แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - ณเดช2499

หน้า: [1] 2 3 4
1
โรควัณโรค วิธีรักษา  disthai

2

โรคต่อมลูกหมากโต (Benign prostatic hypertrophy-BPH)
โรคต่อมลูกหมากโตเป็นอย่างไร ต่อมลูกหมาก (prostate gland) เป็นต่อมของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ในผู้ชาย อยู่ตรงด้านหลังของคอกระเพาะฉี่ในอุ้งเชิงกรานข้างหลังกระดูกหัวหน่าว มีรูปร่างเหมือนลูกเกาลัด ต่อมมี 5 กลีบ หนักประมาณ 20 กรัม (ขนาดเท่าผลลิ้นย่าง) มีบทบาทสร้างน้ำเมือก (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของน้ำอสุจิ) เพื่อให้ตัวน้ำเชื้อแหวกว่ายและรับประทานเป็นของกิน  โดยทั่วไปต่อมลูกหมากจะหยุดเจริญวัยหลังจากอายุ 20 ปี  จนกว่าอายุราวๆ 45 ปี จะมีการเพิ่มขนาดขึ้นอีกครั้ง และก็เป็นจุดเริ่มต้นของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตถือได้ว่าปัญหาด้านสุขภาพที่น่ากังวลใจของคุณผู้ชายทั้งหลาย โดยปกติผู้เจ็บป่วยโรคต่อมลูกหมากโตจะอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป เมื่อแก่ขึ้นต่อมลูกหมากจะค่อยๆโตขึ้น ว่ากันว่าชายสูงอายุ 2 ใน 5 คนจะมีอาการชิ้งฉ่องผิดปกติ อาการดังที่กล่าวผ่านมาแล้วมีต้นเหตุจากการที่ต่อมลูกหมากซึ่งอยู่ล้อมท่อปัสสาวะมีขนาดโตขึ้นและไปบีบท่อปัสสาวะให้แคบลง
และก็ยังมีรายงานการศึกษาวิจัยหลายๆชิ้นสรุปว่า ในผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มักตรวจเจอโรคต่อมลูกหมากโต เพราะความไม่ดีเหมือนปกติทางด้านขนาดรวมทั้งจำนวนเซลล์ต่อมลูกหมาก เมื่อขนาดของต่อมลูกหมากโตขึ้น จะมีผลนำไปสู่การอุดกันของระบบฟุตบาทเยี่ยว ถ่ายปัสสาวะหลายครั้ง ทุกข์ยากลำบาก จำต้องเบ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน กลั้นฉี่ไม่อยู่ ในที่สุดอาจชิ้งฉ่องไม่ออก แล้วก็มีปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์ไม่แข็ง หลักการทำงานของต่อมลูกหมากอาศัยการกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศชายซึ่งส่วนใหญ่สร้างขึ้นมาจากอัณฑะ ซึ่งฮอร์โมนเพศชายนี้ยังเกี่ยวพันกับการกระตุ้นการโตของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย โดยความไม่ปกติของต่อมลูกหมากที่พบได้ทั่วไปในชายไทยหมายถึงโรคต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia; BPH) มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) และก็ต่อมลูกหมากอักเสบ (prostatis) ร้อยละ 80 18 แล้วก็ 2 ตามลําดับ  โดยโรคต่อมลูกหมากโตนี้ เป็นโรคพบได้มากมากของเพศชายวัยตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยพบได้ราวๆ 30-40% ของเพศชายวัย 50-60 ปี และก็เมื่ออายุ 85 ปีจะพบโรคนี้ได้สูงถึง 90% โรคนี้พบได้ในผู้ชายทั้งโลก ทุกเชื้อชาติ
สาเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต ในตอนนี้ ยังไม่เคยรู้มูลเหตุที่แจ่มแจ้งของการเกิดโรคต่อมลูกหมากโต แม้กระนั้นแพทย์เชื่อว่า เมื่อชายเฒ่าขึ้นจะส่งผลต่อการผลิตกรุ๊ปฮอร์โมนเพศชายจากอัณฑะที่ชื่อ แอนโดรเจน (Androgen) จึงทำให้ร่างกายขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายประเภทต่างๆโดยยิ่งไปกว่านั้นระหว่างฮอร์โมน เทสโทสสเตอโรน  (Testosterone) กับฮอร์โมน ไดไฮโดรเทสโทสสเตอโรน () (DHT) ซึ่งภาวการณ์นี้ทำให้เซลล์ของต่อมลูกหมากมีการเจริญวัยเปลี่ยนไปจากปกติได้ ที่เรียกว่า โรคต่อมลูกหมากโต
ฮอร์โมนที่มั่นใจว่าเป็นสาเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต
ที่มา :  Wikipedia
นอกเหนือจากนั้นยังสันนิษฐานว่าอาจเกิดขึ้นเนื่องจากกรรมพันธุ์ โดยยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่มีอาการออกจะรุนแรงในกลุ่มชนที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งจำเป็นต้องรับการดูแลรักษาโดยผ่าตัดชอบมีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
นอกจากนั้นยังคาดคะเนว่าอาจเกิดขึ้นเนื่องจากพันธุกรรม โดยยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่มีลักษณะอาการค่อนข้างรุนแรงในกลุ่มคนที่แก่น้อยกว่า 60 ปี ซึ่งจำต้องรับการดูแลรักษาโดยผ่าตัดมักจะมีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
ลักษณะของโรคต่อมลูกหมากโต อาการของโรคต่อมลูกหมากโตนั้น มีเหตุมาจากเมื่อต่อมลูกหมากโตขึ้น จะไปก่อกำเนิดการระคายเคืองต่อท่อฉี่ และเมื่อต่อมฯยิ่งโตขึ้น ก็จะกดแทรกทับ หรือแทรกรัดรอบๆท่อปัสสาวะ จึงส่งผลให้ท่อปัสสาวะตีบแคบลง จนกระทั่งอาจตัน เพราะฉะนั้นลักษณะโรคต่อมลูกหมากโต ก็คือ

  • ลุกขึ้นเยี่ยวเวลากลางดึกมากกว่า 1 - 2 ครั้ง
  • สายเยี่ยวไม่พุ่ง ไหลช้า หรือไหลๆหยุดๆ
  • เกิดความรู้สึกว่าการถ่ายฉี่เป็นเรื่องวุ่นวายในชีวิตประจำวัน
  • ไม่อาจจะกลั้นปัสสาวะได้ จะต้องรีบเข้าสุขาทันทีที่ปวดท้องฉี่
  • จำต้องเบ่งหรือรอนานกว่าจะสามารถปัสสาวะออกมาได้
  • รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ทำให้ต้องการปัสสาวะอยู่เรื่อยๆ
  • ฉี่บ่อยมาก ห่างกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง


และในคนไข้บางรายอาจมีอาการถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด เพราะเบ่งถ่ายนานๆอาจทำให้หลอดโลหิตดำที่ท่อฉี่คั่ง แล้วแตกจนกระทั่งมีเลือดออกมาได้  ทั้งนี้โรคต่อมลูกหมากโตอาจมีภาวะแทรกซ้อนยกตัวอย่างเช่น  ฉี่ไม่ออกเลย ฟุตบาทเยี่ยวอักเสบ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ไตเสื่อมหรือกระเพาะปัสสาวะเสื่อม ฉี่เป็นเลือด  ฯลฯ ซึ่งอาจเจอได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของผู้ป่วยต่อมลูกหมากทั้งปวง
กรรมวิธีรักษาโรคต่อมลูกหมากโต การตรวจวิเคราะห์ผู้เจ็บป่วยโรคต่อมลูกหมากโต

  • วิธีสำหรับซักเรื่องราว บ่อยหมอให้คนป่วยทำแบบสอบถาม (IPSS) เพื่อประเมินความร้ายแรงของความไม่ดีเหมือนปรกติของการปัสสาวะ
  • การตรวจทวารหนักเพื่อลูบคลำต่อมลูกหมาก ด้วยเหตุว่าต่อมลูกหมากอยู่ในร่างกาย โดยเหตุนั้น การใช้นิ้วทาสารหล่อลื่นคลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนักจะเป็นแนวทางการตรวจร่างกายที่ง่ายที่สุดสำหรับเพื่อการประเมินถึงลักษณะทางภายกายภาพของต่อมลูกหมาก รวมทั้งที่สำคัญยังสามารถบอกได้ถึงความไม่ปรกติที่สงสัยมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยโดยแม้พบว่ามีลักษณะโต ผิวเรียบมีความหมายว่าคือต่อมลูกหมากโตปกติ แม้กระนั้นหากมีลักษณะโตผิวไม่เรียบหรือค่อนข้างแข็ง น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • การตรวจเยี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญ รวมทั้งจะต้องทำในผู้เจ็บป่วยทุกราย เพื่อดูว่ามีการอักเสบติดโรค มีเม็ดเลือดไม่ปรกติหรือเปล่า รวมทั้งยังเป็นการบอกถึงความไม่ปรกติของร่างกายในระบบอื่นได้
  • การพิสูจน์เลือดเพื่อหาค่า PSA (prostatic specific antigen) ซึ่งจะตรวจต่อเมื่อคนป่วยมีสุขภาพโดยรวมแข็งแรง และก็น่าจะมีชีวิตยืนยาวมากกว่า 10 ปีขึ้นไป เนื่องมาจากมะเร็งต่อมลูกหมากระยะต้น มีทิศทางจะโตและแผ่ขยายช้าโดยแพทย์จะตรวจหาเอนไซม์ในเลือด ชื่อ พี.เอส.เอ (PSA : Prostate Specific Antigen) ซึ่งมีค่าปกติประมาณ 0 - 4 ng/ml (ที่นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร) แล้วก็ถ้าพบว่าผลเลือดสูงกว่าปกติ แพทย์จะเสนอแนะให้ตัดชิ้นเนื้อของต่อมลูกหมาก โดยใช้เข็มเล็กๆผ่านทางทวารหนัก และก็นำไปตรวจโดยกล้องจุลทรรศน์ว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากไหม
  • การตรวจอัลตราซาวน์ ส่วนมากมักใช้เมื่อมีความผิดปรกติสำหรับเพื่อการตรวจฉี่ แม้กระนั้นปัจจุบันนี้ได้รับความนิยมส่งไปตรวจกันมากยิ่งขึ้นเนื่องด้วยปลอดภัยแล้วก็ให้คุณประโยชน์สูง
  • การตรวจความแรงสำหรับเพื่อการไหลของฉี่ (Uroflowmetry) ชอบร่วมกับการตรวจปัสสาวะที่เหลือค้างภายหลังปัสสาวะหมดแล้ว มีสาระสำหรับเพื่อการประเมินความร้ายแรงรวมทั้งติดตามการดูแลและรักษา
  • การตรวจอื่นๆดังเช่น การส่องกล้อง การตรวจยูโรวิชาพลศาสตร์จะทำเมื่อมีข้อชี้ชัดที่ชัดเจน


การดูแลรักษาโรคต่อมลูกหมากโตอาจจำเป็นต้องใช้หลายๆแนวทางร่วมกัน แต่ว่าโดยหลักๆแล้วสามารถแบ่งออกเป็น 3 วิธีดังนี้การเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต การใช้ยารักษา การผ่าตัด ซึ่งมีรายละเอียดเป็น

  • การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน: โดยหมอจะเลือกใช้กรรมวิธีการนี้ในกรณีคนไข้มีอาการจากโรคต่อมลูกหมากโตค่อนข้างจะน้อย แล้วก็ลักษณะของผู้เจ็บป่วยยังไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนไข้ โดยการปรับพฤติกรรมฯ คือการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้อาการผู้เจ็บป่วยห่วยแตกลง ได้แก่
  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน วิธีการแบบนี้จะช่วยลดการปวดปัสสาวะในช่วงกลางคืนได้ แต่ว่าก็ไม่สมควรอดหรือลดจำนวนการกินน้ำในทุกวัน
  • งดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน หรือลดปริมาณลงเพื่อไม่ให้มีการเคืองที่กระเพาะปัสสาวะแล้วก็ทำให้อาการแย่ลง
  • ออกกำลังกาย มีการวิจัยพบว่าการออกกำลังกายด้วยการเดินอย่างน้อยวันละ 30-60 นาทีต่อวันจะช่วยทำให้อาการดีขึ้น
  • จำกัดการรับประทานยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ การใช้ยาทั้งยัง 2 ประเภทจะทำให้ปัสสาวะได้ทุกข์ยากลำบาก เนื่องจากว่ายาจะเข้าไปทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท่อฉี่ที่ควบคุมการไหลของฉี่หดตัว
  • กินอาหารที่มีคุณประโยชน์ การรับประทานอาหารที่ดีเป็นประโยชน์จะช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำหนัก ทำให้ความเสี่ยงโรคอ้วนต่ำลงซึ่งเกี่ยวของกับโรคต่อมลูกหมากโต
  • ฝึกฝนการเข้าส้วม การเข้าสุขาทุกๆ4-6 ชั่วโมงเป็นกระบวนการอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยได้มากในกลุ่มผู้ป่วยที่เยี่ยวบ่อยมากและไม่สามารถกลั้นได้
  • เยี่ยวครั้งละ 2 ที เพื่อไม่ให้ปัสสาวะเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะทำให้มีการเกิดลักษณะของการปวดฉี่รวมทั้งเยี่ยวบ่อยครั้ง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อปัสสาวะไปแล้ว ให้คอยอีกโดยประมาณ 5 นาที แล้วปัสสาวะซ้ำอีกรอบ ระหว่างรอ บางทีอาจเปลี่ยนแปลงท่า ดังเช่นว่า ลุกขึ้นยืน เป็นต้น
  • กระทำการฝึกฝนความแข็งแรงของกล้ามอุ้งเชิงกราน(ฝึกหัดขมิบก้นเพื่อกลั้นเยี่ยว วิธีฝึกเหมือนกันกับที่ผู้หญิงฝึกหัดขมิบช่องคลอด) ตามแพทย์/พยาบาลเสนอแนะอย่างเคร่งครัด
  • เมื่อต้องออกจากบ้าน ควรจะคิดแผนประเด็นการเยี่ยว(การใช้ห้องน้ำ)ไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อเกิดความสะดวกในการฉี่
  • การใช้ยาต่างๆ: ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้ในคนไข้ที่ใช้กระบวนการปรับพฤติกรรมฯไม่ได้เรื่อง หรือในคนป่วยที่ตั้งตั้งแต่แรกมีลักษณะรุนแรงระดับปานกลาง หรือมีอาการที่มีผลต่อการใช้ชีวิติประจำวัน ซึ่งยารักษาโรคต่อมลูกหมากโต ในขณะนี้มีอยู่ประมาณ 2-3 ประเภท บางชนิดเป็นยาลดอาการหดเกร็งกล้ามที่บีบรัดท่อปัสสาวะ บางจำพวกมีคุณประโยชน์ลดขนาดต่อมลูกหมาก และก็บางชนิดเป็นสมุนไพรที่สกัดขึ้นเพื่อลดอาการบวม หมอจะเป็นผู้พิจารณาการให้ยาตามความเหมาะสมซึ่งยาที่ใช้รักษาอาการของโรคต่อมลูกหมากโต สามารถแบ่งออกได้ 3 กลุ่มดังต่อไปนี้ ยาในกรุ๊ปอัลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha adrenergic blockers)   ซึ่งยุคเก่าจะใช้เป็นยาลดความดัน แต่ว่าปัจจุบันนี้ได้ปรับปรุงต่อจนถึงส่งผลต่อความดันโลหิตน้อยมาก ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์เร็ว คนไข้จะรู้สึกเยี่ยวสบายขึ้นภายใน 3 วัน แม้กระนั้นถ้าหยุดยาและอาการก็จะกลับมาอย่างเร็ว ยาในกลุ่มนี้จะใช้กันแพร่หลายที่สุด พราโซสิน (prazosin) เทราโซซิน (tera-zosin) ดอกซาโซสิน (doxazosin) ยาที่ยับยั้งการผลิตฮอร์โมน (DHT) (Dihydrotestosterone)  ยาในกลุ่มนี้จะลดการสร้างฮอร์โมน DHT ซึ่งจำเป็นจะต้องต่อการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมาก แม้ว่าจะออกฤทธิ์ช้า แม้กระนั้นสามารถลดขนาดของต่อมลูกหมากได้ในระดับหนึ่ง จะมีคุณประโยชน์เฉพาะคนเจ็บที่มีต่อมลูกหมากค่อนข้างจะโต ไฟนาสเตอไรด์ (fina-steride) ยาสมุนไพร มีอยู่หลายแบบ สำหรับจำพวกที่แพร่หลายที่สุดหมายถึงจากสมุนไพรชื่อ Saw palmetto แต่ว่าประสิทธิภาพยังกำกวมนัก
  • การผ่าตัด: หมอจะเลือกใช้แนวทางการนี้เมื่อผู้ป่วยใช้ยาแล้วไม่เป็นผล โดยการผ่าตัดมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับ อาการ สุขภาพคนไข้ ความอยากได้ของผู้เจ็บป่วยรวมทั้งครอบครัว แล้วก็ดุลพินิจของหมอ ใน ปัจจุบันนี้นิยมผ่าตัดโดยการใช้กล้องส่องผ่านท่อเยี่ยว (transurethral resection of the prostatic หรือ TURP) เป็นการผ่าตัดเป็นวิธีรักษาโดยขูดต่อมลูกหมากด้วยกล้องถ่ายรูปผ่านทางท่อเยี่ยว หรือที่เพื่อตัดต่อมลูกหมากมายออกเป็นชิ้นเล็กๆซึ่งสามารถทำเป็นโดยหมอทางเท้าเยี่ยว หรือศัลยแพทย์ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเพียงแค่นั้น ในระหว่างผ่าตัดคนไข้จะได้รับการวางยาเฉพาะส่วนล่าง ทำให้ไม่รู้จักสึกเจ็บ ในระยะ 3 - 4 วันแรกแพทย์จะใส่สายสวนเยี่ยวเพื่อให้กระเพาะปัสสาวะได้พัก และก็รอคอยให้ปัสสาวะใสซะก่อนจึงจะเอาสายสวนฉี่ออก คนเจ็บจะมีอาการดีขึ้นภายใน 2 - 4 อาทิตย์ วิธีแบบนี้หมอจะใช้กับคนไข้ที่มีลักษณะอาการหนัก หรือมีภาวะแทรกซ้อน นอกเหนือจากนี้ยังมีวิธีอื่นๆอีกดังเช่น  การใช้คลื่นความร้อน ยกตัวอย่างเช่น ไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ หรือเลเซอร์ ผ่านเข้าไปที่ต่อมลูกหมาก เพื่อทำให้ต่อมลูกหมากฝ่อและก็เล็กลง ซึ่งเป็นแนวทางที่แพทย์เลือกใช้ในรายผู้เจ็บป่วยที่ไม่เหมาะสมกับการผ่าตัดรวมทั้งวิธี การขยายท่อฉี่โดยการใส่ท่อติดอยู่ไว้ (prostatic urethral stent) ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยที่ผ่าตัดไม่ได้  หรือปฏิเสธการผ่าตัด
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อกำเนิดโรคต่อมลูกหมากโต

  • เพศชายที่แก่ 50 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีประวัติว่าคนในครอบครัวมีปัญหาหรือเคยมีอาการป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต
  • ผู้ที่มีความผิดปกติของอัณฑะ
  • ผู้มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • คนที่ขาดการบริหารร่างกาย
  • คนที่มีอาการป่วยด้วยโรคหัวใจและก็เบาหวาน


การติดต่อของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่เกิดจากการขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายหลายๆชนิด ซึ่งจะมีผลให้เซลล์ของต่อมลูกหมากเจริญเติบโตแตกต่างจากปกติ มักเกิดในเพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และก็โรคต่อมลูกหมากโตนี้ มิได้เป็นโรคติดต่อและไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน รวมทั้งจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยด้วยโรคต่อมลูกหมากโต

  • ฝึกหัดฉี่ให้ตรงเวลา ดังเช่น ทุก 3 ชั่วโมง และก็หลังจากนั้นจึงค่อยๆปรับระยะเวลาตามอาการเพื่อคุ้มครองป้องกันผู้กระทำลั้นฉี่ไม่อยู่
  • ฉี่ทีละ 2 หน เพื่อไม่ให้ฉี่เหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะกระตุ้นให้เกิดลักษณะของการปวดปัสสาวะแล้วก็ปัสสาวะบ่อย ได้แก่ เมื่อปัสสาวะไปแล้ว ให้คอยอีกราว 5 นาที แล้วเยี่ยวซ้ำอีกรอบ ระหว่างคอย บางทีอาจเปลี่ยนท่า ดังเช่นว่า ลุกขึ้นยืน ฯลฯ
  • ทำการฝึกความแข็งแรงของกล้ามอุ้งเชิงกราน โดยการฝึกขมิบตูด/ขมิบเพื่อกลั้นปัสสาวะ
  • กินน้ำในทุกวันให้พอเหมาะ อย่าให้มากจนเกินความจำเป็น
  • ลด หรือเลิกดื่มเครื่องดื่มมีคาเฟอีน
  • ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • หลบหลีกการใช้ยาบางประเภทที่จะทำให้อาการคนไข้ห่วยแตกลง อย่างเช่น ยาขับปัสสาวะ ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาโรคไม่มีชีวิตชีวา
  • การกินอาหารมีประโยชน์ 5 กลุ่มให้ครบทุกเมื่อเชื่อวันในจำนวนที่สมควร ร่วมกับการออกกำลังกายตามความเหมาะสมกับสุขภาพทุกวี่ทุกวัน เพื่อการควบคุมน้ำหนัก และไม่ให้เกิดโรคอ้วน
  • เมื่อจะต้องออกมาจากบ้าน ควรจะวางแผนเรื่องการใช้ห้องสุขาไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อให้กำเนิดความสะดวกสำหรับในการฉี่
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่น อากาศที่หนาว จะมีผลให้อาการแย่ลง
  • ระวังอย่าให้ท้องผูก


การปกป้องตัวเองจากโรคต่อมลูกหมากโต ในช่วงเวลานี้ยังไม่มีแนวทางใดที่ช่วยคุ้มครองปัญหาต่อมลูกหมากโตได้อย่างแท้จริงเนื่องจากว่ายังไม่เคยทราบต้นสายปลายเหตุที่ชัดเจนของโรคนี้ และก็การเสี่ยงต่อโรคที่สำคัญที่ไม่สามารถที่จะปรับแต่งได้ซึ่งก็คืออายุที่มากขึ้น ด้วยเหตุนี้วิธีที่ดีที่สุดก็คือผู้ชายที่แก่ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปควรได้รับการตรวจต่อมลูกหมากเป็นประจำทุกปี และควรหมั่นดูความผิดแปลกของระบบทางเท้าฉี่ เช่น แม้มีลักษณะเยี่ยวลำบาก จำต้องใช้แรงเบ่งนานๆฉี่ไม่พุ่ง ช่วงเวลาค่ำคืนจำต้องยืนขึ้นมาชิ้งฉ่อง บ่อย หรือฉี่เป็นเลือด ก็ควรจะไปพบหมอ เพื่อตรวจวินิจฉัยปัจจัยให้แจ่มกระจ่าง  เมื่อพบว่าคือต่อมลูกหมากโตก็ควรจะรับประทานยารักษา หรือกระทำการผ่าตัดแก้ไขตามคำแนะนำของแพทย์ 
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคต่อมลูกหมากโต พืชสมุนไพรที่มีรายงานการวิจัยทางสถานพยาบาลว่ามีฤทธิ์รักษาโรคต่อมลูกหมากโตดังเช่น มะเขือเทศ และก็ฟักทอง โดยให้คนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าอยู่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตระยะเริ่มต้นกินซอสมะเขือเทศเข้มข้น (Tomato paste) วันละ 50 กรัม (มี lycopene อยู่ 13 มก.) ต่อเนื่องกัน 10 สัปดาห์พบว่า มีผลทำให้ค่า prostate-specific antigen (PSA) ในเลือดซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะต่อมลูกหมากโตลดน้อยลง และการศึกษาทางสถานพยาบาลโดยให้คนเจ็บกินแคปซูลสารสกัดเมล็ดฟักทองขนาด 1000 มิลลิกรัมต่อวัน มีผลทำให้ผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตมีลักษณะอาการดีขึ้น เมื่อกินติดต่อกันนาน 12 สัปดาห์
มะเขือเทศ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum lycopersicum วงศ์ Solanaceae มีหลายการเรียนรู้พบว่าไลวัวพีนในมะเขือ เทศสามารถลดระดับ PSA แล้วก็คุ้มครองป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยผ่านกลไกการทำงานต่างๆได้แก่ การลดการ เกิด lipid oxidation ต้านอนุมูลอิสระ และก็ ลดการสังเคราะห์ 5- alpha dihydrotestosterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการโตของต่อมลูกหมาก และก็ยังพบว่าการบริโภคไลวัวพีนจากสินค้า มะเขือเทศซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคมีระดับไลวัวพีนในเลือดสูงมากขึ้นจะสามารถลดระดับ PSA ในผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้  Schwarz และก็แผนก (2008) เรียนรู้ในคนเจ็บโรคต่อมลูกหมากโต (PSA > 4 mg/L) บริโภคไลโคพีนวันละ 15 mg นาน 6 เดือน พบว่าสามารถคุ้มครองป้องกันต่อมลูกหมากโตได้เมื่อตรวจทางทาวรหนักรวมทั้งการตรวจอัลตราซาวด์แล้วก็ระดับ PSA น้อยลงปริมาณร้อยละ 11 เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุมที่ได้รับยาหลอก (placebo) อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ (P < 0.05) และก็แนวทางการทำแบบสอบถามลักษณะของต่อมลูกหมากฉบับนานาประเทศ (International Prostate Symptom Score; IPSS) พบว่ากลุ่มที่ได้รับไลวัวพีนมีอาการของต่อมลูกหมากดียิ่งขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนจะมีการเล่าเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีการเรียนในผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตที่มีความเสี่ยงมากถึงร้อยละ 80 ที่จะเป็นโรคโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในอนาคต (High Grade Prostatic Intraepithelial Neoplasia; HGPIN) โดยกลุ่มทดลองที่ได้รับไลโคพีนวันละ 8 mg สม่ำเสมอทุกเมื่อเชื่อวันนาน 1 ปี (20 คน) เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (20 คน) พบว่ากรุ๊ปที่ได้รับไลโคพีนมีระดับ PSA ต่ำลง จาก 6.07 mg/L เป็น 3.5 mg/L คิดเป็นปริมาณร้อยละ 42 และมีไลวัวพีนในเลือดมากขึ้นจาก 360 เป็น 680 mg/L รวมทั้งเมื่อหมดการเรียนพบว่ากลุ่มทดลองมีคนเจ็บจำนวน 2 ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ในขณะคนป่วยกลุ่มควบคุมจำนวน 6 ผู้ที่มิได้กินอาการที่มีไลโคพีน (มะเขือเทศ แตงโม) ตลอดตอนที่ทำการเรียนรู้หรูหรา PSA เพิ่มสูงขึ้น และผู้ที่หรูหราไลวัวพีนในเลือดลดลงกลับเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้น ซึ่งมีความหมายว่าการบริโภคไลโคพีนนาน 1 ปีสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้เจ็บป่วยที่มีการเสี่ยงสูงได้
ฟักข้าว มีชื่อสามัญว่า Spring bitter cucumber ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Momordica Cochinchinensis Spreng.  ฟักข้าว เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยไลวัวตะกาย แล้วก็สารพฤษเคมีอื่นๆในกลุ่มแคโรทีนอยด์ อาทิเช่น เบต้า-แคโรทีน สูงขึ้นยิ่งกว่าแครอท 10 เท่า มีวิตามินซีมากกว่าส้ม 40 เท่า มีซีแซนทีนมากยิ่งกว่า ข้าวโพด 40 เท่า อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินเอ กรดไขมันโอเมก้า-3, โอเมก้า-6 และก็โอเมก้า-9 ช่วยเสริมฤทธิ์สำหรับการต้านอนุมูลอิสระสูง และก็การไหลเวียนของโลหิต  และในฟักข้าว มีไลโคป่ายปีน ชนิดพิเศษ เรียกว่า ไลโปแคโรทีน (Lipocarotene) เป็นกรดไขมันสายยาวที่ช่วยจับแคโรทีน จึงช่วยดูดซับแคโรทีน ฟักข้าว จึงเป็นแหล่งของไลวัวไต่ ที่เยี่ยมที่สุด  ไลวัวตะกาย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้รับการยืนยันทางด้านการแพทย์แล้วว่า ช่วยชะลอความชรา ต้านทานความเสื่อมโทรมของร่างกาย ช่วยลดโรคเกี่ยวกับต่อมลูกหมากในผู้ชาย โดยต่อมลูกหมาก เป็นต่อมที่สร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ ต่อมลูกหมากตั้งอยู่ระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับท่อปัสสาวะ เมื่อเพศชายอายุสูงมากขึ้นคือ ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศชาย(เทสโทสเตอโรน) น้อยลง ทำให้เซลล์ในต่อมลูกหมาก แบ่งตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อมลูกหมากจึงโตขึ้น รวมทั้งถ้าหากมีการอักเสบร่วมด้วยก็จะมีโอกาสกำเนิดมะเร็ง ได้สูงมากขึ้น ไลโคปีน จะควบคุมการโตของต่อมลูกหมาก ช่วยทำให้เซลล์ของโรคมะเร็งฝ่อตาย และลด การแบ่งเซลล์ของมะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วย
หญ้าหนวดแมว ชื่อวิทยาศาสตร์ : Orthosiphon stamineus Benth.   ตระกูล : Labiatae หรือ Lamiaceae   คุณประโยชน์หญ้าหนวดแมว ช่วยขับเยี่ยว ทำให้การหลั่งปัสสาวะเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ในตำราเรียนยาหลายฉบับกล่าวถึงสรรพคุณต่างๆอาทิเช่น  ตำราเรียนยาใช้ใบ รวมทั้งลำต้นการดูแลรักษา และก็ปกป้องโรคทางเดินฉี่ ลำต้น ใช้แบบสดหรือแบบแห้ง ด้วยการต้มดื่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายสูงอายุที่ช่วยแก้โรคต่อมลูกหมากโต และขจัดปัญหาฉี่ติดขัด รวมถึงมีฤทธิ์สำหรับเพื่อการขับกรดยูริก
เถาวัลย์เปรียง ชื่อวิทยาศาสตร์ Derris scandens (Roxb.) Benth  ชื่อวงศ์ Papilionaceae  คุณประโยชน์:           ตำราเรียนยาท้องถิ่น: ใช้เถา ขับปัสสาวะ แก้กษัยเหน็บชา ถ่ายกระษัย แก้เส้นเอ็นขอด ถ่ายเสมหะ ไม่ถ่ายอุจจาระ ทำให้เส้นเอ็นอ่อนลง ขับเยี่ยว แก้เยี่ยวทุพพลภาพ
กระเจี๊ยบแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa L. ชื่อตระกูล Malvaceae  คุณประโยชน์:     ตำราเรียนยาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา  การเรียนทางคลินิก: ลดความดันเลือด ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินเยี่ยว ทำให้คนป่วยโรคนิ่วในท่อไต ชิ้งฉ่องสะดวกขึ้น คนไข้กระเพาะปัสสาวะอักเสบมีลักษณะอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะน้อยลง  ต้นแบบรวมทั้งขนาดการใช้ยา:   ขับฉี่ ใช้สมุนไพรแห้ง บดเป็นผุยผง 3 กรัม (หรือ 1 ช้อนชา) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน หรือจนกระทั่งอาการจะหาย
เอกสารอ้างอิง

  • โรคต่อมลูกหมายโต .สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
  • Mohanty NK, Saxena S, Singh UP, Goyal NK, Arora RP. Lycopene as a chemopreventive agent in the treatment of high-grade prostate intraepithelial neoplasia. Urol Oncol Sem Orig Invest 2005;23:383-385
  • สมุนไพรตัวไหนบ้างที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโต.กระดานถาม-ตอบ.สำรักงานสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติอาชานานุภาพ.ต่อมลูกหมากโต.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่345.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.มกราคม.2551
  • รศ.นพ.อนุพันธ์ ตันติวงศ์.ต่อมลูกหมากโต.ภาวิชาศัลย์ศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ต่อมลูกหมากโต-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Wei MY, Giovannucci EL. Lycopene, tomato products, and prostate cancer incidence: A review and reassessment in the PSA screening era. J Oncol 2012:2012:1-7. (doi: 10.1155/2012/271063)
  • เอมอร.ชัยประทีป.ผลของมะเขือเทศที่อุดมไปด้วยไลโคพีนในโรคต่อมลูกหมากโตและมะ

3

โรคหวัด (Common cold)
หวัด คืออะไร โรคหวัด หรือหวัด ในที่นี้ หมายถึง โรคไข้หวัดปกติ (Common cold) ไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่ หรือ ฟลู (Influenza หรือ Flu)   โรคไข้หวัด เป็น โรคที่มีสาเหตุเนื่องมาจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น ดังเช่น จมูก คอ ไซนัส รวมทั้งกล่องเสียง โดยเชื้อที่ก่อกำเนิดไข้หวัดมักเป็นเชื้อไวรัสจำพวกไม่ร้ายแรง แล้วก็สามารถหายได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ โรคไข้หวัดเป็นโรคติดเชื้อโรคยอดฮิตพบได้มากมากมาย ในคนแก่และเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กในปฐมวัย ซึ่งพบได้บ่อยเป็นหวัดได้บ่อยถึงปีละ 6-8 ครั้ง เนื่องจากว่าเด็กมีภูมิคุ้มกันต้านโรคต่ำลงยิ่งกว่าผู้ใหญ่ จึงมีโอกาสเป็นหวัดได้บ่อยครั้งกว่าคนแก่มากมาย รวมทั้งโรคหวัดยังเป็นโรคกำเนิดได้ทั้งปี แม้กระนั้นพบได้ทั่วไปในฤดูฝนรวมทั้งหน้าหนาว โรคไข้หวัดนับว่าเป็นโรคที่เป็นแล้วสามารถหายเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาอะไรพิเศษ ซึ่งยาที่จำเป็นมีเพียงพาราเซตามอล ที่ใช้สำหรับลดไข้ แก้ปวด เฉพาะเมื่อจับไข้สูงหรือปวดหัว
ข้อบกพร่องในตอนนี้เป็น มีการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็นอย่างพร่ำเพรื่อ ซึ่งไม่ได้คุณประโยชน์ เนื่องมาจากมิได้มีส่วนฆ่าเชื้อโรคไวรัสหวัดที่เป็นต้นเหตุยังอาจจะเป็นผลให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาง่าย แพ้ยาง่าย และก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอตามมาได้  ฉะนั้น ควรต้องศึกษาแนวทางดูแลหวัดด้วยตัวเองและไม่เป็นอันตราย
ที่มาของโรคไข้หวัด มูลเหตุโดยมากของการเป็นโรคหวัดเป็นผลมาจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสก่อโรค ร่วมกับสภาพการณ์ที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง ยกตัวอย่างเช่น เครียด พักไม่พอ ส่วนเชื้อที่เป็นต้นเหตุ : มีต้นเหตุมาจาก “เชื้อโรคหวัด” ที่มีอยู่มากกว่า 200 ประเภทจากกลุ่มไวรัสจำนวน 8 กลุ่มร่วมกัน โดยกรุ๊ปเชื้อไวรัสที่สำคัญ เช่น กลุ่มเชื้อไวรัสไรโน (Rhinovirus) ซึ่งมีมากกว่า 100 ประเภท พบบ่อยที่สุดโดยประมาณ 30-50% ยิ่งกว่านั้นก็มีกรุ๊ปไวรัสโคโรนา (Coronavirus) ที่เจอได้ราวๆ 10-15%,รวมทั้งกลุ่มไวรัสอะดีโน (Adenovirus) ฯลฯ
                ซึ่งการเกิดโรคขึ้นแต่ละครั้งจะมีต้นเหตุมาจากเชื้อไวรัสหวัดเพียงแต่ชนิดเดียว เมื่อเป็นแล้วร่างกายก็จะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสหวัดจำพวกนั้น สำหรับในการป่วยหวัดครั้งใหม่ก็จะมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสหวัดจำพวกใหม่ที่ร่างกายยังไม่เคยติดเข้ามา เวียนเช่นนี้ไปเรื่อยด้วยเหตุผลดังกล่าว คนเราจึงจับไข้หวัดได้หลายครั้ง เด็กเล็กที่ยังไม่ค่อยได้ติดเชื้อโรคหวัดมาก่อน ก็อาจไม่สบายหวัดซ้ำจากจำเจได้ แล้วก็บางทีอาจป่วยหวัดได้บ่อยถึงเดือนละ 1-2 ครั้ง หรือทุกอาทิตย์
อาการโรคหวัด โดยทั่วไปมักมีลักษณะไม่ร้ายแรง เป็นไข้ไม่สูง ครั่นเนื้อครั่นตัวเป็นตอนๆปวดหนักหัวน้อย เมื่อยล้าเล็กน้อย อาจมีอาการคอแห้งผาก แสบคอหรือเจ็บคอเล็กน้อยนำมาก่อน ต่อมาจะมีน้ำมูกไหลใสๆคัดจมูก ไอแห้งๆหรือไอมีเสลดบางส่วน ลักษณะใสหรือขาวๆคนเจ็บจำนวนมาก เดินเหิน ดำเนินการได้ และก็จะกินอาหารได้ ในเด็กตัวเล็กๆ อาจมีไข้สูงกระทันหัน ตัวร้อนเป็นพักๆเวลาไข้ขึ้นอาจซึมน้อย เวลาไข้ลง (ตัวเย็น) ก็จะวิ่งเล่นหรือใบหน้าแจ่มใสเหมือนปกติ ต่อมาจะมีน้ำมูกใส ไอน้อย ในผู้ใหญ่ อาจไม่มีไข้ มีเพียงอาการเจ็บคอบางส่วน น้ำมูกใส ไอบางส่วน ในเด็กแรกเกิดอาจมีอาการคลื่นไส้ หรือท้องเดิน ร่วมด้วย อาการไข้มักเป็นอยู่นาน 48-96 ชั่วโมง (2-4 วันเต็มๆ) แล้วหลังจากนั้นก็ดีขึ้นได้เอง
                อาการน้ำมูกไหลจะเป็นมากอยู่ 2-3 วัน ส่วนอาการไอ อาจไอนานเป็นสัปดาห์ หรือบางรายอาจไอนานเป็นนานแรมเดือน ภายหลังอาการอื่นๆหายดีแล้ว
ในรายที่การติดเชื้อแบคทีเรียแทรก ผู้เจ็บป่วยจะเป็นไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 24 ชั่วโมง หรือไอมีเสลดสีเหลืองหรือเขียวทุกคราว
ดังนี้ลักษณะของการมีไข้หวัดรวมทั้งไข้หวัดใหญ่ จะค่อนข้างคล้ายกัน บางทีอาจสับสนได้ แต่ว่าคนป่วยรวมทั้งผู้ดูแลสามารถดูไม่เหมือนกันได้ตามตารางนี้




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมแพ้




ไข้


ไข้ต่ำๆหรือไม่มี


มักมีไข้สูง อาจสูงถึง 40
องศาเซลเซียส


ไม่มีไข้




ปวดหัว


ไม่ค่อยพบ


พบได้ปกติ


ไม่พบ




ปวดเมื่อย
กล้ามเนื้อ
อ่อนเพลีย


อาจมีอาการเล็กน้อย


พบได้บ่อยและอาการรุนแรง


ไม่พบ (อาจอ่อนเพลียหากพักผ่อนน้อย)




น้ำมูกไหล คัดจมูก


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




จาม


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




เจ็บคอ


พบได้บ่อย


อาจพบได้บางครั้ง


อาจพบได้บางครั้ง




ไอ


พบได้บ่อย


พบได้บ่อย และมีความรุนแรงมากกว่า


อาจพบได้บางครั้ง




เจ็บหน้าอก


อาบพบได้แต่อาการไม่รุนแรง


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ(ยกเว้นเป็นโรคหอบหืด)




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมิแพ้




สาเหตุการเกิด


เกิดจากไวรัส
(Rhinoviruses เป็นสาเหตุหลักประมาณ 30-50%)


เกิดจากไวรัส (influenza virus type A and B)


เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น อากาศเย็น/ร้อน ละอองเกสร




การดูและการรักษา


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอากาต่างๆ เช่น ยาแก้คัดจมูก หรือยาลดไข้
-มักดีขึ้นและหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอบ (แต่ไม่ควรใช้ยากลุ่ม NSAIDs กรณีสงสัยไข้เลือดออกด้วย)
-หากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และอาจต้องได้รับยาต้านไวรัสตลอดจนการรักษาให้ถูกต้อง


-หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ เช่นหลีกเลี่ยงฝุ่นอากาศเย็น
-ใช้ยาบรรเทาอาการเช่นยาแก้แพ้ ยาแก้คัดจมูก
-หากรุนแรงควรพบแพทยืเพื่อพิจารณาใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูก




การป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ไม่มีวัคซีนป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่


หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้




แล้วก็ในขณะที่มีอาการป่วยเป็นหวัด ผู้ป่วยหรือผู้ดูแล (ในเด็กตัวเล็กๆ) ควรติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และควรรีบไปพบหมอโดยทันทีหากมีลักษณะดังนี้
คนแก่
           ไข้สูงไปกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องกันเกิน 5 วันขึ้นไป
           กลับมามีไข้ซ้ำหลังจากลักษณะของการมีไข้หายแล้ว
           หายใจหอบอ่อนแรง แล้วก็หายใจมีเสียงกรีดร้อง
           เจ็บคออย่างหนัก ปวดหัว หรือมีลักษณะปวดรอบๆไซนัส
เด็ก
           จับไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส ในเด็กอ่อน-12 อาทิตย์
           มีลักษณะไข้สูงต่อเนื่องกันมากยิ่งกว่า 2 วัน
           อาการต่างๆของหวัดร้ายแรงมากเพิ่มขึ้น หรือรักษาแล้วอาการแย่ลง
           มีลักษณะปวดศีรษะ หรือไออย่างรุนแรง
           หายใจมีเสียงหวีด
           เด็กมีอาการงอแงอย่างหนัก
           ง่วงนอนมากผิดปกติ
           ความต้องการอาหารลดลง ไม่ยอมรับประทานของกิน
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่นำไปสู่หวัด คนที่มีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงดังต่อไปนี้ มักเจ็บป่วยหวัดได้ง่ายดายยิ่งกว่าคนธรรมดา เป็นต้นว่า

  • อายุ เด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี มีการเสี่ยงป่วยเป็นไข้หวัดสูง โดยเฉพาะเด็กที่จำเป็นต้องอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือเนอสเซอปรี่
  • ภูมิต้านทานอ่อนแอ คนเจ็บที่มีลักษณะอาการป่วยเรื้อรัง หรือมีภาวการณ์สุขภาพที่ทำให้ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอมีลักษณะท่าทางที่จะมีอาการป่วยด้วยหวัดได้ง่ายยิ่งกว่าปกติ
  • ระยะเวลา โดยส่วนมากแล้วไม่ว่าจะเด็ก หรือผู้ใหญ่ชอบป่วยหวัดได้ง่ายในฤดูฝน และหรือฤดูหนาว
  • สูบบุหรี่ คนที่สูบบุหรี่มีลัษณะทิศทางจะป่วยเป็นไข้หวัดได้ง่าย และถ้าหากเป็นก็จะอาการร้ายแรงกว่าปกติอีกด้วย
  • อยู่ในที่ที่ผู้คนขวักไขว่คับแคบ สถานที่ที่มีคนคึกคก ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการต่อว่าดเชื้อไวรัสโรคไข้หวัดได้ง่าย
  • ผู้ที่จำต้องดูแลคนไข้โรคไข้หวัด ซึ่งกรุ๊ปบุคคลพวกนี้จะต้องสัมผัสกับสารคัดเลือกหลั่งของคนเจ็บอีกทั้งน้ำลาย น้ำมูก หรือละอองน้ำมูก น้ำลาย จากลมหายใจของผู้เจ็บป่วย


กรรมวิธีรักษาโรคหวัด โดยธรรมดาผู้ป่วย (ผู้ใหญ่) สามารถวินิจฉัยโรคหวัดเองได้ จากอาการที่แสดง แต่แม้คนไข้ไปพบแพทย์ หมอจะวินิจฉัยโรคหวัดได้จากอาการที่แสดง เรื่องราวระบาดของโรค ฤดูกาล และจากการตรวจร่างกาย ดังเช่น อาการไข้ มีน้ำมูก เยื่อจมูกบวมและก็แดง คอแดงนิดหน่อย ส่วนในเด็กบางทีอาจเจอทอนซิลโต แม้กระนั้นไม่แดงมาก และไม่มีหนอง แม้กระนั้นในคนเจ็บที่มีลักษณะร้ายแรง ดังเช่น ไข้สูง แพทย์อาจมีการพิสูจน์เลือดซีบีซี (CBC) เพื่อแยกว่าเป็นการติดเชื้อโรคเชื้อไวรัสหรือติดเชื้อโรคแบคทีเรีย แล้วก็อาจมีการตรวจค้นอื่นๆเสริมเติมตามดุลยพินิจของแพทย์ ดังเช่น การพิสูจน์เลือดดูค่าเกล็ดเลือดเพื่อแยกจากโรคไข้เลือดออก ฯลฯ
         เพราะว่าหวัดมีเหตุมาจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพียงแต่ให้การรักษาไปตามอาการแค่นั้น ซึ่งการปรับปรุงแก้ไขอาการที่เกิดขึ้นในพื้นฐานหมอจะจ่ายยาที่เป็น ยาสามัญประจำบ้านเพื่อบรรเทาอาการก่อน เป็นต้นว่าพาราเซตามอล (paracetamol) สำหรับลดไข้ คลอเฟนนิรามีน (chlorpheniramine) สำหรับลดน้ำมูก และจะชี้แนะให้พักผ่อนให้พอเพียง ดื่มน้ำอุ่นเพื่อละลายเสมหะ การดื่มน้ำมากมายๆและการเช็ดตัวจะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้
       โดยทั่วไปยาที่ใช้เมื่อเป็นหวัดจะเป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาตามอาการ เพราะเหตุว่าไม่มีการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัสก่อโรคโดยตรง และเมื่ออาการและก็สามารถหยุดใช้ยาได้ ยาที่นิยมใช้ทั่วไปเมื่อเป็นหวัดมีดังนี้

  • ยาลดไข้ โดยปกติยาที่นิยมสำหรับลดไข้หมายถึงparacetamol สำหรับคนแก่ กินยาขนาด 500 mg ต่อเม็ด จำนวน 1-2 เม็ด สามารถกินซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ใช้ไม่เกิน 8 เม็ดต่อวัน และไม่ควรใช้ติดต่อกันตรงเวลา 5 วัน เพราะได้โอกาสกำเนิดพิษต่อตับ สำหรับเด็กควรจะมีการปรับขนาดยาตามน้ำหนักตัว ดังนั้นควรไต่ถามข้อมูลเพิ่มเติมจากหมอหรือเภสัชกร ยาอีกกรุ๊ปที่ได้รับความนิยมในการใช้ลดไข้เป็นยากลุ่มต่อต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti Inflammatory Drugs:-NSAIDs) อาทิเช่นแอสไพริน (aspirin), ibuprofen ซึ่งการใช้ยาในกลุ่มข้างหลังนี้ได้ผลสำหรับการลดไข้ได้อย่างรวดเร็ว แต่มีสิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังสำหรับในการใช้สำหรับลดไข้ในกรณีของโรคไข้เลือดออก แต่ว่าในเด็กที่แก่ต่ำกว่า 18 ปี องค์กรอนามัยโลก (WHO) ชี้แนะว่าไม่ให้ใช้ยาแอสไพริน
  • ยาลดน้ำมูกแก้คัดจมูก


ในกรุ๊ปของยาลดน้ำมูกนั้น สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กรุ๊ป คือยาแก้คัดจมูก ออกฤทธิ์โดยการหดเส้นเลือด ทำให้อาการคัดจมูกต่ำลง แบ่งเป็น

  • สำหรับกิน เป็นต้นว่า phenylephrine, pseudoephedrine (pseudoephedrine ยอมรับได้จากสถานพยาบาลเท่านั้น ไม่มีขายตามร้านยา)
  • สำหรับหยดหรือพ่นรูจมูก ดังเช่นว่า oxymetazoline ซึ่งก่อนใช้จำต้องสั่งน้ำมูกออกก่อน


ยาลดน้ำมูก ออกฤทธิ์โดยการขัดขวางผลของฮีสตามีน (histamine) ซึ่งมีผลทำให้การหลั่งน้ำมูกลดลง แต่จะสำเร็จน้อยกับอาการคัดจมูก สามารถแบ่งย่อย เป็น 2 กรุ๊ปเป็น

  • ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่ส่งผลให้เกิดอาการง่วงซึม ดังเช่นว่า chlorpheniramine, brompheniramine, hydroxyzine, cyproheptadine ฯลฯ ยากลุ่มนี้จะลดจำนวนสารคัดหลั่งในระบบฟุตบาทหายใจ เช่น น้ำมูก เสลด แม้กระนั้นจะมีผลให้เกิดอาการง่วงซึมได้ เนื่องจากมีฤทธิ์กดระบบประสาท อย่างไรก็ดี ยาในกลุ่มนี้สามารถคุมอาการได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับยาในกลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงซึม ถ้าผู้ป่วยใช้ยาในกลุ่มนี้ควรจะหลีกเลี่ยงการขับรถยนต์รวมทั้งการทำงานที่เกี่ยวโยงกับเครื่องจักร รวมทั้งอาจถือเป็นจังหวะที่ดีในการพักผ่อน
  • ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่ไม่ก่อให้เกิดอาการง่วงซึม ตัวอย่างเช่น cetirizine, loratadine, desloratadine, fexofenadine ฯลฯ ซึ่งข้อดีของยาในกลุ่มนี้ก็คือ ไม่ส่งผลให้เกิดอาการง่วงซึม หรืออาจมีอาการง่วงซึมได้บ้างบางส่วน ดังนั้นก็เลยนิยมใช้ยาในกลุ่มนี้ในคนป่วยโรคภูมิแพ้ด้วย
  • ยาที่ช่วยบรรเทาอาการไอ ในกลุ่มของยาบรรเทาอาการไอ ก็สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กลุ่มด้วยเหมือนกัน เป็น
  • ยาสำหรับอาการไอมีเสมหะ โดยที่มาของอาการไอประเภทนี้ เนื่องมาจากมีเสมหะเป็นตัวกระตุ้นนำมาซึ่งการไอ ด้วยเหตุนี้จำต้องใช้ยารักษาที่ตัวการซึ่งหมายถึง การทำให้เสลดเหลวหรือขับออกได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ยาละลายเสลด ได้แก่ acetylcysteine, carbocysteine, bromhexine, ambroxol เป็นต้น ยาขับเสลด เช่น glyceryl guaiacolate (guaifenesin) เป็นต้น ซึ่งการใช้ยาเหล่านี้อาจจะทำให้คนป่วยมีลักษณะไอมากขึ้นในช่วงแรก เพื่อนำเสมหะออกมาจากฟุตบาทหายใจ แม้กระนั้นภายหลังจากนั้นอาการไอจะน้อยลงตามลำดับ
  • ยาสำหรับอาการไอที่ไม่มีเสลด หรือ ไอแห้ง ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนที่ทำให้เกิดการไอ ซึ่งการกดระบบประสาทนั้นอาจจะทำให้เพศผู้ป่วยไข้ง่วงซึมได้ ถ้าคนไข้ใช้ยาในกลุ่มนี้จำเป็นจะต้องเลี่ยงการขับรถและก็การทำงานที่เกี่ยวเนื่องกับเครื่องจักร ยาที่ออกฤทธิ์กดการไอเป็นต้นว่า dextromethorphan, codeine, brown mixture เป็นต้น


โดยเหตุนี้ก็เลยต้องหาต้นเหตุของการไอ และแก้ไขให้ตรงจุด ถ้าหากคนเจ็บใช้ยาแก้ไอผิดกับที่มาของอาการไอที่เป็นอยู่ ดังเช่นว่า ใช้ยากดการไอในกรณีที่การไอมีต้นเหตุมาจากเสมหะ เว้นแต่เสมหะจะขัดขวางฟุตบาทหายใจแล้ว ร่างกายก็ยังไม่สามารถที่จะขับเสลดออกโดยการไอได้อีกด้วย

  • ยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้พื้นฐาน (ในกรณีที่พบว่ามีการติดโรคแบคทีเรียแทรก อาทิเช่น มีไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 4 ชั่วโมง
  • ยากลุ่มแพนิสิลิน (penicillins) อาทิเช่น amoxicillin ซึ่งโครงสร้างของยาตัวนี้ทนต่อกรดในทางเดินอาหาร สามารถรับประทานหลังอาหารได้
  • ยากลุ่มแมคโครไลด์ (macrolides) ได้แก่ erythromycin, roxithromycin เหตุเพราะองค์ประกอบของยาในกลุ่มนี้ส่วนมากไม่ทนต่อกรดในทางเดินอาหาร จำเป็นต้องรับประทานก่อนที่จะกินอาหาร เว้นเสียแต่ erythromycin estolate รวมทั้ง erythromycin ethylsuccinate ที่มีการดัดแปลงส่วนประกอบของยาแล้ว ทำให้สามารถรับประทานหลังรับประทานอาหารได้


แต่ว่าการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่สม่ำเสมอ และไม่ครบตามปริมาณที่ระบุ นอกจากคนป่วยจะไม่หายจากอาการที่เป็นอยู่ ยังเป็นการสนับสนุนให้กำเนิดปัญหาเชื้อดื้อยา และก็บางทีอาจไม่มียาปฏิชีวนะสำหรับรักษาอาการของผู้ป่วยในอนาคต
การติดต่อของหวัด หวัดเป็นโรคติดต่อในระบบทางเท้าหายใจ โดยเชื้อหวัดมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสลดของคนเจ็บ ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสลดที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด ข้างในระยะไม่เกิน 1 เมตร
นอกจากนี้ เชื้อหวัดยังอาจติดต่อโดยการสัมผัส กล่าวอีกนัยหนึ่ง เชื้อหวัดบางทีอาจติดที่มือของผู้เจ็บป่วย ข้าวของ ของใช้ ดังเช่นว่า ผ้าที่มีไว้สำหรับเช็ดหน้า ผ้าสำหรับเช็ดตัว แก้วน้ำ จาน ถ้วยชาม ของเล่นเด็ก หนังสือ โทรศัพท์ หรือสิ่งแวดล้อม ดังเช่นว่า ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ เมื่อคนธรรมดาสัมผัสถูกมือของคนไข้ สิ่งของเครื่องใช้หรือสภาพแวดล้อมที่ปนเปื้อนเชื้อหวัด เชื้อหวัดก็จะติดมือของคนคนนั้น แล้วก็เมื่อเผลอใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะจมูก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายของคนคนนั้น จนกระทั่งกลายเป็นหวัดได้  ส่วนระยะฟักตัวของโรค (ตั้งแต่ผู้ป่วยรับเชื้อเข้าไปจวบจนกระทั่งออกอาการ) : โดยประมาณ 1-3 วัน โดยเฉลี่ย และมักมีลักษณะอาการรุนแรงที่สุดในตอน 2-3 วันหลังเริ่มมีลักษณะ

การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคไข้หวัด ข้อแนะนำการกระทำตัวของคนป่วยมีดังนี้


  • พักมากมายๆห้ามตรากตรำงานหนักหรือบริหารร่างกายมากจนเกินความจำเป็น
  • สวมใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น อย่าถูกฝนหรือถูกอากาศเย็นจัด และก็อย่าอาบน้ำเย็น
  • ดื่มน้ำมากมายๆเพื่อช่วยลดไข้ และก็ทดแทนน้ำที่เสียไปเพราะเหตุว่าไข้สูง
  • ควรรับประทานอาหารอ่อน น้ำข้าว น้ำหวาน น้ำส้ม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำ (ควรใช้น้ำอุ่น หรือน้ำก๊อกธรรมดา อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลามีไข้สูง
  • ถ้าเป็นไข้สูง ให้พาราเซตามอล (คนที่มีอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 18 ปี ควรจะหลบหลีกการใช้แอสไพริน เพราะว่าบางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม ซึ่งเป็นอันตรายรุนแรงได้) ควรจะให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราวเฉพาะเวลามีไข้สูง ถ้าหากมีไข้ต่ำๆ หรือไข้พอทนได้ ก็ไม่จำเป็นที่ต้องกิน
  • ถ้ามีอาการน้ำมูกไหลมากมายกระทั่งสร้างความหงุดหงิด ให้ยาแก้แพ้ อย่างเช่น คลอร์เฟนิรามีน ใน 2-3 วันแรก เมื่อทุเลาแล้วควรจะหยุดยา หรือในกรณีที่มีอาการไม่มากมาย ก็ไม่มีความจำเป็นต้องให้ยานี้
  • ถ้าหากมีอาการไอ จิบน้ำอุ่นมากมายๆหรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว (น้ำผึ้ง 4 ส่วน น้ำมะนาว 1 ส่วน) ถ้าไอมากมายลักษณะไอแห้งๆไม่มีเสลดควร ให้ยาแก้ไอ
  • ถ้าหากมีอาการหอบ หรือนับการหายใจได้เร็วกว่าธรรมดา (เด็กอายุ 0-2 เดือนหายใจมากกว่า 60 ครั้ง/นาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ขวบหายใจมากยิ่งกว่า 50 ครั้ง/นาที อายุ 1-5 ขวบหายใจมากกว่า 40 ครั้ง/นาที) หรือเป็นไข้นานเกิน 7 วัน ควรส่งโรงหมอโดยด่วน อาจเป็นปอดอักเสบหรือภาวะรุนแรงอื่นๆได้ บางทีอาจจำเป็นต้องเอกซเรย์ ตรวจเลือด ตรวจเสลด เป็นต้น
  • หากมีลักษณะเจ็บคอมาก ไข้สูงตลอดระยะเวลา ซึม ไม่อยากกินอาหารมาก เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวมากมาย ปวดหู หูอื้อ หรือสงสัยไข้หวัดใหญ่ หรือไข้หวัดนก (มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยไข้หรือตายข้างใน 7 วัน หรืออยู่ในเขตพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้หวัดนกด้านใน 14 วัน) หรือจับไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 1 วัน ควรไปพบแพทย์โดยด่วน


การคุ้มครองป้องกันตนเองจากหวัด รักษาสุขลักษณะพื้นฐาน เพื่อมีสุขภาพทางกายแข็งแรง กินอาหารมีประโยชน์ห้ากลุ่มทุกวี่ทุกวัน เพื่อมีสุขภาพด้านร่างกายแข็งแรง กินน้ำสะอาดให้ได้วันละอย่างต่ำ 6-8 แก้วเมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำกิน พักผ่อนให้เพียงพอเป็นประจำ ไม่ไปในที่คับแคบ ตัวอย่างเช่น ศูนย์การค้า ในช่วงที่มีการระบาดของโรคหวัดรู้จักใช้หน้ากากอนามัยเมื่อจะต้องไปในบริเวณที่มีคนพลุวุ่นวายหรือไปโรงพยาบาล  รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เป็นประจำ โดยยิ่งไปกว่านั้นในช่วงเวลาที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงไม่สมควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินความจำเป็น โดยเฉพาะในขณะที่มีอากาศเย็น  อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับคนเจ็บ ถ้าจำต้องดูแลคนป่วยอย่างใกล้ชิด ควรใส่หน้ากากอนามัยและก็หมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่  อย่าใช้สิ่งของเครื่องใช้ (ดังเช่นว่า ผ้าเช็ดหน้า ผ้าขนหนู ถ้วยน้ำ โทรศัพท์ ของเล่นเด็ก ฯลฯ) ร่วมกับคนไข้ แล้วก็ควรหลบหลีกการสัมผัสมือผู้เจ็บป่วย
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคหวัด

  • ฟ้าทะลายโจร สารสำคัญในการออกฤทธิ์หมายถึงAndrographolide มีฤทธิ์รักษาอาการไอ เจ็บคอ คุ้มครองป้องกันและทุเลาหวัด จากการเรียนรู้การใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อรักษาลักษณะของการมีไข้และก็เจ็บคอเปรียบเทียบกับยาลดไข้พาราเซตามอล พบว่ากลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 6 กรัมต่อวัน จะมีลักษณะไข้รวมทั้งการเจ็บคอน้อยลงในวันที่ 3 ซึ่งดีกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพ 3 กรัม/วัน หรือได้รับพาราเซตามอล  ในการศึกษาเปรียบเทียบการใช้ฟ้าทะลายขโมยเพื่อคุ้มครองปกป้องหวัด ซึ่งทำในช่วงฤดูหนาว โดยให้ผู้เรียนรับประทานยาเม็ดฟ้าทะลายโจรแห้ง ขนาด 200 มิลลิกรัม/วัน ภายหลังจาก 3 เดือนของการทดสอบพบว่าอุบัติการณ์การเป็นหวัดในกลุ่มที่ได้ฟ้าทะลายขโมยต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยอัตราการเป็นหวัดในกรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายโจรพอๆกับร้อยละ 20 ในระหว่างที่กรุ๊ปควบคุมมีอัตราการเป็นหวัดพอๆกับจำนวนร้อยละ 62  อาจสรุปได้ว่าฟ้าทะลายขโมยให้ผลปกป้องของยา เท่ากับจำนวนร้อยละ 33


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายโจรแห้ง 250 มก. แล้วก็ 500 มก.
o             บรรเทาลักษณะการเจ็บคอ กินวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารรวมทั้งก่อนนอน
o             ทุเลาอาการหวัด รับประทานวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารรวมทั้งก่อนนอน

  • กระเทียม มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคไวรัส เชื้อรา ลดอาการภูมิแพ้ มีฤทธิ์เหมือนแอสไพริน จึงทำให้ไข้ลด แล้วก็ยังปกป้องการเป็นไข้หวัดได้
  • ใบกระเพรา ใบกระเพราช่วยขับเสลด ทำให้จมูกเตียน ฆ่าเชื้อในทางเดินหายใจ
  • ชา ใบชามีสารโพลีฟีนนอล เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการติดเชื้อ ทำใหเยื้อบุโพรงจมูกชุ่มชื้น หายใจสะดวก
  • ขิง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน มีกลิ่นเฉพาะตัว สามารถช่วยลดอาการหวัด แก้ไอ ทำให้หายใจโล่งขึ้น ขับเหงื่อ
  • กระเจี๊ยบ อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง พบสารแอนโธไซยานินในกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส ลดการต่อว่าเชื้อ
เอกสารอ้างอิง

  • รับมือโรคหวัดอย่างไรให้เหมาะสม.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาสรีรวิทยา.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “ไข้หวัด (Common cold/Upper respiratory tract infection/URI)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 389-392.
  • ฟ้าทะลายโจร.(ฉบับประชาชน).หน่วยปริการฐานข้อมูลสมุนไพร.สำนักงานสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J.(2001). Harrrison’s:Principles of internal medicine. New York. McGraw-Hill.
  • ผศ.ภก.ธีรวิชญ์ อัชฌาศัย.ไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือแพ้อากาศ เป็นอะไรกันแน่? .บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • ไข้หวัด-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้หวัด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่389.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กันยายน.2554
  • Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information Handbook, 20th ed. Hudson, Ohio, Lexi-Comp, Inc.;


4

โรคไข้สมองอักเสบ เจอี (Japanese Encephalitis)
โรคไข้สมองอักเสบ เจ อี เป็นอย่างไร ไข้สมองอักเสบ (encephalitis) คือ การอักเสบของเนื้อสมอง หรือเฉพาะที่นิดหน่อย เพราะว่าเนื้อสมองอยู่ชิดกับเยื่อหุ้มสมอง จึงบางทีอาจพบการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองร่วมกับการอักเสบของสมองได้ด้วย  โดยโรคไข้สมองอักเสบอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุโดยมากมักจะเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการต่อว่าดเชื้อจากไวรัส โดยสามารถเกิดได้จากเชื้อไวรัสหลายประเภทหรือบางครั้งบางทีอาจเจอเป็นโรคแทรกของโรคหัด คางทูม ไข้ผ่องใส แต่ว่าไข้สมองอักเสบประเภทที่อันตราย/ร้ายแรงที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้หมายถึงโรคไข้สมองอักเสบ เจอี(Japaneseencephalitis, JE) พบได้มากที่สุดในทวีปเอเชียรวมถึงเมืองไทยแล้วก็นิดหน่อยของแปซิฟิคตะวันตก ส่วนมากมักจะพบการเกิดโรคในช่วงฤดูฝน แต่ว่าในแต่ว่าล่ะประเทศจะพบขณะที่มีการเกิดโรคได้ไม่เหมือนกันซึ่งพบได้ตลอดทั้งปี โดยในบริเวณแหล่งระบาดมักจะพบในผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 15 ปี เนื่องมาจากในผู้ใหญ่จะมีภูมิต้านทานอยู่ก่อนแล้ว  อย่างไรก็ตามถ้าเกิดเป็นรอบๆที่ไม่เคยเกิดโรคมาก่อนก็จะพบในกรุ๊ปของผู้ที่มีอายุสูงมากขึ้นได้
โรคไข้สมองอักเสบเจอี เป็นโรคที่มีอันตรายถึงชีวิตแล้วก็เป็นโรคหวานใจษายาก ที่สำคัญเมื่อเป็นแล้วมีอัตราการตายสูง ถ้าหากรอดตายมักมีความพิการหรือไม่ดีเหมือนปกติทางสมองตามมา อัตราเจ็บไข้ตายอยู่ระหว่างปริมาณร้อยละ 20-30 ราวสองในสามของผู้รอดตาย จะมีความพิกลพิการหลงเหลืออยู่ ในทวีปเอเชียพบคนเจ็บโรคนี้ราวๆปีละ 30,000-50,000 ราย โรคนี้เรียกว่า Japanese เพราะเหตุว่าสามารถแยกเชื้อได้จากผู้ป่วยในญี่ปุ่นทีแรกเมื่อปี พ.ศ.2468
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ เจ อี ด้วยโรคไขสมองอักเสบเจอีเปนโรคที่มีอัตราตาย แล้วก็ความพิกลพิการตามมาสูง ซึ่งสวนใหญมักจะเปนในเด็ก ส่วนเชื้อที่กอโรคไดแก Japanese encephalitis virus (JEV) ซึ่งเปน arbovirus จัดอยูใน family Flaviviridae, genus Flavivirus โดยมียุงรําติดอยู่ญ Culex tritaeniorhynchus เปนพาหะนําโรค โรคนี้เจอในเขตเมืองนอยกวาชนบท มีอัตราตายรอยละ 10-35 และก็มีอัตราการเกิดความพิการ ตามมาสูงถึงรอยละ 30-50 โดยเชื้อไวรัสประเภทนี้ถูกค้นพบครั้งแรกโดยนักวิทยาศาสตร์คนประเทศญี่ปุ่นแล้วก็ได้กระจายทั่วไปทุกภาครวมทั้งทุกฤดู ซึ่งประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี ดังเช่น บริเวณเอเชียใต้ อินเดียและก็ศรีลังกา ตลอดจนประเทศในเอเซียอาคเนย์ รวมทั้งในภาคทิศตะวันออกของเมืองจีน และก็เจอได้ในประเทศ ไต้หวัน ประเทศเกาหลี และประเทศญี่ปุ่น
ปลายคริสตศตวรรษที่ 18 มีการระบาดใหญ่ของโรคไขสมองอักเสบเจอีในประเทศญี่ปุน โดย ในป พ.ศ. 2468 สามารถแยกเชื้อไวรัสเจอีไดเปนครั้งแรกจากสมองของผูปวยชายอายุ 19 ปที่มี อาการสมองอักเสบและเสียชีวิตในกรุงโตเกียว ถัดมาสามารถแยกเชื้อไวรัสไดจากยุงเบื่อหน่าย Culex และก็มีรายงาน การระบาดของโรคไขสมองอักเสบเจอีในประเทศต่างๆในทวีปเอเชียตามมา ซึ่งนับเป็นปัญหาที่สําคัญที่สุดในบรรดาโรค สำหรับประเทศไทยพบการระบาดครั้งแรกในป พุทธศักราช 2512 ที่จังหวัดเชียงใหมหลังจากนั้นมีการพบผูปวยบ่อยมาและมีการระบาดใหญ่เปนครั้งคราว ผู้ปวยโรคนี้สามารถเจอไดบอยทางภาคเหนือรวมทั้ง ภาคอีสาน รองลงมาไดเอ็ง ภาคกึ่งกลาง รวมทั้งภาคใต
ปจจุบันเจอผูปวยโรคไขสมองอักเสบ เจ อี นอยลง เนื่องด้วยมีการฉีดวัคซีนปองกันโรคไขสมอง อักเสบเจอีในเด็กทั้งประเทศ ในป พุทธศักราช 2552 สํานักระบาดวิทยาไดรับรายงานผูปวยโรคไขสมองอักเสบรวมทั้งสิ้น 543 ราย คิดเปนอัตราปวย 0.86 ตอแสนประชากร จําแนกเปนโรคไขสมองอักเสบเจอีจํานวน 106 ราย (รอยละ 19.52) คิดเปนอัยี่ห้อปวย 0.17 ตอแสน พลเมือง ไมมีรายงานผูเสียชีวิต  สวนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุนอยกวา 15 ป พบผูปวยสูงสุดในกลุมอายุ 0-4 ป คิด เปนอัตราปวย 1.1       ตอแสนประชาชน รองลงมาคือ กลุมอายุยง 5-9 ป มากกวา 15 ป และก็ 10-14 ป โดยมี อัตราปวย 0.3, 0.09 และก็ 0.08 ตอแสนมวลชนตามลําดับ กระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ
อาการของโรคไขสมองอักเสบ เจ อี   ไวรัสเจอีนี้ เมื่อไปสู่ร่างกายจะแพร่ระบาดไปสู่สมองและก็จะทำลายเนื้อสมองตั้งแต่น้อยไปจนกระทั่งมหาศาลนาๆประการในแต่ละคน (Japanese encephalitis virus)  โดยส่วนมากผู้ติดโรคจะไม่มีอาการ มีเพียง 1 ใน 300 คนเท่านั้น ที่จะแสดงอาการ โดยในรายที่ร้ายแรงจะแสดงอาการแบบสมองอักเสบ (encephalitis) โดยมีลักษณะอาการกางงเปน 3 ระยะดังนี้ 1. Prodromal stage ในระยะนี้ผู้ปวยจะมีอาการไขสูงรวมกับอาการออนเหนื่อย ปวดหัว คลื่นไสอาเจียน เวลานี้จะใช้เวลาราวๆ 1-6 วัน 2. Acute encephalitic stage ผูปวยยังคงมี ไข้และเริ่มมีลักษณะอาการระคายของเยื่อหุมสมอง มีการเปลี่ยนของระดับความรูสึกตัว มีอาการชักเกร็ง สามารถตรวจพบ pyramidal tract signs, flaccid paralysis และก็เจอ deep tendon reflex ลดลงไดรอยละ 10 อาจเจออัมพาตครึ่งส่วนรวมทั้งความไม่ดีเหมือนปกติของเสน ประสาทสมองได ระยะที่ 1 รวมทั้ง 2 ของโรคมักใช้เวลา ไมเกิน 2 สัปดาห ผูปวยที่มีลักษณะรุนแรงมักเสียชีวิต ในตอนนี้ 3. Late stage and sequele ในเวลานี้ไข้จะลดน้อยลง อาการทางสมองจะคงที่หรือดียิ่งขึ้น ผูปวยที่เสียชีวิตในตอนนี้มักเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากโรคแทรกซ้อนซอนที่ตามมา เป็นต้นว่า ปอดอักเสบ โรคติดเชื้อทางเดินเยี่ยว ติดเชื้อในกระแสโลหิต ฯลฯ ซึ่งคนเจ็บโรคไข้สมองอักเสบ บางรายอาจมีอาการ ความประพฤติปฏิบัติเปลี่ยนหรือเป็นอาการทางด้านจิตได้ อาการชักมักเป็น แบบชักเกร็งกระตุกทั่วตัว ซึ่งมักพบมากโดย เฉพาะเด็กเล็ก บางทีก็อาจจะมาด้วยนิ้วกระตุก, ตาเหล่, หรือหายใจผิดจังหวะได้หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการคล้าย โรคพาร์กินสัน คือมีอาการตัวเกร็ง, หน้าไม่แสดง อารมณ์,มือสั่นแล้วก็เคลื่อนลำบาก
กรรมวิธีรักษาโรคไข้สมองอักเสบ การวิเคราะห์ การวิเคราะห์อาศัยเรื่องราว การตรวจรางกายและการ ตรวจทางหองทำการ การตรวจนับเม็ดเลือดพบมากวาจํานวนเม็ดเลือดขาวและก็คารอยละของนิวโตรฟล มากขึ้นในระดับปานกลางถึงสูงมากมาย การตรวจน้ำไขสันหลัง สวนใหญจะพบวาน้ำไขสันหลังมีลักษณะใส ไมมี สีความดันของน้ำไขสันหลังอยูในเกณฑธรรมดามีเซลล เม็ดเลือดขาวไดตั้งแต 10-1,000 เซลล/ลบ.มม. ซึ่งส่วนใหญเปนจำพวกโมโนนิวเคลียรเซลล ในช่วงแรกของโรคอาจไมเจอเซลลในน้ำไขสันหลังหรือบางทีอาจเจอนิวโตรฟลเดนได โปรตีนมักสูงกวาธรรมดาเล็กนอย ระดับน้ำตาลมักอยูในเกณฑธรรมดาเมื่อเทียบกับระดับน้ำตาลในเลือด
การส่งไปทำการตรวจวิเคราะห์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จะมีคุณภาพสูงขึ้นมากยิ่งกว่าการตรวจด้วยเครื่อง เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์โดยจะมองเห็นความเปลี่ยนไปจากปกติใน ตำแหน่ง thalamus,basalganglia, midbrain, pons, และก็ medullaตามหน้าที่ที่พบร่วมมาก ที่สุดคือตำแหน่ง thalamus การส่งไปตรวจแยกเชื้อ (serology) ซึ่ง เป็นการวิเคราะห์ที่ใช้อยู่ในตอนนี้เป็นตรวจค้นIgM antibodyเฉพาะต่อไวรัสเจอีในนํ้าไขสันหลังและก็ ในเลือด โดยการตรวจเจอ JEV-specific IgM antibody ในนํ้าไขสันหลังสามารถช่วยยืนยันการ ติดโรคในคราวนี้ได้แต่ว่าหากตรวจพบJEV-specific IgMantibodyในเลือดบางทีอาจเป็นการติดเชื้อโรคหรือขึ้น จากการได้วัคซีนก็ได้ การตรวจหา antibody ในนํ้าไขสันหลัง จะสามารถตรวจพบได้ปริมาณร้อยละ 70-90 ในคนไข้ที่ ติดโรค โดยจะสามารถตรวจเจอได้เมื่อราวๆ วันที่5-8ภายหลังเริ่มมีลักษณะ การตรวจหาantibodyในเลือดจะสามารถ ตรวจพบได้ร้อยละ60-70 ในคนป่วยที่ติดเชื้อโดย จะสามารถตรวจพบได้อย่างต่ำ 9 วันหน้าจาก เริ่มมีลักษณะ ในตอนนี้ยังไม่มีการรักษาที่เฉพาะเจาะจง  การรักษา    เปนเพียงแต่การดูแลรักษาตามอาการ ที่สําคัญเป็นลดอาการบวมของสมอง ดูแลระบบฟุตบาทหายใจ ใหยายับยั้งชัก บางรายบางทีอาจจําเปนตองให mannitol เพื่อควบคุมความดันในกะโหลกศีรษะ แล้วก็คุ้มครองป้องกันอาการสอดแทรกตามมา การใช dexamethasone ในขนาดสูงเพื่อลดการบวมของสมองในผูปวยไขสมองอักเสบเจอี พบวาไมสามารถลดอัตราการตายและอัตราการฟนจากโรคได มีรายงานจากการศึกษาเล่าเรียนแบบ controlled clinical trials ขนาดเล็กเกี่ยวกับ Neutralizing murine monoclonal antibodies ซึ่งผลิตในประเทศจีน นํามาใชรักษาผูปวย ไขสมองอักเสบเจอี พบวาการดูแลรักษาดังกลาวใหผลของการ รักษาที่ดีขึ้น  บางรายงายการเล่าเรียนพบว่าได้มีการทดลองใช้ยาต้าน เชื้อไวรัส ribavirin แต่ว่าไม่เจอความต่างของผล การดูแลและรักษาของการใช้ยาต่อต้านเชื้อไวรัสกับยาหลอกแล้วก็ พบว่าcorticosteroidsรวมทั้งinterferonalpha2a ไม่ช่วยในเรื่องของการควบคุมอาการและไม่ช่วย ในเรื่องของผลของการรักษา
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ เพราะเชื้อไวรัส Japanese encephalitis ที่เป็นตัวการของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี จะอยู่ในสัตว์เลือดอุ่นหลายแบบ เป็นต้นว่า หมู รวมทั้งยุงจะเป็นพาหะนำเชื้อประเภทนี้มาสู่คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมูที่มีอายุที่มากขึ้น ตัวสัตว์เองก็จะมีภูมิต้านทานพอควร ด้วยเหตุนั้น ถ้าเกิดมีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวก็จะโดนควบคุมไม่ให้มีจำนวนมาก ส่วนลูกหมูมักจะมีภูมิต้านทานไม่ค่อยดี เมื่อโดนยุงกัด แล้วมีเชื้อไวรัส เชื้อไวรัสจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็จะเป็นแหล่งแพร่ระบาดมาสู่ยุงไปสู่คน  ด้วยเหตุดังกล่าวไข้สมองอักเสบเจอี จึงพบได้บ่อยในแหล่งที่มีการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะในบริเวณที่มีการเลี้ยงหมูเยอะมาก อาทิเช่น ในบ้านนอก และก็รอบๆชานเมือง และก็พบมากในช่วงฤดูฝนระหว่างมิ.ย.ถึงเดือนสิงหาคม แม้กระนั้นก็บางทีอาจพบประปรายได้ตลอดทั้งปี คนที่มีการเสี่ยงที่จะเป็นโรคไข้สมองอักเสบเจอี เป็นต้นว่า เกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงหมู คนที่อาศัยอยู่ในชนบทในเขตแดนที่มีการระบาด ทหารที่เข้าไปประจำการหรือปฏิบัติการในแคว้นที่มีการระบาดของโรค ผู้ย้ายถิ่นไปอาศัยอยู่ในต่างถิ่นที่มีการระบาด
การติดต่อของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี เชื้อ JEV (Japanese encephalitis Virus) จัดอยู่ในเครือญาติฟลาวิเชื้อไวรัส (family flaviviridae) สกุลฟลาวิเชื้อไวรัส (genus flavivirus)อยู่ในกรุ๊ปเดียวกับไวรัสเด็งกี่(Dengue virus)แล้วก็โรคไข้เหลือง(yellowfever) ฉะนั้นเชื้อไวรัสเจอี ก็เลยมีคุณสมบัติเหมือนกับฟลาวิเชื้อไวรัสตัวอื่นๆซึ่งเป็น ไวรัสที่มีแมลงรับประทานเลือดเป็นพาหะนำ โรคจะติดต่อ ในวงจรจากสัตว์สู่คน โดยมียุงเป็นตัวพาหะนำ เชื้อโรค โดยมีหมูเป็นรังโรคที่สำคัญ หมูที่ติดเชื้อ JE จะไม่มีอาการ แม้กระนั้นมีเชื้อ JE ในเลือด เมื่อยุงไปกัด หมูในระยะนี้เชื้อจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในยุง เมื่อ มากัดคนจะแพร่ระบาดไปสู่คน ส่วนสัตว์อื่นๆที่จะติด เชื้อ JEได้แก่ม้า วัวควายนก แม้กระนั้นสัตว์เหล่านี้เมื่อติดเชื้อแล้วจะไม่มีอาการมีแต่ว่าม้ารวมทั้งคนแค่นั้นที่มีลักษณะอาการ เมื่อได้รับเชื้อ แล้วราว 1 ใน 300-500 ของผู้ติดเชื้อโรคจะมี อาการสมองอักเสบ หมูมีความสำคัญในวงจรการ แพร่ไปของโรค เนื่องจากว่าจะมีเชื้ออยู่ในกระแส เลือดได้ยาวนานกว่าสัตว์อื่นๆก็เลยจัดว่าเป็นamplifier ที่เป็นรังโรคที่สำคัญ ยุงที่เป็นพาหะเป็นจำพวก Culex tritaeniorhynchus  Culex golidus , Culex fascocephalus ยุงกลุ่มนี้เพาะพันธุ์ใน ทุ่งนาที่มีนํ้าขัง จำนวนยุงจะเพิ่มมากมายในฤดูฝน ยุงตัวเมียสามารถถ่ายทอดเชื้อผ่านรังไข่ไปสู่ลูกยุงได้ ซึ่งมีระยะฟักตัวในยุงราว 9-12 วัน ยุงพวกนี้จะออกมากัดกินเลือดในช่วงเวลาเย็นหรือ ช่วงคํ่า หมูและนกนํ้า ได้แก่ นกกระสา นกกระยาง เป็นรังโรคที่สำ คัญเนื่องด้วยจะมีเชื้อสำหรับในการแส เลือดได้นานแล้วก็มีการเพิ่มจำนวนเชื้อได้สูง ซึ่งใน เมืองไทยมวลชนส่วนใหญ่ เลี้ยงชีพเกษตรกรรมแล้วก็มีปริมาณของการ เลี้ยงหมูปริมาณมากด้วยเหตุนี้จึงมีโอกาสที่จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไข้สมองอักเสบมากตามมา
การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคไข้สมองอักเสบ เจอี

  • กินยาตามหมอสั่ง และประพฤติตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัด
  • รักษาสุขภาพของร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อคุ้มครองป้องกันโรคแทรกซ้อน
  • ไปพบหมอดังที่หมอนัดหมายให้ตามเวลา
  • เมื่อพบว่าอาการเกิดขึ้นอีกหรืออาการทรุดลง ภายหลังกินยาที่แพทย์สั่งให้รีบไปพบหมอโดยเร่งด่วน
  • ใช้ยาใช้ภายนอกกันยุงแล้วก็นอนในมุ้งเพื่อคุ้มครองป้องกันการแพร่เชื้อให้กับคนที่อยู่รอบกาย
  • รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคไข้สมองอักเสบ เจอี

  • ผู้ที่จับไข้ตัวร้อนควรไปพบแพทย์ในทันที เมื่อมีอาการพวกนี้ร่วมด้วย อย่างเช่น ปวดหัวร้ายแรง กินยาพาราแล้วไม่ทุเลา คลื่นไส้มากมาย มีลักษณะอาการชักร่วมด้วย ซึม ไม่ค่อยรู้สึกตัว หรือหมดสติ แขนขาเป็นอัมพาต ปากเบี้ยว กลืนทุกข์ยากลำบาก หรืออ้าปากตรากตรำ (ขากรรไกรแข็ง) หรือก้มคอไม่ลง (คอแข็ง)
  • ควรจะกำจัดยุงรวมทั้งแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง
  • เมื่อมีการระบาดของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี ควรยินยอมให้ข้าราชการฉีดยาทำลายยุงในบริเวณพื้นที่ เกิดการระบาดของโรคโดยการพ่นสารเคมีเพื่อฆ่ายุงตัวแก่
  • คุ้มครองป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยนอนกางมุ้ง หรือติดมุ้งลวดในบ้านและก็ตามห้องต่างๆ
  • ย้ายคอกสัตว์ เป็นต้นว่า หมู วัว ควาย ให้ห่างจากแหล่งที่พักอาศัย เพื่อลดความเสี่ยงของรังโรค
  • ฉีดยาป้องกันโรคไข้สมองอักเสบ
  • วิธีที่ยอดเยี่ยมที่สุดตอนนี้ เป็นต้นว่าการฉีดวัคซีนคุ้มครองโรคนี้ให้แก่เด็กๆของพวกเราก่อนที่จะติดเชื้อโรคเองตามธรรมชาติ
  • วัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี (JEV) เริ่มมีการพัฒนามาตั้งแต่ปี พุทธศักราช2473 ในประเทศรัสเซียแล้วก็ญี่ปุ่น ถัดมาได้เพิ่มการทำให้วัคซีนบริสุทธิ์ขึ้นเพื่อคุ้มครองป้องกันผลสอดแทรกจากการปนเปื้อนของเนื้อเยื่อสมองหนู แล้วก็ได้รับการพัฒนาต่อบ่อยมาจนกระทั่งมีใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
  • ส่วนในประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งระบาดของ เชื้อนั้น มีการฉีดยาเพื่อคุ้มครองโรค ตั้งแต่ปี 2533 โดยเริ่มต้นในภาคเหนือ แล้วก็ค่อยๆขยาย ครอบคลุมทั้งประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ. 2543 โดย ให้วัคซีนแก่เด็กอายุ 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปีคนละ 2 ครั้งแล้วก็กระตุ้น 1 ครั้ง เมื่ออายุ2 ปีครึ่ง ถึง 3 ปี วัคซีนที่ใช้เป็นชนิดเชื้อตาย (JE SMBV: mouse brain-derivedinactivatedJEvaccine)วัคซีน คุ้มครองไข้สมองอักเสบเจอีที่จดทะเบียนและก็ จำหน่ายในประเทศไทยตอนนี้มี2จำพวกตัวอย่างเช่น (1.) วัคซีนจำพวกเชื้อตายที่เพาะเชื้อในสมอง หนู(suckling mouse brain vaccine หรือ SMBV) (2.) วัคซีนจำพวกเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ (SA 14–14–2) ที่เพาะเชื้อในเซลล์เพาะเลี้ยง เป็นวัคซีน ใหม่ที่พึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยปีพุทธศักราช2550


สมุนไพรที่ใช้ปกป้องตนเองจากโรคไข้สมองอักเสบ เอจี โรคไข้สมองอักเสบ เจอี เป็นโรคที่ยังไม่มียารักษาเฉพาะการรักษายังจำเป็นต้องใช้การรักษาแบบประคับประคอง รักษาตามอาการ ด้วยเหตุดังกล่าวก็เลยไม่มีสมุนไพรชนิดไหนที่สามารถรักษาได้ เพียงแค่มีสมุนไพรที่สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคไข้สมองอักเสบ เจอี ได้ไพเราะเพราะพริ้งไข้สมองอักเสบ เจอี นั้นมียุงเป็นพาหนะนำเชื้อ โดยเหตุนั้นสมุนไพรที่ช่วยป้องกันโรคประเภทนี้นั้น จึงเป็นสมุนไพรที่ใช้ไล่ยุงต่างๆตัวอย่างเช่น
พืชกรุ๊ปสกุล (genus) Cymbopogon
ตะไคร้หอม (Cymbopogon nardus (L.) Rendle) มีการเล่าเรียนฤทธิ์ไล่ยุงของตำรับน้ำมันตะไคร้หอม (citronella oil) ที่มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ citronella, geraniol และก็ citronellol ในลักษณะของครีม พบว่าตำรับที่มีน้ำมันตะไคร้หอม 17% คุ้มครองยุงลายได้นานราวๆ 3 ชั่วโมง ครีมที่มีน้ำมันตะไคร้หอม 14% ลดปริมาณยุงอารมณ์เสียที่มาเกาะด้านใน 1 ชั่วโมงข้างหลังทาครีม ยิ่งกว่านั้นสารสกัดเอทานอลของตะไคร้หอมผสมกับน้ำมันมะกอกสามารถไล่ยุงลายและยุงอารมณ์เสียได้นาน 2 ชั่วโมง ครีมที่มีน้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้หอมที่ความเข้มข้น 1.25, 2.5 และก็ 5.0% ปกป้องยุงก้นปล่องได้โดยประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างที่ความเข้มข้น 10% ได้ผลได้เป็นเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง
ตะไคร้ (Cymbopogon citratus (DC.) Stapf) น้ำมันตะไคร้ (lemongrass oil) ใน liquid paraffin ความเข้มข้น 20 แล้วก็ 25% ส่งผลคุ้มครองปกป้องยุงลายได้ 100% ใน 1 ชั่วโมงแรก รวมทั้งต่ำลงเหลือเกิน 95% ด้านใน 3 ชั่วโมง การเตรียมสินค้าน้ำมันตะไคร้ 15% ในรูปของครีมรวมทั้งขี้ผึ้งพบว่าให้ผลป้องกันยุงกัดได้ โดยคุณลักษณะขององค์ประกอบของสินค้าส่งผลต่อการปลดปล่อยน้ำมันหอมระเหย แล้วก็มีผลต่อความสามารถในการคุ้มครองป้องกันยุงด้วย น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่มี geraniol ปริมาณ 0.2 มก./ซึม2 สามารถลดอัตราการกัดจากยุงเบื่อหน่าย เป็น 10, 15 แล้วก็ 18% ที่เวลา 1, 2 แล้วก็ 3 ชั่วโมงเป็นลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับการมิได้ทาน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สบู่อาบน้ำที่มีส่วนประกอบของน้ำมันตะไคร้หอม 0.1% น้ำมันตะไคร้ 0.5% แล้วก็น้ำมันสะเดา 1% สามารถไล่ยุงได้ในช่วง 8 ชั่วโมง
พืชกรุ๊ปสกุล (genus) Ocimum
น้ำมันหอมระเหยจากพืชกลุ่มนี้ 5 ชนิด อย่างเช่น แมงกะแซง (O. americanum L.) โหระพา (O. basilicum L.) แมงลัก (O. africanum Lour. ExH) ยี่หร่าหรือโหระพาช้าง (O. gratissimum L.) แล้วก็ใบกะเพรา (O. tenuiflorum L.) พบว่ามีฤทธิ์ทั้งยังฆ่าลูกน้ำและไล่ยุงลายได้ ฤทธิ์ฆ่าลูกน้ำยุงลายของน้ำมันหอมระเหย เรียงลำดับดังนี้ โหระพา > ยี่หร่า> ใบกะเพรา > แมงลัก = แมงกะแซง โดยมีค่าความเข้มข้นของน้ำมันหอมระเหยที่ให้ผลคุ้มครองป้องกันยุงได้ 90% (EC90) เท่ากับ 113, 184, 240, 279 รวมทั้ง 283 ppm ตามลำดับ สำหรับฤทธิ์ไล่ยุงของน้ำมันหอมระเหยที่ความเข้มข้น 10% พบว่า โหระพาช้างมีฤทธิ์แรงที่สุด คุ้มครองป้องกันยุงกัดได้นาน 135 นาที รองลงมาคือ กะเพรา และก็แมงลัก ที่คุ้มครองปกป้องยุงกัดได้นาน 105 รวมทั้ง 75 นาที ตามลำดับ ขณะที่แมงกะแซง และโหระพาให้ผลน้อยที่สุดเพียง 15 นาที
พืชกรุ๊ปสกุล (genus) Citrus
มะกรูด (Citrus hystrix DC.) น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดมีฤทธิ์ปกป้องยุงได้นาน 95 นาที และก็ตำรับยาใช้ภายนอกกันยุงที่มีน้ำมันมะกรูดความเข้มข้น 25 และ 50% สามารถไล่ยุงได้นาน 30 แล้วก็ 60 นาที เป็นลำดับ น้ำมันหอมระเหยผสมจากมะกรูด 5% และก็จากดอกชิงเฮา (Artemisia annua L.) 1% ป้องกันยุงลาย ยุงก้นปล่อง รวมทั้งยุงหงุดหงิดรำคาญได้นาน 180 นาที ในห้องทดลอง ในความเข้มข้นเดียวกันสามารถคุ้มครองปกป้องยุงลาย และก็ยุงเสือ ได้ 180 นาที และก็ยุงเบื่อหน่ายได้นานถึง 240 นาทีในภาคสนาม
มะนาวฝรั่ง (Citrus limon (L.) Burm.f.) น้ำมันหอมระเหยจากมะนาวฝรั่งมีฤทธิ์ไล่ยุงก้นปล่องได้ 0.88 เท่าของสารเคมีสังเคราะห์ N,N-diethyl-3-methylbenzamide
เว้นเสียแต่สมุนไพรที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีสมุนไพรอื่นๆที่มีการเรียนฤทธิ์ในการคุ้มครองปกป้องยุง อาทิเช่น ข่า ไพล ขึ้นฉ่าย ว่านน้ำ กานพลู หนอนตายหยาก ดอกกระดังงาไทย สารไพรินทรัม (pyrethrum) แล้วก็ผู้จองเวรทริน (pyrethrins) ที่เจอได้ในพืชเชื้อสายดอกเบญจมาศ (chrysanthemum flowers) เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้สมองอักเสบ จากเชื้อไวรัส เจอี.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 174.คอลัมน์ แนะยา-แจงโรค.ตุลาคม.2536
  • Halstead SB, Jacobson J. Japanese encephalitis vaccines. In: Plotkin SA, Orenstein WA, Offit PA, editors. Vaccines. 5th ed. Elsevier Inc.; 2008. p.311-52. http://www.disthai.com/
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Japanese encephalitis. In: Dupont HL, Steffen R, editors. Textbook of Travel Medicine and Health. 2nd ed. Hamilton: B.C. Decker Inc.; 2001. p.312-4.
  • นศ.พ.เฉลิมเกียรติ สุวรรณเทน.รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า. Japanese Encephalitis. วารสารสมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.ปีที่ 6.ฉบับที่4.ตุลาคม-ธันวาคม 2554.หน้า 93-100
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Diseases caused by arboviruses: dengue haemorrhagic fever and Japanese B encephalitis. Med J Aust. 1994;160:22-6.
  • โอฬาร พรหมาลิขิต.วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี.ตำราวัคซีน.สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย.หน้า 127-135
  • Thisyakorn U, Nimmannitya S. Japanese encephalitis in Thai children, Bangkok, Thailand. Southeast Asian J Trop Med Public Health. 1985;16:93-7.
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โครงการเสริมภูมิคุ้มกันโรคและวัคซีนไข้ สมองอักเสบเจอีในประเทศไทย. ประจำปี Available from:
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Studies on Flaviviruses in Thailand. In: Miyai K, Ishikawa E, editors. Progress in Clinical Biochemistry: Proceedings of the 5th Asian-Pacific Congress of Clinical Biochemistry; 1991 Sept 29-Oct 4; Kobe, Japan. Amsterdam: Excerpta Medica; 1992. p.985-7.
  • อุษา ทิสยากร, สุจิตรา นิมมานนิตย. Viral meningitis และ encephalitis ในเด็ก. วารสารโรคติดเชื้อ และยาตานจุลชีพ. 2528;2:6-10.
  • สุจิตรา นิมมานนิตย, อุษา ทิสยากร, อนันต นิสาลักษณ, Hoke CH, Gingrich J, Leake E. Outbreak of Japanese encephalitis-Bangkok Metropolis. รายงาน การเฝาระวังโรคประจําสัปดาห. 2527;15:573-6.
  • นพ.คำนวน อึ้งชูศักดิ์.โรคไข้สมองอักเสบจากไวรัสเจอี ถึงจะร้ายแต่ก็ป้องกันได้.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่108.คอลัมน์กันไว้ดีกว่าแก้.เมษายน.2531
  • สำนักระบาดวิทยา.สรุปรายงานการเฝ้าระวัง โรคประจำปีนนทบุรี:สำนักระบาดวิทยา กองควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข; รายปี2552: 21-23.
  • สมบุญ เสนาะเสียง, อัญชนา วากัส, ฐิติพงษ์ ยิ่งยง. Situation of encephalitis and Japanese B Encephalitis, Thailand, 2009. Weekly Epidemiological Surveillance Report. 2010;41:33-5.
  • อุษา ทิสยากร. ไขสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส แจแปนนิส. ใน: อุษา ทิสยากร, จุล ทิสยากร, บรรณาธิการ. กุมารเวชศาสตรเขตรอน. กรุงเทพฯ: ดีไซร จํากัด; 2536. น.89-97
  • วรรณี ลิ่มปติกุล, อุษา ทิสยากร. การติดเชื้อ Japanese Encephalitis Virus ที่โรงพยาบาลสงขลา. วารสารวิชาการเขต 2541;9:65-71.
  • Weekly epidemiological record. Japanese Encephalitis. 2015;90:69-88.
  • อ.นพ.วินัย รัตนสุวรรณ.โรคไข้สมองอักเสบ.บทความความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาอายุรศ

5

สมุนไพรมะไฟฝรั่ง
มะไฟฝรั่ง Baccaurea mothelyana (Muell. Arg.) Muell. Arg.
บางถิ่นเรียกว่า มะไฟฝรั่ง (จังหวัดกรุงเทพมหานคร) ระมะ ลำดวงจันทร์ (ปัตตานี) ระมา ระไม รำเบ รำไบ (มลายู-ใต้) รามาตี๊กุ๊ (มลายู-จังหวัดนราธิวาส).
    ต้นไม้ ขนาดกลาง ไม่ผลัดใบ สูงได้ถึง 20 มัธยม แต่ว่าส่วนใหญ่สูง 10-13 มัธยม เรือนใบเป็นพุ่มกลมทึบ ลำต้นตรง ใหญ่ เปลือกสีน้ำตาลอมชมพู ค่อนข้างจะหมดจด ล่อนออกเป็นชิ้นเล็กๆหูใบหล่นง่าย ตามกิ่งมีรอยแผลเป็นเหตุเพราะใบ แล้วก็หูใบหลุดตกไป กิ่งใหม่สีเขียว มีขนสั้นๆนุ่มแล้วก็วาว. ใบ ลำพัง เรียงแบบบันไดเวียน กว้าง 7.5-15 เซนติเมตร ยาว 15-33 เซนติเมตร รูปรีแกมขอบขนาน โคนใบมน หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ ปลายใบสอบแคบเป็นติ่งมนๆสีเขียวเข้ม ผิวเรียบ ด้านบนเป็นมัน เส้นใบเป็นร่อง ข้างล่างสีเขียวอมน้ำตาล มีขนนุ่ม โดยเฉพาะตามเส้นกึ่งกลางใบ และเส้นกิ่งก้านสาขาใบ มีขนสีน้ำตาลอ่อน บางทีขนกลุ่มนี้จะหลุดร่างแทบหมดเมื่อใบแก่ ก้านใบสีเขียวอ่อน มีขนนุ่ม ยาว 5-7.5 เซนติเมตร บวมเล็กน้อยตรงที่ใกล้กับตัวใบ เส้นกิ่งก้านสาขาใบมีโดยประมาณ 15 คู่ นูนเด่น  และมีขนทางข้างล่างของใบ. [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอก เล็ก จำนวนไม่น้อย ออกเป็นช่อยาวห้อยตามลำต้น และก็กิ่ง มีขนบางส่วน ดอกเพศผู้แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน สีเขียวอ่อนอมเหลือง กลิ่นหอมยวนใจ กลีบรองกลีบดอก 4-6 กลีบ โค้งเข้าข้างใน มีขนนุ่ม ดอกออกเป็นกระจุกๆละ 1-3 ดอก ก้านดอกยาว 2-3 มิลลิเมตร ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อตามกิ่งแก่ๆมีเยอะแยะ ยาว 7.5-1.5 ซม. ดอกกว้าง 2-3 มิลลิเมตร เกสรผู้ 4-6 อัน. ดอกเพศภรรยา ออกเป็นช่อ ยาว 25-75 เซนติเมตร  ดอกกว้างไม่เกิน 1.5 ซม. กลีบรองกลีบดอกครึ้ม ชอบมีกลีบ 5 กลีบ แยกจากกัน ปลายแหลม อยู่จนกระทั่งเป็นผล รังไข่เล็ก อ้วน ป้อม ไม่มีท่อเกสร ปลายเกสรมี 4-5 แฉก. ผล เป็นช่อยาวแขวนตามกิ่งแก่ที่ไม่มีใบ หรือ ออกตามตอนบนของลำต้น กว้างราว 2.5 เซนติเมตร ยาว 2.5-4 ซม.เปลือกบาง ผิวสีเหลืองแกมน้ำตาลอ่อน มีขนเหมือนผ้ากำมะหยี่ ผลสุกนุ่มผิวเหี่ยวย่น ก้านผลยาว 6-12 มิลลิเมตร สีน้ำตาล ที่โคนผลมีกลีบรองกลีบดอกติดอยู่. เมล็ด สีน้ำตาลอ่อน มี 2-5 เม็ด ยาวราวๆ 12 มิลลิเมตร ปลายข้างหนึ่งแหลม เนื้อห่อเมล็ดสีขาวใส แต่ละเมล็ดแยกออกจากกันง่าย รสเปรี้ยว ปรือ หวาน.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบทางภาคใต้.
สรรพคุณ : ต้น เปลือกบดคั้นน้ำ ใช้หยอดตา แก้ตาเจ็บ

Tags : สมุนไพร

6

โรคออทิสติก (Autistic spectrum disorder)
โรคออทิสติกคืออะไร “ออทิสติก” (Autism Spectrum Disorder) เป็นโรคที่มีชื่อเรียกนานัปการ และก็มีการเปลี่ยนการเรียกชื่อเป็นระยะ อาทิเช่น ออทิสติก (Autistic Disorder), ออทิสซึม (Autism), ออทิสติก สเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder), พีดีดี (Pervasive Developmental Disorders; PDDs), พีดีดี เอ็นโอเอส (PDD, Not Otherwise Specified) และแอสเพอร์เกอร์ (Asperger’s Disorder)  จนในตอนนี้จึงมีการตกลงใช้คำว่า “Autism Spectrum Disorder” ตามเกณฑ์คู่มือการวินิจฉัยโรคทางใจเวชฉบับล่าสุด DSM-5 ของสโมสรจิตแพทย์อเมริกัน ซึ่งใช้อย่างเป็นทางการในระดับสากลตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 สำหรับในภาษาไทย ใช้ชื่อว่า “ออทิสติก” โรคออทิสติก(Autistic Disorder) หรือ ออทิสซึม(Autism) เป็นความไม่ปกติของความก้าวหน้าเด็กแบบอย่างหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว  เป็นโรคที่มีต้นเหตุจากความผิดแปลกของสมอง ทำให้มีความบกพร่องของความก้าวหน้าหลายด้านเป็นกลุ่มอาการความผิดปกติ 3 ด้านหลักคือ

  • ภาษาแล้วก็การสื่อความหมาย
  • การผลิตสัมพันธภาพระหว่างบุคคล
  • ความประพฤติและความสนใจแบบเฉพาะซ้ำเดิมซึ่งมักจะเกี่ยวเนื่องกับงานกิจวัตรรวมทั้งการเคลื่อนไหว ซึ่งอาการกลุ่มนี้เกิดในช่วงต้นของชีวิต มักเริ่มมีอาการก่อนอายุ 3 ปี


คำว่า “Autism” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก ว่า “Auto” ซึ่งแสดงว่า Self หมายถึง แยกตัวอยู่ตามลำพังในโลกของตัวเอง เปรียบมีกำแพงใส หรือกระจกส่อง กันบุคคลเหล่านี้ออกมาจากสังคมรอบตัว
ประวัติความเป็นมา ปี พ.ศ.2486 มีการรายงานผู้ป่วยเป็นครั้งแรก โดยหมอลีโอ แคนเนอร์ (Leo Kanner) จิตแพทย์ สถาบันจอห์น ฮอปกินส์ สหรัฐฯ รายงานคนป่วยเด็กจำนวน 11 คน ที่มีลักษณะอาการแปลกๆตัวอย่างเช่น พูดเลียนเสียง พูดช้า สื่อสารไม่รู้เรื่อง ทำซ้ำๆเกลียดชังความเคลื่อนไหว ไม่สนใจคนอื่นๆ เล่นไม่เป็น และก็ได้ติดตามเด็กอยู่นาน 5 ปี พบว่าเด็กเหล่านี้ต่างจากเด็กที่บกพร่องทางปัญญา จึงเรียกชื่อเด็กที่มีลักษณะอาการเช่นนี้ว่า “Early Infantile Autism”
ปี พุทธศักราช2487 แพทย์ฮานส์ แอสเพอร์เกอร์ (Hans Asperger) กุมารแพทย์ ชาวออสเตรีย อธิบายถึงเด็กที่มีลักษณะเข้าสังคมตรากตรำ หมกมุ่นอยู่กับการทำอะไรซ้ำๆแปลกๆแต่พูดเก่งมาก รวมทั้งดูเหมือนจะฉลาดมากด้วย เรียกชื่อเด็กที่มีลักษณะอาการเช่นนี้ว่า “Autistic Psychopathy” ปี พ.ศ.2524 Lorna Wing เอามาอ้างอิงถึง ออทิสติกในความหมายของแอสเพอร์เกอร์ คล้ายคลึงกับของแคนเนอร์มาก นักวิจัยรุ่นหลังจึงสรุปว่า แพทย์ 2 คนนี้พูดถึงเรื่องเดียวกัน แต่ในรายละเอียดที่ต่างกัน ซึ่งในปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน คือ “Autism Spectrum Disorder”
                จากการศึกษาช่วงแรกพบอัตราความชุกของโรคออทิสติกประมาณ 4-5 รายต่อ 10000 ราย แม้กระนั้นรายงานในระยะหลังเจออัตราความชุกมากขึ้นในประเทศต่างๆทั่วโลก เป็น 20-60 รายต่อ 10000 ราย ความชุกที่มากขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากความรู้เรื่องออทิสติกที่มากขึ้น การใช้เครื่องมือสำหรับเพื่อการวินิจฉัยที่ต่างกัน รวมทั้งปริมาณคนป่วยที่อาจมีมากขึ้นเรื่อยๆ โรคออทิสติกพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงอัตราส่วนราว 2-4:1 อัตราส่วนนี้สูงมากขึ้นในกลุ่มเด็กที่มีลักษณะน้อยและในทางกลับกันอัตราส่วนผู้ชายต่อผู้หญิงลดน้อยลงในกลุ่มที่มีภาวะปัญญาอ่อนรุนแรงร่วมด้วย
สาเหตุของโรคออทิสติก  มีความพากเพียรในการศึกษาถึงสาเหตุของออทิสติก แต่ว่าก็ยังไม่รู้สาเหตุของความไม่ดีเหมือนปกติที่ชัดแจ้งได้ ในขณะนี้มีหลักฐานส่งเสริมแจ่มแจ้งว่ามีต้นเหตุจากลักษณะการทำงานของสมองที่ผิดปกติ มากกว่าได้ผลสำเร็จจากสิ่งแวดล้อม
            ในอดีตกาลเคยเชื่อว่าออทิสติก เกิดจากการอุปถัมภ์ในลักษณะที่เย็นชา (Refrigerator Mother) (บิดามารดาที่ไปถึงเป้าหมายในเรื่องงาน จนถึงความข้องเกี่ยวระหว่างบิดามารดากับลูกมีความเหินห่างเย็นชา ซึ่งมีการเปรียบว่า เป็นบิดามารดาตู้เย็น) แต่ว่าจากหลักฐานข้อมูลในปัจจุบันรับรองได้แน่ชัดว่า ต้นแบบการอุปถัมภ์ไม่ใช่มูลเหตุที่ทำให้เป็นออทิสติก แต่ถ้าเลี้ยงดูอย่างเหมาะสมก็จะสามารถช่วยให้เด็กปรับปรุงได้มาก
           แต่ว่าในขณะนี้นักค้นคว้า/นักวิทยาศาสตร์ พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านกรรมพันธุ์สูงมาก มีความเชื่อมโยงกับโครโมโซมหลายตำแหน่ง อย่างเช่น ตำแหน่งที่ 15q 11-13, 7q แล้วก็ 16p ฯลฯ แล้วก็จากการศึกษาในฝาแฝด พบว่าคู่แฝดราวกับ ซึ่งมีรหัสกรรมพันธุ์แบบเดียวกัน มีโอกาสเป็นออทิสติกทั้งสองสูงขึ้นมากยิ่งกว่าแฝดไม่เสมือนอย่างเห็นได้ชัด
                แล้วก็การเล่าเรียนทางด้านกายวิภาคแล้วก็สารสื่อประสาทในสมองของผู้เจ็บป่วยออทิสติก จากอีกทั้งทางภาพถ่ายรังสี สัญญาณคลื่นสมอง สารเคมีในสมองรวมถึงชิ้นเนื้อ เจอความแปลกหลายแบบในผู้ป่วยออทิสติกแต่ยังไม่เจอต้นแบบที่จำเพาะ ในทางกายตอนพบว่าสมองของคนป่วยออทิสติกมีขนาดใหญ่กว่าของคนทั่วไป รวมทั้งเล็กน้อยของสมองมีขนาดแตกต่างจากปกติ ตำแหน่งที่มีรายงานเจอความผิดแปลกของเนื้อสมอง เป็นต้นว่า brain stem, cerebellum, limbic system แล้วก็ บางตำแหน่งของ cerebral cortex
                นอกเหนือจากนี้การตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าสมอง (EEG) ในคนป่วยออทิสติก พบความแตกต่างจากปกติจำนวนร้อยละ 10-83 เป็นความแตกต่างจากปกติของคลื่นไฟฟ้าสมองแบบไม่เจาะจง  (non-specific abnormalities) อุบัติการณ์ของโรคลมชักในเด็กออทิสติกสูงขึ้นมากยิ่งกว่าของคนทั่วไปคือ พบปริมาณร้อยละ 5-38 นอกเหนือจากนั้นยังมีการเรียนเกี่ยวกับสารสื่อประสาทหลากหลายประเภทโดยเฉพาะอย่างยิ่ง  serotonin ที่ค้นพบว่าสูงมากขึ้นในคนเจ็บบางราย แต่ก็ยังมิได้บทสรุปที่กระจ่างแจ้งถึงความเกี่ยวข้องของความไม่ปกติกลุ่มนี้กับการเกิดออทิสติก
                ในปัจจุบันนี้สรุปได้ว่า สาเหตุส่วนใหญ่ของออทิสติกเกิดขึ้นจากพันธุกรรมแบบหลายปัจจัย (multifactorial inheritance) ซึ่งมียีนที่เกี่ยวโยงหลายตำแหน่งรวมทั้งมีภูเขาไม่ไวรับ (susceptibility) ต่อการเกิดโรคที่มีสาเหตุเนื่องมาจากการสัมผัสสภาพแวดล้อมต่างๆ
อาการของโรคออทิสติก การที่จะทราบดีว่าเด็กคนไหนกันเป็นไหมเป็นออทิสติกนั้น  เริ่มต้นจะพิจารณาได้จากการกระทำในวัยเด็ก    ซึ่งมองเห็นได้ตั้งแต่ขวบปีแรก       พ่อแม่บางทีอาจจะมองเห็นตั้งแต่ความเกี่ยวข้องด้านสังคมกับผู้อื่น  ด้านการสื่อความหมาย    มีความประพฤติปฏิบัติที่ทำอะไรบ่อยๆ    ความประพฤติจะเริ่มแสดงแจ่มชัดมากยิ่งขึ้นเมื่อเด็กอายุประมาณ 2 ขวบครึ่ง หรือ 30  เดือน  โดยมีลักษณะปรากฏแจ้งชัดในเรื่องความล่าช้าด้านการพูดและการใช้ภาษา      ด้านปฏิสัมพันธ์กับสังคมดูได้จากการที่เด็กจะไม่สบตา  ไม่แสดงออกทางสีหน้าท่าทางและท่าทีราวกับไม่สนใจ  จะผูกสัมพันธ์หรือเล่นกับคนไหนกัน  และไม่สามารถแสดงออกทางอารมณ์ให้สมควรได้เมื่ออยู่ในสังคม   สามารถแยกเป็นด้าน ยกตัวอย่างเช่น

  • ความผิดพลาดสำหรับเพื่อการมีความสัมพันธ์ด้านสังคม (impairment in social interaction) ความบกพร่องสำหรับในการมีความเกี่ยวข้องด้านสังคมเป็นอาการสำคัญของออทิสติก ซึ่งมีระดับความรุนแรงที่นานับประการ แม้ว่าเด็กออทิสติกสามารถสร้างความผูกพันโดยพยายามที่จะอยู่ใกล้ผู้เลี้ยงดู แม้กระนั้นสิ่งที่ต่างจากเด็กทั่วไปคือ การขาดความรู้สึกแล้วก็ความพอใจร่วมกับผู้อื่น  (attention-sharing behaviours) ไม่สามารถรู้เรื่องหรือรับทราบว่าผื่อนกำลังคิดหรือรู้สึกเช่นไร ฯลฯ


หากแม้เด็กออทิสติกที่หรูหราสติปัญญาธรรมดา ก็ยังมีความบกพร่องในด้านการเข้าสังคม ได้แก่ ไม่เคยทราบแนวทางการเริ่มหรือจบทบพูดคุย บิดามารดาบางบุคคลอาจมองเห็นความผิดปกติในด้านสังคมตั้งแต่ในขวบปีแรก และเมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียน อาการจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น เพราะว่าสถานการณ์ทางด้านสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้น กล่าวคือ เด็กจะไม่สามารถเข้าใจหรือรับรู้ว่าคนอื่นกำลังคิดหรือรู้สึกเช่นไรเข้ากับเพื่อนฝูงได้ยาก มักถูกเด็กอื่นมองว่าแปลกหรือเป็นตัวขำขัน

  • ความบกพร่องสำหรับการสื่อสาร (impairment in communication) เด็กออทิสติกส่วนมากมีปัญหากล่าวช้า ซึ่งเป็นอาการนำสำคัญที่ทำให้ผู้ปกครองพาเด็กมาเจอแพทย์ การใช้ภาษาของเด็กออทิสติกมักเป็นในรูปแบบของการท่องซ้ำๆและไม่สื่อความหมาย อาจมีการพูดซ้ำคำท้ายประโยค ใช้คำสรรพนามผิดจำเป็นต้องพูดจาวนเวียนอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือใช้น้ำเสียงทำนองเพลงการพูดที่แตกต่างจากปกติ


เด็กออทิสติดบางบุคคลเริ่มพูดคำแรกเมื่ออายุ 2-3 ปี การใช้ภาษาในตอนแรกจะเป็นการกล่าวทวนสิ่งที่ได้ยิน ส่วนในเด็กที่หรูหราสติปัญญาปกติหรือใกล้เคียงปกติจะมีพัฒนาการทางภาษาที่ออกจะดี แล้วก็สามารถใช้ประโยคสำหรับการสื่อสารได้เมื่ออายุราวๆ 5 ปี เมื่อถึงวัยศึกษาความบกพร่องด้านภาษายังคงมีอยู่ โดยเฉพาะการคุยกันโต้ตอบ บางทีอาจพูดจาวกไปวนมา บอกเฉพาะในเรื่องที่ตนพึงพอใจ และมีปัญหาที่ภาษาที่เป็นนามธรรม หรือพูดไม่ถูกกาลเทศะ

  • ความประพฤติปฏิบัติและความพอใจแบบเจาะจงซ้ำเดิมเพียงไม่กี่ชนิด (restricted, repetitive and stereotypic behaviors and interests) ความประพฤติบ่อยๆเป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัด ก็เลยช่วยสำหรับในการวินิจฉัยโรคได้ดี การกระทำต่างๆดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นเหล่านี้อาจเป็นพฤติกรรมทางกายและก็การเคลื่อนไหวที่จำกัดอยู่กับความสนใจในกิจกรรมหรือสิ่งของไม่กี่ชนิด เป็นต้นว่า การสะบัดมือ หมุนข้อเท้า โยกศีรษะ หมุนวัตถุ เปิดปิดไฟ กดชักโครก และเมื่อมีความระทึกใจหรือมีสภาวะบีบคั้น การเคลื่อนไหวบ่อยๆพบได้มากได้มากขึ้น เด็กออทิสติกบางคนพอใจในรายละเอียดนิดๆหน่อยๆที่คนอื่นๆละเลย


เด็กออทิสติกแบบ  high functioning ที่เป็นเด็กโตให้ความสนใจบางเรื่องอย่างจำกัด โดยสิ่งที่พึงพอใจนั้นบางทีอาจเกิดเรื่องที่เด็กธรรมดาพอใจ แม้กระนั้นเด็กกลุ่มนี้มีความหมกมุ่นกับประเด็นนั้นอย่างยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น จำรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งนั้นได้ และเสวนาเกี่ยวกับประเด็นนั้นอยู่เป็นประจำ ในเด็กกลุ่มนี้เมื่อโตขึ้นสิ่งที่สนใจบางทีอาจเป็นความทราบทางด้านวิชาการบางสาขา ตัวอย่างเช่น คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆซึ่งวิชาความรู้เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าเมื่อยู่ในโรงเรียน ก็เลยช่วยทำให้เด็กออทิสติกร่วมสังคมในโรงเรียนเจริญขึ้น
นอกจากนั้นเด็กออทิสติกบางครั้งก็อาจจะแก่นแก้วมากและก็มีสมาธิสั้นต่อสิ่งที่มิได้พึงพอใจเป็นพิเศษ จนบางทีได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเด็กดื้อสมาธิสั้น (Attention deficit and hyperactivity disorder หรือ ADHD) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออาการของออทิสติกไม่ชัดเจน ในเด็กที่มีความเจริญช้าเป็นอย่างมากบางทีอาจพบความประพฤติปฏิบัติรังควานตนเอง อย่างเช่น กระแทกศีรษะหรือกัดตนเอง เป็นต้น
ในด้านสติปัญญา เด็กออทิสติกบางบุคคลมีความเข้าใจพิเศษในด้านความจำหรือคำนวณโดยเฉพาะกลุ่ม high functioning อาจสามารถจำตัวเขียนแล้วก็นับเลขได้ตั้งแต่อายุ 2-3 ปี เด็กบางกลุ่มสามารถอ่อนหนังสือได้ก่อนอายุ 5 ปี (hyperlexia)
กระบวนการรักษาโรคออทิสติก ในการตรวจวินิจฉัยว่าเด็กเป็นออทิสติกไหม  ไม่มีเครื่องวัดที่เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์   แม้กระนั้นอาจมีการตรวจประกอบกิจการวินิจฉัยจากการกระทำ
                โดยหลักเกณฑ์การวินิจฉัยโรคออทิสติกตามระบบ Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (DSM) เริ่มมีตั้งแต่ว่า DSM-III (พุทธศักราช 2523) และได้ถูกปรับกลายเป็น DSM-IIIR (พ.ศ. 2530) ในปัจจุบันใช้เกณฑ์การวิเคราะห์ตาม DSM-IV (พ.ศ. 2537) โดยคำว่า pervasive developmental disorder (PDD) คือความแตกต่างจากปกติในด้านความก้าวหน้าหลายด้าน ซึ่งแบ่งการวินิจฉัย PDD เป็น 5 ประเภท อย่างเช่น autistic disorder, Rett’s disorder, childhood disintegrative disorder, Asperger’s disorder และก็pervasive developmental disorder not otherwise specified (PDD-NOS ในตอนนี้ได้รวมออทิสติกเป็นกลุ่มโรคที่มีความหลากหลายของลักษณะทางสถานพยาบาล (autistic spectrum disorder ASD) แล้วก็มีคำที่เรียกกรุ๊ปออทิสติกที่มีความผิดพลาดน้อยกว่า  high-functioning autism

     โดยหมอจะดูอาการพื้นฐานว่ามีปัญหาด้านพัฒนาการหรือไม่ ซึ่งลักษณะของเด็กที่มีความเจริญช้าจะมีลักษณะดังต่อไปนี้
โรคออทิสติก (Autistic disorder/Autism)  สามารถวินิจฉัยได้โดยการสังเกตพฤติกรรม ซึ่ง มีลักษณะอาการครบ 6 ข้อ โดยมีอาการจากข้อ (1) อย่างต่ำ 2 ข้อ และมีลักษณะอาการ จากข้อ (2) รวมทั้งข้อ (3) ขั้นต่ำข้อละ 2 อาการ ดังนี้


  • ความผิดปกติของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างน้อย 2 ข้อ ดังต่อไปนี้
  • ไม่สามารถใช้ภาษาท่าทางสื่อสารทางสังคมกับบุคคลอื่น เช่น การสบตา การแสดงอารมณ์ความรู้สึกทางสีหน้า และภาษาท่าทางอื่นๆ เพื่อการสื่อสาร
  • ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลให้เหมาะสมตามวัย
  • ขาดความสามารถในการแสวงหาการมีกิจกรรม ความสนใจ และความสนุก สนานร่วมกับผู้อื่น
  • ขาดทักษะการสื่อสารทางสังคมและทางอารมณ์กับบุคคลอื่น
  • ความผิดปกติด้านการสื่อสารอย่างน้อย 1 ข้อ ดังต่อไปนี้
  • มีความล่าช้าหรือไม่มีการพัฒนาในด้านภาษาพูด
  • ในรายที่สามารถพูดได้แล้วแต่ไม่สามารถที่จะเริ่มต้นบทสนทนาหรือโต้ตอบบทสนทนากับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม
  • พูดซ้ำๆ หรือมีรูปแบบจำกัดในการใช้ภาษา เพื่อสื่อสารหรือส่งเสียงไม่เป็นภาษา (ภาษาต่างดาว) อย่างไม่เหมาะสม
  • ไม่สามารถเล่นสมมุติหรือเล่นลอกตามจินตนาการได้เหมาะสมกับระดับพัฒนา การ
  • มีพฤติกรรม ความสนใจ และกิจกรรมที่ซ้ำๆ และจำกัด อย่างน้อย 1 ข้อ ดังต่อไปนี้
  • มีความสนใจที่ซ้ำๆ อย่างผิดปกติ
  • มีกิจวัตรประจำวันหรือกฎเกณฑ์ที่ต้องทำโดยไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ถึงแม้นว่ากิจวัตรหรือกฎเกณฑ์นั้นจะไม่มีประโยชน์
  • มีการเคลื่อนไหวร่างกายซ้ำๆ เช่น สะบัดมือ เล่นมือ หมุนตัว
  • สนใจเพียงบางส่วนของวัตถุ
  • พบความผิดปกติอย่างน้อย 1 ด้านดังต่อไปนี้ (โดยอาการเกิดก่อนอายุ 3 ขวบ)
  • ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
  • การใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย
  • การเล่นสมมติหรือการเล่นตามจินตนาการ
  • ความผิดปกติที่พบไม่เข้าเกณฑ์วินิจฉัยของความผิดปกติจากโรคอื่นๆ เช่น กลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome)
การรักษา แม้ว่าในปัจจุบันนี้ยังไม่มียาหรือวิธีการรักษาออทิสติกให้หายขาดได้ แต่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าการได้รับการรักษาก่อนอายุ 3 ปี  (early intervention) โดยการกระตุ้นพัฒนาการปรับพฤติกรรมฝึกพูดและให้การศึกษาที่เหมาะสม ช่วยให้เด็กมีอาการดีขึ้น แต่ไม่มีวิธีใดที่ดีที่สุดหรือเหมาะสมสำหรับเด็กทุกคนดังนั้นจึงต้องเลือดและปรับการรักษาให้เหมาะสมในแต่ละราย  และการรักษาออทิสติกให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานเท่าไหร่ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด เพราะการรักษาให้ประสบผลสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกันไปของผู้ป่วย เช่น ความรุนแรงของโรค ความผิดปกติซ้ำซ้อนที่เกิดกับเด็ก อาการเจ็บป่วยทางกายของเด็ก อายุที่เด็กเริ่มเข้ารับการรักษา รูปแบบการเลี้ยงดู  หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก เป็นต้น นอกจากนี้ แพทย์ต้องเฝ้าระวังอาการของเด็กร่วมด้วย เนื่องจากเด็กอาจมีความผิดปกติด้านพฤติกรรมเพิ่มขึ้นมาระหว่างรับการรักษา แพทย์จึงต้องปรับวิธีการรักษาให้เหมาะสมตลอดช่วงอายุของเด็กอยู่เสมอ
อีกทั้งการดูแลรักษาออทิสติก จำเป็นต้องอาศัยทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากสหวิชาชีพ (Multidisciplinary Team Approach) ซึ่งประกอบด้วย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น (Child and Adolescent Psychiatrist) นักจิตวิทยา (Psychologist) พยาบาลจิตเวชเด็ก (Child Psychiatric Nurse) นักเวชศาสตร์การสื่อความหมาย (Speech Therapist) นักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapist) ครูการศึกษาพิเศษ (Special Educator) นักสังคมสงเคราะห์ (Social Worker) ฯลฯ
แต่หัวใจสำคัญของการดูแลรักษาไม่ได้อยู่ที่ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่อยู่ที่ครอบครัวด้วยว่าจะสามารถนำวิธีการบำบัดรักษาต่างๆ ที่ได้รับ มาประยุกต์ใช้ที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องหรือไม่
โดยวิธีการรักษาที่เหมาะสมคือ บูรณาการ การรักษาด้านต่างๆเข้าด้วยกันตามความจำเป็นของเด็กแต่ละคน วิธีการรักษา ได้แก่

  • การปรับพฤติกรรมและฝึกทักษะทางสังคม เพื่อเพิ่มพฤติกรรมที่เหมาะสมและลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การลดพฤติกรรมซ้ำๆ การลดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ซึ่งแนวคิดพื้น ฐานของพฤติกรรมบำบัดคือ ถ้าผลที่ตามมาหลังเกิดพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ชอบก็จะทำให้พฤติกรรมเพิ่มขึ้น แต่ถ้าผลที่เกิดขึ้นหลังพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ไม่ชอบก็จะทำให้พฤติกรรมลดลง โดยมีเทคนิคการปรับพฤติกรรมที่หลากหลาย เช่น การให้รางวัลหรือคำชมเมื่อมีพฤติกรรมที่เหมาะสม การเพิกเฉยเมื่อเด็กงอแง หรือการเบี่ยงเบนความสนใจเด็กไปยังสิ่งอื่นที่เด็กชอบในขณะที่เด็กงอ แง เป็นต้น
  • การฝึกพูด เป็นการรักษาที่สำคัญโดยเฉพาะในรายที่มีพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อความหมายล่าช้า การฝึกการสื่อสารได้เร็วเท่าไหร่จะทำให้เด็กเรียนรู้จากการใช้ภาษาได้เร็วเท่า นั้น และช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวที่เกิดจากการไม่สามารถสื่อสารความต้องการได้
  • การส่งเสริมพัฒนาการ ส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นที่ล่าช้าควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร สังคม และการปรับพฤติกรรม
  • การศึกษาพิเศษ มีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาทักษะสังคม การสื่อสาร และพัฒนาการด้านอื่นๆ ควรจัดบริการการศึกษาที่มีระบบชัดเจน ไม่มีสิ่งเร้าที่มากเกินไป และมีครูการศึกษาพิเศษดูแลโดยควรวางแผนการศึกษาร่วมกันระหว่างผู้ปกครองและโรงเรียน ควรจัดกิจกรรมและการเรียนการสอนช่วงหยุดเรียนภาคฤดูร้อนเพื่อให้เด็กมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเด็กสามารถพัฒนาความสามารถด้านการช่วยเหลือตัวเอง ภาษา สังคม และจัดการกับปัญหาพฤติกรรมที่รบกวนได้แล้ว สามารถเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติได้เพื่อพัฒนาความ สามารถทางสังคมต่อไป โดยมีการจัดแผนการสอนเฉพาะบุคคล (Individual Educational Plan; IEP) และนำกระบวนการส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมไปประยุกต์ใช้ร่วมกับการศึกษาด้วย

    หากมีข้อจำกัดด้านพัฒนาการ หรือปัญหาพฤติกรรม ก็จำเป็นต้องเรียนในห้องเรียนพิ เศษเฉพาะเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ชั้นเรียนปกติต่อไป
    นอกจากนี้ยังมีการรักษาด้วยยา เป็นการรักษาเพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและช่วยให้ฝึกเด็กได้ง่ายขึ้นแต่ควรคำนึงเสมอว่า การรักษาด้วยยานี้ ไม่ได้เป็นการรักษาอาการหลักของโรค
    บรรดายาชนิดต่างๆ ที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการบางอย่างของโรคออทิสติกนั้น ส่วนใหญ่เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบสมอง เช่น ยากระตุ้นประสาทส่วนกลาง ยาต้านอาการซึมเศร้า ยาต้านลมชัก เป็นต้น ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นการสั่งจ่ายให้กับผู้ป่วยโดยที่ยังไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ให้รักษาโรคนี้ได้
    ปัจจุบันมียาเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา แห่งสหรัฐอเมริกาให้ใช้ในผู้ป่วยออทิสติกได้คือ ยา risperidone (มีชื่อทางการค้าว่า Risperdal®) ซึ่งได้รับอนุมัติให้ใช้บรรเทาอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียว ก้าวร้าว หรือการทำร้ายตนเอง ของผู้ป่วยโรคออทิสติกที่มีอายุระหว่าง 5-16 ปี
    ยาชนิดนี้เป็นยารักษาโรคจิตเภทมา 10 กว่าปีแล้ว และพบผลข้างเคียงได้บ้าง ตัวอย่างผลข้างเคียงที่พบได้แก่ ง่วงนอน ท้องผูก อ่อนเพลีย เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เจริญอาหารและน้ำหนักเพิ่ม น้ำลายไหล ปากแห้ง มือสั่น ซึม เป็นต้น
    นอกจากนี้ บางคนอาจพบมีน้ำนมไหลออกมาจากเต้านม ขี้โมโหมากขึ้น หัวใจเต้นผิดปกติ และกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติได้ โดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักเพิ่มนี้พบได้บ่อย ทำให้เด็กเจริญอาหาร กินเก่ง น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เด็กส่วนใหญ่เมื่อได้ใช้ยานี้แล้วมักจะช่วยให้นอนง่าย นอนเร็วขึ้น หลับตลอดทั้งคืน สมาธิและอารมณ์ดีขึ้น
    ขนาดยาที่ใช้ เด็กที่มีน้ำหนักตัว 15-19 กิโลกรัม ควรเริ่มต้นด้วยขนาดยาวันละ 0.25 มิลลิกรัม และถ้าน้ำหนักตัวตั้งแต่ 20 กิโลกรัมขึ้นไป ควรใช้ยาวันละ 0.50 มิลลิกรัม โดยให้ใช้วันละ 1 ครั้ง ตอนเย็นหรือก่อนนอน และอาจเพิ่มขนาดยานี้ได้ทุกๆ 2 สัปดาห์ครั้งละ 0.25-0.50 มิลลิกรัม จนกว่าจะได้ผลดีที่สุด ซึ่งขนาดยาที่ได้ผลดี จะอยู่ระหว่าง 0.5-3.0 มิลลิกรัม/วัน
    ประเทศไทยมีทั้งชนิดเม็ด ขนาดเม็ดละ 1 และ 2 มิลลิกรัม/เม็ด และมีชนิดน้ำ ขนาด 30 มิลลิลิตร (โดยมีความเข้มข้นของ 1 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร)
    ภาวะแทรกซ้อนของโรคออทิสติก

  • ปัญญาอ่อน เด็กกรุ๊ปโรคออทิสติก 70% มีภาวการณ์ปัญญาอ่อนร่วมด้วยเว้นเสียแต่ โรค Asperger’s disorder จะหรูหราความหลักแหลมธรรมดา
  • ชัก เด็กกลุ่มโรคออทิสติก ได้โอกาสชักสูงขึ้นยิ่งกว่าราษฎรทั่วๆไป แล้วก็พบว่าการชักสมาคมกับ IQ ต่ำ โดย 25% ของเด็กกลุ่มที่มี IQ ต่ำจะเจออาการชัก แต่ว่าพบอาการชักในกรุ๊ปมี IQ ธรรมดาเพียงแต่ 5% ส่วนใหญ่อาการชักมักเริ่มในวัยรุ่น โดยช่วงอายุที่มีโอกาสชักมากที่สุดคือ 10 -14 ปี
  • การกระทำหยาบและความประพฤติปฏิบัติรังแกตัวเอง พบบ่อย เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการไม่อาจจะติดต่อความอยากได้ได้ แล้วก็กิจวัตรที่ทำเป็นประจำที่ปฏิบัติเป็นประจำไม่อาจจะทำได้ตามเดิม พบปัญหานี้บ่อยขึ้นในช่วงวัยรุ่น ส่วนความประพฤติรังควานตนเองพบได้ทั่วไปในโรคกรุ๊ปที่มี IQ ต่ำ
  • ความประพฤติแก่นแก้ว/อยู่ไม่นิ่ง/คึกคะนอง/ขาดสมาธิ พบบ่อย ส่งผลกระทบต่อปัญ หาการเรียน แล้วก็วิธีการทำกิจกรรมอื่นๆ
  • ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการนอน พบปัญหาที่เกิดขึ้นกับการนอนได้บ่อยครั้งในเด็กกลุ่มโรคออทิสติกโดยเฉพาะปัญหานอนยาก นอนน้อย แล้วก็นอนไม่ตรงเวลา
  • ปัญหาด้านการรับประทาน กินยาก/เลือกรับประทาน หรือทานอาหารเพียงบางจำพวก หรือรับประทานสิ่งที่ไม่ใช่ของกิน
  • เนื้องอก ทูเบอรัส สเคลอโรซิส (Tuberous Sclerosis) โรคที่เกี่ยวกับความไม่ดีเหมือนปกติทางพันธุกรรม ถือเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้น้อย โดยทูเบอรัส สเคลอโรสิสส่งผลให้เกิดก้อนเนื้อนิ่มๆงอกขึ้นมาที่อวัยวะรวมทั้งสมองของเด็ก แม้ว่าจะไม่มีต้นสายปลายเหตุแจ่มกระจ่างว่าเนื้องอกเกี่ยวพันกับอาการออทิสติกอย่างไร แต่จากศูนย์ควบคุมรวมทั้งคุ้มครองป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention) กล่าวว่าเด็กออทิสติกมีอัตราการเป็นทูเบอรัส สเคลอโรซิสสูง


การติดต่อของโรคออทิสติก โรคออทิสติกเป็นโรคที่ยังไม่รู้จักต้นเหตุการเกิดโรคที่แจ่มชัดแน่ๆแต่ว่าส่งผลการศึกษาวิจัยจำนวนไม่น้อยบอกว่า เกี่ยวกับต้นเหตุด้านพันธุกรรม และก็ความผิดพลาดเปกติของสมอง ซึ่งโรคออทิสติกนี้ ไม่ได้ถูกกล่าวว่าเป็นโรคติดต่อ เพราะเหตุว่าไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
กระบวนการดูแลช่วยเหลือคนไข้ออทิสติก ด้วยเหตุว่าโรคออทิสติกพบได้มากมากมายในเด็ก ด้วยเหตุผลดังกล่าวก็เลยต้ออาศัยการรักษาแบบบูรณาการโดยใช้แนวทางบรรเทาหลายๆวิธี และก็ใช้บุคคลหลายท่านที่จะต้องม

7

โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease)

  • โรคไตเป็นอย่างไร "ไต" มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว ขนาดเท่ากำปั้น ๒ ข้าง อยู่ข้างหลังท้องข้างละ ๑ อัน ไตปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการขับถ่ายของเสียออกมาจากร่างกาย ผ่านทางปัสสาวะ ข้างละราวๆ 1 ล้านหน่วย รวมทั้งยังช่วยรักษาสมดุลของน้ำ เกลือแร่ รวมทั้งสมดุลกรด-ด่างในร่างกาย สร้างฮอร์โมน ยกตัวอย่างเช่น ฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมสมดุล แคลเซียม และก็ฟอสเฟต (เป็น วิตามินดี นั่นเอง) และก็ฮอร์โมนกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดง การที่ไตมี 2 ข้างนับเป็นความเฉลี่ยวฉลาดของธรรมชาติอย่างหนึ่ง คนเราอาจจะเสียไตไปข้างหนึ่ง รวมทั้งยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติ เพราะไตข้างที่เหลือจะปฏิบัติงานแทนได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วก็ถ้าไตที่เหลืออีกข้างหนึ่งมีการเริ่มเสียไปอีกอย่างช้าๆร่างกายก็จะปรับพฤติกรรมไปได้เรื่อยก็ยังไม่เกิดอาการอะไรเช่นเดียวกัน จนเมื่อไตเสียไปมาก ปฏิบัติงานได้เพียงราวๆ 10 เปอร์เซ็นต์แล้วนั่นแหละ ก็เลยจะเกิดมีลักษณะอาการของโรคไต

    โรคไตเรื้อรังคือปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่สำคัญของคนทั่วไป ก่อให้เกิดผลกระทบต่อราษฎรทุกอายุ เชื้อชาติ และทุกสถานะทางเศรษฐกิจ ความชุกแล้วก็อุบัติการณ์ของโรคที่มากขึ้นเนื่องจากเบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมทั้งโรคอ้วน ในสหรัฐอเมริกามีราษฎรมากยิ่งกว่า 20 ล้านคน หรือ 1 ใน 9 ผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรัง และก็มีราษฎรกว่า 20 ล้านมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อรัง เพราะเหตุว่าผู้ป่วนปั่นจะไม่มีอาการในระยะแรก อาการไตวายจะปรากฏเมื่อไตอับอายขายขี้หน้าที่สำหรับการปฏิบัติงานไปมากกว่าจำนวนร้อยละ 70 – 80  โรคไตเรื้อรัง เป็นภาวะที่มีการเสื่อมการทำงานของไตโดยตลอดเป็นระยะเวลานานเป็นเดือนหรือปี หรือมีตัวชี้ว่าไตถูกทำลายจากความผิดแปลกของเลือดหรือฉี่หรือการตรวจทางรังสี หรืออัตราการกรองของไตลดน้อยลงน้อยกว่า 60 มล./นาที/ผิวร่างกาย 1.73 ตารางเมตร ตรงเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า 3 เดือน ซึ่งโรคจำนวนมากชอบทำให้ไตเสื่อมลงอย่างถาวร ไม่สมารถยนต์กลับมาดำเนินงานอย่างปกติได้ และปัจจุบันมักพบขึ้นในราษฎรไทยและบางทีอาจจะร้ายแรงไปจนถึงการเกิดภาวการณ์ไตวายและก็เสียชีวิตได้สุดท้าย
    การแบ่งระยะของโรคไตเรื้อรัง  โรคไตเรื้อรังแบ่งเป็น 5 ระยะ ตามระดับความรุนแรงดังต่อไปนี้
    ระยะที่ 1 พบมีการทำลายไตเกิดขึ้น โดยเจอความผิดแปลกจากการวิเคราะห์เลือดปัสสาวะเอกซเรย์ หรือพยาธิภาวะของชิ้นเนื้อไต โดยที่อัตราการกรองของไตยังอยู่ในเกณฑ์ธรรมดา กล่าวคือ มากยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 90 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อพื้นที่ผิวกาย 1.73 ตร.ม.
    ระยะที่ 2 เจอมีการทำลายไตร่วมกับเริ่มมีการลดน้อยลงของอัตราการกรองของไตนิดหน่อยคืออยู่ในช่วย 60 – 89 มิลลิลิตร ต่อนาทีต่อพื้นที่ผิวกาย 1.73 ตำรวจม.
    ระยะที่ 3 มีการลดน้อยลงของอัตราการกรองของไตรุนแรง คืออยู่ในตอน 30 – 59 มิลลิลิตร ต่อนาทีต่อพื้นที่ผิวกาย 1.73 ตำรวจม.
    ระยะที่ 4 มีการต่ำลงของอัตราการกรองของไตรุนแรง คืออยู่ในตอน 15 – 29 มิลลิลิตร ต่อนาทีต่อพื้นที่ผิวกาย 1.73 ตร.ม.
    ระยะที่ 5 มีภาวการณ์ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย (อัตราการกรองของไตน้อยกว่า 15 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อพื้นที่ผิวกาย 1.73 ตร.มัธยม)

  • สิ่งที่ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรังเป็น โรคไตเรื้อรังมีต้นเหตุการเกิดโรคได้หลายกรณี ซึ่งแบ่งต้นสายปลายเหตุการเกิดได้ดังนี้ ต้นเหตุนอกไต ดังเช่นว่า เบาหวาน พบว่ามีผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 1 ที่พึ่งอินสุลิน 20-50% ที่ก่อให้เกิดไตวายเรื้อรังระยะในที่สุดภายในระยะเวลา 20-30 ปี ที่เริ่มรักษาโดยใช้การให้อินสุลิน และก็เบาหวานยังเป็นเหตุให้กำเนิดโรคไตเรื้อรังได้ถึงจำนวนร้อยละ 30-40 และก็กระตุ้นให้เกิดไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายได้ถึงร้อยละ 45 นอกเหนือจากนี้เบาหวานยังเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคหัวใจแล้วก็หลอดเลือด ความดันโลหิตสูง แล้วก็ไขมันในเลือดสูงได้ เบาหวานทำให้มีความผิดปกติของหลอดเลือดหลอดฝอยไต ทำให้เส้นโลหิตแข็งเพิ่มแรงต้านทานของเส้นเลือดที่ไต และระบบความดันโลหิตสูงขึ้น ไตได้รับเลือดลดน้อยลง รวมทั้งขาดเลือด จึงก่อให้เกิดไตล้มเหลวตามมา  โรคความดันเลือดสูง พบว่าความดันโลหิตสูงเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคไตเรื้องรังได้ถึงจำนวนร้อยละ 28 เนื่องมาจากไตจึงควรได้รับเลือดมาเลี้ยงเยอะๆจากการบีบตัวของหัวใจ ซึ่งส่งผลต่ออัตราการกรองรวมทั้งการทำหน้าที่ของไต ความดันดลหิตสูงทำให้เลือดมาเลี้ยง ไตต่ำลงจึงทำให้กระบวนการทำหน้าที่ของไตผิดปกติเช่นเดียวกัน ความดันดลหิตสูงกำเนิดเพราะว่าเส้นโลหิตแดงที่ไตตีบแข็ง หรือขาดเลือด ทำให้เลือดมาเลี้ยงที่ไตต่ำลง รวมทั้งกระตุ้นระบบเรนินแองจิโอเทนซิน อัลโดสเตอโรน ทำให้เพิ่มความดันดลหิต ยิ่งไปกว่านี้ ความดันโลหิตสูงยังเกี่ยวข้องกับโรคของเนื้อไต เป็นต้นว่า Glomerulonephritis, Polycystic Disease, Pyelonephritis เป็นต้น ทำให้ไตขับน้ำ รวมทั้งเกลือได้ลดลง มีการคั่งของน้ำและเกลือเพิ่มขึ้น ความดันเลือดต่ำ สภาวะช็อคจากหัวใจรวมทั้งหลอดเลือด หรือความดันโลหิตต่ำส่งผลต่อการทำหน้าที่ของไต ทำให้เส้นเลือดที่ไตหดตัว เลือดไปเลี้ยงที่ไตลดน้อยลง  โรคระบบหัวใจและก็หลอดเลือด มีผลต่อปริมาณเลือดที่ออกมาจากหัวใจ และระบบไหลเวียนเลือด ซึ่งมีผลต่อการทำหน้าที่ไต ทำให้ไตลดการขับน้ำรวมทั้งโซเดียม มีการคั่งของน้ำในหลอดเลือด นำมาซึ่งอาการบวม โรคของหลอดเลือดส่วนปลาย อย่างเช่น การเกิดลิ่มเลือดอุดตันในเส้นเลือด (Thromboembolic) สภาวะ Disseminated Intravascular Coagulopathy ส่งผลต่อระบบการไหลเวียนของโลหิตที่ไต เป็นต้นเหตุให้ไตขาดเลือด การติดเชื้อในกระแสโลหิต อาจมีผลต่อแนวทางการทำหน้าที่ของไต ส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือด ทำให้ความดันโลหิตต่ำรวมทั้งจะเป็นตัวกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายนำไปสู่Glomerulonepritis การท้อง มีผลต่อวิธีการทำหน้าที่ขอบงไต การมีครรภ์ในไตรมาสแรก ทำให้ไตมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งบางครั้งก็อาจจะคงอยู่ 9 -1 2 สัปดาห์ ทำให้อัตราการกรองของไตเพิ่มขึ้น 30 – 50 % ระหว่างมีท้อง ทำให้ Creatinine Clearance มากขึ้น การขับกรดยูริกต่ำลง การตั้งครรภ์อาจจะก่อให้โปรตีนในเยี่ยวเพิ่มขึ้น ฉี่เยอะขึ้น รวมทั้งปัสสาวะบ่อยครั้งในตอนการคืน


สารที่เป็นพิษต่อไต จะทำลายเซลล์ของไต ทำให้ไตได้รับบาดเจ็บ กำเนิด  Acute Tubular Necrosis  Aminoglycosides, Tetacyclines, Amphoteracin B, Cephalosporin, Sulfonamide โลหะหนัก ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท สารหนู ทองแดง แคดเมียม ทองลิเทียม พิษต่างๆตัวอย่างเช่น เห็ดพิษ แลงกัดต่อย สมุนไพรที่เป็นพิษ พิษจากงู ยาชา สารทึบแสงสว่าง ยาพารา เช่น Salicylates, Acitaminophen, Phenacetin, NSAID เป็นต้น
โรคที่เกิดขึ้นและมีสาเหตุมาจากไตเอง นิ่ว ทำให้มีการเคลื่อนมาตันได้ในระบบทางเท้าฉี่ และก็มีการทำลายเนื้อไต การอักเสบที่กรวยไต ทำให้มีการสนองตอบต่อการอักเสบ ทำให้เม็ดเลือดขาวมากขึ้น ขั้นตอนอักเสบส่งผลให้เกิดการบวมของเยื่อ เมื่อการอักเสบได้รับการดูแลและรักษาก็จะทำให้เกิด fibrosis ทำให้มีการดูดกลับและการขับสิ่งต่างๆเปลี่ยนแปลงไป ทำให้วิธีการทำหน้าที่ของไตลดน้อยลง ภาวะไตบวมน้ำ ทำให้มีการขยายของกรวยไต และ Calices ทำให้มีการอุดกันของปัสสาวะ การสะสมของน้ำฉี่ ส่งผลให้เกิดแรงดันในกรวยไตมากขึ้น และเป็นต้นเหตุให้หน่วยไตถูกทำลาย มะเร็งในไต เนื้องอกที่โตขึ้นอย่างรวดเร็วกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอุดกั้นของระบบฟุตบาทเยี่ยว แล้วก็ทำให้เกิดไตบวมน้ำตามมา

  • อาการของโรคไตเรื้อรัง โรคไตเรื้องรังส่วนมากทำให้ไตแตกต่างจากปกติทั้งสองข้าง ในระยะต้นผู้เจ็บป่วยมักไม่มีอาการ เมื่อโรคดำเนินไปๆมาๆกขึ้น อาจมีอาการต่างๆเนื่องด้วยไตปฏิบัติงานไม่ปกติกระตุ้นให้เกิดการคั่งของเกลือแร่น้ำส่วนเกินรวมทั้งของเสียในเลือด อาทิเช่น จำนวนฉี่น้อยลง ความดันเลือดสูงขึ้น ซีดเซียว เมื่อยล้าง่ายขึ้น เบื่อข้าว อ้วกคลื่นไส้ นอนไม่หลับ คันเรียกตัว มีลักษณะบวมที่หน้า ขา แล้วก็ลำตัว ความรู้สึกตัวน้อยลง หรือมีอาการชัก เป็นต้น


ซึ่งอาการโรคไตเรื้อรัง สามารถแบ่งออกเป็น 5 ระยะตามระดับของค่าประเมินอัตราการกรองของไต (Epidermal growth factor receptor : eGFR) ซึ่งเป็นค่าที่ประมาณว่าในแต่ละนาทีไตสามารถกรองของเสียออกมาจากเลือดได้เยอะแค่ไหน โดยในคนทั่วๆไปจะมีค่านี้อยู่โดยประมาณ 90-100 มล./นาที โดยระยะของโรคไตเรื้อรังนั้นมีดังนี้
ระยะที่ 1 เป็นระยะที่ยังไม่มีอาการบ่งบอกถึงแจ่มกระจ่าง แต่ทราบได้จากการตรวจทางพยาธิวิทยา ตัวอย่างเช่น การตรวจเลือด การตรวจค่าประเมินอัตราการกรองของไต (eGFR) ซึ่งในระยะแรกนี้ค่า eGFR จะอยู่ที่ราว 90 มิลลิลิตร/นาที ขึ้นไป แม้กระนั้นบางทีอาจเจออาการไตอักเสบหรือภาวการณ์โปรตีนรั่วออกมาปะปนในเลือดหรือในปัสสาวะ ระยะที่ 2 เป็นระยะที่อัตราการกรองของไตน้อยลง แต่ว่ายังไม่มีอาการใดๆก็ตามแสดงให้เห็นนอกจากการตรวจทางพยาธิวิทยาดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ซึ่งค่า eGFR จะเหลือแค่ 60-89 มิลลิลิตร/นาที ระยะที่ 3 เป็นระยะที่ยังไม่มีอาการใดๆก็ตามแสดงออกมาให้เห็น เว้นแต่ค่า eGFR ที่ต่ำลงอย่างสม่ำเสมอ โดยในตอนนี้จะแบ่งได้เป็น 2 ระยะย่อยเป็นระยะย่อย 3A ซึ่งจะมีค่า eGFR อยู่ที่ 45-59 มล./นาที และระยะย่อย 3B ซึ่งจะมีค่า eGFR อยู่ที่ 30-44 มล./นาที ระยะที่ 4 อาการต่างๆของคนไข้จะค่อยแสดงในตอนนี้ นอกเหนือจากค่า eGFR จะลดน้อยลงเหลือเพียงแค่ 15-29 มิลลิลิตร/นาทีแล้ว จะสังเกตว่ามีเยี่ยวออกมากและฉี่หลายครั้งค่ำคืน คนไข้จะมีลักษณะเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้าง่าย ไม่อยากกินอาหาร น้ำหนักตัวลดลง อาเจียน อาเจียน นอนไม่หลับ ขาดสมาธิ ความจำไม่ดี ปวดหัว ตามัว ท้องเดินบ่อยมาก ชาตามปลายมือปลายตีน ผิวหนังแห้งและก็มีสีคล้ำ (จากของเสียเป็นต้นเหตุก่อให้เกิดสารให้สีของผิวหนังเปลี่ยนแปลง) คันตามผิวหนัง (จากของเสียที่คั่งนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง) บางรายอาจมีอาการหอบเหน็ดเหนื่อย สะอึก กล้ามเป็นตะคริวหลายครั้ง ใจสั่นหวิว ใจสั่น เจ็บทรวงอก มีอาการบวมเรียกตัว (โดยเฉพาะรอบดวงตา ขา แล้วก็เท้า) หรือมีเลือดออกตามผิวหนังเป็นจุดแดงจ้ำเขียว หรือคลื่นไส้เป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด โลหิตจาง หรือรู้สึกป่วยไข้เนื้อสบายตัวตลอดระยะเวลา ระยะที่ 5 เป็นระยะสุดท้ายของภาวการณ์ไตวาย ค่า eGFR เหลือไม่ถึง 15 มิลลิลิตร/นาที เว้นแต่ผู้ป่วยจะมีลักษณะคล้ายกับระยะที่ 4 แล้ว ยังอาจมีภาวการณ์โลหิตจางที่รุนแรงขึ้น แล้วก็อาจตรวจพบการเสียสมดุลของแคลเซียม ฟอสเฟต หรือสารอื่นๆที่อยู่ในเลือด นำมาสู่สภาวะกระดูกบางรวมทั้งเปราะหักง่าย แม้ไม่ได้รับการดูแลและรักษาอย่างทันการก็บางครั้งก็อาจจะเสียชีวิตได้

  • กรุ๊ปบุคคลที่เสี่ยงที่จะเกิดโรคไตเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีภาวการณ์เสี่ยงเป็นโรคโรคเบาหวาน
  • คนที่มีภาวะเสี่ยงเป็นโรคความดันเลือดสูง
  • ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจ
  • ผู้ที่รับประทานยาบางจำพวกต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆเหลือเกิน เป็นต้นว่า ยาปฏิชีวนะบางชนิด ยกตัวอย่างเช่น Tetacyclines, Amphoteracin B อื่นๆอีกมากมาย รวมทั้งยาพารา ดังเช่นว่า ยากลุ่ม NSAIDs, Acitaminophen Salieylates ฯลฯ
  • กรรมวิธีการรักษาโรคไตเรื้อรัง การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังมีดังนี้  การคาดการณ์อัตราการกรองของไตโดยใช้สูตร  Cockcroft-gault หรือสูตร Modification  of Diet in Renal Disease (MDRD) การคาดการณ์จำนวนโปรตีนในฉี่ โดยใช้แถบตรวจเยี่ยว  (Dipstick  Test) เมื่อแถบตรวจวัดผลประโยชน์ 1 บวกขึ้นไป ควรตรวจฉี่ยืนยันจำนวนโปรตีนด้วยการวัดค่าสัดส่วนของโปรตีนต่อครีเอว่ากล่าวนิน  การตรวจอื่นๆด้วยการตรวจขี้ตะกอนฉี่  (Urine Sediment)

หรือใช้แถบ ตรวจวัดหาเม็ดเลือดแดง และเม็ดเลือดขาว การตรวจทางรังสี การตรวจทางรังสี การตรวจอัลตราซาวด์ เพื่อดูว่ามีการอุดตัน มีนิ่ว และก็มี Polycystic Kidney Disease และยังมีการวินิจฉัยแยกโรคที่ทำได้ทางสถานพยาบาลจากอาการแล้วก็อาการแสดงของโรค และก็ตรวจเลือดหาระดับ BUN, creatinine และก็ระดับฮอร์โมนต่อมไทรอยด์อื่นๆรูปแบบการทำงานของตับ แล้วก็ X-ray หัวใจ รวมทั้งตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้น
                การรักษาไตวายเรื้อรัง หากสงสัยว่าเป็นโรคไตเรื้อรัง ควรจะส่งคนป่วยไปโรงพยาบาลเพื่อกระทำการตรวจฉี่ ตรวจเลือด ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรืออัลตราซาวนด์ หรือตรวจพิเศษอื่นๆและบางรายบางทีอาจต้องกระทำการเจาะเก็บเนื้อเยื่อจากไตเพื่อส่งไปทำการตรวจด้วย โดยการดูแลรักษานั้นจะแบ่งได้เป็น 2 ตอนใหญ่ๆตามระยะของโรคด้วย คือ โรคไตเรื้อรังระยะที่ 1-3 (เป็นระยะที่ยังไม่ต้องทำรักษา แต่ว่าจึงควรมาเจอหมอเพื่อตรวจทานค่าประเมินอัตราการกรองของไต ซึ่งหมออาจนัดมาตรวจทุก 3 เดือน หรืออาจนัดหมายมาตรวจถี่ขึ้นเพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิดถ้าค่าประเมินอัตราการกรองของไตต่ำลงเพิ่มมากขึ้น) และโรคไตเรื้อรังระยะที่ 4-5 (เป็นระยะที่ไตทำงานลดลงเป็นอย่างมาก ผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาหลายๆวิธีด้วยกันเพื่อเกื้อกูลอาการให้อยู่ในระดับคงเดิมเพื่อรอคอยการเปลี่ยนถ่ายไต และการเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนต่างๆร่วมด้วย) สำหรับวิธีการรักษาต่างๆนั้นจะแบ่งได้เป็น
การรักษาที่ปัจจัย หากผู้เจ็บป่วยมีมูลเหตุชัดเจน หมอจะให้การรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุ ดังเช่นว่า ให้ยาควบคุมโรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง โรคเกาต์ ผ่าตัดนิ่วในไต เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องรักษาภาวะไม่ปกติต่างๆที่มีเหตุที่เกิดจากสภาวะไตวายด้วย
การล้างไต (Dialysis) สำหรับคนป่วยไตวายเรื้อระยะท้าย (มักมีระดับยูเรียไนโตรเจนและระดับครีอะตินีนในเลือดสูงเกิน 100 และ 10 มก./ดล. ตามลำดับ) การรักษาด้วยยาจะไม่ได้เรื่อง คนป่วยจำเป็นจะต้องได้รับการดูแลและรักษาด้วยขัดล้างของเสียหรือล้างไต ซึ่งจะมีอยู่ร่วมกันหลายแนวทาง ซึ่งจะสามารถช่วยให้คนไข้มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น ซึ่งบางรายอาจอยู่ได้นานเกิน 10 ปีขึ้นไป แต่ว่าก็ยังมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างแพงอยู่ ทั้งนี้การจะเลือกล้างไตด้วยแนวทางใดนั้นก็ขึ้นกับดุลยพินิจของหมอเป็นหลัก เพราะการล้างไตจะมีผลข้างเคียงหลายแบบไม่ว่าจะเป็นความดันเลือดต่ำ เวียนศีรษะ หน้ามืด คลื่นไส้ อีกทั้งการล้างไตบางแนวทางอาจไม่เหมาะกับสภาพร่างกายของคนไข้อีกด้วย โดยเหตุนั้น จึงต้องให้แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยรวมทั้งตกลงใจว่าการล้างไตแบบใดจะเหมาะกับผู้ป่วยเยอะที่สุด)
การเปลี่ยนถ่ายไต (Kidney transplantation หรือ Renal transplantation) คนเจ็บโรคไตเรื้อรังระยะด้านหลังบางราย แพทย์อาจใคร่ครวญให้การรักษาด้วยการใช้การผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายไต ซึ่งวิธีนี้ถือว่าเป็นวิธีที่ได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในขณะนี้ เนื่องจากถ้าหากการปลูกถ่ายไตได้ผลลัพธ์ที่ดีก็จะสามารถช่วยให้ผู้เจ็บป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนคนปกติแล้วก็แก่ได้ยืนยาวขึ้นนานเกิน 10-20 ปีขึ้นไป อย่างไรก็แล้วแต่ การปลูกถ่ายไตก็เป็นขั้นตอนการรักษาที่มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนหลายประการ ราคาแพงแพง แล้วก็จะต้องหาไตจากเครือญาติสายตรงหรือผู้ให้ที่มีไตเข้ากับเยื่อของผู้เจ็บป่วยได้ ซึ่งไม่ใช้ว่าจะง่าย อีกทั้งจำนวนของไตที่ได้รับการให้ทานก็ยังมีน้อชูว่าผู้ที่รอรับการให้ทาน ผู้ป่วยจึงบางทีอาจจำต้องทำความสะอาดโดยการล้างไตถัดไปเรื่อยๆกระทั่งจะหาไตที่เข้ากันได้ (แม้จะได้รับการล้างไตแล้ว แม้กระนั้นลักษณะของไตวายเรื้อรังจะยังไม่หายไป ซึ่งคนป่วยต้องได้รับการดูแลรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายไตเท่านั้น) นอกจากนั้น ตอนหลังการปลูกถ่ายไต ผู้เจ็บป่วยจะต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกันทุกวันไปตลอดเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ร่างกายมีปฏิกิริยาต้านทานไตใหม่

  • การติดต่อของโรคไตเรื้อรัง โรคไตเรื้อรังเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากภาวะที่ไตดำเนินงานไม่ปกติแล้วก็เป็นโรคที่ไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนรวมทั้งจากสัตว์สู่คน
  • การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคไตเรื้อรัง คนเจ็บที่เป็นโรคไตเรื้อรัง ควรติดตามการดูแลและรักษากับหมออย่าได้ขาด ควรจะรับประทานยาแล้วก็กระทำตามคำแนะนำของหมออย่างเคร่งครัด ไม่ควรปรับขนาดยาเอง หรือซื้อยากินเอง ด้วยเหตุว่ายาบางอปิ้งอาจมีพิษต่อไตได้ ยิ่งกว่านั้น ผู้ป่วยควรปฏิบัติตัว ดังต่อไปนี้
  • จำกัดปริมาณโปรตีนที่กินไม่เกินวันละ ๔๐ กรัม โดยลดจำนวนของ ไข่ นม แล้วก็เนื้อสัตว์ลง (ไข่ไก่ ๑ ฟอง มีโปรตีน ๖-๘ กรัม นมสด ๑ ถ้วยมีโปรตีน ๘ กรัม เนื้อสัตว์ ๑ ขีด มีโปรตีน ๒๓ กรัม) และทานข้าว เมล็ดธัญพืช ผักและก็ผลไม้ให้เพิ่มมากขึ้น
  • จำกัดจำนวนน้ำที่ดื่ม โดยคำนวณจากจำนวนฉี่ต่อวันบวกกับน้ำที่เสียไปทางอื่น (ราว ๘๐๐ มล./วัน) ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดคนป่วยมีฉี่ ๖๐๐ มิลลิลิตร/วัน น้ำที่ควรได้รับเท่ากับ ๖๐๐ มล. + ๘๐๐ มิลลิลิตร (รวมเป็น ๑,๔๐๐ มิลลิลิตร/วัน)
  • จำกัดจำนวนโซเดียมที่รับประทาน ถ้าหากมีลักษณะบวมหรือมีปัสสาวะน้อยกว่า ๘๐๐ มิลลิลิตร/วัน ควรจะงดเว้นอาหารเค็ม งดเว้นใช้เครื่องปรุง (ได้แก่ น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสทุกประเภท) ผงชูรส ยากันบูด อาหารที่ใส่ผงฟู (ยกตัวอย่างเช่น ขนมปังสาลี) อาหารบรรจุกระป๋อง น้ำพริก กะปิ ปลาแดก ของดอง หนำเลี๊ยบ)
  • จำกัดจำนวนโพแทสเซียมที่รับประทาน หากมีเยี่ยวน้อยกว่า ๘๐๐ มิลลิลิตร/วัน ควรเลี่ยงของกินที่มีโพแทสเซียมสูง ยกตัวอย่างเช่น ผลไม้แห้ง กล้วย ส้ม มะละกอ มะขาม มะเขือเทศ น้ำมะพร้าว ถั่ว สะตอ มันทอด หอย เครื่องในสัตว์ เป็นต้น


ในรายที่หรูหราความดันเลือดสูง ควรลดความดันโลหิตให้เข้าขั้นน้อยกว่า 130/80 มม.ปรอท โดยการรับประทานอาหารที่ไม่เค็ม ออกกำลังกาย และก็รับประทานยาดังที่หมอแนะนำอย่างสม่ำเสมอ คนไข้ที่เป็นโรคเบาหวาน ร่วมด้วยควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ยังเริ่มมีโรคไตเรื้อรังระยะต้นๆจึงจะสามารถป้องกันหรือชะลอการเสื่อมของไตได้ ผู้เจ็บป่วยควรได้รับการดูแลและรักษาโรคหรือภาวะที่เป็นต้นเหตุของโรคไตเรื้อรังร่วมด้วย ยกตัวอย่างเช่น รักษาการอักเสบที่ไต กำจัดนิ่วในทางเดินเยี่ยว รักษาโรคเก๊าท์ หยุดยาที่ทำลายไต ฯลฯ นอกจากนั้นผู้เจ็บป่วยโรคไตเรื้อรังควรจะได้รับการวิเคราะห์เลือดรวมทั้งเยี่ยวเป็นระยะ เพื่อประเมินแนวทางการทำงานของไต แล้วก็รักษาผลแทรกฝึกซ้อมที่เกิดจากโรคไตเรื้อรัง

  • การปกป้องคุ้มครองตนเองจากโรคไตเรื้อรัง ตรวจเช็กดูว่า เป็นความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน และโรคเกาต์ หรือไม่ หากเป็นจะต้องรักษาอย่างจริงจังแล้วก็ตลอดจนกระทั่งสามารถควบคุมระดับความดันโลหิต ระดับน้ำตาลรวมทั้งกรดยูริกในเลือดให้เข้าขั้นธรรมดา  เมื่อเป็นโรคติดเชื้อทางเดินเยี่ยว (ตัวอย่างเช่น) กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แขนวมไตอับเสบ) หรือมีภาวการณ์อุดกั้นทางเดินฉี่ (อย่างเช่น นิ่ว ต่อมลูกหมากโต) จะต้องกระทำการรักษาให้หายขาด ควรรับการตรวจสุขภาพอย่างต่ำปีละครั้ง รวมถึงการพิสูจน์เลือดแล้วก็เยี่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไตเรื้อรัง เลี่ยงการทานอาหารรสเค็ม หลีกเลี่ยงการใช้ยาและสารที่เป็นพิษต่อไต ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆ ไตจะเสื่อมสมรรถภาพจนถึงเป็นไตวายได้ อาทิเช่น ยาแก้ปวดข้อปวดกระดูก ยาชุด ยาหม้อ และก็ยาปฏิชีวนะบางชนิด หลีกเลี่ยงการกลั้นฉี่นานๆเพราะว่าทำให้เชื้อโรคเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ และเกิดการอักเสบ หลีกเลี่ยงการสูบยาสูบ
  • สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/บำรุงไต กระเจี๊ยบแดง ส่วนที่นำมาใช้เป็นสมุนไพรฟอกเลือดบำรุงไตให้เน้นย้ำไปที่ดอกสีแดงสด ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย ขับปัสสาวะ บำรุงเลือด แก้โรคนิ่วในไต ใบบัวบก    ใบบัวบกนับว่ามีประโยชน์โดยตรงสำหรับคนที่เป็นโรคไต เพราะมีสารสำคัญหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับระบบโลหิตโดยตรง เป็นต้นว่า ไตรเตอพีนอยด์(อะซิเอตำหนิโคไซ) ช่วยทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับการสร้างคอลลาเจน เพิ่มความแข็งแรงของฝาผนังเส้นเลือด ทำให้ฝาผนังเส้นโลหิตมีความหยืดหยุ่นเพื่มมากยิ่งขึ้น ช่วยลดระดับความดันเลือดสูง       ใบบัวบกจึงมีสรรพคุณสำหรับในการช่วยชะลอการเสื่อมของไต ในผู้ป่วยโรคไตได้เป็นอย่างดี ผู้ที่กินน้ำใบบัวบกนอกจากจะไม่เครียดแล้วยังช่วยขยายหลอดเลือดนำมาซึ่งการแลกเปลี่ยนออกซิเจนในเส้นเลือดฝอยมากยิ่งขึ้น ร่างกายจะสามารถจับออกซิเจนอิสระได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เลือดสะอาด เป็นการฟอกโลหิตไปในตัว เห็ดหลินจือ อาจารย์ภาควิชาแพทย์ศาสตร์ จุฬาฯ ได้นำคุณประโยชน์ของเห็ดหลินจือมาทดสอบรักษาคนไข้โรคไต ปรากฏว่าช่วยลดจำนวนไข่ขาวในฉี่ได้ แล้วก็ช่วยชะลออาการไตเสื่อมเจริญ    ปัญหาของผู้เจ็บป่วยโรคไต เป็นจะมีสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบจะลดลดน้อยลง จากการเรียนพบว่าเห็ดหลินจือ ช่วยลดการอักเสบของเยื้อเยื่อภายในร่างกายได้ น้ำขิงร้อนๆใช้เป็นยากระจายเลือด ขับเลือดเสียได้อย่างยอดเยี่ยม  สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตดื่มเป็นประจำจะดี ดื่มเพื่อบำรุงไต เพราะเหตุว่าช่วยลดการอักเสบด้านใน ตลอดจนเป็นยาขับปัสสาวะอ่อนๆช่วยขับเยี่ยวที่คั่งค้างอยู่ภายใน สลายนิ่วรวมทั้งสิ่งอุดตัน ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ตลอดจนช่วยกำจัดพิษที่ตกค้างได้ เก๋ากี้ฉ่าย    คนที่มีความดันโลหิตสูงดื่มเป็นประจำจะช่วยลดระดับความดันเลือด ทำให้หัวใจแข็งแรง สำหรับคนไข้โรคไต ชาเก๋ากี้จะช่วยลดภาระหน้าที่ให้แก่ไต ไม่ว่าจะเป็นการลดไขมันในกระแสโลหิต ช่วยซึมซับน้ำตาล ช่วยขับฉี่ ชะลอการเสื่อมของไต
เอกสารอ้างอิง

  • Porth, C. M. (2009). Disoder ot renal function. In C.M. Porth., G. Matfin, PathophysiologyConcept of Altered Health Status (8th ed., pp. 855-874). Philadelphia: Wolters Kluwer Health Lippincott Williams & Wilkins.
  • K/DOQI clinical practice guidelines on hypertension and antihypertensive agents in chronickidney disease. Am J Kidney Dis 2004; 43:S1.
  • ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ. Patient with chronic kidney diseases. ภาควิชาอายุรศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ศศิธร ชิดนายี.(2550).การพยาบาลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ไดรับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม.กรุงเทพฯ:ธนาเพรส
  • ธนนท์ ศุข.ไตวายเรื้อรังป้องกันได้!.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 295.คอลัมน์เรื่องเด่นจากปก.พฤศจิกายน.2547
  • Ong-Ajyooth L, Vareesangthip K, Khonputsa P, Aekplakorn W.Prevalence of chronic kidney disease in Thai adults: a national health survey. BMC Nephrol 2009;10:35.
  • National Kidney Foundation, (2002). K/DOQI Clinical Practice Guideline for chronic kidney disease: Evaluation, classification, and stratification. Retrieved October 15, 2009, from http://www. kidney.or/kdoqi/guideline-ckd/toc.htm. http://www.disthai.com/
  • Chobanian AV, Bakris GL, Black HR, Cushman et al. The Seventh Report of the Joint NationalCommittee on Prevention, Detection, Evaluation, and Treatment of High Blood Pressure: The JNC 7 Report. JAMA 2003; 289:2

8

โรคแผลในกระเพาะอาหาร (โรคกระเพาะ)

  • โรคแผลในกระเพาะอาหารเป็นยังไง โรคแผลในกระเพาะ (Gastric ulcer) คือ โรคที่มีแผลในกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น หรือมีการอักเสบของเยื่อกระเพาะอาหาร คนที่เป็นโรคนี้แล้วสามารถรักษาให้หายสนิทได้ ส่วนใหญ่ชอบเป็นเรื้อรัง หรือเป็นนานๆถ้าเกิดไม่รักษาหรือทำตัวให้ถูกต้องจะมีลักษณะเป็นๆหายๆและถ้าหากปลดปล่อยให้เป็นมาก จะมีผลให้เกิดโรคแทรกซ้อน ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้  หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โรคแผลเพ็ปติก (peptic ulcer) ซึ่งบางทีอาจเป็นแผลตรงส่วนกระเพาะอาหาร เรียกว่า แผลกระเพาะ อาหาร (gastric ulcer, ย่อว่า GU) หรือแผลตรงส่วนลำไส้เล็กส่วนต้น เรียกว่า แผลลำไส้เล็กส่วนต้น (duodenal ulcer, ย่อว่า DU) ก็ได้
  • สาเหตุของโรคแผลในกระเพาะ โรคแผลในกระเพาะ เกิดขึ้นจากเยื่อเมือกบุด้านในทางเดินอาหาร ถูกทำลายโดยน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร ชื่อ เปบซิน (Pepsin) ซึ่งเป็นต้นเหตุของชื่อโรคว่า แผลเปบว่ากล่าวค ซึ่งเปบซินเป็นน้ำย่อยโปรตีนสถานที่ทำงานร่วมกับกรดในกระเพาะอาหาร โดยมีกรดเป็นตัวปลุกฤทธิ์ (Activate)ให้น้ำย่อยนี้มีประสิทธิภาพสำหรับการย่อยมากขึ้น รวมทั้งเดี๋ยวนี้พบว่ายังมีต้นสายปลายเหตุเสริมอื่นๆที่ก่อให้เกิดโรคได้อีก ดังเช่น การติดเชื้อเฮลิวัวแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobactor Pylori) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ติดต่อโดยการกินอาหารหรือกินน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อจากอุจจาระของผู้ติดเชื้อโรค โดยแบคทีเรียประเภทนี้ มีรูปร่างเป็นเกลียวแล้วก็มีหาง มีความทนทานกรดสูงเหตุเพราะสามารถสร้างสารที่เป็นด่างออกมาเจือจางกรดที่อยู่ บริเวณตัวมัน  ทำให้สามารถอาศัยอยู่ในชั้นผิวเคลือบข้างในกระเพาะอาหารได้ เชื้อนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเข้าไปฝังตัวอยู่ใต้เยื่อบุกระเพาะ ผนังกระเพาะก็เลยอ่อนแอลงและมีความคงทนต่อกรดลดลง ทำให้กระเพาะอาหารรวมทั้งไส้ส่วนต้นเกิดแผลได้ง่าย


การใช้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ (non steroidal anti inflammatory drugs, ย่อว่า NSAIDs) เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน อินโดเมทาซิน ทุ่งนาโพรเซน ไพร็อกสิแคม ไดโคลฟีแนก ฯลฯ ซึ่งนิยมใช้เป็นยาแก้ปวดข้อ ปวด เอ็นหรือกล้าม ปวดระดู และก็ ใช้แก้ปวดแก้ไข้ทั่วๆไป หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆชอบทำให้เกิดแผลเพ็ปติก บางทีอาจรุนแรงถึงขนาดเลือดออก (อาเจียนเป็นเลือด อุจจาระดำ) หรือกระเพาะไส้เป็นแผลทะลุได้ กระเพาะอาหารถูกกระตุ้นให้มีกรดมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากว่ากระตุ้นของปลายประสาท มีสาเหตุจากความเคร่งเครียด วิตกแล้วก็อารมณ์ การดื่มแอลกอฮอล์ ยกตัวอย่างเช่น สุรา เบียร์ ยาดอง การดื่มกาแฟ การสูบยาสูบ  การกินอาหารไม่เป็นเวลา  มีอุปนิสัยการกินอาหารที่ไม่ถูกจำต้อง ตัวอย่างเช่น การทานอาหารอย่างเร่งด่วน รับประทานไม่เป็นเวลาหรืออดอาหารบางมื้อ เป็นต้น

  • ลักษณะของโรคแผลในกระเพาะ ปวดท้อง ลักษณะของอาการเจ็บท้องที่สำคัญ คือ ปวดเรื้อรังมานาน เป็นๆหายๆเป็นเดือนหรือเป็นปี  ปวดหรือจุกแน่นท้องรอบๆใต้ลิ้นปี่ หรือ พุงตอนบน เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักเป็นเวลาท้องว่า หรือเวลาหิว อาการก็เลยเป็นเฉพาะบางช่วงเวลาของวัน  ลักษณะของการปวดแน่นท้อง ชอบทุเลาได้ด้วยของกินหรือยาลดกรด  อาการปวด ชอบเป็นๆหายๆโดยมีช่วงเว้นที่ปลอดอาการออกจะนาน ดังเช่น ปวดอยู่ 1-2 สัปดาห์ แล้วหายไปหลายเดือนก็เลยกลับมาปวดอีก  ปวดแน่นท้องกลางดึกภายหลังที่หลับไปแล้ว  แม้จะมีลักษณะเรื้อรังเป็นปี สุขภาพโดยทั่วไปจะไม่ย่ำแย่ โรคแผลกระเพาะอาหารจะไม่กลายเป็นโรคมะเร็ง แม้จะเป็นๆหายๆอยู่นานกี่ปีก็ตาม นอกเหนือจากการที่จะเป็นแผลประเภทที่เกิดขึ้นจากโรคมะเร็งของกระเพาะอาหารตั้งแต่ทีแรกเริ่มโดยตรง  จุดเสียด แน่นท้อง ท้องขึ้น ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอลม มีลมในท้อง ร้อนในท้อง คลื่นไส้คลื่นไส้  อื่นๆที่เจอได้ คือ เบื่ออาหาร


ซูบผอมลง สภาวะลำไส้ตัน จากแผลนำมาซึ่งพังผืด ก็เลยนำมาซึ่งการทำให้ทางเดินในกระเพาะรวมทั้ง/หรือลำไส้เล็กตีบแคบลง ซึ่งอาการคือ ปวดท้องรุนแรง ร่วมกับอาเจียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้างหลังรับประทานอาหาร แล้วก็กินน้ำ และไม่สามารถผายลมได้
                ภาวะแทรกซ้อน  เลือดออกจากแผลในกระเพาะอาหาร พบได้ทั่วไปที่สุด คนเจ็บจะมีคลื่นไส้เป็นเลือด ถ่ายดำเหลว หรือหน้ามืด ตาลาย เป็นลม  กระเพาะอาหารทะลุ ผู้เจ็บป่วยจะมีอาการเจ็บท้องตอนบนทันควันร้ายแรง ท้องแข็งตึง กดเจ็บมาก  กระเพาะอาหารตัน ผู้เจ็บป่วยจะกินได้น้อย อิ่มเร็ว มีอ้วกหลังรับประทานอาหารแทบทุกมื้อ ไม่อยากอาหาร น้ำหนักน้อยลง

  • ปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคแผลในกระเพาะ ปัจจัยเสี่ยงของโรคกระเพาะของกินเป็น1. การรับประทานอาหารต่างๆได้แด่ การกินอาหารไม่ตรงเวลา การทานอาหารรสจัด ตัวอย่างเช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด 2.การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลผสมหรือน้ำอัดลม รวมถึง ชา กาแฟ 3.การสูบยาสูบ 4.การกินยาต่อต้านการอักเสบ ในกลุ่ม NSAIDs ติดต่อกันเป็นเวลานาน 5.การติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโด กางคเตอร์ ไพโลไร (Helicobactor Pylori) ที่แปดเปื้อนมากับอาหารหรือน้ำกิน
  • กรรมวิธีการรักษาโรคแผลในกระเพาะ แพทย์วินิจฉัยโรคแผลเปบว่ากล่าวคได้จาก ประวัติอาการ การตรวจร่างกาย หรือการตรวจภาพกระเพาะและก็ท้องด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ แต่ว่าการตรวจที่ได้ผลแน่ นอน คือ การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร แล้วก็ลำไส้ ร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา แล้วก็อาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มอีก ทั้งนี้สังกัดอาการคนป่วยแล้วก็ดุลยพินิจของแพทย์ เป็นต้นว่า การตรวจหาสารบางชนิดในอุจจาระซึ่งสร้างโดยเชื้อ เอชไพโลไร หรือการตรวจสารบางจำพวกที่เชื้อนี้สร้างแล้วก็ร่างกายกำจัดออกทางการหายใจ การให้ยารักษา (ในกรณีไม่ติดเชื้อโรคแบคทีเรีย Helicobactor Pylori) โดยรับประทานยาอย่างแม่นยำ เป็นจำเป็นต้องกินยาให้บ่อย รับประทานยาให้ครบตามปริมาณ แล้วก็ช่วงเวลา ที่หมอสั่งยารักษาโรคกระเพาะ ส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้เวลาประมาณขั้นต่ำ 4-6 อาทิตย์ แผลจึงจะหาย ด้วยเหตุดังกล่าววันหลังรับประทานยา ถ้าอาการดียิ่งขึ้นห้ามหยุดยา จำเป็นต้องกินยาต่อกระทั่งครบ รวมทั้งหมอแน่ใจว่าแผลหายแล้ว จึงจะ ลดยาหรือหยุดยาวได้

การให้ยารักษาในกรณีตรวจเจอเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จะให้การรักษาโดยมีสูตรยา 3-4 ชนิดร่วมกัน รับประทานนาน 1-2 อาทิตย์ สูตรยาส่วนใหญ่เป็นยาปฏิชีวนะร่วมกับยาลดกรด เพื่อรักษาแผลรวมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะ คนไข้ควรจะได้รับการตรวจค้นเชื้อซ้ำหลังจากได้รับประทานยาปฏิชีวนะครบแล้ว โดยบางทีอาจเป็นการตรวจโดยการส่องกล้องกระเพาะอีกรอบเพื่อทำพิสูจน์ ชิ้นเนื้อซ้ำ หรือทดลองโดยการรับประทานยาสำหรับทดสอบเชื้อแบคทีเรียโดยตรง และก็วัดสารที่ถูกปล่อยออกมาทางลมหายใจ
การผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบัน มียาสุดที่รักษาโรคกระเพาะอาหารอย่างดีเป็นจำนวนมากถ้าให้การรักษาที่ถูกต้อง ก็ไม่จำเป็นที่ต้องผ่าตัดสำหรับในการผ่าตัดอาจก่อให้เป็นในกรณีที่เกิดโรคแทรกซ้อน เช่น เลือดออกในกระเพาะและลำไส้เล็ก โดยไม่สามารถทำให้หยุด                เลือดออกได้          แผลกระเพาะอาหารแล้วก็ลำไส้เล็กมีการทะลุ        กระเพาะมีการตัน

  • การติดต่อของโรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคแผลในกระเพาะอาหาร ไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คน
  • การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร พึงจะรำลึกไว้เสมอว่า โรคแผลกระเพาะเป็นโรคเรื้อรัง เป็นๆหายๆมักไม่หายขาดตลอดชาติ ผู้เจ็บป่วยจำเป็นจะต้องได้รับยารักษาติดต่อกันนาน ข้างหลังได้รับยา อาการปวดจะหายไปก่อน ใน 3-7 วัน แม้กระนั้นแผลจะยังไม่หาย ส่วนมากใช้เวลาถึง 4-8 สัปดาห์ แผลก็เลยหาย เมื่อหายแล้ว จะกลับมาเป็นใหม่ได้อีกถ้าไม่ระวังกระทำตนให้ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่น  ทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย แล้วก็กินอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่ๆ ทานอาหารตรงตรงเวลาทุกมื้อ  ทานอาหารจำนวนน้อยๆแม้กระนั้นรับประทานให้บ่อยมื้อ ไม่สมควรกินกระทั่งอิ่มมากมายในแต่ละมื้อ  หลีกเลี่ยงของกินเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เครื่องดื่มแอลกฮอลล์ งดเว้นดูดบุหรี่  งดการใช้ยาแก้ปวด แอสไพริน และยาแก้โรคกระดูกและก็ข้ออักเสบทุกประเภท รวมทั้งยาชุดต่างๆเครียดน้อยลง ตื่นตระหนก พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานยาลดกรด หรือยารักษาแผลกระเพาะติดต่อกันอย่างต่ำ 4-8 อาทิตย์ หรือจากที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัด ถ้าหากมีลักษณะอาการของภาวะแทรกซ้อน จำต้องรีบไปพบแพทย์ ควรจะออกกำลังกายให้สุขภาพแข็งแรง
  • การคุ้มครองตัวเองจากโรคแผลในกระเพาะ รักษาสุขลักษณะ เพื่อลดช่องทางติดโรคต่างๆโดย เฉพาะการใช้ช้อนกลาง และการล้างมือเสมอๆโดยยิ่งไปกว่านั้นหลังเข้าห้องน้ำ และก็ก่อนกินอาหาร เมื่อมีลักษณะอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่เสมอๆเป็นๆหายๆหรือเรื้อรัง อาการไม่ดีขึ้นข้างหลังดูแลตัวเองในเบื้องต้น ควรจะพบหมอเสมอ เพื่อการวิเคราะห์หามูลเหตุและให้การรักษาแต่ว่าเนิ่นๆก่อนโรคแผ่ขยายเป็นแผลเปบติค หรืออาจเป็นอาการโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ เลี่ยงการใช้ยาโดยไม่ จำเป็นต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุ๊ปยาต่อต้านอักเสบ ที่ไม่ใช่สตีรอยด์ที่ใช้แก้ปวดข้อปวดเอ็นและก็กล้ามเนื้อ และก็ยาอื่นๆที่เป็นเหตุกระตุ้นให้โรคกำเริบเสิบสาน กินอาหารสุก อย่ารับประทานอาหารดิบๆสุกๆหรือมีแมลงวันตอม เพื่อหลีกเลี่ยงการตำหนิดเชื้อเอชไพโรไล หลบหลีกการดื่มเหล้า เบียร์สด กาแฟ ยาดอง รวมทั้งงดสูบบุหรี่ พักให้มากมายพอเพียง ทำจิตใจให้สดใสร่าเริงผ่อนคลายเครียดวิตกกังวล และไม่รำคาญอารมณ์เสียง่าย
  • สมุนไพรซึ่งสามารถช่วยทุเลา/รักษาโรคแผลในกระเพาะได้ ขมิ้นชัน ในขมิ้นชันจะมีสารชื่อ เคอคิวมินอยด์ เป็นตัวป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะ ลดการอักเสบ อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการขับน้ำดี ทำให้ระบบการย่อยของอาหารดียิ่งขึ้น จึงช่วยคลายปริมาตรกเสียด และสารเคอคิวมินอยด์ ยังไปกระตุ้นร่างกายให้หลั่งสารเคลือบกระเพาะอาหารก็เลยช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารให้ดีขึ้น วิธีการใช้ เพียงแค่นำเหง้าของขมิ้นชันมาล้างให้สะอาด แล้วหั่นเป็นชิ้นบางๆผึ่งแดดราว 1 – 2 วันแล้วบดอย่างละเอียด ผสมกับน้ำผึ้งรับประทานเป็นลูกกลอน รับประทานทีละ 500 มก. หลังรับประทานอาหารรวมทั้งก่อนนอน 4 เวลา ว่านหางจระเข้  ว่านหางจระเข้เป็นสมุนไพรอีกที่มีคุณสมบัติในการรักษาโรคกระเพาะ ช่วยสำหรับการรักษาบาดแผลในกระเพาะอาหารแล้วก็ล้างพิษ  โดยให้ใช้ใบสดที่พึ่งตัดออกมาจากต้น ล้างน้ำให้สะอาดแล้วปอกให้เหลือแต่วุ้นใสๆแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆรับประทานทุกเมื่อเชื่อวัน ก่อนรับประทานอาหาร กระเจี๊ยบเขียว เป็นผักสมุนไพรที่มีสรรพคุณสำหรับเพื่อการรักษาโรคกระเพาะรวมทั้งลำไส้ เนื่องจากว่าในฝักกระเจี๊ยบนั้นจะมีสารชนิดหนึ่งชื่อว่า แพ็คติน แล้วก็คัม ที่จะช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหารรวมทั้งลำไส้ วิธีการใช้ เพียงแค่เอามาลวกแล้วกินแต่ละวันเป็นเวลาตลอดขั้นต่ำ 2 สัปดาห์ แผลในกระเพาะก็จะเนื่องด้วยมูกลื่นๆในผลของกระเจี๊ยบเขียวช่วยเคลือบแผลในกระเพาะได้
เอกสารอ้างอิง

  • โรคกระเพาะอาหาร.หน่วยโรคทางเดินอาหารฯ.สาขาวิชาอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.โรคกระเพาะ.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 288 .คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.เมษายน.2546
  • ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร.โรคกระเพาะอาหาร.ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล
  • สุรเกียรต์ อาชานานุภาพ,(2543).ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป.(พิมพ์ครั้งที่ 2).กรุงเทพฯ:อุษาการพิมพ์.
  • แผลเปปติค(Pept:c ulcer)/แผลในกระเพาะอาหาร(Gastric ulcer)http://www.disthai.com/
  • วันทนีย์ เกรียงสินยศ,(2548).กินอย่างไรเมื่อเป็นโรคกระเพาะ.หมอชาวบ้าน.(ปีที่ 26 ฉบับที่ 311หน้า52-54).
  • El-Omer E, Penman I, Ardill JE, McColl KE. A substantial proportion of non-ulcer dyspepsia patients have the same abnormality of acid secretion as duodenal ulcer patients. Gut 1995;36:534-8.
  • พิศาล ไม้เรียง.(2536).โรคทางเดินอาหาร การวินิจฉัยและการรักษา.(พิมพ์ครั้งที่ 2).ขอนแก่น:โรงพิมพืคลังนานาวิทยา.
  • กลุ่มวิจัยโรคกระเพาะอาหาร.สมาคมแพทย์ระบบทางเดินแห่งประเทศไทย.แนวทางเวชปฏิบัติในการวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยดิสเปปเซียและผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ในประเทศไทย พ.ศ.2553.สำนักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร,2010.
  • เฟื่องเพชร เกียรติเสรี.(2541).โรคระบบทางเดินอาหาร.(พิมพ์ครั้งที่1).กรุงเทพฯ:เรือนแก้ว การพิมพ์.


คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : โรคหัวใจขาดเลือด

9

โรคของกินเป็นพิษ (Food poisoning)

  • โรคอาหารเป็นพิษ คืออะไร โรคของกินเป็นพิษเป็นคำกว้างๆที่ใช้ชี้แจงถึงลักษณะการป่วยที่เกิดขึ้นมาจากการรับประทานอาหาร หรือน้ำที่มีการแปดเปื้อน ต้นสายปลายเหตุอาจเกิดจากการแปดเปื้อนเชื้อโรคสารเคมี หรือโลหะหนัก ดังเช่น ตะกั่ว ฯลฯ   ทำให้เกิดอาการอาเจียน คลื่นไส้ ท้องเสีย ปวดท้อง ซึ่งอาการจำนวนมากมักไม่ร้ายแรง แม้กระนั้นแม้เกิดอาการรุนแรงขึ้นอาจส่งผลให้ร่างกายเกิดภาวะเสียน้ำรวมทั้งเกลือแร่กระทั่งเกิดอันตรายได้ อาหารเป็นพิษเป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถเกิดขึ้นกับทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งคนสูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเขตร้อน  โรคของกินเป็นพิษ เป็นโรคที่มักพบในประเทศที่กำลังพัฒนา แต่เจอได้กระจายในประเทศที่พัฒนาแล้ว โอกาสการเกิดโรคในผู้หญิงรวมทั้งผู้ชายเสมอกัน แต่บางทีอาจเจอในเด็กได้สูงยิ่งกว่าวัยอื่นๆเพราะแหล่งของกินเป็นพิษที่สำคัญเป็นอาหารในสถานศึกษา ทั้งนี้ในประเทศที่กำลังปรับปรุงบางประเทศ มีรายงานเด็กกำเนิดของกินเป็นพิษได้สูงถึงราว 5 ครั้งต่อปีเลยที่เดียว
  • สิ่งที่ทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ โรคของกินเป็นพิษส่วนใหญ่มีต้นเหตุที่เกิดจากกินอาหาร และ/หรือ ดื่มน้ำ/เครื่องดื่มที่ปนเปื้อน แบคทีเรีย รองลงไปหมายถึงไวรัส นอกเหนือจากนี้ที่พบได้บ้าง คือ การปนเปื้อนปรสิต (Parasite) ได้แก่ บิดมีตัว(Amoeba) ส่วนการแปดเปื้อนของพิษ ที่พบบ่อยหมายถึงจากเห็ดพิษ พิษปนเปื้อนในอาหารทะเล สารหนู แล้วก็สารโลหะหนัก มีเชื้อโรคหลายอย่างที่สามารถปล่อยสารพิษ (toxin) ออกมาปนเปื้อนในของกินต่างๆตัวอย่างเช่น น้ำ เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ ไข่ นม อาหารทะเล แล้วก็สินค้าจากนม เนยแข็ง ข้าว ขนมปัง สลัด ผัก ผลไม้ เป็นต้น  เมื่อมนุษย์เราทานอาหารที่แปดเปื้อนสารพิษดังที่กล่าวถึงมาแล้ว ก็จะมีผลให้กำเนิดอาการปวดท้อง อาเจียน ท้องเสีย  สารพิษหลายประเภททนต่อความร้อน ถึงแม้ว่าจะทำอาหารให้สุกแล้ว สารพิษก็ยังคงอยู่และก็ก่อเกิดโรคได้  ระยะฟักตัวขึ้นกับชนิดของเชื้อโรค บางประเภทมีระยะฟักตัว 1-8 ชั่วโมง บางชนิด 8-16 ชั่วโมง บางประเภท 8-48 ชั่วโมง  โดยเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษที่พบได้ทั่วไปในของกินหมายถึง
Clostridium botulinum เป็นแบคทีเรีย anaerobic ที่เป็น gram positive ที่พบได้ในดินและน้ำในสิ่งแวดล้อมทั่วๆไป จำพวกซึ่งสามารถก่อโรคในคนแบ่งได้

  • Proteolytic strain มี type A ทั้งสิ้น และก็เล็กน้อยของ type B และ F แบคทีเรียกลุ่มนี้ย่อยของกินได้ รวมทั้งทำให้อาหารมีลักษณะถูกปนเปื้อน
  • Non-proteolytic strain มี type E ทั้งผอง และนิดหน่อยของ type B และก็ F แบคทีเรียกลุ่มนี้ไม่ทำให้อาหารมีลักษณะเปลี่ยน


เชื้อนี้เจริญเติบโตเจริญในสภาวะแวดล้อมที่มีออกซิเจนน้อย จึงมักพบในอาหารบรรจุในภาชนะที่ปิดสนิท โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าใส่กระป๋องที่ผ่านแนวทางการผลิตผิดความถูกอนามัย ตัวอย่างเช่น หน่อไม้ปีบ หน่อไม้ดอง ผักกาดดอง และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป สารพิษที่สร้างมาจากเชื้อชนิดนี้นำไปสู่อาการอาเจียน ถ่ายท้อง ตาพร่ามัว แลเห็นภาพซ้อน กล้ามอ่อนแรง และก็บางเวลารุนแรงกระทั่งบางทีอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลวและก็เสียชีวิตได้
Vibrio parahaemolyticus ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ถูกใจเกลือเข้มข้นสูงสำหรับเพื่อการเติบโต (halophilic vibrio) มีแอนติเจนโอ ("O" antigen) ไม่เหมือนกัน 12 จำพวก และมีแอนติเจนเค ("K" antigen) ที่ตรวจได้แล้วตอนนี้มี 60 ชนิด พบได้ทั่วไปในอาหารทะเลที่ดิบหรือปรุงไม่สุกพอเพียง
Bacillus cereus เป็นเชื้อที่ไม่ต้องการออกซิเจน สร้างสปอร์ได้ มีพิษ 2 ประเภทเป็น จำพวกที่ทนต่อความร้อนได้ นำไปสู่อ้วก และชนิดที่ทนความร้อนมิได้กระตุ้นให้เกิดอาการ อุจจาระร่วงโดยมากพบเกี่ยวพันอาหาร (อย่างเช่น ข้าวผัดในร้านแบบบริการตัวเอง) ผักแล้วก็อาหารและพื้นที่เก็บรักษาผิดจำต้อง ณ.อุณหภูมิห้องหลังจากปรุงแล้ว
S.aureus หลายแบบที่สร้างสารพิษ (enterotoxin) ซึ่งทนต่ออุณหภูมิที่จุดเดือด เชื้อชอบแบ่งตัวเพิ่มในอาหารแล้วก็สร้าง toxin ขึ้น ของกินที่มี enterotoxin ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ปรุงและก็สัมผัสกับมือของผู้ทำอาหาร และไม่ได้กระทำอุ่นของกินด้วยอุณหภูมิที่สมควรก่อนรับประทานอาหาร หรือแช่ตู้เย็น ได้แก่ ขนมจีน ของหวานเอ แคลร์ เนื้อ เมื่อของกินพวกนี้ถูกทิ้งในอุณหภูมิห้องหลายชั่วโมงติดต่อกันก่อนนำไปบริโภค ทำให้เชื้อสามารถแบ่งตัวแล้วก็สร้างสารพิษที่ทนต่อความร้อนออกมา
ซาลโมเนลลา (Salmonella) พบมากในเนื้อสัตว์ดิบ ไข่ดิบ นม และสินค้าที่ทำมาจากนม ทำให้มีการเกิดอาการท้องเสีย ถ่ายมีมูก อ้วก อาเจียน มีไข้ ด้านใน 4-7 วัน
เอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli) หรือเรียกสั้นๆว่า อีโคไล (E. coli) อี.โคไลเป็นแบคทีเรียรูปแท่งย้อมติดสีกรัมลบ มันมีสารพิษทำให้มีการเกิดอาการท้องร่วง  อี.โคไลมีพิษ 2 ชนิด ชนิดหนึ่งเป็นสารที่มีโมเลกุลใหญ่แล้วก็ถูกทำลายให้หมดไปด้วยวิธีการทำให้อาหารสุก แต่อีกประเภทหนึ่งที่มันผลิตออกมาพร้อมเพียงกันนั้น มีโมเลกุลที่เล็กกว่า และก็เป็นสารทนไฟที่ไม่สามารถที่จะทำลายได้ด้วยความร้อน สารพิษทั้งสองประเภทส่งผลทำให้ท้องเดินเช่นกัน ด้วยเหตุดังกล่าวหากอาหารแปดเปื้อนพิษนี้แล้วไม่ว่าจะมีผลให้สุกก่อนไหม ก็จะไม่มีทางทำลายสารพิษของมันให้หมดไปได้ มีทางเดียวที่จะคุ้มครองได้ก็คือทิ้งของกินนั้นไปเสีย
ชิเกลล่า (Shigella) พบการปนเปื้อนทั้งยังในผลิตภัณฑ์อาหารสดและก็น้ำกินที่ไม่สะอาด รวมถึงอาหารสดที่สัมผัสกับบุคคลที่มีเชื้อโดยตรง เนื่องจากว่าเชื้อชนิดนี้สามารถกระจัดกระจายจากบุคคลหนึ่งไปสู่บุคคลหนึ่งได้ ทำให้มีการเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดมวนท้อง วันหลังการทานอาหารด้านใน 7 วัน
ไวรัสก่อโรคผ่านทางเดินอาหาร (Enteric Viruses) มีเชื้อไวรัสหลายประเภท อย่างเช่น ไวรัสโนโร (Norovirus) ที่ชอบปนเปื้อนในสินค้าอาหารสด สัตว์น้ำชนิดมีเปลือก รวมทั้งน้ำกินที่ไม่สะอาด ออกอาการข้างใน 1-2 วัน หรือเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ (Hepatitis A) ที่สามารถติดต่อด้วยการได้รับเชื้อจากอาหารสดที่สัมผัสกับบุคคลที่มีเชื้อโดยตรง ข้างใน 2-3 อาทิตย์

  • ลักษณะของโรคของกินเป็นพิษ ของกินเป็นพิษจากเชื้อโรคต่างๆจะมีอาการคล้ายๆกันเป็นปวดท้องในลักษณะปวดบิดเป็นตอนๆอาเจียน (ซึ่งมักมีเศษอาหารที่เป็นต้นเหตุออกมาด้วย) แล้วก็ถ่ายเป็นน้ำหลายครั้ง บางรายอาจมีไข้และอ่อนแรงร่วมด้วย โดยธรรมดา 80 – 90 % ของโรคของกินเป็นพิษมักจะไม่ร้ายแรง อาการต่างๆมักจะหายได้เองด้านใน ๒๔-๔๘ ชั่วโมง บางประเภทบางทีอาจนานถึงอาทิตย์ ในรายที่เป็นร้ายแรง บางทีอาจอ้วกแล้วก็ท้องเดินรุนแรง จนกระทั่งร่างกายขาดน้ำรวมทั้งเกลือแร่อย่างรุนแรงได้  บางทีอาจพบว่า คนที่กินอาหารด้วยกันกับคนเจ็บ (อาทิเช่น ปาร์ตี้ คนในบ้านที่ทานอาหารชุดเดียวกัน) ก็มีลักษณะอาการชนิดเดียวกันกับผู้ป่วยในเวลาไล่เลี่ยกัน

ซึ่งเมื่อเชื้อโรค หรือ พิษไปสู่ร่างกาย จะก่ออาการ เร็ว หรือ ช้า  ขึ้นกับประเภท แล้วก็จำนวนของเชื้อ หรือ ของพิษ ซึ่งพบกำเนิดอาการได้ตั้งแต่ 2-6 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร/กินน้ำ ไปจนเป็นวัน หรือ อาทิตย์ หรือ เป็นเดือน (ได้แก่ ในเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ) แม้กระนั้นโดยทั่วไป พบได้ทั่วไปเกิดอาการข้างใน 2-6 ชั่วโมง หรือ 2-3วัน  อาการโดยปกติที่พบได้มาก จากโรคของกินเป็นพิษ เป็นต้นว่า ท้องเสีย อาจเป็นน้ำ มูก หรือ มูกเลือด เจ็บท้อง อาจมาก หรือ น้อย ขึ้นกับความร้ายแรงของโรค มักเป็นการปวดบิด ด้วยเหตุว่าการบีบตัวของไส้ อ้วก คลื่นไส้ ในบางรายอาจมีคลื่นไส้เป็นเลือดได้  มีไข้สูง บางทีอาจหนาวสั่น แม้กระนั้นบางคราวเป็นไข้ต่ำได้  ปวดหัว เมื่อยร่างกาย บางทีอาจปวดข้อ ขึ้นกับจำพวกของเชื้อหรือ สารพิษดังกล่าวข้างต้นแล้ว  อาจมีผื่นขึ้นตามตัว  อาจมีกล้ามเมื่อยล้า ดังที่ได้กล่าวมาแล้วแล้วเหมือนกัน  มีลักษณะของการสูญเสียน้ำในร่างกาย  อย่างเช่น อ่อนแรง  อ่อนแรงง่าย  ปากแห้ง ตาโบ๋  เยี่ยวบ่อยมาก

  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ
  • มีความประพฤติการดูแลรักษาสุขอนามัยไม่ถูกจำต้อง อย่างเช่น ก่อนที่จะกินอาหารให้ล้างมือให้สะอาด
  • การบริโภคอาหารที่ผิดสุขลักษณะ อาทิเช่น บริโภคของกินกึ่งสุกกึ่งดิบบริโภคของกินที่ไม่มีการปกปิดจากแมลงต่างๆให้มิดชิดการกินอาหารที่ค้างและไม่มีการอุ่นโดยผ่านความร้อนที่สมควร
  • การจัดเก็บและก็เตรียมอาหารเพื่อปรุงไม่สะอาด เป็นต้นว่าการเก็บเนื้อสัตว์แล้วก็ผักไว้ในที่เดียวกันโดยไม่แยกเก็บ ล้างทำความสะอาดผักไม่สะอาดทำให้มีสารเคมีหรือยากำจัดศัตรูพืชคงเหลือที่ผัก
  • การรักษาของกินที่บูดเสียง่ายไม่ดีพอ อย่างเช่น อาหารจำพวกที่เป็นอาหารแกงกะทิ อาหารทะเล  อาหารสด  ควรจะเก็บรักษาไว้ในตู้แช่เย็นที่มีอุณหภูมิที่สมควร มีความเย็นทั่วถึงฯลฯ
  • การเลือดซื้ออาหารบรรจุกระป๋องที่ไม่ได้มาตรฐาน ตัวอย่างเช่น อาหารบรรจุกระป๋องที่มีรอยบุบ รอยยุบ  อาหารกระป๋องที่มีรอยเปื้อนสนิมบริเวณฝาเปิดหรือขอบกระป๋อง ฯลฯ
  • กรรมวิธีรักษาโรคของกินเป็นพิษ แพทย์จะวิเคราะห์จากอาการแสดงของผู้เจ็บป่วยเป็นหลัก เช่น ลักษณะของการปวดท้อง อ้วก ถ่ายเป็นน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นฉับพลัน อาจมีประวัติความเป็นมาว่าคนที่ทานอาหารด้วยกันบางคนหรือหลายท่าน (ดังเช่น งานฉลอง คนในบ้าน) มีลักษณะอาการท้องร่วงในเวลาไล่เลี่ยกัน  ในรายที่มีลักษณะอาการร้ายแรง จับไข้สูง หรือสงสัยว่ามีสาเหตุจากสาเหตุอื่น หมออาจทำการตรวจพิเศษเพิ่มได้แก่  การตรวจเลือด ใช้ในเรื่องที่ผู้ป่วยมีลักษณะอาการร้ายแรงมากยิ่งกว่าอาการคลื่นไส้และท้องร่วง หรือมีภาวการณ์การขาดน้ำรวมทั้งเกลือแร่ เพื่อตรวจค้นจำนวนเกลือแร่ (หรืออิเล็กโทรไลต์) ในเลือดรวมทั้งรูปแบบการทำงานของไต หรือในกรณีมีความเสี่ยงต่อการติดต่อของเชื้อไวรัสตับอักเสบ อาจมีการตรวจการทำงานของตับเพิ่ม  การตรวจอุจจาระเพื่อค้นหาจำพวกของเชื้อโรคด้วยการส่องกล้องจุลทรรศน์เมื่อคนป่วยมีการติดโรคในระบบทางเดินอาหาร ตัวอย่างเช่น แบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา หรือเชื้อปรสิตที่ก่อเกิดอาการถ่ายเป็นเลือด


ดังนี้การตรวจในห้องทดลองเพื่อค้นหาต้นเหตุของของกินเป็นพิษยังทำได้ด้วยกรรมวิธีการตรวจจำนวนแอนติบอดีในเลือด (Immunological tests) หรือวิธีอื่นๆได้อีก ซึ่งขึ้นกับอาการของคนป่วยและก็ดุลยพินิจของหมอ เพื่อจัดการรักษาอย่างแม่นยำในลำดับต่อไป   
กรรมวิธีการรักษาโรคของกินเป็นพิษ ที่สำคัญที่สุดเป็นรักษาประคับ พยุงตามอาการ เป็นต้นว่า ป้องกันภาวการณ์ขาดน้ำและขาดสมดุลของเกลือแร่ซึ่งการรักษาโดยให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดเมื่อท้องร่วงมากมาย ยาพารา ยาที่ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้ คลื่นไส้ และยาลดไข้ นอกจากนั้นหมายถึงการรักษาตามปัจจัย อย่างเช่นพินิจให้ยาปฏิชีวนะ เมื่อมีต้นเหตุที่เกิดจากติดเชื้อโรคแบคทีเรีย หรือ ให้ยาต้านทานสารพิษถ้าเป็นประเภทมียาต้านทาน แต่ว่าผู้เจ็บป่วยโดยมากมักมีอาการที่ได้ด้วยการดูแลตนเองที่บ้าน สิ่งจำเป็นที่สุดเป็นจำต้องอุตสาหะอย่าให้ร่างกายขาดน้ำ ควรดื่มน้ำเปล่ามากมายๆหรือจิบน้ำเสมอๆเพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำจากอาการท้องเดินและคลื่นไส้มากจนเกินไป

  • การติดต่อของโรคของกินเป็นพิษ โรคของกินเป็นพิษ เป็นโรคที่มีการรับเชื่อมาจากการทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคหรือ สารเคมี หรือโลหะหนัก ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีไวรัสบางประเภทแค่นั้น ที่สามารถเป็นสาเหตุของการติดต่อของโรคอาหารเป็นพิษได้ ดังเช่นว่า เชื้อไวรัสตับอักเสบ A (Hepatitis A)  ที่สามารถติดต่อด้วยการได้รับเชื้อจากอาหารสดที่มีการสัมผัสโดยตรงกับบุคคลที่มีเชื้อ ซึ่งมีระยะฟักตัว ราวๆ 2 – 3 สัปดาห์ แล้วอาการโรคจะปรากฏขึ้น
  • การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษในคนแก่แล้วก็เด็กโต
  • ถ้าเจ็บท้องร้ายแรง ถ่ายท้องรุนแรง (อุจจาระเป็นน้ำครั้งละมากมายๆ) คลื่นไส้ร้ายแรง (จนดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่หรือน้ำข้าวต้มไม่ได้) เมื่อยืนขึ้นนั่งมีลักษณะหน้ามืดเป็นลม หรือมีสภาวะขาดน้ำรุนแรง (ปากแห้ง คอแห้ง ตาโบ๋ ฉี่ออกน้อย ชีพจรเต้นเร็ว) จำเป็นต้องไปพบหมออย่างเร็วที่สุด
  • ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ อาจใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่ จำพวกสำเร็จรูปที่มีขายในท้องตลาด หรือบางทีอาจผสมเองโดยใช้น้ำสุก 1 ขวดกลมใหญ่ (750 มิลลิลิตร) ใส่น้ำตาลทราย 30 มล. (พอๆกับช้อนยาเด็ก 6 ช้อน หรือช้อนรับประทานข้าวชนิดสั้น 3 ช้อน) และก็เกลือป่น 2.5 มล. (เท่ากับช้อนยาครึ่งช้อน หรือช้อนยาวที่ใช้คู่กับซ่อมครึ่งช้อน)มานะดื่มบ่อยๆครั้งละ 1 ใน 3 หรือครึ่งแก้ว (อย่าดื่มมากจนกระทั่งคลื่นไส้) ให้ได้มากพอกับที่ถ่ายออกไป โดยสังเกตเยี่ยวให้ออกมากและก็ใส
  • ถ้าเป็นไข้ ให้ยาลดไข้-พาราเซตามอล
  • ให้กินอาหารอ่อน ยกตัวอย่างเช่น ข้าวต้ม โจ๊ก งดของกินรสเผ็ดรวมทั้งย่อยยาก งดผักแล้วก็ผลไม้ จนกระทั่งอาการจะหายก็ดีแล้ว
  • ห้ามกินยาเพื่อหยุดอุจจาระ เพราะอาการท้องร่วงจะช่วยขับเชื้อหรือพิษออกจากร่างกาย


ในขณะเจ็บท้อง หรือ คลื่นไส้อาเจียน ไม่ควรทานอาหาร หรือ กินน้ำเพราะว่าอาการจะรุนแรงขึ้น   กินน้ำสะอาดให้ได้วันละมากมายๆขั้นต่ำ 8-10 แก้ว เมื่อหมอไม่สั่งให้ จำกัดน้ำดื่ม  พักผ่อนให้มากๆรักษาสุขอนามัยเบื้องต้น เพื่อคุ้มครองปกป้องการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น ที่สำคัญหมายถึงการล้างมือให้สะอาดเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการขับ ถ่าย และก่อนที่จะรับประทานอาหาร

  • ควรรีบไปพบหมอ ถ้าหากมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งตั้งแต่นี้ต่อไป                อ้วกมาก ถ่ายท้องมากมาย กินมิได้ หรือดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ไม่ได้ หรือได้น้อย กระทั่งมีภาวะขาดน้ำค่อนข้างร้ายแรง                มีลักษณะถ่ายเป็นมูก หรือมูกปนเลือดตามมา             มีลักษณะหนังตาตก ชารอบปาก แขนขาอ่อนล้า หรือหายใจติดขัด          อาการไม่ดีขึ้นกว่าเดิมข้างใน ๔๘ ชั่วโมง   มีอาการเรื้อรัง หรือน้ำหนักลดฮวบฮาบ                สงสัยเกิดจากสารพิษ ดังเช่น สารเคมี พืชพิษ สัตว์พิษ        สงสัยเกิดขึ้นจากอหิวาตกโรค เป็นต้นว่า สัมผัสผู้ที่เป็นอหิวาตกโรค หรืออยู่ในถิ่นที่เริ่มจะมีการระบาดของโรคนี้ ในเด็กตัวเล็กๆ (อายุต่ำกว่า ๕ ขวบ)
  • ถ้าเกิดดื่มนมแม่อยู่ ให้ดื่มนมแม่ถัดไป (ถ้าดื่มนมผสมอยู่ ให้ชงเจือจางเท่าตัวรวมทั้งดื่มถัดไป) รวมทั้งดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ หรือน้ำข้าวต้มใส่เกลือเพิ่มอีก เมื่อมีอาการดีขึ้น ให้รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย (ยกตัวอย่างเช่น ข่าวสารต้ม) ไม่ต้องให้ยาที่ใช้แก้ท้องร่วงจำพวกใดทั้งปวง
  • หากถ่ายท้องร้ายแรง คลื่นไส้ร้ายแรง ดื่มนมหรือน้ำไม่ได้ ซึม กระสับกระส่าย ตาโบ๋ กระหม่อมบุบมาก (ในเด็กตัวเล็กๆ) หายใจหอบแรง หรืออาการเกิดขึ้นอีกใน ๒๔ ชั่วโมง จำเป็นต้องไปพบแพทย์อย่างเร็ว
  • การคุ้มครองตัวเองจากโรคอาการเป็นพิษ มาตรการป้องกัน การป้องกันรวมทั้งควบคุมโรคอาหารเป็นพิษทุกต้นเหตุมีมาตรการป้องกันโดยใช้กฎหลัก 10 ประการสำหรับเพื่อการเตรียมอาหารที่ปลอดภัย ดังนี้


  • เลือกอาหารที่ผ่านการเตรียมเป็นอย่างดี
  • ปรุงอาหารที่สุก
  • ควรจะทานอาหารที่สุกใหม่ๆ
  • ระมัดระวังอาหารที่ปรุงสุกแล้วอย่าให้มีการปนเปื้อน
  • ของกินที่ค้างมื้อจำเป็นต้องทำให้สุกใหม่ก่อนกิน
  • แยกของกินดิบรวมทั้งอาหารสุก ให้ระแวดระวังการแปดเปื้อน
  • ล้างมือก่อนจับต้องอาหารไปสู่ปาก
  • ให้พิถีพิถันเรื่องความสะอาดของครัว
  • เก็บอาหารให้ไม่มีอันตรายแล้วยังปลอดภัยจากแมลง หนู หรือสัตว์อื่นๆ
  • ใช้น้ำสะอาด
  • ไม่กินกึ่งสุกกึ่งดิบระวังการกินเห็ดต่างๆโดยยิ่งไปกว่านั้นประเภทที่ไม่รู้จัก ระมัดระวังการกินอาหารทะเลเสมอ ระวังความสะอาดของน้ำแข็ง
  • เมื่อรับประทานอาหารนอกบ้าน เลือกร้านที่สะอาด ไว้ใจได้
  • เนื้อสัตว์ ปลาสด ในตู้แช่เย็น ต้องเก็บแยกจากของกินอื่นๆทุกประเภท และจำเป็นต้องอยู่ในภาชนะปิดมิดชิด เพราะว่าเชื้อแบคทีเรียโดยมาก จะอยู่ในอาหารสดเหล่านี้
  • ไม่ละลายอาหารสดแช่แข็งด้วยการตั้งทิ้งเอาไว้ หรือ แช่น้ำ เนื่องจากเป็นการเพิ่มปริมาณเชื้อโรคจากอุณหภูมิที่สมควรต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ควรละลายด้วยไมโครเวฟ
  • รักษาความสะอาดของผักสด ยกตัวอย่างเช่น ถั่วงอก สลัด และอาหารสำเร็จรูปต่างๆ
  • การถนอมของกินอย่างแม่นยำ ทำให้อาหารเป็นกรดที่มี pH < 4.5 หรือให้ความร้อนสูงและก็นานเพียงพอเพื่อทำลาย toxin และก็การแช่แข็งเพื่อถนอมอาหารเป็นเวลานาน
  • ถ้าเกิดของกินมีลักษณะผิดปกติเช่น กระป๋องโป่ง หรือเสียหาย หรือมีรสไม่ปกติ อาจมี fermentation เป็นความมีโอกาสเสี่ยงต่อการนำโรค
  • บริโภคอาหารบรรจุกระป๋องที่ผ่านความร้อนพอเพียงที่จะทำลาย toxin ทุกคราว
  • สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/บรรเทาลักษณะโรคอาหารเป็นพิษ
ขิง  ในขิงนั้นจะมีประโยชน์สำคัญที่ออกฤทธิ์ ชื่อ “Gingerol” (จิงเจอรอล) มีคุณประโยชน์ช่วยบรรเทาลักษณะของการปวดท้อง ท้องเฟ้อ ท้องอืดท้องเฟ้อ สามารถใช้ได้โดยสวัสดิภาพในแม่ที่ให้นมลูกได้ดิบได้ดีรวมทั้งไม่เป็นอันตรายกว่ายาขับลมอื่นๆอีก    นอกจากนั้นในกรณีที่ท้องเดิน การกินน้ำขิงจะช่วยให้การอักเสบที่เกิดขึ้นจากพิษของเชื้อโรคลดน้อยลง และยังช่วยขับเชื้อโรคอีกด้วย แต่แต่ หากว่าอาการท้องร่วงมีความรุนแรงก็ควรรีบไปพบแพทย์
กระชาย  คุณประโยชน์  เหง้าใต้ดิน – มีรสเผ็ดร้อนขม แก้เจ็บท้อง  เหง้ารวมทั้งราก – แก้บิดมูกเลือด เป็นยาขับฉี่ แก้ฉี่พิการ
มังคุด  คุณประโยชน์  รักษาโรคท้องเดินเรื้อรัง แล้วก็โรคลำไส้  ยาแก้ท้องร่วง ท้องร่วงยาแก้บิด (ปวดเบ่งแล้วก็มีมูก แล้วก็อาจมีเลือดด้วย) เป็นยาคุมกำเนิดธาตุ  ยาแก้อาการท้องเดิน ท้องเดิน  ใช้เปลือกผลมังคุดตากแห้งต้มกับน้ำปูนใส หรือฝนกับน้ำรับประทาน ใช้เปลือกต้มน้ำให้เด็กรับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนชา ทุก 4 ชั่วโมง คนแก่ทีละ 1 ช้อนโต๊ะ ทุก 4 ชั่วโมง  ยาแก้บิด (ปวดเบ่งและก็มีมูกและก็อาจมีเลือดด้วย)
ใช้เปลือกผลแห้งราว ½ ผล (4 กรัม) ปิ้งไฟให้ไหม้เกรียม ฝนกับน้ำปูนใสราวครึ่งแก้ว หรือบดเป็นผุยผง ละลายน้ำสุก กินทุก 2 ชั่วโมง
เอกสารอ้างอิง

  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.อาหารเป็นพิษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 390.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.ตุลาคม.2554
  • สุวรรณา เทพสุนทร.ความรู้เรื่องโรคอาหารเป็นพิษ.กลุ่มระบาดวิทยาโรคติดต่อ.สำนักระบาดวิทยา.กรมควบคุมโรค.กระทรวงสาธารณสุข
  • อาหารเป็นพิษ,อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • Goldfrank LR, Flomenbaum NE, Weisman RS. Botulism. In: Goldfrank LR, Flomenbaum NE, Lewin NA, et al (eds). Goldfrank’s Toxicologic Emergencies. 5th ed. Connecticut: Appleton&Lasge, 1994:937-948.
  • พญ.สลิล ธีระศิริ.อาหารเป็นพิษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่85.คอลัมน์กลไกการเกิดโรค.พฤษภาคม.2529
  • Lond BM. Food-borne illness. Lancet 1990;336:982-6. http://www.disthai.com/
  • Critchley ER, Michel JD. Human botulism. Br J Hosp Med 1990;93:290-2.
  • ศ.เกียรติคุณ พญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์.อาหารเป็นพิษ (Food poisoning).หาหมอ.
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.อาหารเป็นพิษ(Food poisoning).หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.หน้า490-492


10

อหิวาต์ (Cholera)

  • อหิวาตกโรค คืออะไร อหิวาต์มีชื่อเรียกหลายชื่อด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น โรคอหิวาตกโรค, โรคอุจจาระหล่นอย่างแรง, โรคลงราก หรือโรคห่า (Cholera) เป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อแบคทีเรีย เข้าสู่ร่างกายโดยการกินเข้าไป เชื้อจะไปอยู่รอบๆลำไส้ แล้วก็จะสร้างพิษออกมา ทำปฏิกิริยากับเยื่อบุผนังลำไส้เล็ก นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการท้องเสียอย่างยิ่ง

    เริ่มด้วยอาการอุจจาระเป็นน้ำอย่างมากโดยไม่มีลักษณะของการปวดท้อง บางรายอุจจาระขาวขุ่นเหมือนน้ำแช่ข้าว บางทีมีอาเจียน คลื่นไส้ สูญเสียน้ำอย่างเร็วกระทั่งเกิดภาวะเป็นกรดในเลือด รวมทั้งการไหลเวียนโลหิตล้มเหลว  คร่าวๆ 1 ใน 10 หรือคิดเป็นปริมาณร้อยละ 5-10 ของผู้เจ็บป่วยทั้งหมดทั้งปวง จะมีลักษณะร้ายแรง ดังเช่นว่า ถ่ายเหลวเป็นน้ำมากมาย คลื่นไส้ ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรวดเร็วและก็นำไปสู่ภาวการณ์ขาดน้ำและก็ช็อคได้ แม้ไม่ได้รับการรักษา คนป่วยสามารถเสียชีวิตด้านในไม่กี่ชั่วโมง
    อหิวาตกโรคเจอกำเนิดได้ในทุกอายุตั้งแต่เด็กไปจนถึงคนวัยชรา ผู้หญิงและผู้ชายได้โอกาสเกิดโรคได้เสมอกัน เป็นโรคพบได้ทั่วไปในประเทศยังไม่ปรับปรุง ซึ่งเกิดขึ้นตลอดทั้งปีและก็มีการระบาด เป็นบางครั้งบางคราวเสมอ ทั่วทั้งโลกเจอโรคนี้ได้ราว 3 - 5 ล้านคนต่อปี และก็อัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ในปี 2553 โดยประมาณ 58,000 - 130,000 คน   ส่วนในประเทศไทยรายงานจากสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข สถานการณ์อหิวาตก โรคที่มีสาเหตุเนื่องมาจาก 1 มกราคม พุทธศักราช 2555 ถึง 18 กันยายน ปีเดียวกัน เจอโรคนี้ที่วิเคราะห์ได้แน่ๆคิดเป็น 0.05 รายต่อราษฎร 1 แสนคน  ในช่วง 10 ปีให้หลังทางกระทรวงสาธารณสุขของไทยเรียกโรคนี้ว่า "โรคอุจจาระตกอย่างแรง" โดยอาศัยอาการรวมทั้งคุณสมบัติของเชื้อที่เป็นสาเหตุการระบาดในประเทศไทยว่า มีเหตุมาจากเชื้อ Vibrio cholerae O1 ไบโอไทป์ El Tor ซึ่งแทบไม่เจอต้นสายปลายเหตุที่เกิดจาก V. cholerae ไบโอไทป์ classical.เลย

  • สิ่งที่ทำให้เกิดอหิวาตกโรค อหิวาต์มีเหตุที่เกิดจากการต่อว่าดเชื้อแบคทีเรีย มึงรมลบที่มีชื่อว่า “วิบริโอคอเลอเร” (Vibrio cholerae) ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายกรุ๊ปหลายอย่างซึ่งแบคทีเรียประเภทนี้ เป็นแบคทีเรียในเครือญาติ Vibrionaceae มีรูปร่างเป็นแท่งงอคล้ายกล้วยหอม มี flagella ที่ปลาย 1 เส้น ติดสีกรัมลบ ขยับเขยื้อนได้เร็วทันใจ ไม่สร้างสปอร์ ไม่ต้องการที่จะอยากออกซิเจน มีน้ำย่อย oxidase สามารถหมักน้ำตาลกลูโคส ซูโครส และมานิทอลได้ ให้ผลลบต่อไลซีนและก็ การทดสอบออนิทีนคาร์บอกสิเลส. เชื้อ V. cholerae จะมีรูปร่างกลมขณะที่อยู่ภายในสิ่งแวดล้อมในระยะพัก เมื่อสิ่งแวดล้อมสมควรจะปรับนิสัยเป็น active form รูปร่างยาว. การแบ่งกรุ๊ปของเชื้ออาศัย O antigen สามารถแบ่งกลุ่มต่างๆได้มากกว่า 200 ซีโรกรุ๊ป เชื้อ Vibrio cholerae serogroup O(โอ)1ที่เป็นต้นเหตุของอหิวาตกจากโรค มี 2 biotypes คือ classical และก็ El Tor แต่ละ biotype แบ่งออกได้เป็น 3 serotypesหมายถึงInaba, Ogawa แล้วก็ Hikojima เชื้อพวกนี้จะสร้างพิษเรียกว่า Cholera toxin นำมาซึ่งลักษณะการป่วยคล้ายกัน ปัจจุบันนี้พบว่าการระบาดส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากเชื้อ biotype El Tor เป็นหลักเกือบจะไม่พบ biotype classical เลย ในปี พุทธศักราช 2535-2536 มีการระบาดครั้งใหญ่ในประเทศอินเดียและก็บังคลาเทศปัจจัยมีเหตุมาจากเชื้อสายจำพวกใหม่เป็น Vibrio cholerae O139 ด้วยเหตุดังกล่าวในปัจจุบัน ซีโรกลุ่ม O1 รวมทั้ง O139 เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญก่อให้เกิดการระบาดได้. ส่วนซีโรกลุ่มอื่น (non-O1, non-O139) อาจส่งผลให้กำเนิดอาการอุจจาระหล่นได้แต่ไม่พบว่าก่อให้เกิดการระบาดของโรค.


แบคทีเรีย V.cholerae ถูกรายงานคราวแรก ในปี คริสต์ศักราช1854 ที่เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ประเทศอิตาลี โดย Pacini ได้ตรวจเจอแบคทีเรีย รูปร่างโค้งงอหลายชิ้นในไส้คนเจ็บ แล้วให้ชื่อว่า Vibrio cholera แม้กระนั้นการค้นพบครั้งนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับจนกระทั่งกระทั่ว Robert Koch ได้ศึกษาผู้ป่วยชาวอียิปตำหนิ ในปี ค.ศ.1883 รวมทั้งตรวจพบเชื้อแบคทีเรียรูปร่างเหมือนตัวอักษร comma รวมทั้งสามารถแยกเชื้อบริสุทธิ์ ก็เลยตั้งชื่อว่า Kommabazillen แต่ว่าต่อมากลายเป็น Vibrio comma รวมทั้งใช้มีชื่อกล่าวมาหลายสิบปี จนถึงกระทั่วคณะทำงานในกรุ๊ปของ Pacini ได้แปลงชื่ออีกรอบเป็น Vibrio cholera จากประวัติความเป็นมาดั้งเดิม พบว่าดรคนี้มีมาตั้งแต่ก่อนปี คริสต์ศักราช1800 หรือก่อนศตวรรษที่ 19 คาดการณ์ว่าจุดเริ่มมาจากแม่น้ำคงคา แล้วก็แม่น้ำพรหมบุตร ในประเทศอินเดีย ส่วนความหมายของ cholera ได้รับอิทธิพลมาจากภาษากรีก หมายถึง ‘bilious’ หมายความว่า เกี่ยวกับน้ำดี การระบาดใหญ่ทั่วทั้งโลกเจอทีแรกเมื่อ คริสต์ศักราช1817 ตราบจนกระทั่ง ค.ศ.1923 รวม 6 ครั้ง มีต้นเหตุที่เกิดจาก Vibrio cholerae serogroup O1 biotype Classical ท้ายปี ค.ศ.1992 กำเนิดโรคระบาดใหญ่คล้ายอหิวาต์อีกรอบในทางตอนใต้แล้วก็ตะวันออกของอินเดีย รวมถึงบังคลเทศ ลักษณะเชื้อคล้ายกับ V.cholerae serogroup O1 biotype El Tor แม้กระนั้นไม่นอนก้นกับ antiserum  138 serogroup ที่มีอยู่เดิม จึงจัดให้เป็น V.cholerae สายพันธุ์ใหม่ serogroup O139 หรือ V.cholerae  Bengal.
ลักษณะของอหิวาต์ ผู้ที่ติดโรคแต่ละคน บางทีอาจแสดงอาการแตกต่างกัน ขึ้นกับจำนวนเชื้อที่ได้รับแล้วก็ความต่อต้านทางของแต่ละบุคคล ระยะฟักตัวของเชื้อราว 1-5 วัน อาการที่เห็นได้ชัด ดังเช่นว่า อุจจาระตก ลักษณะอุจจาระในระยะแรกมักมีเศษอาหารปนอยู่ ถัดมามีลักษณะถ่ายเป็นน้ำเหมือนน้ำซาวข้าว มีกลิ่นคาว ถ้าหากถ่ายนานๆอาจมีน้ำดีปนออกมาด้วย อุจจาระไม่มีมูกเลือด คนป่วยอาจมีอ้วกร่วมด้วย ส่วนลักษณะของการปวดท้องรวมทั้งเป็นไข้ไม่ค่อยพบ ในรายที่อาการไม่รุนแรงมักมีลักษณะคล้ายกับของโรคติดเชื้อในลำไส้จากเชื้อต่างๆยกตัวอย่างเช่น Salmonella, Shigella และก็ Escherichia coli ฯลฯ  ถ้าเป็นอย่างไม่รุนแรง เหล่านี้มักหายภายใน 1 วัน หรืออย่างช้า 5 วัน มีลักษณะอึเหลวเป็นน้ำ วันละบ่อยมาก แม้กระนั้นจำนวนอุจจาระไม่เกินวันละ 1 ลิตร ในคนแก่อาจมีเจ็บท้องหรือ อาเจียนอ้วกได้   ในรายที่อาการร้ายแรง จะพบสถานการณ์ร่างกายขาดสารน้ำและก็แร่ ทำให้อ่อนเพลีย กระหายน้ำ เป็นตะคิว เสียงแหบ แก้มตอบ  เบ้าตาลึก ผิวหนังรวมทั้งเยื่อเมือกต่างๆแห้ง มือและนิ้วเหี่ยวย่น  ตัวเย็น ชีพจรเบาจวบจนกระทั่งจับมิได้ เลือดข้น มีความเป็นกรดในเลือดสูง  ความดันโลหิตต่ำ ลักษณะนี้หากให้การรักษาผิดจะต้องรวมทั้งทันท่วงที ผู้เจ็บป่วยบางทีอาจช็อก ไตวายอย่างฉับพลัน  เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้รวดเร็วทันใจ  อาการอุจจาระตกรวมทั้งอ้วกอาจจะส่งผลให้คนไข้สูญเสียน้ำไปๆมาๆกกว่า 1 ลิตรต่อชั่วโมง หรือ 10-15 ลิตรต่อวัน (ร่างกายของผู้คนมีน้ำราว 20-40 ลิตร) อุจจาระของผู้เจ็บป่วยจะประกอบด้วย epithelial cell, mucosa cell อีเลคโตรไลท์ และเชื้อ V.cholerae ราว 10-10 ต่อมิลลิลิตร รูปทรง ผู้ติดโรค biotype Classical และก็ biotype El Tor ที่แสดงอาการจำพวกรุนแรงต่อชนิดไม่ รุนแรงพอๆกับ 1:5-1:10 รวมทั้ง 1:25-1:100 เป็นลำดับ
       สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่นำไปสู่อหิวาตกโรค
แบคทีเรียวิบริโอ โคเลอรี หรือเชื้ออหิวาต์ พบได้บ่อยในอาหารหรือน้ำที่แปดเปื้อนสิ่งปฏิกูลหรืออุจจาระของคนซึ่งมีเชื้อนี้อยู่ในนั้น ด้วยเหตุดังกล่าวปัจจัยที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อและแพร่ระบาดของโรคก็เลยมักมาจากน้ำ อาหารบางชนิด และก็ต้นเหตุอื่นๆดังรายละเอียดต่อแต่นี้ไป
                แหล่งน้ำ เชื้ออหิวาต์สามารถลอยอยู่บนผิวน้ำได้เป็นระยะเวลานาน โดยแหล่งน้ำสาธารณะที่ได้รับการปนเปื้อนจากเชื้อแบคทีเรียจำพวกนี้ถือเป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรคชั้นเยี่ยม ผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดแล้วก็ปราศจากการจัดการด้านเขตสุขาภิบาลที่ดีอย่างเพียงพอจึงเสี่ยงป่วยเป็นอหิวาตกโรคได้
                อาหารทะเล การทานอาหารสมุทรดิบหรือเปล่าได้ปรุงสุก โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารทะเลชนิดหอย ซึ่งกำเนิดในแหล่งน้ำที่น้ำปนเปื้อนสารพิษนั้น จะก่อให้ร่างกายได้รับเชื้ออหิวาตกโรค
                ผักและก็ผลไม้สด พื้นที่ที่อหิวาตกโรคระบาดในเขตแดนนั้น ผักและผลไม้สดที่มิได้ปอกมักเป็นแหล่งเพาะเชื้ออหิวาต์ สำหรับประเทศกำลังพัฒนาที่มีการใช้ปุ๋ยคอกที่ไม่ได้หมักหรือแหล่งน้ำเน่า ผลิตภัณฑ์ที่ปลูกบางทีอาจแปดเปื้อนเชื้ออหิวาตกโรคได้
                ธัญพืชต่างๆสำหรับพื้นที่ที่อหิวาตกโรคระบาดนั้น การประกอบอาหารด้วยธัญพืชอย่างข้าวหรือข้าวฟ่างบางทีอาจได้รับเชื้ออหิวาต์ปนเปื้อนหลังจากปรุงเสร็จ และก็เชื้อจะอยู่ในของกินอีกหลายชั่วโมงที่อุณหภูมิระดับห้อง โดยเชื้อที่ยังคงอยู่จะเปลี่ยนเป็นพาหะก่อให้เกิดการเจริญเติบโตของของเชื้ออหิวาต์
                การจัดการสุขาภิบาลไม่ดี เพราะอหิวาตกโรคจะเกิดการติดโรคและก็แพร่ระบาดผ่านทางทะเล ถ้าเกิดพื้นที่ใดมีการจัดแจงระบบสุขาภิบาลไม่ดี ก็จะมีผลให้มีการแพร่ระบาดของโรคได้ง่าย เช่น ในค่ายลี้ภัย ประเทศหรือพื้นที่ที่เจอสภาวะยากจนข้นแค้น ขาดอาหาร กำเนิดการทำศึก หรือประสบภัยทางธรรมชาติ อื่นๆอีกมากมาย
                ภาวะไม่มีกรดในกระเพาะอาหาร (Hypochlorhydria/Chlorhydria) เนื่องแต่เชื้ออหิวาต์ไม่สามารถที่จะอยู่ได้ในภาวการณ์ที่มีกรด เพราะฉะนั้น กรดในกระเพาะของมนุษย์นับว่าเป็นด่านปราการชั้นแรกที่ช่วยคุ้มครองป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อโรคแบคทีเรียชนิดนี้ แต่สำหรับผู้ที่มีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ อย่างเด็ก คนวัยแก่ หรือผู้ที่ใช้ยาลดกรดหรือยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะ จะไม่มีกรดมาป้องกันเชื้ออหิวาต์ จึงเสี่ยงเป็นอหิวาตกโรคได้สูงกว่าคนธรรมดาทั่วไป
                การอยู่ร่วมกับคนที่ป่วยด้วยอหิวาตกโรค ผู้ที่อาศัยอยู่ร่วมกับผู้ที่ป่วยเป็นอหิวาต์มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคนี้ได้
                กรรมวิธีรักษาอหิวาตกโรค  หมอสามารถวิเคราะห์อหิวาต์ได้จากความเป็นมาอาการ ประวัติสัมผัสโรค ลักษณะอุจจาระ (วิเคราะห์ทางคลินิก) การตรวจอุจจาระ รวมทั้งการเพาะเชื้อจากอุจจาระดังนี้
การวิเคราะห์ทางสถานพยาบาล อาศัยประวัติ อาการ แล้วก็อาการแสดง แล้วก็ลักษณะอุจจาระ. ในถิ่นที่มีการระบาดเมื่อมีคนไข้อุจจาระร่วงอย่างแรงร่วมกับลักษณะของภาวะขาดน้ำอย่างเร็วรุนแรง ให้สงสัยว่าคนไข้ เป็นอหิวาตกโรคไว้ก่อน.
การวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ ทำเป็นโดยตรวจอุจจาระด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะไม่เจอเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว ถ้าเกิดใช้ dark-field microscope จะเห็นเชื้อ V. cholerae เคลื่อนไหวอย่างเร็วไปทางเดียว กันแบบดาวตก (shooting star หรือ darting). แม้มี antisera ต่อ V. cholerae O1 หรือ O139 หยดลงในอุจจาระ เชื้อจะหยุดขยับเขยื้อนทันที น่าจะเป็น V. cholerae O1 หรือ O139 ซึ่งทำเป็นรวดเร็วทันใจ แต่ว่าวิธีนี้ยังมีความไวและก็ความจำเพาะไม่ดีนัก.
การตรวจรับรองด้วยการเพาะเชื้อจากอุจจาระเห็นผลแน่นอนที่สุด ควรเก็บแบบอย่างอุจจาระใน Cary-Blair transport medium ซึ่งเก็บได้นานถึง 7 วัน. การเพาะเชื้อจะใช้ใน thiosulphate citrate bile salt sucrose (TCBS) agar เชื้อขึ้นเจริญ. ห้องทดลองบางพื้นที่จะแยกเชื้อใน alkaline peptone water ด้วยเชื้อที่เพาะได้จะถูกทดลองความไวของยาและทดลองว่าเป็น V. cholerae O1 หรือ O139 การตรวจค้นสายพันธุกรรม ด้วย poly chain reaction (PCR) หรือ DNA probe มีความไวสูง แล้วก็บางทีอาจรับรองว่า เชื้อมียีนก่อโรคหรือเปล่าด้วย

นอกจากนี้ในขณะนี้ยังมีวิธีการวินิจฉัยใหม่ๆอาทิเช่น วิธีพีซีอาร์ (Polymerase Chain Reaction: PCR) เคล็ดลับนี้เป็นการสังเคราะห์ส่วนประกอบดีเอ็นเอในหลอดทดลอง ซึ่งถูกสร้างสรรค์และก็พัฒนาขึ้นเพื่อนำมาตรวจชื้ออหิวาตกโรคด้วย แต่ วิธีพีซีอาร์ยังมิได้นำมาใช้ในฐานะการตรวจแอนติบอดี้ในเลือดอย่างล้นหลามในตอนนี้นัก  การตรวจด้วยแถบตรวจอหิวาตกโรค วิธีการแบบนี้เหมาะสมกับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร ไม่สามารถที่จะเข้ารับการวิเคราะห์ด้วยวิธีตรวจตัวอย่างอุจจาระได้ โดยผู้ป่วยจะรู้ผลของการวิเคราะห์ได้ก่อนจากแถบตรวจดังที่กล่าวถึงมาแล้ว ทำให้สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคในพื้นที่ที่เกิดการระบาดของอหิวาตกโรครวมทั้งนำไปสู่การให้ความช่วยเหลือจากกลุ่มสาธารณสุขเพื่อควบคุมการระบาดของโรคถัดไป อย่างไรก็ดี การตรวจด้วยแถบวัดนี้อาจไม่ถูกต้องแม่นยำเสียรู้เดียว วิธีวินิจฉัยที่เที่ยงตรงที่สุดคือการตรวจตัวอย่างอุจจาระผู้เจ็บป่วย ซึ่งทำตรวจในห้องแลปด้วยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น
การดูแลและรักษาคนป่วยอหิวาตกโรคที่ถูกแล้วก็เห็นผลเป็น  การทดแทนน้ำและก็เกลือแร่ที่สูญเสียไปกับอุจจาระ  รวมทั้งอาเจียน ด้วยปริมาณที่เหมาะสมและทันเวลาในกรณีที่คนป่วยยังกินได้ควรจะให้ดื่มทางปาก แต่ว่าถ้าหากไม่ได้ควรจะให้ทางเส้นเลือด  ในปริมาณที่เท่ากันกับจำนวนน้ำที่สูญเสียไปโดยประมาณเป็น ร้อยละ 5 ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมในรายที่เป็นน้อยจำนวนร้อยละ 7 ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมในรายที่มีลักษณะปานกลาง รวมทั้งจำนวนร้อยละ 10 ในผู้เจ็บป่วยมีลักษณะอาการช็อค ควรจะให้น้ำเกลือ isotonic ทางเส้นโลหิตทันที น้ำเกลือควรจะมีไบคาร์บอเนต (อะซิเตรต หรือแล็กเตตไอออน) 24-48 มิลลิอิควิวาเลนต์ต่อลิตร แล้วก็ 10-15 มิลลิอิควิวาเลนต์ต่อลิตรของโปแตสเซียม  ซึ่งทางองค์การอนามัยโลกเสนอแนะให้ใช้ Ringer’s lactate solution ในเด็กให้เป็นสารละลาย 2 ชนิดผสมกันในอัตราส่วน 2:1หมายถึงisotonic salution : isotonic sodium lactate (1/6 โมลาร์) หรือ isotonic sodium bicarbonate ส่วนน้ำตาลเกลือแร่ที่ดื่มนั้น เดี๋ยวนี้ทางองค์การอนามัยโลกให้ใช้สารละลายที่เรียกกว่า oral rehydration solution (ORS) ซึ่งในส่วนประกอบของ ORS จะให้จำนวนของอีเลคโตรไลท์ครบจากที่ร่างกายต้องการเป็นNa 90, K 20, CI 80 แล้วก็ HCO3     30 mEq/L  แม้กระนั้นการกำจัดเชื้อให้หมดจากอุจจาระนั้น ควรจะให้ยาปฏิชีวนะในการรักษาร่วมเพื่อลดระยะเวลาการป่วยให้สั้นลงและก็เป็นการลดแหล่งแพร่ระบาดด้วย
ควรจะใช้ข้อมูลการเฝ้าระวังการดื้อยาของเชื้อทางห้องทดลองเพื่อทราบแนวโน้มการดื้อยาประกอบการพินิจ เพื่อคุ้มครองปกป้องการแพร่ระบาดของเชื้อดื้อยา ในปัจจุบันสามารถเลือกใช้ยาที่สมควร (First drug of choice) ในรายที่อาการรุนแรงให้ไตร่ตรองสำหรับการรักษาโดยให้ยาปฏิชีวนะ tetracycline หรือยาปฏิชีวนะตัวอื่นๆจะช่วยลดระยะของโรคให้สั้นลง ลดการสูญเสียน้ำ ตลอดจนลดระยะของการกระจายเชื้อลง
                ยาปฏิชีวนะองค์การอนามัยโลกให้คำแนะนำการรักษาคือ
                เด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี ให้ Norfloxacin 20 มก/กก/วัน นาน 3 วัน
                เด็กแก่กว่า 8 ปี ให้ Tetracycline 30 มก/กก/วัน นาน 3 วัน ในคนแก่ให้
Tetracycline ครั้งละ 500 มก.วันละ 4 ครั้ง นาน 3 วันหรือ
Doxycycline ทีละ 100 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้ง นาน 3 วันหรือ
Norfloxacin ทีละ 400 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 3 วัน (กรณีเชื้อซุกซนต่อ Tetracycline)

  • การติดต่อของอหิวาต์ การติดต่อ อหิวาต์เป็นโรคติดต่อเร็วทันใจ รุนแรง แล้วก็ก่อการระบาดได้อย่างเร็ว เชื้ออหิวาต์สามารถมีชีวิตอยู่ได้ทั้งในน้ำทะเลและก็น้ำจืด คนเป็นแหล่งเก็บกักที่สำคัญของเชื้อจำพวกนี้ โดยเชื้อโรคจะอยู่ในอุจจาระของผู้ติดเชื้อ (ทั้งยังคนป่วยแล้วก็พาหะ) เมื่อถูกถ่ายออกมาก็จะสามารถแพร่ไปไปสู่ผู้อื่นได้จากการแปดเปื้อนในแหล่งน้ำต่างๆ(เป็นต้นว่า แม่น้ำ ลำคลอง ห้วย หนอง บึง) ของกิน น้ำกิน ภาชนะใส่ของกิน มือของผู้ติดเชื้อที่มิได้ล้างน้ำหลังจากถ่ายอุจจาระ สิ่งของและก็สิ่งแวดล้อมที่ถูกมือของผู้ติดเชื้อโรคสัมผัส ทั้งนี้จะมีแมลงวันเป็นพาหะนำเชื้อ คนเราสามารถติดเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายโดยทางใดทางหนึ่งดังนี้
  • การกินน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติแบบดิบๆ
  • การทานอาหารหรือกินน้ำที่แปดเปื้อนเชื้อ ซึ่งการปนเปื้อนเชื้ออาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้แมลงวัน ที่ไต่ตอมอุจจาระของผู้ติดเชื้อโรค เป็นพาหะนำเชื้อมือของผู้ติดเชื้อโรค หรือมือของคนใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ (จากการสัมผัสมือของผู้ติดเชื้อโรค หรือข้าวของ)ปนเปื้อนในดินหรือน้ำที่มีเชื้อ อย่างเช่น ผักผลไม้ที่ปลูกโดยการใส่ปุ๋ยที่ทำจากอุจจาระคน และก็ผักผลไม้ที่ล้างด้วยน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน
  • การติดต่อจากคนสู่คน (พบได้น้อยมาก) จากการสัมผัสสนิทสนม โดยการใช้มือสัมผัสถูกมือของผู้ติดเชื้อโดยตรง หรือจากการสัมผัสถูกข้าวของ แล้วนำมือที่สกปรกเชื้อนั้นไปสัมผัสกับปากของตนเองโดยตรงหรือไปเปรอะถูกของกินหรือน้ำดื่มอีกต่อหนึ่ง หรือจากการสัมผัสอุจจาระของคนป่วยหรือการถูกผู้เจ็บป่วยคลื่นไส้ใส่
  • การติดต่อที่พบมาก การแพร่ระบาดของอหิวาต์มักเกิดจากการรับประทานอาหารหรือกินน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะอาหารทะเลที่นิยมกินกันแบบดิบๆ(ได้แก่ หอยแครง หอยแมลงภู่ ปูแสมเค็ม) ของกินที่มีแมลงวันตอม อาหารกระป๋องที่เสียแล้ว แล้วก็น้ำแข็ง ไอศกรีมที่แปดเปื้อนเชื้อ โดยมีแมลงวันหรือมือเป็นตัวกลางในการนำพาเชื้อ
  • การปฏิบัติตนเมื่อป่วยด้วยโรคอหิวาตกโรค
  • รักษาสุขลักษณะ อย่างเคร่งครัด
  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่บ่อยๆทุกหนก่อนรับประทานอาหาร ข้างหลังเข้าห้องน้ำ แล้วก็หลังการดูแลผู้ป่วย
  • ทำลายอุจจาระด้วยการใส่น้ำยาฆ่าเชื้อโรคคลอรีนหรือตามคำแนะนำของหมอ/พยาบาล
  • เสื้อผ้า ของใช้ ต้องชะล้างให้สะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อคลอรีนหรือน้ำสุกเดือดเช่นกัน
  • ดื่มแต่น้ำสะอาดหรือต้มสุก ของกินทุกชนิดจะต้องปรุงสุก รวมทั้งบริโภคโดยทันทีข้างหลังปรุง ไม่ทิ้งค้าง
  • ดื่มน้ำชาแก่แทนน้ำ หรือบางทีอาจต้องงดเว้นของกินชั่วคราว เพื่อลดการระคายเคืองในไส้
  • ดื่มน้ำเกลือแร่ ORS เพื่อลดการสูญเสียน้ำในร่างกาย สลับกับน้ำสุกสุก ถ้าหากเป็นเด็กเล็กควรจะหารือแพทย์
  • หากท้องเดินอย่างหนัก จำเป็นต้องรีบไปพบหมอโดยด่วน
  • ไปพบหมอดังที่หมอนัดหมายอย่างเคร่งครัด
  • การคุ้มครองตัวเองจากอหิวาต์ อหิวาตกโรคนั้นเกิดขึ้นจากคนเจ็บ กินอาหารรวมทั้งน้ำที่มีเชื้อแปดเปื้อน ด้วยเหตุดังกล่าวควรรอบคอบเรื่องอาหารและก็น้ำดื่ม  ตลอดจนรักษาความสะอาดตามหลักสุขลักษณะ ดังต่อไปนี้
  • รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆแล้วก็กินน้ำสะอาด เป็นต้นว่า น้ำสุกสุก ภาชนะที่ใส่อาหารควรล้างสะอาด ทุกครั้งก่อนใช้ หลบหลีกของกินดอง สุกๆดิบๆของกินที่ปรุงทิ้งเอาไว้นานๆอาหารที่มีแมลงวันตอม
  • รอบคอบการกินน้ำแข็ง
  • รับประทานแต่ว่าของกินปรุงสุกโดยยิ่งไปกว่านั้นอาหารทะเล
  • ผักผลไม้ต้องล้างให้สะอาด
  • ล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดทุกหนก่อนอาหาร หรือก่อนทำอาหาร แล้วก็ข้างหลังการขับถ่าย
  • ไม่เทอุจจาระ เยี่ยวและก็สิ่งปฏิกูลลงในแม่น้ำลำคลอง หรือทิ้งกระจุยกระจาย จำเป็นต้องถ่ายลงในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ แล้วก็กำจัดสิ่งสกปรกโดยการเผาหรือฝัง เพื่อปกป้องการแพร่ของเชื้อโรค
  • ระวังอย่าให้น้ำเข้าปาก เมื่อลงเล่นหรืออาบน้ำในคลอง
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสคนเจ็บที่เป็นอหิวาต์
  • ควบคุมแมลงวันโดยใช้มุ้งลวด พ่นยากำจัดศัตรูพืช หรือใช้กับดัก ควบคุมการขยายพันธุ์ด้วยการเก็บแล้วก็ทำลายขยะโดยแนวทางที่เหมาะสม
  • ผู้ที่ต้องเดินทางไปยังท้องที่ซึ่งมีความเสี่ยงสำหรับในการติดโรคสูงบางทีอาจรับประทานยาปฏิชีวนะ จะช่วยป้อง กันโรคได้ สำหรับช่วงเวลาสั้นๆดังเช่น ข้างใน 2 สัปดาห์แต่ว่าเชื้อบางทีอาจดื้อยาได้
  • การให้วัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคอหิวาตกโรคขณะที่มีการระบาดปัจจุบันนี้ไม่เสนอแนะให้ใช้แล้วเพราะว่าสามารถป้องกันได้เพียงปริมาณร้อยละ 50 รวมทั้งแก่สั้นเพียงแค่ 3-6 เดือน สำหรับวัคซีนชนิดเปลืองที่ให้ภูมิคุ้มกันสูงต่อเชื้ออหิวาตกโรคสายพันธุ์ o1 ได้นับเป็นเวลาหลายเดือนมีใช้แล้วหลายประเทศ มีสองจำพวก จำพวกแรกวัคซีนเชื้อยังมีชีวิตกินครั้งเดียว (สายพันธุ์ CVD 103-HgR) ส่วนประเภทที่สองเป็นเชื้อตายแล้วมีเชื้ออหิวาห์ตายแล้วกับ cholera toxin ประเภท B-subunit รับประทาน 2 ครั้ง
  • สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครอง/รักษาอหิวาตกโรค


เนื่องแต่อหิวาต์เป็นโรคติดต่อรวดเร็วรุนแรง และก็ก่อการระบาดได้อย่างเร็ว โดยมีต้นเหตุมาจากการได้รับเชื้ออหิวาต์ซึ่งอยู่ในอุจจาระของผู้เจ็บป่วย (ซึ่งแบคทีเรียสามารถอยู่ได้นานถึง 7 - 14 วัน) แล้วปนเปื้อนในของกิน น้ำ จากผิวน้ำในแหล่งน้ำดื่ม น้ำใช้ แล้วก็เมื่อรับประทานหรือดื่มอาหาร/น้ำปนเปื้อนพวกนี้จึงก่อการติดโรค
ซึ่งผู้ที่ได้รับเชื้อ จะเกิดอาการได้ตั้งแต่ 1 วัน ถึง 5 วัน แต่ว่าโดยเฉลี่ยแล้วจะเกิดอาการข้างใน 1-2 วัน ดังนั้นอหิวาต์ก็เลยไม่เหมาะสำหรับเพื่อการใช้สมุนไพรมาทำการรักษา เนื่องจากเป็นโรคที่มีการติดต่อ การระบาดที่รวดเร็วและมีความรุนแรง จนกระทั่งชีวิตได้แม้มิได้รับการดูแลรักษาอย่างทันการ
เอกสารอ้างอิง

  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “อหิวาต์ (Cholera)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 492-496.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • อหิวาตกโรค – อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบหมอ http://www.disthai.com/
  • ศาสตรจารย์ พญ.วันดี วราวิทย์.อหิวาตกโรค.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่284.คอลัมน์เวชปฏิบัติปริทัศน์.สิงหาคม.2551
  • ศาสตรจารย์เกียรติคุณ พญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์.อหิวาตกโรค (Cholera).หาหมอ.
  • อหิวาตกโรค.แผนกพยาบาลอายุรศาสตร์และจิตเวชศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Ryan, E, and Ferraro, M. Z2011). Case 20-2011. N Engl J Med. 364, 2536-2541.
  • Swerdlow,D.L. and Ries,A.A. 1993 Vibrio cholera non-O1-the eighth pandemic? Lancet. 342:382-383.
  • Hall, R.H., Khambaty, F.M., Kothary, M. and Keasler, S.P. 1993. Non-Ol Vibrio cholera. Lancet. 342:430.
  • Cholera .กลุ่มระบาดวิทยาโรคติดต่อ.สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
  • อรษา สุตเธียรกุล.2541. โรคติดเชื้อ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โฮลิสติก พับลิชชิ่ง จำกัด
  • Kaper, J.B., Morris, J.G., Jr. and Levine, M.M. 1995. Cholera. Clin. Microbiol. Rev.8 8:48-86.
  • Benenson, A.S. 1991. Cholera. In: Evans, A.S. and Brachman, P.S. (eds.). Bacterial Infections of Humans, Epidemiology and Control.,2 nd. P.207-225.New York: Plenum.
  • Farmer,J.J.1991. The family Vibrionaceae. In Balows,A., Truper, H.G., Dworkin, M., Harder, W. and Schleifer, K.H. (eds.) The Prokaryotes, (2nd) A Handbook on the Biology of Bacteria: Ecophysiology, Isolation, Identification, Applications.p. 2938-2951.New York: Springer-Verlag.
  • Lee,JV.1990. Vibrio Aeromonas and Plesiomonas In: Parker, M.T. and Collier, L.H. (eds.). Principles of Bacteriology, Virology and Lmmunity, 8 th Vol III. P.514-524. Philadelphia: B.C. Deeker.
  • Attridge, S.R. and Rowley, D.1990. Cholera. In: Smith

11

สมุนไพรจิดอยด่วน
จิดอยด่วน Euphorbia kerrii Craib
บางถิ่นเรียก จิดอยด่วน (ลำปาง) จิดอยด่วน|กุด|ขาด} (แพร่)
        ไม้ล้มลุก มีเหง้า เส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ 4 เซนติเมตร ยาว 9 ซม. ลำต้นไม่แตกกิ่งก้านสาขา สูง 16-25 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 5 มม. เป็นร่องตามยาว หมดจด. สมุนไพร ใบ เล็ก รูปรี แคบๆปลายแหลม กว้าง 2 มิลลิเมตร ยาว 3 มม. ก้านใบสั้น หูใบเล็ก. ดอก ออกเป็นช่อ ไม่มีก้านช่อ ใบเสริมแต่งรูปไข่ปนรูปหอก ปลายแหลม กว้าง 2.5 มม. ยาว 5 มม. ยาวกว่าใบประดับประดารองดอก 2 เท่า สะอาด ใบตกแต่งรองดอกเส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 5 มม. สะอาด มีต่อม 5 ต่อม รูปขอบขนานตามทางขวาง กว้างโดยประมาณ 1 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 2 มม. รังไข่รูปสามเหลี่ยมปลายแหลมหมดจด มีก้านยาวประมาณ 8 มิลลิเมตร เกลี้ยง และงอ ท่อรังไข่ยาวราวๆ 0.5 มิลลิเมตร แยกเป็นกิ้งก้านยาว 1.5 มิลลิเมตร เกลี้ยง. ผล เป็นฝักแห้ง เส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 8 มม. ยาว 6 มม. หมดจด. เม็ด ออกจะกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 มิลลิเมตร ผิวเป็นตุ่มๆเล็กๆ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าไผ่ เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 300 ม.
สรรพคุณ : ราก ใช้เบื่อปลา

Tags : สมุนไพร

12

สมุนไพรสลอด
สลอด Croton tiglium. Linn.
บางถิ่นเรียกว่า สลอด สลอดต้น ลูกผลาญศัตรู หมากหลอด (กึ่งกลาง) มะข่าง มะคัง มะตอด หมากทาง หัสคืน (เหนือ) หมากยอง (งู-แม่ฮ่องสอน).
     ไม้พุ่ม สูง 3-6 มัธยม สะอาด. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปไข่ กว้าง 2-7 ซม. ยาว 5-14 ซม. ปลายใบแหลม ฐานใบกลม ขอบของใบหยักแบบซี่ฟัน มีเส้นใบ 3-5 เส้น ที่ฐานใบมีต่อม 2 ต่อม เนื้อใบบาง ก้านใบเรียวเล็ก ยาวโดยประมาณ 4 เซนติเมตร ดอก เล็ก ออกลำพังๆหรือ ออกเป็นช่อที่ยอด ยาว 8-11 เซนติเมตร ใบตกแต่งมีขนาดเล็ก ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศภรรยาอยู่บนต้นเดียวกัน หรือ อยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ มีขนรูปดาว กลีบรองกลีบดอกไม้ 4-6 กลีบ ปลายกลีบมีขน กลีบดอกไม้ 4-6 กลีบ ขอบกลีบมีขน; ฐานดอกมีขนแล้วก็มีต่อมเป็นจำนวนมากเท่ากันและอยู่ตรงกันข้ามกันกับกลีบรองกลีบดอก [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/b][/url]  เกสรผู้มีเยอะๆ ก้านเกสรไม่ชิดกัน เมื่อดอกยังอ่อนอยู่ ก้านเกสรจะโค้งเข้าข้างใน. ดอกเพศเมีย กลีบรองกลีบดอกรูปไข่ มีขนที่โคนกลีบ ไม่มีกลีบดอก หรือ ถ้าเกิดมีก็เล็กมา รังไข่มี 2-4 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย ท่อรังไข่ยาว. ผล แก่จัดแห้ง แล้วก็แตก รูปขอบขนาน หรือ รี; กว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ยาวราว 2 ซม. หน้าตัดรูปสามเหลี่ยมมนๆ. เมล็ด รูปขอบขนานปนรูปไข่ กว้าง 0.6-0.7 เซนติเมตร ยาวราว 1 เซนติเมตร สีน้ำตาลอ่อน.

นิเวศน์วิทยา
: ปลูกทั่วไปในเขตร้อน.
คุณประโยชน์ : ต้น ทุกส่วนของต้นเป็นพิษ น้ำต้มแก่นไม้ใช้ในจำนวนน้อยๆรับประทานเป็นยาขับเยี่ยว ทำให้อ้วก รวมทั้งขับเหงื่อ ยางจากทุกส่วนของต้น รวมทั้งเมล็ด เป็นพิษ (3). เม็ด เมื่อพิจารณาถึงด้านความเป็นพิษกันแล้วก็มีมากกว่าประโยชน์ที่ในทางยา จึงไม่คอยนิยมเอาใช้กันรวมทั้งจำเป็นต้องใช้ด้วยความระวัง เพราะเป็นยาถ่ายอย่างแรง แล้วก็เป็นพิษ; การจำกัดพิษนั้น ใช้ตีเมล็ดแยกเอาเปลือก รวมทั้งจุดงอดในเม็ดออก แล้วต้มในน้ำนมอีก 2-3 ครั้ง ก็เลยนำมากิน แก้อาการไม่ปกติของจิตรวมทั้งประสาท โรคลมชักบางชนิด แก้ท้องผูกที่ใช้ยาจำพวกอื่นๆไม่เป็นผล. ขับพยาธิในลำไส้ แก้โรคท้องมาน บวมน้ำ ขับลม แก้ปวดท้อง โรคเก๊าท์ แล้วก็ใช้ในจำนวนต่ำๆประสมกับน้ำขิงสดให้เด็กรับประทานแก้ไอ  เม็ดสกัดได้น้ำมันสลอด ซึ่งเป็นยาถ่ายอย่างแรง แล้วก็เป็นพิษ จึงจำต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง รวมทั้งใช้ในการขนาดต่ำๆสำหรับผู้เจ็บป่วยบางรายแค่นั้น อาทิเช่นใช้กับคนเจ็บเป็นลมเป็นแล้งสลบ คนบ้าคลั่ง อาการเปลี่ยนไปจากปกติของระบบประสาทบางจำพวก อาการเป็นพิษจากสารตะกั่วฯลฯ รวมทั้งห้ามใช้ในคนป่วยที่มีอาการไส้อักเสบอยู่ก่อน. แนวทางรับประทาน หยดน้ำมันสลอดลงบนน้ำตาลก้อนเล็กๆเพียง 1-2 หยดเท่านั้น หากอาการถ่ายอย่างรุนแรงเกินความจำเป็น หรือ ปวดท้อง อาเจียน ก็ให้กินน้ำมะนาวแก้พิษ  ประสมน้ำมันสลอด 1 ส่วนกับน้ำมันที่สกัดจากมะพร้าวอีก 7-10 ส่วน ตามอยากได้ ใช้เป็นยาสำหรับทาถูนวดแก้หลอดลมอักเสบ อัมพาต โรคเก๊าท์ และก็อาการปวดตามปลายประสาทฯลฯ ราก น้ำต้มรากกินเป็นยาขับเยี่ยว แก้อาการบวมน้ำ ถ้ากินมากเกินไปอาจจะส่งผลให้สตรีแท้งบุตรได้

Tags : สมุนไพร

13

[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพรตาตุ่มป่า[/url][/color][/size][/b]
ตาตุ่มป่า Excoecaria oppositifolia Griff.
บางถิ่นเรียกว่า ตาตุ่มป่า (ประจวบฯ) ตังตาบอด (เหนือ) ไฟเดือนห้า (ใต้) ยางร้อน (จังหวัดลำปาง).
  ต้นไม้ สูง 4-10 ม. ทุกส่วนมีน้ำยาง. ใบ โดดเดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน รูปหอกปนขอบขนาน กว้าง 4-11.5 ซม. ยาว 11.5-24 ซม. โคนใบแหลม หรือ มน; ปลายใบแหลมเป็นติ่ง ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อยตื้นๆและก็ห่าง มีเส้นใบ 12-15 คู่ เส้นทำมุมกว้างกับเส้นกลางใบ ใบเกลี้ยงทั้งยังด้านบน แล้วก็ข้างล่าง ก้านใบยาว 1.2-2.0 เซนติเมตร ดอก แยกเพศแม้กระนั้นอาจจะมีอยู่บนต้นเดียวกัน หรือ ต่างต้นกันก็ได้. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ยาว 7-12 เซนติเมตร แกนกลางช่อเรียวเล็ก สมุนไพร ดอกเล็ก ติดห่างๆไม่มีก้านดอก ใบเสริมแต่งรูปไข่กว้างแกมสามเหลี่ยม กว้าง 1.5 มิลลิเมตร ยาว 1 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบดอกไม้ 3 กลีบ ขนาดแตกต่างกัน ไม่เชื่อความเห็นดกัน ยาว 1-1.5 มิลลิเมตร ไม่มีกลีบดอก เกสรผู้ 3 อัน ไม่ชิดกัน. ดอกเพศเมีย ชอบดอกโดดเดี่ยวๆที่ยอด ยาว 1.0-1.5 ซม. ใบประดับประดารูปรี ยาว 1-2 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบ 3 กลีบ รูปไข่ป้อมแทบกลม ปลายมน กว้าง แล้วก็ยาวราวๆ 2 มม. รังไข่รูปไข่ ยาวราว 6 มิลลิเมตร ท่อรังไข่ 3 อัน กางออก ด้านในมี 3 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 1 หน่วย. ผล เป็นชนิดผลแห้ง แก่จัดจะแตก กลม มีสันนูนเล็กน้อย 6 สัน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 5 เซนติเมตร เมล็ด กลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 12-15 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดงดิบทั่วไป.
สรรพคุณ : ต้น ยางต้นเป็นพิษ ทำให้ผิวหนังอักเสบบวมแดง

14

สมุนไพรก้างปลาเครือ
ก้างปลาเครือ Phyllanthus reticulatus Poir.
บางถิ่นเรียก ก้างปลาเครือ (ทั่วไป) กระบอง (ประจวบคีรีขันธ์) ก้างปลาขาว (อ่างทอง จังหวัดเชียงใหม่) ก้างแดง (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) ข่าชำนาญ (สุพรรณบุรี)โค่คึย สะแบรครั้ง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) หมัดคำ (แพร่) อำอ้าย (จังหวัดนครราชสีมา).
      ไม้พุ่ม ครึ่งหนึ่ง ไม้เถา เกลี้ยง หรือ มีขนน้อย กิ่งมีขนาดเล็ก. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รีแกมขอบขนาน กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 2-3 ซม. ปลายใบมน หรือ หยักเว้าน้อย; ขอบใบหมดจด โคนใบสอบ หรือ มน; ก้านใบยาว 2-3 มม. ดอก ออก 2-3 ดอก ตามง่ามใบเป็นช่อสั้นๆดอกแยกเพศ. สมุนไพร ดอกเพศผู้ มีกลีบรองกลีบดอก 4-6 กลีบ; ไม่มีกลีบดอกไม้; เกสรผู้ 3-6 อัน ก้านเกสรแยกกัน หรือ ติดกันก็ได้. ดอกเพศภรรยา กลีบรองกลีบดอกราวกับของดอกเพศผู้ รังไข่มี 3-4 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 2 หน่วย ท่อรังไข่แยกกัน หรือ ชิดกันก็ได้ แต่จำนวนมากจะแยกเป็น 2 แฉก. ผล นุ่ม ภายในมี 8-16 เม็ด. เม็ด มีหน้าตัดเป็น 3 เหลี่ยมด้านไม่เท่ากัน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในป่าดงดิบ ป่าผลัดใบ แล้วก็ที่รกร้างทั่วไป.
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มรากรับประทานเป็นยาแก้หืดหอบ ต้น น้ำต้ม หรือ ยาชงเปลือก กินแก้น้ำเหลืองเสีย ขับเยี่ยว ฟอกโลหิต แก้บิด แล้วก็ท้องเดิน ใบ น้ำสุกใบ กินเป็นยาขับเยี่ยว; บดเป็นผุยผงใช้ใส่แผล ปั้นเป็นลูกกลอนประสมกับ การบูร (camphor) และ cubeb สารที่สกัดได้จากตะไคร้ต้น (Litsea cubeba Pers.) ใช้อมให้ละลายช้าๆแก้เลือดออกตามไรฟัน  ผล กินเป็นยาฝาดสมานในระบบทางเดินอาหาร และก็แก้อาการอักเสบต่างๆ

15

[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/i]โลดทะนง[/url][/b]
โลดทะนง Trigonostemon reidioides (Kurz) Craib
ชื่อพ้อง Baliospermum reedioides Kurz.
บางถิ่นเรียกว่า โลดทะนง (ราชบุรี ปราจีนบุรี จังหวัดตราด) อาหารเย็นเนิน (ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์) ดู่เบี้ย ดู่เตี้ย (เพชรบุรี) ทะนง รักทะนง (จังหวัดนครราชสีมา) ทะนงแดง (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) นางแซง (อุบลราชธานี) โลดทะนงแดง (จังหวัดบุรีรัมย์) หนาดคำ (เหนือ) หัวยาข้าวเย็นเนิน (ราชบุรี).
  ไม้พุ่ม ขนาดเล็ก สูง 0.5-1.5 ม. มีขนปกคลุมครึ้มนแน่นทั่วไป. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกน รูปขอบขนาน แคบบ้างกว้างบ้าง หรือ กว้าง 2-4 ซม. ยาว 7-12 ซม.; ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ โคนใบกลม หรือ มน เส้นใบมี 5-7 คู่ ด้านล่างนูน มีขนทั้ง 2 ด้าน ด้านบนค่อนข้างสาก ด้านล่างขนยาว นุ่มและก็หนาแน่นกว่าข้างบน ที่ฐานใบมีต่อมเล็กๆ2 ต่อม ก้านใบยาว 10-15 มม. มีขน. ดอก สีขาว ชมพู ม่วงเข้ม หรือ แทบดำ ออกเป็นช่อตามง่ามใบ แล้วก็ตามกิ่ง ดอกเพศผู้ และดอกเพศเมียกำเนิดบนต้นเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ดอกตูมกลม กลีบรองกลีบ 5 กลีบ รูปไข่กลับ ข้างนอกมีขน กลีบ 5 กลีบ รูปไข่กลับ ไม่มีขน เกสรผู้ 3 อัน ก้านเกสรชิดกัน อับเรณูรูปกลม ฐานดอกขอบเป็นคลื่น. ดอกเพศเมีย สมุนไพร ดอกตูมรูปไข่ กลีบรองกลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่ปลายมน กว้างราวๆ 1.5 มิลลิเมตร ยาวโดยประมาณ 3 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขน กลีบดอกไม้รูปไข่ กว้างประมาณ 2 มม. ยาว 3 มม. รังไข่รูปไข่ มีขน ท่อรังไข่สั้น มี 3 อัน ปลายท่อใหญ่ ปลายสุดหยักเว้าเล็กน้อย ฐานดอกขอบไม่เป็นคลื่น. ผล มี 3 พู เส้นผ่าศูนย์กลางราว 12 มิลลิเมตร มีขนปกคลุมหนานแน่น ก้านผลยาวโดยประมาณ 15 มม. เม็ด รูปออกจะกลม หรือ รูปไข่แกมสามเหลี่ยม ยาวประมาณ 5-6 มิลลิเมตร สีออกเหลือง ผิวเรียบ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วๆไปในที่ดินปนทราย ในป่าสัก รวมทั้งมีราดกระจัดกระจายในป่าเบญจพรรณแล้ง เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 450 ม.
คุณประโยชน์ : ราก รสร้อน ฝนกินเพื่อทำให้อาเจียน ทำให้ท้องเดิน ใช้ถอนพิษคนที่กินยาเบื่อเมา แก้หืด ใช้ด้านนอกฝนทาเป็นยาเกลื่อนฝี แก้ฟกช้ำ เคล็ดบวม กินเป็นยาคุม

หน้า: [1] 2 3 4