี้มีแบบที่เป็นครีมผสมสารสกัดไว้ทาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แค่เพียงเลือกให้เหมาะกับชนิดบาดแผลก็ช่วยได้มากเลยล่ะ

  • ระบายความร้อน


          ความร้อนภายในร่างกายถ้าหากสูงมากเกินความจำเป็นอาจก่อให้ร่างกายกำเนิดอาการไข้ ตัวร้อน อยากดื่มน้ำ ตลอดจนการอักเสบ เพราะฉะนั้นการกินใบบัวบกที่มีฤทธิ์เย็น จึงสามารถช่วยลดความร้อนภายในร่างกายได้ ทั้งยังยังช่วยขับพิษร้อนออกจากร่างกายได้อีกด้วย

  • ขับพิษร้อน แล้วก็ความชุ่มชื้น


          โรคต่างๆที่เกิดขึ้นมาจากความร้อนรวมทั้งความชื้น เป็นต้นว่า โรคตับเหลือง นิ่วในทางเดินฉี่ หรือโรคบิด สามารถบรรเทาได้ด้วยการรับประทานใบบัวบก ด้วยเหตุว่าใบบัวบกนั้นมีฤทธิ์ขมเย็น สามารถช่วยสลายความชื้นในร่างกายแล้วก็ขับความร้อนออกมาได้ แต่ว่าก็ควรจะกินในปริมาณที่เหมาะสม เพราะว่าหากรับประทานมากๆอาจก่อให้ร่างกายเย็นจนถึงเกินไปรวมทั้งเกิดอันตรายได้
สรรพคุณใบบัวบก ผลดีเลอค่า

  • ลดความกระวนกระวายใจ ช่วยทำให้จิตใจสงบ


          สารไตรเตอร์ปินอยด์ (Triterpenoids) ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในใบบัวบกนั้น นอกเหนือจากที่จะช่วยในการสมานแผลรวมทั้งรักษาโรคผิวหนังบางจำพวกได้แล้วก็ยังมีฤทธิ์ในการลดความกระวนกระวายแล้วก็ช่วยกระตุ้นกลไกการทำงานของสมอง โดยมีการศึกษาเล่าเรียนหนึ่งพบว่าผู้ที่กินใบบัวบกมีทิศทางที่จะตกอกตกใจกับเสียงรบกวนน้อยกว่าคนที่กินยาหลอก แต่ว่าก็ต้องใช้ในจำนวนที่สูงมาก ก็เลยยังไม่มีการยืนยันแจ่มแจ้งว่าควรที่จะใช้จำนวนใดก็เลยจะได้ผลและไม่ส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายตามมาค่ะ

  • รักษาโรคหนังแข็ง


          เนื่องจากใบบัวบก มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการลดการอักเสบต่างๆในร่างกาย ก็เลยสามารถใช้ทุเลาลักษณะของผู้เจ็บป่วยโรคหนังแข็งได้ โดยมีการเรียนรู้กับเพศหญิง 13 ผู้ที่มีอาการของโรคหนังแข็งพบว่า การกางใบบัวบกสามารถลดอาการปวดตามข้อ และก็ลดการเกิดหนังแข็ง และทำให้การเคลื่อนไหวของนิ้วมือเป็นไปในทางที่ดียิ่งขึ้น แต่ว่าทั้งนี้ก็จำต้องอยู่ในจำนวนที่หมอควบคุมเพียงแค่นั้น

  • ช่วยทุเลาอาการนอนไม่หลับ


          คนใดกันที่มักจะนอนไม่หลับบ่อยๆทดลองหาใบบัวบกมารับประทานดีแล้วเหมือนกันนะ เนื่องจากใบบัวบกไม่เพียงแค่ช่วยลดความกระวนกระวายเพียงแค่นั้น แต่ว่าก็ยังช่วยทำให้จิตใจสงบรวมทั้งบรรเทาลงได้ ทำให้สามารถนอนหลับได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น โดยแค่เพียงกินเสมอๆก่อนนอน ก็สามารถที่จะช่วยให้การนอนดียิ่งขึ้นได้อย่างน่าแปลกเลย
สรรพคุณใบบัวบก คุณประโยชน์เลอค่า

  • ลดความดันโลหิต


        กรมความเจริญแพทย์แผนไทยและก็การแพทย์หนทาง ได้ออกมาชี้แนะว่าใบบัวบกยอดเยี่ยมในสมุนไพรที่ช่วยลดระดับความดันโลหิตได้ เนื่องจากเจ้าใบบัวบกนั้นจะไปทำให้หลอดเลือดดำและเส้นเลือดฝอยแข็งแรงขึ้น ทั้งยังยังช่วยลดภาวะความเครียดอันเป็นมูลเหตุที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความดันโลหิตสูง ทั้งนี้กรรมวิธีการกินก็ไม่ได้ยากอะไร เพียงแค่นำใบบัวบกไปคั้นน้ำแล้วเอามาดื่ม จะนำไปผสมกับน้ำผึ้งสักน้อย หรือผสมกับน้ำผลไม้อื่นๆเพื่อลดความเหม็นเขียวก็ทำได้ค่ะ

  • ลดอาการบวม


          อาการบวมช้ำมีสาเหตุมาจากการที่ระบบไหลเวียนเลือดรอบๆดังที่ได้กล่าวมาแล้วดำเนินการไม่ปกตินำมาซึ่งอาการคั่งของเลือด การรับประทานใบบัวบกไม่ว่าจะเป็นแบบน้ำคั้นดื่ม หรือแบบที่เป็นสารสกัดแคปซูล สามารถช่วยลดอาการบวมช้ำบริเวณรอยแผลได้ และก็ยังลดอาการอักเสบที่นำมาซึ่งอาการบวมได้อีกด้วย

  • บำรุงสมอง


          ใบบัวบกเป็นพืชอีกประเภทที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ก็เลยช่วยคุ้มครองสารอนุมูลอิสระเข้าไปทำลายเซลล์สมอง และก็ช่วยคลายความอ่อนเพลียของสมอง เพิ่มลักษณะการทำงานของสมองและก็ความจำ แถมยังสามารถลดสภาวะกลัดกลุ้ม รวมทั้งสามารถช่วยยั้งอาการของโรคอัลไซเมอร์ที่เกิดขึ้นในสมองได้
สรรพคุณใบบัวบก คุณประโยชน์เลอค่า

  • รักษาอาการติดเชื้อ


          ใบบัวบกเป็นสมุนไพรอีกหนึ่งชนิดที่ช่วยรักษาโรคหวัดได้อย่างมีคุณภาพ แถมช่วยรักษาอาการติดเชื้อโรคในทางเดินปัสสาวะ แล้วก็อาการติดเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งเชื้อไวรัสต่างๆได้อีกมากมาย เรียกได้ว่าไม่ว่าจะติดเชื้อใดๆก็ตาม ใบบัวบกสามารถช่วยรักษาได้หมด แต่ดังนี้ก็จำต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม และภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญนะ

  • ทุเลาอาการหมดแรง


          นอกจากรักษาลักษณะการป่วยต่างๆแล้ว ใบบัวบกยังสามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายจากความอ่อนล้าได้ รวมทั้งหากว่ากินในตอนอากาศร้อนๆด้วยละก็ น้ำใบบัวบกก็สามารถช่วยลดความร้อนในร่างกายแล้วก็ดับหิวได้เป็นอย่างดีเลยเชียวล่ะ

คุณประโยชน์ใบบัวบก คุณประโยชน์เลอค่า

  • บำรุงผิวพรรณให้อ่อนเยาว์


          ใบบัวบก เป็นอีกหนึ่งในสมุนไพรเพื่อความสวยสดงดงามที่อยู่ใกล้ตัวมากๆที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากใบบัวบกมีสารที่ช่วยส่งเสริมการสร้างคอลลาเจนและก็อิลาสตินในร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื้น มองอ่อนวัย ยิ่งกว่านั้นสารต้านอนุมูลอิสระในใบบัวบกก็ยังช่วยยั้งการเกิดริ้วรอยที่วัย ก็เลยไม่น่าแปลกเลยล่ะถ้าคุณจะได้เห็นชื่อของเจ้าใบบัวบกเป็นเยี่ยมในส่วนประกอบของเครื่องทำความสะอาดผิว ทั้งนี้ยังสามารถนำใบบัวบกใหม่ๆมาใช้พอกหน้าได้อีกด้วย โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้ค่ะ
           - ใบบัวพอกหน้า บำรุงผิวสวยใส ลบรอยตีนกา
แนวทางการทำ

  • นำใบบัวบกสดมาล้างชำระล้าง และจากนั้นจึงนำไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
  • นำมาปั่นหรือบดกับน้ำสะอาด 1 แก้ว
  • เอามาพอกหน้า หรือนำสำลีชุบน้ำใบบัวบกขึ้นมาทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ราว 15 นาที
  • ล้างออกด้วยน้ำเย็น ทำบ่อยเป็นประจำทุกๆวันก่อนนอนจะช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย
  • กำจัดเซลลูไลท์


          ผู้หญิงที่ลำบากใจกับเซลลูไลท์ที่เป็นศัตรูความงามของคุณสาวๆอยู่ ขอบอกใบบัวบกช่วยคุณได้จ้ะ แค่เพียงกินใบบัวบกบ่อยๆก็จะสามารถช่วยทำให้เซลล์ไขมันเซลลูไลท์ถูกขับออกมาจากร่างกายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดิบได้ดีขึ้น แล้วก็ลดการอักเสบอันมีต้นเหตุจากเซลลูไลท์ได้อีกด้วยล่ะ

  • บำรุงเส้นผมและหนังศีรษะ


          หลายๆคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับผมร่วงก็อาจจะค้นหาทุกวิธีการเพื่อบำรุงให้เส้นผมแล้วก็หนังศีรษะแข็งแรงเพื่อได้มีผมดกดำ ใบบัวบกก็เป็นอีกสมุนไพรหนึ่งที่มีคุณประโยชน์สะดุดตาในด้านนี้ โดยปัญหาผมร่วงจำนวนมากก็มีสาเหตุมาจากรากผมที่อ่อนแอรวมทั้งการไหลเวียนของโลหิตบนหนังหัวไม่ดี ซึ่งใบบัวบกนี้มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตบริเวณหนังหัว แล้วก็ยังช่วยทำนุบำรุงให้รากผมแข็งแรง ปกป้องผมตกทำให้ผมที่ขึ้นใหม่มีความแข็งแรงและดกดำเงางามได้โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีอะไร
          ได้เห็นผลดีดีๆของใบบัวบกกันไปแล้วอย่างนี้ คนไหนกันที่ยังสั่นหน้าให้กับกลิ่นเขียวๆของใบบัวบก ก็คงจะทดลองหันกลับมามองเสียใหม่ ถึงแม้ว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีกลิ่นฉุนไปเสียหน่อย แม้กระนั้นคุณประโยชน์ที่ได้รับดีแล้วไม่น้อยเลย ถ้าเกิดไม่ลองเสียดายแย่เลยนะ http://www.disthai.com/

5

รากสามสิบ
รากสามสิบ ชื่อสามัญ Shatavari8
รากสามสิบ ชื่อวิทยาศาสตร์ Asparagus racemosus Willd. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Protasparagus racemosus (Willd.) Oberm.) จัดอยู่ในสกุลหน่อไม้ฝรั่ง (ASPARAGACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อย ASPARAGOIDEAE4
สมุนไพรรากสามสิบ มีชื่อเขตแดนอื่นๆว่า สามร้อยราก (กาญจนบุรี), ผักหนาม (จังหวัดนครราชสีมา), ผักชีช้าง (จังหวัดหนองคาย), จ๋วงเครือ (ภาคเหนือ), เตอสีเบาะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), พอเพียงควายเมะ (กะเหรี่ยง-จังหวัดเชียงใหม่), ชีช้าง, ผักชีช้าง, จั่นดิน, ม้าสามต๋อน, สามสิบ, ว่านรากสามสิบ, ว่านสามสิบ, ว่านสามร้อยราก, สามร้อยสามี, สาวร้อยสามี, ศตาวรี เป็นต้น
ลักษณะของรากสามสิบ
ต้นรากสามสิบ จัดเป็นไม้เถาเนื้อแข็งเลื้อยพันต้นไม้อื่นด้วยหนาม (หนามเปลี่ยนแปลงมาจากใบเกล็ดบริเวณข้อ) สามารถเลื้อยปีนป่ายต้นไม้อื่นขึ้นไปได้สูงประมาณ 1.5-4 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเป็นเถาห่างๆลำต้นเป็นสีเขียวหรือสีขาวแกมเหลือง เถามีขนาดเล็กเรียว กลม เรียบ ลื่น แล้วก็เป็นเงา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 2-5 มม. เถาอ่อนเป็นเหลี่ยม ตามข้อเถามีหนามแหลม หนามมีลักษณะโค้งกลับ ยาวราว 1-4 มม. บริเวณข้อมีกิ่งแตกกิ่งแบบรอบข้อ แล้วก็กิ่งนี้จะกลายเป็นสีเขียวลักษณะแบนเป็นรูปขอบขนาน ปลายแหลม กว้างราวๆ 0.5-1 มิลลิเมตร แล้วก็ยาวราว 0.5-2.5 มม. ปฏิบัติหน้าที่แทนใบ มีเหง้ารวมทั้งรากอยู่ใต้ดิน ออกเป็นกลุ่มเหมือนกระสวย รูปแบบของรากออกเป็นพวงเหมือนรากกระชาย ลักษณะอวบน้ำ เป็นเส้นกลมยาว มีขนาดโตกว่าเถามาก มีเขตการกระจายจำพวกในประเทศไทย อินเดีย ศรีลังกา ชวา จีน มาเลเซีย รวมทั้งออสเตรเลีย พบขึ้นตามป่าในเขตร้อนชื้น ป่าเขตร้อนแห้ง ป่าผลัดใบ ป่าโปร่งหรือตามเขาหินปูน
ต้นรากสามสิบ
สามร้อยราก
ใบรากสามสิบ ใบเป็นใบโดดเดี่ยว แข็ง ออกรอบข้อเป็นฝอยๆเล็กคล้ายหางกระรอก หรือออกเรียงสลับเป็นกระจุก 3-4 ใบ ใบเป็นสีเขียวดก รูปแบบของใบเป็นรูปเข็มขนาดเล็ก ปลายใบแหลม เป็นรูปเคียว โคนใบแหลม มีขนาดกว้างราวๆ 0.5-1 มม. และยาวราวๆ 10-36 มิลลิเมตร แผ่นมักโค้ง สันเป็นสามเหลี่ยม มี 3 สัน มีหนามที่ซอกกลุ่มใบ ก้านใบยาวราว 13-20 ซม.
ใบรากสามสิบ
ดอกรากสามสิบ มีดอกเป็นช่อกระจะ ยาวราวๆ 2-4 เซนติเมตร โดยจะออกที่ปลายกิ่งหรือตามซอกใบและก็ข้อเถา ดอกย่อยมีขนาดเล็ก ดอกเป็นสีขาวและมีกลิ่นหอมสดชื่น มีโดยประมาณ 12-17 ดอก ก้านดอกย่อยยาวราว 2 มิลลิเมตร มีกลีบรวม 6 กลีบ แยกเป็น 2 วง วงนอก 3 กลีบ และก็วงในอีก 3 กลีบ กลีบมีลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ปลายกลีบมน ขอบเรียบ กลีบกว้างราว 0.5-1 มม. รวมทั้งยาวราวๆ 2.5-3.5 มิลลิเมตร กลีบดอกมีลักษณะบางแล้วก็ย่นย่อ โคนกลีบเชื่อมชิดกันเป็นหลอดรูปดอกเข็มยาวโดยประมาณ 2-3 มม. ส่วนปลายแยกเป็นแฉก ดอกมีเกสรผู้เชื่อมและก็อยู่ตรงข้ามกับกลีบรวม เป็นเส้นเล็ก 6 อัน ก้านชูอับเรณูเป็นสีขาว อับเรณูเป็นสีน้ำตาลเข้ม รังไข่เป็นรูปไข่กลับ อยู่เหนือวงกลีบ ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร มี 2 ช่อง ในแต่ละช่องมีออวุล 2 เม็ด หรือมากกว่า ส่วนก้านเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็น 2 แฉกขนาดเล็ก โดยจะออกดอกในช่วงราวๆม.ย.ถึงเดือนมิถุนายน1,2,4,5
ดอกรากสามสิบ
ผลรากสามสิบ ลักษณะของผลเป็นทรงค่อนข้างจะกลม หรือเป็นพู 3 พู ผิวผลเรียบวาว มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 4-6 มม. ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีม่วงแดง ข้างในผลมีเมล็ดประมาณ 2-6 เมล็ด เมล็ดเป็นสีดำ เปลือกหุ้มมีลักษณะแข็งแม้กระนั้นเปราะ ให้ผลในตอนโดยประมาณเมษายนถึงกรกฎาคม1,8
ผลรากสามสิบ
เมล็ดรากสามสิบ

สรรพคุณของรากสามสิบ
รากสามสิบมีรสขื่นเย็น มีคุณประโยชน์เป็นยาบำรุงกำลัง ใช้เป็นยาชูกำลัง (ราก)
ตำราเรียนยาไทยจะใช้รากเป็นยาแก้กษัย (ราก)
ในประเทศอินเดียจะใช้รากเป็นยากระตุ้นประสาท (ราก)
รากใช้ผสมกับเหง้าขิงป่ารวมทั้งต้นจันทน์แดง ผสมกับเหล้าโรงใช้เป็นยาแก้วิงเวียน (ราก)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาลดระดับความดันเลือดแล้วก็ลดไขมันในเลือด (ราก)
รากสามสิบมีคุณประโยชน์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยไปกระตุ้นการทำงานของตับอ่อนให้เพิ่มการหลั่งสาร insulin (ราก)
อีกทั้งต้นหรือรากเอามาต้มกับน้ำดื่มเป็นยารักษาโรคคอพอก (ราก, อีกทั้งต้น)
ผลมีรสเย็น ใช้ปรุงเป็นยาแก้พิษไข้เซื่องซึม แก้พิษไข้กลับไข้ซ้ำ มักใช้ร่วมกับผลราชดัด เพื่อเป็นยาดับพิษไข้จากบิดเรื้อรัง (ผล)
รากมีรสเฝื่อนฝาดเย็น ใช้รับประทานเป็นยาแก้พิษร้อนในหิวน้ำ (ราก)
รากใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ไอ (ราก)
ช่วยขับเสลด4 แก้การตำหนิดเชื้อที่หลอดลม (ราก)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาช่วยขับลม และช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร (ราก)
ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับไส้ แก้อาการอาหารไม่ย่อย รักษาแผลในกระเพาะ โรคกระเพาะ (ราก)
รากใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการท้องเสีย แก้บิด (ราก)
ใบมีคุณประโยชน์เป็นยาระบาย (ใบ)
ตำรายาสมุนไพรพื้นเมืองของจังหวัดอุบลราชธานีจะใช้รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ริดสีดวงทวาร (ราก)
รากมีสรรพคุณเป็นยาแก้ขัดเบา ขับปัสสาวะ ช่วยหล่อลื่นและกระตุ้น (ราก)
ช่วยรักษาอาการเมนส์ผิดปกติของสตรี (ราก)
ต้นหรือรากนำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้ตกเลือด (ราก, ทั้งยังต้น)
ในอินเดียจะใช้รากสามสิบเป็นยากระตุ้นสมรรถภาพทางเพศชายและก็หญิง คนทางภาคเหนือบ้านพวกเราจะใช้รากสามสิบทำเป็นยาดอง ใช้กินเป็นยาบำรุงสำหรับเพศชาย กินแล้วครึกโครมเสมือนม้า 3 ตัว ก็เลยมีอีกชื่อหนึ่งว่า “ม้าสามต๋อน” ส่วนหมอยาโบราณจะใช้เป็นยาบำรุงสำหรับสตรี ซึ่งเป็นสาเหตุของชื่อ “สาวร้อยผัว” หรือ “สามร้อยผัว” กล่าวอีกนัยหนึ่งไม่ว่าจะอายุเท่าใดก็ยังสามารถมีลูกมีผัวได้ อายุเยอะแค่ไหนก็ยังดูสาวเสมอ แม้กระนั้นไม่ใช่กินแล้วจะสามารถมีผัวได้เป็นร้อยคน ในแบบเรียนอายุรเวทจะใช้สมุนไพรจำพวกนี้เป็นสมุนไพรหลักสำหรับในการบำรุงสตรี ทำให้กลับมาเป็นสาว ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆของสตรี ไม่ว่าจะเป็นภาวการณ์เมนส์ไม่ดีเหมือนปกติ สภาวะหมดเมนส์ ปวดรอบเดือน ตกขาว มีบุตรยาก หมดอารมณ์ทางเพศ ช่วยบำรุงรักษาครรภ์ บำรุงน้ำนม ปกป้องการแท้ง อื่นๆอีกมากมาย ส่วนวิธีการใช้ก็ให้นำรากมาต้มกิน หรือนำรากมาตากแห้งแล้วบดเป็นผงปั้นเป็นลูกกลอนรับประทานกับน้ำผึ้ง นอกเหนือจากนี้ยังใช้กระตุ้นนมในวัวนมได้อีกด้วย (ราก)
ใช้เป็นยาบำรุงตับและก็ปอดให้กำเนิดกำลังเป็นปกติ แก้ตับรวมทั้งปอดทุพพลภาพ (ราก)
รากใช้ฝนทาแก้พิษจากแมลงป่องกัดต่อย (ราก)
รากใช้ฝนทาแก้ลักษณะของการปวดฝี ทำให้เย็น ช่วยทำลายพิษฝี พิษปวดแสบปวดร้อน (ราก)
ช่วยทุเลาอาการระคาย (ราก)
รากใช้กินเป็นยาแก้ลักษณะของการปวดปวดเมื่อย ครั่นตัว (ราก)
ช่วยแก้ลักษณะของการปวดข้อและก็คอ (ราก)
ใบมีสรรพคุณช่วยขับน้ำนม ช่วยให้เจริญอาหาร (ใบ)
รากใช้เป็นยาบำรุงเด็กอ่อนในครรภ์ บำรุงน้ำนม บำรุงร่างกายข้างหลังการคลอดบุตรของสตรี (ราก)
ใน “พระคู่มือคุณประโยชน์ (แลมหาพิกัด)” ได้กล่าวถึงคุณประโยชน์ของรากสามสิบไว้ว่า “ผักหวานตัวผู้มีรสหวาน แก้กำเดา แก้ดวงตาโรค รากสามสิบทั้ง 2 มีคุณมากกว่าผักหวาน” กำเดาหรือไข้กำเดา มีอยู่ 2 ประเภท อย่างแรกเป็นตัวร้อน เบื่ออาหาร ปวดหัว และก็อีกอย่างหนึ่ง คือ มีลักษณะอาการร้ายแรงมากกว่า มีเม็ดผุดขึ้นตามร่างกาย มีลักษณะคัน ไอ มีเสมหะ รวมทั้งมีเลือดออกทางปากแล้วก็จมูก (ราก)
ส่วนในหนังสือ “พระตำราเวชศาสตร์สงเคราะห์” ได้เอ๋ยถึงตำรับยารักษาคนธาตุหย่อน อันมีตัวยารากสามสิบรวมอยู่ด้วยร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆอีกหลากหลายประเภท โดยระบุว่ามีคุณประโยชน์ (ที่ค่อนจะเข้าใจยาก) ว่าช่วยจำเริญชีวิตให้กำเนิดกำลัง ให้บำรุงธาตุไฟ ให้เจริญอินทรีย์แต่ละอย่าง มีกำลังเดินทางมากไม่เหมือนกัน รับประทานเข้าไปแล้วหาโทษไม่ได้ ใช้ได้ทั้งยังเด็ก คนวัยแก่ คนมีกำลัง คนผอม คนไม่มีกำลัง คนธาตุหย่อนยาน ให้ประกอบยานี้กันเหอะ อนึ่ง กินแล้วให้มีขึ้นลูก ให้อกโคนแค่นพระจันทร์งอีกทั้ง 4 มีกำลัง ถึงกระหักก็ดีแล้ว แพทย์ก็เชื่อถือรักษาด้วยยานี้เหอะ (ราก)
อีกตำรับหนึ่งเป็นยาแก้โรคซูบผอม แก้อาการหอบหืด แก้ปิดตะ รวมทั้งแก้โรคลมต่างๆจะมีสมุนไพรอยู่ร่วมกัน 20 อย่างรวมทั้งรากสามสิบ (ราก)
ใน “พระตำราวรโยคสาร” ตำรับยา “วะระที่นาทิภาควิชา” เป็นตำรับยาที่ประกอบไปด้วยรากไม้ 17 อย่าง และรากสามสิบ ซึ่งเป็นตำรับยาที่ใช้แก้อันตะวิทราโรค หรือโรคที่มีลักษณะอาการทิ่มแทงในลำไส้ใหญ่ ใช้เป็นยาแก้มันทาคินี แก้เสมหะ แก้คุลุมโรคหายแล แล้วก็ยังมีตำรับยาอีกอย่างก็คือ ตำรับยาแก้เสลด ที่มีสมุนไพรรวมอยู่ด้วย 16 อย่าง และก็รากสามสิบ (ราก)
ตำรับยาบำรุงท้อง แก้ไข้ แก้ปวดหัว ประกอบไปด้วยสมุนไพร 13 จำพวก อาทิเช่น รากสามสิบ แก่นสน กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก ชะลูด อบเชย เปลือกสมุลแว้ง เทียนอีกทั้ง 5 บัวน้ำทั้ง 5 โกฐ 5 จันทน์ทั้งยัง 4 และก็เทพทาโร (ใช้อย่างละเท่ากัน) นำทั้งหมดทั้งปวงมาใส่ไว้ภายในหม้อฉาบหรือหม้อดิน เติมน้ำลงไปให้ท่วมยาสูงราว 6-7 เซนติเมตร แช่ทิ้งเอาไว้ราวๆ 15 นาที แล้วนำขึ้นตั้งด้วยไฟอ่อนๆต้มเคี่ยวราวๆ 30 นาที น้ำยาเดือดรวมทั้งมีกลิ่นหอมก็เลยยกลงจากเตา ใช้ดื่มก่อนที่จะรับประทานอาหารรุ่งเช้าและก็เย็น วันละ 2 เวลา เป็นยาบำรุงครรภ์อย่างยอดเยี่ยม (ราก)
นอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์ของรากสามสิบตามเว็บไซต์ต่างๆนอกจากที่กล่าวมา สมุนไพรจำพวกนี้ยังมีคุณประโยชน์ช่วยสร้างสมดุลให้แก่ระบบฮอร์โมนผู้หญิง แก้วัยทองคำ เพิ่มขนาดอกและสะโพก ช่วยแก้ปัญหาช่องคลอดอักเสบ ดับกลิ่นในช่องคลอด ช่วยกระชับช่องคลอด ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ช่วยกระชับสัดส่วน ลดไขมันส่วนเกิน บำรุงโลหิต บำรุงผิวพรรณ ลดสิว ลดฝ้า ทำให้ผิวขาวใส ช่วยชะลอความแก่เฒ่า ลดกลิ่นเต่า กลิ่นปาก ช่วยสร้างเสริมรวมทั้งปรับปรุงความจำและก็เชาวน์ (ไม่มีอ้างอิง)
ขนาดแล้วก็วิธีใช้ : การใช้รากตาม ให้ใช้รากโดยประมาณ 90-100 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่มวันละครั้งในตอนเช้า
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของรากสามสิบ
สารสำคัญที่พบ เช่น asparagamine, cetanoate, daucostirol, sarsasapogenin, shatavarin, racemosol, rutin
สมุนไพรรากสามสิบมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ต่อต้านเชื้อรา ลดการอักเสบ แก้ลักษณะของการปวด คลายกล้ามเนื้อของมดลูก บำรุงหัวใจ ป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ลดอาการหัวใจโตที่เกิดขึ้นจากความดันเลือดสูง ขับนม มีฤทธิ์เสมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน ยั้งเบาหวาน ลดระดับไขมันในเลือด กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ต่อต้านอาการเม็ดเลือดขาวต่ำ เป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง ยั้งการเกิดแผลในกระเพาะ ยับยั้งพิษต่อตับ
สารสำคัญที่พบในรากเป็นสาร steroidal saponins ซึ่งเป็นสารที่ปฏิบัติภารกิจเลียนแบบฮอร์โมนเพศ จึงน่าจะมีบทบาทสำหรับการรักษาอาการที่เกิดขึ้นในช่วงวัยหมดระดูของสตรี รวมไปถึงการช่วยคุ้มครองการเกิดโรคหัวใจแล้วก็หลอดเลือดรวมทั้งโรคกระดูกพรุน
จากการศึกษา
ในหนูแรทโดยใช้สารสกัดจากรากด้วยเอทานอล แบ่งเป็น 2 ช่วงเป็นช่วงกะทันหันแล้วก็ช่วงยาวต่อเนื่อง โดยการเรียนในตอนเฉียบพลันป้อนสารสกัดเอทานอลจากรากสามสิบในขนาด 1.25 กรัมต่อกิโลกรัม ให้กับหนูแรทที่ไม่เป็นโรคเบาหวาน หนูแรทที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 แล้วก็ชนิดที่ 2 พบว่าไม่เป็นผลลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ว่าช่วยให้ทนต่อการเพิ่มขึ้นของเดกซ์โทรส ในนาทีที่ 30 ดีขึ้น ส่วนการเรียนรู้ช่วงยาวสม่ำเสมอวันละ 2 ครั้ง นาน 28 วัน ให้กับหนูที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 พบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แล้วก็เพิ่มระดับของอินซูลิน 30%เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มระดับอินซูลินในตับอ่อน รวมทั้งเพิ่มไกลโคเจนที่ตับ เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มโรคเบาหวานควบคุม จึงสรุปได้ว่าฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดของสารสกัดจากรากสามสิบน่าจะเป็นผลมาจากการยับยั้งการย่อยและก็การดูดซึมสารคาร์โบไฮเดรต และเพิ่มการหลั่งอินซูลิน ซึ่งน่าจะมีประโยชน์สำหรับเพื่อการใช้ประโยชน์รักษาคนป่วยโรคเบาหวานได้9
จากการทดสอบทางสถานพยาบาลหมายถึงการใช้รักษาโรคกระเพาะในคนจริงๆโดยการรับประทานผงแห้งของราก พบว่าได้ประสิทธิภาพที่ดีในการรักษาแผลที่กระเพาะแล้วก็ลำไส้เล็ก จากการที่กรดเกิน
เมื่อปี ค.ศ.1997 ที่ประเทศอินได้ทำทดลองใช้รากสามสิบกับคนป่วยความดันโลหิตสูงชนิด mild hypertension โดยทดสอบเปรียบเทียบกับยาลดระดับความดัน (Propranolol) ใช้ช่วงเวลาทำการทดสอบนาน 3 เดือน ผลการทดสอบพบว่า ผู้เจ็บป่วยมีความดันเลือดลดน้อยลง < 90 mm.Hg. และลดไขมันได้ผลดี

  • K. Mitra รวมทั้งคณะ (ค.ศ.1996) ที่อินเดียได้กระทำทดลองใช้สารสกัดจากรากสามสิบกับหนูทดลองที่ถูกกระตุ้นด้วย Streptozotocin ผลของการทดลองพบว่า สารสกัดดังกล่าวข้างต้นสามารถกระตุ้นตับอ่อนของหนูให้เพิ่มการหลักhttp://www.disthai.com/

6

ทับทิม
มารู้จะ “ทับทิม” ผลไม้เพื่อสุขภาพ
นักกำหนดของกินขึ้นทะเบียนวิชาชีพอเมริกา
ในยุคที่คนไหนก็ห่วงสุขภาพ รักการบริหารร่างกาย หมั่นกินผัก ผลไม้ต่างๆเมื่อเอ่ยถึง “ทับทิม” หลายคนคงเคยชินกันดีกับผลไม้ที่มีกลิ่นหอม รสอร่อยชวนพึงใจ ทับทิมนั้นมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดียและเปอร์เซีย โดยในบันทึกโบราณทางด้านการแพทย์บอกว่า ทับทิมถูกใช้เป็นยารักษาโรคและใช้สำหรับการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายมานานนับพันๆปี
ปัจจุบันทับทิมจัดเป็นผลไม้ในกรุ๊ป ซุปเปอร์ฟรุ๊ต ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุสารพฤกษเคมีและก็สารแอนติออกซิแดนท์ซึ่งมีปริมาณสูงเลิศในทับทิมโดยสูงเป็น 3 เท่าของของกินอื่นที่มีสารแอนติออกซิแดนท์สูง อีกทั้งมีใยอาหารสูงมากมาย นอกจากนี้ยังมีวิตามินซีสูง มีวิตามินบี 5 (กรดแพนโทธีนิค) วิตามินเอ วิตามินอี ส่วนธาตุที่มีมากคือ แคลเซียม โพแตสเซียม รวมทั้งธาตุเหล็ก
จากการเล่าเรียนพบว่าทับทิมมีสารที่มีฤทธิ์สำหรับในการต้านทานขบวนการออกซิเดชันที่เกี่ยวกับการอักเสบ ซึ่งบางทีอาจช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระในทับทิมสูงยิ่งกว่า เหล้าองุ่นและใบชาเขียวถึง 3 เท่า รวมทั้งยังมีจำนวนสารโพลีฟีนอลในทับทิมสูงยิ่งกว่าน้ำผลไม้อื่นๆดังเช่น ส้ม องุ่น แคนเบอร์รี่ ลูกแพร แอปเปิ้ล อีกด้วย
ทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในกลุ่มสารโพลีฟีนอล ที่สำคัญคือ สารพูนิคาลาจิน พูนิค้างลิน และกรดกัลลาจิก ทั้งปวงนี้อาจมีผลต่อการคุ้มครองป้องกันอันตรายต่อเนื้อเยื่อภายในร่างกายที่จะส่งผลต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังรังต่างๆการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระในทับทิมบางทีอาจช่วยยั้งการเจริญของเซลล์ของโรคมะเร็ง ทับทิมยังมีสารอโรมาเทสอินฮิบิเตอร์ธรรมชาติ ซึ่งช่วยยับยั้งการผลิตฮอร์โมนเอสโทรเจนที่อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม นอกนั้นสารอาหารรวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระในน้ำทับทิมสกัดยังมีประโยชน์ต่อผิวพรรณ บางทีอาจต่อต้านการเกิดริ้วรอย ช่วยให้มีผิวพรรณอ่อนกว่าวัยรวมทั้งมีร่างกายแข็งแรง นอกนั้นทับทิมยังจัดคือผลไม้ที่มีพลังงานต่ำ จึงบางทีอาจให้ประโยชน์ต่อการลดพลังงานสำหรับเพื่อการควบคุมน้ำหนัก โดยการกินทับทิมแทนขนมหวาน
ด้วยสารสำคัญต่างๆในทับทิม นักค้นคว้าก็เลยพอใจศึกษาค้นคว้าถึงคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยมีรายงานการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า สารสกัดจากทับทิมช่วยชะลอการเจริญของเซลล์มะเร็ง และสามารถฆ่าเซลล์ของมะเร็งในห้องแลปได้ นอกจากนั้นยังมีการศึกษาค้นคว้าชี้ว่า น้ำทับทิมสกัดยังสามารถช่วยลดแอลดีแอลคอเลสเทอรอคอยล ซึ่งเป็นคอเลสเทอรอลไม่ดี ทำให้เส้นเลือดแดงแข็งอุดตัน และยังช่วยลดระดับความดันเลือด มีผลในการช่วยคุ้มครองปกป้องโรคหัวใจ โรคเส้นโลหิตสมองตีบและหัวใจวาย
ด้วยคุณประโยชน์ซึ่งมาจากทับทิมที่มีต่อสุขภาพแล้วก็มาจากธรรมชาติ ทำให้ทับทิมเป็นที่นิยมอย่างล้นหลามทั่วโลก เดี๋ยวนี้มีการนำทับทิมมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์น้ำทับทิมสกัดแบบพร้อมดื่ม เพื่อความสะดวกสำหรับคนซื้อที่รักและกังวลสำหรับการดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย
การค้นคว้าวิจัยของ Sharma, Mc Clees and Afaq ปัจจุบันในปี 2017 บอกว่า สารสกัดจากทับทิมมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ ยับยั้งการเกิดเซลล์กลายพันธุ์ที่นำมาซึ่งเซลล์ของโรคมะเร็ง
ด้วยคุณประโยชน์มากมายดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ทำให้ทับทิมได้รับการตั้งชื่อว่าเป็น “ซุปเปอร์ฟรุต” (Super fruit) ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วทั้งโลก เพราะว่ามีวิตามินรวมทั้งแร่
ความเชื่อแล้วก็ตำนาน
ชาวกรีกโบราณเชื่อว่า ต้นทับทิมเกิดจากโลหิตของไดโอนีซุส (Di-onysus) ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่เทพเทวดาทั้งสิ้นและเทวีนาน่า(Nana) ซึ่งเป็นพรหมจารีย์ ตั้งครรภ์ขึ้นโดยการสอดผลทับทิม แล้วก็ให้กำเนิดทวยเทพแอตติส (Attis) ขึ้น โดยเหตุนั้น ผู้ที่นับถือเทพแอตว่ากล่าวสก็เลยไม่กินผลทับทิม ชาวยิวในสมัยพระผู้เป็นเจ้าโซโลมอนก็จัดว่า ทับทิมเป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ ดังปรากฏอยู่บนยอดเสาของวิหารกษัตริย์โซโลมอน ชาวฮินดู ในอินเดียมั่นใจว่า พระวิฆเนศวรทรงโปรดทับทิม คนที่ยกย่องพระพิฆเนศวรจึงนิยมนำผลทับทิมไปถวาย ยิ่งกว่านั้น ยังใช้ดอกทับทิมเส้นไหว้บูชาดวงอาทิตย์ พระนารายณ์ และก็เทวีลักษมี อีกด้วย
ชาวจีนจัดว่า ต้นทับทิมเป็นไม้มงคล (โดยยิ่งไปกว่านั้นทับทิมประเภทดอกสีขาว) และก็ถือว่าทับทิมเป็นสัญลักษณ์ที่ความอุดมสมบูรณ์ ความมีลูกหลานมาก (เนื่องจากผลทับทิมมีเมล็ดมาก) ก็เลยนิยมได้ผลทับทิมเป็นของขวัญแก่เจ้าบ่าวเจ้าสาวในพิธีสมรส (เพื่อมีลูกหลานมากมายๆ) ในพิธีสมรสนิยมปักยอดทับทิมไว้ที่ผมเจ้าสาว รวมทั้งปักยอดทับทิมไว้ที่สิ่งของเซ่นไหว้เจ้า คนจีนยังเชื่อว่า ใบหรือกิ่งทับทิมมีอำนาจไล่ภูตผีปีศาจได้ จึงนิยมนำมาปลูกทับทิมเอาไว้ในรอบๆบ้าน และใช้ใบทับทิมแช่น้ำล้างหน้า ล้างมือ ข้างหลังกลับจากงานศพ (เพื่อไม่ให้ภูติผีปีศาจติดตามมา)
ในประเทศญี่ปุ่นคงจะรับความเลื่อมใสเกี่ยวกับทับทิมไปจากจีน เปลี่ยนเป็นเครื่องหมายของเจ้าแม่ที่รอปกปักรักษาเด็กๆให้ปลอดภัย แล้วก็เชื่อว่าเมื่อเด็กๆได้รับประทานผลทับทิมแล้วจะไม่เป็นอันตรายและก็ปลอดภัยจากภูตผีปีศาจทั้งปวง ชาวไทยก็คงได้รับถ่ายทอดความเชื่อถือเกี่ยวกับทับทิมมาจากคนจีนบ้าง ดังปรากฏว่า มีศาลเจ้าหลายแห่งในประเทศไทย ชื่อเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งคงจะเป็นเจ้าแม่ที่มีกำเนิดจากจีนแล้วเปลี่ยนเป็นชื่อไทยคราวหลัง

7

บุก
บุก มีคุณประโยชน์ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นโลหิต รักษาโรคโรคเบาหวาน เป็นยาแก้ไข้จับสั่น ช่วยแก้ไอ ละลายเสลด แก้โรคท้องมาน ใช้สำหรับสตรีระดูมาไม่ดีเหมือนปรกติ ใช้แก้พิษงู ใช้เป็นยาแก้แผลไฟไหม้แล้วก็น้ำร้อนลวก แก้ฝีหนองบวมอักเสบ  ใช้เป็นยาแก้ปวด แก้บวมช้ำ ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร ช่วยขับรอบเดือนของสตรี ใช้เป็นยาพอกฝี
บุก มีชื่อสามัญว่า Konjac อ่านออกเสียงว่า คอน-จัค มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus konjac K.Koch ชื่อเรียกอื่นๆของบุก เช่น บุกคุงคก เบีย เบือ มันซูรัน หัวบุก บุกคางคก บุกหนาม บุกหลวง หมอ ยวี จวี๋ ยั่ว แพทย์ยื่อ เป็นต้น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของต้นบุก
ต้นบุก นับว่าเป็น พืชล้มลุกชนิกหนึ่ง เป็นไม้เนื้ออ่อน รูปแบบของลำต้นเจ้าเนื้อรวมทั้งมีสีเขียวเข้ม ใบบุกเป็นใบคนเดียว ซึ่งใบของบุกจะแตกใบที่ยอดรวมทั้งใบแผ่ขึ้นเหมือนร่มกาง ดอกของบุกจะมีสีเหลือง จะบานในตอนเวลาเย็น มีกลิ่นฉุน ลักษณะเสมือนดอกหน้าวัว
ลำต้นแทงขึ้นมาจากหัวใต้ดิน มีความสูงของต้นประมาณ 50-150 ซม. หัวที่อยู่ใต้ดินนั้นมีขนาดใหญ่ ลักษณะของหัวเป็นรูปออกจะกลมแบนนิดหน่อย หรือกลมแป้น มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 25 เซนติเมตร ผิวเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ลำต้นแล้วก็แขนงมีลักษณะกลมใหญ่ เปลือกลำต้นเป็นสีเขียวมีลายแต้มสีขาวปะปนอยู่
ใบบุก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อยเรียงสลับ รูปแบบของใบเป็นรูปไข่กลมรี ปลายใบแหลม ส่วนขอบของใบเรียบ ใบมีปริมาณยาวโดยประมาณ 15-20 ซม.
ดอกบุก ออกดอกเป็นดอกเดี่ยว รูปแบบของดอกเป็นทรงทรงกระบอกกลมแบน มีกลิ่นเหม็น สีม่วงแดงอมเขียว มีกาบใบยาวราวๆ 30 เซนติเมตร สีม่วงอมเหลือง โผล่ขึ้นพ้นจากกลีบเลี้ยงที่มีสีม่วง
ผลบุก ลักษณะของผลเป็นรูปกลมแบน เมื่อสุกจะเป็นสีส้ม
คุณประโยชน์ของบุก
สำหรับคุณประโยชน์ของบุก พวกเรานิยมใช่ประโยน์ทางยาของบุก จาก หัว รากและเนื้อของลำต้น เนื้อหา ดังต่อไปนี้
หัวบุก มีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นโลหิต รักษาโรคเบาหวาน เป็นยาแก้ไข้จับสั่น ช่วยแก้ไอ ละลายเสมหะ แก้โรคท้องมาน ใช้สำหรับสตรีระดูมาเปลี่ยนไปจากปรกติ ใช้แก้พิษงู ใช้เป็นยาแก้แผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวก แก้ฝีหนองบวมอักเสบ  ใช้เป็นยาแก้ปวด แก้ฟกช้ำดำเขียว
รากของบุก ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร ช่วยขับเมนส์ของสตรี ใช้เป็นยาพอกฝี

สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังในการบริโภคบุก
สำหรับสิ่งที่ไม่อนุญาตสำหรับการรับประทานบุก คือ หัวบุกจะมีรสเผ็ด เป็นยาร้อน เป็นพิษ ออกฤทธิ์ต่อม้าม ตับ รวมทั้งระบบทางเดินอาหาร เพราะฉะนั้น ในกลุ่มคนที่ ม้าม ตับ และก็ระบบทางเดินอาหาร ไม่ดี ควรเลี่ยงรับประทาน และไม่กินมากเกินความจำเป็น ซึงข้อควรคำนึงในการบริโภคบุก มีเนื้อหาดังนี้
ในเนื้อหัวบุกป่าจะมีผลึกของแคลเซียมออกซาเลท (Calcium oxalate) เยอะๆ ที่กระตุ้นให้เกิดอาการคัน ส่วนเหง้าและก็ก้านใบถ้าหากปรุงไม่ดีแล้วกินเข้าไปจะมีผลให้ลิ้นพองและคันปากได้
ก่อนนำมากินจะต้องกำจัดพิษออกก่อน และไม่รับประทานกากยาหรือยาสด
กรรมวิธีกำจัดพิษจากหัวบุก ให้นำหัวบุกมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆตำพอแหลก คั้นเอาน้ำออกพักไว้ นำกากที่ได้ไปต้มน้ำ แล้วคั้นเอาแต่น้ำ นำไปผสมกับน้ำที่คั้นทีแรก แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปต้มกับน้ำปูนใสเพื่อพิษหมดไป เมื่อเดือดก็พักไว้ให้เย็น จะจับกุมตัวกันเป็นก้อน ก็เลยสามารถใช้ก้อนดังที่กล่าวถึงแล้วในการทำกับข้าวหรือนำไปตากแห้งเพื่อใช้เป็นยาได้ถ้าอาการเป็นพิษจากการกินบุก ให้รับประทานน้ำส้มสายชูหรือชาแก่ แล้วและก็ตามด้วยไข่ขาวสด แล้วให้รีบไปพบแพทย์
เพราะวุ้นบุกสามารถขยายตัวได้มาก ก็เลยไม่สมควรบริโภควุ้นบกตอนหลังการรับประทาน แม้กระนั้นให้กินก่อนรับประทานอาหารไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง ส่วนการบริโภคของกินที่ผลิตมาจากวุ้น ยกตัวอย่างเช่น วุ้นก้อนแล้วก็เส้นวุ้น สามารถบริโภคพร้อมของกินหรือหลังอาหารได้ เนื่องจากว่าวุ้นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นได้ผ่านขั้นตอนการและได้ขยายตัวมาก่อนแล้ว และการการที่จะขยายตัวหรือขยายตัวได้อีกนั้นก็เลยเป็นได้ยาก ส่วนในเรื่องของคุณประโยชน์ทางโภชนาการนั้นพบว่าวุ้นบุกไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ด้วยเหตุว่าไม่มีการย่อยสลายเป็นน้ำตาลในร่างกาย และไม่มีวิตามินและก็แร่ธาตุ หรือสารอาหารอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์ต่อสภาพร่างกายเลยกลูโคแมนแนนส่งผลทำให้การดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมันลดลง ซึ่งจะไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมได้ แต่จะไม่มีผลต่อการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในน้ำ
การกินผงวุ้นบุกในจำนวนมาก อาจจะส่งผลให้มีลักษณะท้องเสียหรืออาการท้องอืด มีลักษณะอาการอยากกินน้ำมากยิ่งกว่าเดิม บางบุคคลอาจมีอาการอ่อนล้าเพราะว่าระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้http://www.disthai.com/

8

ขิง
ถึงแม้ขิงจะเป็นสมุนไพรซึ่งสามารถใช้ปรุงอาหารและมีคุณประโยชน์ในการรักษาโรค หากว่าขิงจะมีกลิ่นฉุนรวมทั้งมีรสชาติเผ็ดร้อน เลยทำให้ไม่ถูกปากคนจำนวนไม่น้อยนั้น แต่ขิงก็เป็นสมุนไพรที่สามารถใช้ประกอบอาหารรวมทั้งมีสรรพคุณรักษาโรค พวกเรามาดูกันดีกว่าว่าสมุนไพรดีๆอย่างขิงนั้นมีคุณประโยชน์รวมทั้งโทษอะไรที่เราคาดไม่ถึงบ้าง
ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากขิง
+ ลดอาการท้องอืดแม้คุณรู้สึกอาการท้องอืดหรือของกินไม่ย่อยให้จิบชาน้ำขิงหรือกินขิงสดจะทำให้คุณเข้าใจกันดีอยู่แล้วขึ้น หรือหากว่าคุณกำเนิดอาการท้องอืดที่เกิดจากการกินถั่วละก็ คราวหน้าลองฝานถั่วบางๆลงไปในของกินที่มีถั่ว นั่นก็จะช่วยลดของกินท้องอืดได้ด้วยเหมือนกันค่ะ เพราะขิงนั้นเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน สามารถช่วยขับลม รวมทั้งกระตุ้นลักษณะการทำงานของลำไส้ทำให้ อาการท้องอืดบรรเทาลงได้
+ ช่วยทุเลาอาการไมเกรน
จากการเรียนรู้
พบว่า การกินขิงในช่วงเวลาที่อาการไมเกรนใกล้กำเริบนั้น จะช่วยทำให้ความเจ็บจากอาการไมเกรนน้อยลงได้ เนื่องจากว่าขิงจะไปช่วยสกัดการฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการอักเสบ นอกนั้นยังมีการเรียนอื่น ชี้ให้เห็นอีกว่าขิงสามารถช่วยรักษาอาการไขข้ออักเสบ โดยพบว่าคนที่มีอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมหรือโรครูมาตอยด์มีอาการลดน้อยลงเมื่อบริโภคขิงผงเป็นประจำทุกวี่ทุกวัน
คุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากขิง และโทษที่คุณอาจคาดไม่ถึง
+ ช่วยคุ้มครองปกป้องมะเร็ง
 ขิงมีคุณสมบัติในการช่วยต่อสู้กับโรคมะเร็ง โดยมีการศึกษาเล่าเรียนพบว่าขิงช่วยทำให้เซลล์ของมะเร็งข้างในรังไข่ตาย ด้วยเหตุว่าในขิงมีสารเคมีธรรมชาติที่ไปช่วยกระตุ้นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีกลูตาไธโน-เอส-ทรานสเฟอรเรส ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยคุ้มครองปกป้องโรคมะเร็งได้ นอกนั้นยังพบอีกว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่มีขิงเป็นส่วนประกอบยังช่วยลดอาการอักเสบในลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย
+ ช่วยทุเลาอาการอ้วก
 ขิงสามารถบรรเทาอาการอาเจียนได้ โดยชาวเอเชียนั้นชอบใช้ขิงสำหรับเพื่อการช่วยบรรเทาอาการเมารถ หรือเมาเรือ นอกจากนั้นยังมีหลายการเรียนรู้พบว่าขิงสามารถช่วยป้องกันและบรรเทาอาการอ้วกภายหลังจากการผ่าตัดและยังช่วยทุเลาอาการอ้วกแล้วก็อ้วกในคนไข้โรคมะเร็งที่เข้ารับเคมีบำบัดได้อีกด้วย
+ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด
 มีการเรียนรู้ใหม่พบว่า ขิงผงนั้นสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ โดยเฉพาะกับคนไข้โรคเบาหวานจำพวกที่ 2 แต่ว่าก็ควรจะที่จะขอคำแนะนำแพทย์ก่อนรับประทานขิงร่วมกับยา เพราะว่าขิงอาจทำปฏิกิริยากับยาที่ใช้รักษาได้ และควรติดตามผลระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด เพราะหากกินขิงมากเกินไปก็อาจส่งผลให้ระดับอินซูลินต่ำลงมากเกินความจำเป็นจนกระทั่งอยู่ในขั้นอันตรายได้
ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากขิง และก็โทษที่คุณอาจไม่ได้นึกฝัน
ขิงดอง คุณประโยชน์ดีก็มีนะ รู้ยัง?
 เราอาจจะเคยทราบกันมาว่าการรับประทานของหมักดองไม่ใช้เรื่องดีสำหรับสุขภาพ แต่ว่าจำต้องขอยกเว้นไว้สำหรับขิงดองค่ะ เพราะเหตุว่าในความเป็นจริงแล้วแม้ขิงดองจะเป็นของกินที่ผ่านการดองด้วยน้ำส้มสายชู แต่เรื่องสรรพคุณ แล้วก็ประโยชน์เพื่อสุขภาพ ขิงดองก็มีดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าขิงสดๆเลยล่ะจ้ะ ซึ่งประโยช์จากขิงดองมีดังนี้
* ช่วยแก้อาการเมาเรือ เมารถ รวมทั้งอาการแพ้ท้อง

เพราะขิงดองเป็นของกินที่มีกลิ่นแรงทั้งยังยังมีรสชาติเผ็ดอมเปรี้ยว เลยทำให้เปลี่ยนเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคนที่มีลักษณะอาการเมาเรือ เมารถ และสตรีที่กำลังมีครรภ์ ซึ่งมักจะมีลักษณะแพ้ท้อง เอาไว้กินในตอนที่รู้สึกอาเจียน เนื่องจากว่าจะช่วยทุเลาอาการได้จ้ะ ไม่ต้องพึ่งยาแก้เมา หรือยาแก้แพ้ท้อง ทดลองใช้ขิงดองมองนี่ล่ะค่ะ เด็ด !
* ช่วยล้างปากเวลากินอาหาร
 สำหรับหลายๆคนที่สงสัยว่าเพราะเหตุใดเวลาไปรับประทานอาหารประเทศญี่ปุ่นแล้วบนจานของกินประเทศญี่ปุ่นจะมีขิงดอง คำตอบก็คือขิงดองพวกนั้นมีไว้กินล้างปากค่ะ โดยส่วนใหญ่สำหรับเพื่อการรับประทานอาหารประเทศญี่ปุ่น จะกินขิงดองตามเข้าไปภายหลังกินอาหารจานนั้นหมดแล้ว เพื่อไม่ให้รสอาหารจานเดิมติดอยู่ในปากจนทำให้เกิดความรู้สึกเลี่ยนแล้วก็กินจานต่อไปไม่ไหว ทั้งยังเป็นเหตุให้ชิมรสของกินจานต่อไปได้อย่างเต็มเปี่ยมอีกด้วย
* โซเดียมต่ำ
 แม้ขิงดองจะมีรสจัด แต่ว่าน่าประหลาดที่ขิงดองเป็นของกินที่มีโซเดียมต่ำมากมายเมื่อเทียบกับของกินดองชนิดอื่นๆเมื่อเอามารับประทานและจากนั้นก็ทำให้ไม่ต้องวิตกกังวลกับปริมาณโซเดียม ลดการเสี่ยงที่จะเกิดความดันเลือดสูงลงไปได้อีกมากมายเลย
ประโยชน์ของขิง และโทษที่คุณอาจไม่คาดฝัน
ข้อควรคำนึงสำหรับเพื่อการทานขิง
- อาจจะก่อให้เกิดภาวะสอดแทรกสำหรับการตั้งครรภ์ได้
 มีบางการศึกษาเล่าเรียนพบว่าขิงมีความเชื่อมโยงกับภาวะแทรกซ้อนสำหรับเพื่อการมีครรภ์แล้วก็การแท้ง แต่ว่าสำหรับเพื่อการมีท้องรายอื่นๆนั้นไม่พบว่าการกินขิงจะมีผลให้กำเนิดอาการพวกนั้นขึ้น แถมยังช่วยลดอาการอาเจียนจากการแพ้ท้องได้อีกด้วย ด้วยเหตุนี้คุณควรไปปรึกษาแพทย์ก่อนจะที่ใช้ขิงสำหรับเพื่อการรักษาอาการแพ้ท้องด้วยตนเองจ้ะ
- นำมาซึ่งการก่อให้เกิดแผลร้อนในข้างในปากได้
 ขิงเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน ถ้าเกิดกินเข้าไปในจำนวนที่มากก็จะสามารถเยื่อบุด้านในโพรงปากเกิดการอักเสบจนเป็นอาการร้อนในได้ เพราะฉะนั้นไม่สมควรกินขิงมากเกินความจำเป็นค่ะ
- ยั้งการแข็งตัวของเลือด
 การเรียนหนึ่งในประเทศออสเตรเลียพบว่า ขิงนั้นมีสรรพคุณในการต้านการแข็งตัวของเลือดมากกว่ายาแอสไพริน สถาบันสุขภาพของประเทศออสเตรเลียได้ออกการเตือนให้งดเว้นการรับประทานขิงในระหว่างที่ใช้ยาละายลิ่มเลือดเพราะว่าจะก่อให้กำเนิดความเสี่ยงสำหรับในการกำเนิดอาการช้ำเลือดหรืออาการเลือดออกได้ ด้วยเหตุนี้แม้คุณมีลักษณะเลือดออกแตกต่างจากปกติหรือกำลังใช้ยาละลายลิ่มเลือด ควรหลีกเลี่ยงการกินขิงจ้ะฃ http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรขิง

9

น้ำมันเหลือง
น้ำมันเหลือง ไพล หรือปูลอย ปูเลย มิ้นสะล่าง ว่านไฟ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber montanum (Koenig) Link ex Dietr. หรือ Zingiber cassumunar Roxb. วงศ์ Zingiberaceae เป็นสมุนไพรตัวหนึ่งในบัญชียาจากสมุนไพร ใน บัญชียาหลักแห่งชาติ ปี 2554 กลุ่มที่ 2 บัญชียาปรับปรุงจากสมุนไพร กลุ่มยารักษาอาการทางกล้ามเนื้อแล้วก็กระดูก ยาสำหรับใช้ข้างนอก เช่น ตำรับยาครีมไพล ประกอบด้วยน้ำมันไพลที่จากการกลั่น ร้อยละ 14 โดยปริมาตรต่อน้ำหนัก (v/w) และก็ ยาน้ำมันไพล สารสกัดน้ำมันไพลที่ได้จากการทอด (hot oil extract) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ในตำรับ ซึ่งเป็นสูตรเภสัชตำรับของโรงพยาบาล ข้อบ่งใช้ของทั้งคู่ตำรับคือ ทุเลาอาการบวม ฟกช้ำ เคล็ดลับยอก
น้ำมันเหลือง ไพลที่ได้จากการทอดและก็การกลั่นแตกต่างเช่นไร? น้ำมันไพลที่ได้จากผู้กระทำลั่นเป็น น้ำมันหอมระเหย ซึ่งเป็นของเหลวที่เป็น hydrophobic ระเหยได้ บางครั้งอาจจะได้จากผู้กระทำลั่นโดยการต้มด้วยน้ำ (water distillation) ละอองน้ำจะพาเอาน้ำมันหอมระเหย ไปควบแน่นเมื่อสัมผัสกับความเย็นของเครื่องควบแน่น (condenser) ขั้นตอนการกลั่นแบบงี้เป็นแนวทางที่ชาวยุโรปดั้งเดิมนิยมใช้กัน แต่มีข้อเสียตรงที่ไพลที่เอามากลั่นจะถูกความร้อนนาน อาจจะก่อให้น้ำมันไพลที่ได้มีกลิ่นผิดไปได้ หรือจะได้จากผู้กระทำลั่นโดยใช้การผ่านของละอองน้ำเข้าสู่ภาชนะที่มีไพลบรรจุอยู่ (steam distillation) ไอน้ำจะพาเอาน้ำมันเหลือง หอมระเหยไปควบแน่นที่เครื่องควบแน่น แนวทางลักษณะนี้มีจุดเด่นกว่าเป็น ไพลจะถูกความร้อนไม่มาก น้ำมันหอมระเหยที่ได้จะไม่มีกลิ่นผิดเพี้ยนไป โน่นคือน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากอีกทั้ง 2 แนวทาง จะมีสารประกอบทางเคมีที่แตกต่างบ้าง โดยธรรมดาน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการกลั่นจะมีสารประกอบทางเคมีที่มีโมเลกุลเล็ก อาทิเช่น สารกลุ่ม monoterpenes (สารที่มีคาร์บอนปริมาณ 10 ตัว) และก็สารกรุ๊ป sesquiterpenes (สารที่มีคาร์บอนจำนวน 15 ตัว) น้ำมันหอมระเหยไพลที่ได้จากการกลั่นประกอบด้วย สารกรุ๊ป monoterpenes ดังเช่น sabinene, terpinen-4-ol, alpha-pinene, alpha-terpinene, gamma-terpinene, limonene, myrcene, p-cymene, terpinolene2, (E)-1-(3,4-dimethoxyphenyl)butadiene (DMPBD), (E)-4-(3’,4’-dimethoxyphenyl)but-3-en-1-ol (Compound D)3,4
ส่วนน้ำมันเหลือง ไพลที่ได้จากการทอดด้วยน้ำมันพืช เป็นแนวทางของคนประเทศไทยโบราณที่ใช้เตรียมน้ำมันไพลเพื่อใช้ในครัวเรือน เป็นน้ำมันถูนวด แก้ปวดกล้าม เดี๋ยวนี้หลายโรงพยาบาลของเมืองได้มีการเตรียมเป็นเภสัชตำรับของโรงหมอ และเป็นหนึ่งตำรับในบัญชียาจากสมุนไพร ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปี 2554 น้ำมันไพลสูตรนี้จัดแจงได้จากการนำไพลสดมาทอดกับน้ำมันพืชชนิดอิ่มตัว (มีกรดไขมันจำพวกอิ่มตัว) ได้แก่ น้ำมันที่ทำจากมะพร้าว น้ำมันเหลือง หรือน้ำมันปาล์ม ไม่สมควรใช้น้ำมันพืชประเภทไม่อิ่มตัว (ประกอบด้วยกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว) ดังเช่นว่า น้ำมันงา น้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากมะกอก น้ำมันคำฝอย น้ำมันทานตะวัน หรือน้ำมันที่ทำขึ้นมาจากรำข้าวน้ำมันเหลือง ทั้งนี้ก็เพราะว่าน้ำมันชนิดไม่อิ่มตัวจะไม่ทนต่อความร้อน ทำให้ภาระคู่ในโมเลกุลมีการแตก และรวมตัวเป็นสาร “โพลีเมอร์” เกิดขึ้น ส่งผลให้เกิดความหนืด นอกเหนือจากนี้จะทำให้กำเนิดควันได้ง่าย และน้ำมันกลิ่นหืน น้ำมันพืชที่ใช้ทอดเป็นน้ำมันที่มีกรดไขมัน (fatty acids) ซึ่งนับได้ว่าเป็นสารประกอบทางเคมีที่มีขั้วน้อย เป็นตัวทำละลายที่ดีในการสกัดสารที่มีขั้วน้อยด้วย ด้วยเหตุดังกล่าวน้ำมันพืชก็สามารถจะสกัดน้ำมันหอมระเหยซึ่งมีสารประกอบที่มีขั้วน้อยรวมทั้งโมเลกุลเล็กได้ พร้อมทั้งสกัดสารประกอบที่มีขั้วน้อยแต่มีโมเลกุลใหญ่ได้ด้วย ซึ่งในไพลนอกจากประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยแล้ว ยังประกอบสารกลุ่ม arylbutanoids, curcuminoids, รวมทั้ง cyclohexene derivatives เป็นสารที่มีโมเลกุลใหญ่กว่าสารในน้ำมันหอมเหลือง รวมทั้งเป็นสารที่ไม่ระเหย สรุปกล้วยๆคือ น้ำมันไพลที่ได้จากผู้กระทำลั่นจะเป็นน้ำมันหอมระเหยที่ประกอบด้วยสารโมเลกุลเล็กและระเหยได้ ส่วนน้ำมันที่ได้จากการทอดจะประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยและสารที่มีโมเลกุลใหญ่และไม่ระเหย
น้ำมันเหลือง หอมระเหยแล้วก็สารที่มีโมเลกุลใหญ่ (สารกรุ๊ป arylbutanoids, curcuminoids, และ cyclohexene derivatives) เป็นกลุ่มสารที่มีผลการศึกษาเรียนรู้วิจัยพบว่า มีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบแล้วก็แก้ปวดในสัตว์ทดลอง โดยมีกลไกการออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยากลุ่ม NSAIDs3,4-12 นอกจากนั้นยังมีรายงานการศึกษาเล่าเรียนน้ำมันเหลือง ทางสถานพยาบาลพบว่า ครีมไพลหรือไพลจีซาล (14% ของน้ำมันหอมระเหย) มีฤทธิ์ลดการอักเสบและก็การปวดของข้อเท้าพลิกในคนเจ็บนักกีฬาที่เจ็บข้อเท้าพลิกมากกว่ากรุ๊ปควบคุมที่ได้รับยา หลอก13 และพบว่าครีมไพจีซาลได้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับในการรักษาลักษณะของการปวดปวดเมื่อยหลัง ไหล่ ก้านคอ เอว หัวเข่า14 แต่ตำรับยาน้ำมันเหลืองที่ได้จากการทอดด้วยน้ำมันพืช หรือการสกัดด้วยตัวทำละลายที่ไม่มีขั้ว ยังไม่เคยมีการศึกษาเล่าเรียนทางคลินิกมาก่อน ซึ่งช่วงนี้คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ปรึกษาโครงการ “การพัฒนาสมรรถนะผู้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมยาสมุนไพรไทยเพื่อลดผลพวงจากการเปิดเสรีเชิงพาณิชย์ AFTA ด้วยสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ 2554” เป็นโครงการที่ได้รับทุนส่งเสริมจากกองทุน FTA กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กำลังศึกษาเล่าเรียนทางคลินิกในคนไข้ข้อหัวเข่าเสื่อมของตำรับยาครีมไพลสกัด ซึ่งเป็นการเลียนแบบกระบวนการสกัดแบบภูมิปัญญา ซึ่งเป็นการสกัดสารหลายๆประเภท ไม่เฉพาะแต่น้ำมันเหลือง หอมระเหยเพียงแค่นั้น แล้วก็ได้แก่การใช้วัตถุดิบอย่างคุ้ม

10

น้ำมันเหลือง คืออะไร ?
น้ำมันเหลือง ยาแผนโบราณจากพืชสมุนไพรประสิทธิภาพยอดเยี่ยม ทำมาจากพืชสมุนไพรประเภทต่างๆกัน สรรพคุณที่ใช้ดม ทา นวด เพื่อทุเลาอาการต่างๆสรรพคุณนี้ไม่ด้อยกว่ายาแผนปัจจุบันเลยทีเดียว
การใช้นำมันนวดตามจุดต่างๆ
การนวดน้ำมันเหลืองเป็นแนวทางสำหรับดูแลสภาพผิวแล้วก็สุขภาพที่ขอเสนอแนะเป็นการนวด ที่สกัดจากสมุนไพรและก็พืชต่างๆที่อุดมไปด้วยประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ โดนการนำสารสกัดกลิ่นรวมทั้งเนื้อน้ำมันพวกนั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกายด้วยกลิ่นหอมหวน แล้วก็สัมผัสของของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกาย ลดความเคร่งเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย รวมถึงช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นแล้วก็ผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วย วันนี้เราจะพาไปดูคุณประโยช์จากการนวดน้ำมันว่ามีสาระในด้านใดบ้าง
บริการนวดน้ำมันเหลืองรวมทั้งโดยมากสร้างความเข้มแข็ง ระบบภูมิต้านทานแล้วก็ช่วยสำหรับการย่อยอาหารดียิ่งขึ้น.
ศิลปะที่สวยของการนวดได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นด้วยการนวดน้ำมันบางมากมาย. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณสมบัติรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อให้บริการด้านต่างๆสำหรับในการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความจำเป็นเฉพาะบุคคลของคุณและผ่อนคลายร่างกายของคุณด้วยการนวดน้ำมันเหลืองผ่อนคลายและฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อรักษาความสมดุลด้านจิตวิญญาณของคุณและร่างกายที่แข็งแรงที่สุดของร่างกายของคุณ.คุณประโยชน์มีอะไรบ้าง ?
คุณประโยชน์ของน้ำมันเหลือง สมุนไพรนั้น มีมากมายทีเดียว
น้ำมันเหลืองบรรเทาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล เป็นหวัด แก้วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม
แก้กลยุทธ์ปวดเมื่อย ฟกช้ำ ทาแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ปวดบวม
ทาท้องเพื่อขับลมภายในท้อง
ทาแก้ผดผื่น ตุ่มคัน
ทาก่อนนอนทำให้หลับง่ายมากยิ่งขึ้น จิตใจสงบ ผ่อนคลาย ทาถูนวดฝ่าตีน ไล่เลือดลม
ใช้ทาแก้ เหน็บชา ตะคิว ปวดสันหลังปวดบั้นเอว ปวดหัวเข่า ปวดขา ฟกช้ำ ปวดกล้ามเนื้อ สูดดมแก้อาเจียน วิงเวียน อาการหอบหืด และไซนัส
- บรรเทาอาการเวียนหัวหัว หน้ามืด เหมือนจะเป็นลมเป็นแล้ง
- น้ำมันเหลือง แก้เคล็ดขัดยอก ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย
- ทาท้องเพื่อขับลมด้านในท้อง
- ทาแผลมีดบาด ทาแก้ผดผื่น

  • ทาก่อนนอนช่วยให้หลับง่ายมากยิ่งขึ้น
  • ทุเลาอาการคัดจมูก เนื่องจากว่าหวัด


น้ำมันเหลือง ใช้ทาแก้ เหน็บชา ตะคริว ปวดสันหลังปวดบั้นท้าย ปวดเข่า ปวดขา บวมช้ำ ปวดกล้ามเนื้อ ดมแก้คลื่นไส้ เวียนหัว อาการหอบหืด และก็ไซนัส
- บรรเทาอาการตาลายหัว หน้ามืด เหมือนจะเป็นลม
- น้ำมันเหลือง แก้กลยุทธ์ขัดยอก ทำลายพิษแมลงสัตว์กัดต่อย
- ทาท้องเพื่อขับลมข้างในท้อง
- ทาแผลมีดบาด ทาแก้ผื่นผื่น
- ทาก่อนนอนช่วยทำให้หลับง่ายขึ้น
- ทุเลาอาการคัดจมูก เพราะว่าหวัด
3.น้ำมันเหลือง ของ ช้อนทองมงคล มีสเตอรอยด์ไหม ?
น้ำมันเหลืองของช้อนทองมงคล ไม่มีสเตอรอยด์ ไม่มีสารเคมี ทำมาจากสมุนไพรไทย 100% ก็เลยสามารถใช้ทาได้ทุกเพศทุกวัย สามารถใช้โดยจะนวดหรือไม่นวดก็ได้ ใช้แล้วไม่เกิดการสะสม ลูกค้าจำนวนมากก็เลยชอบใจ พอใช้หาย และก็บอกต่อๆกัน


11

มะขาม
ชื่อสมุนไพร มะขาม
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น ขาม (ภาคใต้) , ม่องวัวล้ง (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) , ตะคลำ (วัวราช) หมากแกง (ฉาน-แม่ฮ่องสอน) , อำเปียล (เขมร-จังหวัดสุรินทร์) , ส่าหม่อเกล (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , ซึงกัก , ทงฮ้วยเฮียง (จีน)
ชื่อสามัญ  tamarind
ชื่อวิทยาศาสตร์  Tamarindus indica Linn.
วงศ์  Fabaceae
ถิ่นเกิด เชื่อกันว่ามะขามมีบ้านเกิดเมืองนอนในแอฟริกา แถบประเทศซูตานในขณะนี้ หลังจากนั้นมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ได้นำมะขามมาปลูกภายในแถบประเทศอินเดีย รวมถึงในประเทศแถเขตร้อนของเอเชียรวมทั้งประเทศแถบลาตินอเมริกา แม้ว่าจะมีหลักฐานว่ามะขามมีบ้านเกิดเริ่มแรกอยู่ในทวีปแอฟริกา แต่สำหรับในประเทศไทยมะขามก็เข้ามา แล้วก็เป็นที่รู้จักดีเลิศว่า 700 ปีแล้ว ดังปรากฏข้อความในแผ่นจารึกหลักที่ 1 ยุคพ่อขุนรามคำแหง ที่พูดถึงมะขามอยู่หลายที่ อาทิเช่น ตอนหนึ่งว่า “หมากขามก็หลายในเมืองนี้ใครสร้างได้ไว้แก่มัน” เป็นต้น  จากหลักฐานดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วจึงอาจกล่าวได้ว่า มะขามเป็นพืชที่มีการกระจายพันธุ์เข้ามาสู่ประเทศไทยกว่า 700 ปีมาแล้ว  นอกจากนี้มะขามยังเป็นพืชพันธุ์ไม้พระราชทางรวมทั้งฯลฯไม้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์อีกด้วย
ทั้งนี้มะขามฯลฯไม้แข็งแรงแข็งแรง และก็ฯลฯไม้ที่มีอายุยืนยาวมากประเภทหนึ่ง ในประเทศศรีลังกามีรายงานว่าเจอมะขามที่มีอายุมากกว่า 200 ปี ส่วนในประเทศไทย พบมะขามยักษ์ที่วัดแค อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี มีขนาดลำต้น 6-7 คนโอบ เชื่อว่าแก่กว่า 300 ปี โดยวัดแคนี้มีปรากฏชื่อในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนสามเณรแก้วเรียนวิชากับอาจารย์คงจะสมภารวัดแค ว่า
“ทั้งยังตำราพิชัยสงครามล้วนวิชาความรู้บางครั้งก็อาจจะปราบศัตรูไม่สู้ได้
      ฤกษ์พานาทีทุกอย่างไปทั้งยังเสกใบมะขามเป็นต่อแตน”
มีชาวสุพรรณฯ เยอะมากๆเชื่อว่า มะขามยักษ์ที่วัดแคในปัจจุบัน เป็นมะขามต้นเดียวกันกับต้นที่เณรแก้วฝึกหัดเสกใบมะขามเป็นต่อแตนในครั้งกระโน้น
ลักษณะทั่วไป  มะขามเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ สูง 6-20 เมตร เปลือกต้นสีเทา ดำ มีริ้วรอยมากมาย แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ไม่มีหนาม ใบเป็นใบประกอบ ปลายเป็นใบคู่ ใบยาว 8-11 ซ.ม. มีใบย่อย 14-40 ใบ ใบย่อยลักษณะใบยาวปลายมนกลม ยาว 1-2,4 เซลเซียสม. กว้าง 4.5-9 ม.ม. ปลายใบมน หรือครั้งคราวก็เว้าเข้านิดหน่อย ฐานใบทั้ง 2 ข้างเว้าเข้าไม่เท่ากัน ตัวใบเรียบไม่มีขน ดอกออกที่ปลายก้านหรือจากซอกใบ เป็นช่อบานจากโคนไปปลาย ดอกมีกลีบห่อดอกอ่อน 1 กลีบ สีแดง ขอบมีขนสั้นสีขาว เมื่อดอกบานจะหลุดตกไปกลีบเลี้ยงไปกลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ สีเหลืองปลายกลีบแหลมมีสีแดงเรื่อๆกลีบดอกไม้มี 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน สีเหลืองมีลายเส้นกลีบสีแดงเข้ม ริมกลีบมีรอยย่นๆกลีบ 2 กลีบด้านล่างจะฝ่อ เล็กหายไป มีเกสรตัวผู้ 3 อัน ก้านเกสรชิดกันจากศูนย์กลางลงมา รังไข่มี 1 อัน เป็นฝักยาว ส่วนปลาย เป็นก้านเกสรตัวเมีย มีเมล็ดมาก ฝักทรงกระบอก แบนนิดหน่อย ยาว 3-14 เซลเซียสมัธยม กว้าง 2 ซ.มัธยม เปลือกสีเทา ภายในมีเม็ด 3-10 เม็ด เม็ดมีเปลือกนอก สีน้ำตาลแดงเรียบวาว ออกดอกในตอนพฤษภาคมเป็นต้นไป ฝักแก่ในราวธันวาคม
การขยายพันธุ์  โดยธรรมดา มะขามสามารถขยายพันธุ์จะได้ด้วยเม็ด แต่ปัจจุบันนี้ มะขามเริ่มมีการปลูกเพื่อการค้ามากขึ้นเรื่อยๆ จึงนิยมนำมาปลูกจากต้นชนิดที่ได้จากการตอน และก็การเสียบยอดเป็นหลัก เพราะสามารถได้ผลผลิตได้เร็วเพียงแต่ไม่ถึงปีข้างหลังการปลูก ทั้ง ต้นที่ปลูกด้วยวิธีการแบบนี้จะมีลำต้นไม่สูงเหมือนการเพาะเม็ด ทำให้ง่ายต่อการจัดแจง แล้วก็การเก็บผลิตผลซึ่งการปลูกขั้นตอนต่างๆดังต่อไปนี้

  • การเตรียมแปลง ตระเตรียมแปลงด้วยการไถกลบหน้าดิน แล้วตากดิน รวมทั้งหญ้าให้ตายก่อน 1 ครั้ง ระยะตากดินนาน 7-14 วัน ต่อจากนั้น ค่อยไถกลบอีกรอบ แล้วตากดินทิ้งไว้อีก 5-7 วัน ก่อนที่จะทำขุดหลุมปลูกไว้ในระยะ 8 x 8 เมตร หรือ 10 x 10 เมตร ขนาดหลุมลึก 50 ซม. กว้างยาว 50 เซนติเมตร
  • การปลูก ใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการตอน หรือการเพาะเม็ด ควรจะเลือกขนาดต้นพันธุ์ที่สูงโดยประมาณ 0.5-1 เมตร ก่อนปลูกให้โรยก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกหรือสิ่งของทางการเกษตรอื่นๆร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราที่หลุมละ 1 กำมือ แล้วโกยดินลงคลุกผสมให้หลุมตื้นขึ้นมาเหลือประมาณ 25-30 ซม. ก่อนนำต้นพันธุ์ลงปลูก พร้อมกลบดิน แล้วก็รดน้ำให้เปียกแฉะ ต่อจากนั้น ให้นำฟางข้าวมาวางคลุมรอบโคนต้น
  • การดูแล การให้น้ำ หลังจากการปลูกแล้วจะกระทำให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเริ่มต้นเพื่อต้นตั้งตัวได้ โดยควรจะให้น้ำในทุกๆ3-5 วัน/ครั้ง ต่อจากนั้น ค่อยให้ต่ำลงมาเหลือ 3-4 ครั้ง/เดือน ดังนี้ บางทีอาจไม่ให้น้ำเลยถ้าเกิดเป็นช่วงฤดูฝนไม่ต้อง


การใส่ปุ๋ย ให้ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในช่วงนี้จนกว่าต้นจะเติบโตพร้อมได้ผล ซึ่งช่วงนั้นจึงเริ่มให้ปุ๋ยสูตร 12-12-24 ร่วม เพื่อเร่งผลผลิต ความถี่การใส่ปุ๋ยราว ปีละ 2-3 ครั้ง ทั้งนี้ ควรจะให้ปุ๋ยคอกโรยรอบโคนต้นด้วยทุกครั้งภายหลังการปลูกแล้วประมาณเข้าปีที่ 2 หรือปีที่ 3 ก็เลยให้เริ่มติดผลได้
                นอกจากนั้นมะขามยังสามารถปลูกได้ในประเทศแถบร้อนเปียกชื้น ดังเช่น ประเทศในแถบอเมริกากลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็แอฟริกา  ก็เลยนับว่ามะขามไม้ผลที่มีค่าทางด้านเศรษฐกิจในหลายภูมิภาคโดยยิ่งไปกว่านั้นเมืองไทยและประเทศอินเดียที่เป็นแหล่งปลูกมะขามขนาดใหญ่ซึ่งมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวพันกับมะขามจำนวนไม่น้อย
ส่วนประกอบทางเคมี
จากข้อมูลพื้นฐานเมล็ดมะขามประกอบด้วยอัลบูมินอยด์ (albuminoids)  โดยที่มีปริมาณไขมัน 14 -20%, คาร์โบไฮเดรต 59 – 60 %,น้ำมันที่ถูกทำให้แห้งบางส่วน  (semi-drying fixed oil) 3.9 – 20 %,น้ำตาลรีดิวซ์  (reducing sugar) 2.8%, สารที่มีลักษณะเป็นมูก  (mucilaginous material) 60% ได้แก่ โพลีโอส (polyose) ซึ่ง       Tannin : Wikipedia
ใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เมื่อวิเคราะห์ดูส่วนประกอบหลักๆพบว่าเปลือกหุ้มเมล็ดมะขามประกอบไปด้วยโปรตีน 9.1% และก็เส้นใย 11.3% โดยที่เมล็ดมะขามมีโปรตีน 13 % ลิปิด 7.1 % เถ้าถ่าน 4.2% แล้วก็คาร์โบไฮเดรต 61.7%
โปรตีนหลักที่เจอในเมล็ดมะขามเป็นอัลบูมิน (albumins) รวมทั้งโกลบูลิน  (globulins) โปรตีนจากเม็ดมะขามประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่มีซัลเฟอร์เป็นส่วนประกอบหมายถึงสิสเทอีนและเมทไธโอนีน อยู่มากถึง 4.02% เมื่อเทียบกับมาตรฐาน FAO/WHO (1991) ซึ่งตั้งค่าไว้พอๆกับ 2.50%  ยิ่งกว่านั้นเปลือกหุ้มเม็ดมะขามยังประกอบด้วยสารพวกอทนนิน โดยมีแถลงการณ์ว่าในเปลือกหุ้มเม็ดมะขามประกอบไปด้วยแทนนิน (tannins) ถึง 32% ซึ่งแทนนินนี้แยกประเภทได้เป็นโฟลบาแทนนิน  (phlobatannin) 35%ที่เหลือเป็นขาเตโคแทนนิน (Catecholtannin)
ส่วนในเนื้อมะขามที่ให้รสเปรี้ยวยังเจอกรดทาริทาริก (Tartaric acid)  รวมทั้งในใบมะขามพบกรด ทาริทาริก (Tartaric acid) รวมทั้งกรดมาลิก (Malic acid) นอกนั้น ส่วนต่างๆของมะขามจะมีเม็ดสี ซึ่งได้มีผู้นำไปใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวาง โดยมะขามจำพวกแดงมีแอนโทไซยานิน (anthocyanin) คริสแซนทีนิน (chrysanthemin) ส่วน Tartaric acid : Wikipedia
มะขามชนิดอื่นๆมีเม็ดสีพวกแอนทอลแซนตำหนิน (anthoxanthin) ลูทีนโอลีน (lute olin) แล้วก็อาปิเจนิน (apigenin) อยู่ในใบมะขามราวๆร้อยละ 2 ฝักมะขามมีแอนทอคแซนว่ากล่าวนเล็กน้อย ในดอกมะขามมีแซนโทฟิล (xanthophyll) เท่านั้น และในเปลือกเม็ดมะขามมีลิวโคแอนโทไซยานิดิน (leucoanthocyanidin) เป็นต้น
ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของมะขามีดังนี้

  • พลังงาน 239 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 62.5 กรัม
  • น้ำตาล 57.4 กรัม Malic acid : Wikipedia       
  • เส้นใย 5.1 กรัม
  • ไขมัน 0.6 กรัม
  • โปรตีน 2.8 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.428 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.152 มก. Chrysanthemin : Wikipedia       
  • วิตามินบี 3 1.938 มก.
  • วิตามินบี 5 0.143 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 0.066 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 9 14 ไมโครกรัม
  • โคลีน 8.6 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 3.5 มก. Luteolin : Wikipedia           
  • วิตามินอี 0.1 มก.
  • วิตามินเค 2.8 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 74 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 2.8 มก. Apigenin : Wikipedia           
  • ธาตุแมกนีเซียม 92 มก.
  • ธาตุฟอสฟอรัส 113 มก.
  • ธาตุโพแทสเซียม 628 มิลลิกรัม
  • ธาตุโซเดียม 28 มก. Xanthopyll : Wikipedia           
  • ธาตุสังกะสี 0.1 มิลลิกรัม


ผลดี/สรรพคุณ คุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากมะขามสิ่งแรกที่พวกเรามักใช้ประโยชน์กันบ่อยครั้งเป็นใช้บริโภคไม่ว่าจะรับประทานสดๆหรือใช้ทำมะขามเปียกไว้สำหรับปรุงอาหาร มะขามแฉะมีกรดอินทรีย์อยู่สูงก็เลยเปรี้ยวมาก ใช้ทำครัวไทยที่ต้องการรสเปรี้ยว ได้แก่ แกงส้ม ต้มส้ม ต้มโคล้ง แล้วก็ต้มยำโฮกอือ เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นยังคงใช้สำหรับในการปรุงเครื่องจิ้มน้ำพริกต่างๆหลากหลายประเภท ดังเช่น น้ำปลาหวาน หลนต่างๆน้ำพริกเผา น้ำพริกตาแดง น้ำพริกนรก รวมทั้งน้ำพริกคั่วแห้ง เป็นต้น
ดังนี้มะขามฝักอ่อนและใบมะขามอ่อน ก็เอามาเข้าครัวได้เช่นเดียวกัน ทั้งยังสามารถนำมะขามมาทำผลิตภัณฑ์แปรรูปได้อีกหลายชนิด ดังเช่น มะขามดอง , มะขามกวน , มะขามแช่อิ่ม , มะขามแก้ว , แล้วก็ไวน์มะขาม ผงมะขาม , สบู่ , และยาสระผมมะขาม ฯลฯ  ส่วนคุณประโยชน์ด้านอื่นๆก็มีอีกได้แก่ แก่นไม้มะขาม สำหรับชาวไทยแล้วเขียงกว่าร้อยละ 90 ทำจากไม้มะขาม เนื่องจากว่ามีคุณลักษณะสมควรกว่าไม้อื่นๆอาทิเช่น เหนียว เนื้อละเอียด สีขาวสะอาด ไม่มีกลิ่นหรือพิษที่จะปนไปกับอาหาร นอกนั้นยังหาง่ายอละทนอีกด้วย เว้นแต่ใช้ทำเขียงแล้ว ยังเหมาะสำหรับทำครก สาก เพลา และก็ดุมเกวียน ใช้กลึงหรือแกะสลัก ถ้านำมาเผาเป็นถ่าน จะให้ความร้อนสูง  เมล็ดมะขาม (แก่) นำมาใช้เป็นของกินได้หลายสิ่งหลายอย่าง ได้แก่ คั่วให้สุกแล้วรับประทานโดยตรง เอามาเพาะให้งอกก่อน (ราวกับถั่วงอก) แล้วค่อยนำไปประกอบอาหาร หรือนำไปคั่วให้ไหม้เกรียม แล้วบดละเอียด ใช้ชงดื่มแทนกาแฟ นอกเหนือจากนั้นเม็ดแห้งนำไปบดเป็นแป้งใช้ลงผ้าให้อยู่ตัวได้ดี
สำหรับคุณประโยชน์ทางยานั้น ตามตำรายาไทยระบุว่า ดอก ใบและฝักอ่อน ปรุงเป็นอาหารรับประทานแก้ร้อนในฤดูร้อน แก้อาการเบื่อข้าวรวมทั้งของกินไม่ย่อยในช่วงฤดูร้อนลดความดันโลหิต น้ำคั้นจากใบ ใช้แก้อาหารไม่ย่อยและเยี่ยวทุกข์ยากลำบาก น้ำสุกจากใบให้เด็กกินขับพยาธิ แล้วก็เป็นประโยชน์ในคนเป็นโรคโรคตับเหลือง ใบสด ใช้พอกบริเวณเข่าหรือข้อพับทั้งหลายแหล่ที่บวมอักเสบหรือที่กลยุทธ์ปวดเมื่อย, ฝี, ตาเจ็บ และก็แผลหิด ใบแห้งบดเป็นผุยผง ใช้โรยบนแผลเน่าเปื่อยเรื้อรัง และใช้ผสมน้ำเป็นยากลั้วคอ ใบมีฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียได้ ใบสดมะขามใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย ขับลมในไส้ ใบสดมะขามช่วยรักษาหวัด อาการไอ ช่วยในการรักษาโรคบิด  ช่วยฟอกเลือด นำมาต้มผสมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆใช้อาบหลังคลอด เปลือกต้น ฝาดสมานเป็นยาบำรุงและแก้ไข้ ,แก้ท้องเสีย , สมานแผล เนื้อห่อเม็ด (เนื้อมะขาม) มีฤทธิ์ระบายอ่อนๆอาจเนื่องจากกรดตาร์ตาริค แต่ว่าถ้าหากเอาไปต้มจนถึงสุก ฤทธิ์ระบายอ่อนๆนี้จะหายไป นอกเหนือจากนั้นยังใช้แก้เลือดออกตามไรฟัน ช่วยในการย่อย ขับลม ขับเสลด , ละลายเสมหะ  ฝาดสมาน แก้ไข้ แก้กระหายน้ำ ทำให้มีชีวิตชีวา ช่วยลดอุณหภูมิภายในร่างกาย  และเป็นยาฆ่าเชื้อ รวมทั้งให้กินในรายที่ท้องผูกบ่อยๆ แก้พิษเหล้า ของกินไม่ย่อย อ้วก ไม่สบายและท้องเสีย เนื้อในเม็ด ใช้ถ่ายพยาธิไส้เดือน รากมะขามมีส่วนช่วยแก้อาการท้องเสีย ช่วยสำหรับในการสมานแผล รักษาโรคเริม รักษาโรคงูสวัด
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้ แก้ร้อน จากอากาศร้อน ไม่อยากกินอาหาร แพ้ท้อง คลื่นไส้อ้วก ท้องผูก เด็กเป็นตานขโมย ใช้เนื้อหุ้มห่อเม็ด 15-30 กรัม ผสมน้ำ คั้นแล้วอุ่นให้รับประทาน  แก้พิษสุรา ขับเสลด ใช้เนื้อห่อหุ้มเม็ด 3 กรัม ผสมน้ำตาลทรายกิน  แก้ไข้ ใช้เนื้อหุ้มเม็ดแช่น้ำ ผสมน้ำตาลให้มีรสหวาน ใช้ดื่มแก้กระหายช่วยลดความร้อน ใช้เป็นยาระบาย รับประทานเนื้อหุ้มเม็ด แล้วดื่มน้ำตามมากๆใช้ใบต้มน้ำอาบ หลังคลอดรวมทั้งข้างหลังรู้สึกตัวใช้ ทำให้สดชื่น หรือใช้อบไอน้ำ แก้หวัด คัดจมูก ขับเสลด แก้ท้องเฟ้อแน่น ของกินไม่ย่อย ใช้เปลือกต้นผสมเกลือ เผาในหม้อดินกระทั่งเป็นเถ้าขาว กินทีละ 60-120 มิลลิกรัม แล้วก็ยังใช้เถ้านี้ผสมน้ำอมบ้วนปากล้างคอ แก้คอเจ็บรวมทั้งปากเจ็บได้อีกด้วย หรือบางทีอาจใช้เนื้อห่อหุ้มเม็ดรับประทานทีละ 15 กรัม ช่วยในการย่อยอาหาร  หรือ   ใช้เนื้อมะขามรักษาท้องผูก       สามารถทำได้ 3 วิธี เป็นใช้เนื้อจากฝักละลายน้ำแล้วผสมเกลือสวนเข้าทางทวาร หรือใช้เนื้อจากฝักผสมเกลือรับประทาน หรือ เอาเนื้อจากฝักผสมเกลือนิดหน่อย แล้วปั้นเป็นลูกกลอนกิน แก้ท้องเดิน ท้องเดิน ใช้เปลือกเมล็ดสีน้ำตาลปนแดงวาว 600 มิลลิกรัม เทียนขาว(Cumin) อย่างละเท่าๆกัน ผสมน้ำตาล ต้มกินวันละ 2-3 ครั้ง แก้อาการไม่ดีเหมือนปกติเกี่ยวกับน้ำดี ใช้เนื้อหุ้มเม็ด กินครั้งละ 10-60 กรัม เปลือกต้น ใช้ต้มกับน้ำ (จะมีแทนนินออกมา) ใช้เป็นยาสมานฝี แผล กันอักเสบ แก้ท้องร่วงและก็อ้วกและก็ใช้แก้โรคหืด ช่วยถ่ายพยาธิตัวกลมในไส้ พยาธิไส้เดือน ด้วยการใช้เมล็ดมะขามมาคั่ว กะเทาะเปลือกออก นำเนื้อในเม็ดมาแช่น้ำเกลือกระทั่งนุ่ม แล้วกินครั้งละ 20 เม็ด เครื่องดื่มชนิดหนึ่งชื่อ “เชอร์เบต” (sherbet) ซึ่งผสมโดยต้มเนื้อมะขาม 30 กรัม ในนม 1 ลิตร เพิ่มลูกเกด 2-3 ลูก กานพลู กระวานและก็การบูรเล็กน้อย ใช้ดื่มแก้ไข้แล้วก็อาการอักเสบต่างๆได้แก่ จับไข้ อาหารไม่ย่อย อาการไม่ปกติเกี่ยวกับกระเพาะ ท้องเสีย และก็ใช้แก้ลมแดดได้ดี ส่วน น้ำชงจากเนื้อมะขาม เตรียมโดยแช่เนื้อมะขามในน้ำ แล้วรินออกมารับประทาน แก้อาการไม่อยากกินอาหาร (ประสิทธิภาพของยาชง จะเพิ่มขึ้นอีก โดยการเติมพริกไทยดำ น้ำตาล กานพลู กระวานแล้วก็การบูร ช่วยเพิ่มรส) แล้วก็ในระยะฟื้นไข้ ก็ให้กินเนื้อหุ้มห่อเม็ดกับนม เนื้อห่อเม็ดอุ่นให้ร้อนใช้พอกแก้บวมอักเสบ เนื้อห่อหุ้มเม็ดผสมเกลือให้เป็นครีมใช้เช็ดนวดในโรครูห์มาติเตียนสซั่ม น้ำมะขามใช้อมบ้วนปากล้างคอแก้เจ็บคอ กระเพาะอาหารอักเสบ  นำมะขามแฉะไปแช่น้ำ ลอกเอาใยออก นำมะขามมาเช็ดตัวเบาๆช่วยให้ผิวหนังกระชุ่มกระชวยทั้งวัน มะขามเปียกและก็ดินสอพองผสมกระทั่งเข้ากัน เอามาพอกหน้าทิ้งไว้โดยประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยให้ผิวหน้าดูกระชับแจ่มใสและสะอาดยิ่งขึ้น  มะขามเปียกผสมกับน้ำอุ่นและนมสด ใช้พอกผิว ช่วยให้ผิวหนังที่มีรอยดำคล้ำกลับมาขาวดูสวยดูดีดูสดใส

การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย   สารสกัดน้ำร้อนจากใบ สารสกัดเอทานอล 95% จากใบ ไม่เจาะจงขนาดที่ใช้  สารสกัดอีเทอร์-เฮกเซน-เมทานอล จากใบ ความเข้มข้น 100 มค.ก. และสารสกัดเอทานอล 95% จากผล ไม่เจาะจงขนาดที่ใช้ ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus สารสกัดน้ำร้อนจากผล ไม่เจาะจงขนาดที่ใช้ ให้ผลยับยั้งเชื้อ S. aureus กำกวม ในขณะที่สารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ให้ผลยับยั้งเชื้อดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นต่ำมาก สารสกัดเอทานอล 95% และสารสกัดน้ำร้อนจากราก ไม่เจาะจงขนาดที่ใช้ สารสกัดเฮกเซนและสารสกัดน้ำจากผล ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร และก็สารสกัดน้ำ ไม่ระบุส่วนที่ใช้ ความเข้มข้น 1 กรัม/มล. ไม่เป็นผลยับยั้ง S. aureus สารสกัดส่วนเนื้อมะขามด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ยั้งเชื้อแบคทีเรียในหลอดทดสอบที่เป็นต้นเหตุของโรคท้องร่วง ตัวอย่างเช่น  Bacillus subtilis, Escherichia coli รวมทั้ง Salmonella typhi แม้กระนั้นสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์ม แล้วก็สารสกัดด้วยน้ำ มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อดังที่กล่าวถึงมาแล้วอย่างอ่อน
มีการทดลองในสัตว์ (in vivo study) โดยให้เปลือกเม็ดมะขาม หรือเมล็ดมะขาม ให้สัตว์ทดลองกินพบว่าเปลือกเม็ดมะขามที่กำจัดแทนนินออกแล้วมีค่าจำนวนที่เหมาะสมสำหรับเพื่อการบริโภคในไก่ คือ 100 มก.ต่อกก. โดยซึ่งสามารถลดความเครียดจากความร้อน (heat stress) รวมทั้งลดสภาวะออกสิเดทีฟสเตรทได้ อย่างไรก็ตามการเล่าเรียนอีกฉบับรายงานว่าเมล็ดมะขามต้มแล้วเอกเปลือกหุ้มเม็ดมะขามออกนั้นไม่สารถเพิ่มคุณค่าทางของกินในไก่ได้ ไก่ที่กินเม็ดมะขามดังกล่าวข้างต้นพบผลข้างเคียงเป็น กินน้ำเยอะขึ้นเรื่อยๆแล้วก็มีขนาดของตับอ่อนรวมทั้งความยางของลำไส้เล็กเพิ่มขึ้น โดยที่ผลที่ได้นี้ผู้ศึกษาวิจัยชี้แนะว่าเป็นผลมาจากโพลีแซคติดอยู่ไรด์ที่ไม่สามารถย่อยได้
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
          หนูถีบจักรเพศผู้และเพศภรรยาที่ทานอาหารผสมด้วยส่วนสกัดโพลีแซคติดอยู่ไรด์จากเม็ด ขนาด 5% ของของกิน ไม่เจอพิษ แต่ว่าหนูถีบจักรเพศเมียที่ทานอาหารผสมดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วขนาด 1.2 และก็ 5% จะมีน้ำหนักลดลงตั้งแต่สัปดาห์ที่ 34
          ไก่ (Brown Hisex chicks) กินอาหารผสมด้วยเนื้อมะขามสุก 2% รวมทั้ง 10% นาน 4 สัปดาห์ พบว่าน้ำหนักน้อยลง (weight gain) แล้วก็ feed conversion ratios ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ  มีการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพหมายถึงมีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ไขมันของตับ (fatty change) เซลล์ตับ รวมทั้ง cortex ของไตตาย (necrosis) ในสัปดาห์ที่ 2 แล้วก็ 4 ไก่กรุ๊ปที่ทานอาหารผสม 10% จะมีพยาธิสภาพร้ายแรงกว่าไก่กลุ่มที่รับประทานอาหารผสม 2% ผลของการตรวจทางซีรัมพบว่า กรดยูริก total cholesterol, alkaline phosphatase (ALP), glutamic oxaloacetic trans-aminase (GOT) ในซีรั่มมากขึ้น total serum protein ต่ำลงยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม (กรุ๊ปที่ไม่ได้รับอาหารผสมเนื้อมะขามสุก) sorbitol dehydrogenase และ total bilirubin ไม่เปลี่ยนแปลง ค่า ALP กรดยูริก cholesterol และ total protein จะไม่กลับสู่ภาวการณ์ปกติในช่วง 2 สัปดาห์ภายหลังไม่ได้กินอาหารผสมแล้ว ผลของการตรวจทางโลหิตวิทยาไม่มีความเคลื่อนไหว
หนูขาวเพศเมียและก็เพศผู้กินอาหารที่มีส่วนผสมของโพลีแซคคาไรด์จากเมล็ดมะขาม 4, 8 และก็ 12% นาน 2 ปี ไม่เจอความเคลื่อนไหวของพฤติกรรม อัตราการตาย น้ำหนักร่างกาย  การกินอาหาร ผลทางชีวเคมีในปัสสาวะและก็เลือด ผลของการตรวจเลือด น้ำหนักอวัยวะ รวมทั้งพยาธิสรีระ
          หนูถีบจักรที่กินสารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากดอก พบว่าขนาดความเข้มข้นของสารสกัดสูงสุดที่หนูทนได้ เท่ากับ 1 กรัม/กก. นน.ตัว
          หนูขาว Sprague-Dawley SPF รับประทานอาหารที่ผสมด้วย pigments จากเมล็ดที่เผาในขนาด 0, 1.25, 2.5 รวมทั้ง 5% ของของกิน ตรงเวลา 90 วัน ไม่เจอความแตกต่างจากปกติอะไรก็แล้วแต่ความเข้มข้นสูงสุดของ pigments ที่ให้โดยการผสมในของกินในหนูเพศผู้พอๆกับ 3,278.1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน แล้วก็ในหนูเพศเมียพอๆกับ 3,885.1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ไม่พบพิษ
พิษต่อตัวอ่อน  L-(-)-di-Butyl malate ที่ได้จากสารสกัดเมทานอลจากฝักมะขาม เป็นพิษต่อเซลล์ตัวอ่อนของ Sea urchin แต่ว่าสารสกัดเอทานอล : น้ำ จากฝักมะขาม ให้ทางสายยางลงไปในกระเพาะของกินหนูขาวที่ตั้งท้อง ขนาด 100 มก./กิโลกรัม ไม่พบพิษต่อตัวอ่อนในท้อง รวมทั้งสารสกัดเอทานอล 100% จากผล ให้ทางสายยางให้อาหารเข้าไปยังกระเพาะอาหารหนูขาวเพศเมีย ขนาด 200 มิลลิกรัม/กก. ไม่ทำให้แท้ง และไม่ส่งผลต่อต้านการฝังตัวของตัวอ่อน
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์    ฝักมะขามขนาด 0.1 มก./จานเพาะเชื้อ นำมาซึ่งการกลายพันธุ์ของ Salmonella typhimurium TA1535 แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อ S. typhimurium TA1537, TA1538 และก็ TA98
ข้อแนะนำ/ข้อควรคำนึง

  • สำหรับเพื่อการเลือกซื้อมะขามมาใช้ประโยชน์(โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะขามสุก)นั้นควรเลือกมะขามที่ไม่มีเชื้อรา เพราะว่าบางทีอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้
  • การบริโภคมะขามมากจนเกินไปอาจก่อให้เป็นผลกระทบกับร่างกายได้เช่น ท้องเสีย ท้องร่วง
  • การบริโภคมะขามไม่ควรหวังผลสำหรับเพื่อการรักษา/คุณประโยชน์ของมะขามมากเกินความจำเป็นควรจะบริโภคแต่ว่าพอดีและไม่ควรบริโภคติดต่อกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน
  • ยังมีส่งผลการศึกษาวิจัยที่บ่งชัดว่ามะขามสามารถใช้ลดน้ำหนักได้ ด้วยเหตุนั้นก็เลยไม่สมควรใช้มะขามมาลดหุ่น
เอกสารอ้างอิง

  • สมพล ประคองพันธ์.วันชัย สุทธนันท์ .การใช้ดพลีแซคคาไรต์จากเมล็ดมะขามในยาอิมัลชั่นและยาแขวนตะกอน.วารสารเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล 1988:53
  • ภัคสิริ สินไชยกิจ,ไมตรี สุทธิจิตต์.คุณสมบัติชีวเคมีและการประยุกต์ใช้ของเมล็ดมะขาม,บทความปริทัศน์.วารสารนเรศวรพะเยา.ปีที่4.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม.2554.
  • กองวิจัยทางการแพทย์. สมุนไพรพื้นบ้าน ตอนที่ 1.  กรุงเทพฯ: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, 2526.
  • Aengwanish, W. and Suttajit, M. Effect of polyphenols extracted from tamarind (Tamarindus indica L.) seed coat on physiological changes, heterophil/ lymphocyte ratio, oxidative stress and body weight of broiler (Gallus domesticus) under chronic heat stress. Ani Sci J 2010; 81: 264-270
  • เดชา ศิริภัทร.มะขาม.ต้นไม้ประจำครัวไทย.คอลัมน์ต้นไม้ใบหญ้า.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่163.พฤศจิกายน.2535
  • Ahmad I, Mehmood Z, Mohammad F.  Screening of some Indian medicinal plants for their antimicrobial properties.  J Ethnopharmacol 1998;62:183-93. http://www.disthai.com/
  • บวร เอี่ยมสมบูรณ์.  ดงไม้.  กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม, 2518.
  • มะขาม.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Pugalenthi M, Vadivel V, Gurumoorthi P, Janardhanan K. Comparative nutritional evaluation of little known legumes, Tamarindus indica, Erythrina indica and Sesbania bispinosa. Tropic Subtropical  Agroecosys 2004; 4(3): 107-123
  • George M, Pandalai KM.  Investigations on plant antibiotics. Part IV.  Further search for antibiotic substances in Indian medicinal plants.  Indian J Med Res 1949;37:169-81.
  • ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ.มะขามและผักคราดหัวแหวน.คอลัมน์อื่นๆ นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่15.กรกฎาคม.2523
  • ก. กุลฑล.  ยาพื้นบ้าน.  กรุงเทพฯ:ปรีชาการพิมพ์, 2524.
  • Ross Sa, Megalla SE, Bishay DW, Awad AH.  Studies for determining antibiotic substances in some Egyptian plants. Part 1. Screening for antimicrobial activity.  Fitoterapia 1980;51:303-8.
  • Watt JM, Breyer-Brandwijk MG. The Medicinal and Poisonous Plants of Southern and Eastern Africa. 2nd edition. Edinburgh

12

สมุนไพรฟันปลา
ฟันปลา Litsea umbellate Merr.
บางถิ่นเรียกว่า ฟันปลา เศร้าใจ (จังหวัดปราจีนบุรี) เมนตรือ (เขมร-จันทบุรี) สะเตื้อ (จังหวัดตราด)
       ต้นไม้ ขนาดเล็ก หรือไม้พุ่ม สูง 3-10 มัธยม ตามกิ่งมีขนสีน้ำตาล ใบ ลำพังออกเรียงสลับ หรือเรียงเวียนห่างๆรูปรี หรือ มีขนาดค่อนข้างจะเล็ก กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 7.5-23 ซม. ปลายใบแหลม หรือมน โคนใบแหลมขอบของใบเรียบ หรือเป็นคลื่นนิดหน่อย ข้างบนสีเขียวเข้มวาว มีขนเฉพาะตามเส้นกึ่งกลางใบแล้วก็เส้นแขนงใบ ด้านล่างเป็นรอยเปื้อนขาว มีขน เส้นใบมี 6-10 คู่ ด้านล่างมองเห็นชัดกว่าข้างบน ก้านใบยาว 6-12 มิลลิเมตร มี ดอก ออกเป็นช่อ เป็นกลุ่มตามง่ามใบ ก้านช่อยาว 2-5 มิลลิเมตร ช่อดอกมีขนปกคลุมหนาแน่น สมุนไพร กลีบรวมเชื่อมชิดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 4-6 กลีบ ถ้วยรวมทั้งกลีบติดทนกระทั่งเป็นผล ผล รูปไข่หรือออกจะกลม ปลายมีติ่งแหลม โคนมีชั้นของกลีบรวมรองรับอยู่ ขอบกลีบรวมมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดิบ เจอทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ทางภาคใต้ของไทย
สรรพคุณ : ต้น เปลือกต้นเจอ alkaloid ใบ ตำเป็นยาพอกฝี

13

งาขาว
ชื่อสมุนไพร งาขาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น นีโซไอยู่มั้ว (จีน) ซะติด ซะเจี่ย (เมื่อน)
ชื่อสามัญ Sesame seeds (white)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Sesamum  orientale Linn.
วงศ์ PEDALIACEAE
ถิ่นกำเนิด
งาขาวมีบ้านเกิดเมืองนอนเช่นเดียวกันกับ งาดำหมายถึงงาขาวเป็นไม้ล้มลุกที่มีมาแต่ว่าโบราณ มีต้นตอในแถบประเทศเอธิโอเปีย ต่อมาก็ถูกนำเข้าไปยังประเทศอินเดีย จีน รวมถึงแถบแอฟริกาเหนือและเอเชียใต้ ในราวโดยประมาณ 2000 ปี ก่อนคริศตกาลและในศตวรรษที่ 17 ได้ถูกนำเข้าไปในทวีปอเมริกาส่วนในประเทศไทย งา ก็มีชื่อเสียงกันมาช้านาน ซึ่งนำมาใช้ผลดีได้ทั้งยังทางยา ของกิน และเครื่องแต่งตัว
ลักษณะทั่วไป
งาขาว เป็นพืชล้มลุกที่แก่ฤดูเดียว มีลำต้นตั้งชันจรดยอด สูงราวๆ 50-150 ซม. ลำต้นไม่แตกกิ่งกิ้งก้าน แต่บางประเภทอาจมีการแตกกิ่งกิ้งก้าน ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ เป็นสี่เหลี่ยม มีขนสั้นๆปกคลุมดก ลำต้นมีร่องยาวตามความสูงของลำต้น เปลือกลำต้นบาง สีเขียวเข้มหรือมีสีอมม่วง สามารถดึงลอกเป็นเส้นได้
ใบงาขาว ออกเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงกันข้ามกันตามความสูงของลำต้น มีก้านใบทรงกลมสีเขียวหรือสีม่วงแดง ยาวราว 5 ซม. ส่วนแผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปหอกยาว กว้างราว 3-5 เซนติเมตร ยาวโดยประมาณ 8-15 ซม. โคนใบมน เป็นฐานกว้าง รวมทั้งค่อยเรียวลงจนกระทั่งปลายใบแหลม แผ่นใบมีสีเขียวสด มีร่องตามเส้นแขนงใบ ขอบใบเรียบหรือเป็นหยัก
ดอกงาขาวเป็นดอกลำพังหรือเป็นกรุ๊ปรอบๆซอกใบ 1-3 ดอก ประกอบด้วยก้านดอกสั้น โดยประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ถัดมาเป็นกลีบรองดอกสีเขียว ปริมาณ 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมชิดกันห่อหุ้มฐานดอก ต่อมาเป็นกลีบดอกที่มีลักษณะเป็นกรวยยาว กลีบดอกอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อแก่หรือบานจะมีสีขาว ยาวเป็นทรงกรวย โดยประมาณ 4-5 ซม. ปลายกลีบแขวนลงดิน และก็แยกออกเป็น 2 กลีบหมายถึงกลีบล่างที่ยาวกว่า และก็กลีบบนที่มีปลายหยักเป็น 3 แฉก ต่อมาภายในดอกจะมีสีกลีบดอกข้างในเป็นสีเหลือง มีเกสรตัวผู้ 4 อัน แบ่งเป็น 2 คู่ แต่งละคู่ยาวไม่เท่ากันส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน ยาว 1.5-2 เซนติเมตร ปลายก้านเกสรแยกออกเป็น 2-4 แฉก ทั้งนี้ ดอกงาขาวจะเริ่มบานในเวลาเช้า และกลีบดอกไม้จะหล่นลงดินในตอนเย็น
ผลของงาขาวเรียกว่า ฝัก ฝักอ่อนมีลักษณะทรงกระบอกค่อนข้างกลม ปลายฝักเป็นจะงอยแหลม เมื่อฝักใหญ่จะแบ่งเป็นร่องๆตามความยาวของฝัก ยาวราว 2-3 ซม. เปลือกฝักดก มีสีเขียว และมีขนปกคลุม เมื่อฝักแก่เปลี่ยนเป็นสีดำอมเทา แล้วก็ปริแตก ทำให้เมล็ดตกลงดิน  ภายในฝักมีเม็ดขนาดเล็กสีขาวหลายชิ้น เรียงซ้อนแยกกันในแต่ละร่องพู เมล็ดมีรูปไข่ เปลือกเมล็ดบางมีสีขาว มีกลิ่นหอมหวน ใน 1 ฝัก จะมีเมล็ดราว 70-100 เม็ด
การขยายพันธุ์
                งาขาว ที่ปลูกกันทั่วๆไปมี 6 พันธุ์ เช่น

  • พันธุ์เมืองเลย ปลูกมากที่จังหวัดเลยและรอบๆชายแดนไทย-ลาว แล้วก็ช่วงจังหวัดเลยถึงจังหวัดอุตรดิตถ์
  • พันธุ์จังหวัดเชียงใหม่ ปลูกมากมายที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและก็จังหวัดเชียงใหม่
  • พันธุ์ชัยบาดาลหรือสมอทอด ปลูกมากมายที่จังหวัดเพชรบูรณ์และก็ลพบุรี แม้กระนั้นตอนนี้มีปริมาณน้อยมาก
  • จำพวกร้อยเอ็ด.1
  • จำพวกมข.1
  • จำพวกมหาสารคาม 60 มีเขตส่งเสริมการปลูก ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดสระบุรี ลพบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก แล้วก็จังหวัดกาญจนบุรี


งาเป็นพืชเขตร้อนชอบอาการร้อนรวมทั้งแดดแรง อุณหภูมิที่สมควรต่อการเจริญเติบโต ราว 27-30 องศาเซลเซียส เกลียดชังอากาศหนาวเย็น ถ้าหากอุณหภูมิต่ำลงยิ่งกว่า 20 องศาเซลเซียส การงอกจะช้าลง หรือ บางทีอาจจะหยุดการเจริญเติบโต แต่ถ้าเกิดอุณหภูมิสูงกว่า 40 องศาเซลเซียสจะมีผลให้การผสมเกสรติดยากการสร้างฝักเป็นไปได้ช้า
   ฤดูปลูก

  • ต้นฤดูฝน เริ่มปลูกตั้งแต่กุมภาพันธ์-เดือนเมษายน และเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่สิ้นเดือน ม.ย.-มิถุนายน ส่วนใหญ่จะปลูกเอาไว้ในพื้นที่นาก่อนการปลูกข้าว มีพื้นที่ปลูกประมาณร้อยละ 70 ของพื้นที่ปลูกงาทั่วประเทศ แหล่งปลูกงาต้นหน้าฝนได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ บุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดโคราช สระบุรี จังหวัดลพบุรี จังหวัดนครสวรรค์ เพชรบูรณ์ สุโขทัย จังหวัดลำพูน น่าน และก็สุราษฏร์ธานี
  • ปลายฤดูฝน เริ่มปลูกตั้งแต่ก.ค.-ส.ค. แล้วก็เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่สิ้นเดือน พฤศจิกายน-เดือนธันวาคม ส่วนใหญ่จะปลูกภายในสภาพพื้นที่ไร่หรือที่ดอน ปลูกข้างหลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ มีพื้นที่ปลูกราวๆร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกงาทั่วทั้งประเทศ แหล่งปลูกงาปลายฤดูฝนที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น จังหวัด จังหวัดกาญจนบุรี พิษณุโลก จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ แล้วก็เลย
ส่วนการปลูกงาขาวนั้นสามารถทำเป็นดังนี้

  • การเตรียมดิน การเตรียมดินเป็นต้นเหตุที่สำคัญในการปลูกงาเหตุเพราะเมล็ดงามีขนาดเล็ก ต้องมีการเตรียมดินให้ร่วนซุย จะช่วยให้งาผลิออกก้าวหน้าและก็มีความสม่ำเสมอ การไถลูกพรวนจะมากหรือน้อยครั้งขึ้นกับโครงสร้างและก็จำพวกของเนื้อดิน ถ้าเป็นดินร่วนซุยทรายจะไถ 1-2 ครั้ง ส่วนดินเหนียวจะต้องไถมากครั้งกว่าดินร่วนโดยไถ 2-3 ครั้ง เพื่อย่อยดินให้ละเอียดจะได้ผลผลิตสูงขึ้นมากยิ่งกว่าไถเพียงแต่ครั้งเดียว
  • วิธีปลูก การปลูกงาขาวมีอยู่ 2 แนวทางเป็น
  • การปลูกแบบหว่าน เกษตรกรจำนวนมากนิยมปลูกงาด้วยวิธีแบบนี้ โดยภายหลังจากจัดแจงดินก็ดี จะใช้เมล็ดงาหว่านให้กระจายเป็นประจำ อัตราเมล็ดพันธุ์ 1-2 โล/ไร่
  • การปลูกแบบโรยเป็นแถว สำหรับการทำร่องสำหรับโรยเม็ด ส่วนใหญ่ใช้คราดกาแถว ระยะระหว่างแถว 50 ซม. อัตราเมล็ดพันธุ์ 2-3 กิโล/ไร่ การปลูกเป็นแนวจะให้ผลผลิตสูงขึ้นยิ่งกว่าการปลูกแบบหว่าน
  • การใส่ปุ๋ย ดินทรายหรือดินร่วนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 20-30 กก./ไร่ ดินร่วมคละเคล้าดินเหนียว ใช้ปุ๋ยสูตร 20-20-0 ในอัตรา 20-25 กิโล/ไร่
  • การดูแลและรักษา การปลูกงาขาวไม่ต้องการดูแลมากนัก ข้างหลังการโปรยเมล็ดแล้วเกษตรกรจะปลดปล่อยให้งาเติบโตตามธรรมชาติ แต่ว่ามั่นสำรวจแปลงเป็นระยะ ถ้าเกิดเจอโรคหรือแมลงระบาดให้ฉีดพ่นด้วยสารกำจัดศัตรูพืช ส่วนการปลูกในหน้าแล้งหรือพื้นที่ค่อนข้างจะแล้งอาจมีการให้น้ำเป็นระยะ
  • การเก็บเกี่ยวผลผลิต งาขาวแก่เก็บเกี่ยวโดยประมาณ 70-120 วัน หลังปลูก ขึ้นกับสายพันธุ์ รวมทั้งเริ่มเก็บฝักได้ในระยะฝักแก่สีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ใบมีสีเหลือง และก็หล่นใกล้หมด และเก็บในระยะที่เปลือกฝักยังไม่ปริแตก การเก็บเกี่ยวงาขาวจะใช้แนวทางถอนทั้งยังต้น ก่อนเด็ดฝักแยกออกจากลำต้น แล้วตีให้ฝักแตกแยกขัดแย้งเม็ดงาออก ซึ่งอาจใช้ไม้ตีหรือใช้เครื่องตีแยกฝัก


องค์ประกอบทางเคมี เมล็ดงาขาวประกอบด้วยน้ำมัน 44-58% โปรตีน 18-25% ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมือนกันกับถั่วเหลืองคาร์โบไฮเดรตราว 13.5% และก็เถ้า 5% (Borchani et al.,2010) น้ำมันงาประมาณ 50% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงคนเดียว 35% และอีก 44% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ในตอนที่ 45% ของกากงามีโปรตีน 20% (Ghandi, 2009) ส่วนส่วนประกอบทางเคมีที่มีในเม็ดงาขาวนั้นก็มีเช่นเดียวกับงาดำ อย่างเช่น กรดไขมันยกตัวอย่างเช่น oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid, สารกรุ๊ป lignan, ชื่อ sesamol, d-sesamin, sesamolin, สารอื่นๆได้แก่ sitosterol  ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของงาขาวมีดังนี้

ค่าทางโภชนาการงาขาว (งาขาวดิบ 100 กรัม)
                งาขาวดิบ             
น้ำ                           3.9          กรัม
พลังงาน                 658         กิโลแคลอรี่
โปรตีน                    20.9        กรัม
ไขมัน                       57.1        กรัม
คาร์โบไฮเดรต                        15.0        กรัม
ใยอาหาร                                4.6          กรัม
เถ้า                           3.1          กรัม
แคลเซียม                               86           มิลลิกรัม
เหล็ก                       7.4          มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส                              650         มิลลิกรัม
เบต้า แคโรทีน                        0              มก.
ไทอะมีน                 1.08        มก.
ไรโบฟลาวิน                           0.11        มิลลิกรัม
ไนอะซีน                  3.3          มิลลิกรัม
 
ประโยชน์/สรรพคุณ
งาขาวใช้เป็นส่วนผสมของขนมหวาน อาทิเช่น กระยาสาดข้าวเหนียวแดง หรือใช้ตกแต่งขนมปังหรือขนมต่างๆรวมไปถึงใช้สกัดน้ำมันงาสำหรับใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆยกตัวอย่างเช่น ใช้สำหรับทำกับข้าว โดยยิ่งไปกว่านั้นอาหารจำพวกทอดต่างๆ ใช้เป็นองค์ประกอบของอาหารเสริม  ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง ตัวอย่างเช่น โลชั่นที่มีไว้สำหรับดูแลผิว น้ำหอม สบู่ ฯลฯ ใช้ในอุตสาหกรรมยา รวมทั้งของกิน ได้แก่ ใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตช็อกโกแลต การสร้างเนยเทียม ฯลฯ  ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์  ใช้ทารักษาแผล  ใช้ทาผม ช่วยให้ผมมันวาววับ ใช้ทารักษาโรผิวหนัง ผื่นผื่นคัน มีการทำการวิจัยในงาขาวพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับถั่วเหลืองและใช่แล้วพบว่า มีไขมันสูงขึ้นยิ่งกว่าถั่วเหลืองประมาณ 3 เท่า และสูงกว่าไข่ โดยประมาณ 4-6 เท่า มีโปรตีนสูงกว่าไข่โดยประมาณ 5% แต่ว่าน้อยกว่าถั่วเหลืองโดยประมาณ 2 เท่า นอกนั้นโปรตีนในงาขาวยังแตกต่างจากพืชเชื้อสายถั่วแล้วก็พืชให้น้ำมันอื่นๆด้วยเหตุว่ามีกรดอะมิโนที่จำเป็นซึ่งพืชดังที่ได้กล่าวมาแล้วขาดแคลน อาทิเช่น เมธไธโอนินรวมทั้งซีสติน แต่งาขาวมีไลซีนต่ำ ด้วยเหตุนั้นบางทีอาจใช้งาเป็นอาหารเสริมพวกของกินถั่วต่างๆเมื่อใช้เป็นอาหาร หรือใช้เสริมโปรตีนซึ่งได้มาจากเนื้อสัตว์ซึ่งราคาแพงแพง นอกนั้นยังใช้เสริมอาหารพวกธัญพืช กล้วย และของกินแป้งอื่นๆได้อย่างดีเยี่ยม
นอกเหนือจากนั้นเมล็ดงาขาวยังประกอบไปด้วย เกลือแร่ 4.1 – 6.5 % ที่สำคัญคือ เหล็ก ไอโอดีน สังกะสี เซเลเนียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส โดยจะมีแคลเซียมมากยิ่งกว่าพืชทั่วไปราว 20 เท่า ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของงาขาวนั้น ตำราเรียนยาไทยบอกว่า งาขาวมีรสฝาด หวาน ขม ทำให้น้ำดี กำเริบ น้ำมันใช้หุงเป็นน้ำมันใส่บาดแผลก้าวหน้า การหุงน้ำมันต้องใช้งาสดตำคั้นเอาน้ำ โดยใช้น้ำคั้นใบและก็เถาตำลึง บอระเพ็ด ขมิ้นอ้อย  ไพล เอาน้ำมาอย่างละ 1 ถ้วย แล้วใส่น้ำมันงาลงไป 1 ถ้วย ตั้งไฟเคี่ยวไปจนเหลือ 1 ถ้วย เอาน้ำมันที่ได้ปรุงด้วยสีเสียดเทศรวมทั้งไทยสิ่งละนิดหนึ่ง หลอมตะกั่วนมให้ละลายเทลงในน้ำมัน แล้วเอาขึ้นหลอมอีกจนได้ 3 ครั้ง ทิ้งตะกั่วเอาไว้ในนั้น ใช้น้ำมันใส่แผลจะช่วยสมานแผลได้ดีมาก
 ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของงาขาวนั้น ตำรายาไทยระบุว่า สารเซซาไม่นในเม็ดงาขาวสามารถลดระดับ LDL-cholesterol ในกระแสโลหิตของคน (ซึ่ง LDL-cholesterol เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรค Athersclerosis (ไขมันอุดตันในเส้นโลหิต)  บรรเทาลักษณะโรคคิดสีดวงทวาร (Hemmorhoids) ได้ โดยกรดไขมันในน้ำมันงา เช่น Linoleic acid , oleic acid , palmatic acid , stearic acid , สามารถทุเลาอาการของโรคริดสีดวงทวารได้
ทั้งนี้มีการทำการศึกษาเรียนรู้น้ำมันงาพบว่าน้ำมันงาเป็นแหล่งของสารอาหาร ตัวอย่างเช่น กรดไขมันโอเมก้า 6 ฟลาโวนอยด์ ฟลีนอลิค สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและเส้นใย ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับการต้านมะเร็ง และก็ช่วยเหลือสุขภาพ
แบบอย่าง/ขนาดการใช้ เช่นเดียวกับงาดำ คือสำหรับเพื่อการนำงาขาวมาใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่จะเอาไปใช้ประโยชน์ด้านของกินรวมทั้งผลิตภัณฑ์เสริมความสวยมากยิ่งกว่าด้านการรักษาโรคแต่ก็มีการเอาไปใช้ตามตำรายาไทยอยู่บ้าง อาทิเช่น

  • แก้ฉี่หรืออุจจาระขัด นำเม็ดงา 20 – 30 กรัม หรือ 1 – 2 ช้อน ต้มแล้วนำน้ำมาดื่มในขณะท้องว่าง
  • ความดันโลหิตสูง เมล็ดงาขาว น้ำส้ม  ซีอิ้ว แล้วก็น้ำผึ้งอย่างละ 30 กรัม ผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง คนจะกว่าจะเข้ากันดี ต้มด้วยไฟอ่อนๆจนสุก กินวันละ 3 ครั้งบ่อยๆ
  • ทุเลาอาการไอแห้ง ไม่มีเสมหะ ให้นำเมล็ดงา 3 – 5 ช้อน ตำบดให้ละเอียด ก่อนผสมกับน้ำตาล 2 ช้อน รับประทาน หรือ นำผงเมล็ดงาชงน้ำร้อน และเดิมน้ำตาลดื่ม
  • บำรุงสมอง ตำราอายุรเวทให้ใช้งาผง 1 ส่วน ผงมะขามป้อม 1 ส่วน และน้ำผึ้ง 1 – 2 ช้อนชา เคล้าให้เหมาะ ปั้นเป็นลูกกลอนกิน
  • ยาอายุวัฒนะ (ประเทศญี่ปุ่น) ใช้ไข่ไก่ 1 ฟอง ชงด้วยน้ำร้อน เพิ่มน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ แล้วก็น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ขับพยาธิเข็มหมุด เมล็ดงาขาว 50 กรัม เพิ่มน้ำต้นจนได้น้ำข้นๆกรองเอาส่วนน้ำมาปรุงด้วยน้ำตาล ดื่มขณะท้องว่างครั้งเดียวให้หมด
  • เจ็บคอ คัดจมูก แพ้อากาศ ปวดระดู นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ รับประทานงับด 1 ข้อนชาก่อนนอน
การศึกษาทางเภสัชวิทยา การเรียนทางเภสัชวิทยาของงาขาวนั้นส่วนมากเป็นการเล่าเรียนควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการศึกษาเล่าเรียนรวมกันอีกทั้งงาขาว งาดำ) ด้วยเหตุนี้ผลการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของงาขาวก็เลยเหมือนกับงาดำ (มองการเรียนรู้ทางเภสัชของงาดำ) แต่นักเขียนสามารถรวบรวมข้อมูลการศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาของงามาเพิ่มอีกได้อีก 2 ฉบับเป็น
                การเรียนฤทธิ์ลดความเป็นพิษจากนิโคตินของสารลิกแนนจากงาในหนูแรทผิวเผือกเพศผู้ที่ได้รับพิษจากนิโคติน โดยการฉีดนิโคตินทีละ 3.5 มิลลิกรัม/กก.น้ำหนักตัว เข้าใต้ผิวหนัง ต่อเนื่องกัน 15 วัน ร่วมกับการป้อนของกินที่มีส่วนผสมของสารลิกแนนจากงา ขนาด 0.1 หรือ 0.2 ก.ต่ออาหาร 100 กรัม ผลวิจัยพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ Low Density Lipoprotein cholesterol แล้วก็ Very Low Density Lipoprotein cholesterol ช่วยเพิ่มปริมาณ High Density Lipoprotein cholesterol แล้วก็เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงลดความเข้มข้นของผลิตผลจากการเกิดการเพอคอยกสิเดชั่นของไขมันที่มากขึ้นด้วยเหตุว่าพิษของนิโคติน นอกจากนั้นยังพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยเพิ่มปริมาณ DNA และก็คุ้มครองป้องกันไม่ให้ DNA ในเนื้อเยื่อตับถูกทำลายด้วยนิโคตินได้อย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าสารลิกแนนจากงาสามารถบรรเทาความเป็นพิษของนิโคตินต่อการเกิดออกซิเดชั่นรวมทั้งความเป็นพิษต่อสารพัดธุบาปภายในร่างกายได้ รวมทั้งการศึกษาทางคลินิกเรื่องฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดความดันโลหิตสูง คนไข้ชายรวมทั้งหญิงที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงระดับน้อยถึงปานกลาง คือมีค่าความดันโลหิตตัวบน ≥ 140 มม.ปรอท และก็ค่าความดันโลหิตตัวข้างล่าง ≥ 90 มม.ปรอท อายุ 35 – 60 ปี จำนวน 50 คน ได้รับยาเพื่อการดูแลรักษาเป็นยาขับปัสสาวะ hydrochlorothiazide หรือ β-blocker atenolol มานาน 1 ปีกลายร่วมการเรียนรู้ และก็ยังคงได้รับยานี้ตามเดิมตลอดการศึกษาเล่าเรียนนี้ ผู้เจ็บป่วยจะได้รับน้ำมันงาเพื่อใช้สำหรับการปรุงอาหารในครอบครัว 4 – 5 กก. ต่อสมาชิกในครอบครัว 4 คน ต่อเดือน (ราว 35 ก./วัน/คน) แล้วก็ต้องใช้เฉพาะน้ำมันงาเพียงแต่ชนิดเดียวตลอด 45 วัน ต่อจากนั้นหยุดกินน้ำมันงา ให้เปลี่ยนมาใช้น้ำมันที่เคยใช้อยู่เดิมอีก 45 วัน กระทำการตรวจร่างกาย ความดันเลือด น้ำหนักตัว, Body mass index (BMI), ระดับไขมัน อิเลคโตรไลท์ รวมทั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในเลือด ก่อนการเล่าเรียน หลังจากเปลืองน้ำมันงา 45 วัน และหลังจากหยุดเปลืองน้ำมันงา 45 วัน พบว่า การใช้น้ำมันงาแทนที่น้ำมันชนิดอื่นสำหรับการเข้าครัวในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ทำให้ค่าความดันโลหิตตัวบนแล้วก็ตัวด้านล่างกลับลงสู่ระดับปกติ น้ำหนักร่างกาย แล้วก็ BMI น้อยลง แต่ว่าหลังจากหยุดใช้น้ำมันงานค่าดังที่กล่าวถึงมาแล้วกลับสูงมากขึ้น ระดับคอเลสเตอรอล, high density lipoprotein cholesterol และ low density lipoprotein cholesterol ในเลือดไม่ได้ต่างอะไรกันเมื่อวัดผลทั้ง 3 ช่วงเวลาที่เล่าเรียน ยกเว้นระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดลดลงเมื่อใช้น้ำมันงา แล้วก็กลับสูงมากขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา ระดับโซเดียมในเลือดน้อยลงเมื่อใช้น้ำมันงาและกลับสูงขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา   ระดับโปแตสเซียมในเลือดสูงมากขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงาแล้วก็ลดน้อยลงสู่ค่าปกติเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา การเกิด lipid peroxidation น้อยลงเมื่อใช้น้ำมันงาแล้วก็ค่ายังคงที่หลังจากที่หยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับเอนไซม์ catalase และก็ superoxide dismutase ในเลือดสูงขึ้น และ glutathione peroxidase ในเลือดต่ำลง เมื่อใช้น้ำมันงาและค่ายังคงที่ภายหลังจากหยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับวิตามินซี วิตามินอี เบต้า-ค้างโรทีน และก็ reduced glutathione สูงมากขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงาและก็ลดลงหลังจากหยุดใช้น้ำมันงา จากการศึกษาเล่าเรียนแปลว่าน้ำมันงาสามารถช่วยลดระดับความดันเลือด ลดการเกิด lipid peroxidation แล้วก็เพิ่มฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ในคนป่วยความดันโลหิตสูงร่วมกับยาขับปัสสาวะได้
การศึกษาทางพิษวิทยา การศึกษาทางพิษวิทยาของงาขาวเป็นการศึกษาเล่าเรียนควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการเรียนรวมกันงาขาว งาดำ) ด้วยเหตุนี้ผลการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของงาขาวจึงเหมือนกับงาดำ (ดูการศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยาของ งาดำ)
 
อชี้แนะ/ข้อพึงระวัง

  • สำหรับเพื่อการกินงาขาวในบางรายอาจมีอาการแพ้ได้ เนื่องจากว่ามีสาร Sesamol ซึ่งจะก่อให้กำเนิดอาการต่างๆอาทิเช่น ลมพิษ คันจมูก หายใจติดขัด กลีบตาแล้วก็ริมฝีปากบวมแดง
  • การรับประทานงาขาวอาจส่งผลให้ระดับความดันเลือดลดต่ำเกินความจำเป็นได้ในผุ้ทีมีความดันเลือดต่ำ
  • หากกินงาขาวมากจนกระทั่งเหลือเกินอาจก่อให้เกิดการระบายท้องมากจนเกินไปจนกระทั่งนำไปสู่อาการท้องร่วงได้
  • หนังสือเรียนจีน ห้ามใช้งานในผู้ที่ท้องเดินเรื้อรัง เสื่อมสมรรถนะทางเพศ มีตกขาว หรือ หากจะใช้ควรที่จะใช้ในขนาดน้อย การใช้เกิน 4 ช้อนโต๊ะต่อวัน อาจจะทำให้ท้องเสียได้
  • แบบเรียนอายุรเวท กล่าวว่า งา เป็นยาขับระดู การใช้ในสตรีตั้งท้องระยะแรก (1-3 เดือน) ในขนาดที่มากเกินไป อาจจะเป็นผลให้แท้งได้
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์  พิเชียรสุนทร , แม้นมาส  ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์ 2542. คำอธิบาย ตำราพระโอสถ พรนารายณ์ สำนักพิมพ์ อมรินทร์ กุมภาพันธ์ 2548
  • มนตรา ศรีษะแย้ม , นาถธิดา วีระปรียากูร , พนมพร ศรีบัวรินทร์.ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นในหลอดทดลองของเมล็ด งา ขาว ดำ และ แดง .วารสารสารเภสัชศาสตร์อีสาน.ปีที่ 10 .ฉบับที่ 2.พฤษภาคม – สิงหาคม 2557.หน้า 136-146
  • ปราณี รัตนสุวรรณ . งา ...ธัญพืชเมล็ดจิ๋วดินทรงคุณค่า.ภาควิชาเภสัชงาขาวและเภสัชพฤกษศาสตร์.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • กรมวิชาการเกษตร.2549.รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาด้านพืชและเทคโนโลยีการเกษตร รอบ 12 เดือน.วันที่ 20 – 24 พฤศจิกายน 2549.
  • งาขาว สรรพคุณ และการปลูกงาขาว.พืชเกษตรดอทคอม.เว็บเพื่อเกษตรกรไทยนันทวัน บุณยะประภัศร (บรรณาธิการ) 2539.สมุนไพรพื้นบ้าน(1) คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/
  • ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย.2544
  • Bowden, Jonny. The 150 Healthiest foods on earth: The surprising, unbiased truth about what you should eat and why (PAP/COM). Fair Winds Pr,2007:309-310
  • สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ปีที่ 2 ฉบับที่ 23 ประจำเดือน กันยายน 2545 บริษัท สำนักพิมพ์ยูทิไลซ์ จำกัด
  • สารลิกแนน จากงาช่วยลดพิษของนิโคติน.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • งา,ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดความดันโลหิตสูง.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.


14

สมุนไพร
เห็ดหลินมีประโยชน์ต่อสุขภาพที่อาจเป็นไปได้จริงหรือ?
แม้มีการค้นคว้าทดลองมากมายเกี่ยวกับคุณสมบัติและคุณประโยชน์ที่อาจเป็นไปได้ของเห็ดหลินจือ
แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่แน่ชัดถึงคุณลักษณะและคุณประโยชน์ที่อาจเป็นไปได้ของเห็ดหลินจือแต่ ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่แน่ชัดถึงคุณลักษณะและประสิทธิผลด้านใดๆ ดังนั้น ผู้บริโภคควรศึกษาข้อมูลของสมุนไพร เห็ดหลินจือ ปริมาณและวิธีการบริโภคที่เหมาะสม รวมทั้งข้อจำกัดต่างๆ และปัจจัยทางสุขภาพของตนให้ดีก่อนการบริโภค
ตัวอย่างงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับเห็ดหลินจือที่อาจมีผลต่อสุขภาพ
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
งานค้นคว้าหนึ่งได้ทดลองเห็ดหลินจือหาประสิทธิผลและความปลอดภัยของการบริโภคอาหารเสริมเห็ดหลืนจือในผู้ป่วย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ จำนวน 32 ราย  ผลลัพธ์คือ เห็ดหลินจืออาจมีสรรพคุณในด้านการระงับอาการปวด สมุนไพรปลอดภัยต่อการรับประทานเข้าสู่ร่างกายและไม่มีผลข้างเคียง อย่างไรก็ตาม กลับไม่ปรากฏผลที่มีนัยสำคัญในการต้านปฎิกิริยาออกซิเดชัน การต้านการอักเสบ หรือผลการปรับระบบภูมิคุ้มกันแต่อย่างใด


สมุนไพร อย่างไรก็ตามฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งของมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงผลการทดลองในหลอดทดลองเท่านั้น ขณะนี้คณะแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยเชียงใหม่กำลังวิจัยผลที่มีต่อผู้ป่วยโรคมะเร็วจริงๆและคาดว่าผลการศึกษานี้คงจะตีแผ่ให้เพื่อนๆได้ทราบกันในเร็วๆนี้ค่ะ แต่ตอนนี้มีรายงานการศึกษาจากประเทศจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิคุ้มกันได้จริงในผู้ป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งขั้นลุกลาม โดยไม่มีผลข้างเคียงและสามารถใช้ได้ติดต่อกันเป็นเวลานานได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามในประเทศไทย การใช้เห็ดหลินจือในการรักษาโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่ช่องทางหลักในการรักษา เน้นเรื่องเสริมภูมิต้านทานมากกว่า

เพิ่มสมรรถภาพร่างกาย
มีการทดลองที่ทดสอบประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือในด้านการเพิ่มสรรถภาพของร่างกาย โดยได้ ทดลองในผู้ป่วยโรคปวดกล้ามเนื้อไฟโปรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)เพศหญิงจำนวน 64 ราย ตลอดระยะเวลาการทดลอง 6 สัปดาห์ ผู้ป่วยบริโภคเห็ดหลินจือปริมาณ 6 กรัม/วัน จากนั้นจึงทดสอบสมรรถภาพร่างกายของผู้ป่วย ผลการทดลองและวางแผนการรักษาผู้ป่วยโรคนี้ต่อไป แต่ยังคงขาดหลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจน จึงควรมีการศึกษาค้นคว้าในด้าน เพื่อหาหลักฐานและข้อพิสูจน์ที่แน่ชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อไป
จากการวิเคราะห์ผลการทดลองทางการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิด 2 เข้าร่วมทดลองกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่มีผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพเพียงพอจะสนับสนุนผลทางการรักษาเหล่านั้น และไม่มีข้อมูลที่เพียงพอในการยืนยันด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจือเช่นเดียวกัน โดยหนึ่งในงานวิจัยเหล่านั้น ได้แสดงถึงผลข้างเคียงจากการบริโภคเห็ดหลินจือในผู้ป่วยบางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องร่วง หรือท้องผูก
ดังนั้นจึงควรมีการค้นคว้าทดลองถึงประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือในการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เพื่อป้องกันและการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจต่อไป รวมทั้งให้ได้ความกระจ่างชัดดเจนในด้านดังกล่าวมากยิ่งขึ้น อันเป็นประโยชน์ต่อแนวทางการรักษาป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและอาการต่างๆที่เกี่ยวข้องต่อไปในอนาคต
ปริมาณที่เหมาะสมในการบริโรคเห็ดหลินจืออย่างชัดเจน เนื่องประสิทธิผลและผลข้างคียงจากการบริโภค ดังนั้น ผู้บริโภค ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการบริโรค เพราะแม้เห็ดหลินจือในแต่ละรูปแบบจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แต่สารเคมีและส่วนประต่างอาจส่งผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้เช่นกัน
โดยทั่วไป ปริมาณการบริโภคเห็ดหลินจือ/วันได้แก่
-สมุนไพร เห็ดหลินจืออบแห้ง ไม่ควรบริโภคเกิน 1.5-9 กรัม/วัน
-ผงสารสกัดเห็ดหลินจือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1-1.5 กรัม
-สารละลายเห็ดหลินจือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1 มิลลิลิตร/วัน
ความปลอดภัยในการบริโภคเห็ดหลินจือ
แม้จะมีการพิสูจน์ถึงคุณประโยชน์ในบางด้านที่อาจเกิดขึ้นได้จากการบริโภคเห็ดหลินจือ แต่ผู้บริโภคก็ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ และปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรระมัดระวังในด้านปริมาณและรูปแบบเห็ดหลินจือที่บริโภค เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้ในภายหลัง
ในเห็ดหลินจือมีสารอาหารที่อาจส่งผลดีต่อสุขภาพมากมาย จำพวกเส้นใยต่างๆ โปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุบางชนิด เชเนแคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัสแมกนีเซียม เซเลเนียม ธาตุเหล็ก สังกะสี มองแดง สารโมเลกุลชีวภาพที่สำคัญ เย่างสเตียรอยด์(Steroids) เทอร์ปีนอยด์ (Terpenoide) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ไกลโคโปรตีน (Glycoproteins)พอลิแซ็กคาไรค์ (Polrsacchayides) และสารอนุพันธ์อื่นๆโดยเฉพาะกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) และลิวซีน (Leucine)ด้วยเหตุนี้ มีบางคนหรือในบางวัฒนธรรมนำเห็ดหลินจือมาประกอบอาหารและแปรรูปเพื่อการบริโภค

15

เห็ดหลินจือ
สมุนไพร เพื่อนๆบางคนอาจสงสัยว่าโรคตับที่เห็ดหลินจือรักษาได้นี่หมายถึงโรคอะไรกันแน่ใช่ไหม โรคตับเป็นทองคำกว้างๆที่รวมโรคหลายอย่างเกี่ยวกับตับ เช่นตับแข็ง มะเร็งในตับ และไวรัสตับเป็นทองคำกวางๆที่รวมหลายอย่างเกี่ยวกับตับ เช่น ตับแข็ง มะเร็งในตับ และไวรัสตับอักเสบบี ก็ล้วนโรคตับทั้งสิ้น
ผลการวิจัยพบว่า เห็ดหลินจือ มีสารสามารถยับยั้งมะเร็งไดและโดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติ สารดังกล่าวมีอยู่มากที่สปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มสปอร์แล้วนอกนี้ผลงานวิจัยจากกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยพบว่าเห็ดหลินจือมีสารกลุ่ม Polysaccharide ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้ม และสารกลุ่ม Triterpenes (พบที่สปอร์ของเห็ดหลินจือ มากที่สุด ) ซึ่งกลุ่มหลังสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ โดยสปอร์กะเทาะผนังหุ้มจะให้ผลดีกว่าแบบไม่กะเทาะมาก
อย่างไรก็ตามฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งของมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงผลการทดลองในหลอดทดลองเท่านั้น ขณะนี้คณะแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยเชียงใหม่กำลังวิจัยผลที่มีต่อผู้ป่วยโรคมะเร็วจริงๆและคาดว่าผลการศึกษานี้คงจะตีแผ่ให้เพื่อนๆได้ทราบกันในเร็วๆนี้ค่ะ แต่ตอนนี้มีรายงานการศึกษาจากประเทศจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิคุ้มกันได้จริงในผู้ป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งขั้นลุกลาม โดยไม่มีผลข้างเคียงและสามารถใช้ได้ติดต่อกันเป็นเวลานานได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามในประเทศไทย การใช้สมุนไพร เห็ดหลินจือในการรักษาโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่ช่องทางหลักในการรักษา เน้นเรื่องเสริมภูมิต้านทานมากกว่า
ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายมากมายตามท้องตลาด มีทั้งที่ผลิตในไทยและนำเข้าจากต่างประเทศ ถ้าเพื่อนๆอยากเลือกซื้อ ต้องดูให้ดี ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีที่มาและแหล่งผลิตน่าเชื่อถือหรือเปล่า มีการรับรองจาก อย. หรือไม่ และผลิตภัณฑ์ที่สามารถกันความชื้นได้ดีหรือป่าว
เห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่มีสาระสำคัญหลายกลุ่มที่มีฤทธิ์รักษาหรือบรรเทาโรคตับได้ครอบคลุมหลายตับ กลุ่ม Triterpenoid สารกลุ่มนี้มีสารออกฤทธิ์หลักๆคือ Ganoderic acid ซึ่งช่วยเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว ต้านสารพิษ และช่วยหยุดการเติบโตของมะเร็งตับ โปรตีน Lz-8 ช่วยรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบีและกลุ่ม Germanium ซึ่งเป็นอีกตัวที่ช่วยรักษามะเร็งตับ
มีงานวิจัยหลายชิ้นที่รายงานว่าเห็ดหลินจือสามารถรักษาโรคตับได้ และยังมีการจดสิทธิบัตรยาบำรุงตับตัวหนึ่งที่เกาหลีใต้ ซึ่งยาดังกล่าวมีส่วนประกอบของสารกาโนโดสเทอโรนในเห็ดหลินจืออีกด้วย
ถ้าไม่ได้เป็นโรคอะไรเกี่ยวกับตับแล้วจะยังทานเห็ดหลินจือได้หรือป่าว
คำตอบคือได้ เห็ดหลินไม่ได้รักษาโรคตับได้อย่างเดียว แต่ยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ได้อีกมามายตามที่เขียนไว้ในบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคในเว็บไซต์นี้ หรือจะทานแบบถือคติ กันไว้ดีกว่าแก้ ก็ไม่ผิด
สมุนไพร โรคภูมิแพ้คือโรคที่ร่างกายแพ้สารบางอย่างที่คนทั่วไปไม่แสดงอาการแพ้ เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดสนิทได้ ภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่ถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรมในเด็กอายุ 5-15 จะพบโรคนี้ได้มากที่สุดเมื่อร่างกายแสดงอาการแพ้ เช่น การเกิดผื่นคันหรือตุ่มตามตัว เพราะฉะนั้นถ้าเรายับยั้งการกล

เมื่อร่างกายได้รับสารที่ทำให้เกิดการแพ้สักอย่างหนึ่ง ร่างกายจะหลั่งสาร Histamine ออก ซึ้งสารตัวนี้จะไปทำให้ร่างกายแสดงอาการแพ้ เช่น การเกิดผื่นคันหรือตุ่มตามตัว เพราะฉะนั้นถ้าเรายับยั้งการหลั่งสาร Histamine นี้ ก็จะทำให้ร่างกายไม่แสดงอาการแพ้ออกมา
ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เพื่อนๆที่กำลังอ่านอยู่คงเข้าใจและเห็นด้วยกันทุกคนใช่ไหม แต่เพื่อนอาจกำลังสงสัยกันอยู่ว่า แล้วจะต้องทำยังไงไม่ให้ป่วยละ
คำตอบคือ เห็ดหลินจือทำให้ตัวเพื่อนเองมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงไง ซึ่งก็จะเป็นผลพวงจาการดูแลสุขภาพ แล้วเห็ดหลินจือจะมีผลยังเดี๋ยววันนี้จะค่อยไขความกระจ่าง
สมุนไพร ระบบภูมิคุ้มกันคือกลไกการกำจัดเชื้อโรค สารเคมีแปลกปลอม เซลล์มะเร็ง และสิ่งแปลกปลอมอื่ๆที่จะเข้ามาทำอัตรายต่อร่างกายเรานั้นเอง ดังนั้นถ้าเพื่อนๆมีระบบภูมิคุ้มกันดีก็จะไม่ป่วยง่าย หรือถ้าป่วยก็จะฟื้นเร็ว แต่ถ้าระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีก็จะป่วยบ่อยและเป็นหนักกว่าคนที่มีระบบูมิคุ้มกันแข็งแรง มาถึวตรงนี้แล้วเพื่อนๆคงเห็นความสำคัญของการมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกันแล้ว
คนจีนโบราณใช้เห็ดหลินจือมานานกว่า 2000 ปีแล้ว แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าทำไมคนที่ทานเห็ดหลินจือถึงมีอายุยืนและแข็งแรงไม่ค่อยเป็นโรค ตอนนี้เราสมารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสารกลุ่ม Polysacchayide ในเห็ดหลินจือนั้นสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเราได้จริง สารกลุ่มดังกล่าวสามารถกระตุ้นการสร้าง Interleukin และ Immuoglodulin ซึ่งส่งผลให้ระบบภูมคุ้มกันดีและแข็งแรงขึ้น
ระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกเสริมด้วยสาร Polysaccharide ในเห็ดหลินจือจะสามารถต้านวรัส เซลล์มะเร็ง และจำกัดสารอนุมูลอิสระได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้คนที่ถูกผลข้างเคียงที่โดนยาต้านมะเร็งบางตัวและการทำคีโมกดภูมิคุ้มกันให้มีระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นอีก และเห็ดหลินจือยังมีสารออกฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวของเชื้อ HIV อีกด้วย ซึ่ง กลุ่มดังกล่าวคือกลุ่ม Bitter Triterpenoids

หน้า: [1] 2 3