แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - แสงจันทร์5555

หน้า: [1] 2 3 4
1
โรควัณโรค วิธีรักษา  disthai

2

นิ่วในไต (Kidney Stone)
นิ่วในไตเป็นยังไง ก่อนที่จะเราจะมาทำความรู้จักนิ่วในไตนั้น ก่อนอื่นจำต้องรู้จักโรคนิ่วกันก่อน โรคนิ่วเป็นขี้ตะกอนจากแร่ธาตุต่างๆศูนย์รวมตัวกันเป็นก้อนแข็งที่เกิดจากปัจจัยต่างๆเป็นต้นว่า ขาดสารอาหารต่างๆหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิเทรต โพแทสเซียม แมกนีเซียม และก็โปรตีนที่มาจากสัตว์ หรืออาจเกิดขึ้นจากการอักเสบ จากโรคบางประเภท เป็นต้นว่า โรคเก๊าท์เป็นต้น และก็โรคนิ่วนั้นยังสามารถแบ่งได้เป็นของชนิด เป็นนิ่วในถุงน้ำดี แล้วก็นิ่วในระบบทางเดินฉี่ รวมทั้งยังสามารถแบ่งประเภทและชนิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้อีกตามตำแหน่งที่เกิดนิ่ว เช่น นิ่วในไต นิ่วในทอไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ รวมทั้งนิ่วในทอฉี่ ซึ่งนิ่วทั้งสองประเภทนี้ มีความแตกต่างกันทั้งยังในองค์ประกอบ มูลเหตุ และการรักษา แม้กระนั้นในบทความนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงเฉพาะนิ่วในไตแค่นั้น
นิ่วในไต เป็นก้อนผลึกขนาดเล็ก มีหินปูน (แคลเซียม) กับสารเคมีรวมทั้งแร่ นๆอย่างเช่น ออกซาเลต ยูริก โปรตีน ฯลฯ หรือบางรายอาจจะมีขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นมาจากสารตกค้างต่างๆทั้งยังจากสารอาหารที่เรากินเข้าไป หรือกรดบางประเภทที่ร่างกายขับออกไม่หมด ซึ่งก้อนนิ่วในไตนี้ ยังไปเพิ่มอัตราเสี่ยงสำหรับการเป็นโรคไตอีก
ประเภทของนิ่วในไต ก้อนนิ่วมีองค์ประกอบ 2 ส่วนเป็นส่วนที่เป็น แร่ (mineral composition) รวมทั้งส่วนที่เป็นสาร อินทรีย์(organic matrix) ซึ่งมีราวๆปริมาณร้อยละ 5-10 เป็นสารโมเลกุลใหญ่ที่พบในปัสสาวะ เป็นต้นว่า โปรตีน ไขมัน และก็คาร์โบไฮเดรต เป็นต้น ส่วนที่เป็นแร่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจาก การตกผลึกของสารก่อนิ่วในฉี่ ดังเช่น แคลเซียม ออกซาเลต ฟอสเฟต และก็กรดยูริค สามารถจัดประเภทของนิ่วในไตได้ดังต่อไปนี้ นิ่วสสวยไวท์(struvite stones) พบ ร้อยละ 15 กำเนิดในคนเจ็บที่มีทางเดินปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง นิ่วกรดยูริค (uric acid stones) เจอโดยประมาณจำนวนร้อยละ 6 เกิดขึ้นจากรับประทานอาหารที่มีพิวรีน (purine) สูง ดังเช่น เครื่องใน สัตว์ปีก ฯลฯ นิ่วซีสตี (cystine stones) พบราวๆปริมาณร้อยละ 2 มีต้นเหตุจากความไม่ปกติของร่างกาย ในการดูดซับสารซีสตีน นิ่วแคลเซียมออกซาเลต (calcium oxalate stones) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ในประเทศไทย โดยเจอร้อยละ 75-80 ซึ่งจากรายงาน การศึกษาเรียนรู้ที่จังหวัดขอนแก่นพบนิ่วประเภทนี้ร้อยละ 88 และที่ประเทศอเมริกาพบอุบัติการณ์ปริมาณร้อยละ 90 นิ่วแคลเซียมออกซาเลตมีสาเหตุจากแคลเซียมรวมกับกรด ออกซาลิก (oxalic acid) เมื่อไปรวมกับแร่ธาตุตัวอื่น เป็นต้นว่า โซเดียม แมกนีเซียม แคลเซียม หรือโปแตสเซียม จะกลายเป็นผลึกออกซาเลต และกลายเป็นก้อนนิ่วในเวลาถัดมา
นิ่วในไตสามารถพบได้ทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็กจนถึงคนชรา แม้กระนั้นเจอได้สูงยิ่งกว่าในช่วงอายุ 40 - 50 ปี โดยพบในเพศชายสูงขึ้นมากยิ่งกว่าเพศหญิงโดยประมาณ 2 - 3 เท่า
นิ่วในไตบางทีอาจเกิดกับไตเพียงแต่ด้านเดียว โดยช่องทางเกิดใกล้เคียงกันทั้งข้างซ้ายและขวาหรือเกิดนิ่วพร้อมทั้งสองข้าง แต่ความร้ายแรงของนิ่วในทั้งสองไตมักไม่เท่ากันสังกัดขนาดและก็ตำแหน่งของนิ่ว ในประเทศที่รุ่งเรืองแล้ว จะเจอโรคนี้ได้ราวๆ 0.2% ของประชาชน ส่วนในทวีปเอเชียพบได้ประมาณ 2-5%
สำหรับในประเทศไทย พบอัตรา การเกิดโรคนิ่วในไตและก็ในระบบทางเดินฉี่ของผู้ป่วยใน จากสถิติกระทรวงสาธารณสุขมากขึ้นจาก 99.25 ต่อ 100,000 ของสามัญชน ในปีพุทธศักราช 2550 เป็น 122.46 ในปี พุทธศักราช 2553 พบมากที่สุดในประชาชน ภาคเหนือรวมทั้งภาคอีสาน ในอัตรา 188.55 และก็ 174.67 เป็นลำดับ จากการเล่าเรียน นิ่วในระบบทางเท้าเยี่ยว ในปีพุทธศักราช 2552 จัดประเภทตามครอบครัว แล้วก็ หมู่บ้าน ในมวลชนภาคอีสาน ที่จังหวัด ขอนแก่น จำนวน 1,034 ราย (โดยรวมผู้ที่เป็นนิ่ว อยู่แล้ว 135 ราย) จาก 551 ครอบครัว รวมทั้ง 348 หมู่บ้าน ศึกษาด้วยแนวทางถ่ายภาพรังสี Kidney-Ureter Bladder (KUB) พบว่า สมาชิกในครอบครัวปริมาณ 116 ครอบครัว (ร้อยละ 21.05) รวมทั้งใน 23 หมู่บ้าน (ร้อยละ 6.61) เป็นนิ่วในไต ตำแหน่งที่พบนิ่วเยอะที่สุดหมายถึงในไต ประมาณจำนวนร้อยละ 80 สำหรับในภูมิภาคอื่นๆมีการเล่าเรียนไม่มากเท่าไรนัก แต่มีรายงานการศึกษาเล่าเรียนพบว่า เจอนิ่วสูงที่สุดในช่วงอายุ 40-50 ปีรวมทั้ง เจอในผู้ชายมากยิ่งกว่าเพศหญิง 3 เท่า แล้วก็พบ การเกิดซ้ำ ข้างใน 2 ปี หลังผ่าตัดหรือสลายนิ่วมากถึง จำนวนร้อยละ 39
ในปัจจุบันโรคนิ่วในไตมีลักษณะท่าทางที่สูงขึ้น ทั้งยังในประเทศไทยและก็ทุกภูมิภาคทั่วโลก การมีนิ่วในไต ทำ ให้การทำ งานของไตเสื่อมลง รวมทั้งบางทีอาจรุนแรงจนถึง เกิดภาวะไตวายเรื้อรังและโรคไตระยะในที่สุด ซึ่งทำ ให้ เสียชีวิตได้ นอกจากนั้นโรคนิ่วในไตมีอุบัติการณ์เกิดนิ่วซ้ำ สูงมาก ทำ ให้คนป่วยและรัฐบาลจำต้องสูญเสียค่าใช้จ่าย สำหรับการรักษาอย่างมากมาย เพราะฉะนั้นการหลีกเลี่ยงปัจจัย เสี่ยงหรือต้นสายปลายเหตุที่ก่อเกิดนิ่ว เป็นต้นว่า พืชที่มีออกซาเลต สูง หรือการกินแคลเซียมเม็ดเสริม ควรจะเป็นสิ่งที่ ต้องคำ รำลึกถึงเพื่อป้องการกันเกิดนิ่ว
สิ่งที่ทำให้เกิดนิ่วในไต มีเหตุที่เกิดจากนานาประการต้นเหตุ อีกทั้งปัจจัยเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อม เมตตาบอลิซึม กรรมพันธุ์ วิถีการดำนงชีพ และก็อุปนิสัยการกินของกินของตัวผู้เจ็บป่วยเอง แม้กระนั้นปัจจัยที่สำคัญของการเกิดนิ่วในไต คือ การมีสารก่อนิ่วในฉี่สูงกว่าระดับสารยับยั้งนิ่ว ร่วมกับต้นสายปลายเหตุเสริมคือ ปริมาตรของฉี่น้อย ก่อให้เกิดภาวะอิ่มตัวยิ่งยวดของสารก่อนิ่วในเยี่ยว ก็เลยเกิดผลึกที่ไม่ละลายน้ำขึ้น อย่างเช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต แล้วก็ยูเรต ผลึกนิ่วที่เกิดขึ้นจะทำการกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ทำให้เซลล์บุภายในไตถูกทำลาย ตำแหน่งถูกทำลายนี้จะเป็นพื้นที่ให้ผลึกนิ่วเกาะยึดและก็รวมกลุ่มกัน มีการทับถมของผลึกนิ่วเป็นระยะเวลานานกระทั่งกลายเป็นก้อนนิ่วได้ท้ายที่สุด ในคนปกติที่มีสารยับยั้งนิ่วในปัสสาวะสูงเพียงพอจะสามารถยับยั้งการก่อตัวของผลึกนิ่วได้ ขึ้นรถพวกนี้จะไปแย่งจับกับสารก่อนิ่ว เป็นต้นว่า ซิเทรตจับกับแคลเซียม หรือแมกนีเซียมจับกับออกซาเลต ก่อให้เกิดเป็นสารที่ละลายน้ำได้ดี รวมทั้งขับออกไปพร้อมทั้งน้ำเยี่ยว ทำให้ปริมาณสารก่อนิ่วในฉี่น้อยลงและไม่สามารถรวมตัวกันเป็นผลึกนิ่วได้ นอกจากสารยั้งนิ่วกลุ่มนี้แล้วโปรตีนในฉี่หลายอย่างยังทำหน้าที่คุ้มครองป้องกันการก่อผลึกในเยี่ยว รวมทั้งเมื่อเคลือบที่ผิวผลึกจะช่วยขับผลึกออกไปกับปัสสาวะได้ง่ายขึ้น
ปัจจุบันมีหลายงานวิจัยระบุว่า ความผิดปกติของการสังเคราะห์รวมทั้งหลักการทำงานของโปรตีนยั้งนิ่วเหล่านี้เป็นต้นเหตุหนึ่งของการเกิดโรคนิ่วในไต  การเกิดนิ่วในไตยังอาจมีเหตุที่เกิดจากโรคอื่นที่เป็นอยู่ ตัวอย่างเช่น การติดเชื้อในระบบทางเท้าปัสสาวะ โรคเมตาบอลิก รวมถึงการใช้ยารักษาโรคบางจำพวกอย่างโรคเกาท์ ต่อมไทรอยด์ปฏิบัติงานเกินปกติ เบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง และก็การกินวิตามินดี รวมทั้งแคลเซียมเม็ดเสริมมากเกินไป
ลักษณะของนิ่วในไต สำหรับนิ่วในไตส่วนมาก คนไข้มักไม่มีอาการแสดง แต่ว่าจะมีอาการแสดงก็เมื่อมีการติดเชื้อซ้ำไปซ้ำมาและก้อนนิ่วที่มีขนาดเล็กมากมายๆอาจหลุดออกไปกับการขับฉี่โดยไม่นำมาซึ่งอาการหรือความรู้สึกเจ็บอะไรก็แล้วแต่อาการของนิ่วในไตบางทีอาจไม่ปรากฏให้มองเห็นจนกว่าก้อนนิ่วเริ่มเคลื่อนตัวบริเวณไตหรือไปยังท่อไต ซึ่งเป็นท่อเชื่อมต่อระหว่างไตและกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ผู้เจ็บป่วยที่มีนิ่วในไตอาจมีอาการเหล่านี้ตามมา ยกตัวอย่างเช่น ปวดบริเวณหลังหรือช่องท้องด้านล่างข้างใดข้างหนึ่ง บางทีอาจปวดร้าวลงไปถึงรอบๆขาหนีบ  มีลักษณะปวดบีบเป็นระยะ รวมทั้งปวดร้ายแรงเป็นระยะๆที่รอบๆดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ฉี่เป็นเลือด หรืออาจมีสีแดง ชมพู รวมทั้งน้ำตาล  เยี่ยวแล้วเจ็บ  ปวดฉี่บ่อยครั้ง  ฉี่น้อย  ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นฉุน อ้วก อาเจียน หนาวสั่น ป่วย และแม้ก้อนนิ่วมีขนาดเล็กและก็ตกลมมาที่ท่อไต จะทำให้กำเนิดลักษณะของการปวดบิดในท้องรุนแรง เรียกว่า “นิ่วในท่อไต” คนเจ็บจะมีลักษณะระคายเวลาปัสสาวะ อยากเยี่ยว แม้กระนั้นปัสสาวะขัด กะปริบกะปรอย ในกรณีที่มีการติดเชื้อโรคแทรกซ้อนจะมีลักษณะไข้ร่วมด้วย แม้ปล่อยให้เป็นนิ่วไปนานๆโดยไม่ได้รับการดูแลและรักษาจะทำให้ไตบาดเจ็บเรื้อรัง นำมาซึ่งการทำให้ไตมีรูปร่างแล้วก็ดำเนินงานแตกต่างจากปกติมากเพิ่มขึ้นและนำไปสู่ภาวะไตวายในที่สุด
กระบวนการรักษานิ่วในไต  หมอวินิจฉัยนิ่วในไตได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจฉี่ รวมทั้งอาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติมอีกสังกัดอาการคนป่วยและดุลพินิจของหมอ ได้แก่

  • การตรวจปัสสาวะ เพื่อดูว่าร่างกายมีการขับแร่ธาตุศูนย์รวมตัวเป็นก้อนนิ่วมากจนเกินความจำเป็น หรือมีสารคุ้มครองป้องกันการเกิดนิ่วที่ไม่เพียงพอหรือเปล่า รวมทั้งตรวจเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ ตลอดจนตรวจหาภาวะติดโรค สามารถทำเป็นโดยเก็บฉี่ของผู้ป่วยทั้งหมดในตอน 1 วัน ดังเช่นว่า ถ้าเริ่มนับตั้งแต่ 8.00 นาฬิกา ในเวลานี้คนเจ็บจะต้องฉี่ทิ้งไปก่อน แล้วเก็บครั้งต่อๆไปทุกครั้งจนกระทั่ง 8.00 นาฬิกาของวันต่อไป
  • การพิสูจน์เลือด ผลการตรวจเลือดจะสามารถบ่งถึงสุขภาพไตของคนไข้ และช่วยทำให้หมอวินิจฉัยโรคต่างๆได้ รวมทั้งวัดระดับของสารที่อาจทำให้กำเนิดนิ่ว โดยคนไข้ที่มีนิ่วในไตอาจตรวจพบว่ามีปริมาณแคลเซียมหรือกรดยูริกในเลือดที่มากเกินไป
  • การตรวจโดยมองจากภาพถ่ายไต แนวทางแบบนี้จะช่วยให้แพทย์สามารถแลเห็นก้อนนิ่วที่เกิดขึ้นตามทางเดินเยี่ยว การถ่ายรูปไตมีมากมายหลากหลายวิธีให้เลือกใช้ ดังเช่นว่า การฉายรังสีเอกซ์เรย์ในท้อง ซึ่งอาจจะทำให้มองไม่เห็นก้อนนิ่วในไตขนาดเล็กหรือนิ่วบางประเภท การตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวน์ไต นอกเหนือจาก 2 แนวทางลักษณะนี้ หมอบางทีอาจตรึกตรองใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ซึ่งอาจจะก่อให้เห็นนิ่วก้อนเล็กๆได้และก็
  • การตรวจ x-ray เงาไตที่เรียก KUB (Kidney ureter and bladder) ถ้าเกิดเป็นนิ่วที่ทึบแสงก็สามารถมองเห็นนิ่วได้ ถ้าเป็นนิ่วที่ไม่ทึบแสงก็ไม่อาจจะมองเห็น รวมถึงการตรวจ IVP (Intravenous pyelogram) เป็นการฉีดสีเข้าเส้นเลือดดำ และก็สีนั้นจะถูกขับออกทางไตหลังจากฉีดจะ x-ray เงาไตที่เวลาต่างๆข้างหลังฉีดสี เพื่อมองรูปร่าง ลักษณะของไต ว่ามีการอุดตันจากนิ่วไหม รวมทั้งแนวทางการทำงานของไต ว่าดีเยี่ยมน้อยขนาดไหน
  • การดูแลรักษานิ่วในไต การดูแลรักษามีหลายแนวทาง แพทย์จะใคร่ครวญโดยอาศัยข้อมูลเรื่องขนาดของนิ่ว ตำแหน่งของนิ่ว ความแข็งของนิ่ว ไตบวมมากหรือน้อย การอักเสบของไตฯลฯ เพื่อตรึกตรองเลือกวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละราย บางคนบางทีก็อาจจะสมควรที่จะรักษาด้วยการใช้การสลายนิ่ว แม้กระนั้นบางท่านไม่เหมาะสมที่จะสลายนิ่ว อาจรักษาได้ด้วยแนวทางอื่นๆคนไข้ควรขอความเห็นแพทย์ถึงกรรมวิธีต่างๆพวกนี้เพื่อจะได้เข้าใจถึงเหตุผลที่หมอเลือกแนวทางนั้นๆสำหรับในการรักษา


การดูแลรักษานิ่วในไตขนาดเล็ก  การดูแลและรักษานิ่วขนาดเล็กที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 5 มิลลิเมตร อาจทำได้ด้วยการกินน้ำมากมายๆเพื่อช่วยขับก้อนนิ่วออกมาพร้อมปัสสาวะ และควรดื่มให้มากพอ (วันละ 8 – 10 แก้ว) กระทั่งเยี่ยวเจือจางปัสสาวะเป็นสีใสๆนิ่วบางทีอาจหลุดลงมาเป็นนิ่วในทอไต แม้กระนั้น ถ้าเกิดคนไข้ด้วยนิ่วจำพวกนี้มีอาการ หมออาจใคร่ครวญให้ผ่าตัดเอาก้อนนิ่วออกได้เช่นกัน
ถ้าหากกำเนิดก้อนนิ่วเล็กๆที่ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวด แพทย์อาจใช้ยาเพื่อบรรเทาลักษณะของการปวด ยกตัวอย่างเช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) อะเซตาไม่โนเฟ่น (Acetaminophen) หรือที่รู้จักในชื่อพาราเซตามอล และนาพรอกเซน (Naproxen)
ยิ่งกว่านั้น การใช้ยาช่วยขับก้อนนิ่วก็เป็นอีกหนึ่งกระบวนการรักษา หมออาจสั่งจ่ายยากลุ่มแอลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha Blocker) ซึ่งเป็นยาช่วยขับก้อนนิ่วออกมาทางปัสสาวะ ออกฤทธิ์โดยการทำให้กล้ามเนื้อบรรเทา ทำให้ให้ก้อนนิ่วในไตถูกขับออกมาได้เร็วและก็เจ็บน้อยกว่า
การดูแลและรักษานิ่วในไตขนาดใหญ่ ก้อนนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 มม.ขึ้นไปสามารถทำให้มีเลือดออก และก็คงจะนำมาซึ่งแผลที่ท่อไตหรือการตำหนิดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ จนถึงไม่อาจจะหลุดมาเองได้ หมอบางทีอาจจำเป็นต้องใช้การรักษาจำพวกอื่นๆดังต่อไปนี้

  • การใช้คลื่นเสียงแตกตัวก้อนนิ่ว เหมาะสมกับนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 2 ซม. รักษาด้วยการใช้เครื่อง Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy (ESWL) โดยใช้แรงสั่นของคลื่นเสียงทำให้นิ่วกระจายตัวเป็นชิ้นเล็กๆกระทั่งสามารถผ่านออกทางการขับเยี่ยวได้ วิธีการแบบนี้คนเจ็บอาจรู้สึกเจ็บปวดระดับปานกลาง หมอจึงบางทีอาจใช้ยาระงับประสาทเพื่อให้คนป่วยสงบหรือทำให้สลบแบบตื้น ขั้นตอนการรักษาใช้เวลาราวๆ 45-60 นาที และบางทีอาจส่งผลข้างๆให้ฉี่เป็นเลือด มีแผลฟกช้ำด้านหลังช่องท้อง เลือดออกรอบรอบๆไตรวมทั้งอวัยวะรอบข้าง รวมทั้งรู้สึกเจ็บเมื่อเสี้ยวก้อนนิ่วเคลื่อนผ่านทางเท้าฉี่ออกมา การรักษาโรคนิ่วแนวทางลักษณะนี้ช่วงเวลากว่าเศษนิ่วจะหลุดออกมาหมดนั้นไม่แน่นอน บางรายต้องสลายนิ่วซ้ำอีกหนึ่งหรือบ่อยมาก ไม่อาจจะรับรองผลการรักษาได้ทุกราย โดยมีอัตราปราศจากนิ่วที่ 3 เดือนประมาณปริมาณร้อยละ 75
  • การผ่าตัดก้อนนิ่วออก (Percutaneous Nephrolithotomy) เหมาะกับนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 3 ซม. อาจใช้ตามหลังการใช้คลื่นเสียงกระจายตัวก้อนนิ่ว (ESWL) ไม่เป็นผล แพทย์อาจเลือกใช้การผ่าตัดนิ่วด้วยการใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กรวมทั้งอุปกรณ์ใส่เข้าไปบริเวณข้างหลังของคนไข้ โดยพักฟื้นที่โรงพยาบาลตรงเวลา 1-2 วัน และมีประสิทธิภาพถึง 72-99 เปอร์เซ็นต์
  • การส่องกล้อง สำหรับก้อนนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 3 ซม. หมอบางทีอาจใช้กล้องถ่ายภาพ Ureteroscope เพื่อฉายลำแสงแคบผ่านหลอดเยี่ยวรวมทั้งกระเพาะปัสสาวะ แล้วใช้อุปกรณ์ชนิดพิเศษจับหรือทำให้ก้อนนิ่วแตกตัวเป็นชิ้นเล็กจนถึงสามารถถูกขับออกมาฟุตบาทฉี่ได้ เพื่อลดอาการบวมข้างหลังผ่าตัดแล้วก็ช่วยให้หายเร็วขึ้น จึงอาจมีการใช้ท่อเล็กๆยึดไว้ที่หลอดปัสสาวะด้วย การส่องกล้องนี้พบว่ารักษาสำเร็จถึง 94 เปอร์เซ็นต์ หากเป็นนิ่วเขากวางมีกิ่งไม้มากกว่า 2 กิ่ง หรือนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร แพทย์มักตรึกตรองเป็นการผ่าตัดเปิดตามความเหมาะสม
  • การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ โรคต่อมไทรอยด์ดำเนินงานสูง มีการผลิตฮอร์โมนพาราต่อมไทรอยด์ขึ้นมามากผิดปกติ รวมทั้งเป็นสาเหตุให้เกิดก้อนนิ่วจากแคลเซียมฟอสเฟตได้ง่าย การทำงานที่ไม่ดีเหมือนปกตินี้แม้เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเนื้องอกที่เติบโตบนต่อมไทรอยด์ การผ่าตัดเอาเนื้องอกดังที่กล่าวถึงมาแล้วค่อนข้างจะเป็นช่วยลดการเกิดนิ่วในไตได้ด้วย

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะก่อกำเนิดนิ่วในไต

  • รับประทานอาหารมีสารที่ก่อการนอนก้นเป็นนิ่วปริมาณสูงสม่ำเสมอดังเช่นว่า กินอาหารมีออกซาเลตสูง ตัวอย่างเช่น โยเกิร์ต ถั่วที่มีรูปทรงราวกับไต เป็นต้นว่า ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเหลือง งา ลูกนัท ผลเบอร์รีต่างๆมะเดื่อ แครอด บีทรูท มะเขือ ผักกะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง บรอคโคลิ ผักโขม ชะพลู ผักกะเฉด แล้วก็ยอดผักต่างๆหรือมีกรดยูริคสูง เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ปลาทะเล หอยแครง น้ำเกรวี/Gravy รวมทั้งจากพืชบางจำพวกได้แก่ หน่อไม่ฝรั่ง ผักขม ยอดผัก และถั่วประเภทมีรูปร่างคล้ายไต/ถั่วดำ/ถั่วแดง
  • การตีบแคบของทางเดินฉี่ทำ ให้มี ปัสสาวะคั่งค้างข้างในไต
  • ความเข้มข้นของน้ำ เยี่ยว เกิดเหตุเพราะ คนเจ็บกินน้ำ น้อยกว่าปกติ หรือสูญเสียน้ำ ออกมาจาก ร่างกายมากยิ่งกว่าปกติ ผู้มีอาชีพเกษตรกรทำ งานกลางแจ้ง จะมีการเสียเหงื่อมากมายทำ ให้ฉี่มีความเข้มข้นสูง จังหวะที่สารละลายในปัสสาวะจะกลายเป็นผลึกก็เลยมีมากเพิ่มขึ้น แล้วก็ บางทีอาจเกี่ยวข้องกับเกลือแร่ที่ละลายอยู่ในน้ำที่ใช้ดื่ม ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละเขตแดนส่งผลให้เกิดเป็นนิ่วขึ้นได้ การออกกำลังกายอย่างมาก ทำ ให้มีการสูญเสียน้ำ และ เกลือแร่ไปกับเหงื่อ ทำให้ฉี่จะมีจำนวนซิเทรตต่ำ ซึ่งการขาดสิเทรตทำ ให้แคลเซียมรวมกับออกซาเลตเป็นแคลเซียมออกซาเลต หรือแคลเซียมรวมกับฟอสเฟตเป็นแคลเซียมฟอสเฟต ซึ่งละลายน้ำ ได้ไม่ดี
  • ความเป็นกรด-ด่างของฉี่ ปัสสาวะที่มี ฤทธิ์เป็นกรดมากบางทีอาจเกิดการตกผลึกของกรดยูริค และก็ซีสทีน ส่วนปัสสาวะที่มีฤทธิ์เป็นด่าง อาจมีการนอนก้น ของผลึกออกซาเลต ฟอสเฟส แล้วก็คาบอเนต ซึ่งคนปกติ ในตอน 06.00 น. ปัสสาวะจะมีความเป็นกรดที่ pH 5.2 ในตอน 18.00 น. จะมีความเป็นกลาง pH 7.0 จึงมี โอกาสเกิดผลึกได้ทั้งยังผลึกกรดยูริค และผลึกแคลเซียม ซึ่งการรวมตัวกันของผลึกทำ ให้เกิดเป็นก้อนนิ่วในที่สุด
  • โรคเรื้อรังบางชนิดที่ส่งผลให้ภายในร่างกายมีสารต่างๆที่ก่อนิ่วสูงกว่าธรรมดาอย่างเช่น โรคของ ต่อมพาราต่อมไทรอยด์(Parathyroid gland) ซึ่งเป็นต่อมไร้ท่อขนาดเล็กอยู่ใต้ต่อมไทรอยด์ มีหน้าที่ควบคุมแนวทางการทำงานของแคลเซียม) ดำเนินงานเกิน หรือโรคเกาต์ซึ่งมีกรดยูริคสูงภายในร่างกาย
  • อาจจากรับประทานวิตามินซี วิตามินดี แล้วก็แคลเซียมเสริมของกินจำนวนสูงต่อเนื่อง โดยเหตุนั้นการกินวิตามินเกลือแร่พวกนี้เสริมอาหาร ควรจะขอความเห็นแพทย์ก่อนเสมอ
  • ยาบางชนิดทำ ให้เกิดนิ่วได้ตัวอย่างเช่น ยาขับฉี่ ยากลุ่ม carbonic anhydrase inhibitors ยาระบาย หรือยาลดกรดที่กินอยู่เป็นเวลานาน ทำ ให้กำเนิด นิ่วด้วยกลไกผ่านทางเมตาบอลิค


การติดต่อของนิ่วในไต  นิ่วในไตเป็นโรคที่เกิดจากการตกขี้ตะกอนของแร่ธาตุต่างๆและก็แคลเซียม (หินปูน) เป็นก้อนผลึกขนาดต่างๆตามอวัยวะต่างๆของร่างกาย เป็นต้นว่า ถุงน้ำดี รวมทั้ง ระบบทางเดินฉี่ของร่างกาย ซึ่งไม่ได้มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การกระทำตนเมื่อเป็นนิ่วในไต การดูแลตนเองเมื่อเป็นนิ่วในไตและเพื่อคุ้มครองปกป้องนิ่วย้อนกลับไปเป็นซ้ำข้างหลังรักษานิ่วหายแล้ว ตัวอย่างเช่น

  • กินน้ำสะอาดมากๆอย่างน้อยวันละ 2 ลิตรถ้าหากว่าไม่มีโรคที่จะต้องจำกัดน้ำ
  • จำกัดของกินที่มีสารออกซาเลต กรดยูริค รวมทั้งสารซีสตีนสูง
  • ไม่กลั้นปัสสาวะนาน และพยายามเคลื่อนไหวร่างกายเสมอ
  • ทำตามแพทย์/พยาบาลแนะนำอย่างเคร่งครัด
  • รับประทานยาต่างๆให้ถูกครบบริบรูณ์ ไม่ขาดยา และไม่หยุดยาเอง
  • ดูสีและรูปแบบของเยี่ยวเสมอเพื่อรีบพบหมอก่อนนัดหมายเมื่อมีความผิดปกติกำเนิด ขึ้นอย่างเช่น ขุ่นมากมายหรือเป็นเลือดรวมทั้งเมื่อมีนิ่วหลุดออกมา ควรจะเก็บเอาไว้แล้วก็ค่อยนำไปเจอหมอ เพื่อเรียนรู้ทางห้องปฏิบัติการว่าเป็นนิ่วประเภทใด เพื่อการรักษาและการดูแลตนเองได้ถูกต้อง ซึ่งเมื่อหมอเสนอแนะให้เก็บนิ่วมาให้แพทย์มอง ควรจะเยี่ยวในกระโถนหรือปัสสาวะผ่านผ้ากรองเพื่อการเก็บนิ่วได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น
  • หลบหลีกเครื่องดื่มน้ำอัดลม เนื่องจากว่าอาจส่งผลให้ปริมาณของซิเทรดในฉี่ลดน้อยลง


การปกป้องคุ้มครองตนเองจากนิ่วในไต ช่วงอายุที่เสี่ยงต่อการเกิดนิ่วสูงสุดเป็น 40-60 ปี รวมทั้งอัตราการเกิดเป็นนิ่วซ้ำ พบสูงถึงปริมาณร้อยละ 50 ข้างใน 5 ปี การปฏิบัติตนเพื่อลดการเสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว หรือการเกิดนิ่วซ้ำ ควรปฏิบัติดังนี้

  • ควรกินน้ำ วันละ 6-8 แก้ว (2.5 ลิตรหรือมากยิ่งกว่า) หรือให้ได้ปริมาตรของปัสสาวะมากกว่า 2 ลิตรต่อวัน เพื่อลดความอิ่มตัวของสารก่อนิ่วในปัสสาวะ แล้วก็ลดจังหวะการก่อผลึกนิ่วในระบบฟุตบาทฉี่
  • ควรหลบหลีกการดื่มกาแฟที่เข้มข้นมากมาย โดยตลอด ซึ่งทำ ให้ระดับแคลเซียมสูงมากขึ้นในฉี่
  • ผู้ป่วยที่มีน
ตารางที่ 1 แสดงปริมาณกรดออกซาลิคในผักต่อน้ำ หนักผัก 100 กรัม
           ชื่อผัก                    ปริมาณกรดออกซาลิค ชื่อผัก            ปริมาณกรดออกซาลิค
                                    (มิลลิกรัม)                                            (มิลลิกรัม)
ผักชีฝรั่ง (parsley)               1,700                           หัวไชเท้า                        480
มันสำปะหลัง                       1,260                           ใบกระเจี๊ยบ                    389.5
ใบชะพลู                              1,088.4                        ใบยอ                            387.6
ผักโขม (amaranth)             1,090                           ผักปัง                            385.3
ผักโขม (spinach)                 970                              ผักกระเฉด                     310
ยอดพริกชี้ฟ้า                        761.7                           ผักแพงพวย                   243.9
แครอท                                500                              กระเทียม                       360

  • ทานอาหารประเภทผักและผลไม้ (ที่ไม่มีสารออกซาเลต , ยูริกสูง) ด้วยเหตุว่าเป็นแหล่งของสารยับยั้งการเกิดนิ่ว ช่วยทำให้จำนวนซิเทรต โพแทสเซียม แล้วก็ pH ของฉี่เพิ่มขึ้น และก็ลดการทำลายของเซลล์เยื่อบุหลอดไต จึงสามารถยับยั้งการเกิดนิ่วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • รับประทานไขมันจากพืชแล้วก็ไขมันจากปลา เนื่องจากว่าไขมันเหล่านี้สามารถลดปริมาณแคลเซียมในฉี่ได้ดีมากยิ่งกว่าไขมันที่ได้จากเนื้อสัตว์อื่นๆก็เลยช่วยลดจังหวะเกิดนิ่วซ้ำได้
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษานิ่วในไต
กระเจี๊ยบแดง Hibiscus sabdariffa L.

  • องค์ประกอบทางเคมี: มีสาร Anthocyanin และกรดอินทรีย์หลายตัว ตัวอย่างเช่น citric acid, mallic acid, tartaric acid, vitamin c ทำให้ฉี่มีฤทธิ์เป็นกรด
  • คุณประโยชน์: หนังสือเรียนยาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา แก้เสมหะ ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ ขับนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
  • การศึกษาเล่าเรียนทางสถานพยาบาล: ลดความดันเลือด ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินฉี่ ทำให้ผู้เจ็บป่วยโรคนิ่วในท่อไต เยี่ยวสะดวกขึ้น คนไข้กระเพาะปัสสาวะอักเสบมีลักษณะปวดแสบเวลาฉี่น้อยลง


ขลู่ Pluchea indica (L.) Less.

  • ส่วนประกอบทางเคมี: เจอสารอนุพันธ์ของ eudesmane กลุ่ม cauhtemone แล้วก็เจอเกลือแร่ sodium chloride เนื่องด้วยถูกใจขึ้นที่น้ำทะเลขึ้นถึง
  • คุณประโยชน์: ตำราเรียนยาไทย: ใช้ ใบ รสหอมฝาดเมาเค็ม เป็นยาขับปัสสาวะ อีกทั้งต้น รสหอมฝาดเมาเค็ม ใช้ต้มกินรักษาอาการขัดเบา แก้นิ่วในไต ขับฉี่ แก้เยี่ยวพิการ


ตะไคร้   Cymbopogon citratus  Stapf

  • คุณประโยชน์ ทั้งต้น แก้โรคทางเดินปัสสาวะ นิ่ว ขับเยี่ยว ประจำเดือนมาเปลี่ยนไปจากปกติ  แก้เยี่ยวเป็นเลือด แก้โรคหืด  ราก ขับฉี่ แก้นิ่ว แก้เยี่ยวพิการ แก้อาการขัดเบา


ทานตะวัน    Helianthus annuus  L.

  • สรรพคุณ แกนต้น – ขับปัสสาวะ แก้นิ่วในทางเดินเยี่ยว นิ่วในไต เมล็ด – ขับฉี่ ราก – ขับเยี่ยว


สับปะรด    Ananas comosus  (L.) Merr.

  • คุณประโยชน์ ราก – แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ ใบสด – เป็นยาถ่าย ฆ่าพยาธิในท้อง ยาขับฉี่ ผลสุก – ขับเยี่ยว ไส้กลางสับปะรด – แก้ขัดเบา เปลือก – ขับปัสสาวะ ทำให้ไตมีร่างกายแข็งแรง จุก – ขับฉี่ แก้นิ่ว แขนง – แก้โรคนิ่ว ยอดอ่อนสับปะรด – แก้นิ่ว
เอกสารอ้างอิง

  • ผศ.วิทย์ วิเศษสินธ์.โรคนิ่ววในระบบทางเดินปัสสาวะ.หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
  • Sritippayawan

3

โรคต่อมลูกหมากโต (Benign prostatic hypertrophy-BPH)
โรคต่อมลูกหมากโตเป็นอย่างไร ต่อมลูกหมาก (prostate gland) คือต่อมของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ในเพศชาย อยู่ตรงข้างหลังของคอกระเพาะเยี่ยวในอุ้งเชิงกรานหลังกระดูกหัวหน่าว มีรูปร่างเหมือนลูกเกาลัด ต่อมมี 5 กลีบ หนักประมาณ 20 กรัม (ขนาดเท่าผลลิ้นย่าง) มีหน้าที่สร้างน้ำเมือก (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของน้ำเชื้อ) เพื่อให้ตัวน้ำเชื้อแหวกว่ายและก็รับประทานเป็นของกิน  โดยทั่วไปต่อมลูกหมากจะหยุดเจริญเติบโตหลังจากอายุ 20 ปี  จนกระทั่งอายุราว 45 ปี จะมีการเพิ่มขนาดขึ้นอีกครั้ง รวมทั้งเป็นจุดกำเนิดของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตถือว่าเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่น่ากังวลใจของคุณผู้ชายทั้งหลายแหล่ โดยธรรมดาคนไข้โรคต่อมลูกหมากโตจะอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป เมื่ออายุมากขึ้นต่อมลูกหมากจะเบาๆโตขึ้น ว่ากันว่าชายแก่ 2 ใน 5 คนจะมีลักษณะอาการเยี่ยวแตกต่างจากปกติ อาการดังที่กล่าวถึงมาแล้วมีสาเหตุจากการที่ต่อมลูกหมากซึ่งอยู่ล้อมท่อปัสสาวะมีขนาดโตขึ้นแล้วก็ไปบีบท่อปัสสาวะให้แคบลง
แล้วก็ยังมีรายงานการศึกษาเรียนรู้หลายๆชิ้นสรุปว่า ในเพศชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มักตรวจเจอโรคต่อมลูกหมากโต ด้วยเหตุว่าความไม่ดีเหมือนปกติทางด้านขนาดและปริมาณเซลล์ต่อมลูกหมาก เมื่อขนาดของต่อมลูกหมากโตขึ้น จะมีผลกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอุดกันของระบบทางเดินฉี่ ถ่ายปัสสาวะบ่อย ทุกข์ยากลำบาก จำเป็นต้องเบ่งเป็นเวลานาน กลั้นเยี่ยวไม่อยู่ ในที่สุดอาจถ่ายปัสสาวะไม่ออก และมีปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะเพศไม่แข็ง รูปแบบการทำงานของต่อมลูกหมากอาศัยการกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศชายซึ่งจำนวนมากสร้างมาจากอัณฑะ ซึ่งฮอร์โมนเพศชายนี้ยังเกี่ยวกับการกระตุ้นการโตของเซลล์ของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย โดยความไม่ดีเหมือนปกติของต่อมลูกหมากที่พบได้ทั่วไปในชายไทยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia; BPH) มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) รวมทั้งต่อมลูกหมากอักเสบ (prostatis) ปริมาณร้อยละ 80 18 แล้วก็ 2 ตามลําดับ  โดยโรคต่อมลูกหมากโตนี้ เป็นโรคพบได้ทั่วไปมากมายของผู้ชายวัยตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยเจอได้ราว 30-40% ของเพศชายวัย 50-60 ปี และเมื่ออายุ 85 ปีจะเจอโรคนี้ได้มากถึง 90% โรคนี้เจอได้ในเพศชายทั้งโลก ทุกเชื้อชาติ
ต้นเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต ในขณะนี้ ยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุที่แจ้งชัดของการเกิดโรคต่อมลูกหมากโต แต่แพทย์เชื่อว่า เมื่อชายชราขึ้นจะส่งผลต่อการผลิตกลุ่มฮอร์โมนเพศชายจากอัณฑะที่ชื่อ แอนโดรเจน (Androgen) ก็เลยทำให้ร่างกายขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายจำพวกต่างๆโดยเฉพาะระหว่างฮอร์โมน เทสโทสสเตอโรน  (Testosterone) กับฮอร์โมน ไดไฮโดรเทสโทสสเตอโรน () (DHT) ซึ่งภาวการณ์นี้นำมาซึ่งการทำให้เซลล์ของต่อมลูกหมากมีการเจริญเติบโตไม่ดีเหมือนปกติได้ ที่เรียกว่า โรคต่อมลูกหมากโต
ฮอร์โมนที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต
ที่มา :  Wikipedia
นอกเหนือจากนั้นยังสันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะพันธุกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีลักษณะค่อนข้างรุนแรงในกลุ่มคนที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งต้องรับการดูแลและรักษาโดยผ่าตัดชอบมีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
ยิ่งกว่านั้นยังสันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะพันธุกรรม โดยยิ่งไปกว่านั้นคนที่มีลักษณะค่อนข้างร้ายแรงในกลุ่มของผู้คนที่แก่น้อยกว่า 60 ปี ซึ่งต้องรับการรักษาโดยผ่าตัดมักจะมีประวัติว่าคนในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
อาการของโรคต่อมลูกหมากโต ลักษณะโรคต่อมลูกหมากโตนั้น เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเมื่อต่อมลูกหมากโตขึ้น จะไปนำไปสู่การระคายเคืองต่อท่อเยี่ยว และก็เมื่อต่อมฯยิ่งโตขึ้น ก็จะกดแทรกทับ หรือแทรกรัดรอบๆท่อเยี่ยว จึงนำมาซึ่งการทำให้ท่อเยี่ยวตีบแคบลง จนกระทั่งบางทีอาจตัน โดยเหตุนั้นลักษณะของโรคต่อมลูกหมากโต ก็คือ

  • ลุกขึ้นฉี่ยามดึกดื่นมากยิ่งกว่า 1 - 2 ครั้ง
  • สายปัสสาวะไม่พุ่ง ไหลช้า หรือไหลๆหยุดๆ
  • กำเนิดความรู้สึกว่าการขับถ่ายปัสสาวะเกิดเรื่องวุ่นวายในชีวิตประจำวัน
  • ไม่สามารถที่จะกลั้นเยี่ยวได้ ต้องรีบเข้าห้องสุขาทันทีที่ปวดฉี่
  • ต้องเบ่งหรือรอนานกว่าจะสามารถเยี่ยวออกมาได้
  • รู้สึกฉี่ไม่สุด ทำให้อยากฉี่อยู่เรื่อยๆ
  • ปัสสาวะหลายครั้ง ห่างกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง


แล้วก็ในผู้เจ็บป่วยบางรายอาจมีอาการฉี่เป็นเลือด ด้วยเหตุว่าเบ่งถ่ายนานๆอาจทำให้หลอดเลือดดำที่ท่อปัสสาวะคั่ง แล้วแตกกระทั่งมีเลือดออกมาได้  ดังนี้โรคต่อมลูกหมากโตอาจมีภาวะแทรกซ้อนได้แก่  ปัสสาวะไม่ออกเลย ฟุตบาทปัสสาวะอักเสบ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ไตเสื่อมหรือกระเพาะปัสสาวะเสื่อม เยี่ยวเป็นเลือด  ฯลฯ ซึ่งบางทีอาจเจอได้ไม่เกินจำนวนร้อยละ 20 ของคนเจ็บต่อมลูกหมากทั้งปวง
กระบวนการรักษาโรคต่อมลูกหมากโต การตรวจวินิจฉัยคนเจ็บโรคต่อมลูกหมากโต

  • การซักประวัติ หลายครั้งหมอให้คนเจ็บทำแบบสำรวจ (IPSS) เพื่อประเมินความรุนแรงของความแตกต่างจากปรกติของการถ่ายปัสสาวะ
  • การตรวจทวารหนักเพื่อคลำต่อมลูกหมาก เพราะเหตุว่าต่อมลูกหมากอยู่ภายในร่างกาย ดังนั้น การใช้นิ้วทาสารหล่อลื่นลูบคลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนักจะเป็นกรรมวิธีตรวจร่างกายที่ง่ายที่สุดสำหรับในการประเมินถึงลักษณะทางภายกายภาพของต่อมลูกหมาก แล้วก็ที่สำคัญยังสามารถบอกได้ถึงความแตกต่างจากปรกติที่สงสัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยโดยแม้พบว่ามีลักษณะโต ผิวเรียบมีความหมายว่าเป็นต่อมลูกหมากโตธรรมดา แม้กระนั้นถ้าเกิดมีลักษณะโตผิวไม่เรียบหรือออกจะแข็ง น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • การตรวจเยี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญ แล้วก็จำเป็นที่จะต้องทำในผู้ป่วยทุกราย เพื่อดูว่ามีการอักเสบติดโรค มีเม็ดเลือดแตกต่างจากปรกติหรือไม่ รวมทั้งยังเป็นการบอกถึงความเปลี่ยนไปจากปรกติของร่างกายในระบบอื่นได้
  • การพิสูจน์เลือดเพื่อหาค่า PSA (prostatic specific antigen) ซึ่งจะตรวจต่อเมื่อคนป่วยมีสุขภาพโดยรวมแข็งแรง และก็คงจะมีชีวิตยืนยาวมากยิ่งกว่า 10 ปีขึ้นไป ด้วยเหตุว่ามะเร็งต่อมลูกหมากระยะแรก มีแนวโน้มจะโตและก็ลุกลามช้าโดยหมอจะตรวจค้นเอนไซม์ในเลือด ชื่อ พี.เอส.เอ (PSA : Prostate Specific Antigen) ซึ่งมีค่าธรรมดาราวๆ 0 - 4 ng/ml (ทุ่งนาโนกรัมต่อมิลลิลิตร) แล้วก็ถ้าหากพบว่าผลเลือดสูงกว่าธรรมดา แพทย์จะชี้แนะให้ตัดชิ้นเนื้อของต่อมลูกหมาก โดยใช้เข็มเล็กๆผ่านทางทวารหนัก แล้วก็นำไปตรวจโดยกล้องจุลทรรศน์ว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากหรือเปล่า
  • การตรวจอัลยี่ห้อซาวน์ ส่วนมากมักใช้เมื่อมีความผิดธรรมดาสำหรับการตรวจปัสสาวะ แม้กระนั้นปัจจุบันนี้ได้รับความนิยมส่งไปตรวจกันมากขึ้นเรื่อยๆเหตุเพราะไม่เป็นอันตรายและก็ให้คุณประโยชน์สูง
  • การตรวจความแรงสำหรับเพื่อการไหลของเยี่ยว (Uroflowmetry) ชอบร่วมกับการตรวจปัสสาวะที่เหลือค้างหลังจากเยี่ยวหมดแล้ว มีสาระสำหรับเพื่อการประเมินความร้ายแรงรวมทั้งติดตามการดูแลรักษา
  • การตรวจอื่นๆเป็นต้นว่า การส่องกล้อง การตรวจยูโรวิชาพลศาสตร์จะทำเมื่อมีข้อชี้ชัดที่แจ่มชัด


การดูแลและรักษาโรคต่อมลูกหมากโตบางทีอาจต้องใช้หลายๆวิธีร่วมกัน แต่ว่าโดยหลักๆแล้วสามารถแบ่งได้ 3 วิธีดังนี้การเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต การใช้ยารักษา การผ่าตัด ซึ่งมีรายละเอียดเป็น

  • การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน: โดยหมอจะเลือกใช้วิธีการนี้ในกรณีคนป่วยมีลักษณะจากโรคต่อมลูกหมากโตค่อนข้างจะน้อย รวมทั้งอาการของผู้เจ็บป่วยยังไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้เจ็บป่วย โดยการปรับพฤติกรรมฯ คือการลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้อาการคนเจ็บห่วยแตกลง ตัวอย่างเช่น
  • เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน แนวทางนี้จะช่วยลดการปวดท้องฉี่ในกลางคืนได้ แต่ก็ไม่สมควรอดหรือลดจำนวนการกินน้ำในวันแล้ววันเล่า
  • งดเว้นดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน หรือลดปริมาณลงเพื่อไม่ให้เกิดการเคืองที่กระเพาะปัสสาวะแล้วก็ทำให้อาการแย่ลง
  • ออกกำลังกาย มีการวิจัยพบว่าการออกกำลังกายด้วยการเดินขั้นต่ำวันละ 30-60 นาทีต่อวันจะช่วยทำให้อาการดีขึ้น
  • จำกัดการรับประทานยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ การใช้ยาทั้งยัง 2 ประเภทจะทำให้ปัสสาวะได้ลำบาก เหตุเพราะยาจะเข้าไปทำให้กล้ามเนื้อรอบๆท่อปัสสาวะที่ควบคุมการไหลของฉี่หดตัว
  • รับประทานอาหารที่มีสาระ การกินอาหารที่ดีมีประโยชน์จะช่วยในเรื่องเกี่ยวกับการควบคุมน้ำหนัก ทำให้ความเสี่ยงโรคอ้วนลดน้อยลงซึ่งเกี่ยวของกับโรคต่อมลูกหมากโต
  • ฝึกฝนการเข้าส้วม การเข้าห้องสุขาทุกๆ4-6 ชั่วโมงเป็นกรรมวิธีการอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยได้มากในกรุ๊ปคนไข้ที่ปัสสาวะบ่อยมากและไม่สามารถกลั้นได้
  • เยี่ยวทีละ 2 ครั้ง เพื่อไม่ให้ปัสสาวะเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะนำไปสู่ลักษณะของการปวดเยี่ยวและก็ปัสสาวะหลายครั้ง ดังเช่น เมื่อเยี่ยวไปแล้ว ให้รออีกราว 5 นาที แล้วเยี่ยวซ้ำอีกครั้ง ระหว่างรอคอย อาจแปลงท่า ได้แก่ ลุกขึ้นยืน เป็นต้น
  • กระทำการฝึกฝนความแข็งแรงของกล้ามอุ้งเชิงกราน(ฝึกหัดขมิบตูดเพื่อกลั้นฉี่ วิธีฝึกเหมือนกับที่เพศหญิงฝึกฝนขมิบช่องคลอด) ตามหมอ/พยาบาลแนะนำอย่างเคร่งครัด
  • เมื่อต้องออกมาจากบ้าน ควรจะคิดแผนเรื่องการฉี่(การใช้ห้องอาบน้ำ)ไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อให้เกิดความสบายสำหรับการปัสสาวะ
  • การใช้ยาต่างๆ: ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้ในคนเจ็บที่ใช้ขั้นตอนการปรับพฤติกรรมฯไม่ได้ผล หรือในคนเจ็บที่ตั้งแต่เดิมมีลักษณะอาการร้ายแรงระดับปานกลาง หรือมีอาการที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิติประจำวัน ซึ่งยารักษาโรคต่อมลูกหมากโต ในขณะนี้มีอยู่ราวๆ 2-3 ชนิด บางประเภทเป็นยาลดอาการหดเกร็งกล้ามเนื้อที่บีบรัดท่อเยี่ยว บางชนิดมีสรรพคุณลดขนาดต่อมลูกหมาก รวมทั้งบางชนิดเป็นสมุนไพรที่สกัดขึ้นเพื่อลดอาการบวม หมอจะเป็นคนพิจารณาการให้ยาตามสมควรซึ่งยาที่ใช้รักษาอาการโรคต่อมลูกหมากโต สามารถแบ่งออกได้ 3 กรุ๊ปดังนี้ ยาในกรุ๊ปอัลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha adrenergic blockers)   ซึ่งแต่ก่อนจะใช้เป็นยาลดระดับความดัน แม้กระนั้นเดี๋ยวนี้ได้ปรับปรุงต่อจนส่งผลต่อความดันเลือดน้อยมาก ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์เร็ว ผู้เจ็บป่วยจะรู้สึกฉี่สะดวกขึ้นภายใน 3 วัน แม้กระนั้นถ้าหากหยุดยาและก็อาการก็จะกลับมาอย่างเร็ว ยาในกลุ่มนี้จะใช้กันแพร่หลายที่สุด พราโซสิน (prazosin) เทราโซซิน (tera-zosin) ดอกซาโซซิน (doxazosin) ยาที่ยั้งการผลิตฮอร์โมน (DHT) (Dihydrotestosterone)  ยาในกลุ่มนี้จะลดการสร้างฮอร์โมน DHT ซึ่งจำเป็นต่อการเติบโตของต่อมลูกหมาก แม้ว่าจะออกฤทธิ์ช้า แต่สามารถลดขนาดของต่อมลูกหมากได้ในระดับหนึ่ง จะเป็นประโยชน์เฉพาะคนไข้ที่มีต่อมลูกหมากค่อนข้างโต ไฟท้องนาสเตอไรด์ (fina-steride) ยาสมุนไพร มีอยู่หลายประเภท สำหรับชนิดที่แพร่หลายที่สุดเป็นจากสมุนไพรชื่อ Saw palmetto แต่ประสิทธิภาพยังไม่ชัดแจ้งนัก
  • การผ่าตัด: แพทย์จะเลือกใช้กรรมวิธีการนี้เมื่อผู้เจ็บป่วยใช้ยาแล้วไม่ได้ผล โดยการผ่าตัดมีหลายแนวทาง ขึ้นกับ อาการ สุขภาพผู้เจ็บป่วย ความอยากได้ของผู้เจ็บป่วยและครอบครัว และดุลพินิจของหมอ ใน ปัจจุบันนิยมผ่าตัดโดยการใช้กล้องถ่ายภาพส่องผ่านท่อปัสสาวะ (transurethral resection of the prostatic หรือ TURP) เป็นการผ่าตัดเป็นวิธีรักษาโดยขูดต่อมลูกหมากด้วยกล้องถ่ายรูปผ่านทางท่อปัสสาวะ หรือที่เพื่อตัดต่อมลูกหมากออกเป็นชิ้นเล็กๆที่สามารถทำได้โดยแพทย์ฟุตบาทเยี่ยว หรือศัลยแพทย์ผู้ชำนาญเพียงแค่นั้น ในระหว่างผ่าตัดผู้เจ็บป่วยจะได้รับการวางยาเฉพาะข้างล่าง ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ ในระยะ 3 - 4 วันแรกหมอจะใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อให้กระเพาะปัสสาวะได้พัก และก็รอให้ฉี่ใสเสียก่อนจึงจะเอาสายสวนฉี่ออก ผู้ป่วยจะมีอาการดียิ่งขึ้นข้างใน 2 - 4 อาทิตย์ แนวทางลักษณะนี้หมอจะใช้กับคนป่วยที่มีลักษณะหนัก หรือมีภาวะแทรกซ้อน นอกเหนือจากนี้ยังมีแนวทางอื่นๆอีกตัวอย่างเช่น  การใช้คลื่นความร้อน ยกตัวอย่างเช่น ไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ หรือเลเซอร์ ผ่านเข้าไปที่ต่อมลูกหมาก เพื่อทำให้ต่อมลูกหมากฝ่อและก็เล็กลง ซึ่งเป็นแนวทางที่หมอเลือกใช้ในรายคนเจ็บที่ไม่เหมาะสมกับการผ่าตัดรวมทั้งแนวทาง การขยายท่อเยี่ยวโดยการใส่ท่อคาไว้ (prostatic urethral stent) ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยที่ผ่าตัดมิได้  หรือไม่ยอมรับการผ่าตัด
ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคต่อมลูกหมากโต

  • ผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีประวัติว่าคนในครอบครัวมีปัญหาหรือเคยป่วยด้วยโรคต่อมลูกหมากโต
  • ผู้ที่มีความผิดปกติของอัณฑะ
  • ผู้มีสภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย
  • ผู้ที่มีอาการป่วยเป็นโรคหัวใจรวมทั้งโรคเบาหวาน


การติดต่อของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่เกิดจากการขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายหลายๆชนิด ซึ่งจะก่อให้เซลล์ของต่อมลูกหมากเจริญเติบโตเปลี่ยนไปจากปกติ มักเกิดในเพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป รวมทั้งโรคต่อมลูกหมากโตนี้ ไม่ได้เป็นโรคติดต่อและไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน และจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต

  • ฝึกฝนฉี่ให้ตรงเวลา ได้แก่ ทุก 3 ชั่วโมง และก็หลังจากนั้นจึงค่อยๆปรับระยะเวลาตามอาการเพื่อคุ้มครองป้องกันผู้กระทำลั้นเยี่ยวไม่อยู่
  • ฉี่ทีละ 2 ที เพื่อไม่ให้เยี่ยวเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดปัสสาวะและก็เยี่ยวหลายครั้ง เช่น เมื่อฉี่ไปแล้ว ให้คอยอีกราวๆ 5 นาที แล้วฉี่ซ้ำอีกรอบ ระหว่างรอ บางทีอาจแปลงท่า เป็นต้นว่า ลุกขึ้นยืน เป็นต้น
  • ทำการฝึกความแข็งแรงของกล้ามอุ้งเชิงกราน โดยการฝึกขมิบก้น/ขมิบเพื่อกลั้นปัสสาวะ
  • ดื่มน้ำในแต่ละวันให้พอเหมาะ อย่าให้มากเกินไป
  • ลด หรือเลิกดื่มเครื่องดื่มมีกาเฟอีน
  • ไม่ดูดบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกประเภท
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิดที่จะทำให้อาการคนป่วยแย่ลง เป็นต้นว่า ยาขับฉี่ ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาโรคไม่มีชีวิตชีวา
  • การกินอาหารมีประโยชน์ 5 กลุ่มให้ครบทุกวันในจำนวนที่เหมาะสม ร่วมกับการบริหารร่างกายตามความเหมาะสมกับสุขภาพวันแล้ววันเล่า เพื่อการควบคุมน้ำหนัก และไม่ให้เกิดโรคอ้วน
  • เมื่อจะต้องออกมาจากบ้าน ควรวางแผนประเด็นการใช้ห้องอาบน้ำไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อกำเนิดความสะดวกในการปัสสาวะ
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่น อากาศที่หนาว จะก่อให้อาการกำเริบ
  • ระวังไม่ให้ท้องผูก


การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคต่อมลูกหมากโต ขณะนี้ยังไม่มีวิธีใดที่ช่วยคุ้มครองป้องกันปัญหาต่อมลูกหมากโตได้อย่างแท้จริงเนื่องจากว่ายังไม่เคยรู้มูลเหตุที่เด่นชัดของโรคนี้ และก็การเสี่ยงต่อโรคที่สำคัญที่ไม่อาจจะปรับแต่งได้ซึ่งก็คืออายุที่มากขึ้น ด้วยเหตุนี้วิธีที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือเพศชายที่แก่ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปควรจะได้รับการตรวจต่อมลูกหมากบ่อยๆทุกปี รวมทั้งควรหมั่นดูความแปลกของระบบฟุตบาทเยี่ยว ได้แก่ ถ้าหากมีลักษณะอาการเยี่ยวลำบาก จำต้องใช้แรงเบ่งนานๆปัสสาวะไม่พุ่ง กลางคืนจำเป็นต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะ บ่อย หรือเยี่ยวเป็นเลือด ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวิเคราะห์สาเหตุให้ชัดเจน  เมื่อพบว่าคือต่อมลูกหมากโตก็ควรกินยารักษา หรือทำการผ่าตัดปรับแต่งตามคำแนะนำของหมอ 
สมุนไพรที่ช่วยปกป้อง/รักษาโรคต่อมลูกหมากโต พืชสมุนไพรที่มีรายงานการวิจัยทางคลินิกว่ามีฤทธิ์รักษาโรคต่อมลูกหมากโตตัวอย่างเช่น มะเขือเทศ รวมทั้งฟักทอง โดยให้คนป่วยที่ได้รับการวิเคราะห์ว่าอยู่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตระยะเริ่มต้นรับประทานซอสมะเขือเทศเข้มข้น (Tomato paste) วันละ 50 กรัม (มี lycopene อยู่ 13 มิลลิกรัม) ติดต่อกัน 10 สัปดาห์พบว่า มีผลทำให้ค่า prostate-specific antigen (PSA) ในเลือดซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงสภาวะต่อมลูกหมากโตลดลง แล้วก็การเรียนทางสถานพยาบาลโดยให้ผู้ป่วยกินแคปซูลสารสกัดเม็ดฟักทองขนาด 1000 มก.ต่อวัน ส่งผลทำให้คนป่วยโรคต่อมลูกหมากโตมีลักษณะดียิ่งขึ้น เมื่อกินติดต่อกันเป็นเวลานาน 12 อาทิตย์
มะเขือเทศ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum lycopersicum วงศ์ Solanaceae มีหลายการเรียนพบว่าไลโคพีนในมะเขือ เทศสามารถลดระดับ PSA และก็คุ้มครองป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยผ่านกลไกการทำงานต่างๆตัวอย่างเช่น การลดการ เกิด lipid oxidation ต้านทานอนุมูลอิสระ และก็ ลดการสังเคราะห์ 5- alpha dihydrotestosterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการโตของต่อมลูกหมาก รวมทั้งยังพบว่าการบริโภคไลโคพีนจากผลิตภัณฑ์ มะเขือเทศซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีระดับไลโคพีนในเลือดสูงขึ้นจะสามารถลดระดับ PSA ในผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้  Schwarz และก็ภาควิชา (2008) เล่าเรียนในคนป่วยโรคต่อมลูกหมากโต (PSA > 4 mg/L) บริโภคไลวัวพีนวันละ 15 mg นาน 6 เดือน พบว่าสามารถคุ้มครองป้องกันต่อมลูกหมากโตได้เมื่อตรวจทางทาวรหนักและก็การตรวจอัลตราซาวด์แล้วก็ระดับ PSA น้อยลงปริมาณร้อยละ 11 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับยาหลอก (placebo) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.05) และการทำแบบสำรวจลักษณะของต่อมลูกหมากฉบับนานาชาติ (International Prostate Symptom Score; IPSS) พบว่ากลุ่มที่ได้รับไลโคพีนมีลักษณะของต่อมลูกหมากเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการเรียนรู้อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ มีการเรียนรู้ในคนไข้โรคต่อมลูกหมากโตที่มีการเสี่ยงสูงถึงจำนวนร้อยละ 80 ที่จะเป็นโรคโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในอนาคต (High Grade Prostatic Intraepithelial Neoplasia; HGPIN) โดยกลุ่มทดลองที่ได้รับไลโคพีนวันละ 8 mg ตลอดแต่ละวันนาน 1 ปี (20 คน) เปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม (20 คน) พบว่ากลุ่มที่ได้รับไลวัวพีนมีระดับ PSA ลดลง จาก 6.07 mg/L เป็น 3.5 mg/L คิดเป็นร้อยละ 42 รวมทั้งมีไลโคพีนในเลือดเพิ่มขึ้นจาก 360 เป็น 680 mg/L และเมื่อสิ้นสุดการเล่าเรียนพบว่ากลุ่มทดลองมีคนเจ็บปริมาณ 2 ผู้ที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ในขณะคนป่วยกลุ่มควบคุมจำนวน 6 มิได้รับประทานอาการที่มีไลวัวพีน (มะเขือเทศ แตงโม) ตลอดตอนที่ทำการศึกษามีระดับ PSA เพิ่มสูงขึ้น และผู้ที่หรูหราไลโคพีนในเลือดน้อยลงกลับเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้น ซึ่งมีความหมายว่าการบริโภคไลวัวพีนนาน 1 ปีสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในคนไข้ที่มีความเสี่ยงสูงได้
ฟักข้าว มีชื่อสามัญว่า Spring bitter cucumber ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Momordica Cochinchinensis Spreng.  ฟักข้าว เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยไลวัวปีนป่าย และก็สารพฤษเคมีอื่นๆในกรุ๊ปแคโรทีนอยด์ ดังเช่นว่า เบต้า-แคโรทีน สูงขึ้นมากยิ่งกว่าแครอท 10 เท่า มีวิตามินซีมากกว่าส้ม 40 เท่า มีซีแซนทีนมากยิ่งกว่า ข้าวโพด 40 เท่า อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินเอ กรดไขมันโอเมก้า-3, โอเมก้า-6 แล้วก็โอเมก้า-9 ช่วยเสริมฤทธิ์สำหรับเพื่อการต้านอนุมูลอิสระสูง และการไหลเวียนของโลหิต  รวมทั้งในฟักข้าว มีไลวัวไต่ จำพวกพิเศษ เรียกว่า ไลโปแคโรทีน (Lipocarotene) เป็นกรดไขมันสายยาวที่ช่วยจับแคโรทีน ก็เลยช่วยซับแคโรทีน ฟักข้าว ก็เลยเป็นแหล่งของไลวัวไต่ ที่ยอดเยี่ยม  ไลวัวปีนป่าย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้รับการรับรองทางด้านการแพทย์แล้วว่า ช่วยชะลอความชรา ต้านทานความเสื่อมโทรมของร่างกาย ช่วยลดโรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมากในผู้ชาย โดยต่อมลูกหมาก คือต่อมที่สร้างน้ำเลี้ยงสเปิร์ม ต่อมลูกหมากตั้งอยู่ระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับท่อฉี่ เมื่อเพศชายอายุสูงมากขึ้นเป็น ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศชาย(เทสโทสเตอโรน) ลดลง ส่งผลให้เซลล์ในต่อมลูกหมาก แบ่งตัวมากยิ่งขึ้น ต่อมลูกหมากก็เลยโตขึ้น รวมทั้งหากมีการอักเสบร่วมด้วยก็จะมีโอกาสเกิดมะเร็ง ได้สูงมากขึ้น ไลวัวไต่ จะควบคุมการโตของต่อมลูกหมาก ช่วยทำให้เซลล์ของมะเร็งฝ่อตาย และก็ลด การแบ่งเซลล์ของมะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วย
หญ้าหนวดแมว ชื่อวิทยาศาสตร์ : Orthosiphon stamineus Benth.   ตระกูล : Labiatae หรือ Lamiaceae   สรรพคุณหญ้าหนวดแมว ช่วยขับเยี่ยว ทำให้การหลั่งปัสสาวะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ในตำราเรียนยาหลายฉบับเอ่ยถึงคุณประโยชน์ต่างๆได้แก่  หนังสือเรียนยาใช้ใบ รวมทั้งลำต้นการดูแลรักษา และก็คุ้มครองโรคทางเท้าปัสสาวะ ลำต้น ใช้ทั้งยังแบบสดหรือแบบแห้ง ด้วยการต้มดื่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายสูงอายุที่ช่วยแก้โรคต่อมลูกหมากโต และก็ไขปัญหาเยี่ยวขัดข้อง รวมทั้งมีฤทธิ์ในการขับกรดยูริก
เถาวัลย์เปรียง ชื่อวิทยาศาสตร์ Derris scandens (Roxb.) Benth  ชื่อสกุล Papilionaceae  สรรพคุณ:           ตำราเรียนยาพื้นบ้าน: ใช้เถา ขับฉี่ แก้กระษัยเหน็บชา ถ่ายกษัย แก้เส้นเอ็นขอด ถ่ายเสมหะ ไม่อุจจาระ ทำให้เส้นเอ็นอ่อนลง ขับปัสสาวะ แก้ฉี่ทุพพลภาพ
กระเจี๊ยบแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa L. ชื่อวงศ์ Malvaceae  สรรพคุณ:     ตำรายาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา  การศึกษาทางคลินิก: ลดความดันโลหิต ยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินเยี่ยว ทำให้คนป่วยโรคนิ่วในท่อไต ถ่ายปัสสาวะสบายขึ้น คนเจ็บกระเพาะปัสสาวะอักเสบมีลักษณะอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะน้อยลง  รูปแบบและก็ขนาดวิธีการใช้ยา:   ขับฉี่ ใช้สมุนไพรแห้ง บดเป็นผง 3 กรัม (หรือ 1 ช้อนชา) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน หรือตราบจนกระทั่งอาการจะหาย
เอกสารอ้างอิง

  • โรคต่อมลูกหมายโต .สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
  • Mohanty NK, Saxena S, Singh UP, Goyal NK, Arora RP. Lycopene as a chemopreventive agent in the treatment of high-grade prostate intraepithelial neoplasia. Urol Oncol Sem Orig Invest 2005;23:383-385
  • สมุนไพรตัวไหนบ้างที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโต.กระดานถาม-ตอบ.สำรักงานสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติอาชานานุภาพ.ต่อมลูกหมากโต.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่345.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.มกราคม.2551
  • รศ.นพ.อนุพันธ์ ตันติวงศ์.ต่อมลูกหมากโต.ภาวิชาศัลย์ศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ต่อมลูกหมากโต-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Wei MY, Giovannucci EL. Lycopene, tomato products, and prostate cancer incidence: A review and reassessment in the PSA screening era. J Oncol 2012:2012:1-7. (doi: 10.1155/2012/271063)
  • เอมอร.ชัยประทีป.ผลของมะเขือเทศที่อุดมไปด้วยไลโคพีนในโรคต่

4

นิ่วในไต (Kidney Stone)
นิ่วในไตเป็นยังไง ก่อนที่เราจะมาทำความรู้จักนิ่วในไตนั้น อันดับแรกจำเป็นต้องรู้จักโรคนิ่วกันก่อน โรคนิ่วเป็นขี้ตะกอนจากแร่ธาตุต่างๆที่รวมตัวกันเป็นก้อนแข็งๆที่เกิดขึ้นจากปัจจัยต่างๆได้แก่ ขาดสารอาหารต่างๆหลายประเภท โดยยิ่งไปกว่านั้น สิเทรต โพแทสเซียม แมกนีเซียม แล้วก็โปรตีนจากเนื้อสัตว์ หรืออาจเกิดขึ้นเนื่องจากการอักเสบ จากโรคบางประเภท ยกตัวอย่างเช่น โรคเก๊าท์ฯลฯ และโรคนิ่วนั้นยังสามารถแบ่งได้เป็นของจำพวก เป็นนิ่วในถุงน้ำดี รวมทั้งนิ่วในระบบฟุตบาทเยี่ยว แล้วก็ยังสามารถแบ่งแยกนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้อีกตามตำแหน่งที่เกิดนิ่ว เป็นต้นว่า นิ่วในไต นิ่วในทอไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และก็นิ่วในทอปัสสาวะ ซึ่งนิ่วทั้งสองชนิดนี้ มีความต่างกันทั้งยังในองค์ประกอบ ต้นเหตุ และการดูแลรักษา แต่ว่าในบทความนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงเฉพาะนิ่วในไตเพียงแค่นั้น
นิ่วในไต เป็นก้อนผลึกขนาดเล็ก ประกอบด้วยหินปูน (แคลเซียม) กับสารเคมีแล้วก็ธาตุ นๆเช่น ออกซาเลต ยูริก โปรตีน ฯลฯ หรือบางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นจากสารตกค้างต่างๆจากสารอาหารที่พวกเรารับประทานเข้าไป หรือกรดบางจำพวกที่ร่างกายขับออกไม่หมด ซึ่งก้อนนิ่วในไตนี้ ยังไปเพิ่มอัตราเสี่ยงสำหรับในการเป็นโรคไตอีก
ประเภทของนิ่วในไต ก้อนนิ่วมีองค์ประกอบ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็น แร่ธาตุ (mineral composition) รวมทั้งส่วนที่เป็นสาร อินทรีย์(organic matrix) ซึ่งมีราวจำนวนร้อยละ 5-10 เป็นสารโมเลกุลใหญ่ที่พบในเยี่ยว ตัวอย่างเช่น โปรตีน ไขมัน รวมทั้งคาร์โบไฮเดรต เป็นต้น ส่วนที่เป็นธาตุมีสาเหตุมาจาก การตกผลึกของสารก่อนิ่วในฉี่ ดังเช่นว่า แคลเซียม ออกซาเลต ฟอสเฟต รวมทั้งกรดยูริค สามารถแยกประเภทของนิ่วในไตได้ดังต่อไปนี้ นิ่วสตรูไวท์(struvite stones) เจอ จำนวนร้อยละ 15 กำเนิดในคนไข้ที่มีทางเดินเยี่ยวอักเสบเรื้อรัง นิ่วกรดยูริค (uric acid stones) เจอโดยประมาณปริมาณร้อยละ 6 เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากกินอาหารที่มีพิวรีน (purine) สูง เป็นต้นว่า เครื่องใน สัตว์ปีก เป็นต้น นิ่วซีสตี (cystine stones) พบโดยประมาณจำนวนร้อยละ 2 เป็นผลมาจากความแปลกของร่างกาย สำหรับในการซึมซับสารซีสตีน นิ่วแคลเซียมออกซาเลต (calcium oxalate stones) เป็นประเภทที่พบได้มากที่สุด ในประเทศไทย โดยเจอจำนวนร้อยละ 75-80 ซึ่งจากรายงาน การค้นคว้าที่จังหวัดขอนแก่นพบนิ่วประเภทนี้จำนวนร้อยละ 88 และก็ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเจออุบัติการณ์จำนวนร้อยละ 90 นิ่วแคลเซียมออกซาเลตเป็นผลมาจากแคลเซียมรวมกับกรด ออกซาลิก (oxalic acid) เมื่อไปรวมกับแร่ตัวอื่น ได้แก่ โซเดียม แมกนีเซียม แคลเซียม หรือโปแตสเซียม จะกลายเป็นผลึกออกซาเลต รวมทั้งเปลี่ยนเป็นก้อนนิ่วในเวลาต่อมา
นิ่วในไตสามารถพบได้ทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็กจนถึงคนสูงอายุ แต่ว่าเจอได้สูงกว่าในช่วงอายุ 40 - 50 ปี โดยพบในเพศชายสูงกว่าสตรีราวๆ 2 - 3 เท่า
นิ่วในไตบางทีอาจเกิดกับไตเพียงด้านเดียว โดยโอกาสเกิดใกล้เคียงกันอีกทั้งข้างซ้ายและก็ขวาหรือกำเนิดนิ่วพร้อมทั้งสองข้าง แต่ว่าความร้ายแรงของนิ่วในทั้งสองไตมักไม่เท่ากันสังกัดขนาดแล้วก็ตำแหน่งของนิ่ว ในประเทศที่เจริญก้าวหน้าแล้ว จะเจอโรคนี้ได้ราว 0.2% ของสามัญชน ส่วนในทวีปเอเชียพบได้ราวๆ 2-5%
สำหรับในประเทศไทย เจออัตรา การเกิดโรคนิ่วในไตและในระบบทางเท้าเยี่ยวของผู้ป่วยใน จากสถิติกระทรวงสาธารณสุขมากขึ้นจาก 99.25 ต่อ 100,000 ของราษฎร ในปีพุทธศักราช 2550 เป็น 122.46 ในปี พ.ศ. 2553 พบได้บ่อยที่สุดในพลเมือง ภาคเหนือรวมทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในอัตรา 188.55 และ 174.67 ตามลำดับ จากการศึกษา นิ่วในระบบทางเท้าปัสสาวะ ในปีพุทธศักราช 2552 จัดประเภทตามครอบครัว และก็ หมู่บ้าน ในสามัญชนภาคอีสาน ที่จังหวัด ขอนแก่น จำนวน 1,034 ราย (โดยรวมคนที่เป็นนิ่ว อยู่แล้ว 135 ราย) จาก 551 ครอบครัว รวมทั้ง 348 หมู่บ้าน ศึกษาด้วยวิธีถ่ายภาพรังสี Kidney-Ureter Bladder (KUB) พบว่า สมาชิกในครอบครัวจำนวน 116 ครอบครัว (ร้อยละ 21.05) แล้วก็ใน 23 หมู่บ้าน (จำนวนร้อยละ 6.61) เป็นนิ่วในไต ตำแหน่งที่เจอนิ่วมากที่สุด คือ ในไต ประมาณร้อยละ 80 สำหรับในภูมิภาคอื่นๆมีการเรียนไม่มากนัก แม้กระนั้นมีรายงานการเรียนพบว่า เจอนิ่วมากที่สุดในช่วงอายุ 40-50 ปีและก็ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง 3 เท่า แล้วก็พบ การเกิดซ้ำ ด้านใน 2 ปี ข้างหลังผ่าตัดหรือสลายนิ่วสูงถึง ปริมาณร้อยละ 39
ในปัจจุบันโรคนิ่วในไตมีทิศทางที่สูงขึ้น ในประเทศไทยแล้วก็ทุกภูมิภาคทั้งโลก การมีนิ่วในไต ทำ ให้การทำ งานของไตเสื่อมลง รวมทั้งอาจร้ายแรงจนกระทั่ง เกิดภาวะไตวายเรื้อรังและโรคไตระยะสุดท้าย ซึ่งทำ ให้ เสียชีวิตได้ นอกจากนั้นโรคนิ่วในไตมีอุบัติการณ์เกิดนิ่วซ้ำ สูงมากมาย ทำ ให้ทั้งคนป่วยแล้วก็รัฐบาลจำต้องสูญเสียรายจ่าย ในการรักษาอย่างมาก ด้วยเหตุนั้นการหลีกเลี่ยงสาเหตุ เสี่ยงหรือปัจจัยที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดนิ่ว ดังเช่นว่า พืชที่มีออกซาเลต สูง หรือการกินแคลเซียมเม็ดเสริม ควรจะเป็นสิ่งที่ จำต้องคำ ระลึกถึงเพื่อป้องการป้องกันเกิดนิ่ว
ที่มาของนิ่วในไต เกิดจากหลากหลายต้นเหตุ ทั้งยังสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงทางด้านสภาพแวดล้อม เมตตาบอลิซึม พันธุกรรม วิถีการดำเนินชีวิต และอุปนิสัยการกินของกินของเพศผู้ป่วยไข้เอง แต่ว่าสาเหตุที่สำคัญของการเกิดนิ่วในไต คือ การมีสารก่อนิ่วในปัสสาวะสูงขึ้นยิ่งกว่าระดับสารยั้งนิ่ว ร่วมกับปัจจัยเสริมเป็น ขนาดของฉี่น้อย นำไปสู่สภาวะอิ่มตัวเยี่ยมที่สุดของสารก่อนิ่วในฉี่ ก็เลยเกิดผลึกที่ไม่ละลายน้ำขึ้น ตัวอย่างเช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต และก็ยูเรต ผลึกนิ่วที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ส่งผลให้เซลล์บุด้านในไตถูกทำลาย ตำแหน่งถูกทำลายนี้จะเป็นหลักที่ให้ผลึกนิ่วเกาะยึดแล้วก็รวมกลุ่มกัน มีการทับถมของผลึกนิ่วเป็นระยะเวลานานจนแปลงเป็นก้อนนิ่วได้ในที่สุด ในคนธรรมดาที่มีสารยั้งนิ่วในปัสสาวะสูงพอเพียงจะสามารถยับยั้งการก่อตัวของผลึกนิ่วได้ โดยสารพวกนี้จะไปแย่งจับกับสารก่อนิ่ว ดังเช่น ซิเทรตจับกับแคลเซียม หรือแมกนีเซียมจับกับออกซาเลต กระตุ้นให้เกิดเป็นสารที่ละลายน้ำได้ดี และขับออกไปพร้อมกับน้ำฉี่ ทำให้ปริมาณสารก่อนิ่วในปัสสาวะต่ำลงและไม่สามารถรวมตัวกันเป็นผลึกนิ่วได้ เว้นแต่สารยั้งนิ่วกลุ่มนี้แล้วโปรตีนในเยี่ยวหลากหลายประเภทยังปฏิบัติภารกิจป้องกันการก่อผลึกในฉี่ และเมื่อเคลือบที่ผิวผลึกจะช่วยขับผลึกออกไปกับปัสสาวะได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น
ปัจจุบันมีหลายงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยบอกว่า ความผิดปกติของการสังเคราะห์แล้วก็การทำงานของโปรตีนยั้งนิ่วกลุ่มนี้เป็นต้นเหตุหนึ่งของการเกิดโรคนิ่วในไต  การเกิดนิ่วในไตยังบางทีอาจเกิดขึ้นจากโรคอื่นที่เป็นอยู่ ตัวอย่างเช่น การต่อว่าดเชื้อในระบบฟุตบาทเยี่ยว โรคเมตาบอลิก รวมถึงการใช้ยารักษาโรคบางประเภทอย่างโรคเกาท์ ต่อมไทรอยด์ทำงานเกินปกติ โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง และการกินวิตามินดี แล้วก็แคลเซียมเม็ดเสริมมากเกินความจำเป็น
อาการของนิ่วในไต สำหรับนิ่วในไตส่วนใหญ่ คนไข้มักไม่มีอาการแสดง แต่ว่าจะมีลักษณะแสดงก็ต่อเมื่อมีการติดเชื้อซ้ำซ้อนและก้อนนิ่วที่มีขนาดเล็กมากๆบางทีอาจหลุดออกไปพร้อมทั้งการขับปัสสาวะโดยไม่ส่งผลให้เกิดอาการหรือความรู้สึกปวดใดๆก็ตามลักษณะของนิ่วในไตอาจไม่ปรากฏให้มองเห็นจนตราบเท่าก้อนนิ่วเริ่มเคลื่อนบริเวณไตหรือไปยังท่อไต ซึ่งเป็นท่อเชื่อมต่อระหว่างไตแล้วก็กระเพาะปัสสาวะ นำมาซึ่งการทำให้ผู้ป่วยที่มีนิ่วในไตอาจมีอาการพวกนี้ตามมา เป็นต้นว่า ปวดรอบๆหลังหรือช่องท้องข้างล่างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง บางทีอาจปวดร้าวลงไปถึงบริเวณขาหนีบ  มีลักษณะอาการปวดบีบเป็นระยะ และปวดรุนแรงเป็นพักๆที่รอบๆดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ฉี่เป็นเลือด หรืออาจมีสีแดง ชมพู รวมทั้งน้ำตาล  เยี่ยวแล้วเจ็บ  ปวดฉี่บ่อยมาก  ปัสสาวะน้อย  เยี่ยวขุ่นหรือมีกลิ่นฉุน อ้วก อ้วก หนาวสั่น จับไข้ รวมทั้งถ้าเกิดก้อนนิ่วมีขนาดเล็กแล้วก็ตกลมมาที่ท่อไต จะทำให้กำเนิดลักษณะของการปวดบิดในท้องร้ายแรง เรียกว่า “นิ่วในท่อไต” ผู้เจ็บป่วยจะมีอาการระคายเคืองเวลาฉี่ ต้องการฉี่ แต่ว่าเยี่ยวขัด กะปริดกะปรอย ในเรื่องที่มีการติดโรคเข้าแทรกจะมีลักษณะไข้ร่วมด้วย หากปล่อยให้เป็นนิ่วไปนานๆโดยมิได้รับการดูแลรักษาจะก่อให้ไตบาดเจ็บเรื้อรัง นำมาซึ่งการทำให้ไตมีรูปร่างรวมทั้งดำเนินงานไม่ปกติมากเพิ่มขึ้นรวมทั้งนำมาซึ่งสภาวะไตวายสุดท้าย
แนวทางการรักษานิ่วในไต  หมอวินิจฉัยนิ่วในไตได้จากความเป็นมาอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจฉี่ และก็อาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มอีกสังกัดอาการผู้ป่วยรวมทั้งดุลยพินิจของหมอ เป็นต้นว่า

  • การตรวจฉี่ เพื่อดูว่าร่างกายมีการขับธาตุศูนย์รวมตัวเป็นก้อนนิ่วมากเกินความจำเป็น หรือมีสารป้องกันการเกิดนิ่วที่ไม่พอหรือเปล่า แล้วก็ตรวจเม็ดเลือดแดงในฉี่ ตลอดจนตรวจค้นภาวการณ์ติดเชื้อ สามารถทำได้โดยเก็บฉี่ของคนป่วยทั้งปวงในช่วง 1 วัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเริ่มตั้งแต่แมื่อ 8.00 นาฬิกา เวลานี้ผู้ป่วยจำเป็นต้องปัสสาวะทิ้งไปก่อน แล้วเก็บครั้งต่อๆไปทุกครั้งจนกระทั่ง 8.00 นาฬิกาของวันถัดไป
  • การพิสูจน์เลือด ผลของการตรวจเลือดจะสามารถบอกถึงสุขภาพไตของคนป่วย แล้วก็ช่วยทำให้หมอวินิจฉัยโรคต่างๆได้ และตรวจวัดระดับของสารที่อาจก่อให้กำเนิดนิ่ว โดยผู้เจ็บป่วยที่มีนิ่วในไตอาจตรวจเจอว่ามีปริมาณแคลเซียมหรือกรดยูริกในเลือดที่มากเหลือเกิน
  • การตรวจโดยดูจากรูปไต แนวทางนี้จะช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นก้อนนิ่วที่เกิดขึ้นตามทางเดินปัสสาวะ การถ่ายภาพไตมีมากมายหลากหลายวิธีให้เลือกใช้ อย่างเช่น การฉายรังสีเอกซ์เรย์ในช่องท้อง ซึ่งอาจจะเป็นผลให้ไม่เห็นก้อนนิ่วในไตขนาดเล็กหรือนิ่วบางชนิด การตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวน์ไต นอกเหนือจาก 2 วิธีแบบนี้ แพทย์อาจพิจารณาใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ซึ่งอาจจะส่งผลให้มองเห็นนิ่วก้อนเล็กๆได้รวมทั้ง
  • การตรวจ x-ray เงาไตที่เรียก KUB (Kidney ureter and bladder) หากว่าเป็นนิ่วที่ทึบแสงก็สามารถมองเห็นนิ่วได้ แม้เป็นนิ่วที่ไม่ทึบแสงก็ไม่สามารถที่จะมองเห็น รวมถึงการตรวจ IVP (Intravenous pyelogram) เป็นการฉีดสีเข้าเส้นเลือดดำ รวมทั้งสีนั้นจะถูกขับออกทางไตภายหลังฉีดจะ x-ray เงาไตที่เวลาต่างๆข้างหลังฉีดสี เพื่อมองรูปร่าง รูปแบบของไต ว่ามีการตันจากนิ่วหรือเปล่า รวมถึงลักษณะการทำงานของไต ว่าดีมากน้อยแค่ไหน
  • การดูแลและรักษานิ่วในไต การดูแลรักษามีหลายแนวทาง หมอจะใคร่ครวญโดยอาศัยข้อมูลเรื่องขนาดของนิ่ว ตำแหน่งของนิ่ว ความแข็งของนิ่ว ไตบวมมากหรือน้อย การอักเสบของไตฯลฯ เพื่อพิจารณาเลือกแนวทางการที่ยอดเยี่ยมในแต่ละราย บางท่านบางครั้งอาจจะเหมาะสมที่จะรักษาโดยใช้การสลายนิ่ว แต่ว่าบางท่านไม่เหมาะสมที่จะสลายนิ่ว อาจรักษาได้ด้วยวิธีอื่นๆคนป่วยควรขอความเห็นแพทย์ถึงขั้นตอนการต่างๆกลุ่มนี้เพื่อจะได้เข้าใจในเรื่องเหตุผลที่แพทย์เลือกวิธีนั้นๆสำหรับการรักษา


การรักษานิ่วในไตขนาดเล็ก  การรักษานิ่วขนาดเล็กที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 5 มม. อาจทำได้ด้วยการดื่มน้ำมากมายๆเพื่อช่วยขับก้อนนิ่วออกมาพร้อมเยี่ยว และควรดื่มให้มากพอ (วันละ 8 – 10 แก้ว) จนกระทั่งฉี่เจือจางปัสสาวะเป็นสีใสๆนิ่วอาจหลุดลงมาเป็นนิ่วในทอไต แม้กระนั้น ถ้าหากคนเจ็บด้วยนิ่วจำพวกนี้มีลักษณะ แพทย์บางทีอาจใคร่ครวญให้ผ่าตัดเอาก้อนนิ่วออกได้เหมือนกัน
แม้เกิดก้อนนิ่วเล็กๆที่นำไปสู่ความเจ็บปวด หมอบางทีอาจใช้ยาเพื่อทุเลาลักษณะของการปวด ดังเช่นว่า ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) อะเซตามิโนเฟ่น (Acetaminophen) หรือที่รู้จักในชื่อพาราเซตามอล รวมทั้งนาพรอกเซน (Naproxen)
นอกจากนั้น การใช้ยาช่วยขับก้อนนิ่วก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนการรักษา แพทย์บางทีอาจสั่งจ่ายยากลุ่มแอลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha Blocker) ซึ่งเป็นยาช่วยขับก้อนนิ่วออกมาทางฉี่ ออกฤทธิ์โดยทำให้กล้ามบรรเทา ทำให้ให้ก้อนนิ่วในไตถูกขับออกมาได้เร็วแล้วก็เจ็บน้อยกว่า
การดูแลรักษานิ่วในไตขนาดใหญ่ ก้อนนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 มม.ขึ้นไปสามารถทำให้มีเลือดออก และคงจะกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดแผลที่ท่อไตหรือการตำหนิดเชื้อในระบบฟุตบาทฉี่ จนกระทั่งไม่สามารถที่จะหลุดมาเองได้ แพทย์อาจจำต้องใช้การรักษาชนิดอื่นๆดังต่อไปนี้

  • การใช้คลื่นเสียงกระจายตัวก้อนนิ่ว เหมาะกับนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 2 ซม. รักษาด้วยเครื่อง Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy (ESWL) โดยใช้แรงสั่นของคลื่นเสียงทำให้นิ่วแตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆกระทั่งสามารถผ่านออกทางการขับปัสสาวะได้ วิธีแบบนี้ผู้เจ็บป่วยอาจรู้สึกเจ็บปวดระดับปานกลาง แพทย์จึงอาจใช้ยาระงับประสาทเพื่อคนป่วยสงบหรือทำให้สลบแบบตื้น กระบวนการรักษาใช้เวลาราว 45-60 นาที รวมทั้งบางทีอาจมีผลข้างๆให้ปัสสาวะเป็นเลือด มีแผลฟกช้ำดำเขียวด้านหลังช่องท้อง เลือดออกรอบรอบๆไตรวมทั้งอวัยวะรอบกาย รวมทั้งรู้สึกเจ็บเมื่อเสี้ยวก้อนนิ่วเคลื่อนผ่านฟุตบาทปัสสาวะออกมา การดูแลและรักษาโรคนิ่ววิธีนี้ช่วงเวลากว่าเศษนิ่วจะหลุดออกมาหมดนั้นไม่แน่นอน บางรายจะต้องสลายนิ่วซ้ำอีกหนึ่งหรือบ่อย ไม่อาจจะรับประกันผลของการรักษาได้ทุกราย โดยมีอัตราปราศจากนิ่วที่ 3 เดือนราวๆปริมาณร้อยละ 75
  • การผ่าตัดก้อนนิ่วออก (Percutaneous Nephrolithotomy) เหมาะสมกับนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร อาจใช้ตามหลังการใช้คลื่นเสียงแตกตัวก้อนนิ่ว (ESWL) ไม่ได้ผล แพทย์บางทีอาจเลือกใช้การผ่าตัดนิ่วด้วยการใช้กล้องส่องทางไกลขนาดเล็กและวัสดุสอดเข้าไปบริเวณข้างหลังของคนป่วย โดยพักฟื้นที่โรงหมอเป็นเวลา 1-2 วัน แล้วก็มีคุณภาพถึง 72-99 เปอร์เซ็นต์
  • การส่องกล้อง สำหรับก้อนนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร หมออาจใช้กล้องถ่ายรูป Ureteroscope เพื่อฉายลำแสงแคบผ่านหลอดเยี่ยวและก็กระเพาะปัสสาวะ แล้วใช้เครื่องไม้เครื่องมือชนิดพิเศษจับหรือทำให้ก้อนนิ่วกระจายตัวเป็นชิ้นเล็กกระทั่งสามารถถูกขับออกมาทางเดินฉี่ได้ เพื่อลดอาการบวมหลังผ่าตัดและก็ช่วยทำให้หายเร็วขึ้น ก็เลยอาจมีการใช้ท่อเล็กๆยึดไว้ที่หลอดเยี่ยวด้วย การส่องกล้องนี้พบว่ารักษาได้ผลถึง 94 เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากเป็นนิ่วเขากวางมีแขนงมากยิ่งกว่า 2 กิ่ง หรือนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 ซม. หมอมักพิจารณาเป็นการผ่าตัดเปิดตามความเหมาะสม
  • การผ่าตัดต่อมต่อมไทรอยด์ โรคต่อมไทรอยด์ทำงานสูง เกิดการผลิตฮอร์โมนพาราต่อมไทรอยด์ขึ้นมามากแตกต่างจากปกติ และก็เป็นต้นเหตุให้กำเนิดก้อนนิ่วจากแคลเซียมฟอสเฟตได้ง่าย การทำงานที่ผิดปกตินี้ถ้ามีสาเหตุจากเนื้องอกที่เติบโตบนต่อมไทรอยด์ การผ่าตัดเอาเนื้องอกดังกล่าวออกจะเป็นช่วยลดการเกิดนิ่วในไตได้ด้วย

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดนิ่วในไต

  • ทานอาหารมีสารที่ก่อการตกตะกอนเป็นนิ่วจำนวนสูงต่อเนื่องเช่น กินอาหารมีออกซาเลตสูง เช่น โยเกิร์ต ถั่วที่มีรูปทรงเหมือนไต อาทิเช่น ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเหลือง งา ลูกนัท ผลเบอร์รีต่างๆมะเดื่อ แครอด บีทรูท มะเขือ ผักกะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง บรอคอยควัวลิ ผักโขม ชะพลู ผักกะเฉด และก็ยอดผักต่างๆหรือมีกรดยูริคสูง อาทิเช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ปลาสมุทร หอยแครง น้ำเกรวี/Gravy และก็จากพืชบางชนิดอาทิเช่น หน่อไม่ฝรั่ง ผักขม ยอดผัก และก็ถั่วประเภทมีรูปร่างเหมือนไต/ถั่วดำ/ถั่วแดง
  • การตีบแคบของทางเดินเยี่ยวทำ ให้มี ฉี่คั่งค้างข้างในไต
  • ความเข้มข้นของน้ำ ฉี่ กำเนิดด้วยเหตุว่า คนไข้ดื่มน้ำ น้อยกว่าปกติ หรือสูญเสียน้ำ ออกจาก ร่างกายมากยิ่งกว่าธรรมดา ผู้มีอาชีพเกษตรกรทำ งานกลางแจ้ง จะมีการเสียเหงื่อมากทำ ให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง โอกาสที่สารละลายในเยี่ยวจะตกผลึกก็เลยมีมากยิ่งขึ้น และ อาจเกี่ยวกับเกลือแร่ที่ละลายอยู่ในน้ำที่ใช้ดื่ม ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละเขตแดนกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดเป็นนิ่วขึ้นได้ การบริหารร่างกายอย่างมาก ทำ ให้มีการสูญเสียน้ำ และ เกลือแร่ไปกับเหงื่อ ทำให้ฉี่จะมีจำนวนซิเทรตต่ำ ซึ่งการขาดสิเทรตทำ ให้แคลเซียมรวมกับออกซาเลตเป็นแคลเซียมออกซาเลต หรือแคลเซียมรวมกับฟอสเฟตเป็นแคลเซียมฟอสเฟต ซึ่งละลายน้ำ ได้ไม่ดี
  • ความเป็นกรด-ด่างของปัสสาวะ เยี่ยวที่มี ฤทธิ์เป็นกรดมากบางทีอาจเกิดการกลายเป็นผลึกของกรดยูริค และก็ซีสทีน ส่วนฉี่ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง บางทีอาจเกิดการนอนก้น ของผลึกออกซาเลต ฟอสเฟส แล้วก็คาบอเนต ซึ่งคนธรรมดา ในตอน 06.00 น. ฉี่จะมีความเป็นกรดที่ pH 5.2 ในตอน 18.00 น. จะมีความเป็นกลาง pH 7.0 จึงมี จังหวะเกิดผลึกได้ผลึกกรดยูริค และก็ผลึกแคลเซียม ซึ่งการรวมตัวกันของผลึกทำ ให้เกิดเป็นก้อนนิ่วท้ายที่สุด
  • โรคเรื้อรังบางประเภทที่ส่งผลให้ในร่างกายมีสารต่างๆที่ก่อนิ่วสูงขึ้นยิ่งกว่าปกติเช่น โรคของ ต่อมพาราต่อมไทรอยด์(Parathyroid gland) ซึ่งเป็นต่อมไร้ท่อขนาดเล็กอยู่ใต้ต่อมไทรอยด์ มีหน้าที่ควบคุมแนวทางการทำงานของแคลเซียม) ดำเนินงานเกิน หรือโรคเกาต์ซึ่งมีกรดยูริคสูงในร่างกาย
  • อาจจากกินวิตามินซี วิตามินดี แล้วก็แคลเซียมเสริมของกินจำนวนสูงต่อเนื่อง ด้วยเหตุนั้นการกินวิตามินเกลือแร่เหล่านี้เสริมของกิน ควรขอคำแนะนำหมอก่อนเสมอ
  • ยาบางประเภททำ ให้กำเนิดนิ่วได้อาทิเช่น ยาขับฉี่ ยากลุ่ม carbonic anhydrase inhibitors ยาระบาย หรือยาลดกรดที่รับประทานอยู่เป็นเวลานาน ทำ ให้กำเนิด นิ่วด้วยกลไกผ่านทางเมตาบอลิค


การติดต่อของนิ่วในไต  นิ่วในไตเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการตกขี้ตะกอนของแร่ธาตุต่างๆรวมทั้งแคลเซียม (หินปูน) เป็นก้อนผลึกขนาดต่างๆตามอวัยวะต่างๆของร่างกาย ดังเช่น ถุงน้ำดี รวมทั้ง ระบบทางเดินปัสสาวะของร่างกาย ซึ่งไม่ได้มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อเป็นนิ่วในไต การดูแลตัวเองเมื่อเป็นนิ่วในไตและก็เพื่อป้องกันนิ่วย้อนกลับมาเป็นซ้ำหลังรักษานิ่วหายแล้ว ตัวอย่างเช่น

  • กินน้ำสะอาดมากมายๆอย่างต่ำวันละ 2 ลิตรหากไม่มีโรคที่จำเป็นต้องจำกัดน้ำ
  • จำกัดของกินที่มีสารออกซาเลต กรดยูริค และก็สารซีสตีนสูง
  • ไม่กลั้นเยี่ยวนาน แล้วก็อุตสาหะขยับเขยื้อนร่างกายเสมอ
  • กระทำตามหมอ/พยาบาลเสนอแนะอย่างเคร่งครัด
  • รับประทานยาต่างๆให้ถูกต้องครบสมบูรณ์ ไม่ขาดยา และไม่หยุดยาเอง
  • ดูสีแล้วก็ลักษณะของเยี่ยวเสมอเพื่อรีบพบหมอก่อนนัดเมื่อมีความผิดธรรมดาเกิด ขึ้นตัวอย่างเช่น ขุ่นมากมายหรือเป็นเลือดรวมทั้งเมื่อมีนิ่วหลุดออกมา ควรจะเก็บไว้แล้วนำไปเจอหมอ เพื่อศึกษาเล่าเรียนทางห้องทดลองว่าเป็นนิ่วประเภทใด เพื่อการรักษาแล้วก็การดูแลตนเองได้ถูก ซึ่งเมื่อแพทย์เสนอแนะให้เก็บนิ่วมาให้หมอมอง ควรจะเยี่ยวในกระโถนหรือเยี่ยวผ่านผ้ากรองเพื่อการเก็บนิ่วได้ง่ายขึ้น
  • หลบหลีกเครื่องดื่มน้ำอัดลม เนื่องด้วยอาจจะเป็นผลให้จำนวนของสิเทรดในฉี่ลดน้อยลง


การป้องกันตัวเองจากนิ่วในไต ช่วงอายุที่เสี่ยงต่อการเกิดนิ่วสูงสุดคือ 40-60 ปี รวมทั้งอัตราการเกิดเป็นนิ่วซ้ำ พบสูงถึงปริมาณร้อยละ 50 ข้างใน 5 ปี การกระทำตนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว หรือการเกิดนิ่วซ้ำ ควรปฏิบัติดังนี้

  • ควรจะกินน้ำ วันละ 6-8 แก้ว (2.5 ลิตรหรือมากกว่า) หรือให้ได้ปริมาตรของปัสสาวะมากยิ่งกว่า 2 ลิตรต่อวัน เพื่อลดความอิ่มตัวของสารก่อนิ่วในเยี่ยว และลดช่องทางการก่อผลึกนิ่วในระบบทางเดินฉี่
  • ควรหลบหลีกการดื่มกาแฟที่เข้มข้นมากมาย อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำ ให้ระดับแคลเซียมสูงมากขึ้นในเยี่ยว
  • ผู้ป่วยที่มีน
ตารางที่ 1 แสดงปริมาณกรดออกซาลิคในผักต่อน้ำ หนักผัก 100 กรัม
           ชื่อผัก                    ปริมาณกรดออกซาลิค ชื่อผัก            ปริมาณกรดออกซาลิค
                                    (มิลลิกรัม)                                            (มิลลิกรัม)
ผักชีฝรั่ง (parsley)               1,700                           หัวไชเท้า                        480
มันสำปะหลัง                       1,260                           ใบกระเจี๊ยบ                    389.5
ใบชะพลู                              1,088.4                        ใบยอ                            387.6
ผักโขม (amaranth)             1,090                           ผักปัง                            385.3
ผักโขม (spinach)                 970                              ผักกระเฉด                     310
ยอดพริกชี้ฟ้า                        761.7                           ผักแพงพวย                   243.9
แครอท                                500                              กระเทียม                       360

  • ทานอาหารพวกผักรวมทั้งผลไม้ (ที่ไม่มีสารออกซาเลต , ยูริกสูง) เพราะเหตุว่าเป็นแหล่งของสารยั้งการเกิดนิ่ว ช่วยให้ปริมาณสิเทรต โพแทสเซียม และ pH ของฉี่มากขึ้น แล้วก็ลดการทำลายของเซลล์เยื่อบุหลอดไต จึงสามารถยั้งการเกิดนิ่วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • กินไขมันจากพืชรวมทั้งไขมันจากปลา เนื่องจากว่าไขมันพวกนี้สามารถลดจำนวนแคลเซียมในปัสสาวะได้ดียิ่งไปกว่าไขมันที่ได้จากเนื้อสัตว์อื่นๆจึงช่วยลดช่องทางเกิดนิ่วซ้ำได้
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษานิ่วในไต
กระเจี๊ยบแดง Hibiscus sabdariffa L.

  • ส่วนประกอบทางเคมี: มีสาร Anthocyanin รวมทั้งกรดอินทรีย์หลายตัว ได้แก่ citric acid, mallic acid, tartaric acid, vitamin c ทำให้เยี่ยวมีฤทธิ์เป็นกรด
  • สรรพคุณ: ตำราเรียนยาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา แก้เสมหะ ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ ขับนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
  • การศึกษาเล่าเรียนทางคลินิก: ลดความดันโลหิต ยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินฉี่ ทำให้ผู้เจ็บป่วยโรคนิ่วในท่อไต ชิ้งฉ่องสะดวกขึ้น คนไข้กระเพาะปัสสาวะอักเสบมีลักษณะอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะลดลง


ขทาง Pluchea indica (L.) Less.

  • ส่วนประกอบทางเคมี: พบสารอนุพันธ์ของ eudesmane กรุ๊ป cauhtemone และก็เจอเกลือแร่ sodium chloride ด้วยเหตุว่าชอบขึ้นที่น้ำทะเลขึ้นถึง
  • คุณประโยชน์: หนังสือเรียนยาไทย: ใช้ ใบ รสหอมฝาดเมาเค็ม เป็นยาขับฉี่ ทั้งต้น รสหอมฝาดเมาเค็ม ใช้ต้มรับประทานรักษาอาการขัดเบา แก้นิ่วในไต ขับเยี่ยว แก้เยี่ยวทุพพลภาพ


ตะไคร้   Cymbopogon citratus  Stapf

  • สรรพคุณ อีกทั้งต้น แก้โรคฟุตบาทฉี่ นิ่ว ขับปัสสาวะ ประจำเดือนมาไม่ปกติ  แก้ปัสสาวะเป็นเลือด แก้โรคหืด  ราก ขับเยี่ยว แก้นิ่ว แก้เยี่ยวทุพพลภาพ แก้อาการขัดเบา


ทานตะวัน    Helianthus annuus  L.

  • คุณประโยชน์ แกนต้น – ขับปัสสาวะ แก้นิ่วในทางเดินฉี่ นิ่วในไต เม็ด – ขับปัสสาวะ ราก – ขับฉี่


สับปะรด    Ananas comosus  (L.) Merr.

  • สรรพคุณ ราก – แก้นิ่ว ขับเยี่ยว ใบสด – เป็นยาถ่าย ฆ่าพยาธิในท้อง ยาขับฉี่ ผลสุก – ขับฉี่ ไส้กลางสับปะรด – แก้ขัดเบา เปลือก – ขับปัสสาวะ ทำให้ไตมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง จุก – ขับเยี่ยว แก้นิ่ว แขนง – แก้โรคนิ่ว ยอดอ่อนสับปะรด – แก้นิ่ว
เอกสารอ้างอิง

  • ผศ.วิทย์ วิเศษสินธ์.โรคนิ่ววในระบบทางเดินปัสสาวะ.หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
[*

5

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox , Varicella)
โรคอีสุกอีใส คืออะไร อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่ทำให้ร่างกายเกิดผื่นคัน มีตุ่มนูนขนาดเล็ก หรือตุ่มน้ำใสๆทั่วร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และยังแพร่ไปได้อย่างเร็ว เป็นโรคติดต่อที่พบได้บ่อยในเด็ก โดยทั่วไปจะเจออัตราการป่วยได้สูงสุดในกลุ่มวัย 5-9 ปีรองลงมาเป็น 0-4 ปี, 10-14 ปี, 15-24 ปี แล้วก็ 25-34 ปี ตามลำดับ ส่วนในคนที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปบางทีอาจเจอได้บ้าง
                 มีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี พ.ศ. 2552  มีผู้เจ็บป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสปริมาณ 89,246 รายทั้งประเทศและเสียชีวิต 4 ราย และในรอบ 5 ปีให้หลังมีรายงานผู้เสียชีวิตปีละ 1-3 ราย เมื่อใคร่ครวญตามกลุ่มวัยพบว่ากลุ่มอายุ 5-9 ปี มีอัตราป่วยไข้สูงสุดพอๆกับ 578.95 ต่อสามัญชน 100,000 คน รองลงมาเป็นกลุ่มวัยน้อยกว่า 5 ปี, 10-14 ปีและกลุ่มวัยมากกว่า 15 ปี โดยมีอัตราเจ็บป่วยเท่ากับ 487.13, 338.45 แล้วก็ 58.81 ตามลำดับจากข้อมูล 10 ปีย้อนไปพบว่าจำนวนคนป่วยโรคอีสุกอีใสมีแนวโน้มสูงขึ้น และก็ในปี พ.ศ. 2557-2559 มีอัตราการป่วย 129.57 ต่อแสนสามัญชน 79.82 ต่อแสนมวลชน และก็ 66.57 ต่อแสนราษฎร เป็นลำดับ
ที่มาของโรคอีสุกอีใส เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากเชื้ออีสุกอีใส ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลา (varicella virus) (VZV) หรือ  human herpes virus type 3 เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่กระตุ้นให้เกิดงูสวัด ที่แพร่ไปได้ง่ายผ่านทางการสัมผัสกับแผลของผู้ป่วยที่เป็นโรคโดยตรง หรือทางเรือลาย ไอ จาม หรือการหายใจเอาเชื้อที่ปนเปกลางอากาศเข้าไป โดยเชื้อนี้จะมีผลให้เกิดโรคอีสุกอีใสในคนที่พึ่งจะติดเชื้อโรคเป็นครั้งแรกและโรคนี้เมื่อเป็นแล้ว มักมีภูมิต้านทานตลอดชาติ และก็คนป่วยโดยมากจะไม่เป็นซ้ำอีก แม้กระนั้นเชื้ออาจแอบอยู่ในปมประสาท รวมทั้งมีโอกาสเป็นงูสวัดได้ในภายหลัง
ลักษณะของโรคอีสุกอีใส เด็กจะมีไข้ต่ำๆอ่อนแรงและไม่อยากกินอาหารนิดหน่อย ในผู้ใหญ่มักมีไข้สูง และก็เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามตัวคล้ายไข้หวัดใหญ่นำมาก่อน คนเจ็บจะมีผื่นขึ้น ซึ่งจะขึ้นพร้อมๆกันกับวันที่เริ่มมีไข้ หรือ ๑ คราวหลังจากจับไข้ เริ่มแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ถัดมาจะแปลงเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆอยู่ภายใน และก็มีลักษณะอาการคัน ต่อมาจะกลายเป็นหนอง ต่อไป ๒-๔ วัน ก็จะเป็นสะเก็ด ผื่นและก็ตุ่มจะขึ้นตามไรผมก่อน แล้วลามไปตามหน้า ลำตัว และแผ่นหลัง จะทยอยขึ้นเต็มที่ ข้างใน ๔ วัน บางรายมีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปากเปื่อยยุ่ย ลิ้นเปื่อย เจ็บคอ บางรายอาจไม่มีไข้ มีเพียงแต่ผื่นและก็ตุ่มขึ้น ทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นเริมได้ เนื่องมาจากผื่นตุ่มของโรคนี้จะเบาๆออกทีละระลอก (ชุด) ขึ้นไม่พร้อมกันทั่วร่างกาย เพราะฉะนั้นจะพบว่าบางที่ขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มใส บางที่เป็นตุ่มกลัดหนอง แล้วก็บางที่เริ่มตกสะเก็ด ด้วยลักษณะนี้ ประชาชนจึงเรียกว่า อีสุกอีใส (มีอีกทั้งตุ่มสุกตุ่มใส) แต่ผู้ป่วยบางรายอาจเป็นเวลายาวนานกว่านั้นเป็น 2-3 สัปดาห์ โดยไม่เป็นแผลเป็น (นอกเหนือจากการที่จะมีการติดเชื้อโรคแบคทีเรียเข้าแทรก จนกระทั่งแปลงเป็นตุ่มหนองแล้วก็แปลงเป็นรอยแผล)
                เพราะเหตุว่าโรคอีสุกอีใสยังอาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้อีกเป็นต้นว่า การตำหนิดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง หรือติดโรคแบคทีเรียในกระแสเลือด ปอดอักเสบ และภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
คนเจ็บที่มีการเสี่ยงที่จะมีลักษณะอาการรุนแรง ดังเช่นว่า หญิงมีท้อง ทารกแรกเกิด ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ ยกตัวอย่างเช่น คนเจ็บเอดส์ คนไข้โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ป่วยปลูกถ่ายไขกระดูก ผู้เปลี่ยนถ่ายอวัยวะ และก็ผู้รับประทานยากด ภูมิคุ้มกันต่างๆ
หญิงตั้งท้องที่เป็นโรคนี้ในช่วง 20 อาทิตย์แรกของการมีครรภ์อาจท่าให้เด็กในท้องทุพพลภาพแต่ เกิดได้แต่ว่าเจอไม่บ่อย(น้อยกว่าปริมาณร้อยละ 2) แม้เป็นช่วงๆที่ครรภ์แม่อาจมีอาการรุนแรง และก็มีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ปอดอักเสบ ร่วมด้วย แล้วก็หากมารดาเป็นโรคในช่วงใกล้คลอด (5 วันก่อนคลอดจนกระทั่ง 2 ครั้งหน้าคลอด) ทารกแรกเกิดบางทีอาจรับเชื้ออีสุกอีใสแล้วก็มีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
เมื่อผู้ป่วยหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะไปซ่อนอยู่ที่ปมประสาท แล้วก็ท่าให้เกิดโรค งูสวัดได้เมื่อภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง
กรรมวิธีรักษาโรคอีสุกอีใส หมอจะวินิจฉัยโรคอีสุกอีใสจากการดูรูปแบบของผื่น ตุ่มน้ำ หรือตุ่มพองบนผิวหนังเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจร่างกายทั่วไปและอาการที่เกิดขึ้นกับคนไข้ ดังเช่นว่า จับไข้ขึ้น ไม่อยากอาหาร ปวดศีรษะ แม้กระนั้นบางครั้งบางคราวที่บอกไม่ได้แน่ชัดว่าเป็นโรคอีสุกอีใสหรือไม่รวมทั้งในผู้ป่วยที่เกิดผลกระทบแทรก หรือในกรณีจำเป็นต้องวินิจฉัยให้แจ่มแจ้ง แพทย์จะกระทำทดลองน้ำเหลืองเพื่อหาระดับสารภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสอีสุกอีใส หรือตรวจหาเชื้อจากตุ่มน้ำ เนื่องด้วยโรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสการดูแลและรักษาก็เลยเป็นการรักษาแบบทะนุถนอมตามอาการ
                ซึ่งโรคนี้สามารถหายเองได้การรักษาด้วยยาต่อต้านไวรัสบางทีอาจท่าให้ระยะการเป็นโรคสั้นลง ถ้าหากคนไข้ได้รับ ข้างใน 1 วันข้างหลังผื่นขึ้น คนป่วยไม่จ่าเป็นจะต้องได้รับยาต้านเชื้อไวรัสทุกราย แพทย์จะพิจารณาให้ในรายที่มีความเสี่ยง จะเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเพียงแค่นั้น ดังเช่น

  • ถ้าเกิดพบว่าตุ่มมีการติดเชื้อโรคแบคทีเรียแทรก (เปลี่ยนเป็นตุ่มหนอง ฝี แผลพุพอง) หมอจะให้ยาปฏิชีวนะเพิ่ม ถ้าเป็นเพียงแค่ไม่กี่จุดก็บางทีอาจให้ประเภททา แต่ถ้าเกิดเป็นมากก็จะให้ชนิดรับประทาน
  • ถ้าหากมีลักษณะแทรกรุนแรง ซึ่งพบได้น้อยมาก เป็นต้นว่า ปอดอักเสบ (ไข้สูง หอบ) สมองอักเสบ (ไข้สูง ปวดหัวมาก คลื่นไส้มาก ซึม ชัก ไม่ค่อยรู้สึกตัว) ตับอักเสบ (ดีซ่าน) หรือมีภาวการณ์เลือดออกง่ายก็จะรับตัวไว้รักษาในโรงหมอ
  • ในรายที่มีภาวการณ์ภูมิคุ้มกันบกพร่อง (อย่างเช่น เป็นโรคโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคภูมิคุมกันบกพร่อง กินยาสตีรอยด์อยู่นานๆเป็นต้น) หรือเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีโรคผื่นแพ้ประจำ โรคปอดเรื้อรัง สูดพ่นยาสตีรอยด์ (สำหรับคนที่เป็นหืด) หรือกินยาแอสไพรินอยู่ เว้นแต่ให้การรักษาตามอาการแล้ว หมอบางทีอาจให้ยาต่อต้านไวรัส ที่มีชื่อว่า อะไซวัวลเวียร์ (acyclovir) เพื่อฆ่าเชื้ออีสุกอีใส ปกป้องมิให้โรคแผ่ขยายรุนแรง รวมทั้งช่วยทำให้โรคหายเร็วขึ้น ควรจะให้ยานี้รักษาข้างใน 1 วัน ข้างหลังแสดงอาการจะได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าให้ช่วงหลังๆของโรค


ปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดโรคอีสุกอีใส เนื่องด้วยโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่มีการติดต่อจากเชื้อไวรัสโดยการสัมผัสตุ่มหรือแผลของคนเจ็บ รวมทั้งติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่งของคนไข้ ทั้งยังการสัมผัสหรือการหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป โดยเหตุนี้สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่โรคอีสุกอีใส คือ การคลุกคลีกับผู้เจ็บป่วย การสัมผัสผู้เจ็บป่วยหรือสิ่งของเครื่องใช้ของคนเจ็บโดยมิได้มีการปกป้องตนเองที่ดี รวมทั้งการมิได้รับวัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคอีสุกอีใสกระทั่งครบ ก็เป็นอีกต้นสายปลายเหตุหนึ่งที่มีการเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใสได้เช่นเดียวกัน
การติดต่อของโรคอีสุกอีใส โรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อได้อย่างรวดเร็วมากมาย โรคอีสุกอีใสมีระยะฟักตัวราว 10 - 224 ชั่วโมง รวมทั้งคนเจ็บจะเริ่มกระจายเชื้อได้ในตอนประมาณ 5 วันก่อนขึ้นผื่น ไปจนถึงเมื่อตุ่มน้ำแห้งแตกเป็นสะเก็ดหมดแล้ว ด้วยเหตุดังกล่าวระยะแพร่เชื้อในโรคอีสุกอีใสจึงนานได้ถึง 7 - 10 วันหรือเป็นเวลายาวนานกว่านี้ในผู้ใหญ่ ก็เลยเป็นสาเหตุให้เป็นโรคติดต่อที่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว
                ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้จะมีอยู่ในตุ่มน้ำของผู้ที่เป็นอีสุกอีใส ในน้ำลายแล้วก็เสลดของผู้ที่เป็นอีสุกอีใสสำหรับการติดต่อสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรง หรือสัมผัสถูกของใช้ ยกตัวอย่างเช่น แก้วน้ำ ผ้า เช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ผ้าที่เอาไว้ห่ม ที่พักผ่อน ที่เปื้อน ถูกตุ่มน้ำของคนที่เป็นอีสุกอีใส หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ หรือฝอยละอองจากฟุตบาทหายใจของผู้เจ็บป่วยเข้าไป
ด้วยเหตุนี้อีสุกอีใสจึงเป็นโรคที่ระบาดแพร่ระบาดได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานศึกษา สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือตามชุมชนที่อยู่อาศัยทั่วๆไป สามารถเจอได้ตลอดทั้งปี แม้กระนั้นจะมีอุบัติการณ์กำเนิดสูงสุดในตอนเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน

การกระทำตนเมื่อป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส

  • ถ้าเกิดมีไข้สูง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเสมอๆกินน้ำมากๆห้ามอาบน้ำเย็น นอนพักให้มากมายๆและก็ให้ยาพาราเซตามอลบรรเทาไข้ ไม่ควรให้ยาแอสไพรินลดไข้ เนื่องจากว่ายานี้ อาจจะทำให้เสี่ยงต่อโรคเรย์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งจะมีสภาวะสมองอักเสบร่วมกับตับอักเสบ จัดว่าเป็นโรคอันตรายรุนแรงชนิดหนึ่ง
  • ถ้าหากมีอาการคัน ให้ทาด้วยยาแก้ผื่นผื่นคัน (คาลาไมน์โลชั่น) หากคันมากมายให้รับประทานยาแก้แพ้ คลอร์เฟนิรามีนบรรเทา คนเจ็บควรตัดเล็บให้สั้น และก็มานะอย่าแกะหรือเกาตุ่มคัน อาจจะก่อให้เกิดการติดโรคกลายเป็นตุ่มหนองแล้วก็เป็นแผลเป็นได้
  • ถ้าเกิดปากเปื่อยยุ่ย ลิ้นยุ่ย ให้ใช้น้ำเกลือกลั้ว พากเพียรกินอาหารที่เป็นของเหลวหรือเป็นน้ำแทนอาหารแข็ง
  • สำหรับอาหาร ไม่มีของแสลงต่อโรคนี้ ให้ทานอาหารได้ตามธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบำรุงด้วยอาหารพวกโปรตีน (ได้แก่ เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่างๆ) ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • ควรหยุดเรียน หรือหยุดงาน พักอยู่บ้าน เพื่อปกป้องมิให้แพร่เชื้อให้ผู้อื่น ระยะแพร่ระบาดติดต่อให้ผู้อื่นหมายถึงตั้งแต่ระยะ 1 วัน ก่อนมีตุ่มขึ้นจนกว่า 6 วัน ข้างหลังตุ่มขึ้น
  • ควรจะเฝ้าพิจารณาอาการเปลี่ยนแปลงต่างๆโดยปกติอาการ จะค่อยดีขึ้นกว่าเดิมได้เองข้างใน 1-3 สัปดาห์ แต่ถ้าหากพบว่ามีลักษณะหายใจหอบ ซึม ชัก เดินเซ ตากระตุๆก โรคตับเหลือง (ตาเหลือง) มีเลือดออก ปวดศีรษะมาก คลื่นไส้มาก เจ็บอก หรือตุ่มกลายเป็นหนอง ฝี หรือพุพอง ควรจะไปพบ แพทย์อย่างเร็ว
  • คนไข้ควรจะพักผ่อนแล้วก็ดื่มน้ำมากมายๆขั้นต่ำวันละ 8 แก้ว
  • คนป่วยควรแยกตัวออกไปอยู่ต่างหากจนถึงพ้นระยะติดต่อ แล้วก็แยกสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆเป็นต้นว่า เสื้อผ้า แก้วน้ำ ช้อน จาน ชาม ฯลฯ เพื่อหลบหลีกการแพร่ของเชื้อโรค
  • สำหรับยาเขียวที่ทำจากสมุนไพร (ยกตัวอย่างเช่น ยาเขียวหอม ที่บรรจุอยู่ในบัญชียาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พุทธศักราช๒๕๕๖) ไม่นับว่าเป็นข้อห้ามหรือมีผลเสียต่อการดูแลรักษาโรคนี้ คนป่วยสามารถใช้ร่วมกับการดูแลรักษาธรรมดาได้ แถมยาเขียวยังช่วยทำให้กินน้ำได้มากขึ้นอีกด้วย
  • รักษาสุขลักษณะพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงแล้วก็ช่วยลดโอกาสในการเป็นผลข้างเคียงแทรกจากการต่อว่าดเชื้อโรค
การป้องกันตัวเองจากโรคอีสุกอีใส

  • เนื่องจากว่าโรคเปล่งปลั่งสามารถแพร่กระจายได้ง่ายโดยทางการหายใจ ควรต้องแยกคนเจ็บออกจากเด็กเล็ก หญิงท้อง และผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อโรคมาก่อน
  • ควรให้คนป่วยหยุดเรียนหรือหยุดงาน พักอยู่บ้านเพื่อคุ้มครองป้องกันมิให้แพร่ระบาดให้คนอื่นๆ
  • ไม่สัมผัสหรือสนิทสนมกับผู้เจ็บป่วยโรคอีสุกอีใส ถ้าเกิดจะต้องมีการป้องกันตนเองอย่างดี ดังเช่น สวมถุงมือ สวมหน้ากากอนามัยแล้วก็ควรรีบล้างมือภายหลังจากสัมผัสกับคนเจ็บ ฯลฯ
  • ปัจจุบันนี้มีวัคซีนฉีดปกป้องโรคอีสุกอีใส ซึ่งราคาค่อนข้างจะแพง (ราวเข็มละ 800-1200 บาท) ควรฉีดในเด็กอายุ 12-18 เดือน ฉีดเพียง 1 เข็ม จะปกป้องโรคได้ตลอดไป ถ้าหากฉีดตอนโต หากอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 13 ปี ก็ฉีดเพียงเข็มเดียว แต่ถ้าหากอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป ควรฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4-8 สัปดาห์ หลังฉีดวัคซีน ควรหลบหลีกการใช้ยาแอสไพรินนาน 6 สัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อลดจังหวะเสี่ยงต่อโรคเรย์ซินโดรม วัคซีนชนิดนี้ห้ามฉีดในหญิงมีครรภ์ ผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานผิดพลาด ใช้ยาแอสไพรินอยู่ประจำ หรือใช้ยาสตีรอยด์ขนาดสูงมานาน บางทีอาจเกิดภาวะสอดแทรกรุนแรงได้ สำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์ (15-45 ปี) ถ้าหากไม่มั่นใจว่าเคยเป็นโรคนี้หรือยัง ควรจะหารือแพทย์ ตรวจสอบว่ามีภูมิต้านทานต่อโรคนี้หรือยัง ถ้าเกิดยัง หมอบางทีอาจชี้แนะให้วัคซีนคุ้มครองเพื่อไม่ให้มีอันตรายต่อทารกในท้องขณะมีท้อง รวมทั้งข้างหลังฉีดวัคซีนจำพวกนี้ ควรคุมกำเนิดนาน 3 เดือน จึงจะสามารถท้องได้โดยสวัสดิภาพ
  • ในเด็กที่ไม่มีข้อบ่งห้าม สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 12-15 เดือน ขึ้นไป และฉีดกระตุ้นอีกรอบที่อายุ 4-6 ปีหรือบางทีอาจฉีด 2 เข็มห่างกันอย่างต่ำ 3 เดือน ซึ่งภูมิต้านทานจะขึ้นดีมากยิ่งกว่าการฉีด 1 เข็ม
  • จากการเรียนในเด็กอายุ 1-12 ปี หลังได้รับวัคซีนคราวแรก จะมีภูมิต้านทานในระดับที่ป้องกันโรคได้ปริมาณร้อยละ 85รวมทั้งเพิ่มขึ้นเป็นปริมาณร้อยละ 99.6 หลังได้รับวัคซีนครั้งที่ 2
  • สำหรับผู้ที่สัมผัสสนิทสนมกับผู้เจ็บป่วยโรคนี้ การฉีดวัคซีนบางทีอาจไม่ทันกาล ถ้าหากจำเป็นต้องหมออาจชี้แนะให้ฉีดเซรุ่ม ที่มีชื่อว่า varicella-zoster immune globulin (VZIG) เป็นการฉีดภูมิต้านทานเข้าไปโดยตรง ชอบฉีดให้กับผู้ที่สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงมีครรภ์ คนที่มีภาวะภูมิต้านทานบกพร่อง คนเจ็บโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว รวมทั้งเด็กอ่อนที่มีแม่เป็นอีสุกอีใสช่วง 5 วันก่อนคลอดถึง 2 คราวหน้าคลอด
  • วัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคอีสุกอีใส ที่ใช้ในปัจจุบันทำมาจากเชื้ออีสุกอีใสที่มีชีวิตแล้วนำมาทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ในประเทศไทยมีขาย 3 จำพวกหมายถึงVarilrix ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 2,000 PFU, OKAVAX ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำลงมากยิ่งกว่า 1,000 PFU, และก็ Varicella Vaccine-GCC ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำลงมากยิ่งกว่า 1,400 PFU อีกทั้งตอนนี้ยังมีการผลิตวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสให้อยู่ในรูปวัคซีนรวม ได้แก่ วัคซีนรวมฝึกฝน-โรคเหือด-คางทูม-อีสุกอีใส (MMRV) ซึ่งจะรวมอยู่ในเข็มเดียวกันทำให้สะดวก และไม่ต้องเจ็บตัวมากขึ้น
สมุนไพรที่ช่วยรักษา/ทุเลา ลักษณะของโรคอีสุกอีใส

  • เสมหะพังพอนตัวเมีย Clinacanthus nutans (Burm.f) มีอีกชื่อหนึ่งเป็น พญายอ ซึ่งเสลดพังพอนตัวเมียต่างจากตัวผู้เป็นตัวเมียไม่มีหนาม ใบเพศผู้มีสีแก่กว่า ดอกตัวเมียมีสีแดง ดอกเพศผู้มีสีส้นสด กระบวนการให้เด็ดใบเสลดพังพอนตัวเมียมาล้างให้สะอาด แล้วเอามาโขลกหรือปั่นอย่างละเอียดผสมกับน้ำดินสอพอง ทาที่ตุ่มสุกใสเสมอๆจะช่วยทุเลาอาการคัน รวมทั้งทำให้ตุ่มแผลแห้งเร็ว ลดอาการบวมแดงของตุ่มได้
  • ผักชี Coriandrum sativum การอาบน้ำต้มผักชีจะช่วยทำให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น ซึ่งตามตำรายาแผนโบราณพูดว่า สรรพคุณของผักชีเป็นเป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดง
  • สะเดา Azadiracta indica มีการเรียนรู้พบว่าสารเกดูนิน (Gedunin) แล้วก็ นิมโบลิดี (Nimbolide) ในใบและก็เม็ดสะเดามีคุณภาพสำหรับการออกฤทธิ์ยั้งเชื้อรา แบคทีเรียรวมทั้งเชื้อไวรัสสูง ด้วยเหตุดังกล่าว ก็เลยสามารถบรรเทาลักษณะโรคที่เกิดจาก ไวรัส อย่างอีสุกอีใสได้
  • ใบมะยม Phyllanthus acidus ใช้ใบมะยมไม่อ่อนหรือแก่เหลือเกิน 2-3 กำมือ ใส่น้ำ 2-3 ลิตร ต้มให้เดือดราวๆ 20 นาที แล้วชูลงผสมน้ำเย็นให้อุ่นพออาบได้ อาบวันละ 3 ครั้ง ยามเช้า กลางวัน เย็น หลังอาบน้ำอาการจะเบาๆดีขึ้น
  • ย่านาง Tiliacora triandra เอาราก “ย่านาง” แบบสดราวๆขยุ้มมือต้มกับน้ำท่วมยาจนถึงเดือด ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ทีละ 3 ส่วน 4 แก้ว ต้มดื่มเรื่อยๆติดต่อกัน 3-5 วัน อาการที่เป็นจะทุเลาลง
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.อีสุกอีใส.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่296.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.ธันวาคม.2546
  • อีสุกอีใส เป็นได้ก็หายได้.เกร็ดความรู้สู่ประชาชน.หน่วยข้อมูลคลังยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella)”. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 404-407.
  • Kuter B, Matthews H, Shinefield H, Black S, Dennehy P, Watson B, et al. Ten year follow-up of healthychildren who received one or two injections of varicellavaccine. Pediatr Infect Dis J. 2004; 23:132-7.
  • อ.พญ.เลลานี ไพฑูรย์พงษ์.สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.โรคอีสุกอีใส.สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย.
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC)..Prevention of Varicella Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). MMVR 2007; 56:1-40.
  • อีสุกอีใส.อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ http://www.disthai.com/
  • Heininger U, Seward JF. Varicella. Lancet. 2006; 368:1365-76.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • อ.พญ.จรัสศรี ฟี้ยาพรรณ,นางรษิกา ฤทธิ์เรืองเดช,พญ.พิชญา มณีประสพโชคและคณะ.โรคสุกใส(Chicken pox).ภาควิชาตจวิทยาคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สำนักระบาดวิทยา. โรคอีสุกอีใส. สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค 2552. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์. 2553; 55-6.
  • Krause PR, Klinman DM. Efficacy,immunogenicity,safety, and use of live attenuated chickenpox vaccine. J Pediatr. 1995; 127:518-25.
  • พญ.อารีย์ โอบอ้อมรัก.หนังสือเลี้ยงลูกด้วยสมุนไพร.หน้า 56.สำนักพิมพ์เอเชียบูรพา.


6

โรคต้อกระจก
โรคต้อกระจก เป็นอย่างไร  ก่อนจะรู้ถึงความหมายของต้อกระจกนั้น พวกเราควรทำความรู้จักกับเลนส์ตาหรือที่พวกเราเรียกกันภาษาราษฎรว่า แก้วตา กันก่อน แก้วตาหรือเลนส์ตา (Lens) เป็นเลนส์นูนใสอยู่ข้างหลังม่านตา (มีลักษณะราวกับเลนส์นูนทั่วไปทั้งด้าน หน้ารวมทั้งข้างหลัง มีความครึ้มโดยประมาณ 5 ม.ม. เส้นผ่าศูนย์ กึ่งกลางราว 9 มัธยมมัธยม มีบทบาทดำเนินการร่วมกับกระจกตาในการหักเหแสงสว่างจากวัตถุให้ตกโฟกัสที่หน้าจอประสาทตา ที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการมองมองเห็น
นอกจากนั้นแก้วตายังสามารถเปลี่ยนแปลงกำลังการเบี่ยงเบนได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้สามารถโฟกัสภาพในระยะต่างๆได้ชัดขึ้น นั่นก็คือ ในคนธรรมดาจะแลเห็นชัดทั้งยังไกลรวมทั้งใกล้ ฉะนั้นธรรมชาติก็เลยสร้างแก้วตาให้อยู่ในที่ปลอดภัย โดยอยู่ในใจกึ่งกลางของดวงตาเพื่อไม่ให้ได้รับอันตรายอะไรก็ตามแต่ว่าถึงแม้ว่าแก้วตาจะมิได้รับอันตรายใดๆก็ตามจากภายนอก แม้กระนั้นก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงความเสื่อมถอยภาวะจากอายุที่เพิ่มขึ้นหรือการเช็ดกต้นเหตุที่จะเร่งนำไปสู่ความเสื่อมของแก้วตาได้ ซึ่งเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับเลนส์แก้วตาต่างๆได้ เช่น ต้อกระจก ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม อื่นๆอีกมากมาย สำหรับต้อกระจกนี้
ประการแรกต้องขอให้คำนิยาม หรือความหมายของคำว่า “ต้อกระจก” ซะก่อน ต้อกระจกหมายคือภาวะที่เลนส์ข้างในลูกตาเกิดภาวะขาวขุ่นขึ้นเหตุเพราะสาเหตุอะไรก็ได้ ตามปกติแล้วเลนส์ภายในลูกตามีภาวะใสโปร่งแสงเหมือนกระจกใส มีบทบาทปรับแสงสว่างที่ผ่านเข้าตา ทำให้พวกเราสามารถเห็นภาพวัตถุต่างๆได้เด่นชัด และเมื่อกำเนิด “ต้อกระจก” ก็จะก่อให้ตัวเลนส์ตามีลักษณะขาวขุ่นขึ้น ทึบแสง ไม่ยินยอมให้แสงสว่างผ่านเข้าสู่ลูกตาไปตกกระทบที่หน้าจอประสาทรับภาพ (retina) ได้กระจ่าง ผู้นั้นจึงมองดูอะไรไม่ชัดเจน ตาฝ้า มัว แล้วสุดท้ายถ้าขาวขุ่นเพิ่มมากขึ้น จะมืดแล้วก็ มองดูอะไรไม่เห็นจากตาข้างนั้น ต้อกระจก เป็นโรคที่พบได้บ่อยสำหรับคนวัยแก่ หากปล่อยไว้ไม่ผ่าตัดก็จะก่อให้ตาบอด ถือว่าเป็นปัจจัยอันดับแรกๆของภาวะสายตาทุพพลภาพของคนสูงอายุ
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคต้อกระจก โดยส่วนใหญ่ (ราวๆจำนวนร้อยละ 80) มีต้นเหตุจากภาวะเสื่อมตามวัย คนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีจะเป็นต้อกระจกเกือบทุกราย แต่ว่าอาจเป็นมากน้อยไม่เหมือนกันไป เรียกว่า ต้อกระจกในผู้สูงวัย (senile cataract)  ส่วนน้อย (ราวร้อยละ 20) อาจเป็นเพราะเนื่องจากต้นสายปลายเหตุอื่นๆดังเช่นว่า ต้อกระจกแต่กำเนิด (Congenital Cataract) เด็กอ่อนสามารถเป็นต้อกระจกได้ตั้งแต่ต้นเกิด โดยอาจเกิดได้จากกรรมพันธุ์ การตำหนิดเชื้อ การเกิดอันตรายหรือมีความก้าวหน้าระหว่างอยู่ในครรภ์ไม่ดี เด็กอ่อนที่พบว่าเป็นต้อกระจกโดยกำเนิด ดังเช่นว่า ภาวการณ์กาแล็กโทซีภรรยา โรคเหือด หรือโรคเท้าแสนปมจำพวกที่ 2 ก็บางทีอาจส่งผลให้เกิดการเกิดต้อกระจกประเภทนี้ เด็กเล็กบางบุคคลบางทีอาจแสดงอาการในตอนหลัง โดยมักเป็นทั้งสองข้าง บางคราวต้อกระจกนี้เล็กมากจนไม่มีผลต่อการมองมองเห็น แม้กระนั้นเมื่อพบว่ามีผลเสียต่อการมองมองเห็นจึงจะผ่าออก ต้อกระจกทุติยภูมิ (Secondary Cataract) การผ่าตัดรักษาโรคตาจำพวกอื่นเช่นต้อหิน การป่วยเป็นม่านตาอักเสบ หรือตาอักเสบ อาจเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคต้อกระจกตามมาได้ นอกจากนั้น คนไข้โรคเบาหวาน โรคอ้วน หรือโรคความดันโลหิตสูง การได้รับยาบางประเภท เป็นต้นว่า สเตียรอยด์ ยาขับเยี่ยวบางตัว ก็ถือเป็นกรุ๊ปเสี่ยงเป็นโรคต้อกระจกได้ง่ายเช่นกัน มีสาเหตุจากภาวะแรงชนที่ลูกตา ก็ทำให้เลนส์ตาขวาขุ่นได้ โดยเขพาเมื่อโดนสิ่งมีคมทิ่มทะลุเข้าตา เข้าไปโดนเลนส์ตา เกิดภาวะต้อกระจกได้โดยทันทีด้านใน 1 วัน หรือหากโดนวัตถุไม่มีคมกระแทก ก็อาจจะมีการเกิดต้อกระจกตามมาทีหลังได้ ถ้าเกิดความแรงนั้นมากพอให้เยื่อเลนส์ตาผิดใจกัน มีสาเหตุจากโดนรังสีเอกซเรย์ บริเวณดวงตาอยู่เป็นประจำๆอาทิเช่น พวกที่มีมะเร็งบริเวณเบ้าตา และก็รักษาด้วยรังสี ซึ่งรังสีนี้บางทีอาจลึกลงไปโดนเลนส์ตาทำให้ขุ่นได้ และก็กำเนิดต้อกระจกตามมา  เว้นแต่มูลเหตุต่างๆดังกล่าวมาแล้วข้างต้นแล้ว อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอิทธิพลมาจากอย่างอื่นได้ ดังเช่น ของกินพวกที่มีภาวะทุโภชนา หรือพวกของกินผิดสุขอนามัย ขาดโปรตีน และวิตามินกระตุ้นให้เกิดต้อกระจกได้เร็วกว่าปกติ
ลักษณะของโรคต้อกระจก โรคต้อกระจกนั้นยากที่จะพินิจได้ตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม เนื่องจากว่าจะต้องใช้เวลานานกว่าลักษณะของต้อกระจกจะมากขึ้นจนถึงกระทบต่อการมองเห็น โดยผู้เจ็บป่วยมักมีลักษณะดังนี้

  • อาการเด่นของต้อกระจกเป็น ตาค่อยๆมัวลงอย่างช้าๆโดยไม่มีอาการเจ็บปวด หรือ ตาแดงแต่อย่างใด อาการตามัวจะเป็นมาขึ้นเมื่ออยู่ในที่มีแสงสว่างจ้า เป็นต้นว่า เมื่อออกแดด แต่เห็นเกือบปกติในที่มืดสลัวๆหรือเวลาพลบค่ำ เหตุเพราะเมื่ออยู่ในที่โล่งแจ้งม่านตาจะหดแคบลง ทำให้แสงสว่างที่จะเข้าตาเข้ายากขึ้น ตรงกันข้ามกับเมื่ออยู่ในที่มืด ซึ่งม่านตาจะขยายทำให้แสงเข้าตาได้มากขึ้น ก็เลยเห็นชัดขึ้นในที่มืด
  • ในผู้สูงวัยเวลาอ่านหนังสือจำต้องใช้แว่นตาช่วยปกติอยู่แล้ว แต่ว่าอยู่ๆกับพบว่าอ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องใส่แว่น โน่นเป็นเพราะอาการจากเริ่มมีการเสื่อมของแก้วตาทำให้การเบี่ยงเบนแสงแปลง ก็เลยกลับมาเป็นคนสายตาสั้นเมื่อแก่ (Secondary myopia)
  • ในเด็กๆที่เป็นต้อกระจกบางทีอาจจะบอกหรือบอกไม่ได้ถึงการมองเห็นก็แค่จะดูได้ว่าเด็กจะมองดู จับหรือเล่นของเด็กเล่นไม่ถนัด ตาอาจแกว่งไปมา หรือเฉไปทางไปทางใดทางหนึ่งได้
  • แลเห็นภาพซ้อน หรือ เห็นแสงกระจัดกระจาย
  • เห็นภาพเป็นสีเหลืองหรือซีดเผือดจางลงกว่าที่สายตาคนธรรมดามองเห็น
  • จะต้องใช้แสงไฟมากขึ้นสำหรับเพื่อการอ่านหนังสือหรือกิจกรรมที่จะต้องใช้สายตา
ภาวะแทรกซ้อนของต้อกระจก

  • เมื่อต้อสุกและไม่ได้รับการผ่าตัดจะทำให้ตาบอดสนิท
  • ในบางรายแก้วตาบางทีอาจบวมหรือหลุดลอยไปอุดกั้นทางระบายของเหลวในลูกตา ทำให้เกิดความดันข้างในลูกตาสูงขึ้น จนกระทั่งแปลงเป็นต้อหินได้
  • คนไข้จะสามารถมีลักษณะปวดตาอย่างรุนแรงได้


แนวทางการรักษาโรคต้อกระจก แพทย์จะวิเคราะห์พื้นฐานด้วยการตรวจเจอแก้วตา (เลนส์ตา) ขุ่นขาว เวลาใช้ไฟส่องตาผู้เจ็บป่วยจะรู้สึกตาฟาง การใช้เครื่องส่องตา (ophthalmoscope) ตรวจตาจะไม่เจอปฏิกิริยาสะท้อนสีแดง (red reflex)
ถ้าเกิดไม่แน่ใจ หมอจำต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือพิเศษตรวจอย่างละเอียดลออ บางทีอาจจึงควรวัดความดันดวงตา (เพื่อแยกออกมาจากโรคต้อหินที่จะพบความดันดวงตาสูงขึ้นมากยิ่งกว่าปกติ) และตรวจพิเศษอื่นๆอย่างเช่น

  • การตรวจวัดสายตา (Visual Acuity Test) การประมาณความสามารถการมองเห็นในระยะต่างๆโดยให้อ่านชุดตัวหนังสือ เมื่อทดลองตาข้างอะไรก็ตามอีกข้างจะถูกปิดไว้ วิธีการแบบนี้เป็นการประเมินว่าคนเจ็บมีความผิดปกติทางสายตาให้มองเห็นหรือเปล่า
  • การทดลองโดยขยายรูม่านตา (Retinal Eye Exam) ทำได้ด้วยการหยดยาลงที่ตาเพื่อให้รูม่านตาเปิดกว้างขึ้น แล้วใช้เลนส์ขยายแบบพิเศษตรวจทานหน้าจอประสาทตาแล้วก็เส้นประสาทตาเพื่อใส่ความผิดปกติของตา ข้างหลังการตรวจนี้ ดวงตาของผู้ป่วยมองเห็นในระยะใกล้เลือนลางเป็นเวลาหลายชั่วโมง
  • การตรวจโดยใช้กล้องตากล้องจุลทรรศน์ประเภทลำแสงแคบ (Slit Lamp Examination) คือการใช้กล้องที่มีความเข้มของลำแสงสูงแล้วก็บางพอที่จะส่องกระจกตา ม่านตา เลนส์แก้วตา รวมทั้งพื้นที่ว่างระหว่างม่านตาและก็กระจกตา ช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นโครงสร้างที่เป็นส่วนเล็กได้อย่างสะดวก


เพราะโรคต้อกระจกไม่มียาที่ใช้กิน หรือหยอดอะไรก็ตามที่ช่วยแก้ลักษณะของต้อกระจกได้ ระยะเริ่มต้นๆของโรคต้อกระจกสามารถทุเลาได้ด้วยการตัดแว่นสายตาใหม่ สวมแว่นตาดำร้องไห้สะท้อน หรือการใช้เลนส์ขยายจวบจนกระทั่งต้อกระจกจะเริ่มกระทบต่อการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน ก็เลยจะกระทำการผ่าตัด ในอดีตมักรอคอยให้ต้อกระจกสุกก็เลยทำการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงเลนส์ แต่ตอนนี้มักนิยมรักษาโดยการสลายต้อกระจกแม้กระนั้นเนิ่นๆคือเมื่อปัญหาตามัวนั้นทำให้เป็นอุปสรรคกับการดำนงชีพของคนไข้ก็ควรรับการดูแลและรักษา เพราะการรอคอยต้อกระจกสุก จะก่อให้การดูแลรักษาด้วยการสลายต้อทำเป็นยาก รวมทั้งยังอาจจะส่งผลให้กำเนิดโรคตาอื่นสอดแทรก ดังเช่น ต้อหิน ซึ่งอาจก่อให้ทำให้เป็นอันตรายเยอะขึ้นได้
ในปัจจุบันการดูแลรักษาต้อกระจกมีเพียงแต่วิธีเดียว คือ การผ่าตัดเอาเลนส์ตาที่ขุ่นออกและก็ใส่เลนส์ตาเทียมเข้าไปแทนที่ในขณะนี้การผ่าตัดต้อกระจกมีความปลอดภัยสูงใช้เวลาสำหรับการผ่าตัดไม่นาน และไม่ต้องนอนโรงพยาบาลข้างหลังผ่าตัด
กระบวนการผ่าตัดที่นิยมในขณะนี้มี 3 แนวทาง

  • การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
  • การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงร่วมกับการใช้เฟมโตเชคเคินเลเซอร์ (Femtosecond Laser assisted Cataract Surgery)
  • การผ่าตัดนำเลนส์ตาออกก้อน (Extracapsular cataract extraction) ซึ่งวิธีการแบบนี้ใช้ในกรณีที่เลนส์ตาแข็งมากๆ

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต้อกระจก

  • อายุ – เป็นสาเหตุหลักส่วนมากที่ส่งผลให้เกิดโรคต้อกระจกมากยิ่งกว่า 80% โดยเฉพาะในคนแก่กว่า 60 ปีขึ้นไป เนื่องจากามือเสื่อมตามวัย เพราะเหตุว่าเลนส์ที่อยู่ในตาเรานั้นต้องถูกใช้งานรับแสงมานานเท่ากับอายุของตัวเราจึงมีการย่อยสลายได้
  • แสงสว่าง UV – การทำงานบางชนิดโดยไม่ใส่หน้ากากคุ้มครองป้องกันแสงสว่างหรือรังสีเข้าตา ยกตัวอย่างเช่นเวลาเชื่อมเหล็ก ก็สามารถทใด้เกิดโรคต้อกระจกได้
  • โรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับตา – การต่อว่าดเชื้อในตา ม่านตาอักเสบ ก็เป็นอีกต้นสายปลายเหตุหนึ่งของโรคต้อกระจก
  • การถูกกระทบกระแทกรอบๆตาอย่างรุนแรง
  • โรคประจำตัวบางจำพวกดังเช่นว่า โรคเบาหวาน ที่ทำให้เป็นโรคต้อกระจกเร็ววกว่าปกติ
  • การทานยาจำพวก ateroid
  • ทารกที่ติดโรคจาก มีแม่มีการติดเชื้อโรคเหือดในตอน 3 เดือนแรกของการมีท้อง


การติดต่อของโรคต้อกระจก โรคต้อกระจกเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากเลนส์ตาหรือแก้วตา ย่อยสลายจากนานัปการต้นสายปลายเหตุทำให้มีลักษณะขุ่นขาวทึบแสงได้ผลสำเร็จให้แสงสว่างผ่านเข้าไปสู่ลูกตาได้น้อย จึงกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการมองเห็นภาพฝ้าฟางมากยิ่งขึ้นจนไม่เห็นสุดท้าย ซึ่งเป็นโรคที่ไม่ได้มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคต้อกระจก

  • ถนอมสายตาด้วยการสวมใส่แว่นตากันแดดหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดแรง
  • เข้ารับการตรวจรักษาจากหมอรักษาสายตาแต่เนิ่นๆเพื่อจะได้ทำมือรักษาได้อย่างทันการไม่ให้อาการแย่ลงจนไม่สามารถที่จะรักษาได้
  • ทำตามแพทย์สั่งแล้วก็ไปตรวจตามนัดอย่างเคร่งครัด
  • รักษาสุขภาพอนามัยให้แข็งแรง หมั่นบริหารร่างกาย พักให้พอเพียง ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ครบทั้ง 5 กลุ่ม
  • หลังจากผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาแล้วคนไข้ควรนอนพักให้สูงที่สุด แล้วก็ลุกขึ้นยืนเดินเท่าที่มีความจำเป็นเพียงแค่นั้นและควรจะเลี่ยงการทำงานหนัก การยกของหนักหรือกระเทือนมากมาย การออกกำลังกายอย่างหนัก รวมถึงการไอหรือจามแรงๆเป็นเวลาราว 2-3 สัปดาห์ หรือกระทั่งแผลจะหายดี
การปกป้องคุ้มครองตัวเองจากโรคต้อกระจก

  • ควรสวมแว่นกันแดดเมื่ออยู่ที่โล่งแจ้ง ป้องกันแสง UV ที่เป็นเหตุกระตุ้น
  • ควรจะพบจักษุแพทย์เมื่อมีลักษณะไม่ปกติทางตาและไม่ควรจะซื้อยาหยอดตามาใช้เอง โดยเฉพาะยาที่มีส่วนประกอบของ Steroids
  • ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำทุกปี ในคนที่เป็นโรคเบาหวาน หรือ เมื่อท่านแก่ 40 ปีขึ้นไป
  • ผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลบให้อยู่ในระดับปกติ
  • หลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุกับดวงตา หรือใส่เครื่องปกป้องเวลาทำงานที่เสี่ยงตอการกระทบกระแทกดวงตา
  • เมื่อมีการใช้สายตาติดต่อกันนาน จะต้องมีการพักสายตา
  • รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ อุดมไปด้วยค่าทางโภชนาการ มีวิตามิน แล้วก็มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีในผักและก็ผลไม้หลากสี ได้แก่ มะเขือเทศ แครอท ฟักทอง กล้วย ผลไม้เชื้อสายเบอปรี่
  • หลบหลีกการสูบยาสูบ แล้วก็ดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์
  • นอนหลับพักให้พอเพียง


สมุนไพรที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก  จากการศึกษาเล่าเรียนค้นคว้าข้อมูลการค้นคว้าวิจัยพบว่า สมุนไพรไทยหลายประเภทสามารถคุ้มครองปกป้องโรคต้อกระจกได้ โดยเฉพาะในสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ตัวอย่างเช่น ขมิ้นชัน แล้วก็ฟักข้าว โดยในขมิ้นชัน มีสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญเป็นเคอร์คิวไม่นอยด์ (curcuminoid) แล้วก็อุดมไปด้วยวิตามินรวมทั้งธาตุหลายชนิด อาทิเช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี วิตามินอี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และเกลือแร่ต่างๆรวมถึงเส้นใย คาร์โบไฮเดรตแล้วก็โปรตีน ฯลฯ ด้วยเหตุนี้ ขมิ้นชันจึงมีสรรพคุณสำหรับในการช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และก็สามารถรักษาอาการและก็โรคต่างๆได้หลากหลายประเภท
ส่วนฟักข้าวนั้น มีสารต้านทานอนุมูลอิสระสำคัญ คือ ไลโคตะกาย (lycopene) โดยในเยื่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าวมีไลวัวพีนสูงขึ้นยิ่งกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า ที่สามารถช่วยสำหรับในการบำรุงแล้วก็รักษาสายตา คุ้มครองปกป้องโรคเกี่ยวกับดวงตา โรคต้อกระจก และก็ประสาทตาเสื่อม และก็ตาบอดค่ำคืนได้ ทั้ง ยังมีงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่า ไลวัวปีนป่ายและเคอร์คิวไม่นอยด์ ยังช่วยป้องกันต้อกระจกที่เกิดจากเบาหวานได้อีกด้วยยิ่งกว่านั้นยังมีสมุนไพรอีกหลากหลายประเภทซึ่งสามารถคุ้มครองปกป้องโรคต้อกระจกได้ ตัวอย่างเช่น มะขามป้อม มะขามป้อมจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก ซึ่งจากการศึกษาเล่าเรียนพบว่า วิตามินซีมีบทบาทในการคุ้มครองป้องกันการเกิดต้อกระจก โดยการทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ แล้วก็กรองรังสียูวีให้เลนส์ตา เว้นแต่มะขามป้อมแล้ว ยังมีผลไม้อื่นๆที่มีวิตามินซีสูง ดังเช่น ฝรั่ง มะปราง มะละกอ มะกอก ส้ม มะขาม ลูกหว้า เป็นต้น นอกจากสมุนไพรพนาลัยแล้ว สมุนไพรต่างชาติที่มีการสรรพคุณบำรุงและก็คุ้มครองป้องกันโรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับตาได้อย่างดีเยี่ยม ดังเช่นว่า
Ginseng หรือโสม เป็นรากของ Panax ginseng มี สารสำคัญคือ ginsennosides ซึ่งเป็น steroidal saponin มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลากหลายประเภท ตัวอย่างเช่น antiapoptotic, anti-inflammatory, antioxidant จากการทดลองทางคลินิกในผู้เจ็บป่วยที่เป็นต้อหิน พบว่า โสมแดงเกาหลีสามารถเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังจอตา จึงน่าจะเป็นผลดีในลักษณะการป้องกันโรคต้อหิน นอกจากนี้สาร Rb1 รวมทั้ง Rg3 ยังมีฤทธิ์ยั้ง TNF-alpha จึงน่าจะเป็นผลดีสำหรับการปกป้องโรคหน้าจอประสาทตาเสื่อมด้วย เหตุเพราะการอักเสบเป็นต้นเหตุหนึ่งของโรคนี้ การทดสอบในหนูแปลว่าโสมสามารถลดการเสื่อมของจอตาในหนูที่ถูกรั้งนำให้เป็นโรคเบาหวานได้ ลดผลที่เกิดขึ้นมาจากการเหนี่ยวนำหนูให้เป็นต้อกระจกด้วย selenite ได้ ด้วยเหตุดังกล่าวโสมก็เลยเป็นสมุนไพรที่น่าดึงดูดสำหรับการคุ้มครองปกป้องโรคตาทั้ง 4หมายถึงโรคต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม และภาวะโรคเบาหวานขึ้นเรตินา
Gingko Biloba Extract (GBE) คือสารสกัดจากใบของต้นแป๊ะก๊วย (Ginkgo biloba) ในใบมีสารสำคัญสองกรุ๊ปคือ เฟลโม้นอยด์และเทอร์พีนอยด์ GBE เป็นอาหารเสริมที่นิยมเยอะที่สุดในยุโรปแล้วก็อเมริกามีฤทธิ์คุ้มครองปกป้องการทำลายจากอนุมูลอิสระ รวมทั้งคุ้มครองปกป้อง lipid peroxidation จากการทดสอบพบว่า GBE สามารถป้องกันการเสื่อมของ mitochondria ปกป้องการเสื่อมของ optic nerve ก็เลยสามารถป้องกันตาบอดในคนเจ็บโรคต้อหิน และก็ ผู้ป่วยเรตินาเสื่อมได้ และก็สามารถลดการหลุดของเรตินา (retinal detachment) ได้ GBE ก็เลยมีประโยชน์ในกรณีคุ้มครองปกป้องและก็รักษาโรคต้อหินรวมทั้งโรคที่เกี่ยวพันกับเรตินา
Danshen ชื่อสามัญคือ Asian Red Sage หรือตังเซียม หรือตานเซิน (Salvia miltiorrhiza) ส่วนที่ใช้เป็นราก ในหนังสือเรียนยาใช้เป็นยากระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ใช้รักษาฝี สารสำคัญคือ salvianoic acid B เป็นสารพอลีฟีนอลิกละลายน้ำรวมทั้งเป็น antioxidant ที่มีฤทธิ์แรงและก็ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบในเป็นเบาหวานจะกำเนิดอาการอักเสบและดกขึ้นของผนังเส้นเลือดฝอยทำให้ อนุมูลอิสระไม่สามารถถูกกำจัดออกไปได้จึงไปทำลายเซลล์ประสาทตา เมื่อทดสอบฉีดตังเซียมเข้าไปที่เนื้อเยื่อเรตินาที่ขาดออกสิเจนในหนูที่เป็นเบาหวานพบว่าสามารถคุ้มครองป้องกันการสูญเสียการมองมองเห็นได้ การทดลองทางคลินิกในคนเจ็บโรคต้อหินพบว่า ตังเซียมสามารถคงสภาพลานสายตา (visual field) ในผู้เจ็บป่วยระยะกึ่งกลางแล้วก็ระยะปลายได้ โดยเหตุนั้น ตังเซียมก็เลยมีสาระกับผู้เจ็บป่วยโรคตาที่เกี่ยวพันกับ oxidative stress อาทิเช่น จอประสาทตาเสื่อม สภาวะโรคเบาหวานขึ้นจอตา รวมทั้งต้อกระจก แล้วก็มีรายงานการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยของ ดร.พอล จาคส์ (Paul Jacques) กรรมการเกษตรสหรัฐฯพบว่า คนอเมริกันที่กินผักรวมทั้งกินผลไม้เป็นประจำมีโอกาสกำเนิดต้อกระจกน้อยกว่าผู้ไม่บริโภคผักแล้วก็ผลไม้ถึง 4 เท่าครึ่ง รวมทั้งผู้ที่ไม่รับประทานผักและผลไม้เลยจะเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกเยอะขึ้นถึง 6 เท่า นอกนั้นยังพบว่าคนที่มีระดับวิตามินซีในเลือดต่ำ จะเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆถึง 11 เท่า ส่วนผู้ ที่หรูหราสารแคโรทีนอยด์ในเลือดต่ำจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นไปถึง 7 เท่า
เอกสารอ้างอิง

  • โรคต่อกระจก.แผ่นพับประชาสัมพันธ์.หน่วยตรวจโรคจักษุฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช.2560.
  • ต้อกระจก (Cataract) . บทความเผยแพร่.ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
  • นพ.สุรพงษ์ ดวงรัตน์.ต้อกระจก.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่70.คอลัมน์โรคตา.กุมภาพันธ์2529
  • Sastre J, Lloret A, Borris C et al, Ginkgo biloba extract EGb 761 protects against mitochondrial aging in the brain and in the liver, Cell and Molecular Biology, 2002;48(6):685-692.
  • รศ.ดร.ภญ.อ้อมบุญ วัลลิสุต สมุนไพรและสารธรรมชาติบำรุงตา.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • ต้อกรระจก-อาการ.สาเหตุ.การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “ต้อกระจก (Cataract)” .(นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).หน้า950-952.
  • Kim NR, KimJH, and Kim CY, Effect of Korean red ginseng supplementation on ocular blood flow in patients with glaucoma, Journal of Ginseng Research, 2010;34(3);237- 245.
  • Janssens D, Delaive E, Remacle J, and Michiels C, Protection by bilobalide of the ischaemia-induced alterations of the mitochondrial respiratory activity, Fundamental and Clinical Pharmacology, 2000;14(3):193-201.
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ต้อกระจก.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กุมภาพันธ์2553
  • Cho JY, Yoo ES, Baik KU, Park MH, and Han BH, In vitro inhibitory effect of protopanaxadiol ginsenosides on tumor necrosis factor (TNF)-alpha production and its modulation by known TNF-a antagonists, Planta Medica, 2001;67(3):213-218.
  • ผศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงค์กิตติรักษ์.ต้อกระจก.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่390.คอลัมน์รักษ์”ดวงตา”.ตุลาคม.2554
  • Sen S, Chen S, Wu Y, Feng B, Lui EK, and Chakrabarti S, Preventive effects of North American ginseng (Panax quinquefolius) on diabetic retinopathy and cardiomyopathy, Phytotherapy Research, 2012;27(2):290-298.
  • Wu ZZ, Jiang JY, Yi YM, and Xia MT, Radix Salvia miltiorrhizae in middle and late stage glaucoma, Chinese Medical Journal, 1983;96(6):445-447.
  • Zhang L, Dai SZ, Nie XD, Zhu L, Xing F, and Wang LY, Effect of Salvia miltiorrhiza on retinopathy, Asian Pacific Journal of Tropical Medicine, 2013;6(2):145-149.
  • Lee SM, Sun JM, Jeong JH et al, Analysis of the effective fraction of sun ginseng extract in selenite induced cataract rat model, Journal of the Korean Ophthalmological Society, 2010;51:733-739.
  • Chen Y, Lin S, Ku H et al, Salvianolic acid B attenuates VCAM-1 and ICAM-1 expression in TNF-alpha-treated human aortic endothelial cells, Journal of Cellular Biochemistry,2001;82(3):512-521.


7

โรคไมเกรน (Migraine)
โรคไมเกรนคืออะไร โรคไมเกรนมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เป็นต้นว่า โรคปวดศีรษะไมเกรน , โรคปวดศรีษะด้านเดียว , โรคลมตะกัง เป็นต้น  โรคไมเกรนเป็นโรคที่ส่งผลให้เกิดลักษณะของการปวดศีรษะเรื้อรังชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่สำคัญเป็น อาการปวดศีรษะนั้นชอบปวดฝ่ายเดียว หรือเริ่มปวดข้างเดียวก่อนแล้วจึงปวดทั้งสองข้าง และแต่ละครั้งที่ปวดมักจะย้ายข้างไปๆมาๆหรือย้ายตำแหน่งได้  แม้กระนั้นบางครั้งอาจจะปวดทั้งสองข้างขึ้นมาพร้อมๆกันตั้งแต่ต้น  ลักษณะของการมีอาการปวดชอบปวดตุ๊บๆเป็นช่วงๆแม้กระนั้นก็มีบางทีที่ปวดแบบตื้อๆส่วนใหญ่จะปวดรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมากมาย  โดยจะเบาๆปวดเพิ่มมากขึ้นที่ละน้อยจนตราบเท่าปวดรุนแรงเต็มกำลังแล้วจึงค่อยๆบรรเทาลักษณะของการปวดลงจนถึงหาย  ช่วงเวลาที่ปวดศีรษะก็ชอบมีลักษณะอาการอ้วกหรือคลื่นไส้ร่วมด้วย   ระยะเวลาปวดมักจะนานหลายชั่วโมง แต่ว่าโดยมากจะนานไม่เกิน 1 วัน ในบางรายอาจจะมีอาการเตือนเอามาก่อนหลายนาที  เช่น สายตาขุ่นมัว หรือ เห็นแสงกระพริบๆลักษณะของการปวดนั้นไม่เลือกเวลา บางรายบางครั้งก็อาจจะปวดมากยิ่งกว่าเดิมลางดึกดื่น หรือปวดตั้งแต่ตื่นขึ้นมา บางรายก็ปวดตั้งแต่ก่อนนอนตราบจนกระทั่งตื่นนอนยามเช้าก็ยังไม่หายปวดเลยก็ได้
            อาการปวดหัวไมเกรนต่างจากอาการปวดศีรษะปกติตรงที่ว่า ลักษณะของการปวดหัวธรรมดามักจะปวดทั่วทั้งหัว จำนวนมากเป็นลักษณะของการปวดทื่อๆที่ไม่รุนแรงนัก รวมทั้งมักจะไม่มีอาการอื่น ยกตัวอย่างเช่น คลื่นไส้ร่วมด้วย  ส่วนมากจะหายได้เองเมื่อได้นอนสนิทไปพักใหญ่ ผู้เจ็บป่วยโรคนี้ส่วนมากเป็นสตรี โดยเฉลี่ยพบว่า เพศหญิงราวๆ 15% จะเป็นโรคนี้ ใน ตอนที่เพศชายเจอเป็นโรคนี้เพียงราว 6% โดยมีอัตราการเป็นโรคไมเกรนสูงสุดในสตรีและในเพศชายอยู่ที่ช่วงอายุ 30 -40 ปี ดังนี้แทบไม่พบคนไข้ที่มีลักษณะปวดหัวไมเกรนเป็นครั้งแรกเมื่ออายุเลย 50 ปีไปแล้ว
ยิ่งไปกว่านี้ผู้ป่วยโรคปวดหัวไมเกรน มักมีประวัติคนภายในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วย แต่เดี๋ยวนี้โรคนี้มียาที่สามารถรักษาบรรเทาอาการ แล้วก็ยาที่ปกป้องอาการกำเริบของโรค มีการทำนองว่าใน 24 ชั่วโมง ทั่วทั้งโลกจะมีคนเจ็บที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนประมาณ 3,000 คนต่อประชากร 1 ล้านคน โดยพบอัตราเป็นโรคนี้สูงสุดในคนอเมริกาเหนือ รองลงมาเป็นคนอเมริกากึ่งกลาง อเมริกาใต้ ยุโรป ทวีปเอเชีย และแอฟริกา                                                                             
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคไมเกรน มูลเหตุที่แท้จริงของไมเกรนยังไม่รู้กระจ่างแจ้ง แต่ว่ามีการคาดคะเนว่ามีความข้องเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในการดำเนินการของระบบประสาทรวมทั้งเส้นเลือดในสมองเกิดขึ้นจากความเคลื่อนไหวของสารเคมีในสมองที่มีชื่อว่า ซีโรโทนิน หรือ serotonin (ซึ่งพบว่ามีจำนวนลดลงขณะที่มีลักษณะกำเริบเสิบสาน) แล้วก็สารเคมีในสมองกลุ่มอื่นๆตัวอย่างเช่น โดปามีน  ทำให้เกิดการอักเสบของเส้นใยประสาทสมองเส้นที่ ๕ ที่ เลี้ยงใบหน้าและก็หัว รวมทั้งทำให้เส้นเลือดแดงทั้งในและก็นอกกะโหลกศีรษะมีการอักเสบ แล้วก็มีการหดและก็ขยายตัวแตกต่างจากปกติ เส้นโลหิตในกะโหลกจะมีการหดตัวทำให้เปลือกสมองมีเลือดไปเลี้ยงลดน้อยลง ส่วนเส้นเลือดนอกกะโหลกศีรษะมีการขยายตัว ทั้งหมดทั้งปวงนี้ทำให้เกิดอาการแสดงต่างๆของโรคไมเกรน
ตอนนี้พบว่าโรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบว่าราวร้อยละ ๖๐-๗๐ ของคนที่เป็นไมเกรน   มีประวัติว่าพี่น้องประชาชนเป็นโรคนี้ด้วย ส่วนมูลเหตุกำเริบของไมเกรนนั้น คนเจ็บมักพูดได้ว่า แต่ละครั้งที่มีลักษณะอาการปวดศีรษะจะมีสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นหรือเหตุกำเริบเสิบสานกระจ่างแจ้ง ซึ่งแต่ละคนอาจมีเหตุกำเริบที่นาๆประการ และก็ชอบมีได้หลายๆอย่างภายในการกำเริบครั้งเดียวเหตุกำเริบที่พบได้บ่อยๆได้แก่

  • มีแสงสว่างจ้าเข้าตา เป็นต้นว่า ออกกลางแดดแรงๆแสงสว่างจ้า แสงสว่างกะพริบ แสงสีระยิบในโรงมหรสพหรือสถานเริงรมย์
  • การใช้สายตาเพ่งมองอะไรนานๆเป็นต้นว่า หนังสือ หรือกล้องจุลทรรศน์ เย็บผ้า
  • การอยู่ในที่ที่มีเสียงดังจอแจ อาทิเช่น ตลาดนัด หรือเสียงอึกทึก
  • การสูดดมกลิ่นฉุนๆดังเช่น กลิ่นสี กลิ่นน้ำมันรถ กลิ่นน้ำหอม กลิ่นสารเคมี ควันที่เกิดจากบุหรี่
  • การดื่มกาแฟมากมายๆก็บางทีอาจกระตุ้นให้ปวดได้
  • ยานอนหลับ สุรา เบียร์สด ไวน์ ถั่วต่างๆกล้วย นมเปรี้ยว เนยแข็ง ช็อกโกแลต ตับไก่ ไส้กรอก อาหารทะเล อาหารทอดน้ำมัน ผงชูรส น้ำตาลเทียม สารกันบูด ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ล้วนกระตุ้นทำให้ปวดได้
  • การอยู่ในที่ร้อนหรือเย็นเกินความจำเป็น เป็นต้นว่า อากาศร้อน หรือหนาวจัด
  • การเลิกนอน (นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ) หรือนอนมากเหลือเกิน การนอนตื่นสาย
  • การอดข้าว รับประทานข้าวไม่ถูกเวลา หรือรับประทานอิ่มจัด เชื่อว่าเกี่ยวกับภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งกระตุ้นให้ปวดหัวได้ บางทีพบว่า คนไข้ไมเกรนเมื่อเป็นโรคโรคเบาหวาน (มีน้ำตาลในเลือดสูง) อาการปวดจะหายไป
  • การนั่งรถยนต์ นั่งเรือ หรือนั่งเรือบิน
  • การเป็นไข้ ยกตัวอย่างเช่น ตัวร้อนจากหวัด ไข้หวัดใหญ่
  • การบริหารร่างกายกระทั่งเมื่อยล้าเกินไป
  • ร่างกายเหนื่อยล้า
  • การเช็ดกกระแทกแรงๆที่ศีรษะ (อาทิเช่น การใช้ศีรษะโหม่งบอลหรือตะกร้อ) ก็อาจก่อให้ปวดหัวในทันที
  • อิทธิพลของฮอร์โมนเพศสำหรับคนเจ็บหญิง ส่งผลต่อการเกิดอาการไมเกรนอย่างมาก เป็นต้นว่า บางรายมีลักษณะปวดเฉพาะเวลาใกล้จะมีหรือมีเมนส์ และมีไม่น้อยที่หายปวดไมเกรนขณะตั้งครรภ์ ๙ เดือน (มีฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนสูง) บางรายกินยาเม็ดคุมกำเนิด (มีฮอร์โมนเอสโตรเจน) ทำให้ปวดบ่อยมากขึ้น พอหยุดกินยาก็
  • ความเคร่งเครียดทางอารมณ์ คิดมาก อารมณ์ขุ่นหมอง ตื่นเต้น สะดุ้ง
ซึ่งในสมัยก่อนมีการศึกษาและทำการค้นพบทฤษฏีที่เกี่ยวกับการเกิดอาการของไมเกรนคือ

  • แนวความคิดเกี่ยวกับหลอดเลือด (Vascular theory) แนวคิดนี้ถูกคิดขึ้นมาในตอนปี พุทธศักราช 2483 โดย Wolff (หมอชาวอเมริกัน) ซึ่งอธิบายว่า อาการนำก่อนปวดศีรษะประเภทออรา (มีลักษณะอาการนำ) เกิดจากเส้นเลือดในสมองมีการหดตัว แล้วก็เมื่อหลอดเลือดที่หดตัวขยายตัวออก จะทำให้มีลักษณะปวดหัวตามมา โดยหลักฐานช่วยเหลือคือ เจอเส้นโลหิตนอกกะโหลกศีรษะมีการขยายตัวและเต้นตุ้บๆแล้วก็การให้ยาช่วยทำให้หลอดเลือดหดตัว ทำให้อาการปวดศีรษะดีขึ้น ส่วนการให้ยาที่ขยายหลอดเลือด ทำให้อาการปวดศีรษะร้ายแรงขึ้น


แต่ ทฤษฎีนี้ไม่สามารถอธิบายอาการนำก่อนปวดหัวจำพวกไม่มีออรา (ไม่มีอาการนำ) และก็อาการร่วมที่เกิดระหว่างไมเกรนว่าเกิดได้ยังไง นอกเหนือจากนี้ ยาบางตัวซึ่งไม่มีผลสำหรับเพื่อการหดตัวของเส้นโลหิต แต่ก็สามารถทุเลาอาการปวดหัวไมเกรนได้ แล้วก็การตรวจภาพหลอดเลือดสมองก่อนกำเนิดอาการและระหว่างเกิดอาการ ก็ไม่สนับสนุนแนวคิดนี้ โดยเหตุนั้นปัจจุบันนี้แนวคิดนี้จึงไม่ค่อยเป็นที่ยอบรับ

  • ทฤษฎีเกี่ยวกับเซลล์ประสาท เส้นเลือด รวมทั้งสารสื่อประสาทด้วยกัน (Neurovascu lar theory) Leao (แพทย์ชาวบราซิล) เป็นผู้เสนอทฤษฎีนี้ในปี พ.ศ. 2487 ซึ่งอธิบายว่า เซลล์ประ สาทในสมองบางตัวมีการตื่นตัว แล้วก็ปล่อยสารสื่อประสาท (สารเคมีที่มีบทบาทส่งต่อสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาท) กระตุ้นเซลล์ประสาทใกล้เคียงให้ตื่นตัว รวมทั้งส่งต่อสัญญาณไปเรื่อยๆการที่เซลล์ประสาทถูกกระตุ้นนี้ นำมาชี้แจงการเกิดอาการนำก่อนจะมีการปวดหัวของคนไข้ได้ ส่วนอาการปวดหัวของผู้เจ็บป่วยชี้แจงได้จาก เมื่อเซลล์ประสาทถูกกระตุ้นไปเรื่อยๆกระทั่งไปกระ ตุ้นกลุ่มเซลล์ประสาทเฉพาะชนิดหนึ่ง เรียกว่า Trigerminal nucleus ซึ่งจะปล่อยสารเคมีหลายประเภทที่ส่งผลส่งผลให้เกิดลักษณะของการปวดไปสู่เส้นเลือด นอกจากสารเคมีกลุ่มนี้ก่อเกิดลักษณะของการปวดแล้ว ยังส่งผลทำให้ หลอดเลือดขยายตัวอีกด้วย จากแนวคิดเหล่านี้ มีผู้ค้นพบเพิ่มเติมอีกถัดไปอีกเพียบเลยในขณะนี้


อาการโรคไมเกรน เมื่อเกิดอาการปวดหัวข้างเดียว หลายๆท่านเข้าใจว่าเป็นโรคปวดไมเกรน เพราะว่าเราเคยเรียกโรคปวดไมเกรนกันว่า โรคปวดศีรษะด้านเดียว จึงทำให้รู้ผิดมีความรู้สึกว่าหากมีลักษณะอาการปวดหัวด้านเดียวหมายความว่าเป็นไมเกรน   โดยความเป็นจริงอาการปวดไมเกรนนั้นไม่จำเป็นต้องปวดหัวเพียงฝ่ายเดียว บางทีอาจปวดสองข้างก็ได้ ในทางตรงกันข้าม ลักษณะของการปวดหัวด้านเดียวบางทีอาจไม่ใช่ไมเกรนก็ได้   โดยลักษณะโรคไมเกรนได้ผลสำเร็จจากการขยายและหดของเส้นโลหิตที่กะโหลกศีรษะ โดยมักมีลักษณะอาการนำ (aura) ก่อนลักษณะของการปวด แต่ปัจจุบันพบว่าอาจไม่มีอาการนำก็ได้  ที่สามารถแบ่งลักษณะโรคไมเกรนเป็น 4 ขั้น เป็นต้นว่า ระยะอาการนำ (Premonitory Symptom แล้วก็ Singn) ระยะอาการเตือน (Aura phase) ระยะปวดศีรษะ (Headache) รวมทั้งระยะหายปวด    (Postdrome) ซึ่งคนป่วยอาจไม่แสดงอาการในทุกขั้นก็ได้

อาการรวมทั้งอาการแสดงของ ไมเกรน แบ่งออกเป็นระยะต่างๆดังต่อไปนี้

  • ระยะอาการนำ (Premonitory symptom แล้วก็ singn) มีอาการและอาการแสดงทางสมอง ซึ่งแสดงออกในรูปของความไม่ดีเหมือนปกติของรูปแบบการทำงานของสมองแบบปกติ ความแปลกของระบบทางเดินอาหาร เท่าเทียมของน้ำในร่างกาย รวมทั้งอาการทางกล้าม ซึ่งปรากฎการณ์นี้ เจอโดยประมาณ 40% ของคนไข้ไมเกรน อาการกลุ่มนี้มักเอามาก่อนโดยประมาณ 3 ชั่วโมงก่อนกำเนิดลักษณะของการปวดศีรษะและอาจกำเนิดเร็วใน 1 ชั่วโมง หรือกำเนิดก่อนนานถึง 2 วัน อาการพวกนี้มีอาการแสดงทางด้านจิตใจ อาการทางระบบประสาทและการเปลี่ยนแปลงในระบบอื่นๆของร่างกาย ได้แก่ สมาชิเสีย อารมณ์อารมณ์เสีย เก็บตัว ทำอะไรคล่องแคล่ว ทำอะไรซ้ำซาก คิดช้าทำช้า หรือทำอะไรงุ่มงาม ครั้งคราวอารมณ์ไม่ดี ผู้เจ็บป่วยอาจมีหาวบ่อย ง่วงงุนมากทนต่อแสงเสียงไม่ค่อยได้ ผิวหนังบางทีอาจไวต่อความรู้สึกทนต่อการสัมผัสไม่ได้ นอนมาก อ่อนเพลียง่าย บอกไม่ชัด คิดคำพูดไม่ออก กล่าวน้องลง กล้ามเนื้อคออาจตึง มีลักษณะอาการอ่อนล้าทั่วไป รู้สึกหนาวจะต้องห่มผ้าห่ม หน้าซีด ขอบตาคล้ำ หนังตาหนักๆหรือตาลึก อาการทางเดินอาหารก็มีได้ทั้งยังอยากอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งของที่มีรสหวาน เบื่ออาหาร อึหลายครั้ง ท้องผูก ท้องเฟ้อ เจ็บท้อง อาการอื่นๆเป็นต้นว่า ปัสสาวะบ่อยครั้ง อยากกินน้ำ บวมก็เลยทำให้เชื่อว่าไมเกรน น่าจะเป็นปรากฎการณ์ของการเปลื่ยนแปลงทางชีวเคมีในเซลล์ประสาทรวมทั้งความเคลื่อนไหวทางเส้นเลือดในระยะปวดศีรษะเป็นปรากฎการณ์ที่ตามมาคราวหลัง
  • ระยะอาการเตือน (Aura phase) เป็นอาการทางระบบประสาทเฉพาะที่ซึ่งกำเนิดก่อนอาการปวดหัวราว 30 นาที แล้วก็โดยมากจะมีลักษณะอยู่นาน 20-30 นาที โดยปกติจะหายเมื่อเกิดอาการปวดศีรษะขึ้นมาแล้ว ซึ่งอาการที่มักพบเป็น อาการแตกต่างจากปกติทางทางแลเห็น ได้แก่ การเห็นแสงสี เห็นแสงสว่างระยิบระยับ มองเห็นแสงดาวกระพริบ และอาจมีอาการชารอบๆนิ้วมือ แขนรวมทั้งใบหน้า แล้วก็อาจพบภาวการณ์กล่าวลำบากร่วมด้วย
  • ระยะปวดหัว (Headache) ชอบเริ่มเป็นช้าๆในเวลา 30-60 นาที ก่อนจะปวดศีรษะมากมายสุด แต่บางรายอาจสังเกตว่าปวดหัวหลังตื่นนอน ซึ่งทำให้ไม่เคยรู้ว่าแท้ที่จริงลักษณะของการปวดหัวเริ่มเป็นเมื่อใดรวมทั้งเร็วทันใจเท่าใด บางรายความรุนแรงของลักษณะของการปวดศีรษะก็ดำเนินไปอย่างช้าๆใช้เวลาครึ่งวันหรือทั้งวัน และก็ชอบเบาๆหายไป แม้กระนั้นในเด็กอาการเหล่านี้จะหายอย่างรวดเร็ว ตอนหลังอ้วก ลักษณะปวดหัวนี้มีไม่ถึง 50% ที่ปวดแบบตุ๊บๆส่วนที่เหลือมักปวดตื้อๆหรือปวดเสมือนมีอะไรมารัด ลักษณะปวดที่สำคัญในไมเกรน คือ อาการปวดในตำแหน่งต่างๆจะย้ายที่ได้แล้วก็ย้ายข้างได้ ซึ่งบางทีอาจเกิดขึ้นสำหรับการเป็นแต่ละครั้งหรือสำหรับการปวดครั้งเดียวกัน และก็อาการปวดเหล่านี้จะเป็นมากเมื่อมีการขยับเขยื้อนศีรษะ อาการร่วมขณะปวดหัวมักเป็นอาการทางระบบประสาทและอาการทางระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งในบางรายอาการพวกนี้จะกำเนิดในระยะอาการนำซึ่งในแต่ละคนอาการจะไม่เหมือนกันและก็อาการในคนๆเดียวกันการปวดศีรษะแต่ละครั้งก็อาจแตกต่างได้ด้วย อาการกลุ่มนี้อย่างเช่น เบื่ออาหาร อาเจียน อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย รู้สึกเย็นปลายมือ ปลายตีน กลัวแสงกลัวเสียง รังเกียจให้ผู้ใดกันแน่มาสัมผัสตัว ไม่สามารถทนต่อการกระตุกสะเทือน บางบุคคลไวต่อกลิ่น หงุดหงิด ปวดก้านคอ หมดแรง คัดจมูก เดินตุปัดตุเป๋ หรือคล้ายจะเป็นลม ลักษณะของการปวดหัวจะหายไปวันหลังได้นอน 45 นาที ถึง 3 ชั่วโมง หรือภายหลังดื่มเครื่องดื่มร้อนๆหรือ วันหลังคลื่นไส้หรือได้ยาแก้ปวด
  • ระยะหายปวด (Postdromes) อาการที่สำคัญเป็นอ่อนเพลีย ซึ่งบางรายจะมีลักษณะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อและปวดกล้ามเนื้อ มีลักษณะเคลิบเคลิ้ม หรือมีอารมณ์ไม่แจ่มใส ขาดสมาธิ อารมณ์เสีย หาวมากมายเปลี่ยนไปจากปกติกินอาหารได้น้อย เยี่ยวมากหรืออยากดื่มน้ำ อาการพวกนี้จะเป็นอยู่นาน 1 ชั่วโมง ถึง 4 วัน โดยเฉลี่ยราว 2 วัน


นอกจากโรคไมเกรนแล้ว โรคปวดศีรษะยังมีอีกหลายหมวด เป็นต้นว่า โรคปวดศีรษะที่เกิดจากความเคร่งเครียด (tension headache) โรคปวดหัวแบบคลัสเตอร์ (cluster headache) แล้วก็ โรคปวดศีรษะเนื่องจากมีแรงกดดันในสมองสูง(increase intracranial pressure) ฯลฯ ซึ่งโรคพวกนี้นำไปสู่การปวดศีรษะเพียงด้านเดียวได้
ซึ่งโรคปวดหัวที่อาจจะก่อให้หลงผิดคิดว่าเป็นไมเกรนหมายถึงโรคปวดหัวที่เกิดจากความเครียด ซึ่งเป็นภาวการณ์ที่พบได้ทั่วไปโดยเฉพาะคนที่อยู่ในวัยทำงาน มีความรู้สึกวิตกกังวลและเครียดตลอดระยะเวลา จำต้องปฏิบัติงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ติดต่อกันวันละหลายๆชั่วโมง ทำให้กล้ามบริเวณบ่าและแขนเกิดการเกร็งตึง นำมาซึ่งลักษณะของการปวดตึงรอบๆท้ายทอย ร้าวขึ้นไปที่ขมับข้างที่มีการตึงของกล้ามเนื้อ หรือกำเนิดอาการปวดรอบหัวเหมือนถูกรัด ซึ่งหากมีลักษณะอาการไม่มากมาย เมื่อพัก นวดเพื่อคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งแล้วก็ตึง อาการจะหายไปเอง แต่ในรายที่มีลักษณะหนักบางทีอาจปวดตลอด อย่างไรก็ดี โรคปวดศีรษะที่เกิดขึ้นจากความตึงเครียดจะไม่กำเนิดร่วมกับอาการอาเจียน คลื่นไส้ ตาพร่า หรือเห็นแสงสี
โรคปวดหัวแบบคลัสเตอร์ก็มีอาการปวดศีรษะฝ่ายเดียวได้ด้วยเหมือนกัน แต่จะปวดร้ายแรง ปวดหลายครั้ง มักปวดรอบตาแล้วก็ขมับ มีตาแดง น้ำตาไหล รวมทั้งคัดจมูกในด้านเดียวกัน จะไม่มีคลื่นใส้คลื่นไส้ ส่วนโรคปวดหัวที่เกิดเหตุเพราะมีแรงดันในสมองสูงนั้น มีต้นเหตุที่เกิดจากมีเรื่องผิดปกติในสมอง เป็นต้นว่า มีเนื้องงงวยอกในสมอง เลือดออกในสมอง น้ำคั่งในสมอง ฯลฯ ซึ่งจะต้องปรับปรุงที่ปัจจัย
ด้วยเหตุนั้นก่อนจะสรุปว่าเป็นโรคปวดหัวไมเกรน ควรจะไปพบแพทย์เพื่อวิเคราะห์ให้กระจ่างก่อน ไม่ควรคิดเอาเองว่ามีลักษณะปวดศีรษะด้านเดียว แสดงว่าเป็นโรคปวดหัวไมเกรนแน่ๆแล้วไปหาซื้อยาแก้ไมเกรนมารับประทาน เพราะ การรับประทานยาไมเกรนไม่ถูกควรจะมีอันตรายอย่างยิ่ง
กระบวนการรักษาโรคไมเกรน กระบวนการวิเคราะห์ไมเกรนใช้หลักเกณฑ์ของ International Headche Society (IHS) ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กรุ๊ป ยกตัวอย่างเช่น
ซึ่งตอนนี้หมอมักจะวินิจฉัยจากอาการบอกของผู้เจ็บป่วย เช่น ลักษณะของการปวดตุบๆที่ขมับ และก็คลำได้เส้น (หลอดเลือด) ที่ขมับ เป็นๆหายๆเป็นบางครั้งบางคราว และก็มีเหตุกำเริบแจ้งชัด โดยที่ตรวจร่างกายด้านอื่นๆ อย่างละเอียดแล้วไม่เจอสิ่งผิดปกติที่จะทำให้มีการเกิดลักษณะของการปวดหัว
เพราะฉะนั้น  การที่จะทราบว่าอาการปวดศีรษะนั้นมีต้นเหตุจากโรคไมเกรนแพทย์จะต้องทำการวิเคราะห์จากลักษณะเฉพาะเจาะจงของลักษณะของการปวดศีรษะ  อาการที่เกิดร่วมด้วย แล้วก็ผลของการตรวจร่างกายระบบต่างๆรวมทั้งลักษณะการทำงานของสมองที่เป็นปกติ  แต่อย่างไรก็ตาม โรคไมเกรนบางประเภทก็อาจจะส่งผลให้สมองดำเนินการไม่ดีเหมือนปกติไปชั่วครั้งคราวในขณะที่เกิดลักษณะของการปวดขึ้นได้ หมอควรต้องกระทำวินิจฉัยแยกโรคให้ได้ โดยมีหลักในการวินิจฉัย จากลักษณะเฉพาะเจาะจงเป็น

  • ลักษณะต่างๆของอาการปวด : ตำแหน่ง ความร้ายแรง ลักษณะการปวด การดำเนินของการปวด
  • อาการที่เกิดร่วมด้วย ตัวอย่างเช่น อาเจียน วิงเวียน
  • ความผิดปกติของหลักการทำงานของสมองหรืออวัยวะต่างๆที่อาจจะส่งผลให้เกิดอาการปวด ดังเช่น ความคิดอ้อยอิ่ง เห็นภาพซ้อน แขนขาอ่อนเพลีย สาเหตุกระตุ้นลักษณะของการปวด ยกตัวอย่างเช่น ความเครียด แสงสว่างจ้าๆอาหารบางจำพวก
  • สาเหตุดีขึ้นกว่าเดิมลักษณะของการปวด อย่างเช่น การนอนหลับ การนวดหนังศีรษะ ยา


ในบางรายแพทย์อาจเสนอแนะการตรวจอื่นๆเพื่อจำกัดวงของปัจจัยที่นำมาซึ่งลักษณะของการปวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยที่มีลักษณะมากมายแตกต่างจากปกติ อาการซับซ้อน หรือมีลักษณะอาการที่ร้ายแรงทันควัน ยกตัวอย่างเช่น

  • การตรวจเลือด หมออาจให้มีการตรวจเลือดเนื่องจากว่าอาจมีการตำหนิดเชื้อที่เส้นประสาทไขสันหลัง หรือสมอง รวมทั้งเกิดพิษในระบบร่างกายของคนป่วย
  • การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture) แพทย์จะให้มีการตรวจวิธีการแบบนี้ถ้าเกิดสงสัยว่าคนป่วยมีการติดเชื้อ มีเลือดออกในสมอง
  • การใช้งานเครื่อง CT scan (Computerized Tomography) หรือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ที่ให้ความละเอียดมากขึ้นกว่าการเอกซเรย์แบบปกติ เป็นการหาความแตกต่างจากปกติต่างๆภายในร่างกาย โดยทำให้เห็นภาพของสมอง ให้หมอสามารถวิเคราะห์ความไม่ปกติต่างๆได้มากขึ้น
  • การใช้เครื่อง MRI (Magnetic Resonance Imaging) เป็นครื่องตรวจร่างกายโดยการผลิตภาพเสมือนจริงของอวัยวะส่วนต่างๆในร่างกาย โดยอาศัยวิธีการของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยเนื้องอก การอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง มองอาการการเลือดออกในสมอง การต่อว่าดเชื้อ และก็ภาวะอื่นๆในสมองแล้วก็ระบบประสาท


การรักษาคนเจ็บเป็นโรคไมเกรน    แนวทางการรักษาผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคไมเกรนที่สำคัญเป็นต้นว่า การบรรเทาอาการปวดศีรษะ   และการปกป้องไม่ให้เกิดหรือลดความถี่ ความร้ายแรงของอาการปวดศีรษะ  เมื่อตรวจเจอว่าเป็นไมเกรน แพทย์จะชี้แนะข้อปฏิบัติตัวต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหลีกเลี่ยงเหตุกำเริบเสิบสาน รวมทั้งจะให้ยารักษาดังต่อไปนี้

  • ความเคลื่อนไหววิถีการดำเนินชีวิต ได้แก่ การหลีกเลี่ยงจากตัวกระตุ้นต่างๆตัวอย่างเช่น การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการนอนมากเกินความจำเป็น ความเคร่งเครียดการเช็ดกแดดมากเกินความจำเป็น การได้รับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มอะไรบางอย่าง ตัวอย่างเช่น กาแฟ ชอคโกแลต อื่นๆอีกมากมาย อาจทำให้กำเนิดอาการปวดศีรษะได้ ส่วนใหญ่ปัจจัยกระตุ้นพวกนี้มักเกิดด้วยกันหลายๆอย่าง และบางเวลาเป็นสิ่งที่เลี่ยงมิได้ การออกกำลังกายที่เป็นประจำเป็นทางออกอีกทางหนึ่งสำหรับคนที่ไม่สามารถที่จะเลี่ยงสาเหตุต่างๆพวกนี้ได้
  • การใช้ยารักษา การใช้ยารักษาควรใช้คราวที่มีความจำเป็นยาหวานใจษาเพียงพอสรุปได้ดังนี้
ยาสำหรับเพื่อการรักษาลักษณะของการปวดไมเกรนแบบกระทันหัน  ดังเช่น

  • ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตรอยด์ (Nonsteroid anti-inflammatory drugs; NSAIDs) อาทิเช่น ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตรอยด์ (Nonsteroid anti-inflammatory drugs; NSAIDs) เป็นต้นว่า Ibuprofen, Naproxen sodium, Paracetamol, Aspirin เป็นต้น
  • กลไกการออกฤทธิ์ : ยั้งเอมไซม์ cyclooxygenase (COX) ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างสาร prostaglandins ก็เลยลดอาการอักเสบได้
  • ข้อบ่งใช้: ทุเลาอาการปวดระดับน้อยถึงปานกลาง
  • ขนาดยาที่ใช้
  • Ibuprofen กินครั้งละ 200-600 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 3.2 กรัมต่อวัน
  • Naproxen sodium กินทีละ 275-550 มก. ทุก 4-6 ชั่วโมง ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 1.65 กรัมต่อวัน
  • Paracetamol กินครั้งละ 500-1000 มก. ทุก 4-6 ชั่วโมง ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน
  • Aspirin รับประทานครั้งละ 650-1300 มก. ทุก 4 ชั่วโมง ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 4 กรัมต่อวัน
  • อาการข้างๆ: แผลในกระเพาะอาหาร
  • Ergot alkaloid อย่างเช่น ergotamine+caffeine tablet (Cafergot?)
  • กลไกการออกฤทธิ์: nonselective 5-HT receptor agonists โดยผลที่อยากได้หมายถึงทำให้เส้นโลหิตที่สมองหดตัว
  • ข้อบ่งใช้: ทุเลาลักษณะของการปวดรุนแรง โดยเป็นยา first line สำหรับรักษาลักษณะของการปวดหัวไมเกรนกระทันหัน
  • ปริมาณยาที่ใช้: Cafergot? (ergotamine 1 มก. รวมทั้ง caffeine 100 มิลลิกรัม) รับประทานหนแรก 2 มก. ซ้ำได้ทุก 30 นาที ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 6 เม็ดต่อวันหรือ 10 เม็ดต่ออาทิตย์
  • อาการข้างๆ: อาเจียน อ้วก
  • Triptans อย่างเช่น Sumatriptan, Naratriptan
  • กลไกการออกฤทธิ์: selective 5-HT receptor agonists โดยการทำให้หลอดเลือดที่สมองหดตัวแม้กระนั้นเนื่องจากว่าเป็น selective จึงมิได้ไปกระตุ้น receptor อื่นที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการคลื่นไส้ คลื่นไส้ เสมือนใน ergot alkaloid นำมาซึ่งการทำให้ไม่เกิดอาการคลื่นไส้ คลื่นไส้
  • ข้อบ่งใช้: ทุเลาอาการปวดรุนแรงแล้วก็รุนแรงรวมถึงอาการที่ดื้อรั้นต่อยาแก้ปวดขนานอื่นๆโดยจัดเป็นยา first line สำหรับรักษาอาการปวดศีรษะ ไมเกรนกะทันหัน
  • ปริมาณยาที่ใช้:
  • Sumatriptan กินครั้งละ 25-100 มก. และสามารถรับประทานซ้ำในชั่วโมงที่ 2 ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 200 มก.ต่อวัน
  • Naratriptan รับประทานทีละ 2.5 มิลลิกรัมแล้วก็สามารถรับประทานซ้ำในชั่วโมงที่ 4 ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 5 มิลลิกรัมต่อวัน
  • อาการใกล้กัน: อาการแน่นหน้าอก, ใบหน้าร้อนแดง, คลื่นไส้อ้วก
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไมเกรน  คือ

  • กรรมพันธุ์ โดยประมาณ 70% ของคนป่วยจะมีประวัติพี่น้องสายตรงเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน แล้วก็ถ้ามีเครือญาติที่เป็นโรคนี้โดยยิ่งไปกว่านั้นเป็นแบบมีลักษณะอาการนำจำพวกออรา (Auraหมายถึงอาการที่เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจสึก ดังเช่น เห็นแสงวาบ เห็นจุดดำๆหรือรู้สึกซ่าในบริเวณใบหน้าและก็มือ) ช่องทางที่จะเป็นโรคนี้มีประมาณ 4 เท่าเมื่อเทียบกับคนทั่วไป โดยส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่ามีการถ่ายทอดผ่านยีน ตัวไหนชัดแจ้ง แต่ว่าพบว่าบางทีอาจสามารถถ่าย ทอดผ่านทางจีนจากแม่สู่ลูกได้


อย่างไรก็แล้วแต่ บางประเภทของโรคปวดศีรษะไมเกรน ทราบตำแหน่งยีนที่ไม่ปกติกระจ่างแจ้งหมายถึงโรคไมเกรนประเภทมีอัมพาตครึ่งส่วนร่วมด้วย (Familial hemiplegic migraine) มีต้นเหตุมาจากมีความผิด ปกติที่บางตำแหน่งบนหน่วยพันธุกรรม (โครโมโซม/chromosome) คู่ที่ 1 หรือ 19 ซึ่งถ่าย ทอดทางพันธุกรรมได้ โดยคนป่วยจะมีลักษณะอาการปวดศีรษะแบบมีอาการแขนขาเมื่อยล้าครึ่งด้านชั่วช้า คราวร่วมด้วย

  • การเป็นโรคบางประเภท บุคคลที่มีโรคอะไรบางอย่างจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนร่วมด้วย ดังเช่น โรคลมชักบางจำพวก โรคไขมันในเลือดสูงแบบที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โรคหืด ผู้ที่มีผนังกั้น ห้องหัวใจห้องบนรั่ว โรคเหงาหงอย ตื่นตระหนก รวมทั้งโรคพันธุกรรมอีกหลายชนิด


การติดต่อของโรคไมเกรน  โรคไมเกรนเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากความแปลกของระดับสารเคมีในสมอง รวมถึงการสื่อกระแสในสมอง หรือการทำงานผิดปกติของเส้นโลหิตสมอง ซึ่งแม้ว่าโรคไมเก

8

โรคลมชัก (Epilepsy)
โรคลมชักเป็นยังไง โรคลมชัก หรือ โรคลมเหียน มีรากศัพท์จากภาษากรีกโบราณ:  คือ ยึด ครอง หรือ ทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย โดยเป็นกรุ๊ปโรคทางประสาทวิทยาซึ่งถูกจำกัดความโดยอาการชักอันมีต้นเหตุมาจากการทำงานอย่างสอดคล้องกันมากเกินไปของเซลล์ประสาท ด้วยเหตุนั้นโรคลมชัก ก็คือโรคที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากความแตกต่างจากปกติของระบบประสาทส่วนกลางซึ่งปฏิบัติภารกิจในการควบคุมการทำงานของร่างกาย กระทั่งนำไปสู่อาการชัก
                โรคลมชักเป็นโรคระบบประสาทที่พบบ่อย ในรายงานการเรียนรู้โดย World Health Organization (WHO) รวมทั้ง World Federal of Neurology ในปี 2547 พบว่าใน 102 ประเทศที่รายงานปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ พบว่าร้อยละ 72.5 ของประเทศเหล่านี้กล่าวว่าโรคลมชักพบได้มากเป็นชั้นสองรองจากโรคปวดหัว ในขณะโรคเส้นโลหิตสมองเป็นชั้นสามเป็น ร้อยละ 62.7 ประมาณว่าทั้งโลกคงจะมีบุคคลที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี เป็นโรคลมชักกว่า 10.5 ล้านคน ซึ่งคงจะเท่ากับจำนวนหนึ่งในสี่ของจำนวนผู้ที่เป็นโรคลมชักทุกอายุ รวมทั้งในทุกๆปี คงจะมีผู้ที่ได้รับการวิเคราะห์ใหม่เป็นโรคลมชัก ราวๆ 3.5 ล้านคน ซึ่งปริมาณร้อยละ 40 จะเป็นผู้เจ็บป่วยเด็กที่อายุน้อยกว่า 15 ปี รวมทั้งกว่าปริมาณร้อยละ 80 เป็นผู้ป่วยในประเทศที่กำลังพัฒนา
                ช่วงอายุที่เกิดโรคลมชักสูงคือช่วงทารกแรกเกิดและเด็กเล็ก สาเหตุที่ทำให้มีการเกิดโรคลมชักในช่วงวัยทารกมักจะเป็นพยาธิสภาพที่เกิดในช่วงการคลอดยกตัวอย่างเช่นผลของการขาดออกสิเจน การตำหนิดเชื้อที่ระบบประสาท ส่วนแก่เป็นตอนๆที่ได้โอกาสเกิดโรคลมชักสูงรองลงมา ในปัจจุบันคงจะพบว่าอุบัติการณ์โรคลมชักในวัยชราเพิ่มขึ้นตอนที่ในตอนวัยทารกต่ำลงเพราะว่าความสามารถด้านการแพทย์สำหรับเพื่อการดูแลผู้ป่วยดียิ่งขึ้น ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพแตกต่างจากเดิม การติดเชื้อที่ระบบประสาทที่อาจจะเป็นสาเหตุของโรคลมชักในวัยเด็กเริ่มต่ำลงจากการที่มีวัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคต่างๆอายุคนยืนยาวขึ้นกว่าเดิม โรคเส้นโลหิตสมองซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากปัญหาความประพฤติปฏิบัติสำหรับการกินอาหารไม่เหมาะสมเพิ่มขึ้น ฯลฯ สำหรับประเทศที่กำลังปรับปรุงความชุกแล้วก็อุบัติการณ์โรคลมชักยังคงสูงโดยเฉพาะในเด็ก เนื่องจากปัญหาสุขลักษณะโรคติดเชื้อ ความสามารถสำหรับเพื่อการดูแลรักษาผู้เจ็บป่วยยังจำกัด มีการประมาณการว่าชาวไทยทั่วประเทศ เป็นโรคลมชักประมาณ 450,000 คน และก็พลเมืองโดยทั่วไปยังมีความรู้ความเข้าใจต่อโรคลมชักไม่มาก
                ทั้งนี้ คนเจ็บโรคลมชัก ถ้าได้รับการรักษาอย่างเป็นจริงเป็นจังตลอดมาตลอดตั้งแต่ทีแรกกำเนิดอาการ คนไข้จะสามารถดำเนินชีวิตอย่างเช่นคนธรรมดา เรียนหนังสือ ทำงาน เล่นกีฬา ออกสังคม และก็สามารถสมรสได้ แต่ว่าถ้าเกิดไม่มีความสนใจมิได้รับการดูแลและรักษาอย่างจริงจัง ปล่อยให้ชักอยู่เป็นประจำก็อาจทำให้โรคสมองเสื่อม บางรายบางทีอาจพิการหรือตายเนื่องจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างชัก ตัวอย่างเช่น จมน้ำ ขับรถชน ตกจากที่สูง ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ฯลฯ
สาเหตุของโรคลมชัก
โรคลมชักส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยตรวจไม่พบต้นสายปลายเหตุแจ้งชัด (Idiopathic หรือ Primary Epilepsy) เชื่อว่ามีความ พร่องของสารเคมีบางสิ่งบางอย่างในการควบคุมกระแสไฟในสมอง (โดยที่ส่วนประกอบของสมองเป็นปกติดี) ทำให้แนวทางการทำหน้าที่ของสมองเสียความสมดุล มีการปลดปล่อยกระแสไฟอย่างไม่ดีเหมือนปกติของเซลล์สมอง ทำให้เกิดอาการชัก รวมทั้งสลบชั่วประเดี๋ยว คนไข้กลุ่มนี้ชอบมีลักษณะครั้งแรกในช่วงอายุ 5-20 ปี และก็อาจมีเรื่องราวว่ามีบิดามารดาหรือลูกพี่ลูกน้องเป็นโรคนี้ด้วย  และก็มีส่วนน้อยซึ่งสามารถหาสาเหตุที่กระจ่างแจ้งได้ (Symptomatic หรือ Secondary  Epilepsy)  อาจเกิดขึ้นจากความเปลี่ยนไปจากปกติของส่วนประกอบสมอง ดังเช่นว่า สมองพิการแต่กำเนิด สมองได้รับกระทบระหว่างคลอด สมองพิการตอนหลังการติดเชื้อ รอยแผลในสมองข้างหลังผ่าตัด ฝีในสมอง เนื้องอกในสมอง โรคพยาธิในสมอง เลือดออกในสมอง (ซึ่งกลุ่มนี้พบได้ทั่วไปในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี) ภาวการณ์น้ำตาลในเลือดต่ำ สภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ โรคพิษเหล้า สิ่งเสพติด (อย่างเช่น การเสพยาม้าเกินขนาด) พิษจากการใช้ยาบางประเภทที่ใช้เกินขนาด (กลุ่มนี้พบบ่อยในคนที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป)
ทั้งนี้ อาการในผู้เจ็บป่วยโรคลมชักบางทีอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นควรมีสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการ แต่ว่าก็มีบ้างครั้ง หรือการใช้สารบางอย่างที่ทำให้มีการเกิดอาการชักได้ ได้แก่ ความเคร่งเครียด การพักผ่อนไม่พอ การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยารักษาอาการบางชนิดหรือกการใช้ยาเสพติด ภาวะมีระดูของผู้หญิง ยิ่งกว่านั้นยังมีคนป่วยจำนวนหนึ่งแต่เป็นจำนวนน้อยซึ่งสามารถกำเนิดอาการชักได้ถ้าหากมองเห็นแสงสว่างแฟลชที่สว่างจ้า โดยอาการชักที่เกิดขึ้นจากต้นเหตุนี้เรียกว่า โรคลมชักที่ผู้ป่วยไวต่อแสงสว่างกระตุ้น (Photosensitive Epilepsy)
อาการของผู้เจ็บป่วยลมชัก โรคลมชัก ไม่เหมือนกับการชักจากโรคอื่นๆเป็น อาการชักจากโรคลมชัก ต้องมีอา การ ชัก เกร็ง กระตุก กัดลิ้น น้ำลายฟูมปาก ซึ่งดังนี้ อันที่จริงแล้ว โรคลมชักเอง มีลักษณะชักได้ 3 ต้นแบบ อย่างเช่น
1.อาการชักที่ส่งผลต่อทุกส่วนของสมอง (Generalized Seizures) เป็นอาการชักที่เกิดขึ้นกับสมอง 2 ด้าน แบ่งได้เป็น 2 ชนิดย่อยๆเป็น
   อาการชักแบบเหม่อลอย (Absence Seizures) เป็นอาการชักที่มักเกิดขึ้นในเด็ก อาการที่โดดเด่นคือการเหม่อลอย หรือมีการขยับเขยื้อนร่างกายเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ อาทิเช่น การกระพริบตาหรือขยับริมฝีปาก อาการชักจำพวกนี้อาจเป็นต้นเหตุทำให้มีการเกิดการเสียการรับทราบในระยะสั้นๆได้
   อาการชักแบบชักเกร็ง (Tonic Seizures) เป็นอาการชักที่กระตุ้นให้เกิดอาการเกร็งของกล้าม โดยชอบเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อรอบๆข้างหลัง แขนและก็ขา จนถึงทำให้ผู้ป่วยล้มลงได้
             อาการชักแบบกล้ามเนื้อเมื่อยล้า (Atonic Seizures) อาการชักที่ทำให้กล้ามเหน็ดเหนื่อยลง คนเจ็บที่มีลักษณะชักประเภทนี้จะไม่สามารถที่จะควบคุมกล้ามเนื้อขณะเกิดอาการได้ จนทำให้คนเจ็บล้มพับ หรือหกล้มลงได้อย่างฉับพลัน
   อาการชักแบบชัก (Clonic Seizures) เป็นอาการชักที่ก่อกำเนิดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่แตกต่างจากปกติ โดยอาจจะก่อให้เกิดการขยับเขยื้อนในจังหวะซ้ำ มักเกิดขึ้นกับกล้ามบริเวณคอ ใบหน้า และก็แขน
             อาการชักแบบชักและก็เกร็ง (Tonic-clonic Seizures) เป็นอาการชักที่มีผลต่อกล้ามเนื้อในร่างกายทุกส่วน นำไปสู่อาการกล้ามเนื้อเกร็งและก็กระตุก มีผลทำให้คนป่วยล้มลง แล้วก็หมดสติ บางรายอาจร้องไห้ในระหว่างที่ชักด้วย และก็ภายหลังจากอาการบรรเทาลง คนป่วยบางทีอาจรู้สึกเหนื่อยเพราะเหตุว่าอาการชัก
   อาการชักแบบชักผวา (Myoclonic Seizures) อาการชักชนิดนี้มักเกิดขึ้นแบบฉับพลัน โดยจะกำเนิดอาการชักของแขนแล้วก็ขาคล้ายกับการโดนกระแสไฟฟ้าช็อต ส่วนใหญ่มักจะเกิดหลังจากตื่นนอน บ้างก็เกิดขึ้นร่วมกับอาการชักแบบอื่นๆในกลุ่มเดียวกัน
2.อาการชักเฉพาะส่วน (Partial หรือ Focal Seizures) อาการชักชนิดนี้จะเกิดขึ้นกับสมองเพียงบางส่วน ส่งผลให้เกิดอาการชักที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเพียงแค่นั้น แบ่งได้ 2 ประเภทคือ
    อาการชักแบบรู้ตัว (Simple Focal Seizures) สำหรับอาการชักชนิดนี้ ขณะที่กำเนิดอาการ คนป่วยจะยังคงมีสติครบถ้วนบริบูรณ์ โดยคนป่วยอาจมีความรู้สึกแปลกๆหรือมีความรู้สึกวูบๆด้านในท้อง บ้างก็บางทีอาจรู้สึกเหมือนมีอาการเดจาวู ซึ่งเป็นความรู้สึกประหนึ่งว่าเคยพบเจอหรือเกิดเหตุการณ์ที่เจออยู่มาก่อน ถึงแม้ว่าไม่เคย บางทีอาจเกิดความรู้สึกร่าเริงหรือกลัวทันทีทันใด และได้กลิ่นหรือรับทราบรสแปลกไป รู้สึกชาที่แขนแล้วก็ขา หรือมีลักษณะอาการชักที่แขนรวมทั้งมือ ฯลฯ ทั้งนี้ อาการชักดังที่กล่าวผ่านมาแล้วอาจเป็นสัญญาณเตือนของอาการชักจำพวกอื่นๆที่กำลังตามมา อาการเหล่านี้จะช่วยให้คนไข้แล้วก็คนที่อยู่รอบข้างเตรียมรับมือได้ทัน
    อาการชักโดยไม่รู้ตัว (Complex Partial Seizures) สามารถเกิดขึ้นโดยที่คนเจ็บอาจไม่รู้ตัวและไม่สามารถจดจำได้ว่ากำเนิดอาการขึ้นเมื่อใด ไม่ว่าจะในขณะที่กำเนิดอาการหรืออาการสงบแล้ว อาการชักประเภทนี้ไม่อาจจะคาดเดาได้โดยอาจมีอาการเป็นต้นว่า ขยับริมฝีปาก ถูมือ ทำเสียงแปลกๆหมุนแขนไปบริเวณจับเสื้อผ้า เล่นกับสิ่งของในมือ อยู่ในลีลาแปลกๆเคี้ยวหรือกลืนบางสิ่งบางอย่าง นอกจากนั้น ในตอนที่เกิดอาการ คนเจ็บจะไม่สามารถรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวได้เลย
3.อาการชักตลอด (Status Epilepticus) อาการชักประเภทนี้เป็นอาการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมากยิ่งกว่า 30 นาทีขึ้นไป หรือเป็นอาการชักต่อเนื่องที่คนเจ็บไม่สามารถที่จะได้สติในระหว่างที่ชัก ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่จะต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
ทั้งนี้ลักษณะสำคัญของการชักในโรคลมชักทุกประเภทเป็น การที่คนป่วยมีลักษณะไม่ปกติทางระบบประสาทดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆตั้งแต่ 30 วินาที ถึง 3 นาที อา การนั้นหายได้เอง แต่อาการเหล่านั้นจะเกิดบ่อยๆแล้วก็อาการไม่ปกติที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งจะมีลักษณะคล้ายกัน
ก่อนที่จะชัก บางบุคคลอาจมีอาการบอกเหตุล่วงหน้ามาก่อนหลายชั่วโมง หรือ 2-3 วัน เช่น หงุดหงิด เครียด ไม่มีชีวิตชีวา เวียนหัว กล้ามเนื้อกระตุก เป็นต้น และก็ก่อนที่จะหมดสติเพียงแค่ไม่กี่วินาที ผู้เจ็บป่วยอาจมีอาการเตือน อาทิเช่น ได้กลิ่นหรือรสแปลกๆหูแว่วว่ามีเสียงคนพูด ตาเห็นภาพหลอน มีอาการชะตามตัว จุกแน่นยอดอก ตากระตุก ฯลฯ ถ้าเกิดมิได้กินยารักษา อาจมีอาการชักกำเริบซ้ำได้ปีละหลายที โดยเฉพาะเมื่อมีสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้น (ดูหัวข้อ “การรักษาตัวเอง”) ผู้เจ็บป่วยจะไม่มีลักษณะของการมีไข้ (ตัวร้อน) ร่วมด้วย ลักษณะอาการดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วค่อนข้างเป็นลักษณะเฉพาะของโรคลมชัก ถ้าเกิดเคยได้เห็นเพียงครั้งเดียวก็จะคิดออกตลอดไป
ส่วนอาการชักซึ่งเกิดขึ้นจากโรคลมชัก มีปัจจัยมีต้นเหตุที่เกิดจากการที่กรุ๊ปของเซลล์ประสาทเริ่มศักยะงานในจำนวนสูงอย่างไม่ดีเหมือนปกติ และสอดคล้องต้องกัน ผลก่อให้เกิดคลื่นของการลดความต่างศักย์ เรียกว่า ดีโพลาไรซิ่ง ชิฟท์ โดยปกติหลังจากเซลล์ประสาทที่ได้รับการเร่งเร้า ดำเนินการหรือสร้างศักยะงาน ตัวของมันจะทนทานต่อการผลิตศักยะงานซ้ำในช่วงเวลาหนึ่ง สาเหตุส่วนหนึ่งอาจได้ผลสำเร็จของหลักการทำงานของเซลล์ประสาทที่ถูกยับยั้ง การเปลี่ยนแปลงกระแสไฟฟ้าด้านในเซลล์ประสาทที่ได้รับการกระตุ้น และผลพวงของอะดีโนซีน
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยด้วยโรคลมชัก

  • รับประทานยาป้องกันโรคลมชักตามขนาดที่หมอสั่งเป็นประจำ อย่าให้หยุดยาเอง หรือกินๆหยุดๆตราบจนกระทั่งแพทย์จะไตร่ตรองให้หยุด ซึ่งอาจใช้เวลา 2-3 ปี
  • ไปตรวจกับหมอประจำตามนัด อย่าเปลี่ยนแปลงหมอเปลี่ยนแปลงโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น
  • เลี่ยงสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้กำเนิดอาการชัก ยกตัวอย่างเช่น อย่าอดหลับอดนอน หรือนอนไม่ตรงเวลา หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ  อย่าทำงานทุกข์ยากลำบากคร่ำเครียดหรืออ่อนแรงเกินไป  อย่าไม่กินอาหารหรือกินอาหารไม่ตรงเวลา  อย่ากินเหล้าหรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์  อย่าเข้าไปในที่ๆมีเสียงอื้ออึง หรือมีแสงแรง หรือแสงวอบแวบ  เมื่อเป็นไข้สูง จำต้องรีบรับประทานยาลดไข้และเช็ดตัวให้ไข้ต่ำลง ไม่อย่างนั้นอาจกระตุ้นให้ชักได้
  • หลบหลีกพฤติกรรมหรือสิ่งแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตราย ตัวอย่างเช่น ว่ายน้ำ ป่ายปีนขึ้นที่สูง อยู่ใกล้ไฟ ปฏิบัติงานกับเครื่องจักร ขับรถ ขับเรือ เดินข้ามถนนเพียงลำพัง เป็นต้น เนื่องจากหากกำเนิดอาการชักขึ้นมา บางทีอาจได้รับอันตรายได้
  • ควรจะเผยให้เพื่อนสถานที่สำหรับทำงานหรือที่สถานที่เรียนได้รู้ถึงโรคที่เป็น รวมถึงควรพกบัตรที่บันทึกเนื้อความเกี่ยวกับโรคที่เป็นและแนวทางพยาบาลเบื้องต้นเพื่อว่าเมื่อกำเนิดอาการชัก ผู้ที่พบเจอจะได้ไม่สะดุ้ง และก็หาทางช่วยเหลือให้ไม่เป็นอันตรายได้
  • ออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างเหมาะควรจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดอาการภาวการณ์ไม่มีชีวิตชีวาได้ แต่ก็ควรจะกินน้ำให้พอเพียง รวมทั้งควรจะพักถ้ารู้สึกเมื่อยล้า
  • คุ้มครองปกป้องการเจ็บที่สมอง ด้วยแนวทางดังต่อไปนี้
  • ขับขี่รถอย่างปลอดภัย ใช้วัสดุอุปกรณ์ป้องกัน คาดเข็มขัดนิรภัย หมวกนิรภัย ถ้าผู้โดยสารเป็นเด็กเล็กควรจัดให้นั่งบนที่นั่งเฉพาะสำหรับเด็กเพื่อให้มีความปลอดภัย
  • เดินให้ถี่ถ้วน เพื่อคุ้มครองการหกล้ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กแล้วก็ผู้สูงวัยที่มีแนวโน้มเสี่ยงที่จะพลัดตกหกล้มได้ง่าย ด้วยเหตุผลดังกล่าวต้องมีคนรอดูแลอยู่เสมอ

การป้องกันตนเองจากโรคลมชัก ถึงแม้ว่าการกำเนิดโรคลมชักในหลายสาเหตุนั้นเกิดขึ้นโดยไม่ทรายต้นเหตุและจะไม่สามารถคุ้มครองป้องกันได้ แต่ความมานะบากบั่นที่จะลดการเจ็บแถวๆหัว การดูแลเด็กแบเบาะที่ดีในระยะเวลาข้างหลังคลอด อาจช่วยลดอัตราการเกิดโรคลมชัก(ที่มีต้นเหตุ)ได้ และเมื่อมีลักษณะอาการชักเกิดขึ้นแล้ว ควรหาทางคุ้มครองไม่ให้อาการแย่ลงขึ้น ด้วยการกินยากันชักตามขนาดที่หมอเสนอแนะ แล้วก็คนไข้จำต้องเลี่ยงต้นสายปลายเหตุที่กระตุ้นให้อาการไม่ดีขึ้น
ทั้งนี้ปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้คุ้มครองป้องกันการเกิดโรคลมชักได้ประสิทธิภาพที่ดี 100% แล้วก็หมอไม่นิยมที่จะให้ยาคุ้มครองปกป้องการชัก หมอจะเริ่มให้ยารักษาอาการชักในโรคลมชักต่อเมื่อมีลักษณะอาการชักเกิด ขึ้นแล้ว เพื่อคุ้มครองป้องกัน/ลดโอกาสมีการชักซ้ำ
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครอง/รักษาโรคลมชัก เดี๋ยวนี้ยังมิได้รับกล่าวว่าสมุนไพรจำพวกไหนซึ่งสามารถคุ้มครอง/รักษาโรคลมชักได้แม้กระนั้นมีการนำสมุนไพรของไทยไปวิจัยและก็ทดสอบในสัตว์ทดลองและได้ผลเป็นที่ถูกใจแต่ว่ายังมิได้มีการนำไปทดลองในมนุษย์ซึ่งสมุนไพรกลุ่มนี้ เช่น

  • พริกไทยดำ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ piper nigrum Linn. อยู่ในตระกูล Piperraceae เมื่อเร็วๆนี้มีรายงานว่าสารสกัดพริกไทยดำมีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบ ฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ รักษามะเร็ง ต้านทานโรคลมชัก โดยต้านทานการกระตุ้นสมองของสารสื่อประสาทกลุ่มกลูตาเมตผ่านตัวรับชนิด NMDA ซึ่งฤทธิ์ต้านลมชักนี้จะสอดคล้องกับคุณประโยชน์ของพริกไทยดำที่มีการอ้างไว้ในแบบเรียนแพทย์แผนไทยและก็แพทย์แผนจีน นอกเหนือจากนี้ยังมีรายงานว่าหนูอ้วนที่ถูกรั้งนำด้วยการให้รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงที่ได้รับพริกไทยดำจะหรูหราความเครียดออกซิเดชัน (oxidation stress) น้อยกล่ากรุ๊ปที่มิได้รับพริกไทยดำ
  • ประพรมมิ มีชื่อสามัญว่า Thyme-leaf Gratiola และชื่ออังกฤษว่า Dwarf bacopa มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bacopa monnieri Wettst อยู่ในตระกูล Scrophulariaceae ในประพรมมิมีสารสำคัญในกลุ่มแอลติดอยู่ลอยด์ ยกตัวอย่างเช่น บราไม่น (brahmine), นิโคติน และสารกรุ๊ปซาโปนิน มีคุณลักษณะช่วยสำหรับในการศึกษาและจดจำ ช่วยลดอาการตื่นตระหนก ลดอาการเศร้าหมอง และต้านทานอาการชัก ซึ่งมีการทดลองที่สำคัญ ได้ดังนี้
  • ฤทธิ์ต้านทานอาการชัก (Anticonvulsive action)การแพทย์แผนไทย มีการนำพรมมิมาใช้เป็นสมุนไพรแก้ลมเหียน ซึ่งในตอนนี้ มีการนำพรมมิมาทดลองในสัตว์ทดสอบ (หนูถีบจักร) พบว่า สารสกัดน้ำจากพรมไม่ขนาด 1-30 กรัม/กิโล (น้ำหนักตัว) สามารถควบคุมอาการลมชัก (epilepsy) ได้เป็นอย่างดีโดยออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทศูนย์กลาง
เอกสารอ้างอิง

  • Magiorkinis E, Kalliopi S, Diamantis A (January 2010). "Hallmarks in the history of epilepsy: epilepsy in antiquity". Epilepsy & behavior : E&B 17 (1): 103– PMID 19963440. doi:10.1016/j.yebeh.2009.10.023.
  • รศ.นพ.อนันต์นิตย์ วิสุทธิพันธ์ . อาการชัก และโรคลมชัก. บทความประกอบการบรรยายในการประชุมวิชาการ วิทยาการก้าวหน้าทางการพยาบาลเด็ก.2555
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.โรคลมชัก-ลมบ้าหมู.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่166.คอลัมน์แนะยา-แจงโรค.กุมภาพันธ์ 2536
  • Liu Y, Yadev VR, Aggarwal BB, Nair MG. Inhibitory effects of black pepper (Piper nigrum) extracts and compounds on human tumor cell proliferation, cyclooxygenase enzymes, lipid peroxidation and nuclear transcription factor-kappa-B. Nat Prod Commun. 2010 ;5(8):1253-7
  • โรคลมชัก.ความหมาย,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • ชาญชัย สาดแสงจันทร์.พรมมิ สมุนไพรที่คนแก่ต้องกิน.วารสารธรรมศาสตร์เวชสาร.ปีที่13.ฉบับที่4.ตุลาคม-ธันวาคม.2556
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ลมบ้าหมู.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่363.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กรกฏาคม.2553
  • Hi RA, Davies JW. Effects of Piper nigrum L. on epileptiform activity in cortical wedges prepared from DBA/2 mice. Brother Res 1997; 11(3): 222-225
  • Hammer, edited by Stephen J. McPhee, Gary D. (2010). "7". Pathophysiology of disease : an introduction to clinical medicine (6th ed. ed.). New York: McGraw-Hill Medical. ISBN 978-0-07-162167-0.
  • Nisha P, Singhal RS, Pandit AB. The degradation kinetics of flavor in black pepper (Piper nigrum L.).Journal of Food Engineering 2009; 92: 44-49.
  • Chang BS, Lowenstein DH (2003). "Epilepsy". N. Engl. J. Med. 349 (13): 1257–66. PMID 14507951. doi:10.1056/NEJMra022308.


9

โรคหัด (Measles)
โรคหัดคืออะไร|เป็นอย่างไร|เป็นยังไง} โรคหัด (Measles) จัดเป็นโรคไข้เกิดผื่นประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นมาจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสที่พบบ่อยในเด็กเล็ก แม้กระนั้นก็สามารถเจอได้ในทุกวัย ซึ่งโรคฝึกหัดนี้ยังนับเป็นโรคติดเชื้อโรคระบบฟุตบาทหายใจอีกด้วย สำหรับประวัติความเป็นมากของโรคฝึกฝนนี้มีประวัติที่มาที่ไปดังต่อไปนี้
         โรคหัด หรือชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า “measles” มีรากศัพท์จากคำว่า Masel ในภาษาเนเธอแลนด์ หมายความว่า จุด (spots) ที่อธิบายอาการนำของโรคนี้ที่คนไข้จะมีลักษณะไข้รวมทั้งผื่น นอกเหนือจากนี้อาการสำคัญอื่นๆที่เป็นจุดแข็งของโรคหัด ตัวอย่างเช่น ไอ น้ำมูลไหล และตาแดง โรคหัดมีชื่อเสียงมานานกว่า 2000 ปี พบหลักฐานการร่ายงานคราวแรกโดยหมอแล้วก็นักปรัชญาชาวอิหร่านชื่อ Rhazed แล้วก็ใน คริสต์ศักราช1954 Panum แล้วก็ภาควิชา ได้รายงานการระบาดของโรคหัดที่หมู่เกาะฟาโรห์และให้ผลสรุปของโรคนี้ว่าเป็นโรติดโรคที่มีการติดต่อสู่บุคคลอื่นได้ง่าย มีระยะฟักตัวโดยประมาณ 2 อาทิตย์ แล้วก็ข้างหลังติดเชื้อผู้เจ็บป่วยจะมีภูมิต้านทานตลอดชาติ
โรคหัดถือได้ว่าเป็นโรคที่มีความสำคัญมากโรคหนึ่ง เนื่องจากว่าอาจก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ แล้วก็แม้กระนั้นในขณะนี้โรคนี้มีวัคซีนคุ้มครองปกป้องที่มีคุณภาพสูงเกือบ 100% แล้ว(ในประเทศไทยเริ่มใช้วัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคหัดตั้งแต่ ปี พุทธศักราช2527) โรคหัดเป็นโรคที่พบเกิดได้ตลอดทั้งปี แต่ว่ามีอุบัติการณ์สูงในช่วงมกราคมถึงเดือน แล้วก็โอกาสสำหรับเพื่อการกำเนิดโรคในเพศหญิงแล้วก็เพศชายมีใกล้เคียงกัน
จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัดจากทั่วโลก 134,200 ราย สำหรับสถานการณ์โรคหัดในประเทศไทย ตามรายงานของสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุขปี 2555,2556 พบว่ามีปริมาณคนป่วยโรคหัดรวมทั้งสิ้น 5,207 คน และก็ 2,646 คน ในแต่ละปีตามลำดับ โดยเด็กอายุ 9 เดือน-7 ปี จัดเป็นช่วงๆอายุที่พบผู้เจ็บป่วยโรคนี้เยอะที่สุด คิดเป็นจำนวนร้อยละ 37.03 และก็ 25.85 ของแต่ละปี
ต้นเหตุของโรคหัด โรคหัดมีสาเหตุมาจากการตำหนิดเชื้อ Measles virus (หรือ Rubeola) อยู่ในGenus Morbillivirus รวมทั้ง Paramyxovirus เป็น single-stranded RNA รูปร่างกลม (spherical) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100-250 นาโนเมตร หุ้มห่อล้อมโดย envelope เป็น glycol-protien ที่มีโปรตีนสำคัญ 3 จำพวก เป็นต้นว่า H protein ปฏิบัติภารกิจให้ฝาผนังเชื้อไวรัสติดตามกับฝาผนังเซลล์ของผู้คน F protein มีความสำคัญสำหรับในการแพร่ไวรัสจากเซลล์หนึ่งสู่เซลล์อื่นๆM protein มีความหมายเกี่ยวข้องกัน viral maturation ด้วยเหตุว่าเป็นไวรัสที่มี envelope ห่อก็เลยถูกทำลายได้ง่ายด้วยความร้อน (>37◦เซลเซียส) แสงสว่าง สถานการณ์ที่เป็นกรดและสารที่ละลายไขมันเช่นอีเทอร์ คลอโรฟอร์ม โดยเชื้อในอากาศรวมทั้งบนผิววัตถุจะมีชีวิตเพียงระยะเวลาสั้นๆ(ไม่เกิน 2 ชั่วโมง) และเชื้อนี้สามารถก่อโรคได้เฉพาะในคนแค่นั้น
ลักษณะโรคหัด  ผู้เจ็บป่วยจะเริ่มจับไข้สูง 39◦เซลเซียส-40.5◦ซ. ร่วมกับมีไอ น้ำมูก และตาแดง เป็นอาการสำคัญบางรายบางทีอาจพบตาไม่สู้แสง (photophobia) เจ็บคอ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต ไม่อยากกินอาหารรวมทั้งท้องเดินร่วมด้วย อาการกลุ่มนี้จะกำเนิด 2-4 วันก่อนจะมีผื่นขึ้นและก็พบ Koplik spots เป็นลักษณะเจาะจงที่สำคัญ มองเห็นเป็นจุดขาวปนเทาเล็กๆบนพื้นแดงของกระพุ้งแก้ ส่วนใหญ่พบบริเวณกระพุ้งแก้มตรงข้ามกับฟันกรามล่างซี่แรก (first molar) พบได้ทั่วไป 24 ชั่วโมงก่อนมีผื่นขึ้นและก็ปรากฏอยู่นาน 2-3 วัน การดำเนินโรคมีลักษณะดังต่อไปนี้หมายถึงไข้จะค่อยๆสูงมากขึ้นจนกระทั่งสูงสุดในวันที่ 3-4 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มมีผื่นขึ้น ลักษณะผื่นเป็น maculopapular rash เริ่มที่ไรผม หน้าผาก หลังหู ใบหน้าและไล่ลงมาที่คอ หน้าอก แขน ท้อง จนกระทั่งมาถึงขาในเวลา 48-72 ชั่วโมง ผื่นที่ขึ้นก่อนในวันแรกๆมักกระจุกรวมกันลักษณะเป็น confluent maculopapular rash ทำให้มองชัดกว่าผื่นบริเวณตอนล่างของลำตัวซึ่งมีลักษณะเป็น discrete maculopapular rash มีรายงานการพบผื่นที่ฝ่ามือหรือฝ่าตีนถึงปริมาณร้อยละ 25-50 แล้วก็อาจสโมสรกับความร้ายแรงของโรค เมื่อผื่นเกิดไล่มาถึงเท้าไข้จะลดน้อยลง อาการอื่นๆจะดีขึ้น ผื่นจะอยู่นาน 3-7 วันและหลังจากนั้นก็ค่อยๆจางลงจากหน้าลงมาเท้าและกลายเป็นสีคล้ำ (hyperpigmentation) ซึ่งได้ผลสำเร็จจากการมีเลือดออกในหลอดเลือดฝอยแล้วหลังจากนั้นจะหลุดลอกเป็นแผ่นบางๆส่วนมากมักสังเกตไม่เจอเพราะหลุดไปพร้อมการอาบน้ำ บางทีอาจเจอการดำเนินโรคที่เจ็บป่วยแบบ biphasicหมายถึงไข้สูงใน 24-48 ชั่วโมงแรกถัดมาอุณหภูมิกลับกลายปกติไม่มีไข้ราวๆ 24 ชั่วโมงแล้วจึงเริ่มเป็นไข้สูงอีกครั้งรวมทั้งมีผื่นเกิดขึ้นในวันที่ไข้สูงสุด ไข้จะดำรงอยู่อีกโดยประมาณ 2-3 คราวหลังจากผื่นขึ้นแล้วจึงหายไป ในกรณีที่ไข้ไม่ลงหรือลงแล้วกลับเป็นซ้ำใหม่ควรตรวจค้นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากการต่อว่าดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ส่วนอาการไอบางทีอาจพบนานถึง 10 วัน ส่วนภาวะแทรกซ้อนของโรคฝึกที่พบบ่อยมีดังนี้
                ภาวะแทรกซ้อนของโรคฝึกหัด เจอได้จำนวนร้อยละ 30 ของคนเจ็บโรคฝึก พบมากในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีรวมทั้งคนแก่ที่อายุน้อยกว่า 5 ปีรวมทั้งผู้ใหญ่ที่แก่กว่า 20 ปี กำเนิดได้หลายระบบของร่างกาย สาเหตุโดยมากเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเยื่อบุ (epithelial surface) ของอวัยวะต่างๆถูกทำลายและก็ผลการกดภูมิคุ้มกันจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสของร่างกาย แยกตามอวัยวะต่างๆของร่างกายได้ดังนี้

  • หูศูนย์กลางอักเสบ (otitis media) เจอประมาณร้อยละ 10
  • ปอดอักเสบ (pneumonia) ซึ่งกำเนิดได้ 2 ระยะ ระยะแรกที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอง จะเป็น interstitial pneumonia ในช่วงหลัง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการต่อว่าดเชื้อแบคทีเรียสอดแทรก จะเป็น bronchopneumonia
  • อุจจาระร่วง (diarrhea) มักเกิดในระยะเริ่มต้นที่เป็นไข้ หรือเมื่อผื่นเริ่มขึ้น
  • สมองอักเสบ (encephalitis) เจอได้ 1:1000 ถึง 1:10000 ซึ่งกำเนิดในช่วง 2-5 วัน หลังจากผื่นออก มีลักษณะไข้ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ ซึม ซึ่งถ้ากรวดน้ำไขสันหลัง จะเจอเซลล์เป็น lymphocyte โปรตีนสูง
  • Subacute sclerosing panencephalitis (SSPE) เจอได้ 1 ใน 100000 มักกำเนิดภายหลังเป็นหัดแล้ว 4-8 ปี อาการจะค่อยๆเป็น ค่อยๆไป มีความประพฤติไม่ถูกไป เชาวน์เสื่อมลง มีอาการชัก อาการทางประสาทจะต่ำช้าลงบ่อยถึงโคมา และก็สิ้นใจสุดท้าย ถ้าหากกรวดน้ำไขสันหลังพบว่ามี high titer of measles antibody ตรวจ EEG พบ burst suppression pattern with paroxysmal high-amplitude burst and background suppression
แนวทางการรักษาโรคฝึก
การวิเคราะห์ โรคฝึกหัดใช้การวิเคราะห์จากแนวทางซักเรื่องราวรวมทั้งตรวจร่างกายเป็นหลัก โดยผู้ป่วยจะจับไข้สูง น้ำมูก ไอ  ตาแดง และพบผื่นลักษณะ maculopapular rash ในช่วงวันที่ 3-4 ของไข้ การเจอ  Koplik spots (จุดภายในปากช่วงกระพุ้งแก้ม) จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสำหรับการวิเคราะห์ ในกรณีที่อาการแล้วก็อาการแสดงไม่กระจ่างอาจตรึกตรองส่งตรวจทางห้องทดลองดังนี้เพิ่มเติมเพื่อช่วยยืนยันการวิเคราะห์

  • การตรวจน้ำเหลืองเพื่อหาระดับของแดนติบอดีต่อเชื้อไวรัสหัด วิธีที่นิยมใช้ได้แก่ enzyme immunoassay (EIA) เพราะทำง่าย ราคาถูก มีความไวและความจำเพาะสูง โดยตรวจค้นแอนติบอดีประเภท IgM ใน acute phase serum หรือตรวจค้นแดนติบอดีจำพวก IgG 2 ครั้งใน acute และ convalescent phase serum ห่างกัน 2 อาทิตย์ เพื่อมองการเพิ่มขึ้นของระดับแดนว่ากล่าวบอดี  (fourfold rising of  antibody)  เพื่อรับรองการวิเคราะห์ โดยแนวทางนี้จะสามารถตรวจเจอภายหลังมีผื่นแล้ว 3 วัน โดยระดับแอนติบอดีจะขึ้นสูงสุดราว 14 ครั้งหน้าผื่นและก็จะหายไปใน 1 เดือน ช่วงเวลาที่เสนอแนะให้ตรวจเป็น 7 วันหลังผื่นขึ้น ซึ่งมีแนวทางดังต่อไปนี้


แนวทาง ELISA IgM ใช้แบบอย่างนน้ำเหลือง (serum): เจาะเลือดเพียงแค่ครั้งเดียวช่วง 4-30 คราวหลังเจอผื่น โดยเจาะเลือด 3-5 มิลลิลิตรทิ้งเอาไว้ที่อุณหภูมิห้อง รอคอยจนเลือดแข็งตัว ดูดเฉพาะ Serum (หามีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมให้ ปั่นแยก Serum) เก็บใส่หลอดไม่มีเชื้อ ปิดจุกให้สนิทแล้วนำไปวิเคราะห์ถัดไป

  • การตรวจสารพัดธุกรรมของเชื้อไวรัสฝึกฝน โดยวิธี polymerase chain reaction (PCR) ซึ่งมีวิธีการดังนี้


ปิดฉลาก ชื่อ-สกุล แล้วก็วัน-เดือน-ปี ที่เก็บ วิธี PDR ใช้throat/nasal swab : เก็บตอน 1-5 วันแรกข้างหลังพบผื่น โดยใช้ SWAB ป้ายด้านในบริเวณ posterior pharynx จุ่มปลาย swab ใน viral transport media หักด้าม swab ทิ้งเพื่อปิดหลอดให้สนิทแล้วค่อยนำไปวินิจฉัยถัดไป
                การรักษา เนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัส หัดไม่มียาใช้รักษาเฉพาะ จำเป็นที่จะต้องให้การรักษาตามอาการ อาทิเช่น เช็ดตัวลดไข้ ให้ยาลดไข้ สารน้ำในกรณีที่มีภาวะขาดน้ำหรือทานอาหารได้น้อย ให้ความชื้นรวมทั้งออกซิเจนในกรณีที่หอบหายใจเร็ว   ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อแบคทีเรีย ตัวอย่างเช่น ปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบพิจารณารักษาด้วยการใช้ยาต้านจุลชีวินที่สมควรฯลฯ
                นอกนั้นพบว่าการให้วิตามินเอ ยังสามารถลดอัตราการตายและความพิกลพิการจากภาวะแทรกซ้อนของโรคฝึกหัดได้แล้วก็ยังช่วยเสริมภูมิต้านทานโรคฝึกได้อีกด้วย ด้วยเหตุนี้หมอก็เลยมักพิจารณาจะให้วิตามินเอแก่คนไข้ที่มีข้อบ่งชีดังนี้

  • ผู้ป่วยอาการรุนแรงที่อาศัยอยู่ในประเทศล้าหลัง หรือในบริเวณที่ยากไร้ของประเทศที่กำลังพัฒนา
  • คนป่วยเด็กอายุ 6-24 เดือน และต้องนอนอยู่ในโรงหมอด้วยโรคฝึกฝนที่มีภาวะแทรกซ้อน
  • คนเจ็บที่มีสภาวะภูมิต้านทานต้านโรคผิดพลาด
  • ผู้เจ็บป่วยขาดสารอาหาร
  • คนป่วยที่เคยมีประวัติเป็นโรคตา จากการขาดวิตามิน เอ
  • คนไข้ที่มีปัญหาเรื่องลำไส้ซับไม่ดี (ก็เลยมักขาดวิตามิน เอ)
  • คนป่วยที่พึ่งพิงย้ายมาจากพื้นที่ที่มีอัตราการตายจากโรคฝึกสูง

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคฝึกฝน

  • เด็กหรือผู้ใหญ่ที่มิได้รับการฉีดซีนคุ้มครองปกป้องโรคฝึกมีการเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคฝึกฝนได้
  • สถานที่ที่มีความชื้อที่แสงแดดส่องไม่ถึง หรือมีผู้คนคับคั่งเยอะมากๆชอบเป็นที่ที่มีการระบาดของโรคฝึกฝน เช่น สถานที่เรียน สถานที่รับเลี้ยงเด็กเป็นต้น
  • คนที่มีภาวการณ์ขาดวิตามินเอ ชอบมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัด มากยิ่งกว่าคนปกติ
  • คนที่มีภาวการณ์ความเปลี่ยนไปจากปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีระบบสาธารณสุขที่ไม่มีคุณภาพ(ประเทศล้าหลัง)


การติดต่อของโรคฝึก โรคฝึกหัดเป็นโรคติดต่อที่แพร่สู่บุคคลอื่นได้ง่ายผ่านทางการหายใจ (airborne transmission) เชื้อไวรัสฝึกจะอยู่ในละอองน้ำมูก น้ำลายและเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อไปยังคนอื่นๆโดยการไอจามรดกัน เชื้อจะติดอยู่ในละอองฝอยๆเมื่อคนเจ็บไอหรือจาม เชื้อจะกระจัดกระจายออกไปในระยะไกลรวมทั้งแขวนลอยอยู่กลางอากาศได้นาน เมื่อคนปกติมาสูดเอาอากาศที่มีฝอยละอองนี้เข้าไป หรือละอองสัมผัสกับเยื่อตาหรือเยื่อเมือกโพรงปาก (ไม่มีความจำเป็นต้องไอหรือจามรดใส่กันตรงๆ) ก็สามารถทำให้ติดเชื้อฝึกหัดได้ หรือสัมผัสสารคัดหลังของคนไข้โดยตรง ซึ่งเชื้ออาจติดอยู่กับมือของผู้เจ็บป่วย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆเช่น ถ้วยน้ำ จาน ถ้วยชาม ผ้าที่เอาไว้สำหรับเช็ดหน้า ผ้าที่มีไว้เช็ดตัว หนังสือ ของเล่น เมื่อคนปกติมาสัมผัสถูกมือคนไข้ หรือสิ่งของเครื่องใช้ ที่มัวหมองเชื้อ เชื้อก็จะติดมาพร้อมกับมือของคนๆนั้น เมื่อใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูกเชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายได้ ระยะการติดต่อเริ่มตั้งแต่ 4  วันโดยช่วงที่เริ่มมีอาการไอแล้วก็มีน้ำมูกก่อนเกิดผื่นเป็นระยะที่มีจำนวนเชื้อไวรัสถูกขับออกมาเยอะที่สุด ซึ่งภายในระยะเวลา 7-14 วันหน้าสัมผัสโรค เชื้อไวรัสฝึกฝนจะกระจายไปทั่วร่างกายนำมาซึ่งการก่อให้เกิดลักษณะของระบบทางเท้าหายใจ ไข้แล้วก็ผื่นในคนป่วยรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาอื่นๆตามมาอีกด้วย โดย 90 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ไม่ได้รับวัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคฝึกหัดมีโอกาสมีอาการป่วยด้วยโรคหัดถ้าหากอยู่ใกล้คนที่เป็นโรค
การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรคฝึก

  • กินน้ำสะอาดให้มากๆอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว โดยอาจเป็นน้ำหวานหรือน้ำผลไม้ก็ได้ เพื่อคุ้มครองปกป้องการขาดน้ำ
  • พักให้มากมายๆไม่ทำงานหนักหรือบริหารร่างกายมากจนเกินความจำเป็น
  • ของกินที่รับประทานควรจะเป็นอาหารอ่อนๆดังเช่น ซุปไก่ร้อนๆโจ๊ก น้ำหวาน น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆดังเช่นว่า ชาร้อน น้ำขิง
  • พยายามรับประทานอาหารให้ได้ตามปกติ โดยควรเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆรสไม่จัด ที่สำคัญคือผู้ป่วยไม่จำเป็นที่ต้องงดเว้นของแสลง เพราะเหตุว่าโรคนี้ไม่มีของแสลง โดยควรจะเน้นย้ำการทานอาหารประเภทโปรตีนให้มากๆเป็นต้นว่า เนื้อ นม ไข่ ถั่ว รวมทั้งของกินที่มีวิตามินเอ มากมายๆตัวอย่างเช่น ผักบุ้ง แครอท ตำลึง ตับโค ฟักทอง อื่นๆอีกมากมาย
  • อย่าถูกฝนหรือถูกอากาศเย็นจัด ห้ามอาบน้ำเย็น รวมทั้งควรจะใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น
  • ใช้ผ้าชุบน้ำชุบน้ำอุ่นหรือน้ำก๊อกอุณหภูมิปกติ (อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลาจับไข้สูง
  • งดการสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงควันที่เกิดจากบุหรี่ และก็งดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • หลบหลีกการไปในที่สาห้วยณที่มีคนจอแจ
  • รับประทานยาและก็ประพฤติตามคำเสนอแนะของหมออย่างเคร่งห้องครัว
  • ไปพบหมอตามนัดหมาย
การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคหัด

  • ในช่วงที่มีการระบาดของโรคฝึก ควรจะหลบหลีกการเข้าไปในที่ที่มีผู้คนยัดเยียด แต่แม้หลบหลีกมิได้ ควรสวมหน้ากากอนามัย รวมทั้งหมั่นล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาด หรือชโลมมือด้วยแอลกอฮอล์เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่บางทีอาจติดมาจากการสัมผัสถูกเสมหะของคนป่วย แล้วก็อย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูกหากยังมิได้ล้างมือให้สะอาด
  • ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ ร่วมกับคนไข้ รวมทั้งควรเลี่ยงการสัมผัสมือกับคนป่วยโดยตรง แม้มิได้สวมถุงมือคุ้มครอง
  • อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับผู้เจ็บป่วย แต่จำเป็นที่จะต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ควรใส่หน้ากากอนามัย รวมทั้งหมั่นล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอหลังจากสัมผัสกับคนเจ็บหรือข้าวของของคนเจ็บ


แต่ดังนี้ แนวทางที่เยี่ยมที่สุดที่จะคุ้มครองโรคฝึกหัดได้หมายถึงฉีดวัคซีนปกป้อง เดี๋ยวนี้กระทรวงสาธารณสุขให้ฉีดวัคซีนป้อง กันโรคหัด 2 ครั้ง ทีแรกเมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน รวมทั้งครั้งที่ 2 เมื่อเด็กเข้าห้องเรียนชั้นประถมศึก ษาปีที่ 1 โดยทั้งสองครั้งให้ในรูปของวัคซีนรวม ปกป้องได้สามโรคหมายถึงโรคฝึกหัด โรคคางทูม แล้วก็โรคหัดเยอรมัน เรียกว่า วัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ (MMR, M= mumps/มัมส์/โรคคางทูม M= measles/มีเซิลส์/ฝึกหัด และ R=rubella/รูเบลลา/ โรคเหือด)
ประวัติความเป็นมาของการพัฒนะวัคซีน วัคซีนปกป้องโรคฝึกหัดเริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่ปี ค.ศ.1960 จนถึงมีการจดทะเบียนการใช้วัคซีนเป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริการเมื่อปี ค.ศ.1963 อีกทั้งวัคซีนจำพวกเชื้อตาย (killed vaccine) แล้วก็วัคซีนชนิดเชื้อเป็นที่อ่อนฤทธิ์ (live attenuated vaccine) หลังจากเริ่มใช้วัคซีนอีกทั้ง 2 ชนิดได้เพียงแต่ 4 ปี วัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคหัดประเภทเชื้อตามก็ถูกถอนทะเบียนจากตลาดเพราะพบว่ากระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิด  atypical measles ด้วยเหตุนั้นในตอนต้นวัคซีนที่ใช้ก็เลยเป็น  monovalent live attenuated measles vaccine ที่สร้างขึ้นมาจากเชื้อสายจำพวก Edmonston ชนิด B โดยนำเชื้อเพาะในไข่ไก่ฟักรวมทั้ง chick embryo cell แต่ว่าพบปัญหาข้างๆที่รุนแรงเรื่องไข้ ผื่น ก็เลยมีการพัฒนาวัคซีนชนิดเชื้อเป็นที่อ่อนฤทธิ์จากสายพันธุ์  Edmonston ประเภทอื่นๆด้วยกระบวนการผลิตชนิดเดียวกันแต่ทำให้เชื้ออ่อนฤทธิ์ลงอีก ผลข้างเคียงจึงน้อยลง ถัดมาในปี ค.ศ.1971 มีการขึ้นทะเบียนวัคซีนรวมชนิด trivalent live attenuated measles-mumps-rubella  vaccine (MMR) แล้วก็ใช้อย่างมากมายจนกระทั่งตอนนี้สำหรับเมืองไทยเริ่มมีการบรรจุวัคซีนป้องกันโรคหัดตอนเช้าไปแผนการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติคราวแรกในปี พุทธศักราช2527 โดยเริ่มให้ 1 ครั้งในเด็กอายุ 9-12 เดือนรวมทั้งในปี พุทธศักราช 2539 ก็เลยเพิ่มการให้เข็มที่ 2 แก่เด็กชั้นประถมเรียนรู้ปีที่ 1 จนตราบเท่าปี พ.ศ.2540 ได้กำหนดให้ใช้วัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคฝึกหัดหรือวัคซีนรวมคุ้มครองโรคฝึกหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน  (MMR) ในเด็กอายุ 9-12 เดือนและก็แปลงวัคซีนปกป้องโรคหัดสำหรับเด็กอายุ 4-6 ปีหรือชั้นประถมเล่าเรียนปีที่ 1 เป็นวัคซีนรวมคุ้มครองโรคฝึกหัด – คางทูม – โรคเหือด (MMR) เหมือนกัน
สมุนไพรที่ใช้คุ้มครองปกป้อง/รักษา/บรรเทาลักษณะโรคหัด ตามตำรายาไทยนั้นบอกว่าสมุนไพรที่ใช้รักษาอาการของโรคฝึกมีดังนี้

  • สะเดา (Azadirachta indica A.Juss.) ใช้ก้านสะเดา 33 ก้าน ต้มกับน้ำ 10 ลิตร แล้วต้มจนกระทั่งเหลือน้ำ 5 ลิตร ชูลงทิ้งไว้รอคอยให้เย็น ผสมกับน้ำเย็น 1 ขัน ใช้อาบให้ทั่วร่างกายวันละ 1-2 ครั้ง ตราบจนกระทั่งจะหาย รวมทั้งต้องระมัดระวังอย่าอาบช่วงที่เม็ดฝึกฝนผุดขึ้นมาใหม่ๆแต่ว่าให้อาบในช่วงที่เม็ดฝึกออกเต็มกำลังแล้ว
  • ขมิ้นอ้อย (urcuma zedoaria (Christm.) Roscoe) ใช้เป็นยาแก้ฝึกหลบใน ด้วยการใช้เหง้า 5 แว่น และก็ต้นต่อไส้ 1 กำมือ เอามาต้มรวมกับน้ำปูนใสพอควร แล้วประยุกต์ใช้ดื่มเป็นยาก่อนอาหารรุ่งเช้ารวมทั้งเย็น ทีละ 1 ถ้วยชา
  • ปลาไหลเผือก (Eurycoma longifolia Jack) เปลือกลำต้นเอามาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้เหือดฝึกหัด


 นอกเหนือจากนี้ในบัญชีสามัญประจำบ้านแผนโบราญ พุทธศักราช2556 ดังเจาะจงไว้ว่ายาเขียวสามารถใช้รักษาแล้วก็บาเทาอาการโรคฝึกหัดได้ โดยในสมัยโบราณ ความจริงการใช้ยาเขียวในโรคไข้ออกผื่นในแผนไทย มิได้มีเป้าประสงค์สำหรับการยับยั้งเชื้อไวรัส แต่ต้องการกระทุ้งพิษที่เกิดขึ้นให้ออกมาเยอะที่สุด คนป่วยจะหายได้เร็วขึ้น ผื่นไม่หลบใน หมายถึงไม่เกิดผื่นข้างใน ฉะนั้นก็เลยมีหลายๆคนที่กินยาเขียวแล้วจะคิดว่ามีผื่นมากยิ่งกว่าเดิมขึ้นจากเดิม หมอแผนไทยก็เลยชี้แนะให้ใช้ทั้งวิธีรับประทานแล้วก็ทา โดยการกินจะช่วยกระแทกพิษด้านในให้ออกมาที่ผิวหนัง และก็การชโลมจะช่วยลดความร้อนที่ผิวหนัง ถ้าหากจะเปรียบเทียบกับหลักการหมอแผนปัจจุบัน น่าจะเป็นไปได้ที่ยาเขียวบางทีอาจออกฤทธิ์โดยลดการอักเสบ หรือ เพิ่มภูมิต้านทาน หรือต้านทานขบวนการออกซิเดชัน มักใช้รักษาในเด็กที่ป่วยเป็นผื่น ได้แก่ ฝึกฝน อีสุกอีใส เพื่อกระแทกให้พิษไข้ออกมา เป็นผื่นเพิ่มขึ้น รวมทั้งหายได้เร็ว
ตำรับยาเขียว มีส่วนประกอบของพืชที่ใช้ส่วนของใบเป็นองค์ประกอบหลัก การที่ใช้ส่วนของใบทำให้ยามีสีค่อนข้างไปทางสีเขียว จึงทำให้เรียกกันว่า ยาเขียว รวมทั้งใบไม้ที่ใช้นี้ส่วนใหญ่ มีสรรพคุณ เป็นยาเย็น หอมเย็น หรือ บางจำพวกมีรสขม เมื่อประกอบเป็นตำรับแล้ว จัดเป็นยาเย็น ทำให้ตำรับยาเขียวจำนวนมากมีคุณประโยชน์ ดับความร้อนของเลือดที่เป็นพิษ ซึ่งตามความหมายของการแพทย์แผนไทยนั้น หมายความว่าการที่เลือดมีพิษแล้วก็ความร้อนสูงมากกระทั่งจำเป็นต้องระบายทางผิวหนัง สำเร็จให้ผิวหนังเป็นผื่น หรือ ตุ่ม ตัวอย่างเช่นที่พบในไข้ออกผื่น ฝึกหัด อีสุกอีใส เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ.โรคหัด.(Measles).เอกสารประกอบการสอน ไข้ออกผื่น (Exanthematous Fever).ภาควิชากุมารเวชศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.พฤษภาคม.2547
  • ศศิธร ลิขิตนุกูล. โรคหัดและหัดเยอรมัน (Measlesand rubella). ใน: พรรณทิพย ฉายากุล, บรรณาธิการ.ตําราโรคติดเชื้อ เลม 1 กรุงเทพฯ: สมาคมโรคติดเชื้อแหงประเทศไทย; น.523-9.
  • รศ.รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล.ยาเขียว.ยาไทยใช้ได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “หัด (Measles/Rubeola)”.หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 396-400.
  • ผศ.ดร. ดลฤดี สงวนเสริมศรี, ผศ.ดร. เดือนถนอม พรหมขัติแก้ว มหาวิทยาลัยมหาสารคาม . ฤทธิ์การต้านเชื้อไวรัส varicella zoster ของตำรับยาเขียว (Anti-varicella zoster virus of Ya-keaw remedies). โครงการวิจัยภายใต้ทุนสนับสนุนของ สกว.
  • Axton JHM. The natural history of measles. Zambezia. 1979:139-54.
  • Babbott FL, Gordon JE. Modern measles. Am J Med Sci. 1954;228:334.
  • Koplik HT. The diagnosis of the invasion of measles from study of the exanthema as it appears on the buccal mucosa. Arch pediatr. 1896;13:918-22.
  • Maldonado YA. Rubeolar virus (Measles and subacute sclerosing panencephalitis). In: Long SS, Pickering LK, Prober CG, editors. Principles and practical of pediatric infectious disease 3re ed. Churchill Livingston: Elsevier Inc; 2008. p.1120-6.
  • Suringa DW, Bank LJ, Ackerman AB. Role of measles virus in skin lesion and Koplik’s spots. N Engl J Med. 1970;283:1139-42.
  • แนวทางการเฝ้าระวังควบคุมโรคการตรวจรักษาและส่งตัวอย่างตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อกำจัดโรคหัดตามพันธะสัญญานานาชาติ (ฉบับปรับปรุงวันที่ 2 พฤษภาคม 2555) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • Gershon AA. Measles virus. In: Mendell GL, Bennett JE, Dolin R, eds. Mendell, Douglas and Bennett’s principle and practical of infectious disease 7th Churchill Livingston : Elsevier Inc; 2010. p.2229-36.
  • Miller C. Live measles vaccine: A21-year follow up. Br Meg J. 1987;295:22.
  • Robbins FC. Measles: Clinical Feature. Am J Dis Child. 1965; 266-73.
  • Nakai M, Imagawa DT. Electron microscopy of measles virus replication. J virol 1969;3:189-97.
  • American Academy of Pediatrics. Rubella. In: Pickering LK, Baker CJ, Kimberlin DW, Long SS, eds. Red Book 2009: Report of the Committee on Infectious Diseases. 28th ed. Elk Grove Village, IL: American Academy of Pediatrics; 2009. p.579-84.
  • Measles (rubeola). In: Krugman S, Katz SL, Gershon AA, Wilfert CM, editors. Infectious disease of children. 9th ed. St. Louis: Mosby Yearbook; 1992. p. 223-45.
  • Atabani SF, Byrnes AA, Jaye A, Kidd IM, Magnusen AF, Whittle H, Natural measles causes prolonged suppression of interleukin-12 production. J Infect Dis. 2001;184:1-9.
  • Krugman S. Further-attenuated measles vaccine: Characteristics and use. Rev Infectious Dis

10

โรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ (Viral hepatitis)

  • โรคไวรัสตับอักเสบเป็นยังไง ตับนับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีน้ำหนักโดยประมาณ 1.5 กก. อยู่หลังเครื่องบังลมและมีหน้าที่ที่สำคัญต่างๆดังนี้ เป็นคลังสะสมอาหาร ยกตัวอย่างเช่น แป้ง ไขมัน โปรตีน เอาไว้ใช้ แล้วก็ปล่อยเมื่อร่างกายต้องการ สังเคราะห์สารต่างๆยกตัวอย่างเช่น น้ำดี สารควบคุมการแข็งตัวของเลือด ฮอร์โมน กำจัดพิษ รวมทั้งสิ่งแปลกปลอม ตัวอย่างเช่นเชื้อโรค หรือยา แม้กระนั้นในขณะนี้คนไทยมีอัตราการตายด้วยโรคที่เกี่ยวกับตับสูงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคตับแข็ง โรคมะเร็งตับ สภาวะไขมันสะสมในตับ และก็โรคตับอักเสบ ผู้ที่เจ็บป่วยซึ่งเป็นผลมาจากการเป็นโรคตับอักเสบพบได้ทุกวัย ชายและก็หญิง ส่วนใหญ่เป็นโรคตับอักเสบเฉียบพลัน ส่วนน้อยเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังและก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนของโรคตับแข็ง ตับวาย มะเร็งตับ

    ตับอักเสบ เป็นภาวะด้านการแพทย์ที่มีการอักเสบของตับและมีการทำลายของเซลล์ตับ ทำให้แนวทางการทำหน้าที่ต่างๆของตับแตกต่างจากปกติ ร่างกายอาจออกอาการเจ็บป่วยบางส่วนไหมออกอาการเลยแม้กระนั้นมักจะนำไปสู่อาการโรคตับเหลือง อาการไม่อยากกินอาหาร รวมทั้งอาการไข้ 
    สาเหตุของโรคตับอักเสบ ที่พบมากที่สุดคือ การตำหนิซนไวรัส รองลงมาเกิดขึ้นจาก พิษเหล้า เชื้อแบคทีเรีย เชื้อโปรโตซัวเลปโตสไปโสสิส พยาธิ ยาบางประเภท สารเคมี โดยส่วนมากจะมีเหตุที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสจำพวกต่างๆซึ่งมีอยู่หลายประเภทร่วมกัน คือ ไวรัสตับอักเสบประเภท อี ซึ่งแต่ละชนิดมีความต่างกันในรายละเอียดโดยปกติเมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสตับอับเสบ ระบบภูมิต้านทานจะสามารถกำจัดเชื้อและก็จะหายเองได้ แต่มีบางรายร่างกายไม่อาจจะกำจัดเชื้อได้หมด แปลงเป็นตับอักเสบเรื้อรัง และก็นำมาซึ่งสภาวะโรคตับแข็งแล้วก็มะเร็งตับต่อไป
    นอกจากนั้นโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส (Viral Hepatitis) เป็นโรคติดเชื้อโรคที่มีความรุ่นแรงสูงและก็เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญปัญหาหนึ่ง องค์การอนามันโลก หรือ WHO นับว่าโรคนี้คือปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของโลกทีเดียว เพื่อประชาชนโลกตระหนักถึงภัยจากโรคตับอักเสบ องค์การอนามัยโลกก็เลยประกาศให้วัน ที่ 28 ก.ค.ของทุกปีเป็น “วันโรคตับอักเสบโลก (World hepatitis day)”

  • ที่มาของโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ โรคไวรัสตับอักเสบนั้นนับเป็นหนึ่งในกรุ๊ปโรคตับอักเสบ ที่มีสาเหตุมมาจากการตำหนิดเชื้อไวรัส ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส 5 ประเภท คือ Hepatitis A virus (HAV), Hepatitis B virus (HBV), Hepatitis C virus (HCV), Hepatitis D virus (HDV) Hepatitis E virus (HEV) นอกจากนั้นอาจเป็นเพราะเนื่องจากต้นเหตุอื่นหรือเชื้อไวรัสตัวอื่นอีก ซึ่งยังไม่สามารถที่จะตรวจเจอได้ เชื้อไวรัสตับอักเสบ ดังที่กล่าวถึงแล้วสามารถแบ่งออกเป็น 2 กรุ๊ป คือ


  • กรุ๊ปที่ติดต่อทางการกิน ตัวอย่างเช่น HAV และ HEV โดยธรรมดาอาการไม่ร้ายแรงมากนัก และไม่ส่งผลใกล้กันตามมา คนป่วยที่หายจากการต่อว่าดเชื้อกลุ่มนี้ในระยะกะทันหันแล้วจะไม่มีอาการตับอักเสบเรื้อรัง โรคตับแข็ง แล้วก็โรคมะเร็ง
  • กลุ่มที่ติดต่อทางเลือด แล้วก็เซ็กซ์ ดังเช่น HBV และก็ HCV เชื้อไวรัสกลุ่มนี้มีอาการแทรกตามมาได้สูง เหตุเพราะคนเจ็บเป็นจำนวนมากมีลักษณะอาการติดโรคเรื้อรัง และก็บางทีอาจแปลงเป็นโรคตับแข็ง หรือ โรคมะเร็งตับได้
  • อาการของโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ อาการ ที่กระจ่างแจ้งหมายถึงอ่อนเพลีย โรคตับเหลือง (ตาเหลือง ตัวเหลือง เยี่ยวเหลืองเสมือนขมิ้น) โดยมักไม่มีลักษณะของการมีไข้ (ตัวร้อน) ร่วมด้วย บางบุคคลอาจมีลักษณะของการปวดเสียด หรือจุกแน่น แถวลิ้นปี่ หรือชายโครงขวา (ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ) ในบางบุคคลอาจดูได้ว่า ก่อนมีอาการดีซ่าน จะมีลักษณะอาการดีซ่าน จะมีลักษณะไม่สบาย อ่อนเพลีย ไม่อยากกินอาหาร คล้ายไข้หวัดใหญ่ อาจมีอาการอาเจียน อาเจียน ถ่าย เหลว หรือท้องร่วงร่วมด้วย เมื่อไข้ลด (อาจมีไข้อยู่ 4-5วัน) ก็สังเกตเห็นฉี่เป็นสีเหลืองเข้ม แล้วเห็นอาการตาเหลือง ตัวเหลืองตามมา


ยิ่งกว่านั้น ถ้าหากผู้ป่วยได้รับการเจาะเลือดตรวจจะพบว่า ระดับเอนไซม์ทรานซาไม่เนส เช่น เอสจีโอที (SGOT) รวมทั้งเอสจีพีที (SGPT) ขึ้นสูงยิ่งกว่าคนปกติ ทำให้วิเคราะห์ได้แน่นอนว่า อาการดีซ่านที่เกิดขึ้นมาจากโรคตับนั้น เป็นโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะรู้สึกสบายขึ้น หายเหน็ดเหนื่อย หายเบื่อข้าว ผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง จะมีลักษณะอาการอ่อนล้า เมื่อยล้าง่าย บางครั้งบางคราวมีอาการตาเหลืองน้อย นานเป็นปีฯ ถึงสิบๆปี ก่อนที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆตามมา ส่วนคนที่เป็นพาหะของไวรัสตับอับเสบบีหรือซี จะไม่มีอาการเปลี่ยนไปจากปกติอะไรก็ตามให้เห็นจะทราบต่อเมื่อตรวจเลือดพบเชื้อเพียงแค่นั้น ซึ่งถ้าจะแยกอาการตามจำพวกของเชื้อไวรัสที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคตับอักเสบนั้นสามารถแยกได้ดังนี้
เชื้อไวรัสตับอักเสบเอ จะเกิดอาการตับอักเสบฉับพลันเป็น อ่อนแรง ไม่อยากอาหาร ดีซ่าน โดยในผู้ใหญ่จะมีลักษณะอาการมากยิ่งกว่าในเด็ก ไวรัสตับอักเสบเอเป็นไวรัสที่เป็นกระทันหัน หายแล้วหายสนิทในคนที่มีภูมิคุ้มกันแล้วจะไม่เป็นซ้ำอีก
เชื้อไวรัสตับอักเสบบี การตำหนิดเชื้อจากไวรัสจำพวกนี้ชอบทำให้มีการแฝงตัวเป็นเชื้อไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง โดยผลที่เกิดในระยะยาวของการติดเชื้อไวรัสบีนั้นเป็น ผู้ป่วยมีการเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะตับแข็ง และมะเร็งตับได้ในระยะยาว ถ้ามิได้รับการต่อว่าดตามรักษาที่เหมาะสม
เชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี เชื้อไวรัสประเภทนี้มักไม่กระตุ้นให้เกิดอาการเปลี่ยนไปจากปกติอะไรก็ตามจากภาวการณ์ตับอักเสบเฉียบพลัน แต่จะมีผลให้มีการอักเสบเรื้อรังของตับ เมื่อมีการอักเสบไปนานๆก็จะเกิดพังผืดสะสมในตับจนถึงเปลี่ยนเป็นโรคตับแข็งในที่สุด
ไวรัสตับอักเสบ ดี ลักษณะของไวรัสชนิดนี้จะทำให้เกิดตับอักเสบซ้ำไปซ้ำมาขึ้นมา เหมือนกันกับผู้ป่วยเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
ไวรัสตับอักเสบ อี การเกิดโรคของเชื้อไวรัสประเภทนี้จะทำให้เกิดตับอักเสบกระทันหัน ตัวเหลืองตาเหลือง ผู้เจ็บป่วยหลายๆรายอาจมีอาการเหลืองนานเป็นต้นตย์ หรือ สองสามเดือนได้

  • กรุ๊ปบุคคลที่เสี่ยงจะเป็นโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ


ไวรัสตับอักเสบจำพวกเอ ฝูงคนที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบประเภทเอสูงเป็น กลุ่มที่มีสุขอนามัยหรือการสุขาภิบาลไม่ดี เช่น ทานอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบรับประทานอาการหรือน้ำที่ไม่สะอาดและคนที่อยู่ในสถานที่คับแคบ
ไวรัสตับอักเสบชนิดบี เพราะเหตุว่า เชื้อไวรัสจำพวกนี้พบได้ทั่วไปในสารคัดเลือกหลั่งของคนเรา ดังเช่น เลือด นม น้ำอสุจิ น้ำลาย ด้วยเหตุผลดังกล่าวกรุ๊ปเสี่ยงสำหรับเพื่อการติดเชื้อโรคเชื้อไวรัสจำพวกนี้ ก็เลยได้แก้คนที่ต้องสัมผัสกับสารคัดหลั่งพวกนี้ นอกจากยังสามารถติดเชื้อโรคจากแม่สู่ลูกได้อีกด้วย
ไวรัสตับอักเสบชนิดซี กลุ่มบุคคลที่มีการเสี่ยงสำหรับการติดเชื้อโรค เป็นต้นว่า บุคคลที่ใช้เข็มหรือของมีคมร่วมกัน ดังเช่นว่า ผู้ติดเฮโรอีน กรุ๊ปคนที่ชอบสักตามร่างกาย ฯลฯ
ไวรัสตับอักเสบจำพวกดี เชื้อไวรัสจำพวกนี้เป็นไวรัสที่มักจะพบว่าเกิดขึ้นพร้อมทั้งไวรัสตับอักเสบบี ฉะนั้นกรุ๊ปเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคไวรัสตับอักเสบดีก็เลยเป็นกรุ๊ปที่มีการกระทำเสี่ยง เหมือนกับผู้ที่เสี่ยงจะติดโรคไวรัสตับอักเสบบี
ไวรัสตับอักเสบประเภทอี เชื้อไวรัสจำพวกนี้สามารถพบได้ในคนแล้วก็สัตว์ ได้แก่ หมูแล้วก็สัตว์อื่นๆและกลุ่มบุคคลที่เสี่ยงตายดเชื้อไวรัสชนิดนี้อย่างเช่นบุคคลที่ทานอาหารสุบๆดิบๆหรือผู้ที่สีสุขสภาวะไม่สะอาดฯลฯ

  • วิธีการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ แพทย์วินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบได้จาก เรื่องราวลักษณะของผู้เจ็บป่วย ประวัติการสัมผัสโรค (ได้แก่ การกินของกิน การได้รับเลือด การระบาดของโรคในที่ทำงาน การมีเซ็กส์สำส่อน หรือการใช้ยาเสพติด) การตรวจร่างกาย ถ้าหากมีลักษณะอาการแจ้งชัดหมายถึงมีอาการเมื่อยล้า โรคดีซ่าน โดยมีอาการเหมือนไข้หวัดใหญ่นำมาก่อน ไม่มีประวัติดื่มสุราจัด น้ำหนักลดน้อย (เพียงแต่ 1-2 กิโล) ยังกินอาหารได้ ดื่มน้ำได้ ไม่คลื่นไส้ หมอจะวิเคราะห์โดยการตรวจร่างกายเพิ่มเติม ดังเช่น ตรวจพบตับโตนิดหน่อย ลักษณะนุ่ม ไม่เจ็บมากมาย โดยไม่พบเรื่องผิดปกติอื่นๆแล้วก็ไม่พบอาการไข้ (ตัวร้อน) ก็บางทีอาจวิเคราะห์ว่าเป็นโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส แล้วก็ให้การรักษาเบื้องต้นได้ แต่ว่าถ้าหากมีลักษณะกำกวม หรือเป็นเรื้อรัง หรือสงสัยมีต้นเหตุที่เกิดจากปัจจัยอื่น หมอจะกระทำตรวจการทำงานของตับ โดยการหาระดับ SGOTAST,SGPT ALTค่าธรรมดาน้อยกว่า 40 IU/L ถ้าค่ามากยิ่งกว่า 1.5-2 เท่าให้สงสัยว่าตับอักเสบ ถ้าเกิดพบว่าไม่ดีเหมือนปกติแพทย์จะขอตรวจเดือนละครั้งต่อเนื่องกันอย่างต่ำ 3 เดือน การตรวจหาตัวเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ตรวจหา Ig M Anti HAV เชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ตรวจหา HBsAg หากบวกหมายความว่ามีเชื้ออยู่   Anti HBs ถ้าบวกมีความหมายว่ามีภูเขามิต่อเชื้อ  HBeAg ถ้าเกิดบวกมีความหมายว่าเชื้อมีการแบ่งตัว HBV-DNA เป็นการตรวจเพื่อหาปริมาณเชื้อ ไวรัสตับอักเสบ ซี Anti-HCV เป็นการพูดว่ามีภูเขาไม่ต่อเชื้อ  HCV-RNA มองจำนวนของเชื้อ การตรวจดูส่วนประกอบของตับ อย่างเช่นการตรวจคลื่นเสียงเพื่อดูว่ามีตับแข็งหรือมะเร็งตับหรือไม่ การตรวจชิ้นเนื้อตับ หมอผู้เชี่ยวชาญจะนำชิ้นเนื้อตับเพื่อวิเคราะห์ความรุนแรงของโรค    เมื่อตรวจเจอว่าเป็นโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส แพทย์จะชี้แนะการปฏิบัติตัวต่างๆหากว่าไม่มีอาการอะไรเยอะแยะก็จะไม่ให้ยา เนื่องเพราะโรคนี้ไม่มียารักษาเฉพาะเจาะจง รวมทั้งนัดผู้เจ็บป่วยมาตรวจสอบอาการทุก 1-2สัปดาห์ จนกระทั่งจะแน่ใจว่าหายดี  ผู้ป่วยโรคตับอักเสบไวรัสส่วนใหญ่มักมีลักษณะอาการไม่รุนแรง หากแม้ไม่ได้รับการรักษาเป็นพิเศษก็หายได้เอง คนเจ็บที่จำเป็นจะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ คือ ผู้ที่มีลักษณะเมื่อยล้ามาก ทานอาหารมิได้ อาเจียนอ้วกมากมาย เจ็บท้องมาก ตัวเหลืองจัด ปวดมึนหัวร้ายแรง พูดไม่รู้เรื่อง หรือเปล่ารู้สึกตัว แล้วก็หญิงตั้งท้องและผู้ป่วยที่เป็นโรคอื่นอยู่เดิม  บางครั้งบางทีอาจให้ยาบรรเทาตามอาการ ตัวอย่างเช่น ยาแก้คลื่นไส้ วิตามินบำรุง (แม้ไม่อยากอาหารมาก) ฉีดกลูโคสหรือให้น้ำเกลือ (ถ้าเกิดกินได้น้อย หรืออ้วกมาก) เป็นต้น หากตรวจเจอว่าเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง (ซึ่ง มักมีต้นเหตุที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบบีหรือซี) ซึ่งจะมีลักษณะอักเสบนานเกิน 6 เดือน หมออาจต้องกระทำการตรวจพิเศษ ได้แก่ เจาะเนื้อตับออกมาพิสูจน์ ตรวจเลือดเพื่อมองสาเหตุความร้ายแรงแล้วก็ภาวะแทรกซ้อนเป็นระยะการดูแลรักษาบางทีอาจฉีดยาอินเตอร์เฟียรอน (interferon) สัปดาห์ละ 3 ครั้ง นาน 4-6 เดือน ยานี้จะช่วยลดปริมาณเชื้อไวรัส และลดการอักเสบของตับ ส่วนคนที่ตรวจพบว่าเป็นพาหะ ของเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี แพทย์จะเสนอแนะการกระทำตัว และนัดตรวจทุก 3-6 เดือน ไปเรื่อยๆเพื่อเฝ้าอาการเปลี่ยนอย่างใกล้ชิด
  • การติดต่อของโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ
  • เชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (hepatitis A virus ย่อว่า HAV) สามารถติดต่อทางระบบทางเดินอาหาร โดยการกินของกิน ดื่มนมหรือน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระของผู้ที่มีเชื้อโรคนี้ (เหมือนกับโรคบิด อหิวาตกโรค ไข้รากสาดน้อย) ฉะนั้นจึงสามารถแพร่กระจายได้ง่าย บางคราวบางทีอาจเจอการระบาดในค่ายทหาร สถานที่เรียน หรือ หมู่บ้าน

ระยะฟักตัวของโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสเอ 15-45 วัน (เฉลี่ย 30 วัน)

  • เชื้อไวรัสตับอักเสบบี (hepatitis B virus ย่อว่า HBV) เชื้อนี้จะมีอยู่ในเลือด แล้วก็ยังบางทีอาจพบมีอยู่ในน้ำลาย น้ำตา น้ำนม ฉี่ น้ำเชื้อ น้ำเมือกในช่องคลอด เชื้อสามารถไปสู่ร่างกายโดยทางเพศสโมสร หรือถ่ายทอดจากแม่ที่มีเชื้อนี้ไปยังเด็กทารกขณะคลอด นอกนั้นยังสามารถติดต่อโดยทางเลือด อย่างเช่น การให้เลือด การฉีดยา การฝังเข็ม การสักตามร่างกาย กระบวนการทำฟัน การใช้งานเครื่องมือแพทย์ที่ด่างพร้อยเลือดของคนที่มีเชื้อโรคชนิดนี้ เป็นต้น
ระยะฟักตัวของโรคตับอักเสบจำพวกบี 30-180 วัน (เฉลี่ย 60-90 วัน)

  • เชื้อไวรัสตับอักเสบซี (hepatitis C virus ย่อว่า HCV) เชื้อนี้สามารถติดต่อชนิดเดียวกันกับไวรัสตับอักเสบบีทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งมีการดำเนินของโรคแบบเดียวกับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี กล่าวคือ อาจจะทำให้เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง หรือติดเชื้อโรคบางทีอาจไม่มีอาการเปลี่ยนไปจากปกติ แต่ว่ามีเชื้ออยู่ในร่างกายสามารถแพร่โรคให้คนอื่นๆได้ เรียกว่าเป็นพาหะของโรค (carrier) สุดท้ายบางทีอาจเกิดโรคแทรกร้ายแรงเป็นตับแข็งกับโรคมะเร็งตับ ลักษณะของอาการเหล่านี้มักจะไม่พบในติดเชื้อโรคไวรัสตับอักเสบเอ
  • ไวรัสตับอักเสบ ดี เป็นไวรัสที่แฝงมากับไวรัสตับอักเสบ บี พบได้มากในกรุ๊ปประเทศยุโรป โดยไวรัสตัวนี้ จะต้องอาศัยองค์ประกอบของไวรัสตับอักเสบบี ในการแบ่งตัว โดยเหตุนั้นการติดเชื้อจะเกิดขึ้นกับไวรัสตับอักเสบบีหรือเกิดในคนป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีซ่อนเร้นอยู่ ในร่างกาย ด้วยเหตุผลดังกล่าวการติดต่อจึงมีลักษณะราวไวรัสตับอักเสบประเภทบี
  • ไวรัสตับอักเสบอี การเกิดโรคในคนนั้นคนป่วยหลายๆรายมีประวัติสัมผัสหรือกินอาหารครึ่งดิบครึ่งสุกซึ่งเป็นเหตุของการติดเชื้อได้ ด้วยเหตุดังกล่าวการติดต่อของไวรัสประเภทนี้ก็เลยมีลักษณะเช่นเดียวกับเชื้อไวรัสตับอักเสบประเภทเอ
  • การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ
  • ปฏิบัติตามหมอแล้วก็พยาบาลที่รักษาเสนอแนะ
  • พักผ่อนเต็มกำลัง ควรหยุดงาน หยุดสถานที่เรียนตามหมอเสนอแนะ
  • ดื่มน้ำสะอาดให้มากมายๆอย่างน้อยวันละ 8 - 10 แก้วเมื่อไม่มีโรคจะต้องจำกัดน้ำดื่ม
  • รับประทานอาหารมีคุณประโยชน์ 5 หมู่ แม้กระนั้นควรจะเป็นอาหารอ่อนย่อยง่าย เพิ่มผัก ผลไม้ให้มากๆ
  • กินยาบรรเทาอาการต่างๆตามแพทย์ชี้แนะ
  • ไม่ซื้อยารับประทานเองเนื่องจากอาจก่อให้ตับอักเสบมากขึ้น หรืออาจมีผลข้างเคียงจากยามากขึ้น เพราะเหตุว่าตับไม่สามารถที่จะกำจัดยาส่วนเกินออกมาจากร่างกายได้ตามธรรมดา
  • งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์ทุกประเภทเนื่องจากว่าจะเพิ่มการทำลายเซลล์ตับ
  • รักษาสุขลักษณะฐานราก (สุขข้อกำหนดแห่งชาติ) เพื่อให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ลดความรุนแรงของโรค รวมทั้งลดการแพร่เชื้อสู่คนอื่นๆ
  • ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนกินอาหารรวมทั้งหลังการขับถ่าย
  • แยกของใช้ ของใช้ส่วนตัว โดยยิ่งไปกว่านั้นถ้วยน้ำและช้อน
  • เจอหมอตามนัดเสมอ และรีบเจอแพทย์ก่อนนัดเมื่อมีลักษณะอาการเปลี่ยนไปจากปกติไปจากเดิม และ/หรือ เมื่ออาการต่างๆสารเลวลง รวมทั้ง/หรือเมื่อกลุ้มใจในอาการ
  • ควรจะรีบพบหมอก่อนนัดหมายหรือเป็นการรีบด่วนเมื่อรับประทาน/ดื่มมิได้ หรือกำเนิดอาการงงเต็ก แล้วก็/หรือซึมลง เพราะว่าอาจเป็นลักษณะของตับวาย
  • การป้องกันตนเองจากโรคไวรัสตับอักเสบ
  • รักษาสุขลักษณะรากฐาน (สุขข้อกำหนดแห่งชาติ) เพื่อลดโอกาสติดโรคต่างๆ
  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่เสมอโดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนอาหารรวมทั้งหลังการขับถ่าย
  • กินแต่อาหารที่ปรุงสุกอย่างทั่วถึง สะอาด ดื่มแต่น้ำที่สะอาด ระวังการกินน้ำแข็ง และของกินสุกๆดิบๆ
  • รักษาความสะอาดถ้วยน้ำและก็ช้อนเสมอ
  • ระมัดระวังการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งของบุคคลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เครื่องมือบาง อย่างร่วมกันอย่างเช่น เข็มฉีดยา เครื่องมือสักตามร่างกาย และกรรไกรตัดเล็บ
  • ใช้ถุงยางชายเสมอเมื่อมีเซ็กส์
  • ฉีดยาคุ้มครองโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบจำพวกมีวัคซีน
  • การฉีดวัคซีนคุ้มครองป้องกัน เชื้อไวรัสตับอักเสบบเอ


o          ทารกแรกคลอดทุกราย โดยเฉพาะถ้าหากคุณแม่เป็นพาหะของเชื้อ
o          เด็กทั่วไป เพื่อสร้างเสริมภูมิต้านทาน
o          เด็กโต วัยรุ่น คนแก่ อาจเคยติดเชื้อโรคไวรัสตับอักเสบ เอ แล้ว
o         จะเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงต่อการเป็นโรค

  • การฉีดยาคุ้มครองปกป้อง เชื้อไวรัสตับอักเสบบี


o       ทารกแรกคลอดทุกราย โดยเฉพาะถ้าแม่เป็นพาหะของเชื้อ
o         เด็กทั่วๆไป เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
o         เด็กโต วัยรุ่น คนแก่ บางทีอาจเคยติดเชื้อโรคไวรัสตับอักเสบ บี แล้ว ให้ตรวจเลือดก่อนพิเคราะห์ฉีด วัคซีน

  • สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคไวรัสตับอักเสบ

    ลูกใต้ใบ หรือ จูเกี๋ยเช่า เป็นหนึ่งสมุนไพรบำบัดตับ ต้นของลูกใต้ใบสามารถแก้ตับอักเสบ ต้นลูกใต้ใบประกอบด้วย สารไกลโคไซด์( Glycosides) ซาโพนิน (Saponin) แทนนิน (tannins) สารฟลาโวนอยด์ (flavonoid) ซึ่งเป็นกลุ่มสารพฤกษเคมี เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของพืชนั้น ลูกใต้ใบช่วยบำรุงตับ ลดอาการตับอักเสบ มีผลการวิจัยในสัตว์พบว่า สามารถป้องกันความเป็นพิษของยาพาราเซตตามอลต่อตับได้ และยังมีผลการวิจัยพบสารสกัดจากลูกใต้ใบสามารถป้องกันไม่ให้ตับถูกทำลายจากสารพิษ อย่าง เหล้า ช่วยรักษาการอักเสบของตับทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง เช่น โรคไวรัสตับอักเสบบี และยังพบว่าทำให้การตับฟื้นตัวและยับยั้งเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ( HBV) ได้อีกด้วย
    โดยมีการทดลองและศึกษาวิจัยระหว่างคณะแพทย์จากสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา และคณะแพทย์อินเดียแห่งเมืองมีคราสได้ศึกษาวิจัยพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ ที่มีการใช้รักษาอาการดีซ่านมาตั้งแต่โบราณ โดยได้นำพืชสมุนไพรกว่า 1,000 ชนิดที่ใช้กันทั่วโลกมาทดสอบ
    จากการทดลองพบว่า พืชสมุนไพรหลายชนิดมีฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์ดีเอ็นเอของไวรัสชนิดนี้ และสารสกัดของ ลูกใต้ใบ มีฤทธิ์สูงสุด การทดลองทางคลินิกในเมืองมีคราสทำโดยให้แคปซูลยาสมุนไพร 200 มิลลิกรัมน้ำหนักแห้งแก่ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บี 37 คน วันละครั้ง 30 วันติดต่อกันพร้อมกับให้ยาหลอกซึ่งภายในแคปซูลบรรจุน้ำตาลแล็กโทสแทน 23 คน หลังจากนั้นเจาะเลือดผู้ป่วยมาตรวจหาเชื้อไวรัส พบว่าผู้ป่วย 22 คน (ร้อยละ 59) ไม่มีเชื้อไวรัสในกระแสเลือด ในขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอกเพียง 1 คนที่ไม่พบเชื้อไวรัสในกระแสเลือด และภายหลังการติดตามผลการรักษาต่อไปอีก 9 เดือน พบว่า ผู้ป่วยทั้ง 22 คน ยังคงตรวจไม่พบเชื้อไวรัสในกระแสเลือดต่อไป
    เห็ดหลินจือ มีสารโพลีแซกคาไรด์ (polysaccharides) ออกฤทธิ์ยับยั้งสารพิษต่อตับ ไม่ให้ทำลายเซลล์ตับ เช่นสาร คาร์บอนเตตราคลอไรด์ ปรับปรุงการทำงานของตับ และยังช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีสารกลุ่มไตรเทอร์ปินนอยด์ (triterpenoids) ซึ่งมีสรรพคุณยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับ และสารเยอร์มาเนียม(germanium )ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายและยังมีกรดกาโนเดอลิก (ganoderic acid) กรดลูซิเดนิก (luci denic acid) เป็นสารต่อต้านสารพิษที่มีต่อตับ ยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ผิดปกติในตับ
    เอกสารอ้างอิง

  • โรคตับอักเสบ สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรคประจำปี 2555.สำนักระบาดวิทยา.กรมควบคุมโรค.กระทรวงสาธารณสุข.
  • ศ.เกียรติคุณ พญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์.ไวรัสตับอักเสบ(Viral hepatitis) .หาหมอดอทคอม.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • รศ.พญ.จันทพงษ์ วะสี. โรคตับอักเสบ จากเชื้อไวรัส.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่81.คอลัมน์โรคน่ารู้.มกราคม.2529
  • มารู้จักไวรัสตับอักเสบกันเถอะ.โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน.คณะเวชศาสตร์เขตร้อน.มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • รศ.นพ.สุรเกียรต์ อาชานานุภาพ.ตับอักเสบจากไวรัส.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่291.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กรกฏาคม.2546
  • รศ.จันทร์เพ็ญ วิวัฒน์.การทดลองใช้ยาสมุนไพรรักษาไวรัสตับอักเสบ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่121.คอลัมน์โลกกว้างและการแพทย์.พฤษภาคม.2541 http://www.disthai.com/
  • ศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้อและพาหนะนำโรค กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
  • Dienstag,J., and Isselbacher, K. (2001). Acute viral hepatitis. In Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J. Harrrison’s: Principles of internal medicine. (p1721-1737). New York. McGraw-Hill.
  • สมพนธ์ บุณยคุปต์.(2538).ตับอักเสบ. งานการพยาบาลป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี.แผ่นพับ.
  • ทวีศักดิ์ แทนวันดี.(ม.ป.ป.).โรคตับอักเสบจากไวรัสซี. เชอริง-พราว จำกัด.
  • ชมรมตับอักเสบแห่งประเทศไทย (ม.ป.ป.).ไวรัสตับอักเสบมฤตยูเงียบ.เชอริง-พราว จำกัด.
  • ยง ภู่วรรณ.(2539).ไวรัสตับอักเสบและการป้องกัน. กรุงเทพฯ : ชัยเจริญ.



Tags : โรคไวรัสตับอักเสบ

11

โรคเบาหวาน(Diabetes Mellitus)

  • โรคเบาหวานคืออะไร คำจำกัดความของเบาหวาน สโมสรเบาหวานที่สหรัฐฯบอกความหมายเบาหวานไว้หมายถึงเบาหวานเป็นกรุ๊ปโรคทางเมตะบอลิซึมที่แสดงอาการ โดยหรูหราน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งเป็นผสมมาจาก ความไม่ปกติของการหลั่งอินซูลิน หรือการออกฤทธิ์ของอินซูลิน หรือทั้งคู่อย่าง สภาวะที่น้ำตาลในเลือดสูงอย่างเรื้อรัง จะสำเร็จให้เกิดการเสื่อมของอวัยวะภายในร่างกาย ในระยะยาวกำเนิดโรคแทรกและทำให้การอับอายขายขี้หน้าที่ ของอวัยวะที่สำคัญหลายอวัยวะสถานที่ทำงานล้มเหลวโดยเฉพาะ ตา ไต ระบบประสาท หัวใจและก็เส้นเลือด

    ความเป็นมาเบาหวาน เบาหวาน มีหลักฐานปรากฏในกระดาษขว้างปิรุสของอียิปต์ ซึ่งเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรที่เก่าแก่สูงที่สุดชิ้นหนึ่ง จากการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางโบราณคดีพบว่ากระดาษที่บันทึกเกี่ยวกับประเด็นนี้นั้นมีอายุราว 1500 ปีก่อน คริสตกาล ก็เลยแปลว่า “โรคเบาหวาน” เป็นโรคที่ดั้งเดิมมากมาย และเมื่อประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 1 มีการเจอบันทึกของหมอชาวภาษากรีก ชื่อ “อารีอุส” ซึ่งได้บันทึกอาการของโรคที่มีลักษณะของการกัดกินเนื้อหนังและก็มีการปัสสาวะไม่น้อยเลยทีเดียวในแต่ละครั้ง โดย “อารีอุส” ได้ตั้งชื่อโรคนี้ว่า diabetes insipidus ซึ่งปัจจุบันนี้ชื่อเรียกนี้จะหมายคือโรค “ค่อยจืดชืด”
    ผ่านไปอีกเกือบจะ 1700 ปี ได้มีคำว่า mellitus เกิดขึ้น mellitus เป็นภาษาลาติน แสดงว่า น้ำผึ้ง ซึ่งนำมาใช้เรียกโรคที่มีอาการแบบเดียวกับ diabetes โดยคือ “เบาหวาน”
    ในตอนนี้โรคเบาหวานคือปัญหาทางสาธารณสุขที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วทั้งโลก อุบัติการณ์ของเบาหวานมีทิศทางมากขึ้นทุกปี จากข้อมูลของสมาพันธ์ โรคเบาหวานนานาชาติ (International Diabetes Federation) พบว่าผู้ป่วย โรคเบาหวานทั่วทั้งโลก ว่ามีปริมาณ 285 ล้านคน รวมทั้ง ในปี 2553 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 438 ล้านคน ที่สำคัญในปริมาณนี้ 4 ใน 5 เป็นชาวเอเชีย ในการคาดโดยประมาณจำนวนสามัญชนที่เป็น โรคเบาหวานในอนาคตของประเทศไทยโดยสำนักควบคุมโรคไม่ติดต่อ พบว่า ระหว่างปี พุทธศักราช 2554-2563 จะมีจำนวนสามัญชนที่เป็นโรคเบาหวานมากขึ้นอยู่ในช่วง 501,299 -553,941 คน/ปี รวมทั้งในปี พุทธศักราช 2563 จะมีปริมาณคนป่วยโรคเบาหวานราย ใหม่มากถึง 8,200,000 คน ประเทศไทยได้กำหนดโรคเบาหวานเป็นโรควิถีชีวิตที่สำคัญหนึ่งในห้าโรคที่กำหนดไว้ในแผนยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีชีวิตไทย พ.ศ. 2554 -2563 จากการสำรวจสุขภาพคนไทยครั้งปัจจุบันในปี พุทธศักราช 2554 พบว่าอัตราป่วยด้วย โรคเรื้อรัง พุทธศักราช 2544 - 2552 มีผู้เจ็บป่วยเป็นเบาหวานมากขึ้นจาก 288 คน เป็น 736 คน ต่อสามัญชนแสนคน
    โดยปกติ โรคเบาหวานสามารถ แบ่งได้ 2 ชนิดหลักหมายถึงโรคเบาหวานชนิด 1 (Diabetes mellitus type 1), เบาหวานจำพวก 2 (Diabetes mellitus type 2)
    เบาหวานประเภท 1 เบาหวานจำพวกต้องพึ่งอินซูลิน (Insulin-dependent diabetes mellitus) และด้วยเหตุว่าโรคเบาหวานประเภทนี้พบได้บ่อยในเด็กแล้วก็วัยรุ่น ก็เลยเรียกได้อีกชื่อว่า โรคเบาหวานในเด็กแล้วก็วัยรุ่น หรือ Juvenile diabetes mellitus
    เบาหวานจำพวก 2 โรคเบาหวานในคนแก่ (Adult onset diabetes mellitus) รวมทั้งเป็นเบาหวานที่ไม่จำเป็นที่ต้องพึ่งอินซูลิน (Non- insulin-dependent diabetes mellitus)
    ตารางเปรียบเทียบเบาหวานชนิดที่ 1 และจำพวกที่ 2
         โรคเบาหวานประเภทที่1   โรคเบาหวานชนิดที่
    กลุ่มอายุมักเกิดกับผู้มีอายุน้อยกว่า 40ปี     มักกำเนิดกับผู้สูงอายุ 40 ปี ขึ้นไป
    น้ำหนักตัวซูบผอมอ้วน
    รูปแบบการทำงานของตับอ่อน ไม่สามารถที่จะผลิตอินซูลินได้           
    1.สามารถผลิตอินซูลินได้บ้าง
    2.ผลิตได้ธรรมดาแม้กระนั้นอินซูลินไม่มีความสามารถ
    3.เซลล์ร่างกายต้านทานอินซูลิน
    การแสดงออกของอาการ    เกิดอาการร้ายแรง             
    1.ไม่มีอาการเลย
    2.มีลักษณะอาการน้อย
    3.อาการร้ายแรง กระทั่งช็อกสลบได้
    การดูแลรักษา              เพิ่มปริมาณอินซูลินภายในร่างกาย            อาจใช้การควบคุมการรับประทานอาหารได้

  • ที่มาของโรคเบาหวาน ในคนธรรมดาในระยะที่มิได้รับประทานอาหารตับจะมีการสร้างน้ำตาลออกมาตลอดระยะเวลาเพื่อให้เป็นอาหารของสมองและอวัยวะอื่นๆในพักหลังกินอาหารพวกแป้งจะมีการย่อยเป็นน้ำตาลเดกซ์โทรสเข้าสู่กระแสโลหิต ระดับน้ำตาลที่สูงขึ้นจะทำการกระตุ้นให้มีการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อนเพื่อเพิ่มการนำน้ำตาลไปใช้ทำให้ระดับน้ำตาลต่ำลงมาปกติ ในผู้เจ็บป่วยเบาหวานที่อาจเป็นเพราะเนื่องจากการขาดอินซูลินหรือดื้อรั้นต่อฤทธิ์ของอินซูลินทำให้ไม่สามารถใช้น้ำตาลได้ ขณะเดียวกันมีการสลายไขมันแล้วก็โปรตีนในเยื่อมาสร้างเป็นน้ำตาลเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีน้ำตาลในเลือดสูง จนล้นออกมาทางไตรวมทั้งมีน้ำตาลในฉี่ เป็นที่มาของคำว่า”โรคเบาหวาน”


ระดับน้ำตาลในเลือดคนธรรมดาเป็นเท่าใด
ตาราง ค่าน้ำตาลในเลือด (มิลลิกรัมดล.)
                น้ำตาลในเลือดเมื่องดของกิน            น้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร
คนธรรมดา               60 – น้อยกว่า 100               น้อยกว่า 140
ภาวการณ์เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน       100 – น้อยกว่า 126             140 – น้อยกว่า 200
โรคเบาหวาน   126 ขึ้นไป              200 ขึ้นไป
โดยเหตุนั้นโรคเบาหวาน จึงเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากความแตกต่างจากปกติของร่างกายที่มีการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ ที่ส่งผลทำให้ระดับ น้ำตาลในกระแสโลหิตสูงเกิน เบาหวานจะมีลักษณะเกิดขึ้นเพราะว่าการที่ร่างกายไม่สามารถที่จะใช้น้ำตาลได้อย่าง เหมาะสม ซึ่งโดยทั่วไปน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อใช้เป็นพลังงานภายใต้อำนาจบังคับของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งผู้ที่เป็นโรคโรคเบาหวานร่างกายจะไม่สามารถที่จะนำน้ำตาลไปใช้งานได้อย่างมีคุณภาพ ผลที่เกิดขึ้นทำให้ระดับน้ำตาลในเลือด สูงขึ้น ในระยะยาวจะส่งผลสำหรับเพื่อการทำลายเส้นโลหิต หากว่าไม่ได้รับการดูแลและรักษาอย่างเหมาะสม บางทีอาจทำให้เกิดสภาพการณ์แทรก ซ้อนที่รุนแรงได้

  • อาการของโรคเบาหวาน ระดับน้ำตาลคนปกติจะอยู่ในช่วง 60-99 มิลลิกรัม/ดล. ก่อนรับประทานอาหารตอนเช้า คนเจ็บโรคเบาหวานที่มีน้ำตาลสูงจากค่าปกติไม่มากมายอาจไม่มีอาการแจ้งชัด จะต้องกระทำการตรวจเลือดเพื่อการวิเคราะห์ ถ้าไม่รู้ว่าเป็นโรคเบาหวานมาเป็นเวลานานผู้เจ็บป่วยอาจมาตรวจพบด้วยภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานได้
กรุ๊ปอาการเด่นของเบาหวานมีดังนี้

  • เยี่ยวมากยิ่งกว่าธรรมดา ปัสสาวะบ่อยมากตอนค่ำ เนื่องจากว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเมื่อเลือดไหลผ่านไตก็ไม่สามารถที่จะเก็บกักน้ำตาลไว้ได้ ก็ถูกขับออกทางเยี่ยว ทำให้เสียน้ำออกไปทางเยี่ยว
  • ดื่มน้ำบ่อยครั้งและก็มากกว่าคนที่ไม่มีอาการ เพราะฉี่มากรวมทั้งหลายครั้ง ทำให้ร่างกายขาดน้ำจึงเกิดความกระหายน้ำ
  • หิวบ่อยรับประทานจุแม้กระนั้นผอมบางลง เนื่องจากว่าอินซูลินไม่พอ หรือเปล่าสามารถออกฤทธิ์ได้เพียงพอ จึงนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานมิได้ ทำให้รู้สึกหิว กินได้มาก
  • เป็นแผลหรือฝีง่าย แล้วก็หายยากเนื่องด้วยน้ำตาลสูง เยื่อบริเวณที่เป็นแผลมีความชื้นสูงทำให้แรงต้านทานต่อเชื้อโรคต่ำลง
  • คันตามตัว ผิวหนังและบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ต้นเหตุของอาการคันกำเนิดได้หลายชนิด ยกตัวอย่างเช่น ผิวหนังแห้งเกินไป หรือการอักเสบของผิวหนังซึ่งพบได้ทั่วไปในคนไข้โรคเบาหวาน ส่วนการคันบริเวณอวัยวะเพศมักเกิดจากาความรักดเชื้อรา
  • ตามัวมัวจำต้องแปลงแว่นตาบ่อย การที่ตาพร่ามัวในเบาหวานมูลเหตุบางทีอาจกำเนิดได้หลายประการ คือ อาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะสายตาเปลี่ยน (ตาสั้นลง) เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงแล้วก็น้ำตาลไปคั่งอยู่ในตาหรือตามัว อาจเกิดขึ้นจากต้อกระจก หรือเส้นเลือดในตาอุดตันก็ได้
  • มือชา เท้าชา หมดความรู้สึกทางเพศ เพราะเหตุว่าน้ำตาลในเลือดที่สูงนานๆทำให้เส้นประสาทเสื่อม บางคนอาจไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้ พบได้ทั่วไปๆว่าคนไข้ที่ปล่อยทิ้งไม่รับการวิเคราะห์แล้วก็รับการดูแลรักษาโรคเบาหวานตั้งแต่ต้นจะรู้ดีว่าเป็นโรคโรคเบาหวานก็เมื่อมีโรคแทรกขึ้นแล้ว
  • เบื่ออาหารเหน็ดเหนื่อย อ่อนแรงง่ายไม่มีเรี่ยวแรง
  • น้ำหนักตัวลดโดยไม่เคยทราบต้นสายปลายเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากว่าน้ำหนักเคยมากมาก่อน สาเหตุจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปสร้างพลังงานได้สุดกำลัง จึงจำเป็นต้องนำไขมันและก็โปรตีนจากกล้ามเนื้อมาใช้ตอบแทน


โรคแทรกซ้อนเรื้อรังที่พบได้บ่อยในผู้เจ็บป่วยเบาหวาน  ไตเสื่อม ไตวาย จากโรคเบาหวาน                   ไตเป็นอวัยวะที่ปฏิบัติภารกิจกรองสารต่างๆที่อยู่ในกระแสโลหิต  มีเส้นเลือดขนาดเล็กเยอะมากรอบๆไต  เมื่อผนังเส้นเลือดถูกทำลายโดยน้ำตาลในเลือดที่สูงอยู่เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน  วิธีการทำหน้าที่ในการกรองของไตจะเริ่มเสื่อมลง  ทำให้โปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ ผู้เจ็บป่วยที่เป็นเบาหวานมานานกว่า  10  ปี มักเกิดปัญหาไตเสื่อม  แต่ความรุนแรงรวมทั้งระยะการเกิดจะมากมายหรือน้อยสังกัดการควบคุมน้ำตาลในเลือด
จอประสาทตาเสื่อและต้อกระจกจากเบาหวาน เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการสะสมรวมตัวกันของน้ำตาลบริเวณเลนส์ตา  ทำให้เลนส์ตาบวมรวมทั้งมัวลงไม่เกี่ยวกับการไหลเวียนของเลือดข้างในดวงตา  ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการควบคุมน้ำตาลในเลือด รอบๆเรตินา  เป็นรอบๆที่มีเส้นเลือดฝอยมาเลี้ยงมากมาย  เมื่อเส้นเลือดฝอยถูกทำลายทำให้ผนังเส้นเลือดฝอยโป่งพองจนแตก มีเลือดไหลออกมาในรอบๆวุ้นตา  เมื่อรอยรั่วหายดีแล้วเกิดแผลเป็นซึ่งจะขวางการไหลของเลือดด้านในตา  จึงมีการแตกหน่อใหม่ของเส้นเลือดฝอย เพื่อช่วยสำหรับการไหลเวียนของเลือด  แม้กระนั้นเส้นเลือดฝอยที่แตกออกใหม่จะบอบบาง  แตกง่าย  ทำให้มีเลือดออกมาอยู่ในวุ้นตาแล้วก็เรตินา  ระยะนี้จะพบว่าผู้เจ็บป่วยมีอาการตามัว  เมื่อแผลเกิดมากขึ้นจะสร้างเส้นใยเป็นร่างแหในดวงตา  เมื่อรอยแผลเป็นหดรัดตัว  เกิดการดึงรังและฉีกให้ขาดของเนื้อเยื่อบริเวณส่วนหลังของลูกตา  จะมีอาการเหมือนมีม่านดำกางผ่านขวางตาหรือราวกับมีแสงสีดำพาดผ่านตา  ซึ่งเมื่อมีอาการเช่นนี้ให้พบจักษุแพทย์ทันทีเนื่องจากว่าอาจจะเป็นผลให้ตาบอดได้
ปลายประสาทเสื่อมจากโรคเบาหวาน เป็นโรคแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน  โดยไม่นำมาซึ่งอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่ทำให้รู้สึกหงุดหงิดรำคาญแล้วก็เจ็บปวดทรมานแสนสาหัส  มีต้นเหตุที่เกิดจากเส้นเลือดฝอยที่มาเลี้ยงเส้นประสาทถูกทำลาย   ไม่สามารถส่งออกซิเจนมาตามกระแสเลือดเพื่อไปเลี้ยงเส้นประสาทได้  รวมถึงการมีน้ำตาลสะสมรวมตัวกันอยู่รอบๆเส้นประสาทเองด้วย ก็เลยทำให้รูปแบบการทำงานของเส้นประสาทเสื่อมลง   การรับรู้ความรู้สึกต่างๆต่ำลง  โดยยิ่งไปกว่านั้นรอบๆปลายมือปลายตีน จะกำเนิดอาการชา  เมื่อกระทบถูกความร้อนหรือเจ็บปวดจะไม่ค่อยรู้สึก  จึงเป็นโทษกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน  เนื่องจากอาจส่งผลให้เกิดแผลได้ง่ายโดยไม่ได้คาดคิด  เมื่อเป็นมากอาจทำให้กล้ามเนื้อลีบเล็กลง  ทำกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกวันได้น้อยลง
 นับเป็นโรคเข้าแทรกที่คุกคามต่อชีวิตได้  คนป่วยจะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก จากเส้นโลหิตหัวใจตีบ  กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จนถึงกล้ามเนื้อหัวใจตายสุดท้าย โรคเส้นโลหิตหัวใจ มักมีสาเหตุจากควบคุมโรคเบาหวานไม่ดี  ความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง ไม่บริหารร่างกาย อ้วน สูบบุหรี่ประวัติโรคหัวใจในครอบครัว  แล้วก็เป็นคนที่เครียดเสมอๆ
โรคเส้นเลือดสมองแคบ เป็นโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากหลอดเลือดที่มาเลี้ยงบริเวณสมองลีบ  ทำให้มีการเกิดการทุพพลภาพหรืออาการรุนแรงถึงเสียชีวิตได้  จังหวะเกิดเส้นเลือดสมองลีบจะสูงขึ้น ในคนเจ็บโรคเบาหวานที่มีความดันโลหิตสูงร่วมด้วย  ทำให้อวัยวะที่สมองส่วนนั้นควบคุมอยู่ อ่อนเพลียลงไปกำเนิดอัมพฤกษ์  หรืออัมพาต

  • ปัจจัยเสี่ยง/กรุ๊ปเสี่ยงที่นำมาซึ่งโรคเบาหวาน โรคเบาซาบซ่านมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการ ดังเช่น
  • ประเภทกรรม ต้นเหตุหลักของผู้ป่วยเบาหวานเป็น ชนิดบาป พบว่าโดยประมาณหนึ่งในสามของคนไข้เบาหวานมีประวัติญาติเป็นโรคเบาหวาน ลักษณะยีนของการเป็นเบาหวานเป็นลักษณะทางจำพวกกรรมที่สืบทอดกันผ่านโครโมโซมในนิวเครียสของเซลล์เช่นเดียวกับการสืบทองคำของพันธุ์บาปอื่นๆ
  • ความอ้วน ความอ้วนเป็นอีกต้นเหตุหนึ่งของการเกิดเบาหวานเนื่องจากว่าจะก่อให้เซลล์ของร่างกายตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินต่ำลง อินซูลินก็เลยไม่อาจจะพาน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ก้าวหน้าอย่างเดิม จนกระทั่งกลายมาเป็นภาวการณ์ขาดน้ำตาลในเลือดสูง
  • อายุ เมื่อแก่ขึ้นอวัยวะต่างๆย่อมต้องเสื่อมลง รวมถึงตับอ่อนที่มีบทบาทสังเคราะห์และก็ผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ก็จะปฏิบัติหน้าที่ได้ต่ำลงก็เลยเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคเบาหวาน
  • ตับอ่อนไม่สมบูรณ์ อีกสาเหตุหนึ่งของโรคเบาหวานอาจเกิดจากการที่ตับอ่อนได้รับการกระทบกระเทือนหรือเกิดอุบัติเหตุที่มีผลเสียต่อตับอ่อน และก็อาจเกิดขึ้นเนื่องจากโรค ดังเช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรังจากการดื่มสุรามากจนเกินไป ซึ่งมีความจำเป็นจำเป็นต้องผ่าตัดเอานิดหน่อยของตับอ่อนออก หกบุคคลนั้นมีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว เมื่อตกอยู่ในภาวะนี้ก็จะแสดงอาการของโรคเบาหวานได้เร็วขึ้น
  • การตำหนิดเชื้อไวรัสบางจำพวก เชื้อไวรัสบางจำพวก เมื่อไปสู่ร่างกายแล้วส่งผลข้างเคียงสำหรับการกำเนิดเบาหวาน อย่างเช่น คางทูม โรคเหือด
  • ยาบางชนิด ยาบางจำพวกก็มีผลต่อการเกิดเบาหวานสิ่งเดียวกัน ตัวอย่างเช่น ยาขับเยี่ยว ยาคุม เหตุเพราะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้นได้ จึงควรขอความเห็นแพทย์ก่อนใช้ยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานานๆ
  • ภาวการณ์มีท้อง เนื่องมาจากฮอร์โมนหลายแบบที่รกสังเคราะห์ขึ้นมานั้น ส่งผลยังยั้งลักษณะการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน ผู้ที่ตั้งท้องจึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวาน โดยเฉพาะคนที่มียีนโรคเบาหวานอนยู่ในร่างกาย และก็ภาวการณ์เบาหวานแทรกซ้อนในระหว่างมีท้องเกิดอันตรายเป็นอย่างมาก จึงจำต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

กรุ๊ปเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคเบาหวาน

  • ผู้ที่มีลักษณะต่างๆของโรคเบาหวานดังที่กล่าวมา
  • อายุมากกว่า 40 ปี
  • มีญาติสายตรงเป็นโรคโรคเบาหวาน
  • เคยหรูหราน้ำตาลอยู่ในระยะก่อนเบาหวาน
  • เคยเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งท้อง
  • คลอดลูกหนักมากยิ่งกว่า 4 กก.
  • ความดันโลหิตสูง
  • มีไขมันในเลือดไม่ปกติ
  • มีโรคเส้นโลหิตตีบแข็ง
  • มีโรคที่ชี้ว่ามีภาวการณ์ซุกซนต่ออินซูลินยกตัวอย่างเช่นโรครังไข่มีถุงน้ำหลายถุง


ผู้ที่มีภาวะดังกล่าวข้างต้นแม้ไม่มีอาการของโรคโรคเบาหวานควรตรวจดู หากระดับน้ำตาลอยู่ในข่ายสงสัยควรจะตรวจซ้ำในระยะ 1 ปี

  • วิธีการรักษาโรคเบาหวาน เนื่องจากว่าราวๆครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่มีอาการ คนที่มีการเสี่ยงที่จะเกิดโรค โรคเบาหวานจึงควรตรวจคัดเลือกกรองโรคเบาหวานทุกปี หมอวินิจฉัยโรคโรคเบาหวานได้จาก เรื่องราวอาการ ประวัติการเจ็บป่วยต่างๆเรื่องราวเจ็บ เจ็บไข้ของคนภายในครอบครัว การตรวจร่างกาย แล้วก็ที่สำคัญคือ การพิสูจน์เลือดเพื่อดูจำนวนน้ำตาลในเลือด และ/หรือ ดูสารที่เรียกว่า ฮีโมโกลบินเอวันซี (HbA1C: Glycated hemoglobin)


ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดนั้นเป็นแนวทางที่จะทำให้พวกเราทราบได้อย่างเห็นได้ชัดว่ามีระดับน้ำตาลสูงเท่าใด ซึ่งทำให้รู้ว่าเป็นเบาหวานไหมค่อนข้างจะที่จะแน่ๆ ในคนปกติระดับน้ำตาลในเลือดจะคงเดิม คือราวๆ 80-110 มิลลิกรัม/ดล. โดยระดับน้ำตาลก่อนรับประทานอาหารยามเช้าจะมีค่าโดยประมาณ 70-115 มิลลิกรัม/ดล. เมื่อกินอาหาร อาหารจะถูกย่อยสลายเป็นน้ำตาลเดกซ์โทรสและก็ถูกซับไปสู่กระแสเลือด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้นแม้กระนั้นจะไม่เกิน 140 มก./เดซิลิตร หลังรับประทานอาหารรุ่งเช้าแล้ว 2 ชั่วโมง แต่ถ้าตรวจพบระดับน้ำตาลที่สูงเกิน 140 มิลลิกรัม/ดล. ขั้นต่ำ 2 ครั้งขึ้นไปก็จะนับว่าผู้นั้นเป็น “โรคเบาหวาน”
ตรวจหา ฮีโมโกบิน เอ วัน ซี (Hb A1 C) เป็นการตรวจจำนวนน้ำตาลที่จับอยู่กับฮีโมโกบินซึ่งเป็นสารโปรตีนชนิดหนึ่งในเม็ดเลือดแดงมีบทบาทนำออกสิเจนเข้าสู่เซลล์ การตรวจด้วยวิธีแบบนี้จะใช้หลังการรักษาแล้วเพื่อตรวจผลการควบคุมโรคมากกว่าตรวจเพื่อหาโรค  ในกรณีที่ป่วยเป็นเบาหวานในภาวะที่ควบคุมได้ยากหรือมีโรคแทรกควรได้รับการตรวจทุกๆ2 สัปดาห์ถ้าหากอยู่ระหว่างตอนมีครรภ์และเป็นเบาหวานควรตรวจปริมาณฮีโมโกลบิน เอ วัน ซี (Hb A1 C) ทุกๆ1 – 2 เดือนเพื่อบอกปริมาณน้ำตาลในเลือดว่าอยู่ในภาวการณ์ที่เป็นโทษหรือไม่ นอกจากนั้นอาจมีการตรวจอื่นๆประกอบด้วย เป็นต้นว่า  ตรวจระดับน้ำตาลในเยี่ยว ในกรณีที่ตรวจวัดระดับน้ำตาลในฉี่และพบว่ามีน้ำตาลผสมออกด้วยนั้น ย่อยแสดงว่าผู้นั้นมีอาการป่วยเป็นเบาหวาน โดยดูประกอบกับการหรูหราน้ำตาลในเลือดสูงยิ่งกว่า 180-200 มิลลิกรัม/ดล. เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องด้วยไตของมนุษย์มีความรู้ความเข้าใจกรองน้ำตาลได้ประมาณ 180-200 มก./เดซิลิตร  เพราะฉะนั้นถ้าเกิดร่างกายมีน้ำตาลในเลือดสูงกว่าระดับนี้ ไตก็จะไม่สามารถกรองน้ำตาลเอาไว้ได้น้ำตาลส่วนที่เกินออกมาพวกนั้นก็จะถูกขับออกมากับปัสสาวะ
Glucose tolerance test (GTT) การตรวจด้วย GTT มักทำในเด็กที่ยังไม่มีลักษณะของโรคโรคเบาหวานแจ่มชัด ตรวจเลือดหาระดับน้ำตาลหลังงดเว้นอาหารกับการตรวจเยี่ยวยังไม่เจอความไม่ปกติ GTT มักทำในเด็กที่แต่งงานที่มีบิดาหรือคุณแม่เป็นโรคโรคเบาหวานหรือตรวจฝาแฝดราวกับ (identical twins) ที่คนหนึ่งเป็นโรคโรคเบาหวานแล้ว
การรักษาโรคเบาหวน ตอนนี้เบาหวานมีแนวทางการดูแลและรักษา 4 ทางประกอบกันคือ  การฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายโดยตรง  การใช้ยาเม็ดควบคุมน้ำตาลในกระแสโลหิต การควบคุมอาหาร การบริหารร่างกาย
การดูแลรักษาโดยการฉีดอินซูลิน การใช้อินซูลินในคนไข้โรคเบาหวานประเภทที่ 1 เบาหวานจำพวกที่ 1 มีสาเหตุมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้อย่างพอเพียง โดยธรรมดาแพทย์มักกำหนดให้ฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายวันละ 2 ครั้ง การใช้อินซูลินในผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2  ในคนเจ็บเบาหวานประเภทที่ 2 นั้น ตับอ่อนยังคงทำหน้าที่ผลิตอินซูลินได้ แม้กระนั้นร่างกายกลับต่อต้านอินซูลินหรืออินซูลินที่ได้ไม่มีคุณภาพเพียงพอทำให้ไม่สามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ จุดหมายของการรักษาโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ในปัจจุบัน จึงเน้นไปที่การลดระดับน้ำตาบในกระแสโลหิตอีกทั้งในช่วงก่อนแล้วก็หลังรับประทานอาหารเพื่อคุ้มครองป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนของหลอดเลือดแดง
การดูแลรักษาโดยการใช้ยา ยารักษาโรคเบาหวาน ยาที่ใช้เพื่อการรักษาโรคเบาหวานนั้น แบ่งออกได้เป็น 4 กรุ๊ปเป็น ยาที่มีผลในการกระตุ้นตับอ่อนให้หลั่งปริมาณอินซูลินมากยิ่งขึ้น เป็นต้นว่า Sulfonylureas (Chlorpropamide, Acetazolamide, Tolazamide, Glyburide หรือ Glipizide) โดยทำหน้าที่ลดปริมาณน้ำตาลในเลือด ด้วยการกระตุ้นให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินในจำนวนมากขึ้น ยาที่มีผลสำหรับการยับยั้งการเผาไหม้คาร์โบไฮเดรตในไส้ ได้แก่ Alpha-Glycosides inhibitors (Acarbose และ Meglitol) ชวยชะลอวิธีการยอยรวมทั้งดูดซึมน้ำตาลและ แปงในลําไสซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำหลังมื้ออาหาร ยาที่มีผลในการลดการผลิตกลูโคสในตับรวมทั้งเพิ่มการใช้น้ำตาลกลูโคส อาทิเช่น Biguanide (Metformin) เป็นยาที่ช่วยลดปริมาณการผลิตเดกซ์โทรสจากตับรวมทั้งช่วยทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นหลักการทำงานของอินซูลินซึ่งผลิตโดยตับอ่อน ยาที่ปฏิบัติภารกิจลดภาวการณ์การต้านอินซูลินในร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น ยาในกรุ๊ป Thiazolidine diones  Thiazolidinediones (Rosiglitazone รวมทั้ง Pioglitazone) ยาประเภทนี้ไม่มีฤทธิ์ต่อตับอ่อน แต่ปฏิบัติภารกิจทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นแนวทางการทำงานของอินซูลินที่ตับอ่อนผลิตออกมา การควบคุมอาหาร การควบคุมอาหารจำพวกแป้ง และก็น้ำตาล เป็นการช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือดได้อย่างดีเยี่ยม และก็ถ้าหากทำพร้อมกันไปกับการใช้ยาด้วยและจะมีผลให้กำเนิดสมรรถนะ/ประสิทธิผลสำหรับเพื่อการรักษาโรคโรคเบาหวานก้าวหน้ายิ่งขึ้น
การรักษาโดยการบริหารร่างกาย เมื่อออกกำลังกายจะมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้น 3 ประการ อย่างเช่น  มีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการดำเนินงานของปอดและก็หัวใจเพิ่มขึ้น มีการปรับระดับฮอร์โมนหลายชนิด ความเคลื่อนไหวกลุ่มนี้จะเกิดขึ้นมากน้อยขึ้นกับต้นสายปลายเหตุหลายอย่าง เป็นต้นว่า ช่วงเวลาของการบริหารร่างกาย ความหนักเบาของการออกกำลังกาย ภาวการณ์โภชนาการแล้วก็ภาวะความสมบูรณ์ของปอดรวมทั้งหัวใจ

  • การติดต่อของโรคเบาหวาน โรคเบาหวานเป็นโรคในระบบเมตาบอลิซึมในร่างกายจึงไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือสัตว์สู่คน
  • การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยเบาหวาน พฤติกรรมด้านการบริโภค เลือกบริโภคของกินให้ครบ 5หมู่ โดยคำนึงถึงพลังงานที่ได้จากของกินโดยประมาณจากคาร์โบไฮเดรต(แป้ง)ประมาณ 55 - 60%โปรตีน (เนื้อสัตว์) ราวๆ 15-20%ไขมัน ราว 25% ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากควรจะจำต้องลดปริมาณการกินลง โดยอาจจะค่อยๆน้อยลงให้เหลือแค่ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่เคยรับประทานปกติ แล้วก็เพียรพยายามงดเว้น ของกินมันและทอด รับประทานอาหารที่มีกากใยมากมายเพื่อช่วยสำหรับการถ่าย. เลี่ยงการรับประทานกระจุกกระจิกและรับประทานอาหารไม่ตามกำหนด เพียรพยายามกินอาหารในปริมาณที่เป็นประจำกันในทุกมื้อ ถ้ามีอาการเกี่ยวกับโรคไตหรือความดันโลหิตสูง ควรเลี่ยงอาหารรสเค็ม ควบคุมการรับประทานอาหารถึงแม้ระดับน้ำตาลในเลือดจะธรรมดาและจากนั้นก็ตาม งดเว้นบริโภคของกินต่างๆเหล่านี้ น้ำตาลทุกชนิด รวมถึงน้ำผึ้ง ผลไม้กวนชนิดต่างๆขนมเชื่อม ของหวานต่างๆผลไม้ที่มีรสหวานมากมายๆน้ำหวานจำพวกต่างๆของหวานทอดกรอบหรือชุบแป้งทอด ทำตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ รับประทานยาให้ถูกครบถ้วนบริบูรณ์ ไม่ขาดยา รู้จักผลข้างเคียงจากยาโรคเบาหวาน และก็การดูแลตัวเองที่สำคัญ คือ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ รักษาสุขอนามัยเสมอ เพราะเหตุว่าผู้ป่วยจะติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่าย จากเบาหวานเป็นสาเหตุที่ทำให้มีภูมิต้านทานต้านโรคลดลง รักษาสุขภาพเท้าเสมอ เลิกสูบบุหรี่ ไม่ดูดบุหรี่ เนื่องจากว่ายาสูบเพิ่มจังหวะเป็นผลข้างเคียงของโรคเบาหวาน เลิกเหล้า หรือจำกัดสุราให้เหลือต่ำที่สุด เพราะสุราอาจมีผลต่อยาที่ควบคุมโรคเบาหวานและก็โรคต่างๆทำให้ควบคุมโรคต่างๆได้ยาก ไม่ซื้อยากินเอง และไม่ใช้สมุนไพรเมื่อกินยาโรคเบาหวาน เนื่องจากบางทีอาจต้านหรือเพิ่มฤทธิ์ของยาโรคเบาหวาน จนอาจส่งผลให้เกิดผลข้างๆจากยาโรคเบาหวานที่ร้ายแรงได้ ดังเช่น ผลต่อไต หรือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ฉีดวัคซีนปกป้องโรคต่างๆตามหมอแนะนำ ดังเช่น วัคซีนโรคไข้หวัดใหญ่พบหมอรักษาสายตาเป็นประจำตามแพทย์โรคเบาหวานรวมทั้งหมอรักษาสายตาแนะนำ เพื่อการวินิจฉัย และการดูแลรักษาภาวะเบาหวานขึ้นตาแม้กระนั้นเนิ่นๆคุ้มครองตาบอดจากโรคเบาหวาน พบหมอตามนัดหมายเสมอ หรือรีบพบหมอก่อนนัดหมาย เมื่อมีลักษณะอาการต่างๆผิดปกติไปจากเดิม

    วัตถุประสงค์การควบคุมของคนป่วยโรคเบาหวาน ตามคำแนะนำของสโมสรโรคเบาหวานที่สหรัฐอเมริกา
                    เป้าหมาย
    น้ำตาลก่อนอาหาร (มก./ดล.)
    น้ำตาลหลังรับประทานอาหาร 2

12

โรคภูมิแพ้ (Allergy)

  • โรคภูมิแพ้ คืออะไร โรคภูมิแพ้ (Allergy) เป็นโรคที่เกิดจาการตอบสนองของร่างกายมากไม่ปกติต่อสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นบางประเภท จึงกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้นั้น ซึ่งจะเกิดขึ้นกับคนที่มีลักษณะไวแตกต่างจากปกติต่อสิ่งซึ่งสามารถนำไปสู่ภูมิแพ้ ซึ่งธรรมชาติสารพวกนี้บางทีอาจไม่ก่อให้เกิดภูมิแพ้กับคนธรรมดาทั่วๆไป โดยโรคภูมิแพ้กำเนิดได้ทุกเพศทุกวัย เด็กอายุ 5 ถึง 15 ปี พบได้ทั่วไปว่าเป็นหลายครั้งกว่าช่วงอายุอื่นๆเนื่องมาจากเป็นช่วงๆในขณะที่โรคแสดงออกหลังจากได้รับ “แรงกระตุ้น” มานานเพียงพอ ยังไงก็บางคนอาจจะเริ่มเป็นโรคภูมิแพ้ตอนเป็นผู้ใหญ่และได้ โรคภูมิแพ้ (Allergy) เป็นโรคที่มักพบทั่วทั้งโลกและในประเทศไทย จากการสำรวจในประเทศ ไทยพบว่ามีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้น 3 - 4 เท่าภายในระยะเวลา 40 ปีให้หลัง  จากรายงานการเกิดสภาวะภูมิแพ้กล่าวว่า เมืองไทยมีคนไข้โรคภูมิแพ้จำนวนโดยประมาณ 10-15 ล้านคน แล้วก็มีลัษณะทิศทางมากขึ้นอีก 3-4 เท่าข้างใน 5 ปี ข้างหน้า

    นอกจากนั้น จำพวกของโรคภูมิแพ้ สามารถแบ่งได้ 4 โรค คือ

  • โรคหืด (Asthma)
  • โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) หรือ โรคไซนัสอักเสบ
  • โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic conjunctivitis)
  • โรคผื่นภูมิแพ้ (Atopic eczema)
  • สาเหตุของโรคภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้ มีสาเหตุจากการที่ร่างกายผลิตภูมิคุ้มกันเพื่อขจัดสิ่งเจือปนที่รับเข้ามา ด้วยการขับสารตัวกลางออกมาต่อต้านสิ่งเจือปนเหล่านั้น กล่าวคือ จะสร้างโปรตีนอีกประเภทหนึ่งขึ้นมา (ทางหมอเรียกว่า อิมมูนโนโกบูลิน-อี) ซึ่งมีคุณสมบัติถูกใจจับกับเซลล์พิเศษ 2 ชนิดเป็นมาสต์เซลล์ และเม็ดเลือดขาวประเภทเบโซฟิล แล้วก็สารตัวกลางนั้นก็ก่อให้เกิดการอักเสบและก็อาการแพ้แก่ร่างกายด้วย การเกิดโรคภูมิแพ้เป็นเหตุมาจากภูมิต้านทานของร่างกายสถานที่สำหรับทำงานมากจนเกินความจำเป็น นำมาซึ่งอาการแพ้ต่อบางสิ่งที่อาจไม่เป็นอันตรายต่อคนทั่วไป แต่ว่าก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวบุคคลที่แพ้แค่นั้น สารที่ร่างกายรับเข้ามารวมทั้งกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ในลักษณะต่างๆเรียกว่า “สารก่อภูมิแพ้” โดยร่างกายจะมีปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ด้วยการแสดงอาการแพ้ในแบบอย่างที่ต่างกัน ตามจำพวกของโรคภูมิแพ้ประเภทต่างๆโดยสารภูมิคุ้มกันซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่ในเลือด มีบทบาทรอป้องกัน รวมถึงขจัดเชื้อโรคและก็สิ่งเจือปนที่เข้าสู่ร่างกาย ทำปฏิกิริยาสนองตอบต่อสารก่อภูมิแพ้บางประเภทที่ผู้ป่วยแพ้ เช่น ผู้เจ็บป่วยโรคภูมิแพ้อาหารส่วนใหญ่ มักแพ้อาหารชนิดไข่ นม ถั่ว ปลาและก็อาหารทะเล การแพ้ของกินจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีร่างกายแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ในของกินประเภทนั้นเท่านั้น ผู้ที่ไม่ได้ป่วยจะไม่ปรากฏอาการแพ้   สารก่อภูมิแพ้ที่พบได้มากจากภูมิแพ้จมูกหรือภูมิแพ้อากาศ มักมาจากไรฝุ่นละออง เชื้อรา หญ้า ละอองเกสร ขนสัตว์ ที่ฟุ้งกระจายอยู่กลางอากาศและไปสู่ร่างกายผ่านการหายใจ  สารก่อภูมิแพ้ที่ไปสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังมีหลายประเภท อย่างเช่น สารเคมีจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ถุงมือยาง ยาย้อมสีผม โลหะ เงิน หรือแม้กระทั้งผงฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคที่ลอยปนเปอยู่กลางอากาศ   ส่วนภูมิแพ้ตา มักมีสาเหตุจากสารก่อภูมิแพ้ประเภทไรฝุ่นละออง ควัน สารเคมี ละอองเกสร ขนหรือสะเก็ดผิวหนังของสัตว์ที่แปดเปื้อนอยู่กลางอากาศและกระแสลม ไปสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุดวงตา กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการเคืองและก็มีลักษณะแพ้ที่แสดงออกทางดวงตาในหลายต้นแบบเป็นต้น


ตัวอย่าง กลไกการเกิดภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้ที่เกิดจากฝุ่นและควัน มักเกี่ยวโยงกับระบบภูมิต้านทาน โดยสิ่งที่เราแพ้ในฝุ่นละอองเป็นโปรตีนนั่นเอง ซึ่งคล้ายคลึงกับกลไกการแพ้อาหารในบางคน ดังเช่นว่า แพ้กุ้ง เนื่องด้วยโปรตีนบางสิ่งบางอย่างในเนื้อหรือเปลือกกุ้ง ทั้งนี้ ในทีแรกที่รับฝุ่นละอองดังที่กล่าวถึงแล้วเข้าไป ร่างกายจะยังไม่แพ้ แม้กระนั้นระบบภูมิคุ้มกันจะเรียนรู้ว่าโปรตีนซึ่งเป็นส่วนประกอบของฝุ่นผงดังกว่างนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอก และจากนั้นจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อโปรตีนประเภทดังที่กล่าวถึงแล้ว (lgE) เมื่อได้รับฝุ่นผงประเภทเดียวกันในครั้งต่อไป โปรตีนในฝุ่นผงจะเข้าไปจับกับ (lgE) ซึ่งอยู่บนเม็ดเลือดขาว ทำให้เม็ดเลือดขาวนี้แตกออกและก็ปลดปล่อยสารชนิดหนึ่งเรียกว่าฮีสตามีน (Histamine) ออกมา ส่งผลให้เยื่อบุจมูก เยื่อบุตา ลำคอ มีการอักเสบ บวม และก็สร้างมูกออกมามากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และคันจมูกตามมา
ดังนี้ มูลเหตุที่เกิดโรคภูมิแพ้เนื่องจากว่าระบบภูมิต้านทานมีปฏิกิริยาที่ไวเกินความจำเป็นสำหรับในการตอบสนองสิ่งปลอมปนแบบไม่ปกติแม้ว่าสิ่งเจือปนนั้นไม่มีอันตรายต่อสภาพทางด้านร่างกาย แต่เป็นความหลงผิดของร่างกายที่มีความคิดว่าสิ่งแปลกปลอมบางสิ่งบางอย่างเป็นอันตรายก็เลยมีปฏิกิริยาตอบสนอง โดยการสร้างภูมิต่อต้านทางขึ้นเพื่อกำจัดแล้วก็ทำลายสิ่งปลอมปนนั้น และก็แทนที่สารภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นจะเป็นเครื่องคุ้มครองร่างกาย กลับกลายเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายปวดเอง จึงส่งผลให้เกิดอาการแพ้นั่นเอง

  • ลักษณะโรคภูมิแพ้ พวกเราสามารถแบ่งอาการโรคภูมิแพ้ตามระบบอวัยวะที่แสดงอาการได้ 6 อย่าง คือ


  • อาการแพ้ทางตา เรียกว่า เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic conjunctivitis) คนป่วยจะมีลักษณะคันและก็เคืองตา ตาแดง  น้ำตาไหล  หนังตาบวม  แสบตา
  • อาการแพ้ทางจมูก เรียกว่า โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ คนไข้จะมีลักษณะอาการจาม คันจมูก  น้ำมูกไหลออกมาทางจมูก หรือไหลลงคอ  คัดจมูก  คันเพดานปากหรือคอ
  • อาการแพ้ทางหลอด เรียกว่า โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคหอบหืด (asthma) คนเจ็บจะมีลักษณะอาการ ไอ หอบเมื่อยล้า หายใจขัด แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี้ด หายใจลำบากหรือหายใจเร็ว โดยยิ่งไปกว่านั้นเวลาตอนค่ำ เช้าตรู่มืด หรือขณะบริหารร่างกาย  หรือขณะป่วยหวัด
  • อาการแพ้ทางผิวหนัง เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ (atopic dermatitis) คนเจ็บจะมีลักษณะคัน มีผดผื่นตามตัว  ผื่นมักแห้ง แดง มีสะเก็ดบางๆหรือมีน้ำเหลืองแห้งกรังปกคลุมอยู่  ในเด็กตัวเล็กๆ มักเป็นที่แก้ม, ก้น, หัวเข่าและก็ข้อศอก  ในเด็กโตมักเป็นที่ข้อพับของแขนแล้วก็ขา  ในรายที่เป็นเรื้อรัง ผิวหนังรอบๆที่เป็นจะหนาตัวขึ้นและมีสีคล้ำขึ้น    นอกเหนือจากนี้ผิวหนังอาจมีการอักเสบจากการสัมผัสกับสารบางชนิดที่แพ้ได้ เป็นต้นว่า แฟ้บ  เครื่องแต่งตัว    ผิวหนังอาจมีการอักเสบเป็นตุ่มนูนคัน หรือใหญ่เป็นปื้นนูนแดง แล้วก็คันมากมายที่เรียกว่า ลมพิษ  ซึ่งมักจะมีต้นเหตุที่เกิดจากการแพ้อาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารทะเล หรือ แพ้แมลงกัดต่อย หรือแพ้ยา
  • อาการแพ้ ทางเดินอาหาร เรียกว่า โรคแพ้ของกิน (food allergy) ผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะอาการ อ้วก อาเจียน  ท้องเสีย ปากบวม  เจ็บท้อง  อาการท้องอืด อาจมีลักษณะของระบบทางเดินหายใจ (อย่างเช่น หอบหืด, แพ้อากาศ) รวมทั้งผิวหนัง (ตัวอย่างเช่น ผื่นคัน, ผื่นคัน) ร่วมด้วย  ของกินที่เป็นสาเหตุได้บ่อยครั้ง ได้แก่ นมวัว ไข่ ถั่ว อาหารทะเล ผักแล้วก็ผลไม้บางชนิด ผงชูรส สารกันเสีย สารแต่งกลิ่นและก็สี
  • อาการช็อกจากภูมิแพ้ อาการภูมิแพ้ชนิดนี้ถือว่าน่ากลัวรวมทั้งร้ายแรงที่สุด มักมีต้นเหตุที่เกิดจากการแพ้สารหรือยาที่ฉีดมากกว่า แต่อาจแพ้สารหรือยาที่กินเข้าไป หรือยาที่นำมาทาผิวหนังก็ได้ ซึ่งเจอน้อยกว่า การรักษาไม่ได้ทำยาก หากเจอแพทย์ทันทีทันควัน แม้กระนั้นถ้าเกิดเป็นร้ายแรงมากมาย หรือรักษาไม่ทันบางทีอาจตายได้
  • ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ทางพันธุกรรม ถ้าเกิดบิดาหรือแม่เป็นโรคนี้ เปอร์เซ็นต์ที่ลูกจะเป็น 30% แต่ถ้าหากทั้งยังพ่อแล้วก็แม่เป็น ลูกมีสิทธิ์เป็นถึง 50% โดยมีการศึกษาวิจัยและมีหลักฐานหลายประเภทที่ทำให้มั่นใจว่า โรคนี้ถ่ายทอดทางด้านกรรมพันธุ์ เพราะว่าถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกจะได้โอกาสเป็นโรคนี้จำนวนร้อยละ 30 ถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้เพียงคนเดียว ลูกมีโอกาสเป็นภูมิแพ้ได้ปริมาณร้อยละ 25 แต่ว่าถ้าพ่อแม่ไม่มีผู้ใดเป็นเลย ลูกได้โอกาสเป็นจำนวนร้อยละ 12.5 พูดง่ายๆก็คือ ถ้าหากบิดาและแม่เป็นภูมิแพ้ ลูกได้โอกาสเป็นภูมิแพ้สูงขึ้นยิ่งกว่าเด็กอื่นถึง 2-4 เท่าเลยทีเดียว สัมผัสสารก่อภูมิแพ้เป็นสารที่ทำให้คนไข้กำเนิดลักษณะของโรคภูมิแพ้ซึ่งบางทีอาจเป็นสารที่ร่างกายได้รับโดยการ ฉีด กิน หายใจ สัมผัส หรือ ถูกกัดต่อยบนผิวหนังก็ได้ มีอีกทั้งสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน (ดังเช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ เศษผิวหนังและขนของสัตว์เลี้ยง เชื้อรา ควันที่เกิดจากบุหรี่) แล้วก็สารก่อภูมิแพ้นอกบ้าน (ตัวอย่างเช่น ฝุ่นละอองในสถานที่ทำงาน เกสรดอกไม้ ควันต่างๆ) นอกเหนือจากนั้น อุณหภูมิของอากาศก็เป็นอีกหนึ่งต้นเหตุของอาการภูมิแพ้ อากาศหนาวเย็นจะก่อให้มีลักษณะแพ้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งสารก่อภูมิแพ้กลุ่มนี้จะเข้าไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้ก่อเป็นภูมิแพ้ขึ้นได้
  • กระบวนการรักษาโรคภูมิแพ้ การวินิจฉัยโรค

ซักประวัติความเป็นมา โดยอาศัยลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของอาการ เมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้แล้วก็หมอจะถามถึงโรคภูมิแพ้อื่นๆ(atopic diseases) และก็อาการของโรคเหล่านั้น ที่คนป่วยบางทีอาจเป็นด้วย อาทิเช่น โรคหอบหืด โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ นอกจากนั้นจะถามเรื่อง อาชีพ สัตว์เลี้ยง รวมทั้งสภาพแวดล้อม ของผู้ป่วยทั้งที่บ้านแล้วก็สถานที่สำหรับทำงานและสารที่ผู้ป่วยมีความคิดว่าตนแพ้ ความเป็นมาครอบครัวก็มีส่วนช่วยสำหรับในการวินิจฉัยโรค โดยคนเจ็บโรคภูมิแพ้อาจมีพ่อ แม่ หรือพี่น้อง เป็นโรคนี้ได้
ตรวจร่างกาย หมอจะตรวจร่างกายด้านนอกว่ามีอาการแสดงใดบ้างที่บ่งชี้ถึงโรคภูมิแพ้ อย่างเช่น ตรวจตา จมูก ลำคอ ตอนอก แล้วก็ผิวหนังทั่วไป ในบางรายอาจจะต้องตรวจการดำเนินการของปอดด้วยเครื่องเป่าลม หรือบางทีอาจจำต้องเอกซเรย์เพื่อมองลักษณะการทำงานของปอดร่วมด้วย
การหา IgE ที่ผิวหนัง  โดยการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (allergy skin test) จะช่วยทำให้เนื้อหาสาระเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้เจ็บป่วยแพ้ ทำให้คนเจ็บหลีกเลี่ยงได้ถูก และก็ให้ข้อมูลในเรื่องที่จะต้องรักษาคนไข้ด้วยวิธี immunotherapy การตรวจวิธีการแบบนี้เป็นวิธีที่มีความไวแล้วก็ความจำเพาะสูงสุด สำหรับเพื่อการตรวจวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ มี 2 แนวทางเป็น

  • Skin prick test ใช้น้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ หยดลงบนผิวหนังที่แขน แล้วใช้เข็มสะกิดกึ่งกลางหยดน้ำยา เพื่อเปิดผิวหนังชั้นบนออก ถ้าหากผู้เจ็บป่วยมี IgE ที่จำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้นั้น ก็จะเกิดปฏิกิริยา allergic inflammation ขึ้นโดยเกิดรอยนูน (wheal) และผื่นแดง (flare) อ่านผลได้ในเวลา 20 นาที ข้างหลังการทดลอง
  • Intradermal test ใช้น้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ จำนวน 0.02 มิลลิลิตรฉีดเข้าในชั้นผิวหนัง ให้กำเนิดรอยนูนที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 ม.ม.อ่านผลในเวลา 20 นาที หลังฉีดโดยวัดขนาดของรอยนูนที่ขยายใหญ่ขึ้น
  • สารก่อภูมิแพ้ที่นำมาทดลอง มักเป็นสารก่อภูมิแพ้ ที่พบมาก ยกตัวอย่างเช่น ฝุ่นละอองบ้าน ตัวไรในฝุ่นละออง แมลงต่างๆที่อาศัยในบ้าน อย่างเช่น แมลงสาบ และก็จะมี positive (histamine) และก็ negative control (carrier substance) ร่วมสำหรับในการทดสอบด้วย เพื่อแน่ใจว่าผู้ป่วยมิได้แพ้สารที่ใช้ละลายในสารก่อภูมิแพ้ที่เอามาทดสอบ และก็ผิวหนังสนองตอบเจริญต่อ histamine โดยปกติจะทดสอบโดยแนวทาง skin prick test ก่อนโดยถือว่าเป็น screening test ถ้าหากผล skin prick test ให้ผลลบ ก็เลยทดสอบโดยวิธี intradermal test ถัดไป ถ้า skin prick test ให้ผลบวกแจ่มชัด ไม่จำเป็นที่จะต้องกระทำทดสอบโดยแนวทางintradermal test อีก เพื่อลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิด systemic reaction การทดลองโดยตรวจหา IgE ที่ผิวหนังนี้ ควรจะมีเครื่องมือเตรียมความพร้อมสำหรับ resuscitation ด้วยเสมอ เผื่อในกรณีเกิด anaphylactic reaction
  • การหาจำนวน IgE ในเลือด ซึ่งหาได้ทั้งยัง total IgE เป็นเป็นระดับของ IgE รวมทั้งสิ้น ไม่เจาะจงต่อสารก่อภูมิแพ้ประเภทใด ซึ่งหาได้โดยวิธี Paper Radio – Immunosorbent Test (PRIST) รวมทั้งหา specific LgE เป็นหาระดับ IgE ที่จำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้แต่ละจำพวก ซึ่งหาโดยวิธี Radio Allergosorbent test (RAST) การหา total IgE ไม่ช่วยมากสักเท่าไรนักในการวินิจฉัยโรค ส่วนการหา specific IgE เป็นที่ชื่นชอบในต่างประเทศ เพราะว่าไม่มีโอกาสเสี่ยงต่อ systemic reaction ผู้เจ็บป่วยไม่มีความจำเป็นต้องงดเว้นยา ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาของคนไข้นานสำหรับเพื่อการทดสอบ ไม่เสมือนการทำ skin test ทำให้สบายเพียงเจาะเลือด 1 ครั้ง หาสารที่คนป่วยแพ้ได้หลายอย่าง แต่ในประเทศไม่นิยมใช้ เพราะแพงแพง
  • X-ray sinus เพื่อมองว่าคนไข้โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ มีโรคไซนัสอักเสบร่วมด้วยไหม ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่มักพบ แล้วก็ควรจะทำทุกราย จากการศึกษาเล่าเรียน plain film sinus ในคนป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ที่ รพ.ศิริราช จำนวน 356 ราย พบว่ามีพยาธิสภาพเกิดขึ้นที่ sinus ถึงปริมาณร้อยละ 40
การดูแลรักษาโรคภูเขาแพ้ บางทีอาจแบ่งได้ 3 วิธี เป็น

  • การใช้ยาในการรักษา ปัจจุบันนี้มียารักษาอาการของโรคภูมิแพ้หลายสิบจำพวก แม้กระนั้นพอเพียงจะแยกประเภทได้ 4 จำพวก เป็น


ยาแก้แพ้ (แอนติฮิสตะมีน) ที่คนส่วนมากรู้จักกันดีเป็นคลอร์เฟนิรามีน (ยาแก้แพ้เม็ดสีเหลือง ที่จริงแล้วมีหลายสีแล้วแต่บริษัทผลิต) เดี๋ยวนี้มียาแก้แพ้ผลิตออกมากว่า 30 ประเภท ราคาตั้งแต่เม็ดละไม่กี่สตางค์จนถึง 7-8 บาท เชื่อว่าประสิทธิภาพไม่ต่างอะไรกัน ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ส่วนมากรับประทานแล้วง่วง คอแห้ง อย่างไรก็แล้วแต่ ปัจจุบันมียารุ่นใหม่ๆที่กินแล้วไม่อยากนอนและมีฤทธิ์แก้แพ้ได้นาน โดยกินเพียงแต่วันละ 1-2 ครั้งก็พอ แม้กระนั้นจุดด้วยเป็น ราคายังแพงอยู่ ยานี้ใช้รักษาอาการคันจมูก จาม ลดน้ำมูก รวมทั้งรักษาลมพิษผื่นคัน
ยาแก้คัดจมูก มักเป็นยาทำให้เส้นเลือดฝอยหดตัว และทำให้น้ำมูกต่ำลง คนป่วยก็เลยรู้สึกสบายขึ้น มีทั้งยากินแล้วก็ยาพ่น แต่ว่ายาพ่นมีปัญหา คือ เมื่อใช้แล้วในระยะแรกจะได้ผลดี แม้กระนั้นถ้าหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆจะก่อให้ดื้อยาแล้วก็เป็นมากขึ้นได้ จึงควรใช้ในระยะสั้นๆเพียงแค่นั้น
ยาขยายหลอดลม (ยาแก้หืด) สำหรับคนที่แพ้กระทั่งมีลักษณะเป็นหืด มียารับประทาน ยาฉีด และยาพ่นโดยธรรมดายังนิยมใช้ยารับประทาน  ส่วนยาพ่น ในต่างประเทศเป็นที่ยอมรับกันมากมาย ส่วนในเมืองไทยกำลังเป็นที่ยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ ลักษณะเด่นคือ มีผลข้างๆน้อย ไม่ซึมซับเข้ากระแสโลหิตแล้วก็ออกฤทธิ์เร็วทันใจ แต่ว่ามีข้อเสียเป็น ก่อนใช้ต้องมีการสาธิตการใช้อย่างแม่นยำ มิฉะนั้นจะไม่ได้ผล ส่วนยาฉีดจะใช้กรณีที่หอบมากมายรวมทั้งรับประทานยา พ่นยาแล้วไม่ได้ผล
ยาป้องกันภูมิแพ้ มีอีกทั้งยากินและยาพ่น ยารับประทานคุ้มครองปกป้องภูมิแพ้เห็นผลในเด็กมากยิ่งกว่าคนแก่ ส่วนยาพ่นบางประเภทเป็นประโยชน์ในคนแก่ด้วย

  • การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ดังเช่นว่า จัดห้องนอนแล้วก็บ้านให้ง่ายต่อการขจัดฝุ่นหรือมีฝุ่นผงต่ำที่สุด แนวทางการหลักๆก็คือ อย่าให้บ้านรก มีเฟอร์นิเจอร์เท่าที่จำเป็น เครื่องเรือนควรเป็นไม้ พลาสติก หรือห่อหุ้มเบาะหนัง ไม่ควรบุนวม หุ้มห่อผ้า เพื่อจะได้ลดฝุ่นและก็ทำความสะอาดได้อย่างง่ายดาย พื้นควรเป็นพื้นปกติหรือไม้ขัดเงา ไม่สมควรปูพรม วิธีการทำความสะอาดพื้น ควรจะใช้ผ้าชุบน้ำถูหรือเช็ดถู หรือใช้เครื่องดูดฝุ่น ไม่สมควรใช้ไม้ปัดกวาด แต่อาจให้ผู้อื่นปัดกวาดเวลาที่คุณไม่อยู่ก็ได้ ไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงเข้าในบ้าน คนที่แพ้ไรฝุ่น ควรหุ้มห่อที่พักผ่อนด้วยหนังหรือพลาสติก (ก่อนนอนหุ้มด้วยผ้าที่มีไว้สำหรับปูที่นอนอีกชั้นหนึ่ง) จะได้ใช้น้ำอุ่นถูทุกครึ่งเดือนหรือหนึ่งเดือนได้ ควรจะใช้หมอนประเภทใยสังเคราะห์และซักน้ำร้อนทุกหนึ่งเดือนเป็นอย่างต่ำ การผึ่งแดดมิได้ฆ่าไรฝุ่นผงอะไร ไม่ควรปลูกต้นไม้ดอกไม้ในห้องนอน เพราะเป็นแหล่งเฉอะแฉะอย่างหนึ่ง ควรจะกำจัดเพื่อลดจำนวนเชื้อรา หน้ากากเครื่องเครื่องปรับอากาศที่ชื้นแฉะหรือผนังที่ชื้น ควรที่จะใช้น้ำยาไลซอลเพื่อขจัดเชื้อรา การหลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคืองต่างๆก็มีความจำเป็นหมายถึงควันที่เกิดจากบุหรี่ ควันไฟ และกลิ่นฉุนทั้งหลายแหล่
  • แนวทางภูมิคุ้นกันบำบัดรักษา (Immuno therapy) หรือการฉีดวัคซีน ถ้าเกิดอุตสาหะเลี่ยงสิ่งที่แพ้อย่างมากแล้ว รวมทั้งกินยารักษาอาการที่แพ้ต่างๆแล้วอาการยังเป็นอยู่มาก หรือจะต้องใช้ยาหลายตัว แพทย์บางทีอาจพิเคราะห์เสนอแนะให้ฉีดยาภูมิแพ้ จุดมุ่งหมายของการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ ก็คือ ต้องการปรับเปลี่ยนสภาพการโต้ตอบของร่างกายจากภูมิแพ้ให้เปลี่ยนเป็นมีภูมิต้านทานแพ้แทน ขั้นตอนการฉีดยาภูมิแพ้มีว่าภายหลังจากทดสอบทางผิวหนังจนรู้และเข้าใจดีแล้วว่าแพ้อะไรบ้าง หมอก็จะนำสารสกัดที่แพ้มาฉีดเข้าใต้ชั้นผิวหนัง โดยเริ่มจากขนาดต่ำๆแล้วก็เบาๆเพิ่มขนาดแล้วก็ปริมาณมากขึ้น โดยทีแรกๆฉีดทุกหนึ่งอาทิตย์จนถึงขนาดสมควร ถัดไปจะฉีดห่างออกไปเรื่อยๆจากทุกหนึ่งอาทิตย์ท้ายที่สุดเป็นทุกเดือนถึงเดือนครึ่ง เมื่ออาการแพ้ดีขึ้นมากมายและก็ลดปริมาณยารับประทานต่างๆได้ แปลว่าเห็นผล ซึ่งมักจำต้องใช้เวลาขั้นต่ำ 3 เดือนกว่าจะได้ผล ต่อไปจะฉีดทุก 1-2 เดือนจนกระทั่งครบ 3-4 ปี (เฉลี่ยแล้วฉีดปีละ 6-12 ครั้งแค่นั้น) ท่านใดที่อาการแพ้หายไป และก็หยุดยาต่างๆได้ เมื่อครบกำหนด 3-4 ปี หมอจะตรึกตรองหยุดฉีดยาในที่สุด
  • การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคภูมิแพ้
  • ใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นละอองระหว่างที่ทำงานกับฝุ่น
  • ชำระล้าง เอาวัตถุที่ไม่มีความจำเป็นออกจากห้องทำงานและห้องนอนให้มากหนสุด ในห้องนอนควรมีเครื่องตกแต่งน้อยชิ้นที่สุดเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งเก็บฝุ่น
  • ในกรณีแพ้ไรฝุ่นละออง ควรจะทำความสะอาดเครื่องนอน (ที่พักผ่อน หมอน ผ้าที่มีไว้เพื่อห่ม) โดยซักด้วยน้ำร้อน 60 องศาเซลเซียส ตรงเวลา 15-20 นาที อย่างน้อยทุก 2 สัปดาห์
  • ควรตัดหญ้า หรือ วัชพืชบริเวณบ้านเป็นประจำเพื่อลดจำนวนเกสรและสารก่อภูมิแพ้ในวัชพืชและดอกไม้
  • ไม่เลี้ยงสัตว์ที่มีขนในบ้าน ได้แก่ สุนัข แมว นก
  • กำจัดเศษอาหารและก็ขยะต่างๆรวมถึงปิดฝาท่อที่มีไว้สำหรับระบายน้ำเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงสาบ
  • ชำระล้างเครื่องปรับอากาศบ่อยๆและใช้แบบที่มีที่กรองอาการประเภท HEPA filter (High Efficiency Particulate Air Filter)
  • ระวังอย่าให้บ้าน ส้วม อับชื้น และไม่ควรปลูกต้นไม้ในบ้านเพาะทำให้เชื้อราเติบโต
  • หลบหลีกบริเวณที่มีควันบุหรี่ ควัน รวมทั้งบริเวณที่มีฝุ่นผงมาก
  • บริหารร่างกายให้สม่ำเสมอ หากมีอาการหอบเมื่อยล้าเวลาบริหารร่างกาย ควรสูดยา ปกป้องอาการหอบก่อน
  • ใช้ยาตามที่หมอสั่งเพียงแค่นั้น ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เนื่องจากว่าบางจำพวกถ้าหากใช้ตลอดนานอาจมีอันตรายได้
  • การติดต่อของโรคภูมิแพ้ เนื่องด้วยโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่มีสาเหตุจากการทำงานที่ไม่ดีเหมือนปกติที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้ของภูมิต้านทานในร่างกายของบางคนเท่านั้น ก็เลยไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนแล้วก็จากสัตว์สู่คน (แม้กระนั้นมีการสืบทอดทางกรรมพันธุ์ได้)
  • การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคภูมิแพ้ เป็นการลดการเสี่ยงในการกำเนิดโรค คือการรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงบริบูรณ์ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์แล้วก็ถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นประจำ และหมั่นตรวจเช็คสุขภาพประจำปี  และก็เนื่องจากว่าโรคภูมิแพ้เป็นโรคไม่ติดต่อ แล้วก็จะกำเนิดกับผู้ที่ร่างกายแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้เพียงแค่นั้น ด้วยเหตุดังกล่าว การปกป้องส่วนมากก็เลยเป็นวิธีการสำหรับผู้เจ็บป่วย เพื่อไม่ให้อาการแพ้นั้นกำเริบร้ายแรง  ดังเช่น หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ แม้ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว ควรจะหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือพบเจอกับสิ่งที่มีสารที่ตนแพ้ ตัวอย่างเช่น คนไข้ที่แพ้อาหารทะเล ควรเลี่ยงการกินอาหารที่ทำมาจากสัตว์สมุทรทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นอาหารแปรรูป อาหารสด หรืออาหารแห้ง ผู้ที่แพ้ฝุ่นควรหลบหลีกการเดินทางบนถนนที่มีฝุ่นผงควัน ไม่ลดกระจกลงขณะโดยสารอยู่บนรถยนต์ เลี่ยงการเดินผ่านเขตรอบๆที่มีการก่อสร้าง และดูแลรักษาความสะอาดข้างในบ้านแล้วก็ห้องนอน ให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก แสงอาทิตย์เข้าถึง เพื่อป้องกันการสะสมฝุ่นผงแล้วก็ไรฝุ่นผงที่จะนำไปสู่อาการแพ้ได้ เขียนบันทึก ลงบันทึกทุกวันว่าทำกิจกรรมอะไรหรือรับประทานอะไรแล้วมีลักษณะอาการเช่นไร เป็นการเรียนอาการแพ้ รวมทั้งให้ทราบสิ่งที่แพ้และสิ่งที่ไม่แพ้ เพื่อเป็นการให้ข้อมูลแก่แพทย์ผู้รักษา และก็การวางแผนรักษาอย่างเหมาะควรถัดไป รับประทานยา ยาจะช่วยคุ้มครองปกป้องแล้วก็ทุเลาอาการแพ้ โดยคนเจ็บภูมิแพ้จำต้องกินยาจากที่แพทย์กำหนด ไม่หยุดใช้ยาโดยพลการ เนื่องจากอาจมีผลกระทบ มีลักษณะดื้อยา หรือมีอาการแพ้ที่กำเริบขึ้น  วางแผนในคราวฉุกเฉิน สำหรับผู้ป่วยที่มีลักษณะแพ้ร้ายแรง ควรแจ้งอาการป่วยของตัวเองกับบุคคลใกล้ชิด หรือในบางราย แพทย์จะให้คนไข้พกยาฉีดเอพิเนฟรินสำหรับฉีดรักษาโดยใช้ตัวเองถ้าอาการไม่ดีขึ้น รวมทั้งจัดแจงเบอร์โทรฉุกเฉินที่ต้องไว้ในคราวที่มีความเร่งด่วนเสมอ
นอกจากนี้ควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการต่อไปนี้

  • น้ำมูลไหล คัดจมูก จาม คันจมูกเรื้อรัง
  • ไซนัสอักเสบเรื้อรัง
  • ไอมากหรือเหนื่อยเวลาเป็นหวัด ตอนออกกำลังกาย หรือตอนกลางคืน
  • ผื่นคันเรื้อรังตามผิวหนังส่วนต่างๆของร่างกาย
  • เป็นลมเป็นแล้งพิษบ่อยครั้ง
  • สัมผัสสารบางอย่างแล้วผื่นขึ้น
  • ทานอาหารบางประเภทแล้วมีผื่น น้ำมูกไหล หรือแน่นหน้าอก
  • คันตา แสบตา ร้องไห้เรื้อรัง
  • สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครอง/รักษาโรคอาการหอบหืด
  • ถั่งเช่า มีสรรพคุณลดการต่อว่าดเชื้อรวมทั้งทุเลาอาการ อย่าง ไซนัสอักเสบ หอบหืด ถั่งเช่ามีฤทธิ์สำหรับการควบคุมสมดุลของ Allergen-reactive helper T cells Type I และ II ผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้มักมีการดำเนินงานของ Type II มากเกินปกติ อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรค นอกจากนี้มีฤทธิ์ลดการจับกุมของสารก่อภูมิแพ้กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย การลดกลไกนี้ลงจะทำให้ร่างกายตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ลดน้อยลง และก็ยังช่วยลดกรรมวิธีสร้างอิมมูโนมายากลอบูลิน ประเภท อี (IgE) +ที่มากเหลือเกิน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ร่างกายผลิตขึ้นเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้และเป็นตัวกระตุ้นให้อาการกำเริบ
  • กระเทียม สารอัลลิสินที่สกัดได้จากกระเทียมมีคุณสมบัติ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ช่วยให้ผู้ป่วยไม่เป็นหวัด ช่วยบำบัดรักษาลักษณะของโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง
  • ไพล เหง้าไพลมีน้ำมันหอมระเหย แล้วก็มีสาร

13

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
1.โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นยังไง  ไข้หวัดใหญ่ หรือ ฟลู (Influenza , Flu) เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสที่ระบบทางเดินหายใจเหมือนกันกับโรคหวัด แม้กระนั้นมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสคนละประเภทและก็มีความรุนแรงสูงขึ้นยิ่งกว่าโรคหวัดธรรมดามาก รวมทั้งเป็นอีกโรคหนึ่งพบบ่อยในทุกกลุ่มวัยทั้งในเด็กจน ถึงคนชรา และมีโอกาสเกิดโรคใกล้เคียงกันทั้งยังในเพศหญิงและในเพศชาย  โดยมีลักษณะทางสถานพยาบาลที่สำคัญเป็น จับไข้สูงแบบทันที ปวดศีรษะ เมื่อยกล้าม อ่อนล้า ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สำคัญที่สุดโรคหนึ่งในกรุ๊ปโรคติดเชื้อเกิดใหม่และก็โรคติดเชื้อเกิดซ้ำ เพราะว่าเกิดการระบาดใหญ่ทั้งโลก (pandemic) มาแล้วหลายครั้ง แต่ละครั้งเกิดขึ้นอย่างมากมายดูเหมือนจะทุกทวีป ทำให้มีผู้ป่วยแล้วก็เสียชีวิตนับล้านคน

  • สิ่งที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ โรคไข้หวัดใหญ่มีต้นเหตุมาจากการตำหนิดเชื้อ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ที่มีชื่อเรียกว่า อินฟลูเอนซาไวรัส (Influenza virus) เป็น RNA ไวรัส อยู่ในตระกูล Orthomyxoviridae ที่พบอยู่ในสารคัดหลั่งของผู้เจ็บป่วย ดังเช่น น้ำมูก น้ำลาย และเสลด เป็นต้น เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ มีทั้งสิ้น 3 ชนิด คือ เชื้อ influenza A, B และก็ C รวมทั้ง เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จำพวก A เป็นประเภทที่ท้าให้มีการระบาดอย่าง กว้างใหญ่ทั่วโลก ประเภท B ท้าทายให้เกิดการระบาดในพื้นที่ระดับภูมิภาค ส่วนประเภท C มักเป็นการติดเชื้อโรคที่แสดงอาการ น้อยหรือไม่แสดงอาการ และไม่ท้าให้มีการระบาด เชื้อไวรัสประเภท A แบ่งเป็นประเภทย่อย (subtype) ตามความแตกต่างของโปรตีนของเชื้อไวรัสที่เรียกว่า hemagglutinin (H) และ neuraminidase (N) จำพวกย่อยของเชื้อไวรัส A ที่ศึกษาค้นพบว่าเป็นสาเหตุของการต่อว่าดเชื้อในผู้ที่เจอในตอนนี้อาทิเช่น A(H1N1), A(H1N2), A(H3N2), A(H5N1) และก็ A(H9N2) ส่วนไวรัสจำพวก B และ C ไม่มีแบ่งเป็นประเภทย่อย
  • ลักษณะโรคไข้หวัดใหญ่ อาการจะเริ่มข้างหลังได้รับเชื้อ 1-4 วัน คนป่วยจะมีไข้สูงแบบทันทีทันใด ( 38 ซ ในผู้ใหญ่ ส่วนในเด็กชอบสูงขึ้นมากยิ่งกว่านี้) ปวดศีรษะ หนาวสั่น เมื่อยกล้ามเนื้อ หมดแรงมากมาย ปวดกระบอกตาเวลาตาขยับเขยื้อน มีน้ำตาไหลเมื่อมีแสงไฟ และก็บางทีอาจเจออาการคัดจมูก เจ็บคอ ถ้าหากมีอาการป่วยด้วยช่วงเวลานานอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการไอจากหลอดลมอักเสบ (post viral bronchitis) อาการจะร้ายแรงแล้วก็เจ็บป่วยเป็นเวลายาวนานกว่าหวัดธรรมดา (common cold) คนป่วยส่วนมากจะหายเป็นปกติด้านใน 1-2 สัปดาห์ แต่ว่ามีบางรายที่มีอาการร้ายแรง เพราะมีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือ ปอดบวม ซึ่งอาจก่อให้เสียชีวิตได้
  • กลุ่มบุคคลแผนการที่มีการเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคไข้หวัดใหญ่


           พนักงานทางการแพทย์ และก็ข้าราชการที่เกี่ยวกับคนเจ็บไข้หวัดใหญ่
           คนที่มีโรคเรื้อรัง คือ ปอดอุดกันเรื้อรัง อาการหอบหืด หัวใจ เส้นโลหิตสมอง ไตวาย มะเร็งที่กำลังให้เคมี บำบัดรักษา โรคเบาหวาน ธาลัสซีเมีย ภูมิต้านทานผิดพลาด (รวมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีลักษณะ)
           บุคคลที่แก่ 65 ปีขึ้นไป
           หญิงท้อง อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
           ผู้ที่มีน้ำหนักมากยิ่งกว่า 100 กิโลขึ้นไป
           ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
           เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี

  • แนวทางอาการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ การวิเคราะห์โรคโดยอาการทางสถานพยาบาลยังมีข้อกำหนด เพราะอาการคล้ายโรคติดเชื้อทางเท้า หายใจจากเชื้อไวรัสประเภทอื่น การวิเคราะห์ควรจะใช้ การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อรับรองการวินิจฉัยโรค ยกตัวอย่างเช่นตรวจเจอเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในเสลดที่ป้ายหรือดูดจากจมูกหรือคอ หรือ ตรวจพบแอนติเจนของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ใน epithelial cell จาก nasopharyngeal secretion โดยแนวทาง fluorescent antibody หรือ ตรวจพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของระดับภูมิต้านทานต่อเชื้อในซีรั่มอปิ้งน้อย 4 เท่าในระยะทันควันและระยะพักฟื้น โดยวิธี haemaglutination inhibition (HI) ซึ่งเป็นแนวทางมาตรฐาน หรือ complement fixation (CF) หรือ Enzyme - linked immunosorbent assay (ELISA)และก็การใช้ข้อมูลทางระบาดวิทยาช่วย เป็นต้นว่า ขณะที่มีการแพร่ระบาดของโรค ไข้หวัดใหญ่ คนไข้ที่มีอาการน้อย ให้การรักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาละลายเสลด เป็นต้น การให้ยาต้านเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในทันทีหลังจากที่มีลักษณะอาการช่วยลดความร้ายแรงรวมทั้งอัตราตายในคนเจ็บ ยาต่อต้านเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ ดังเช่น ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) และซานามิเวียร์ (Zanamivir) การพินิจพิเคราะห์เลือกใช้ตัวไหน ขึ้นอยู่กับข้อมูลความไวของยาต่อเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในแต่ละประเทศส่วนการให้ยาต้านทานไวรัส amantadine hydrochloride หรือยา rimantidine hydrochloride ด้านใน 48 ชั่วโมง นาน 3-5 วัน จะช่วยลดอาการและปริมาณเชื้อไวรัสประเภท A ในสารคัดหลั่งพื้นที่เดินหายใจได้ ปริมาณยาที่ใช้ในเด็กอายุ 1-9 ปี ให้ขนาด 5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน แบ่งให้ 2 ครั้ง สำหรับผู้ป่วยอายุ 9 ปีขึ้นไปให้ขนาด 100 มก. วันละ 2 ครั้ง (แต่ว่าหากคนไข้น้ำหนักน้อยกว่า 45 กิโลกรัม ให้ใช้ขนาดเดียวกับเด็กอายุ 1-9 ปี) นาน 2-5 วัน สำหรับคนเจ็บอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่ลักษณะการทำงานของตับแล้วก็ไตไม่ดีเหมือนปกติ ต้องลดปริมาณยาลง ในช่วงหลังๆของการดูแลและรักษาด้วยยาต้านไวรัส อาจพบการดื้อยาและก็ตามด้วยการแพร่โรคไปยังผู้อื่นได้ กรณีนี้บางทีอาจจำต้องให้ยาต้านทานเชื้อไวรัสแก่ผู้เสี่ยงโรคสูงที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หากมีลักษณะอาการแทรกจากเชื้อแบคทีเรียจำต้องให้ยาปฏิชีวนะด้วย และควรหลบหลีกยาลดไข้พวก salicylates เพื่อลดการเสี่ยงต่อการเกิดโรค Reye's syndrome

6.การติดต่อของโรคไข้หวัดใหญ่ ระยะฟักตัวของโรค ระยะฟักตัวของโรคชอบสั้น 1 - 4 วัน แต่ว่าโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ เฉลี่ย 2 วัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปริมาณของเชื้อไวรัสที่ ได้รับ การติดต่อ เชื้อไวรัสที่อยู่ในเสลด น้ำมูก น้ำลายของผู้เจ็บป่วยแพร่ติดต่อไปยังคนอื่นๆโดยการไอจามรดกันโดยตรง หรือหายใจเอาฝอยละอองเข้าไปแม้อยู่ใกล้ผู้ป่วยในระยะ 1 เมตร บางรายได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือ สิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก  และคนป่วยสามารถแพร่เชื้อเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ 24 ชั่วโมงก่อนมีลักษณะและก็จะแพร่ระบาดถัดไปอีก 3-5 วันหน้ามีลักษณะอาการในผู้ใหญ่ ส่วนในเด็กอาจแพร่ระบาดได้นานกว่า 7 วัน คนที่ได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แต่ว่าไม่มีอาการก็สามารถแพร่ระบาดในขณะนั้นได้ด้วยเหมือนกัน ในตอนศตวรรษก่อนหน้านี้มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ทั่วโลก 4 ครั้งคือ

  • พุทธศักราช 2461 - 2462 Spanish flu จากไวรัส A(H1N1) เป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุด พลเมืองทั่วทั้งโลกป่วยไข้ร้อยละ 50 และตายสูงถึง 20 ล้านคน
  • พุทธศักราช 2500 - 2501 Asian flu จากเชื้อไวรัส A(H2N2) โดยเริ่มตรวจพบในประเทศจีน
  • พ.ศ. 2511 - 2512 Hong Kong flu จากไวรัส A(H3N2) เริ่มตรวจเจอในประเทศฮ่องกง
  • พ.ศ. 2520 - 2521 Influenza A (H1N1) กลับมาระบาดใหญ่อีกครั้ง แยกได้จากผู้ป่วยในโซเวียต จึงเรียก Russian flu แม้กระนั้นมีบ้านเกิดจากประเทศจีน


7.การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ การดูแลตัวเอง เมื่อจับไข้หวัดใหญ่ คือ เมื่อจับไข้ ควรจะหยุดโรงเรียนหรือหยุดงาน แยกตัวและสิ่งของจากคนอื่น เพื่อพักรวมทั้งปกป้องการกระจายเชื้อสู่ผู้อื่น พักให้มากมายๆรักษาสุขอนามัยรากฐาน  เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง ลดจังหวะเกิดโรคข้างๆหรือแทรกซ้อน พยายามกินอาหารมีคุณประโยชน์ห้าหมู่ในแต่ละวันกินน้ำสะอาดให้มากมายๆอย่างน้อยวันละ 6 - 8 แก้วเมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำ กินยาลดไข้พาราเซตามอล หรือตามหมอชี้แนะ ไม่ควรรับประทานยาแอสไพรินเพราะอาจมีการแพ้ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ล้างมือให้สะอาดเสมอๆและก็ทุกคราวก่อนอาหารและหลังเข้าห้องอาบน้ำ  ใช้ทิชชู่สำหรับในการสั่งน้ำมูกหรือเช็ดถูปาก ไม่สมควรใช้ผ้าที่มีไว้สำหรับเช็ดหน้า ต่อจากนั้นทิ้งทิชชู่ให้ถูกสุขอนามัย  รู้จักใช้หน้ากากอนามัย งดเว้นบุหรี่ เลี่ยงควันบุหรี่ เพราะเป็นสาเหตุให้อาการรุนแรงขึ้น ควรรีบเจอแพทย์เมื่อ ไข้สูงเกิน 39 - 40 องศาเซียลเซียส และก็ไข้ไม่ต่ำลงหลังได้ยาลดไข้ด้านใน 1 - 2 วัน  กินน้ำได้น้อยหรือรับประทานอาหารได้น้อย ไอมากมาย มีเสมหะ และก็/หรือ เสลดมีสีเหลืองหรือเขียว ซึ่งหมายความว่ามีการติดเชื้อโรคแบคทีเรียเข้าแทรก เป็นโรคโรคหืด เนื่องจากว่าโรคหืดมักกำเริบเสิบสานรวมทั้งควบคุมเองไม่ได้ อาการต่างๆเลวลง หอบอิดโรยร่วมกับไอมากมาย อาจร่วมกับนอนราบมิได้ เพราะเหตุว่าเป็นอาการแทรกซ้อนจากปอดบวม เจ็บอกมากร่วมกับหายใจขัด เหน็ดเหนื่อย ด้วยเหตุว่าเป็นอาการจากอาการแทรกจากเยื่อห่อหัวใจ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ชัก ซึม งงเต็ก แขน/โคนขาแรง บางทีอาจร่วมกับปวดศีรษะรุนแรง และก็คอแข็ง เนื่องจากเป็นอาการแทรกจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ  หรือ สมองอักเสบ

  • การป้องกันเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ รักษาร่างกายให้แข็งแรง เพื่อร่างกายสามารถสร้างภูมิต้านทานโรคก้าวหน้า โดยการออกกำลังกาย สม่ำเสมอและพักผ่อนให้พอเพียง อยู่ในที่ที่อากาศระบายได้ดี หลีกเลี่ยงความเคร่งเครียด บุหรี่ สุรารวมทั้งสิ่งเสพติด แล้วก็ระวังรักษาร่างกายให้อบอุ่นในช่วงอากาศหนาวเย็น หรืออากาศเปลี่ยนแปลง กินอาหารที่มีสาระ ผัก และผลไม้ เพื่อร่างกายได้รับสารอาหารและวิตามินพอเพียง ในตอนที่มีการระบาดของโรค ควรจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ที่มีผู้คนคับแคบ ดังเช่นว่า ห้างสรรพสินค้า สถานบันเทิง งานมหรสพ รวมถึงการใช้โทรศัพท์สาธารณะหรือลูกบิดประตู เป็นต้น แม้กระนั้นหากหลบหลีกมิได้ ควรจะใส่หน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่หรือชโลมมือด้วยแอลกอฮอล์เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่บางทีอาจติดมาจากการสัมผัสถูกเสมหะของคนป่วย และก็อย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูกถ้าเกิดยังมิได้ล้างมือให้สะอาด คนไข้ควรจะปลีกตัวออกห่างจากคนอื่นๆ อย่านอนปะปนหรือคลุกคลีสนิทสนมกับผู้อื่น เวลาไอหรือจามควรใช้ผ้าปิดปากแล้วก็จมูกเสมอ เวลาเข้าไปในที่ที่มีคนอยู่กันมากๆควรใส่หน้ากากอนามัยด้วยทุกคราว ส่วนการฉีดวัคซีนคุ้มครองป้องกันไข้หวัดใหญ่นั้น โดยธรรมดาถ้าเกิดไม่มีการระบาดโรค แพทย์จะไม่ชี้แนะให้ฉีดยาแก่ราษฎรทั่วไป เว้นเสียแต่ในคนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงดังที่ได้กล่าวมาแล้ว คนสูงอายุ (แก่กว่า 65 ปี) ผู้ที่แก่ต่ำลงมากยิ่งกว่า 19 ปีที่ต้องกินยาแอสไพรินบ่อยๆ สตรีตั้งท้องที่คาดว่าอายุครรภ์ย่างเข้าไตรมาสที่ 2 ขึ้นไปในตอนที่มีการระบาดของโรค คนที่เป็นเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ ผู้ที่จำต้องเดินไปในถิ่นที่มีการระบาดของโรค ผู้ที่มีกิจกรรมจำเป็นต้องที่ไม่อาจจะหยุดงานได้ (ได้แก่ ผู้แสดง นักกีฬา นักท่องเที่ยว ตำรวจ เจ้าหน้าที่บริการสังคม นักเรียนหรือนิสิตที่อยู่รวมกัน รวมทั้งคนที่อาศัยอยู่ในสถานพักฟื้น สถานสงเคราะห์คนชรา) คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ (ดังเช่น ผู้ป่วยโรคภูมิคุมกันบกพร่อง คนป่วยที่ได้รับยาสเตียรอยด์ คนเจ็บรังสีรักษาหรือเคมีบำบัด) ผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง (ดังเช่นว่า โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคหอบหืด โรคตับ โรคไต โรคเลือด) ซึ่งบุคคลพวกนี้เป็นกรุ๊ปที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนปกป้องไข้หวัดใหญ่
  • สมุนไพรประเภทไหนซึ่งสามารถช่วยบรรเทา/รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ได้
สมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Herbs with anti-influenza activity) มีสมุนไพร        
                พลูคาว / ผักคาวโคนง (Houttuynia cordata) จากการศึกษาในหลอดทดลอง น้ำมันระเหยผู้กระทำลั่นพลูคาวสดมีฤทธิ์ต้านไวรัส ไข้หวัดใหญ่ เริม (Herpes simplex virus type 1) ไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง (HIV-1) โดยสารสำคัญในน้ำมันระเหยจากพลูคาวที่มีฤทธิ์ต่อต้านไวรัสดังที่กล่าวมาข้างต้น ยกตัวอย่างเช่น methyl n-nonyl ketone, laurly aldehyde, capryl aldehyde
                Epigallocatechin (EGCG) ในชาเขียว EGCG เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีมากที่สุดในชาเขียว EGCG ขนาดต่ำในหลอดทดสอบมีฤทธิ์ ยับยั้งไม่ให้ไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั้งชนิด A แล้วก็ B เข้าเซลล์& ลดการต่อว่าดเชื้อของเซลล์เพาะเลี้ยงจากไตสุนัขได้อย่างมีนัยสำคัญ
                ใบเตย (Pandanus amaryllifolius) ใบเตยมีสารประเภทเลกติเตียนน (lectin) ซึ่งมีคุณลักษณะเป็นโปรตีน ชื่อ Pandanin ที่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อ ไข้หวัดใหญ่จำพวก A (H1N1) อย่างเป็นจริงเป็นจัง โดยมีค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งเชื้อได้ 50% (EC50) พอๆกับ15.63 microM
                สาร Aloe emodin Aloe emodin = สารแอนทราควิโนน (anthraquinone) ที่พบได้ในยางว่านหางจระเข้ เมื่อนำสาร Aloe emodin มาผสมกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ในหลอดทดลองนาน 15 นาที ที่ 37 องศาเซลเซียส สามารถยั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ นอกจากนั้น สาร aloe emodin ยังยั้งไวรัสที่ก่อโรคเริม รวมทั้งงูสวัดได้อีกด้วย
สมุนไพรกระตุ้นภูมิต้านทาน (Immunomodulator / Immunostimulant)
                กระเทียม  Aged Garlic Extract (AGE) มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน AGEเป็นผลิตภัณฑ์กระเทียมจัดแจงโดยการแช่กระเทียมที่หั่นหรือสับใน 15-20% แอลกอฮอล์แล้วทิ้งเอาไว้เป็นเวลายาวนานมากกว่า 10 เดือน ที่อุณหภูมิปกติแล้วนำมาทำให้เข้มข้น เมื่อให้ AGE ทางปากแก่หนูถีบจักร 10 วันก่อนให้เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แก่หนูโดยการหยอดทางจมูก มีประสิทธิผลสำหรับการป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ดีเท่าการให้วัคซีน
                ผลิตภัณฑ์เสริมของกินกระเทียมที่มีสาร allicin มีการทำการศึกษาในอาสาสมัคร 146 คน โดยให้กลุ่มควบคุมได้รับยาหลอก และกลุ่มทดลองได้รับกระเทียมรับประทานวันละ 1 แคปซูล นาน 12 อาทิตย์ ระหว่างฤดูหนาว (พฤศจิกายน - เดือนกุมภาพันธ์) แล้วก็ให้แต้มสุขภาพ และอาการหวัดทุกเมื่อเชื่อวัน พบว่า กลุ่มที่ได้รับกระเทียมได้โอกาสเป็นหวัดน้อยกว่ากรุ๊ปยาหลอก และก็เมื่อเป็นหวัดแล้วหายเร็วกว่า
                โสม (Ginseng)    สารสกัดโสมอเมริกันที่จดสิทธิบัตรแล้ว (CVT-E002) โดยทดลองให้สารสกัดนี้ ขนาด 200 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้งหรือยาหลอกแก่คนสูงอายุที่อาศัยอยู่รวมกันผู้คนจำนวนมาก (institutional setting) จำนวนรวม 198 คน ระหว่างฤดูการระบาดของไข้หวัดใหญ่ (ฤดูหนาวปี 2543 -44) เพื่อเรียนประสิทธิผลสำหรับในการคุ้มครองการป่วยด้วยโรคทางเท้าหายใจอย่างเฉียบพลัน (Acute Respiratory Illness, ARI) พบว่า อุบัติการณ์ของไข้หวัดใหญ่ที่ได้รับการตรวจยืนยันทางห้องทดลองของกลุ่ม ยาหลอกสูงขึ้นยิ่งกว่ากลุ่มที่ได้รับสารสกัดโสมอย่างเป็นจริงเป็นจัง (7/101 แล้วก็ 1/97) แล้วก็การต่ำลงของความเสี่ยงจากการป่วยด้วยโรค ARI ในกลุ่มที่ได้รับยา CVT-E002 พอๆกับ 89%
เอกสารอ้างอิง

  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J.(2001). Harrrison’ s:Principles of internal medicine. New York. McGraw-Hill. http://www.disthai.com/
  • ”สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่-H1n1 (1 มกราคม – 26 ธันวาคม 2558)” สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข
  • ดร.ภก.อัญชลี จูฑะพุทธิ.สรุปการบรรยายประชุมวิชาการกรมพัฒน์เรื่อง”สมุนไพร:ไข้หวัดใหญ่-ไข้หวัดนก.”ณ.ห้องประชุมเบญจกูล กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.วันที่ 28 ธันวาคม 2548
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).”ไข้หวัดใหญ่(lnfluenza/Flu).หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป2.หน้า 393-396
  • “ไข้หวัดใหญ่”คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก
  • ไข้หวัดใหญ่.กลุ่มระบาดวิทยา/โรคติดต่อ.สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข
  • โรคไข้หวัดใหญ่แนวทางการดำเนินการให้บริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลปี2559.แนวทางการเฝ้าระวังโรคติดต่อในสถานศึกษา 2559 กองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร


    Tags : โรคไข้หวัดใหญ่

14

มะไฟ
มะไฟ Baccaurea ramiflora Lour.
ชื่อพ้อง B. sapida (Roxb.) Muell. Arg.
บางถิ่นเรียกว่า มะไฟ (ทั่วไป) แซเครือแซ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ผะยิ้ว (เขมร-สุรินทร์) สัมไฟ (ใต้) หำกัง (เพชรบูรณ์).
ไม้ต้น ขนาดกลาง ไม่ผลัดใบ สูง 13-17 มัธยม ตามยอด และปลายกิ่งอ่อนมีขน. ใบ ผู้เดียว เรียงสลับกัน รูปรีแกมรูปหอก รูปหอกกลับ หรือ รูปไข่กลับ โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ หรือ หยักตื้นๆไม่บ่อยนัก; ปลายใบเรียวแหลม กว้าง 4.5-8 เซนติเมตร ยาว 10.5-22 เซนติเมตร เส้นแขนงใบมี 5-8 คู่ ข้างล่างนูน ไม่มีขนทั้งคู่ด้าน เนื้อใบค่อนข้างจะบาง ก้านใบยาว 1.5-6 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อยาวๆตามง่ามใบ และตามกิ่งที่ไร้ใบ สีเหลือง สมุนไพร ดอกเพศผู้ แล้วก็ดอกเพศเมีย ส่วนมากอยู่ต่างต้นกัน ส่วนน้อยที่อยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกมีขน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อยาว 5-7.5 เซนติเมตร ใบแต่งแต้มรูปหอก กว้าง 2-3 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบดอกมี 4-5 กลีบ ขนาดแตกต่างกัน เกสรผู้มี 4-8 อัน. ดอกเพศภรรยา ออกเป็นช่อยาวมาก มีใบประดับประดาอยู่ที่โคนก้านดอก; กลีบรองกลีบดอกขอบขนานแคบๆยาวโดยประมาณ 1.2 เซนติเมตร รังไข่มีขน ไม่มีท่อรังไข่ ปลายเกสรแยกเป็น 2-3 อัน ด้านในมี 3 ช่อง. ผล ออกจะกลม หรือ รี เส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 25 มิลลิเมตร ผิวสีเหลือง ไม่มีขน มี 1-3 เม็ด เนื้อหุ้มห่อเม็ดสีขาวขุ่น รสเปรี้ยวอมหวาน.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบใกล้สายธาร ในป่าผลักใบ ขึ้นปนเปกับไผ่ และปลูกกันตามสวน มีดอกประมาณมีนาคม.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มราก รวมกับสมุนไพรอื่นๆดื่มแก้ท้องเสีย หลังการคลอดลูก เผาไฟรับประทานเป็นยาทำลายพิษ ดับพิษร้อน ทาแก้บวม อักเสบ ต้น เปลือกทำเป็นยาใช้ภายนอก

15

[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพรกระดอหดใบขน[/url][/size][/b]
กระดอหดใบขน  Croton caudatus Geisel.
กระดอหดใบขน (จันทบุรี).
ไม้เถา ครึ่งหนึ่ง ไม้พุ่ม ตามกิ่ง ใบ และก็ดอก มีขนรูปดาว และสากคาย. ใบ ผู้เดียว เรียงสลับกัน แผ่นใบมีรูปร่างรวมทั้งขนาดต่างๆกัน ตั้งแต่ รูปหอก รูปไข่ จวบจนกระทั่งกลมปนรูปหัวใจ; มีขนาดกว้าง 2.5-10 เซนติเมตร ยาว 4-12 ซม. โคนใบมน หรือ เว้าบางส่วนเป็นรูปหัวใจ มีต่อม 2 ต่อมที่โคนซึ่งติดกับก้านใบ ค่อนข้างมีลักษณะเหมือนรูปกรวย มีก้านยาว 0.5-1 มิลลิเมตร ขอบใบหยักไม่บ่อยนัก ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม มีเส้นแขนงใบออกจากโคนใบ 1 คู่ รวมทั้งออกมาจากเส้นกลางใบ 2-3 คู่ ด้านบนสะอาด หรือ สาก ข้างล่างสาก หรือ มีขนหนาแน่น ก้านใบยาว 1-4 ซม. สาก. สมุนไพร  ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ยาว 7-25 เซนติเมตร ใบประดับประดารูปเรียวปลายแหลม หรือ บางทีอาจไม่มี ก้านดอกยาว 1-5 มม. มีขนเป็นรูปดาว ดอกเพศผู้ แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ดอกตูมมีลักษณะกลม กลีบรองกลีบ 5 กลีบ รูปไข่แกมสามเหลี่ยม ยาว 2.5 มม. มีขน กลีบรูปไข่กลับ ยาว 2.5 มม. เกสรผู้มี 18-40 อัน ก้านเกสรมีขนที่ฐาน อับเรณูรูปรี. ดอกเพศเมีย มีกลีบรองกลีบ 5 กลีบ รูปไข่กลับ ยาวราวๆ 4 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขนรูปดาว ข้างในหมดจด กลีบมีขนาดเล็กมาก รูปยาวปลายแหลม ขอบมีขน ท่อรังไข่ 3 อัน แต่ละอันแยกเป็น 2 แฉก มีขนรูปดาว. ผล กลม หรือ รูปไข่ เรียบ หรือ เป็นสัน 6 สัน มีขนาดกว้างราวๆ 10-15 มม. เม็ด รูปรี ยาวประมาณ 8 มิลลิเมตร มีขนรูปดาว.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นกระจุยกระจายในป่าผลัดใบ เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 100 ม.
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกราก รับประทานเป็นยาระบาย และก็ลดไข้  ใบ ตำเป็นยาพอกภายนอก ลดไข้ แก้ปวดข้อ และก็เมื่อยกล้ามเนื้อ ยอดอ่อนบดรวมกับใบฝาง (Caesalpinia sappan Linn.) กินแก้โรคตับอักเสบ

Tags : สมุนไพร

หน้า: [1] 2 3 4