แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - BeerCH0212

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1

ฝรั่ง
ชื่อสมุนไพร  ฝรั่ง
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อเขตแดน มะก้วย  มะก้วยกา มะกา (จังหวัดเชียงใหม่) , มะปั่น (จังหวัดลำปาง) , บักสีดา (อีสาน) , สีดา (จังหวัดนครพนม) จุ่มโป่ (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) , ชมพู่ (ปัตตานี) , ยามู ,ย่าหมู (ภาคใต้) ยะมูบุเตบันยา (ท้องนาราธิวาส , มลายู) , ยะริง (ละว้า) , ฮวงเจี๊ยะหลิ่วกังซิวก้วยแปะจีฉิ่ว (จีน)
ชื่อสามัญ  Guava
ชื่อวิทยาศาสตร์  Psidium guajava Linn
สกุล  MYRTACEAE
ถิ่นเกิด ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีบ้านเกิดเมืองนอนหรือเป็นพืชท้องถิ่นของเมริกาเขตร้อน De Candolle เชื่อว่าอยู่ระหว่างเม็กซิโก และเปรู รวมทั้งหมู่เกาะอินดีสตะวันตกด้วยชาวสเปนนำจากฝั่งแปซิฟิคไปยังฟิลิปปินส์ และก็โปรตุเกสนำจากฝั่งตะวันตกไปยังอินเดีย สำหรับในประเทศไทยนั้น คาดว่ามีการนำเข้ามาในประเทศไทยในช่วงสมัยของสมเด็จพระที่นารายณ์มหาราช ตอนนี้เป็นพืชมีขึ้นทั่วๆไปในเขตร้อนและครึ่งหนึ่งร้อน ปลูกเป็นไม้ผลตามบ้าน ตามสวนทั่วไป
ลักษณะทั่วไป ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 5-10 เมตร ลำต้นกิ่งไม้มีแก่นไม้เหนียวแข็งดี เปลือกต้นเรียบมีเหลืองอ่อนออกเทา แล้วก็มีรอยลอกออกเป็นแผ่นๆก้านอ่อนมีลักษณะสี่เหลี่ยม มีขนสีขาวๆสั้น ก้านแก่ ขนหล่นไปหมด ยอดอ่อนมีขนสีขาวสั้นๆปกคลุม ใบเป็นใบโดดเดี่ยวออกตรงกันข้ามกันมีน้อยที่ออกเป็นวง (ที่ข้อเดียวกันออกเกินกว่า 2 ใบ) ใบรูปไข่ยาว 5-12 เซลเซียสม. หรือกว้าง 3-5 ซ.มัธยม ขยี้ใบสูดดมดูเหมือนมีกลิ่นหอม ใบบางคล้ายแผ่นหนัง ปลายใบมนหรือแหลมสั้น ฐานใบเบาๆขยายแหลมออกมายังกึ่งกลางใบ ขอบใบเรียบข้างหลังใบมีสีเขียวแก่ มีรอยเส้นใบ (บุ๋มลงไปน้อย) ท้องใบมีขนสั้นๆสีขาวอ่อนนุ่ม รวมทั้งมีเส้นใบเป็นรอยนูนออกมา มีเส้นใบ 7-11 คู่ ก้านใบยาว 4 เซนติเมตร ดอกอาจออกเป็นช่อ 1-4 ดอก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวกลมมน กลีบดอกสาวบางๆหลุดร่วงง่าย ยาว 2-2.5 เซลเซียสม. มีเกสรตัวผู้มาก มีก้านเกสรตัวผู้สีขาวยาวพอๆกับกลีบ มีอับเรณูสีเหลืองอ่อน มีก้านเกสรตัวเมีย 1 อันยาวพุ่งขึ้นมาสูงขึ้นมากยิ่งกว่าก้านเกสรตัวผู้ รังไข่อยู่ด้านล่างมี 5 ห้องและลักษณะทรงกลม และก็มีกลีบเลี้ยงเหลือติดอยู่กับปลายผล ผลทรงกลม  มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ 3-15 ซ.ม. เนื้อผลส่วนใหญ่มีสีเหลือง ขาว หรือชมพู มีกลิ่นหอมสดชื่น เม็ดแข็ง เป็นรูปไตมีไม่น้อยเลยทีเดียว ขนาดเมล็ด 0.3-0.5 เซนติเมตร สีขาวอ่อน พบบ่อยปลูกตามบ้านหรือสวนทั่วๆไปเอาผลไว้รับประทานหรือขาย
การขยายพันธุ์    สามารถเติบโตเจริญในทุกภาวะดิน แล้วก็ทนต่อความแล้ง และน้ำนองได้บางส่วน แต่โดยธรรมดามักถูกใจเจริญเติบโตก้าวหน้าในดินร่วนซุยคละเคล้าทราย ที่มีสภาพพื้นที่มีการระบายน้ำดี สามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ 1 ปีข้างหลังปลูก ผลสามารถเก็บได้ในตอน 4-5 เดือน หลังติดดอก  โดยปกติจะให้ผลได้ในช่วงปลายฤดูแล้งถึงต้นหน้าฝนหมายถึงตอนมี.ค.-เดือนมิถุนายน
                สำหรับการเพาะพันธุ์ฝรั่งสามารถทำเป็นหลายวิธี ดังเช่นว่า การปลูกด้วยเม็ด การทาบกิ่ง การติดตา การปักชำ แต่วิธีที่นิยมสูงที่สุดเป็นการทำหมันกิ่ง
การเตรียมดิน รวมทั้งการเตรียมแปลง สำหรับในการปลูกฝรั่งนั้น สามารถทำเป็น 2 แบบอย่างตามสภาพพื้นที่ คือ

  • พื้นที่ดินเหนียว น้ำหลากขังง่าย รวมทั้งมีระบบระเบียบน้ำมากเกินเพียงพอ ให้กระทำการขุดร่องลุกประมาณ 1 เมตร กว้าง 1-2 เมตร เพื่อเป็นแถวร่องสำหรับในการให้น้ำ การเตรียมแปลง และการปลูกเอาไว้ภายในลักษณะนี้พบมากในพื้นที่ลุ่มภาคกลางเป็นส่วนมาก
  • พื้นที่ทั่วๆไปที่มีระบบน้ำน้อยเกินไป สามารถปลูกในแปลงโดยไม่ยกร่องหรือการชูร่องสูงโดยประมาณ 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างร่องราว 3-4 เมตร ดังนี้ ให้กระทำไถดะ 1 ครั้ง เพื่อตากดิน และก็กำจัดวัชพืช แล้วก็ไถแปร 1 ครั้ง โดยเว้นช่วงห่างราวๆ 1-2 อาทิตย์ หลังจากนั้นกระทำการไถชูร่อง
สำหรับแนวทางการปลูกฝรั่ง มีดังนี้

  • ใช้กิ่งจำพวกจากการทำหมันหรือการปักชำ
  • ขุดหลุมปลูก กว้าง ลึก ขนาด 50×50 ซม. แต่ละหลุมห่างกันราวๆ 3 เมตร ระยะห่างระหว่างแถวโดยประมาณ 3-4 เมตร หรือตามขนาดระยะห่างของร่อง
  • รองพื้นด้วยปุ๋ยธรรมชาติหรือมูลสัตว์โดยประมาณ 0.5 กิโลกรัม/หลุม หรือขนาด 1 พลั่วตัก พร้อมคลุกดินผสมตูดหลุมให้สูงโดยประมาณ 1 ฝ่ามือ ดังนี้บางทีอาจผสมปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 ในอัตรา 1 กำมือ/หลุมก็ได้
  • นำกิ่งจำพวก จากการทำหมันหรือการปักชำลงหลุมปลูก โดยกลบดินสูงเหนือปากหลุมน้อย ทั้งนี้ควรให้ดินกลบเหนือเขตรากสูงราว 10-15 ซม.
  • ใช้หลักไม้ปักหลุม และผูกเชือกยึดลำต้น
  • เมื่อปลูกเสร็จควรจะให้น้ำให้เปียกทันที


การให้น้ำ เริ่มให้น้ำทีแรกข้างหลังการปลูกเสร็จให้เปียกชุ่ม จากนั้น ให้น้ำทุก 2 ครั้ง/วัน เช้าตรู่-เย็น จนกระทั่งต้นฝรั่งตั้งตัวได้ โดยบางทีอาจเลือกใช้ระบบการให้น้ำที่มีคุณภาพ ต่อไปบางทีอาจกระทำการให้น้ำลดลง ขึ้นกับสภาพภูมิอากาศ และความชุ่มชื้นของดิน ซึ่งไม่ควรปล่อยให้ดินแห้ง ขาดน้ำ โดยเฉพาะในตอนติดผล แต่ในช่วงติดดอกไม่ควรให้น้ำมากซึ่งในระยะนี้เพียงระวังไม่หน้าดินแห้งก็ เพียงพอ
                โดยสายพันธุ์ของฝรั่งที่ได้รับความนิยมในตอนนี้ ดังเช่น ประเภท แป้นสีทองคำ , ชนิดกิมจู , พันธุ์กลมสาลี่ , จำพวกไม่มีเม็ด , จำพวกเวียดนาม ฯลฯ
ส่วนประกอบทางเคมี
quercetin, quercetin-3-arabinoside , quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin),                                    quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin),                             quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) แล้วก็ quercetin 3-O gentiobioside , Tannin ในผิวฝรั่งเมื่อเอามาสกัดน้ำมันระเหย พบสารต่างๆดังเช่นว่า 1,8-cineole  ,   a-copaene,  trans-caryophyllene  , humulene  ,  a-amorphene ,    nerolidol   , caryophyllene oxide ,  epigiobulol, longitorenedehyde , aromaden dendrene , helifdenolC อื่นๆอีกมากมาย  และก็สำหรับคุณประโยชน์ทางโภชนาการของฝรั่งต่อ (165 กรัม) คือ

  • พลังงาน 112 กิโลแคลอรี
  • เส้นใยอาหาร 8.9 กรัม
  • โปรตีน 4.2 กรัม
  • ไขมัน 1.6 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 23.6 กรัม
  • วิตามินเอ 1030 IU
  • วิตามินซี 377 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 1 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.1 มก.
  • วิตามินบี 3 1.8 มิลลิกรัม
  • กรดโฟลิก 81 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 30 มก.
  • ธาตุฟอสฟอรัส 66 มก.
  • ธาตุเหล็ก 0.4 มิลลิกรัม
  • ธาตุโพแทสเซียม 688 มก.
  • ธาตุทองแดง 0.4 มก. ที่มา : Wikipedia


คุณประโยชน์/คุณประโยชน์ ฝรั่งเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะกับผู้ที่อยากลดน้ำหนัก ลดหุ่น หรือคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เพราะฝรั่งอุดมไปด้วยกากใยอาหาร เมื่อกินแล้วจะมีผลให้อิ่มนาน ช่วยกำจัดท้องร้อง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงเดิม ช่วยปรับระดับการใช้อินซูลินของร่างกายให้เหมาะสม และยังช่วยล้างพิษโดยรวมได้อีกด้วย ก็เลยส่งผลทำให้ผิวพรรณดูผ่องใสสดใส โดยฝรั่งจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกชนิด แล้วก็ยังมีวิตามินซีสูโลภว่าส้มถึง 5 เท่า และก็ยังนิยมนำฝรั่งไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆดังเช่นว่า ฝรั่งดอง ฝรั่งแช่บ๊วย พายฝรั่ง แล้วก็ของหวานอีกหลายประเภท รวมถึงนำมาใช้ทำเป็นยาแคปซูลแก้ท้องเสียจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งใส่แคปซูลละ 250 มก.
                นอกจากนั้นน้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่งยังมีการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมของกิน อาทิเช่น หมากฝรั่ง ลูกอม รวมถึงนำมาผสมหรือแต่งกลิ่นในน้ำยาบ้วนปากได้อีกด้วย ส่วนสรรพคุณทางยาของฝรั่งนั้นมีดังนี้ แบบเรียนยาไทยบอกว่า เปลือกต้น, ราก รสฝาด อ่อนโยน ใช้แก้แผลมีพิษ แก้ปวดฟัน โรคลักปิดลักเปิด แก้อาการเลือดกำเดา แก้น้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง ใบรสฝาดเปียกแฉะ อ่อนโยนไม่มีพิษ ใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสีย บิดเรื้อรัง ลมพิษ ผื่นคัน บาดแผลที่มีเลือดออก ผลที่ยังไม่สุก รสเปรี้ยว ฝาดสุขุม ใช้แก้ท้องเสีย บิด ดับกลิ่นปาก แก้ปวดฟัน ผลหมูสหวานหอมใช้เป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูก ใช้ห้ามเลือดต้านทานการอักเสบ ลดน้ำตาลในเลือด โดยใช้เปลือกแห้งหนัก 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม ใบแห้งหนัก 3-5 กรัม ถ้าเป็นใบสดใช้หนัก 15-30กรัม ต้มน้ำกิน หากใช้ข้างนอกต้มเอาน้ำชะล้างหรือตำพอก ผลที่ยังไม่สุก แห้งหนัก 6-10 กรัม ต้มน้ำดื่ม
ต้นแบบ/ขนาดวิธีใช้

  • แก้ลำไส้อักเสบ บิด ใช้ใบสด 30-60 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้กระเพาะไส้อักเสบกระทันหันแล้วก็ท้องร่วง ที่เกิดขึ้นจากการสรุปยไม่ดี ใช้ใบแห้งหนัก 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  • แก้บาดแผลมีต้นเหตุที่เกิดจากการหกล้มหรือกระทบกระแทกหรือรอยแผลมีเลือดออก ใช้ใบสดตำพอกแผลภายนอก
  • แก้ปวดฟัน ใช้เปลือกรากผสมน้ำส้มสายชูต้มเอามาอมแก้ปวดฟัน
  • แก้เด็กเป็นแผลเล็กแผลน้อยเรื้อรัง ใช้เปลือก ราก ต้มร่วมกับขนไก่ เอามาชำระล้างบาดแผล
  • แก้ผิวหนังเป็นผดผื่นคัน ใช้เปลือกต้นสดและก็ใบต้นเอาน้ำล้างรอบๆที่เป็น
  • แก้ท้องเดิน ใช้ใบหรือผลดิบ ต้มรับประทานต่างชา (ใบแห้ง 5 กรัม ใส่น้ำ 100 มิลลิลิตร)
  • ใช้สวนล้างช่องคลอดข้างหลังคลอด ใช้น้ำต้มจากใบสดอุ่นๆสวนล้าง
  • ใช้สำหรับในการดับกลิ่นปาก ด้วยการนำใบสด 3-5 ใบมาบดแล้วคายกากทิ้ง
  • ช่วยรักษาอาการเสียงแห้ง แก้คออักเสบโดยการใช้ผลที่ตากแห้งต้มน้ำกิน
  • ยอดอ่อนๆปิ้งไฟให้เหลืองกรอบ ชงน้ำกินแก้ท้องร่วง บิด ใบสดบดอมขจัดกลิ่นบุหรี่ เหล้า และกลิ่นปากเจริญ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้ แก้ท้องเสีย             จากการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยฤทธิ์ทางยาของฝรั่งพบว่าการให้ยาเม็ดแคปซูลใบฝรั่งทีละ 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน กับคนป่วยที่เป็นโรคอุจจาระร่วง 122 คน สามารถลดปริมาณครั้งของการอึ ช่วงเวลาที่อุจจาระ แล้วก็จำนวนน้ำเกลือที่ให้ตอบแทนได้  การให้ยาเม็ดแคปซูลฝรั่งขนาด 500 มก. (ที่มีสารฟลาโวนอยด์ 1 มก./แคปซูล 500 มิลลิกรัม)  ทุก 8 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วันในผู้ป่วยที่มีอาการท้องร่วง ปวดท้อง จำนวน 50 คน จะสามารถลดการบีบตัวของลำไส้และลดระยะเวลาปวดท้องได้   การให้ยาต้มของฝรั่งในคนเจ็บเด็กที่เป็นโรคลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) 62 คน ทำให้อาการดีขึ้นด้านใน 3 วัน ช่วงเวลาท้องเดินสั้นลง และไม่เจอเชื้อ Rota virus ในอุจจาระมากยิ่งกว่าเมื่อเทียบกับกรุ๊ปควบคุม
                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยคลอโรฟอร์ม เฮกเซน เมทานอล และก็น้ำ สามารถลดการเคลื่อนไหว แล้วก็การหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาแล้วก็หนูแรทที่ถูกรั้งนำให้มีการขยับเขยื้อนเยอะขึ้นด้วยอะเซทิลโคลีน  สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลจำนวนร้อยละ 50 สามารถยั้งการหดตัวของลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้หดตัวด้วยกระแสไฟฟ้า อะเซทิลโคลีน และแบเรียมคลอไรด์ได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถยั้งอาการท้องเสียในหนูเม้าส์ที่ถูกชักนำให้เกิดอาการท้องร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง โดยฝรั่งจะไปเพิ่มการดูดซึมน้ำในไส้และก็ลดการบีบตัวของไส้   สารสกัดด้วยน้ำของใบฝรั่งสดสามารถยั้งอาการท้องร่วงได้ โดยลดปริมาณครั้งของการอุจจาระในหนูซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการท้องเสียด้วยยา microlax ได้
                 ส่วนสกัดของสารกรุ๊ป polyphenolic, saponin แล้วก็ alkaloid จากใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาที่รั้งนำให้หดเกร็งด้วยอะเซทิลโคลีนและโปแตสเซียมคลอไรด์ได้   สาร quercetin รวมทั้ง quercetin-3-arabinoside จากใบฝรั่ง สามารถต่อต้านการหดตัวของลำไส้เล็กที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยอะเซทิลโคลีน ทำให้ไส้มีการขยับเขยื้อนลดลง  นอกเหนือจากนั้นสาร quercetin ในใบฝรั่งยังสามารถยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กในหนูแรทแล้วก็หนูตะเภาซึ่งรั้งนำให้กำเนิดอาการหดเกร็งด้วยสารละลายโปแตสเซียม  อะเซทิลโคลีน ธาตุแบเรียมคลอไรด์ ฮีสตามีน และก็ซีโรโทนินได้ และสามารถลดความสามารถสำหรับเพื่อการซึมผ่านของๆเหลวของหลอดเลือดฝอยบริเวณท้องซึ่งมีผลช่วยรักษาอาการท้องร่วง  สาร quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin), quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin), quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) และ quercetin 3-O-gentiobioside จากใบฝรั่ง สามารถลดการยุบเกร็งของลำไส้เล็กหนูเม้าส์ได้   สาร asiatic acid จากใบฝรั่งส่งผลทำให้กล้ามเนื้อลำไส้เล็กส่วนปลายของกระต่ายคลายตัว  สารสกัดผลฝรั่งดิบด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ต้านการหลั่งอะเซทิลโคลีนในลำไส้เล็กของหนูแรทและหนูตะเภาได้ แต่ว่ามีฤทธิ์น้อยกว่าอะโทรไต่ โดยฝรั่งส่งผลทำให้ลำไส้มีการขยับเขยื้อนลดน้อยลง ทำให้รักษาอาการท้องเสียได้    สารสกัดฝรั่ง (ไม่กำหนดส่วน) สามารถลดการบีบตัวของลำไส้เล็กของหนูแรทได้
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียมีการศึกษาการต้านเชื้อแบคทีเรียหลายรายงาน ตัวอย่างเช่น สารสกัดเอทานอลของฝรั่ง สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Salmonella enteritidis, Shigella flexneri ได้  สารสกัดน้ำ ความเข้มข้น 10-5 มคลิตร/มล. ทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Shigella dysenteriae ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคบิดได้ สารสกัดเปลือกต้น
ด้วย 70% เอทานอล  ความเข้มข้น 250 มก./มิลลิลิตร ทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ พบว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุที่นำไปสู่โรคอุจจาระตกหมายถึงStaphylococcus aureus, Vibrio cholerae แล้วก็ V. parahaemolyticus แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ E. coli, Shigella  flexneri, Salmonella typhimurium สารสกัดราก กิ่ง และใบฝรั่งด้วย 50% เอทิลอัลกอฮอล์  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, S. typhimurium ที่เป็นสาเหตุส่งผลให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella enteritidis สารสกัดกิ่งฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ อัตราส่วน 1:1 ความเข้มข้น 50 มคล. สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae, Sh. flexneri (ซึ่งทำให้เกิดโรคบิด) E. coli (แบคทีเรียในลำไส้) S. typhimurium (นำมาซึ่งโรคไทฟอยด์) แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ S. enteritidis สารสกัดทิงเจอร์ของฝรั่ง สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย V. chlorea ที่เป็นต้นเหตุของอหิวาตกโรค ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้แต่ว่าเห็นผลปานกลาง  น้ำมันหอมระเหยของใบฝรั่ง สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli, S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  สารสกัดใบฝรั่งด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ ความเข้มข้น 1,000 มคก./มิลลิลิตร สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Enterococcus faecalis ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium, S. aureus สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำ ความเข้มข้น 20 มก./มิลลิลิตร พบว่าสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย S. dysenteriae 1 (ทำให้เกิดโรคบิด) และก็ V. chlorea (ส่งผลให้เกิดอหิวาต์) ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งขนาดความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 1.25, 5 มิลลิกรัม/มล. เป็นลำดับ
สารสกัดผลดิบของฝรั่งด้วยเมทานอล  ในขนาด 50,100, 300 มก./กก. สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae 1, Sh. dysenteriae 2, Sh. dysenteriae 4, Sh. dysenteriae 8 แล้วก็ V. chlorea 1350 ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 100-200 มคก./มล. สารสกัดหยาบของใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Vibrio ที่แยกได้จากกุ้งกุลาดำที่เป็นโรค 23 สายพันธุ์ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 1.25-5.00 มิลลิกรัม/มล. สารสกัดใบฝรั่งด้วยอะซีโตน และก็ 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella B, S. newport, S. typhimurium, Sh.  flexneri นอกนั้นสารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ยังสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้อีกด้วย  สารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วยน้ำ สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. flexneri, S. aureus แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. newport และก็ S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ
สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 10 มิลลิกรัม/วัน แต่ว่าเห็นผลไม่แน่นอนต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium สารสกัดใบฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ความเข้มข้น 1,000 มคก./มล. พบว่าสามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคอุจจาระตก อย่างเช่น Salmonella D, Sh. dysenteriae 1, Sh. flexneri 2A, Sh. flexneri 4A  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. typhimurium type 2, Shigella bodyii, Sh. bodyii 5, Sh. dysenteriae 2, Sh. flexneri 3A, Sh. sonnei  ส่วนสกัดแทนนินจากใบฝรั่ง ความเข้มข้น 85, 95, 95, 100, 110 มคกรัม/มิลลิลิตร สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri, S. enteritidis, S. aureus , Escherichia piracoli, E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ตามลำดับ    สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Salmonella spp. ได้ 2 สายพันธุ์  และก็ต้านทานเชื้อ Sh.  flexneri, Sh. virchow, Sh. dysenteriae รวมถึงเชื้อ E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ(1:1)รวมทั้งอะซีโตน สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย E. coli ที่เป็นสาเหตุของโรคอุจจาระหล่นได้ สารสกัดลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย S. newport และ S. typhimurium, Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แต่ว่าไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. aureus   น้ำคั้นจากผลฝรั่ง ไม่อาจจะต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus typhosus ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไทฟอยด์ได้ สารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินด้วยอัลกอฮอล์ รวมทั้งน้ำ (1:1) ความเข้มข้นมากกว่า 25 มคก./มิลลิลิตร ไม่สามารถที่จะต้านเชื้อแบคทีเรีย B. subtilis, E. coli, S. typhosa
มีการศึกษาค้นคว้าโดย ปัญจางค์ ธนังกูล แล้วก็แผนก ในคนป่วย 122 คน ที่เป็นโรคอุจจาระตก เป็นชาย 64 คน รวมทั้งหญิง 58 คน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 16-55 ปี ทำการวิจัยเปรียบโดยแนวทางการสุ่มตัวอย่าง โดยนำใบฝรั่งอบแห้งแล้วบดเป็นผุยผง บรรจุแคปซูล ขนาด 250 มิลลิกรัม ลักษณะเดียวแล้วก็ขนาดเดียวกับ tetracyclin และบริหารการกินยาสิ่งเดียวกัน คือ 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชม. ตรงเวลา 3 วัน ทั้งสองกรุ๊ป พบว่าใบฝรั่งสามารถลดปริมาณอุจจาระ ช่วงเวลาที่ถ่ายอุจจาระ และจำนวนน้ำเกลือที่ให้ตอบแทนได้
มีการเล่าเรียนในคนเจ็บเด็ก 62 คน ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) โดยให้รับประทานยาต้มของฝรั่ง พบว่าอาการข้างใน 3 วัน และระยะเวลาท้องร่วงสั้นลงกว่ากรุ๊ปควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) จำนวนโซเดียมและก็เดกซ์โทรสในอุจจาระต่ำลง รวมทั้งผลการตรวจอุจจาระไม่เจอเชื้อ Rota virus สูงถึง 87.1% ในเวลาที่กรุ๊ปควบคุมไม่เจอเชื้อ Rota virus 58.1% มีความหมายว่ายาต้มของฝรั่งมีประสิทธิภาพสำหรับการรักษาอาการท้องร่วงในคนเจ็บลำไส้อักเสบจากเชื้อ Rota virus ได้
ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ   จากการเรียนรู้ทางคลินิกในคนเจ็บ 70 คน ที่มีเหงือกอักเสบ พบว่าน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบฝรั่งสามารถลดการอักเสบได้จำนวนร้อยละ 19.8 แล้วก็ลดรอยโรคที่ความร้ายแรง ได้จำนวนร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากใบฝรั่ง หลังจากที่ได้มีการใช้ตรงเวลา 3 สัปดาห์
            สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำขนาด 50-800 มก./โล เมื่อฉีดเข้าช่องท้องพบว่ามีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบแบบเฉียบพลัน  เมื่อทดสอบกับอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้มีการอักเสบด้วยไข่ขาวสด ยิ่งไปกว่านี้เมื่อฉีดน้ำมันหอมระเหยจากใบฝรั่งเข้าทางท้องของหนูแรทในขนาด 0.8 มล./กิโล พบว่าสามารถยับยั้งการอักเสบที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสาร carrageenan ได้
สารสกัดจากผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางท้องของหนูแรท พบว่าสามารถยั้งการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการอักเสบด้วยสาร carrageenan, kaolin และก็ formaldehyde ได้ ยิ่งไปกว่านี้สารสกัดผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูเม้าส์จะสามารถยับยั้งการอักเสบรวมทั้งลดอาการเจ็บปวดที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย acetic acid  ได้ดีมากยิ่งกว่าแอสไพรินที่ให้ในขนาดเท่ากันนิดหน่อย
เมื่อนำใบฝรั่งมาหมักกับราและแบคทีเรียเช่น Phellinus linteus (ส่วนเส้นใย) Lactobacillus plantarum และก็ Saccharomyces cerevisiae แล้วเอามาสกัดด้วยเอทานอล พบว่าสารสกัดที่ได้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยั้งการสร้างสารที่ทำให้เกิดการอักเสบคือ ไนตริกออกไซด์รวมทั้ง พรอสต้าแกรนดิน อี 2 ในหลอดทดสอบ นอกเหนือจากนี้สารสกัดฝรั่งด้วยเอทานอลแล้วก็น้ำยังออกฤทธิ์ยับยั้งการผลิตไนตริกออกไซด์
             สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทิลอะซีเตตมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ และก็แก้แพ้โดยยั้งการตอบสนองต่อแอนติเจนที่ชักพาให้เกิดการแพ้รวมทั้งการอักเสบ
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูแรทที่ถูกชักชวนให้เป็นโรคเบาหวานด้วยการฉีด alloxan เข้าเส้นเลือดดำขึ้นรถสกัดใบฝรั่งออกฤทธิ์ใน 2 ชั่วโมง มีฤทธิ์สูงสุดในชั่วโมงที่ 6 แล้วก็หมดฤทธิ์ใน 24 ชั่วโมง
ฤทธิ์ต่อต้านเซลล์ของมะเร็ง      สารสกัดใบฝรั่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง murine fibrosarcoma และก็เซลล์ของโรคมะเร็งเต้านม

การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ  พิษฉับพลัน  สารสกัดด้วยน้ำจากใบ LD50 มีค่ามากยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 20 ก./กก.  เมื่อให้ทางปากในหนูถีบจักรทั้ง 2 เพศ แล้วก็มีค่ามากกว่า 5 ก./กิโลกรัม  เมื่อฉีดเข้าทางท้อง สารสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน LD50 มีค่าเท่ากับ 0.188 เมื่อฉีดเข้าช่องท้องในหนูถีบจักร พิษเรื้อรัง  การให้สารสกัดน้ำจากใบทางปาก ขนาด 0.2, 2 รวมทั้ง 20 กรัม/กก. ทุกวี่วันติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน  พบว่าอัตราการเพิ่มของน้ำหนักตัวน้อยลง ในกลุ่มที่ได้รับสารสกัด เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุมที่ได้รับน้ำ เวลาที่ไม่เจอความต่างของจำนวนอาหารที่กินในทุกกลุ่ม ความประพฤติปฏิบัติทั่วๆไปธรรมดาในทุกกลุ่ม หนูเพศผู้มีระดับ ALP, SGPT (ลักษณะการทำงานของตับ), BUN (ลักษณะการทำงานของไต) และก็ WBC สูงมากขึ้น ในตอนที่ระดับของโซเดียมรวมทั้งคลอเลสเตอรอลในเลือดลดน้อยลง น้ำหนักของตับแล้วก็ไตมากขึ้น การตรวจทางจุลทัศนกายตอน เจอความเคลื่อนไหวของไขมันและก็ลักษณะ hydronep

2

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายมากตามตลาด มีในขณะที่ผลิตในไทยและก็นำเข้าจากต่างถิ่น หากเพื่อนพ้องๆต้องการเลือกซื้อ จำเป็นต้องมองให้ดี ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีที่มารวมทั้งแหล่งผลิตน่าไว้วางใจหรือเปล่า มีการยืนยันจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือเปล่า แล้วก็สินค้าซึ่งสามารถกันความชุ่มชื้นเจริญหรือป่าวประกาศ
คุณประโยชน์สมุนไพร เห็ดหลินจือที่มีงานศึกษาเรียนรู้ยืนยัน....มีอะไรบ้าง
มีความเชื่อกันมานานแล้วว่าเห็ดหลินจือแดงสามารถทำให้หัวใจแข็งแรง เลือดลมดี ผิวพรรณแจ่มใส ช่วยทำให้แก่ช้าลง ความจำดีขึ้น และช่วยอายุยืนนาน
ส่วนสรรพคุณในทางการรักษาโรคถูกกล่าวไว้อย่างมากมายเช่นเดียวกัน ได้แก่ แก้โรคตับแข็ง รักษาโรคมะเร็ง รักษาโรคความดัน และภูมิแพ้ฯลฯ
แต่ทีเด็ดคือ......
มีงานค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือรักษาโรคจากคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสำหรับการทดสอบศึกษาทางคลีนิครวมทั้งยืนยันว่าเห็ดหลินจือมีคุณประโยชน์ดังนี้จริง ไม่ใช่แค่ความเลื่อมใสอีกต่อไป อันยกตัวอย่างเช่น
-กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
-ต้านทานเนื้องอกรวมทั้งมะเร็ง
-รักษาโรคฟุตบาทเยี่ยว
-รักษาโรคหัวใจ
-ช่วยให้การนอนหลับ
-ลดไขมันในเลือด
-ต้านทานอนุมูลอิสระ
-ต้านการอักเสบ
ในเห็ดหลินจือมีสารอาหารที่บางทีอาจส่งผลดีต่อสุขภาพมาก พวกเส้นใยต่างๆโปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินรวมทั้งธาตุบางประเภท เชเนแคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัสแมกนีเซียม เซเลเนียม ธาตุเหล็ก สังกะสี มองแดง สารโมเลกุลชีวภาพที่สำคัญ เย่างสเตียรอยด์(Steroids) เทอร์ปีนป่ายอยด์ (Terpenoide) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ไกลโคโปรตีน (Glycoproteins)พอลิแซ็กคาไรค์ (Polrsacchayides) รวมทั้งสารอนุพันธ์อื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) และก็ลิวซีน (Leucine)ดังนี้ มีบางบุคคลหรือในบางวัฒนธรรมนำเห็ดหลินจือมาทำครัวแล้วก็แปรรูปเพื่อการบริโภคอย่างนานัปการ นักวิทยาศาสตร์ก็เลยให้ความสนใจและนำเห็ดหลินจือมาทดลองหาประสิทธิผลทางการรักษาแล้วก็การบำรุงสุขภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าเห็ดชนิดนี้มีสาระต่อร่างกายของคนเราจริงหรือไม่

เห็ดหลินมีผลดีต่อสุขภาพที่บางทีอาจเป็นได้จริงหรือ?
ถึงแม้มีการค้นคว้าทดสอบมากมายก่ายกองเกี่ยวกับคุณลักษณะแล้วก็คุณประโยชน์ที่บางทีอาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือ
แม้กระนั้นในตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือข้อยืนยันด้านวิทยาศาสตร์รวมทั้งการแพทย์ที่แจ้งชัดถึงคุณลักษณะแล้วก็คุณค่าที่บางทีอาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือแม้กระนั้น ในตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือสิ่งที่ใช้ในการพิสูจน์ด้านวิทยาศาสตร์และก็การแพทย์ที่กระจ่างถึงคุณสมบัติรวมทั้งประสิทธิผลด้านอะไรก็ตามโดยเหตุนั้น ผู้บริโภคควรศึกษาข้อมูลของเห็ดหลินจือ ปริมาณรวมทั้งขั้นตอนการบริโภคที่เหมาะสม รวมทั้งความจำกัดต่างๆแล้วก็สาเหตุทางสุขภาพของตนให้ดีก่อนการบริโภค
เพิ่มสมรรถนะร่างกาย
สมุนไพร มีการทดสอบที่ทดลองประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือในด้านการเพิ่มสรรถภาพของร่างกาย โดยได้ ทดลองในคนเจ็บโรคปวดกล้ามไฟโปรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)ผู้หญิงจำนวน 64 ราย ตลอดเวลาการทดลอง 6 สัปดาห์ คนไข้บริโภคเห็ดหลินจือปริมาณ 6 กรัม/วัน แล้วต่อจากนั้นจึงทดลองสมรรถภาพร่างกายของผู้เจ็บป่วย ผลการทดสอบและวางแผนการรักษาคนป่วยโรคนี้ถัดไป แต่ยังคงขาดหลักฐานส่งเสริมที่กระจ่าง ควรต้องมีการศึกษาค้นคว้าในด้าน เพื่อหาหลักฐานและข้อยืนยันที่ชัดแจ้งถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือถัดไป
ธรรมดาในกระแสเลือดพวกเราจะมีไขมันอยู่แล้วทุกคน จากมากน้อยก็แล้วแต่คนไป แต่ถ้าเกิดในกระแสโลหิตของเรามีปริมาณไขมันมากเกินไปนี่มีปัญหาแน่ค่ะ เรียกสภาวะนี้ว่า โรคไขมันในเส้นเลือดสูง ซึ่งโรคนี้มีต้นเหตุมาจากหลายกรณี อีกทั้งจากของกิน สภาพจิตใจ เห็ดหลินจือสภาพแวดล้อม พันธุรวมทั้งบางทีอาจกำเนิดจาผลกระทบของยาบางชนิดอีกด้วย(ไขมันที่พูดถึง คือ ไตรกลีเซอไรค์แล้วก็คอลเรสเตอรอคอยล โรคไขมันในเลือดสูงสามารถก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆตามมาอีก ดังเช่นว่า เบาหวาน โรคความดันเลือดสูง เส้นโลหิตหัวใจตีบ หัวใจขาดเลือด รวมทั้งเส้นเลือดสมองตีบ ฯลฯ
เมื่อพินิจพิจารณาเปรียบจากการรวบงานค้นคว้าที่เรียนรู้ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือเพื่อรักษาโรคโรคมะเร็งในมนุษย์ 373 คน แม้ว่าจะพบว่าคนไข้สนองตอบต่อการดูแลรักษาด้วยเคมีบรรเทาหรือรังสีบำบัดเจริญขึ้นเมื่อรักษาร่วมกับการใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือ แต่ว่าเมื่อทดสอบการใช้เห็ดหลินจือเพียงอย่างเดียวกลับไม่มีประสิทธิผลในสำหรับในการทำให้มะเร็งลดขนาดลงประการใด
นอกเหนือจากนั้น สมุนไพร จาการทวนงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยพบว่ามีงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัย 4 ชิ้นที่มีผลลัพธ์ส่งเสริมว่าเห็ดหลินจืออาจสมาคมต่อการแก้ไขคุณภาพชีวิตของผู้เจ็บป่วยให้ดีขึ้น และในเวลาเดียวกัน ก็ส่งผลลัพธ์จากงานศึกษาเรียนรู้หนึ่งที่แสดงถึงผลข้างคียงของเห็ดหลินจือ เป็นอาการคลื่นใส้แล้วก็นอนไม่หดังนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการค้นคว้าทดสอบถึงสมรรถนะของ สมุนไพร เห็ดหลินจือสำหรับเพื่อการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เพื่อคุ้มครองป้องกันแล้วก็การดูแลรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจถัดไป รวมทั้งให้ได้การชัดเจนชัดดเจนในด้านดังที่กล่าวผ่านมาแล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นคุณประโยชน์ต่อกรรมวิธีการรักษาคุ้มครองโรคเส้นเลือดหัวใจและก็อาการต่างๆที่เกี่ยวพันต่อไปในอนาคต
ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการบริโรคเห็ดหลินจืออย่างกระจ่างแจ้ง เนื่องประสิทธิผลและก็ผลกระทบจากการบริโภค โดยเหตุนี้ คนซื้อ ควรศึกษาเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ และปรึกษาหมอหรือเภสัชกรก่อนจะมีการบริโรค เพราะแม้เห็ดหลินจือในแต่ละแบบอย่างจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แม้กระนั้นสารเคมีรวมทั้งส่วนประต่างบางทีอาจมีผลข้างๆที่เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้เช่นเดียวกันลับด้วย

3

ถั่งเช่า
สมุนไพร [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/16484912/%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2]ถั่งเช่า[/url] จำพวกนี้เกิดขึ้นมาจากสปอร์เห็ดราที่ไปเติบโตบนตัวอ่อนหนอนผีเสื้อ (Cordyceps Sinensis) ซึ่งจำศีลอยู่ใต้ดินในช่วงฤดูหนาว แต่ว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนจึงทำให้สปอร์เห็ดเติบโตขึ้นโดยดูดสารอาหารจากตัวอ่อนหนอนและผลิออกขึ้นบริเวณส่วนหัวของตัวหนอน จึงพบว่าถั่งเช่าจะมี 2 ส่วน ส่วนที่เป็นตัวอ่อนของผีเสื้อและอีกส่วนเป็นสปอร์เห็ด
การรับประทานถั่งเช่าเพื่อคุณประโยชน์ด้านการแพทย์มีมานานตั้งแต่อดีต เพราะเหตุว่าอุดมไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพซึ่งเกิดผลดีต่อร่างกาย โดยเช้าใจกันว่าช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับการออกกำลังกาย รักษาโรคไตรวมทั้งตับ เสริมความสามารถของผู้ชาย ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยเพิ่มการทำงานของตับในคนเจ็บโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี รักษาความไม่ปกติในระบบทางเดินหายใจ เพิ่มกำลังและความแข็งแรงของร่างกาย นอกนั้น ยังช่วยทุเลาอาการไอ บรรเทาอาการของผู้เจ็บป่วยที่ติดยาเสพติดในกลุ่มสารแอลคาลอยด์ เวียนหัว เป็นต้น ด้วยสรรพคุณนานัปการของถั่งเช่า ก็เลยทำให้ได้รับฉายาว่าเป็นยอดสมุนไพรจีนที่คนจำนวนไม่น้อยเลือกสรรมาบำรุงร่างกาย รวมทั้งยังแพงสูง แต่ ก่อนที่จะมีการเลือกกินหรือใช้ถั่งเช่าเพื่อรักษาโรคใดๆก็ตามตามคำกล่าวอ้าง ควรศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางด้านการแพทย์ที่เสนอแนะการใช้โดยสวัสดิภาพซะก่อน สำหรับงานศึกษาเรียนรู้และก็ค้นคว้าเกี่ยวกับคุณลักษณะของถั่งเช่าสำหรับการรักษาโรคมีมากไม่น้อยเลยทีเดียวหลายด้าน ดังต่อไปนี้
ผลดีทางด้านการแพทย์ของถั่งเช่า
จากฐานข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการแพทย์ทางธรรมชาติ (Natural Medicines Comprehensive Database) ได้แบ่งระดับความน่านับถือของการใช้ถั่งเช่าเป็นการรักษาช่องทางจากธรรมชาติโดยมากอยู่ในระดับที่ยังมีหลักฐานน้อยเกินไปต่อการบ่งบอกสมรรถนะ (Insufficient Evidence to Rate) รวมทั้งในด้านเสริมประสิทธิภาพในการบริหารร่างกายถูกจัดให้อยู่ในระดับที่อาจไม่ได้เรื่อง (Possibly Ineffective)
การดูแลรักษาที่ยังไม่มีหลักฐานพอเพียงต่อการเจาะจงประสิทธิภาพ
โรคหอบหืด ถั่งเช่าเป็นยาแผนโบราณของจีนที่ได้เอ่ยถึงคุณลักษณะต้านทานการอักเสบ โดยมีการเรียนรู้สมรรถนะของถั่งเช่าในผู้ป่วยโรคหอบหืดที่มีลักษณะอาการปานกลางถึงร้ายแรง 120 คน เพื่อดูผลของถั่งเช่าต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วย เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยให้กลุ่มแรกกินถั่งเช่ารวมทั้งอีกกลุ่มมิได้กิน เวลาเดียวกัน 2 กรุ๊ปยังได้รับยาแบบสูดดมคอร์ติวัวสเตียรอยด์และก็สารกรุ๊ปเบต้าอะโกนิสท์ (β-agonists) ซึ่งเป็นตัวยาสำคัญที่ช่วยทุเลาโรคหอบหืด สำหรับในการวัดผลมองจากการกำเริบของโรค การทดลองสมรรถภาพของปอด แล้วก็การประมาณค่าการอักเสบในเลือด ผลจากการศึกษาเล่าเรียนพบว่าถั่งเช่าช่วยให้ผู้เจ็บป่วยโรคหอบหืดในระดับปานกลางถึงรุนแรงมีวิวัฒนาการดีขึ้นในด้านอาการของโรค การทำงานของปอด ภาวการณ์อาการอักเสบของ และก็คุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็แล้วแต่ ยังมีการทดลองที่ให้ผลตรงกันข้าม จากการทดสอบให้คนป่วยโรคหืดหอบ อายุ 7-15 ปี กินยาสมุนไพรที่มีส่วนผสมของถั่งเช่ากับสมุนไพรชนิดอื่นอีก 4 จำพวกพร้อมกันกับยาคอร์ติโคสเตียรอยด์แบบสูดกลิ่นเป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก ผลที่ได้พบว่า ไม่ได้ต่างอะไรระหว่างกรุ๊ปที่กินยาสมุนไพรและยาหลอกอย่างแจ่มแจ้งในด้านต่างๆของกรุ๊ปผู้เจ็บป่วยเด็กที่เป็นโรคอาการหอบหืด
การศึกษาทางวิทยา
จากการเรียนข้างต้นนับว่ายังไม่มีหลักฐานพอเพียงต่อการสรุปข้อมูล เพราะว่ายังเป็นการตรวจสอบและลองใช้ถั่งเช่าในรูปแบบการรักษาเสริมควบคู่กับยาหลักหวานใจษาโรค อีกทั้งระยะเวลาสำหรับเพื่อการทดสอบค่อนข้างสั้น กลุ่มคนเจ็บเป็นเด็ก และไม่มีการติดตามผลในระยะยาว ก็เลยจำต้องเรียนเสริมเติมในอนาคตด้านอื่นๆผู้ดูแลหรือคนป่วยควรขอความเห็นหมอก่อนจะมีการใช้สินค้าสมุนไพรใดๆก็ตามและถั่งเช่าสำหรับในการรักษาโรค
ยืดอายุการเสียชีวิตของผู้เจ็บป่วย ถั่งเช่ายังคงใช้เป็นการรักษาลู่ทางจากธรรมชาติที่ช่วยต่ออายุคนไข้โรคไตให้ยาวนานขึ้น โดยให้คนไข้โรคมะเร็งตับที่เกิดขึ้นมาจากปัจจัยต่างๆจำนวน 101 คน ทดสอบรับประทานถั่งเช่าและสารจากธรรมชาติอื่น 11 ชนิด ในจำนวนที่ไม่เหมือนกันเป็นระยะเวลาประมาณ 13 เดือน ข้างหลังถึงกำหนดก็เลยวัดผลด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ สารระบุมะเร็ง และตรวจการดำเนินงานของตับ ผลพบว่า ผู้ป่วยหวานใจษาด้วยการใช้ถั่งเช่าและสารจากธรรมชาติ 4 ชนิดหรือมากกว่าขึ้นไป รอดชีวิตช้านานอย่างเห็นได้ชัดกว่าคนไข้ที่ได้รับสารจากธรรมชาติน้อยกว่า 3 ชนิด และยังไม่เจอผลกระทบ ทั้งนี้ เป็นการศึกษาค้นคว้าที่เก็บข้อมูลย้อนหลัง และก็เป็นการเรียนถั่งเช่าร่วมกับสารธรรมชาติตัวอื่น จึงไม่สามารถเอามาสรุปผลได้แจ้งชัด แม้กระนั้นอาจรอข้อส่งเสริมอื่นเพิ่ม เพื่อช่วยยืนยันประสิทธิภาพของถั่งเช่า
โรคไวรัสตับอักเสบ บี มีการใช้ถั่งเช่าสำหรับการรักษาโรคที่เกี่ยวพันกับโรคตับอยู่หลายโรค ซึ่งรวมทั้งโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี โดยมีการเรียนรู้ความสามารถของการใช้ถั่งเช่าในผู้เจ็บป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรังปริมาณ 25 คน ในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการทดลอง จากการทดลองพบว่าระดับเซลล์เม็ดเลือดขาวครั้งลิมโฟไซต์ที่บ่งบอกระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายมากขึ้น อาจมีประโยชน์ต่อการดูแลและรักษาพังผืดในตับของคนไข้โรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง
นอกเหนือจากนั้น ยังมีการเรียนผลจากการรับประทานสารสกัดถั่งเช่าในผู้เจ็บป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง ปริมาณ 60 คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยแบ่งได้ 2 กรุ๊ป กลุ่มแรกได้รับประทานสารสกัดถั่งเช่า ทีละ 8 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง และอีกกรุ๊ปได้รับยาสมุนไพรชนิดอื่น ทีละ 5 เม็ด วันละ 3 ครั้งเช่นเดียวกัน ผลพบว่า คนป่วยที่รับประทานสารสกัดจากถั่งเช่ามีการอักเสบของตับน้อยลงราว 81% แล้วก็การเกิดพังผืดลดลง 52% แม้กระนั้นยังมีคนไข้อีก 33% ที่ไม่พบความเคลื่อนไหวของการเกิดพังผืดในตับ ก็เลยบางทีอาจเป็นหลักฐานที่มั่นใจว่าถั่งเช่าบางทีอาจช่วยเพิ่มหลักการทำงานของตับ ลดการอักเสบของตับลงแล้วก็การเสี่ยงสำหรับการกำเนิดพังผืดที่ตับ

ลดผลกระทบของการปลูกถ่ายไต การดูแลและรักษาด้วยากดภูมิต้านทานในคนไข้ปลูกถ่ายไตอาจก่อให้เกิดผลข้างๆได้สูง ด้วยคุณสมบัติของถั่งเช่าที่เช้าใจกันว่าช่วยรักษาโรคไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีการศึกษาผลการกินถั่งเช่าในคนไข้เปลี่ยนถ่ายไต ปริมาณ 180 คน โดยแบ่งได้กรุ๊ปที่กินสารสกัดจากถั่งเช่ารวมทั้งกลุ่มที่มิได้รับประทาน เพื่อเปรียบการเกิดปฏิกิริยาต่อต้านไตของร่างกาย การต่อว่าดเชื้อ รวมทั้งอัตราการรอดชีวิตหลังการปลูกถ่ายไต โดยมีการติดตามผลในช่วง 1-5 ปี ผลพบว่า กรุ๊ปที่กินสารสกัดจากถั่งเช่ามีอัตราการต่อว่าดเชื้อ ค่าการทำงานของตับรวมทั้งค่าโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีต่างๆลดลงกว่ากรุ๊ปที่ไม่ได้รับประทานในตอน 3-5 ปี นอกจากนั้น อัตราการรอดชีวิตและผลปลูกถ่ายไตได้สำเร็จของผู้ป่วยในกลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากถั่งเช่าสูงกว่ากรุ๊ปมิได้กิน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสารสกัดจากถั่งเช่าบางทีอาจลดอัตราการปฏิเสธการปลูกถ่ายไตของร่างกาย ช่วยรูปแบบการทำงานของตับแล้วก็ไต กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด และก็ลดการต่อว่าดเชื้อในผู้ป่วยไข้ที่เข้ารับการปลูกถ่ายไต
ยิ่งกว่านั้น อีกงานศึกษาเรียนรู้วิจัยที่แสดงให้เห็นว่าถั่งเช่าอาจมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่เปลี่ยนถ่ายไต โดยใช้เป็นการรักษาเสริมพร้อมกันกับยากดภูมิต้านทาน จากการทดลองให้ผู้ป่วยปลูกถ่ายไต 202 คน กรุ๊ปหนึ่งกินถั่งเช่าในปริมาณ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง พร้อมกันกับยากดภูมิต้านทาน รวมทั้งอีกกรุ๊ปกินเฉพาะยากดภูมิคุ้มกันเพียงอย่างเดียว ผลปรากฏว่า คนเจ็บไม่พบผลกระทบจากการใช้ถั่งเช่า รวมทั้งยังลดอัตราการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะแล้วก็การเสี่ยงต่อภาวะไตเปลี่ยนถ่ายเสื่อมเรื้อรังให้ช้าลง
ผลการค้นคว้าในข้างต้นก็เลยชี้ให้เห็นว่าถั่งเช่าอาจมีคุณประโยชน์ต่อการรักษาผู้ป่วยเปลี่ยนถ่ายไต โดยช่วยลดจำนวนการใช้ยาให้ลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการมีชีวิตอยู่ของคนเจ็บที่ได้รับการปลูกถ่ายไตในระยะยาว
โรคหรือสภาวะอื่นๆตัวอย่างเช่น ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งหลังวิธีการทำเคมีบำบัดรักษา (คีโม) เพิ่มสิ่งที่จำเป็นทางเพศ บรรเทาอาการอิดโรยง่าย แก้ไอ รักษาโรคหลอดลมอักเสบ ความแตกต่างจากปกติของการหายใจ สภาวะองคชาติไม่แข็งตัว โรคโลหิตจาง สภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ คอเลสเตอรอลสูง ความแปลกของตับ มึนหัว ฯลฯ ซึ่งยังขาดหลักฐานที่ดีพอเพียงในการรับรองคุณประโยชน์พวกนี้
การรักษาที่อาจไม่ได้ผล
เสริมประสิทธิภาพสำหรับในการบริหารร่างกาย เป็นสมุนไพรที่ใช้ในยาแผนโบราณของจีน เพื่อรักษาลักษณะของการป่วยหลายประเภทแล้วก็ยังช่วยทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นของร่างกาย ก็เลยมักนิยมรับประทานเป็นยาบำรุงกำลัง จากการทดสอบเทียบผลของการกินและสมุนไพรชนิดอื่นกับยาหลอกในนักปั่นจักรยานชาย 8 คน เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนโลหิตภายในร่างกาย โดยประเมินผลก่อนแล้วก็หลังของทั้งยัง 2 กลุ่ม กลับไม่พบความไม่เหมือนอย่างเห็นได้ชัดต่อค่าที่วัดได้ แปลว่าการรับประทานไม่ส่งผลต่อคุณภาพของการออกกำลังในนักกีฬา
นอกเหนือจากนี้ ยังมีงานเรียนรู้อื่นที่ชี้ว่าการรับประทานไม่ช่วยเพิ่มความคงทนต่อการออกกำลังกายในกลุ่มนักกีฬา โดยทดลองให้นักปั่นจักรยาน 22 คน ทานอาหารเสริมจากถั่งเช่า 3 กรัมต่อวัน เปรียบเทียบกับยาหลอกติดต่อกัน 5 สัปดาห์ แล้วหลังจากนั้นวัดผลทุกๆสัปดาห์ ทำให้รู้ว่าอาหารเสริมจากถั่งเช่าแล้วก็ยาหลอกไม่มีผลใดๆต่อคงทนถาวรสำหรับเพื่อการบริหารร่างกายที่มากขึ้น ในเวลาเดียวกัน การทดสอบวัดสมรรถนะของนักปั่นจักยานมือสมัครเล่น 17 คน หลังรับประทานผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีส่วนประกอบหลักจากถั่งเช่า 1,000 มก. รวมทั้งสมุนไพรชนิดอื่นในปริมาณที่แตกต่างกันเปรียบเทียบกับยาหลอก โดยครั้งที่ 1 และก็ครั้งที่ 2 ห่างกัน 14 วัน เมื่อผ่านไป 2 สัปดาห์ก็ไม่เจอความเคลื่อนไหวในทิศทางที่ หากว่าความเชื่อแล้วก็การเล่าเรียนก่อนหน้าที่มีความหมายว่าถั่งเช่าอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของนักกีฬา ผลการค้นคว้าในตอนนี้ไม่เจอความไม่เหมือนอย่างแจ่มแจ้งของการกินถั่งเช่าต่อสถาพทางร่างกายอะไร

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

4

ถั่งเช่า
การรับประทานถั่งเช่าโดยสวัสดิภาพ
หากรับประทานในระยะเวลาสั้นและปริมาณที่พอเหมาะ ถั่งเช่าค่อนข้างจะมีความปลอดภัย แต่มีข้อควรพิจารณาบางประการ ดังต่อไปนี้
การเลือกกินสมุนไพรถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมควรที่จะทำการเลือกจากแหล่งผลิตที่ไว้ใจได้และผ่านกรรมวิธีที่ถูก เนื่องจากมีความน่าจะเป็นไปได้ต่อการปนเปื้อนพิษและสารเคมีที่เป็นโทษต่อสุขภาพ
ถั่งเช่าอาจจะทำให้กำเนิดอาการท้องเดิน คลื่นไส้ หรือปากแห้งในบางราย
การรับประทานถั่งเช่าควบคู่กับยาบางประเภท ยกตัวอย่างเช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยายับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ยาซัยวัวลฟอสฟาไมด์ หรือคาเฟอีน อาจทำให้ปฏิกิริยาระหว่างยา คนที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาบางตัวในขณะนั้นควรจะปรึกษาหมอก่อนทุกหน
ก่อนจะมีการกินถั่งเช่าในรูปแบบปกติหรืออาหารเสริม ควรจะปรึกษาแพทย์หรือผู้ชำนาญเกี่ยวกับจำนวนและระยะเวลาสำหรับการรับประทาน เพื่อลดความเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดผลใกล้กันหรือปฏิกิริยาระหว่างยาและก็ร่างกาย
สตรีมีท้องหรืออยู่ในช่วงให้นมบุตรควรหลบหลีกที่จะกิน เหตุเพราะยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยสำหรับเพื่อการรับประทานมากมายพอเพียง ถ้าหากต้องการกินควรหารือแพทย์ทุกครั้ง
ผู้ป่วยในกรุ๊ปโรคภูไม่ต้านตัวเอง อย่างเช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งหรือโรคเอมเอส โรคลูปัส โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์  ไม่สมควรรับประทาน เหตุเพราะถั่งเช่าอาจจะส่งผลให้ระบบภูมิต้านทานร่างกายไวต่อการกระตุ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลให้ลักษณะของคนไข้ห่วยลง
ถั่งเช่าอาจทำให้เลือดแข็งช้า ผู้ป่วยภาวะเลือดออกเปลี่ยนไปจากปกติอาจมีความเสี่ยงสำหรับในการเกิดเลือดออกได้ง่ายมากยิ่งขึ้น รวมถึงผู้เข้ารับการผ่าตัดควรหลีกเลี่ยงที่จะรับประทานถั่งเช่าก่อนเข้ารับการผ่าตัดอย่างต่ำ 2 อาทิตย์ เพื่อลดการเสี่ยงจากการเกิดเลือดออกมากในขณะผ่าตัด
การศึกษาทาวิทยา
จากการศึกษาเล่าเรียนข้างต้นถือว่ายังไม่มีหลักฐานพอเพียงต่อการสรุปข้อมูล เนื่องด้วยยังเป็นการตรวจสอบและลองใช้ถั่งเช่าในต้นแบบการดูแลและรักษาเสริมพร้อมกันกับยาหลักสุดที่รักษาโรค ทั้งระยะเวลาสำหรับในการทดลองค่อนข้างจะสั้น กลุ่มคนไข้เป็นเด็ก และไม่มีการติดตามผลในระยะยาว จึงต้องเล่าเรียนเพิ่มอีกในอนาคตด้านอื่นๆผู้ดูแลหรือคนไข้ควรจะขอความเห็นหมอก่อนการใช้สินค้าสมุนไพรอะไรก็แล้วแต่แล้วก็ถั่งเช่าในการรักษาโรค
ยืดอายุการตายของคนไข้ ถั่งเช่ายังใช้เป็นการรักษาช่องทางจากธรรมชาติที่ช่วยต่ออายุคนเจ็บโรคไตให้ยาวนานขึ้น โดยให้ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งตับที่เกิดขึ้นจากสาเหตุต่างๆปริมาณ 101 คน ทดสอบกินถั่งเช่ารวมทั้งสารจากธรรมชาติอื่น 11 ประเภท ในจำนวนที่ต่างกันเป็นระยะเวลาโดยประมาณ 13 เดือน หลังครบกำหนดก็เลยวัดผลด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ สารบ่งชี้มะเร็ง แล้วก็ตรวจการดำเนินการของตับ ผลพบว่า คนไข้ที่รักษาด้วยการใช้ถั่งเช่ารวมทั้งสารจากธรรมชาติ 4 ประเภทหรือมากกว่าขึ้นไป รอดชีวิตช้านานอย่างเห็นได้ชัดกว่าคนป่วยที่ได้รับสารจากธรรมชาติน้อยกว่า 3 จำพวก รวมทั้งยังไม่พบผลกระทบ ดังนี้ เป็นการวิจัยที่เก็บข้อมูลย้อนไป แล้วก็เป็นการศึกษาถั่งเช่าร่วมกับสารธรรมชาติตัวอื่น ก็เลยไม่อาจจะเอามาสรุปผลได้เด่นชัด แม้กระนั้นบางทีอาจคอยข้อส่งเสริมอื่นเพิ่มอีก เพื่อช่วยยืนยันคุณภาพของถั่งเช่า
โรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี มีการใช้ถั่งเช่าสำหรับการรักษาโรคที่เกี่ยวกับโรคตับอยู่หลายโรค ซึ่งรวมถึงโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี โดยมีการเรียนประสิทธิภาพของการใช้ถั่งเช่าในผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรังจำนวน 25 คน ในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อเปรียบผลก่อนรวมทั้งหลังการทดสอบ จากการทดสอบพบว่าระดับเซลล์เม็ดเลือดขาวคราวลิมโฟไซต์ที่บ่งบอกระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายมากขึ้น อาจมีประโยชน์ต่อการดูแลรักษาพังผืดในตับของคนเจ็บโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง
นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาสมุนไพรผลจากการกินสารสกัดถั่งเช่าในผู้เจ็บป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง จำนวน 60 คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยแบ่งได้ 2 กลุ่ม กรุ๊ปแรกได้รับประทานสารสกัดถั่งเช่า ทีละ 8 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง รวมทั้งอีกกลุ่มได้รับยาสมุนไพรจำพวกอื่น ทีละ 5 เม็ด วันละ 3 ครั้งสิ่งเดียวกัน ผลพบว่า คนไข้ที่รับประทานสารสกัดจากถั่งเช่ามีการอักเสบของตับลดน้อยลงราวๆ 81% และการเกิดพังผืดลดลง 52% แต่ยังมีคนป่วยอีก 33% ที่ไม่เจอการเปลี่ยนแปลงของการเกิดพังผืดในตับ จึงอาจเป็นหลักฐานที่มั่นใจว่าสมุนไพร ถั่งเช่าบางทีอาจช่วยเพิ่มการทำงานของตับ ลดการอักเสบของตับลงแล้วก็ความเสี่ยงสำหรับในการเกิดพังผืดที่ตับ

มองยังไงอันไหนถั่งเช่าเลียนแบบ
สำหรับถั่งเช่าทิเบตซึ่งเป็นถั่งเช่าที่ราคาแพงแพง ก็เลยมีการทำปลอมกันเยอะ เอาเข้าจริงเกิดเรื่องยากมากๆที่จะมองออกจำต้องดูหลายสิ่งหลายอย่าง อย่างไรก็แล้วแต่หนทางโดยประมาณก็จะเป็นไปตามนี้
1.ท่อนหัวของ ถั่งเช่านั้นควรจะเป็นแท่งทรงกลมเป็นเงาคล้ายทรงกระบอก
2.ด้วยเหตุว่า ถั่งเช่าเคยเป็นหนอนมาก่อน ของแท้ต้องเป็นหยักๆเรียงกันสวยงามเหมือนตัวหนอน
3.ราคาจะต้องผิดกระทั่งเหลือเกิน ถ้ามีคนไหนเสนอขาย ถั่งเช่าให้พวกเราราคาถูกสันนิฐานไว้ก่อนเลยว่าปลอม
แม้กระนั้นถ้าว่าเป็นถั่งเช่าในแคปซูลพวกเราก็จะต้องดูว่าได้รับการยืนยันจากหน่วยราชการอย่างถูกต้องไหม ด้วยเหตุว่าถ้าหากเป็นของแท้จะมี ถ้าไม่มีแปลว่ามีโอการเป็นของปลอมสูงมากมาย ไหมไม่มีอันตราย
วิธีทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การที่จะทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชนสูงสุดนั้นพวกเราก็จำเป็นต้องเลือกทานตามแบบของถั่งเช่าเป็นหลัก โดยที่มีสำคัญๆอยู่ 2 แบบก็คือ แบบธรรมชาติ และแบบ แคปซูล
1.ถั่งเช่าแบบธรรมชาติ-คนจำนวนไม่น้อยนิยมถั่งเช่าแบบธรรมชาติด้วยการเคี้ยว ซึ้งถือเป็นการกินที่ไม่ค่อยถูกทางเท่าไร เนื่องจากคุณลักษณะในตัวถั่งเช่านั้น จะทำงานก้าวหน้าเมื่อถูกความร้อนด้วยเหตุผลดังกล่าวควรรับประทานแบบที่โนความร้อนดียิ่งกว่าโดยแนวทางที่ค่อนข้างได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดก็คือการนำถั่งเช่าประมาณ 2-3 ตัว ไปแช่ลงไปภายในน้ำร้อน ทิ้งไว้ซัก 5 นาทีแล้วหลังจากนั้นก็ให้นำน้ำมาดื่มกระทั่งน้ำหมด ต่อจากนั้นให้เพิ่มเติมน้ำร้อน ได้อีก 2 ครั้ง ร่างกายก็จะได้สารคอร์ไดเซปินไปอย่างสมบูรณ์
2.ถั่งเช่าแบบแคปซูล- ตัวถั่งเช่าแบบแคปซูลเวลาทานจะดูสิ่งที่มีความต้องการเป็นหลักว่า ต้องการทานเพื่อสุขภาพ หรือเฉพาะเจาะจงที่โรคอะไร และทานตามจำนวนที่เหมาะสม อย่างถ้าหากพวกเราต้องการทารเพื่อสุขภาพ ให้ทาน เช้า-เย็น อย่างละ 1 แคปซูล ย้ำโรคภูมิแพ้และอื่นๆทาน ตอนเช้า เย็น อย่างละ 2 แคปซูลเวลาทานจะทานตอนหลังอาหารหรือท้องว่างก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดอันตรายหรือกัดกระเพาะ

5

น้ำมันกานพลู (Clove Oil)
น้ำมันกานพลูเป็นยังไง น้ำมันกานพลูเป็นน้ำมันหอมระเหยประเภทหนึ่งที่สกัดได้จากการกลั่นโดยใช้ละอองน้ำจากพืชที่เราเรียกกันว่าต้นกานพลู ซึ่งจำพวกของน้ำมันมีอยู่ 3 จำพวกคือ

  • น้ำมันจากดอกได้มาจากดอกตูมของต้นกานพลู ซึ่งประกอบไปด้วย 60% eugenol, acetyl eugenol, caryophyllene และส่วนประกอบย่อยอื่นๆ
  • น้ำมันจากใบที่ได้มาจากใบของต้นกานพลู ประกอบด้วยยูจินอล 82-88% ซึ่งอาจจะมีอะสิเตตน้อยหรือไม่มีเลยแล้วก็ยังส่วนประกอบย่อยอื่นๆอีกด้วย
  • น้ำมันจากต้นมาจากกิ่งและเปลือกต้นของต้านกานพลู ประกอบด้วยยูจินอล 90 - 95% แล้วก็ส่วนประกอบย่อยอื่นๆ


ส่วนรูปแบบของน้ำมันกานพลูนั้นจะเป็นของเหลว (น้ำมัน) มีกลิ่นเฉพาะบุคคลซึ่งจะฉุนเล็กน้อยมีสีใสถึงเหลืองอ่อน หรือสีเหลืองผสมน้ำตาลอ่อน น้ำมันกานพลูชอบมีการนำไปใช้เป็นส่วนผสมของยานวด, น้ำหอม และก็สินค้าอื่นๆรวมถึงใช้สำหรับการปรุงรสของยาเพื่อลดความขมลง แต่ว่าถ้าเป็นสมุนไพรจากส่วนต่างๆของกานพลูนั้น มีการใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่ากว้างใหญ่รวมทั้งมากมายในด้านคุณประโยชน์ทางยาในพืชประเภทนี้
สูตรทางเคมีรวมทั้งสูตรโครงสร้าง น้ำมันกานพลู (Clove oil) ได้จากการสกัด ดอก, ใบ เปลือกแล้วก็กิ่ง ของต้นกานพลู โดยผู้กระทำลั่นโดยใช้ไอน้ำมีน้ำหนักโมเลกุล 205.647 g/mal มีจุดเดือดอยู่ที่ 251 องศาเซลเซียส (Cº) มีจุดวาบไฟที่ > 250 องศาฟาเรนไฮท์ (Fº) มีความไวไฟพอสมควร
ที่มา/แหล่งที่พบ น้ำมันกานพลู (Clove oil) เป็นน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากกรรมวิธีการกลั่นโดยใช้ละอองน้ำ (Stream distillation) จากนั้นสกัดแยกน้ำมันกานพลูกับน้ำด้วย dichloromethane แล้วระเหยเอา dichloromethane ออกมา ก็จะได้น้ำมันกานพลู ส่วนลักษณะของต้นกานพลูที่เป็นแหล่งที่มาของน้ำมันกานพลูนั้นมีลักษณะดังต่อไปนี้

ชื่อสมุนไพร กานพลู
ชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium aromaticum (L.) Merr. & Perry     
ชื่อสกุล                        MYRTACEAE
ชื่อพ้อง                   Eugenia caryophyllata Thunb.
                Eugenia caryophyllus (Spreng.) Bullock & Harrison,
                Eugenia aromatica Kuntze
ชื่ออังกฤษ              Clove, Clove tree
ชื่อเขตแดน              จันย่าง (ภาคเหนือ)
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น กานพลูเป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ สูง 5-20 เมตร เรือนยอดทึบ เป็นรูปกรวยคว่ำ แตกกิ่งต่ำ ลำต้นตั้งชัน เปลือกเรียบมีสีน้ำตาลอ่อน มีต่อมน้ามันมาก
  • ใบ ใบกานพลู เป็นใบโดดเดี่ยว ออกเรียงตรงกันข้าม มีก้านใบเล็กเรียว ยาว 1-3 เซนติเมตร รูปใบขอบขนานแกมรูปไข่กลับ กว้าง 3-6 ซม. ยาว 6-13 เซนติเมตร ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบเรียบ โคนสอบเป็นรูปลิ่ม แผ่นใบด้านบนวาว ตอนล่างของใบมีต่อมมากมาย ใบมีเส้นใบเป็นจำนวนมาก
  • ดอก ดอกกานพลูออกเป็นช่อดอกสั้นๆแทงออกบริเวณปลายยอดหรือง่ามใบบริเวณยอด ดอกแตกกิ่งก้านสาขาออกเป็นกลุ่ม 3 ช่อ มีปริมาณ 6-20 ดอก ดอกมีใบประดับรูปสามเหลี่ยม ยาว 2-3 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยง 4 กลีบ สีเขียวอมเหลือง รวมทั้งมีสีแดงประปราย โคนติดกันเป็นหลอดยาว 5-7 มม. กลีบ 4 กลีบ กลีบดอกมีรูปสามเหลี่ยมปนรูปไข่ ยาว 7-8 มิลลิเมตร มีต่อมน้ำมันมากมาย กลีบดอกไม้มักร่วงง่าย ข้างในมีเกสรเพศผู้ ก้านยกเกสรยาว 3-7 มิลลิเมตร ก้านเกสรเพศเมียยาวราวๆ 4 มม. ยอดเกสรตัวเมียแบ่งเป็น 2 พู มีรังไข่ 2-3 ห้อง แต่ละห้องมีไข่เป็นจำนวนมาก
  • ผล ผลกานพลู ได้ผลเดี่ยว มี 1 เมล็ด มีรูปไข่กลับแกมรูปรี ยาว 2-2.5 ซม. เมื่อแก่จะมีสีแดงเข้มออกคล้ำ


สารสำคัญที่เจอ

  • ดอก – Eugenol 72-90 % – Eugenyl acetate 2-27 % – β-caryophyllene 5-12 % – trans-β-caryophyllene 6.3-12.7 % – Vanillin
  • ใบ – Eugenol 94.4 % – β-caryophyllene 2.9 %


สารอื่นๆเป็นต้นว่า methyl salicylate, methyl eugenol, benzaldehyde, methyl amyl ketone รวมทั้ง rhamnetin
ผลดี/สรรพคุณ น้ำมันกานพลูมีสรรพคุณทางยา คือ น้ำมันกานพลู (Clove oil) เป็นยาชาเฉพาะที่ แก้ปวดฟัน โดยใช้สำสีชุบเอามาอุดที่ฟัน ระงับการกระตุก ตะคริว ขับผายลม แก้เจ็บท้อง แก้ท้องอืด ผสมยากลั้วคอ ขับลม แก้ท้องขึ้น ท้องร่วง แก้ไอ  ฆ่าเชื้อโรค แก้ชาปลายมือปลายเท้า ทุเลาอาการจากแมลงสัตว์กัดต่อย แก้โรคลมระงับปวด ใช้ผสมกับ เมนทอล เมทิลซาลิไซเลต เป็นยานวดแก้ปวดบวมช้ำ ส่วนคุณประโยชน์ของน้ำมันกานพลูมีดังนี้   น้ำมันหอมระเหยจากดอกใช้เป็นส่วนประกอบสารกำจัดศัตรูพืชไล่ยุง หรือใช้ฉีดพ่นกำจัดแมลงซึ่งตรง โดยมี สารยูจีนอล (Eugenol) เป็นตัวที่ออกฤทธิ์สำคัญสำหรับเพื่อการกีดกันแนวทางการทำงานของเอนไซม์ทำให้โปรตีนอื่นๆเสียภาวะไป น้ำมันหอมระเหยของกานพลูใช้สำหรับทำให้ปลาสลบ โดยมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญเป็นยูจีนอล (Eugenol) ใช้โดยการหยด  ใช้น้ำมันกานพลูใช้เป็นส่วนประกอบหรือใช้เป็นยาต้านเชื้อแบคทีเรียหลายประเภท น้ำมันจากก้านดอก และดอกกานพลูใช้ในการจัดแจงสาร eugenol, isoeugenol รวมทั้งvanillin รวมทั้งน้ำมันที่เหลือใช้สำหรับการทำสบู่   น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูใช้เป็นส่วนผสมของยาสีฟัน รวมทั้งน้ำยาบ้วนปาก น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูใช้สำหรับแต่งกลิ่นรสของกิน และก็ใช้เป็นวัตถุกันเสีย

ส่วนคุณประโยชน์รวมทั้งสรรพคุณทางยาของส่วนต่างๆของต้นกานพลูนั้นมีดังนี้ 
  หนังสือเรียนยาไทย ดอก รสเผ็ด กระจายเสมหะ แก้เสมหะเหนียว แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ปวดฟัน ดับกลิ่นปาก แก้โรคหืด เป็นยาทำให้ร้อนเมื่อถูกผิวหนังทำให้ชา เป็นยาฆ่าเชื้อ แก้ปวดฟัน แก้รำมะนาด แก้ปวดท้อง มวนในลำไส้ แก้ลม แก้เหน็บชา แก้พิษเลือด พิษน้ำเหลือง ขับน้ำคาวปลา ทำอุจจาระให้ธรรมดา แก้ธาตุทั้งยัง 4 พิการ แก้ปวดท้อง แก้ท้องขึ้น อาหารไม่
ย่อย อาเจียนอาเจียน แก้จุกเสียด แก้ท้องเดิน ขับผายลม กดลมให้ลงสู่เบื้องต่ำ แก้สะอึก แก้ซางต่างๆขับระดู ใน ”พิกัดตรีพิษจักร” เป็นการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีรสซึมซาบไวดังกงจักร  3 อย่าง มี ผลผักชีล้อม ผลจันทน์เทศ รวมทั้งกานพลู สรรพคุณแก้ลม แก้พิษเลือด แก้ธาตุพิการ บำรุงเลือด ”พิกัดตรีคันธวาต” คือการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีกลิ่นหอมสดชื่นแก้ลม  3 อย่าง มี ผลเร่วใหญ่ ผลจันทน์เทศ แล้วก็กานพลู มีคุณประโยชน์ แก้ธาตุพิการ แก้ไข้อันเกิดแต่ว่าดี แก้จุกเสียด บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา มีการใช้กานพลู ในยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบไหลเวียนเลือด (แก้ลม) ปรากฏในตำรับ”ยาหอมเทวดาจิตร” และตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” โดยมีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณสำหรับการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นไส้ อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง ตำรับยารักษากลุ่มอาการทางระบบอาหาร มี “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณทุเลาอาการท้องอืดเฟ้อ และก็อาการท้องเสียที่ไม่เป็นผลมาจากการต่อว่าดเชื้อ และก็ตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีกานพลูเป็นองค์ประกอบหลัก และก็มีสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาลักษณะของการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากของกินไม่ย่อย เพราะว่าธาตุไม่ดีเหมือนปกติ
การเรียนทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ กานพลูมีสาร eugenol ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ มีการใช้น้ำมันกานพลูเป็นส่วนประกอบในตำรับยาเพื่อลดลักษณะของการปวด  นอกนั้นสาร eugenol ในน้ำมันกานพลูยังออกฤทธิ์เป็นยาสลบในปลาอีกหลายอย่าง
  • สารสกัดน้ำจากดอก จากผล  และก็จากเปลือกต้น  แล้วก็น้ำมันกานพลู มีฤทธิ์ลดการอักเสบ โดยไปยับยั้งการสังเคราะห์ prostaglandin โดยยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี cyclooxygenase-1, cyclooxygenase-2 และก็เพิ่มการสังเคราะห์ nitric oxide
  • ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียอันเป็นมูลเหตุอาการแน่นจุกเสียดจากท้องเดิน และแผลในกระเพาะ สารสกัดด้วยเอทานอล สารสกัดด้วยเอทานอล:น้ำ ในอัตราส่วน 3:1  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ เมทานอลแล้วก็น้ำจากดอก  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากดอกที่กลั่นเอาน้ำมันหอมระเหยออกแล้ว  รวมทั้งน้ำมันกานพลู มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการแน่นจุกเสียด อาทิเช่น  Escherichia coli , Salmonella typhi , S. typhosa, S. enteritidis, S. paratyphi, Shigella, Sh. paradysenteriae, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, Bacillus anthracis, B. subtilis, B. mesentericus, B. cereus, Proteus vulgaris, Rabbit Cholera, Vibrio comma, V. cholerae, V. parahemolyticus, Helicobacter pyroli และ Clostridium botulinum
  • ฤทธ์ต่อต้านการเกิดแผนในกระเพาะอาหาร มีการทดสอบฤทธิ์ในการกระตุ้นหลักการทำงานของไส้ในหลอดทดสอบ โดยใช้ลำไส้กระต่าย เทียบกับ acetylcholine 5.5 x 10(-5) M ซึ่งสารสกัดกานพลูด้วยการต้ม ความเข้มข้น 200-6400 μg/ml มีฤทธิ์กระตุ้นรูปแบบการทำงานของไส้ได้น้อยกว่า acetylcholine และก็เมื่อมีการให้สารสกัดกานพลูร่วมกับ atropine sulphate พบว่าจะมีฤทธิ์ในกระตุ้นการเคลื่อนไหวของไส้ได้น้อยลง
  • ฤทธิ์ต้านการบีบตัวของลำไส้ การทดลองฤทธิ์ต้านทานการบีบตัวของลำไส้สัตว์ทดสอบของน้ำมันกานพลู ทำในหลอดทดสอบ ไส้ถูกรั้งนำให้มีการบีบตัวโดยใช้สารหลากหลายประเภท อาทิเช่น acetylcholine (ใช้ลำไส้หนูแรทส่วน duodenum), barium chloride, histamine (ใช้ลำไส้ส่วน ileum ของหนูตะเภา) แล้วก็ nicotine (ใช้ลำไส้กระต่ายส่วน jejunum)ที่สามารถยั้งการบีบตัวของสำไส้ได้  20-40%, 40-60%, >60% รวมทั้ง >60% เป็นลำดับ
  • ฤทธิ์ป้องกันเยื่อบุกระเพาะ น้ำมันกานพลู รวมทั้งสาร eugenol ในกานพลู กระตุ้นให้เยื่อบุเซลล์กระเพาะอาหารมีการหลั่งสารเมือก (mucin) ออกมาเพื่อคุ้มครองปกป้องเยื่อบุกระเพาะ
  • น้ำมันสกัดจากกานพลูความเข้มข้น 30 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรสามารถยับยั้งการเจริญของ Lactococcus garvieae ในอาหารเลี้ยงเชื้อได้ เมื่อนำอาหารปลาที่ผสมน้ำมันกานพลูในอัตราส่วน 3% (w/w) มาเลี้ยงปลานิล ทำให้จำนวนการเสียชีวิตเนื่องจากว่าการตำหนิดเชื้อ L. garvieae ในปลานิลลดลง
ในส่วนของการเรียนรู้ทางสถานพยาบาลมีดังนี้
      ฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชา   การเรียนรู้ฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชาของสารสกัดของกานพลูเทียบกับยาชา benzocaine ในอาสาสมัคร 73 คน โดยอาสาสมัครกรุ๊ปที่ 1ได้รับเจลที่มีส่วนผสมของสารสกัดกานพลู ปริมาณ 2 กรัม (40% ผงกานพลูผสมกับ 60% glycerine) กลุ่มที่ 2 ได้รับเจลที่มีส่วนผสมของ 20% benzocaine ปริมาณ 2 กรัม ทาบนเยื่อบุกระพุ้งแก้ม กรุ๊ปที่ 3 ได้รับยาหลอก เมื่อเวลาผ่านไป 5 นาที ก็เลยทำการทดสอบฤทธิ์ โดยการแทงเข็มบริเวณที่ทา แล้ววัดระดับความเจ็บปวด (pain score) ผลของการเทียบระหว่างสารสกัดกานพลู และก็ benzocaine พบว่าสามารถลดการปวดได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง (p=0.005) รวมทั้งให้ผลไม่ต่างอะไรกัน นอกเหนือจากนี้
พบว่า สารสกัดกานพลูสามารถที่จะเพิ่มความเสี่ยงสำหรับการเกิดภาวะเลือดออกได้ ขณะใช้ร่วมกับยาต่อต้านเกล็ดเลือด แล้วก็บางทีอาจเพิ่มระดับของยากันชัก phenytoin ในเลือดได้
การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดสอบพิษทันควันของสารสกัดดอกด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 โล (คิดเป็น 16,667 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) ตรวจไม่เจออาการเป็นพิษ  แม้กระนั้นเมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่งเป็น 6.184 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก.
          การเรียนการเกิดพิษรุนแรงของสารสกัด eugenol  จากดอกกานพลู  ทำการวิจัยในหนูแรท สายพันธุ์ Sprague-Dawley แบ่งหนูทดลองออกเป็น 4 กลุ่ม  กลุ่ม 1,2,3 ได้รับสาร eugenol ความเข้มข้น 2.58, 1.37, 0.77 มิลลิกรัม/ลิตร ตามลำดับ  กรุ๊ปที่ 4 เป็นกลุ่มควบคุม  กระทำการทดสอบโดยการพ่นสารทดสอบให้หนูทดลองสูดดมตรงเวลา 4 ชั่วโมง แล้วติดตามอาการของหนูตรงเวลา 14 วัน  ผลของการทดลองไม่เจอการเสียชีวิตของหนู ส่วนอาการ รวมทั้งพฤติกรรม พบว่าหนูทดลองมีน้ำลายไหลระดับปานกลาง มีลักษณะอาการกระวนกระวายใจ และก็หายใจติดขัด แต่อาการกลุ่มนี้หายเองได้ภายในช่วงระยะเวลา 1 วัน  แต่ว่าเมื่อให้สารนี้ทางหลอดเลือดดำแก่หนูแรท ในขนาดเข้มข้น 6.25 โมล/ลิตร พบว่าตัวทดลองมีลักษณะอาการหายใจล้มเหลวรุนแรง น้ำท่วมปอด และก็เลือดออกที่ปอด
การฉีด eugenol เข้าระบบไหลเวียนโลหิตโดยตรง จะทำให้ความดันโลหิตแล้วก็การเต้นของหัวใจลดลงครู่เดียว โดยไม่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเปลี่ยนแปลง   eugenol สามารถทำลายโปรตีนในเซลล์ของเยื่ออ่อนในปาก การจับกุมของเซลล์ลดลง บวม และเกิดเป็นไต  ชั้นใต้ผิวหนังชั้นนอกบวมและกล้ามอ่อนแอ เมื่อป้อนน้ำมันจากใบขนาด 40 มก./กิโลกรัม ให้หนูแรทเพศภรรยาที่ตั้งท้องได้ 1-10 วันพบว่ามีฤทธิ์ยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนจำนวนร้อยละ 20
ขนาด/ปริมาณที่ควรจะใช้ เนื่องแต่น้ำมันกานพลู (Cove oil) นั้นส่วนใหญ่แล้วนิยมใช้เป็นส่วนผสมกับภัณฑ์อื่นด้วยเหตุดังกล่าวขนาดรวมทั้งปริมาณที่ควรที่จะใช้ของน้ำมันกานพลู (Cove oil) ดังนี้ สำหรับในการใช้ผสมยาสีฟันนั้นควรที่จะใช้ประมาณ0.1-0.5% ใช้ผสมยาดม ยาหม่อง ควรใช้ราว 3-5% ส่วนสำหรับในการใช้ทำยาสลบปลาควรใช้ 10-30% (กับเอทิลแอลกอฮอลส์)  ส่วนการใช้กานพลูรักษาลักษณะของการปวดฟันตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ให้      กลั่นเอาเฉพาะส่วนน้ำมันใช้ใส่ฟัน หรือใช้อีกทั้งดอกบดแล้วอมไว้ตรงบริเวณฟันที่ปวด เพื่อระงับอาการปวดฟัน        ตำกานพลูเพียงพอแหลก ผสมกับเหล้าขาวเพียงนิดหน่อยพอแฉะ ใช้สำลีจิ้มอุดฟันที่ปวดและใช้แก้โรครำมะนาด       เอาดอกกานพลูแช่สุราหยอดฟัน ส่วนการใช้น้ำมันหอมระเหย(น้ำมันกานพลู) ที่ใช้สำหรับขับลม และบรรเทาอาการท้องอืด ท้องอืด 0.05-0.2 ซีซี อนึ่ง การใช้กานพลูในปริมาณมากทำให้เลือดแข็งช้าลง จึงต้องระมัดระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ต่อต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น  warfarin,  aspirin, heparin ฯลฯ และระวังการใช้ร่วมกับยาต้านทานการอักเสบจำพวกไม่ใช่สเตียรอยด์  (NSAIDs; ดังเช่นว่า ibuprofen),  รวมทั้งระวังการใช้ร่วมกับสมุนไพรหรือยาที่ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ  แล้วก็ยาลดน้ำตาลในเลือด เช่น  insulin,  metformin
ข้อแนะนำ/ข้อควรไตร่ตรอง

  • สาร eugenol จากน้ำมันกานพลูที่มีความเข้มข้นสูงอาจจะส่งผลให้เกิดการเคืองต่อผิวหนังได้ถ้าเกิดใช้ในจำนวนที่สูง และก็ใช้ติดต่อกัน
  • การใช้น้ำมันกานพลูเพื่อรักษาลักษณะของการปวดฟันหรือใช้เพื่อระงับกลิ่นปากโดยตรง และใช้ในจำนวนสูงหรือใช้ติดต่อกันบ่อยมาก อาจจะก่อให้เคืองต่อเหงือก รวมทั้งเยื่อบุในช่องปากได้
  • สาร eugenol สามารถออกฤทธิ์ต่อต้านรูปแบบการทำงานของเกล็ดเลือดได้ จึงควรหลบหลีกการใช้ร่วมกับยาในกรุ๊ป anticoagulant และยากลุ่ม NSADs
  • ไม่สมควรใช้ดอกกานพลูในหญิงมีท้อง หญิงให้นมลูก  เด็ก  คนป่วยโรคตับไต  รวมทั้งคนเจ็บโรคเบาหวาน
เอกสารอ้างอิง

  • กันยารัตน์ ศึกษากิจ,2557.ฤทธิ์ทางชีวภาพของน้ำมันและสารสกัดจากดอกกานพลูในการบรรเทาอาการปวดไมเกรนและอาการข้างเคียงในสัตว์ทดลอง.
  • การพลู,ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร. http://www.disthai.com/
  • กานพลู.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สุนีย์ จันทร์สกาวและวรรณนรี เจริญทรัพย์,2543.การตรวจสอบคุณภาพกานพลูและผลิตภัณฑ์ยาเตรียมสมุนไพรที่มีการพลูเป็นส่วน ประกอบ.รายงานการวิจัย ปี พ.ศ.2543.
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์, นงลักษณ์ เรืองวิเศษ. วิเคราะห์ วิจัย คุณภาพเครื่องยาไทย. คอนเซ็พท์  เมดิคัส จำกัด: กรุงเทพมหานคร, 2551.
  • Kamatou GP, Vermaak I, Viljoen AM. Eugenol-From the Remote Maluku Islands to the International Market Place: A Review of a Remarkable and Versatile Molecule. Molecules 2012:17;6953-6981.
  • Clove oil. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.
  • Perry LM. Assessment report on Syzygium aromaticum (L.). European Medicines Agency;London. 2011.


6
มะกรูด
ชื่อสมุนไพร  มะกรูด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น มะขูด , มะขุน (ภาคเหนือ) , ส้มมั่วผี , ส้มกรูด (ภาคใต้) , โกร้ยเชีด (เขมร) , มะขู (แม่ฮ่องสอน)
ชื่อสามัญ    Kaffir lime , Mauritius papeda , Leech lime
ชื่อวิทยาศาสตร์  Citrus hystrix DC.
สกุล  RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด เป็นพืชเชื้อสายส้ม และมะนาว เป็นพืชประจำถิ่นในเขตร้อนชื้นแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเช่น ไทย พม่า ลาว เขมร ฯลฯ  ซึ่งถูกจัดเป็นไม้ผล สำหรับมะกรูดในประเทศไทยนั้น  คนไทยอาจเคยชินกันเป็นอย่างดี เนื่องจากว่าเป็นสมุนไพรคู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน เพราะว่านิยมใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงที่ต้องอย่างห้ามให้ขาดเลยเด็ดขาดเลย (ซึ่งโดยธรรมดาแล้วเรามักจะนิยมใช้ใบมะกรูดรวมทั้งผิวมะกรูดมาเป็นส่วนผสมของพริกแกง) นอกจากนั้นมะกรูดก็ยังมีคุณประโยชน์ในด้านอื่นๆอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของความสวยแล้วก็ในด้านของยาสมุนไพร ทั้งยังนับว่าเป็นพืชที่มีความเป็นสิริมงคลที่นิยมปลูกไว้บริเวณบ้านอีกด้วย เพราะเหตุว่ามั่นใจว่าจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุข โดยมักจะปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวบ้าน
ลักษณะทั่วไป
มะกรูด เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แก่นไม้เป็นเนื้อแข็ง เปลือกเรียบมีสีน้ำตาลอ่อน ลำต้นแตกกิ่งก้านมากไม่น้อยเลยทีเดียวตั้งแต่ระดับล่างของลำต้นทำให้มีลักษณะเป็นพุ่มไม้ ตามลำต้น รวมทั้งกิ่งมีหนามแหลมยาว ใบมะกรูด เป็นใบประกอบ ออกเป็นใบโดดเดี่ยว มีก้านใบแผ่ออกเป็นครีบคล้ายแผ่นใบ ใบมีลักษณะดก เรียบ มีผิวมัน สีเขียว และเขียวเข้มตามอายุของใบ ใบมีคอดกิ่วที่กึ่งกลางใบทำให้ใบแบ่งได้ 2 ตอน หรือ คล้ายใบไม้ 2 ใบ ต่อกัน ขนาดใบกว้างโดยประมาณ 2.5-5 ซม. ยาวราวๆ 5-12 เซนติเมตร ใบมีกลิ่นหอมสดชื่นมากมายด้วยเหตุว่ามีต่อมน้ำมันอยู่  ดอกมะกรูดเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกออกเป็นช่อมีสีขาว แทงออกบริเวณส่วนยอดหรือตามซอกใบ แต่ละช่อมีดอกโดยประมาณ 1-5 ดอก หลีบดอกมีสีขาวครีม 5 กลีบ มีขนปกคลุม ภายในดอกมีเกสรมีสีเหลือง ดอกมีกลิ่นหอมยวนใจเล็กน้อย รวมทั้งเมื่อแก่จะตกง่าย  ผลมะกรูดหรือลูกมะกรูด มีลักษณะค่อนข้างกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7 เซนติเมตร ผลคล้ายผลส้มซ่า ผลมีขนาดใหญ่กว่ามะนาวนิดหน่อย ลักษณะของผลมีรูปร่างนาๆประการสุดแต่ประเภท เปลือกผลค่อนข้างหนา ผิวเปลือกมีสีเขียวเข้ม ผิวตะปุ่มตะป่ำเป็นลูกคลื่นหรือเป็นปุ่มนูน ด้านในเปลือกมีต่อมน้ำมันหอมระเหยเยอะมากๆ มีจุกที่ศีรษะ แล้วก็ท้ายของผล เมื่อสุก ผลจะกลายเป็นสีเหลือง  ภายในผลมีเนื้อชุ่มฉ่ำน้ำ มีเมล็ดแทรกบริเวณกลางผล 5-10 เมล็ด เนื้อผลมีรสเปรี้ยวผสมขมเล็กน้อย
การขยายพันธุ์   การขยายพันธุ์มะกรูดสามารถทำได้ด้วยหลายแนวทาง เช่น การทำหมันกิ่ง การทาบกิ่ง การต่อว่าดตา การต่อยอด แล้วก็การเพาะเมล็ด แต่แนวทางที่เป็นที่นิยม ยกตัวอย่างเช่น การตอนกิ่ง การต่อยอด รวมทั้งการเพาะด้วยเม็ด เมื่อได้ต้นกล้าที่จะนำไปปลูกแล้ว ขั้นตอนต่อไป ให้ขุดหลุม ให้ขนาดหลุมกว้าง x ยาว x ลึก ราว 50 x 50 x 50 เซนติเมตร รองตูดหลุมด้วยขี้วัวผสมดิน กรีดถุงสีดำออก น้ำต้นกล้าลงปลูก กลบดิน รดน้ำ คลุมฟาง แล้วก็ทำหลักปักกับต้นเพื่อกันโยกเวลาลมพัด  โดยปกตินิยมปลูกมะกรูดระยะติดเป็น2×2 เมตร 1 ไร่จะได้มะกรูด 400 ต้น ถ้าเกิดปลูกระยะ 1.5 x 1.5 เมตร 1 ไร่จะได้ 1067 ต้น สำหรับในการปลูกระยะชิดนี้จะเป็นการปลูกมะกรูดเพื่อจำหน่ายใบ เพราะว่ามีการตัดใบขายทุกๆ3 – 4 เดือน พุ่มมะกรูดก็จะไม่ชิดกันมาก  ถ้าอยากปลูกเพื่อจำหน่ายเป็นลูกมะกรูด ผู้ปลูกอาจปลูกระยะห่าง 4 x 4 เมตร 1 ไร่จะได้ 200 ต้น หรือ 5 x 5 เมตร 1 ไร่จะได้ 65 ต้น ฯลฯ
สำหรับมะกรูดปลูกได้ดีในดินทุกชนิดรวมทั้งระยะปลูกมะกรูดนั้น ปลูกได้หลายระยะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์แล้วก็พื้นที่ของผู้ปลูกดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
ส่วนประกอบทางเคมี นํ้ามันหอมระเหยมะกรูดมี 2 โดยมากๆเป็น สารในกลุ่มเทอร์พีน ( terpenes) แล้วก็สารที่ไม่ใช่กลุ่มเทอร์พีน ( non-terpene) หรือ oxygenated compounds เช่น ในผิวมะกรูดมีน้ำมันระเหยง่ายจำนวนร้อยละ 4 มีองค์ประกอบหลักเป็น “เบตาไพนีน” (beta-pinene) ประมาณร้อยละ 30 , “ลิโมนีน” (limonene)  โดยประมาณร้อยละ 29 , beta-phellandrene, citronellal ยิ่งกว่านั้นยังพบ linalool, borneol, camphor, sabinene, germacrene D, aviprin   
ที่มา :  Wikipedia
       สารกรุ๊ปคูมาริน เป็นต้นว่า umbelliferone, bergamottin,  oxypeucedanin, psoralen, N-(iminoethyl)-L-ornithine (L-NIO)       น้ำจากผลพบกรด citric
ส่วนในใบมะกรูดเมื่อกลั่นด้วยละอองน้ำ จะได้น้ำมันระเหยง่ายราวปริมาณร้อยละ 0.08 มีองค์ประกอบหลักเป็น “แอล-ซิโตรเนลลาล”(l-citronellal) ประมาณปริมาณร้อยละ 65, citronellol, citronellol acetate ยิ่งกว่านั้นยังพบ sabinene, alpha-pinene, beta-pinene, alpha –phellandrene, limonene, terpinene, cymene, linalool รวมทั้งสารอื่นที่พบยกตัวอย่างเช่น indole alkaloids, rutin, hesperidin, diosmin, alpha-tocopherol ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของมะกรูดนั้นสามารถแยกได้ดังนี้
ค่าทางโภชนาการของใบมะกรูด (100 กรัม)

  • พลังงาน 171 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน 6.8 กรัม
  • ไขมัน 3.1 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 29.0 กรัม
  • เส้นใย 8.2 กรัม
  • แคลเซียม 1672 มก.
  • ฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 3.8 มิลลิกรัม
  • วิตามินเอ 303 ไมโครกรัม
  • ไทอามีน 0.20 มก.
  • ไรโบฟลาวิน 0.35 มิลลิกรัม
  • ไนอาสิน 1.0 มก.
  • วิตามินซี 20 มก.
  • ขี้เถ้า 4.0 กรัม


คุณประโยชน์ทางโภชนาการของผิวลูกมะกรูด (100 กรัม)

  • คาร์โบไฮเดรต 21.3 กรัม
  • โปรตีน 2.8 กรัม
  • ไขมัน 1.1 กรัม
  • ใยอาหาร 3.4 กรัม
  • แคลเซียม 322 มก.
  • ธาตุฟอสฟอรัส 62 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 1.7 มก.
  • วิตามินบี 1 0 มก.
  • วิตามินบี 2 0.13 มก.
  • วิตามินซี 115 มิลลิกรัม


ค่าทางโภชนาการของน้ำมะกรูด (100 กรัม)

  • คาร์โบไฮเดรต 10.8 กรัม
  • โปรตีน 0.6 กรัม
  • ไขมัน 0 กรัม
  • ใยอาหาร 0 กรัม
  • แคลเซียม 20 มก.
  • ฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 0.6 มก.
  • วิตามินบี 1 0.02 มก.
  • วิตามินบี 2 58 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 55 มก.
คุณประโยชน์/สรรพคุณ
ใบมะกรูดและน้ำมะกรูดสามารถใช้ดับกลิ่นคาวในของกินแล้วก็ใช้เพื่อการทำกับข้าวและแต่งกลิ่นคาวหวานของของกิน ยกตัวอย่างเช่น ต้มยำ แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ฉู่ฉี่ ห่อหมก อื่นๆอีกมากมาย มีการนำเปลือกของมะกรูดมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแต่งตัวบางชนิด ได้แก่ สบู่ แชมพูมะกรูดหรือแชมพูมะกรูด ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงและก็แมลง เป็นต้น ส่วนสรรพคุณทางยาของมะกรูดนั้นมีดังนี้
หนังสือเรียนยาไทย: ใบมะกรูด มีรสปร่า หอม แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้บอบช้ำใน กัดเสมหะในคอ แก้น้ำลายเหนียว กัดเถาดานในท้อง แก้เมนส์เสียฟอกโลหิตรอบเดือน ขับเมนส์ ขับลมในไส้ แก้จุกเสียด ผิว มีรสปร่าหอม ร้อน เป็นยาขับลมในไส้ แก้แน่น ขับเมนส์ ขับผายลม เป็นยาบำรุงหัวใจ ผล ดองเป็นยาฟอกเลือดในสตรี ช่วยขับรอบเดือน ขับลมในไส้ แก้จุกเสียด ลักปิดลักเปิด น้ำมันจากผิวช่วยป้องกันรังแค รวมทั้งทำให้เส้นผมดกดำเป็นเงางาม ผล รสเปรี้ยว กัดเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว กัดเถาดานในท้อง แก้เมนส์เสีย ฟอกเลือดเมนส์ ขับรอบเดือน ขับลมในลำไส้ ทำลายพิษผิดสำแดง ผล ปิ้งไฟให้สุก ผ่าครึ่งลูก เอาเช็ดฟอกสระผม ทำให้ผมดกดำเป็นเงาสวย นุ่มสลวย แก้คัน แก้รังแค แก้ชันนะตุ ทำให้ผมสะอาดแพทย์ตามบ้านนอกใช้ผลเอาไส้ออก ใส่มหาหิงคุ์แทน สุมไฟให้ไหม้เกรียม บดปัดกวาดปากลิ้นเด็กแรกเกิด ขับขี้เทา ขับลม แก้ปวดท้องในเด็ก หรือใช้ผลสดนำมาผิงไฟให้ไหม้เกรียม แล้วละลายให้เข้ากับน้ำผึ้ง ใช้ทาลิ้นให้เด็กที่เกิดใหม่ ยาท้องถิ่นบางถิ่นใช้น้ำมันมะกรูดดองยาที่เรียกว่า “ยาดองเปรี้ยวเค็ม” ที่ใช้รับประทานเป็นยาฟอกโลหิตในสตรี น้ำผลมะกรูด มีรสเปรี้ยว แก้เสลดในคอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกเลือดประจำเดือน ขับลมในไส้ และใช้ถนอมยาไม่ให้บูดเน่า แก้อาการท้องอืด ช่วยเจริญอาหาร ใช้สระผมกันรังแค  เนื้อของผล แก้ปวดศีรษะ
แบบเรียนยาไทย: ผิวมะกรูดจัดอยู่ใน “เปลือกส้ม 8 ประการ” มี ผิวส้มเขียวหวาน ผิวส้มจีน ผิวส้มซ่า ผิวส้มโอ ผิวส้มจังหวัดตรังกานู ผิวมะงั่ว ผิวมะนาว หรือผิวส้มโอมือ แล้วก็ผิวมะกรูด มีสรรพคุณแก้ลมกองละเอียด กองหยาบ แก้เสลดโลหะ ใช้ปรุงยาหอม แก้ทางลม
           ในหนังสือเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์: เจาะจงตำรับ “น้ำมันมหาจักร” จัดเตรียมได้ง่าย ใช้เครื่องยาน้อยสิ่ง หาซื้อได้ง่าย ในตำรับให้ใช้น้ำมันงา 1 ทะนาน (ขนาดทะนาน 600) มะกรูดสด 30 ลูก ปอกมัวแต่ผิว จัดเตรียมโดยเอาน้ำมันงาตั้งไฟให้ร้อน เอาผิวมะกรูดใส่ลง ทอดกระทั่งเหลืองไหม้เกรียมดีแล้วให้ชูน้ำมันลง กรองเอากากออก ทิ้งเอาไว้ให้เย็น แล้วเอาเครื่องยาอีก 7 สิ่ง บดให้เป็นผุยผงละเอียด ใส่ลงในน้ำมันที่ได้ เครื่องยาที่ใช้มี เทียนอีกทั้ง 5 (เทียนตาตั๊กแตน เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนแดง แล้วก็เทียนดำ) หนักสิ่งละ 2 สลึง ดีปลีหนัก 1 บาท แล้วก็การบูรหนัก 2 บาท คุณประโยชน์ ใช้ยอนหู แก้ลม แก้ริดสีดวง แก้ยุ่ยคันก็ได้ ทาแก้เมื่อยขบ และใส่บาดแผล ที่มีอาการปวด ที่เกิดขึ้นจากเศษไม้ จากหนาม จากหอกดาบ ระวังไม่ให้แผลถูกน้ำ จะไม่เป็นหนอง
           ยิ่งไปกว่านี้บัญชียาจากสมุนไพร ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้ผิวมะกรูด ในยารักษาอาการโรคในระบบต่างๆของร่างกาย เช่น ตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” มีส่วนประกอบของผิวมะกรูด อยู่ใน ”เปลือกส้ม 8 ประการ” ร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์สำหรับการแก้ลมหน้ามืด แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นไส้ อ้วก แก้ลมจุกแน่นในท้อง  ตำรับ “ยาประสะไพล” มีส่วนประกอบของผิวมะกรูด ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ ใช้ในสตรีที่ระดูมาไม่สม่ำเสมอ หรือมาน้อชูว่าปกติ แล้วก็ขับน้ำคาวปลาในสตรีหลังคลอด
แบบ/ขนาดวิธีการใช้ ใช้ขับลมในไส้ แก้แน่น แก้เสมหะ ฝานผิวมะกรูดสดเป็นชิ้นเล็กๆ1 ช้อนแกง เติมการบูร หรือพิมเสน 1 จับมือ ชงด้วยน้ำเดือดแช่ทิ้งไว้ ดื่มแต่ว่าน้ำกิน 1-2 ครั้ง ถ้าหากยังไม่ดีขึ้นกว่าเดิมรับประทานต่อเนื่องกัน 2-3 วัน ใช้สระผม ให้ดกดำ เงาสวย รักษาชันนะตุ  ให้ผ่ามะกรูดเป็น 2 ชิ้น เมื่อสระผมเสร็จแล้ว เอามะกรูดมาสระซ้ำโดยยีไปบนผม น้ำมะกรูดเป็นกรดจะทำให้ผมสะอาด แล้วล้างเอาสมุนไพรออกให้หมด หรือใช้ผลเผาไฟ นำมาผ่าซีกใช้สระผม  ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ด้วยการใช้ผิวมะกรูด รากชะเอม ไพล เฉียงพร้า ขมิ้นอ้อย ในจำนวนเสมอกัน เอามาบดเป็นผุยผง เอามาชงละลายน้ำร้อนหรือต้มเป็นน้ำดื่ม  ช่วยฟอกโลหิต ด้วยการนำผลมะกรูดสดมาผ่าเป็น 2 ส่วนแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปดองกับเกลือหรือน้ำผึ้งราว 1 เดือน แล้วรินมัวแต่น้ำดื่ม จะช่วยฟอกเลือดได้อย่างดีเยี่ยม
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ สาร coumarins 2 ประเภทที่ได้จากผลมะกรูด ดังเช่นว่า bergamottin รวมทั้ง N-(iminoethyl)-L-ornithine (L-NIO) มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งไนตริกออกไซด์ (NO) ในหลอดทดลอง ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอักเสบ ซึ่งหลั่งจาก macrophage ของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide (LPS) และก็ interferon-g (IFN- g)  โดยมีค่า IC50 พอๆกับ 14.0 µM รวมทั้ง 7.9 µM ตามลำดับ
      สารคูมาริน 3 จำพวก ได้แก่ bergamottin, oxypeucedanin แล้วก็ psoralen สามารถยั้งการผลิตไนตริกออกไซด์ เมื่อทดลองในเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 ของหนู ที่ถูกกระตุ้นด้วยลิโปพอลิแซ็กคาร์ไรด์ (LPS) และก็อินเตอร์เฟอรอน (interferon)
ฤทธิ์คุ้มครองปกป้องตับ    เรียนรู้ฤทธิ์คุ้มครองป้องกันตับของใบมะกรูดในหนูขาว โดยให้สารสกัด 80% เมทานอล จากใบมะกรูด ขนาด 200 mg/kg เป็นเวลา 7 วัน ก่อนให้ยา paracetamol ขนาด 2 g/kg ตรงเวลา 5 วัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดพิษต่อตับ ซึ่งยา paracetamol จะเป็นตัวกระตุ้นให้ตับของหนูกำเนิดพิษในวันที่ 5 ใช้สาร Silymarin ขนาด 100 mg/kg เป็นสารมาตรฐาน ในวันที่ 7 จะมีการตรวจประเมินการทำงานของตับ เป็นต้นว่า ระดับเอนไซม์ตับ (ALT, AST, ALP), total bilirubin, total protein,blood serums และ hepatic antioxidants (SOD, CAT, GSH and GPx) จากการทดลองพบว่าสารสกัดใบมะกรูดจะช่วยฟื้นฟูตับ โดยการทำให้ระดับเอนไซม์ตับ แล้วก็เอนไซม์ต้านทานอนุมูลอิสระของตับกลับมาอยู่ในระดับธรรมดาได้อย่งมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ซึ่งการศึกษาค้นคว้าวิจัยนี้สรุปได้ว่าสารสกัดใบมะกรูดมีฤทธิ์คุ้มครองตับไม่ให้กำเนิดพิษจากยา paracetamol ได้
การทดลองพิษกระทันหันของสารสกัดใบด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล (คิดเป็น 357 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ
มีการทดลองความเป็นพิษอีกฉบับหนึ่งระบุว่า สารสกัดผิวมะกรูดด้วยเอทานอล (95%) เมื่อป้อนให้หนูรับประทานเพื่อเรียนความเป็นพิษกระทันหัน พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดสอบตายเป็นปริมาณกึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่ามากกว่า 100  ก./กก.
ฤทธิ์เสริมการเกิดโรคมะเร็งตับ    จากการทบทวนการค้นคว้าวิจัยพบว่ามะกรูดมีฤทธิ์ต่อต้านฤทธิ์ของสารเสริมการเกิดโรคมะเร็ง (tumor promoter) สำหรับการทดลองแบบ tumor promoter-induced Epstein-Barr virus activation ได้ งานค้นคว้าวิจัยนี้มีจุดประสงค์ที่จะเรียนฤทธิ์ของมะกรูดต่อการเกิดมะเร็งตับของหนูขาว สายพันธุ์ F344 ที่ได้รับสารก่อโรคมะเร็ง 2-amino-3,8-dimethylimidazo 4,5-ƒ quinoxaline (MeIQx) สำหรับการทดสอบแบบ medium-term bioassay ผลการวิเคาะห์พบว่ามะกรูดมีฤทธิ์เสริมฤทธิ์ของ MelQx ในการทําให้กำเนิดมะเร็งตับ (preneoplastic liver foci) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ
พิษต่อระบบขยายพันธุ์   เมื่อป้อนสารสกัดผิวมะกรูดด้วยเอทานอล (95%) ให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ขนาด 1 และ 2.5 กรัม/กิโลกรัม ทางสายยางให้อาหารวันละ 2 ครั้ง พบว่าสามารถต้านทานการฝังตัวของตัวอ่อนได้ 42.5 ±14.8 รวมทั้ง 86.1±8.1% ตามลำดับ แล้วก็ส่งผลทำให้แท้งได้ 86.3±9.6 รวมทั้ง 96.9±3.1% ตามลำดับ และก็สารสกัดผิวมะกรูดด้วยคลอโรฟอร์มเมื่อป้อนให้กับหนูที่ตั้งท้องในขนาด 0.5 และ 1.0 กรัม/กิโลกรัม ทางสายยางให้อาหารวันละ 2 ครั้ง เหมือนกัน พบว่าสามารถต้านทานการฝังตัวของตัวอ่อนได้ 34.4±14.3 และก็ 62.2±14.5% เป็นลำดับ แล้วก็ส่งผลทำให้แท้งได้ 62.2±14.5 และก็ 91.9± 5.5%
พิษต่อเซลล์สารสกัดใบด้วยเมทานอล กระทำการทดสอบกับเซลล์ ด้วยความเข้มข้น 20 มคก./มล. พบว่ามีพิษต่อ Cells-Raji (9) น้ำมันหอมระเหย (ไม่กำหนดส่วนที่ใช้แล้วก็ขนาด) เป็นพิษต่อเซลล์ CEM-SS
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์     สารสกัดใบด้วยน้ำ และก็น้ำร้อน ทำการทดลองในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ ด้วยความเข้มข้น 0.5 มล./จาน พบว่าไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อ Bacillus subtilis H-17 (Rec+) และ B. subtilis M-45 (Rec-)
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรคำนึง การใช้น้ำมันหอมระเหยกับผิวหนังในจำนวนที่มาก  จำต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงสว่างเพราะว่าน้ำมันที่ได้จากการบีบผิวผล อาจทำให้เกิดพิษเมื่อสัมผัสกับแสงสว่างได้ แล้วก็กำเนิดมีสารสีเกินที่ผิวหนัง ใบหน้า และลำคอ เพราะมีสารกรุ๊ปคูมาริน แต่ว่าน้ำมันจากผิวผลที่ได้จากผู้กระทำลั่นจะไม่มีสารนี้  น้ำมะกรูดมีความเป็นกรดสูง จำเป็นที่จะต้องระมัดระวังการกินขณะท้องว่าง เนื่องจากว่าอาจส่งผลให้เกิดการระคายต่อระบบทางเดินอาหารได้
เอกสารอ้างอิง

  • ดนัย ทิวาเวช, Hirose M, Futakuchi M, วิทยา ธรรมวิทย์, Ito N, Shirai T.  ฤทธิ์เสริมการเกิดมะเร็งตับของข่า กระชาย และมะกรูด ในหนูที่ได้รับสารก่อมะเร็ง 2-amino-3,8-dimethylimidazo(4,5-ƒ)quinoxaline (MeIQx).  การประชุมวิชาการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 11 “ วิทยาศาสตร์การแพทย์ไทยกับกติกาใหม่ของโลก ” กรุงเทพฯ, 9-11 ตุลาคม 2543:33
  • มะกรูด (ผิวผล).ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.2546.ประมวลผลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร. http://www.disthai.com/
  • Murakami A, Gao G, Kim OK, Omura M, Yano M, Ito C, et al. Identification of coumarins from the fruit of Citrus hystrix DC as inhibitors of nitric oxide generation in mouse macrophage RAW 264.7 cells. J Agric food chem. 1999;47:333-339.
  • กอบกุล เฉลิมพันธ์ชัย ดวงชัย บำเพ็ญบุญ ธิดา โตจิราการ และคณะ.  ตำรับยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทำลายจุลินทรีย์.  รวมบทคัดย่องานวิจัยการแพทย์แผนไทยและทิศทางการวิจัยในอนาคต สถาบันการแพทย์แผนไทย, 2543.
  • คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.2544.
  • มะกรูด/ใบมะกรูดประโยชน์และสรรพคุณมะกรูด.พืชเกษตรดอทคอม
  • Tangyuenyongwatana P, Gritsanapan W. Prasaplai: An essential Thai traditional formulation for primary dysmenorrhea treatment. TANG. 2014;4(2):10-11.
  • ชนิพรรณ บุตรยี่. การศึกษาชีวภาพความพร้อมและคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระของฟลาโวนอยด์จากใบมะกรูดในหลอดทดลองและศักยภาพในการป้องกันการแตกหักของโครโมโซมในหนูเม้าส์โดยวิธีการตรวจไมโครนิวเคลียสในเม็ดเลือดแดง [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต]. กรุงเทพฯ. มหาวิทยาลัยมหิดล;2551.
  • มะกรูด(ใบ).ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


7

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)
โรคกระดูกรุน เป็นยังไง โรคกระดูกพรุนโดยทั่วไปแล้ว เป็นภาวการณ์ที่ปริมาณธาตุ (ที่สำคัญคือแคลเซียม) ในกระดูกน้อยลง ร่วมกับความเสื่อมถอยของเนื้อเยื่อที่ประกอบเป็นองค์ประกอบข้างในกระดูก ทำให้เนื้อหรือมวลกระดูกลดความหนาแน่น ก็เลยบอบบางแตกหักง่าย รอบๆที่พบการหักของกระดูกได้บ่อย ตัวอย่างเช่น ข้อมือ สะโพก รวมทั้งสันหลัง  ส่วนคำอธิบายศัพท์ของภาวการณ์กระดูกพรุนหรือโรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่ความหนาแน่นของมวลกระดูก (bone mineral density : BMD) ลดลงซึ่งส่งผลให้กระดูกเปราะบาง แล้วก็มีการเสี่ยงที่จะกำเนิดกระดูกหักได้ง่าย โดยใช้ความหนาแน่นของมวลกระดูก เป็นกฏเกณฑ์ในการวินิจฉัยสภาวะกระดูกพรุนที่องค์การอนามัยโลกได้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี คริสต์ศักราช1994 โดยเปรียบเทียบเทียงค่า BMD ของคนไข้กับของวัยหนุ่มวัยสาวที่มีสุขภาพดีโดยใช้ค่า T-score เป็นหลักเกณฑ์ คนที่มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation : SD) ต่ำยิ่งกว่า -2.5 วินิจฉัยว่ามีภาวการณ์กระดูกพรุน ขณะที่ค่า -1.0 ถึง -2.5 ถือว่ามีภาวการณ์กระดูกบาง (osteopenia) และก็ ค่ามากกว่า -1.0 ถือว่ากระดูกธรรมดา
โรคกระดูกพรุนเป็นโรคเรื้อรังที่พบได้มากในผู้สูงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงวัยหมดระดู (มักไม่ค่อยพบในเด็กแล้วก็คนหนุ่มสาว นอกจากในเรื่องที่มีภาวการณ์ปัจจัยเสี่ยง) โดยเพศหญิงมีโอกาสกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนมากถึงปริมาณร้อยละ 30-40 ในตอนที่ผู้ชายมีโอกาสปริมาณร้อยละ 13 โดย หญิงช่วงอายุ 10 ปีแรกข้างหลังหมดรอบเดือน กระดูกจะบางลงเร็วมาก ชี้แจงได้ว่าเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการที่ขาดฮอร์โมนเพศหญิงที่มีชื่อว่าเอสโตรเจน นอกเหนือจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนแล้ว ยังมีเหตุที่เกิดจากความเสื่อมตามวัยซึ่งพบได้ทั้งยังในผู้ชายแล้วก็หญิง  และก็เป็นโรคที่คนจำนวนมากมักมองข้ามเพราะเหตุว่าจะไม่ออกอาการจนกว่าจะเกิดภาวะแทรก(การหักของกระดูกต่างๆอย่างเช่น กระดูกข้อมือ กระดูกบั้นท้าย กระดูกสันหลัง) ทำให้คนส่วนใหญ่มิได้รับการตรวจหรือรักษา อย่างทันทีทันควันกระทั่งเป็นเหตุให้เกิดการหักของกระดูกตามอวัยวะต่างๆตามที่กล่าวมา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดูกสะโพก)
                จากการคะเนราวขององค์การอนามัยโลก คาดว่าใน ค.ศ.2050 จะมีผู้ป่วยเพราะว่ากระดูกบั้นท้ายหักมากถึง 6.25 ล้านคน ซึ่งมากขึ้นจากการแถลงการณ์ในปี คริสต์ศักราช 1990 ที่มีปริมาณคนเจ็บเพียง 1.33 ล้านคน เหตุเพราะสภาวะกระดูกพรุนมีความเกี่ยวพันกับกระดูกสันหลังสถิติดังกล่าวจึงสะท้อนถึงจำนวนคนที่มีสภาวะกระดูกพรุนที่จะมากขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มทวีปเอเชียซึ่งพบว่าในปริมาณประชากร
กระดูกบั้นท้ายหักทั้งโลกในปี คริสต์ศักราช1990 จำนวนร้อยละ 30 เป็นชาวเอเชียรวมทั้งในปี 2050 คาดว่าชาวเอเชียจะประชาชนผู้ป่วยกระดูกบั้นท้ายหักถึงร้อยละ 50 ของประชากรโลกทั้งปวง
สำหรับเมืองไทย (ข้อมูลเมื่อปี 2555) ยังไม่มีคุณวุฒิถึงสถิติโรคกระดูกพรุนเป็นรายปี แต่ว่าจากสถิติปริมาณสามัญชนคนแก่ของประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็เลยทำให้ความชุกของโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่แก่ตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปจะพบโรคกระดูกพรุนได้มากกว่า 50% โดยพบสภาวะกระดูกพรุนบริเวณสันหลังส่วนเอว 15.7-24.7% บริเวณกระดูกบั้นท้าย 9.5-19.3% อุบัติการณ์ของกระดูกบั้นท้ายหักในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปได้ปริมาณ 289 ครั้งต่อประชาชน 1 แสนรายต่อปี
ต้นเหตุของโรคกระดูกพรุน เนื่องจากว่ากระดูกประกอบด้วย โปรตีน คอลลาเจน และแคลเซียม โดยมีแคลเซียมฟอสเฟตเป็นตัวทำให้กระดูกแข็งแรง ทนต่อแรงดึงรั้ง กระดูกมีการสร้างแล้วก็สลายตัวอยู่ตลอดระยะเวลา พูดอีกนัยหนึ่ง ระหว่างที่มีการสร้างกระดูกใหม่โดยใช้แคลเซียมจากของกินที่กินเข้าไป ก็มีการสลายแคลเซียมในเนื้อกระดูกเก่าออกมาในเลือดแล้วก็ถูกขับออกมาทางฉี่รวมทั้งอุจจาระ ปกติในเด็กจะมีการสร้างกระดูกมากยิ่งกว่าการสลาย ทำให้กระดูกมีการเติบโต มวลกระดูกจะเบาๆเพิ่มขึ้นจนกระทั่งมีความหนาแน่นสูงสุด เมื่ออายุราว ๓๐-๓๕ ปี หลังจากนั้นจะเริ่มมีการสลายกระดูกมากกว่าการผลิต ทำให้กระดูกเบาๆบางตัวลงตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะ ในหญิงช่วงหลังวัยหมดประจำเดือน ซึ่งมีการน้อยลงของฮอร์โมนเอสโทรเจนอย่างเร็ว ฮอร์โมนชนิดนี้ช่วยการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายแล้วก็ชะลอการสลายของแคลเซียมในเนื้อกระดูก เมื่อพร่องฮอร์โมนประเภทนี้ก็จะทำให้กระดูกบางตัวลงอย่างรวดเร็ว จนถึงเกิดภาวะกระดูกพรุน
ส่วนกลไกการเกิดกระดูกพรุนที่แน่นอนยังไม่เคยทราบ แต่ในเบื้องต้นพบว่ามีเหตุมาจากการเสียสมดุลระหว่างเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblast) และเซลล์ซึมซับทำลายกระดูก (Osteoclast) ซึ่งการมีกระดูกที่แข็งแรงควรมีสมดุลระหว่างเซลล์ทั้งสองประเภทนี้เสมอ ซึ่งการเสียสมดุลกำเนิดได้จากหลายกรณีคือ

  • อายุ: อายุที่มากขึ้น เซลล์ต่างๆก็เลยเสื่อมลงและเซลล์สร้างกระดูก การผลิตกระดูกจึงลดลง แม้กระนั้นเซลล์ทำลายกระดูกยังปฏิบัติงานได้ตามเดิมหรืออาจทำงานมากขึ้น
  • ฮอร์โมน - การลดระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิง อย่างการเข้าสู่วัยหมดระดู ก็เป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้กระดูกพรุนและเปราะบางลง ส่วนในเพศชายจะมีการเสี่ยงกำเนิดโรคกระดูกพรุนเมื่อมีการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone) ต่ำลง
  • พันธุกรรม - ผู้ที่มีญาติสนิทสนมทางสายโลหิตที่มีประวัติมีอาการป่วยด้วยโรคกระดูกพรุน ก็มีการเสี่ยงที่จะได้รับพันธุกรรมโรคดังที่กล่าวมาแล้วไปด้วย
  • ความแปลกในการปฏิบัติงานของต่อมและอวัยวะต่างๆ- ตัวอย่างเช่น ต่อมไทรอยด์ ต่อมพาราต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต ไตและก็ตับทำงานแตกต่างจากปกติ
  • โรคและก็การเจ็บป่วย - ผู้เจ็บป่วยที่มีภาวะกระดูกพรุนอาจเป็นเพราะการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆเช่น โรคที่เกี่ยวพันกับตับ ไต กระเพาะ ไส้อักเสบ โรคทางเดินอาหาร กรดไหลย้อน โรคความไม่ปกติทางการรับประทาน โรคภูมิแพ้ตัวเอง โรคแพ้กลูเตน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคมะเร็งเม็ดเลือด โรคมะเร็งกระดูก
  • การบริโภค - รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมน้อยเกินไปต่อความปรารถนาของร่างกายสำหรับในการสร้างกระดูกแล้วก็การเจริญเติบโต กินอาหารที่ทำให้แคลเซียมเสียสมดุล อย่างอาหารพวกโปรตีนจากเนื้อสัตว์ซึ่งมีความเป็นกรดสูง น้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และก็สูบบุหรี่
  • การใช้ยา - คนที่ป่วยไข้รวมทั้งจำเป็นต้องรักษาด้วยการใช้ยาบางประเภทต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆ อย่างเช่น กลุ่มยาสเตียรอยด์ ก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนด้วยเหมือนกัน เนื่องจากตัวยาบางจำพวกจะออกฤทธิ์ไปก่อกวนขั้นตอนการสร้างกระดูก เป็นต้นว่า ยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone)
  • การใช้ชีวิตประจำวัน - การนั่งหรืออยู่ในอิริยาบถท่าใดท่าเดิมเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน หรือการขาดการออกกำลังกายอย่างเพียงพอ


อาการของโรคกระดูกพรุน โดยมากชอบไม่มีอาการแสดง กระทั่งเกิดผิดปกติของส่วนประกอบกระดูก เช่น ปวดข้อมือ บั้นท้าย หรือหลัง (เนื่องจากว่ากระดูกข้อมือ บั้นท้าย หรือสันหลังแตกหัก) ส่วนสูงลดลงจากเดิม (ด้วยเหตุว่าการหักแล้วก็ยุบตัวของกระดูกสันหลัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิด เป็นต้น) ถ้าเกิดเป็นโรคกระดูกพรุนชนิดทุติยภูมิก็อาจมีอาการแสดงของโรคที่เป็นสาเหตุ
อีกทั้งคนที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะเสี่ยงต่อการหักของกระดูกซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ทั่วไปชองภาวการณ์กระดูกพรุนโดยเฉพาะกระดูกบั้นท้าย กระดูกสันหลัง และก็กระดูกข้อมือ ซึ่งมีผลกระทบต่อการ
สูญเสียอีกทั้งเศรษฐกิจของประเทศชาติและคุณภาพชีวิตของคนป่วย และโดยส่วนมากจะมีสาเหตุจากอุบัติเหตุที่ไม่ร้ายแรงหรือมีแรงชนต่ำ ตัวอย่างเช่น กระดูกหักจากการเปลี่ยนท่ายืนหรือนั่ง, กระดูกหักขณะก้มถือของหรือชูของหนัก, กระดูกซี่โครงหักแค่เพียงไอหรือจาม, กระดูกข้อมือหักจากการใช้มือจนถึงตัวเอาไว้จากการลื่นหรือหกล้ม, กระดูกบั้นท้ายหักจากก้นชนกับพื้น ฯลฯ
แนวทางการรักษาของโรคกระดูกพรุน เนื่องมาจากภาวการณ์กระดูกพรุนโดยมากไม่ปรากฏอาการแสดงที่ไม่ปกติจนกว่าจะมีการหักของกระดูก รวมทั้งมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆอย่างเช่น อาการปวดเกิดขึ้น การตรวจรวมทั้งวินิจฉัยการสูญเสียมวลกระดูกให้ได้ก่อนจะเกิดการหักของกระดูกจึงเป็นประเด็นสำคัญ โดยแพทย์จะวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน จากประวัติอาการ เรื่องราวเจ็บป่วยต่างๆประวัติการออกกำ ลังกาย อายุ การตรวจร่างกาย และก็จะทำวินิจฉัยด้วยการเอกซเรย์กระดูก ตรวจความหนาแน่นของกระดูก (bone mineral density)  แล้วนำค่าที่ได้ไปเปรียบเทียบกับค่าธรรมดาในเพศและอายุช่วงเดียวกัน ถ้าหากกระดูกมีค่ามวลกระดูกน้อยกว่า 1.00 gm/cm2 จะมีโอกาสกระดูกหักได้ง่าย ซึ่งการแบ่งกระดูกตามค่ามวลกระดูกจะแบ่งได้ 4 จำพวก ดังนี้

  • กระดูกปกติ (Normal bone) คือ กระดูกมีค่ามวลกระดูกอยู่ในตอน 1 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานจากค่าเฉลี่ย (-1 SD)
  • กระดูกบาง (Osteopenia)เป็นกระดูกมีค่ามวลกระดูกอยู่ระหว่างตอน -2.5 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย (-1 ถึง -2.5 SD )
  • กระดูกพรุน (Osteoporosis)เป็นกระดูกที่มีค่ามวลกระดูกอยู่ต่ำยิ่งกว่าค่าเฉลี่ยเกินกว่า 2.5 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (ต่ำกว่า -2.5 SD)
  • กระดูกพรุนอย่างหนัก (Severe or Established osteoporosis) คือ กระดูกที่มีค่ามวลกระดูกอยู่ต่ำกว่าค่าถัวเฉลี่ยมากกว่า 2.5 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานร่วมกับการมีกระดูกหัก


การตรวจด้วย dual-energy x-ray absorptiometry (DEXA) ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีการตรวจที่เป็นมาตรฐาน (gold standard) มีความถูกต้องแน่ใจแม่นยำที่สุดสำหรับการตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกแม้ว่าจะสูญเสียมวลกระดูกไปเพียงแค่จำนวนร้อยละ  1 ก็ตาม วิธีการรักษาโรคกระดูกพรุนเป็น เพิ่มแนวทางการทำงานของเซลล์สร้างกระดูกแล้วก็หยุดหรือลดหลักการทำงานของเซลล์ทำลายกระดูก
โดยแพทย์จะมีแนวทางการรักษาคนที่มีภาวะกระดุพรุน ดังต่อไปนี้

  • สำหรับคนเจ็บที่มีกระดูกพรุน โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน แพทย์จะให้รับประทานแคลเซียม อย่างเช่น แคลเซียมคาร์บอเนต ครั้งละ ๖๐๐-๑,๒๕๐ มิลลิกรัม วันละ ๒ ครั้ง แล้วก็อาจให้วิตามินดีวันละ ๔๐๐-๘๐๐ มก. ร่วมด้วยในรายที่อยู่แต่ในร่ม (ไม่ได้รับแสงแดด) ตลอดระยะเวลา
  • สำหรับหญิงหลังวัยหมดระดู หมอบางทีอาจพิเคราะห์ให้ฮอร์โมนเอสโทรเจนตอบแทน อาทิเช่น conjugated equine estrogen (ชื่อเชิงพาณิชย์ อย่างเช่น Premalin) ๐.๓-๐.๖๒๕ มิลลิกรัม หรือ micronized estradiol ๐.๕-๑ มก. วันละครั้ง ในรายที่มีข้อกำหนดใช้หรือส่งผลข้างๆมาก อาจให้ราล็อกสิฟิน (raloxifene) แทนในขนาดวันละ ๖๐-๑๒๐ มก. ยานี้ออกฤทธิ์เหมือนเอสโทรเจน แต่มีผลข้างๆน้อยกว่า
  • สำหรับเพศชายเฒ่าที่มีภาวะฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนร่วมด้วย อาจจำต้องให้ฮอร์โมนชนิดนี้เสริม
นอกนั้น บางทีอาจพินิจพิเคราะห์ให้ยากระตุ้นการดูดซึมแคลเซียม และก็/หรือยาลดการสลายกระดูกเพิ่มแก่คนป่วยบางราย อย่างเช่น

  • ยากลุ่มบิสฟอสโฟเนต (bisphosphonate) ที่นิยมใช้ได้แก่ อะเลนโดรเนต (alendronate) ๑๐ มก. ให้กินวันละ ๑ ครั้ง หรือ ๗๐ มก. สัปดาห์ละ ๑ ครั้ง ยานี้ช่วยลดการสลายกระดูก แล้วก็เพิ่มความหนาแน่นของกระดูก คุ้มครองปกป้องการแตกหักของกระดูกสันหลังแล้วก็สะโพก เหมาะสำหรับคนไข้ชาย คนป่วยหญิงที่มิได้รับฮอร์โมนตอบแทน และใช้ป้องกันภาวการณ์กระดูกพรุนในคนที่ต้องกินยาสตีรอยด์นานๆ
  • แคลสิโทนิน (calcitonin) มีอีกทั้งจำพวกพ่นจมูกแล้วก็ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ยานี้ช่วยลดการสลายกระดูก รวมทั้งมีประโยชน์สำหรับในการใช้ลดลักษณะของการปวด เนื่องจากว่าการแตกหักและก็ยุบตัวของกระดูกสันหลังอีกด้วย


คนป่วยต้องใช้ยาเป็นประจำ แพทย์จะนัดมาตรวจเป็นระยะ อาจจะต้องทำตรวจกรองมะเร็งเต้านมและปากมดลูก (สำหรับผู้ที่รับประทานเอสโทรเจน) ปีละ ๑ ครั้ง ตรวจความหนาแน่นของกระดูกทุก ๒-๓ ปี เอกซเรย์ในรายที่สงสัยมีกระดูกหัก เป็นต้น
ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อน ดังเช่น กระดูกหัก ก็ให้การรักษา อย่างเช่น การเข้าเฝือก การผ่าตัด การทำกายภาพบำบัด เป็นต้น
ในรายที่มีโรคหรือภาวการณ์ที่เป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุนชนิดทุติยภูมิ ก็ให้การรักษาไปพร้อมๆกัน
ปัจจัยเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุน สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนนั้น สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงอยู่ 2 ประเภทเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ รวมทั้ง ปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ (ตารางที่ 1) ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายปัจจัยก็จะได้โอกาสสูงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน แล้วก็จะได้โอกาสสูงที่จะกำเนิดกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของการเกิดภาวการณ์กระดูกพรุน
สาเหตุที่ปรับแก้มิได้            ปัจจัยที่ปรับปรุงแก้ไขได้

  • อายุ(ผู้สูงวัย 65 ปีขึ้นไป)
  • เพศ (หญิง)
  • เชื้อชาติ (ชาวผิวขาวหรือชาวเอเชีย)
  • พันธุกรรม (ประวัติความเป็นมาคนในครอบคัวโดยยิ่งไปกว่านั้นคุณแม่)
  • รูปร่างเล็ก ผอมบาง บาง
  • หมดระดู ก่อนอายุ 45
  • มีพยาธิสภาพที่จำเป็นต้องผ่าตัดเอารับไขทั้งยัง 2 ข้างออกก่อนหมดระดู
  • เคยกระดูกหักจากสภาวะกระดูกบอบบาง •             ขาดฮอร์โมนเพศ : estrogen
  • หมดเมนส์
  • รับประทานแคลเซียมน้อย บริโภคเกลือสมุทรและเนื้อสัตว์สูง
  • ดูดบุหรี่ กินเหล้า ดื่มกาแฟ
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • ได้รับยาบางชนิด ดังเช่น glucocorticosteroids รวมทั้ง thyroid hormone ฯลฯ
  • เป็นโรคบางชนิด อาทิเช่น chronic illness, kidney disease , hyperthyroidism , แล้วก็ Cushing’s syndrome ฯลฯ
  • มี BMI (ดัชนีมวลกาย)ต่ำกว่า 19 กิโล/ตารางเมตร


การติดต่อของโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่ร่างกายมีภาวการณ์ที่ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดต่ำกว่าค่ามาตรฐาน ซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากกลไกการย่อยสลายของเซลล์สร้างกระดูก ส่งผลให้ความสมดุลของเซลล์สร้างกระดูกแล้วก็เซลล์ซับทำลายกระดูกสูญเสียไป ซึ่งมีล้นหลามหลายสาเหตุ แต่ว่าโรคกระดูกพรุนนี้ไม่ใช่โรคติดต่อเพราะว่าไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคกระดูกพรุน

  • รับประทานวิตามินเกลือแร่เสริมอาหาร หรือยาต่างๆตามแพทย์แนะนำ
  • การกินของกินเป็นประโยชน์ 5 กลุ่มครบสมบูรณ์ทุกเมื่อเชื่อวันในจำนวนเหมาะสมที่
  • ออกกำลังกายเป็นประจำพอควรกับสุขภาพ
  • เลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่หลบหลีกได้
  • ไปพบแพทย์ตามที่แพทย์นัดหมายบ่อยๆ
  • หมั่นดูแลความมีระเบียบเรียบร้อยในบ้าน รวมถึงไม่วางของขวางตามทางเดินที่อาจจะทำให้ลื่นล้มหรือมีการชนจนกระทั่งทำให้กระดูกหักได้
การปกป้องคุ้มครองตัวเองจากโรคกระดูกพรุน

  • คนที่อยู่ในกรุ๊ปเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนดังที่กล่าวมา ควรปรึกษาหมอเพื่อตรวจกรองโรคกระดูกพรุน ได้แก่ หญิงวัยหมดระดู, ผู้สูงอายุ, คนที่ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานานๆ, ผู้ที่มีโรคที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน เป็นต้น
  • รับประทานแคลเซียมให้พอเพียงทุกๆวันให้พอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย(ดังตารางดังกล่าวมาแล้วข้างต้น)


อายุจำนวนแคลเซียมที่ต้องการ (mg/day)
แรกเกิด – 6 เดือน
6 เดือน – 1 ปี
1 ปี – 5 ปี
6 ปี – 10 ปี
11 ปี – 24 ปี
เพศชาย
25 ปี – 65 ปี
มากยิ่งกว่า 65 ปี
ผู้หญิง
25 ปี – 50 ปี
มากกว่า 50 ปี (ข้างหลังวัยหมดระดู)
 
อายุ        400
600
800
800-1200
1200-1500
1000
1500 
1000
 
 
ปริมาณแคลเซียมที่อยากได้ (mg/day)
  -ได้รับการดูแลรักษาด้วย estrogen
  - มิได้รับการดูแลและรักษาด้วย estrogen
อายุมากกว่า 65 ปี
ระหว่ามีครรภ์ หรือให้นมลูก            1000
1500
1500
1200-1500
โดยอาหารที่มีแคลเซียมสูง ดังเช่นว่า นม เนยแข็ง ปลาที่กินได้อีกทั้งกระดูก (ยกตัวอย่างเช่น ปลาไส้ตัน) กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง ถั่วแดง ผักสีเขียวเข้ม (เช่น คะน้า ใบชะพู) งาดำคั่ว
หนทางปฏิบัติ สำหรับเด็กและวัยรุ่นควรดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว คนแก่และคนชราดื่มนมวันละ 1-2 แก้วเสมอๆ จะทำให้ได้รับแคลเซียมร้อยละ 50 ของปริมาณที่อยาก ส่วนแคลเซียมที่ยังขาดให้รับประทานจากอาหารแหล่งอื่นๆประกอบ
ผู้ใหญ่บางบุคคลที่มีความจำกัดสำหรับเพื่อการดื่มนม (เป็นต้นว่า มีสภาวะไขมันในเลือดสูง อ้วน เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด) ให้เลือกกินเนยแข็ง นมเปรี้ยว นมพร่องมันเนย แทน หรือบริโภคของกินที่มีแคลเซียมสูงในแต่ละมื้อให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

  • ออกกำลังกายบ่อยๆ โดยเฉพาะการออกกำลังที่มีการถ่วงหรือต่อต้านน้ำหนัก (weight bearing) ดังเช่น การเดิน การวิ่ง เต้นแอโรบิก กระโจนเชือก รำมวยจีน เต้นรำ ฯลฯ ร่วมกับการกีฬายกน้ำหนัก จะช่วยทำให้มีมวลกระดูกเยอะขึ้นเรื่อยๆ และกระดูกมีความแข็งแรง ทั้งแขน ขา และกระดูกสันหลัง
  • รักษาน้ำหนักตัวอย่าให้ต่ำกว่ามาตรฐาน (ผอมบางเกินความจำเป็น) เพราะว่าคนผอมจะมีมวลกระดูกน้อย เสี่ยงต่อกระดูกพรุนได้
  • รับแสงแดด ช่วยทำให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งเป็นฮอร็ความนิ่งกระตุ้นการสร้างกระดูก ในบ้านพวกเราคนส่วนใหญ่จะได้รับแสงแดดพอเพียงอยู่แล้ว นอกเหนือจากในรายที่อยู่แต่ในบ้านตลอดระยะเวลา ก็ควรออกไปรับแสงอาทิตย์อ่อนๆรุ่งแจ้งหรือยามเย็น วันละ 10-15 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน ถ้าหากอยู่แม้กระนั้นในที่ร่ม ไม่ถูกแสงแดด บางทีอาจจำเป็นต้องกินวิตามินดีเสริมวันละ 400-800 มก.
  • หลีกเลี่ยงการกระทำที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน ดังเช่นว่า
  • อดอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากจนเกินความจำเป็น เพราะว่าของกินพวกนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกทางฉี่มากเกินปกติ
  • ไม่กินอาหารเค็มจัดหรือของกินที่มีโซเดียมสูง เนื่องจากเกลือโซเดียมจะมีผลให้ลำไส้ซึมซับแคลเซียมได้ลดน้อยลง แล้วก็เพิ่มการขับแคลเซียมทางไตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • ไม่กินน้ำอัดลมจำนวนมาก เพราะว่ากรดฟอสฟอริกในน้ำอัดลมนำมาซึ่งการสลายแคลเซียมออกจากกระดูกมากขึ้นเรื่อยๆ
  • หลบหลีกการดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ ช็อกโกแลต ในปริมาณมาก เพราะแอลกอฮอล์รวมทั้งกาเฟอีนในเครื่องดื่มเหล่านี้จะกีดกั้นการดูดซึมแคลเซียมของลำไส้เล็ก (กาแฟไม่สมควรดื่มเกินวันละ ๓ แก้ว แอลกอฮอล์ไม่เกินวันละ ๒ หน่วยดื่ม ซึ่งเทียบเท่าแอลกอฮอล์สุทธิ ๓๐ มล.)
  • งดการสูบบุหรี่ ด้วยเหตุว่ายาสูบทำให้มีการเกิดการสลายแคลเซียมออกมาจากกระดูกเยอะขึ้น (เพราะเหตุว่าลดระดับเอสโทรเจนในเลือด)
  • ระวังการใช้ยาบางประเภท เป็นต้นว่า ยาสตีรอยด์ ซึ่งจะเร่งการขับแคลเซียมออกมาจากร่างกาย
  • รักษาโรคหรือภาวการณ์ที่ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน ยกตัวอย่างเช่น ต่อมไทรอยด์ดำเนินการเกิน โรคลุกชชิง
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง / รักษาโรคกระดูกพรุน
เพชรสังฆาต ชื่อวิทยาศาสตร์ Cissus guadrangu laris L. วงศ์ Vitaceae "เพชรสังฆาต" เป็นสมุนไพรที่ใช้บำรุงกระดูกมาตั้งแต่โบราณกาล ในพระคัมภีร์สรรพลักษณะ เอ๋ยถึงคุณประโยชน์ของ "เพชรสังฆาต" ไว้ว่า "เพชรสังฆาต แก้จุกเสียด แก้บิด แก้ปวดในข้อในกระดูก ชอบแก้ลมทั้งมวลแล" ในแบบเรียนแพทย์แผนโบราณทั่วๆไป สาขาเภสัชกรรม ของกองประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า "เพชรสังฆาต" มีคุณประโยชน์ แก้กระดูกแตก หัก ซ้น ขับลมในไส้ แก้ริดสีดวงทวารหนัก ส่วนแพทย์พื้นบ้านนั้นใช้เถาตำละเอียดเป็นยาพอกบริเวณกระดูกหักช่วยลดอาการบวม อักเสบได้
ตอนนี้ได้มีงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่า "เพชรสังฆาต" มีวิตามินซีสูงมากซึ่งยืนยันคุณประโยชน์รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน อุดมด้วยแคโรทีนซึ่งเป็นสารเริ่มของวิตามินเอ มีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ ที่สำคัญมีองค์ประกอบของแคลเซียมสูงมาก และก็สารอท้องนาโบลิก สเตียรอยด์ (Anabolic  Steroids) มีฤทธิ์รีบปฏิกิริยาการสมานกระดูกที่แตกหักโดยกระตุ้นการผลิตเซลล์ออสเตโอบลาสต์ (Osteoblast) ซึ่งทำหน้าที่สร้างกระดูกและก็ยังช่วยทำให้มีการสร้างสารมิววัวโพลีแซกคาไรด์ (Mucopolysaccharides) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในกรรมวิธีสมานกระดูก นอกนั้นสารคอลลาเจน (Collagen) ในเพชรสังฆาตยังเป็นสารอินทรีย์โปรตีนที่มาจับกุมตัวกับผลึกแคลเซียมฟอสเฟตจนแปลงเป็นกระดูกแข็งที่สามารถรับน้ำหนักและมีความยืดหยุ่นในตนเอง
ผลของการทดสอบการใช้เถาเพชรสังฆาตในสตรีวัยทองซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภาวะกระดูกพรุน พบว่าช่วยเพิ่มมวลกระดูกรวมทั้งรักษากระดูกแตก กระดูกหักได้
ฝอยทองคำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cuscuta chinensis Lam. สกุล Convlvulaceae ในประเทศจีนและก็บางประเทศในแถบทวีปเอเชีย ได้มีการใช้เมล็ดฝอยทองคำสำหรับในการรักษาโรคกระดูกพรุน จากการวิเคราะห์ทางเคมีพบว่า สารประกอบที่แยกได้จากสารสกัดเอทานอลเป็นสารในกรุ๊ป astragalin, flavonoids, quercetin, hyperoside isorhamnetin และก็ kaempferol เมื่อนำมาทดลองฤทธิ์พบว่าสาร kaempferol รวมทั้ง hyperoside สามารถเพิ่มฤทธิ์ของ alkaline phosphatase (ALP) ในเซลล์ osteoblast-like UMR-106 โดยที่ ALP เป็นตัวชี้ในการเพิ่มการสร้างเซลล์กระดูกของเซลล์ขึ้นต้น และก็สาร astragalin ยังกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ UMR-106
ด้วย ส่วนสารอื่นๆไม่พบว่ามีฤทธิ์ดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ยิ่งกว่านั้นยังพบว่าสารที่แยกได้มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยสาร quercetin, kaempferol แล้วก็ isorhamnetin ออกฤทธิ์กระตุ้น ERβ (estrogen receptor agonist) แม้กระนั้นเมื่อเทียบกันในแง่ของการกระตุ้น ER จะมีเพียงแต่สาร quercetin และ kaempferol ที่ออกฤทธิ์แรงสำหรับเพื่อการยับยั้งตัวรับ estrogen ประเภท ERα/β โดยที่กลไกดังกล่าวคาดว่าจะเทียบกับยา raloxifene ที่ออกฤทธิ์กระตุ้น ER ที่บริเวณกระดูก ไขมัน หัวใจและเส้นโลหิต แต่ว่าออกฤทธิ์ยั้ง ER ที่บริเวณเต้านมรวมทั้งมดลูก
ยิ่งไปกว่านี้สาร quercetin และ kaempferol ยังกระตุ้นการแสดงออกของ ERα/β-mediated AP-1 reporter (activator protein) ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตกระดูก เหมือนกับยา raloxifene จากการทดลองทั้งผองทำให้สรุปได้ว่าเม็ดฝอยทองมีประสิทธิภาพสำหรับเพื่อการรักษาโรคกระดูกพรุน และสารสำคัญที่มีฤทธิ์สำหรับการสร้างเซลล์กระดูกเป็น kaempferol และ hyperoside
เอกสารอ้างอิง

  • สุภาพ อารีเอื้อ,สินจง โปธิบาล .ภาวะกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ : ทำไมต้องรอจนกระดูกหัก? .รามาธิบดีพยาบาลสาร.ปีที่7.ฉบับที่3.กันยายน-ธันวาคม.2544 หน้า 208-218
  • Liscum B. Osteoprosis : The silent disease. Orthopaedic Nursing 1992; 11:21-5.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • Gaisworthy TD & Wilson PL. Osteoporosis it steais more than bone, AJN 1996;96: 27-33.
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.โรคกระดูกพรุน.นิต

8

หญ้าหวาน
ชื่อสมุนไพร หญ้าหวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์   Stevia rebaudiana Bertoni
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Eupatorium rebaudianum Bertoni, Stevia rebaudiana (Bertoni) Hemsl.)
ชื่อสามัญ  Stevia
สกุล    Asteraceae
บ้านเกิด  หญ้าหวาน เป็นพืชที่มนุษย์รู้จักมาเป็นเวลายาวนานกว่า 1,500 ปี ชนพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้เป็นผู้ค้นพบรวมทั้งนำมาใช้เป็นครั้งแรก มนุษย์ได้นำสารสกัดของหญ้าหวานมาเป็นส่วนประกอบในชาที่ชงดื่มรวมทั้งยาสมุนไพรโบราณ โดยเฉพาะในประเทศปารากวัย รวมทั้งบราซิล ซึ่งชื่อเดิมของหญ้าหวานที่ชนท้องที่ปารากวัยเรียก คือ kar-he-e หรือภาษาสเปน เรียกว่า yerba ducle แสดงว่า สมุนไพรหวาน เป็นสมุนไพรที่ชาวพื้นเมืองของขว้างรากวัย และบราซิล ใช้ผสมในของกิน หรือเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความหวาน แล้วก็ใช้ชงเป็นชาดื่ม ที่เรียกว่า “ มะเตะ” มานานมากกว่า 400 ปีแล้วส่วนในแถบทวีปเอเชียพบว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆที่มีการใช้สารสกัดจากต้นหญ้าหวานอย่างมากมาย โดยนำไปเป็นส่วนประกอบของของกินและเครื่องดื่มต่างๆ  เช่น ผักดอง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เนื้อปลาบด เป็นต้น
สำหรับในประเทศไทยหญ้าหวานเริ่มเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อปี พุทธศักราช 2518 โดยเป็นการนำมาทดลองปลูก ในภาคเหนือ โดยยิ่งไปกว่านั้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และเชียงราย ในตอนนี้อย.ได้อนุญาตให้มีการใช้สารสตีวิโอไซด์เพื่อการบริโภค หญ้าหวานก็เลยจัดอยู่ในพืชสมุนไพรอีกประเภทหนึ่ง
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชล้มลุกอายุนับเป็นเวลาหลายปี ลำต้นแตกกิ่งสาขาตั้งแต่ระดับโคนต้น ทำให้มองดูเป็นทรงพุ่มไม้เตี้ย สูงราว 30-90 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรง มีลักษณะทรงกลม เปลือกลำต้นบาง สีเขียวอ่อน ห่อชิดกับแกนลำต้น แกนเนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน เปราะหักง่าย
  • ใบ ต้นหญ้าหวานเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบออกเดี่ยวๆเรียงตรงกันข้ามกันเป็นคู่ตามลำต้น รวมทั้งกิ่ง รวมทั้งเหนือซอกใบจะแตกยอดสั้นๆทั้งสองข้าง แต่ละใบมีรูปหอกกลับ กว้างราวๆ 1-1.5 ซม. ยาว


ประมาณ 3-4 ซม. แผ่นใบเรียบ สีเขียวสด ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อย รวมทั้งโค้งเข้ากึ่งกลางแผ่นใบ เมื่อบดหรือต้มน้ำดื่มจะมีรสหวานจัด

  • ดอก ต้นหญ้าหวานมีดอกเป็นช่อที่ปลายยอด มีก้านดอกสั้น กลีบดอกไม้มีปริมาณ 5 กลีบ รูปหอกหรือรูปไข่ แผ่นกลีบมีสีขาว ด้านในมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอมน้ำตาล แล้วก็เกสรตัวเมีย 1 อัน ที่มีก้านเกสรสีขาวยาวยื่นออกมาจากกลางดอก เหมือนหนวดปลาดุก ดังนี้ ต้นหญ้าหวานจะมีดอกทั้งปี ในช่วงฤดูฝนจะออกดอกสีม่วง ส่วนฤดูอื่นๆออกดอกสีขาว
  • ผล ผล ได้ผลแห้งขนาดเล็ก ไม่ปริแตก ภายในมีเม็ดโดดเดี่ยวเยอะๆ เม็ดสีดำ มีขนปุยนุ่นปกคลุม


การขยายพันธุ์  หญ้าหวาน เป็นพืชที่ชอบอากาศที่ออกจะเย็น ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิราวๆ 20-26 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุยหรือดินร่วนซุยผสมทรายที่ระบายน้ำได้ดิบได้ดี และก็พืชประเภทนี้จะเจริญวัยได้เป็นอย่างดีเมื่อเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 600-700 เมตร
                โดยเหตุนี้ก็เลยมีการนำเข้ามาทดสอบปลูกไว้ในเมืองไทยเมื่อปี พุทธศักราช2518 ที่แถบภาคเหนือ ในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน จังหวัดพะเยา ซึ่งปรากฏว่าให้ผลผลิตเป็นที่ถูกใจ ก็เลยมีการผลักดันให้มีการปลูกมาจนกระทั่งตอนนี้
ต้นหญ้าหวานขยายพันธุ์ได้ 2 แนวทาง คือ

  • การเพาะกล้าจากเม็ด มีข้อดีเป็นทำได้เร็วทันใจ ลำต้นแตกกิ่งมากมาย ได้ผลผลิตสูง แล้วก็นานหลายฤดู รวมทั้งทนต่อโรค แล้วก็แมลงก้าวหน้า แต่มีข้อเสียหมายถึงมีค่าเมล็ดพันธุ์สูง และก็มีความเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์สูง อาจมีผลทำให้จำนวนสารให้ความหวานน้อยลงหรือได้ผลผลิตใบต่ำลง
  • การปักชำกิ่ง มีข้อดี คือ ประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์ ไม่เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ แต่มีข้อเสียหมายถึงใช้เวลานาน มีต้นทุนการปักชำ ลำต้นแตกกิ่งน้อย มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ผลิตผลให้ต่ำยิ่งกว่ากล้าจากเมล็ด รวมทั้ง ลำต้นอ่อนแอ ไม่ทนต่อโรค และแมลง


ในการเก็บเกี่ยว  การเก็บใบต้นหญ้าหวานจะเริ่มเก็บหนแรกได้ 25-30 วัน หลังปลูก ถ้าเกิดต้นสมบูรณ์เพียงพอ จะเก็บได้ต่อเนื่องเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี จะเก็บได้โดยประมาณ 10-12 ครั้ง แต่ละครั้งเก็บใบสดได้โดยประมาณ 40-60 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งให้ผลผลิตใบสูงสุดในช่วงฤดูฝน แล้วก็ได้ผลผลิตต่ำในฤดูหนาว และก็ฤดูแล้ง ทั้งนี้ ต้นหญ้าหวาน 1 รุ่นจะแก่เก็บเกี่ยวไดนานถึง 3 ปี
สำหรับต้นหญ้าหวานสดที่เก็บเกี่ยวได้ ต้องล้างชำระล้าง และก็ผึ่งแดดให้แห้งก่อนส่งโรงงาน แบ่งออกเป็น 2 เกรด คือ เกรด Aและเกรด B หากภาวะใบไม่สมบูรณ์ ใบมีสีเหลืองหรือซีดเผือด จะถูกคัดเป็นเกรด B แม้กระนั้นเกรดของใบไม่มีผลทำให้ความหวานแตกต่างกัน
หญ้าหวานแห้ง เกรด B จะเจอราวๆ 1 ใน 3 ของปริมาณหญ้าหวานแห้งทั้งปวง ต้นหญ้าหวานแห้งเกรด A บางทีอาจขายเป็นใบชา ในราคา 200-500 บาท/กิโล ส่วนเกรด B จะถูกขายในราคาราวๆ 150 บาท/กิโลกรัม รวมทั้งใช้บดเป็นผงหญ้าหวานแห้ง ที่ขายในกิโลกรัมละ 500 บาท 5 ส่วนราคารับซื้อต้นหญ้าหวานแห้งหน้าโรงงาน อาจมีราคาในช่วงเดียวกันหรือสูงกว่า (ข้อมูล ราคาปี 2555)
องค์ประกอบทางเคมี  ใบหญ้าหวานแห้ง สกัดด้วยน้ำได้สารหวานราวๆจำนวนร้อยละหนึ่ง ซึ่งสารหวานเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า สตีวิโอไซด์ (Stevioside) ซึ่งมีความหวานมากยิ่งกว่าน้ำตาล 150 - 300 เท่า มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน แล้วก็ทนความร้อนได้ถึง 200 องศาเซลเซียส จึงไม่เสื่อมสภาพหรือเปลี่ยนสภาพจากความร้อนในการทำอาหาร ใช้ในปริมาณน้อย ไม่มีพิษรวมทั้งไม่มีอันตรายสำหรับการบริโภคซึ่งนักวิทยาศาสตร์ศึกษาค้นพบว่าสารสกัดจากหญ้าหวานประกอบไปด้วยกรุ๊ปสารที่มีชื่อเรียกว่า ไกลโคไซด์ (Glycoside) และ อะไกลโคน (Aglycone) สารไกลโคไซด์จะประกอบไปด้วยโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ส่วนสารอะไกลโคนจะประกอบไปด้วยน้ำตาลที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้นหรือบางทีอาจเรียกรวมๆว่า โพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharides) ซึ่งกลุ่มน้ำตาลพวกนี้นี่เองที่ทำให้สารสกัดของต้นหญ้าหวานมีรสหวาน
โดยสารสำคัญต่างๆที่เจอในหญ้าหวานมีหลายแบบ เช่น
– Stevioside พบได้ทั่วไปที่สุด 2.0-7.7%
– Rebaudioside A ถึง F เจอลำดับรองลงมา ราว 0.8-2.9%
– Steviol
– Steviolbioside
– Dulcoside A
สารสติวิออลไกลโคไซด์ (รูปที่ 1) มีลักษณะเป็นผุยผงสีขาวถึงสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่น มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน รวมทั้งทนความร้อน
คุณสมบัติด้านกายภาพ แล้วก็เคมีของ stevioside
– สูตรทางเคมี : C35H60O18
– น้ำหนักโมเลกุล : 804.9
– จุดหลอมเหลว : 198 °C
รูปที่   2    Stevioside
ที่มา : อ้างถึงใน ศิวาพร (2546) รวมทั้งสาโรจน์ (2547)
คุณประโยชน์/สรรพคุณ 
สารสกัดที่ได้จากต้นหญ้าหวานชื่อว่า สตีวิโอไซด์ (stevioside) เป็นสารที่ให้ความหวานมากกว่า 200-300 เท่าของน้ำตาลแต่ว่าไม่ก่อเกิดพลังงาน (แคลลอปรี่) ภายในร่างกายแต่อย่างใด ด้วยความพิเศษของต้นหญ้าหวานนี้  จึงมีคุณประโยชน์รวมทั้งคุณประโยชน์ต่างๆมาก อาทิเช่น
ลดระดับน้ำตาลในเลือด คนไข้เบาหวานนั้นเสี่ยงมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ง่าย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดเซลล์ที่ผลิตอินซูลินหรือเกิดภาวะดื้ออินซูลิน นอกจากนั้น ยังมีเหตุอื่นที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ ดังเช่นว่า มิได้รับอินซูลินหรือยารักษาโรคเบาหวาน รับประทานคาร์โบไฮเดรตมากจนเกินไป เกิดความตึงเครียด ได้รับบาดเจ็บ เข้ารับการผ่าตัด หรือติดเชื้อ ซึ่งคุณประโยชน์อีกประการหนึ่งของหญ้าหวานที่บางทีอาจมีคุณประโยชน์ต่อคนเจ็บโรคเบาหวานก็คือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยปรากฏงานศึกษาเรียนรู้วิจัยที่ศึกษาประเด็นนี้มาก งานค้นคว้าหนึ่งได้ให้ผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 รับประทานสารสกัดต้นหญ้าหวาน 1 กรัม พร้อมเข้ารับการตรวจเลือดหลังผ่านไป 4 ชั่วโมง พบว่าคนป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลง สอดคล้องกับการวิจัยอีกชิ้นที่พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคนเจ็บโรคเบาหวานประเภทที่ 2 น้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังภายหลังจากกินแป้งที่ทำจากหญ้าหวาน
ยิ่งกว่านั้น การรับประทานต้นหญ้าหวานอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดของคนที่มีสุขภาพปกติด้วยเหมือนกัน งานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยหนึ่งได้สุ่มให้ผู้เข้าร่วมทดสอบกินซูโครส แอสปาแตม แล้วก็หญ้าหวานก่อนที่จะกินอาหารมื้อกลางวันแล้วก็มื้อเย็น ตรงเวลา 3 วัน ผลการศึกษาเรียนรู้พบว่าผู้ที่รับประทานหญ้าหวานหรูหราน้ำตาลในเลือดและก็อินซูลินหลังรับประทานอาหารน้อยลงมากกว่าคนที่รับประทานซูโครสและก็แอสปาแตมอย่างเป็นจริงเป็นจัง นอกนั้น กรุ๊ปที่รับประทานต้นหญ้าหวานแล้วก็แอสปาแตมก่อนมื้อของกินยังรู้สึกอิ่มและไม่รับประทานอาหารอื่นเพิ่มเติมจากมื้อหลัก เหมือนกับงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยอีกชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการกินสารสกัดจากใบต้นหญ้าหวานช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เข้าร่วมการทดสอบที่ไม่ได้มีอาการป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือมีภาวการณ์น้ำตาลในเลือดสูงได้
ทั้งยังมีคุณลักษณะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในปากหลายประเภท ก็เลยไม่ทำให้อาหารหรือเครื่องดื่มที่เก็บไว้นานเกิดการบูดเน่า ไม่ทำให้ฟันผุหรือเหงือกบวมอักเสบได้ง่าย จึงมีการใช้ ผสมในอาหาร และเครื่องดื่ม รวมถึงผสมในยาสีฟันหรือยาบ้วนปาก เพื่อแต่งรส และช่วยป้องกันโรคฟันผุ
อนึ่งฤทธิ์สำหรับการมีรสหวานของสารสตีวิโอไซด์จะต่างจากน้ำตาลซะทีเดียว เหตุเพราะสารสตีวิโอไซด์จะออกรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายเล็กน้อย จะเลือนลางจางหายไปช้ากว่าน้ำตาลทราย นอกจากนี้สารดังที่กล่าวถึงมาแล้วยังเป็นสารที่ไร้ค่าทางอาหารอะไร เพราะว่ามีแคลอรีต่ำมากมายไหมมีเลย และจะไม่ถูกย่อยให้กำเนิดเป็นพลังงานกับร่างกาย แต่จากข้อด้อยนี้นี่เองก็ถือเป็นคุณลักษณะเด่นที่เหมาะเป็นอย่างมากสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิต โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน และก็โรคหัวใจ
ในปัจจุบันมีการอนุญาตให้ใช้สารสกัดจากต้นหญ้าหวานเป็นสารทดแทนน้ำตาลในประเทศต่างๆไม่น้อยกว่า 30 ประเทศ อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น จีน เกาหลี แคนที่นาดา ออสเตเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมทั้งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นองค์การของกินรวมทั้งยาของสหรัฐฯและกลุ่มประเทศในยุโรปอนุญาตให้มีการใช้สารหวานจากต้นหญ้าหวานเป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่ม ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2551 แล้วก็ พ.ศ. 2554 เป็นลำดับ ประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ประกาศอนุญาตให้มีการผลิต และก็ต้นหญ้าหวานในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 262) พ.ศ. 2545 เรื่อง สตีวิโอไซด์และก็ของกินที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์) และประกาศให้สารสกัดสติวิออลไกลโคไซด์เป็นวัตถุเจือปนอาหาร ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2556 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360) พุทธศักราช 2556 เรื่อง สตีวิออลไกลโคไซด์) โดยอ้างอิงข้อมูลของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญกล่าวถึงวัตถุเจือปนอาหารขององค์การอาหารและเกษตร รวมทั้งองค์การอนามัยโลก แห่งองค์การสหประชาชาติ (The Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives, JECFA) ซึ่งได้ประเมินรวมทั้งกำหนดค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake, ADI) แล้ว
รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้  จากผลการวิจัยของทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สรุปว่า สารสกัดจากต้นหญ้าหวานมีความปลอดภัยในทุกๆกรณี โดยค่าสูงสุดที่กินได้โดยสวัสดิภาพเป็น 7,938 มก./กิโลกรัม(น้ำหนักตัว)/วัน ซึ่งสูงมากถ้าเทียบกับการผสมในเครื่องดื่มหรือกาแฟถึง 73 ถ้วยต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะว่าคนส่วนใหญ่กินกันราว 2-3 ก็นับว่ามากมายเพียงพอต่อวันแล้ว ซึ่งการใช้หญ้าหวานโดยสวัสดิภาพเป็นราว 1-2 ใบต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วย นับว่าเป็นจำนวนที่สมควรและไม่หวานมากจนเกินไป  แต่ว่าคณะกรรมการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญของของกินรวมทั้งเกษตรแห่งยูเอ็น องค์การอนามัยโลกที่เกี่ยวกับสารเจือปนในของกิน ได้กำหนดค่าความปลอดภัย พื้นฐานไว้ไม่เกิน 2 มก.ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกก.ต่อวัน อย่างไรก็ตามอาจต้องระวังการใช้ในใช้ในขนาดสูงติดต่อกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีภาวะโรคไตและตับ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360 พ.ศ.2556 เรื่องสตีวิออลไกลโคไซด์) สตีวิออลไกลโคไซด์ หมายความว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากใบต้นหญ้าหวาน ซึ่งประกอบด้วย สตีวิโอไซด์ รีบาวดิโอไซด์ เอ รีบาวดิโอไซด์ บี รีบาวดิโอไซด์ ซี รีบาวดิโอไซด์ ดี รีบาวดิโอไซด์ วัวไซด์ เอ รูบุโซไซด์ รวมทั้ง สตีวิออลไบโอไซด์ สารสกัดจากหญ้าหวานที่อนุญาตให้ใช้เป็นส่วนประกอบของกินควรมีปริมาณสารในกลุ่มสตีวิออลไกลโคไซด์ รวมทั้งสิ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐาน หน่วยงานอาหารและเกษตร แล้วก็องค์การอนามัยโลก ที่ยูเอ็น
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา  ในปี คริสต์ศักราช1991 มีนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า Emily Procinska และก็ภาควิชา ได้ออกมาค้นคว้ารายงานศึกษาค้นคว้าของ John M. Pezzuto ว่าอาจมีข้อบกพร่อง โดยเผยแพร่ในวารสาร Mutagenesis ระบุว่า หญ้าหวานไม่มีผลกระตุ้นให้เกิด Mutagenic (สารก่อกลายพันธุ์) อะไร ทั้งนี้ได้ทำการทดลองซ้ำอยู่บ่อยมาก ต่อจากนั้นเป็นต้นมาก็ได้มีรายงานต่างๆออกตามมาอีกเพียบเลยที่กล่าวว่าผลของ mutagenic ในสารสกัดต้นหญ้าหวานส่งผลน้อยมาก หรือบางทีก็อาจจะไม่เป็นผลเลย และก็ต่อมาก็เลยได้มีการตรวจทานความเป็นพิษพบว่า งานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยส่วนมากกล่าวว่าต้นหญ้าหวานไม่มีพิษ และไม่มีหลักฐานอะไรก็แล้วแต่ระบุว่าหญ้าหวานให้กำเนิดโรคมะเร็งอะไร  และก็ยังมีการเล่าเรียนทางคลินิกอีกหลายๆฉบับ ซึ่งส่ววนใหญ่ส่งผลการเรียนรู้เจาะจงถึงกลไกการออกฤทธิ์ในร่างกายมนุษย์เป็น   กลไกการออกฤทธิ์ของต้นหญ้าหวานคือ สารสกัดของหญ้าหวานที่เป็นไกลโคไซด์ซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำตาลกลูโคสและก็สารอะไกลโคนซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น (Polysaccharides) จะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของลิ้น ทำให้พวกเรารับรสชาติความหวานซึ่งมีมากกว่าน้ำตาลถึง 150 เท่า และก็ต่อมรับรสนิดหน่อยจะทำปฏิกิริยากับสารอะไกลโคนซึ่งทำให้รู้สึกถึงรสขมได้เล็กน้อย  และก็ระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ก็สามารถย่อยสลายรวมทั้งแยกไกลโคไซด์ของหญ้าหวานออกมาเป็นน้ำตาลเดกซ์โทรสได้อีกด้วย โดยน้ำตาลกลูโคสที่ได้นี้ส่วนมากจะถูกแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ดึงไปใช้เป็นพลังงานของตัวไส้เอง ก็เลยมีกลูโคสจากสารสกัดต้นหญ้าหวานเพียงแต่ส่วนน้อยที่ถูกดูดซับเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนสารสตีวิออลแล้วก็สารโพลีแซคค้างไรด์ (Poly saccharides) บางส่วนจะถูกซึมซับไปสู่ร่างกาย รวมทั้งจำนวนมากที่เหลือจะถูกขับทิ้งไปกับอุจจาระ

การศึกษาทางพิษวิทยา จากการศึกษาความเป็นพิษในหนูหลายๆการเรียน
โดยให้สาร สตีวิโอไซด์ ผสมในอาหารในขนาดต่างๆจนกระทั่ง 5% (ขนาดมากถึง 2 g/kg น้ำหนักตัว ให้ติดต่อกัน 3 เดือน จนถึง 2 ปี ไม่เจอความเป็นพิษที่รุนแรงต่อตับ แล้วก็ไต อย่างไรก็ดีมีแถลงการณ์ว่าหนูที่ได้รับ สตีวิโอไซด์ โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาดสูงถึง 1.5 g/kg น้ำหนักตัว ส่งผลต่อไตโดยมี blood urea nitrogen (BUN) และ creatinine ในเลือดสูงขึ้น แต่ขนาดดังกล่าวเป็นขนาดที่สูงยิ่งกว่าขนาดที่ใช้รับประทานในคนมากมายประกอบกับเป็นการให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง เพราะฉะนั้นผลการศึกษาเรียนรู้ถึงความปลอดภัยของสตีวิโอไซด์ในของกิน เป็นเวลานานจนถึงปัจจุบันนี้ปรากฏว่ามีแนวโน้มทางด้านความปลอดภัยที่ดี เมื่อต้นปี คริสต์ศักราช 2009 ประเทศสหรัฐอเมริกาโดย USFDA ได้พิเคราะห์และประกาศว่า ต้นหญ้าหวานได้รับการยอมรับโดยธรรมดาว่าไม่เป็นอันตราย "Generally Recognized As Safe (GRAS)  ส่วนการทดสอบการกลายพันธุ์ของสารสกัดหญ้าหวาน โดย Fujita และแผนก (1979), Okumura
แล้วก็ภาควิชา (1978) แล้วก็ Tama Biochemical Co-Ltd. (1981) ทำทดสอบกับเชื้อ Salmonella typhimurium, Escherichia coli แล้วก็ Bacillus subtilis ผลของการทดลอง พบว่า สารดังที่กล่าวถึงมาแล้วไม่ก่อกลายพันธุ์แต่อย่างใด
ข้อเสนอ/ข้อควรตรึกตรอง
ถึงแม้ปัจจุบันนี้ยังไม่เจอข้อบังคับใช้ต้นหญ้าหวานที่แจ้งชัด แต่สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังคือ

  • ไม่สมควรบริโภคต้นหญ้าหวานใน ปริมาณที่เกินกว่าที่ระบุในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับคำรับรองความปลอดภัยการบริโภคจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (อย)
  • หลีกเลี่ยงบริโภคต้นหญ้าหวานในเรื่องที่แพ้พืชตระกูลเดียวกับต้นหญ้าหวาน เป็นต้นว่า ดอกเบญจมาศ ดาวเรือง เป็นต้น เนื่องมาจากคนที่แพ้พืชกลุ่มนี้บางทีอาจเสี่ยงมีอาการแพ้ต้นหญ้าหวานได้เช่นกัน
  • ผู้ป่วยเบาหวานที่รับประทานหญ้าหวานควรหมั่นวัดระดับน้ำตาลในเลือด แล้วก็ปรึกษาแพทย์ทันทีถ้าเกิดมีลักษณะไม่ดีเหมือนปกติใดๆก็ตามเพราะเหตุว่าต้นหญ้าหวานหรือสินค้าที่มีสารสกัดจากต้นหญ้าหวานอาจจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปได้
  • สตรีท้อง สตรีให้นมบุตร รวมทั้งเด็ก ควรจะขอความเห็นหมอก่อนจะมีการบริโภคต้นหญ้าหวานเสมอ
  • ผู้บริโภคต้นหญ้าหวานบางรายอาจเกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ ตาลายศีรษะ ปวดกล้าม หรือชะตามร่างกายได้
  • ไม่บริโภคสินค้าหญ้าหวานที่หมดอายุ

    เอกสารอ้างอิง

  • รศ.ดร.ภก.พิสมัย กุลกาญจนาธร. หญ้าหวาน.....หวานทางเลือก....เพื่อสุขภาพ.ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • มตรี สุทธจิตต์ และคณะ, 2540, การรวบรวม การทบทวน การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยและการสังเคราะห์แนวความคิดที่-เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของหญ้าหวาน-และผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน.
  • เชาวนี สุวรรณโชติ, 2556, การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน-โรงงานสกัดผงหญ้าหวาน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่.
  • Rajab R., Mohankumar C., Murugan K., Harish M. and Mohanan PV. Purification and toxicity studies of stevioside from Stevia rebaudiana Bertoni.Article. 2009; 16(1):49-54.
  • มัทนียา วังประภา, 2548, การผลิตสารสตีวิโอไซด์-โดยการเพาะเลี้ยงหญ้าหวาน-ในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ.
  • หญ้าหวาน.วิกิพีเดีย.สารานุกรมเสรี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.th.wikipedia.org/wiki/
  • กล้าณรงค์ ศรีรอต. 2542. สารให้ความหวาน(sweeteners) : คุณสมบัติและการใช้ประโยชน์. http://www.disthai.com/
  • หญ้าหวาน(Stevia) สรรพคุณและการปลูกหญ้าหวาน.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพือเกษตรกรไทย
  • CODEX-2010: JECFA Monograph (2010) INS no. 960
  • Kroyer G. Stevioside and Stevia-sweetener in food: application, stability and interaction with food ingredients. J. Verbr. Lebensm. 2010; 5:225-229
  • หญ้าหวานต้านโรค พิสูจน์ได้จริงหรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • Goyal SK., Samsher And Goyal RK. Stevia (Stevia rebaudiana) a bio-sweetener: a review. International Journal of Food Sciences and Nutrition. 2010; 61(1):1-10.
  • การใช้หญ้าหวานมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วยเบาหวาน.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Munish P, Deepika S, Ashok T and Kdownstream. Processing of stevioside and its potential applications. Biotechnology Advances 2011; 29: 781-791.
  • Madan S, Ahmad S; Singh G.N, Kohli, Kanchan, Kumar Y, Singh R, Garg M. Stevia rebaudiana (Bert.) Bertoni-A review. Indian Journal of Natural Products and Resources 2010; 1:267-286.


9

พิมเสน (Bomed Camphor)
พิมเสนเป็นยังไง พิมเสนมีชื่อเรียกหลายชื่อ อาทิเช่น ภิมเสน ภีมเสน พิมเสนเกล็ด พิมเสนตรังกานู ประพรมแสน มีชื่อสามัญว่า “Borneo Camphor” แขกอินเดียในบอมเบย์เรียก “Bhimseni” หรือ “Boras” ชาวฮินดูเรียก “Bhimsaini-kapur” หรือ “Barus kapur”  โดยธรรมดาพิมเสนแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหมายถึงพิมเสนที่ได้จากธรรมชาติหรือพิมเสนแท้ ชื่อสามัญ Borneol camphorและก็พิมเสนสังเคราะห์ หรือพิมเสนเทียม ชื่อสามัญ Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนจะมีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆแบนๆมีสีขาวขุ่นหรือออกแดงอ่อนๆ(ถ้าเกิดเป็นพิมเสนบริสุทธิ์จะเป็นผลึกรูปแผ่นทรงหกเหลี่ยม) มีเนื้อแน่นกว่าการบูร ระเหิดได้ช้ากว่าการบูร ติดไฟให้แสงสว่างแรงรวมทั้งมีควันมากมาย ไม่มีขี้เถ้า ละลายได้ยากในน้ำ ละลายเจริญในตัวทำละลายชนิดขั้วต่ำ พิมเสนมีกลิ่นหอมเย็น ฉุน รสหอม เย็นปากเย็นคอ แต่ก่อนชาวไทยนิยมใช้ใส่เอาไว้ภายในหมากพลูเคี้ยว
สูตรทางเคมีและสูตรส่วนประกอบ พิมเสนแท้ (Borneo Camphor) เป็นสารประกอบอินทรีย์ประเภทไบไซคิก  และก็เป็นสารกลุ่มเทอร์พีน มีสูตรเคมีคือ C10H18O มีชื่อทางเคมีว่า(+)-borneol หรือ endo-2-camphanol หรือ endo-2-hydroxycamphane  มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาว 6 เหลี่ยม มีกลิ่นหอมสดชื่นฉุนคล้ายการบูร ติดไฟให้แสงแรงรวมทั้งมีควันมากมาย ไม่มีขี้เถ้า มีมวลโมเลกุล 154.25                gmd -1 แล้วก็มีความถ่วงจำเพาะพอๆกับ 1.011 มีจุดหลอมตัว 208 องศาเซลเซียส เกือบไม่ละลายน้ำ ละลายได้ในตัวทำละลายจำพวกขั้วต่ำ ดังเช่น น้ำมันปิโตรเลียมอีเธอ(1:6) ในเบนซีน (1:5)
 
ที่มา : Wikiperdia
ที่มาที่ไป พิมเสนธรรมชาติ หรือ พิมเสนแท้ คือ พิมเสนที่ได้มาจากการระเหิด (การกลั่นของเนื้อไม้โดยธรรมชาติ) ของยางจากต้นไม้ชนิด (รู้เรื่องว่าตัวต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้มิได้ถูกข้อกำหนดชื่อไทยไว้ ซึ่งในหนังสือเรียนยาแผนโบราณส่วนใหญ่ก็จะเอ่ยถึงแต่ว่าสิ่งที่สกัดได้จากเจ้าพืชต้นใหญ่นี้ว่า พิมเสน เนื่องจากถ้าเรียกว่าต้นพิมเสนบางทีอาจกำเนิดความสับสน เพราะเหตุว่าต้นพิมเสน นั้นยังซึ่งก็คือพืชอีกจำพวก เป็นไม้เนื้ออ่อน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pogostemon cablin (Blanco) Benth. เครือญาติ Labiatae ซึ่งเจ้าต้นนี้ สกัดได้น้ำมันหอมระเหย ที่ฝรั่งเรียกว่า Patchouli) ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Dryobalanops aromatica Gaertn. จัดอยู่ในตระกูลยางท้องนา (DIPTEROCARPACEAE) (ภาษาจีนกลางเรียกว่า “หลงเหน่าเซียงสู้”) ซึ่งพบมากในเมืองตรังกานู ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพืชชนิดนี้(Dryobalanops aromatic Gaertn.) มีชื่อเรียกหลายชื่อ ดังเช่นว่า Borneo Camphor Tree, Pokok Kapur Barus (มลายู), Pokok Kapurum (อินโดนีเซีย-สุมาตรา), Mahoborn Teak(อินโดนีเซีย-บอร์เนียว) เป็นไม้ขนาดใหญ่ บางทีอาจสูงได้ถึง 70 เมตร มีพูพอนใหญ่มาก วัดรอบๆลำต้นได้ 2-10 เมตร เปลาตรง เรือนยอดเป็นรูปฉัตร มีกิ่งก้านใหญ่ ปลายกิ่งตก ยอดทรงแหลม ใบเป็นใบคนเดียว ใบที่อยู่ตอนบนของต้นเรียงสลับกัน ส่วนใบที่อยู่ตอนล่างของต้นออกตรงกันข้าม รูปไข่ เบาๆเรียวแหลมสู่ปลายใบ ขนาดกว้าง 2.5-5 เซนติเมตร ยาว 7.5-17.8 ซม. ขอบของใบเรียบ ผิวใบเรียบ ก้านใบสั้น ใบอ่อนสีแดงและก็แขวน ดอกเป็นดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมหวน กลีบชั้นนอกมี 5 กลีบ ขนาดเท่าๆกัน แข็ง กลีบชั้นในห่อตามทางยาว เกสรตัวผู้มีมากไม่น้อยเลยทีเดียว ก้านเกสรชิดกันเป็น 2 แถว รวมกันเป็นหลอดยาวกว่าเกสรตัวเมีย เกสรตัวเมียมีรังไข่อยู่เหนือกลีบดอก มี 3 ห้อง ผลได้ผลแห้ง ไม่แตก กลีบนอกจะแผ่ออกเป็นปีก มี 1 เมล็ด
พิมเสนสังเคราะห์ หรือ พิมเสนเทียมหมายถึงพิมเสนที่ได้จากสารสกัดจากต้นการบูร (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora (L.) Presl. จัดอยู่ในจัดอยู่ในวงศ์อบเชย (LAURACEAE), รวมทั้งต้นหนาด (หนาดหลวง หนาดใหญ่ หรือพิมเสนหนาด ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blumea balsamifera (L.) DC. จัดอยู่ในสกุลทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) โดยผ่านวิธีทางเคมีวิทยา  ซึ่งพิมเสนที่ได้จากผู้กระทำลั่นพืชชนิดนี้ จีน(แต้จิ๋ว) เรียก “ไหง่เผี่ยง” ก็เลยเรียกกันว่า “Ngai Camphor” หรือ “Blumea Camphor” นิยมใช้กันมากมายในเกาะไหหลำ
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์ แม้พิมเสนจะสกัดได้มาจากต้นไม้แต่ว่า ตามตำรายาแผนโบราณ จัดพิมเสน เป็นประเภทธาตุวัตถุ ไม่ใข่พืชวัตถุ แพทย์แผนโบราณใช้พิมเสนเป็นยาขับเหงื่อ ขับเสมหะ กระตุ้นการหายใจ กระตุ้นสมองบำรุงหัวใจ ใช้เป็นยาหยุดความกระวายกระวน ทำให้ง่วงซึมแก้เคล็ดลับปวดเมื่อยคลายเส้นการอบสมุนไพรมีพิมเสนเป็นองค์ประกอบในตัวยา พิมเสนซึ่งระเหิดเมื่อถูกความร้อน มีกลิ่นหอมสดชื่น ใช้แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ แก้โรคผิวหนัง ผสมในลูกประคบ เพื่อช่วยแต่งกลิ่น มีฤทธิ์แก้พุพอง แก้หวัดนอกจากนี้ยังผสมอยู่ในยาหม่อง น้ำอบไทย
                ในแบบเรียนพระยาพระนารายณ์: ระบุ “ตำรับยาทรงนัตถุ์”  เข้าเครื่องยา 17 สิ่ง ใช้ปริมาณเท่าๆกัน รวมถึง พิมเสนด้วย ผสมกัน บดเป็นผุยผงละเอียด ใช้นัตถุ์แก้ลมทั้งหลายแหล่ ตลอดจนโรคที่เกิดในหัว ตา และจมูก อีกขนานหนึ่งเข้าเครื่องยา 15 สิ่ง รวมถึงพิมเสนด้วย บดเป็นผุยผงละเอียด ห่อผ้าบาง ทำเป็นยาดม แก้ปวดศีรษะ วิงเวียน แก้สลบ แก้ริดสีดวงจมูก คอ แล้วก็ตา ยิ่งไปกว่านี้พิมเสนยังคงใช้เป็นส่วนผสมใน “ตำรับยาขี้ผึ้งบี้พระเส้น” ใช้เช็ดนวดเส้นที่แข็งให้หย่อนได้ รวมทั้งในตำรับ “สีปากขาวแก้พิษแสบร้อนให้เย็น”
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา ถึงแม้ชาวไทยพวกเราจะรู้จักพิมเสนกันมานาน แต่ว่าข้อมูลเกี่ยวกับพิมเสนกลับไม่มีให้ค้นคว้ามากเท่าไรนัก เนื่องจากว่าต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ เป็นพืชที่มีเฉพาะถิ่นที่ขึ้นอยู่กับเฉพาะในเขตป่าของ เกาะสุมาตรา บอร์เนียว และคาบสมุทรมลายู จึงทำให้การศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยในต้นไม้ชนิดนี้เป็นไปแบบแคบๆไม่กว้างใหญ่แต่ก็ยังมีตัวอปิ้งข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพิมเสนบางฉบับที่มีการเผยแพร่กัน ดังเช่น

  • สารที่เจอในพิเสนแท้ เป็นต้นว่า d-Borneol, Humulene, Caryophyllene, Asiatic acid, Dryobalanon Erythrodiol, Dipterocarpol, Hydroxydammarenone2
  • จากการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยทางเภสัชวิทยาฉบับหนึ่งบอกว่า พิมเสนมีฤทธิ์สำหรับการฆ่าเชื้อโรคได้หลายอย่าง ตัวอย่างเช่น เชื้อในลำไส้ใหญ่, เชื้อราบนผิวหนัง, Staphelo coccus, Steptro coccus รวมทั้งยังคงใช้สำหรับเพื่อการรักษาลักษณะของการปวดเส้นประสาทหรืออาการอักเสบได้เป็นอย่างดี
  • กลไกสำหรับการออกฤทธิ์ของพิมเสนในการลดการอักเสบคือ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณใต้ผิวหนังรอบๆที่ทา ยับยั้งสารที่นำไปสู่การอักเสบจากกลไกของร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น prostaglandin E2,interleukin เป็นต้น ซึ่งการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดนี้ จะช่วยทำให้ลดลักษณะของการปวดได้เร็วขึ้น


การศึกษาทางพิษวิทยา เช่นเดียวกับการเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาพิมเสนกับการเล่าเรียนทางพิษวิทยานี้ก็การศึกษาต่ำกันอย่างมากมาย ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเนื่องจากการที่ต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้เป็นต้นไม้เฉพาะถิ่น แม้กระนั้นก็มีการกำหนดความจำกัดสำหรับในการใช้พิมเสนไว้ว่า ถ้าเกิดดมต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆบางทีอาจมีอันตรายได้ เนื่องมาจากสารนี้ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจ นอกเหนือจากนั้นสารนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นแล้วก็สงบระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งรวมไปถึงการใช้เกิดขนาดด้วย
ขนาด/ปริมาณที่ควรที่จะใช้ ในหนังสือเรียนยาไทยกำหนดไว้ว่า การใช้พิมเสนสำหรับกิน ให้ใช้ทีละ 0.15-0.3 กรัมเอามาบดเป็นผงเข้ากับแบบเรียนยาอื่น หรือใช้ทำเป็นยาเม็ด และไม่ควรจะปรุงยาด้วยวิธีการต้ม ถ้าเกิดใช้ข้างนอกให้นำมาบดเป็นผงใช้โรยแผลดังที่อยากได้ ส่วนขนาด/จำนวนของพิมเสนที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยอนุญาตให้ใช้เป็นส่วนประกอบกับตัวยาอื่นๆนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจะกำหนดให้ใช้เป็นตำรับๆไป

ข้อเสนอแนะ/ข้อควรตรึกตรอง

  • ห้ามสูดดมพิมเสนตอดต่อกันเป็นระยะเวลานานเพราะเหตุว่าจะมีผลให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณทางเท้าหายใจ
  • พิมเสนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทศูนย์กลางก็เลยไม่ควรใช้เกินขนาดที่ระบุ
  • สตรีตั้งท้องห้ามรับประทานพิมเสน
  • การเก็บพิมเสนจะต้องเก็บเอาไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดอย่างมิดชิด ควรที่จะเก็บรักษาเอาไว้ภายในที่แห้งและมีอุณหภูมิต่ำ


อนึ่งในตอนนี้พิมเสนแท้แทบจะไม่มีแล้ว เพราะแพงแพง โดยมากก็เลยใช้พิมเสนสังเคราะห์ ซึ่งได้มาจากปฏิกิริยารีดักชันของการบูร (dl-camphor) ได้เป็น (dl-borneol) ก็คือ พิมเสนเกล็ดขาวๆที่เห็นกันโดยทั่วไป จึงเรียก พิมเสนเทียมนี้ ว่า "พิมเสนเกล็ด" Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนสังเคราะห์ (หรือพิมเสนเทียม)นี้มักจะมีรสเผ็ดกัดลิ้น ถ้าเป็นของจากธรรมชาติจะไม่กัดลิ้นแต่ว่าจะก่อให้เย็นปากเย็นคอ จะต้องต้องระมัดระวังสำหรับการใช้พิมเสนสังเคราะห์นี้ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์ พิเชียรสุนทร และคณะ, ตำราพระโอสถพระนารายณ์, หน้า 499, พ.ศ. 2544, สำนักพิมพ์อมรินทร์ กรุงเทพฯ
  • ผศ.สุปรียา ยืนยงสวัสดิ์.พิมเสน.ภาควิชา เภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.หน้า1-3
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  “พิมเสน”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 386.
  • ชัยนต์ พิเชียรสุนทร และวิเชียร จีรวงส์ 2545 คู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม 2 เครื่องยาพฤกษวัตถุ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) http://www.disthai.com/
  • พิมเสน.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก.
  • เภสัชจุลศาสตร์ของยาหม่องน้ำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • นันทวัน กลิ่นจำปา 2545 เครื่องหอมไทย ภูมิปัญญาไทย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชัน จำกัด (มหาชน)
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดม อันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์ Drug Tips.ฉบับที่5กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า6-7


10

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction Diseases : ED)
โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ คืออะไร โรค อี.ดี. (E.D.) หรือ คำเต็ม คือ erectile dysfunction diseases ความหมายคือ ความบกพร่องของการแข็งตัวขององคชาต  นี่คือความหมายที่ตรงที่สุด ส่วนคำว่า "หย่อนสมรรถภาพทางเพศ" แพทย์จะใช้ศัพท์ว่า impotent เพราะมีความหมายกว้างกว่า เช่น ความสนใจทางเพศลดลง อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ร่วมเพศไม่ได้ มีความผิดปกติของการหลั่งอสุจิ เช่น หลั่งเร็วเกินไป เป็นต้น ก็จะเรียกอาการเหล่านี้รวมๆ กันว่า หย่อนสมรรถภาพทางเพศ  แต่ในปัจจุบันมักจะเรียกอาการเหล่านี้รวมๆ กันว่า โรค ED.  โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นปัญหาสุขภาพ เพศชายที่สำคัญ เนื่องจากมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วย และมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของชีวิต ซึ่งผู้ป่วยโรคหย่อน สมรรถภาพทางเพศส่วนใหญ่มีโรคหัวใจและโรคความดัน โลหิตสูงเป็นโรคประจำตัว ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีการเก็บข้อมูลที่ชัดเจน จึงขาด ข้อมูลทางสถิติที่เป็นปัจจุบัน จากการสืบค้นข้อมูลความชุก โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศที่เก็บอย่างเป็นระบบใน ประเทศไทย พบข้อมูลล่าสุดเมื่อปีพ.ศ.2542 ซึ่งพบอัตรา ความชุกร้อยละ37.50โดยโรคนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ และการมีโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นโรคร่วม
            ส่วนกลไกการแข็งตัวขององคชาตนั้นโดยปกติแล้ว "แข็ง" หรือ "ไม่แข็ง" เป็นสิ่งที่ผู้ชายทุกคนรู้สึกได้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับอวัยวะเพศของตนเอง แต่เชื่อว่ามีไม่กี่คนที่จะเข้าใจถึงกลไกตามธรรมชาติ ว่าเกิดขึ้นอย่างไร ศ.นพ.กฤษฎา รัตนโอฬาร ได้อธิบายให้ฟังตามหลักวิชาการแพทย์ว่า
"อวัยวะเพศชายเปรียบเทียบเหมือนฟองน้ำ ถ้าหากเราตัดตามขวาง จะเห็นเป็นโพรงเต็มไปหมด ซึ่งโพรงเหล่านี้มีผนังที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียบและเนื้อเยื่อต่างๆ แล้วก็เป็นโพรงที่เลือดจะไหลเข้าไป คือเวลาปกติเลือดแดงจะไหลเข้าไปในโพรงนี้ เพื่อเอาอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ แล้วก็ไหลออกมาเป็นเลือดดำ ทีนี้เวลาจะแข็งตัวเลือดก็จะเข้าไปคั่งในโพรงนี้มากขึ้น โพรงนี้ก็ยืดออกทำให้อวัยวะเพศขยายตัวออกไป พอยืดออกไปมากๆ จะเหมือนปลิงดูดเลือด คือจะเป่งออกก็จะไปกดเลือดดำทำให้ไหลออกไม่ได้ เลือดก็จะขังอยู่ในโพรงนี้มาก นั่นคือการแข็งตัวเต็มที่
"การแข็งตัวขององคชาตต้องมีสิ่งเร้า ซึ่งก็มีหลายองค์ประกอบ เช่น ประการแรกจะเกิดจากการกระตุ้นที่อวัยวะเพศโดยตรง สองเกิดจากการกระตุ้นเร้าอารมณ์ ทางด้านรูป รส กลิ่น เสียง เป็นจินตนาการ และสามเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสรีรวิทยาของผู้ชายตอนนอนหลับ ซึ่งจะมีการแข็งตัวเป็นระยะๆ ขณะที่หลับไปแล้วโดยที่เจ้าตัวไม่ทราบ บางคนสงสัยว่านอนหลับแล้ว ทำไมองคชาตจึงแข็งตัวได้ อันนี้เข้าใจว่าคงเป็นกลไกตามธรรมชาติ ที่จะนำเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อให้มากขึ้น เพราะถ้าไม่มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนนั้น หรือว่าได้อาหารน้อย ก็จะเสื่อมเหมือนอวัยวะทั่วๆ ไป การแข็งตัวจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้ชาย มีการหลั่งอสุจิ หรือหมดความสนใจทางเพศ ภาวะดังกล่าวเลือดที่จะไหลเข้าไปก็ลดลง ฉะนั้นเลือดดำก็จะไหลออกไป เมื่อมีเลือดคั่งอยู่ในฟองน้ำน้อยลง อวัยวะเพศก็อ่อนตัว"
สาเหตุของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ การหย่อนสมรรถภาพทางเพศมีสาเหตุที่สำคัญ 2 ประการได้แก่ สาเหตุทางกาย และสาเหตุทางจิตใจ สามารถจัดหมวดหมู่ข้อมูล ของสาเหตุได้เป็น 7 สาเหตุกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้

  • อายุที่เพิ่มขึ้น พบว่าอายุที่เพิ่มมากขึ้นพบอุบัติการณ์ การเกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งเกิดจากการเสื่อมของต่อมที่ผลิตฮอร์โมน testosterone ทำให้ระดับฮอร์โมนลดลง
  • โรคประจำตัวพบว่าโรคประจำตัวหลายโรค เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ตามมา ดังนี้


2.1โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยมีผลกระทบ ทำให้การไหลเวียนของเลือดแดงไปยัง      องคชาตลดลง นอกจากนี้ยาที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงยังมีผลทำให้องคชาตไม่แข็งตัวอีกด้วย
2.2 โรคเบาหวาน มักพบเมื่อมีอาการแสดง ของโรคเบาหวานตั้งแต่5 ปีขึ้นไป โดยผลกระทบของโรค มีผลต่อการทำลายหลอดเลือด ระบบประสาท และระบบ ฮอร์โมน ประกอบกับการมีโภชนาการต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม เช่น รับประทานอาหารพวกแป้งและไขมันมากเกินไป ทำให้ มีไขมันไปสะสมตามหลอดเลือด ซึ่งนำไปสู่การเสื่อมของ หลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น
2.3โรคต่อมลูกหมากอักเสบ พบว่าเป็นสาเหตุ หนึ่งที่ทำให้การแข็งตัวขององคชาตไม่เต็มที่และไม่สามารถ ควบคุมการหลั่งอสุจิได้ความรุนแรงขึ้นอยู่กับการอักเสบ ที่เกิดขึ้น

  • การผ่าตัดและการบาดเจ็บในอุ้งเชิงกราน ทำให้ใยประสาทจากบริเวณไขสันหลังที่ไปควบคุมการ


แข็งตัว ขององคชาตถูกตัดหรือถูกทำลาย ส่งผลต่อการหย่อน สมรรถภาพทางเพศตามมา
4.ยาที่ใช้ในการรักษาโรคประจำตัวบางชนิด ซึ่งเป็น สาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ทั้งที่มีหลักฐานที่ชัดเจน
ว่าหลัง การใช้ยาจะส่งผลให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ เช่น ยาฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือยาฮอร์โมนโกลนาโดโทรฟิน ที่ใช้ในการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก ยาต้านโรคลมชัก ยาต้านความดันโลหิตสูงล้วนมีผลให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพ ทางเพศที่รุนแรงมากขึ้น

  • ภาวะทางจิตใจเช่น ความเครียด ความวิตกกังวล โรคซึมเศร้า รวมถึงผลจากความคิดด้านลบที่มีต่อ


ตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้ความรู้สึกต้องการทางเพศลดลง ทำให้เกิด การหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้

  • สังคมและเศรษฐกิจ พบว่าอาชีพและรายได้ มีผลต่อการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดยผู้ที่มี


การศึกษา และรายได้สูง มีโอกาสเกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ได้น้อยกว่าผู้ที่มีรายได้ต่ำ เนื่องจากมีการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ในการดูแลสุขภาพอนามัยทั่วไป รวมถึงเรื่องสุขภาพ ทางเพศ และเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ดีกว่า

  • พฤติกรรมสุขภาพและปัจจัยอื่นๆ ดังนี้


            7.1  การสูบบุหรี่สารเคมีในบุหรี่จะทำลายหลอดเลือด และก่อให้เกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูงมะเร็งต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตที่ทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศตามมา
             7.2  การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการนอน
พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง
             7.3 การออกกำลังกายผลจากการออกกำลังกายสม่ำเสมอทำให้ร่างกายแข็งแรงฮอร์โมนในร่างกายสมดุล อารมณ์ร่าเริง แจ่มใส ซึ่งผู้ที่ออกกำลังกายมีโอกาสเกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้น้อยกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกายเลย
             7.4 พฤติกรรมทางเพศ เช่น รูปแบบการมีกิจกรรมทางเพศ ค่านิยม ความรู้ความต้องการทางเพศคุณค่า และความรู้สึกนึกคิดต่อการมีเพศสัมพันธ์เช่น การมีพฤติกรรมทางเพศที่รุนแรงแล้วทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเจ็บหรือมีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์จนต้องหยุดการมีเพศสัมพันธ์อย่างกะทันหัน ทำให้รู้สึกสูญเสียคุณค่าและ เกิดความรู้สึกผิดต่อการมีเพศสัมพันธ์บางคนจำฝังใจจนถึงขั้นที่พออีกฝ่ายบอกว่าเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ องคชาตจะอ่อนตัวลงอย่างกะทันหันและไม่กลับมาแข็งตัวอีก ส่งผลให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้
อาการของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศนั้นจะมี 3 ลักษณะ
             1. ไม่มีความรู้สึกหรือความต้องการทางเพศ
             2. อวัยวะเพศไม่แข็งตัว หรือแข็งได้ไม่ดีพอ หรือไม่นานพอที่จะเกิดความพึงพอใจ ในเพศสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย

  • การหลั่งน้ำกามเร็วเกินไป


            นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของการหย่อนสมรรถภาพทางเพศออกเป็น 3 ระดับดังนี้
            ระดับที่ 1 การหย่อยสมรรถภาพทางเพศระดับเล็กน้อย คือ องคชาตสามารถแข็งตัวได้ดีพอสำหรับที่จะมีเพศสัมพันธ์เกือบทุกครั้ง
            ระดับที่ 2 การหย่อนสมรรถภาพทางเพศระดับปานกลาง คือ องคชาตสามารถภาพทางเพศโดยสิ้นเชิง คือ องคชาตไม่สามารถแข็งตัวได้ดีพอสำหรับที่จะมีเพศสัมพันธ์โดยเกิดอาการนี้ทุกครั้งที่มีความรู้สึกต้องการทางเพศ
แนวทางการรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ  การวินิจฉัยภาวะนี้ไม่ยาก คนเป็นเองก็รู้อยู่แก่ใจแล้ว ซึ่งแพทย์เพียงแต่จะช่วยหาสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยการซักถามจากประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการง่ายๆ ดังนั้นหน้าที่ของคนไข้คือบอกความจริงแก่แพทย์ให้มากที่สุด
การรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ปัจจุบัน การรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศส่วนใหญ่รักษาตามสาเหตุที่เกิด โดยวิธีการรักษาเริ่มตั้งแต่การชี้แนะให้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง การกระตุ้นด้วยอุปกรณ์การใช้ยา และการผ่าตัด ดังรายละเอียดต่อไปนี้คือ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ คือ ควรเข้านอนไม่เกิน 5 ทุ่ม เพราะถ้าเข้านอนดึกกว่านั้นและยังนอนหลับไม่สนิท จะทำให้การสร้างฮอร์โมนเพศทำได้ไม่สมบูรณ์

การชี้แนะให้ปฏิบัติตัว

  • ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ ฝึกโยคะ เต้นรำ หรือหางานอดิเรกที่ไม่เกี่ยวกับงานที่ทำประจำ ซึ่งควรเป็นงานที่ทำแล้วเพลิดเพลิน สามารถดึงตัวเองออกมาจากความเครียดได้
  • ให้คนอื่นช่วย เช่น เข้าคอร์สการบำบัดความเครียดตามโรงพยาบาลหรือคลินิกสุขภาพ การทำสปา อบไอน้ำ นวดตัวซึ่งมีการนวดหลายแบบให้เลือก อบสมุนไพร อบเซาว์น่า การเข้าคอร์สเพื่อล้างพิษ หรือการฝังเข็มเป็นต้น
  • เมื่อความเครียดลดลงแล้ว เริ่มฟื้นฟูความสามารถทางเพศอย่างที่เคยมีมา ถ้าคุณแต่งงานแล้ว คนที่ควรพูดคุยและขอความร่วมมือก็คือภรรยา ไม่แนะนำให้ไปมีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการ เพราะอาจติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • การกระตุ้นด้วยอุปกรณ์ การใช้ปั๊มสุญญากาศ เป็นวิธีการรักษาง่ายๆที่ได้ผลดีเกือบร้อยละ 90 แต่อาจรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติอีกทั้งการต้องใช้ยางรัดที่โคนองคชาต อาจทำให้ผู้ใช้รำคาญ รู้สึกชา หลั่งน้ำอสุจิไม่สะดวก จึงได้รับความนิยมไม่มากนักอย่างไรก็ตาม การใช้ปั๊มสุญญากาศเป็นวิธีทางเลือกที่เหมาะกับผู้ที่มีรายได้น้อย เพราะลงทุนเพียงแค่ครั้งเดียว
  • การรักษาด้วยยา


3.1 ยากลุ่มยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ phosphodiesterase-5 (PDE-5 inhibitor) เนื่องจากการกระตุ้นให้องคชาตแข็งตัวนั้น เส้นประสาทในองคชาติจะมีการปล่อยสาร “ไนตริกออกไซด์” ออกมากระตุ้นให้มีการสร้างสารไซคลิกจีเอ็มพี (cGMP) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มีการคลายตัวของกล้ามเนื้อเรียบ sinusoid ในองคชาตหลังจากนั้นองคชาตจึงแข็งตัว โดยสารไซคลิกจีเอ็มพีจะถูกทำลายโดยเอ็นไซม์ PDE-5 ดังนั้น การรับประทานยากลุ่ม PDE-5 inhibitor จึงช่วยชดเชยให้การแข็งตัวขององคชาตดีขึ้น ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ได้แก่ ยาซิลเดนาฟิล (sildenafil) และที่กำลังจะวางจำหน่ายอีกหลายชนิด เช่น ทาดาลาฟิล (tadalafil)  และวาเดนาฟิล (vardenafil) โดยให้รับประทานก่อนมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 1 ชั่วโมง ผลข้างเคียงของยาที่พบได้แก่ อาการปวดศีรษะ ร้อนวูบ จากการที่มีหลอดเลือดขยายตัว ซึ่งยามีค่าครึ่งชีวิตที่ยาวนาน คือ ประมาณ 17 ชั่วโมง
3.2 ยากลุ่มอะโปอมร์ฟีน  (apomorphine) ให้อมใต้ลิ้น ประมาณ 10 นาที ก่อนมีเพศสัมพันธ์ยากลุ่มนี้ไม่มีข้อห้ามในการรับประทานกับยากลุ่มไนเตรต ประสิทธิภาพประมาณร้อยละ 50 ได้ผลเร็วภายใน 30 นาที ผลข้างเคียงของยาที่พบได้คือ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ที่บริเวณศูนย์ควบคุมการแข็งตัวขององคชาตบริเวณ paraventricular nucleus (PVN) ซึ่งอยู่ในบริเวณก้านสมอง
3.3 ยากลุ่มที่ใช้สอดทางท่อปัสสาวะ หรือ medicatedurethral system forerection (MUSE)จะมีตัวยาprostaglandin E-1 ซึ่งออกฤทธิ์เป็นยาขยาย หลอดเลือด แต่การสอดทางท่อปัสสาวะต้องใช้ขนาดยาสูง และร้อยละ30 มีอาการแสบภายในท่อปัสสาวะขณะสอดยา อีกทั้งยามีราคาค่อนข้างสูงจึงไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้จัดว่าเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง
3.4 ยาฉีดเข้าโคนองคชาต (intracavernous injection therapy: ICI) กลุ่มนี้มียาขยายหลอดเลือด หลายๆ ชนิด แต่ที่นิยมมากที่สุดจะเป็นกลุ่ม prostaglandin E-1(caverject) เช่นเดียวกับยาสอด แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ กลัวการฉีดยาเข้าตัวเอง และมีอาการปวดหลังการฉีดได้บ่อย อีกทั้งยามีราคาแพง จึงหมดความนิยมลงไป ทั้งๆ ที่ได้ ผลดีถึงร้อยละ 90

  • การผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม แกนองคชาต เทียมที่ได้รับความนิยมจะเป็นแบบ 3 ชิ้น คือ มีแกน 2แกน ปั๊มน้ำ และถุงเก็บน้ำ การผ่าตัดทำได้ง่ายมาก มีเพียงแผล ขนาดเล็กระหว่างโคนองคชาตกับถุงอัณฑะ ยาว 1 นิ้ว การผ่าตัดเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ได้ผลใกล้เคียง กับธรรมชาติแต่มีข้อเสียคือ มีราคาแพงมาก การรักษาแต่ละวิธีนั้น มีข้อดีข้อเสียและความเหมาะสม กับผู้ป่วยแต่ละรายที่แตกต่างกัน
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • โรคเรื้อรังทางระบบหลอดเลือดและประสาท เช่น โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดตีบเป็นต้น
  • โรคระบบต่อมไร้ท่อ ที่สำคัญคือโรคเบาหวาน
  • โรคเกิดจากการผ่าตัด หรือภยันตรายต่าง ๆ เช่น การผ่าตัดรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก หรือกระเพาะปัสสาวะ โรคของไขสันหลัง
  • โรคทางจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า
  • บุหรี่และเหล้า
  • ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงบางตัว ยากล่อมประสาท ยาฮอร์โมน และยาโรคกระเพาะเป็นต้น
การติดต่อของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาทางด้านร่างกาย ซึ่งก็คือโรคภัยต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคระบบต่อมไร้ท่อ ฯลฯ ภาวะโรคทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า รวมถึงการขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และการใช้ยาบางชนิด ซึ่งโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศนี้ ไม่ได้เป็นโรคติดต่อเพราะไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • ปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำ หรือกินยา หรือฮอร์โมนตามที่แนะนำ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยให้ระบบต่างๆของร่างกายแข็งแรง ซึ่งจะมีผลทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้นด้วย
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ เพราะจะช่วยในเรื่องการบำรุงสมรรถภาพทางเพศอีกทางหนึ่ง
  • หมั่นพูดคุยปรับความเข้าใจกับภรรยาและทำชีวิตครอบครัวให้เป็นสุข อันจะเป็นการลดความเครียดในครอบครัวที่ส่งผลถึงสมรรถภาพทางเพศ
  • หากเป็นโรคต่างๆที่มีผลกระทบทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศให้รีบทำการรักษาอย่างรวดเร็ว และควรปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำในโรคนั้นๆ
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มสุราเพราะมีผลการศึกษาวิจัยพบว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
การป้องกันตนเองจากโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • หลีกเลี่ยงเหตุปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะเหล้า บุหรี่ และอาหารไขมันสูง
  • ควบคุมโรคที่เป็นอยู่แต่เนิ่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
  • บำรุงร่างกาย และจิตใจให้ผ่องใส แข็งแรง
  • รักษาชีวิตครอบครัวให้เป็นสุข
  • ออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ โดยการออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง จะทำให้กล้ามเนื้อต่างแข็งแรง
  • การนวดกระตุ้นองคชาตจะช่วยเพิ่มปริมาณเลือดที่เข้าไปในองคชาติ เมื่อทำเป็นประจำทุกวันจะช่วยให้เส้นเลือดขยายตัวเนื้อเยื่อแข็งแรง
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ คือ ควรเข้านอนไม่เกิน 5 ทุ่ม เพราะถ้าเข้านอนดึกกว่านั้นและยังนอนหลับไม่สนิท จะทำให้การสร้างฮอร์โมนเพศทำได้ไม่สมบูรณ์

สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
กระชายดำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Kaempferia parviflora Wall. ex Baker ชื่อภาษาอังกฤษ คือ black ginger อยู่ในวงค์ (Zingiberaceae) ในเหง้ากระชายดำ ประกอบด้วยสารสำคัญต่างๆ ได้แก่ น้ำมันหอมระเหย สารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) กลุ่มฟลาโวน (flavones) เช่น 5,7-dimethoxyflavone, 5,7,4'-trimethoxyflavone, 5,7,3', 4'-tetramethoxyflavone และ 3,5,7,3',4'-pentamethoxyflavone กลุ่มสารแอนโทไซยานิน (antho-cyanins) และสารประกอบฟีนอลิก (phenolic compounds) อื่นๆ ส่วนใหญ่แล้วพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีเข้ม จะมีปริมาณสารฟีนอลิกรวมและสารฟลาโวนอยด์สูงกว่าพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีจาง ส่วนพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีจาง จะมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยสูงกว่าพันธุ์ที่มีสีเข้ม  สรรพคุณในตำรายาไทยของกระชายดำ ระบุว่าเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกาม เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ในการใช้แบบพื้นบ้าน จะนำมาทำเป็นยาลูกกลอน โดยเอาผงแห้งมาผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอน หรือทำเป็นยาดองเหล้าและดองน้ำผึ้ง
สำหรับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพ และเภสัชวิทยาของกระชายดำที่สนับสนุนสรรพคุณที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางเพศของกระชายดำ พบว่าสารสกัดเอทานอลจากเหง้ามีผลทำให้พฤติกรรมทางเพศของสัตว์ทดลองดีขึ้น และมีผลต่ออวัยวะสืบพันธุ์โดยเพิ่มน้ำหนักของท่อพักเชื้ออสุจิ ถุงน้ำอสุจิ ต่อมลูกหมาก และกล้ามเนื้อก้นของหนู
สารสกัดจากเหง้ายังมีผลเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศของสัตว์ทดลอง มีฤทธิ์ยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบองคชาต (carvernosum) ของหนูแรท และกล้ามเนื้อเรียบอวัยวะเพศผู้ของคนที่ได้จากการผ่าตัดแปลงเพศ ซึ่งส่งผลให้กล้ามเนื้อคลายตัว เลือดจึงไหลเวียนเข้าสู่อวัยวะเพศได้ดี ทำให้อวัยวะเพศเกิดการแข็งตัว นอกจากนี้สารสกัดเอทานอลและสารกลุ่มฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ phosphodiesterase ทำให้กล้ามเนื้อหลอดเลือดคลายตัวและขยาย เลือดจึงไหลเวียนเข้าสู่อวัยวะเพศได้ดี
การศึกษาในอาสาสมัครเพศชายที่มีสุขภาพดี อายุเฉลี่ย 65.05±3.5 ปี ที่รับประทานแคปซูลสารสกัดเอทานอลจากกระชายดำ ขนาด 25 และ 90 มก./วัน เป็นเวลา 2 เดือน พบว่าสารสกัด ขนาด 90 มก./วัน มีผลเพิ่มการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางเพศ (erotic stimuli) ของอาสาสมัครได้ โดยเพิ่มขนาดและความยาวขององคชาติ ลดระยะเวลาในการหลั่งน้ำกาม และเพิ่มความพึงพอใจต่อการแข็งตัว (erection satisfaction) และผลยังคงอยู่จนถึง 2 เดือนที่ได้รับสารสกัดอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อหยุดให้สารสกัดก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่แคปซูลกระชายดำไม่มีผลต่อระดับของฮอร์โมน testosterone, FSH, LH, cortisol และ prolactin
จากข้อมูลรายงานการวิจัยจะเห็นว่า กระชายดำมีผลเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ โดยมีผลต่อพฤติกรรมทางเพศ เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของอวัยวะเพศคลายตัว ส่งผลให้เกิดการแข็งตัวของอวัยวะเพศได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มาสนับสนุนสรรพคุณพื้นบ้านของกระชายดำในการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ กระชายดําไม่ได้เป็นยาปลุกอารมณ์ทางเพศ แต่ช่วยทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวได้ง่าย และบ่อยขึ้น มีระยะเวลาในการแข็งตัวที่นานขึ้น
กวาวเครือแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Butea superba Roxsb. วงศ์ Fabaceae สรรพคุณ หัวใต้ดิน ทำให้นอนหลับและเสพติดเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง บำรุงความกำหนัด เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ สาระสำคัญ Butenin สารในกลุ่ม Isoflavonvids flavonoids flavonoid glycosides
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นกำหนัด หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง

กวาเครือแดงและสารสกัดแอลกกอฮอล์

  • ทำให้จำนวนและการเคลื่อนที่ของอสุจิเพิ่มขึ้น
  • ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลและ testosterone เพิ่มขึ้น
  • ประสิทธิภาพจะขึ้นกับขนาดที่ให้
  • ออกฤทธิ์โดยยับยั้งเอนไซม์ phosphodiesterase (PDE) ทำให้ cavernosal smooth muscle เกิดการคลายตัว ทำให้ปริมาณเลือดที่เข้าไปในองคชาตของเพิ่มขึ้น ความยายขององคชาตเพิ่มขึ้น และเหนี่ยวนให้เกิดการแข็งตัวขององคชาต
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นกำหนด
การทดลองทางคลินิก การศึกษาในเพศชาย อายุระหว่าง 30-70 ปี 17 คน และมีประวัติว่ามีภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ให้รับประทานกวาวเครือแดงแคปซูลขนาด 250 มก. วันละ 2 แคปซูล ใน 4 วัน แรก หลังจากนั้นให้รับประทานวันละ 4 แคปซูล จนครบ 3 เดือนแล้ว ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับดัชนีชี้วัดสมรรถภาพทางเพศ (IIEF-5) ในทุกๆสองสัปดาห์ พบว่า กวาวเครือแดงไม่มีผลต่อค่าเลือดและระดับ testosterone ซึ่งไม่ต่างกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก แต่ผลคะแนนจากแบบสอบถาม  (IIEF-5) พบว่ากวาวเครือแดงทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น 82.4%
ถั่งเช่า (ตังถั่งเช่า ตังถั่งแห่เช่า หญ้าหนอน) ชื่อวิทยาศาสตร์ Ophiocordy ceps sinensis  วงศ์ Ophiocordycipitacceae สรรพคุณ กระตุ้นกำหนัด บำรุงร่างกาย บำรุงปอด ตับ ไต สาระสำคัญ galactomannan, adenosine, cordycepin , cordycepic acid, ergosterol, β-sitosterol, Vitamins, monerals
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นกำหนัด หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง การศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัขวิทยาในหลอดทอลองและสัตว์ทดลองพบว่าถั่งเข่ามีฤทธิ์ปรับสมดุลของร่างกาย กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดระดับน้ำตาลในเลือด ต้านการอักเสบ และกระตุ้นสมรรถภาพทางเพศ
การทดลองทางคลินิก การวิจัยในผู้ชาย 22 คน  ใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริม พบว่าช่วยเพิ่มจำนวนของอสุจิและลดปริมาณของอสุจิที่ผิดปกติลง กรณีศึกษาในผู้ป่วยทั้งชายและหญิง 189 คน ที่มีความต้องการทางเพศลดลง พบว่าถั่งเช่าสามารถให้อาการและความต้องการทางเพศสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าการรับประทานถั่งเช่าจะช่วยปกป้องและช่วยให้การทำงานของต่อมหมวกไตดีขึ้น ฮอร์โมนจากต่อมไทมัสและจำนวนของอสุจิที่สามารถปฏิสนธิได้เพิ่มขึ้น และช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศของผู้หญิงได้
ข้อควรระวังในการใช้ถั่งเช่า

  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด
  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
  • ไม่ควรใช้กับหญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร และเด็ก เนื่องจากยังขาดมีข้อมูลด้านความปลอดภัย
  • ห้ามใช้ในคนที่แพ้เห็ด Cordyceps ผู้ป่วยที่มีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และผู้ป่วยที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ


นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าอาหารรสเผ็ดร้อนต่างๆ จะช่วยกระตุ้นกำหนัดได้ เช่น เครื่องเทศต่างๆ หัวหอม กระเทียม พริกไทย โสมต่างๆ ในแปะก๊วย (จิงโกะ) เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง

  • พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์.(2547).คู่มือ “เซ็กซ์”กรุงเทพฯ ก.พล.
  • Hatzimouratidis, K., et al. (2554). เพศสัมพันธ์ในผู้สูงอายุ.วารสาร มฉก.วิชาการ,15(29),97-112.
  • จันทร์วิภา ดิลกสัมพันธ์.คุณผู้ชายกับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ.คอลัมน์ บทความวิชาการ.วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาส

11

โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)
รคสะเก็ดเงิน คืออะไร โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) โรคเกล็ดเงิน หรือโรคเรื้อนกวาง เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่งที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อและไม่ใช่โรคติดต่อ รอยโรคมีลักษณะขึ้นเป็นผื่นหรือปื้นแดง หนา เจ็บ คัน และตกสะเก็ดเป็นเกล็ดสีเงินปกคลุม จึงได้ชื่อว่าโรคสะเก็ดเงิน โดยเกิดจากการแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์ผิวหนังอย่างรวดเร็วกว่าปกติโดยการกระตุ้นของสารเคมีจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า ลิมโฟไซต์ (Lymphocytes) ชนิดเซลล์ที (T-cell) ทำให้เกิดการอักเสบจนเกิดเป็นผื่นหรือปื้นหนาขนาดใหญ่ และโรคสะเก็ดเงินนี้สามารถเกิดกับผิวหนังได้ทุกส่วน แต่ที่พบได้บ่อยคือ ผิวหนังส่วนข้อศอก (ด้านนอก) เข่า (ด้านนอก) ผิวหนังส่วนด้านหลัง หลังมือ หลังเท้า หนังศีรษะ และใบหน้า โรคสะเก็ดเงินจัดเป็นโรคผิวหนังที่พบได้เรื่อยๆไม่ถึงกับบ่อยมาก(ประมาณ 3% ของคนทั่วไปเกิดได้ในทุกอายุตั้ง แต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ แต่พบได้บ่อยกว่าเมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไป เพราะปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคในเด็กยังมีไม่มาก เช่น ความเครียด การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ส่วนโอกาสที่พบในผู้หญิงและในผู้ชายมีใกล้เคียงกัน ผู้ป่วยมักจะเริ่มมีอาการครั้งแรกในช่วงอายุ 10-40 ปี ผู้ป่วยประมาณ 30% พบว่ามีประวัติโรคนี้ในครอบครัว
ในปัจจุบัน โรคสะเก็ดเงินไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะทางผิวหนัง แต่อาจพบมีสัมพันธ์กับโรคอื่นๆได้แก่  โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน และกลุ่ม metabolic syndrome ได้แก่   โรคอ้วน   
                     ที่มา : Wikipedia                       ภาวะไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน เป็นต้น
สาเหตุของโรคสะเก็ดเงิน ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคสะเก็ดเงิน แต่จากการศึกษาเชื่อว่า เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกันเช่น อาจเกิดมาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันเกิดความผิดปกติ จึงได้ทำลายเซลล์ผิวหนังแทนสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย หรืออาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรม คือ โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคทางพันธุกรรม ที่มีแบบแผนการถ่ายทอดทางพันธุกรรมไม่ชัดเจน โดยพบว่าถ้าบิดาและมารดาเป็นโรคนี้ บุตรที่เกิดมาจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงถึง 65-83% ถ้าบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งเป็นโรค บุตรที่เกิดมาจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ลดลงเหลือ 28-50% หรือถ้ามีพี่น้องในครอบครัวเป็นโรคนี้โดยที่บิดาและมารดาไม่ได้เป็นโรค บุตรคนถัดไปที่เกิดมาก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงถึง 24% แต่ถ้าทั้งบิดาและมารดาไม่เป็นโรคนี้เลย บุตรที่เกิดมาจะมีโอกาสเป็นโรคนี้น้อยลงไปเหลือเพียง 4%  และยังพบว่ายังเกี่ยวข้องกับความผิดปกติอื่นๆ เช่น ความผิดปกติใน metabolism ของ Arachidonic acid และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของผิวหนัง บริเวณรอยโรคของ Psoriasis เซลล์ผิวหนังในชั้น epidermis มีการแบ่งตัวเร็วกว่าปกติหลายเท่า และเคลื่อนตัวมาที่ผิวนอกภายในเวลา 4วัน (ปกติใช้เวลา 28วัน) ทำให้ผิวหนังหนาเป็นปื้น แต่เซลล์ผิวหนังขาดแรงยึดเหนี่ยวกันตามปกติ ทำให้ keratin หลุดลอกออกเป็นแผ่นๆได้ง่าย มักพบมีอาการกำเริบเวลามีภาวะเครียดทางกาย และจิตใจที่มากเกินไป การติดเชื้อ การได้รับบาดเจ็บ การขูดข่วนผิวหนัง การแพ้แดด การแพ้ยา (เช่น Chloroquin, Beta-Blocker, Contraceptive, NSAIDs)
อาการของโรคสะเก็ดเงิน  อาการของโรคสะเก็ดเงินนี้มีหลายชนิด ซึ่งผู้ป่วยอาจเป็นชนิดเดียวหรือหลายชนิดก็ได้ โดยโรคสะเก็ดเงินจำแนกเป็นชนิดต่างๆตามลักษณะทางคลินิกดังต่อไปนี้

  • ชนิดผื่นหนา (Plaque psoriasis) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด (ประมาณ 80%) รอยโรคเป็นผื่นแดงหนา ขอบเขตชัด ขุยหนาสีขาวหรือสีเงินจึงได้ชื่อว่า”โรคสะเก็ดเงิน” พบบ่อยบริเวณหนังศีรษะ ลำตัว แขนขา โดยเฉพาะบริเวณ ข้อศอก และหัวเข่าซึ่งเป็นบริเวณที่มีการเสียดสี
  • ชนิดผื่นขนาดเล็ก (Guttate psoriasis) พบได้ประมาณ 10% มีรอยโรคเป็นตุ่มแดงเล็กคล้ายหยดน้ำขนาดเล็กไม่เกิน 1 เซนติเมตร มีขุย ผู้ป่วยมักมีอายุน้อยกว่า 30 ปี และอาจมีประวัติการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนนำมาก่อน
  • ชนิดที่มีตุ่มหนอง (Pustular Psoriasis) เป็นชนิดที่เกิดได้มากในวัยผู้ใหญ่ บริเวณผิวหนังมีตุ่มหนองสีขาวกระจายเป็นวงกว้างและเกิดการอักเสบจนแดง มักพบมากตามแขนขา อาจเกิดการแพร่กระจายไปทั่วลำตัวได้ บางรายอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไข้ขึ้น รู้สึกคันตามผิวหนัง ไม่อยากอาหาร
  • ชนิดผื่นแดงลอกทั่วตัว (Erythrodermic psoriasis) เป็นสะเก็ดเงินชนิดรุนแรงพบได้น้อย (ประมาณ 3%) โดนผิวหนังมีลักษณะแดงและมีขุยลอกเกือบทั่วพื้นที่ผิวทั้งหมดของร่างกาย อาจเกิดจากการขาดยาหรือมีปัจจัยกระตุ้น
  • สะเก็ดเงินบริเวณซอกพับ (Inverse psoriasis) เป็นโรคสะเก็ดเงินที่มีรอยโรคในบริเวณซอกพับของร่างกาย ได้แก่ รักแร้ ขาหนีบ และใต้ราวนม รอบอวัยวะเพศ เป็นต้น ลักษณะเป็นผื่นแดงเรื้อรังและมักไม่ค่อยมีขุย
  • สะเก็ดเงินบริเวณมือเท้า (Palmoplantar psoriasis) เป็นโรคสะเก็ดเงินบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลักษณะเป็นผื่นแดงขอบเขตชัดเจน ขุยลอก ผื่นอาจพบลามมาบริเวณหลังมือ หลังเท้าได้
  • เล็บสะเก็ดเงิน (Psoriatic nails) ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินมักพบมีความผิดปกติของเล็บร่วมด้วย ที่พบบ่อยได้แก่ เล็บเป็นหลุม, เล็บร่อน, เล็บหนาตัวขึ้นและเล็บผิดรูป
  • ข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (Psoriatic arthritis) ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินอาจพบมีความผิดปกติการอักเสบของข้อร่วมด้วย ซึ่งพบได้ทั้งข้อใหญ่ ข้อเล็ก อาจเป็นข้อเดียว หรือ หลายข้อ ส่วนใหญ่การอักเสบของมือจะเกิดที่ข้อนิ้วมือซึ่งหากเป็นเรื้อรังและทำให้เกิดการผิดรูปได้
แนวทางการรักษาโรคสะเก็ดเงิน การวินิจฉัย อาศัยประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลัก คือ

ลักษณะทางคลินิก

ซักประวัติอาการ

  • เป็นผื่นเรื้อรัง
  • มีหรือไม่มีอาการคัน
  • มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคสะเก็ดเงินหรือไม่
  • ผื่นกำเริบภายหลังภาวะติดเชื้อ ความเครียด หรือหลังได้รับยาบางชนิด เช่น lithium, antimalarial , beta-blocker, NSAID และ alcohol



การตรวจร่างกาย

  • ผิวหนัง มีผื่นหนาสีแดง ขอบชัดเจนคลุมด้วยขุยหนาขาวคล้ายสีเงิน ซึ่งสามารถขูดออกได้ง่าย และเมื่อขูดขุยหมาดจะมีจุดเลือดออกบนรอยผื่น (Auspitz’s sign) บนรอยแผลถลอกหรือรอยแผลผ่าตัด (Koebner phenomenon)






โดยผื่นผิวหนังพบได้หลายลักษณะ เช่น ผื่นหนาเฉพาะที่  (Chronic plaque type) ผื่นขนาดหยดน้ำ (Guttate psoriasis)  ผิวหนังแดงลอกทั่วตัว (Erythroderma) ตุ่มหนอง (Pustular psoriasis)

  • เล็บ พบมีหลุม (pitting) เล็บร่อน (onycholysis) ปลายเล็บหนามีขุยใต้เล็บ (subungual hyperkeratosis) หรือจุดสีน้ำตาลใต้เล็บ (oil spot)
  • ข้อ มีการอักเสบของข้อซึ่งอาจเป็นได้ทั้งข้อใหญ่ ข้อเล็ก เป็นข้อเดียว หรือหลายข้อ และอาจจะมีข้อพิการตามหลังการอักเสบเรื้อรัง

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • การตรวจทางพยาธิ พยาธิสภาพของผื่นสะเก็ดเงินจะมีลักษณะเฉพาะ แต่ไม่จำเป็นต้องทำทุกราย อาจทำเพื่อช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและช่วยวินิจฉัยโรคในกรณีที่มีปัญหา เช่น การตรวจ KOH เพื่อแยกโรคเชื้อรา และการทำ Patch Test เพื่อแยกโรค Contact dermatitis เป็นต้น




โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้หายขาด แต่การรักษาทำได้เพียงบรรเทาอาการให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น ลดการอักเสบและผิวหนังที่ตกสะเก็ด ชะลอการเติบโตของเซลล์ผิวหนัง และขจัดผิวหนังที่เป็นแผ่นแข็ง ซึ่งการรักษาสามารถทำได้หลายวิธี
โดยแนวทางการรักษาโรคสะเก็ดเงิน ขึ้นกับความรุนแรงของโรคดังนี้
     - สะเก็ดเงินความรุนแรงน้อย หมายถึง ผื่นน้อยกว่า10% ของพื้นที่ผิวทั่วร่างกาย (ผื่นขนาดประมาณ 1 ฝ่ามือเท่ากับพื้นที่ประมาณ1%) ให้การรักษาโดยใช้ยาทาเป็นอันดับแรก
     - สะเก็ดเงินความรุนแรงมากหมายถึง ผื่นมากกว่า10% ของพื้นที่ผิวทั่วร่างกาย พิจารณาให้การรักษาโดยใช้ยารับประทานหรือฉายแสงอาทิตย์เทียม หรืออาจใช้ร่วมกันระหว่างยารับประทานหรือฉายแสงอาทิตย์เทียมและยาทารวมถึงอาจต้องพิจารณาใช้ยาฉีด
การรักษาโรคสะเก็ดเงินในปัจจุบันมีการรักษาอยู่ 4 ประเภท ได้แก่
ยาทาภายนอก ยาทารักษาโรคสะเก็ดเงิน มีหลายชนิด ได้แก่
     1.ยาทาคอติโคสเตียรอยด์ (topical corticosteroids) ส่วนใหญ่นิยมใช้เนื่องจากเป็นครีมขาวใช้ง่าย และตอบสนองต่อการรักษาดีแต่หากใช้ยาที่แรงเกินไปร่วมกับทาเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดผิวหนังบางและเกิดรอยแตกของผิวหนังได้ รวมถึงอาจเกิดการดื้อยาและอาจกดการทำงานของต่อมหมวกไตได้

  • น้ำมันดิน (tar)มีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลผิวหนังที่ผิดปกติ ประสิทธิภาพดี แต่น้ำมันดินมีสีน้ำตาล กลิ่นเหม็น เวลาทาอาจทำให้เปรอะเปื้อนเสื้อผ้าอาจพบผลข้างเคียงคือเกิดรูขุมขนอักเสบ หรือระคายเคืองผิวหนังบริเวณที่ทายาได้
  • แอนทราลิน (anthralin, dithranol)มีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลผิวหนังที่ผิดปกติ แต่อาจทำให้ระคายเคืองผิวหนังรวมถึงผิวหนังบริเวณที่ทายามีสีคล้ำขึ้นได้
  • อนุพันธ์วิตามิน ดี (calipotriol)มีฤทธิ์ทำให้การแบ่งตัวของเซลผิวหนังกลับสู่ปกติข้อเสียของยานี้คือหากทาบริเวณผิวหนังที่บาง อาจมีการระคายเคืองได้ และยามีราคาแพงปัจจุบันมียาทาที่ผสมระหว่างอนุพันธ์วิตามิน ดี และยาทาคอติโคสเตียรอยด์เข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลข้างเคียง
  • ยาทากลุ่ม calcineurin inhibitor (tacrolimus,pimecrolimus) เป็นยากลุ่มใหม่แพทย์บางรายนำมาใช้ในการรักษาผื่นโรคสะเก็ดเงินบริเวณหน้าหรือตามซอกพับเพื่อต้องการหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากยาทาคอติโคสเตียรอยด์แต่ยังไม่แพร่หลายเนื่องจากยามีราคาแพง
ยารับประทานรักษาโรคสะเก็ดเงิน พิจารณาให้กรณีสะเก็ดเงินรุนแรงปานกลางถึงมาก ที่ใช้บ่อยในประเทศไทยมี 3 ชนิด

  • เมทโทเทรกเสท (methotrexate) เป็นยาที่ได้ผลดีกับสะเก็ดเงินเกือบทุกชนิด ออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลผิวหนังที่ผิดปกติ รวมถึงมีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ผลข้างเคียงของเมทโทเทรกเสทที่อาจพบ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน หากรับประทานยาติดต่อกันนานหลายปีจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดตับแข็งได้ แพทย์จึงต้องทำการตรวจเลือดผู้ป่วยเพื่อดูการทำงานของเม็ดเลือด ตับละไตเป็นระยะ
  • อาซิเทรติน (acitretin) เป็นยารับประทานในกลุ่ม vitamin A ได้ผลดีมากสำหรับสะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนอง ผลข้างเคียงที่อาจพบ ได้แก่ ปากแห้งลอก ผิวแห้ง มือเท้าตึงลอก รอบเล็บอักเสบ ระดับไขมันในเลือดสูง และอาจทำให้เกิดตับอักเสบได้ ข้อควรระวังสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยานี้คือ ห้ามตั้งครรภ์เนื่องจากทารกในครรภ์อาจพิการได้ โดยต้องคุมกำเนิดขณะรับประทานและต้องคุมกำเนิดต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปีหลังหยุดยา
  • ไซโคลสปอริน (cyclosporin) มีฤทธิ์ลดการอักเสบและยับยั้งภูมิคุ้มกันของร่างกาย ประสิทธิภาพในการรักษาดีใช้กรณีสะเก็ดเงินรุนแรงปานกลางถึงมาก ผลข้างเคียง ได้แก่ ขนยาว เหงือกบวม เป็นพิษต่อไต และความดันโลหิตสูง ดังนั้นจึงต้องเจาะเลือดติดตามการทำงานของไตและวัดความดันโลหิตเป็นระยะ
การฉายแสงอาทิตย์เทียม (Phototherapy)
     เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลดีในการรักษาสะเก็ดเงิน โดยจะใช้รังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งปัจจุบันที่ใช้ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ รังสีอัลตราไวโอเลต A (320-400nm) และรังสีอัลตราไวโอเลต B (290-320nm) ซึ่งผู้ป่วยต้องมารับการรักษา 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนติดต่อกัน โดยจะให้ผลดีประมาณ 70 - 80% ขึ้นไป พบผลข้างเคียงน้อย  ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคันและแดงบริเวณผิวหนังที่ฉายแสงหลังทำการรักษา ข้อดีคือส่วนใหญ่การกลับเป็นซ้ำของโรคจะน้อยกว่าการรักษาโดยใช้ยาทาหรือยารับประทาน
ยาฉีดกลุ่มชีวภาพ (Biological agents)
     เป็นยาใหม่ที่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย อยู่ในรูปยาฉีดเข้าเส้นหรือเข้าใต้ชั้นไขมัน ซึ่งยาบางชนิดฉีดสัปดาห์ละ  2 ครั้ง บางชนิดอาจฉีดห่างกันทุก 3 เดือน ซึ่งยาฉีดประเภทที่กล่าวมานี้ เช่น อะเลฟเซ็บ (Alefacept) อีทาเนอร์เซ็บ (Etanercept) อีฟาลิซูแม็บ (Efalizumab) อินฟลิกซิแมบ (Infliximab)  ข้อเสียคือ ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่เนื่องจากยาในกลุ่มนี้เป็นยาใหม่ จึงต้องติดตามผลข้างเคียงระยะยาว นอกจากการรักษาข้างต้นที่กล่าวมาแล้วนั้น การให้ความรู้ผู้ป่วยและญาติมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน การเข้าใจความจริงที่ว่าสะเก็ดเงินเป็นโรคไม่ติดต่อ ผู้ป่วยจะไม่ถูกรังเกียจจากคนรอบข้าง ญาติและคนใกล้ชิดควรเข้าใจและให้กำลังใจผู้ป่วย
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคสะเก็ดเงิน

  • พันธุกรรม เพราะพบโรคได้สูงในคนมีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้
  • อาจติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียบางชนิดบ่อยๆเช่น โรคต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อ สเตร็ปโตคอกคัส
  • ภาวะมีความเครียด เพราะความเครียดส่งผลให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำหรือ ผิดปกติได้
  • มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคผิดปกติหรือบกพร่อง เพราะพบโรคได้สูงขึ้นในคนกลุ่มนี้เช่น ผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) หรือโรคเอดส์
  • กินยาบางชนิดเช่น ยาลดความดันโลหิตบางชนิด หรือยาทางด้านจิตเวชบางชนิด หรือ ยาที่มีผลกดภูมิคุ้มกันต้านทานโรคเช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์
  • ในคนสูบบุหรี่ ซึ่งอาจจากสารพิษต่างๆในควันบุหรี่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันต้านทานโรค หรือ เพราะมีความเครียดจึงสูบบุหรี่
  • ในคนอ้วนหรือโรคอ้วน
การติดต่อของโรคสะเก็ดเงิน เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่นอนแต่เชื่อกันว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น พันธุกรรม ภูมิต้านทาน/ภูมิคุ้มกัน ที่ผิดปกติ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่ทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงินขึ้นมาและโรคสะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ ดังนั้นคนที่สัมผัสคนเป็นโรคสะเก็ดเงินหรือผิวหนังส่วนเกิดโรคหรือแม้แต่สะเก็ดของผิวหนังส่วนเกิดโรคจึงไม่เกิดเป็นโรคสะเก็ดเงินแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่มีรายงานว่าโรคสะเก็ดเงินมีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คน
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงิน

  • ปฏิบัติตามแพทย์/พยาบาลแนะนำ
  • ทายา กินยาตามแพทย์แนะนำอย่างถูกต้อง อย่าขาดยา
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยต่อความรุนแรงของโรคดังกล่าวแล้ว โดยเฉพาะบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • อาบน้ำโดยใช้สบู่เด็กอ่อน อาจใช้สบู่สำหรับผิวแห้งมาก (สบู่ผสมน้ำมัน) ในบริเวณผิว หนังส่วนเกิดโรค
  • กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบถ้วนในทุกวัน พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายแข็ง แรงลดโอกาสติดเชื้อ
  • ตากแดดอ่อนๆทุกวันตามแพทย์/พยาบาลแนะนำ
  • หลีกเลี่ยงภาวะที่จะทำให้เครียดเพราะความเครียดเป็นตัวเร็งให้อาการของโรคกำเริบ
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพจิตที่ดี
  • พบแพทย์ตามนัดเสมอ และรีบพบก่อนนัดเมื่ออาการต่างๆเลวลง หรือมีอาการผิดปกติไปจากเดิม หรือเมื่อกังวลกับอาการ
การป้องกันตนเองจากโรคสะเก็ดเงิน เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินยังไม่พบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัดดังนั้น การป้องกันโรคจึงยังไม่สามารถทำได้เต็มประสิทธิภาพ แต่ทางที่ดีที่สุดในการป้องกันโรค คือ ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นของการเกิดโรค เช่น พยายามหลีกเลี่ยงความเครียดในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด การรับประทานยาบางชนิดควรมีการปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา เช่น ยาลิเทียม ยาต่อต้านมาลาเรีย (Chlroquine)  ยาลดความดันโลหิต (Bota-Blocker) ยาในกลุ่มลดการอักเสบ (NSAIDs) พยายามดูแลผิวหนังไม่ให้บาดเจ็บจากสิ่งแวดล้อมภายนอก หากเกิดอาการผิดปกติบริเวณผิวหนังควรมีการพบแพทย์โดยด่วน
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคสะเก็ดเงิน
มีรายงานการศึกษาวิจัยในปัจจุบัน สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินในคนยังมีการศึกษาไม่มาก สมุนไพรที่มีการวิจัยในคนของโรคสะเก็ดเงิน ได้แก่ ว่านหางจระเข้ โดยทดสอบในผู้ที่เป็นโรคเรื้อนกวาง 60 คน ใช้สารสกัดว่านหางจระเข้ (0.5%) ในรูปครีมทาบริเวณที่เป็นวันละ 3 ครั้ง นาน 16 สัปดาห์ และติดตามผลทุกเดือนอีก 12 เดือน พบว่าสารสกัดว่านหางจระเข้สามารถรักษาโรคเรื้อนกวางได้ 83.3% เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอกที่รักษาได้เพียง 6.6% นอกจากนี้มีตำรับยาทาที่มีส่วนประกอบคือ dimethicone 6 ออนซ์ cyclomethicone 2 ออนซ์ mineral oil 7.5 ซีซี. เจลว่านหางจระเข้ 7.5 ซีซี. วิตามินอี 7.5 ซีซี. วิตามินเอ 3.75 ซีซี. สังกะสี 3.75 ซีซี. และน้ำ 0.625 ซีซี. ว่าสามารถรักษาโรคสะเก็ดเงินได้  และสารสกัดน้ำจากบัวบก สามารถต้านการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังชั้น keratin ที่ทดสอบในหลอดทดลองซึ่งในโรคเรื้อนกวางเป็นโรคที่มีการแบ่งตัวของผิวหนังชั้น keratin ที่เร็วกว่าปกติ ซึ่งผู้วิจัยคิดว่าบัวบกมีศักยภาพในการนำมาพัฒนาเป็นยาทาภายนอก
ว่านหางจระเข้ ชื่อวิทยาศาสตร์ Aloe vera (L.) Burm.f. จัดอยู่ในวงศ์ XANTHORRHOEACEAE และอยู่ในวงศ์ย่อย ASPHODELOIDEAE

สรรพคุณของว่านหางจระเข้

  • วุ้นว่านหางจระเข้มีสรรพคุณช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยป้องกันและลดการเกิดแผลในกระเพาะขณะท้องว่าง ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารต่าง ๆ
  • ใช้เป็นถ่าย ยาระบาย ที่เปลือกของว่านหางจระเข้จะมีน้ำยางสีเหลือง ในน้ำยางจะมีสารแอนทราควิโนน (Anthraquinone) ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบาย หากนำน้ำยางไปเคี่ยวให้น้ำระเหยออกแล้วทิ้งไว้ให้เย็น ก็จะได้สารสีน้ำตาลเกือบดำ หรือเรียกว่า “ยาดำ” ซึ่งยาดำนี้เองใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแผนโบราณที่ต้องการให้มีฤทธิ์เป็นยาระบายอยู่หลายตำรับ
  • ช่วยรักษาแผลสด แผลจากของมีคม แผลที่ริมฝีปาก แก้ฝี แก้ตะมอย ด้วยการใช้วุ้นจากใบนำมาแปะบริเวณแผลให้มิดชิดและใช้ผ้าปิดไว้ แล้วหยอดน้ำเมือกลงตรงแผลให้ชุ่มอยู่เสมอ หรือจะเตรียมเป็นขี้ผึ้งก็ได้
  • ช่วยรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ช่วยดับพิษร้อนบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนจากแผล ด้วยการใช้วุ้นจากใบสดที่ล้างน้ำสะอาด แล้วฝานบาง ๆ นำมาทาหรือแปะไว้บริเวณแผลตลอดเวลา จะช่วยทำให้แผลหายเร็วมากขึ้นและอาจไม่เกิดรอยแผลเป็นด้วย
  • ช่วยรักษาโรคสะเก็ดเงิน ช่วยลดการตกสะเก็ดและลดอาการคันของโรคเรื้อนกวาง ทำให้แผลดูดีขึ้น
บัวบก ชื่อสามัญ Gotu kola ชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica (L.) Urb. จัดอยู่ในวงศ์ผักชี (APIACEAE หรือ UMBELLIFERAE)
สรรพคุณของใบบัวบก

  • ช่วยรักษาอาการมีหนองออกจากปัสสาวะ
  • ช่วยแก้อาการน้ำดีในร่างกายมากเกินไป
  • ช่วยแก้อาการฟกช้ำ ด้วยการใช้ใบบัวบกมาทุบให้แหลกแล้วนำมาโปะบริเวณที่ฟกช้ำ หรือจะใช้ใบบัวบกประมาณ 40 กรัม ต้มกับเหล้าแดงประมาณ 250 ประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วนำมาดื่ม
  • ใช้บัวบกตำนำมาพอกรักษาความร้อนบวมของโรคไฟลามทุ่ง หรือใช้รักษาอาการด้วยการใช้น้ำคั้นบัวบกนำมาผสมกับแป้งข้าวเหนียวทำเป็นแป้งเหลว พอกบริเวณที่เป็น
  • ช่วยรักษาพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
  • ช่วยรักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ เช่น โรคเรื้อน โรคสะเก็ดเงิน หิด หัด เป็นต้น
  • บัวบกมีการนำมาผลิตเป็นแคปซูลวางจำหน่าย มีสรรพคุณในการช่วยบำรุงสมองเป็นหลัก (Brain tonic)
  • น้ำใบบัวบกเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับหน้าร้อนเป็นอย่างมาก เพราะมีฤทธิ์เป็นยาเย็นดับร้อนในร่างกายได้สารพัด
เอกสารอ้างอิง

  • ผศ.พญ.ชนิษฏา วงษ์ประภารัตน์.โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) .ภาควิชาอาจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล.
  • นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. สิงหาคม 2544 . Psoriasis. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. ครั้งที่ สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน กรุงเทพฯ 10400. พิมพ์ดี กรุงเทพฯ. หน้า 664-666
  • แนวทางเวชปฏิบัติโรคสะเก็ดเงิน Psoriasis . สถาบันโรคผิวหนัง.กรมการแพทย์.กระทรวงสาธารณสุข.หน้า14-26
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “โซริอาซิส/โรคเกล็ดเงิน (Psoriasis)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 1019-1024.
  • โรคสะเก็ดเงิน-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • Roger C. Cornell, M.D.,Richard B. Stoughton, M.D. Topical Corticosteroid. 1985 Hoechst Aktiengesellscsast. West Germany. Page 17,28-31
  • Luba, K., and Stulberg, D. (2006). Chronic plaque psoriasis. Am Fam Physician, 73, 636-644.
  • อภิชาติ ศิวยาธร. กรกฎาคม Psoriasis. คลินิกโรคผิวหนังต้องรู้. ครั้งที่ 4. สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน กรุงเทพฯ 10400. พิมพ์ดี กรุงเทพฯ. หน้า 102-108
  • สมุนไพรรักษาโรคสะเก็ดเงิน.หัวข้อถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัย.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก



Tags : โรคสะเก็ดเงิน

12

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer Disease)
โรคอัลไซเมอร์คืออะไร โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) ยอดเยี่ยมในโรคสมองเสื่อมที่มักพบที่สุด โรคนี้ศึกษาและทำการค้นพบครั้งแรกโดยจิตแพทย์ชาวเยอรมันชื่อ Alois Alzheimer ในปี พ.ศ. 2499 ซึ่งมีเหตุที่เกิดจากการตายของเซลล์สมอง ทำให้รูปแบบการทำงานของสมองเสื่อมลง กระทั่งมีผลกระทบต่องานกิจวัตรของผู้ป่วย ในช่วง 8 -10 ปี หลังจากเริ่มมีอาการและไม่ได้รับการดูแลและรักษาผู้เจ็บป่วยโรคอัลไซเมอร์จะมีอาการโรคสมองเสื่อมรุนแรงเพิ่มขึ้น
            โดยโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) นี้มีรูปทรงคิดเป็นร้อยละ 50 ของผู้เจ็บป่วยภาวะสมองทั้งหมดทั้งปวง จะมีอาการหลงๆลืมๆ โดยจะลืมเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นใหม่ๆในชีวิตประจำวัน เช่น ลืมว่าวันนี้กินอาหารเช้าหรือยัง ลืมว่าเคยพบผู้ใดกันในวันนี้ ชอบกล่าวย้ำ ถามคำถามซ้ำ เชาวน์ความฉลาดเฉลียวลดน้อยลง ความถนัดต่างๆเริ่มสูญเสียไป การดำเนินของโรคจะค่อยๆเป็นค่อยๆไป และก็เสื่อมโทรมลงไปเรื่อยๆซึ่งเป็นโรคที่ไม่สามารถที่จะรักษาให้หายสนิทได้
            ในปี ค.ศ.2007 มีการรายงานว่าอเมริการมีผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) สูงถึง 5 ล้านคน รวมทั้งจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็น 16 ล้านคน ในอีก 40 ปีด้านหน้า ในประเทศทางแถบซีกโลกตะวันตก พบว่าโรคอัลไซเมอร์จะกำเนิดกับคนชราเป็นส่วนมาก โดยอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคเพิ่มขึ้นตามอายุ จากบุคคลที่แก่ 60-64 ปี มีอัตราเสี่ยงโดยประมาณ 1-3% บุคคลที่แก่มากยิ่งกว่า 65 ปี มีอัตราเสี่ยง 6-8% รวมทั้งเพิ่มขึ้นเป็น 30-40% ในบุคคลที่อายุมากกว่า 85 ปี
สาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ มูลเหตุและการดำเนินโรคของโรคอัลไซเมอร์ยังไม่เป็นที่ทราบดีนักในขณะนี้ การค้นคว้าวิจัยบ่งชี้ว่าโรคนี้มีความเกี่ยวพันกับโครงสร้างเหมือนคราบในสมองที่เรียกว่า พลาก (plaque) และก็แทงเกิล (tangle)  รวมทั้งความผิดปกติที่มีผลโดยตรงต่อสมอง ซึ่งเป็นศูนย์การสื่อสารที่น่าอัศจรรย์สำหรับในการควบคุมความรู้สึก แล้วก็การโต้ตอบ การติดต่อสื่อสารที่สำคัญต่างๆภายในร่างกายจะถูกส่งผ่านสมอง โดยมีสารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อประสาท (NEURO-TRANMITTER) เป็นตัวติดต่อ สารนี้จะช่วยนำคำสั่งจากสมองไปยังอวัยวะจุดหมายเพื่อมีการปฏิบัติงานขึ้น สำหรับสารสื่อประสาทที่มีความหมายอย่าง  ยิ่งต่อความจำของคนคือ สารอะเซติลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่าสารนี้ช่วยทำให้มนุษย์มีความรู้และมีความเข้าใจสำหรับเพื่อการจำ รวมทั้งหากในสมองมีสารนี้ต่ำลงมากมายจะก่อให้เซลล์สมองมีปัญหาสำหรับการสื่อสาร และพบว่าคนเจ็บโรคอัลไซเมอร์มีระดับของสารอะเซติลโคลีนต่ำลงอย่างมาก ซึ่งเชื่อว่าเป็นเหตุทำให้ความสามารถในการจำและก็การใช้เหตุผลของคนเจ็บต่ำลงตามไปด้วย  และก็ยังมีต้นสายปลายเหตุอื่นๆอีกอาทิเช่น คนเจ็บราว 7% เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากกรรมพันธุ์ แล้วก็สามารถถ่ายทอดสู่บุตรหลานได้ ตำแหน่งความผิดปกติบนโครโมโซมที่เจอแจ้งชัดแล้วว่าทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์อยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 21, 14, 1, แล้วก็ 19 คนที่มีความผิดปกติของกรรมพันธุ์พวกนี้ จะป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ที่อายุน้อยกว่าคนที่ไม่ได้มีความผิดธรรมดาทางพันธุกรรม นอกเหนือจากนั้นพบว่าในผู้ป่วยโรคกรุ๊ปอาการดาวน์ (Down’s syndrome) ซึ่งมีความผิดปกติคือมีสารพัดธุบาปของโครโมโซมแท่งที่ 21 เกินมา แม้มีชีวิตอยู่เกิน 40 ปี จะป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์สุดท้าย

อาการของโรคอัลไซเมอร์
ในระยะก่อนสมองเสื่อม (Predementia) อาการแรกสุดชอบเข้าใจผิดว่าเกิดขึ้นเองจากความชรา หรือเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากภาวการณ์เครียด ความผิดพลาดที่เห็นได้ชัดคือการสูญเสียความทรงจำ คือบากบั่นจำข้อมูลที่ศึกษาเมื่อไม่นานมานี้มิได้และไม่สามารถรับข้อมูลใหม่ๆได้ ในระยะก่อนแสดงอาการทางคลินิกนี้บางทีอาจเรียกอีกอย่างว่า ความบกพร่องทางการทราบบางส่วน (mild cognitive impairment)
สมองเสื่อมระยะเริ่มต้น (Early dementia) อาการเริ่มต้นมักเป็นการลืมเรื่องราวที่เพิ่มเกิดขึ้นใหม่ๆไม่นาน เวลาที่ความจำเรื่องเก่าๆในอดีตจะยังดีอยู่ ผู้ป่วยบางทีอาจถามซ้ำเรื่องที่เพิ่มบอกไปหรือพูดย้ำเรื่องที่พึ่งเล่าให้ฟัง นอกจากยังอาจมีอาการอื่นๆยกตัวอย่างเช่น วางของแล้วลืม ทำอะไรที่เคยทำประจำมิได้ งงมากเรื่อง วัน เวลา สถานที่ นึกคำกล่าวไม่ค่อยออกหรือใช้คำไม่ถูกๆแทน มีอารมณ์ ความประพฤติและก็บุคลิกที่เปลี่ยนไปจากเดิม การตัดสินใจห่วยลง ไม่สามารถมีความคิดริเริ่มใหม่ๆได้ อาการต่างๆกลุ่มนี้จะค่อยเริ่มเปลี่ยน จนกระทั่งก่อเรื่องต่อการทำงานรวมทั้งกิจวัตรที่ทำเป็นประจำ
สมองเสื่อมระยะปานกลาง (Moderate dementia) เมื่อลักษณะโรคเริ่มพัฒนาถึงขนาดต่อมา คนไข้จะยิ่งมีปัญหาด้านความจำ คนไข้มักจำต้องได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิเช่น การทานอาหาร การอาบน้ำแต่งตัว รวมทั้งการเข้าห้องสุขาทำธุระส่วนตัว โดยอาการที่แสดงมากขึ้นอาจมีดังนี้
การจำชื่อของคนรู้จักกันเปลี่ยนเป็นเรื่องยากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกครั้ง พากเพียรคิดชื่อเพื่อนแล้วก็ครอบครัวแม้กระนั้นคิดไม่ออก
เกิดภาวะสับสนรวมทั้งสูญเสียการรับรู้ด้านสถานที่ เวลา และก็บุคคล เป็นต้นว่า หลงทาง หรือเดินไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่เคยรู้วันเวลา
แนวทางการทำงานประจำวันที่มีหลายกระบวนการเปลี่ยนเป็นเรื่องยากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การแต่งตัว
มีการกระทำหมกมุ่น ทำอะไรซ้ำๆหรือวู่วาม
ไม่สามารถที่จะศึกษาสิ่งใหม่ๆมีปัญหาสำหรับเพื่อการต่อกรกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
มีลักษณะอาการหลงผิด เชื่อในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงอย่างวางใจ รวมทั้งอาจรู้สึกหวาดระแวงหรือสงสัยในตัวผู้ดูแลหรือครอบครัวของตัวเอง
มีปัญหาเกี่ยวกับการพูดหรือการใช้ภาษาติดต่อสื่อสาร
มีปัญหาด้านการนอนหลับ
กำเนิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ดังเช่นว่า อารมณ์ไม่คงที่ ปรวนแปรหลายครั้ง มีภาวะซึมเศร้า หรือตื่นตระหนก รำคาญ วุ่นวายใจยิ่งขึ้นเรื่อย
ดำเนินงานที่ต้องใช้การกะระยะได้ทุกข์ยากลำบาก
มีลักษณะประสาทหลอน
สมองเสื่อมระยะในที่สุด (Advanced dementioa) ระยะที่อาการโรครุนแรงขึ้นอย่างยิ่งจนถึงนำความเศร้าเสียใจและก็ไม่สบายใจมาให้บุคคลสนิทสนม ในช่วงนี้คนเจ็บบางทีอาจต้องได้รับการดูแลรวมทั้งให้ความช่วยเหลือตลอด ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การเคลื่อนไหว หรือการเข้าห้องน้ำ
อาการหลงผิดหรือจิตหลอนที่เป็นๆหายๆกลับยิ่งแย่ลงเรื่อย
คนป่วยอาจก่อกวน เรียกร้องความพึงพอใจ และไม่ไว้ใจผู้คนรอบตัว
กลืนและก็ทานอาหารลำบาก
เปลี่ยนท่าทางหรือเคลื่อนไหวตัวเองลำบาก จะต้องได้รับการช่วยเหลือ
น้ำหนักน้อยลงมาก แม้จะกินอาหารมากมายหรือมานะเพิ่มน้ำหนักแล้วหลังจากนั้นก็ตาม
มีลักษณะชัก
กลั้นฉี่หรืออุจจาระไม่อยู่
ค่อยๆสูญเสียความสามารถสำหรับการพูดลงไปทีละน้อยๆจนไม่อาจจะติดต่อได้
มีปัญหาด้านความทรงจำในระยะสั้นและระยะยาวอย่างร้ายแรง
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์
อายุ โดยภาวการณ์เสี่ยงจะมากขึ้น เมื่อแก่เยอะขึ้นโดยช่วงอายุระหว่าง 65-74 ปี พบว่าจะมีอัตราเสี่ยงโดยเฉลี่ย 3% ช่วงอายุระหว่าง 75-84 ปี พบว่ามีอัตราเสี่ยงสูงมากขึ้นเป็น 19%
กรรมพันธุ์ และก็ กลุ่มอาการ Down Syndrome จากการศึกษาเล่าเรียนพบว่าในคู่แฝดหากแม้ ถ้าฝาแฝดคนหนึ่งป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์แล้ว แฝดอีกคนหนึ่งจะมีภาวการณ์ความเสี่ยงสูงถึง 40-50% และก็นอกเหนือจากนั้นหากว่ามีญาติในครอบครัวป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ พบว่าก็จะโอกาสเสี่ยงสำหรับในการเป็นเพิ่มสูงมากขึ้น ในเรื่องพันธุกรรมพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของยีนและก็ในคนที่เป็น Down Syndrome หากมีอายุยืนถึง 40-50 ปี จะพบว่ามีภาวะโรคสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้
สาเหตุทางสภาพแวดล้อม ถึงยีนจะเป็นเหตุที่บอกถึงอัลไซเมอร์ในฝาแฝดแท้ แม้กระนั้นแม้กระนั้นสภาพแวดล้อมก็น่าจะเป็นอีกต้นสายปลายเหตุหนึ่งที่เสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคอัลไซเมอร์ เนื่องมาจากพบว่าคู่แฝดนั้นบางทีอาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์แตกต่างถึง 15 ปี และคนวัยแก่คนประเทศญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในฮาวายจะมีอัตราการเป็นอัลไซเมอร์สูงกว่าคนวัยชราที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น
การตรวจพบโปรตีนในยีนที่อยู่ในโครโมโซมคู่ที่ 19 ผลจากหายๆการศึกษาเรียนรู้วิจัยระบุว่า apolipoprotein E4 (APOE4) จะเพิ่มสภาวะความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์
การใช้ยาต่อต้านการอักเสบที่ไม่ใช้สเตียรอยด์อย่างไม่บ่อยนัก จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ใช้ยาในกรุ๊ป NSAIDS เป็นประจำ เป็นระยะเวลาอย่างต่ำ 2 ปี มีอัตราเสี่ยงลดลงถึง 30-60% ที่จะเป็นอัลไซเมอร์ การวิจัยอีกขั้นหนึ่งกล่าวว่าหลังจากใช้ NSAIDS เพิ่มขึ้นพบว่า ภาวการณ์ความเคลื่อนไหวทางจิตและอารมณ์ลดลง
การใช้ไหมได้ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ระยะสั้นในวัยหมดระดูจากหลายๆกรณีการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัย พบว่าหญิงในวัยหมดระดูที่ได้รับฮอร์โมนทดแทนสามารถปกป้องหรือ ชะลอโรคอัลไซเมอร์ได้ ฉะนั้นฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจมีผลต่อการช่วยรักษาโรคนี้ได้
สภาวะขาดสารอาหารที่มีแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นที่ชื่อกันว่า โมเลกุลออกซิเจน ภายในร่างกาย หรือ เรียกว่า Free radicles ฯลฯต่อของการเกิดมะเร็งโรคลำไส้แล้วก็ยังมีส่วนนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์ได้สารอาหารที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นส่วนประกอบ เช่น วิตามินเอ ซี อี ซีเลเนียม
ภาวการณ์เกิดสมองกระทบกระเทือน มีหลักฐานที่ชี้แนะว่าการที่สมองได้รับการกระทบสะเทือนกระทั่งทำให้สลบ จะส่งผลนำมาซึ่งโอกาสเป็นอัลไซเมอร์สูงขึ้น
โรคเส้นโลหิตหัวใจ โรคนี้มีสาเหตุการเกิดมาจากการกระทำการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ทางที่ดีควรเปลี่ยนแปลงด้วยการเลิกดูดบุหรี่ ทานอาหารมีประโยชน์ รักษาน้ำหนักให้ไม่มากเกิน ดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง รวมทั้งตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจแล้วก็โรคอัลไซเมอร์ไปในครั้งเดียวกัน เพศ (SeX) จากรายงานการเรียนทางระบาดวิทยา พบว่าเพศเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของวิวัฒนาการของภาวการณ์สมองเสื่อมเหมือนกัน โดยพบว่าผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์มากยิ่งกว่าเพศชายถึง 3.5 เท่าการออกกำลังกาย (Physical activity) จากรายงานการวิจัยหลายฉบับรับรองได้ว่า การออกกำลังกายในคนชราจะตอนเพิ่มความสามารถสำหรับในการทำความเข้าใจ (cognitive function)  นอกจากนั้นยังช่วยลดความถดถอยสำหรับเพื่อการศึกษา (cognitive decline) ลงได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจึงมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้มากกว่าผู้ที่บริหารร่างกาย
แนวทางการรักษาโรคอัลไซเมอร์  สำหรับในการตรวจเบื้องต้นจะพิเคราะห์จากอาการที่คนป่วยหรือคนสนิทบอกให้ทราบ แล้วก็ไต่ถามครอบครัวหรือคนรอบข้างของผู้เจ็บป่วยเกี่ยวกับสุขภาพโดยรวม ความเป็นมาสุขภาพ ความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน ความประพฤติปฏิบัติและก็ลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนไปของคนเจ็บ รวมทั้งใช้การถามคำถามหรือทำข้อสอบความจำ การแก้ปัญหา การนับเลข หรือความสามารถทางด้านภาษา เพื่อตรวจทานการทำงานของสมองในแต่ละส่วนรวมทั้งพิเคราะห์ว่าควรจะรับการตรวจเสริมเติมหรือส่งให้ผู้ชำนาญเฉพาะทางตรวจรักษาถัดไปหรือเปล่า
โดยเหตุนั้นเมื่อวิเคราะห์จากอาการได้แล้วว่าคนเจ็บมีภาวะของความจำไม่ดีเกิดขึ้น ขั้นต่อไปแพทย์จะต้องตรวจหาสาเหตุของความจำเสื่อมนั้น โดยอาศัยการตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องทดลองและการเอกซเรย์ต่างๆเพื่อการวินิจฉัยโรคที่เป็นสาเหตุของสูญเสียความจำ รวมทั้งให้การรักษาที่ถูกต้องต่อไป ดังเช่น การเจาะเลือดดูภาวการณ์ต่อมไทรอยด์ฮอร์โมน การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเพื่อดูว่ามีเนื้องอกในสมอง มีเลือดออกใต้ชั้นเยื่อหุ้มสมองไหม ฯลฯ   ถ้าหากการตรวจวินิจฉัยไม่เจอปัจจัยอื่นๆประกอบกับอาการแล้วก็การทดสอบทางสมองและภาวะจิต เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยของโรคอัลไซเมอร์ ก็เลยจะวิเคราะห์ว่าคนป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์    ในกรณีที่มีปัญหาสำหรับการวิเคราะห์ อาจจะต้องอาศัยการตัดชิ้นเนื้อสมองเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา
เดี๋ยวนี้ยังไม่มีกรรมวิธีรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายสนิท การดูแลและรักษาด้วยยาอาจช่วยรักษาอาการที่เป็นไปได้มากมายน้อยต่างๆนาๆ แม้กระนั้นไม่มียาตัวไหนที่จะสามารถชะลอหรือหยุดการดำ เนินของโรคได้ แบ่งการรักษาออกได้เป็น3 แบบ ได้แก่
การดูแลรักษาด้วยยา แบ่งเป็น
การดูแลและรักษาอาการสูญเสียความทรงจำ ตอนนี้มียาอยู่ 4 ชนิดที่ได้รับการรับรองจากแผนก ผู้ตัดสินอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ ในการประยุกต์ใช้กับผู้เจ็บป่วยโรคอัลไซเมอร์ คือ Donezpezil , Rivastigmin, Galantamine, แล้วก็ Memantine มีการศึกษาเล่าเรียนพบว่า การใช้สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba) ช่วยบรร เทาลักษณะของคนเจ็บได้ แต่ก็ยังการศึกษาต่ำรับรองชัดแจ้ง บางการเรียนพบว่าการให้วิตามินอี เสริมในขนาดสูงจะช่วยชะลอการเสียชีวิตได้ แม้กระนั้นก็อาจมีผลข้างเคียงต่อระบบหัวใจแล้วก็เส้นโลหิตได้
การรักษาอารมณ์และความประพฤติปฏิบัติที่รุนแรง และก็อาการจิตหลอน โดยการใช้ยารักษาโรคจิตมารักษาตามอาการที่ปรากฏ
การดูแลและรักษาทางด้านจิตสังคม ยกตัวอย่างเช่น
การดูแลรักษาที่เน้นการกระตุ้นสมอง ตัวอย่างเช่น ศิลปะบำบัดรักษา ดนตรีบำบัดรักษา การบำบัดโดยอาศัยสัตว์เลี้ยง
การบำบัดด้วยการระลึกถึงเรื่องราวในอดีต เช่น การรวมกลุ่มทำกิจกรรมแลกเปลี่ยน แปลงประสบการณ์ในอดีตกาล การใช้รูป สิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน ดนตรี ที่คนป่วยคุ้นเคยในอดีตมาช่วยฟื้นฟูความจำ
การให้เข้าไปอยู่ด้านในห้องที่เรียกว่า Snoezelen room ซึ่งเป็นห้องที่วางแบบให้มีสิ่งแวดล้อมด้านในที่เหมาะสมกับวิธีการกระตุ้นการรับทราบแล้วก็ความรู้สึกที่นานาประการ ที่เรียกว่า Multisensory integration อันดังเช่นว่า การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับสัมผัส และการเคลื่อนไหว
การให้การดูแลคนเจ็บ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดต้องเข้าใจลักษณะของโรคจำเป็นต้องทำใจ ยอมรับ และก็ทรหดอดทน ไม่ละทิ้งคนป่วยไว้คนเดียว และก็เข้าใจการดำเนินของโรคว่า ผู้ป่วยจำต้องอาศัยความให้การช่วยเหลือเพื่อตอบสนองสิ่งที่จำเป็นพื้นฐานมากขึ้น
การติดต่อของโรคอัลไซเมอร์ เนื่องด้วยโรคอัลไซเมอร์เป็นเลิศในโรคของภาวะสมองเสื่อมที่เกิดจากความไม่ปกติของสมอง ด้วยเหตุนี้ก็เลยไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คน

การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์
 ผู้ป่วยที่เริ่มมีลักษณะอาการของสูญเสียความจำควรหยุดขับขี่รถด้วยตนเองคนเดียว ไม่สมควรไปยังสถานที่ไม่คุ้นเคยเพียงคนเดียวหรือไปทำธุระผู้เดียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นสิ่งสำคัญ เป็นต้นว่า ธุรกรรมทางการเงิน และก็เมื่อมีลักษณะมากมายแล้วควรมีผู้ดูแลสนิทสนมตลอดระยะเวลา
ผู้เจ็บป่วยต้องไปพบหมอหรือให้ผู้ดูแลพาไปพบแพยท์ตามนัดสม่ำเสมอ เพื่อประเมินอาการต่างๆติดตามการใช้ยา และภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
ผู้เจ็บป่วยควรจะพกป้ายประจำตัว หรือใส่สายข้อมือที่ระบุชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรติด แม้กระทั่งแจ่มแจ้ง เพื่อปกป้องการพลัดหลงแม้ต้องออกนอกบ้าน หรือเกิดเดินหนีออกนอกบ้านไปคนเดียว
ควรมีการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมภายในบ้าน เพื่อให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยรวมทั้งลดภาระต่อผู้ดูแลได้บ้าง ตัวอย่างเช่น การล็อกบ้านรวมทั้งรั้วไม่ให้คนเจ็บออกนอกบ้านไปผู้เดียว การตำหนิดป้ายบนของใช้ต่างๆในบ้านให้แจ้งชัดโดยกล่าวว่าเป็นอย่างไร ใช้งานอย่าง ไร การตำหนิดป้ายหน้าห้องต่างๆให้แจ้งชัดว่าเป็นห้องอะไร เป็นต้น
คนไข้ควรหากิจบาปทำ แล้วก็ควรจะเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับผู้ที่ดูแลและก็อยู่ในบ้าน เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้คนไข้บ่อย
คนเจ็บควรจะบริหารร่างกายเท่าที่จะทำได้เพื่อมีร่างกายที่แข็งแรงซึ่งมีผลที่ดีไปถึงสมองได้
การป้องกันตนเองจากโรคอัลไซเมอร์ ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลพอเพียงสำหรับเพื่อการคุ้มครองโรคนี้ อย่างไรก็ดีการปฏิบัติตัวบางสิ่งอาจช่วยทำให้สมองมีความจำที่ดีได้ ตัวอย่างเช่น
หลบหลีกยาหรือสารที่จะก่อให้ทำให้เป็นอันตรายแก่สมอง อาทิเช่น การดื่มเหล้าจัด การสูบบุหรี่ การรับประทานยาโดยไม่จำเป็น
การฝึกหัดสมอง ยกตัวอย่างเช่น การพยายามฝึกฝนให้สมองได้คิดบ่อยๆดังเช่น อ่านหนังสือ แต่งหนังสือบ่อยๆคิดเลข ดูเกมส์ตอบปัญหา ฝึกฝนการใช้เครื่องมือใหม่ๆเป็นต้น
บริหารร่างกายบ่อย อาทิตย์ละ 3-5 ครั้ง ตัวอย่างเช่น เดินเที่ยว รำมวยจีน ฯลฯ
การคุย พบปะสนทนาคนอื่นๆบ่อยๆเช่น ไปวัด ไปงานเลี้ยงต่างๆหรือเข้าชมรมคนชรา ฯลฯ
ตรวจสุขภาพประจำปี หรือหากมีโรคประจำตัวอยู่เดิมก็ต้องติดตามการดูแลและรักษาเป็นระยะ เป็นต้นว่า การตรวจค้น ดูแลแล้วก็รักษาโรคความดันเลือดสูง เบาหวาน เป็นต้น
ระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุต่อสมอง ระวังการหกล้ม เป็นต้น
บากบั่นมีสติในสิ่งต่างๆที่กำลังทำและก็ฝึกให้มีสมาธีอยู่ตลอดระยะเวลา
อุตสาหะไม่คิดมากมาย ไม่เครียด หากิจบาปต่างๆทำเพื่อผ่อนคลาย เพราะความตึงเครียดและอาการไม่มีชีวิตชีวาอาจจะเป็นผลให้จำอะไรได้ไม่ดี
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคอัลไซเมอร์
ขมิ้นชัน  หรือ  ขมิ้น  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa L. มีรายงานการวิจัยหลายฉบับรับรองว่าสาร curcumin มีคุณภาพสำหรับการต้านอนุมูลอิสระ สาร curcumin มีคุณลักษณะคุ้มครองปกป้องเซลประสาทในสมองของสัตว์ทดลองจากการทำลายของสารเอทานอล (ethanol-induced brain injury) สารชนิดนี้ยังช่วยลดปริมาณ lipid peroxide และก็เพิ่มปริมาณ glutathione ในสมองหนูแรท สาร curcumin และ curcuminoids ที่ได้จากเหง้าขมิ้น มีฤทธิ์สมาคมกับการต้านอนุมูลอิสระแล้วก็การต้านการอักเสบ ที่เป็นต้นเหตุหนึ่งของโรคอัลไซเมอร์
บัวบก มีชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica L. มีรายงานการวิจัยพบว่า น้ำมันหอมระเหยจากใบบัวบก ซึ่งมีสารกลุ่ม monoterpenes เป็นต้นว่า bornyl acetate, α-pinene, β-pinene, γ-terpinene มีฤทธิ์ยั้งการทำงานของเอ็นไซม์acetylcholinesterase  พบว่าสารสกัดจำพวกนี้มีฤทธิ์กล่อมประสาท (tranquilizing) ซึ่งมีสาเหตุมาจากสารสามเทอร์ไต่ (triterpenes) ที่ชื่อว่า brahmoside สารสกัดจากใบบัวบกยังมีฤทธิ์กดประสาท (sedatvie) ต่อต้านอาการเหงาหงอย (antidepressant) รวมทั้งมีฤทธิ์เป็น cholinomimetic ในสัตว์ทดสอบ จากการศึกษาค้นพบนีจึงอาจนำบัวบกไปใช้รักษาอาการซึมเศร้ารวมทั้งอาการไม่สบายใจในคนป่วยอัลไซเมอร์ได้ โดยส่งผลกระตุ้นระบบ cholinergic activity และก็เพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการเรียนรู้ (cognitive function)
ถั่ว  นอกจากถั่วจะเป็นแหล่งโปรตีนที่ก็ดีแล้ว ถั่วยังเป็นแหล่งของวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระระดับแม่ทัพตามธรรมชาติ รวมทั้งเป็นแหล่งของเกลือแร่ที่มีส่วนสำคัญในระบบแนวทางการทำงานของร่างกาย รวมทั้งระบบการนำประสาทต่างๆด้วย ยกตัวอย่างเช่น แมกนีเซียม สังกะสี ซีลีเนียม ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่ช่วยปกป้องการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้
ใบติดก้วย (Ginkgo biloba) เป็นสมุนไพรจีนที่ได้รับความนิยมไปทั้งโลกมีสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอดเยี่ยม แล้วก็มีสรรพคุณสำหรับการเพิ่มสมาธิแล้วก็ความจำ
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.อารีย์ ตัณฑ์เจริญรัตน์. โรคอัลไซเมอร์  ALZHE1MER DISEASE. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.ปีที่ฉบับที่2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2553.หน้า 169-182.
  • ภก.ผศ.ชาญชัย สาดแสงจันทร์.ศักยภาพของพืชสมุนไพรไทยกับภาวะสมองเสื่อม.วารสารไทภษัชยนิพนธ์(ฉบับการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์) มศก.ปีที่ฉบับเดือน มกราคม-เดือนธันวาคม 2555 หน้า 1-21
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ.กรุงเทพฯ.กรมการแพทย์.
  • อัลไซเมอร์ โรคอัลไซเมอร์ หาหมอ.com  (ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://haamor.com/th
  • Barnes DE,Yaffe K, Satariano WA, et al.A longitudinal study of cardiorespiratory fitness and cognitive function in older adults. Journal of the American Geriatric Society 2003;51:459-65.
  • ผศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล โรคสมองเสื่อม.ภาควิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Karp A, Paillard-Borg S, Wang HX, et al. Mental, physical and social components in leisure activities equally contribute to dementia  risk. Dementia Geriatric Cognitive Disorders 2006; 21: 65-73.
  • บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล.(2551).ตำราบำบัดโรคด้วยอาหารและสารเสริม.กรุงเทพฯ: บริษัท รวมทรรศน์ จำกัด  http://www.disthai.com/
  • อัลไซม์เมอร์-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://pobpad.com
  • พนัส ธัญญะกิจไพศาล.(2544).คู่มือการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา.
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).ความรู้เรื่องอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:ศูนย์สารนิเทศและประชาสัมพันธ์.
  • Alzheimer’s disease, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 17th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2008 (electronic book)
  • Berchtold NC, Cotman CW (1998). "Evolution in the conceptualization of dementia and Alzheimer's disease: Greco-Roman period to the 1960s". Neurobiol. Aging 19 (3): 173–89. PMID 9661992. doi:10.1016/S0197-4580 (98) 00052-9
  • Tiraboschi P, Hansen LA, Thal LJ, Corey-Bloom J (June 2004). "The importance of neuritic plaques and tangles to the development and evolution of AD". Neurology 62 (11): 1984–9. PMID 15184601
  • Albert MS. Changing the trajectory of cognitive decline? The New England Journal


Medicine 2007; 357: 502-3.

  • Walsh DM, Selkoe DJ. Deciphering the molecular basis of memory failure in Alzheimer’s disease. Neuron 2004; 44: 181-93.
  • May AB, Adel B, Marwan S, et al, Sex differences in the association of the apolipoprotein E epsilon 4 allele with incidence of dementia, cognitive impairment, and decline. Neurobiology of Aging 2012; 33(4): 720-731.
  • Yaffe K, Barnes D, Nevitt M, et al. A prospective study of physical activity and cognitive decline in elderly women: women who walk. Archives International Medicine 2001; 161: 1703-8.



Tags : โรคอัลไซเมอร์

13

หวัด (Common cold)
โรคไข้หวัด เป็นอย่างไร โรคหวัด หรือหวัด ในที่นี้ หมายถึง โรคไข้หวัดปกติ (Common cold) ไม่ใช่โรคไข้หวัดใหญ่ หรือ ฟลู (Influenza หรือ Flu)   หวัด เป็น โรคที่เกิดจากการตำหนิดเชื้อไวรัสรอบๆทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น จมูก คอ ไซนัส และก็กล่องเสียง โดยเชื้อที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดหวัดมักเป็นเชื้อไวรัสจำพวกไม่รุนแรง และสามารถหายได้ด้านใน 1-2 สัปดาห์ หวัดเป็นโรคติดโรคยอดฮิตพบบ่อยมาก ในผู้ใหญ่และเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กในวัยเยาว์ ซึ่งพบได้ทั่วไปเป็นหวัดได้บ่อยมากถึงปีละ 6-8 ครั้ง เนื่องจากเด็กมีภูมิต้านทานขัดขวางโรคน้อยกว่าคนแก่ จึงมีโอกาสเป็นหวัดได้บ่อยกว่าคนแก่มากมาย และโรคหวัดยังเป็นโรคกำเนิดได้ทั้งปี แต่ว่าพบมากในฤดูฝนและหน้าหนาว โรคไข้หวัดนับว่าเป็นโรคที่เป็นแล้วสามารถหายเองได้ โดยไม่จำเป็นจำเป็นต้องใช้ยาอะไรพิเศษ ซึ่งยาที่จำเป็นต้องมีเพียงแค่พาราเซตามอล ที่ใช้สำหรับลดไข้ แก้ปวด เฉพาะเมื่อจับไข้สูงหรือปวดศีรษะ
ข้อผิดพลาดในตอนนี้เป็น มีการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็นอย่างมากเกินไป ซึ่งไม่ได้คุณประโยชน์ เหตุเพราะไม่ได้มีส่วนทำลายเชื้อไวรัสหวัดที่เป็นสาเหตุยังอาจจะก่อให้กำเนิดปัญหาเชื้อดื้อยาง่าย แพ้ยาง่าย และทำให้ร่างกายอ่อนแอตามมาได้  โดยเหตุนั้น จำเป็นต้องศึกษาแนวทางดูแลหวัดด้วยตัวเองรวมทั้งปลอดภัย
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัด สาเหตุจำนวนมากของการเป็นโรคหวัดเป็นผลมาจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสก่อโรค ร่วมกับสภาพการณ์ที่ภูมิต้านทานของร่างกายลดน้อยลง ตัวอย่างเช่น เครียด พักน้อยเกินไป ส่วนเชื้อที่เป็นสาเหตุ : มีต้นเหตุมาจาก “เชื้อโรคหวัด” ที่มีอยู่มากยิ่งกว่า 200 ประเภทจากกรุ๊ปไวรัสปริมาณ 8 กลุ่มด้วยกัน โดยกลุ่มเชื้อไวรัสที่สำคัญ อย่างเช่น กลุ่มไวรัสไรโน (Rhinovirus) ซึ่งมีมากยิ่งกว่า 100 ประเภท มักพบที่สุดราว 30-50% นอกเหนือจากนี้ก็มีกรุ๊ปเชื้อไวรัสโคโรนา (Coronavirus) ที่เจอได้โดยประมาณ 10-15%,แล้วก็กรุ๊ปเชื้อไวรัสอะดีโน (Adenovirus) ฯลฯ
                ซึ่งการเกิดโรคขึ้นแต่ละครั้งจะเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเชื้อไวรัสหวัดเพียงแต่ชนิดเดียว เมื่อเป็นแล้วร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสหวัดชนิดนั้น ในการเป็นไข้หวัดครั้งใหม่ก็จะเป็นผลมาจากเชื้อไวรัสหวัดชนิดใหม่ที่ร่างกายยังไม่เคยติดเข้ามา หมุนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆเพราะฉะนั้น คนเราจึงจับไข้หวัดได้หลายครั้ง เด็กตัวเล็กๆที่ยังไม่ค่อยได้ติดเชื้อโรคหวัดมาก่อน ก็บางทีอาจเจ็บป่วยหวัดจำเจได้ แล้วก็บางทีอาจเป็นไข้หวัดได้บ่อยมากถึงเดือนละ 1-2 ครั้ง หรือทุกสัปดาห์
อาการของโรคหวัด โดยธรรมดามักมีลักษณะไม่รุนแรง มีไข้ไม่สูง ครั่นเนื้อครั่นตัวเป็นช่วงปวดหนักหัวนิดหน่อย เมื่อยล้านิดหน่อย อาจมีอาการคอแห้งผาก แสบคอหรือเจ็บคอเล็กน้อยเอามาก่อน ถัดมาจะมีน้ำมูกไหลใสๆคัดจมูก ไอแห้งๆหรือไอมีเสลดนิดหน่อย ลักษณะใสหรือขาวๆคนไข้ส่วนมาก เดินเหิน ทำงานได้ และก็จะทานอาหารได้ ในเด็กตัวเล็กๆ อาจมีไข้สูงฉับพลัน ตัวร้อนเป็นตอนๆเวลาไข้ขึ้นบางทีอาจซึมนิดหน่อย เวลาไข้ลง (ตัวเย็น) ก็จะวิ่งเล่นหรือเค้าหน้าแจ่มใสเหมือนเช่นเคย ถัดมาจะมีน้ำมูกใส ไอน้อย ในผู้ใหญ่ บางทีอาจไม่มีไข้ มีเพียงแต่อาการเจ็บคอเล็กน้อย น้ำมูกใส ไอเล็กน้อย ในเด็กแบเบาะอาจมีอาการอ้วก หรือท้องร่วง ร่วมด้วย ลักษณะของการมีไข้มักเป็นอยู่นาน 48-96 ชั่วโมง (2-4 วันเต็มๆ) และจากนั้นก็ทุเลาไปได้เอง
                อาการน้ำมูกไหลจะเป็นมากอยู่ 2-3 วัน ส่วนอาการไอ บางทีอาจไอนานเป็นอาทิตย์ หรือบางรายอาจไอนานเป็นนานแรมเดือน ภายหลังอาการอื่นๆหายก็ดี
ในรายที่การตำหนิดเชื้อแบคทีเรียสอดแทรก ผู้ป่วยจะเป็นไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 24 ชั่วโมง หรือไอมีเสมหะสีเหลืองหรือเขียวทุกครั้ง
ทั้งนี้ลักษณะของการมีไข้หวัดและก็ไข้หวัดใหญ่ จะค่อนข้างคล้ายกัน อาจสับสนได้ แต่ว่าคนเจ็บแล้วก็ผู้ดูแลสามารถพินิจไม่เหมือนกันได้ตามตารางนี้




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมแพ้




ไข้


ไข้ต่ำๆหรือไม่มี


มักมีไข้สูง อาจสูงถึง 40
องศาเซลเซียส


ไม่มีไข้




ปวดหัว


ไม่ค่อยพบ


พบได้ปกติ


ไม่พบ




ปวดเมื่อย
กล้ามเนื้อ
อ่อนเพลีย


อาจมีอาการเล็กน้อย


พบได้บ่อยและอาการรุนแรง


ไม่พบ (อาจอ่อนเพลียหากพักผ่อนน้อย)




น้ำมูกไหล คัดจมูก


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




จาม


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




เจ็บคอ


พบได้บ่อย


อาจพบได้บางครั้ง


อาจพบได้บางครั้ง




ไอ


พบได้บ่อย


พบได้บ่อย และมีความรุนแรงมากกว่า


อาจพบได้บางครั้ง




เจ็บหน้าอก


อาบพบได้แต่อาการไม่รุนแรง


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ(ยกเว้นเป็นโรคหอบหืด)




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมิแพ้




สาเหตุการเกิด


เกิดจากไวรัส
(Rhinoviruses เป็นสาเหตุหลักประมาณ 30-50%)


เกิดจากไวรัส (influenza virus type A and B)


เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น อากาศเย็น/ร้อน ละอองเกสร




การดูและการรักษา


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอากาต่างๆ เช่น ยาแก้คัดจมูก หรือยาลดไข้
-มักดีขึ้นและหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอบ (แต่ไม่ควรใช้ยากลุ่ม NSAIDs กรณีสงสัยไข้เลือดออกด้วย)
-หากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และอาจต้องได้รับยาต้านไวรัสตลอดจนการรักษาให้ถูกต้อง


-หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ เช่นหลีกเลี่ยงฝุ่นอากาศเย็น
-ใช้ยาบรรเทาอาการเช่นยาแก้แพ้ ยาแก้คัดจมูก
-หากรุนแรงควรพบแพทยืเพื่อพิจารณาใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูก




การป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ไม่มีวัคซีนป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่


หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้




แล้วก็ในระหว่างที่มีอาการป่วยเป็นไข้หวัด คนป่วยหรือผู้ดูแล (ในเด็กเล็ก) ควรจะติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และควรจะรีบไปพบแพทย์ในทันทีหากมีลักษณะอาการดังนี้
คนแก่
           ไข้สูงไปกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเกิน 5 วันขึ้นไป
           กลับมาจับไข้ซ้ำภายหลังอาการไข้หายแล้ว
           หายใจหอบอ่อนเพลีย และหายใจมีเสียงกรีดร้อง
           เจ็บคออย่างรุนแรง ปวดหัว หรือมีลักษณะปวดรอบๆไซนัส
เด็ก
           มีไข้สูงขึ้นมากยิ่งกว่า 38 องศาเซลเซียส ในเด็กทารก-12 อาทิตย์
           มีลักษณะไข้สูงต่อเนื่องกันมากยิ่งกว่า 2 วัน
           อาการต่างๆของไข้หวัดรุนแรงเยอะขึ้นเรื่อยๆ หรือรักษาแล้วอาการเกิดขึ้นอีก
           มีอาการปวดศีรษะ หรือไออย่างหนัก
           หายใจมีเสียงหวีดร้อง
           เด็กมีลักษณะอาการงอแงอย่างหนัก
           ง่วงงุนมากมายไม่ปกติ
           ความอยากอาหารลดน้อยลง ไม่ยอมรับประทานอาหาร
ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อกำเนิดโรคไข้หวัด คนที่มีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้ มักเจ็บป่วยหวัดได้ง่ายดายยิ่งกว่าคนปกติ เช่น

  • อายุ เด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี มีความเสี่ยงมีอาการป่วยเป็นหวัดสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่รับเลี้ยงเด็ก หรือเนอสเซอปรี่
  • ภูมิต้านทานอ่อนแอ ผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการเจ็บไข้เรื้อรัง หรือมีภาวการณ์สุขภาพที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอมีแนวโน้มที่จะมีอาการป่วยเป็นไข้หวัดได้ง่ายกว่าปกติ
  • ขณะ โดยส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าจะเด็ก หรือคนแก่ชอบไม่สบายหวัดได้ง่ายในช่วงฤดูฝน และก็หรือหน้าหนาว
  • ดูดบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่มีทิศทางจะมีอาการป่วยเป็นไข้หวัดได้ง่าย แล้วก็แม้เป็นก็จะอาการร้ายแรงกว่าธรรมดาอีกด้วย
  • อยู่ในที่ที่ผู้คนขวักไขว่ยัดเยียด สถานที่ที่มีคนจอแจ ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโรคไข้หวัดได้ง่าย
  • คนที่จะต้องดูแลผู้ป่วยโรคไข้หวัด ซึ่งกรุ๊ปบุคคลเหล่านี้จะต้องสัมผัสกับสารคัดเลือกหลั่งของคนเจ็บอีกทั้งน้ำลาย น้ำมูก หรือละอองน้ำมูก น้ำลาย จากลมหายใจของคนไข้


ขั้นตอนการรักษาโรคหวัด โดยทั่วไปแล้วคนเจ็บ (คนแก่) สามารถวินิจฉัยโรคหวัดเองได้ จากอาการที่แสดง แม้กระนั้นหากคนเจ็บไปพบหมอ แพทย์จะวินิจฉัยโรคหวัดได้จากอาการที่แสดง เรื่องราวระบาดของโรค ฤดูกาล แล้วก็จากการตรวจร่างกาย อาทิเช่น อาการไข้ มีน้ำมูก เยื่อจมูกบวมและก็แดง คอแดงนิดหน่อย ส่วนในเด็กบางทีอาจเจอทอนซิลโต แต่ว่าไม่แดงมาก และไม่มีหนอง แต่ในคนเจ็บที่มีลักษณะร้ายแรง เช่น ไข้สูง หมออาจมีการพิสูจน์เลือดซีบีซี (CBC) เพื่อแยกว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสหรือติดโรคแบคทีเรีย และอาจมีการตรวจค้นหาอื่นๆเพิ่มตามดุลยพินิจของแพทย์ อย่างเช่น การวิเคราะห์เลือดมองค่าเกล็ดเลือดเพื่อแยกจากโรคไข้เลือดออก ฯลฯ
         เพราะว่าไข้หวัดเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะ เพียงแต่ให้การรักษาไปตามอาการแค่นั้น ซึ่งการปรับปรุงแก้ไขอาการที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นหมอจะจ่ายยาที่เป็น ยาสามัญประจำบ้านเพื่อทุเลาอาการก่อน ดังเช่นพาราเซตามอล (paracetamol) สำหรับลดไข้ คลอเฟนนิรามีน (chlorpheniramine) สำหรับลดน้ำมูก และก็จะแนะนำให้พักให้พอเพียง ดื่มน้ำอุ่นเพื่อละลายเสมหะ การดื่มน้ำมากๆแล้วก็การเช็ดตัวจะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้
       โดยทั่วไปยาที่ใช้เมื่อเป็นหวัดจะเป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาตามอาการ เพราะไม่มีการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัสก่อโรคโดยตรง และเมื่ออาการและก็สามารถหยุดใช้ยาได้ ยาที่นิยมใช้ทั่วไปเมื่อเป็นหวัดมีดังนี้

  • ยาลดไข้ โดยปกติยาที่นิยมสำหรับลดไข้เป็นparacetamol สำหรับผู้ใหญ่ รับประทานยาขนาด 500 mg ต่อเม็ด จำนวน 1-2 เม็ด สามารถรับประทานซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ใช้ไม่เกิน 8 เม็ดต่อวัน และไม่ควรที่จะใช้ต่อเนื่องกันตรงเวลา 5 วัน เนื่องมาจากมีโอกาสกำเนิดพิษต่อตับ สำหรับเด็กจะต้องมีการปรับปริมาณยาตามน้ำหนักตัว ด้วยเหตุดังกล่าวควรจะถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากหมอหรือเภสัชกร ยาอีกกรุ๊ปที่ได้รับความนิยมสำหรับในการใช้ลดไข้หมายถึงยากลุ่มต่อต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti Inflammatory Drugs:-NSAIDs) อาทิเช่นแอสไพริน (aspirin), ibuprofen ซึ่งการใช้ยาในกลุ่มหลังนี้ได้ผลสำหรับในการลดไข้ได้อย่างเร็ว แต่ว่ามีข้อควรพิจารณาในการใช้สำหรับลดไข้ในกรณีของโรคไข้เลือดออก แต่ในเด็กที่แก่ต่ำลงมากยิ่งกว่า 18 ปี หน่วยงานอนามัยโลก (WHO) เสนอแนะว่าไม่ให้ใช้ยาแอสไพริน
  • ยาลดน้ำมูกแก้คัดจมูก


ในกรุ๊ปของยาลดน้ำมูกนั้น สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กลุ่ม เป็นยาแก้คัดจมูก ออกฤทธิ์โดยการหดหลอดเลือด ทำให้อาการคัดจมูกน้อยลง แบ่งเป็น

  • สำหรับกิน ยกตัวอย่างเช่น phenylephrine, pseudoephedrine (pseudoephedrine รับได้จากสถานพยาบาลเพียงแค่นั้น ไม่มีจัดจำหน่ายตามร้านค้ายา)
  • สำหรับหยดหรือพ่นรูจมูก อย่างเช่น oxymetazoline ซึ่งก่อนใช้จำต้องสั่งน้ำมูกออกก่อน


ยาลดน้ำมูก ออกฤทธิ์โดยการหยุดยั้งผลของฮีสตามีน (histamine) ซึ่งส่งผลทำให้การหลั่งน้ำมูกลดน้อยลง แต่ว่าจะได้ผลน้อยกับอาการคัดจมูก สามารถแบ่งย่อย เป็น 2 กลุ่มเป็น

  • ยาลดน้ำมูกกรุ๊ปที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการง่วงซึม อย่างเช่น chlorpheniramine, brompheniramine, hydroxyzine, cyproheptadine ฯลฯ ยากลุ่มนี้จะลดจำนวนสารคัดเลือกหลั่งในระบบฟุตบาทหายใจ อาทิเช่น น้ำมูก เสลด แต่จะมีผลให้กำเนิดอาการง่วงซึมได้ ด้วยเหตุว่ามีฤทธิ์กดระบบประสาท อย่างไรก็ตาม ยาในกลุ่มนี้สามารถคุมอาการได้ดีมากยิ่งกว่าเมื่อเทียบกับยาในกรุ๊ปที่ไม่ทำให้ง่วงซึม หากคนไข้ใช้ยาในกลุ่มนี้ควรเลี่ยงการขับรถรวมทั้งการทำงานที่เกี่ยวเนื่องกับเครื่องจักร และก็บางทีอาจนับว่าเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการพักผ่อน
  • ยาลดน้ำมูกกรุ๊ปที่ไม่ทำให้มีการเกิดอาการง่วงซึม ได้แก่ cetirizine, loratadine, desloratadine, fexofenadine เป็นต้น ซึ่งจุดเด่นของยาในกลุ่มนี้ก็คือ ไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการง่วงซึม หรืออาจมีอาการง่วงซึมได้บ้างนิดหน่อย โดยเหตุนี้จึงนิยมใช้ยาในกลุ่มนี้ในคนไข้โรคภูมิแพ้ด้วย
  • ยาบรรเทาอาการไอ ในกลุ่มของยาบรรเทาอาการไอ ก็สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กลุ่มเช่นกัน เป็น
  • ยาสำหรับอาการไอมีเสมหะ โดยสาเหตุของอาการไอชนิดนี้ เนื่องด้วยมีเสมหะเป็นตัวกระตุ้นส่งผลให้เกิดการไอ ด้วยเหตุผลดังกล่าวต้องใช้ยารักษาที่สาเหตุซึ่งก็คือ กระบวนการทำให้เสลดเหลวหรือขับออกได้ง่ายขึ้น ยาละลายเสลด อาทิเช่น acetylcysteine, carbocysteine, bromhexine, ambroxol เป็นต้น ยาขับเสมหะ ยกตัวอย่างเช่น glyceryl guaiacolate (guaifenesin) ฯลฯ ซึ่งการใช้ยาพวกนี้อาจทำให้ผู้เจ็บป่วยมีลักษณะไอเยอะขึ้นเรื่อยๆในทีแรกๆ เพื่อนำเสลดออกจากทางเท้าหายใจ แต่ว่าหลังจากนั้นอาการไอจะลดน้อยลงตามลำดับ
  • ยาสำหรับอาการไอที่ไม่มีเสลด หรือ ไอแห้ง ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนที่ก่อให้เกิดการไอ ซึ่งผู้กระทำดระบบประสาทนั้นอาจส่งผลให้ตัวผู้ป่วยง่วงซึมได้ ถ้าหากคนไข้ใช้ยาในกลุ่มนี้จะต้องเลี่ยงการขับรถแล้วก็การทำงานที่เกี่ยวโยงกับเครื่องจักร ยาที่ออกฤทธิ์กดการไอดังเช่น dextromethorphan, codeine, brown mixture เป็นต้น


โดยเหตุนี้ก็เลยต้องหาสิ่งที่ทำให้เกิดการไอ และก็แก้ไขให้ถูกจุด ถ้าหากคนไข้ใช้ยาแก้ไอไม่ถูกกับต้นเหตุของอาการไอที่เป็นอยู่ ได้แก่ ใช้ยากดการไอในกรณีที่การไอมีเหตุมาจากเสมหะ เว้นแต่เสมหะจะขวางทางเท้าหายใจแล้ว ร่างกายก็ยังไม่สามารถขับเสมหะออกโดยการไอได้อีกด้วย

  • ยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้เบื้องต้น (ในเรื่องที่พบว่ามีการติดเชื้อโรคแบคทีเรียแทรกซ้อน อย่างเช่น มีไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 4 ชั่วโมง
  • ยากลุ่มแพนิซิลิน (penicillins) อย่างเช่น amoxicillin ซึ่งโครงสร้างของยาตัวนี้ทนประมือดในทางเดินของกิน สามารถกินหลังอาหารได้
  • ยากลุ่มแมคโครไลด์ (macrolides) อาทิเช่น erythromycin, roxithromycin เนื่องมาจากองค์ประกอบของยาในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ทนต่อกรดในทางเดินอาหาร จึงควรรับประทานก่อนที่จะรับประทานอาหาร เว้นเสียแต่ erythromycin estolate แล้วก็ erythromycin ethylsuccinate ที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไของค์ประกอบของยาแล้ว ทำให้สามารถรับประทานหลังอาหารได้


แต่การใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่สม่ำเสมอ และไม่ครบตามจำนวนที่กำหนด เว้นเสียแต่ผู้เจ็บป่วยจะไม่หายจากอาการที่เป็นอยู่ ยังเป็นการผลักดันให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา แล้วก็อาจไม่มียาปฏิชีวนะสำหรับรักษาอาการของผู้ป่วยในอนาคต
การติดต่อของหวัด โรคไข้หวัดเป็นโรคติดต่อในระบบฟุตบาทหายใจ โดยเชื้อหวัดมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย แล้วก็เสลดของผู้เจ็บป่วย ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่คนไข้ไอหรือจามรด ข้างในระยะไม่เกิน 1 เมตร
ยิ่งไปกว่านี้ เชื้อหวัดยังบางทีอาจติดต่อโดยการสัมผัส กล่าวคือ เชื้อหวัดบางทีอาจติดที่มือของผู้เจ็บป่วย สิ่งของ เครื่องใช้สอย ดังเช่นว่า ผ้าสำหรับเช็ดหน้า ผ้าที่เอาไว้เช็ดตัว แก้วน้ำ จาน ถ้วยชาม ของเล่นเด็ก หนังสือ โทรศัพท์ หรือสภาพแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ เมื่อคนธรรมดาสัมผัสถูกมือของคนป่วย สิ่งของเครื่องใช้หรือสภาพแวดล้อมที่ปนเปื้อนเชื้อหวัด เชื้อหวัดก็จะติดมือของคนคนนั้น และเมื่อเผลอใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะจมูก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายของคนคนนั้น จนแปลงเป็นไข้หวัดได้  ส่วนระยะฟักตัวของโรค (ตั้งแต่คนไข้รับเชื้อเข้าไปกระทั่งออกอาการ) : ราว 1-3 วัน โดยเฉลี่ย แล้วก็มักมีลักษณะอาการรุนแรงที่สุดในช่วง 2-3 คราวหน้าเริ่มมีลักษณะอาการ

การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรคหวัด ข้อเสนอแนะการกระทำตัวของคนไข้มีดังนี้


  • พักผ่อนมากๆห้ามทุกข์ยากลำบากงานหนักหรือออกกำลังกายมากจนเกินไป
  • ใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น อย่าถูกฝนหรือถูกอากาศเย็นจัด รวมทั้งอย่าอาบน้ำเย็น
  • ดื่มน้ำมากๆเพื่อช่วยลดไข้ แล้วก็ชดเชยน้ำที่เสียไปเหตุเพราะไข้สูง
  • ควรรับประทานอาหารอ่อน น้ำข้าว น้ำหวาน น้ำส้ม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำ (ควรที่จะใช้น้ำอุ่น หรือน้ำก๊อกธรรมดา อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลาเป็นไข้สูง
  • ถ้าเกิดมีไข้สูง ให้พาราเซตามอล (คนที่มีอายุต่ำลงยิ่งกว่า 18 ปี ควรจะหลีกเลี่ยงการใช้แอสไพริน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม ซึ่งทำให้เป็นอันตรายรุนแรงได้) ควรจะให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราวเฉพาะเวลาเป็นไข้สูง หากมีไข้ต่ำๆ หรือไข้พอทนได้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องกิน
  • ถ้ามีอาการน้ำมูกไหลมากกระทั่งสร้างความหงุดหงิด ให้ยาแก้แพ้ ดังเช่นว่า คลอร์เฟนิรามีน ใน 2-3 วันแรก เมื่อทุเลาแล้วควรจะหยุดยา หรือในกรณีที่มีลักษณะไม่มากมาย ก็ไม่จำเป็นต้องให้ยานี้
  • ถ้าเกิดมีอาการไอ จิบน้ำอุ่นมากมายๆหรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว (น้ำผึ้ง 4 ส่วน น้ำมะนาว 1 ส่วน) ถ้าหากไอมากลักษณะไอแห้งๆไม่มีเสลดควร ให้ยาแก้ไอ
  • ถ้าหากมีลักษณะหอบ หรือนับการหายใจได้เร็วกว่าธรรมดา (เด็กอายุ 0-2 เดือนหายใจมากยิ่งกว่า 60 ครั้ง/นาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ขวบหายใจมากยิ่งกว่า 50 ครั้ง/นาที อายุ 1-5 ขวบหายใจมากยิ่งกว่า 40 ครั้ง/นาที) หรือจับไข้นานเกิน 7 วัน ควรส่งโรงหมออย่างรวดเร็ว บางทีอาจเป็นปอดอักเสบหรือสภาวะรุนแรงอื่นๆได้ อาจจำเป็นต้องเอกซเรย์ ตรวจเลือด ตรวจเสมหะ ฯลฯ
  • ถ้ามีลักษณะอาการเจ็บคอมาก ไข้สูงตลอดเวลา ซึม ไม่อยากกินอาหารมาก ปวดเมื่อยมากมาย ปวดหู หูอื้อ หรือสงสัยไข้หวัดใหญ่ หรือหวัดนก (มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกที่เจ็บป่วยหรือตายข้างใน 7 วัน หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้หวัดนกด้านใน 14 วัน) หรือเป็นไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 24 ชั่วโมง ควรไปพบหมออย่างเร็ว


การป้องกันตัวเองจากโรคไข้หวัด รักษาสุขอนามัยฐานราก เพื่อให้มีสุขภาพด้านร่างกายแข็งแรง กินอาหารเป็นประโยชน์ห้าหมู่ทุกวัน เพื่อมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง กินน้ำสะอาดให้ได้วันละอย่างน้อย 6-8 แก้วเมื่อไม่มีโรคจำเป็นต้องจำกัดน้ำกิน พักผ่อนให้เพียงพอเป็นประจำ ไม่ไปในที่ยัดเยียด อย่างเช่น ศูนย์การค้า ในช่วงที่มีการระบาดของโรคหวัดรู้จักใช้หน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องไปในย่านที่มีคนพลุลนลานหรือไปโรงพยาบาล  รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่มีอากาศเปลี่ยนไม่ควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่มีอากาศเย็น  อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับคนป่วย ถ้าหากจำเป็นที่จะต้องดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิด ควรจะสวมหน้ากากอนามัยและหมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่  อย่าใช้สิ่งของเครื่องใช้ (ยกตัวอย่างเช่น ผ้าสำหรับเช็ดหน้า ผ้าที่เอาไว้สำหรับเช็ดตัว แก้วน้ำ โทรศัพท์ ของเด็กเล่น ฯลฯ) ร่วมกับคนเจ็บ รวมทั้งควรจะหลบหลีกการสัมผัสมือผู้ป่วย
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคหวัด

  • ฟ้าทะลายโจร สารสำคัญสำหรับการออกฤทธิ์เป็นAndrographolide มีฤทธิ์รักษาอาการไอ เจ็บคอ ปกป้องแล้วก็บรรเทาหวัด จากการศึกษาเล่าเรียนการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อรักษาลักษณะของการมีไข้และก็เจ็บคอเปรียบเทียบกับยาลดไข้พาราเซตามอล พบว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายขโมยขนาด 6 กรัมต่อวัน จะมีลักษณะอาการไข้แล้วก็การเจ็บคอต่ำลงในวันที่ 3 ซึ่งดีกว่ากลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจร 3 กรัม/วัน หรือได้รับพาราเซตามอล  ในการศึกษาเทียบการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อปกป้องหวัด ซึ่งทำในฤดูหนาว โดยให้ผู้เรียนรับประทานยาเม็ดฟ้าทะลายโจรแห้ง ขนาด 200 มก./วัน หลังจาก 3 เดือนของการทดลองพบว่าอุบัติการณ์การเป็นหวัดในกรุ๊ปที่ได้ฟ้าทะลายขโมยน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจัง ทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยอัตราการเป็นหวัดในกลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรเท่ากับปริมาณร้อยละ 20 เวลาที่กรุ๊ปควบคุมมีอัตราการเป็นหวัดเท่ากับร้อยละ 62  อาจสรุปได้ว่าฟ้าทะลายมิจฉาชีพให้ผลคุ้มครองของยา พอๆกับร้อยละ 33


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายโจรแห้ง 250 มก. รวมทั้ง 500 มิลลิกรัม
o             บรรเทาลักษณะของการเจ็บคอ รับประทานวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารรวมทั้งก่อนนอน
o             บรรเทาอาการหวัด กินวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารรวมทั้งก่อนนอน

  • กระเทียม มีฤทธิ์สำหรับในการฆ่าเชื้อไวรัส เชื้อรา ลดอาการภูมิแพ้ มีฤทธิ์เหมือนแอสไพริน จึงทำให้ไข้ลด รวมทั้งยังป้องกันการจับไข้หวัดได้
  • ใบกระเพรา ใบกระเพราช่วยขับเสลด ทำให้จมูกเตียน ฆ่าเชื้อในทางเดินหายใจ
  • ชา ใบชามีสารโพลีฟีนนอล เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการติดเชื้อ ทำใหเยื้อบุโพรงจมูกชุ่มชื้น หายใจสะดวก
  • ขิง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน มีกลิ่นเฉพาะตัว สามารถช่วยลดอาการหวัด แก้ไอ ทำให้หายใจเตียนขึ้น ขับเหงื่อ
  • กระเจี๊ยบ อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง เจอสารแอนโธไซยานินในกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส ลดการต่อว่าเชื้อ
เอกสารอ้างอิง

  • รับมือโรคหวัดอย่างไรให้เหมาะสม.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาสรีรวิทยา.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “ไข้หวัด (Common cold/Upper respiratory tract infection/URI)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 389-392.
  • ฟ้าทะลายโจร.(ฉบับประชาชน).หน่วยปริการฐานข้อมูลสมุนไพร.สำนักงานสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J.(2001). Harrrison’s:Principles of internal medicine. New York. McGraw-Hill.
  • ผศ.ภก.ธีรวิชญ์ อัชฌาศัย.ไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือแพ้อากาศ เป็นอะไรกันแน่? .บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • ไข้หวัด-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้หวัด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่389.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กันยายน.2554
  • Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information Handbook, 20th ed. Hudson, Ohio, Lexi-Comp, Inc.;


14

โรคมือเท้าปาก  (Hand Foot and Mouth  disease – HFMD)
โรคมือเท้าปาก คืออะไร โรคมือ-เท้า-ปาก ป่วยเกิดผื่นที่ต่อเนื่องกันง่าย แต่ว่ามักไม่ร้ายแรงรวมทั้งหายได้เองเป็นส่วนมาก ส่วนน้อยที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ซึ่งโรค มือเท้าปาก เป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน มักเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากไวรัสกลุ่ม Enterovirus  แม้กระนั้นในแถบร้อนเปียกชื้น พบได้มากได้ตลอดปีโดยส่วนมากแล้ว มักพบในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีแต่ว่าบางทีอาจเจอในเด็กแก่กว่านี้ก็ได้ และแม้มีการกำเนิดโรคในสถานเลี้ยงเด็กหรือในโรงเรียนสำหรับสอนเด็กอนุบาล ก็จะพบผู้เจ็บป่วยจำนวนหลายชิ้นขึ้นเนื่องจากว่าโรคนี้ระบาดได้ง่าย
                อนึ่งโรคนี้เป็นโรคคนละชนิดกับโรคปากยุ่ยเท้าเปื่อยยุ่ยที่เจอได้ในสัตว์กีบคู่ ซึ่งโดยธรรมดาจะไม่ติดต่อมาสู่คน เว้นเสียแต่ในกรณีที่คนไปสัมผัสคลุกคลีอยู่กับสัตว์ที่เจ็บไข้หรือผู้ที่ดำเนินงานในห้องแลปเกี่ยวกับโรคในสัตว์เหล่านี้ ที่อาจมีรายงานการติดเชื้อได้บ้าง
                ในความเป็นจริงแล้ว โรคมือ เท้า ปาก ว่าไม่ใช่โรคใหม่ แต่รู้จักกันมานานมากกว่า 50 ปีแล้ว  โดยมีประวัติภูมิหลังของโรค ดังนี้

  • พ.ศ. 2500 มีรายงานการระบาดของกลุ่มลักษณะของการมีไข้ซึ่งพบร่วมกับตุ่มน้ำใสในโพรงปาก มือแล้วก็เท้าในคนไข้เด็กที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยพบสาเหตุจากเชื้อ Coxsackie virus A16(Cox A16)1
  • พุทธศักราช 2502 พบการระบาดของกลุ่มอาการเหมือนกันในเมือง Bermingham ประเทศอังกฤษ และก็ได้มีการเรียกกลุ่มอาการนี้ว่า Hand-Foot-and Mouth Disease (HFMD)


จากนั้นก็มีรายงานการระบาดจากประเทศต่างๆทั่วโลก ซึ่งไวรัสที่ก่อให้เกิดกรุ๊ปอาการมือ เท้า ปาก ไม่ได้เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากเชื้อไวรัสประเภทเดียวแม้กระนั้นมีมากยิ่งกว่า 10 สายพันธุ์
สำหรับในการระบาดใหญ่ของกรุ๊ปลักษณะของโรคมือ เท้า ปาก พบว่ามีรายงานตั้งแต่ พุทธศักราช2540-2555 มีดังนี้

  • พุทธศักราช2540 มาเลเซีย (เสียชีวิต 31 ราย) พุทธศักราช2541 ไต้หวัน (ผู้เจ็บป่วย 1.5 ล้านราย เสียชีวิต 78 ราย)
  • พุทธศักราช2550 ประเทศอินเดีย (คนป่วย 38 ราย) แล้วก็ พ.ศ.2551 อินเดีย (คนป่วย 25,000 ราย เสียชีวิต 42 ราย) ประเทศสิงคโปร์ (คนป่วยมากกว่า 2,600 ราย) เวียดนาม (ผู้ป่วย 2,300 ราย เสียชีวิต 11 ราย) ดูโกเลีย (ผู้เจ็บป่วย 2,600 ราย) รวมทั้งบรูไน (ผู้ป่วย 1,053 ราย)
  • พุทธศักราช2552 จีน (คนป่วย 115,000 ราย เสียชีวิต 85 ราย) และก็ พ.ศ.2553 จีน (ผู้ป่วย 1.6 ล้านราย เสียชีวิต 537 ราย)
  • พุทธศักราช2554 เวียดนาม (คนไข้ 42,000 ราย เสียชีวิต 98 ราย) แล้วก็จีน (ผู้ป่วย 1.3 ล้านราย เสียชีวิต 437 ราย)
  • พ.ศ.2555 เขมร (เสียชีวิต 52 ราย) จีน (ผู้เจ็บป่วย 460,000 ราย เสียชีวิต 112 ราย) ไทย (คนไข้ 168,60 ราย เสียชีวิต 1 ราย)


สำหรับเหตุการณ์โรคมือเท้าปากในประเทศไทย อ้างอิงข้อมูลที่ได้มาจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2558 มีคนป่วยทั้งหมด 40,417 ราย คิดเป็นอัตราส่วน 62.21 ต่อสามัญชน 1 แสนคน รวมทั้งมีคนป่วยเสียชีวิต 3 ราย ส่วนในปี 2559 ข้อมูลปัจจุบันในวันที่ 28 เดือนมีนาคม 2559 มีผู้ป่วย 8,973 ราย คิดเป็นอัตราส่วน 13.78 ต่อประชากร 1 แสนคน แล้วก็ยังไม่มีผู้ตาย
ตั้งแต่เริ่มมีการตรวจพบเชื้อ EV71 ในคนป่วยโรค HFMD ในปี2541 ในประเทศไทยก็เริ่มมีการเฝ้าระวังรายงานรวมทั้งสอบสวนคนเจ็บสงสัยติดเชื้อโรค EV71 และก็ปกป้องควบคุมโรคต่อจากนั้นเป็นต้นมา พบว่าคนเจ็บส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำลงยิ่งกว่า 2 ปีแล้วก็ราวครึ่งเดียวติดเชื้อ EV71 ที่มีอาการไม่รุนแรง
ส่วนในด้านรายงานการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปากจากสำนักระบาดวิทยา พบว่า เมื่อวันที่ 1 เดือนมกราคม ถึง 1 เดือนเมษายน 2559 มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อนทั้งตามสถานที่เรียนแล้วก็ในชุมชน 8 เหตุ จากจำนวนผู้เจ็บป่วย 22 ราย ดังนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขได้เสนอแนะให้สถานศึกษากระทำตามมาตรการที่กรมควบคุมโรคระบุ เพื่อปกป้องการเกิดโรคแล้วก็การแพร่ระบาดของโรค
สาเหตุของโรคมือเท้าปาก โรคมือเท้าปากมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อกลุ่มเชื้อไวรัสเอนเทอโร (Enterovirus) ซึ่งมีอยู่ร่วมกันนานาประการสาย อย่างเช่น ค็อกแซคกีเอรวมทั้งบี (Coxsackie A, B), เชื้อไวรัสเอนเทอโรประเภท 71 (Enterovirus 71 – EV71) ต้นสายปลายเหตุที่พบได้มากที่สุดก็คือการระบาดจากการติดเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 16 (Coxsackievirus A 16) ซึ่งอาการชอบไม่รุนแรง และก็ผู้ป่วยมักจะหายได้เองเป็นส่วนมาก ส่วนปัจจัยที่เจอได้น้อยแล้วก็มีลักษณะรุนแรง คือ การติดเชื้อไวรัสเอนเทอโรจำพวก 71 ซึ่งอาจจะก่อให้คนไข้เกิดภาวะสอดแทรกรุนแรงจนกระทั่งขั้นเสียชีวิตได้ นอกเหนือจากนี้โรคมือเท้าปากยังบางทีอาจกำเนิดได้จากเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 5, 7, 9, 10 และก็เชื้อไวรัสค็อกแซคกีบีชนิด 2 และ 5 ได้บ้าง
                ซึ่งโรคนี้โดยมากมักจะต่อเนื่องกันที่เกิดจากการกินของกิน น้ำดื่ม การดูดเลียนิ้วมือ หรือของเล่นที่ปนเปื้อนเชื้อที่ออกมากับอุจจาระ น้ำเหลืองจากตุ่มน้ำที่ผิวหนัง หรือละอองน้ำมูก น้ำลายของคนไข้ ส่วนน้อยที่ติดต่อโดยการสูดเอาฝอยละอองน้ำมูก น้ำลายที่คนป่วยไอหรือจามรด  ซึ่งเมื่อเชื้อไปสู่ร่างกายแล้ว ประมาณ 3-6 วัน คนป่วยก็เลยจะมีลักษณะอาการ
ลักษณะของโรคมือเท้าปาก  ภายหลังจากติดเชื้อโรค 3-7 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการเริ่มต้น คือ เป็นไข้ตํ่าๆราวๆ 38-39o C รวมทั้งมีลักษณะอาการปวดเหมื่อยตามเนื้อตามตัวระยะนี้จะมีช่วงเวลา โดยประมาณ 1-2 วัน แล้วหลังจากนั้นจะเริ่มมีลักษณะอาการเจ็บปาก ตรวจร่างกายจะพบมีรอยโรคในบริเวณปาก มือและเท้าได้ดังต่อไปนี้

  • รอยโรคบริเวณปาก เจอในผู้เจ็บป่วยปริมาณร้อยละ 100 มีรอยโรคจํานวน 5-10 แห้ง พบได้ทุกรอบๆในปากแม้กระนั้นที่พบได้บ่อย คือ เพดานปาก ลิ้น และเยื่อบุกระพุ้งแก้ม รอยโรคระยะเริ่มต้น ลักษณะเป็นรอยสีแดงบางทีอาจนูนนิดหน่อยขนาด 2-8 มิลลิเมตรจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นตุ่มนํ้าสีเทาขนาดเล็กขอบแดงช่วงที่รอยโรคเป็นตุ่มนํ้าจะสั้น จึงมักตรวจไม่พบ  รอยโรคในตอนนี้แม้กระนั้นก็พบบ่อยลักษณะเป็นแผลตื้นๆสีเหลืองถึงเทาของแดงซึ่งบางทีอาจจะมารวมกันเป็นรอยโรคใหญ่ได้


ปริมาณร้อยละ 80 ของคนเจ็บลักษณะของการเจ็บปากจะไม่รุนแรงรวมทั้งหายได้เองโดยไม่ต้องรักษาด้านใน 5-10 วัน

  • รอยโรคที่ผิวหนัง


อาจเกิดขึ้นพร้อมรอยโรคที่ปาก หรือหลังจากนั้นน้อยจํานวนตั้งแต่ 2-3 แห้งไปจนกระทั่ง 100 แห่ง พบ ที่มือบ่อยมากกว่าเท่า ลักษณะเป็นรอยแดงๆอาจนูนน้อยขนาด 2-10 มิลลิเมตร ตรงกลางสีเทา บางรอยโรคมี ลักษณะเป็นตุ่มนํ้าใสขอบแดง มีกระจัดกระจายขนานไปกับแนวของผิวหนังอาจเจ็บหรือไม่ก็ได้หลังจากนั้น 2-3 วัน จะ เริ่มตกสะเก็ด รวมทั้งเบาๆหายไปภายใน 7-10 วัน โดยไม่มีรอยแผลเป็นหลงเหลือ
บริเวณอื่นๆที่อาจเจอรอยโรคได้เหมือนกันเป็นตูด แขน ขา รวมทั้งอวัยวะสืบพันธุ์ในเด็กทารกอาจพบ กระจายทั่วตัวได้
โดยปกติโรคมือเท้า ปากจัดว่ามีอาการน้อยโดยมากมักมีเพียงไข้ปวดเหมื่อยตามตัวแล้วก็เจ็บปาก แต่ ในผู้ป่วยบางรายอาจเจอภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้โดยเฉพาะจากการติดเชื้อ enterovirus 71 ปัจจัยเสี่ยงต่อ การเจอภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง คือ

  • อายุในกลุ่มผู้เจ็บป่วยอายุน้อยจะพบอาการเข้าแทรกรุนแรงและก็เสียชีวิตมากกว่าในกลุ่มคนป่วยที่อายุมาก ดังเช่นการระบาดในปีพุทธศักราช2541 ที่ประเทศไต้หวัน พบว่าอัตราการเสียชีวิตโดยรวมหมายถึง44.4/100,000 รายแต่ว่ากรุ๊ปที่อัตราการเสียชีวิตสูงสุดเป็น6-11 เดือนพอๆกับ 96.96/100,000 ราย
  • มีไข้สูงมากไปกว่า 39o C และนานเกิน 3 วัน
  • มีอาการอ้วกมากมายทานอาหารมิได้


ซึ่งสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในข้อ 2 รวมทั้ง 3 จากการศึกษาวิจัยที่โรงหมอเด็ก Chang Gung ประเทศไต้หวัน พบว่า สัมพันธ์กับการตำหนิดเชื้อ EV มากยิ่งกว่า Cox A  โดยชอบทำให้เกิดภาวะแทรก/ทางระบบประสาท ระบบหัวใจ รวมทั้งปอดได้สูง ทำให้คนไข้เสียชีวิตอย่างเร็วจากภาวะปอดบวมน้ำ เลือดออกในปอด รวมทั้งภาวะช็อก
อย่างไรก็ดีเชื้อคอกแซคก็ไวรัส เอ 16 ก็อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกคือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ และภาวะช็อกได้ แต่ว่าเจอได้น้อยกว่าจากเชื้อ เอนเทอโรเชื้อไวรัส 71 มากมาย
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมือเท้าปาก

  • เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นกลุ่มอายุที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมากที่สุด เพราะมักพบการติดเชื้อและการระบาดของโรคใน สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือศูนย์เด็กเล็กเป็นส่วนใหญ่
  • การที่ผู้ดูแลเด็กไม่ได้ให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อของโรคมือเท้าปาก
  • สภาพที่อยู่อาศัย หรือโรงเรียน/ศูนย์เด็กเล็กไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น มีลักษณะอับ ทึบ แสงแดดส่องไม่ถึง
  • การใช้ข้าวของเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ช้อน ร่วมกัน
  • การไอ จาม รดกัน หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว
แนวทางการรักษาโรคมือ เท้าปาก การวินิจฉัยโรคมือเท้าปากโดยทั่วไปใช่อาการและอาการแสดงเป็นสําคัญ (clinical diagnosis) โดยแพทย์จะตรวจร่างกายหารอยโรคจําเพาะที่บริเวณมือเท้า ปากร่วมกับมีไข้ ได้แก่  ผู้ป่วยมีไข้ 38 – 39 องศาเซลเซียส  พบจุดนูนแดง ตุ่มน้ำใส หรือ แผลที่เยื่อบุปาก ลิ้น และเหงือก พบจุดแดงราบ ตุ่มนูน หรือตุ่มน้ำที่มือ เท้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และแก้มก้น
การตรวจรอยโรคที่ผิวหนัง (cutaneous lesion) ทางพยาธิวิทยา(histology) จะพบเม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil และ lymphocyte เพิ่มขึ้น แต่จะไม้พบmultinucleated giant cell หรือ inclusion body 11 สําหรับในกรณีที่ต้องการทราบชนิดของเชื้อไวรัสที่ก้อโรค สามารถทําได้โดยการแยกเชื้อไวรัส หรือตรวจ ร่องรอยการติดเชื้อจากนํ้าเหลือง สําหรับประเทศไทยใช้วิธี micro-neutralization หากพบผู้ป่วยในข่ายสงสัยให้ เก็บตัวอย่างดังนี้

  • อุจจาระภายใน 14 วันของการป่วยโดยเก็บประมาณ 8 กรัม ใส่กล่องพลาสติกสะอาด
  • สวอบลําคอ (throat swab) โดยจุ่มปลายสวอบลงใน viral transport media ให้จมปลาย ตัวอย่างในข้อ 1 และ 2 ให้เก็บส่งโดยแช่เย็นในกระติกนํ้าแข็งอุณหภูมิ 4-8o C และส่งห้องปฏิบัติ การโดยเร็วที่สุด
  • เก็บเลือด 2 ครั้งประมาณ 3-5 มล.ต่อครั้ง ครั้งแรกที่สุดภายใน 3-5 วันหลังป่วยและครั้งที่ 2 หลัง จากครั้งแรก 14วัน โดยใส่ในหลอดแก้วปราศจากเชื้อพันพลาสเตอร์ให้แน่น เก็บตัวอย่างในตู้เย็น เพื่อรอส่งตรวจพร้อมกัน
โรคมือเท้าปากไม่มีวัคซีนหรือยาสำหรับรักษาโรคโดยตรง การรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการ เช่นการให้ยาลดไข้ paracetamol หรือให้ยาบ้วนปากเพื่อช่วยลดอาการเจ็บของแผลในช่องปาก ถ้าตุ่มกลายเป็นหนองหรือพุพองก็จะให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนิซิลลินวี อะม็อกซีซิลลิน อีริโทรไมซิน เป็นต้น ถ้ามีภาวะขาดน้ำเนื่องจากกินและดื่มไม่ได้ ก็จะให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ก็จำเป็นต้องรับเด็กไว้รักษาในโรงพยาบาลหรือส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2539 มีการศึกษาที่ Medical College of Ohio ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีการทดลองใช้ acyclovir ในการรักษาผู้ป่วยโรคมือเท้า ปาก 13 รายซึ่ง 12 รายเป็นเด็กอายุ 1-5 ปีและอีก 1 รายเป็นผู้ใหญ่ โดยเริ่มใช้ยา acyclovir ภายใน 1-2 วัน หลังเริ่มมีรอยโรคพบว่าอาการของผู้ป่วยดีขึ้น และรอยโรคเปลี่ยนแปลงดี ขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเริ่มรักษา ได้ให้ acyclovir ต่ออีก 5 วันจนรอยโรคหายไปหมด ผู้ศึกษาเชื่อว่า acyclovir อาจไปยับยั้งเอนไซม์ thymidine kinase ของ Cox A16แต่ก็อาจมีประโยชน์ ด้านอื่นด้วยเช่น อาจทําให้ผู้ป่วยสร้าง interferon เพื่อยับยั้งไวรัสมากขึ้น15 อย่างไรก็ดียังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ acyclovir ในการ ลดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
และหลังจากการติดเชื้อผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสที่ก่อโรค แต่อาจเกิดโรคมือเท้า ปากซํ้าได้จาก enterovirus ตัวอื่นๆ
การติดต่อของโรค มือ เท้า ปาก  โรคมือเท้าปากสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากตุ่มน้ำใส หรือสารคัดหลั่งจากจมูกและปากอันได้แก่ น้ำมูก เสมหะ หรือน้ำลาย นอกจากนี้แล้วไวรัสยังสามารถพบได้ในอุจจาระ โดยไวรัสสามารถแพร่กระจายได้ตั้งแต่ในระยะแรกที่แสดงอาการโดยช่วงที่มีการแพร่กระจายมากที่สุด คือ สัปดาห์แรกที่ผู้ป่วยมีอาการและอาจจะยังพบได้อีกหลายสัปดาห์ในอุจจาระของผู้ป่วยที่หายจากอาการของโรคแล้ว นอกจากนี้แล้วในผู้ใหญ่อาจจะสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสได้โดยไม่แสดงอาการใดๆ ซึ่งการได้รับไวรัสอาจเป็นการได้รับโดยตรงเช่นจากการไอหรือจาม หรืออาจจะได้รับไวรัสโดยอ้อมโดยการสัมผัสกับพื้นผิวหรือสิ่งของที่มีเชื้อไวรัสอยู่ เช่นในสถานรับเลี้ยงเด็กซึ่งอาจมีของเล่นหรือของใช้เด็กที่ปนเปื้อนน้ำลายเนื่องจากเด็กเล็กมักชอบนำสิ่งของเข้าปาก  ดูดเลียนิ้วมือ รวมถึงจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ มือของผู้เลี้ยงดูเด็กที่ไม่สะอาด เป็นต้น  เนื่องจากโรคมือเท้าปากมักพบในเด็กเล็ก ดังนั้นการระบาดมักพบในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือตามโรงเรียนอนุบาล  เชื้อเอนเทอโรไวรัสสามารถทนสภาวะกรดในทางเดินอาหารมนุษย์ได้ และมีชีวิตอยู่ในอุณหภูมิห้องได้ 2-3วัน
โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างเย็นหรือชื้นแฉะเชื้ออาจอยู่ได้เป็นเดือน  นอกจากนี้ การทำลายเชื้อต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม น้ำยาฆ่าเชื้อทั่วๆ ไปบางชนิด เช่น แอลกอฮอล์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์และแอลกอฮอล์เจลใช้ป้องกันไวรัสไข้หวัดได้ แต่สำหรับเชื้อไวรัสเอนเทอโร แอลกอฮอล์ไม่มีผลโดยตรง
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องให้ยารักษาจำเพาะ เพียงแต่ให้การดูแลตามอาการ และเฝ้าติดตามอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด โดยมีวิธีปฏิบัติ ดังนี้

  • ทานยาลดไข้ พาราเซตามอล เป็นครั้งคราวเวลา มีไข้สูง
  • ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยสังเกตดูว่ามีปัสสาวะออกมากและใส จึงนับว่าได้น้ำพอเพียง
  • ในช่วงที่มีอาการเจ็บแผลในปาก ให้กินอาหารเหลวหรือของน้ำๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก แกงจืด นม น้ำเต้าหู้ น้ำหวาน เพื่อบรรเทาอาการเจ็บในปาก อาจใช้วิธีอมน้ำแข็งก้อนเล็กๆ ดื่มน้ำหรือนมเย็นๆ กินไอศกรีม หรือบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ (ผสมเกลือป่นครึ่งช้อนชาในน้ำอุ่น ๑ แก้ว) วันละหลายๆ ครั้ง เพื่อบรรเทาอาการเจ็บแผลในปาก
  • แยกของใช้ไม่ใช้ร่วมกับคนอื่น เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อน-ส้อม ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดมือ ขับถ่ายอุจจาระลงในในโถส้วม
  • ควรทำความสะอาดพื้นห้องและพื้นผิวอื่นๆ ที่สัมผัสบ่อยๆ รวมถึงห้องสุขาและห้องน้ำ โดยล้างด้วยน้ำและผงซักฟอก แล้วตามด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของคลอรีน เช่น ไฮเตอร์ ไฮยีน คลอร็อกซ์ โดยผสมตามฉลากปิดข้างขวด ทิ้งไว้ ๑๐ นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำให้สะอาดเพื่อป้องกันสารเคมีตกค้าง
  • แยกเด็กที่ป่วยไม่ให้คลุกคลีกับเด็กคนอื่นๆ ทั้งเพื่อนบ้าน และพี่น้องที่อยู่ในบ้านเดียวกัน เช่น การกอดรัด การเล่นของเล่นที่เปื้อนน้ำลายหรือน้ำมูกของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกรณีที่มีน้องเล็กๆ อายุ ๑-๒ ปีหรือน้อยกว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดอาการรุนแรง ไม่นำเด็กไปในที่ที่มีคนอยู่จำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด สระว่ายน้ำ ควรให้เด็กอยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี
  • ขอให้เด็กหยุดเรียนเป็นเวลา ๗ วันนับจากวันเริ่มมีอาการ (ถึงแม้ว่าเด็กอาจมีอาการดีขึ้นก่อนครบ ๗ วัน) หากเด็กมีอาการป่วยรุนแรงขึ้น เช่น ไข้สูง อาเจียน หอบเหนื่อย ซึม ชัก หรืออาการแย่ลง ต้องรีบพาไปรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที ในกรณีผู้ป่วยเป็นผู้ใหญ่ให้หยุดงานเป็นเวลา 7 วันเช่นกัน
  • ควรปรึกษาแพทย์ เมื่อมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
  • ตุ่มน้ำ กลายเป็นตุ่มหนองหรือพุพองจากการเกาให้แพทย์พิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะรักษา
  • มีอาการเจ็บแผลในปาก จนกินอาหารและดื่มน้ำไม่ได้ มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อย
  • มีอาการปวดศีรษะมาก อาเจียนรุนแรง ไม่ค่อยรู้ตัว ชัก แขนขาอ่อนแรง หรือหายใจหอบเหนื่อย ควรส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
  • อาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์

การป้องกันตนเองจากโรคมือเท้าปาก

  • สำหรับเด็ก ให้ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งข้างหลังการขับถ่าย ก่อนกินอาหาร หรือเมื่อสัมผัสกับน้ำมูก น้ำลาย
  • สำหรับผู้ที่คอยทำหน้าที่ดูแลเด็ก ให้ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำแล้วก็สบู่ทุกหนก่อนจะมีการเตรียมอาหาร ก่อนที่จะรับประทานอาหาร รวมทั้งหลังการขับถ่าย และข้างหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก หลังการช่วยล้างตูดให้แก่เด็กเล็กที่พึ่งขับถ่าย หรือสัมผัสกับสิ่งคัดเลือกหลั่งของเด็ก อาทิเช่น น้ำมูก น้ำลาย
  • ให้ลูกหลานหลีกเลี่ยงการเล่น หรือคลุกคลีกับเด็กที่มีอาการป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก
  • ไม่นำเด็กเล็กไปในที่ที่มีคนอยู่เยอะแยะ ตัวอย่างเช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด สระว่ายน้ำ แล้วก็ควรจะให้อยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี ในช่วงที่มีการระบาดของโรคมือเท้าปากในพื้นที่
  • หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของ ได้แก่ แก้วน้ำ หลอดดูด ขวดสำหรับใส่นม ช้อนชาม เสื้อผ้า ผ้าขนหนู ของเล่น ฯลฯ  ร่วมกับคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่มีการระบาดของโรคนี้
  • ฝึกฝนเด็กให้มีสุขนิสัยที่ดี และก็หลีกเลี่ยงการใส่นิ้วมือหรือของเล่นเด็กเข้าปาก
  • ทําความสะอาดพื้น เครื่องใช้สอยเสื้อผ้าที่บางทีอาจปนเปื้อนเชื้อ ด้วยนํ้ายาฆ่าเชื้อที่ใช้ทั่วไปในบ้าน
  • บิดามารดาผู้ดูแลช่วยตรวจดูอาการของบุตรหลานแต่ละวัน ถ้าเกิดมีแผลในปากหลายแผล โดยยิ่งไปกว่านั้นถ้าเจ็บมากจนทำให้ไม่ค่อยกินอาหาร ให้ช่วยแจ้งแก่โรงเรียนเพื่อมีการปฏิบัติการควบคุมโรคที่เหมาะสม
  • สำหรับพ่อแม่ผู้ดูแลที่จะพาบุตรหลานที่เป็นเด็กตัวเล็กๆไปต่างประเทศที่มีการระบาด สามารถเดินทางได้ตามธรรมดา โดยให้ประพฤติตัวตามความถูกอนามัยที่ดี หลีกเลี่ยงพาลูกหลานไปสถานที่แออัดคับแคบ รวมทั้งหากลูกหลานมีอาการเจ็บไข้ที่สงสัยโรคมือ เท้า ปาก ให้พาไปพบแพทย์


สมุนไพรที่ใช้รักษา/ทุเลาอาการของโรคมือเท้าปาก สมุนไพรที่สามารถประยุกต์ใช้ทุเลาอาการโรคมือเท้าปากนั้นมีดังนี้ ถ้ามีแผลในปากก็สามารถใช้กลีเซอรีนพญายอหยอดรอบๆแผลได้ ด้วยเหตุว่าในใบพญายอมีสารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ ทำให้แผลหายเร็วขึ้นแล้วก็ไม่มีอันตราย ไม่เป็นผลข้างเคียง
            สมุนไพรในโรค มือ-เท้า-ปากหมายถึงฟ้าทลายขโมย (Andrographis paniculata (Burm.F.) Nees.) เป็นงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยที่ทำในประเทศจีน โดยนักค้นคว้าได้สกัดสารสำคัญของฟ้าทลายมิจฉาชีพและก็ทำให้อยู่ในรูปแบบของยาฉีดเป็นAndrographolide Sulfonate injection
งานค้นคว้านี้ทำในเด็กที่เป็นโรค มือ-เท้า-ปาก อายุ 1-13 ปี จำนวน 230 คน โดยแบ่งเป็น 2 กรุ๊ป กลุ่มแรกจะได้รับการรักษาแบบแผนเดิมร่วมกับ สารสกัดฟ้าทะลายมิจฉาชีพในต้นแบบบาฉีด (Andrographolide Sulfonate injection) อีกกลุ่มจะได้รับการรักษาแบบแผนเดิม โดยติดตามผล 7-10 วัน ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยพบว่า กลุ่มแรกจะเจออาการเข้าแทรกแบบรุนแรงน้อยกว่ากรุ๊ปลำดับที่สองอย่างเป็นจริงเป็นจัง นอกเหนือจากนี้ยังเป็นเหตุให้ไข้ต่ำลงได้เร็วขึ้น ทำให้แผลที่ผิวหนังรวมทั้งแผลในปากหายมากกว่ากลุ่มสุดที่รักษาแบบแผนเดิม และไม่พบการตายรวมทั้งผลกระทบที่ร้ายแรงในกลุ่มทดลองอีกด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ดร.ภก.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์.โรคมือเท้าปากในเด็ก.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาจุลชีววิทยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Chang L, Lin T, Huang Y, et al. Comparison of enterovirus 71 and coxsackie-virus A16 clinical illnesses during the Taiwan enterovirus epidemic, 1998. Pediatr Infect Dis J 1999;18(12): 1092-6.
  • Abzug MJ. Hand-Foot-and-Mouth Disease. Kliegman: Nelson Textbook of Pediatrics, 19th ed.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.โรคมือ-เท้า-ปาก.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 326.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.มิถุนายน.2549
  • โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand-Food-and-Mouth Disease; HEMD) และโรคจากเชื้อ Enterovirus 71 (EV-71) .หน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand-foot-and-mouth-disease)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 1121-1123. http://www.disthai.com/
  • Alsop J. Hand-foot-and-mouth disease in Birmingham in 1959. Br Med J 1960;2:1708.
  • Shelley WB, Hashin M, Shelley ED. Acyclovir in the treatment of hand-foot-and-mouth disease.Cutis 1996;57:232-4.
  • โรคมือ เท้า ปาก พ.ศ.2555. หมอชาวบ้าน(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Ho M, Chen E, Hsu K, et al. An epidemic of enterovirus 71 infection in Taiwan. N Engl J Med 1999; 341(13): 929-35.
  • Jennifer CH, Antoinette FH. Hand-food-and-mouth disease. In: Freedberg IM, Eisen AZ, editors. Fitzpatrick’s Dermatology in General Medicine. 5th ed. New York: McGraw-Hill; 1999. p. 2403-7.
  • สมุนไพรที่เคยมีการทำวิจัยในโรคมือเท้าปาก.อภัยภูเบศสาร.ปีที่ 12 .ฉบับที่133.กรกฎาคม.2557
  • Luan YC, Tzou YL, Yhu CH, Kou CT, Shin RS, Ming LK, et al. Comparison of enterovirus 71 and coxsackie virus A16 clinical illnesses during the Taiwan enterovirus epidemic, 1998.Pediatr Infect Dis J 1999;18:1092-6.
  • Robinson CR. Report on an outbreak of febrile illness with pharyngeal lesions and examthem. Toronto, Summer 1957-isolation group A Coxsackie virus. Can Med Assoc J 1958;79:615.
  • Theokiss Z, Joel DK. Enterovirus infection. Pediatrics in Review 1998;19:183-91.
  • พญ.ชนิกานต์ คีรีวิเชียร,พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ.โรคมือเท้าปาก (Hand-Food-and-Mouth-Disease).คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.กันยายน 2545.หน้า 1- 9
  • โรคมือเท้าปาก-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก


15

สมุนไพรต้นหญ้าถอดปล้อง
หญ้าถอดบ้อง Equisetum debile Roxb.
บางถิ่นเรียกว่า ต้นหญ้าถอดบ้อง หญ้านางเงือก หญ้าหูหนวก (เหนือ) เครือเซาะปอยวา แยปอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) หญ้าข้อ หญ้าสองบ้อง (กลาง).
    พืชล้มลุก ลำต้นสีเขียว ตั้งชัน สูง 30-100 ซม. มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-5 มิลลิเมตร เป็นปล้องๆภายในกลวง ข้างนอกมีร่องตามแนวยาว. ใบ ชิดกันเป็นทรงกระบอกห่อหุ้มรอบข้อ ยาว 4-12 มม. สีเขียว ขอบแยกเป็นแฉกๆสีน้ำตาล หรือ ขาว แฉกกลุ่มนี้แห้งและก็ร่วงง่าย แตกกิ่งตามข้อๆละ 1-4 กิ่ง. อวัยวะสืบพันธุ์ เกิดที่ยอด เป็นรูปขอบขนานปนรูปรี สร้างหน่วยขยายพันธุ์เรียกสปอร์ สปอร์มีลักษณะกลม สีเขียว แล้วก็มีสายยาวๆ4 สาย พันอยู่บริเวณปลายของสายทั้ง 4 นี้ พองออกเป็นรูปตะบอง.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามริมสายธารทางภาคเหนือ.
สรรพคุณ : ต้น น้ำสุกอีกทั้งต้น รับประทานเป็นยาขับเยี่ยว เป็นยาเย็น ตำเป็นยาพอกรอยแผล พอกกระดูกที่เดาะ หรือ หัก แล้วก็พอกแก้ปวดตามข้อ

Tags : สมุนไพร

หน้า: [1] 2 3 ... 5