แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - billcudror1122

หน้า: [1] 2 3 ... 6
1
อื่นๆ / น้ำมันนวดใช้ทาเเล้วดีอย่างไร
« เมื่อ: วันนี้ เวลา 12:45:16 PM »

น้ำมันนวด
ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ สร้างขึ้นมาจากสมุนไพรแท้ 100% ไม่มีส่วนผสมจากสเตอรอยด์หรือสารเคมีอันตรายใด  ซึ่งก็มีข้อบังคับจำกัดอยู่สิ่งเดียวกันในการใช้ ซึ่งในกรณีที่มีการแพ้สาร Notoginsenoside, Flavonoid, การบูร
มาดูคุณประโยชน์ซึ่งมาจากน้ำมันนวดกันค่ะ

  • น้ำมันนวดสามารถช่วย ปวดต้นคอ บ่า ไหล่ จากการนั่งทํางานนานๆทํางานหน้าคอมฯ Office syndrome เป็นต้น
  • คนทํางานที่ต้องใช้กล้ามเนื้อ ดังเช่น ยกของหนัก
  • นักกีฬา หรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการออกกําลังกาย
  • ผู้เดินทาง นักเดินทาง
  • คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับ กระดูก ข้อต่อ เอ็น กล้ามเนื้อ ดังเช่นว่า ข้อหัวเข่าอักเสบ, เอ็นอักเสบ, กระดูกทับ เส้นประสาท ฯลฯ


          ซึ่งเรามาดูผลเสียจากการทานยาคลายกล้ามกันนะคะ เพราะเหตุใดถึงจำเป็นต้องเลือก น้ำมันนวดเนื่องจาก ยาคลายกล้ามเนื้อปกติที่พวกเราทาน ทำให้กล้ามรู้สึกหายเป็นปกติจริง พวกเราจะรู้สึกว่ามันหายเป็นปกติ และออกกำลังกายได้ธรรมดาไม่เจ็บ แต่จริงๆแล้วกล้ามเนื้อยังอักเสบอยู่ ถ้าเกิดพวกเรายังคงใช้งานกล้ามเนื้อเหมือนเดิมจะมีผลให้กล้ามอักเสบมากขึ้น การที่กินยาแล้วออกกำลังกายส่วนนั้นต่อเป็นระยะเวลานานๆเข้า ก็บางครั้งอาจจะอักเสบเรื้อรังได้ อันนี้เป็นข้อผลกระทบในทางร้ายทางอ้อมมาจากการทานยาคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งคนโดยมากและก็จะใช้กล้ามหรือทำงานธรรมดาทุกสิ่งทุกอย่างเพราะเราไม่ทราบสึกปวดหรือเจ็บแล้ว ซึ่งมันเป็นอะไรที่ไม่ถูกเพราะเหตุว่าการทานยาคลายกล้ามยาเมื่อพวกเราทาน
          ข้อแนะนำคือ หลังจากที่ได้มีการใช้น้ำมันนวดยาแล้ว 48 ชั่วโมงให้ยาสิ้นฤทธิ์แล้วจริงๆนะคะ แล้วก็ค่อยไปออกกำลังกายหรือดำเนินงานตามเดิมจ้ะ ส่วนจะต้องพักนานแค่ไหนนั้น ไม่มีผู้ใดรู้ดีเท่าตัวคุณว่าร่างกายของคุณเป็นยังไงเนื่องจากมีหลายสาเหตุด้วยกัน เช่นพวกเราเจ็บเยอะแค่ไหน รักษาอย่างไร รับประทานยาแล้วปล่อยให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง อย่างนี้นานหน่อยนะคะ ซึ่งนอกจากจะรับประทานยาแล้วต้องกายภาพบำบัดช่วยนะคะ อาทิเช่น ยืดกล้าม ประคบ นวด อย่างถูกแนวทางนะคะ ขอย้ำนะคะจำต้องถูกแนวทาง
          ซึ่ง การใช้น้ำมันตัวนี้นะคะ พวกเราแค่ทาลงไปในส่วนที่พวกเราปวดนะคะ หรือมีการอักเสบของกล้าม เท่านี้จ้ะตัวยาจะซึมเข้าไปทำให้อาการปวดเมื่อยล้าน้อยลง อีกอย่างที่สำคัญนะคะ
นํ้ามันนวด ตัวนี้เหมาะสำหรับคนใดกันแน่บ้าง?

  • คนบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ปวดเมื่อยจากการทำงานหนัก
  • คนที่ปวดมือแล้วก็คอจากการเล่นโทรศัพท์มือถือ
  • คนที่ปวดหลังจาก Office syndrome
  • ปวดข้อจากโรคเกาท์
  • คนที่ปวดหัวเข่าจากโรคข้อต่ออักเสบ
  • คนที่ปวดขาจากการเดิน Shopping
  • บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ตีดอท กระทั่งปวดมือ
  • ปวดคอจากการเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่
การเลือกน้ำมันนวด
การเลือกน้ำมันนวดขึ้นอยู่กับการใช้แรงงาน รวมทั้งสรรพคุณต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละชนิด โดยส่วนใหญ่น้ำมันฐานรากที่นิยมนำมาผสมทำน้ำมัน  ฯลฯ ซึ่งมีวิตามินอี สูงขึ้นมากยิ่งกว่าน้ำมันที่ทำขึ้นมาจากถั่วเหลือง และน้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ปฏิบัติภารกิจเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ แล้วก็ทำลายของเสียที่รังแกเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นโลหิต คุ้มครองป้องกันการเกิดมะเร็ง นอกจากนั้นน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อสุขภาพร่างกาย อีกทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื่นโดยทั้งนี้น้ำมันแต่ละจำพวกจะมีคุณลักษณะ และก็คุณค่าที่นาๆประการ ขึ้นกับการเลือกใช้ให้สมควรตามการใช้แรงงานนวดน้ำมันที่ดีเยี่ยมที่สุดของคุณผ่อนคลายร่างกายและก็ผลักดันการนอนหลับที่ดีมากยิ่งกว่าสำหรับวัน.
คนจำนวนไม่น้อยทุกข์ทรมานแสนสาหัสจากความผิดแปลกของการนอนหลับต่างๆได้สังเกตเห็นการปรับปรุงแก้ไขในนิสัยการนอนของพวกเขาหลังการดูแลรักษาด้วยการนวดบรรเทา. น้ำมันนวดกระตุ้นจิตใจและก็จิตวิญญาณ การบำบัด, เพราะฉะนั้นคนเป็นจำนวนมากมายมีประสบการณ์การนอนลึกรวมทั้งพักผ่อนมากยิ่งขึ้น.
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น
นวดน้ำมันเพิ่มขึ้นและก็รักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อของคุณ. นวดตัวที่มีประสิทธิภาพแนวทางการทำงานของกล้ามทั้งสิ้น, เนื้อเยื่อและก็ข้อต่อก็เลยปรับแต่งการแสดงกีฬาและการให้ความสะดวกสำหรับในการเคลื่อนร่างกายของคุณง่ายมากยิ่งขึ้น. นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้เกิดคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ, น้ำมันนวดยังช่วยป้องกันการเจ็บแล้วก็เพิ่มความเร็วสำหรับในการหาย. นวดแผนโบราณยังเป็นวิธีที่เยี่ยมสำหรับเพื่อการบรรเทาความเคร่งเครียดของกล้ามแล้วก็ทะนุบำรุงร่างกายของคุณ พอดี และก็มีความยืดหยุ่นเป็นระยะเวลานาน.
กำจัดสารพิษ
ข้อได้เปรียบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการนวดน้ำมันซึ่งมันช่วยให้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพกำจัดพิษจากสิ่งมีชีวิตด้วยเหตุนี้การช่วยสนับสนุนสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น.
ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน
บริการน้ำมันนวดรวมทั้งจำนวนมากสร้างความแข็งแกร่ง ระบบภูมิต้านทานและช่วยย่อยของกินดียิ่งขึ้น.
ศิลปะที่งดงามของการนวดได้ทวีความร้ายแรงเยอะขึ้นเรื่อยๆด้วยการนวดน้ำมันบางมากมาย. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณสมบัติรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อให้บริการด้านต่างๆสำหรับเพื่อการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่ดีเยี่ยมที่สุดสำหรับความอยากได้ส่วนบุคคลของคุณและก็ผ่อนคลายร่างกายของคุณด้วยการนวดบรรเทาแล้วก็ฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อจะรักษาความสมดุลทางจิตใจวิญญาณของคุณและสุขภาพที่ดีที่สุดของร่างกายของคุณ.
โรคนี้จะไม่สามารถที่จะหายไปได้เอง!
โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่สามารถหายสนิทได้เอง ถึงอาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงลดลงก็ตาม แล้วก็สุดท้ายก็จะแปลงเป็นโรคเรื้อรังรวมทั้งส่งผลให้เกิดความทุกข์ยากสำหรับเพื่อการดำเนินชีวิตเยอะขึ้นเรื่อยๆ

2

คนท้องนวดขาได้ไหม ? ตอบเรื่องที่น่าสงสัยสำหรับคุณแม่
          คนท้องใช้น้ำมันนวดขาได้ไหม มั่นใจว่าคำถามนี้คงจะเป็นคำถามยอดฮิตที่ม่าม้ามือใหม่หลายท่านอยากรู้กันแน่นอน ด้วยเหตุว่าคนท้องโดยมากชอบมีปัญหาปวดเมื่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณต้นขา วันนี้เราจะพาแม่ไปไขข้อสงสัยประเด็นนี้กันจ้ะ
          น้ำมันนวดสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ในระยะท้องแรกๆบางทีอาจจะไม่มีปัญหาเรื่องเมื่อยสักเท่าไร แม้กระนั้นพออายุครรภ์เริ่มเยอะขึ้นๆและด้วยฮอร์โมนในร่างกายที่มีการเปลี่ยน ประกอบกับสรีระแม่เริ่มเปลี่ยน รวมถึงน้ำหนักที่มากขึ้นด้วย ก็เลยทำให้ท่านแม่โดยมากร้อยทั้งร้อยชอบมีปัญหาเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามมา ซึ่งเรื่องนี้แม่ไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลเนื่องจากนับว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนท้องจ้ะ โดยยิ่งไปกว่านั้นในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 แล้วก็ 3 แม่จะมีลักษณะปวดไปทั้งตัวอย่างยิ่งจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นปวดหลัง ปวดเอว และก็ปวดต้นขา เหตุเพราะจะต้องแบกรับน้ำหนักที่มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งอาการปวดเมื่อยเหล่านี้คุณแม่จะสามารถดีขึ้นกว่าเดิมได้ด้วยการนวดให้คลายปวด แต่ถึงแบบงั้นคุณแม่ผู้คนจำนวนมากอาจไม่พ้นมีความไม่สาบายใจว่า คนท้องนวดได้ไหม คนท้องนวดขาได้ไหม ? รวมทั้งเพื่อช่วยให้คุณแม่คลายความไม่ค่อยสบายใจ วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปพบคำตอบกันค่ะ
          สำหรับแม่มีครรภ์ที่มีลักษณะอาการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวกล้ามเนื้อตามร่างกายต่างๆธรรมดาแล้วสามารถนวดได้ค่ะ แม้กระนั้นควรจะเป็นการนวดที่ไม่รุนแรงเกินความจำเป็น นวดพอเพียงคลายเส้นและก็คลายปวดก็เพียงพอ อย่างบริเวณแขนและก็ขาแม่สามารถนวดได้บ่อยๆเพราะเป็นจุดที่ไม่ชมรมกับการแท้งลูก ดังนี้ควรจะหลีกเลี่ยงการนวดบริเวณท้อง เพราะอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการกระทบกระเทือนทำให้ส่งผลกับการตั้งครรภ์หรือแท้งบุตรได้จ้ะ
          นอกเหนือจากนั้นสำหรับแม่ที่ต้องการนวด ปัจจุบันนี้ยังมีสถานที่นวดคนท้องอย่าง ร้านค้าสปา ร้านค้านวด หมอแผนไทย รวมทั้งหมอแผนไทยประยุกต์ ที่รับนวดสำหรับคนท้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยนะคะ ซึ่งม่าม้าสามารถเข้าไปใช้บริการได้ตั้งแต่นวดตัว นวดคอ บ่า ไหล่ นวดแขนขา แล้วก็นวดเท้าได้ แต่ทั้งนี้คุณแม่ก็ควรเลือกร้านค้าหรือสถานที่ที่ตามมาตรฐาน มีผู้ที่มีความชำนาญสำหรับเพื่อการนวดสำหรับคนท้องโดยยิ่งไปกว่านั้น เพราะการนวดคนท้องนั้นจะไม่เหมือนการนวดคนปกติทั่วๆไป ดังนั้นจึงต้องให้ผู้ที่ได้รับการฝึกหัดหรือศึกษาแนวทางนวดคนท้องอย่างถูกต้องเป็นคนนวดเท่านั้นจ้ะ
          ต่อนี้ไปม่าม้าก็คงหายกลุ้มใจและมั่นอกมั่นใจเวลาจะนวดเพื่อคลายปวดเมื่อยกันแล้วใช่ไหมล่ะค่ะ ซึ่งการนวดนั้นนอกเหนือจากการที่จะช่วยให้อาการปวดลดลงแล้ว ยังจะช่วยให้แม่สามารถใช้น้ำมันนวดบรรเทา หายเครียด และจิตใจเบิกบานขึ้นอีกด้วยนะคะ แต่ว่าทั้งนี้ก็อย่างที่บอกไปตอนแรก หากจะนวดก็ควรนวดเพียงแค่เบาๆแค่นั้น หรือจะไปใช้บริการยังสถานที่นวดคนท้องโดยยิ่งไปกว่านั้นก็ได้จ้ะ จะได้แน่ใจว่าจะไม่กระเทือนกับลูกน้อยในท้องนั่นเอง
ปวดหลังทางขวา อย่าประมาทว่าเป็นแค่มีต้นเหตุมาจากลักษณะของการปวดปวดเมื่อย เพราะเหตุว่าบางทีนี่อาจเป็นสัญญาณของลักษณะของการเจ็บป่วยที่นึกไม่ถึง
          น้ำมันนวดสามารถช่วยอาการปวดหลัง เป็นอาการที่ทุกคนจะต้องเคยพบเจอ ซึ่งพอเพียงปวดหลังขึ้นมาทีไรเราก็อยากจะเอนกายพัก หรือไม่ก็ไปนวดบรรเทาลักษณะของการปวดปวดเมื่อย ทั้งที่จริงแล้วลักษณะของการปวดข้างหลังบางครั้งก็อาจจะมิได้เป็นผลมาจากอาการปวดปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเพียงเท่านั้น แต่ว่ายังอาจเกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆได้อีกเพียบเลย เช่นที่พวกเราจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจสาเหตุของลักษณะของการปวดข้างหลังทางขวา ว่ามีสาเหตุมาจากอะไรและอันตรายหรือเปล่า เพื่อที่จะได้รู้ทันอาการเจ็บเจ็บป่วยของร่างกาย
ปวดหลังด้านขวาทางด้านบน
          อาการปวดหลังข้างขวาด้านบน เป็นอาการปวดหลังที่อยู่บริเวณตั้งแต่บริเวณด้านหลังไหล่ไปจนถึงใต้สะบัก เกิดขึ้นได้จากหลายกรณีร่วมกัน โดยมูลเหตุที่มักทำให้เกิดอาการปวดหลังด้านบนขวา มีดังนี้
ปวดหลังข้างขวา


การนั่งดำเนินการเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆหรือชูของหนักผิดท่า


          น้ำมันนวด สามารถช่วย อาการการชูของหนักหรือการนั่งปฏิบัติงานในท่าทีที่ผิดจำเป็นต้องติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆๆก็เป็นสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนบนด้านขวาได้  โดยบริเวณข้างหลังส่วนบน เว้นเสียแต่กล้ามเนื้อหลังแล้ว ก็ยังเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อไหล่และก็กล้ามคอ ด้วยเหตุนั้นถ้ามีลักษณะปวดหลังขวาบนจากการใช้งานหนักก็มักจะมีอาการปวดคอและไหล่ในด้านเดียวกันร่วมด้วย รู้อย่างนี้แล้วถ้าผู้ใดกันที่ยังนั่งทำงานในท่าเดิมนานๆก็ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้างนะคะ และก็ควรนั่งให้ถูกท่าด้วย โดยท่านั่งดำเนินการที่ถูกต้องก็คือควรจะให้จอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาจ้ะ


ความแตกต่างจากปกติของกระดูกและก็ข้อ


          กระดูกรอบๆข้างหลังส่วนบนนั้นประกอบไปด้วยกระดูกไหปลาร้า กระดูกไหล่ กระดูกสันหลัง รวมทั้งกระดูกต้นแขน ซึ่งถ้าเกิดความไม่ปกติกับกระดูกพวกนี้ก็อาจจะส่งผลให้บริเวณหลังด้านขวาทางด้านบนกำเนิดลักษณะของการปวดได้ โดยต้นเหตุที่ทำให้กระดูกไม่ปกติก็ได้แก่ การเกิดอุบัติเหตุ หรือข้อต่อของกระดูกที่ข้างหลังส่วนบนขวามีการอักเสบ นอกจากนี้ภาวการณ์กระดูกพรุนก็สามารถนำไปสู่อาการปวดที่กระดูกบริเวณด้านขวาที่อยู่ทางด้านบนได้  เวลาที่คนไข้โรคมะเร็งบางจำพวกในระยะแพร่ระบาด อย่างโรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ แล้วก็มะเร็งไต ก็จะมีอาการปวดกระดูกรอบๆข้างหลังส่วนบนเหมือนกัน


ความเปลี่ยนไปจากปกติของอวัยวะภายใน


          น้ำมันนวดสามารถช่วยรักษาอาการ อาการปวดข้างหลังส่วนบนขวามิได้มีต้นเหตุจากกล้ามแล้วก็กระดูกบริเวณข้างหลังส่วนบนแค่นั้น แต่ยังอาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะลักษณะการเจ็บป่วยไข้ของอวัยวะต่างๆในร่างกายได้ เป็นต้นว่า โรคตับ นิ่วในไตและก็ในกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โรคในถุงน้ำดี หรือแม้กระทั้งอาการติดเชื้อในไต หรืออาจจะมีการเกิดจากอาการไส้ติ่งอักเสบที่ทำให้ปวดลุกลามขึ้นบริเวณหลังด้านขวาก็ได้ ส่วนคุณผู้หญิง หากมีลักษณะปวดที่ข้างหลังส่วนบนขวา นั่นอาจเป็นสัญญาณของซีสต์ในรังไข่ การต่อว่าดเชื้อของท่อรังไข่ หรือการมีท้องนอกมดลูกที่บริเวณท่อรังไข่ได้อีกด้วยจ้ะ


โรคที่เกี่ยวกับปอด


          ปอดเป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนบนของร่างกายซึ่งตรงกับข้างหลังส่วนบนพอดี โดยเหตุนี้เมื่อปอดมีความผิดธรรมดาก็สามารถนำไปสู่ลักษณะของการปวดหลังส่วนบนได้ โดยอาการที่จะก่อกำเนิดอาการปวดหลังด้านบนขวาก็ดังเช่นว่า โรคปอดอักเสบ โรคมะเร็ง อาการติดเชื้อของเยื่อห่อหุ้มปอดหรือช่องอก นอกจากนั้นอาการอุทกภัยปอด หรือแม้กระทั้งหัวใจล้มเหลว ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดลักษณะของการปวดหลังด้านขวาบนได้ ดังนั้นหากมีอาการปวดที่ข้างหลังข้างบนขวาแบบเรื้อรังและก็ร้ายแรง ควรจะรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดจ้ะ

3

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือมีผลเช่นไรต่อเซลล์ต่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต เบาหวาน โรคความดันสูง แล้วก็โรคอื่นๆอันแสนเพลียที่จะรักษา ติดตามผลการศึกษาวิจัยรับรองสรรพคุณได้ในเนื้อหานี้จ้ะ
บทความกลุ่มนี้อ้างอิงสรรพคุณของเห็ดหลินจือจากผลวิจัยยืนยันจากที่ต่างๆเพื่อให้เพื่อนพ้องได้ไตร่ตรองด้วยตัวเองว่ารักษาโรคได้ดิบได้ดีแค่ไหนและน่าเชื่อถือเท่าใด ถ้าเพื่อนๆเคยอ่านบทความเกี่ยวกับสรรรพคุณหรืองานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือจากที่อื่นมาก่อน แล้วรู้สึกอ่านไม่ง่ายเท่าไหร่ไหมรู้เรื่อง บทความในเว็บไซต์นี้คนเขียนได้คัดและก็รวบรวมจากหลายที่และก็เขียนในภาษาที่อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำเป็น
เพื่อนๆถูกใจเนื้อหานี้ก็จะเป็นอย่างยิ่งหัวใจให้คนเขียนได้บทความดีๆให้เพื่อนฝูงอ่านกันอีกต่อไปบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคเด็ดๆที่เพื่อนๆจำต้องชอบ
ระบบภูมิต้านทานเป็นกลไกการกำจัดเชื้อโรค สารเคมีปะปน เซลล์มะเร็ง และสิ่งแปลกปลอมอื่ๆที่จะเข้ามาทำอัตรายต่อสภาพร่างกายพวกเรานั้นเอง ด้วยเหตุดังกล่าวถ้าเกิดสหายๆมีระบบภูมิต้านทานดีก็จะไม่ป่วยไข้ง่าย หรือหากป่วยไข้ก็จะฟื้นเร็ว แต่ถ้าหากระบบภูมิต้านทานไม่ดีก็จะเจ็บไข้บ่อยมากแล้วก็เป็นหนักกว่าคนที่มีระบบูมิคุ้มกันแข็งแรง มาถึวนี้แล้วเพื่อนๆอาจมองเห็นจุดสำคัญของการมีระบบระเบียบภูมิต้านทานที่แข็งแรงกันแล้ว
ชาวจีนโบราณใช้สมุนไพร เห็ดหลินจือมาเป็นเวลายาวนานกว่า 2000 ปีแล้ว แต่ว่าในยุคนั้นยังไม่มีผู้ใดพิสูจน์ได้ว่าเพราะอะไรคนที่ทานเห็ดหลินจือถึงแก่ยืนรวมทั้งแข็งแรงไม่ค่อยเป็นโรค เดี๋ยวนี้พวกเราสมารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสารกรุ๊ป Polysacchayide ในเห็ดหลินจือนั้นสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับพวกเราได้จริง สารกลุ่มดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นสามารถกระตุ้นการสร้าง Interleukin แล้วก็ Immuoglodulin ซึ่งส่งผลให้ระบบภูมคุ้มครองดีรวมทั้งแข็งแรงขึ้น
ระบบภูมิต้านทานที่ถูกเสริมด้วยสาร Polysaccharide ในเห็ดหลินจือจะสามารถต้านวรัส เซลล์ของมะเร็ง และก็จำกัดสารอนุมูลอิสระเจริญขึ้น นอกเหนือจากนี้ยังช่วยทำให้คนที่ถูกผลข้างเคียงที่โดนยาต่อต้านมะเร็งบางตัวและก็กระบวนการทำคีโมกดภูมิคุ้มกันให้มีระบบระเบียบภูมิต้านทานดีขึ้นอีก แล้วก็เห็ดหลินจือยังมีสารออกฤทธิ์ต้านทานการแบ่งตัวของเชื้อ HIV อีกด้วย ซึ่ง กรุ๊ปดังที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นกลุ่ม Bitter Triterpenoids
นักค้นคว้าได้ศึกษาค้นพบสารหลากหลายประเภทในสมุนไพร เห็ดหลินจือที่ช่วยลดจำนวนไขมันในเส้นโลหิตเป็นGanoderic Acid แล้วก็ Lucidenic Acid ซึ่งสาร 2 ประเภทที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เว้นแต่ช่วยลดไขมันในเส้นโลหิตได้แล้ว ยังคุ้มครองป้องกันไม่ให้ไขมันตันเส้นเลือดได้โดยตรงอีกด้วย นอกเหนือจากนี้ยังมีสารกลุ่ม Nucleotide ซึ่งสามารถช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือดในเส้นเลือด รวมทั้งช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่ประเทศญี่ปุ่นทดสอบให้สารสกัดเห็ดหลินจือกับคนที่เป็นโรคไขมันเส้นเลือดสูง 70 ราย รวมทั้งทำเก็บผลการทดสอบภายหลังผ่านไป 3 เดือน พบว่าโคเรสเตอรอลของคนรับการทดลองน้อยลงไปถึง 74% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลที่เกิดจากการวิจัยจากทั่วทั้งโลก และก็ยังพบว่าเห็ดหลินจือ เว้นเสียแต่ช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นโลหิตแล้ว ยังเป็นเหตุให้เลือดไหลเวียนดียิ่งขึ้นอีกด้วย
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก็เลยอาจจะบอกได้ว่า เครื่องพิสูจน์ทางคุณสมบัติรวมทั้งคุณประโยชน์ซึ่งมาจากเห็ดหลินจือยังคงมีจำกัด บาง งานศึกษาวิจัยเป็นการทดสอบขนาดเล็ก หลักฐานที่ได้ยังไม่มีคุณภาพพอเพียง หรือเป็นเพียงแค่การทดลองในผู้เจ็บป่วยบางกรุ๊ปเท่านั้น ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อโรคมะเร็ง จึงยังคงเป็นประเด็นการค้นคว้าที่ควรจะดำเนินงานทดลองต่อไป เพื่อได้เห็นผลลัพ์ที่ชัดแจ้ง แล้วก็มีประโยชน์ในวงกว้างต่อการดูแลและรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งได้ในอนาคต
สภาวะต่อมลูกหมากโต แล้วก็การเจ็บป่วยในระบบฟุตบาทเยี่ยว
มีขั้นตอนการทดสอบหนึ่งที่ใช้สารสกัดจากสมุนไพร เห็ดหลินจือทดสอบในคนเจ็บเพศ 88 รายซึ่งแก่เกินกว่า 49 ปีขึ้นไป ที่มีอาการปัสสาวะขัดข้อง ข้างหลังการทดลองกว่า 12 สัปดาห์ ผลสรุปที่ได้เป็น ผู้ป่วยต่างมีระดับคะแนน IPSS ที่ดียิ่งขึ้น ( TNE lnternational Prostate Symptom Score )ซึ่งเป็นค่าคะแนนสากลสำหรับการวัดปัญหาในระบบทางเท้าปัสวะของคนเจ็บจากการตอบปัญหา แต่ไม่ปรากฏผลในเชิงความเคลื่อนไหวคุณภาพชีวิต การขับถ่ายปัสวะ หรือขนาดของต่อมลูกหมากอะไร
ดังนั้น การทดลองดังที่กล่าวผ่านมาแล้วจึงยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาสตร์ที่เด่นชัดเพียงพอ จำเป็นต้องมีการค้นคว้าทดลองในด้านนี้ต่อไปในอนาคต เพื่อค้นหาข้างหลังฐานที่กระจ่างสำหรับเพื่อการสรุปเกี่ยวกับประสิทธิของเห็ดหลินจือต่อการดูแลและรักษาภาวการณ์ต่อมลูกหมากโตหรือปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพใดๆที่เกี่ยวเนื่อง

ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจ
จากการวิเคราะห์ผลการทดสอบทางด้านการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีคนเจ็บโรคเบาหวานชนิด 2 ร่วมทดลองกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่เป็นผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพพอเพียงจะสนับสนุนผลทางการรักษาพวกนั้น และไม่มีข้อมูลที่เพียงพอสำหรับเพื่อการรับรองด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจือเช่นเดียวกัน โดยหนึ่งในงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยเหล่านั้น ได้แสดงถึงผลข้างเคียงจากการบริโภคเห็ดหลินจือในคนไข้บางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องร่วง หรือท้องผูก
สมุนไพร โดยเหตุนี้จึงควรมีการค้นคว้าทดสอบถึงประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือสำหรับการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เพื่อปกป้องและก็การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจถัดไป แล้วก็ให้รู้เรื่องแจ่มชัดชัดดเจนในด้านดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเยอะขึ้น อันเป็นคุณประโยชน์ต่อขั้นตอนการรักษาปกป้องโรคเส้นเลือดหัวใจและก็อาการต่างๆที่เกี่ยวข้องถัดไปในอนาคต

4

ถั่งเช่า
ทำไม....ทานถั่งเช่าแล้วบางเจ้าไม่เห็นผล
ทำไมถั่งเช่าถึงแพง
ด้วยความที่ถั่งเช่านั้นเป็นที่นิยมมากในปัจจุบันทำให้ราคาของสมุนไพรชนิดนี้สูงมากอย่างต่ำเกรดธรรมดาๆก็ตกอยู่ที่กิโลละ 2-3 แสนบาท แต่ถ้าเกิดเป็นแบบอย่างดีราคาสูงสุดอยู่ที่2-3 ล้านบาทเลยทีเดียว สาเหตุที่ทำให้ราคาของ ถั่งเช่าแพงได้ขนาดนี้ก็เพราะว่าถั่งเช่าไม่ได้หากันง่ายๆมีเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น ไม่เหมือนกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ที่สามารถหากันง่ายกว่านี้ สมุนไพร ถั่งเช่าจะหาได้จากพื้นที่สูงเข้าถึงยาก และมีสภาพอากาศที่คนปกติทั่วไปไม่สามารถเข้าไปหาถึงได้ง่ายๆ ต้องให้คนทื้นที่เป็นผู้เข้าไปหาในป่าเท่านั้น อีกทั้งถั่งเช่ายังมีสรรพคุณยังมีสรรพคุณต่างๆอีกมากมาย ทั้ง ถั่งเช่า ยังช่วยรักษโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ ถั่งเช่า หรือช่วยบำรุงอาหารลดน้าตาลในเลือด เป็นต้น แถมยังช่วยชะลอความแก่ และช่วยเพิ่มสมรรถทางเพศ ได้ดีอีกด้วย ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ถั่งเช่ามีราคาแพง แต่ตอนนี้มีโรงงานในไทยสามารถเพาะถั่งเช่าได้ โดยไม่ต้องเดินไปเก็บตามเทือกเขาทำให้ราคาต้นทุนถั่งเช่าลดต่ำลงไปมากกว่าเมื่อก่อน สามารถควบคุมปริมาณสาระสำคัญได้เป็นเพาะในสภาพควบคุม และยังขจัดปัญหาสารโลหะหนักเจือปนที่ไม่สามารถควบคุมได้ในธรรมชาติได้อีกด้วย
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย ได้ทำการวิจัยสรรพคุณของถั่งเช่า ด้วยกัน มีการทดสอบกับหนูทดลองและกลุ่มผูรับการทดลองตัวอย่าง จึงทำให้เราสามารถบอกได้ว่าถั่งเช่ามีสรรพคุณดีจริงตามที่คนส่วนใหญ่หล่าวอ้าง
-ช่วยลด และรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด
-ช่วยลด และรักษาความสมดูลของระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
-ถั่งเช่า ช่วยแก้อาการอ่อนล้าอ่อนเพลียของร่างกายช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่างๆรวมถึงช่วยบำรุงให้กระปรี้กกระเปล่าด้วย
-แก้ภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัสอักเสบ หรือภูมิคุ้มกันอ่อน
-ถั่งเช่า ช่วยป้องกันการเกาะบริเวณด้านในหลอดเลือดของไขมันเลว(LDL)
-ช่วยบำรุงและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของตับและไต
ทานถั่งเช่าเห็นผลภายในกี่วัน
-ถั่งเช่า ช่วยรักษาคนที่มีอาการจากการที่สืบเนื่องมาจากการเป็นโรคไตอย่างเช่นอาการ ปวดหลัง ปัสสาสะบ่อย เป็นต้น
-ช่วยเพิ่มความฟิตให้กับร่างกายของนักกีฬาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะนักกีฬาประเภทวิ่งแข็ง หรือนักกีฬาที่ใช้ภาระกำลังเป็นอย่างมาก
สารออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่า
ที่ตัวของสมุนไพร ถั่งเช่านั้นมีสรรพคุณต่างๆ มากมายก็เพราะว่าในตัวของถั่งเช่า มีสารออกฤทธิ์สำคัญนั้นเอง โดยสารออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่าที่ค่อนข้างเป็นอระโยชน์และได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วมีดังนี้
1.สาร Cordycepin งานศึกษาทดลองพบว่าสารตัวนี้สามารถ ช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย บำรุงกำลัง ต้านเชื้อโรคช่วยทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ ต้านการโตของเซลล์มะเร็ง บำรุงไต รักษาโรคไตอักเสบ บำรุงระบบสืบพันธุ์ ปรับสมดุลร่างกาย และ เสริมภูมิคุ้มกัน
2.สาร Nitric oxides สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยกระบวนการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายให้ทำงานดีขึ้น แข็งเร็ว และ นานขึ้น มันจะออกฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดให้เข้าสู่องคชาติมากขึ้น มำให้การแข็งตัวของอวัยวะเพศนานขึ้นอย่างสมบูรณ์
3.สาร Adrenaline สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย มันจะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ไม่มีอาการอ่อนเพลีย และสามารถนอนหลับได้อย่างเต็มที่หลับเต็มอิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถช่วยชะลอความแก่ให้กับคนอย่างเราๆได้อีกด้วย
4.สารPolysaccharide สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของคนเรา มันจะสร้างกลไกการป้องกันโรค และป้องกันการเกิดมะเร็งได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างงานวิจัยบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ของ ถั่งเช่าในทางเภสัชวิทยา โดยที่เป็นงานวิจัยในตัวของคน ดังนี้
-จากการวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธิ์จากสมุนไพร ถั่งเช่าที่มีผลกระตุ้นสมรรถทางเพศของผู้ชายจากจำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 22 คน ผลปรากฏว่า ฤทธิ์ของ ถั่งเช่านั้นสามารถช่วยเพิ่มสเปิร์มในเชื้ออสุจิของผู้ชายจากกลุ่มตัวอย่างได้ถึง33%และยังสามารถช่วยลดปริมาณสเปิร์มที่อ่อนแอ หรือไม่ปกติลงในเชื้ออสุจิของผู้ชายจากกลุ่มตัวอย่าง29%จากการที่แค่ให้ผู้ชายจากกลุ่มตัวอย่างนี้กิน ถั่งเช่าแค่เป็นอาหารเสริมเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งตัวอย่างตัวอย่างด้วยกันที่เป็นการวิจัยเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ คือมีการให้กลุ่มตัวอย่างทั้งเพศ คือมีการให้กลุ่มตัวอย่างทั้งเพศชาย และเพศหญิงจำนวน 189 คน ที่มีภาวะอารมณ์ทางเพศลดลงได้ลองกิน ถั่งเช่าผลปรากฏว่า สามารถช่วยให้กลุ่มตัวอย่างทั้งเพศชาย แล้เพศหญิงนั้นให้กลับมามีอารมณ์ทางเพศที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 66%
-จากการวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธ์จากสมุนไพร ถั่งเช่าที่มีผลช่วยลดน้ำตาลในเลือด ค้นพบว่าถั่งเช่านั้นสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สูงสุดถึง 95% โดยทานถั่งเช่าแค่เพียงวันละ 3 กรัมเท่านั้น โดยแตกต่างจากกลุ่มที่ยังคงรักษาด้วยยาแผนปัจุบันโดยสิ้นเชิง เพราะการควบคุมระดับน้ำตาลจากยาแผนปัจจุบันนั้นสามารถคุมระดับน้ำตาลแค่ได้เพียง 54 % เท่านั้น

5

เห็ดหลินจือ
สปอร์เห็ดหลินจือแดง-ส่วนที่ทรงคุณค่าที่สุดของเห็ดหลินจือ
เมื่อ ค.ศ 2005 บริษัทของเรามีจุดเริ่มขึ้นจากความอยากได้หาสมุนไพรคุณภาพสูงจากในหลายประเทศ จนกว่าเราเจอแล้วก็มีส่วนร่วมกับบริษัทยยาของรัฐบาลจีน แล้วก็ได้ นำเข้าสปอร์เห็ดหลินจือคุณภาพสูงหลังจากนั้นมา
นับ 10 กว่าปี ที่เราเป็นผู้ก่อกำเนิด แล้วก็เป็นผู้นำในด้านสปอร์เห็ดหลินจือแดงประสิทธิภาพสูง ประสิทธิภาพเป็นหัวใจสำคุณของเรา สปอร์เห็ดหลินจือของพวกเรา จะถูกคัดสรรอย่างดีก่อนถึงมือบริโภค เห็ดหลินจือแดงที่เรานำเข้ามา ถูกเพาะด้วยวิธีพิถีพิถัน ทำให้ได้ตัวดอกเห็ดที่มีขนาดใหญ่มากยิ่งกว่า
เราตั้งใจและตรวจดูคุณภาพในทุกขั้นตอนการผลิตอย่างใกล้ชิด รวมทั้งด้วยกรรมวิธีการผลิตที่ดูแลอย่างดี ทำให้พวกเราได้รับการยืนยันมาตฐาน GMP (GOOD Manufacturing Practice) ทุกล็อตที่พวกเราผลิตออกมา จะได้รับการตรวจประสิทธิภาพจากห้องแล็ปในโรงพยาบาล
เพื่อคุณประโยชน์สูงสุดของท่านคนที่กำลังหาสินค้าเห็ดหลินจือมารับประทาน
งานศึกษาเรียนรู้วิจัยยืนยันว่าการรับประทานสปอร์เห็ดหลินจือจะได้ผลลัพธ์ที่ดีมากยิ่งกว่าการทานดอก เนื่องมาจากสปอร์มีสารออกฤทธิ์สำคัญมากกว่ารวมทั้งสปอร์ที่ถูกกระเทาะนั้น เปลือกจะต้านทานมะเร็ง แล้วก็เสริมภูมิคุ้มกันได้ดียิ่งไปกว่า เทียบกับแบบมิได้กระเทาะเปลือก
ที่พลาดมิได้ที่สุดเป็น.....
ท่านๆสามารถบริโภคเห็ดหลินจือได้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานโดยไม่เป็นอันตรายใด อีกกด้วย เห็ดหลินจือมีมากว่า 100 สายพันธุ์แต่สายพันธุ์ที่มีคุณประโยชน์ทางยาดีที่สุดคือเห็ดหลินจือแดง เนื่องจากสายพันธุ์นี้จะมีสารออกฤทธิ์กรุ๊ป Polysaccharide อยู่อย่างยิ่งที่สุด
ส่วนท่านที่กำลังเลือกซื้อเห็ดหลินจือออกมาขายในตลาดแบบอย่างต่างๆเยอะมาก ทั้งในแบบอย่างดอกอบแห้ง แคปซูล น้ำเห็ดหลินจือ กาแฟเห็ดหลินจืออื่นๆอีกมากมาย
ด้วยเหตุผลดังกล่าวการจะเลือกซื้อเห็ดหลินจือให้ได้แบบที่มีคุณภาพดี จะต้อง......
มองตั้งแต่กรรมวิธีการผลิต ว่าตัวเห็ดหลินจือนั้นได้รับการเลี้ยงที่สมควรหรือปล่าว เพราะการควบคุมอณหภูไม่ ความชุ่มชื้น สารอาหาร แล้วก็แนวทางการแปลรูปล้วนส่งผลต่อจำนวนสาระสำคัญในตัวเห็ดหลินจือ บรรจุภัณฑ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะว่าเห็ดหลินจือจะขึ้นราได้ง่ายเมื่อโดนความชื้อ ด้วยเหตุผลดังกล่าวตัวบรรจุภัณฑ์จำเป็นจะต้องเลือกเป็นขวดที่กันความชื้อได้ดิบได้ดีอีกด้วย
เห็ดหลินจือกับคุณประโยชน์ต่อร่างกาย
เห็ดหลินจือ (Lingzihi หรือ  REISHI)มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า กาโนเดอร์ มา ลูสิดัม (Ganoderma Lucidum) เป็นเห็ดที่มีขนาดใหญ่ มีสีเข้มมีพื้นผิวแวววาว มีลักษณะเหมือนไม้ และมีรสขม มีประวัตศาสตร์ยาวนานในการใช้เห็ดหลินจือ เพื่อรักษาหรือบำรุงสุขภาพในประเทศแถบเอเซีย โดย เฉพาะจีนแล้วก็ญี่ปุ่น เนื่องจากมั่นใจว่าสารประกอบด้านในเหลืดหลินจือมีคุณประโยชน์ต่อสภาพร่างกาย
สมุนไพร ในเห็ดหลินจือมีสารอาหารที่บางทีอาจเป็นผล ดีต่อร่างกายเยอะแยะ จำพวกเส้นใยต่างๆโปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุบางประเภท เชเนแคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัสแมกนีเซียม เซเลเนียม ธาตุเหล็ก สังกะสี มองดูแดง สารโมเลกุลชีวภาพที่สำคัญ เย่างสเตียรอยด์(Steroids) เทอร์ตะกายอยด์ (Terpenoide) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ไกลโคโปรตีน (Glycoproteins)พอลิแซ็กคาไรค์ (Polrsacchayides) รวมทั้งสารอนุพันธ์อื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) แล้วก็ลิวซีน (Leucine)เพราะเหตุนี้ มีบางบุคคลหรือในบางวัฒนธรรมนำเห็ดหลินจือมาประกอบอาหารแล้วก็ดัดแปลงเพื่อการบริโภคอย่างนานัปการ นักวิทยาศาสตร์ก็เลยสนใจรวมทั้งนำเห็ดหลินจือมาทดลองหาประสิทธิผลทางการรักษาแล้วก็การบำรุงสุขภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าเห็ดชนิดนี้เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์จริงหรือไม่
เห็ดหลินมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพที่อาจเป็นไปได้จริงหรือ?
แม้มีการค้นคว้าทดลองมากไม่น้อยเลยทีเดียวเกี่ยวกับคุณลักษณะและคุณประโยชน์ที่บางทีอาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือ
แต่ในตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือสิ่งพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์แล้วก็การแพทย์ที่เด่นชัดถึงคุณสมบัติแล้วก็คุณประโยชน์ที่อาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือแม้กระนั้น ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือเครื่องพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์แล้วก็การแพทย์ที่แน่ชัดถึงคุณลักษณะและประสิทธิผลด้านอะไรก็ตามด้วยเหตุดังกล่าว คนซื้อควรศึกษาเรียนรู้ข้อมูลของเห็ดหลินจือ จำนวนรวมทั้งวิธีการบริโภคที่เหมาะสม รวมถึงความจำกัดต่างๆแล้วก็เหตุทางสุขภาพของตนเองให้ดีก่อนจะมีการบริโภค
แบบอย่างงานศึกษาเรียนรู้ที่เรียนเกี่ยวกับเห็ดหลินจือที่อาจมีผลต่อร่างกาย
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
งานศึกษาเรียนรู้หนึ่งได้ทดลองหาประสิทธิผลและความปลอดภัยของการบริโภคอาหารเสริมเห็ดหลืนจือในผู้ป่วย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ จำนวน 32 ราย  ผลสรุปคือ เห็ดหลินจืออาจมีคุณประโยชน์ในด้านการห้ามลักษณะของการปวด ปลอดภัยต่อการกินไปสู่ร่างกายและไม่มีผลข้างๆ แม้กระนั้น กลับไม่ปรากฏผลที่มีความนัยสำคัญสำหรับเพื่อการต้านทานปฎิกิริยาออกซิเดชัน การต้านการอักเสบ หรือผลของการปรับระบบภูมิต้านทานอะไร

เพิ่มสมรรถภาพร่างกาย
เห็ดหลินจือ มีการทดสอบที่ทดสอบสมรรถนะของเห็ดหลินจือในด้านการเพิ่มสรรถยนต์ภาพของร่างกาย โดยได้ ทดสอบในคนเจ็บโรคปวดกล้ามเนื้อไฟโปรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)เพศหญิงปริมาณ 64 ราย ตลอดระยะเวลาการทดสอบ 6 อาทิตย์ ผู้เจ็บป่วยบริโภคเห็ดหลินจือจำนวน 6 กรัม/วัน แล้วจึงทดสอบสมรรถภาพร่างกายของคนเจ็บ ผลของการทดสอบและก็กำหนดแผนการรักษาคนป่วยโรคนี้ถัดไป แต่ยังคงขาดหลักฐานเกื้อหนุนที่เด่นชัด จำเป็นที่จะต้องมีการทำการวิจัยในด้าน เพื่อหาหลักฐานและหลักฐานที่แนชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อไป
ต้านทานการเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชัน รวมทั้งปกป้องการทำลายเซลล์ตับ
สมุนไพร จากการทดสอบหาความสามารถของสารไตรเทอร์พีนอยด์ (Trirpenoids)และโพลีแซ็กคาไรด์(Polysaccharide)ในเห็ดหลินจือในด้านการต้านการเกิดปฎิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน และการปกป้องการทำลายเซลล์ตับในกรุ๊ปผู้ทดลองที่มีร่างกายแข็งแรง 42 คน ผลสรุปครั้งแสดงถึงประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือสำหรับเพื่อการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และก็ยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบของตับ
อย่างไรก็ดี เห็ดหลินจืออาจช่วยต้านปริกิรริยาออกซิเดชันได้ แม้กระนั้นการทดสอบดังที่กล่าวถึงแล้วเป็นเพียงแต่การค้นคว้าวิจัยขนาดเล็ก ควรศึกษาถัดไปเพื่อหาหลักฐานและก็ข้อพสจน์ที่ชัดแจ้งที่แน่ชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือ

6

ถั่งเช่า
คุณหรือคนรัก.......มีลักษณะอาการ/เป็นโรค เหล่านี้อยู่หรือไม่?
-ถั่งเช่า น้ำตาลในเลือดสูง โรคเบาหวาน ความดันโลหิต ไขมันเกิน หรือ วัวเลสเตอคอยเกิน
-หมดแรงดำเนินงาน เหนื่องาย หรือมีปัญหาการนอนหลับภูมิแพ้ อาการหอบหืด ไซนัสอักเสบ หรือภูมิคุ้มกันอ่อน
-คิดว่าร่างกายเสื่มไว แก่เร็ว หรือผิวเสียเร็ว
-โรคไต โรคมะเร็ง ได้รับทำเคมีบำบัด/ฉายรังสี(รวมทั้งผู้ที่ไม่ต้องการที่จะอยากเป็น)
-โรคหัวใจ
ถั่งเช่า ทั้งปวงนี้เกิดจาก การไม่ดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย การใช้ชีวิตไม่ถูกวิธี พันธุกรมม หรือมีเหตุมาจากความเสื่อมถอยของร่างกาย
ในนี้ พวกเราจะมาดูกันว่า..........
การค้นคว้าจากทั่วทั้งโลกชี้ว่า ถั่งเช่าสมารถยนต์ช่วยโรคหรืออาการพวกนี้ได้จริงหรือปล่าว?
รวมทั้งท่านที่ยาก.....
-แก่ยืนแข็งแร็ง
-ต้องการบำรุงสุขภาพแล้วก็ความจำ รวมทั้งบำรุงเลือด ร่างกายและก็อวัยวะภายใน
-ไม่ได้อยากป่วย และก็อยากสมุนไพร ไกลห่างจากโรคภัยน่าขนลุก ที่เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของไทย
ถั่งเช่าช่วยโรคความดัน
-งานค้นคว้าวิจัยทดสอบที่แคลิฟอร์เนีย พบว่าถั่งเช่าสามารถปรับสมดุลความดันเลือดได้ด้วยหลายกลไก โดยมีอีกทั้งกลไกลทางตรงรวมทั้งทางอ้อม
ถั่งเช่าช่วยลดโคเลสเตอรอคอยลไขมันในเส้นเลือด
-ที่สถาบันวิจัย NEL Biotech ประเทศเกาหลี พบว่าถั่งเช่าสกัดสามารถลดปริมาณโคเลสเตอรอคอยลในเลือดของหนูทดลองได้
ถั่งเช่าแก้อ่อนล้าง่าย อ่อนเพลียเหนื่อย ช่วยให้สดชื่น ปฏิบัติงานได้นานขึ้น สู้งานได้มากขึ้น
-ได้มีการทดลองในกรุ๊ปคนที่มีลักษณะอาการอ่อนแรงได้ง่าย 53 คนให้26คนทานถั่งเช่า 3 กรัมต่อวัน อีก 27 คนทานยาที่ไม่มีสารออกฤทธ์(กลุ่มควบคุม)ภายหลังผ่านไป 3 เดือน กลุ่มที่ทานถั่งเช่าหายจากอาการอ่อนเพลียง่ายได้ถึง 92% ส่วนกรุ๊ปควบคุมหายเพียง14%(5)
ถั่งเช่าช่วยทำให้หลับดี/หลับลึกขึ้น
-จากการให้หนูกินสาร coydcepin ที่เจอในถั่งเช่า 4 ชม.ก่อนนอน รวมทั้งกระทำการตรวจวัดคลื่นสมอง ชี้ให้เห็นว่าหนูหลับลึกขึ้น รวมทั้งเป็นหลักฐานขึ้นรากฐานว่า Cordycepin สามารถช่วยผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนได้
ถั่งเช่าลดภูมิแพ้/โรคหอบหืด/ไซนัสปักเสบ
-ถั่งเช่าช่วยปรับให้ปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอาการหอบหืดเรื้อรัง จากการทดลองจากกรุ๊ปคนไข้โรคหอบหืด 120 คน 60 คนทานถั่งเช่าเป็นระยะเวลา 3 เดือน อีกกรุ๊ปได้ทานยาหลอก พบว่าหลุ่มได้รับถั่งเช่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น(จากการทดลอง AQLQ)อย่างเป็นจริงเป็นจัง เทียบกับกรุ๊ปที่ได้รับยาหลอก ผลสรุปคือถั่งเช่าช่วยโรคหอบหืด ปอด และก็ลดการอักเสบในกลุ่มผู้เจ็บป่วยโรคหอบหืดระดับกลางถึงรุนแรงได้จริง
-จากการทดลองในหนู พบว่าถั่งเช่าสกัดช่วยลดอาการอักเสบในระบบทางเท้าหายใจได้
สมุนไพร ถั่งเช่าช่วยเสริมภูมิต้านทานให้แข็งแรง
-การทดลองที่แคนดาพบว่าถั่งเช่าช่วยเสริมลักษณะการทำงานของเม็ดเลือดขาวแล้วก็กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในหนูได้จริง
ถั่งเช่าช่วยบำรุงรักษาระบบขยายพันธุ์
-ในจีนได้มีการทดลองกับคนที่เผชิญกับปัญหาเสื่อมสมรรถนะทางเพศ 189 คน โดยให้ทานถั่งเช่า 3 กรัม ต่อวัน เป็นเวลาชิดกัน 40 วัน พบว่าสามารถฟื้นฟูสมรรถภาพคนรับการทดสอบได้ถึง 66%
ถั่งเช่าเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอวัย ทำให้แก่ช้าลง ผิวพรรณผ่องใส ไม่ให้ผิวหนังเสื่อมเร็ว
-ได้มีการนำสาร Cordycepi ที่พบในถั่งเช่า มาทดสอบการยับยั้งผลกระทบจากแดดที่มีต่อผิว ผลปรากฎว่าสารดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นสามารถคุ้มครองป้องกันการเหนียวนำการสร้าง MMP เมื่อผิวโดนรังสี UVB ได้ ซึ่งหมายถึงสามารถคุ้มครองป้องกันการเสื่อมของผิวหนังเมื่อโดนแดดได้

ถั่งเช่าช่วยการดูแลรักษาโรคไตเรื้อรัง บำรุงไตและก็ฟื้นฟูแนวทางการทำงานของไตได้
-ได้มีการทดลองให้คนไข้ไตวายเรื้อรัง 37 คน ทานถั่งเช่า 5 กรัมต่อวันตรงเวลา 1 เดือน ผลปรากฏว่าค่าไตมากมาย เป็นต้นว่า (creatinine,urinary proteins
-ถั่งเช่าช่วยทำให้ร่างกายยอมรับการเปลี่ยนถ่ายไต ได้มีการทดลองเปรียบในคนป่วยสำนักงานปลูกถ่ายไต โดยให้ถั่งเช่า 3 กรัม ต่อวันควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบัน ส่วนอีกกรุ๊ปได้รับเพียงแค่ยาแผนปัจจุบันแค่นั้น ผลคือสาร Cyclosporing ในเลือด และก็โปรตีนในปัสสาวะของกรุ๊ปที่ได้ทานถั่งเช่า ต่ำลงยิ่งกว่ากรุ๊ปไม่ได้ทาน ทำให้เห็นว่าถั่งเช่าช่วยให้ร่างกายผู้ป่วยเห็นด้วยการเปลี่ยนถ่ายไตได้ดิบได้ดีมากยิ่งขึ้น
-นอกเหนือจากนั้นมีแถลงการณ์ว่าการให้ผู้เจ็บป่วยที่หลักการทำงานของไตบกพ่องจากการใช้ยา gentamicin รับประทานถั่งเช่า4.5 กรัม/วัน ส่งผลทำให้ระบบรูปแบบการทำงานของไตดียิ่งขึ้นปกติ 89% เปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุมภายหลังรับประทานถั่งเช่าเพียงแต่ 6 วัน
สมุนไพร ถั่งเช่าฆ่าเนื้องอก ยั้งมะเร็ง
-ในปี 2011 ได้มีการนำสาร cordycepin จากถั่งเช่ามาทดสอบกับเซลล์มะเร็งเต้านมของมนุษย์ cordycepin สามารถฆ่าเซลล์ของมะเร็งเต้านมได้อย่างมีคุณภาพ
-ที่ประเทศเกาหลีใต้ได้กระทำทดสอบกระตุ้นตัวทดลองให้กำเนิดโรคมะเร็ง ต่อจากนั้นให้หนูกรุ๊ปหนึ่งทานสารสกัดถั่งเช่า ส่วนอีกกลุ่มไม่ได้รับสารสกัดถั่งเช่า หลังผ่านไป 21 วัน พบมะเร็งในกรุ๊ปหนูทดลองที่ได้รับสารสกัดถั่งเช่ามีขนาดเล็กกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับสารสกัดถั่งเช่า
ถั่งเช่าแก้พิษจากการฉายรังสี และแนวทางการทำคีโม
-การทดสอบใน University of Louisville ประเทศอเมริกา พบว่าสารเบต้ากลูแคน(ซึ้งพบได้ในกรุ๊ปถั่งเช่า)ช่วยทำให้คนป่วยมะเร็งที่ได้รับฉายเคมีหรือเคมีบรรเทาฟื้นตัวได้เร็ว เพราะว่ากระตุ้นการผลิตเม็ดเลือดขาวให้มีจำนวนเพิ่มสู่สภาพการณ์ธรรมดาได้เร็วขึ้น
ถั่งเช่าคุ้มครองป้องกันอัมพฤกษ์ อัมพาต ด้วยการปกป้องคุ้มครองการแข็งตัวของเกล็ดเลือด
-จากการทดลองในเส้นเลือดทดลอง พบว่าสารโพลีแซคค้างไรค์ในถั่งเช่า สามารถช่วยปกกันการจับกุมตัวของเกล็ดเลือดได้
ถั่งเช่าคุ้มครองป้องกันสูญเสียความจำ
-ลดการตายของ cell สมอง
ถั่งเช่าช่วยคนเจ็บโรคหัวใจ
-สมุนไพร ได้มีการทดสอบให้คนไข้โรคหัวใจล้มเหลวเรื้อรังทานถั่งเช่าควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบัน3-4 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 23-29 เดือน พบว่ากลุ่มผู้เจ็บป่วยที่ได้รับถั่งเช่าพร้อมกันไปด้วยมีลักษณะอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ เทียบกับกรุ๊ปที่ได้รับแต่ว่ายาแผนปัจจุบันอย่างเดียวโดยกรุ๊ปที่ได้รับถั่งเช่ามอาการหายใจถี่ลดน้อยลง ไม่อ่อนเพลียง่าย สภาพร่างกายและก็จิตใจสมบูรณ์แข็งแร็งขึ้น รวมถึงมีสรรมภาพทางเพศดีขึ้นอีกด้วย

7

ถั่งเช่า
‘ถั่งเช่า’ เป็นอย่างไร? 
ถั่งเช่า’ นั้นเจอได้รอบๆแถบทุ่งหญ้าบนภูเขาสูงของเมืองจีน (ธิเบต) เนปาล แล้วก็ภูเขาฏาน ซึ่ง ‘ถั่งเช่า’ ที่มาจากเทือกเขาหิมาลัยมีความน่าดึงดูดใจเป็นอย่างยิ่ง ได้มีคำชี้แจงสมุนไพรชนิดนี้ว่า
“ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า” สมุนไพร สื่อความหมายแสดงพัฒนาการของมันว่า ตลอดฤดูหนาวจะมีหนอนฝังตัวอยู่ในหิมะ เมื่ออากาศเปลี่ยนน้ำแข็งเริ่มละลาย ก็จะมีเห็ดอีกปลดปล่อยสปอร์ออกมาเพื่อการขยายพันธุ์ โดยจะถูกพัดพาไปตกอยู่ตามพื้นดิน แล้วตัวหนอนที่เคยฝังตัวในหิมะพวกนี้หลุดออกมาจากจำศีลขึ้นมาหาอาหารก็จะกินสปอร์เข้าไป เมื่อเวลาผ่านไปถึงหน้าร้อนสปอร์ก็จะเริ่มเจริญวัยโดยอาศัยการดูดสารอาหารและธาตุจากตัวหนอน หลังจากนั้นเห็ดก็จะเริ่มแตกหน่อออกจากตัวหนอน เพราะเห็ดเหล่านี้อยากได้แสงอาทิตย์มันก็เลยแตกหน่อพุ่งขึ้นสู่พื้นดินโดยแตกหน่อออกจากปากของตัวหนอน ส่วนตัวหนอนเองก็จะเบาๆอ่อนเพลียลง เพราะฉะนั้นถั่งเช่าที่ประยุกต์ใช้ทำเป็นยาก็เป็น ส่วนผสมของตัวหนอนรวมทั้งเห็ดที่แห้งแล้วนั่นเอง
‘ถั่งเช่า’ ราชาแห่งสมุนไพรจีน
สมุนไพร ถั่งเช่า นับเกิดเรื่องน่าอัศจรรย์ที่วงจรของหนอนชนิดนี้ได้เปลี่ยนมาฯลฯเกิดของสมุนไพรที่มีประโยชน์หลายประการ ในการเอามากินนั้น มีอีกทั้งรับประทานใหม่ๆนำมาต้ม ต้ม หรือบดเป็นผุยผงแล้วบรรจุในแคปซูลเพื่อความสะดวกยิ่งขึ้นเช่าถือเป็นสมุนไพรอันดับหนึ่งของโลกยุคปัจจุบัน ด้วยสรรพคุณมากไม่น้อยเลยทีเดียวที่ได้จากถั่งเช่า ก็เลยทำให้ไม่ว่าใครก็ต่างสรรเสริญให้ ถั่งเช่านั้นเป็นสมุนไพรที่ดีที่สุด ก่อนหน้าหากเอ่ยถึง ถั่งเช่าคงจะมีไม่ค่อยดังสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะคนไทยอย่างเราๆแต่ลองมาถามขณะนี้สิจะมีผู้ใดบ้างที่ไม่เคยทราบสุดยอดสมุนไพรประเภทนี้ เนื่องจากว่าในตอนนี้ถั่งเช่านั้นเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก รวมทั้งแพร่หลายด้วยคุณประโยชน์จำนวนมากอาทิเช่น ช่วยบำรุงรักษาร่ากาย บำรุงเกี่ยวกับทางเดินหายใจรวมไปถึงยังสามารถช่วยเพิ่มสมรรถทางเพศได้อีกด้วย มิหนำซ้าผู้คนจำนวนมากยังเชื่อว่าเจ้าตัว ถั่งเช่านั้นสามารถรักษามะเร็งได้ดิบได้ดีอีกด้วย
การศึกษาสมุนไพรถั่งเช่า
คุณทราบหรือไม่?......จากที่มีการศึกษาเล่าเรียนสมุนไพร มามากกว่า 20 ปี ไม่เจอผลกระทบหรือสารตกค้างอะไรก็ตามเลย ในกลุ่มคนที่กินถั่งเช่า ถึงแม้ในปริมาณมากต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน รวมถึงในคนวัยแก่
จากการเรียนการค้นคว้าจำนวนหลายชิ้นเกี่ยวกับผลทางชีวภาพและก็ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของถั่งเช่ามีมาก ก็เลยทำให้ ‘ถั่งเช่า’ เป็นสมุนไพรที่ให้ผลดีสำหรับการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่างๆของร่างกายให้ทำงานดีขึ้น ซึ่ง นพ.สุริยะ ธีรธรรมากุล หมอผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัยกรุงเทวดา โรงหมอกรุงเทพ ได้กล่าวว่ากว่า 20 ปี ก่อนหน้าที่ผ่านมายังไม่เคยมีผู้ใดกันค้นพบด้านลบหรือผลกระทบใดๆที่เกิดอันตรายของ ‘ถั่งเช่า’  เลย เว้นเสียจะเกิดขึ้นในบางครั้งบางคราวของมีภูมิคุ้มกันผิดพลาดของตนเองอยู่แล้วเท่านั้น
สรรพคุณของถั่งเช่า
ถั่งเช่า ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน และก็ลดคอเลสเตอรอล
ช่วยการทำงานของตับในเรื่องของดีท็อกซ์ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของไตให้ดีขึ้น
สร้างโปรตีนชนิดสำคัญ ที่ช่วยเพิ่มกระตุ้น สมรรถภาพทางเพศทั้งหญิงรวมทั้งชาย ซึ่งได้รับนามสมมุติอีกอย่างหนึ่งว่า ไวอกร้าแห่งแนวเขาหิมาลัย
ต้านทานอาการเหน็ดเหนื่อย และก็เพิ่มประสิทธิภาพแนวทางการทำงานของร่างกาย
[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/16484912/%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2]ถั่งเช่า[/url] ช่วยกระตุ้นแนวทางการทำงานของเม็ดเลือดขาว ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง
กระแสความนิยมบำรุงสุขภาพด้วยการรับประทานสมุนไพรจีนเพื่อบำรุงร่างกายมีมากยิ่งขึ้น ซึ่ง ‘ถั่งเช่า’ เองนั้นเป็นอีกหนึ่งจำพวกของอาหารเสริมสำหรับผู้ที่ต้องการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่หนุ่มสาวจนกว่าคนชราหรือคนที่ต้องการปรับสมดุลในตอนวัยทอง
โดยคุณหมอแนะนำเรื่องการเลือกซื้อ ‘ถั่งเช่า’ ว่า “เดี๋ยวนี้ในตลาดจะมีอีกทั้งแบบธรรมชาติหรือการเพาะเลี้ยงเองเป็นทางเลือก มีสายพันธุ์มากกว่า 600 สายพันธุ์ ซึ่งจากการทดลองนั้น ‘ถั่งเช่า’ สายพันธุ์ Cordyceps Sinesis จะออกฤทธิ์ได้ดิบได้ดีที่สุด แล้วก็มีผลวิจัยรับรองแน่นอน การเลือกกินสมุนไพร ‘ถั่งเช่า’ เป็นอาหารเสริมนั้น จึงควรเลือกจากแหล่งผลิตเชื่อใจได้ผ่านกรรมวิธีการที่ถูกต้อง

เพราะเหตุไร....ทานถั่งเช่าแล้วบางเจ้ามองไม่เห็นผล
เพราะอะไรถั่งเช่าถึงแพง
ด้วยความที่สมุนไพร ถั่งเช่านั้นเป็นที่ชื่นชอบมากมายในปัจจุบันทำให้ราคาของสมุนไพรประเภทนี้สูงมากมายอย่างน้อยเกรดปกติก็ตกอยู่ที่กิโลละ 2-3 แสนบาท แต่ถ้าเกิดเป็นแบบอย่างดีราคาสูงสุดอยู่ที่2-3 ล้านบาทอย่างยิ่งจริงๆ สาเหตุที่ทำให้ราคาของ ถั่งเช่าแพงได้ขนาดนี้ก็เนื่องจากถั่งเช่าไม่ได้หากันง่ายๆมีเฉพาะบางพื้นที่เพียงแค่นั้น แตกต่างจากสมุนไพรประเภทอื่นๆซึ่งสามารถหากันง่ายดายยิ่งกว่านี้ ถั่งเช่าจะหาได้จากพื้นที่สูงเข้าถึงยาก แล้วก็มีลักษณะอากาศที่คนปกติทั่วๆไปไม่สามารถเข้าไปหาถึงได้ง่ายๆต้องให้คนทื้นที่เป็นผู้เข้าไปหาในป่าเพียงแค่นั้น ทั้งถั่งเช่ายังมีสรรพคุณยังมีสรรพคุณต่างๆอีกเยอะแยะ ทั้งยังช่วยรักษโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับฟุตบาทหายใจ โรคภูมิแพ้ หรือช่วยบำรุงอาหารลดน้าตาลในเลือด ฯลฯ แถมยังช่วยชะลอความแก่ และก็ช่วยเพิ่มสามารถทางเพศ ได้ดีอีกด้วย ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานั้นจึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้ถั่งเช่าราคาแพงแพง แต่ว่าในช่วงเวลานี้มีโรงงานในไทยสามารถเพาะถั่งเช่าได้ โดยไม่ต้องเดินไปเก็บตามแนวเขาทำให้ราคาต้นทุนถั่งเช่าลดต่ำลงไปมากกว่าคราวก่อน สามารถควบคุมปริมาณสาระสำคัญได้เป็นเพาะในสภาพควบคุม และยังขจัดปัญหาสารโลหะหนักเจือปนที่ไม่สามารถควบคุมได้ในธรรมชาติได้อีกด้วย

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

8

โรคคางทูม (Mumps)
โรคคางทูมเป็นอย่างไร  โรคคางทูม (mumps) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งนับได้ว่าเป็นโรคติดต่อกะทันหันทางระบบหายใจ อีกโรคหนึ่ง พบได้ทั่วไปในเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น คนเจ็บจำนวนมากมักมีลักษณะบวมและก็กดเจ็บบริเวณต่อมน้ำลาย เพราะว่าเกิดการอักเสบของต่อมน้ำลายขนาดใหญ่ซึ่งอยู่รอบๆแก้มหน้าหู เหนือขากรรไกร ที่เรียกว่า ต่อมพาโรติด (Parotid glands) ซึ่งคือต่อมคู่ มีข้างซ้ายและข้างขวา ซึ่งโรคอาจกำเนิดกับต่อมน้ำลายเพียงด้านเดียวหรือทั้งสองข้างได้ นอกนั้นอาจกำเนิดกับต่อมน้ำ ลายอื่นได้ เป็นต้นว่า ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร หรือต่อมน้ำลายใต้คาง ซึ่งมักจำต้องเกิดร่วมกับการอักเสบของต่อมพาโรติดด้วยเสมอ เป็นโรคที่มีลักษณะไม่ร้ายแรงและก็สามารถหายเองได้
คางทูมเป็นโรคที่มักพบในเด็กอายุ 6-10 ปี เจอได้ทั้งสิ้นศหญิงแล้วก็ผู้ชายใกล้เคียงกัน  แต่ว่าในเด็กโต วัยเจริญพันธุ์รวมทั้งคนแก่มักจะพบความรุนแรงของโรคคางทูมมากกว่าและกำเนิดอาการนอกต่อมน้ำลายมากยิ่งกว่าวัยเด็ก มักไม่ค่อยเจอในเด็กอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 3 ปี รวมทั้งในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากยิ่งกว่า 40 ปี โรคนี้มีอุบัติการณ์การเกิดสูงในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน แล้วก็ในตอนก.ค.ถึงก.ย. และอาจเจอการระบาดได้เป็นครั้งเป็นคราว ในอดีตสมัยจัดว่าเป็นโรคติดต่อที่มักพบในเด็ก แต่ในปัจจุบันมีลัษณะทิศทางลดน้อยลงจากการฉีดยาปกป้องโรคนี้กันเพิ่มมากขึ้น
ประวัติและก็ที่มาที่ไปของโรคคางทูม ศตวรรษที่ห้าก่อนคริสต์ศักราช  Hippocrates ได้อธิบายโรคคางทูมว่าเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ ต่อมาปลายคริสต์ศักราชที่ 1700  Hamilton ย้ำว่าการกำเนิดอัณฑะอักเสบเป็นอาการสำคัญของโรคคางทูม ในปี คริสต์ศักราช1934 Johnson แล้วก็ Goodpasture สามารถทดสอบเอาอย่างการเกิดโรคคางทูมในลิงได้เสร็จ เป็นหลักฐานแสดงการพบเชื้อไวรัสคางทูมผ่านมาสู่น้ำลายของคนไข้โรคคางทูมได้ ในปี คริสต์ศักราช1945 Habel รายงานการเพาะเลี้ยงเชื้อไวรัสคางทูมในตัวอ่อนลูกไก่ได้สำเร็จ Enders แล้วก็คณะ อธิบายการทดลองทางผิวหนังและก็การพัฒนาการของการเสริมตรึงแอนติบอดี  (complement-fixing antibodies) ตามหลังโรคคางทูมในมนุษย์ได้สำเร็จ
                รากศัพท์คำว่า  mumps มาจากภาษาใดไม่ทราบแน่ชัด อาจมาจากคำนามในภาษาอังกฤษ  mump ที่แปลว่าก้อนเนื้อ หรือมาจากคำคำกริยาในภาษาอังกฤษ  to mump ที่แสดงว่า อารมณ์ไม่ดี ซึ่งเป็นลักษณะการแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง  mumps ยังมีความหมายถึงลักษณะการพูดอู้อี้ ซึ่งเจอได้ในคนป่วยโรคคางทูม ในรายงานสมัยก่อนโรคคางทูมมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า  epidemic parotitis
สาเหตุของโรคคางทูม ที่มาของโรคคางทูมมีเหตุมาจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า มัมส์ (mumps Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่อยู่ในอากาศสามารถแพร่ไปได้โดยการไอ จาม เหมือนกันกับโรคไข้หวัด ซึ่งไวรัสชนิดนี้เป็น
ไวรัสในกลุ่มพาราไม่กโซเชื้อไวรัส  (paramyxovirus) (ประกอบด้วย mumps virus, New Castle disease virus, human parainfluenza virus types 2, 4a, and 4b) เชื้อไวรัสคางทูมเป็น enveloped negative singlestranded RNA มีลักษณะรูปร่างทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 90-300 นาโนเมตร ขนาดเฉลี่ยโดยประมาณ 200 นาโนเมตร nucelocapsid ถูกห่อหุ้มด้วย envelope 3 ชั้น
อาการของโรคคางทูม อาการโรคคางทูม กำเนิดข้างหลังสัมผัสโรค               
ที่มา :  WIKIPEDIA
ซึ่งระยะฟักตัวทั่วๆไปราวๆ 14 - 18 วัน แต่อาจเร็วได้ถึง 7 วันหรือนานได้ถึง 25 วัน โดยจะมีผลให้เกิดการอักเสบของต่อมน้ำลายพาโรติด อาการ คนป่วยจะเริ่มมีลักษณะเป็นไข้ อ่อนล้า ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร  บางบุคคลอาจมีลักษณะของการปวดในช่องหูหรือข้างหลังหูขณะบดหรือกลืน ๑-๓ วันต่อมา พบว่าบริเวณข้าง
                      ที่มา :  Googleหรือขากรรไกร มีอาการบวมแล้วก็ปวด  อาการปวดจะเป็นมากขึ้นเมื่อกินของเปรี้ยว น้ำส้มคั้น น้ำมะนาว คนไข้ชอบรู้สึกปวดร้าวไปที่หู ขณะอ้าปากเคี้ยวหรือกลืนของกิน บางบุคคลอาจมีอาการบวมที่ใต้คางร่วมด้วย (ถ้าหากมีการอักเสบของต่อมน้ำลายใต้คาง) โดยประมาณ ๒ ใน ๓ ของคนที่เป็นคางทูม จะเกิดอาการคางบวม ๒ ข้าง โดยเริ่มขึ้นข้างหนึ่งก่อนแล้วอีก ๔-๕ วัน ต่อมาค่อยขึ้นตามมาอีกข้างอาการคางบวมจะเป็นมากในตอน ๓ วันแรกแล้วจะค่อยๆยุบหายไปใน ๔-๘ วัน ในช่วงที่บวมมากมาย คนเจ็บจะมีอาการกล่าวและก็กลืนทุกข์ยากลำบาก บางบุคคลอาจมีอาการคางบวม โดยไม่มีอาการอื่นๆเอามาก่อน หรือมีเพียงแค่อาการไข้ โดยไม่มีอาการคางบวมให้มองเห็นก็ได้ นอกจากนี้ พบว่าประมาณร้อยละ ๓๐ ของคนที่ติดโรคคางทูม อาจไม่มีอาการแสดงของโรคคางทูมก็ได้
ส่วนภาวะแทรกซ้อน) ของโรคคางทูม ชอบพบได้สูงขึ้นเมื่อเกิดโรคในเด็กวัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือในคนมีภูมิคุ้มกันต้านโรคต่ำ เป็นต้นว่า

  • โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เจอได้ราว 10% ของผู้เจ็บป่วย รวมทั้งมักมีอาการไม่รุนแรง
  • โรคสมองอักเสบ พบได้แต่ว่าน้อยมาก แม้กระนั้นถ้าร้ายแรงอาจจะทำให้เสียชีวิต ได้ เจอได้ราว 1% แล้วก็เจอกำเนิดในผู้ชายมากยิ่งกว่าหญิง
  • ในเพศชาย บางทีอาจพบการอักเสบของอัณฑะ โดยช่องทางเกิดสูงขึ้นหากคางทูมเกิดในวัยรุ่นหรือวัยผู้ ใหญ่เจอได้ 20 - 30% ของคนป่วย อาการอัณฑะอักเสบมักกำเนิดประมาณ 1 - 2 อาทิตย์ภายหลังจากต่อมน้ำลายอักเสบ โดยอัณฑะจะบวม เจ็บ และอาจกลับมาเป็นไข้ได้อีก อาการต่างๆจะเป็นอยู่โดยประมาณ 3 - 4 วัน หรือบางทีอาจนานได้ถึง 2 - 3 สัปดาห์ อัณฑะจะยุบบวม และก็ขนาดอัณฑะจะเล็กลง ทั่วๆไปการอักเสบมักกำเนิดกับอัณฑะข้างเดียว ซ้ายหรือขวามีโอกาสเกิดใกล้เคียงกัน แต่เจอเกิด 2 ข้างได้ 10 - 30% ข้างหลังเกิดอัณฑะอักเสบราวๆ 13% ของผู้มีอัณฑะอักเสบฝ่ายเดียว รวมทั้ง 30 - 87% ของผู้มีอัณฑะอักเสบ 2 ข้างจะมีบุตรยาก (Impaired fertility) บางบุคคลอาจเป็นหมันได้
  • ในหญิง อาจมีการอักเสบของรังไข่ได้ราว 5% แม้กระนั้นมักไม่มีผลให้มีบุตรยาก หรือเป็นหมัน
  • อื่นๆที่บางทีอาจพบได้บ้างแม้กระนั้นน้อย คือ ข้ออักเสบ ตับอ่อนอักเสบ และ หูอักเสบ


ขั้นตอนการรักษาโรคคางทูม แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคคางทูมได้จากประวัติความเป็นมาอาการและการตรวจร่างกายของคนป่วยดังต่อไปนี้

  • ตรวจเช็คประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วย
  • ตรวจการบวมของต่อมน้ำลายที่ข้างหู แล้วก็ต่อมทอนซิลในปาก
  • ตรวจวัดอุณหภูมิของคนไข้ว่าอยู่ในระดับที่สูงแตกต่างจากปกติหรือไม่
  • ตรวจสารก่อภูมิต้านทาน (Antigen) ในเลือด
  • แม้กระนั้นเมื่อทำการสอบเรื่องราวแล้วพบว่ามีประวัตสัมผัสกับผู้เจ็บป่วยโรคคางทูมภายใน 2-3 อาทิตย์ ร่วมกันมีลักษณะอาการต่อมพาโรติดอักเสบก็สามารถวินิจฉัยโรคได้โดยทันที


ส่วนการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อรับรองการต่อว่าดเชื้อไวรัสคางทูมนั้น มีความจำเป็นต่อการวินิจฉัยในกรณีที่คนไข้ไม่มีต่อมน้ำลายพาโรติดอักเสบ ต่อมน้ำลายพาโรติดอักเสบเป็นซ้ำหลายที หรือเพื่อยืนยันการไต่สวนการระบาดของโรคคางทูม การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อรับรองการวิเคราะห์โรคคางทูม โดยการตรวจทางภูเขามิคุ้นกันวิทยา (serologic studies) มีหลายวิธี ดังเช่น

  • ตรวจเลือดหาแทนตำหนิบอดีต่อเชื้อไวรัสคางทูม lgM โดยวิธี enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA)
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสคางทูมจากน้ำลาย ปัสสาวะ น้ำไขสันหลัง เลือด รวมทั้งสมอง โดยวิธี Reverse transcriptase (RT)–PCR assays และ
  • กรรมวิธีการแยกเชื้อไวรัสคางทูมในเซลล์เพาะเลี้ยง


เพราะว่าโรคคางทูมเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส การดูแลและรักษาโรคคางทูมจึงยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แต่ว่าสามารถทำเป็นโดยทุเลาอาการแล้วก็ทำให้ระบบภูมิต้านทานของสุขภาพแข็งแรงขึ้น โดยแพทย์จะรักษาตามอาการ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีลักษณะอาการปวดก็จะให้กินพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาปวด นอกจากนั้นก็จะแนะนำกระบวนการกระทำตัวและให้พักฟื้นที่บ้าน
การดำเนินโรค  ทั้งนี้โดยมากโรคคางทูมจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนและก็สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ รวมทั้งอาการไข้จะเป็นอยู่เพียงแค่ ๑-๖ วัน ส่วนอาการคางทูมจะยุบได้เองใน ๔-๘ วัน (ไม่เกิน ๑๐ วัน) และก็อาการโดยรวมจะหายสนิทข้างใน ๒ สัปดาห์
ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่ไม่รุนแรงที่เกิดกับอวัยวะต่างๆจำนวนมากก็ชอบหายได้เป็นปกติส่วนน้อยมากที่อาจมีภาวะเป็นหมัน (จากรังไข่อักเสบและก็อัณฑะอักเสบ) หูหนวก (จากประสาทหูอักเสบ)
การติดต่อของโรคคางทูม เชื้อไวรัสคางทูมสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสโดยตรง (direct contact) กับสารคัดหลั่งของทางเดินหายใจ (droplet nuclei) หรือ fomites ผ่านทางจมูกหรือปาก เป็นต้นว่าการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสลดที่ผู้เจ็บป่วยไอหรือจามรด การสัมผัสน้ำลายของคนเจ็บ หรือโดยการสัมผัสถูกมือ สิ่งของ
เครื่องใช้สอย อย่างเช่น ผ้าที่มีไว้สำหรับเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ถ้วยน้ำ จาน จานชาม ฯลฯ รวมไปถึงสภาพแวดล้อมอื่นๆที่ปนเปื้อนเชื้อ ซึ่งจำเป็นต้องใช้การสัมผัสที่ใกล้ชิดสำหรับในการแพร่ระบาดไวรัสคางทูมมากยิ่งกว่าเชื้อฝึกฝน หรือเชื้ออีสุกอีใส ระยะที่แพร่ระบาดได้มากที่สุด คือ 1-2 วันก่อนเริ่มมีลักษณะอาการต่อมน้ำลายพาโรติดบวม จนถึง 5 ครั้งหน้าจากต่อมน้ำลายพาโรติดเริ่มบวม (แต่ว่ามีกล่าวว่าสามารถแยกเชื้อไวรัสคางทูมจากน้ำลายของคนเจ็บตั้งแต่ 7 วันก่อนมีลักษณะอาการจนกระทั่ง 9 คราวหลังจากเริ่มมีลักษณะอาการต่อมน้ำลายพาโรติดบวม) ส่วนระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสคางทูมส่วนใหญ่ 16-18 วัน (พิสัย 12-25 วัน)
การแยกโรคอื่นๆที่มีลักษณะคางบวมคล้ายกับโรคคางทูม การแยกโรค อาการคางบวม อาจเป็นเพราะโรคแล้วก็มูลเหตุอื่น ได้อีกเช่น

  • การบาดเจ็บ เป็นต้นว่า ถูกต่อย
  • ต่อมทอนซิลอักเสบ ผู้เจ็บป่วยจะเป็นไข้ เจ็บคอ ต่อมทอนซิลบวมแดง แล้วก็บางทีอาจเจอมีต่อมน้ำเหลืองใต้คางบวมร่วมด้วยข้างหนึ่ง
  • เหงือกอักเสบหรือรากฟันอักเสบ คนป่วยจะมีลักษณะอาการปวดฟัน  หรือเหงือกบวม  และอาจมีอาการคางบวมร่วมด้วยข้างหนึ่ง
  • ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ คนป่วยจะมีลักษณะต่อมน้ำเหลืองที่ข้างคอหรือใต้คางบวมรวมทั้งปวด แล้วก็อาจมีไข้ร่วมด้วย
  • เนื้องอกต่อมน้ำลายหรือท่อน้ำลายอุดตัน (จากการตีบหรือมีก้อนนิ่วน้ำลาย) คนป่วยจะมีก้อนบวมที่คางข้างหนึ่ง ซึ่งชอบเป็นเรื้อรัง
  • ต่อมน้ำลายอักเสบเป็นหนอง จากการติดเชื้อแบคทีเรีย คนเจ็บมีลักษณะเหมือนคางทูม แต่ว่าผิวหนังบริเวณคางทูมจะมีลักษณะแดงรวมทั้งเจ็บมากมาย
  • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (อาจเกิดที่ต่อมน้ำเหลืองโดยตรง หรือแผ่ขยายจากกล่องเสียงหรือโพรงข้างหลังจมูก) ผู้เจ็บป่วยจะมีก้อนบวมที่ข้างคอ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า ๑ ซม. และไม่มีอาการเจ็บปวด อาจมีอาการเสียงแหบ (หากเป็นมะเร็งกล่องเสียง) หรือคัดจมูกหรือเลือดกำเดาไหล (ถ้าหากเป็นมะเร็งโพรงข้างหลังจมูก)
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคคางทูม เมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคคางทูมแพทย์ชอบให้คำแนะนำในการกระทำตัวเพื่อทุเลาลักษณะโรคมากยิ่งกว่าการให้ยา ซึ่งแพทย์มักจะแนะนำดังนี้

  • เช็ดตัวเวลามีไข้รวมทั้งให้ยาลดไข้ (พาราเซตามอล) รวมทั้งให้ซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมงเฉพาะเวลามีไข้สูง ห้ามใช้แอสไพริน สำหรับคนอายุน้อยกว่า 18 ปี ด้วยเหตุว่าบางทีอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรย์ซินโดรม (Reye’s syndrome) ซึ่งมีการอักเสบของสมองแล้วก็ตับอย่างรุนแรง               มีอันตรายได้
  • ใช้น้ำอุ่นจัดๆประคบตรงบริเวณที่เป็นคางทูมวันละ 2 ครั้ง แต่ถ้าหากปวด ให้ใช้ความเย็น (ดังเช่น น้ำเย็น น้ำแข็ง) ประคบทุเลาปวด
  • หลบหลีกการกินของกินที่เคี้ยวยาก ในระยะเริ่มต้นๆควรกินอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม ซุป
  • เลี่ยงการกินอาหารรสเปรี้ยว น้ำส้มคั้น น้ำมะนาวคั้น เพราะเหตุว่าอาจจะเป็นผลให้ปวดมากยิ่งขึ้น
  • ควรจะหยุดเรียนหรือหยุดงาน พักรักษาตัวที่บ้านตราบจนกระทั่งจะหาย เพื่อปกป้องการกระจายเชื้อให้คนอื่นๆ
  • พักให้พอเพียง
  • กินน้ำมากๆเมื่อไม่ได้เป็นโรคที่จำเป็นต้องจำกัดน้ำ
  • บ้วนปากด้วยน้ำเกลือบ่อยๆ
  • ควรรีบไปพบแพทย์เมื่อมีลักษณะดังต่อไปนี้


o             ไข้สูง ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส ขึ้นไป และก็ไข้ไม่ลงข้างใน 2-3 ครั้งหน้าดูแลตนเองในเบื้อง ต้น
o             ปวดต่อมน้ำลายมาก และลักษณะของการปวดไม่ดีขึ้นหลังกินยาบรรเทาอาการ
o             กินอาหาร แล้วก็/หรือดื่มน้ำได้น้อยหรือกินไม่ได้เลย
o             ไข้สูงร่วมกับปวดศีรษะมาก คอแข็ง หรือปวดท้องมาก ด้วยเหตุว่าเป็นอาการเกิดจาผลกระทบ สอดแทรกดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว
การป้องกันตนเองจากโรคคางทูม

  • วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการเกิดโรคคางทูมนั้นในชุมชนและในโรงพยาบาล ได้แก่ การส่งเสริมให้มีระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสคางทูมสูงโดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคคางทูม (MMR) เด็กทุกคนต้องได้รับวัคซีน 2 โด๊ส โด๊สแรกที่อายุ 9-12 เดือน และโด๊สที่สองอายุ 4-6 ปี หากไม่มีประวัติการได้รับวัคซีนมาก่อนในกลุ่มเด็กโต นักศึกษา นักท่องเที่ยว บุคลากรทางการแพทย์ ควรได้รับวัคซีน 2 โด๊ส ในผู้ใหญ่ควรได้รับวัคซีนมาก่อน ควรได้รับวัคซีน 1 โด๊ส
  • หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคคางทูม ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ หรือชโลมมือด้วยแอลกอฮอล์เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดมาจากการสัมผัส และอย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะจมูก
  • ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ โทรศัพท์ จานชาม ของเล่น ฯลฯ ร่วมกับผู้ป่วย และควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสมือโดยตรงกับผู้ป่วยที่เป็นโรคคางทูม
  • ไม่เข้าใกล้หรือนอนรวมกับผู้ป่วยที่เป็นโรคคางทูม แต่ถ้าจำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดก็ควรสวมหน้ากากอนามัยและหมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง และเพื่อลดโอกาสติดเชื้อต่างๆ รวมทั้งเชื้อไวรัสคางทูม
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคคางทูม

  • พิษนาศน์ ชื่ออื่น  แผ่นดินเย็น นมราชสีห์ น้ำนมราชสีห์ ปันสะเมา พิษหนาด สิบสองราศี  ชื่อวิทยาศาสตร์ Sophora exigua Craib , Fabaceae  สรรพคุณ:   ตำรายาไทย ราก รสจืดเฝื่อนซ่า ต้มเอาน้ำดื่ม ขับพิษภายใน ขับน้ำ แก้คางทูม
  • ตะลิงปลิง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Averrhoa bilimbi L. ชื่อสามัญ : Bilimbing  วงศ์ :   OXALIDACEAE สรรพคุณ : ยารักษาคางทูม วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใช้ใบสด 1 กำมือ ตำให้ละเอียด ผสมน้ำเล็กน้อย พอกบริเวณที่บวม พอกวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เปลี่ยนยาใหม่ทุกครั้ง ชาวอินโดนีเซียนิยมใช้ยานี้มาก

    เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.คางทูม.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 321.คอลัมน์ สารานุภาพทันโรค.มกราคม .2549
  • Enders JF, Cohen S, Kane LW. Immunity in mumps. The development of complement fixing antibody and dermal hypersensitivity in human beings following mumps. J Exp Med. 1945;81:119-35.
  • พญ.ฐิติอร ฤาชาฤทธิ์.พอ.วีระชัย วัฒนวีราเดช.วัคซีนป้องกันโรคางทุม.ตำราวัคซีน.สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศทไย.หน้า173-183
  • สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค ปี พ.ศ.2552.นนทบุรี:สำนักฯ;
  • Kleiman MB. Mumps virus. In: Lennette EH, editor. Laboratory Diagnosis of Viral Infections, 2nd ed. New York: Marcel Dekker;1992. p. 549-66. http://www.disthai.com/
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ “คางทูม (Mumps/Epidemic parotitis)”.หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 407-410.
  • American Academy of Pediatrics. Mumps. In: Pickering LK, Baker CJ, Kimberlin DW, Long SS, editors. Red book.2009 Report of the Committee on Infectious Diseases. 28th ed. Elk Grove Village, IL: American Acedemy of Pediatric; 2009. p. 468-472.
  • Centers for Disease Control and Prevention(CDC). Updated recommendations for isolation of persons with mumps. MMWR Morb Mortal Wkly Rep. 2008;57:1103-5.
  • Johnson CD, Goodpasture EW. An investigation of the etiology of mumps. J Exp Med. 1934;59:1-19.
  • คางทูม-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.(ออนไลน์)เข้าถึงได้
  • กลุ่มเฝ้าระวังสอบสวนทางระบาดวิทยา สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.สรุปสถานการณ์และองค์ความรู้จากการเฝ้าระวังและสอบสวนโรค MMR ปี พ.ศ.2552. นนทบุรี : สำนักฯ ;
  • พิษนาศน์.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Habel K. Cultivation of mumps virus in the developing chick embryo and its application to the studies of immunity to mumps in man. Public Health Rep. 1945;60:201-12.
  • Baum SG, Litman N. Mumps virus. In Mandell GL. Bennett JE, Dolin R, editors. Mandell, Douglas and Bennett’s principles and practice of infectious disease. 7th ed. New York: Churchill Livingstone; 2010. p. 2201-6.
  • ตะลิงปลิง.กลุ่มยารักษาตา คางทูม แก้ปวดหู.สรรพคุณสมุนไพร200ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
  • Travis LW, Hecht DW. Acute and chronic inflammatory diseases of the salivary glands, diagnosis and management. Otolaryng Clin North Am. 1977;10:329-88.
  • Gershon, A. (2001). Mumps. In Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D.,andJamesson, J. Harrrison’s: Principles of internal medicine. (p 1147-1148). New York. McGraw-Hill.



Tags : โรคคางทูม

9
บัวบก
ชื่อสมุนไพร บัวบก
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น ใบบัวบก (ภาคกึ่งกลาง) ผักหนอก จำปาเครือ (ภาคเหนือ) ปะหะ เอขาเด๊าะ (กะเหรี่ยง) แว่นโคก (อีสาน) ผักแว่น (ภาคใต้) เดียกำเช่า ฮมคัก (จีน)
ชื่อสามัญ Asiatic pennywort , Gotu kola , Indian pennywort , Woter pennywort
ชื่อวิทยาศาสตร์  Centella asiatica (Linn.) Urban.
วงศ์  UMBELLIFERAE (APIACEAE)
บ้านเกิดเมืองนอน  บัวบกหรือใบบัวบก มีถิ่นเกิดเดิมในทวีปแอฟริกา ถัดมาจึงถูกนำเข้ามาปลูกลงในทวีปเอเชียที่อินเดียและก็ประเทศในแถบอเมริกาใต้ อเมริกากึ่งกลาง รวมถึงประเทศในแถบเอเซียอาคเนย์ และก็เอเชียเหนือ ปัจจุบัน บัวบกได้แพร่กระจายไปทั้งโลก ทั้งในประเทศเขตร้อน แล้วก็เขตอบอุ่น ซึ่งพบว่ามีการแพร่ขยายในประเทศแถบอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และก็เรื่อยมาจนถึงทุกประเทศในเอเชีย ส่วนเมืองไทยพบบัวบกขึ้นในทุกภาคของประเทศ  ทั้งนี้บัวบกได้ถูกประยุกต์ใช้เป็นสมุนไพรในวิถีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว ซึ่งมีการกล่าวขวัญแล้วก็บันทึกในตำรายาของไทยไว้หลายฉบับร่วมกัน นอกจากนี้คนประเทศไทยยังมีการนำบัวบกมาใช้เพื่อการประกอบอาหารอีกทั้งคาวและก็หวานอีกด้วย ที่สามารถสะท้องถึงความใกล้ชิดของบัวบกกับแนวทางชีวิตของคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้ได้อย่างดีเยี่ยม
ลักษณะทั่วไป บัวบก เป็นพืชล้มลุกอายุยาวนานหลายปี มีลำต้นเป็นไหล(stolen) เลื้อยไปตามพื้นดินหรืออยู่ข้างล่างหน้าผิวดิน ไหลมีลักษณะทรงกลม ไหลอ่อนมีสีขาว ไหลแก่มีสีน้ำตาล ขนาดโดยประมาณ 0.2-0.4 มม. ยาวได้มากกว่า 1 เมตร ไหลมีลักษณะเป็นข้อข้อ รอบๆข้อเป็นจุดแทงออกของก้านใบ ส่วนด้านล่างของข้อมีรากกิ่งก้านสาขาแทงลึกลงดิน และแต่ละข้อแตกแขนงแยกไหลไปเรื่อยทำให้ต้นบัวบกขึ้นปกคลุมพื้นที่โดยรอบได้อย่างดกทึบ ใบบัวบกออกเป็นใบเดี่ยว และออกเป็นกระจุกจำนวนหลายใบบริเวณข้อ แต่ละข้อมีใบ 2-10 ใบ ใบประกอบด้วยก้านใบที่แทงตั้งชันจากข้อ ก้านใบสูงราว 10-15 ซม. มีลักษณะทรงกลม สีเขียวอ่อน ต่อมาเป็นแผ่นใบที่เชื่อมชิดกับก้านใบบริเวณตรงกลางของใบ ฐานใบโค้งเว้าเข้าพบกัน แผ่นใบมีรูปทรงกลมหรือมีรูปร่างเหมือนไต ขอบใบหยัก เส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ 2-4 เซนติเมตร แผ่นใบด้านใบเรียบ สีเขียวสด แผ่นใบด้านล่างมีขนสั้นๆปกคลุม และมีสีเขียวจางกว่าข้างบน ขอบใบหยักเป็นคลื่น  ดอกบัวบกออกเป็นช่อที่ซอกใบของข้อ ช่อดอกมีรูปทรงช่อคล้ายร่ม อาจมีช่อโดดเดี่ยวหรือมีประมาณ 2-5 ช่อ แต่ละช่อมีโดยประมาณ 3-4 ดอก มีก้านช่อดอกยาวทรงกลม ขนาดเล็ก ราวๆ 0.5-5 ซม. ส่วนกลีบมีสีขาว ตรงกลางมีเกสรตัวผู้ขนาดสั้น  ผลมีขนาดเล็ก มีลักษณะกลมแบน ยาวโดยประมาณ 3 มม. เปลือกเมล็ดแข็ง มีสีเขียวหรือม่วงน้ำตาล
การขยายพันธุ์ การปลูกบัวบกเดิมทีใช้วิธีปลูกด้วยเมล็ด โดยนำมาเพาะในกระบะ เมื่อต้นกล้าแข็งแรงก็ดีแล้ว หรือมีอายุ 15-25 วัน ก็เลยย้ายกล้าลงปลูกไว้ในแปลงแล้ว กระทำดูแลรักษา ให้ปุ๋ย ให้น้ำ ถัดมาได้พัฒนาเป็นการปลูกให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ลำต้นของบัวบกที่แตกจากต้นแม่ ซึ่งจะกระทำการขุดไหลหรือลำต้นนั้นให้ติดดิน ต่อจากนั้นนำดินมาพอกที่รากให้เป็นก้อนแล้วเก็บพักไว้ในที่ร่ม แล้วพรมน้ำบางส่วน จึงเก็บไว้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง พอเพียงวันที่ 2 สามารถจะนำกิ้งก้านนั้นไปปลูกได้เลย หรือถ้าไม่สะดวกที่จะเก็บพักไว้ก็สามารถจะขุดกิ้งก้านมาแล้วปลูกทันทีเลยก็ได้ ส่วนวิธีการปลูกนั้นมีขั้นตอนดังนี้
การเตรียมดิน ควรไถชูร่องเพื่อตากดินแล้วทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 วัน โดยไถพรวนดินให้ร่วนซุยแล้วต่อจากนั้นจึงขุดแต่งให้เป็นรูปแปลง ชูร่องเป็นแปลงปลูกกว้าง 3 เมตร ระหว่างแปลงปลูกจัดเป็นร่องน้ำหรือฟุตบาทกว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 15 เซนติเมตร เพื่อมีการระบายน้ำทิ้งได้ดิบได้ดี เมื่อทำแปลงเสร็จให้ใส่อินทรียวัตถุหว่านลงบนแปลงให้ทั่ว แล้วรดน้ำให้เปียก
                การปลูก ขุดหลุมลึก 3-4 ซม. แล้วนำต้นกล้าบัวบก ปลูกหลุมละ 1 ต้น โดยให้ระยะห่างระหว่างต้นและระยะระหว่างแถว 15 x 15 ซม. ซึ่งก็จะได้บัวบกจำนวนต้นต่อไร่ราวๆ 70000-72000 ต้น เมื่อปลูกเสร็จแล้วให้ทำรดน้ำให้เปียก
                การใส่ปุ๋ย ควรให้ปุ๋ยทีแรกหลังจากปลูก 15 – 20 วัน โดยใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 อัตรา 5 กิโลต่อไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งที่สองจะห่างจากการใส่ทีแรก 15 – 20 วันโดยกลายเป็นใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 3 กิโลกรัมต่อไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งที่สามจะห่างจาการใส่ครั้งสอง 15 – 20 วัน โดยเปลี่ยนเป็นให้ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ในอัตรา 50  กิโล/ไร่ ทุกครั้งที่มีการให้ปุ๋ยเสร็จแล้วจะต้องรดน้ำให้เปียก
                การให้น้ำ สามารถให้น้ำได้ 2 แนวทางเป็น ระบบมินิสปริงเกอร์ ซึ่งเปิดให้น้ำเช้าและก็เย็น ช่วงละ 10-15 นาที ถ้าหากได้แก่การใช้สายยางเดินฉีดน้ำให้รดกระทั่งจะเปียกเพราะเหตุว่าใบบัวบกจะเจริญวัยได้ดิบได้ดีเมื่อได้รับความชื้นที่เหมาะสม
ค่าทางโภชนาการใบบัวบก (ใบสด 100 กรัม)
น้ำ                                                           86                                           กรัม
พลังงาน                                 54                                           กิโลแคลอรี่
โปรตีน                                                    1.8                                          กรัม
ไขมัน                                                       0.9                                          กรัม
คาร์โบไฮเดรต                                        9.6                                          กรัม
ใยอาหาร                                                2.6                                          กรัม
เถ้า                                                           1.7                                          กรัม
แคลเซียม                                               146                                         มก.
ฟอสฟอรัส                                              30                                           มก.
เหล็ก                                                       3.9                                          มิลลิกรัม
แอสคอบิด (วิตามิน C)                         15                                           มิลลิกรัม
ไทอะมีน (วิตามิน B1)                           0.24                                        มก.
ไรโบฟลาวิน (วิตามิน B2)    0.09                                        มิลลิกรัม
ไนอะซีน (วืตามิน B3)                           0.8                                          มก.
เบต้า แคโรทีน                                        2,428                                      ไมโครกรัม
วิตามิน A                                               405                                         ไมโครกรัม
ประโยชน์ / สรรพคุณ ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากบัวบกที่พวกเราพบเจอจนถึงคุ้นหน้าก็คือ การนำใบของบัวบกมาทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรหรือเอามาทำเป็นชาชงรวมถึง การนำใบแล้วก็เถาบัวบกมารับประทานเป็นผักสดกับน้ำพริกกะปิคั่ว หมี่กรอบ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ลาบ ก้อย แกงเผ็ด ยำใบบัวบก ซุปหน่อไม้ ฯลฯ
แต่ว่าในขณะนี้มีการนำนวัตกรรมใหม่ๆมาแปรรูปให้บัวบก เป็นผลิตภัณฑ์ในแบบต่างๆอีกเพียบเลย ได้แก่ มีการทำสารสกัดจากใบบัวบกเพื่อนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับการผลิตเครื่องสำอาง ใช้ทำเป็นอุปกรณ์ปิดแผล รวมถึงเอามาสร้างเป็นสบู่ใบบัวบก ซึ่งผู้สร้างระบุว่าช่วยรักษาสิว ทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างขาวสวยใส ผิวหน้าเต่งตึงได้ ทั้งยังยังมีการเอามาผลิตเป็นแคปซูลวางจำหน่าย ซึ่งเจาะจงถึงสรรพคุณว่าสำหรับการช่วยทำนุบำรุงสมองเป็นหลัก (Brain tonic) ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของบัวบกนั้นมีดังนี้ สรรพคุณตามตำรายาไทยใช้บัวบกแก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้บอบช้ำใน ใช้เป็นยาด้านนอกรักษาแผล ทำให้แผลหายเร็ว เป็นยาบำรุงและยาอายุวัฒนะ ช่วยเสริมสร้างความจำ บรรเทาลักษณะของการปวดหัว แก้อาการมึนหัว ช่วยบำรุงหัวใจ ชูกำลัง ทุเลาอาการปวดตามข้อ ตามกล้าม แก้ท้องผูก กระตุ้นระบบขับถ่าย แก้อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย แก้โรคซาง แก้โรคดีซ่านในเด็ก ช่วยบำรุงรักษาตับ รวมทั้งไต แก้โรคตับอักเสบ ช่วยทำนุบำรุงสายตา แก้ตาพร่ามัว  เป็นยาขับโลหิตเสีย แก้กระหายน้ำ บรรเทาอาการไอ ลักษณะการเจ็บคอ แก้อาการเจ็บคอ รักษาโรคหลอดลมอักเสบ รักษาอาการหืดหอบ แก้โรคลมชัก ช่วยบรรเทาลักษณะของการปวดฟัน  รักษาโรคปากเปื่อย ช่วยขับเยี่ยว แก้โรคนิ่วในระบบฟุตบาทปัสสาวะ ช่วยรักษาแผลในกระเพาะ ช่วยขับเมนส์ กระตุ้นประจำเดือนให้มาธรรมดา รวมทั้งแก้ลักษณะของการปวดเมนส์ รักษาฝี ช่วยทำให้ฝียุบ  ส่วนทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุว่า ข้อมูลจากการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยในคนพบว่าบัวบกมีฤทธิ์รักษาความผิดปกติของหลอดโลหิตดำ ช่วยให้คลายความวิตกกังวล รักษาแผลที่ผิวหนัง และก็รักษาแผลในทางเดินของกิน ช่วยเสริมสร้างและก็กระตุ้นการผลิตคอลลาเจนรวมทั้งอีลาสติน มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านการเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย ช่วยบำรุงประสาทและก็สมองเสมือนใบแปะก๊วย ช่วยเสริมลักษณะการทำงานของกาบา (GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยรักษาสมดุลของจิตใจ ก็เลยช่วยผ่อนคลายแล้วก็ทำให้หลับง่ายดายมากยิ่งขึ้น  ช่วยกระตุ้นการผลิตเยื่อใหม่ ใบบัวบกมีสารยับยั้งหรือชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง
แบบอย่าง/ขนาดวิธีการใช้
แก้ไข้ แก้ร้อนใน บอบช้ำใน  ชนิดแคปซูล (โรงพยาบาล), จำพวกชง(รพ.) ประเภทชง กินครั้งละ 2 – 4 กรัม ชงน้ำร้อนโดยประมาณ 120 – 200 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร ประเภทแคปซูล  กินครั้งละ 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร ใช้บัวบกรักษาแมลงกัดต่อย และรักษาแผล ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข                  ให้ใช้ใบขยี้ทาแก้แมลงกัดต่อย หรือใช้ส่วนใบสด พอกที่แผลสด วันละ 2 ครั้ง   ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ครีมใบบัวบก  ชำระล้างแผลด้วยยาฆ่าเชื้อก่อนทาครีมที่มีสารสกัดจากบัวบกสดจำนวนร้อยละ 7 โดยน้ำหนัก  ทาบริเวณที่เป็นแผลวันละ 1 – 3 ครั้ง หรือตามแพทย์สั่ง หากใช้แล้วไม่ดีขึ้นด้านใน 2 สัปดาห์ ให้หยุดใช้   ควรเก็บครีมใบบัวบกในที่เย็น อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส แก้อาการฉี่ขัดข้อง ด้วยการกางใบบัวบกประมาณ 50 กรัม เอามาตำแล้วพอกรอบๆสะดือ เมื่อเยี่ยวคล่องดีแล้วค่อยคัดแยกออก  ใช้เป็นยาห้ามเลือด ใส่แผลสด ด้วยการกางใบสดราว 20 ใบเอามาล้างให้สะอาด ตำพอกแผลสด  แก้อาการฟกช้ำ ด้วยการกางใบบัวบกมาทุบให้แหลกแล้วเอามาโปะบริเวณที่ฟกช้ำ หรือจะใช้ใบบัวบกโดยประมาณ 40 กรัม ต้มกับสุราแดงราว 250 cc. โดยประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วนำมาดื่ม
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย  สารสกัดเอทานอล (2-4) แล้วก็สารสกัดด้วยน้ำร้อน จากส่วนเหนือดิน มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus (2-5), b-Streptococcus group A รวมทั้ง Pseudomonas aeruginosa สารสกัดเฮกเซน สารสกัดไดคลอโรมีเทน สารสกัดเอทิลอะซีเตท สารสกัดอีเทอร์ รวมทั้งสารสกัดเมทานอลจากใบ มีฤทธิ์ยั้งเชื้อ S. aureus แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ P. aeruginosa        สารสกัดจากส่วนราก ใบและส่วนเหนือดิน รวมถึงน้ำมันหอมระเหยจากบัวบก มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียหลายแบบ เป็นต้นว่า Bacillus subtilis, Escherichia coli, Proteus vulgaris และก็ Pseudomonas cichorii  มีกล่าวว่าอนุพันธ์บางชนิดของ asiaticoside สามารถยั้งการเติบโตของเชื้อวัณโรคในหลอดทดสอบ รวมทั้งลดร่องรอยโรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อวัณโรคในตับ ปอด ปมประสาทของหนูตะเภาที่ทำให้เป็นวัณโรคได้           
ฤทธิ์ลดการอักเสบ สารสกัดเอทานอลจากใบมีฤทธิ์ลดการอักเสบอย่างอ่อนในหนูขาว โดยไปยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี cyclooxygenase-1 ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการสังเคราะห์ prostraglandin สาร saponin ขนาด 1 ไมโครโมล จะลดการอักเสบรวมทั้งอาการบวมในหนูถีบจักรที่ถูกรั้งนำให้เกิดอาการบวมที่หูด้วย croton oil ขี้ผึ้ง Madecassol ซึ่งประกอบด้วยสาร asiatic acid, madecassic acid และก็ asiaticoside สามารถลดการอักเสบ เมื่อใช้ทาที่ผิวหนังหนูซึ่งเกิดการอักเสบจากการฉายรังสี ผงแห้งจากส่วนเหนือดินของบัวบก ให้คนรับประทาน สามารถลดอาการอักเสบได้
ฤทธิ์รักษาแผลสารสกัด 95% เอทานอลจากใบ ขนาด 1 มล./กิโล พบว่ามีผลเพิ่มการเติบโตของเซลล์เยื่อบุผิว เพิ่มการสร้างคอลลาเจน เมื่อให้ทางปากและก็ทาที่แผลของหนูขาว สารสกัดจากบัวบก (titrated extract) ซึ่งมีสาร asiatic acid, made cassic acid และ asiaticoside มีฤทธิ์รักษาแผลในหนูขาว โดยจะรีบการผลิต connective tissue เพิ่มปริมาณคอลลาเจน แล้วก็กรด uronic เมื่อนำสารสกัดมาใช้ทาด้านนอกเพื่อรักษาแผลในหนูขาว พบว่าทำให้แผลหายเร็วขึ้น โดยทำให้มีการกระจายตัวของโรคหนองในรอยแผล แล้วก็แผลมีขนาดเล็กลง แต่ว่าถ้าเกิดใช้รับประทานจะไม่ได้เรื่อง  ขณะที่รายงานบางฉบับพบว่า เมื่อให้หนูขาวกินสารสกัดในขนาดวันละ 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ส่งผลในการรักษาแผลโดยการทำให้การสร้างหนังกำพร้าเร็วขึ้น และรอยแผลมีขนาดเล็กลง ครีม ขี้ผึ้งและก็เจลที่มีสารสกัดน้ำจากบัวบก 5% เมื่อใช้ทาที่แผลของหนูขาว 3 ครั้ง/วัน นาน 24 วัน พบว่าส่งผลเพิ่มการเจริญเติบโตของเยื่อบุผิว เพิ่มการผลิตคอลลาเจนและเพิ่ม tensile strength ซึ่งสูตรที่อยู่ในรูปเจลจะสำเร็จดีกว่าขี้ผึ้งแล้วก็ครีม
          สาร asiaticoside มีฤทธิ์รักษาแผล รีบการหายของแผลเมื่อทดสอบในหนูขาว หนูถีบจักร รวมทั้งในคน เมื่อให้สาร asiaticoside ขนาด 1 มิลลิกรัม/กก. ทางปากแก่หนูตะเภาและใช้ทาที่ผิวหนังในหนูตะเภาธรรมดารวมทั้งหนูขาวที่เป็นเบาหวานซึ่งแผลหายช้า ที่ความเข้มข้น 0.2% และก็ 0.4% เป็นลำดับ พบว่ามีผลเพิ่ม tensile strength เพิ่มปริมาณของคอลลาเจน และจากนั้นก็ลดขนาดของแผล tincture ที่มี asiaticoside เป็นส่วนประกอบ 89.5% จะรีบการหายของแผล เมื่อใช้ทาที่แผลของหนูตะเภา
          สำหรับการทดลองในคน มีแถลงการณ์ว่าครีมที่มีสารสกัดอัลกอฮอล์จากบัวบกเป็นส่วนประกอบ 0.25-1% สามารถช่วยรักษารวมทั้งสร้างผิวหนังในคนสูงวัย ครีมที่มีสารสกัดจากบัวบก 1% สามารถรักษาแผลอักเสบรวมทั้งแผลแยกหลังผ่าตัดในผู้ป่วยจำนวน 14 ราย ข้างใน 2-8 อาทิตย์ โดยพบว่าได้ประสิทธิภาพที่ดี 28.6% ผลปานกลาง 28.6% และก็ผลปานกลาง 35.7% ไม่เป็นผล 1 ราย  แล้วหลังจากนั้นก็รักษาแผลเรื้อรังที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ ในคนป่วยจำนวน 22 ราย ด้านใน 224 ชั่วโมง พบว่าขนาดของแผลจะลดน้อยลง มีแผลหายสนิท 17 ราย ยังไม่หายสนิท 5 ราย  tincture ที่อยู่ในรูป aerosol ซึ่งมี asiaticoside 89.5% เมื่อใช้ฉีดที่แผลของผู้ป่วยซึ่งเป็นแผลจำพวกต่างๆจำนวน 20 ราย พบว่าสามารถรักษาแผลหายได้ 16 ราย (64%) แล้วก็ทำให้อาการ 4 ราย (16%) โดยมีอาการข้างๆเป็น การไหม้ของผิวหนัง (burning sensation)  เมื่อให้ผู้เจ็บป่วยที่เป็น post-phlebitic syndrome กินสารสกัด triterpenoid ในขนาด 90 มิลลิกรัม/วัน นาน 3 สัปดาห์ พบว่าจะลดการเพิ่มจำนวนของ circulating endothelial cell
ฤทธิ์แก้ปวดสารสกัด 60% เอทานอลจากใบ ขนาด 20 มิลลิกรัม/กก.  และก็สารสกัด 95% เอทานอลจากต้น ขนาด 100 มก./โล  มีฤทธิ์แก้ปวดในหนูขาวรวมถึงหนูถีบจักร แต่ว่าสารสกัด 50% เอทานอลจากต้นในขนาด 125 มก./กก. ไม่มีฤทธิ์แก้ปวด เมื่อฉีดเข้าท้องหนูถีบจักร
ฤทธิ์ลดไข้  สารสกัด 95% เอทานอลสามารถลดไข้ได้ 1.20F เมื่อฉีดเข้าทางท้องของหนูขาว ถึงแม้ว่าแม้ฉีดสารสกัด 50% เอทานอล ขนาด 125 มก./กิโลกรัม เข้าท้องหนูถีบจักรจะไม่เป็นผล  สารสกัดเมทานอลจากส่วนเหนือดินรวมทั้งใบ ขนาด 2 กรัม/กิโลกรัม ไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิของร่างกาย เมื่อทดสอบในหนูถีบจักร
ฤทธิ์ต่อต้านฮีสตามีนสารสกัดใบบัวบกด้วยแอลกอฮอล์ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:1 ใช้ทาภายนอกจะสามารถลดการแพ้ได้ รวมทั้งช่วยทุเลาอาการเจ็บปวด หรืออักเสบเนื่องด้วยแมลงกัดต่อย
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อราสารสกัดเอทานอลจากอีกทั้งต้น มีผลยับยั้งเชื้อราที่นำไปสู่โรคกลาก เป็นต้นว่า Trichophyton mentagrophytes  รวมทั้ง T. rubrum ในเวลาที่สารสกัดด้วยน้ำร้อน ไม่พบว่ามีผลต่อต้านเชื้อรา 2 พวกนี้    ส่วนน้ำมันหอมระเหยจะมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา Aspergillus niger, Rhizopus oryzae, Fusarium solani, Candida albicans รวมทั้ง Colletotrichum musae
รักษาแผลในกระเพาะอาหารจากการทดลองในหนูแรทพบว่า สารสกัดด้วยเอทานอล และก็สารสกัดด้วยน้ำจากต้นรวมทั้งจากใบ มีฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะในหนูที่ถูกรั้งนำให้เกิดแผลในกระเพาะด้วยความตึงเครียดและก็กรดเกลือในเอทานอล  โดยจะลดขนาดของแผล เพิ่มจำนวนของเส้นโลหิตขนาดเล็กในเนื้อเยื่อ เพิ่มรวมทั้งผู้ทำระจายของเซลล์ที่บริเวณแผล  ซึ่งสอดคล้องกับการทดลองในกินสารสกัดจากบัวบก (Madecassol) พบว่าช่วยรักษาแผลในกระเพาะรวมทั้งไส้ได้
การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ     ไม่เจอความเป็นพิษของสารสกัดด้วย 50% เอทานอล เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร ขนาด 250 มิลลิกรัม/กก. แล้วก็ฉีดเข้าใต้ผิวหนังหรือให้ทางปากของหนูขาว ขนาด 10 กรัม/กก.  สารสกัด 70% เอทานอลมีค่า LD50 เท่ากับ 675 มก./กิโลกรัม ในหนูขาวเพศผู้ (ไม่กำหนดแนวทางการให้) แต่มีรายงานการแพ้และก็อักเสบต่อผิวหนังในคน เมื่อใช้ผงแห้ง  สารสกัดที่มีกลัยโคไซด์จากบัวบกจำนวนร้อยละ 2   สารสกัดด้วยน้ำ สารสกัดจากอีกทั้งต้นในความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 2 รวมทั้งสารสกัด Madecassol ที่ประกอบด้วย asiatic acid, madecassic acid และ asiaticoside ทาข้างนอก 
พิษต่อเซลล์ น้ำคั้นจากบัวบกเป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัด 50% เอทานอลเป็นพิษต่อเซลล์ 9KB  สารสกัดเมทานอลและก็สารสกัดอะซีโตน มีความเป็นพิษต่อเซลล์ CA-Ehrich, Dalton’s lymphoma และ L929 แต่ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ human lymphocyte สารไทรเทอร์ตะกายส์จากอีกทั้งต้น มีความเป็นพิษต่อเซลล์ fibroblast ของคน
 ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์สารสกัดอัลกอฮอล์มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ในแบบที่อยากเอนไซม์จากตับกระตุ้นการออกฤทธิ์ต่อเชื้อ Salmonella typhimurium TA98, TA100  โดยมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์แบบ frameshift เท่านั้น ไม่พบแบบ base-pair substitution สารสกัดน้ำจากส่วนเหนือดิน ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อ S. typhimurium TA98, TA100
พิษต่อระบบสืบพันธุ์ น้ำคั้นจากทั้งต้น ขนาด 0.5 มิลลิลิตร มีผลคุมกำเนิดในหนูถีบจักร 55.60% สารสกัดจากบัวบกขนาด 0.2 มิลลิลิตร ฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูถีบจักร พบว่าไม่เป็นผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน  สาร saponin จากทั้งต้น ขนาด 2% ไม่เป็นผลทำลายเชื้อสเปิร์มของคน
กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้        สารสกัด 30% อีเทอร์ ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองอย่างอ่อนต่อผิวหนังหนูตะเภา  ในคนมีรายงานการแพ้และอักเสบต่อผิวหนัง เมื่อใช้ผงแห้ง  สารสกัดกลัยโคไซด์ 2% สารสกัดน้ำ สารสกัดจากต้น 2% (ไม่กำหนดจำพวกสารสกัด) แล้วก็สารสกัด Madecassol ที่ประกอบด้วย asiatic acid, madecassic acid รวมทั้ง asiaticoside  oinment ที่มีบัวบกเป็นองค์ประกอบ 1% กระตุ้นให้เกิด acute erythemato-bullous การระคายเคืองต่อผิวหนังกำเนิดได้อีกทั้งการใช้พืชสดหรือแห้ง  อาการระคายเคืองต่อผิวหนังของบัวบกมีผลออกจะต่ำ
คำแนะนำ / ข้อควรพิจารณา

  • บัวบกไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวการณ์เย็นพร่อง หรือขี้หนาว ท้องอืดเป็นประจำ
  • ไม่ชี้แนะให้ใช้ยาที่มีส่วนประกอบของบัวบกในผู้ที่สงสัยว่าจับไข้เลือดออกเนื่องมาจากบางทีอาจบังอาการของไข้เลือดออกได้
  • ควรจะระวังการใช้ใบบัวบกร่วมกับยาที่มีผลต่อตับ ยาขับปัสสาวะ และก็ยาที่ส่งผลข้างเคียงทำให้ ง่วงหงาวหาวนอน เพราะบางทีอาจเสริมฤทธิ์กันได้
  • ควรจะระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีขั้นตอนการเมแทบอลิซึมผ่าน Cytochrome P450 (CYP 450) เนื่องจากบัวบกมีฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี CYP 2C9 รวมทั้ง CYP 2C19
  • สำหรับในการทำเป็นสมุนไพรไม่สมควรนำใบบักบกไปตากแดดเพื่อทำให้แห้ง เนื่องจากจะมีผลให้สูญเสียตัวยาสมุนไพรซึ่งอยู่ในน้ำมันหอมระเหยได้ โดยให้ตากลมตากเอาไว้ในที่ร่มอากาศถ่ายเทสะดวก เมื่อแห้งแล้ว ให้นำมาใส่ขวดปิดฝาให้สนิทคุ้มครองป้องกันความชุ่มชื้น
  • การกินบัวบกในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น จะก่อให้ธาตุในร่างกายเสียสมดุลได้ เนื่องจากว่าเป็นยาเย็นจัด แต่ถ้าเกิดกินในขนาดที่พอดิบพอดีแล้วจะไม่มีโทษต่อสุขภาพร่างกายและก็ได้ประโยชน์สูงสุด

    เอกสารอ้างอิง

  • อารีรัตน์ ลออปักษา สุรัตนา อำนวยผล วิเชียร จงบุญประเสริฐ. การศึกษาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ (ตอนที่ 1).  ไทยเภสัชสาร 2531;13(1):23-35.
  • จันทรพร ทองเอกแก้ว, 2556, บัวบก : สมุนไพรมากคุณประโยชน์.
  • พิมพร ลีลาพรพิสิฐ สุมาลี พฤกษากร ไชยวัฒน์ ไชยสุต และคณะ. การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางรักษาสิวจากน้ำหมักชีวภาพที่ได้จากพืชไทย.  การประชุมวิชาการประจำปีการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือกแห่งชาติ ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 3, 30 สิงหาคม-3 กันยายน, นนทบุรี, หน้า 40.   
  • บัวบก.สมุนไพรที่มีการใช้ในสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Chen YJ, Dai YS, Chen BF, et al. The effect of tetradrine and extracts of Centella asiatica on acute radiation dermatitis in rats.  Biol Pharm Bull 1999;22(7):703-6.
  • บักบก/ใบบัวบก (Gotu kola) ประโยชน์และสรรพคุณใบบัวบก.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรกรไทย
  • วีระสิงห์ เมืองมั่น.  รายงานผลการวิจัยเรื่องการใช้ครีมบัวบกรักษาแผลอักเสบ.  การประชุมโครงการการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาตำรับยาสมุนไพรที่ใช้ในโรงพยาบาล, กรุงเทพฯ, 30 พค. 2526.
  • กองโภชนาการ กรมอนามัย, 2544, ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย. http://www.disthai.com/
  • บัวบก.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • นันทวัน บุณยะประภัศร และอรนุช โชคชัยเจริญพร,2547, สมุนไพรไม้พื้นบ้าน(2).
  • Dabral PK, Sharma RK.  Evaluation of the role of rumalaya and geriforte in chronic arthritis-a preliminary study.  Probe 1983;22(2):120-7.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์ ชนิพรรณ บุตรยี่. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสมุนไพรไทยในรูปของยาตำรับ  สามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขและสมุนไพรบางชนิด โดยวิธีเอมส์เทสต์.  การประชุมวิชาการ  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 3, 3-4 สิงหาคม 2533:47-9.
  • Maquart FX, Chastang F, Simeon A, Birembaut P, Gillery P, Wegrowski Y. Triterpenes from Centella asiatica  stimulate extracellular matrix accumulation in rat experimental wounds.  Eur J

10
ตะไคร้
ชื่อสมุนไพร ตะไคร้[/url]
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อเขตแดน จะไคร (ภาคเหนือ) , ติดอยู่หอม (ไทใหญ่แม่ฮ่องสอน) , ไคร (ภาคใต้) , สิงไคร , หัวสิงไคร (อีสาน) , ห่อวอตะโป่ (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) , เชิดเกรย , เหลอะเกรย (เขมร)
ชื่อสามัญ Lemon grass, West Indian lemongrass , Sweet rush
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf
วงศ์   GRAMINEAE
บ้านเกิดเมืองนอน ตะไคร้เป็นพืชสมุนไพรประเภทหนึ่งที่ผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวไทยพวกเรามาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะตะไคร้เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแถบเขตร้อนของทวีปเอเชีย ดังเช่น ไทย , ประเทศพม่า , ลาว , มาเลเซีย , อินโดนีเซีย , ประเทศอินเดียว , ศรีลังกา ฯลฯแล้วก็ยังสามารถเจอได้ในประเทศเขตร้อนบางประเทศในแถบอเมริกาใต้ เช่นกัน โดยปกติ ตะไคร้จัดเป็นไม้ล้มลุกเชื้อสายหญ้าและก็สามารถแบ่งได้เป็น 6 ชนิด เป็นต้นว่า ตะไคร้หอม ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค รวมทั้งตะไคร้หางสิงห์
ลักษณะทั่วไป ตะไคร้ เป็นไม้ล้มลุกตระกูลเดียวกับหญ้า มักแก่มากกว่า 1 ปี (ขึ้นอยู่กับเหตุทางสภาพแวดล้อม)ลำต้นตะไคร้มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นมีลักษณะตั้งชัน ทรงกระบอก มีความสูงได้ถึง 1 เมตร (แล้วก็ใบ) ส่วนของลำต้นที่เราแลเห็นจะเป็นส่วนของกาบใบที่ออกเรียงช้อนกันแน่น โคนต้นมีลักษณะกาบใบห่อดก ผิวเรียบ และก็มีขนอ่อนปกคลุม ส่วนโคนมีรูปร่างอ้วน มีสีม่วงอ่อนเล็กน้อย แล้วก็เบาๆเรียวเล็กลงเปลี่ยนเป็นส่วนของใบ ศูนย์กลางเป็นปล้องแข็ง ส่วนนี้สูงราว 20-30 เซนติเมตร ขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมทั้งจำพวก และก็เป็นส่วนที่ประยุกต์ใช้สำหรับเข้าครัว ใบตะไคร้ประกอบด้วย 3 ส่วนหมายถึงก้านใบ (ส่วนลำต้นที่กล่าวข้างต้น) หูใบ (ส่วนต่อระหว่างกาบใบ และใบ) แล้วก็ใบ  ใบตะไคร้ เป็นใบผู้เดียว มีสีเขียว มีลักษณะเรียวยาว ปลายใบโค้งลู่ลงดิน โคนใบเชื่อมต่อกับหูใบ ใบมีรูปขอบขนาน ผิวใบสากมือ แล้วก็มีขนปกคลุม ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ แม้กระนั้นคม กึ่งกลางใบมีเส้นกลางใบแข็ง สีขาวอมเทา เห็นต่างกับแผ่นใบกระจ่าง ใบกว้างราว 2 ซม. ยาว 60-80 ซม.  ตะไคร้เป็นพืชที่มีดอกยาก จึงไม่ค่อยพบเห็น ดอกตะไคร้ดอกจะมีดอกเป็นช่อกระจัดกระจาย มีก้านช่อดอกยาว แล้วก็มีก้านช่อดอกย่อยเรียงเป็นคู่ๆในแต่ละคู่จะมีใบเสริมแต่งรองรับ มีกลิ่นหอม ดอกมีขนาดใหญ่เหมือนดอกอ๋อ
การขยายพันธุ์ ตะไคร้สามารถเพาะพันธุ์ได้ด้วย การปักชำต้นเหง้า โดยตัดใบออกให้เหลือตอนโคนประมาณหนึ่งคืบ นำมาปักชำไว้สักหนึ่งสัปดาห์ก็จะมีรากแตกออกออกมา แล้วค่อยนำไปลงแปลงดินที่ตระเตรียมไว้  สำหรับวิธีการปลูกตะไคร้มีดังนี้

  • การเตรียมดิน ตะไคร้ชอบดินซึ่งร่วนซุย ให้ไถกลับดินแล้วก็ไถลูกพรวนลึกราวๆ 0.5 เมตร แล้วทำหลุม แต่ละหลุมห่างกันประมาณ 0.5 เมตร
  • ลงต้นประเภทหลุมละ 3 ต้น กลบดินให้พอเพียงมิดรากตะไคร้โดยประมาณ 10 ซม.
  • ตอนแรกรดน้ำทุกวัน แต่ว่าระวังไม่ให้น้ำเข้าไส้ตะไคร้เวลารดน้ำให้รดครั้งโคนต้นตะไคร้เท่านั้น มิฉะนั้นต้นตะไคร้จะเน่าห้ามใช้สปริงเกอร์เด็ดขาดจำต้องให้น้ำที่โคนแค่นั้น
  • ในช่วง 3 วันแรกที่ปลูกให้พรางแสงแดดให้ตะไคร้ด้วย ภายหลังตะไคร้ปรับนิสัยได้แล้วให้เอาวัสดุอำพรางแสงสว่างออกเนื่องจากว่าธรรมชาติของตะไคร้ชอบแดด รวมทั้งเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงสว่างจ้า
  • เมื่อผ่านไป 1 เดือนตะไคร้จะเริ่มตั้งกอ ให้สังเกตที่ต้น หากต้นเจริญเติบโตดี ลำต้นจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 1.5-2 เซนติเมตรก็สามารถตัดไปใช้หรือขายได้ การตัดตะไคร้ให้ตัดติดกก แม้กระนั้นอย่าให้สั่นสะเทือนรากที่อยู่ในดินเพราะเหตุว่าตะไคร้สามารถแตกขึ้นมาตั้งกอได้อีก ไม่จำเป็นต้องไปหาต้นจำพวกมาปลูกใหม่แทน
  • เมื่อตัดควรจะตัดให้หมดกอ เพื่อต้นตะไคร้ที่แตกใหม่จะได้เติบโตได้เต็มที่
  • หลัง จากตัดแล้วตะไคร้จะตั้งกอใหม่ภายในช่วงเวลา 1-2 เดือนเมื่อตะไคร้โตเต็มกำลังและสามารถตัดได้อีกอยู่ตลอดไปจนกว่าต้นจะชำรุดทรุดโทรม หรือ ตะไคร้ไม่แตกขึ้นมาอีก


ตะไคร้ถูกใจดินร่วนซุย แต่ก็สามารถเจริญรุ่งเรืองได้ในดินแทบทุกจำพวกเป็นพืชที่ดูแลง่ายชอบน้ำถูกใจแดดจ้า เป็นพืชทนแล้งได้ดิบได้ดี รวมทั้งเป็นพืชที่มีโรคน้อย ศัตรูพืชก็ไม่ค่อยมี (คงจะมีเหตุมาจากการที่ตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหยในทุกๆส่วนจึงสามารถคุ้มครองจากแมลงต่างๆได้)
องค์ประกอบทางเคมี
เจอสาร  citral 80% นอกเหนือจากนั้นยังพบ trans – isocitral , geranial, nerol, geraniol, myrcene, limonene, eugenol, linalool, menthol, nerolidol, camphor, farnesol, citronellol,
ที่มา : wikipedia
citronellal, farnesol , caryophyllene oxide ส่วนในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ มีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ คือ menthol, cineole, camphor รวมทั้ง linalool จึงลดอาการแน่นจุกเสียด  และช่วยขับลม  นอกเหนือจากนี้มี citral, citronellol, geraneol รวมทั้ง cineole มีฤทธิ์ยั้งการเติบโตของแบคทีเรียอาทิเช่น E. coli   ส่วนค่าทางโภชนาการของตะไคร้มีดังนี้
คุณประโยชน์ทางโภชนาการของตะไคร้ ( 100 กรัม)

  • พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน 1.2 กรัม
  • ไขมัน 2.1 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม
  • เส้นใย 4.2 กรัม
  • แคลเซียม 35 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 2.6 มิลลิกรัม
  • วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม
  • ไทอามีน 0.05 มิลลิกรัม
  • ไรโบฟลาวิน 0.02 มก.
  • ไนอาสิน 2.2 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 1 มิลลิกรัม
  • เถ้า 1.4 กรัม


ที่มา: กองโภชนาการ (2544)
ประโยชน์ / คุณประโยชน์ ใช้ส่วนของเหง้า ลำต้นรวมทั้งใบของตะไคร้ เป็นส่วนประกอบของอาหารที่สำคัญหลายประเภทอาทิเช่น ต้มยำ และอาหารไทยหลายแบบ และก็ใช้เป็นเครื่องเทศประกอบอาหารสำหรับกำจัดกลิ่นคาว ช่วยให้อาหารมีกลิ่นหอมสดชื่น และปรับปรุงแก้ไขรสให้น่ารับประทานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สามารถประยุกต์ใช้ทำเป็นน้ำตะไคร้ น้ำตะไคร้ใบเตย ช่วยดับร้อนแก้กระหายได้อย่างดีเยี่ยม  สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง ดังเช่น เครื่องปรุงอบแห้ง ตะไคร้แห้งสำหรับชงดื่ม เอามาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย เป็นต้น
น้ำมันตะไคร้ (น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากการสกัดตะไคร้)
– ใช้เป็นส่วนผสมของน้ำหอม
– ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับทำสบู่ แชมพูสระผม
– ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องแต่งตัว
– ใช้ทานวด แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว
– ใช้ทาลำตัว แขน ขา เพื่อคุ้มครอง ยุง และแมลง
– ใช้เป็นส่วนผสมของสารคุ้มครองปกป้อง แล้วก็กำจัดแมลง
ส่วนคุณประโยชน์ของทางยาของตะไคร้นั้นมีดังนี้
ตำราเรียนยาไทย: ต้น รสหอมปร่า ขับลม ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด  แก้อาการเกร็ง ขับเหงื่อ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้อาการขัดเบา แก้นิ่ว แก้ปัสสาวะเป็นเลือด ทำให้เจริญอาหาร ลดความดันโลหิต เหง้า แก้เบื่อข้าว บำรุงไฟธาตุ แก้กระษัย ขับลมในไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ปัสสาวะขัด แก้เยี่ยวพิการ แก้นิ่ว เป็นยารักษาเกลื้อน แก้ไข้หวัด ขับระดู ขับตกขาว ใช้ด้านนอกทาแก้ลักษณะของการปวดบวมตามข้อ
           ตำรายาพื้นบ้านอีสาน : ใช้อีกทั้งต้น ลดไข้ โดยเอามาต้มจนถึงเดือดราว 10 นาที ยกลงดื่มครั้งละครึ่งแก้วสามเวลา ใช้ภายนอกรักษาโรคผิวหนังโดยต้มกับน้ำรวมทั้งเอามาอาบ
           ตำรับยาสมุนไพรล้านนา: ใช้รักษาอาการบวมในเด็ก วัยกลางคน รวมทั้งคนวัยแก่ โดยในตำรับมีตะไคร้ และสมุนไพรอื่นอีก 13 ชนิด นำไปต้มอาบ
           ทางสุคนธบำบัดน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้บ้าน ช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า ทำให้กระปรี้กระเปร่า ผ่อนคลายความเครียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร ช่วยเจริญอาหาร ทุเลาอาการปวดโรคข้ออักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ
ส่วนสรรพคุณทางด้านการแพทย์แผนปัจจุบันที่ได้มีการทำการค้นคว้าทางสถานพยาบาลผลปรากฏว่า น้ำยาบ้วนปากจากตะไคร้สามารถช่วยลดกลิ่นปากที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียบางชนิดลงได้และก็พบว่ามีความปลอดภัยจากการใช้งานในกลุ่มผู้ถูกทดลอง แม้ยังคงต้องมีการปรับปรุงกลิ่นฉุนและก็รสจากตะไคร้เพิ่มอีกต่อไป รวมทั้งในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากตะไคร้มีอัตราการรักษาคนเจ็บโรคเกลื้อนอยู่ที่ราวๆ 60% ในช่วงเวลาที่ตัวยาคีโตโคนาโซลมีประสิทธิผลทางการรักษาสูงยิ่งกว่า คือ อยู่ที่ 80%  แล้วก็มีการทดลองคุณภาพของตะไคร้ด้วยการทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของน้ำมันตะไคร้ลงบนแขนของผู้อาสาสมัครทดลอง แล้วให้ผู้ทดลองอยู่ในบริเวณที่มีตัวริ้นชนิด Culicoides Pachymerus อยู่อย่างชุม โดยทดสอบซ้ำๆ10 ครั้ง เพื่อทดลองประสิทธิผลทางการป้องกันข้างใน 3-6 ชั่วโมง ผลของการทดสอบพบว่า โลชั่นที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิผลทางการป้องกันภัยริ้นชนิดนี้ได้สูงสุดถึงโดยประมาณ 5 ชั่วโมง  ส่วนการทดลองถึงความสามารถของตะไคร้ในการปกป้องยุงก้นปล่องสายพันธุ์ Anopheles Arabiensis ในอาสาสมัครทดลองผู้ชาย 3 คน พบว่ายากันยุงที่มีส่วนผสมของตะไคร้มีประสิทธิภาพสำหรับการป้องกันยุงได้ช้านานที่ประมาณ 3 ชั่วโมง  ส่วนในประเด็นการกำจัดรังแคนั้น มีงานทดสอบหนึ่งในไทยที่นำเอาน้ำมันสกัดจากตะไคร้มาเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์น้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่น 5, 10 แล้วก็ 15% โดยมีอาสาสมัครทดสอบเป็นชาวไทยในวัย 20-60 ปี จำนวน 30 คน ผลการทดสอบพบว่า สินค้าน้ำมันบำรุงเส้นผมแต่งกลิ่นตะไคร้มีประสิทธิผลต่อการลดจำนวนรังแคลงอย่างเป็นจริงเป็นจัง โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของตะไคร้ 10%
แบบอย่าง/ขนาดการใช้
ใช้รักษาอาการขัดเบา    เหง้าและก็ลำต้นสด   หรือแห้ง  1  กำมือ  หรือน้ำหนักสด  40-60  กรัม  แห้ง  20-30  กรัม  ทุบต้มกับน้ำพอเหมาะ  แบ่งดื่ม  3  ครั้งๆละ  1  ถ้วยชา (75  ไม่ลิลิตร) ก่อนที่จะรับประทานอาหาร  หรือจะหั่นตะไคร้  คั่วด้วยไฟอ่อนๆเพียงพอเหลือง  ชงด้วยน้ำเดือด  ปิดฝาทิ้งไว้  5-10  นาที  ดื่มแต่ว่าน้ำ 3 ครั้ง ครั้งละ  1  ถ้วยชา  ก่อนกินอาหาร                     
ใช้รักษาท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด   ใช้เหง้าและลำต้นสด  1  กำมือ  น้ำหนัก  40-60  กรัม  ทุบเพียงพอแตก  ต้มกับน้ำ  2  ถ้วยแก้ว  เดือด  5-10  นาที  ดื่มแต่ว่าน้ำ  ครั้งละ  1/2  แก้ว  วันละ  3  คราวหลังของกิน     
การใช้ตะไคร้รักษาอาการแน่นจุกเสียด ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)

  • นำตะไคร้ทั้งต้นรวมถึงรากจำนวน 5 ต้น สับเป็นท่อน ต้มกับเกลือ เพิ่มเติมน้ำต้ม 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มทีละ 1 ถ้วยแก้ว ต่อเนื่องกัน 3 วัน จะหายเจ็บท้อง
  • นำลำต้นแก่สดๆตีพอเพียงแหลกโดยประมาณ 1 กำมือ (40-60 กรัม) ต้มเอาน้ำดื่ม


                ใช้รักษาอาการเมาค้าง ใช้ต้นสดตำคั้นเอาน้ำดื่มแก้อาการเมาในกรณีผู้ที่เมามากๆช่วยให้สร่างเร็ว
การเรียนทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้ สารเคมีในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ช่วยขับลม น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ก็เลยลดอาการแน่นจุกเสียดได้
  • ฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียมูลเหตุอาการแน่นจุกเสียดและท้องร่วง เมื่อนำน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ (ความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 0.3) มาทดลอง พบว่าสามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ปานกลาง   มีการปรับปรุงสูตรตำรับเจล ล้างมือจากน้ำมันตะไคร้สำหรับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้มีการเกิดอาการท้องเสีย พบว่าตำรับที่มีประสิทธิภาพสำหรับการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียดังที่กล่าวมาแล้วเจริญที่สุดเป็นตำรับที่มีความเข้มข้นของน้ำมันตะไคร้ร้อยละ 5 โดยน้ำหนัก และก็มีการจดสิทธิบัตรสำหรับสารสกัดตะไคร้ที่เป็นส่วนผสมในยา อาหาร หรือเครื่องสำอาง โดยบอกว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli ได้
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อรา สารสกัดด้วยเอทานอล รวมทั้งน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สามารถต้านทานเชื้อราที่เป็นต้นเหตุของโรคผิวหนัง ตัวอย่างเช่น กลาก เกลื้อน ได้  โดยน้ำมันตะไคร้ที่มีสาร citral และ myrcene เป็นองค์ประกอบหลักจะมีฤทธ์ยับยั้งเชื้อราดังกล่าว และเมื่อนำน้ำมันตะไคร้ไปปรับปรุงเป็นครีมต้านเชื้อราพบว่าที่ความเข้มข้นร้อยละ 2.5 และก็ 3.0 จะได้ผลต้านทานเชื้อราได้ดีที่สุดและก็เหมาะสมที่จะปรับปรุงเป็นตำรับยาต่อไป


เมื่อนำน้ำมันหอมระเหย และก็สารสกัดด้วยเฮกเซน, คลอโรฟอร์ม, เอทานอล และก็น้ำ มาทดสอบฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา พบว่าน้ำมันหอมระเหยรวมทั้งสารสกัดตะไคร้ด้วยเฮกเซนสามารถต่อต้านเชื้อราได้ทุกประเภท  ส่วนสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อราได้น้อย ในขณะที่สารสกัดด้วยเอทานอลและก็น้ำไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อรา และก็จากผลของการทดลองยังพบว่าสารประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหย แล้วก็ในสารสกัดด้วยเฮกเซนที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อราก้าวหน้าหมายถึงสาร citral
                 มีการจดสิทธิบัตรสินค้าตะไคร้ในรูปของ emulsion แล้วก็ nanocapsule ที่ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ ใช้สำหรับรักษาโรคผิวหนังที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อรา E.  floccosum, Microsporum canis และ  T.  rubrum โดยไปยั้งการเติบโตหรือฆ่าเซลล์ของเชื้อราดังที่กล่าวถึงแล้ว

  • ฤทธิ์ต่อต้านยีสต์ สารสกัดด้วยเอทานอล แล้วก็น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้สามารถต่อต้านยีสต์ Candida albicans ได้
  • ฤทธิ์แก้ปวด พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถทุเลาอาการปวดได้เมื่อฉีดเข้าทางท้องหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้กำเนิดความเจ็บปวดด้วยความร้อน  หรือถ้าป้อนน้ำมันหอมระเหยในขนาดเหมือนเดิมทางปากจะสามารถบรรเทาลักษณะของการปวดได้เมื่อเทียบกับยา meperidine


ชาชงตะไคร้ เมื่อป้อนให้หนูเม้าส์รับประทานเป็นเวลา 30 นาที ก่อนที่จะรั้งนำหนูให้ปวดอุ้งเท้าด้วยสารคาราจีแนน 100 ไมโครกรัม/อุ้งเท้า  หรือด้วยสาร prostaglandin E2  และก็ dibutyryl cyclic AMP พบว่าสามารถยับยั้งอาการปวดจากการที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสารคาราจีแนน แล้วก็ prostaglandin E2 ได้  แม้กระนั้นไม่ได้ผลหากเหนี่ยวนำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP  นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยตะไคร้  แล้วก็สาร myrcene เมื่อป้อนให้หนูที่ถูกรั้งนำให้เกิดลักษณะของการปวดด้วย prostaglandin E2  พบว่าสามารถยับยั้งลักษณะของการปวดได้

  • ฤทธิ์ลดไข้ เมื่อให้สารสกัดน้ำร้อนจากใบของตะไคร้ ทางสายยางแก่หนูขาวในขนาด 20 มิลลิลิตร/กก. ไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิของหนูขาว แต่ว่าเมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูขาวในขนาด 40.0 มิลลิลิตร/กิโลกรัม พบว่าลดอุณหภูมิของหนูขาวได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง (p< 0.05) (2) เมื่อให้สารสกัดน้ำร้อนจากใบของตะไคร้ ทางสายยางแก่หนูขาวในขนาด 20-40 มิลลิลิตร/กิโลกรัม แต่ละวันเป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิกายของหนูขาว
  • ฤทธิ์ขับน้ำดี ตะไคร้มีสารช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยสำหรับการย่อยเป็นborneol, fenchone แล้วก็ cineole
  • ฤทธิ์ขับลม ยาชงตะไคร้เมื่อให้รับประทานไม่มีผลขับลม แม้กระนั้นถ้าหากให้โดยฉีดทางท้องจะให้ผลดี


เมื่อกรอกน้ำมันหอมระเหยจากใบเข้ากระเพาะ หรือฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้ ขนาด 10, 50, 100 มก./กก. พบว่าสามารถบรรเทาลักษณะของการปวดได้ รวมทั้งเมื่อกรอก    น้ำมันหอมระเหยจากใบ เข้าภายในกระเพาะอาหารหนูขาว ขนาด 20% พบว่ามีฤทธิ์ทุเลาอาการปวดที่รั้งนำด้วย carageenan หรือ PGE2 แต่ว่าไม่ได้ผลในหนูที่ทำให้ปวดด้วย dibutyryl cyclic AMP ซึ่งสารออกฤทธิ์เป็นmyrcene (1) นอกนั้นเมื่อกรอกสารสกัดเอทานอล 95% จากใบสด เข้ากระเพาะหนูถีบจักร ขนาด 1 ก./กิโลกรัม พบว่าไม่สามารถบรรเทาอาการปวดได้
การศึกษาทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษและการทดสอบความเป็นพิษ
เมื่อให้น้ำมันหอมระเหยเข้าทางกระเพาะกระต่าย พบว่ามีค่า LD50 มากกว่า 5 กรัม/กก. ส่วนพิษในหนูขาวกำกวม รวมทั้งเมื่อป้อนสารสกัดใบด้วยอัลกอฮอล์และก็น้ำ (1:1) ขนาด 460 มก./กก. เข้ากระเพาะหนูถีบจักร พบว่าเป็นพิษ แม้กระนั้นสารสกัดใบด้วยน้ำ ขนาด 20-40 ซีซี/กิโลกรัม เมื่อให้ทางปากไม่พบพิษ และไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน และไม่ส่งผลต่อน้ำหนักตัวของหนูขาว มีผู้ศึกษาพิษของน้ำมันหอมระเหย พบว่าอัตราส่วน LD50/TD เท่ากับ 6.9 การป้อนยาชงตะไคร้ให้หนูขาวในขนาด 20 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนตรงเวลา 2 เดือน ไม่พบความเป็นพิษ
          การศึกษาเล่าเรียนพิษทันควันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ขนาด 1,500 ppm เป็นเวลา 60 วัน พบว่าหนูขาวกรุ๊ปที่ได้ตะไคร้ โตเร็วกว่ากลุ่มควบคุม แต่ค่าเคมีเลือดไม่เปลี่ยนแปลง
สารสกัดตะไคร้ด้วยเอทานอล (80%) ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน Staphylococcus typhimurium TA98 และก็ TA100 มีผู้ทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ใน mammalian cells ของ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญในตะไคร้ พบว่าไม่เจอฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ มีผู้ทดลองใช้ตะไคร้แห้ง ขนาด 400 มคกรัม/จานเพาะเชื้อ มาทดลองกับ S. typhimurium TA98 แล้วก็เมื่อนำน้ำต้มใบตะไคร้กับเนื้อ (โค ไก่ หมู) ขนาด 4, 8 และ 16 มิลลิกรัม/จานเพาะเชื้อ ทดลองกับ S. typhimurium TA98 รวมทั้ง TA100 ไม่เจอฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ แล้วก็สารสกัดด้วยน้ำขนาด 0.5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่เป็นผลก่อกลายพันธุ์ใน Bacillus subtilis H-17 (Rec+) และก็ M-45 (Rec-) ตะไคร้สดในขนาด 1.23 มก./ซีซี ไม่มีพิษต่อยีน (16) และก็ b-myrcene ซึ่งเป็นสารสำคัญก็ไม่พบพิษเช่นกัน
สาร citral ซึ่งเป็นสารที่ได้จากน้ำมันหอมระเหยจากใบ เป็นพิษต่อเซลล์ P388 mouse leukemia และน้ำมันหอมระเหย เป็นพิษต่อเซลล์ P388 leukemia โดยมีค่า IC50 5.7 มคก./มล. แม้กระนั้นเมื่อผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้กับโหระพาช้าง (1:1 vol./vol.) มีค่า IC50 10.2 มคก./มล. ส่วนสกัด (partial purified fraction) ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ PS (murine lymphocytic leukemia P388),FA   ( murine ascites mammary carcinoma FM3A ) แต่สารสกัดหยาบคายแสดงฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเซลล์ FA สารสกัดใบด้วยเมทานอล ในขนาด 50 มคกรัม/ มล. ออกฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเซลล์มะเร็ง CA-9KB แต่ในขนาด 20 มคก./ มิลลิลิตร ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ RAJI
มีผู้ทดลองพิษของชาที่ตระเตรียมจากตะไคร้พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครสุขภาพแข็งแรงกินเกิดไคร้ 1 ครั้ง หรือรับประทานวันละครั้งตรงเวลา 2 อาทิตย์ ไม่พบความเคลื่อนไหวทางเคมีในเลือด เม็ดเลือดและเยี่ยว มีบางรายเท่านั้นที่มีปริมาณบิลลิรูบิน และ amylase สูงมากขึ้น ก็เลยนับว่าไม่มีอันตราย ส่วนน้ำมันตะไคร้เมื่อผสมในน้ำหอม โดยผสมน้ำมันตะไคร้ร้อยละ 0.8 พบว่ามีอาการแพ้ อย่างไรก็แล้วแต่การแพ้นี้อาจเป็นเพราะสารอื่นได้ รวมทั้งมีรายงานความเป็นพิษต่อถุงลมปอดเมื่อสูดน้ำมันตะไคร้
ข้อเสนอแนะ / ข้อพึงระวัง

  • การบริโภคตะไคร้หรือการใช้ตะไคร้ทาบนผิวหนังเพื่อจุดประสงค์ทางการรักษาโรค บางครั้งก็อาจจะปลอดภัยถ้าหากใช้ตะไคร้ในช่วงสั้นๆภายใต้การดูแลแล้วก็คำเสนอแนะจากแพทย์
  • การสูดดมสารที่มีส่วนประกอบของตะไคร้ อาจจะก่อให้เป็นผลข้างเคียงที่ก่อให้เกิดอันตรายแล้วก็เป็นพิษต่อร่างกายได้ในผู้ป่วยบางราย อย่างเช่น ผู้มีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพปอด
  • ปรึกษาหมอ เภสัชกร รวมทั้งศึกษาเล่าเรียนข้อมูลบนฉลากอย่างระมัดระวังก่อนใช้ผลิตภัณฑ์ใดๆที่มีสารสกัดมาจากตะไคร้ก่อนเสมอ เพื่อหลบหลีกการเกิดผลกระทบที่อาจเป็นโทษต่อร่างกายหลังการบริโภค
  • ระวังการใช้ตะไคร้และก็สินค้าจากตะไคร้ในคนที่เป็นต้อหิน (glaucoma) เพราะ citral จะทำให้ความดันในลูกตามากขึ้น
เอกสารอ้างอิง

  • ตะไคร้.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ฉบับประชาชนทั่วไป.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ตะไคร้แกง.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Puatanachokchai R, Vinitketkumnuen U, Picha P.  Antimutagenic and cytotoxic effects of lemon grass.  The 11th   Asia Pacific Cancer Conference, Bangkok Thailand, 16-19 1993.
  • คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.2544.
  • Carlini EA, Contar JDDP, Silva-Filho AR, Solveira-Filho NG, Frochtengarten ML, Bueno,OFA. Pharmacology of  lemongrass (Cymbopogon citratus Stapf).    Effects of teas prepared from the leaves on laboratory animals.  J  Ethnopharmacol 1986;17(1):37-64.
  • ตะไคร้สรรพคุณประโยชน์กับบทพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Lemongrass oil West Indian.  Food Cosmet Toxicol 1976;14:457.
  • กาญจนา ขยัน,การอบแห้งตะไคร้ด้วยเทคนิคการให้ความร้อนแบบไดอิเล็กตริกโดยใช้เครื่องอบไมโครเวฟที่ควบคุมอุณหภูมิได้.
  • Vinitketkumnuen U, Puatanachokchai R, Kongtawelert P, Lertprasertsuke N, Matsushima T.  Antimutagenicity of   lemon grass (Cymbopogon citratus Stapf) to various known mutagens in Salmonella mutation assay.  Mutat Res   1994;341(1):71-5.
  • ตะไคร้ใบตะไคร้ประโยชน์และสรรพคุณตะไคร้.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรไทย.
  • Souza Formigoni MLO, Lodder HM, Filho OG, Ferreira TMS, Carlini EA. Pharmacology of lemongrass  (Cymbopogon citratus Stapf).    Effects of daily two month administration in male and female rats and in  offspring exposed "in utero". J Ethnopharmacol 1986;17(1):65-74.
  • Parra AL, Yhebra RS, Sardinas IG, Buela LI.  Comparative study of the assay of Artemia salina L. and the  estimate of the medium lethal dose (LD50 value) in mice, to determine oral acute toxicity of plant extracts.   Phytomedicine 2001;8(5):395-400.
  • ตะไคร้.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Kauderer B, Zamith H, Paumgartten FJ, Speit G. Evaluation of the mutagenicity of b-myrcene in mammalian cells   in vitro.  Environ Mol Mutagen 1991;18(1):28-34.
  • Lorenzetti BB, Souza GEP, Sarti SJ, et al. Myrcene mimics the peripheral analgesic activity of lemongrass tea.  J  Ethnopharmacol 1991;34(1):43-8.   
  • Skramlik EV. Toxicity and toleration of volatile oils.  Pharmazie 1959;14:435-45.
  • Ostraff M, Anitoni K, Nicholson A, Booth GM. Traditional Tongan cures for morning sickness and their   mutagenic/toxicological evaluations.  J Ethnopharmacol 2000;71(1/2):201-19.
  • Wohrl S, Hemmer W, Focke W, Gotz M, Jarisch R. The significance of fragrance mix, balsam of Peru, colophony   and propolis as screening tools in the detection of fragrance allergy.  Br J Dermatol 2001;145(2):268-73.
  • Onbunma S, Kangsadalampai K, Butryee B, Linna T. Mutagenicity of different juices of meat boiled with herbs   treated with nitrite.  Ann Res Abst, Mahidol Univ (Jan 1 – Dec 31, 2001) 2002;29:350.
  • Costa M, Di Stasi LC, Kirizawa M, et al. Screening in mice of some medicinal plants used for analgesic purposes  in the state of Sao Paulo.  J Ethnopharmacol 1989;27(1/2):25-33.
  • Mishra AK, Kishore N, Dubey NK, Chansouria JPN. An evaluation of the toxicity of the oils of Cymbopogon   citratus

11
เหงือกปลาหมอ
ชื่อสมุนไพร  เหงือกปลาหมอ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน  แก้มแพทย์ (สตูล) , อีเกร็ง (ภาคกึ่งกลาง) , แก้มหมอเล (กระบี่) , นางเกร็ง,จะเกร็ง อื่นๆอีกมากมาย
ชื่อวิทยาศาสตร์     Acanthus ebracteatus Vahl. (เหงือกปลาหมอดอกสีขาว)
Acanthus ilicifolius L. var. ilicifolius (เหงือกปลาหมอดอกสีม่วง)
ชื่อสามัญ  Sea Holly.
สกุล  ACANTHACEAE
บ้านเกิดเมืองนอน เหงือกปลาหมอนับว่าเป็นสมุนไพรพื้นถิ่นของไทยเราเนื่องจากว่ามีประวัติสำหรับการประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพรมาตั้งแต่โบราณแล้ว ซึ่งเหงือกปลาหมอนี้เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นที่โล่งแจ้งและชอบพบบ่อยในรอบๆป่าชายเลน หรือตามพื้นที่ชายน้ำริมฝั่งลำคลอง เจริญเติบโตได้ดิบได้ดีในที่ร่มแล้วก็มีความชุ่มชื้นสูง หรือในแถบที่ดินเค็มและไม่ถูกใจที่ดอน แถบภาคอีสารก็มีรายงายว่าปลูกได้เช่นเดียวกัน เหงือกปลาหมอ พบอยู่ 2 ชนิด คือ จำพวกดอกสีขาว Acanthus ebracteatus Vahl พบได้ทั่วไปในภาคกึ่งกลางและก็ภาคตะวันออก ประเภทดอกสีม่วง  Acanthus ilicifolius L. พบทางภาคใต้ ทั้งเหงือกปลาหมอยังเป็นพันธุ์ไม่ขึ้นชื่อของจังหวัดสมุทรปราการอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป

  • ต้นเหงือกปลาหมอ เป็นไม้พุ่มขนาดกึ่งกลาง มีความสูงประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นแข็ง มีหนามอยู่ตามข้อของลำต้น ข้อละ 4 หนาม ลำต้นกลม กลวง ตั้งตรง มีสีขาวอมเขียว ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 1.5 เซนติเมตร
  • ใบเหงือกปลาแพทย์ ใบเป็นใบลำพัง ลักษณะของใบมีหนามคมอยู่ขอบขอบใบและปลายใบ ขอบของใบเว้าเป็นระยะๆผิวใบเรียบวาวลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีเหลือบสีขาวเป็นแถวก้างปลา เนื้อใบแข็งและเหนียว ใบกว้างราวๆ 4-7 ซม. รวมทั้งยาวราวๆ 10-20 ซม. ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ก้านใบสั้น
  • ดอกเหงือกปลาหมอ มีดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวราว 4-6 นิ้ว ดังนี้สีของดอกขึ้นอยู่กับชนิดของต้นเหงือกปลาหมอคือ ดอกมีทั้งจำพวกดอกสีม่วง หรือสีฟ้า และพันธุ์ดอกสีขาว แม้กระนั้นลักษณะอื่นๆเหมือกันคือ ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน ส่วนกลีบดอกไม้เป็นท่อปลายบานโต ยาวราว 2-4 เซนติเมตร รอบๆกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้และก็เกสรตัวเมียอยู่
  • ผลเหงือกปลาหมอ ลักษณะของผลเป็นฝักสีน้ำตาล ลักษณะของฝักเป็นทรงกระบอกกลมรี รูปไข่ ยาวประมาณ 2-3 ซม. เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ข้างในฝักมีเมล็ด 4 เมล็ด


การขยายพันธุ์ เหงือกปลาแพทย์สามารถเพาะพันธุ์ได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและการใช้กิ่งปักชำ แต่ว่าวิธีที่เป็นที่ชื่นชอบแล้วก็สำเร็จผลิตที่ดีหมายถึงการใช้กิ่งปักชำ นำกิ่งที่ไม่แก่และไม่อ่อนจนกระทั่งเหลือเกิน อายุ 1-2 ปี มาชำลงในดินโคลน คอยรดน้ำให้เปียกแฉะ ประมาณ 2 เดือน จะผลิออกราก จึงทำย้ายปลูก ก่อนปลูกควรเตรียมแปลงปลูก ระยะปลูก 80x80 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยธรรมชาติหรือปุ๋ยคอก ให้ปุ๋ยคอกหว่านรอบโคนต้นปีละ 2 ครั้งๆละ 1 กิโลกรัม/ต้น ให้ปุ๋ยบ่อยมากขึ้นในเรื่องที่เก็บเกี่ยวผลผลิตบ่อยมาก ทำให้ต้นเสื่อมโทรม ใบเป็นสีเหลือง กำจัดวัชพืชดูแลรักษาแปลงให้สะอาด
                หลังปลูก 1 ปี จึงจะเก็บผลผลิต โดยตัดกิ่งให้หมอต้น (ตอ) ให้เหลือความยาวครึ่งเดียว เพื่อแตกใหม่ในปีถัดไป กิ่งที่ได้เอามาสับเป็นท่อนๆละ 6 นิ้ว นำไปผึ่งแดดจนแห้งดี หรืออบแห้ง กิ่งแล้วก็ใบสด  3 กิโลกรัม จะตากแห้งได้ 1 กก. รวมทั้งผลิตผลจากต้นอายุ 1 ปี ปริมาณ 4 ต้น (กอ) จะมีน้ำหนักสด 1 กิโลกรัม
องค์ประกอบทางเคมี ในใบพบสาร : alpha-amyrin, beta-amyrin, ursolic acid apigenin-7-O-beta-D-glucuronide, methyl apigenin-7-O-beta-glucuronate campesterol, 28-isofucosterol, beta-sitosterol ในรากพบสาร : benzoxazoline-2-one, daucosterol, octacosan-1-ol, stigmasterol ต้นพบสาร : acanthicifoline, lupeol, oleanolic acid, quercetin, isoquercetin, trigonelline , dimeric oxazolinone
คุณประโยชน์ ยาสมุนไพรพื้นบ้าน ใช้  ใบ ต้มกับน้ำดื่ม แก้นิ่วในไต ทั้งต้น 10 ส่วน กับพริกไทย 5 ส่วน ทำเป็นยาลูกกลอน แก้โรคกระเพาะ ขับเลือด เป็นยาอายุวัฒนะ อีกทั้งต้น ใช้รักษาแผลฝีหนอง ใช้  ใบและต้น แก้ตกขาว โดยตำเป็นผุยผงละลายน้ำผึ้ง หรือน้ำมันงา ปั้นเป็นลูกกลอนรับประทาน
               ตำรายาไทย  ใช้  ใบ รสเค็มกร่อยร้อน ตัดรากฝีด้านใน และด้านนอกทุกประเภท แก้น้ำเหลืองเสีย ช่วยบำรุงรักษารากผม แก้ประป่าดง ใบเป็นยาอายุวัฒนะ รักษาตกขาว , ตกขาวของสตรี ใบสด แก้ไข้ ลมพิษฝี แก้ฝีทราง หรือใช้ใบสดเอามาตำให้รอบคอบ ใช้พอกบริเวณแผลที่ถูกงูกัด พอกฝี และก็แผลอักเสบ ต้นและเมล็ด มีรสเผ็ดร้อน รักษาฝี แก้โรคน้ำเหลืองเสีย เมล็ด ใช้เป็นยาขับพยาธิ เป็นยาแก้ไอ ขับเลือด แก้ฝี ทั้งต้น มีรสเค็มกร่อย ต้นสด รักษาโรคผิวหนังจำพวกพุพอง น้ำเหลืองเสีย รวมทั้งผื่นคันตามร่างกาย ต้มกินแก้พิษไข้ทรพิษ พิษฝีภายใน ตัดรากฝีทั้งผอง แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย เป็นยาอายุวัฒนะ ต้มอาบ แก้พิษไข้หัว แก้โรคผิวหนังผื่นคัน ตำพอก ปิดหัวฝี แผลเรื้อรัง คั้นเอาน้ำทาศีรษะบำรุงรากผม ใช้ยับยั้ง/ต้านมะเร็ว ช่วยเจริญอาหาร บรรเทาลักษณะของการปวดหัว ราก ใช้รากสด เอามาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้โรคงูสวัด บำรุงประสาท แก้โรคหอบหืด ขับเสลด เหงือกปลาหมอ ทั้งยัง 5 (ราก,ต้น,ใบ,ผล,เมล็ด) มีสรรพคุณช่วยแก้พิษฝี แก้มะเร็ง ช่วยสำหรับการเจริญอาหาร ช่วยทำให้เลือดลดปกติ เป็นยาอายุวัฒนะ
แบบอย่าง/ขนาดวิธีการใช้

  • ยับยั้งโรคมะเร็งต้านมะเร็ง นำเหงือกปลาหมอทั้ง 5 ส่วน (ราก,ต้น,ใบ,ผล,เมล็ด) มาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  • รักษาเมนส์มาไม่ปกติ นำอีกทั้งต้นมาตำผสมกับน้ำมันงาและน้ำผึ้งเอามารับประทาน
  • แก้ผื่นคัน นำใบและต้นสดประมาณ 3-4 กำมือเอามาสับต้นน้ำอาบเป็นประจำ 3-4 ครั้ง
  • แก้ไข้หนาวสั่น นำทั้งยังต้นมาตำผสมกับขิง
  • แก้ผิวแตกทั้งตัว นำทั้งต้นของเหงือกปลาแพทย์ 1 ส่วน และดีปลี 1 ส่วน ใช้ผสมกันบดให้เป็นผงชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการ
  • ขับเสลด บำรุงประสาท แก้ไอ แก้หืด รักษามุตกิดระดูขาว นำรากมาต้มกับน้ำ ดื่มกิน
  • รักษาโรคผิวหนัง ขับน้ำเหลืองเสียแก้แผลผุพอง เป็นฝีบ่อยๆนำต้น ใบและก็เม็ดต้มกับน้ำอาบ
  • ปรับปรุงแก้ไขข้ออักเสบ แก้ปวดต่างๆนำใบมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  • ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน สุขภาพแข็งแรง เลือดลมไหลเวียนดี เส้นโลหิตไม่อุดตัน บำรุงผิวพรรณ ด้วยการใช้อีกทั้งต้นเหงือกปลาหมอนำมาตำผสมกับพริกไทยในอัตราส่วน 2:1 แล้วคลุกเคล้าผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอนไว้กิน
  • ช่วยแก้โรคกษัย อาการผ่ายผอมเหลืองทั้งตัว ด้วยการใช้ต้นของเหงือกปลาหมอนำมาตำเป็นผุยผงกินทุกๆวัน
  • แก้อาการร้อนตลอดตัว เจ็บระบบทั้งตัว ตัวแห้ง เวียนหัว หน้ามืดตามัว มือตายตีนตาย ด้วยการใช้ต้นของเหงือกปลาแพทย์แล้วก็เปลือกมะรุมอย่างละเท่ากัน ใส่หม้อต้มผสมกับเกลือบางส่วน หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ แล้วก็ใช้ฟืน 30 ดุ้น ต้มกับน้ำเดือดจนงวดแล้วยกลง เมื่อเสร็จให้อั้นลมหายใจรับประทานขณะอุ่นๆกระทั่งหมด อาการก็จะ
  • รากช่วยแก้แล้วก็บรรเทาอาการไอ หรือจะใช้เมล็ดเอามาต้มดื่มแก้อาการไอก็ได้เหมือนกัน
  • แก้อาการไอ เมล็ดใช้ผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด นำมาต้มรวมกันแล้วมัวแต่น้ำมากินเป็นยาแก้ไอ
  • ช่วยแก้โรคกระเพาะ ด้วยการใช้ทั้งยังต้นและพริกไทย (10:5 ส่วน) ตำผสมปั้นเป็นยาลูกกลอน
  • ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อย เอามาตำละลายกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นริดสีดวง หรือจะใช้ปรุงกับฟ้าทะลายขโมย ใช้รมหัวริดสีดวงก็ได้


ในขณะนี้เหงือกปลาแพทย์ มีการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาแคปซูลสมุนไพรเหงือกปลาหมอ ยาชงสมุนไพรและก็ยาเม็ด มีคุณประโยชน์ใช้รักษาโรคผิวหนังทั้งเหงือกปลาแพทย์ยังเป็นสมุนไพรที่ใช้เพื่อการอบตัว คือ การอบตัวด้วยไอน้ำที่ได้จากการต้มสมุนไพร และก็การอบแฉะแบบเข้ากระโจม โดยเหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์สำหรับรักษาโรคผิวหนัง
ยิ่งไปกว่านี้เหงือกปลาหมอยังเป็นส่วนผสมในสินค้าเครื่องแต่งหน้าต่างๆเช่น ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมและก็สบู่สมุนไพร ฯลฯ
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ  ทดสอบน้ำสกัดจากใบแห้ง ความเข้มข้น 500 มคก./มิลลิลิตร กับหนูขาว พบว่าสารสกัดดังที่กล่าวถึงแล้วมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยไปยับยั้งการสร้าง leukotriene B-4 แต่สารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์เป็น serotonin antagonist  เมื่อเร็วๆนี้ มีงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจากอีกทั้งต้น ขนาด 500 มคก./มิลลิลิตร มีฤทธิ์ยับยั้ง 5-lipoxygenase activity ด้วยกลไกในการลดการสร้าง leukotriene B-4 ถึง 64% และก็สารสกัดด้วยน้ำ ขนาด 500 มคก./มิลลิลิตร ลดได้ 44% แล้วก็มีการพินิจพิจารณาสารสำคัญของเหงือกปลาแพทย์ดอกม่วงที่มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ พบว่าสารนั้นเป็นพวก dimeric oxazolinone ที่มีสูตรองค์ประกอบเป็น 5,5¢-bis-benzoxazoline-2,2¢-dione
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย มีการทดสอบสารสกัดเอทานอล (90%) จากทั้งยังต้นแห้ง (ไม่ทราบความเข้มข้น) กับ Staphylococcus aureus พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์ แต่การทดสอบเมล็ดเหงือกปลาหมอ พบว่ามีฤทธิ์ต้านทานเชื้อ S. aureus
ฤทธิ์ต้านทานการเกิดออกซิเดชั่น          มีการทดสอบสารสกัดอัลกอฮอล์จากใบของเหงือกปลาแพทย์ดอกม่วง พบว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์ต้านการเกิดอนุมูลอิสระหลายประเภท ดังเช่น superoxide radical, hydroxyl radical, nitric oxide radical รวมทั้ง lipid peroxide ฯลฯ นอกเหนือจากนั้นสารสกัดจากส่วนผลด้วยเมทานอล เมื่อทดลองในหนูถีบจักร เจอฤทธิ์ต้านการเกิดอนุมูลอิสระ โดยมีขนาดที่ยั้งได้ 50% (IC50)เป็น79.67 มคลิตร/มิลลิลิตร และพบฤทธิ์ยับยั้งการเกิด lipid peroxide โดยขนาดที่ยับยั้งได้ 50% (IC50) คือ 38.4 มคลิตร/มิลลิลิตร
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวกับการเพิ่มภูมิคุ้มกัน  มีการนำสารสกัดน้ำอย่างหยาบคายจากรากของเหงือกปลาแพทย์มาทำให้ครึ่งบริสุทธิ์ โดยแนวทาง gel filtration (Sephadex G-25) เพื่อศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์เสริมภูมิต้านทานที่มีต่อ mononuclear cell (PMBC) ของคนธรรมดา 20 ราย โดยประเมินผลการเรียนรู้จาก H3-thymidine uptake พบว่าสารสกัดกึ่งบริสุทธิ์ของเหงือกปลาหมอดอกม่วง ที่ความเข้มข้นต่ำ (10 มคก./มล.) สามารถกระตุ้นการแบ่งตัวของ lymphocytes ได้สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (P < 0.05)
การศึกษาทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษแล้วก็การทดสอบความเป็นพิษ
          เมื่อให้สารสกัดลำต้นแห้งด้วยน้ำมันปิโตรเลียมอีเทอร์ ขนาดความเข้มข้น 5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการก่อกลายจำพวก ใน Salmonella typhimurium TA98 และ TA100 แม้กระนั้นเมื่อให้สารสกัดด้วยน้ำจากส่วนรากกับหนูเพศภรรยาขนาด 2.7 รวมทั้ง 13.5 ก./กิโลกรัม ตรงเวลา 12 เดือน เจอความเป็นพิษต่อตับในตัวทดลอง
หลักฐานความเป็นพิษ และยังมีการทำการค้นคว้าเกี่ยววกับการทดสอบความเป็นพิษของเหงือกปลาหมออีกจำนวนหลายชิ้นกล่าวว่า เมื่อฉีดสารสกัดพืชอีกทั้งต้นด้วยเอทานอล (90%) เข้าทางท้องของหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้หนูตายเป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่ามากยิ่งกว่า 1 กรัม/กิโลกรัม ส่วนสารสกัดใบด้วยเมทานอลแล้วก็น้ำ (1:1) ฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้ ค่า LD50 มีค่ามากกว่า 1 กรัม/กิโลกรัม และสารสกัดจากใบร่วมกับต้นด้วยเมทานอลรวมทั้งน้ำ (1:1) ฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้เช่นเดียวกัน ค่า LD50 เท่ากับ 750 มิลลิกรัม/กก. สารสกัดจากต้นด้วยเมทานอลและก็น้ำ (1:1) ค่า LD50 มีค่ามากกว่า 1 กรัม/กิโลกรัม เมื่อกรอกสารสกัดใบร่วมกับก้านใบ ลำต้น รากแห้ง ด้วยน้ำหรือน้ำร้อน หรือฉีดเข้าช่องท้องของหนูถีบจักร (ไม่กำหนดขนาด) ไม่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดพิษ และเมื่อกรอกสารสกัดรากแห้งด้วยน้ำให้หนูถีบจักร ในขนาด 0.013 มก./สัตว์ทดลอง ไม่เจอพิษ  ทั้งยังมีการเรียนถึงพิษของเหงือกปลาแพทย์ดอกม่วงแบบกระทันหันและก็แบบครึ่งหนึ่งทันควันในหนูจำพวกสวิส โดยใช้ส่วนสกัดจากใบแล้วก็รากแยกกัน ในขนาดความเข้มข้นต่างๆพบว่า สารสกัดดังกล่าวมาแล้วข้างต้นไม่มีพิษอย่างฉับพลัน แต่การใช้เหงือกปลาหมอในขนาดสูงๆเป็นระยะเวลานานอาจส่งผลให้เป็นผลใกล้กันต่อระบบทางเดินเยี่ยวได้ รวมทั้งมีการทดลองนำสารสกัดจากรากเหงือกปลาหมอกับ mononuclear cell (PMBC) ของคนในหลอดทดลองโดยใช้สารสกัดอย่างหยาบคาย พบว่าสารสกัดดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ขนาด 100 มคกรัม/มิลลิลิตร เป็นพิษต่อ PBMC (P< 0.05) แต่ว่าเมื่อนำสารสกัดหยาบคายมาทำให้กึ่งบริสุทธิ์โดยแนวทาง gel filtration (Sephadex G-25) พบว่าสารสกัดกึ่งบริสุทธิ์ที่ได้ไม่เป็นพิษต่อ PMBC ที่เลี้ยงเอาไว้ภายในหลอดทดลองถึงแม้จะใช้ในความเข้มข้น 1,000 มคก./มิลลิลิตร
การต้านการฝังตัวของตัวอ่อน ให้สารสกัดเอทานอล (90%) ขนาด 100 มก./กก. กับหนูขาวที่ท้อง พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์ต่อต้านการฝังตัวของตัวอ่อน
ข้อแนะนำ/ข้อควรตรึกตรอง หากแม้ในการค้นคว้าทางด้านพิษวิทยาแล้วก็การทดสอบความเป็นพิษของเหงือกปลาหมอทั้งชนิดดอกสีม่วงแล้วก็ประเภทดอกสีขาว จะมีผลการเล่าเรียนระบุว่า ไม่มีพิษแต่อย่างไรก็ตาม การใช้สมุนไพรเหงือกปลาหมอก็คล้ายกับการใช้สมุนไพรประเภทอื่นซึ่งก็คือ ไม่ควรใช้ในขนาดรวมทั้งจำนวนที่สูง และก็ใช้เป็นเวลานาน ด้วยเหตุว่าอาจทำให้เกิดความผิดแปลกหรือผลข้างเคียงต่อระบบต่างๆของร่างกายได้
เอกสารอ้างอิง

  • เอมอร โสมนะพันธุ์ 2543. สมุนไพรและผักพื้นบ้านกับโรคเอดส์และโรคฉวยโอกาส ในโครงการสัมมนาวิชาการ เรื่อง การดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์ด้วยสมุนไพรและผักพื้นบ้าน, 19-21 เมษายน 2543 ณ. ห้องประชุมตะกั่วป่า โรงแรมเจ.บี. อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หน้า 1-26.
  • Hoult JRS, Houghton PJ, Laupattarakesem P.  Investigation of four Thai medicinal plants for inhibition of pro-inflammatory eicosanoid synthesis in activated leukocytes.  J Pharm Pharmacol Suppl 1997;49(4):218.
  • Ghosh, A. et al. 1985. Phytochemistry, 24(8) : 1725-1727. http://www.disthai.com/
  • จงรัก วัจนคุปต์.  การตรวจหาสมุนไพรที่มีอำนาจทำลายเชื้อแบคทีเรีย.  Special Project Chulalongkorn Univ, 2495.
  • เหงือกปลาหมอ.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Nair, A.G.R. and Pouchaname, V. 1987. J. Indian Chem Soc. 64(4) : 228-229.
  • Bhakuni DS, Dhawan BN, Garg HS, Goel AK, Mehrotra BN, Srimal RC, Srivastava MN.  Bioactivity of marine organisms:part VI-screening of some marine flora from Indian coasts.  Indian J Exp Biol 1992;30(6):512-7.
  • Laupattarakesem P, Houghton PJ, Hoult JRS.  An evaluation of the activity related to inflammation of four plants used in Thailand to treat arthritis.  J Ethnopharmacol 2003;85:207-15
  • Bunyapraphatsara N, Srisukh V, Jutiviboonsuk A, et al. Vegetables from the mangrove areas. Thai J Phytopharm 2002;9(1):1-12
  • Minocha, P.K. and Tiwari, K.P. 1981. Phytochemistry, 20: 135-137.
  • ชุลี มาเสถียร ผ่องพรรณ ศิริพงษ์ จงรักษ์ เพิ่มมงคล.  ฤทธิ์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันของสารสกัดจากรากเหงือกปลาหมอที่มีต่อ lymphocytes ของคนในหลอดทดลอง.  Bull Fac Med Tech Mahidol Univ 1991;15(2):104.
  • D’Souza L, Wahidulla S, Mishra PD.  Bisoxazolinone from the mangrove Acanthus ilicifolius.  Indian J Chem, Sect B: Org Chem Incl Med Chem 1997;36B(11):1079-81.
  • เหงือกปลาหมอดอกขาว.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Babu BH, Shylesh BS, Padikkala J.  Antioxidant and hepatoprotective effect of Acanthus ilicifolius.  Fitoterapia 2001;72(3):272-7.
  • เหงือกปลาหมอดอกม่วง.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานสมุนไพรคณะเภสัชมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Srivatanakul P, Naka L.  Effect of Acanthus ilicifolius Linn. in treatment of leukemic mice.  Cancer J (Thailand) 1981;27(3):89-93.
  • ปิยวรรณ ญาณภิรัต สุนันทา จริยาเลิศศักดิ์ จงรักษ์ เพิ่มมงคล และคณะ.  การศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับพิษของสมุนไพรเหงือกปลาหมอในหนูขาว.  วารสารโรคมะเร็ง 530;13(1):158-64.
  • Piyaviriyakul S, Kupradinun P, Senapeng B, et al. Chronic toxicity of Acanthus ebracteatus Vahl. in rat.  Poster Session 6th National Cancer Conference, Bangkok, Dec. 3-4, 2001.
  • Nakanishi K, Sasaki SI, Kiang AK, et al.  Phytochemical survey of Malaysian plants. Preliminary chemical and pharmacological screening.  Chem Pharm Bull 1965;13(7):882-90. 
  •    Jongsuwat Y.  Antileukemic activity of Acanthus ilicifolius.  Master Thesis, Chulalongkorn University, 1981:151pp.
  • Rojanapo W, Tepsuwan A, Siripong P.  Mutagenicity and antimutagenicity of Thai medicinal plants.  Basic Life Sci 1990;52:447-52.



Tags : เหงือกปลาหมอ

12
การบูร (Camphor)
การบูรเป็นอย่างไร การบูรเป็นชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่ง ที่มีผลึกแทรกอยู่สะกดรอยแตกของเนื้อไม้และก็ยังสามารถนำลำต้น,ราก,ใบ มากมายลั่นหรือสกัดจนได้ผลึกดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งก่อนนั้น คำว่า “การบูร” มาจากภาษาสันสกฤตว่า “Karapur” หรือ “แขนปูร” ซึ่งแปลว่า “หินปูน” เพราะเหตุว่าโบราณรู้เรื่องว่าผนึกนี้เป็นพวกหินปูนที่มีกลิ่นหอมยวนใจ ถัดมาชื่อนี้บ้าเป็น “การบูร” รวมทั้งเป็น “การบูร” ในตอนนี้ (คนเขียนรู้เรื่องว่า ชื่อการบูรนี้อาจถูกเรียกจากผลึกที่ได้แล้วจึงนำมาตั้งชื่อต้นไม้ที่ให้ผลึก) ส่วนรูปแบบของผลึกการบูรนั้น มีลักษณะเป็นผลึกหรือเกล็ดกลมๆเล็กๆมันวาว สีขาวแห้ง มีกลิ่นหอมสดชื่นเย็นฉุน  มักจะจับกันเป็นก้อนร่วนๆแตกง่าย  หากทิ้งเอาไว้ในอากาศ  จะระเหิดไปหมด มีรสร้อนปร่าเมา
สูตรทางเคมีรวมทั้งสูตรองค์ประกอบ ผลึกการบูรมีชื่อสามัญว่า Camphor, Gum camphor, Formosan camphor, Laurel camphor เป็นสารประกอบกรุ๊ปเทอร์พีนที่เจอได้จากต้นการบูรมีความไวไฟ มีชื่อตาม IUPAC ว่า 1,7,7-trimethylbicyclo 2.2.1heptan-2-one และก็มีชื่ออื่นๆดังเช่นว่า 2-bornanone, 2-camphanone bornan-2-one, Formosa  มีสูตรเคมี C10H16O มีน้ำหนักโมเลกุล 152.23 ความหนาแน่น 0.990 มีจุดหลอมเหลวที่ 179.75 องศาเซลเซียส (452.9 K) จุดหลอมเหลว 204 องศาเซลเซียส (477K) สามารถละลายน้ำได้ และมีสูตรโครงสร้างดังต่อไปนี้
แหล่งที่มา ตามที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผลึกการบูรได้มาจากการระเหิดของยางจากเนื้อไม้ของต้นการบูรและผู้กระทำลั้นหรือสกัด ลำต้น ราก ใบ ต้น การบูร ซึ่งมีข้อมูลทางวิชาพฤกษศาสตร์ของต้นการบูรเป็น สมุนไพรการบูร มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า การะบูน การบูร (ภาคกลาง), อบเชยญวน (ไทย), พรมเส็ง (งู), เจียโล่ (จีนแต้จิ๋ว), จางมู่ จางหน่าว (จีนแมนดาริน) เป็นต้น ชื่อวิทยาศาสตร์  Cinnamomum camphora (L.) J. Presl.ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์Camphora camphora (L.) H.Karst., Camphora hahnemannii Lukman., Camphora hippocratei Lukman., Camphora officinarum Nees, Camphora vera Raf., Camphorina camphora (L.) Farw., Cinnamomum camphoriferum St.-Lag., Cinnamomum camphoroides Hayata, Cinnamomum nominale (Hats. & Hayata) Hayata, Cinnamomum officinarum Nees ex Steud., Laurus camphora L., Persea camphora (L.) Spreng.  ชื่อตระกูล Lauraceae
การบูร เป็นพรรณไม้ประจำถิ่นของจีน ประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ไต้หวัน แล้วก็มีการกระจัดกระจายประเภทไปในแถบ   เมดิเตอร์เรเนียน อินโดนีเซีย ประเทศอินเดีย อียิปต์ แอฟริกาใต้ จาแร่กลีบหิน บราซิล สหรัฐฯ และเมืองไทย โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นทรงพุ่มไม้กว้างแล้วก็ทึบ มีความสูงของต้นได้ถึง 30 เมตร ลำต้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1.5 เมตร เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาล ผิวหยาบคาย ส่วนเปลือกกิ่งเป็นสีเขียวหรือเป็นสีน้ำตาลอ่อน ลำต้นและกิ่งเรียบไม่มีขน ส่วนเนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลปนแดง เมื่อเอามากลั่นแล้วจะได้ “การบูร” ทุกส่วนของต้นการบูรจะมีกลิ่นหอมหวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ส่วนที่ของรากและก็โคนต้น แพร่พันธุ์ด้วยแนวทางเพาะเมล็ด และวิธีการปักชำ
ใบเป็นใบคนเดียว ออกเรียงสลับ รูปรี หรือรูปรีแกมรูปไข่ กว้าง 2.5-5.5 เซนติเมตร ยาว 5.5-15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือกลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นบางส่วน แผ่นใบค่อนข้างจะเหนียว ข้างบนสีเขียวเข้ม เป็นมัน ข้างล่างสีเขียวอมเทาหรือนวล ไม่มีขน เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมยวนใจเหมือนกลิ่นการบูร เส้นใบขึ้นตรงมาจากโคนใบประมาณ 3-8 มม. แล้วแยกออกเป็น 3 เส้น ตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกนั้นมีต่อม 2 ต่อม รวมทั้งตามเส้นกึ่งกลางใบอาจมีต่อมเกิดขึ้นตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกไป ก้านใบยาว 2-3 เซนติเมตร ไม่มีขน ตาใบมีเกล็ดซ้อนซ้อนหุ้มอยู่ เกล็ดชั้นนอกเล็กมากยิ่งกว่าเกล็ดชั้นในเป็นลำดับ
ดอกช่อแบบแยกกิ่งก้านสาขาออกตามเป็นกระจุกบริเวณง่ามใบ ดอกเล็กสีขาวอมเหลืองหรืออมเขียว ก้านดอกสั้นมาก กลีบรวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วง วงละ 3 กลีบ รูปรี ปลายมน ด้านนอกเกลี้ยง ข้างในมีขนละเอียด เกสรเพศผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วง วงละ 3 อัน อับเรณูของวงที่ 1 รวมทั้งวงที่ 2 เบือนหน้าเข้าด้านใน ก้านเกสรมีขน ส่วนอับเรณูของวงที่ 3 หันหน้าออกภายนอก ก้านเกสรค่อนข้างใหญ่ มีต่อม 2 ต่อมอยู่ใกล้โคนก้าน  ต่อมรูปไข่กว้างและมีก้าน อับเรณูมีช่องเปิด 4 ช่อง เรียงเป็น 2 แถว แถวละ 2 ช่อง มีลิ้นเปิดทั้ง 4 ช่อง เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 3 อัน อยู่ข้างในสุด รูปร่างเหมือนหัวลูกศร มีขนแต่ว่าไม่มีต่อม รังไข่รูปไข่ ไม่มีขน ก้านเกสรเพศเมียยาวโดยประมาณ 1 มิลลิเมตร ไม่มีขน ปลายเกสรเพศเมียกลม ใบตกแต่งเรียวยาว หล่นง่าย มีขนอ่อนนุ่มผลรูปไข่ หรือกลม ได้ผลมีเนื้อ ยาว 6-10 มิลลิเมตร สีเขียวเข้ม เมื่อสุกกลายเป็นสีดำ มีฐานดอกซึ่งเจริญวัยขึ้นมาเป็นแป้นรองรับผลมีเม็ด 1 เม็ด มีดอกราวเดือนมิถุนายนถึงก.ค.ซึ่งการบูรจากธรรมชาตินั้น เป็นผลึกที่แทรกอยู่ในเนื้อไม้ของต้นการบูร ที่เกิดอยู่ทั่วๆไปทั้งต้น มักจะอยู่สะกดรอยแตกของเนื้อไม้ มีมากที่สุดในแก่นของราก รองลงมาที่แก่นของต้น ส่วนที่อยู่ใกล้โคนต้นจะมีการบูรมากกว่าส่วนที่อยู่สูงขึ้นมา ในใบและยอดอ่อนมีการบูรอยู่น้อย และจะมีน้อยกว่าใบแก่  ส่วนการผลิตการบูร จะใช้กระบวนการกลั่นด้วยไอน้ำ (ซึ่งอาจไม่อาจจะกลั่นการบูรได้เองด้านในครอบครัว เพราะเหตุว่าจำเป็นต้องใช้เครื่องใช้ไม้สอยที่เฉพาะ) โดยนำส่วนต่างๆของลำต้นและก็รากการบูรที่แก่เกิน 40 ปี มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปกลั่น เมื่อกลั่นจนได้น้ำมันหอมระเหย การบูรจะตกผลึกเป็นก้อนสีขาวๆแยกออกมาจากน้ำมันหอมระเหย จากนั้นจึงกรองแยกเอาผลึกการบูร (บางทีอาจเอามาทำให้บริสุทธิ์โดยการระเหิด) การบูรที่ได้นี้เรียกว่า refined camphor หรือ resublimed camphor แต่ในประเทศอเมริกา จะใช้ใบรวมทั้งยอดอ่อนของต้นที่แก่ 5 ปีขึ้นไปแทน แม้จะให้ปริมาณการบูรน้อยกว่า แต่ว่าสามารถตัดใบรวมทั้งยอดอ่อนมากมายลั่นได้ทุกๆสองเดือน ในตอนนี้การบูรเกือบ 100%ได้จากกระบวนการกึ่งสังเคราะห์จากสารเริ่มต้น คือ แอลฟา-ไพนีน (alpha-pinene) ที่ได้จากน้ำมันสน
ผลดี/สรรพคุณ
ตำรายาไทย: “การบูร”  มีรสร้อนปร่าเมา ใช้ทาถูนวดแก้ปวด แก้กลยุทธ์บวม ขัดยอก แพลง แก้กระตุก แก้ปวดข้อ แก้ปวดเส้นประสาท แก้รอยผิวหนังแตก แก้พิษแมลงต่อย และก็โรคผิวหนังเรื้อรัง เป็นยาระงับเชื้ออย่างอ่อน ขับเหงื่อ ขับเสมหะ ขับฉี่ แก้ไข้หวัด และก็ขับลม บำรุงธาตุ บำรุงกำหนัด ยากระตุ้นหัวใจ บำรุงหัวใจ ใช้เป็นส่วนผสมในยาหอมต่างๆเป็นต้นว่า ยาหอมเทวดาจิตร นอกจากนี้ยังคงใช้แก้อาการชักบางชนิด ใช้การบูร 1-2 เกรน แก้ปวดขัดตามเส้นประสาท ข้อบวมเป็นพิษ แก้เคล็ดลับบวม เส้นตกใจ กระตุก ขัดยอกพลิก แก้ปวดท้อง ท้องร่วง ขับน้ำเหลือง แก้เลือดลม บำรุงกำหนัด ขับเหงื่อ ขับเสมะหะ บำรุงธาตุ แก้โรคตา กระจัดกระจายลม ขับผายลม เอามาผสมเป็นขี้ผึ้ง เป็นยาร้อน ใช้ทาแก้เพื่อทำลายพิษอักเสบเรื้อรัง ปวดยอกตามกล้ามเนื้อ สะบักจม อก ปวดร้าวตามเอ็น โรคปวดผิวหนัง รอยผิวแตกในช่วงฤดูหนาว แก้พิษสัตว์กัดต่อย วางในห้องหรือตู้เสื้อผ้าไล่ยุงและแมลง
          บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์วิชาความรู้เริ่มแรก ตามประกาศคณะกรรมการปรับปรุงระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปรากฏการใช้การบูร ร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ ในยารักษาหลายกลุ่มอาการ ดังเช่น  “ยาธาตุบรรจบ” มีสรรพคุณของตำรับ ใช้บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ และอาการอุจจาระธาตุพิการ ท้องเสียที่ไม่ติดเชื้อ ฯลฯ, ตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์ของตำรับสำหรับในการบรรเทาอาการปวดตามเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า ตึงหรือชา ตำรับ "ยาประสะไพล" มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์ของตำรับสำหรับในการรักษาระดูมาไม่บ่อยนักหรือมาน้อชูว่าธรรมดา ทุเลาอาการปวดรอบเดือน  และก็ขับน้ำคร่ำในหญิงข้างหลังคลอดลูก
ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันพบว่าการบูรดูดซับทางผิวหนังได้ดี รวมทั้งรู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสกับผิวหนังเหมือนกันกับเมนทอล มีฤทธิ์เป็นยาชาและต่อต้านจุลชีพอย่างอ่อนๆใช้ทาเฉพาะที่แก้กลยุทธ์บวม ปวดเมื่อย พลิก แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย รวมทั้งโรคผิวหนัง นอกเหนือจากนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทศูนย์กลาง นอกจากนั้นยังมีการนำการบูรมาใช้ประโยชน์อื่นๆอีกเช่น

  • ช่วยแก้รอยผิวหนังแตกในช่วงฤดูหนาว
  • การบูรเมื่อเอามาวางในห้องหรือตู้เสื้อผ้าจะสามารถช่วยไล่ยุงและก็แมลง แล้วก็ยังเอามาผสมเป็นตัวขจัดกลิ่นอับในรองเท้าได้อีกด้วย
  • กิ่งไม้รวมทั้งใบสามารถประยุกต์ใช้แต่งกลิ่นของกินและขนมได้ ดังเช่นว่า ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเนื้อสัตว์ ไส้กรอก เบคอน ข้าวบุหรี่ไก่ ลูกกวาด แยม เยลลี่ เครื่องดื่มวัวคาวัวลา สุรา หรือใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องพะโล้ เครื่องแกงแกงมัสมั่น ผงกะหรี่ คุกกี้ ขนมเค้ก อื่นๆอีกมากมาย ใช้แต่งกลิ่นยาและใช้เป็นส่วนประกอบของของกินประเภทผักดอง ซอส ฯลฯ
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา

  • รากของต้นการบูรมีน้ำมันหอมระเหย 3% ซึ่งประกอบไปด้วย azulene, cadinene, camphene, camphor, carvacrol, cineol, citronellol, citronellic acid, fenochen, limonene, phellandene, pinene, piperiton, piperonylic acid, safrole และก็ terpineol ส่วนใบของต้นการบูรเจอ camphor และก็ camperol
  • แก่นไม้ของต้นการบูรเมื่อนำมากลั่นด้วยไอน้ำ จะได้การบูรและก็น้ำมันหอมระเหยรวมกันประมาณ 1% ซึ่งประกอบด้วย acetaldehyde, betelphenol, caryophyllen, cineole, eugenol, limonene, linalool, orthodene, p-cymol, และ salvene
  • ราก กิ่ง รวมทั้งใบ เจอน้ำมันระเหยโดยเฉลี่ยราวๆ 3-6% โดยในน้ำมันระเหยจะมีสารการบูรอยู่ราว 10-50% รวมทั้งพบว่าต้นการบูรยิ่งมีอายุมากเท่าไหร่ จะพบว่ามีสารการบูรมากมายตามไปด้วย โดยพบสาร ต่างๆดังเช่นว่า Azulene, Bisabolone, Cadinene, Camphorene, Carvacrol, Safrol ฯลฯ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ศึกษาฤทธิ์ต้านทานการอักเสบในหลอดทดลองของการบูร โดยนำสารสกัดหยาบจากใบการบูร สกัดด้วย 80% methanol แล้วนำสารสกัดที่ได้ มาผ่านการแยกโดยใช้  hexane รวมทั้ง ethyl acetate (EtOAc) จากการทดสอบพบว่าสารสกัด hexane รวมทั้ง EtOAc ขนาด 100 μg/ml ของการบูร สามารถยั้งการสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบตัวอย่างเช่น  interleukin (IL)-1b, IL-6 และ tumor necrosis factor (TNF-α) จากเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 cells ของหนู ซึ่งถูกกระตุ้นโดย  lipopolysaccharide (LPS) ได้อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติได้ในตอน 20-70% แล้วก็สามารถยั้งการผลิต nitric oxide (NO) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มีการเกิดการอักเสบ ได้ 65% สารสกัดหยาบด้วย 80% methanol  รวมทั้งส่วนสกัดย่อย hexane แล้วก็ ethyl acetate สามารถยับยั้งการสร้าง prostaglandin E2 (PGE2) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นในขั้นตอนอักเสบ ในเซลล์ macrophages ของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS หรือ IFN-gamma ได้ 70% และสารสกัด hexane  และก็ ethyl acetate ในขนาด 100 μg/ml สามารถยับยั้งการกระตุ้น β1-integrins (CD29) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยับยั้งไม่ให้เกิดการจับกลุ่มของโมเลกุล และก็เซลล์ในระบบภูมิต้านทานที่จะมารวมตัวกันรอบๆที่เกิดการอักเสบ โดยสามารถยั้งได้ 70-80% ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงสรุปได้ว่าสารสกัดจากใบการบูรมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยเกี่ยวข้องกับการยับยั้ง cytokine, NO และก็ PGE2
  • ฤทธิ์ยั้งเชื้อแบคทีเรีย การศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ยั้งการเจริญก้าวหน้าของเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Staphylococcus aureus (เป็นเชื้อที่ก่อโรคระบบทางเดินอาหาร แผล ฝีหนอง และก็อีกหลายระบบในร่างกาย) ของสาร camphor ที่สกัดได้จากต้นการบูร และก็เป็นส่วนประกอบหลักของ essential oil จากต้นการบูร ทดลองด้วยแนวทาง agar disk diffusion ประเมินผลด้วยการประเมินค่า inhibition zone พบว่า camphor ในขนาดความเข้มข้น 2% สามารถยับยั้งการเจริญก้าวหน้าของเชื้อ S. aureus ได้ แต่ว่าไม่มีผลยั้งเชื้อ E.coli


การเล่าเรียนทางพิษวิทยา การทดสอบความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นการบูรด้วยเอธานอล-น้ำ เข้าช่องท้องหนูถีบจักรพบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดสอบตายครึ่งหนึ่งมากกว่า 1 กรัม/กก. เมื่อป้นส่วนที่เป็นไขมันให้สุนัขในขนาด 5 ซีซี/กิโลกรัม ไม่พบพิษ
มีกล่าวว่าการรับประทานการบูร ขนาด 3.5 กรัม ทำให้เสียชีวิตได้ แล้วก็หากกินเกินทีละ 2 กรัม จะก่อให้หมดสติ รวมทั้งเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ไต และสมอง อาการแสดงเมื่อได้รับพิษหมายถึงอ้วก อ้วก ปวดหัว วิงเวียนหัว กล้ามเนื้อสั่น กระตุก มีการชัก สมองดำเนินงานบกพร่อง เกิดภาวะสับสน ทั้งนี้
ขึ้นกับขนาดที่ได้รับ ปกติแล้วร่างกายมีการกำจัดการบูรเมื่อกินเข้าไป ผ่านการเมทาบอลิซึมที่ตับ โดยการบูรจะถูกเปลี่ยนเป็นสารกรุ๊ปแอลกอฮอล์ โดยการเติมออกสิเจนในโมเลกุล เกิดเป็นสาร campherolแล้วจะจับกับ glucuronic acid ในตับ กำเนิดเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำได้ แล้วก็ถูกขับออกทางปัสสาวะ แต่ว่าถ้าได้รับในปริมาณสูงเกินความจำเป็น ก็จะมีการหลงเหลือจนถึงมีอันตรายต่อตับ และก็ไตได้
         การสูดดมการบูร ที่มีความเข้มข้นกลางอากาศมากกว่า 2 ppm (2 ส่วนในล้านส่วน หรือ 2 mg/m3) จะมีผลให้เกิดอาการนิดหน่อยถึงปานกลาง ดังเช่น การระคายเคืองต่อจมูก ตา และก็ลำคอ ขนาดที่ส่งผลให้เกิดพิษรุนแรงต่อชีวิต แล้วก็สุขภาพคือ 200 mg/m3ความเป็นพิษของการบูรที่เกิดขึ้นมาจากการกิน ยกตัวอย่างเช่น คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บท้อง ปวดศีรษะ ชัก สลบ หรืออาจเป็นโทษถึงชีวิตจากภาวะระบบการหายใจล้มเหลว โดยขนาดของการบูรที่ส่งผลให้เกิดอาการพิษที่รุนแรง (ชัก สลบ) ในคนแก่หมายถึง34 mg/kg
        นอกนั้นยังมีรายงานว่า การกินน้ำมันการบูรในขนาด 3-5 mL ที่มีความเข้มข้น  20% หรือมากกว่า 30 mg/Kg จะก่อให้เสียชีวิตได้ มีรายงาน case report  ระบุไว้ว่า มีเด็กผู้หญิงอายุ 3 ปีครึ่ง ทานการบูรเข้าไป โดยไม่เคยทราบขนาดที่รับประทาน  ปรากฏว่ามีลักษณะอาการชักแบบกล้ามเกร็งตลอดตัวโดยไม่มีการกระตุก (generalised tonic seizures) นาน 20-30 นาที ก่อนจะมาถึงโรงหมอ  ผลของการตรวจทางห้องทดลองพบว่า ระดับน้ำตาล ระดับ electrolytes และก็ระดับแคลเซียม มีค่าปกติ การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography (EEG) พบว่ามีค่าปกติ และก็มีลักษณะอาการอ้วก 1 ครั้ง เมื่อมาถึงโรงพยาบาล เจอสารสีขาว แล้วก็มีกลิ่นการบูรร้ายแรงจากการอ้วก
ขนาด/ปริมาณที่ควรจะใช้ ในการรักประทานยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันแจ่มชัดว่าควรบริโภคการบูรมากแค่ไหน ที่จะไม่มีอันตรายต่อสภาพร่างกายแต่ว่าในด้านการสูดดมมีการคำนวณว่าในสารที่ผสมการบูรเสร็จแล้ว ไม่ควรเกินกว่า 2 ppm ซึ่งแสดงว่า มีปริมาณของการบูร 2 มก.ในสารละลาย 1 ลิตร โดยเหตุนั้นสำหรับในการใช้การบูร การรับประทานรวมทั้งการสูดดมความต้องระมัดระวังรวมทั้งใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  • สตรีมีครรภ์ ไม่สมควรรับประทานการบูร
  • คนที่เป็นโรคท้องผูกริดสีดวงทวารเยี่ยวแสบขัดเป็นเลือดไม่ควรกิน
  • น้ำมันการบูรที่มีสีเหลืองหรือน้ำตาลห้ามใช้ เพราะว่ามีความเป็นพิษสูง
  • ความเข้มข้นของกลิ่นการบูรที่มีมากมายอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปอดและตับได้
เอกสารอ้างอิง

  • (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “การะบูน , การบูร”.   หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  หน้า 60-62.
  • Chen W, Vermaak I, Viljoen A. Camphor-A Fumigant during the Black Death and a Coveted Fragrant Wood in Ancient Egypt and Babylon-A Review. Molecules. 2013:18;5434-5454.
  • “การบูร Camphor Tree”. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).    หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  หน้า 82.
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์Drug Tips.ฉบับที่5 กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า 6-7
  • Narayan LtCS, Singh CN. Camphor poisoning—An unusual cause of seizure. Medical Journal, Armed Forces India. 2012;68:252-253.
  • การบูร.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี http://www.disthai.com/.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “การบูรต้น”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  หน้า 72.
  • Gupta N, Saxena G.antimicrobial activity of constituents identified in essential oils from mentha and cinnamomum through gc-ms. International Journal of Pharma and Bio Sciences. 2010;1(4):715-720.
  • การบูร.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.Manoguerra AS, Erdman AR, Wax PM, Nelson LS, Caravati EM, Cobaugh DJ, et al. Camphor poisoning: an evidence-based practice guideline for out-of-hospital management. Clinical Toxicology. 2006;44:357-370.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์). “เกล็ดการบูร (Camphor)”. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.   หน้า 74.
  • การบูร.วิกิพีเดียสารานุกรม
  • Lee HJ, Hyun E-A, Yoon WJ, Kim BH, Rhee M, Kang HK, et al. In vitro anti-inflammatory and anti-oxidative effects of Cinnamomum camphora extracts. J Ethnopharmacology. 2006;103: 208–216.
  • การผลิตการบูรแบบง่าย.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • นันทวัน บุณยะประภัศร,อรนุช โชคชัยเจริญพร.การบูร.สมุนไพรไม้พื้นบ้าน.เล่ม1.พิมพ์ครั้งที่1.กรุงเทพฯ.2539.


13

เกล็ดสะระแหน่ (Menthol)
เกล็ดสะระแหน่เป็นอย่างไร เมื่อกล่าวถึงเกล็ดสะระแหน่คนจำนวนไม่น้อยอาจไม่รู้จะแม้กระนั้นถ้าเกิดเอ๋ยถึงเมนทอล (Menthol) แล้วละก็น่าเชื่อว่าอาจจะรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่โดยความเป็นจริงแล้วเกล็ดสะระแหน่ก็คือเมนทอลนั่นเอง เพียงเกล็ดสะระแหน่เป็นชื่อเรียกของไทย ส่วนเมนทอลเป็นชื่อสากลนาๆประเทศนิยมเรียกกัน ซึ่งเกล็ดสะระแหน่ หรือเมนทอลนั้นคือสารชนิดหนึ่งที่เจอในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้ สะระแหน่ไทย  ไม่นท์ หรือสะระแหน่ฝรั่ง รวมถึงสะระแหน่ญี่ปุ่นด้วย โดยเกล็ดสะระแหน่จะมีลักษณะเป็นผลึกสีขาว มีกลิ่นแล้วก็รสหอมเย็น (มีรายงานว่าในใบสะระแหน่พบสารเมนทอลอยู่สูงถึง 80-89% อย่างยิ่งจริงๆ) ดังนี้เกล็ดสะระแหน่มักถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านการปรุงแต่งกลิ่นของกิน ขนมหวาน  ขนมขบเคี้ยวต่างๆรวมไปถึงอุตสาหกรรมเครื่องสำอางแล้วก็แวดวงผลิตยาทั้งยาใช้ภายนอกและก็ยาสำหรับกินด้วย
สูตรทางเคมีและก็สูตรส่วนประกอบ เกล็ดสะระแหน่ (Menthol) คือสารประเภทแอลกอฮอล์ที่ได้จากธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น น้ำมันไม่นต์ (mint oil) ที่สังเคราะห์ขึ้น เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 5-เมทิล-2-(1-เมทิลเอทิล)-ไซโคลเฮกซะนอล (5-methyl-2-(1-methylethyl)-cyclohexanol) มีสูตรเคมี C¹ºH²ºO น้ำหนักโมเลกุล 156.27 และก็มีสูตรองค์ประกอบทางเคมีดังต่อไปนี้
แหล่งที่มา เกล็ดสะระแหน่แค่เพียงชื่อก็สามารถบอกที่มาที่ไปของสารชนิดนี้แล้ว ด้วยเหตุว่าโดยธรรมชาติของการเรียกขื่อสารต่างๆของไทยนั้น มักจะเรียกตามแหล่งวัตถุดิบซึ่งสามารถสกัดได้ ซึ่งเกล็ดสะระแหน่ก็เช่นเดียวกัน โดยเกล็ดสะระแหน่นั้นสกัดได้จากเปปเปอร์มินต์ (ฟวันออกกลาง ปัจจุบันเพาะปลูกกันอย่างกว้างขวางในหลายรอบๆทั่วโลก มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ คือ เป็นพืชมีลำต้นใต้ดิน เติบโตได้ถึง 30-90 ซม. (12-35 นิ้ว) ลำต้นยืดออกกว้าง ใบยาว 4-9 ซม. (1.6-3.5 นิ้ว) กว้าง 1.5-4 ซม. (0.59-1.57 นิ้ว) ใบสีเขียวเข้ม ดอกสีม่วงยาวขนาด 6-8 มิลลิเมตร (0.24-0.31 นิ้ว) และก็สะระแหน่ (mint Spearmint) ซึ่งเป็นผักพื้นบ้านของไทยประเภทหนึ่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mentha cordifolia Opiz. สกุล : Labiatae  ชื่อสามัญ : Spearmint  Mint  Kitchen mint
ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์เป็นราก รวมทั้งลำต้น สะระแหน่มีลักษณะลำต้นพร้อมเลื้อย มีเฉพาะรากฝอย ขนาดเล็ก และก็สั้น ลำต้นสูงโดยประมาณ 15-30 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ผิวลำต้นมีสีแดงอมม่วงจนกระทั่งปลายยอด ลำต้นสามารถแตกเหง้าฯลฯใหม่จนถึงขยายเป็นกอใหญ่ แล้วก็ลำต้นแตกกิ่งแขนงหลายชิ้นสะระแหน่ ลำต้นทอดเลื้อยแผ่ไปตามดิน ลำต้นเป็นเหลี่ยม สีเขียวแกมม่วงน้ำตาล แตกกิ่งก้านมากมาย ใบโดดเดี่ยวมีสีเขียว ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย พื้นใบขรุขระ มีกลิ่นหอมฉุน ดอกช่อ ออกเป็นกลุ่มที่ซอกใบ ใบใบสะระแหน่ ออกเป็น ใบลำพัง และก็ออกเป็นคู่ๆตรงกันข้ามกันบนกิ่ง ลำต้น ใบมีสีเขียว รูปทรงรี กว้างราวๆ 1.5 – 3.5 เซนติเมตร แล้วก็ยาวประมาณ 2 – 7 ซม. ผิวใบย่นเป็นเกลียวคลื่น ขอบของใบหยัก ปลายใบมนหรือแหลม ดอกดอกสะระแหน่ออกเป็นช่อ เหนือซอกใบบริเวณปลายยอด แต่ละช่อมีดอกเยอะมาก ดอกมีสีชมพูอมม่วง ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 5 กลีบ แล้วก็กลีบดอกที่เชื่อมชิดกันเป็นกรวยตื้น 4 กลีบ ภายในดอกมีเกสรตัวผู้ 4 อัน ส่วนเกสรตัวเมียจะไม่ค่อยพบดอกสะระแหน่ ผล ผลสะระแหน่มีสีดำ ขนาดเล็ก มีรูปผลเป็นรูปกระสวย เปลือกผลหมดจดมัน ดังนี้ ผลสะระแหน่มักไม่ติดผลให้มองเห็นบ่อยมากนัก ด้วยเหตุว่ามีดอกที่เป็นหมันเป็นส่วนมาก
น้ำมันหอมระเหย ในใบสะระแหน่ของไทย (Spearmint) มีสีเหลืองใส มีความหนาแน่นประมาณ 0.904 มีสารเคมีหลายแบบ ดังเช่นว่า
– menthol 63.5 %
– p-menthone19.5 %
– pluegone 42.9-45.4 %
– isomenthone12.9 %
– piperitone12.2 %
– Menthone 15-32 %
– Menthyl acetate3-10 %
– piperitone 38.0 %
– piperitenone 33.0 %
– α-terpeneol 4.7%
– limonene
– hexenolphenylacetate
– enthyl amylcarbinal
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์
คุณประโยชน์ของเกล็ดสะระแหน่เป็นมีฤทธิ์เย็น ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนหัว หน้ามืดลายตา อาเจียนอ้วก ช่วยให้ร่างกายแจ่มใสตื่นตัว บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก แก้ไอ แก้ไข้ ลดผู้กระทำระหายน้ำ ลดการเกร็งของกล้าม ขับฉี่ ขับประจำเดือน นอกจากนั้นกลิ่นหอมยวนใจๆของมันยังช่วยเครียดน้อยลงแล้วก็แก้ปวดหัวได้ ทุเลาลักษณะของการปวดศีรษะ ช่วยขับลม ทุเลาอาการท้องอืด ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่น และก็มักใช้แต่งกลิ่นแล้วก็รสยา ได้แก่ ยาเคลือบกระเพาะ อีกทั้งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่อย่างอ่อนๆลดการบวมของเส้นโลหิตที่จมูก แล้วก็ลดอาการปวดต่างๆภายในร่างกาย สารนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้มีความรู้สึกเย็น

การเรียนทางเภสัชวิทยา ในการศึกษาวิจัยของเกล็ดสะระแหน่พบว่ามีการทำการศึกษาน้อย ซึ่งจำนวนมากเป็นรายงานการศึกษาเรียนรู้วิจัยในน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่เสียมากกว่ามีรายงานการศึกษาเรียนรู้วิจัย
พบว่าในใบมินต์ มีน้ำมันแล้วก็สารเมนทอล (เกล็ดสะระแหน่) สูงถึง 80-89% พบว่าให้กลิ่นหอมสดชื่นเย็นลึก ช่วยทำให้รู้สึกชื่นบาน กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความคล่องแคล่ว ช่วยทำให้ความจำ  รวมถึงรายงานการเรียนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของส่วนประกอบน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง  (Mentha piperita  L.) โดยสำหรับเพื่อการพินิจพิจารณาน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง พบว่าองค์ประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่งคือ alpha-terpinene, isomenthone, trans-carveol, pipertitinone oxide และก็ beta-caryophyllene เมื่อทดลองฤทธิ์ในการต้านเชื้อจุลินทรีย์ พบว่า มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อ  E. coli , Staphylococcus aureus  รวมทั้ง  Candida albicans  นอกจากนั้น ยังมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ โดยจับกับอนุมูลอิสระ DPPH แล้วก็ยับยั้งการเกิด lipid peroxidation
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา  เหมือนกับการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของเกล็ดสะระแหน่ การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของเกล็ดสะระแหน่นี้ยังมีน้อยมาก ซึ่งผู้เขียนยังไม่สามารถค้นหาและรวบรวมข้อมูลมาได้
ขนาด/ปริมาณที่ควรใช้ เกล็ดสะระแหน่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งเป็นยาที่ใช้ข้างนอกรวมทั้งยาที่ใช้สำหรับรับประทานโดยจำต้องนำไปเป็นส่วนผสมเพียงแค่นั้น ไม่สมควรใช้ขณะเป็นผลึก นอกจากนั้นยังมีการนำไปผสมกับผลิตภัณฑ์ต่างๆได้แก่ ยาสีฟัน ลูกกวาด หมากฝรั่ง ยาดม ฯลฯ ทั้งนี้ในการใช้ ตัวอย่างเช่นยาสำหรับด้านนอกอายไม่เป็นที่วิตกกังวลพอๆกับการใช้เป็นยาสำหรับข้างใน (ยารับประทาน) โดยองค์การอนามัยโลกได้ระบุขนาดของเกล็ดสะระแหน่ซึ่งสามารถ (WHO) ใช้กินได้ คือ 0.2 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว และก็ยังมีมีรายงานเจออาการไม่ปรารถนา (adverse effect) ของผู้ที่กิน menthol ขนาด 2 มิลลิกรัม/กก./วัน
ข้อเสนอแนะ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • หญิงตั้งครรภ์รวมทั้งหญิงให้นมบุตร ไม่มีข้อที่ไม่อนุญาตสำหรับการใช้อาหารหรือยาที่มีส่วนผสมของมินต์ หรือ เมนทอลแม้กระนั้นไม่ควรใช้เกินที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุไว้
  • สารเมนทอลนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้มีความรู้สึกเย็น แต่ว่าในความเข้มข้นสูงรวมทั้งใช้ติดต่อกัน โดยการสูดดมสารนี้ อาจทำให้เกิดอาการเคืองบริเวณทางเดินหายใจ และก็อาจทำให้เกิดปอดอักเสบได้
  • เกล็ดสะระแหน่เป็นสารที่ส่งผลต่อระบบประสาท โดยเหตุนี้ไม่สมควรใช้(ดมกลิ่น เป็นต้นว่า ยาดม) ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆเพราะว่าอาจทำให้เกิดการเสพติดได้
  • ถ้าหากผิวหนังสัมผัสเกล็ดสะระแหน่ (ที่เป็นผนึก) ในจำนวนมากอาจจะส่งผลให้เกิดการระคายเคือง ผิวหนังแดง ผิวหนังไหม้ แสบแล้วก็คันได้
เอกสารอ้างอิง

  • ฤทธิ์ทางเภสัชของน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง (Mentha piperita L.) และน้ำมันเขียว Myrtus Communis L. ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ยุวดี จอมพิทักษ์.ผักสวนครัว.กรุงเทพฯ,2545. http://www.disthai.com/
  • Galeotti Di Cesare Mannelli L, Mazzanti G, Bartolini A, Ghelardini C. Menthol: a natural analgesic compound. Neurosci Lett. 2002 Apr 12;322(3):145-8.
  • เกวลิน รัตนจรัสกุล,2555.การพัฒนาฟิล์มต้านจุลทรีย์จากคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลสร่วมกับน้ำมันสะระแหน่
  • สะระแหน่ สรรพคุณ และการปลูกสะระแหน่.พืชเกษตร.คอม เว็บเพื่อเกษตรกรไทย.เปปเปอร์มินต์.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.คอลัมน์ Drug Tips จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.ฉบับที่5.กรกฎาคม-กันยายน 2555 หน้า 6-7.
  • ข้อมูลเกี่ยวกับเมนทอล.กระดาน ถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล



Tags : เกล็ดสะระแหน่

14

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies , Hidrophobia)
โรคพิษสุนัข คืออะไร  “โรคพิษสุนัขบ้า” “โรคกลัวน้ำ” หรือ “โรคหมาว้อ” (ในภาษาอีสาน) เป็นโรคติดเชื้อของระบบประสาทส่วนกลางที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน (ZOONSIS) ที่มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ผู้ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะเสียชีวิตเกือบทุกราย เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษา โดยผู้ป่วยทุกรายที่มีอาการแสดงมักจะเสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน และในอดีต จะมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคนี้อยู่พอสมควร  ซึ่งผู้ป่วยมักมีประวัติถูกสุนัขกัดแล้วไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่ทั้งนี้โรคพิษสุนัขบ้าก็ยังเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนหลังจากถูกกัดหรือข่วน   
ในแต่ละปีองค์การอนามัยโลกรายงานผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่า 60,000 รายทั่วโลก โดยพบมากในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ซึ่งผู้ป่วยเกือบทั้งหมดได้รับเชื่อจากการถูกสุนัขกัด และแม้ว่าทุกคนจะมีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้าแต่ร้อยละ 40 ของผู้ที่ถูกสุนัขบ้ากัดเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยผู้ป่วยโรคนี้พบมากที่สุดในประเทศอินเดียประมาณ 20000 รายต่อปี สำหรับในประเทศไทยมีรายงานคนถูกสัตว์กัดหรือข่วนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี และสถิติของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขในช่วงปี พ.ศ. 2554-2558 มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า 5-7 รายต่อปี และในปี (2559) นี้นับจากต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคมมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว 7 ราย โรคนี้จึงนับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีความสำคัญยิ่งของประเทศไทยอีกโรคหนึ่ง
สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส rabies virus ซึ่งเป็น  lyssavirus type 1 ในตระกูล Rhabdoviridae ที่อยู่ในน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเชื้อไวรัสนี้จะทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบทั้งในคนและสัตว์ แต่ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสแล้ว ถ้าได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าและสารภูมิคุ้มกันต้านทาน (Immunoglobulin) อย่างรวดเร็วเหมาะสมก็จะไม่เป็นโรค แต่ถ้าไม่ได้การรักษาดังกล่าวก็จะป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งไม่มียารักษาและเสียชีวิตในที่สุด
            โรคพิษสุนัขบ้าพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น สุนัข แมว ค้างคาว วัว ลิง ชะนี  กระรอก กระต่าย รวมถึงหนู เป็นต้น แต่พบว่าสุนัขและแมวเป็นสัตว์ที่นำโรคพิษสุนัขบ้ามาสู่คนได้บ่อยที่สุดในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ใน 
            ที่มา  : Wikipedia 
ประเทศที่พัฒนาแล้วแทบไม่พบว่าสุนัขและสัตว์เลี้ยงในบ้านชนิดอื่นๆเป็นสาเหตุของโรค เนื่องจากมีการควบคุมการให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงอย่างเข้มงวด ไม่มีสัตว์จรจัด สัตว์ที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ (มากกว่า 90%) จึงเป็นสัตว์ป่า เช่น แรคคูน สกั๊ง สุนัขจิ้งจอก และที่สำคัญคือค้างคาว  แม้ว่ารายงานจากสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2556 พบว่าสัตว์ที่ตรวจยืนยันพบเชื้อพิษสุนัขบ้าส่วนใหญ่ไม่เคยได้ฉีดหรือไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่ร้อยละ 9.2 ของสัตว์ที่ยืนยันเป็นโรคพิษสุนัขบ้า พบว่ามีประวัติการได้รับเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน
อาการของโรคพิษสุนัขบ้า อาการของผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะอาการนำของโรค (Prodrome) ผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำๆ (38-38.5 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน อาจมีอาการกระสับกระส่าย ลุกลี้ลุกลน วิตกกังวล มีความรู้สึกกลัว นอนไม่หลับ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ที่สำคัญซึ่งถือเป็นอาการที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคนี้คือ บริเวณบาดแผลที่ถูกกัด อาจมีอาการปวดเสียว คัน ชา หรือปวดแสบปวดร้อน โดยเริ่มที่บริเวณบาดแผล แล้วลามไปทั่วทั้งแขนหรือขา

ระยะปรากฏอาการทางระบบประสาท (Acute neurol มักเกิดภายหลังอาการนำดังกล่าว 2-10 วัน ซึ่งแบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่

  • แบบคลุ้มคลั่ง (Forious rabies) ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด (ประมาณร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วย) ในระยะแรกๆ อาจมีเพียงอาการไข้ กระวนกระวาย สับสน ซึ่งจะเกิดบ่อยเมื่อถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า เช่น แสง เสียง เป็นต้น ต่อมาจะมีการแกว่งของระดับความรู้สึกตัว (เดี๋ยวดี เดี๋ยวไม่ดีสลับกัน) ขณะรู้สึกตัวดี ผู้ป่วยจะพูดคุยตอบโต้ได้เป็นปกติ แต่ขณะความรู้สึกตัวไม่ดี ผู้ป่วยจะมีอาการกระวนกระวาย ผุดลุกผุดนั่ง เดินเพ่นพ่าน เอะอะอาละวาด ต่อมาจะมีอาการกลัวลม (เพียงแต่เป่าลมเข้าที่หน้าหรือคอจะมีอาการผวา) กลัวน้ำ (เวลาดื่มน้ำจะปวดเกร็งกล้ามเนื้อคอหอยทำให้กลืนไม่ได้ ไม่กล้าดื่มน้ำทั้งๆ ที่กระหาย หรือแม้แต่จะกล่าวถึงน้ำก็กลัว) ซึ่งพบได้เกือบทุกราย แต่ไม่จำเป็นต้องพบร่วมกันทั้ง 2 อาการ และอาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อผู้ป่วยเริ่มเข้าสู่ระยะไม่รู้สึกตัว



    นอกจากนี้ ยังพบอาการถอนหายใจเป็นพักๆ (มักพบในระยะหลังของโรค) และอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น น้ำตาไหล น้ำลายไหล เหงื่อออกมาก ขนลุก ในผู้ชายอาจมีการแข็งตัวขององคชาตและหลั่งน้ำอสุจิบ่อย ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยไม่ตั้งใจในที่สุดผู้ป่วยจะซึม หมดสติ หยุดหายใจ และเสียชีวิตภายใน 7 วัน (เฉลี่ย 5 วัน) หลังจากเริ่มแสดงอาการ

  • แบบอัมพาต (นิ่งเงียบ) (Paralytic rabies) ซึ่งพบได้บ่อยรองลงมา (ประมาณร้อยละ 30) มักมีอาการไข้ ร่วมกับกล้ามเนื้อแขนขาและทั่วร่างกายอ่อนแรง กลั้นปัสสาวะไม่ได้ พบอาการกลัวลมและกลัวน้ำประมาณร้อยละ 50 ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเสียชีวิตช้ากว่าแบบที่ 1 คือเฉลี่ย 13 วัน  บางครั้งอาจแยกจากกลุ่มอาการกิลเลนบาร์เร (Guillain Barre syndrome) ได้ยาก
  • แบบแสดงอาการไม่ตรงต้นแบบ (non-classic) ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่ถูกค้างคาวกัด ในระยะแรกผู้ป่วยอาจมีอาการปวดประสาทหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ต่อมาจะมีอาการแขนขาซีกหนึ่งเป็นอัมพาตหรือชา มีอาการชักและการเคลื่อนไหวผิดปกติ มักไม่พบอาการกลัวลม กลัวน้ำและอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติดังแบบที่ 1


  • ระยะไม่รู้สึกตัว (coma) ผู้ป่วยทุกรายเมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายจะมีอาการหมดสติและเสียชีวิต (จากระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว รวมทั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะ) ภายใน 1-3 วันหลังมีอาการของระยะไม่รู้สึกตัว
แนวทางการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า การวินิจฉัยแพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการแสดง (เช่น กลัวลม กลัวน้ำ ซึม ชัก แขนขาอ่อนแรง) ร่วมกับประวัติการถูกสัตว์กัดมาก่อน  ส่วนในรายที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้แน่ชัด  เช่น ผู้ป่วยมีอาการของโรคพิษสุนัขบ้าในช่วงระยะอาการนำของโรคจะเป็นอาการที่ไม่จำเพาะ หรืออาการแสดงในระยะปรากฏอาการทางระบบประสาทในช่วงแรกที่คล้ายกับโรคสมองอักเสบจากเชื้ออื่น ๆ แพทย์ต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยว่าอาการที่ปรากฏนั้นจากโรคพิษสุนัขบ้าไม่ใช่จากโรคอื่น ๆ โดยวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังกล่าวนั้น ได้แก่

  • Direct fluorescent antibody test เป็นการตัดชิ้นเนื้อผิวหนังบริเวณคอ แล้วนำมาตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีการใช้สารเรืองแสง ซึ่งจะพบเชื้ออยู่บริเวณเส้นประสาทใต้ต่อมขน ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง
  • RT-PCR เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสจากน้ำลาย น้ำไขสันหลัง หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ จากผู้ป่วย โดยเป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงเช่นกัน แต่มีราคาแพง
  • ในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว เมื่อนำศพไปผ่าพิสูจน์จะพบลักษณะของเซลล์ประสาทที่มีความจำเพาะกับโรคนี้มาก ที่เรียกว่า “เนกริบอดีส์” (Negri bodies) อยู่ภายในเซลล์

    สำหรับการรักษาโรคพิษสุนัขบ้านั้นหากเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าเข้าสู่เส้นประสาทแล้วก็จะไม่มียาชนิดไหนที่สามารถรักษาให้หายได้เลย ดังนั้น
    หลักของการรักษาโรคพิษสุนัขบ้าคือ การล้างแผล การให้สารภูมิต้านทาน เพื่อไปทำลายเชื้อ และการให้วัคซีนพิษสุนัขบ้าหลังจากถูกกัดให้เร็วที่สุด

  • การล้างแผล เมื่อผู้ป่วยถูกสัตว์กัดมาจะต้องรีบล้างแผลโดยเร็ว การล้างแผลด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวก็สามารถลดจำนวนเชื้อไวรัสที่บริเวณบาดแผลได้บ้าง การใช้สบู่และยาฆ่าเชื้อเช่น น้ำ ยาเบตาดีน หรือน้ำยาแอลกอฮอล์ 70% จะสามารถทำลายเชื้อได้มากขึ้น

    การล้างแผลควรล้างให้ลึกถึงก้นแผล ทั้งนี้เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเป็นเชื้อที่ไม่ทนถูกทำลายง่ายด้วยยาฆ่าเชื้อต่างๆ รวมทั้งแสงยูวี (UV, ultraviolet light) หรือแสงแดด และอากาศที่แห้ง  ขนาดของบาดแผล จำนวนของบาดแผล และตำแหน่งของบาดแผล สัมพันธ์กับการเกิดโรค ถ้าแผลยิ่งอยู่ใกล้สมองเท่าไหร่ ระยะฟักตัวก็จะยิ่งสั้น แผลจำนวนยิ่งมากหรือขนาดแผลยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับเชื้อมากเท่านั้น

  • การให้สารภูมิคุ้มกันต้านทาน เชื้อไวรัสเมื่อเข้าสู่บาดแผลจะเดินทางเข้าสู่กล้ามเนื้อ แบ่งตัวเพิ่มจำนวนและพร้อมจะเข้าสู่เส้นประสาท ในช่วงนี้เองที่การรักษาด้วยการให้สารภูมิคุ้มกันต้าน ทานจะไปทำลายเชื้อไม่ให้เข้าสู่เส้นประสาทได้ ผู้ป่วยจึงไม่เกิดเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานช้าเกินไป รวมทั้งไม่ได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าด้วย เชื้อจะเข้าสู่เส้นประสาทได้ในที่สุด ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทได้แล้วจะไม่มียาตัวใดรักษาให้หายได้เลย ซึ่งการให้สารภูมิ คุ้มกันต้านทานสามารถให้พร้อมกับวัคซีนได้เลย โดยจะฉีดเข้าสู่รอบๆแผลที่ถูกกัด แต่ถ้าไม่มีบาดแผล เช่น โดนสัตว์เลียปากมาก็ให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  • การให้วัคซีนพิษสุนัขบ้า เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านทาน (Antibody) ขึ้นมาทำลายเชื้อโรคเอง เนื่องจากสารภูมิคุ้มกันต้านทานที่ผู้ป่วยได้รับจะมีฤทธิ์อยู่เพียงชั่วคราว ซึ่งหลังจากฉีดวัคซีนร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 10 - 14 วันจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาพอที่จะทำลายเชื้อโรคได้

    สำหรับแนวทางในการพิจารณาว่าผู้ป่วยรายใดที่ถูกสัตว์สัมผัสถูกกัดหรือถูกข่วน จำเป็นต้องให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าหรือไม่นั้น ในแต่ละประเทศจะมีแนวทางการรักษาที่ไม่เหมือนกัน สำหรับในประเทศไทยมีแนวทางดังนี้

  • ถ้าสัมผัสกับสัตว์ (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดทั้งสัตว์บ้านและสัตว์ป่า) หรือถูกเลียโดยที่ผิว หนังไม่มีบาดแผลใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร
  • ถ้าถูกงับเป็นรอยช้ำเล็กๆบนผิวหนัง หรือถูกข่วนเป็นรอยถลอกมีเลือดออกเพียงซิบๆ หรือถูกเลียบนผิวหนังที่มีบาดแผล ให้รีบฉีดวัคซีนทันที
  • ถ้าถูกกัดหรือข่วนที่มีเลือดออกชัดเจน หรือถูกเลียโดนเยื่อบุต่างๆ เช่น เลียตา เลียปาก ให้รีบให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนทันที


ในประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ใช้สูตรการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าในผู้ป่วยภายหลังสัมผัสสัตว์ที่เป็นโรคหรือสงสัยเป็นโรค (เรียกว่า Post exposure prophylaxis) เพียง 2 สูตร คือ

  • การฉีดเข้ากล้ามเนื้อแบบวิธีมาตรฐาน (แบบ ESSEN) คือให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขนในผู้ใหญ่ หรือที่ต้นขาในเด็กเล็ก โดยกำหนดให้ฉีดในวันที่ 0 (วันแรกที่มาฉีดวัคซีน) 3, 7, 14 และ 28 หรือ 30
  • การฉีดเข้าผิวหนังตามสภากาชาดไทย (Thai Red Cross-ID) คือให้ฉีดเข้าในผิว หนัง 2 จุดที่บริเวณต้นแขนทั้ง 2 ข้าง ในวันที่ 0, 3, 7 และฉีด 1 จุดในวันที่ 28 และ 90 หรือฉีด 2 จุดในวันที่ 28 ซึ่งปริมาณวัคซีนที่ใช้ฉีดจะน้อยกว่าแบบที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ จึงประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
สามารถสังเกตอาการของสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร
            อาการของโรคพิษสุนัขบ้าไม่แตกต่างกันมากนักในแต่ละชนิดของสัตว์ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงอาการในสุนัขและแมวเท่านั้น เนื่องจากเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดและพบว่าเป็นพาหนะนำโรคที่สำคัญในประเทศไทย โดยอาการป่วยที่สังเกตได้แบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะอาการนำ (Prodromal phase)

    สุนัข : ในระยะนี้สุนัขจะมีพฤติกรรมและนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปโดยจะเปลี่ยนไปในลักษณะตรงข้ามกับที่เป็นอยู่ สุนัขที่เคยเชื่องกับคนจะดุร้ายขึ้น ส่วนสุนัขที่ชอบหนีคนจะเข้าหาคนและแสดงความเป็นมิตรมากขึ้น หากสังเกตให้ดีจะพบว่าสุนัขบางตัวมีม่านตาขยายกว้างกว่าปกติ และมีการตอบสนองต่อแสงลดลง นอกจากนี้สุนัขบางตัวจะคันและเลียบริเวณที่ถูกกัดจนกระทั่งเกิดเป็นแผลถลอก สุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้ประมาณ 2-3 วัน
    แมว : อาการในระยะนี้ของแมวจะคล้ายคลึงกับอาการในสุนัข แต่ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ในแมวจะมีไข้สูงเป็นช่วงๆ และจะแสดงพฤติกรรมผิดไปจากปกติมาก โดยแมวจะแสดงอาการในระยะนี้ 1-2 วัน

  • ระยะตื่นเต้น (Excitative phase)

    สุนัข : อาการของสุนัขในระยะนี้จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดและเป็นที่มาของชื่อ “โรคพิษสุนัขบ้า” โดยสุนัขจะมีอาการกระวนกระวายมากขึ้น พยายามที่จะหนีออกจากที่อยู่เดิม เมื่อหนีออกมาได้จะวิ่งเตลิดอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย มักจะแสดงอาการแปลกๆ เช่น งับลมหรือกัดสิ่งของต่างๆ เช่นก้อนหิน ดิน และมักจะไล่กัดทุกสิ่งที่ขวางหน้าเป็นอาการบ้าคลั่งอย่างเด่นชัด หากจับขังกรงจะงับและกัดกรงอย่างรุนแรงจนเกิดบาดแผลที่ปากที่เลือดไหล หรือฟันหักโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด ต่อมาเสียงเห่าหอนจะเริ่มผิดปกติไปเนื่องจากเกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อกล่องเสียง ต่อมากล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการเคี้ยว และควบคุมการทำงานของลิ้นอาจเกิดอัมพาตขึ้นทำให้ลิ้นห้อยออกมานอกปาก มีน้ำลายไหลมาก ต่อมาลำตัวจะเริ่มแข็ง ขาหลังเริ่มอ่อนเปลี้ย ซึ่งเป็นอาการที่เริ่มเข้าสู่ระยะอัมพาต โดยทั้งสิ้นสุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้อยู่ประมาณ 1-7 วัน
    แมว : อาการของแมวในระยะนี้จะแปลกไปกว่าปกติโดยจะแสดงอาการกระวนกระวาย จ้องมองสิ่งของหรือมองโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย เมื่อจับขังกรงแมวจะแสดงอาการกระวนกระวาย ตื่นกลัวอย่างมาก และจะกัดหรือข่วนวัตถุต่างๆ ที่อยู่ใกล้ แมวบางตัวยังแสดงอาการกล้ามเนื้อสั่น อ่อนแรงและทำงานไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้แมวบางตัวจะวิ่งออกไปอย่างไร้จุดหมายจนเหนื่อยและตายในที่สุด

  • ระยะอัมพาต (Paralytic phase)

    สุนัข : ระยะนี้เป็นระยะสุดท้ายของโรคพิษสุนัขบ้า โดยพบว่าอาการในระยะนี้จะขึ้นกับอาการในระยะตื่นเต้นสุนัขที่แสดงอาการตื่นเต้นหรือดุร้ายอย่างชัดเจน อาการในระยะนี้จะสั้นมาก เมื่อสุนัขเริ่มแสดงอาการขาหลังอ่อนเปลี้ยแล้วในที่สุดจะล้มลงแล้วลุกไม่ได้ อาการอัมพาตที่เกิดขึ้นจะแผ่ขยายจากส่วนท้ายของลำตัวไปยังส่วนหัวอย่างรวดเร็ว และจะตายเนื่องจากการเกิดอัมพาตของระบบหายใจ  (respiratory paralysis) ส่วนในรายที่แสดงอาการตื่นเต้นไม่ชัดเจน หรือพบในระยะสั้นๆ อาจแสดงอาการระยะอัมพาตนานขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการซึม อ้าปาก คางห้อยตก ลิ้นห้อยยาว ออกมานอกปาก น้ำลายไหลมาก ในระยะนี้สุนัขมักจะไม่กัดคนและจะแสดงอาการอยู่ 2-4 วัน หลังจากนั้นอาการอัมพาตจะแผ่ขยายทั่วตัวทำให้ตายด้วยการเกิดอัมพาตของระบบหายใจเช่นเดียวกัน
    แมว : ในระยะนี้แมวจะแสดงอาการคล้ายกับในสุนัขแต่อาการในระยะอัมพาตนี้มักจะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 5 หลังเริ่มแสดงอาการ
    การติดต่อของโรคพิษสุนัขบ้า โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อที่มีการติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonosis) ซึ่งเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลบนผิวหนัง โดยการถูกสัตว์ที่เป็นโรค กัด ข่วน หรือเลีย (สำหรับการเลีย จะต้องเลียถูกเยื่อเมือกหรือรอยแผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ เชื้อจึงจะเข้าได้ แต่ถ้าผิวหนังเป็นปกติดี เชื้อจะผ่านเข้าไปไม่ได้) เชื้อจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวน แล้วเดินทางขึ้นไปตามเส้นประสาทส่วนปลายเข้าสู่ไขสันหลังและสมอง หลังจากนั้นจะแพร่กระจายลงมาตามระบบประสาทส่วนปลายไปยังอวัยวะต่างๆ รวมทั้งต่อมน้ำลาย บางครั้งเชื้ออาจเดินทางเข้าสมองโดยไม่ต้องรอให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคสั้นกว่า 7 วัน) บางครั้งเชื้ออาจเข้าไปอาศัยอยู่ในเซลล์อื่น เช่น มาโครฟาจ (macrophage) เป็นเวลานานก่อนจะออกมาสู่เซลล์ประสาท (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคยาว)

    นอกจากนี้ เชื้อยังอาจเข้าสู่ร่างกายได้จากการที่คนหายใจเอาละอองไอน้ำที่มีเชื้อโรคอยู่ (แต่พบได้น้อยมาก เช่น การเข้าไปในถ้ำที่มีค้างคาวอยู่กันเป็นล้าน ๆ ตัว หรือเป็นเจ้าหน้าที่ในห้องแล็บที่ต้องทำงานเกี่ยวกับเชื้อไวรัสชนิดนี้)
    ระยะฟักตัว (ระยะที่ถูกกัดจนกระทั่งมีอาการ) 7 วัน ถึง 6 ปี ส่วนใหญ่เกิดในช่วง 20-60 วัน หลังสัมผัสโรค มีส่วนน้อยที่พบอาการหลังสัมผัสโรคมากกว่า 1 ปี
    แต่ได้เฉลี่ยแล้วหลังได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าผู้ป่วยจะแสดงอาการป่วยประมาณ 3 สัปดาห์ - 3 เดือน ในบางรายอาจใช้เวลานานหลายปีกว่าจะมีอาการก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งที่ถูกกัด ขนาด จำนวนและความลึกของบาดแผล รวมถึงภูมิต้านทานของคนที่ถูกสัตว์กัดด้วย
    การปฏิบัติตนเมื่อถูกสัตว์กัน/ข่วน

  • รีบล้างแผลให้เร็วที่สุดด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือล้างแผล (Normal saline) หลายๆครั้ง (ประมาณ 15 นาที) ล้างทุกแผล และล้างให้ลึกถึงก้นแผล แล้วเช็ดแผลให้แห้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน เป็นต้น
  • ไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการป้องกันรักษาที่ถูกต้อง ถ้ามีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้า อาทิเช่น ถูกกัดหรือข่วนจนมีเลือดซิบหรือลึกกว่านั้น แพทย์จะพิจารณาฉีดวัควัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงวัคซีนป้องกันบาดทะยัก และยาฆ่าเชื้อ นอกจากนี้ในกรณีที่มีโอกาสติดโรคพิษสุนัขบ้าสูง แพทย์อาจพิจารณาให้อิมมูโนโกลบุลินซึ่งมีภูมิต้านทานโรคพิษสุนัขบ้าร่วมด้วย โดยวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจะฉีดประมาณ 4-5 ครั้ง เป็นวัคซีนมีความปลอดภัยสูง  สามารถฉีดได้ทุกวัย รวมทั้งในเด็กและสตรีมีครรภ์ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีประสิทธิภาพสูงหากไปรับการฉีดตรงตามแพทย์นัดทุกครั้ง
  • จดจำลักษณะและสังเกตุอาการสัตว์ที่กัด รวมทั้งสืบหาเจ้าของ เพื่อสอบถามประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และสังเกตุอาการสัตว์ที่กัดเป็นเวลา 10 วัน ถ้าสบายดีไม่น่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าสุนัขตายให้นําซากมาตรวจ
  • ซึ่งในการส่งซากตรวจควรส่งให้เร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง (ในขณะเก็บซากสัตว์ควรสวมถุงมือยางและล้างมือหลังจากเก็บซากให้สะอาด) และควรส่งตรวจเฉพาะส่วนหัวของสัตว์ (เชื้อและลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อที่ชัดเจนที่สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำจะอยู่ที่สมอง) แต่หากเป็นสัตว์ตัวเล็กก็สามารถส่งตรวจได้ทั้งตัว โดยสัตว์ที่ส่งตรวจจะต้องใส่ถุงพลาสติกให้มิดชิด ห่อด้วยกระดาษหลาย ๆ ชั้น แล้วใส่ถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่งและปิดปากถุงให้สนิทเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่กระจาย
การป้องกันตนเองจากโรคพิษสุนัขบ้า

  • ควบคุมไม่ให้สัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้า


                        - พาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าตามกำหนด และฉีดซ้ำทุกปี
                        - ไม่ปล่อยสัตว์เลี้ยงไปในที่สาธารณะ ทุกครั้งที่จะนำสุนัขออกนอกบ้านควรอยู่ในสายจูง
                        - ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง

  • หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกสัตว์กัด โดยไม่แหย่ หรือรังแกให้สัตว์โมโห รวมทั้งไม่ยุ่งหรือเข้าใกล้สัตว์ที่ไม่รู้จักหรือไม่มีเจ้าของ
  • คนที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูงได้แก่ สัตว์แพทย์และผู้ช่วย คนเพาะสัตว์เลี้ยงขาย ร้านขายสัตว์เลี้ยง เจ้าหน้าที่กำจัดสุนัขและแมวจรจัด เจ้าหน้าที่บ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ เร่ร่อนต่างๆ บุรุษไปรษณีย์ คนที่ทำงานในห้องแลปที่ต้องเกี่ยวข้องกับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ควรได้ รับวัคซีนแบบป้องกันล่วงหน้า (Preexposure prophylaxis) คือให้ฉีดวัคซีนในวันที 0, 3 และ 21 หรือ 28 และให้ฉีดกระตุ้นซ้ำ 1 เข็มทุกๆ 5 ปี
  • แม้จะยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าโรคนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีรายงานพบผู้ป่วยที่ติดโรคนี้จากการปลูกถ่ายกระจกตาหรืออวัยวะ ดังนั้น เมื่อมีการสัมผัสกับผู้ป่วย เช่น ถูกผู้ป่วยกัด เยื่อบุหรือบาดแผลไปสัมผัสถูกสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาฉีดยาป้องกันแบบเดียวกับการสัมผัสโรคจากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
สมุนไพรที่ใช้ป้องกัน/รักษาโรคพิษสุนัขบ้า  เนื่องจากโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่รุนแรงโดยหากเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทส่วนปลายแล้วจะไม่สามารถรักษาได้ เพราะไม่มียาตัวไหนหรือวิธีไหนที่จะฆ่าเชื้อไวรัสหรือรักษาให้หายได้ แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างดีในห้องไอซียู (ICU, inten sive care unit) แต่อัตราการเสียชีวิตก็็็๋่าสคือ 100%         ดังนั้นจึงไม่มีสมุนไพรชนิดไหนที่สามารถรักษา / ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าคืออะไร 
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้จากการนำเชื้อ Rabies virus ที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงโดยวิธีการเฉพาะ ซึ่งเชื้อจะถูกทำให้ตายก่อนที่จะนำมาฉีดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสามารถทำได้ 2 แบบ คือ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular; IM)และฉีดเข้าในผิวหนัง (Intradermal; ID)
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่มีจำหน่ายในประเทศไทยมีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่

  • Lyssavac N® (Purified Duck Embryo Cell Rabies Vaccine; PDEV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในตัวอ่อนไข่เป็ดที่ฟักแล้ว (embryonated duck eggs)แนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะเป็นสารแขวนตะกอนสีขาว ขุ่นเล็กน้อย เนื่องจากมี thimerosal เป็นสารกันเสีย ปริมาตรรวม 1 ml
  • SII Rabivax® (Human Diploid Cell Rabies Vaccine; HDCV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในhuman diploid cellแนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส สีชมพู ปริมาตรรวม 1 ml
  • Rabipur® (Purified Chick Embryo Cell Rabies Vaccine; PCECV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน primary chick embryo fibroblast cell สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 1 ml
  • Verorab® (Purified Vero Cell Rabies Vaccine; PVRV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน vero cells สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำเกลือสำหรับทำละลาย (solution of sodium chloride 4%) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 0.5 ml


วัคซีนทั้ง 4 ชนิดมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า วัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยง ซึ่งจะมีความปลอดภัยและมีความบริสุทธิ์มากกว่าวัคซีนแบบเก่าที่ผลิตจากการ

15

สมุนไพรเมื่อย
ปวดเมื่อย Gnetum montanum Markgraf
บางถิ่นเรียกว่า ปวดเมื่อย (ตราด) ม่วย (จังหวัดเชียงราย จังหวัดอุบลราชธานี) มะม่วย (จังหวัดเชียงใหม่) แฮนม่วย (เลย)
ไม้เถา เนื้อแข็ง กิ่งเป็นข้อต่อกันแล้วก็ตามข้อจะบวมพอง ใบ คนเดียว เรียงเป็นคู่สลับตั้งฉาก ใบรูปขอบขนานปนรูปไข่ มีขนาดแตกต่างมากมาย แต่กว้างไม่เกิน 12 เซนติเมตร ยาวไม่เกิน 20 เซนติเมตร ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบกลม มน หรือ แหลม ขอบใบเรียบ เนื้อเรือใบแข็งครึ้ม หรือ ค่อนข้างดก เมื่อแห้งสีออกดำ เส้นใบโค้ง ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอดและตามลำต้น สมุนไพร ช่อดอกแตกกิ่งก้านสาขามา แยกเป็นช่อดอกเพศผู้รวมทั้งเพศภรรยา ดอกเรียงเป็นชั้นๆรอบแกนกลาง ช่อดอกเพศผู้ กว้างประมาณ 0.4 ซม. ยาวโดยประมาณ 3 ซม. แต่ละชั้นมีประมาณ 20 ดอก ช่อดอกเพศเมีย แต่ละชั้นมี 5-7 ดอก ผล รูปรี กว้างราวๆ 1 เซนติเมตร ยาว 1.5 เซนติเมตร เมื่อสุกสีแดง ก้านผลอ้วน ยาวราว 0.2 ซม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในระดับที่ค่อนข้างสูงจากน้ำทะเล 50-1,800 ม. พบในทุกภาคของประเทศ นอกจากภาคกึ่งกลาง
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรากรับประทานแก้พิษบางชนิด แล้วก็แก้ไข้มาลาเรีย

หน้า: [1] 2 3 ... 6