แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - bilbill2255

หน้า: [1] 2 3 4
1
ชื่อสมุนไพร  พญายอ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น เสลดพังพอนตัวเมีย , พญาบ้องทอง พญาบ้องดำ (ภาคกลาง) , พญาบ้องคำ (จังหวัดลำปาง) , ผักมันไก่ , ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่) , โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง) , ชิงเจี้ยง หนิ่วซิ้วฮวา (จีนกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Clinacanthus burmanni  Nees
วงศ์  ACANTHACEAE
บ้านเกิดเมืองนอน สมุนไพรพญายอเป็นสมุนไพรเขตร้อน ได้แก่ทวีปแอฟริกา บราซิล และก็อเมริกา กลาง ส่วนในเอเชียมีการกระจัดกระจายในประเทศอินโดนีเซีย ไทย ประเทศพม่า ลาว เขมร เป็นต้น และก็เป็นสมุนไพรที่มีแพทย์ท้องถิ่นประเทศ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย จีน ใช้รักษาผื่นผิวหนัง แมลงสัตว์กัดต่อย งูกัด แมงป่องต่อย มาตั้งแต่ในสมัยก่อนแล้ว ส่วนในประเทศไทยพบบ่อยขึ้นตามป่าเบญจพรรณ หรือเจอปลูกกันตามบ้านทั่วไป ทั่วทุกภาคของประเทศ พญายอ หรือ เสมหะพังพอนตัวเมียมีชื่อพ้องกัน มันก็คือ เสมหะพังพอนเพศผู้ แต่ว่าต่างกันตรงที่เสมหะพังพอนเพศผู้มีหนาม สรรพคุณอ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมียและเพื่อไม่ให้งงระหว่างสมุนไพร 2 จำพวกนี้ ก็เลยเรียกเสมหะพังพอนตัวเมียว่า "พญายอ"
ลักษณะทั่วไป
พญายอ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มแกมเถาหรือไม้พุ่มรอเลื้อย มักเลื้อยพิงไปตามต้นไม้อื่นๆมีความสูงได้โดยประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นมีลักษณะสะอาด ต้นอ่อนเป็นสีเขียว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ๆลักษณะของใบเป็นรูปใบหอก รูปรีแคบขอบขนาน ปลายใบแล้วก็โคนใบแหลม ส่วนขอบของใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 ซม. และก็ยาวโดยประมาณ 7-9 ซม. แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเรียบ ดอกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 3-6 ดอก กลีบเป็นสีแดงส้ม โคนกลีบเชื่อมชิดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 3-4 ซม. ปลายแยกออกเป็น 2 ปากหมายถึงปากด้านล่างและก็ปากบน ดอกหนึ่งมี 5 กลีบ กลีบเป็นรูปทรงกระบอก ส่วนกลีบรองกลีบดอกไม้นั้นเป็นสีเขียว ยาวเท่าๆกัน มีขนคือต่อมเหนียวๆอยู่รอบๆ ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 อัน ส่วนเกสรเพศเมียสะอาดไม่มีขน มีดอกในช่วงราวๆต.ค.ถึงเดือนมกราคม ผลเป็นผลแห้งรวมทั้งแตกได้ รูปแบบของผลเป็นรูปกลมยาวรี ยาวได้โดยประมาณ 0.5 ซม. ก้านสั้น ภายในผลมีเม็ดราวๆ 4 เมล็ด
การขยายพันธ์ การขยายพันธุ์พญายอนั้นสามารถได้ 2 วิธีหมายถึงการปักชำและการแยกเหง้ากิ่งก้านสาขาไปปลูก แต่ว่าส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีการใช้กิ่งปักชำโดยเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ปราศจากโรค ไม่แก่ หรือไม่อ่อนเกินไป ตัดกิ่งจำพวกให้มีความยาว 6-8 นิ้ว รวมทั้งมีตาบนกิ่งราวๆ 1-3 ตา ให้มีใบเหลืออยู่ที่ปลายยอด โดยประมาณ 1/3 ของกิ่ง ทาปูนแดงบริเวณรอยตัดของต้นตอ และก็กิ่งจำพวกเพื่อปกป้องเชื้อรา ปักชำลงในถุงที่มีเป็นดินร่วนปนทราย (จะช่วยให้อัตราการออกรากของกิ่งชำสูง และก็สบายสำหรับในการย้ายต้นไปปลูก) โดยปักชำกิ่งลงในอุปกรณ์ปลูกลึกราว 3 นิ้ว รวมทั้งปักให้เอียง 45 องศา รดน้ำให้ชุ่มและรักษาความชื้นให้เพียงพอควรจะระวังอย่าให้กิ่งชำถูกแดดมาก กิ่งปักชำจะออกรากข้างใน 3-4 สัปดาห์ แล้วก็ใช้ช้อนขุดหรือเสียมแซะกิ่งชำลงปลูกเอาไว้ภายในหลุมปลูกที่จัดเตรียมไว้ 1 ต้นต่อหลุม กลบ รดน้ำภายหลังจากปลูกในทันที
การเก็บเกี่ยว ควรที่จะเก็บใบขนาดกลาง ที่ไม่แก่หรืออ่อนจนถึงเกินไป โดยให้ใช้กระบวนการตัดต้นเหนือระดับผิวดินโดยประมาณ 10 ซม. ภายหลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ตัวการเดิมยังสามารถงอกแตกกิ่งเติบโตได้อีก รวมทั้งสามารถเก็บเกี่ยวผลิตผลต่อไปได้
การดูแลและรักษา ในระยะ 1-2 เดือนแรก ควรรดน้ำทุกวัน ถ้าหากแดดจ้าควรรดน้ำเช้า-เย็น เมื่ออายุ 2 ข้างขึ้นไปแล้วบางทีอาจให้น้ำวันเว้นวัน ในช่วงฤดูฝนถ้ามีฝนตกอาจจะไม่ต้องให้น้ำ พญายอสามารถเจริญเติบโตได้ดิบได้ดีในดินทุกหมวดหมู่ที่มีการระบายน้ำเจริญ แม้กระนั้นชอบดินร่วนผสมทรายที่ระบายน้ำดีมากที่สุด  ถูกใจอากาศร้อนชื้น ขึ้นเจริญในขณะที่มีแดด(แดดไม่จัด) และก็ที่ร่ม
องค์ประกอบทางเคมี  รากของพญายอ มีสาร Lupeol, B-Sitosterol, Stigmasterol รวมทั้งมีการทดลองพบว่าสารสกัดด้วยสารละลายบิวทานอล    (butanol) จากใบของพญายอ มีสารประกอบฟลาโวนอยด์ (flavonoid) สามารถยับยั้งอาการอักเสบได้ สารฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ลดการอักเสบสารกรุ๊ป Monoglycosyl diglycerides ตัวอย่างเช่น    1,   2- di-O-linolenoyl-3-O-β-D-Galactopyranosyl-sn-glycerol รวมทั้งสารกลุ่ม Glycoglycerolipids จากใบมีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเริมและงูสวัด
                นอกจากนี้พญายอ ยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากยิ่งกว่า 20 จำพวก โดยเป็นสารเคมีจากพืชที่มีความจำเป็นต่อชีวิต ได้แก่   Stigmaster, Lupeol, B-Sitosterol Belutin, Myricyl alcohol แล้วก็สารสกัดที่ได้จากเมทานอลในประเทศไทย 6  ประเภท    C-Glycosyl flavones ดังเช่นว่า    Vitexin, Isovitexin, Schaftoside, Isomoll-pentin, 7-0-B-Glucopyranoside, Orientin, Isori-entin แล้วก็สารสกัดได้จากต้นรวมทั้งใบได้สาร Gluco-sides  5   ประเภท    (1)    Cerebrosides และก็  Monoacylmonogalactosyl glycerol สาร    Triga-lactosyl และ    Digalactosyl diglycerides 4  สาร    8 ชนิด    สกัดได้จากส่วนเหนือดินสดด้วยคลอโรฟอร์มคือ   Chlorophyll A,  Chlorophyll B,  แล้วก็    Phacoph-orbide A  และก็สารประกอบที่มีซัลเฟอร์ 4  ชนิด   Clinamide A-C, 2-Cis- entadamide A  แล้วก็สารประกอบที่พบมาก่อน 3  ประเภท    Entadamide A, Entadamide C   และ    Trans 3  methylsulfinyl-2-propenol
ผลดี / คุณประโยชน์ สรรพคุณของพญายอตามตำรายาไทย
กล่าวว่า ใบ – ใช้ถอนพิษไข้ ดับพิษร้อน แก้อาการผิดสำแดง แก้เจ็บคอ เจ็บปก แผลในปาก คางทูม รักษาโรคบิด ไข่ดัน รักษาแผลไฟลุก น้ำร้อนลวก รักษาแผลน้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน แก้ฝี แก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย รักษาโรคฝึกหัด ราก  - ปรุงเป็นยาขับฉี่ ขับเมนส์ แก้เมื่อยบั้นเอว บำรุงกำลัง แก้ผิดสำแดง ส่วนอีกทั้ง 5  (ต้น) -   ใช้ทำลายพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ตะขาบ แมลงป่อง รักษาอาการอักเสบ งูสวัด ผื่นคัน แผลน้ำร้อนลวก  โรคตับเหลือง รักษาแผลสด แผลเรื้อรัง แก้ปวดบวม เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำดำเขียว  ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังมีการผลิตยาที่มีส่วนประกอบของพญายอหลากหลายประเภท ดังเช่นว่า ครีมพญายอ ใช้ทุเลาอาการของโรคเริม และ งูสวัด ยาป้ายปากพญายอให้รักษาแผลในปาก (aphthaus ulcer) โลชั่นพญายอ ใช้ทุเลาอาการผื่นผื่นคัน ผื่นคัน ตุ่มคัน เป็นต้น
ต้นแบบ / ขนาดวิธีการใช้

  • ทาบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อยเป็นผื่นคัน


o             - ใช้ใบสด 5-10 ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ผลดี

  • แก้แผลน้ำร้อนลวก


o             ใช้ใบตำต้มกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟเผา แผลจะแห้ง
o             นำใบมาตำให้รอบคอบผสมกับสุรา ใช้พอกรอบๆที่ถูกไฟเผาหรือน้ำร้อนลวก มีสรรพคุณดับพิษร้อนได้ดี

  • รักษาอาการอักเสบ ถอนพิษ รักษาแผลร้อนในในปาก เริม งูสวัด


o             ใช้ใบเสมหะพังพอนตัวเมียสด 10-20 ใบ (เลือกใบสีเขียวเข้มสดเป็นมันไม่อ่อนไม่แก่กระทั่งเหลือเกิน)นำมาตำผสมกับสุราหรือน้ำมะนาว คั้นเอาน้ำกินหรือเอาน้ำทาแผลแล้วก็เอากากพอกแผล
o             ใช้ใบเสมหะพังพอน 1,000 กรัม หมักใน alcohol 70 % 1,000 ซีซี. หมักไว้ 7 วัน เอามากรองแล้วเอาไประเหยให้เหลือ 500 ซีซี. เพิ่มเติม glycerine pure ลงไปเท่ากับจำนวนที่ระเหยไป (500 ซีซี.) นำน้ำยาเสมหะพังพอนกรีเซอรีนที่ได้ทาแผลเริม งูสวัด แผลร้อนในปาก ทำลายพิษต่างๆ

  • ใช้เป็นยาลดไข้ ด้วยการใช้ใบสด 1 กำมือ ตำอย่างละเอียด ผสมกับน้ำซาวข้าว ใช้พอกบนศีรษะผู้เจ็บป่วยประมาณ 30 นาที ลักษณะของการมีไข้รวมทั้งลักษณะของการปวดหัวจะหายไป
  • ช่วยแก้อาการผิดสำแดง (กินอาหารเป็นพิษไข้ แล้วทำให้โรคกำเริบเสิบสาน) ด้วยการใช้รากสดเอามาต้มรับประทานทีละราวๆ 2 ช้อนแกง
  • ใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ ด้วยการนำใบสดมาเคี้ยวโดยประมาณ 10 ใบ กลืนมัวแต่น้ำยาพอให้ยาจืด แล้วจึงคายกากทิ้ง
  • แก้คางทูม ด้วยการกางใบสดราวๆ 10-15 ใบ ตำอย่างละเอียดผสมกับเหล้าโรง คั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่บวม อาการบวมจะหายไป แล้วก็ลักษณะของการเจ็บปวดจะหายไปภายใน 30 นาที
  • ใช้แก้ฝี ด้วยการกางใบนำมาโขลกผสมกับเกลือและเหล้า ใช้พอกรอบๆที่เป็น เปลี่ยนยาทุกเช้าแล้วก็เย็น


ส่วนการใช้พญายอรักษาอาการเนื่องจากว่าแมลงกัดต่อย รวมทั้งเริมตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น  ให้ใช้ใบขยี้ทาบริเวณที่ถูกแมลง สัตว์ กัดต่อย หรือเป็นเริมและก็สำหรับครีม ที่มีสารสกัดพญายอร้อยละ 4 – 5   และก็สารละลาย (สำหรับป้ายปาก) ที่มีสารสกัดพญายอในกลีเซอรีนปริมาณร้อยละ 2.5 – 4                  รวมถึงโลชัน ที่มีสารสกัดพญายอปริมาณร้อยละ 1.25  ให้ใช้  ทาบริเวณที่มีอาการ วันละ 5 ครั้ง
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ  สารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบให้ทางปากหนูขาว จะลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำโดย carrageenan และก็ลดการอักเสบของถุงลมหนูขาวที่เหนี่ยวนำให้เกิดโดยฉีดลมรวมทั้งน้ำมันละหุ่ง (1-3) แม้กระนั้นถ้าหากใช้วิธีทาสารสกัดที่ผิวหนังจะไม่อาจจะลดน้ำหนองของถุงลมหนูได้ สารสกัดเอ็นบิวทานอล ขนาด 270 มก./กิโลกรัม จะลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้พอๆกับแอสไพรินขนาด 100 มก./กิโลกรัม (2) เมื่อใช้ 5% ของพญายอในรูป cold cream สารสกัดเอทานอล 95% แล้วก็สารสกัดเอทานอลในน้ำ ทาเฉพาะที่ให้หนูขาว  สามารถลดหนองแล้วก็การเกิด granuloma ได้ 50.98%, 50.10% และก็ 48.30% เป็นลำดับ สารสกัดเอทานอลจากใบ ขนาด 20 มคก./มิลลิลิตร ส่งผลต่อ cytokines  ที่เกิดในขั้นตอนการอักเสบ คือ ยับยั้ง  interleukin-1-b แต่ไม่อาจจะยับยั้ง interleukin-6 แล้วก็  tumor necrosing factor-a
ฤทธิ์รักษาโรคงูสวัด  นำสารสกัดจากใบพญายอความเข้มข้นต่างๆมาตรวจ DNA hybridization และ plaque reduction assay พบว่า ขนาด 1:2,000 รวมทั้ง 1:1,200 เป็นลำดับ จะยั้งเชื้อไวรัส Varicella zoster ก่อนไปสู่เซลล์ได้ 50% ขนาด 1:6,000 รวมทั้ง 1:4,800 ตามลำดับ จะฆ่าเชื้อโรคไวรัส  Varicella zoster  ในเซลล์  ขนาดมากกว่า 1:18,000 และ 1:9,600 ตามลำดับ สามารถทำลายเชื้อไวรัส Varicella zoster โดยตรงได้ 50% จะเห็นว่าเมื่อเชื้อเข้าสู่เซลล์แล้วฤทธิ์สำหรับการยั้งไวรัสน้อยลง
          คนป่วยโรคงูสวัด ปริมาณ 51 ราย  ได้รับการดูแลรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอเปรียบเทียบกับยาหลอกแบ่งเป็น 2 กรุ๊ป ตามจำพวกของยา และก็ให้ยาเรียงสลับแบบสุ่ม ผู้เจ็บป่วยทุกรายมาเจอหมอด้านใน 48 ชั่วโมงหลังจากมีลักษณะ  โดยให้ทายาวันละ 5 ครั้ง เป็นเวลา 7-14 วัน กระทั่งแผลจะหาย พบว่าผู้เจ็บป่วยสุดที่รักษาด้วยสารสกัดใบพญายอแผลจะเป็นสะเก็ดข้างใน 3 วัน และก็หายข้างใน 7-10 วัน มีจำนวนไม่ใช่น้อยกว่ากลุ่มสุดที่รักษาด้วยยาหลอกอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ มีระดับความเจ็บปวดลดลงเร็วกว่า และไม่เจอผลข้างเคียงอะไรก็ตาม
ฤทธิ์ต้านเริม  สารสกัดน้ำจากใบ มีฤทธิ์ต้านไวรัส Herpes simplex type 1 รวมทั้ง type 2 โดยตรงก่อนที่เชื้อไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ และสารสกัดจากใบความเข้มข้นตั้งแต่ 1:1,200 นาน 30 นาที สามารถออกฤทธิ์ทำลายเชื้อ HSV 2 โดยตรงก่อนเพาะเลี้ยงลงเซลล์ สารสกัดเมทานอลแล้วก็สารสกัดน้ำจากใบไม่สามารถยับยั้งเชื้อไวรัส HSV-2 รวมทั้ง HSV-1, HSV-2 ในเซลล์ ตามลำดับ
คนเจ็บโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ทั้งชายรวมทั้งหญิงปริมาณ 27 คน ได้รับการดูแลและรักษาด้วยครีมจากสารสกัดเอทานอลจากใบพญายอ 5% (dilution 1:4,800) เปรียบเทียบกับการดูแลและรักษาด้วยยา acyclovir cream จำนวน 26 คน รวมทั้งยาหลอก 24 คน  โดยทาแผลวันละ 4 ครั้ง ต่อเนื่องกัน 6 วัน พบว่า คนป่วยที่ได้รับการดูแลและรักษาด้วยครีมพญายอ แล้วก็ acyclovir cream แผลเป็นสะเก็ดในวันที่ 3 รวมทั้งหายข้างในวันที่ 7 แตกต่างจากแผลของผู้เจ็บป่วยที่ใช้ยาหลอก จะตกสะเก็ดในวันที่ 4–7 รวมทั้งหายในวันที่ 7-14 หรือเป็นเวลายาวนานกว่านั้น ครีมพญายอไม่ก่อให้เกิดอาการอักเสบ ระคาย ในระหว่างที่ acyclovir cream ทำให้แสบ
ผู้เจ็บป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเป็นซ้ำ ปริมาณ 56 ราย ได้รับการดูแลรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอ เปรียบเทียบการรักษากับยา acyclovir cream จำนวน 54 คน รวมทั้งยาหลอก 53 คน ทาตุ่มหรือแผลวันละ 4 ครั้ง ตรงเวลา 6 วัน พบว่ากรุ๊ปหวานใจษาด้วยยาจากสารสกัดพญายอแผลจะเป็นสะเก็ดข้างใน 3 วัน แล้วก็หายภายใน 7 วัน ไม่มีอาการแสบแผล  และไม่มีความแตกต่างจากการดูแลรักษาด้วย acyclovir cream แต่ว่ายา acyclovir cream จะมีผลให้แสบแผล (13)
ฤทธิ์แก้ปวด  เมื่อให้ส่วนสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบ ขนาด 30, 90, 270, 540, 810 และก็ 2,430 มิลลิกรัม/กิโลกรัม  แก่หนูถีบจักรทางปาก จะลดการบิดตัวของหนูที่ถูกรั้งนำโดยกรดอะซีติค รวมทั้งเพิ่มการซึมผ่านของผนังเส้นโลหิต เป็นสัดส่วนกับขนาดของส่วนสกัด ส่วนสกัดเอ็นบิวทานอลขนาด 90 มิลลิกรัม/กก. จะมีความแรงพอกับเฟนนิวบิวทาโซนขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สำหรับเพื่อการลดการบิดตัว แต่ว่าจะมีความแรงน้อยกว่าสำหรับเพื่อการลดการซึมผ่านผนังหลอดเลือด เมื่อให้สารสกัดนี้โดยการฉีดเข้าท้อง ไม่ชี้ให้เห็นว่ามีฤทธิ์ยับยั้งปวดเมื่อใช้วิธี hot water bath  และก็ให้ส่วนสกัดคลอโรฟอร์มจากใบขนาดดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นทางปากหนูถีบจักร  ไม่เป็นผลลดการบิดตัวของหนูด้วยเหมือนกัน
นอกจากนี้ พญายอมีสารออกฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ในหลอดทดสอบรวมทั้งมีฤทธิ์ต่อต้านแบคทีเรีย สารสกัดจากใบด้วยเอทธิลอะสิเตทเข้มข้น 1.39-6.31 มก./มล. สามารถยับยั้ง Bacillus cereus และ candida albican สาร    Flavonoids แล้วก็    Phenolic compounds ในสมุนไพรทุกประเภท ยับยั้งแบคทีเรียได้เพราะมี Carbonyl group รวมทั้ง    พญายอยังมีฤทธิ์ต้านทานพิษงู: มีการเรียนพบว่าสารสกัดพญายอมีฤทธิ์ปกป้องทําลายเซลล์เยื่อแผล แต่ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งพิษต่อระบบประสาทของงูเห่า ที่มีต่อNeuromuscular transmission
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษแล้วก็การทดสอบความเป็นพิษ
          การทดลองความเป็นพิษพบว่า สารสกัดเอ็นบิวทานอลมีค่า LD50 13.4 ก./กก. 48 ชั่วโมง ข้างหลังให้ทางปาก รวมทั้งมีค่า 3.4 กรัม/กิโลกรัม เมื่อฉีดเข้าท้อง การให้สารสกัดวันแล้ววันเล่าเป็นเวลา 6 อาทิตย์ ไม่เป็นผลต่อการเจริญเติบโตของหนูขาว แม้กระนั้นพบน้ำหนักไธมัสลดลงในขณะที่น้ำหนักตับเพิ่มขึ้น ไม่พบความแปลกต่ออวัยวะอื่นๆและไม่มีลักษณะอาการไม่พึงปรารถนาอื่นๆส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1.3 กรัม/กิโล (หรือเทียบเท่าใบแห้ง 5.44 กรัม/กก.) เมื่อป้อนเข้าทางปากหรือฉีดเข้าท้องหนูเม้าส์ ไม่ทำให้มีการเกิดอาการพิษใดๆก็ตามและเมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบขนาด 270 มก./กก. และ 540 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทุกวี่ทุกวัน นาน 6 อาทิตย์ พบว่าไม่มีผลต่อการเจริญเติบโต แต่น้ำหนักต่อมธัยมัเสียใจลง ในขณะน้ำหนักตับมากขึ้น ไม่พบความผิดปกติต่ออวัยวะอื่น และไม่พบอาการไม่ประสงค์ใดๆก็ตาม
ข้อเสนอแนะ / ข้อควรระวัง พญายอก็ราวสมุนไพรชนิดอื่นๆคือ ควรจะใช้ในจำนวนที่พอดิบพอดีไม่สมควรใช้มากเกินไปหรือนานกระทั่งเกินไปเพราะบางทีอาจเกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ และก็ในสมัยก่อนจะมีการใช้ใบสดนำมาตำแล้วพอกรอบๆที่เป็นแผล และก็ได้ผลการรักษาที่ดี แต่ว่าในปัจจุบันวิธีแบบนี้ไม่ได้รับความนิยมแล้ว เนื่องจากว่าจะชำระล้างแผลได้ยาก รวมถึงอาจจะก่อให้แผลติดเชื้อแล้วก็เป็นหนองจนกระทั่งลุกลามไปยังรอบๆอื่นได้
เอกสารอ้างอิง

  • เสลดพังพอนตัวเมีย.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.
  • ฉัตรชัย สวัสดิไขย,สุรศักดิ์ อิ่มเอี่ยม.พญายอ.คอลัมน์ยาน่ารู้.วารสารศูนย์การศึกษาแพยทศาสตร์คลินิกโรงพยาบาลพระปกเกล้า.ปีที่35. ฉบับที่1.มกราคม-มีนาคม 2561.หน้า106-110
  • สมชาย แสงกิจพร เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ธวัชสุภา ปราณี จันทเพ็ชร.  การรักษาผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเป็นซ้ำด้วยยาสารสกัดของใบพญายอ.  วารสารกรมการแพทย์ 2536;18(5):226-31
  • ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.“พญาปล้องทอง”.  หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.    หน้า 521-522.
  • Alam A,   Ferdosh S,   Ghafoor K,   Hakim A, Juraimi AS,    Khatib A,   et  al.   Clinacanthus nutans: A  review of   the   medicinal uses, pharmacology and    phytochemistry. AsianPac J Trop Med 2016:9: 402-9.
  • Thamaree S, Rugrungtham K, Ruangrungsi N, Thaworn N, Kemsri W.  The inhibitory effects of extracts of some herbal medicines on the production of proinflammatory cytokines by in vitro stimulated humam blood cells.  Thai J Pharm Sci 1998;22(3):S47. http://www.disthai.com/
  • พญายอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Panyakom K.   Strutcural elucidation of bioactive compounds of   clinacanthusnutans (Burm. f.)  lindau leaves [disserta-tion].    Nakhon Rathchasima. SuranareeUniversity of Technology; 2006.
  • ชุตินันท์ กันตสุข.  การทดสอบเบื้องต้นเพื่อหาฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ของสารสกัดสมุนไพรไทยบางชนิด.  วิทยานิพนธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2534.
  • “พญาปล้องทอง”.  หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  หน้า 88.
  • Kittisiripornkul S, Bunyapraphatsara, N, Tanasomwong W, Satayavivad J.  The antiinflammatory action and toxicological studies of Clinacanthus nutans.  การประชุม Princess Congress I, 10-13 Dec 1987, กรุงเทพฯ:AC-5.
  • Cherdchu C,   Poopyruchpong N,   Adchari-yasucha R,   Ratanabanangkoon K.   The absence of  antagonism between extracts of   Clinacanthus nutans Burm. and    Naja naja    siamensis venom. Southeast Asian J  Trop    Med    Public Health 1977;8:249-54.
  • Thamaree S, Rugrungtham K, Ruangrungsi N, Thaworn N, Kemsri W.  The inhibitory effects of extracts of some herbal medicines on the production of proinflammatory cytokines by in vitro stimulated humam blood cells.  Thai J Pharm Sci 1998;22(3):S47.
  • Sangkitporn S, Balachandra K, Bunjob M. Chaiwat S, Dechatiwongse Na-Ayudhaya T, Jayavasu C.  Treatment of Herpes zoster with Clinacanthus nutans (Bi Phaya Yaw) extract.  J Med Assoc Thai 1995;78(11):624-7.
  • Dampawan P,   Huntrakul C,   Reutrakul V, Raston CL,    White AH.    Constituents of Clinacanthus nutans and    crystal structureof   Lup-20(29)-Ene-3-One. J  Sci    Soc  Thailand 1977; 3: 14-26.
  • พญายอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • วิทยา บุญวรพัฒน์. “เสลดพังพอนตัวเมีย”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.   หน้า 562.
  • ชื่นฤดี ไชยวสุ ทวีผล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ชวลิตธำรง สุทธิโชค จงตระกูลศิริ.  การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบเสลดพังพอนและใบพญายอต่อเชื้อ Herpes simplex virus type-2 ในหลอดทดลอง.  วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2535;34(4):153-8.
  • Dechatiwongse T,  Sakkarat S, ShuypromA,   Pattamadilok D,   Bansiddhi J,   Water-man    PG,    et  al.   Chemical constituents of the   leaves of Clinacanthus nutans Lindau.Thai    Journal of  Phytopharm 2001;8(1):1.
  • Satayavivad J, Bunyapraphatsara N, Kittisiripornkul S, Tanasomwang W.  Analgesic and anti-inflammatory activities of extract of Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau.  Thai J Phytopharm 1996;3(1):7-17.
  • Thawaranantha D, Balachandra K, Jongtrakulsiri S, Chavalittumrong P, Bhumiswasdi J, Jayavasu C.  In vitro antiviral activity of Clinacanthus nutans on Varicella-zoster virus.  Siriraj Hosp Gaz 1992;44(4):285-91.
  • Yoosook C, Bunyapraphatsara N, Boonyakiat Y, Kantasuk C.  Anti-Herpes simplex virus activities of crude water extracts of Thai medicinal plants.  Phytomedicine 1999;6(6): 411-9.
  • Tanasomwang W.  The screening of anti-inflammatory action of Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau : a critical evaluation of carrangeenan-induced hind paw edema model.  MS Thesis, Mahidol Univ, 1986.
  • Yoosook C, Panpisutchai Y, Chaichana S, Santisuk T, Reutrakul V.  Evaluation of anti-HSV-2 activities of Barleria lupulina and Clinacanltus nutans.  J Ethnopharmacol 1999;67:179-87.
  • Suntararuks S, Satayavivad J, Vongsakul M, Wanichanon C, Thiantanawat A, Akanimanee J.  The study of immunologic effects of Clinacanthus nutans extract in male Wistar rats.  The Fourth Princess Chulabhorn International Science Congress Chemicals in the 21st Century, 28 Nov–2 Dec 1999, Bangkok, Thailand: P-24.


2
ทองพันชั่ง
ชื่อสมุนไพร ทองพันชั่ง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน หญ้าไก่ (ไทย) ,ติดเฮาะเล่งจือ (จีน-จีนแต้จิ๋ว) , ต้นหญ้ามันไก่ , ทองพันดุลย์ , ทองคำตาชั่ง (ภาคกึ่งกลาง) , มาลีฮ้อมบก (สุรินทร์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus nasutus (Linn.) Kurz.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus communis Nees
ชื่อสามัญ   White crane flower
ตระกูล   Acanthaceae
ถิ่นกำเนิด ทองพันชั่งเป็นไม้ล้มลุกครึ่งหนึ่งไม้พุ่ม มีถิ่นเกิดในประเทศแถบทวีปเอเชียใต้และเอเซียอาคเนย์รอบๆแถบเส้นศูนย์สูตร เจอทั่วไปในประเทศเขตร้อนของภูมิภาคดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว อาทิเช่น ประเทศ ประเทศอินเดีย เกาะมาตุรงค์กัสการ์ , มาเลเซีย อื่นๆอีกมากมาย แล้วมีการกระจายพันธุ์ไปในประเทศเขตร้อนใกล้เคียง เป็นต้นว่า บังคลาเทศ , พม่า ,ไทย , อินโดนีเซีย เป็นต้น ส่วนในประเทศไทย มีการประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพรและก็นำมาปลูกเป็นไม้ประดับ,พืชที่มีความเป็นสิริมงคลมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น ทองพันชั่งมีลักษณะเป็นไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก มีความสูงต้นราวๆ 1 - 1.5 เมตร มักแตกหน่อและแผ่แขนงออกเป็นกอ ลำต้นแล้วก็กิ่งมีขนกระจายทั่วๆไป กิ่งอ่อนมักเป็นสันสี่เหลี่ยมตามทางยาว ส่วนโคนของลำต้นแก่นไม้แกนแข็ง
  • ใบ เป็นใบคนเดียวลักษณะรูปไข่ ปลายใบและก็โคนใบแหลม ขอบของใบเรียบ หรือเป็นคลื่นนิดหน่อย ออกตรงกันข้ามกันเป็นคู่ๆและก็แต่ละคู่ออกสลับทิศทางกัน เนื้อใบบางและสะอาด ใบยาว 4 – 6 เซนติเมตร กว้าง 2 – 3 ซม. ใบมีสีเขียวอ่อน
  • ดอก เป็นดอกช่อขนาดเล็ก มีสีขาวออกเป็นช่อสั้นๆตรงซอกมุมใบ มองดูดอกมีลักษณะเสมือน นกกระยางกำลังบิน (แต่ว่าชาวสุรินทร์มีความเห็นว่าดอกทองพันชั่งเหมือนข้าวเม่าหมายถึงมีกลีบดอกสี่กลีบตกออกคล้ายข้าวเม่า ก็เลยเรียกต้นทองคำพันชั่งน้ำหนักว่า “ดอกไม้อ็อมบก” แสดงว่า ต้นดอกข้าวเม่า) กลีบรองดอกมี 5 กลีบ และมีขน กลีบดอกไม้สีขาวติดกันตรงโคนเป็นหลอด ยาวประมาณ 2 ซม. ปลายแยกเป็น 2 กลีบ กลีบขนยาวประมาณ 0.8 เซนติเมตร กว้าง 0.1 ซม. ปลายแยกเป็น 2 แฉกแหลมสั้นๆกลีบข้างล่างแผ่กว้าง 1.5 เซนติเมตร แยกเป็น 3 แฉก โคนกลีบมีจุดประสีม่วงแดง เกสรตัวผู้สีน้ำตาลอ่อน มีสองอันยื่นพ้นปากหลอดออกมาน้อย รังไข่มี 1 อัน รูปยาวรี มีหลอดท่อรังไข่คล้ายด้าย ยาวเสมอปากหลอดดอก ก้านเกสรสั้นติดอยู่ที่ปากท่อดอก
  • ผล มีลักษณะเป็นฝัก กลมยาว รวมทั้งมีขนข้างใน มี 4 เมล็ดเมื่อแห้งสามารถแตกได้
การขยายพันธุ์ ทองพันชั่งสามารถเพาะพันธุ์ได้ด้วย การเพาะเมล็ดและนำกิ่งมาปักชำ แต่ในตอนนี้วิธียอดนิยมแล้วก็มีอัตราการปลูกที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเป็นกระบวนการเป็นตัดกิ่งแก่ที่มีตาติดอยู่ 2-3 ตา แล้วปลิดใบทิ้งให้หมดต่อจากนั้นตัดรอบๆกิ่งให้เฉทำมุม 45 องศา แล้วปักลงไปในดินที่ชุ่มน้ำโดยให้กิ่งเอียงน้อย ทองคำพันชั่งน้ำหนักเป็นพืชที่เกลียดร่มเงามากมาย (อยากที่ที่มีแดดลอดผ่านมารำไร) มักถูกใจที่ดินปนทรายที่มีการระบายน้ำดี ไม่ขังเฉอะแฉะ และก็จะต้องรอดูแลการให้น้ำให้ดินเปียกชื้น รวมทั้งจำต้องรอกำจัดวัชพืชอยู่เสมอ เพราะว่าถ้าหากขาดน้ำหรือถูกแดดมากเกินไปใบจะเป็นจุดเหลืองและก็หลังจากนั้นจึงค่อยๆแห้งตาย ด้วยเหตุผลดังกล่าวการปลูกจำเป็นต้องปลูกในหน้าฝน
ส่วนประกอบทางเคมี ใบพบสารสำคัญคือ rhinacanthin รวมทั้ง oxymethylanthraquinone รากมี Resin Rhinacanthin (1.9 เปอร์เซ็นต์) มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ มีเกลือโปตัสเซียส และก็มี Oxymethylanthraquinone ยิ่งกว่านั้นยังเจอสาร  Quinone, Rutin (quercetin - 3 - rutinoside)
สรรพคุณ ตำรายาไทยใช้ ใบ รวมทั้งราก  รักษากลาก โรคเกลื้อน ผื่นคัน ใบ รสเบื่อเย็น ดับพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้พยาธิผิวหนัง รักษาอาการผมร่วง , ปวดฝี , แก้พิษ , แก้อักเสบ , บำรุงร่างกาย เป็นยาขับเยี่ยว ยาระบาย  ราก รสเบื่อเมา แก้กลากเกลื้อน ผื่นคัน และโรคผิวหนังที่เป็นน้ำเหลืองบางจำพวก   รักษาโรคโรคมะเร็ง ดับพิษไข้ แก้พิษงู พยาธิวงแหวนตามผิวหนัง ต้น รักษาโรคผิวหนัง กลากโรคเกลื้อน แก้น้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน รักษาโรคมะเร็ง ขับพยาธิตามผิวหนังหรือรอยแผล รักษาอาการไส้เลื่อน ฉี่ไม่ปกติ ต้น บำรุงร่างกาย รักษาอาการผมตกยิ่งกว่านั้นยังใช้ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆรักษาโรคต่อไปนี้คือ

  • ราก - รักษามะเร็งเนื้องอก รักษาโรคมะเร็งปอด กระเพาะไส้ มะเร็งตามร่างกาย ทำให้ผมดกดำ แก้ไอเป็นเลือด คลื่นไส้เป็นเลือด แก้ริดสีดวงทวาร ดับพิษไข้ รักษาโรคผิวหนัง แก้กระษัย แก้ผมหงอก ผมร่วง รักษาโรคตับทุพพลภาพ รักษาโรครูมาตำหนิซึม รักษาโรคไขข้อพิการ แก้ลมเข้าข้อทำให้ปวดบวมต่างๆขับฉี่ แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค
  • ต้น - รักษาโรคผิวหนัง คุดทะราด แก้เม็ดผื่นคัน
  • ต้น - รักษามะเร็งเนื้องอก รักษาโรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งกระเพาะ มะเร็งตามร่างกาย โรคมะเร็งลำไส้ แก้แมงเคียนรับประทานรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง
  • ใบ - แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง แก้ไข้ แก้ปวดศีรษะตัวร้อน แก้มะเร็งไช แก้หิดมะโคนย รักษาโรคมะเร็ง รักษาวัณโรค แก้ดวงใจโกลาหล แก้คลั่ง แก้สารพัดสารพันพิษ


นอกเหนือจากนี้ในตำราบางเล่ม ยังได้เอ่ยถึงคุณประโยชน์ทองคำพันชั่งน้ำหนัก โดยไม่ได้กล่าวว่าใช้ส่วนใดของพืช หรือส่วนใดในตำรายาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆในการรักษาโรคต่างๆดังต่อไปนี้เป็น
- รักษาโรคความดันโลหิตสูง รักษาโรคมะเร็ง แก้มุตกิตระดูขาว เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ผมร่วง รักษาโรคนิ่ว
- แก้เคล็ดขัดยอกชายโครง มือเคล็ดลับ คอเคล็ดลับ แก้มะเร็งในกระเพาะ แก้ฝีประคำร้อย แก้มะเร็งในคอ แก้มะเร็งในปาก แก้ไข้เหนือ แก้จุกเสียด เป็นยาหยอดตา แก้ไอเป็นเลือด แก้ช้ำใน แก้นิ่ว แก้โรคผิวหนัง แก้ลมสาร แก้มะเร็งในปอด แก้มะเร็งด้านในและข้างนอก
ทองพันชั่งน้ำหนักรักษาโรคมะเร็ง ช่วยยับยั้งโรคมะเร็ง ยกตัวอย่างเช่น มะเร็งในกระเพาะ มะเร็งในคอ มะเร็งในปาก มะเร็งในปอด เพราะเหตุว่าต้นทองคำพันชั่งน้ำหนักมีสารสำคัญคือ “สารแนพโทควิโนนเอสเทอร์” (Naphthoquinone Ester) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีการออกฤทธิ์สำหรับเพื่อการตอนยับยั้งมะเร็งเยื่อบุช่องปาก โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก  มีแถลงการณ์ว่าในประเทศไต้หวันใช้ทองพันชั่งน้ำหนักเป็นยาประจำถิ่นในการรักษาโรคเบาหวาน โรคผิวหนัง ความดันเลือดสูง และก็ตับอักเสบ
รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

  • ทาแก้ขี้กลากโรคเกลื้อนหรือโรคผิวหนังผื่นคันอื่นๆใช้ใบสดผสมน้ำมันถ่านหินหรือแอลกอฮอล์ 75 เปอร์เซ็นต์ หรือบางทีอาจใช้รากบดเป็นผุยผงแช่แอลกอฮอลล์ 1 อาทิตย์ เอามาทาแก้โรคผิวหนัง ขี้กลากโรคเกลื้อน รวมทั้งผื่นคันอื่นๆใช้ใบหรือรากสด ตำกับน้ำปูนใสผสมพริกไทย พอกแก้โรคผิวหนังเรื้อรัง กลาก รวมทั้งโรคผิวหนังอักเสบ หรือใช้ใบ (สดหรือแห้ง) หรือราก (สดหรือแห้ง) ตำอย่างระมัดระวัง แช่เหล้าพอท่วมตั้งไว้ 7 วัน นำน้ำยาที่ได้มาทาบริเวณที่เป็นเป็นประจำหรือทาวันละ 3-4 ครั้ง จนกระทั่งจะหาย เมื่อหายแล้วให้ทาต่ออีก 7 วัน เหตุที่จำต้องแช่ไว้นาน 7 วัน เป็นเพราะน้ำยาที่ยังแช่ไม่ครบกำหนดจะมีฤทธิ์กัดผิวหนัง หากนำไปทาจะมีผลให้ผิวหนังแสบและคันมากขึ้น น้ำยาจากรากแห้งกัดผิวมากยิ่งกว่าใบแห้ง
  • ส่วนน้ำยาจากใบสดไม่กัดผิว ใช้กินเป็นยาด้านใน รักษาโรคโรคมะเร็ง แล้วก็วัณโรคระยะเริ่มแรก


o ใช้ต้น สด จำนวน 30 กรัม ต้มกับน้ำ จำนวนท่วมใบยา ต้มดื่มต่างน้ำ
o ใช้ก้านและก็ใบสด 30 กรัม (แห้ง 10-15 กรัม) ผสมน้ำตาลกรวดต้มน้ำ รักษาโรคปอดระยะเริ่มแรก

  • ช่วยขับฉี่ ให้ใช้ใบสด คั่วให้แห้งนำมาชงเป็นชาใช้ดื่มจะช่วยขับปัสสาวะได้


การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ทำลายเชื้อรารวมทั้งยีสต์     ผลการค้นคว้าการฆ่าเชื้อรา Trichophyton rubrum ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคกลาก โดยวิธี paper disc เทียบกับยาต่อต้านเชื้อรา griseofulvin รวมทั้ง nystatin โดยใช้สารสกัดจากใบและกิ่ง ด้วยน้ำ แอลกอฮอล์ และก็คลอโรฟอร์ม พบว่าสารสกัดด้วยน้ำมีฤทธิ์น้อยมาก ส่วนสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์และคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต้านเชื้อราเจริญพอสมควร  สารสกัดทองคำพันชั่งด้วยเมทานอล ไดคลอโรมีเทนรวมทั้งเฮก เซน มีผลยับยั้งเชื้อรา Epidermophyton floccousm, Microsporum gypseum, Trichophyton mentagrophytes และ T. rubrum ที่กระตุ้นให้เกิดโรคผิวหนัง เมื่อทดลองบนจานเลี้ยงเชื้อ   สาร rhinacanthin C, D และก็ N ซึ่งแยกจากใบเมื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา บนจานเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสารดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วอีกทั้ง 3 ชนิด สามารถต่อต้านเชื้อราที่กระตุ้นให้เกิดโรคทางผิวหนัง ดังเช่น  Trichophyton rubrum, T. mentagrophytes และ Microsporum gypseum  ได้ โดยที่สาร rhinacanthin C มีฤทธิ์แรงที่สุด  สารสกัด RN-A แล้วก็ RN-B ซึ่งเป็นกรุ๊ป sesquiterpenoid จากใบทองพันชั่ง มีลักษณะส่วนประกอบคล้ายกับสาร pyrano-1,2-naphthoquinones  สามารถฆ่าสปอร์ของเชื้อรา  Pyricularia oryzae ซึ่งเป็นราที่เป็นสาเหตุของโรคในข้าวเจ้าได้  สาร 3,4-dihydro-3,3-dimethyl-2H-naphtho(2,3-o)pyran-5,10-dione จากทองพันชั่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อรา              สาร rhinacanthin C, D แล้วก็ N จากใบทองพันชั่งน้ำหนัก สามารถยับยั้งยีสต์ Candida albicans ซึ่งเป็นต้นเหตุของการตำหนิดเชื้อราในช่องปากรวมทั้งช่องคลอด
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส  สารสกัดใบทองพันชั่งน้ำหนักด้วยน้ำรวมทั้งเอทานอล เมื่อนำมาทดลองฤทธิ์ต่อต้านไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัส Herpes simplex type1 (HSV-1) ซึ่งเป็นสาเหตุของเริม  สาร rhinacanthin C และก็ D จากต้นทองคำพันชั่งน้ำหนัก เมื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส ในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อ cytomegalovirus ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนี่งของการตำหนิดเชื้อไวรัสในคนเจ็บภูมิคุ้มกันผิดพลาด  สาร rhinacanthin E แล้วก็ F จากส่วนเหนือดินของต้นทองคำพันชั่งน้ำหนัก เมื่อเอามาทดลองฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ได้
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ    สารสกัดต้นทองพันชั่งด้วยแอลกอฮอล์จำนวนร้อยละ 50  เมื่อป้อนหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาด 10 กรัม/กิโลกรัม ไม่พบอาการเป็นพิษในหนูเม้าส์ ซึ่งขนาดที่ใช้ทดสอบนี้เป็น 3,333 เท่าของขนาดที่ใช้ในหนังสือเรียนยา
ข้อเสนอ/ข้อควรคำนึง   การเก็บมาใช้ ควรเก็บใบและก็รากจากต้นที่มีความสมบูรณ์แข็งแรงได้รับปุ๋ย, แสงแดด และก็น้ำพอเพียง กล่าวอีกนัยหนึ่งใบไม่มีจุดเหลือง มีสีเขียวสดวาว รวมทั้งควรจะเลือกเก็บจากต้นที่แก่เกิน 1 ปี หรือมีดอกแล้ว รวมทั้งสำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ โรคหืด โรคโลหิตจาง โรคมะเร็งในเลือด โรคความดันโลหิตต่ำ ไม่ควรกินสมุนไพรทองคำพันชั่งน้ำหนัก
เอกสารอ้างอิง

  • นันทวัน บุณยะประภัศร, บรรณาธิการ. 2530. ก้าวไปกับสุมนไพร เล่ม 3 พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพมหานคร:ธรรกมลการพิมพ์.
  • ทองพันชั่ง.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ทองพันชั่ง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Wu, T.S., Tien, J.J., Yeh, M.Y., and Lee, K.H. 1988. Isolation and cytotoxicity of rhinacanthin-A and - B, Two napthoquinones from Rhinacanthus nasutus. Phytochemistry 27 (12) : 3787-3788.
  • มาโนช วามานนท์ และเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, บรรณาธิการ. 2530. ยาสมุนไพร สำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. http://www.disthai.com/
  • ทองพันชั่ง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่6.คอลัมน์สมุนไพรน่ารู้.ตุลาคม 2522
  • ภโวทัย พาสนาดสภณ.สารออกฤทธิ์ในสมุนไพร (Active Ingradients in Herbs). คอลัมน์ บทความวิชาการ.วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี.ปีที่ 27 .ฉบับที่1.กันยายน 2558 – กุมภาพันธ์ .2559. หน้า 120-131
  • ทองพันชั่ง.กลุ่มสมุนไพรแก้มะเร็ง.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  • โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง. 2531. ทองพันชั่ง : แก้กลาก เกลื้อน สังคัง. ข่าวสารสมุนไพร 32 : 32-35.
  • Wongwanakul, R., Vardhanabhuti, N.,Siripong, P., &Jianmongkol, S. (2013). Effects of rhinacanthin-C on function andexpression ofdrugeffluxtransporters in Caco-2cells. Fitoterapia,89, 80-85.


3

น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate)
น้ำมันระกำคืออะไร  น้ำมันระกำ เมทิลซาลิไซเลต (Methyl salicylate หรือ Wintergreen oil หรือ Oil of wintergreen) เป็นสารอินทรีย์ในธรรมชาติพบได้จากพืชหลากหลายประเภทโดยยิ่งไปกว่านั้นพืชในกรุ๊ปวินเทอร์กรีน (Wintergreen) รวมทั้งพืชอีกหลายชนิดที่ผลิต เมทิลซาลิไซเลต ในปริมาณน้อย ดังเช่นว่า

  • สปีชี่ส่วนใหญ่ของวงศ์ Pyrolaceae โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสกุล Pyrola
  • บางสปีชี่ของสกุล Gaultheria ในวงศ์ Ericaceae
  • บางสปีชี่ของสกุล Betula ในวงศ์ Betulaceae โดยยิ่งไปกว่านั้นในสกุลย่อย Betulenta


แต่ว่าในขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ สามารถสังเคราะห์สารเมทิลซาลิไซเลตแบบที่เจอในน้ำมันระกำได้เช่นเดียวกัน แล้วก็ถูกประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตน้ำหอม ของกิน เครื่องดื่ม และยาในบ้านพวกเรา น้ำมันระกำมักถูกเอามาเป็นส่วนผสมของ ครีม ขี้ผึ้ง น้ำมันทาเช็ดนวด สำหรับลดอาการปวดของกล้ามเนื้อรวมทั้งปวดข้อ ซึ่งสารเมทิลซาลิไซเลตในน้ำมันระกำมักใช้ได้กับอาการปวดชนิดเฉียบพลันไม่ร้ายแรง แต่ว่าอาการปวดชนิดเรื้อรังจะเห็นผลน้อย
สูตรเคมีรวมทั้งสูตรโครงสร้าง น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) เป็นสารอินทรีย์ในสูตรโครงสร้างมีกลุ่ม เอสเทอร์ (Esters) วงแหวนเบนซินซึ่งสามารถดูดกลืนรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ เป็นองค์ประกอบหลักแล้วก็มีชื่อทางเคมีตาม IUPACหมายถึงmetyl 2-hydroxybenzoate มีสูตรเคมี C6H4(HD)COOCH3 มีน้ำหนักโมเลกุล 152.1494g/mal มีจุดหลอมเหลวที่ -9 องศาเซลเซียส (ºC) จุดเดือดอยู่ที่ 220-224 องศาเซลเซียส  (ºC) สามารถติดไฟได้ แล้วก็สามารถละลายเจริญในแอลกอฮอลล์ กรดอะสิตำหนิก อีเทอร์ ส่วนในน้ำละลายได้น้อย
 
 
 
 
                สูตรองค์ประกอบทางเคมีของเมทิลซาลิไซเลท
                           ที่มา : Wikipedia                                   ที่มา : Brahmachari (2009)                                                 
 
 
มูลเหตุ/แหล่งที่เจอ น้ำมันระกำ หรือ เมทิลซาลิไซเลต ในอดีตกาลนั้นสามารถสกัดได้จากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ในตอนนี้ เมื่อแวดวงวิทยาศาสตร์ล้ำหน้าขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้ ซึ่งสามารถแยกสิ่งที่ทำให้เกิดน้ำมันระกำได้เป็น

  • ได้มากจากธรรมชาติ จะได้มาจากผู้กระทำลั่นใบของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มี ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gaultheria procumbens Linn. ชื่ออังกฤษ wintergreen, Checkerberry, Teaberry Tree, อยู่ในตระกูล ERICAEAE ลักษณะ เป็นไม้พุ่มเล็กๆแผ่ไปตามดิน ยอดจะยกขึ้นสูงราวๆ10-15 เซนติเมตร แก่เกิน 1 ปี ใบ ลำพังออกสลับกัน ใบสีเขียวแก่ รูปไข่ ยาว 1-2 เซนติเมตร ใบมีกลิ่นหอมหวนหวานรสฝาด ดอก สีขาวเป็นรูประฆัง ยาว 5 มม. ออกที่ข้อด้านข้างใบ ผล เป็น capsule สีม่วง มีส่วนของกลีบรองกสีบดอก สีแดงสดติดอยู่ ซึ่งในใบจะมีสาร methyl Salicylate อยู่ถึง 99% เลยทีเดียว โดยพืชชนิดนี้เป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือรวมทั้ง
  • ได้มาจากการสังเคราะห์สารเคมี โดยการสร้าง น้ำมันระกำทางวิทยาศาสตร์ได้จากการสังเคราะห์สารมีชื่อทางเคมีว่า Salicylyl acetate เป็นอนุพันธ์เอสเธอร์ ของ Salicylic acid และก็ methyl salicylate โดยใช้ปฏิกิริยาคอนเดนเซซั่น ของกรดซาลิไซลิก กับ เมทานอล โดยการทำให้กรดซัลฟิวริกผ่าน esterification กรด Salicylic จะละลายในเมทานอลเพิ่มกรดกำมะถันและก็ความร้อน เวลาสำหรับเพื่อการทำปฏิกิริยาคือ 3 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 90-100 ℃ เมื่อปล่อยให้เย็นถึง 30 ℃ แล้วใช้น้ำมันล้างด้วยสารละลายโซเดียมคาร์บอเนตที่มีค่า pH 8 ข้างบนแล้วล้างด้วยน้ำ 1 ครั้ง น้ำ. ส่วนการกลั่นด้วยเครื่องสุญญากาศ 95-110 ℃ (1.33-2.0kPa) กลั่นให้ได้เมทิลซาลิไซเลต 80% หรือปริมาณเมทิลเซลิเซียลในอุตสาหกรรมทั่วไปเท่ากับ 99.5%
ประโยชน์แล้วก็สรรพคุณ
ผลดีและก็คุณประโยชน์ของน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) คือ ใช้เป็นยาระงับปวดจำพวกใช้เฉพาะที่สำหรับบรรเทาอาการปวดต่างๆที่ไม่รุนแรง ได้แก่ ปวดข้อ ปวดกล้ามจากภาวะตึงหรือเคล็ดลับ ข้อต่ออักเสบ บอบช้ำ หรือปวดหลัง ฯลฯ โดยยานี้จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกเย็นบริเวณผิวหนังในตอนแรก แล้วจะเบาๆอุ่นขึ้น ซึ่งช่วยเบี่ยงเบนความพึงพอใจจากการรู้สึกถึงอาการปวด นอกเหนือจากนั้น ยังอาจใช้รักษาโรคอื่นๆตามดุลยพินิจของหมอด้วย  น้ำมันระกำมีกลไกการออกฤทธิ์ โดยตัวยาจะทำการกระตุ้นปลายประสาทที่รับความรู้สึกถึงความร้อน - อบอุ่น ทำให้ร่างกายมีการสนองตอบถึงการบรรเทาอาการปวดต่ำลง จึงทำให้มีความรู้สึกถึงฤทธิ์การดูแลและรักษาตามสรรพคุณ ในการศึกษาเรียนรู้ฤทธิ์ทางเภสัชยังพบอีกว่าน้ำมันระกำสามารถปรับปรุงแก้ไข ต่อต้านการปวดบวมแล้วก็อักเสบ แถมมีฤทธิ์เป็นยาชาแบบอ่อนๆรวมทั้งมี pH เป็นกรด ออกจะแรง รวมทั้งมีโมเลกุลแบบ BHA ด้วย มีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะแบบอ่อนๆทำให้ทำลายแบคทีเรียที่ผิวหน้าได้มักใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยา แอสไพริน ซาลิโซเลต และยาฆ่าเชื้อ
                นอกจากนั้นยังคงใช้เมทิลซาลีไซเลตในอุตสาหกรรมอื่นๆอีกเช่น เป็นส่วนประกอบในสินค้าต่างๆอาทิเช่น ยาสีฟัน แป้งทาตัว ยาหม่อง อุตสาหกรรมย้อมสี น้ำหอม เป็นต้น
การเรียนทางเภสัชวิทยา รายงานทางเภสัชวิทยาของน้ำมันระกำนั้นไม่ค่อยรายงานมากมาย คนเขียนสามารถรวบรวมมาได้เพียงแค่เล็กๆน้อยๆเท่านั้น ดังเช่น กรดซาลิไซลิก มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการต้านทานเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ต้านสะเก็ดเงิน โดยสมุนไพรที่พบกรดซาลิไซลิก จะพบมากในพืชสกุล Salix เช่น สนุ่น willow ยิ่งกว่านั้นยังเจอในต้น wintergreen (Gaultheria procumbens) ที่เอามาทำน้ำมันระกำฯลฯ และการใช้น้ำมันระกำ(เมทิลซาลิไซเลต)ทาร่วมกับการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดได้แก่ Warfarin, Dicumarol สามารถทำให้เลือดออกตามร่างกายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุดังกล่าวถ้าแจ้งให้หมอทราบก่อนใช้ยา แพทย์จะปรับขนาดกินของ Warfarin รวมทั้ง Dicumarol ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยเป็นกรณีๆไป

การศึกษาทางพิษวิทยา
มีรายงานการเรียนรู้ความเป็นพิษฉับพลันในน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) โดยให้ทางปากแก่หนูทดลอง พบว่าค่า LD50=1110 มก./น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) แล้วก็เมื่อฉีดเข้ากล้ามหนูทดลองพบว่า ค่า LD50=887 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว (โล) สารเมทิลซาลิไซเลตหรือน้ำมันระกำบริสุทธิ์จัดเป็นสารเคมีที่มีพิษ ร่างกายมนุษย์ไม่ควรได้รับเมทิลซาลิไซเลต เกิน 101 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโล ในปี ค.ศ. 2007 (พุทธศักราช 2550) มีรายงานของนักกีฬาที่วิ่งผ่านประเทศเสียชีวิตเนื่องจากว่าร่างกายของเขามีการซับเมทิลซาลิไซเลตมากเกินไปด้วยการใช้ยาทา แก้ปวด เพราะฉะนั้นจะต้องทำความเข้าใจกับคนซื้อ/ผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยาใช้ภายนอกเมทิลซาลิไซเลตกับเด็กตัวเล็กๆซึ่งจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นมากยิ่งกว่าผู้ป่วยในกลุ่มอื่นๆซึ่งก่อนที่จะมีการเลือกใช้เภสัชภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของยานี้จะต้องขอคำแนะนำแพทย์หรือเภสัชกรก่อนจะมีการใช้ยาทุกครั้ง
ขนาด/ปริมาณที่ควรใช้ น้ำมันระกำตามตลาดในบ้านเราจำนวนมากนั้นชอบเห็นเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆที่มีส่วนผสมของน้ำมันระกำ หรือ เป็นส่วนประกอบของยาถูนวดที่ใช้ทาด้านนอกเป็นส่วนมาก ซึ่งก็มีหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่าร่างกายมนุษย์ไม่ควรได้รับเมทิลยาลิไซเลตเกิน 101 มก./น้ำหนักตัว (กก.) โดยถ้าใช้เป็นยาทาก็บางทีอาจจะใช้ทาได้ในรอบๆที่ปวดวันละ 3-4 ครั้ง ก็น่าจะพอเพียงแล้ว
ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  • ด้วยเหตุว่าน้ำมันระกำมีฤทธิ์คล้ายแอสไพรินด้วยเหตุนี้ควรต้องแจ้งให้แพทย์รู้ก่อนใช้ยาถ้ามีประวัติแพ้ยาหรือส่วนประกอบของยาประเภทนี้ แพ้ยาแอสไพรินหรือยาในกลุ่มซาลิไซเลต รวมถึงยาชนิดอื่น ของกิน หรือสารใดๆก็ตาม
  • ผู้ที่อยู่ในช่วงให้นมลูกควรเลี่ยงการใช้ทาบริเวณเต้านม
  • ห้ามให้เด็กอายุต่ำยิ่งกว่า 12 ปี ใช้โดยไม่ได้ขอความเห็นแพทย์
  • ห้ามป้ายยานี้ในรอบๆที่เป็นแผลเปิด แผลไหม้
  • หากทายานี้แล้วมีลักษณะแสบร้อนมากขึ้นให้ล้างออกด้วยน้ำสบู่แล้วขัดเบาๆเพื่อทำความสะ อาดกำจัดยาออกไป
  • ห้ามทายานี้บริเวณ ตา ของลับ ช่องปาก เพราะว่ายาจะทำให้เกิดอาการเคืองอย่างมากต่อเยื่อพวกนั้น
  • เลี่ยงการใช้เพื่อสูดดม เนื่องจากอาจก่อการเคืองเยื่อเมือกบุทางเดินหายใจได้
  • หากใช้ยาจำพวกครีม เจล โลชั่น ออยล์ ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ ให้ทาบางๆในรอบๆที่มีลักษณะปวด แล้วก็นวดเบาๆให้ยาซึมไปสู่ผิวหนัง
  • การใช้ยาแบบเป็นน้ำหรือแท่ง ให้ทายาบริเวณที่มีลักษณะปวด จากนั้นนวดช้าๆจนยาซึมลงผิวหนัง
  • การใช้ยาจำพวกแผ่นแปะ ให้ลอกแผ่นฟิล์มออก ต่อจากนั้นแปะบริเวณที่มีลักษณะอาการปวดให้แนบสนิทไปกับผิวหนัง โดยใช้วันละ 1-2 ครั้ง ตามอยากได้
ส่วนผลข้างเคียงจากการใช้น้ำมันระกำ Methyl Salicylate
อาจจะทำให้เกิดผลใกล้กัน ตัวอย่างเช่น ผิวระคายเคือง แสบ แดง มีลักษณะชา รู้สึกเจ็บปวดคล้ายเข็มทิ่มแทงตามผิวหนัง เกิดภาวะภูมิไวเกิน ฯลฯ
แต่ ถ้าหากพบผลข้างเคียงรุนแรงจากการใช้น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) ดังต่อไปนี้ ควรหยุดใช้ยาและไปพบแพทย์ทันที อย่างเช่น

  • มีลักษณะอาการแพ้ยา อาทิ เป็นลมเป็นแล้งพิษ หายใจไม่สะดวก หน้าบวม ริมฝีปากบวม ลิ้นบวม คอบวม เป็นต้น
  • มีลักษณะอาการแสบอย่างหนัก เจ็บ บวม หรือพุพองในรอบๆที่ใช้ยา ถ้าเกิดพบอาการดังที่กล่าวถึงแล้วให้รีบล้างยาออกก่อนและไปพบหมอทันที
เอกสารอ้างอิง

  • สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.สอบถามเกี่ยวกับสมุนไพร.กระดานถาม-ตอบ
  • Brahmachari, G. 2009. Natural products: chemistry, biochemistry and pharmacology. Alpha Science International Ltd, Oxford. http://www.disthai.com/
  • ต้นน้ำมันระกำมีประโยชน์อย่างไร.ไทยเกษตรศาสตร์.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Methyt Salicylate (เมทิลซาสิไซเลต)-รายละเอียดของยา.พบแพทย์ดอทคอม(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • เมทิลซาสิไซเลต.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Yü-Liang Chou 1952. Floral morphology of three species of Gaultheria: Contributions from the Hull Botanical Laboratory. Botanical Gazette 114:198–221 First page free
  • Gibbons, Euell. "Stalking the Healthful Herbs." New York: David McKay Company. 1966. pg. 92.



Tags : น้ำมันระกำ

4

โรคเริม (Herpes simplex/Cold sore)
[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/16883967/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1-herpes-simplexcold-sore]โรคเริม[/u][/url] คืออะไร โรคเริม (Herpes simplex) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งของผิวหนังและเยื่อเมือกต่าง ๆ (โดยเฉพาะบริเวณปากและอวัยวะเพศ) ทำให้มีลักษณะพุขึ้นเป็นตุ่มใสเล็ก ๆ แล้วแตกเป็นแผล ตกสะเก็ด ซึ่งหายได้เอง แต่มักกำเริบซ้ำและเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง ในปัจจุบันโรคเริม  เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในเมืองไทย และมีแนวโน้มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งชื่อ เฮอร์ปีส์ ซิมเพล็กซ์ (herpes simplex virus, ชื่อย่อ HSV) ทั้งนี้คำว่า herpes ของโรคเริม  มีรากศัพท์มาจากภาษาอังกฤษหมายถึงเวลาคืบคลาน ซึ่งฮิปโปเครติสเป็นผู้ริเริ่มใช้คำนี้เป็นคำแรก กล่าวกันว่าในยุคโรมันได้มีการระบาดของแผลที่ปากเป็นอย่างมากอย่างไรก็ตามการใช้คำนี้ในระยะยังคงสับสนมากและยังใช้เรียกชื่อแผลที่ผิวหนังอีกหลายชนิด โรคเริ่มในปัจจุบันพบบ่อยอีกโรคหนึ่ง พบได้ในทุกอายุ แต่พบได้บ่อยกว่าในวัยหนุ่มสาวและในวัยผู้ใหญ่ โอกาสเกิดโรคใกล้ เคียงกันทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย และจัดเป็นโรคติดต่อ ส่วนผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมักมีอาการ                           ที่มา : Wikipedia
กำเริบได้บ่อยและรุนแรงกว่าปกติ ส่วนในเด็กทารกและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ อาจมีอาการรุนแรง โดยเชื้อสามารถแพร่เข้าสู่กระแสเลือดกระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว แต่ส่วนใหญ่การติดเชื้อเริมมักไม่แสดงอาการ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อไปให้ผู้อื่นได้
สาเหตุของโรคเริม ดังที่กล่ามาแล้วว่าโรคเริมเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ชื่อ เฮอร์ปี ซิมเพล็กไวรัส หรือ เรียกย่อว่า เอชเอสวี (Herpes simplex virus, HSV) ซึ่งไวรัสของโรคเริมนี้เป็นไวรัสต่างชนิดกับโรคงูสวัดและโรคอีสุกอี ใส ถึงแม้จะก่อให้เกิดตุ่มน้ำกับผิวหนังได้คล้ายๆกัน
ในทางการแพทย์สามารถแยกเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเริมนี้เป็น 2 ชนิด คือ

  • เฮอร์ปีส์ ชนิดที่ 1 (herpes simplex virus type I ชื่อย่อ HSV-I)
  • เฮอร์ปีส์ ชนิดที่ 2 (herpes simplex virus type II ชื่อย่อ HSV-II)


ซึ่งแต่เดิมเคยเชื่อว่า เฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ 1 เกิดโรคเฉพาะที่ช่องปากและริมฝีปาก ส่วนเฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ 2 เกิดโรคเฉพาะที่อวัยวะเพศภายนอกและช่องคลอด แต่ปัจจุบันพบว่าไวรัสทั้ง 2 ชนิด สามารถก่อโรคได้กับผิวหนังทั้ง 2 แห่งได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่เชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 1 มักจะทำให้เกิดอาการกำเริบที่ปากมากกว่าที่อวัยวะเพศ ส่วนเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 2 มักจะทำให้เกิดอาการกำเริบที่อวัยวะเพศมากกว่าที่ปาก  อนึ่ง HSV เป็นเชื้อไวรัสที่จัดอยู่ใน Fsmily Herpesviridae Subfamily Alphaherpesvirinae ไวรัสตระกูลนี้ทำให้เกิดการติดเชื้อแบบแอบแฝง (latent infection) ที่ปมประสาท
อาการของโรคเริม หลังจากได้รับเชื้อแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ จะเริ่มต้นแสดงอาการ คันๆ เจ็บๆ หรือปวดแสบร้อนบริเวณผิวหนัง แล้วต่อมาจะเริ่มมีอาการอักเสบของผิวหนัง เกิดอาการบวม แดง ร้อน และเริ่มพองเป็นตุ่ม น้ำใส เรียงตัวเกาะกันเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 2-10 เม็ด ลักษณะคล้ายไข่ปลาหรือพวงองุ่น ต่อมาตุ่มน้ำใสเหล่านี้ ก็จะพองโตและแตกออกกลายเป็นแผลเปิดชนิดแผลตื้นๆ หลายแผลติดๆ กัน คล้ายแผลร้อนในภายในช่องปาก และมักจะหายได้เอง ภายใน 1-3 สัปดาห์ ในกรณีที่มีอาการของโรคเริมครั้งแรก ในบางคนอาจมีอาการอ่อนเพลีย ครั่นเนื้อครั่นตัว ไข้ต่ำๆ คล้ายกับอาการของไข้หวัดร่วมด้วย
โดยก่อนหน้าจะเกิดตุ่มพอง อาจอ่อนเพลียแต่ไม่มีอาการอื่น จึงมักไม่รู้ตัวว่า ติดโรค หรือบางคนอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดนำก่อน 1 - 3 วันเช่น ไข้สูง หรือ ไข้ต่ำ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยเนื้อตัว และเมื่อเกิดในปากอาจกินอาหารแล้วเจ็บทำให้กินได้น้อย ผอมลง
ทั้งนี้ในทางการแพทย์สามารถแบ่งชนิดการติดเชื้อของโรคเริมได้ดังนี้

  • การติดเชื้อในช่องปากและเหงือกอักเสบ คออักเสบ ส่วนใหญ่การติดเชื้อครั้งแรกมักไม่ปรากฏอาการ ประมาณ 1-2 วันจะพบเม็ดตุ่มพองขึ้นที่เยื่อเมือกของช่องปาก โดยปกติจะพบรอยโรคเฉพาะที่เยื่อเมือกในช่องปากและพบได้หลายตำแหน่งอาจเป็นข้างเดียว หรือทั้ง 2 ข้าง แผลจะค่อยหายภายใน 2 สัปดาห์ ในผู้ใหญ่มักพบ คออักเสบหรือทอนซิลอักเสบ มีอาการเจ็บคอ มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต อาจพบแผลในลำคอ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย
  • การติดเชื้อเริมที่ริมฝีปาก ภายหลังกาติดเชื้อ HSV-1 ครั้งแรก ตำแหน่งที่พบคือ ริมฝีปากบริเวณรอยต่อของผิวหนังและเยื่อเมือก อาการจะเริ่มจะเกิดเม็ดแดงแสบคันประมาณ 1-2 วัน ต่อมากลายเป็นตุ่มหนองใสขึ้นเป็นกลุ่มเรียก cold sore หรือ fever blister
  • การติดเชื้อเริมที่กระจกตาและเยื่อบุตา การติดเชื้อทำให้เกิดอาการตาแดงข้างเดียวก่อน และจะลามไปที่กระจกตา เริ่มแรกจะเป็นแผลตื้น ต่อไปแผลจะลามมีลักษณะแตกกิ่งก้านหรือเป็นแผลรูปกลม ทำให้ตาบอดได้
  • การติดเชื้อเริมที่สมอง จะทำให้เกิดสมองอักเสบ พบได้ทั้งการติดเชื้อครั้งแรกและซ้ำอาการที่พบคือมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการทางประสาท มีอาการเด่นชัดคือ อาการอักเสบของสมองเฉพาะส่วน ผู้ป่วยจะมีอาการชัก อัมพาตครึ่งซีก พูดไม่ได้
  • การติดเชื้อที่อวัยวะสืบพันธุ์ genital herpes) HSV-2 จะระบาดติดเชื้อทางผิวหนังและระบาดไปยังบริเวณอื่น ทำให้เกิดอาการบวมพุพอง บริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก มีอาการคัน ปวดแสบร้อนและเจ็บบริเวณที่เกิดรอยโรคในผู้หญิงทำให้เกิดการอักเสบที่ปากมดลูกช่องคลอดอักเสบ มักเกิดตุ่มแดง บางครั้งเกิดที่ขาอ่อนหรือสะโพกก้น หลังจากเวลาผ่านไปเล็กน้อยจะมีไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบบวม หลังจากเชื้อแฝงตัวที่ปมประสาท ถ้ามีการกระตุ้น เช่นอ่อนเพลีย มีประจำเดือน จะมีอาการคัน ปวดที่อวัยวะเพศ อาการจะคงอยู่ 1-2 วัน ก่อนที่จะมีแผลพุพอง เมื่อเกิดแผลพุพองจะแสดงอาการเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาการจะหายไป โดยพบว่าการติดเชื้อในสตรีมักรุนแรงกว่าบุรุษ


นอกจากนี้โรคเริมเป็นโรคที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยเมื่ออาการของโรคเริมหายดีแล้ว เชื้อไวรัสจะไปหลบซ่อนอยู่ในปมประสาท ซึ่งยาไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปทำลายได้ เป็นระยะพักหรือ หลบซ่อนตัวของเชื้อไวรัสโดยที่ไม่แสดงอาการออกมา รอเวลาจนกว่าสภาวะความแข็งแรงของร่างกายลดต่ำลง เช่น ตอนอ่อนเพลีย ภูมิต้านทานของร่างกาย ลดต่ำลง สตรีที่กำลังมีประจำเดือน ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในภาวะที่ทำงานหนัก พักผ่อนน้อยเกินไป อารมณ์เครียด คิดมาก กำลังเจ็บป่วย อากาศร้อนและแสงแดดจัด เมื่อใดก็ตามที่สภาวะของร่างกายอ่อนแอ โรคนี้ก็จะกลับมาเป็นซ้ำได้ใหม่ ณ ตำแหน่งที่เดิมหรือใกล้เคียง
แนวทางการรักษาโรคเริม แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคเริมได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และจากลักษณะตุ่มน้ำ โดยมักตรวจพบตุ่มน้ำใสขนาด 2-3 มิลลิเมตร หลายตุ่มอยู่กันเป็นกลุ่ม ๆ หรือพบตุ่มตกสะเก็ดหรือแผลเล็ก ๆ คล้ายรอยถลอกในบริเวณผิวหนังส่วนใดส่วนหนึ่ง ริมฝีปาก หรือที่อวัยวะเพศ และอาจตรวจพบต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงโตและเจ็บ ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้ร่วมด้วย อาจตรวจพบแผลขึ้นพร้อมกันหลายแห่งในช่องปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กที่เป็นเริมในช่องปาก แต่ถ้าหากแพทย์ไม่แน่ใจว่าใช่อาการของเริมหรือไม่แพทย์ก็อาจจะมีการสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่ม เช่น การตรวจเลือด การเพาะเชื้อตรวจหาสารก่อภูมต้านทาน การทดสอบทางน้ำเหลืองเพื่อหาระดับภูมิต้านทาน เนื่องจากอาการของเริมนั้นค่อนข้างคล้ายกับโรคอื่น ๆ อาทิ โรคงูสวัด แผลร้อนใน และการติดเชื้อแบคทีเรีย
ปัจจุบันโรคเริมยังคงเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายสนิทได้ ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้วการรักษาโรคเริมจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

  • การบรรเทาอาการเจ็บปวด
  • การควบคุมการแพร่กระจายของไวรัส


ซึ่งโรคเริมที่พบมากคือ บริเวณริมฝีปาก ช่องปาก และอวัยวะสืบพันธุ์ ดังนั้นจึงกล่าวถึงเฉพาะบริเวณดังกล่าวดังนี้ เนื่องจากโรคเริมเกิดจากเชื้อไวรัสและสามารถหายได้เอง จึงแนะนำให้รักษาตามอาการ เช่น ใช้ยาแก้ปวดพาราเซตามอล เมื่อมีอาการปวด หรือมีไข้ และอาจจะประคบเย็นให้กับแผล เช่น การทำ wet dressing (การนำผ้าก๊อซมาชุบน้ำเกลือหมาดๆ วางลงด้านบนของแผล) เพื่อให้ความเย็น รู้สึกสบายแก่แผล และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และในกรณีที่แผลแตกเป็นแผลอาจมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียเป็นหนอง อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย การใช้ยาต้านไวรัส ซึ่งในปัจจุบันมี 3 ชนิด คือ  อะไซโคลเวียร์ (acyclovir), แฟมไซโคลเวียร์ (famciclovir), และวาลาไซโคลเวียร์ (valaciclovir) ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ ในการใช้ยากลุ่มนี้ ควรใช้ให้เร็วที่สุด ก่อนที่ไวรัสจะหยุดการเพิ่มจำนวน จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ในทางปฏิบัติเมื่อตุ่มน้ำใสแตกออกเป็นแผลแล้วจะไม่แนะนำให้ใช้ยาต้านเชื้อไวรัส เพราะเป็นระยะที่ไวรัสหยุดการเพิ่มจำนวนแล้ว ในรายที่เป็นครั้งแรก ควรใช้ยาเม็ด เช่น อะไซโคลเวียร์ ขนาด 200 มก./เม็ด วันละ 5 ครั้ง (ทุก 4 ชั่วโมง) เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 5 วัน ในรายที่กลับมาเป็นใหม่ (recurrent attack) อาจรักษาตามอาการ หรือใช้ยาทาอะไซโคลเวียร์ ซึ่งควรใช้ทันทีที่เริ่มมีอาการ อาจช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และควรใช้ยาทาชนิดนี้ วันละ 5 ครั้ง ทุก 3-4 ชั่วโมง ในรายที่มีการกลับมาเป็นโรคเริมได้บ่อยๆ เช่น เป็นโรคเริมทุกเดือน ในกรณีนี้อาจใช้ยาในขนาดป้องกัน การเกิดโรคเริม ด้วยการกินยาเม็ดอะไซโคลเวียร์ ขนาด 200 มก./เม็ด วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันทุกวัน จะช่วยลดการกลับมาเป็นใหม่ได้ดี
กลุ่มบุคคลที่มีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคเริม
โรคเริมสามารถพบได้ในทุกช่วงอายุดังนั้นทุกคนมีโอกาสติดโรคเริมได้ (ทั้งบริเวณปากและอวัยวะสืบพันธุ์) แต่มีรายงานว่าการติดเชื้อมากกว่าร้อยละ ๘๕ ของประชากรโลก โดยติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ที่เป็นสาเหตุของโรคเริมที่ปาก (HSV1)
ซึ่งการติดเชื้อครั้งแรกเกิดขึ้นในวัยเด็กเป็นส่วนใหญ่ อุบัติการณ์สูงสุดเกิดในเด็กระหว่างอายุ ๖ เดือน ถึง ๓ ขวบ เด็กในชุมชนแออัดและสุขอนามัยไม่ดีมีโอกาสติดเชื้อมากกว่าแต่ในปัจจุบันพบในวัยหนุ่มสาวเพิ่มมากขึ้น
การติดต่อของโรคเริม จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีสภาพการณ์ดังนี้
มีเชื้อไวรัสในน้ำเหลืองจากแผล น้ำลาย น้ำเหลืองหรือน้ำอสุจิ (semen) แล้วเชื้อไวรัสต้องเข้าสู่ผิวหนังที่มีรอยถลอกหรือรอยแผล และอาจจะเข้าสู่เยื่อเมือก เช่น บริเวณปากและอวัยวะเพศ
เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้วจะมีกระบวนการติดเชื้อ ดังนี้
เฮอร์ปีส์ไวรัสจะแทรกซึมเข้าไปในเซลล์ผิวหนังที่อยู่ชั้นล่างๆของผิวหนังโดยที่บางครั้งก็ไม่มีอาการ
แต่บางรายไวรัสจะแบ่งตัวและทำลายเซลล์ผิวหนัง จึงมีการอักเสบทำให้มีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นเป็นกลุ่ม อยู่บนปื้นแดง เมื่อตุ่มน้ำแห้งหรือแตกไปจะเกิดเป็นสะเก็ด แล้วหายโดยไม่มีแผลเป็น
ภายหลังการแบ่งตัวครั้งแรกแล้ว ไวรัสจะเข้าไปตามเส้นประสาทที่เลี้ยงผิวหนังบริเวณที่เกิดโรคแล้วเข้าไปแฝงตัวอยู่ที่ปมประสาทโดยไม่มีการแบ่งตัว ทำให้ทั้งไวรัสและเซลล์ประสาทอยู่ด้วยกันได้เป็นปกติ ซึ่งเชท้อนี้มีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 2-12 วัน แต่โดยเฉลี่ย 6-7 วัน
เราไม่ทราบแน่ชัดว่ามีช่วงใดบ้างที่ไวรัสจะมีการแบ่งตัวและแพร่กระจายออกมาจากเซลล์ที่แฝงตัวอยู่ ในช่วงนี้เองที่จะพบไวรัสในของเหลวของร่างกาย ทำให้เกิดการติดเชื้อแก่ผู้สัมผัสได้ และบ่อยครั้งที่การแบ่งตัวของไวรัสเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการ
ซึ่งการติดต่ออาจเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับตุ่มแผลที่เป็นโรค จากน้ำ จากตุ่มพอง จากน้ำลาย จากสารคัดหลั่ง หรือจากเมื่อใช้ของใช้ร่วมกัน การจูบ การกิน จากมือติดโรคป้ายตาจึงเกิดโรคที่ตา และเมื่อเกิดกับอวัยวะเพศ จะก่อให้เกิดการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ และติดต่อจากแม่สู่ลูกได้ขณะคลอด ถ้าขณะคลอดมารดาติดเชื้อนี้ที่อวัยวะเพศ เมื่อติดเชื้อเริมมักไม่มีอาการอะไร แต่เชื้อจะอยู่ในตัวตลอดชีวิต ในปมประสาท รอจนเมื่อร่างกายอ่อนแอลงจึงแสดงอาการแล้วเป็นอีกได้เรื่อยๆ บางครั้งอาจเกิดถึงปีละ 3 ครั้ง แต่จะค่อยๆห่างไปเมื่อสูงอายุขึ้น มักเกิดอาการตามหลังช่วงที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานต่ำ เช่น อาการเครียด พักผ่อนน้อย อ่อนเพลีย ถูกแสงแดดจัด หลังผ่าตัด หรือช่วงมีประจำเดือน

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคเริม

  • ควรรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่เครียดจนเกินไป หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นใหม่
  • แยกของใช้ เครื่องใช้ ส่วนตัว รวมทั้งแก้วน้ำและช้อน
  • รักษาความสะอาดบริเวณตุ่มพอง และเครื่องใช้ต่างๆ รวมทั้งไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • ตัดเล็บให้สั้น ป้องกันการเกา และตุ่มน้ำติดเชื้อจากการเกา
  • ดื่มน้ำสะอาดมากๆอย่างน้อย 6 - 8 แก้วต่อวันเมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม เช่น โรคหัวใจล้มเหลว
  • งดการสัมผัส หรือมีเพศสัมพันธ์กับรอยแผลของโรคเริม จนกระทั่งแผลหายดีแล้ว พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบริเวณที่เป็นแผล เพราะอาจจะแพร่ไปสู่คนใกล้ชิด หรือบริเวณอื่นๆ ของร่างกายได้ ถ้าจำเป็นควรใช้เครื่องป้องกัน เช่น สวมถุงยางอนามัย เป็นต้น
  • ควรเลือกใช้เครื่องแต่งกายที่ขนาดพอดีตัว ไม่คับเกินไป อาจเลือกชุดที่ทำด้วยฝ้าย
  • สตรีที่เป็นเริมที่อวัยวะเพศโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจภายในเดือนละ 1-2 ครั้ง
  • รีบพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้
  • ตุ่มพองลุกลามมาก
  • ไข้สูง ไข้ไม่ลงภายใน 1 - 3 วัน
  • เริ่มมีอาการทางดวงตา เช่น เริ่มเจ็บตา เคืองตา น้ำตาไหล
  • ตุ่มน้ำเป็นหนอง เพราะอาจเกิดอาการติดเชื้อแบคทีเรีย
การป้องกันตนเองจากโรคเริม เนื่องจากผู้ติดเชื้อเริม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อซ้ำ ผู้ป่วยมักไม่มีอาการแสดง แต่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้อยู่ โดยเชื้ออาจมีอยู่ในน้ำตา น้ำลาย คอหอย อวัยวะเพศ ทวารหนัก ท่อปัสสาวะ การป้องกันการติดเชื้อเริมจึงเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะไม่มีทางแยกออกได้ว่าใครบ้างที่เป็นผู้ติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม วิธีการป้องกันเริมที่ดีที่สุด ก็คือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการติดเชื้อทุกชนิด เช่น

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผล น้ำลาย หรือสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีตุ่มตามผิวหนังหรือเยื่อเมือก หรือผู้ป่วยที่มีแผลเปื่อยในช่องปาก
  • หลีกเลี่ยงการเที่ยวหญิงบริการ และมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ครอง
  • หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้อื่น เช่น จานชาม แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว
  • รักษาสุขอนามัย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้งห้าหมู่ในทุก ๆ วัน นอนหลับพักผ่อนให้เพียง และทำให้จิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส/หลีกเลี่ยงความเครียด


สำหรับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HSV ทั้งชนิด live หรือ attenuated  หรือ subunit vaccine  กำลังอยู่ระหว่างการทดลองในสัตว์
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคเริม
พญายอ ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau วงศ์ Acanthaceae ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์    C. burmanni Nees สารสำคัญที่ออกฤทธิ์    สารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ สารกลุ่ม monoglycosyl diglycerides เช่น 1,2-O-dilinolenoyl-3-O-b-d-glucopyranosyl-sn-glycerol และสารกลุ่ม glycoglycerolipids จากใบ  มีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเริม ฤทธิ์ต้านเริม สารสกัดน้ำจากใบ มีฤทธิ์ต้านไวรัส Herpes simplex type 1 และ type 2 โดยตรงก่อนที่ไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ และสารสกัดจากใบความเข้มข้นตั้งแต่ 1:1,200 นาน 30 นาที สามารถออกฤทธิ์ทำลายเชื้อ HSV 2 โดยตรงก่อนเพาะเลี้ยงลงเซลล์ สารสกัดเมทานอลและสารสกัดน้ำจากใบไม่สามารถยับยั้งเชื้อไวรัส HSV-2 และ HSV-1, HSV-2 ในเซลล์ ตามลำดับ
ผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ทั้งชายและหญิงจำนวน 27 คน ได้รับการรักษาด้วยครีมจากสารสกัดเอทานอลจากใบพญายอ 5% (dilution 1:4,800) เปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยา acyclovir cream จำนวน 26 คน และยาหลอก 24 คน  โดยทาแผลวันละ 4 ครั้ง ติดต่อกัน 6 วัน พบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยครีมพญายอ และ acyclovir cream แผลตกสะเก็ดในวันที่ 3 และหายภายในวันที่ 7 ต่างจากแผลของผู้ป่วยที่ใช้ยาหลอก จะตกสะเก็ดในวันที่ 4–7 และหายในวันที่ 7-14 หรือนานกว่านั้น ครีมพญายอไม่ทำให้เกิดอาการอักเสบ ระคายเคือง ในขณะที่ acyclovir cream ทำให้แสบ
ผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเป็นซ้ำ จำนวน 56 ราย ได้รับการรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอ เปรียบเทียบการรักษากับยา acyclovir cream จำนวน 54 คน และยาหลอก 53 คน ทาตุ่มหรือแผลวันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 6 วัน พบว่ากลุ่มที่รักษาด้วยยาจากสารสกัดพญายอแผลจะตกสะเก็ดภายใน 3 วัน และหายภายใน 7 วัน ไม่มีอาการแสบแผล  และไม่มีความแตกต่างจากการรักษาด้วย acyclovir cream แต่ยา acyclovir cream จะทำให้แสบแผล
จักรนารายณ์ ชื่อสามัญ Purple passion vine, Purple velvel plant ชื่อวิทยาศาสตร์ Gynura divaricata (L.) DC. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Gynura ovalis DC., Gynura auriculata Cass.) จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) พบว่าสารสกัดเอทานอลมีคุณสมบัติในการต้านไวรัสเฮอร์ปีส์ (Herpes) ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเริม โดยสารที่แสดงฤทธิ์ต้านไวรัสชนิดนี้คือสารผสมของกรดคาฟีออยควินิก (3, 5- และ 4, 5-di -O-caffeoyl quinic acids) และจากการศึกษาร่วมกับการศึกษาในสัตว์ทดลองก็ไม่พบว่าสมุนไพรจักรนารายณ์มีพิษแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีศักยภาพเป็นยาทาภายนอกที่ช่วยบรรเทาอาการอักเสบหรือระคายเคืองที่ผิวหนังซึ่งเกิดจากการแพ้ แมลงสัตว์กัดต่อย และโรคเริม
นอกจากนี้สมุนไพรจักรนารายณ์ยังมีฤทธิ์ต้านไวรัสเริมในหลอดทดลอง ซึ่งสารกลุ่มที่แสดงฤทธิ์ดังกล่าว ได้แก่ กลุ่ม 1, 2-bis-dodecanoyl-3-alpha-D-glucopyranosyl-sn-glycerol, dicaffeoyl quinic acids, sitosteryl- และ stigmasteryl glucosides จึงได้มีการทดลองใช้เจลต้านอักเสบที่มีสารสกัดจากจักรนารายณ์เป็นตัวยาในผู้ป่วยที่เป็นเริมที่ริมฝีปาก โดยพบว่าปริมาณไวรัสมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับยาหลอก
แต่ทั้งนี้สมุนไพรที่มีรายงานในการรักษาโรคเริมได้ผลดีที่สุดและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย คือพญายอ เนื่องจากมีการศึกษาทางคลินิกอย่างแพร่หลายและได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เช่นในการศึกษาในผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ ชนิด HSV-2 ทั้งชนิดที่ติดเชื้อครั้งแรกและติดเชื้อซ้ำ จำนวน 163 ราย และ 77 ราย ให้ผู้ป่วยทายาบริเวณแผล วันละ 4 ครั้ง หรือ ทุก 5 ชั่วโมง พบว่าทำให้อาการดีขึ้น และการศึกษาผลของการใช้ยาจากใบพญายอที่ทำให้อยู่ในรูปของทิงเจอร์และ กลีเซอรีน เพื่อใช้ในผู้ป่วยโรคเริม งูสวัด และแผลอักเสบในปาก จำนวน 16 ราย พบว่าสามารถรักษาแผลและลดการอักเสบได้ผลดี โดยระยะเวลาที่อาการปวดและแผลหายไป จะอยู่ระหว่าง 1-3 วัน นอกจากนี้พบว่า ยาครีมที่ได้จากสารสกัดใบพญายอ ไม่พบอาการข้างเคียงในการใช้
เอกสารอ้างอิง

  • ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด.การใช้บาในโรคเริม.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่318.คอลัมน์ล้านคำถามเรื่องยาปรึกษาเภสัชกร.ตุลาคม.2548
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • ประเสริฐ ทองเจริญ.(2528).เริม.กรุงเทพฯ,สำนักพิมพ์เมดาร์ท จำกัด.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “เริม (Herpes simplex)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 969-974.
  • Molly,E.(2003).Acyclovir,A commonly used medication for HIV and AIDS patient.(Online).Available: March 1
  • ศ.นพ.สมยศ จารุวิจิตรรัตนา.โรคเริม.นิจสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่320.คอลัมน์โรคน่ารู้.ธันวาคม.2548
  • อภิชาต ศิวยาธร.(2538). โรคเริมที่อวัยวะเพศ.ในพิไลพันธ์ พุธวัฒนะ และชโลบล อยู่สุข. Human Herpesviuses. กรุงเทพฯ,สาขาจุลชีววิทยา ปรสิตวิทยาและอิมมิวโนวิทยามหาวิทยาลัยมหิดล.โรงพิมพ์อักษรสมัย,หน้า12.7-12.9
  • เริม-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.
  • จันทพงษ์ วะสีและคณะ.(2530).ไวรัสวิทยาการแพทย์.กรุงเทพฯ สาขาไวรัสวิทยาภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลซโรงพิมพ์อักษรสมัย
  • Yoosook C, Bunyapraphatsara N, Boonyakiat Y, Kantasuk C.  Anti-Herpes simplex virus activities of crude water extracts of Thai medicinal plants.  Phytomedicine 1999;6(6): 411-9.
  • พญายอ.ฉบับประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  “จักรนารายณ์”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 178.
  • ชื่นฤดี ไชยวสุ ทวีผล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ชวลิตธำรง สุทธิโชค จงตระกูลศิริ.  การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบเสลดพังพอนและใบพญายอต่อเชื้อ Herpes simplex virus type-2 ในหลอดทดลอง.  วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2535;34(4):153-8.
  • สมุนไพรรักษาโรคเริม.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Yoosook C, Panpisutchai Y, Chaichana S, Santisuk T, Reutrakul V.  Evaluation of anti-HSV-2 activities of Barleria lupulina and Clinacanltus nutans.  J Ethnopharmacol 1999;67:179-87.
  • สมชาย แสงกิจพร เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ธวัชสุภา ปราณี จันทเพ็ชร.  การรักษาผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเป็นซ้ำด้วยยาสารสกัดของใบพญายอ.  วารสารกรมการแพทย์ 2536;18(5):226-31
  • ดร.เรณู อยู่เจริญ.เริม....ภัยเงียบจากไวรัส.วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ปีที่4ฉบับที่4 ตุลาคม 2554-กันยายน2555.หน้า23-29
  • ชื่นฤดี ไชยวสุ เครือวัลย์ พลจันทร สมชาย แสงกิจพร มาลี บรรจบ ปราณี ชวลิตธำรง.  การศึกษาทดลองในคน : การรักษาผู้ป่วยโรคเริม Herpes simplex virus type 2 ที่อวัยวะสืบพันธุ์ด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอ.  วารสารโรคติดต่อ 2535;18(3):152-61.


5

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease : GERD)
โรคกรดไหลย้อนคืออะไร 
โรคกรดไหลย้อน” (Gastroesophageal reflux disease ,GERD) เป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนของกรด (น้ำย่อย) ในกระเพาะอาหารกลับไปที่หลอดของกิน ซึ่งโดยธรรมดาร่างกายของเราจะมีการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดอาหารอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรับประทานอาหารแต่ว่าผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีจำนวนกรดที่ย้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหรือย้อนบ่อยมากกว่าผู้ที่ไม่เป็นโรค หรือหลอดอาหารมีความไวประมือดมากขึ้นแม้ว่าจะมีปริมาณกรดที่ย้อนขึ้นไปไม่เกินกว่าปกติ ทำให้มีลักษณะอาการระคายบริเวณคอ แล้วก็แสบอกหรือจุกเสียดรอบๆใต้ลิ้นปี่ แล้วก็มีลักษณะอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายๆกับลักษณะโรคกระเพาะอาหาร ทำให้คนจำนวนมากรู้ผิดว่าเป็นโรคกระเพาะ รวมทั้งไปซื้อยาลดกรด (antacids)  ที่มีจัดจำหน่ายตามท้องตลาดมารับประทานเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ตรงจุด จึงพบว่าในปัจจุบันมีคนป่วยมาพบหมอด้วยโรคกรดไหลย้อนเพิ่มสูงมากขึ้น  รวมทั้งถ้าปลดปล่อยให้กำเนิดอาการเรื้อรังแล้วก็รักษาโดยใช้วิธีที่ผิดจำต้อง อาจก่อให้เกิดการเกิดหลอดอาหารอักเสบ แผลที่หลอดของกิน หรือหลอดของกินตีบ ซึ่งบางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงในการกำเนิดโรคมะเร็งหลอดอาหารได้
นอกเหนือจากนั้นยังสามารถจัดประเภทของโรคกรดไหลย้อนได้เป็น 2 ชนิด คือ

  • โรคกรดไหลย้อนธรรมดา หรือ CLASSIC GERD ซึ่งกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาจะอยู่ด้านในหลอดของกิน ไม่ไหลย้อนเกินกล้ามหูรูดของหลอดอาหารส่วนบน โดยมากจะมีอาการของหลอดของกินเท่านั้น
  • โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอและก็กล่องเสียง (Laryngopharyngeal Reflux : LPR) หมายความว่าโรคที่มีอาการทางคอและกล่องเสียง ซึ่งเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการไหลถอยกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะขึ้นมาเหนือกล้ามหูรูดของหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ กระตุ้นให้เกิดลักษณะของคอและก็กล่องเสียง จากการระคายเคืองของกรด


ซึ่งโรคกรดไหลย้อนนี้ เป็นโรคที่เจอได้ราว 10-15% ของคนที่มีลักษณะของกินไม่ย่อย (Syspepsia) รวมทั้งพบได้ทั่วไปอีกทั้งในสตรีและในเพศชาย โดยเจอได้ใกล้เคียงกัน เป็นโรคที่เจอได้ในทุกช่วงอายุ ตั้งแต่ทารกไปจนถึงผู้สูงวัย แต่ว่าเจออัตราเกิดสูงขึ้นในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และเจอได้สูงสุดในช่วงอายุ 60 - 70 ปีขึ้นไป มีกล่าวว่าประเทศแถมตะวันตกเจอโรคนี้ได้ราวๆ 10 - 20% ของมวลชนอย่างยิ่งจริงๆ
ต้นเหตุของโรคกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อนมีต้นสายปลายเหตุที่เกี่ยวข้องกับความผิดแปลก ของแนวทางการทำหน้าที่ของกล้ามหูรูดที่อยู่ตรงข้างล่างของหลอดอาหาร (lower esophageal sphincter, LES) ในคนปกติขณะกลืนของกินหูรูดนี้จะคลายตัวเพื่อเปิดช่องให้อาหารไหลผ่านลงไปในกระเพาะอาหาร เมื่อของกินผ่านลงกระเพาะจนหมดแล้วหูรูดนี้จะหดรัดเพื่อขวางไม่ให้น้ำย่อย (ซึ่งเป็นกรดเกลือ) ที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร
แต่ว่าคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน พบว่ากล้ามเนื้อหูรูดตรงด้านล่างของหลอด ของกินนี้หย่อนยานความสามารถ ทำให้มีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดของกินมากยิ่งกว่าปกติ (คนทั่วไปข้างหลังรับประทานข้าวอาจมีน้ำย่อยไหลย้อนได้ 1-4 ครั้ง ซึ่งไม่ทำให้มีการเกิดอาการ) ทำให้มีการเกิดอาการแตกต่างจากปกติ แล้วก็การอักเสบของเยื่อบุหลอด อาหารได้
ส่วนปัจจัยที่ทำให้หูรูดดังที่กล่าวมาแล้วทำงานเปลี่ยนไปจากปกติยังไม่เคยทราบกระจ่างแจ้ง แต่มั่นใจว่าอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากความเสื่อมโทรมตามอายุ (เจอในคนแก่กว่า 40 ปี) หรือหูรูดยังเจริญไม่เต็มกำลัง (เจอในเด็กแรกคลอด) หรือมีความผิดปกติที่เป็นมาแต่กำเนิด
นอกนั้นความประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน หรือโรคบางจำพวกมีส่วนกระตุ้นลักษณะการทำงานของหลอดอาหารให้เกิดความแตกต่างจากปกติได้ หรือทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดในจำนวนมากขึ้น ดังเช่น ไปนอนหลังรับประทานอาหารโดยทันที ทานอาหารจำนวนมากด้านในมื้อเดียว อยู่ในช่วงมีท้อง พฤติกรรมต่างๆเหมือนอย่างที่ได้กล่าวมาเหล่านี้ล้วนนำมาซึ่งการก่อให้เกิดสภาวะกรดไหลย้อนได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นเหมือนกัน
อาการโรคกรดไหลย้อน  ลักษณะของคนป่วยนั้นขึ้นกับอวัยวะที่ถูกระคายเคืองโดยกรด เป็นต้นว่า

  • อาการทางคอหอยแล้วก็หลอดอาหาร
  • ลักษณะของการปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอก และก็ลิ้นปี่ (Heartburn) ข้างหลังทานอาหาร 30-60 นาที หรือข้างหลังทานอาหารแล้วล้มตัวลงนอนราบ นั่งขดตัว โค้งตัวลงต่ำ รัดเข็มขัดแน่น หรือใส่กางเกงคับเอว มักมีอาการมากยิ่งกว่า 2 ครั้งต่ออาทิตย์แล้วก็อาการเป็นๆหายๆเรื้อรัง แต่ละครั้งมักปวดอยู่นาน 2 ชั่วโมงและก็บางครั้งบางคราวอาจเจ็บปวดรวดร้าวไปที่บริเวณคอได้
  • รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ หรือแน่นคอ
  • กลืนตรากตรำ กลืนเจ็บ หรือกลืนติดขัดคล้ายสะดุดสิ่งปลอมปนในคอ
  • เจ็บคอ แสบคอหรือปาก หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า
  • รู้สึกเสมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก (bile or acid regurgitation)
  • มีเสลดอยู่ในคอ หรือระคายคอตลอดระยะเวลา
  • เรอบ่อยมาก อาเจียน คล้ายมีของกิน หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก หรือคอ
  • รู้สึกจุกแน่นอยู่ในอก คล้ายของกินไม่ย่อย (dyspepsia)
  • มีน้ำลายมากมายผิดปกติ มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้
  • อาการทางกล่องเสียง และก็หลอดลม
  • เสียงแหบเรื้อรัง หรือ แหบเฉพาะตอนรุ่งเช้า หรือมีเสียงเปลี่ยนไปจากปกติไปจากเดิม
  • ไอเรื้อรัง โดยยิ่งไปกว่านั้นหลังรับประทานอาหารหรือขณะนอน
  • ไอ หรือ รู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในค่ำคืน
  • กระแอมไอบ่อยครั้ง
  • อาการหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ (หากมี) ห่วยลง หรือเปล่าดียิ่งขึ้นจากการใช้ยา
  • เจ็บอก (non – cardiac chest pain)
  • เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆหายๆ
  • อาการทางจมูก และหู
  • คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีน้ำมูก หรือเสลดไหลลงคอ
  • หูอื้อเป็นๆหายๆหรือปวดหู
  • บางรายอาจมาพบแพทย์ด้วยภาวะแทรกซ้อน ดังเช่นว่า มีอาการกลืนของกินแข็งทุกข์ยากลำบาก ด้วยเหตุว่าปลดปล่อยให้เกิดภาวะหลอดของกินอักเสบเรื้อรังจนถึงแคบ
  • ส่วนในเด็กอ่อนบางทีอาจเป็นโรคกรดไหลย้อนตั้งแต่ตอนแรกกำเนิดได้ เนื่องมาจากหูรูดด้านล่างของหลอดอาหารยังเจริญรุ่งเรืองไม่เต็มกำลัง เด็กอ่อนก็เลยมักมีอาการงอแง ร้องกวน อ้วกบ่อยครั้ง ไอหลายครั้งช่วงเวลากลางคืน เสียงแหบ หรือหายใจมีเสียงวี้ด เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวไม่ขึ้น เด็กทารกบางรายอาจสำลักน้ำย่อยเข้าปอดทำให้ปอดอักเสบ ซึ่งบางทีอาจกำเริบเสิบสานได้บ่อยครั้ง แม้กระนั้นอาการชอบหายไปเมื่ออายุได้ประมาณ 6-12 เดือน แต่บางรายก็อาจคอยจนถึงไปสู่วัยรุ่นอาการก็เลยจะ
กรรมวิธีรักษาโรคกรดไหลย้อน
แพทย์วินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนได้จาก เรื่องราวอาการ การตรวจลำคอ การตรวจร่างกาย การตรวจภาพปอดด้วยเอกซเรย์แยกจากโรคปอดต่างๆการส่องกล้องตรวจกล่องเสียง หลอดของกิน กระเพาะอาหาร และก็ไส้ รวมทั้งอาจตัดชิ้นเนื้อในรอบๆที่ไม่ดีเหมือนปกติเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อแยกจากโรคมะเร็งหลอดอาหาร แล้วก็อาจมีการตรวจแนวทางเฉพาะอื่นๆเสริมเติม ดังเช่น วัดภาวการณ์ความเป็นกรดของหลอดของกินในขณะส่องกล้อง ดังนี้สังกัดดุลยพินิจของแพทย์ เช่น การเอกซเรย์กลืนสารทึบแสงสว่าง, การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์, การตรวจการบีบตัวของหลอดอาหาร เป็นต้น
แต่โดยส่วนมากแล้ว หมอมักจะวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนจากอาการแสดงก็เพียงพอต่อการตัดสินโรคแล้ว ซึ่งอาการแสดงที่พบได้มาก ยกตัวอย่างเช่น อาการแสบลิ้นปี่ จุกแน่นยอดอก รวมทั้งเรอเปรี้ยวหลังรับประทานอาหารที่เป็นตัวกระตุ้น หรือมีพฤติกรรมที่เป็นเหตุกำเริบเสิบสาน แม้กระนั้นในรายที่กำกวมอาจจะต้องกระทำตรวจพิเศษ (ซึ่งเจอได้นานๆครั้ง)
วิธีการรักษาโรคกรดไหลย้อน

  • การปรับเปลี่ยนนิสัย และก็การดำรงชีวิตทุกวัน (lifestyle modification) การดูแลรักษาวิธีนี้มีความหมายที่สุดสำหรับการทำให้คนป่วยมีลักษณะลดลง ปกป้องไม่ให้เกิดอาการ และลดการกลับเป็นซ้ำ โดยลดปริมาณกรดในกระเพาะ และก็ป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับไปขึ้นไปที่ หลอดอาหาร คอและก็กล่องเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากว่าโรคนี้ไม่สามารถที่จะรักษาให้หายขาด (ยกเว้นจะผ่าตัดแก้ไข) การดูแลและรักษาแนวทางนี้ควรปฏิบัติไปตลอดชีพ เพราะว่าเป็นการรักษาที่ต้นเหตุ ถึงแม้ผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะอาการ หรือหายดีแล้วโดยไม่ต้องกินยาและก็ตาม ผู้ป่วยควรปฏิบัติตนดังนี้


             ควรพยายามลดน้ำหนัก
             มานะหลีกเลี่ยงความเคร่งเครียด
             หลบหลีกการสวมเสื้อผ้าที่คับหรือรัดแน่นเกินไป
             ถ้ามีลักษณะท้องผูก ควรรักษา และก็หลีกเลี่ยงการเบ่ง
             ควรบริหารร่างกายเป็นประจำ
             ภายหลังกินอาหารโดยทันที เพียรพยายามเลี่ยงการนอนราบ
             หลีกเลี่ยงการทานอาหารมื้อมืดค่ำ
             รับประทานอาหารจำนวนพอดีในแต่ละมื้อ
             หลบหลีกเครื่องดื่มบางชนิด อย่างเช่น กาแฟ น้ำอัดลม
             ถ้าหากจะนอนหลังรับประทานอาหาร ควรจะรอโดยประมาณ 3 ชั่วโมง

  • การรักษาด้วยยา ในกรณีที่เปลี่ยนแปลงความประพฤติปฏิบัติแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น จึงควรใช้ยาร่วมด้วย ควรจะกินยาตามที่มีการกำหนดอย่างเคร่งครัด แล้วก็ถ้ามีปัญหาควรปรึกษาหมอหรือเภสัชกร


             เดี๋ยวนี้ยาที่ได้ผลดีที่สุด เป็นยาลดกรดในกลุ่มยับยั้งโปรตอนปั๊ม (Proton pump inhibitors) ดังเช่น โอเมพราโซล (omeprazole)ขนาด 20 มิลลิกรัม วันละ 1-2 ครั้ง ซึ่งมีคุณภาพสูงมากสำหรับการคุ้มครองป้องกันอาการโรคกรดไหลย้อน โดยให้กินยาติดต่อกันเป็นเวลา 6 - 8อาทิตย์ หรืออาจจะต้องใช้ยาเป็นเวลานานยาวนานหลายเดือนสังกัดคนไข้แต่ละราย เช่นในกรณีที่เป็นมากหรือมีอาการมานาน ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการปรับการรับประทานยาเป็นช่วงๆตามอาการที่มี  หรือรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
             ในบางคราวบางทีอาจใช้ยาเพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารร่วมด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมโทโคลพราไมด์ (metoclo-pramide) ขนาด 10 มก. 1 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ซึ่งยานี้ควรจะรับประทานก่อนที่จะรับประทานอาหารประมาณ 30 นาที

  • การผ่าตัด เพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นไปที่ หลอดของกิน คอรวมทั้งกล่องเสียง การรักษาแนวทางนี้จะทำใน


             คนเจ็บที่มีลักษณะร้ายแรง ซึ่งให้การรักษาโดยการใช้ยาอย่างมากแล้วไม่ดีขึ้น
             คนไข้ที่ไม่สามารถที่จะกินยาที่ใช้สำหรับการรักษาภาวะนี้ได้
             ผู้เจ็บป่วยที่ดียิ่งขึ้นหลังจากการใช้ยา แม้กระนั้นไม่ได้อยากที่จะกินยาต่อ
             ผู้เจ็บป่วยที่กลับเป็นซ้ำบ่อยข้างหลังหยุดยา
ดังนี้ผู้ป่วยที่จำต้องได้รับการผ่าตัดมีเพียงแค่ร้อยละ 10 เพียงแค่นั้น การดูแลและรักษาโดยการผ่าตัดมีหลายแนวทาง เป็นต้นว่า endoscopic fundoplication, radiofrequency therapy, injection / implantation therapy ฯลฯ

ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน

  • อายุ ยิ่งสูงมากขึ้น ช่องทางกำเนิดโรคนี้ยิ่งสูงมากขึ้น
  • การกินอาหารแต่ละมื้อในจำนวนสูง โดยยิ่งไปกว่านั้นกินมื้อเย็นก่อนนอน เนื่องจากว่าปริมาณอาหารยังค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร รวมทั้งการนอนราบยังเพิ่มแรงกดดันในกระเพาะอาหาร ของกินแล้วก็กรดจึงไหลถอยกลับเข้าหลอดของกินได้ง่าย
  • การกินอิ่มมากมายไป (รับประทานอาหารมื้อใหญ่หรือปริมาณมาก)กระตุ้นให้มีน้ำย่อยหลั่งออกมามาก ประกอบกับการขยายตัวของกระเพาะอาหารทำให้หูรูดคลายตัวเยอะขึ้น
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีน (อาทิเช่น กาแฟ ยาชูกำลัง) นอกจากกระตุ้นให้หลั่งกรดในกระเพาะมากเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเสริมให้หูรูดคลายตัวอีกด้วย
  • การกินอาหารที่ไขมันสูง ข้าวผัด ของทอดและของกินผัดน้ำมัน ทำให้กระเพาะขยับเขยื้อนช้าลง ทำให้มีโอกาสกำเนิดกรดไหลย้อนได้มากขึ้น
  • โรคหืด เชื่อว่ามีต้นเหตุจากการไอแล้วก็หอบ ทำให้เพิ่มแรงดันในช่องท้อง ทำให้กรดไหลย้อน
  • การสูบยาสูบ การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนต (น้ำอัดลม) การกินของกินเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ น้ำองุ่น น้ำผลไม้เปรี้ยว (เป็นต้นว่า น้ำส้มคั้น) ผลไม้เปรี้ยว ช็อกโกแลต หรือสะระแหน่ การใช้ยาบางประเภท (ดังเช่นว่า ยาขยายหลอดลม ยาแอนติวัวลิเนอร์จิก ยาลดความดันกลุ่มปิดกั้นอนุภาคเบตาและกรุ๊ปต้านแคลเซียม ยาใช้ภายนอกงจิตประสาท ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน เป็นต้น) จะเสริมให้หูรูดคลายตัว หรือมีกรดหลั่งมากเพิ่มขึ้น
  • แผลเพ็ปติก รวมทั้งการใช้ยากลุ่มอนุพันธ์ฝิ่น ทำให้อาหารขับลงสู่ไส้ช้าลง ทำให้มีกรดไหลย้อนได้
  • โรคอ้วน เนื่องจากจะก่อให้มีความดันในช่องท้องสูงมากขึ้น ความดันในกระเพาะอาหารจึงสูงขึ้นตามไปด้วย
  • การมีท้อง เนื่องจากว่าจะเป็นการเพิ่มความดันในกระเพาะจากท้องที่ใหญ่ขึ้น
  • โรคเบาหวาน เมื่อเป็นโรคนี้นานๆจะมีการเสื่อมของประสาทกระเพาะ ทำให้กระเพาะอาหารขับช้า จึงทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้
  • ความเคร่งเครียด เนื่องจากความเคร่งเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดในกระเพาะมากยิ่งขึ้น
  • การมีโรคไส้เลื่อนกะบังลม (Hiatal hernia, Diaphragmatic hernia ซึ่งมีกระเพาะนิดหน่อยไหลเลื่อนลงไปที่กะบังลม) ขนาดใหญ่ ทำให้หูรูดอ่อนแอมากยิ่งขึ้น


การติดต่อของโรคกรดไหลย้อน โรคกรดไหลย้อนเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากความผิดแปลกของกล้ามหูรูดข้างล่างของหลอดของกิน ทำให้มีกรด (น้ำย่อย) จากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับไปขึ้นไปที่หลอดของกินและก็มีการอักเสบและก็อาการต่างๆตามมา ซึ่งโรคกรดไหลย้อนนี้มิได้เป็นโรคติดต่อ เนื่องจากไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อน

  • รับประทานยาให้ครบถ้วนและก็ตลอดตามคำแนะนำของหมอ
  • สังเกตว่าบริโภคสิ่งใดบ้างที่ทำให้อาการเกิดขึ้นอีก แล้วบากบั่นหลบหลีก ดังเช่นว่า ของกินมัน (แล้วก็ข้าวผัด ของทอด ของผัดที่อมน้ำมัน) ของกินเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม แอลกอฮอล์ ยาสูบ ชา กาแฟ เครื่องดื่มผสมคาเฟอีน น้ำอัดลม     น้ำผลไม้เปรี้ยว ผลไม้เปรี้ยว ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ ช็อกโกแลต ยาบางจำพวก
  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารปริมาณมาก (หรืออิ่มจัด) แล้วก็เลี่ยงการดื่มน้ำมากๆระหว่างทานอาหาร ควรรับประทานอาหารมื้อเย็นในจำนวน น้อย รวมทั้งขาดช่วงห่างจากเวลาเข้านอนอย่างต่ำ 3 ชั่วโมง
  • ข้างหลังทานอาหารควรจะปลดสายรัดเอวและตะขอกางเกงให้หลวม ไม่ควรนอนราบหรือนั่งขดตัว โค้งตัวลงต่ำ ควรนั่งตัวตรง ยืน หรือให้รู้สึกสบายท้อง หลบหลีกการชูของหนักรวมทั้งการบริหารร่างกายหลังรับประทานอาหารใหม่ๆ
  • หมั่นออกกำลังกายรวมทั้งเครียดน้อยลง เนื่องเพราะความเคร่งเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อาการแย่ลงได้
  • ถ้าเกิดน้ำหนักเกินหรืออ้วน ควรหาทางลดหุ่น
  • ถ้าหากมีลักษณะอาการกำเริบตอนเข้านอน หรือตื่นเวลาเช้า มีลักษณะอาการเจ็บคอ เจ็บลิ้น เสียงแหบ ไอ ควรจะหนุนหัวสูง 6-10 นิ้ว โดยการหนุนขาเตียงด้านหัวให้สูง หรือใช้เครื่องไม้เครื่องมือพิเศษ (bed wedge pillow) สอดใต้ที่นอนให้เอียงลาดจากศีรษะลงมาถึงระดับเอว หรือใช้เตียงที่มีกลไกปรับหัวเตียงให้สูงได้ ไม่เสนอแนะให้ใช้แนวทางหนุนหมอนหลายใบให้สูง เพราะว่าอาจส่งผลให้ท้องโค้งงอ ทำให้ความดันในช่องท้องเยอะขึ้นเรื่อยๆ ดันให้น้ำย่อยไหลย้อนได้
  • งดเว้น/เลิก ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง
  • พบหมอตามนัดเสมอ รวมทั้งรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่ออาการต่างๆชั่วลงหรือไม่ถูกไปจากเดิม


การปกป้องตนเองจากโรคกรดไหลย้อน การคุ้มครองป้องกันโรคกรดไหลย้อนนั้นตัวเราเองเป็นหัวใจสำคัญที่จะสามารถป้องกันการเกิดโรคได้ โดยการเปลี่ยนแปลงการกระทำการดำเนินชีวิตของพวกเรา อย่างเช่น

  • เลือกทานอาหารแล้วก็เสี่ยงทานอาหารโดยของกินที่พึงจะเลี่ยง อาทิเช่น


             ชา กาแฟ แล้วก็น้ำอัดลมทุกชนิด
             อาหารทอด ของกินไขมันสูง
             อาหารรสจัด รสเผ็ด
             ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว มะเขือเทศ
             หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ เปปเปอร์มิ้นต์
             ช็อกโกแลต

  • รับประทานอาหารมื้อเล็กๆพออิ่ม การรับประทานอิ่มเกินไปจะมีผลให้หูรูดหลอดอาหารเปิดง่ายดายมากยิ่งขึ้นและกระตุ้นให้เกิดการย้อนของกรดง่ายดายมากยิ่งขึ้น
  • ไม่สมควรไปนอนหรือเอนกายหลังรับประทานอาหารโดยทันที หลังรับประทานอาหารเสร็จควรจะคอยอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก็เลยเอนตัวนอน เพื่อให้อาหารเคลื่อนออกจากกระเพาะอาหารเสียก่อน
  • งดเว้นยาสูบแล้วก็เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์ สารนิโคตินในยาสูบเพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหารและทำให้หูรูดอ่อนแด ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮล์ทำให้หูรูดเปิดออกได้เช่นกัน
  • ลดแรงกดต่อกระเพาะของกิน เสื้อผ้าและก็เข็มขัดที่รัดแน่นบริเวณผนังหน้าท้อง การก้มตัวไปข้างหน้า น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ล้วนเป็นต้นเหตุที่เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะของกินแล้วก็ทำให้กรดไหลย้อนกลับไป
  • ความเครียดลดลง ความตึงเครียดที่มากเกินความจำเป็นจะมีผลให้อาการเกิดขึ้นอีก จะต้องหาเวลาพักผ่อนและบริหารร่างกายให้สมดุลกับตารางชีวิต
  • รักษาโรคประจำตัวที่เป็นสาเหตุที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ดังเช่น เบาหวาน โรคหืด โรคอ้วน แผลเท็ปติเตียนก อื่นๆอีกมากมาย
สมุนไพรที่ช่วยปกป้อง / รักษาโรคกรดไหลย้อน
ยอ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Morinda citrifolia สกุล Rubiaceae มีรายงานการศึกษาเรียนรู้วิจัยในหนู พบว่า “ยอ” ซึ่งมีสารสำคัญเป็นสโคโปเลติเตียนน (scopoletin) เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยนั้น สามารถลดการอักเสบของหลอดของกินจากการไหลย้อนของกรดได้ผลลัพธ์ที่ดี เท่าๆกับยามาตรฐานที่ใช้ในการรักษากรดไหลย้อนหมายถึงรานิติดีน (ranitidine) และก็แลนโสพราโซล (lansoprazole) เนื่องมาจากมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ ต้านทานการหลั่งของกรด ต้านทานการเกิดแผล และก็ทำให้การบีบตัวของระบบทางเดินอาหารดียิ่งขึ้น โดยส่งผลต่อระบบประสาทที่เกี่ยวโดยตรง แล้วก็ยังมีกล่าวว่าสามารถเพิ่มการดูดซึมของรานิติดีน “ยอ” จึงเหมาะสำหรับในการเป็นสมุนไพรสำหรับรักษาลักษณะของกรดไหลย้อนเป็นอย่างยิ่ง จากการค้นคว้าวิจัยข้างต้น แล้วก็การที่ “ยอ” มีรสร้อน ช่วยย่อยของกิน ทำให้อาหารไม่หลงเหลือ ไม่กำเนิดลมในกระเพาะอาหาร ลดการเกิดแรงดันที่ทำให้กรดไหลย้อน “ยอ” ยังช่วยให้กระเพาะบีบขับเคลื่อนก้าวหน้าขึ้น ทำให้อาหารเคลื่อนจากกระเพาะไปสู่ลำไส้เล็กก้าวหน้าขึ้น
ดังนี้สมุนไพรที่อาจใช้ร่วมกันหมายถึงขมิ้นชัน เนื่องด้วยขมิ้นชันมีสรรพคุณสำหรับเพื่อการรักษาอาการท้องอืด แล้วก็ช่วยขับน้ำดีเพื่อย่อยไขมัน ทำให้ของกินไม่หลงเหลือในกระเพาะอาหาร และก็ลำไส้เล็กนานเกินความจำเป็น ทั้งช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย มีผู้แนะนำให้รับประทานขมิ้นชันก่อนรับประทานอาหาร 1-2 ชั่วโมง ตอนเช้า ช่วงเวลากลางวัน เย็น แล้วก็ก่อนนอน ขนาดรับประทานเป็น ทีละ 1 ช้อนชาสำหรับแบบผง หรือ 3 เม็ดๆละ 500 มก.
ขมิ้น ชื่อวิทยาศาสตร์     Curcuma longa L. สกุล     Zingiberaceae ชื่อพ้อง  C. domestica Valeton  ชื่ออื่นๆ   ขมิ้นแกง ขมิ้นหยอกเย้า ขมิ้นหัว ขมิ้นชัน ขี้มิ้น หมิ้น ตายอ สะยอ Turmeric สารออกฤทธิ์                curcumin, ar-turmerone curcumin จากขมิ้นลดการอักเสบจากบาดแผลได้ดิบได้ดี การทดสอบในหลอดทดสอบ โดยใช้สารสกัดขมิ้น 160 มิลลิกรัม/กิโลกรัม กรอกเข้าทางกระเพาะ (intragastric) ของหนูขาว ยับยั้งการอักเสบคิดเป็น 29.5% curcumin มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบที่เกิดจากการเหนี่ยวนำด้วยคาราจีแนน การทดลองเปรียบเทียบระหว่าง phenylbutazone กับ sodium curcuminate 30 มก./กก. พบว่าได้ผลดี แต่ว่าถ้าหากสูงมากขึ้นเป็น 60 มก./กิโลกรัม ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบจะลดน้อยลง รวมทั้ง sodium curcuminate ยังสามารถยั้งการบีบตัวของไส้หนูในหลอดทดสอบที่รั้งนำจากนิโคติน อะซีติเตียนลโคลีน 5-hydroxy-tryptamine ฮีสตามีนและก็ธาตุแบเรียมคลอไรด์ นอกเหนือจากนี้ sodium curcuminate ยังลดจังหวะการบีบรัดตัวของลำไส้เล็กของกระต่าย โดยไปลดระยะห่างของจังหวะการบีบรัดตัวของลำไส้
ขมิ้นสามารถต่อต้านการเกิดแผลในกระเพาะ โดยกระตุ้นการหลั่งมิวสินมาฉาบและยับยั้งการหลั่งน้ำย่อยต่างๆสารสำคัญในการออกฤทธิ์คือ curcumin ในขนาด 50 มิลลิกรัม/กก. สามารถกระตุ้นการหลั่งมิวซินออกมาฉาบกระเพาะ แต่ถ้าใช้ในขนาดสูงอาจส่งผลให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้
มีการทดสอบในกระต่ายเปรียบเทียบกับกลุ่มที่มีการหลั่งกรดมากมาย พบว่าผงขมิ้นไม่เปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำย่อยรวมทั้งกรดในกระเพาะ แม้กระนั้นเพิ่มองค์ประกอบของไม่วสิน
ย่านาง หรือใบย่านาง มีชื่อทางด้านวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Bamboo grass อยู่ในวงศ์ Menispermaceae ใบของย่านาง เป็นเป็นส่วนที่มีสาระและถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคมากที่สุด เพราะเหตุว่าเป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น และก็มีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง นอกจากนี้ถูกจัดเอาไว้ภายในแบบเรียนสมุนไพรว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย ซึ่งประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากใบย่านางสำหรับเพื่อการรักษาโรคมีดังนี้
ระบบทางเดินอาหาร -ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ   -ช่วยลดอาการหดเกร็งตามลำไส้          -ช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อน
รักษาแล้วก็ปกป้องโรคภัยต่างๆ-ช่วยรักษาโรคความดันเลือดสูง  -ช่วยคุ้มครองป้องกันแล้วก็บรรเทาการเกิดโรคหัวใจ  -ช่วยคุ้มครองปกป้องรวมทั้งลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้  -ช่วยรักษาอาการของโรคโรคเบาหวาน โดยไปลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลง
ระบบผิวหนัง  -ช่วยในการรักษาโรคเริม งูสวัด   -ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
ระบบแพร่พันธุ์และทางเท้าปัสสาวะ  -ช่วยรักษาโรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี   -ช่วยรักษาอาการฉี่แสบขัด ออกร้อนในทางเดินเยี่ยว
ขึ้นฉ่าย (Apium graveolens L.) ช่วยบำรุงระบบที่ทำหน้าที่สำหรับการย่อยอาหารภายในร่างกายและก็ช่วยลดอาการโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ซึ่งรวมถึงโรคกรดไหลย้อน
เอกสารอ้างอิง

  • Rao TS, Basu N, Siddiqui HH.  Anti-inflammatory activity of curcumin analogs.  Indian J Med Res 1982;75:574-8.
  • รศ.ดร.สุจิตรา ทองประดิษฐ์โชติ.เกิร์ด (GERD)-โรคกรดไหลย้อน.ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยม

6

โรคโปลิโอ (Poliomyelitis)
โรคโปลิโอเป็นยังไง โรคโปลิโอศึกษาและทำการค้นพบครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1840 โดย Jakob Heine ส่วนไวรัสโปลิโอซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคถูกพ้นเจอเมื่อ คริสต์ศักราช 1908 โดย Karl Landsteiner โรคโปลิโอ หรือ ไข้ไขสันหลังอักเสบ  เป็นโรคที่สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสแก่เด็กทั่วทั้งโลก ซึ่งมีผู้ป่วยในอดีตมากยิ่งกว่า 350,000 รายต่อปี เหตุเพราะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดความพิการ ขา หรือ แขนลีบ แล้วก็เสียชีวิต ซึ่งเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการตำหนิดเชื้อไวรัสโปลิโอ โดยผู้เจ็บป่วยจำนวนมากมักไม่มีอาการแสดงของโรค ส่วนในกรุ๊ปคนไข้ที่มีลักษณะอาการนั้นจำนวนมากจะมีลักษณะอาการเพียงเล็กน้อยอย่างไม่จำเพาะแล้วก็หายได้เองภายในช่วงระยะเวลาไม่กี่วัน แต่ว่าจะมีผู้เจ็บป่วยเพียงส่วนน้อยที่จะมีลักษณะอาการของกล้ามเนื้อเมื่อยล้ารวมทั้งเมื่อผ่านไปหลายๆปีหลังการดูแลและรักษา คนไข้ที่เคยมีลักษณะอาการกล้ามเนื้ออ่อนล้านี้อาจจะเกิดอาการกล้ามอ่อนล้าซ้ำขึ้นมาอีก และอาจเกิดกล้ามฝ่อลีบรวมทั้งกำเนิดความพิกลพิการของข้อตามมาได้ ในตอนนี้โรคนี้ยังไม่มียารักษา แต่ว่ามีวัคซีนที่ใช้ปกป้องโรคได้
โรคโปลิโอ นับเป็นโรคที่มีความหมายมากโรคหนึ่ง ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเชื้อ ไวรัสโปลิโอ จะมีผลให้มีการอักเสบของไขสันหลังทำให้มีอัมพาตของกล้ามแขนขา ซึ่งในรายที่อาการร้ายแรงจะทำให้มีความพิกลพิการทั้งชีวิต แล้วก็บางรายบางทีอาจถึงเสียชีวิตได้ ในปี พ.ศ. 2531 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้ทุกประเทศร่วมมือกำจัดโรคโปลิ โอ ทำให้อัตราการป่วยทั้งโลกลดน้อยลงไปมากถึง 99% โดยลดลงจาก 350,000 ราย (จาก 125 ประเทศทั้งโลก) ในปี พุทธศักราช 2531 เหลือเพียง 820 รายใน 11 ประเทศในปี พศาสตราจารย์ 2550 ซึ่งประ เทศที่ยังเจอโรคมากมายอยู่เป็น ประเทศอินเดีย (400 กว่าราย) ปากีสถาน ไนจีเรีย และอัฟกานิสถาน
ส่วนในประเทศไทยไม่พบคนป่วยโรคโปลิโอมาเป็นเวลายาวนานหลายปีแล้ว โดยพบรายท้ายที่สุดในปี พ.ศ. 2540 ที่ จ. เลย แต่ว่าเด็กทุกคนยังคงจะต้องได้การฉีดรับวัคซีนตามมาตรกาเกลื่อนกลาดวาดล้างโรคโปลิโอร่วมกับนานาประเทศทั่วโลก ด้วยเหตุว่าโปลิโอเป็นโรคร้ายแรงที่สร้างความสูญเสียทั้งทางด้านร่างกายและเศรษฐกิจ และก็ปัจจุบันนี้ถึงแม้ องค์การอนามัยโลก CWHO ได้รับสมัครรองให้เป็นประเทศที่ปราศจากโรคโปลิโอแล้วช่วงวันที่ 27 เดือนมีนาคม พุทธศักราช 2557 แต่เมืองไทยยังที่มีความเสี่ยงต่อโรคโปลิโออยู่ เนื่องจากมีเขตแดนติดกับประเทศที่มีการระบาดของโรคโปลิโออย่างเมียนมาร์และก็ลาวที่พึ่งพบเชื้อโปลิโอสายพันธุ์วัคซีนกลายพันธ์ไปเมื่อปี พุทธศักราช 2558
สาเหตุของโรคโปลิโอ โรคโปลิโอมีเหตุมาจากเชื้อไวรัสโปลิโอ single-stranded RNA virus ไม่มีเปลือกหุ้มจัดอยู่ใน Family Picornaviridae, Genus Enterovirus มี 3 ทัยป์เป็นทัยป์ 1, 2 และ 3 โดยแต่ละประเภทอาจก่อให้เกิดอัมพาตได้ พบว่า type 1 ทำให้มีการเกิดอัมพาตรวมทั้งมีการระบาดได้บ่อยครั้งกว่าทัยป์อื่นๆและก็เมื่อติดเชื้อโรคชนิดหนึ่งแล้วจะมีภูมิต้านทานถาวรเกิดขึ้นเฉพาะต่อทัยป์นั้น ไม่มีภูมิต้านทานต่อทัยป์อื่น ดังนั้น ตามทฤษฎีนี้แล้ว คน 1 คน บางทีอาจติดโรคได้ถึง 3 ครั้ง และแต่ละทัยป์ของเชื้อไวรัสโปลิโอ จะแบ่งย่อยได้อีก 2 สายพันธุ์ เป็น

  • สายพันธุ์รุนแรงก่อโรค (Wild strain) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการเฝ้าระวังรวมทั้งกวาดล้าง โดยปัจจุบันยังพบสายพันธุ์ร้ายแรงนี้ใน 2 ประเทศหมายถึงอัฟกานิสถานแล้วก็ประเทศปากีสถาน
  • สายพันธุ์วัคซีน (Vaccine strain หรือ Sabin strain) เป็นการทำให้เชื้อไวรัสโปลิโออีกทั้ง 3 ชนิดย่อยอ่อนฤทธิ์ลงกระทั่งไม่สามารถนำไปสู่โรคได้ แล้วประยุกต์ใช้เป็นวัคซีนชนิดหยด หรือที่เรียกกันว่า OPV (Oral polio vaccine) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ไวรัสโปลิโอสายพันธุ์วัคซีนอาจมีความเคลื่อนไหวในระดับโมเลกุลจนสามารถก่อให้เกิดสายพันธุ์วัคซีนกลายพันธุ์ และก็นำไปสู่โรคโปลิโอได้ ซึ่งการเกิดนี้ชอบเกิดในชุมชนที่หรูหราความครอบคลุมของวัคซีนโปลิโอค่อนข้างจะต่ำเป็นระยะเวลานาน


โดยเชื้อโปลิโอนี้จะอยู่ในไส้ของคนแค่นั้น ไม่มีแหล่งรังโรคอื่นๆเชื้อจะแบ่งตัวเพิ่มได้ในไส้ของคนที่ไม่มีภูมิต้านทานและก็อยู่ภายในไส้ 1-2 เดือน เมื่อถูกถ่ายออกมาภายนอก จะไม่อาจจะเพิ่มได้ และเชื้อจะอยู่ข้างนอกร่างกายในสภาพแวดล้อมมิได้นาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตร้อน อายุครึ่งชีวิตของไวรัสโปลิโอ (half life) โดยประมาณ 48 ชั่วโมง
อาการโรคโปลิโอ  เมื่อเชื้อโปลิโอไปสู่ร่างกายของคนที่ไม่มีภูมิต้านทาน เชื้อไวรัสจะเข้าไปเพิ่มในรอบๆ pharynx และลำไส้ สองสามวันถัดมาก็จะกระจัดกระจายไปสู่ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอที่ต่อมทอนซิล แล้วก็ที่ลำไส้แล้วก็เข้าสู่กระแสโลหิตทำให้มีลักษณะไข้เกิดขึ้น ส่วนน้อยของเชื้อไวรัสจะผ่านจากกระแสโลหิตไปยังไขสันหลังรวมทั้งสมองโดยตรง หรือบางส่วนอาจผ่านไปไขสันหลังโดยทางเส้นประสาท เมื่อไวรัสเข้าไปยังไขสันหลังแล้วชอบไปที่ส่วนของไขสันหลังหรือสมองที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ เมื่อเซลล์สมองในส่วนที่    ติดเชื้อมีลักษณะอาการอักเสบมากมายกระทั่งถูกทำลายไป กล้ามที่ควบคุมโดยเซลล์ประสาทนั้นก็จะมีอัมพาตและก็ฝ่อไปในที่สุด
         ดังนี้สามารถแบ่งคนป่วยโปลิโอตามกลุ่มอาการได้เป็น 4 กลุ่ม คือ

  • กรุ๊ปคนเจ็บที่ไม่มีอาการ คนไข้กลุ่มนี้มีราวๆ 90 – 95% ของผู้ติดเชื้อโรคโปลิโอทั้งผอง มีความหมายทางด้านระบาดวิทยา เพราะเชื้อไวรัสโปลิโอที่เข้าไปจะไปเพิ่มในลำไส้ และก็ถ่ายออกมาตรงเวลา 1-2 เดือน นับเป็นแหล่งแพร่โรคที่สำคัญในชุมชน
  • กลุ่มคนป่วยที่มีลักษณะอาการน้อยมาก (Abortive poliomyelitis) หรือที่เรียกว่า abortive case หรือ minor illness ซึ่งจะเจอได้โดยประมาณ 5-10% ของผู้ติดโรคโปลิโอทั้งสิ้น มักจะมีลักษณะไข้ต่ำๆเจ็บคอ อาเจียน เจ็บท้อง เบื่ออาหาร และก็อ่อนแรง อาการจะเป็นอยู่ 3-4 วัน ก็จะหายเป็นระเบียบโดยไม่มีอาการอัมพาต ซึ่งจะวินิจฉัยโรคแยกจากโรคติดเชื้อเชื้อไวรัสอื่นไม่ได้
  • กลุ่มผู้ป่วยที่มีลักษณะเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสโปลิโอ (Nonparalytic poliomyelitis) กลุ่มนี้จะเจอได้เพียงแต่ 1% ของผู้ติดโรคโปลิโอทั้งปวง จะมีลักษณะเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสอื่นๆคนไข้จะมีลักษณะอาการเหมือน abortive case แต่ว่าจะตรวจเจอคอแข็งแน่ชัด มีลักษณะอาการปวดศีรษะ ปวดตามกล้ามเนื้อ เมื่อตรวจน้ำไขสันหลังก็จะเจอไม่ดีเหมือนปกติแบบการติดเชื้อไวรัส มีเซลล์ขึ้นไม่มากส่วนมากเป็นลิมโฟซัยท์ ระดับน้ำตาลและโปรตีนปกติ หรือเปลี่ยนเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ
  • กลุ่มผู้ป่วยที่มีลักษณะกล้ามอ่อนกำลัง (Paralytic poliomyelitis) เป็นอัมพาต กลุ่มนี้พบได้น้อยมากจะมีลักษณะแบ่งได้ 2 ระยะ ระยะแรกคล้ายกับใน abortive case หรือเป็น minor illness เป็นอยู่ 3-4 วัน หายไป 3-4 วัน เริ่มจับไข้กลับมาใหม่ พร้อมกับมีลักษณะปวดกล้ามเนื้ออาจมีการเกร็งตัวของกล้ามก่อนที่จะมีอัมพาตเกิดขึ้น กล้ามจะเริ่มมีอัมพาตและก็เพิ่มจำนวนกล้ามที่มีอัมพาตอย่างรวดเร็ว ส่วนมากจะกำเนิดสุดกำลังด้านใน 48 ชั่วโมง รวมทั้งจะไม่ขยายเพิ่มขึ้นวันหลัง 4 วัน เมื่อตรวจดูรีเฟลกซ์ครั้งคราวจะพบว่าหายไปก่อนที่กล้ามจะมีอัมพาตสุดกำลัง


          รูปแบบของอัมพาตในโรคโปลิโอชอบเจอที่ขามากกว่าแขนและก็จะเป็นข้างเดียวมากกว่า 2 ข้าง (asymmetry) ชอบเป็นกล้ามต้นขา หรือต้นแขนมากยิ่งกว่าส่วนปลาย เป็นแบบอ่อนปวกเปียก (flaccid) โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระบบความรู้สึก (sensory) ที่มักพบคือเป็นแบบ spinal form ที่มีอัมพาตของแขน ขา หรือกล้ามเนื้อลำตัว ในรายที่เป็นมากอาจมีอัมพาตของกล้ามส่วนลำตัวที่หน้าอกแล้วก็ท้อง ซึ่งมีความสำคัญในการหายใจ ทำให้หายใจเองมิได้ อาจจนตายได้หากช่วยไม่ทัน
ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคโปลิโอ โรคโปลิโอพบได้ทั่วไปได้ในเด็กมากกว่าคนแก่ โดยทั้งยังผู้ชายรวมทั้งผู้หญิงมีโอกาสติดเชื้อโรคนี้ได้เสมอกัน แล้วก็ได้โอกาสติดเชื้อโปลิโอได้ง่าย แม้กระนั้นมีผู้เจ็บป่วยน้อยมากที่จะมีลักษณะอาการกล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ยเพลียแรง เชื้อไวรัสจำพวกนี้จะเติบโตอยู่ในไส้ เชื้อก็เลยถูกขับออกจากร่างกายมาพร้อมกับอุจจาระและแพร่ไปสู่ผู้อื่นผ่านการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่แปดเปื้อนเชื้อจากอุจจาระของผู้เจ็บป่วย ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการขับถ่ายที่ผิดความถูกอนามัยและไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร โรคนี้ก็เลยพบบ่อยมากมายในประเทศที่ไม่ค่อยมีการพัฒนาและก็กำลังปรับปรุงที่ขาดการดูแลเรื่องสุขอนามัยที่ดี
อีกทั้งผู้ที่มิได้รับการฉีดวัคซีนโปลิโอนั้น จะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการต่อว่าดเชื้อเพิ่มขึ้นถ้าอยู่ในภายในกลุ่มเสี่ยงดังต่อไปนี้
           หญิงท้องและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ได้แก่ ผู้ติดเชื้อโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง แล้วก็เด็กเล็กซึ่งจะมีความไวต่อการได้รับเชื้อโปลิโอ
           เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโปลิโอหรือเพิ่งมีการระบาดของโรคเมื่อเร็วๆนี้
           เป็นผู้ดูแลหรืออาศัยอยู่กับผู้ติดเชื้อโปลิโอ
           ปฏิบัติงานในห้องทดลองที่สัมผัสใกล้ชิดกับเชื้อไวรัส
           ผู้ที่ผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออกไป
กระบวนการรักษาโรคโปลิโอ หมอจะวินิจฉัยโรคโปลิโอด้วยการถามไถ่อาการจากผู้ป่วยว่ารู้สึกเจ็บปวดบริเวณข้างหลังและคอ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนหรือหายใจหรือไม่ ตรวจดูปฏิกิริยาย้อนกลับกลับของร่างกาย รวมถึงการตรวจทางเรือเหลือง โดยเก็บเนื้อเก็บตัวอย่างในช่วงระยะรุนแรงและก็ระยะซ่อนเร้นของโรค ตรวจสารภูมิต้านทาน IgM หรือ IgG ยิ่งไปกว่านี้เพื่อรับรองให้แน่ใจอาจมีการตรวจค้นเชื้อไวรัสโปลิโอด้วยการเก็บตัวอย่างสารคัดเลือกหลั่งจากลำคอ อุจจาระ หรือน้ำหล่อเลี้ยงสมองแล้วก็ไขสันหลังส่งไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ ในกรณีคนไข้ที่มีลักษณะอาการกล้ามเนื้ออัมพาตแบบอ่อนเปียก (acute flaccid paralysis : AFP) แพทย์จะดำเนินการซักถามโรค พร้อมทั้งเก็บอุจจาระส่งไปตรวจเพื่อ    แยกเชื้อโปลิโอ การวินิจฉัยที่แน่ๆคือ แยกเชื้อโปลิโอได้จากอุจจาระ รวมทั้งกระทำตรวจว่าเป็นทัยป์ใดเป็นสายพันธุ์ wild strain หรือ vaccine strain (Sabin strain)
          การเก็บอุจจาระส่งไปเพื่อทำการตรวจจะเก็บ 2 ครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 24 ชั่วโมง จำต้องเก็บให้เร็วด้านใน 1-2 อาทิตย์ภายหลังที่เจอมีอาการ AFP ซึ่งเป็นช่วงๆที่มีปริมาณไวรัสในอุจจาระมากกว่าระยะอื่นๆการจัดส่งอุจจาระเพื่อส่งตรวจต้องให้อยู่ในอุณหภูมิ 4-8๐ ซ ตลอดระยะเวลา มิฉะนั้นเชื้อโปลิโออาจตายได้ ปัจจุบันนี้โรคโปลิโอยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แพทย์สามารถให้การดูแลรักษาคนป่วยตามอาการ  แล้วก็ในช่วงเวลานี้ก็ยังไม่มียารักษาโรคโปลิโอโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรักษาจะเป็นแบบทะนุถนอม เป็นต้นว่า ให้ยาลดไข้ และก็ลดอาการปวดของกล้าม ในรายที่มีลักษณะอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อแขน ขา วิธีการทำกายภาพ บรรเทาจะช่วยฟื้นฟูความสามารถของกล้ามให้ดียิ่งขึ้น
ในการรักษาคนป่วยกรุ๊ปอาการข้างหลังกำเนิดโรคโปลิโอ (Post-polio syndrome – PPS) การดูแลและรักษาหลักจะเน้นไปที่แนวทางการทำกายภาพบำบัดมากกว่า อาทิเช่น การใส่เครื่องไม้เครื่องมือช่วยยึดลำตัว เครื่องไม้เครื่องมือช่วยสำหรับในการเดิน วัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยคุ้มครองปกป้องข้อบิดผิดแบบหรืออาจใช้การผ่าตัดช่วย การฝึกหัดบอกแล้วก็ฝึกฝนกลืนในคนป่วยที่มีปัญหา การบริหารร่างกายที่เน้นการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อภายใต้ข้อแนะนำที่ถูกต้องจากแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด การใช้เครื่องช่วยหายใจในขณะหลับถ้าหากคนไข้มีปัญหาเรื่องการหยุดหายใจในขณะหลับ แล้วก็การดูแลทางด้านอารมณ์แล้วก็จิตใจของคนเจ็บร่วมด้วย

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคโปลิโอ

  • ถ้าหากได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นโรคโปลิโอไม่ว่ามีลักษณะอาการอยู่ในกรุ๊ปใด ถ้าหมอให้กลับบ้านญาติต้องระมัดระวังการแพร่ระบาดสู่บุคคลในบ้าน เนื่องจากว่าคนไข้จะสามารถขับเชื้อออกมาทางอุจจาระได้นานถึงราวๆ 3 เดือนข้างหลังติดโรค และหากผู้เจ็บป่วยมีสภาวะภูมิคุ้มกันต้าน ทานโรคขาดตกบกพร่องด้วยแล้วจะสามารถแพร่ระบาดได้นานถึงประมาณ 1 ปี โดยให้เครือญาติดูแลเรื่องการขับ ถ่ายของผู้ป่วยให้ถูกสุขลักษณะ การล้างมือทุกครั้งข้างหลังเข้าห้องน้ำและก่อนหยิบจับของกินเข้าปาก การกินของกินปรุงสุกใหม่เสมอ การล้างผักผลไม้ให้สะอาดและก็ปอกผลไม้ก่อนกิน และก็ถ้าหากบุคคลในบ้านคนใดกันยังไม่เคยรับวัคซีนโปลิโอ ก็ให้ขอคำแนะนำหมอเพื่อรับวัคซีนให้ครบ
  • ให้คนป่วยกินอาหารที่เป็นประโยชน์ครบ 5 หมู่
  • ถ้าเกิดคนเจ็บมีลักษณะกล้ามอ่อนแรงให้เครือญาติช่วยทำกายภาพบำบัดเพื่อเกื้อหนุนความสามารถการเคลื่อนไหว และก็เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตามข้อแนะนำของนักกายภาพบำบัด
  • เครือญาติควรดูแลและใส่ใจคนเจ็บ รวมถึงดูแลทางด้านสถานการณ์จิตใจ สภาวะทางอารมณ์ของคนไข้และให้กำลังใจแก่คนไข้ด้วย
  • พี่น้องควรจะพาคนป่วยไปพบหมอตามนัดอย่างเคร่งครัด หรือ ถ้าเกิดมีอาการแตกต่างจากปกติที่เป็นโทษ ก็ควรจะพาไปพบแพทย์โดยเร็ว
การปกป้องโรคโปลิโอ

  • โรคโปลิโอสามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน ซึ่งวัคซีนที่มีใช้ ทั่วทั้งโลกมี 2 ชนิดเป็น
  • วัคซีนโปลิโอชนิดรับประทาน (Oral Poliomyelitis Vaccine: OPV, Sabin) การกวาดล้าง ในประเทศไทย โรคโปลิโอ H T กรุ๊ปโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน สำนักโรคติดต่อทั่วๆไป Albert Bruce Sabin M.D. Jonas Edward Salk M.D. เป็นวัคซีนประเภทเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (attenuated live oral poliomyelitis vaccine) สายพันธุ์ Sabin สร้างสรรค์โดย Albert Bruce Sabin คนประเทศอเมริกา เมื่อปี พุทธศักราช 2504 วัคซีนประกอบด้วยเชื้อ เชื้อไวรัสโปลิโอ 3 ทัยป์เป็นทัยป์ 1, 2 แล้วก็ 3 ให้วัคซีนโดยการกินเป็นการเลียนแบบการติดเชื้อ ตามธรรมชาติ ที่สามารถกระตุ้นภูมิต้านทานที่เยื่อบุลำคอและก็ลำไส้ของผู้รับวัคซีน รวมทั้งสามารถแพร่เชื้อ วัคซีนไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้กับผู้สัมผัสใกล้ชิดได้อีกด้วย เดี๋ยวนี้วัคซีนโปลิโอจำพวกกินนี้นับว่าเป็น เครื่องไม้เครื่องมือสำคัญสำหรับการกวาดล้างโรคโปลิโอเป็นอย่างมาก เพราะสามารถปกป้องและก็กำจัดเชื้อโปลิโอสายพันธุ์ ก่อโรคได้เป็นอย่างดี ราคาแพงถูกรวมทั้งมีวิธีการให้วัคซีนง่าย แม้กระนั้นมีข้อเสีย คืออาจทำให้กำเนิดอาการข้างๆ คล้ายโรคโปลิโอ (Vaccine Associated Paralytic Polio: VAPP) ซึ่งเกิดขึ้นน้อยมาก โดยประมาณ 1 ใน 2.7 ล้านโด้ส หรืออาจเกิดการกลายพันธุ์ (Vaccine Derive Polio Virus: VDPV) จนถึงก่อ โรคได้ในพื้นที่ที่มีความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนต่ำ
  • วัคซีนโปลิโอประเภทฉีด (Inactivated Poliomyelitis Vaccine: IPV, Salk) เป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อไวรัสโปลิโอที่ตายแล้ว (kill vaccine) คิดค้นโดย Jonas Edward Salk ชาว อเมริกัน เมื่อปี พ.ศ. 2498 วัคซีนจำพวกนี้มีเชื้อโปลิโอ 3 ทัยป์ ให้วัคซีนโดยการฉีด


ในตอนนี้เมืองไทยมีการใช้วัคซีนโปลิโอในแผนงานเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค โดยให้วัคซีน OPV 5 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6 เดือน 1 ปีครึ่ง และก็ 4 ปี และก็ให้วัคซีน IPV 1 ครั้ง เมื่ออายุ 4 เดือน

  • คุ้มครองการตำหนิดเชื้อแล้วก็การแพร่ไปของเชื้อโปลิโอ ด้วยการทานอาหารและดื่มน้ำสะอาดถูกสุขลักษณะ รวมทั้งการอึลงส้วมที่ถูกสุขลักษณะทุกคราว
  • ภายหลังเข้าไปคลุกคลีสนิทสนมคนไข้โรคโปลิโอ หรอเข้าไปดูแลเปลี่ยนผ้าให้แก่คนป่วยควรล้ามือด้วยสบู่ทุกหน
  • เมื่ออยู่ภายในเขตพื้นที่มีการระบาดของโรคโปลิโอ ควรดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงปฏิบัติตามหลักสุขข้อกำหนดให้เข้มงวด


สมุนไพรที่ใช้รักษา/บรรเทาโรคโปลิโอ เนื่องด้วยโรคโปลิโอเป็นโรคที่ติดต่อจากเชื้อไวรัสที่มีการติดต่อได้ง่าย รวมทั้งในคนป่วยที่มีความร้ายแรงของโรคนั้นอาจส่งผลให้เสียชีวิตหรือพิการได้ ซึ่งในตอนนี้นั้นยังไม่มียาที่ใช้รักษาโรคโปลิโอให้หายได้ รวมถึงยังไม่มีข้อมูลว่ามีสมุนไพรประเภทไหนที่ใช้รักษาหรือทุเลาลักษณะโรคโปลิโอได้เหมือนกัน
เอกสารอ้างอิง

  • การกวาดล้างโรคโปลิโอในประเทศไทย.กลุ่มโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนสำนักโรคติดต่อทั่วไป.วารสาร ดร.สัมพันธ์.ปีที่ 3.ฉบับที่ 4.เมษายน-พฤษภาคม 2559.หน้า 2-3
  • โปลิโอ.อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “โปลิโอ (Poliomyelitis)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 571-572.
  • Paul JR (1971). A History of Poliomyelitis. Yale studies in the history of science and medicine. New Haven, Conn: Yale University Press. pp. 16– ISBN 0-300-01324-8. http://www.disthai.com/
  • Cohen JI (2004). "Chapter 175: Enteroviruses and Reoviruses". In Kasper DL, Braunwald E, Fauci AS, et al. (eds.). Harrison's Principles of Internal Medicine (16th ed.). McGraw-Hill Professional. p. ISBN 0-07-140235-7.
  • โรคโปลิโอ(Poliomyelitis).ความรู้เรื่องโรคติดต่อ.สำนักโรคติดต่อทั่วไป.กรมควบคุมโรค.กระทรวงสาธารณสุข
  • Ryan KJ, Ray CG (eds.) (2004). "Enteroviruses". Sherris Medical Microbiology (4th ed.). McGraw Hill. pp. 535– ISBN 0-8385-8529-9.
  • Jeffrey I. Cohen, enteroviruses and reoviruses, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 15th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2001
  • โรคโปลิโอ(Polio).สำนักโรคติดต่อทั่วไป.กรมควบคุมโรค.กระทรวงสาธารณสุข.



Tags : โรคโปลิโอ

7

โรความดันโลหิตสูง (Hypertension)

  • โรคความคันโลหิตสูง คืออะไร ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตหมายถึงแรงดันเลือด ที่เกิดจากหัวใจ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย การวัดความดันโลหิตสามารถทำโดยใช้วัสดุหลายชนิด แม้กระนั้นชนิดที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วๆไป อย่างเช่น เครื่องวัดความดันโลหิตมาตรฐานจำพวกปรอท เครื่องตวงความดันเลือดดิจิตอลจำพวกอัตโนมัติ ค่าของความดันเลือดมีหน่วยเป็น มม.ปรอท จะมี ๒ ค่า ๑ ความดันตัวบน (ซีสโตลิก) เป็นแรงดันเลือด ขณะหัวใจห้องข้างล่างซ้ายบีบตัว  ๒ ความดันตัวด้านล่าง (ไดแอสโตลิก) เป็นแรงกดดันเลือดขณะหัวใจห้องข้างล่างซ้ายคลายตัว  ระดับความดันเลือดที่ถือว่าสูงนั้น จะมีค่าความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอท

    ฉะนั้นโรคความดันเลือดสูง ก็เลยหมายคือโรคหรือภาวการณ์ที่แรงดันเลือดในเส้นโลหิตแดงมีค่าสูงกว่าค่ามาตรฐานขึ้นอยู่กับกรรมวิธีวัด โดยถ้าหากวัดที่สถานพยาบาล ค่าความดันโลหิตตัวบนสูงขึ้นมากยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 140 มม. ปรอท(มม.ปรอท, MMhg) แล้วก็/หรือความดันเลือดตัวล่างสูงขึ้นยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 90 มิลลิเมตรปรอท อย่างต่ำ 2 ครั้ง แต่ว่าถ้าเกิดเป็นการวัดความดันเองที่บ้านค่าความดันโลหิตตัวบนสูงขึ้นยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 135 มิลลิเมตรปรอทและก็/หรือความดันโลหิตตัวล่างสูงยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 85 มม.ปรอทฯลฯ ดังตารางที่ 1




     


    SBP


    DBP




    Office or clinic
    24-hour
    Day
    Night
    Home


    140
    125-130
    130-135
    120
    130-135


    90
    80
    85
    70
    85




    หมายเหตุ SBP=systolic blood pressure, DBP=diastolic blood pressure
    ปี 2556คนไทยมีอาการป่วยด้วยโรคความดันโลหิตเกือบ 11 ล้านคน เสียชีวิต 5,165 คน รวมทั้งพบเจ็บไข้ราย ใหม่เพิ่มเกือบจะ 1 แสนคน จำนวนร้อยละ 50 ไม่รู้ตัวเนื่องจากว่าไม่เคยตรวจสุขภาพ ในกลุ่มที่ป่วยแล้วพบว่ามีเพียง 1 ใน 4 ที่ควบคุมความดันได้ ที่เหลือยังมีความประพฤติปฏิบัติน่าห่วงองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า โรคความดันเลือดสูงเป็น 1 ในต้นเหตุสำคัญ ที่ทำให้ประชาชนอายุสั้น ทั้งโลกมีผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงถึง 1,000 ล้านคน เสียชีวิตปี ละเกือบจะ 8 ล้านคน เฉลี่ยโดยประมาณนาทีละ 15 คน โดย 1 ใน 3 พบในวัย คนแก่และก็คาดว่า ในปีพ.ศ.2568 ประชากรวัยผู้ใหญ่ทั่วทั้งโลกจะป่วยเป็นโรคนี้เพิ่ม 1,560 ล้านคน

  • สิ่งที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงแบ่งประเภทตามมูลเหตุการเกิด แบ่งออกเป็น 2 ชนิด เป็น
  • ความดันโลหิตสูงประเภทไม่เคยรู้ต้นเหตุ (primary or essential hypertension) พบได้ประมาณปริมาณร้อยละ95 ของปริมาณคนแก่โรคความดันเลือดสูงทั้งปวงจำนวนมากพบในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและพบในเพศหญิงมากยิ่งกว่าผู้ชาย ตอนนี้ยังไม่ทราบปัจจัยที่ชัดแจ้งแม้กระนั้นยังไง ตามคณะกรรมการร่วมแห่งชาติด้านการคาดการณ์แล้วก็รักษาโรคความดันเลือดสูง ของประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่เกี่ยวและช่วยเหลือให้กำเนิดโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้นว่า พันธุกรรมความอ้วน การมีไขมันในเลือดสูงการกินอาหารที่มีรสเค็มจัดการไม่บริหารร่างกาย การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์การสูบบุหรี่ความเครียดอายุแล้วก็มีประวัติครอบครัวเสี่ยงต่อโรคหัวใจและก็เส้นเลือดซึ่งความดันโลหิตสูงจำพวกไม่เคยรู้ต้นสายปลายเหตุนี้เป็นปัญหาสำคัญที่จำเป็นต้องให้การวิเคราะห์รักษาและควบคุมโรคให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความดันโลหิตสูงจำพวกทราบต้นเหตุ(secondary hypertension) ได้น้อยราวจำนวนร้อยละ5-10 ส่วนมากมีสาเหตุมีต้นเหตุจากการมีพยาธิสภาพของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายโดยจะส่งผลก่อให้เกิดแรงดันเลือดสูงส่วนมาก บางทีอาจกำเนิดพยาธิสภาพที่ไตต่อมหมวกไตโรคหรือความผิดแปลกของระบบประสาทความแตกต่างจากปกติของฮอร์โมนโรคของต่อมไร้ท่อร่วมโรคท้องเป็นพิษการบาดเจ็บของศีรษะยา รวมทั้งสารเคมีเป็นต้น ดังนั้นเมื่อได้รับการดูแลรักษาที่ต้นสายปลายเหตุระดับความดันโลหิตจะลดลงเป็นปกติแล้วก็สามารถรักษาให้หายได้


ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงสรุปได้ว่า โรคความดันเลือดสูงส่วนใหญ่จะไม่มีต้นเหตุ การควบคุมระดับความดันเลือดได้ดี จะสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อน และการตายจากโรคระบบหัวใจ รวมทั้งเส้นโลหิตลงได้

  • ลักษณะของโรคความดันโลหิตสูง จุดสำคัญของโรคความดันโลหิตสูงคือ เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ และก็ที่เป็นโรคเรื้อรังที่ร้ายแรง (หากไม่อาจจะควบคุมโรคได้) แต่มักไม่มีอาการ แพทย์บางท่านจึงเรียกโรคความดันโลหิตสูงว่า “เพชฌฆาตเงียบ (Silent killer)” ทั้งนี้จำนวนมากของอาการจากโรคความดันโลหิตสูง เป็นอาการจากผลกระทบ ตัวอย่างเช่น จากโรคหัวใจ แล้วก็จากโรคหลอดเลือดในสมอง หรือ เป็นอาการจากโรคที่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง ได้แก่ อาการจากโรคเบาหวาน หรือ จากโรคอ้วน หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นสาเหตุ ได้แก่ โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง

    อาการแล้วก็อาการแสดงที่พบมาก คนไข้ที่มีความดันเลือดสูงนิดหน่อยหรือปานกลางไม่พบอาการแสดงเจาะจงที่แสดงว่ามีภาวะความดันเลือดสูงจำนวนมาก การวิเคราะห์พบได้มากได้จากการที่คนเจ็บมาตรวจตามนัดหรือพบได้ทั่วไปร่วมกับต้นเหตุของอาการอื่นซึ่งไม่ใช่ความดันเลือดสูง สำหรับคนไข้ที่หรูหราความดันโลหิตสูงมากมายหรือสูงในระดับร้ายแรงรวมทั้งเป็นมานานโดยเฉพาะในรายที่ยังไม่เคยได้รับการดูแลรักษาหรือรักษาแม้กระนั้นไม่บ่อยนักหรือไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมมักพบมีลักษณะอาการ ดังต่อไปนี้

  • ปวดศีรษะพบบ่อยในคนป่วยที่หรูหราความดันเลือดสูงรุนแรง โดยลักษณะของการเกิดอาการปวดศีรษะมักปวด ที่บริเวณท้ายทอยโดยยิ่งไปกว่านั้นตอนที่ตื่นนอนในตอนเช้าถัดมาอาการจะค่อยๆดียิ่งขึ้นจนกระทั่งหายไปเองภายในช่วงระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงแล้วก็อาจเจอมีอาการอ้วกคลื่นไส้ตาฟางมัวด้วยโดยพบว่าอาการปวดหัวกำเนิด จากมีการเพิ่มแรงดันในกะโหลกศีรษะมากมายในตอนระยะเวลาหลังตื่นนอนเนื่องจากว่าในยามค่ำคืนขณะที่กำลังหลับศูนย์ควบคุมการหายใจในสมองจะลดการกระตุ้น ก็เลยทำให้มีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ส่งผลทำให้เส้นโลหิตทั่ว ร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมองขยายขนาดมากขึ้นก็เลยเพิ่มแรงดันในกะโหลกศีรษะ
  • เวียนหัว (dizziness) เจอกำเนิดร่วมกับลักษณะของการปวดศีรษะ
  • เลือดกา ทายใจไหล(epistaxis)
  • เหนื่อยขณะทา งานหรืออาการเหนื่อยหอบนอนราบไม่ได้แสดงถึงการมีภาวะหัวใจห้องข้างล่างซ้ายล้มเหลว
  • อาการอื่นๆที่อาจเจอร่วมยกตัวอย่างเช่นลักษณะการเจ็บอกชมรมกับภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากการมีเส้นเลือดหัวใจตีบหรือจากการมีกล้ามเนื้อหัวใจหนามากจากสภาวะความดันโลหิตสูงที่เป็นมานานๆ


ด้วยเหตุนี้ถ้ามีภาวะความดันเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานๆก็เลยอาจมีผลต่ออวัยวะที่สำคัญต่างๆของร่างกายทำให้เกิดความเสื่อมภาวะถูกทำลายรวมทั้งอาจเกิดภาวะเข้าแทรกตามมาได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง ในคนไข้โรคความดันเลือดสูงบางรายบางทีอาจไม่เจอมีลักษณะอาการหรืออาการแสดงอะไรก็ตามแล้วก็บางรายอาจ พบอาการแสดงจากภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูงต่ออวัยวะต่างๆได้ดังนี้

  • สมองความดัน เลือดสูงจะทา ให้ฝาผนังเส้นโลหิตแดงที่ไปเลี้ยงสมองมีลักษณะดกตัวและก็แข็งตัวด้านในเส้นเลือดตีบแคบรูของหลอดเลือดแดงแคบลงทา ให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองลดน้อยลงและขาดเลือดไปเลี้ยง นำไปสู่ภาวการณ์สมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วครั้งคราวคนไข้ที่มีภาวการณ์ความดันโลหิตสูงจึงได้โอกาสกำเนิดโรคเส้นเลือดสมอง (stroke) ได้มากกว่า บุคคลธรรมดา


นอกเหนือจากนั้นยังทำให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ฝาผนังเซลล์สมองทา ให้เซลล์สมองบวมคนไข้จะมีอาการผิดปกติของระบบประสาทการรับทราบความทรงจำน้อยลงรวมทั้งอาจร้ายแรงเสียชีวิตได้ ซึ่งเป็นต้นเหตุการเสียชีวิตถึงร้อยละ50 รวมทั้งส่งผลทำให้ผู้ที่รอดตายกำเนิดความพิการตามมา

  • หัวใจ ระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรังจะมีผลทา ให้ฝาผนังเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงหัวใจหนาตัวขึ้นปริมาณเลือดเลี้ยงหัวใจต่ำลงหัวใจห้องล่างซ้ายทำงานหนักมาขึ้น จำต้องบีบตัวมากขึ้นเพื่อต้านแรงดันเลือดในเส้นเลือดแดงที่มากขึ้นด้วยเหตุดังกล่าว ในระยะแรกกล้ามเนื้อหัวใจจะปรับพฤติกรรมจากภาวะความดันโลหิตสูงโดยหัวใจบีบตัวมากขึ้น เพื่อให้สามารถต้านทานกับแรงต้านทานที่มากเพิ่มขึ้นและมีการขยายตัวทำให้เพิ่มความดกของฝาผนังหัวใจห้องข้างล่างซ้ายทำให้มีการเกิดภาวการณ์หัวใจห้องล่างซ้ายโต (left ventricular hypertrophy) ถ้าเกิดยังมิได้รับการดูแลและรักษาและก็เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถที่จะขยายตัวได้อีก จะก่อให้รูปแบบการทำงานของหัวใจไม่มี
คุณภาพเกิดภาวะหัวใจวายกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

  • ไต ระดับความดันเลือดเรื้อรังส่งผลกระตุ้นให้เกิดความเคลื่อนไหวของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงไตครึ้มตัวและก็แข็งตัวขึ้น เส้นเลือดตีบแคบลงทำให้หลอดเลือดแดงเสื่อมจากการไหลเวียนของจำนวนเลือดไปเลี้ยงไตลดลงสมรรถนะการกรองของเสียลดลงรวมทั้งทา ให้เกิดการคั่งของเสียไตเสื่อมสภาพ แล้วก็อับอายขายหน้าที่เกิดภาวะไตวายและได้โอกาสเสียชีวิตได้ มีการเรียนรู้พบว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงประมาณปริมาณร้อยละ10 มักเสียชีวิตด้วยภาวการณ์ไตวาย
  • ตา ผู้เจ็บป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงร้ายแรงและก็เรื้อรังจะทำให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของผนังเส้นเลือดที่ตาครึ้มตัวขึ้นมีแรงดัน ในเส้นโลหิตสูงขึ้นมีการเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตาตีบลงหลอดเลือดฝอยตีบแคบอย่างรวดเร็วมีการหดเกร็งเฉพาะที่อาจมีเลือดออกที่เรตินาทำให้มีการบวมของจอภาพนัตย์ตา หรือหน้าจอประสาทตาบวม (papilledema) ทำให้การมองเห็นต่ำลงมีจุดบอดบางจุดที่ลานสายตา (scotomata) ตามัวแล้วก็มีโอกาสตาบอดได้
  • เส้นเลือดในร่างกาย ความดันโลหิตสูงจากแรงต่อต้านเส้นโลหิตส่วนปลายมากขึ้นผนังเส้นโลหิตดกตัวจากเซลล์กล้ามเนื้อเรียบถูกกระตุ้น ให้รุ่งโรจน์เพิ่มขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นเนื่องจากมีไขมัน ไปเกาะผนังหลอดเลือดทำให้เส้นโลหิตแดงแข็งตัว (artherosclerosis) มีการเปลี่ยนแปลงของฝาผนังหลอดเลือดดกแล้วก็ตีบแคบการไหลเวียนของโลหิตไป เลี้ยงสมองหัวใจไตแล้วก็ตาลดลงทา ให้เกิดภาวะสอดแทรกของอวัยวะดังกล่าวข้างต้นตามมาไดแก้โรคหัวใจแล้วก็
เส้นโลหิตโรคเส้นเลือดสมองรวมทั้งไตวายเป็นต้น

  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคความดันเลือด ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้มีการเกิดโรคความดันเลือดสูง ดังเช่น พันธุกรรม ช่องทางมีความดันเลือดสูง จะสูงขึ้นเมื่อมีคนภายในครอบครัวเป็นโรคนี้ เบาหวาน เพราะว่าก่อเกิดการอักเสบ ตีบแคบของเส้นโลหิตต่างๆและก็หลอดเลือดไต โรคอ้วน รวมทั้งน้ำหนักตัวเกิน เนื่องจากเป็นสาเหตุสำคัญของเบาหวาน รวมทั้งโรคหลอดเลือดต่างๆตีบจากสภาวะไขมันเกาะผนังเส้นโลหิต โรคไตเรื้อรัง ด้วยเหตุว่าจะส่งผลถึงการสร้างเอ็นไซม์และก็ฮอร์โมนที่ควบคุมความดันเลือดดังที่กล่าวผ่านมาแล้วแล้ว โรคนอนแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea) ดูดบุหรี่ เพราะเหตุว่าสารพิษในควันบุหรี่เป็นเหตุให้เกิดการอักเสบ ลีบของเส้นโลหิตต่าง แล้วก็หลอดเลือดไต และก็หลอดเลือดหัวใจ การติดเหล้า ซึ่งยังไม่เคยรู้แจ่มแจ้งถึงกลไกว่าเพราะเหตุใดดื่มสุราแล้วจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง แต่ว่าการศึกษาต่างๆได้ผลตรงกันว่า ติดเหล้า จะส่งผลให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ รวมทั้งได้โอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง ถึงประมาณ 50%ของผู้ติดสุราทั้งผอง กินอาหารเค็มบ่อย ตลอด ดังเหตุผลดังได้กล่าวแล้ว ขาดการบริหารร่างกาย เนื่องจากเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและก็โรคเบาหวาน ผลข้างเคียงจากยาบางประเภท เป็นต้นว่า ยาในกรุ๊ปสเตียรอยด์
  • กรรมวิธีการรักษาโรคความดันโลหิตสูง การวิเคราะห์โรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงวินิจฉัยจากการที่มีความดันเลือดสูงตลอดระยะเวลา ซึ่งตรวจพบต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งควรจะห่างกัน 1 เดือน อย่างไรก็แล้วแต่หากว่าตรวจพบว่าความดันโลหิตสูงมากมาย (ความดันตัวบนสูงกว่า 180 mmHg หรือ ความดันตัวล่างสูงขึ้นยิ่งกว่า 110 mmHg) หรือมีความผิดปกติของหลักการทำงานของอวัยวะจากผลของ   ความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ก็ถือว่าวินิจฉัยเป็นโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งจำเป็นต้องรีบได้รับการรักษา หมอวินิจฉัยโรค   ความดันเลือดสูงได้จาก เรื่องราวอาการ ประวัติความเป็นมาป่วยอีกทั้งในอดีตและก็เดี๋ยวนี้ ประวัติการรับประทาน/ใช้ยา การวัดความดันโลหิต (ควรวัดที่บ้านร่วมด้วยถ้ามีวัสดุ เนื่องจากบางครั้งบางคราวค่าที่วัดถึงที่กะไว้โรงหมอสูงขึ้นยิ่งกว่าค่าที่วัดถึงที่กะไว้บ้าน) เมื่อวิเคราะห์ว่าเป็นความดันโลหิตสูง ควรจะตรวจร่างกาย แล้วก็ส่งไปทำการตรวจอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อหาปัจจัย หรือปัจจัยเสี่ยง นอกเหนือจากนี้ ต้องตรวจหาผลกระทบของความดันโลหิตสูงต่ออวัยวะต่างๆได้แก่ หัวใจ ตา แล้วก็ไต ดังเช่น ตรวจเลือดมองค่าน้ำตาลและไขมันในเลือด ดูลักษณะการทำงานของไต แล้วก็ค่าเกลือแร่ในร่างกาย ตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจมองแนวทางการทำงานของหัวใจ และก็เอกซเรย์ปอด ทั้งนี้การตรวจเพิ่มต่างๆจะขึ้นอยู่กับอาการคนป่วย รวมทั้งดุลยพินิจของหมอเท่านั้น
สัมพันธ์ความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย ได้แบ่งระดับความรุนแรงของความดันโลหิตสูง ดังนี้




ระดับความรุนแรง


ความดันโลหิตตัวบน


ความดันโลหิตตัวล่าง




ความดันโลหิตปกติ
ระยะก่อนความดันโลหิต
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2


น้อยกว่า 120 และ
120 – 139/หรือ
140 – 159/หรือ
มากกว่า 160/หรือ


น้อยกว่า 80
80 – 89
90 – 99
มากกว่า 100




หมายเหตุ : หน่วยวัดความดันโลหิตเป็น มิลลิเมตรปรอท
คนที่มีความดันโลหิตสูงควรควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำลงมากยิ่งกว่า 140/90 มม.ปรอทและใน ผู้ที่มีภาวะเสี่ยงควรจะควบคุมระดับความดันเลือดให้ต่ำลงยิ่งกว่า 130/80 มม.ปรอท รวมทั้งลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจแล้วก็หลอดเลือดคุ้มครองป้องกันความพิกลพิการและลดการเกิดภาวการณ์แทรกซ้อมต่ออวัยวะแผนการที่สำคัญของร่างกายยกตัวอย่างเช่นสมองหัวใจไตรวมทั้งตารวมทั้งอวัยวะสำคัญอื่นๆซึ่งในการรักษาและควบคุมระดับความดันเลือดให้เข้าขั้นปกติประกอบด้วย 2 วิธีคือการรักษาใช้ยาแล้วก็การรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือแนวทางการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำนงชีพ
การรักษาโดยวิธีการใช้ยา  (pharmacologic treatment) วัตถุประสงค์สำหรับเพื่อการลดความดันโลหิตโดยการใช้ยาคือการควบคุมระดับความดันโลหิตให้ลดต่ำลงยิ่งกว่า 140/90 มม.ปรอท โดยลดแรงต่อต้านของเส้นโลหิตส่วนปลายและก็เพิ่มปริมาณเลือดที่ออกมาจากหัวใจการเลือกใช้ยา ในคนเจ็บโรคความดันโลหิตสูงก็เลยขึ้นกับความเหมาะสมของคนป่วยแต่ละรายและก็ควรพิจารณาเหตุต่างๆอาทิเช่นความร้ายแรงของระดับความดันโลหิตปัจจัยเสี่ยงต่ออวัยวะสำคัญ โรคที่มีอยู่เดิมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆซึ่งยาที่ใช้เพื่อการรักษาภาวการณ์ความดันเลือดสูงสามารถแบ่งได้ 7 กลุ่มดังต่อไปนี้
ยาขับปัสสาวะ  (diuretics) เป็นกรุ๊ปยาที่นิยมใช้ในคนป่วยที่มีการดำเนินงานของไตแล้วก็หัวใจไม่ดีเหมือนปกติ ยากลุ่มนี้อย่างเช่น ฟูโรซีมายด์ (furosemide) สไปโรโนแลคโตน(spironolactone) มันข้นลาโซน (metolazone)
ยาต้านเบต้า (beta adrenergic receptor blockers) ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยรวมกับเบต้าอดรีเนอร์จิกรีเซฟเตอร์  (beta adrenergic receptors) อยู่ที่หัวดวงใจและก็เส้นโลหิตแดงเพื่อยั้งการโต้ตอบต่อประสาทซิมพาธิติกลดอัตราการเต้นของหัวใจทำให้หัวใจเต้นช้าลงรวมทั้งความดันโลหิตลดลง ยาในกลุ่มนี้ ดังเช่น โพรพาโนลอล (propanolol)หรืออะคราวโนลอล (atenolol)
ยาที่ออกฤทธิ์ขวางตัวรับแองจิโอเทนซินทู (angiotensin II receptorblockersARBs) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดโดยไม่ทำให้ระดับของเบรดดีไคนินมากขึ้นยากลุ่มนี้ ตัวอย่างเช่น แคนเดซาแทน  (candesartan), โลซาแทน (losartan) ฯลฯ
ยาต้านทานแคลเซียม (calcium antagonists) ยากลุ่มนี้ยั้งการเคลื่อนเข้าของประจุแคลเซียมในเซลล์ทำให้กล้ามผนังเส้นเลือดคลายตัวอาจส่งผลให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง ตัวอย่างเช่น ยาเวอราปาไม่วล์   (verapamil) หรือเนฟเฟดิไต่ (nifedipine)
ยาต่อต้านอัลฟาวันอดรีเนอร์จิก (alpha I-adrenergic blockers) ยามีฤทธิ์ต้านโพสไซแนปติกอัลฟาวันรีเซฟเตอร์ (postsynaptic alpha 1-receptors) รวมทั้งออกฤทธิ์ขยายเส้นเลือดส่วนปลายทำให้เส้นเลือดขยายตัว ยาในกลุ่มนี้ดังเช่น พราโซซีน prazosin) หรือดอกซาโซซีน (doxazosin)
ยาที่ยับยั้งไม่ให้มีการสร้างแองจิโอเทนสินทู (angiotensin II convertingenzyme ACE inhibitors)ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยการยังยั้งแองจิโอเทนสินสำหรับเพื่อการเปลี่ยนแปลงแองจิโอเทนซินวันเป็นแองจิโอเทนสินทูซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ทำให้หลอดเลือดหดตัว ยาในกลุ่มนี้ดังเช่นอีนาลาพริล (enalapril)
ยาขยายเส้นเลือด (vasodilators) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยตรงต่อกล้ามเนื้อเรียบที่อยู่บริเวณเส้นโลหิตแดงทำให้กล้ามคลายตัวและก็ยาต้านทานทางในผนังหลอดเลือดส่วนปลาย ยาในกลุ่มนี้ตัวอย่างเช่นไฮดราลาซีน (hydralazine), ไฮโดรคลอไรด์ (hydrochloride), ลาเบลทาลอล (labetalol)
การดูแลและรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำรงชีวิต (lifestylemodification)  เป็นพฤติกรรมสุขภาพที่จะต้องปฏิบัติเป็นประจำเป็นประจำเพื่อลดระดับความดันเลือด และก็คุ้มครองภาวะแทรกซ้อนกับอวัยวะสำคัญผู้เจ็บป่วยโรคความดันเลือดสูงทุกราย ควรจะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำนงชีพพร้อมกันไปกับการดูแลและรักษาด้วยยา คนป่วยควรมีความประพฤติส่งเสริมสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง ดังนี้ การควบคุมของกินและควบคุมน้ำหนักตัว  การจำกัดอาหารที่มีเกลือโซเดียม  การออกกำลังกาย การงดสูบบุหรี่ การลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  การจัดการกับความเคร่งเครียด

  • การติดต่อของโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่เกิดขึ้นจาก ภาวการณ์แรงกดดันเลือดในเส้นโลหิตสูงกว่าค่ามาตรฐาน ด้วยเหตุผลดังกล่าวโรคความดันโลหิตสูงจึงเป็นโรคที่ไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คน
  • การกระทำตนเมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการบริโภค
  • การลดน้ำหนักในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน องค์การอนามัยโลกเสนอแนะว่าในตอนแรกควรลดน้ำหนัก ขั้นต่ำ 5 กิโลกรัม ในคนเจ็บความดันเลือดสูง ที่มีน้ำหนักเกิน
  • การลดจำนวนโซเดียม (เกลือ) ในของกิน ลดโซเดียมในของกิน เหลือวันละ 0.5 – 2.3 กรัม หรือ เกลือโซเดียมคลอไรด์ 1.2 – 5.8 กรัม
  • ลดจำนวนแอลกอฮอล์ หรือจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ไม่กำเนิด 20 – 30 กรัมต่อวันในเพศชาย หรือ 10 – 20 กรัม ในเพศหญิง


จากการเรียนรู้ของกินสำหรับผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงเรามักจะได้ยินชื่อ DASH (Dietary Approaches to stop Hypertension) เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้ และก็สินค้านมไขมันต่ำ ร่วมกับการลดจำนวนไขมัน และไขมันอิ่มตัวในของกิน
ตารางแสดงตัวอย่างของกิน DASH diet/ต่อวัน ได้พลังงาน 2100 กิโลแคลอรี่




หมวดอาหาร


ตัวอย่างอาหารในแต่ละส่วน




ผัก


ผักดิบประมาณ 1 ถ้วยตวง
ผักสุกประมาณ ½ ถ้วยตวง




ผลไม้


มะม่วง ½ ผล ส้ม 1 ลูก เงาะ 6 ผล กล้วยน้ำว้า 1 ผล แตงโม 10 ชิ้น
ฝรั่ง 1 ผลเล็ก มังคุด 1 ผลเล็ก




นม

  • นมพร่องมันเนย
  • นมครบส่วน




 
1 กล่อง (240 ซีซี)
1 กล่อง (240 ซีซี)




ไขมัน
ปลาและสัตว์ปีก


น้ำมัน 5 ซีซี เนย/มาการีน 5 กรัม
ปริมาณ 30 กรัม (ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ)




แป้ง,ข้าว,ธัญพืช


ขนมปัง 1 แผ่น ข้าวสวย 1 ทัพพี




 
 
บริหารร่างกาย การบริหารร่างกายสำหรับคนที่มีความดันโลหิตสูง ควรจะออกกำลังกายแบบแอโรบิค (แบบใช้ออกซิเจน)เป็นการบริหารร่างกายที่มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลาหนึ่งของกล้ามเนื้อผูกใหญ่ๆซึ่งเป็นการใช้ออกสิเจนในการให้พลังงาน จะได้ประโยชน์ต่อระบบหัวใจแบะหลอดเลือด ยกตัวอย่างเช่น เดิน วิ่ง ว่าย ปั่นจักรยาน เป็นต้น ซึ่งการออกกกำลังกายควรปฏิบัติทุกเมื่อเชื่อวัน อย่างต่ำวันละ 30 นาที ถ้าเกิดว่าไม่มีสิ่งที่ห้าม
                บริหารเครียดลดลง การจัดการระงับความเครียดในชีวิตประจำวัน ตามหลักเหตุผลแล้วก็หลักจิตวิทยามีอยู่ 2 แนวทาง
-              เพียรพยายามหลีกเลี่ยงเหตุการณ์หรือสภาพที่จะทำให้เกิดความตึงเครียดมากมาย
-              ควบคุมปฏิกิริยาของตนเอง ต่อสิ่งที่รู้สึกทำให้เราเครียด
กินยาและก็รับการดูแลรักษาตลอด รับประทานยาตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอไม่ขาดยา แล้วก็เจอแพทย์ตามนัดหมายทุกครั้ง ไม่สมควรหยุดยาหรือปรับเปลี่ยนยาด้วยตัวเอง สำหรับคนไข้ที่ทานยาขับเยี่ยว ควรจะกินส้มหรือกล้วยเสมอๆ เพื่อทดแทนโปแตสเซียมที่สูญเสียไปในเยี่ยวรีบพบหมอข้างใน 1 วัน หรือ เร่งด่วน มีลักษณะดังนี้  ปวดหัวมาก อ่อนเพลียเป็นอย่างมากกว่าปกติมาก เท้าบวม (อาการของโรคหัวใจล้มเหลว) เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก จะเป็นลม (อาการจากโรคเส้นโลหิตหัวใจ ซึ่งจำต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน) แขน ขาอ่อนแรง พูดไม่ชัดเจน ปากเบี้ยว อ้วก คลื่นไส้ (อาการจากโรคเส้นโลหิตสมอง ซึ่งจำเป็นต้องเจอแพทย์รีบด่วน)

  • การปกป้องตัวเองจากโรคความดันเลือดสูง สิ่งสำคัญที่สุดที่จะปกป้องการเกิดโรคความดันโลหิตสูง คือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งประเด็นการรับประทาน การออกกำลังกายโดย


-              ควรควบคุมน้ำหนัก
-              รับประทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ ครบทั้งยัง 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสม เพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหารชนิดไม่หวานมากให้มากๆ
-              ออกกำลังกาย โดยออกเป็นเวลายาวนานกว่า 30 นาที และก็ออกดูเหมือนจะทุกวัน
-              ลดปริมาณเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
-              พักให้พอเพียง
-              รักษาสุขภาพจิต รวมทั้งอารมณ์
-              ตรวจสุขภาพรายปี ซึ่งรวมถึงวัดความดันเลือด เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี จากนั้นตรวจสุขภาพหลายครั้งตามแพทย์ และพยาบาลแนะนำ
-              ลดของกินเค็ม หรือเกลือทะเล น้อยกว่า 6 กรัม ต่อวัน) ทานอาหารพวกผัก และผลไม้เพิ่มมากขึ้น
ข้อเสนอในการลดการบริโภคเกลือรวมทั้งโซเดียม :-
เลือกซื้อผัก ผลไม้และเนื้อสัตว์ที่สดใหม่แทนวิธีการสำหรับเลือกซื้ออาหารบรรจุกระป๋อง ผักดองและก็อาหารสำเร็จรูป
ถ้าต้องเลือกซื้ออาหารบรรจุกระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปควรจะอ่านฉลากของกินทุกครั้ง แล้วก็เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมต่ำหรือน้อย (สำหรับประชาชนทั่วไปควรบริโภคเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา หรือน้อยกว่า 6 กรัมต่อวัน) ล้างผักแล้วก็เนื้อสัตว์ที่ใช้ประกอบอาหารให้สะอาด เพื่อล้างเกลือออก ลดการใช้เกลือแล้วก็เครื่องปรุงรส หันมาใช้เครื่องเทศและก็สมุนไพรที่มีจำนวนโซเดียมต่ำ เป็นต้นว่า หัวหอม กระเทียม ขิง พริกไทย มะนาว ผงกระหรี่ แทนไม่วางภาชนะหรือขวดใส่เกลือรวมถึงเครื่องปรุงรสต่างๆอาทิเช่น ซอส  ซีอิ๊วขาวแล้วก็น้ำปลาไว้บนโต๊ะอาหารทุกมื้อลองของกินก่อนกิน ฝึกฝนการรับประทานอาหารที่มีรสชาติพอดี ไม่เค็มจัดหรือหวานจัด ทำอาหารรับประทานอาหารเองแทนการกินอาหารนอกบ้าน    หรือการซื้ออาหารสำเร็จรูป
ขอ

8

[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพรขางปอย[/url][/size][/b]
ขางปอย Alchornea rugosa (Lour.) Muell Arg.
ชื่อพ้อง A. javanensis (Bl.) Backer & Bakh.f.
บางถิ่นเรียก ขางปอย ของปอยน้ำ (กลาง) ซ่าหมากไฟ (เลย) ดับยาง (จังหวัดเชียงใหม่) เปล้าน้ำ (ลำปาง).
ไม้พุ่ม สูง 3-6 มัธยม กิ่งแข็ง กลม ตามยอดอ่อนมีขน. ใบ โดดเดี่ยว เรียงสลับกัน รูปขอบขนานแกมรูปหอก หรือ รูปหอกกลับ กว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 9-16เซนติเมตร ปลายใบติ่งแหลม; โคนใบสอบแคบ โคนสุดมน หรือ เว้าเข้าบางส่วน ขอบของใบหยักแบบซี่เลื่อยตื้นๆห่างๆตรงรอยหยักมีต่อม เส้นใบโค้ง มี 7-10 คู่ ที่โคนเส้นใบข้างล่างมีขนออกเป็นกลุ่ม ก้านใบยาว 7-11 มิลลิเมตร มีขนสั้นๆหูใบยาว ปลายแหลม. สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อที่ยอด แยกเพศ. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อกระจัดกระจายยาว 10-20 เซนติเมตร กิ่งช่อยาวเรียว ดอกเล็ก กลม ปลายแหลมสั้น ออกหนาแน่นตลอดกิ่งช่อ กลีบรองกลีบดอกไม้ 3-4 กลีบ สีม่วง รูปกลม เกสรผู้ 5-8 อัน. ดอกเพศเมีย ออกเป็นช่อสั้น และก็อ้วนกว่าช่อดอกเพศผู้ ก้านดอกสั้นมากมาย ใบประดับเล็ก มีต่อม 2 ต่อม กลีบรองกลีบดอก 6 กลีบ รูปป้อมๆโคนกลีบเว้านิดหน่อยเป็นรูปหัวใจ ฐานดอกหนา รังไข่มีพู มีขน ท่อรังไข่อ้วน และก็สั้น ปลายแยกเป็นแขนงยาวๆ3 แขนง ภายในรังไข่แต่ละช่องมีไข่อ่อนหนึ่งหน่วย. ผล ผลอ่อนสีเขียว แก่จัดจะแห้ง มี 3 พู กว้างประมาณ 8 มิลลิเมตร ยาวราว 6 มม. เมล็ด ค่อนข้างจะกลม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดิบแล้ง และก็ชายป่าดิบทั่วๆไป.
สรรพคุณ : ใบรวมทั้งราก น้ำสุกใบ และรากรับประทานเป็นยาลดไข้ และก็แก้ไข้มาเลเรีย เม็ด กินเป็นยาถ่าย

9

โรคลมชัก (Epilepsy)
โรคลมชักเป็นอย่างไร โรคลมชัก หรือ โรคลมหวน มีรากศัพท์จากภาษากรีกโบราณ:  คือ ยึด ครอง หรือ ทำให้ป่วยไข้ โดยเป็นกลุ่มโรคทางประสาทวิทยาซึ่งถูกจำกัดความโดยอาการชักอันมีต้นเหตุที่เกิดจากการทำงานอย่างสอดคล้องกันมากจนเกินไปของเซลล์ประสาท ดังนั้นโรคลมชัก ก็คือโรคที่มีต้นเหตุมากจากความแปลกของระบบประสาทส่วนกลางซึ่งปฏิบัติหน้าที่สำหรับในการควบคุมการทำงานของร่างกาย จนกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการชัก
                โรคลมชักเป็นโรคระบบประสาทที่พบได้บ่อย ในรายงานการเล่าเรียนโดย World Health Organization (WHO) แล้วก็ World Federal of Neurology ในปี 2547 พบว่าใน 102 ประเทศที่รายงานปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ พบว่าจำนวนร้อยละ 72.5 ของประเทศพวกนี้ระบุว่าโรคลมชักพบได้ทั่วไปเป็นอันดับสองรองจากโรคปวดหัว เวลาที่โรคหลอดเลือดสมองเป็นชั้นสามคือ จำนวนร้อยละ 62.7 ประมาณว่าทั่วทั้งโลกคงจะมีผู้ที่แก่น้อยกว่า 15 ปี เป็นโรคลมชักกว่า 10.5 ล้านคน ซึ่งคงจะเท่ากับจำนวนหนึ่งในสี่ของจำนวนผู้ที่เป็นโรคลมชักทุกอายุ รวมทั้งในทุกๆปี น่าจะมีคนที่ได้รับการวิเคราะห์ใหม่เป็นโรคลมชัก ประมาณ 3.5 ล้านคน ซึ่งปริมาณร้อยละ 40 จะเป็นคนไข้เด็กที่อายุน้อยกว่า 15 ปี และกว่าปริมาณร้อยละ 80 เป็นผู้ป่วยในประเทศที่กำลังปรับปรุง
                ช่วงอายุที่เกิดโรคลมชักสูงเป็นตอนทารกแรกเกิดแล้วก็เด็กตัวเล็กๆ ต้นเหตุที่ทำให้มีการเกิดโรคลมชักในช่วงวัยทารกมักจะเป็นพยาธิภาวะที่เกิดในตอนการคลอดดังเช่นว่าผลของการขาดออกสิเจน การต่อว่าดเชื้อที่ระบบประสาท ส่วนชราเป็นช่วงที่ได้โอกาสกำเนิดโรคลมชักสูงรองลงมา ในขณะนี้คงจะพบว่าอุบัติการณ์โรคลมชักในวัยแก่เพิ่มขึ้นในตอนที่ในช่วงวัยทารกลดน้อยลงเพราะว่าความรู้ความเข้าใจด้านการแพทย์สำหรับการดูแลคนไข้ ปัญหาสุขภาพไม่เหมือนกับเดิม การติดเชื้อที่ระบบประสาทที่บางครั้งอาจจะเป็นต้นเหตุของโรคลมชักในวัยเด็กเริ่มลดน้อยลงจากการที่มีวัคซีนคุ้มครองโรคต่างๆอายุคนยืนยาวขึ้นกว่าเดิม โรคหลอดเลือดสมองซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากปัญหาความประพฤติปฏิบัติในการกินอาหารไม่เหมาะสมเพิ่มขึ้น ฯลฯ สำหรับประเทศที่กำลังปรับปรุงความชุกและก็อุบัติการณ์โรคลมชักยังคงสูงโดยเฉพาะในเด็ก เนื่องมาจากปัญหาสุขลักษณะโรคติดเชื้อ ความรู้ความเข้าใจสำหรับในการดูแลรักษาคนป่วยยังจำกัด มีการประมาณการว่าคนประเทศไทยทั่วทั้งประเทศ เป็นโรคลมชักราวๆ 450,000 คน แล้วก็ประชากรโดยปกติยังมีความรู้และมีความเข้าใจต่อโรคลมชักไม่มาก
                ดังนี้ ผู้ป่วยโรคลมชัก หากได้รับการดูแลและรักษาอย่างจริงจังสม่ำเสมอมาตลอดตั้งแต่แรกเกิดอาการ คนเจ็บจะสามารถดำรงชีพยกตัวอย่างเช่นคนธรรมดา เรียนหนังสือ ปฏิบัติงาน เล่นกีฬา ออกสังคม และก็สามารถสมรสได้ แต่ถ้าหากไม่ให้ความสนใจไม่ได้รับการรักษาอย่างเป็นจริงเป็นจัง ปล่อยให้ชักอยู่บ่อยๆก็อาจก่อให้โรคสมองเสื่อม บางรายบางทีอาจทุพพลภาพหรือตายเนื่องจากว่าอุบัติเหตุที่บางทีอาจเกิดขึ้นระหว่างชัก เป็นต้นว่า จมน้ำ ขับขี่รถชน ตกจากที่สูง ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ฯลฯ
ต้นเหตุของโรคลมชัก
โรคลมชักส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยตรวจไม่เจอต้นเหตุแจ่มชัด (Idiopathic หรือ Primary Epilepsy) มั่นใจว่ามีความ พร่องของสารเคมีบางสิ่งบางอย่างสำหรับในการควบคุมไฟฟ้าในสมอง (โดยที่ส่วนประกอบของสมองปกติดี) ทำให้วิธีการทำหน้าที่ของสมองเสียความสมดุล มีการปล่อยกระแสไฟฟ้าอย่างไม่ปกติของเซลล์สมอง ทำให้มีการเกิดอาการชัก แล้วก็สลบชั่วประเดี๋ยว ผู้เจ็บป่วยกลุ่มนี้ชอบมีอาการครั้งแรกในช่วงอายุ 5-20 ปี รวมทั้งอาจมีความเป็นมาว่ามีบิดามารดาหรือญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย  รวมทั้งมีส่วนน้อยซึ่งสามารถหาสาเหตุที่เด่นชัดได้ (Symptomatic หรือ Secondary  Epilepsy)  อาจเป็นเพราะความไม่ปกติของส่วนประกอบสมอง เช่น สมองพิการโดยกำเนิด สมองได้รับกระทบกระเทือนระหว่างคลอด สมองทุพพลภาพตอนหลังการต่อว่าดเชื้อ แผลเป็นในสมองข้างหลังผ่าตัด ฝีในสมอง เนื้องอกในสมอง โรคพยาธิในสมอง เลือดออกในสมอง (ซึ่งกลุ่มนี้พบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี) ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ โรคพิษเหล้า สารเสพติด (เป็นต้นว่า การเสพยาบ้าเกินขนาด) พิษจากการใช้ยาบางชนิดที่ใช้เกินขนาด (กลุ่มนี้พบบ่อยในแก่ 25 ปีขึ้นไป)
ดังนี้ อาการในผู้ป่วยโรคลมชักบางทีอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้กำเนิดอาการ แต่ว่าก็มีบางกรณี หรือการใช้สารบางสิ่งที่นำมาซึ่งอาการชักได้ ตัวอย่างเช่น ความตึงเครียด การพักผ่อนหย่อนใจน้อยเกินไป การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยารักษาอาการบางประเภทหรือกการใช้สารเสพติด สภาวะมีเมนส์ของสตรี นอกจากนั้นยังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งแต่ว่าเป็นจำนวนน้อยซึ่งสามารถเกิดอาการชักได้ถ้ามองเห็นแสงสว่างแฟลชที่สว่างจ้า โดยอาการชักที่เกิดขึ้นจากมูลเหตุนี้เรียกว่า โรคลมชักที่ผู้เจ็บป่วยไวต่อแสงกระตุ้น (Photosensitive Epilepsy)
ลักษณะของคนไข้ลมชัก โรคลมชัก แตกต่างจากการชักจากโรคอื่นๆเป็น อาการชักจากโรคลมชัก ควรมีอา การ ชัก เกร็ง กระตุก กัดลิ้น น้ำลายฟูมปาก ซึ่งทั้งนี้ อันที่จริงแล้ว โรคลมชักเอง มีลักษณะชักได้ 3 แบบอย่าง อย่างเช่น
1.อาการชักที่มีผลต่อทุกส่วนของสมอง (Generalized Seizures) เป็นอาการชักที่เกิดสังกัดสมองทั้งยัง 2 ซีก แบ่งได้เป็น 2 จำพวกย่อยๆคือ
   อาการชักแบบใจลอย (Absence Seizures) เป็นอาการชักที่มักเกิดขึ้นในเด็ก อาการที่เด่นคือการเหม่อลอย หรือมีการขยับเขยื้อนร่างกายเพียงนิดหน่อย ดังเช่นว่า การกระพริบตาหรือขยับริมฝีปาก อาการชักชนิดนี้อาจเป็นสาเหตุนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการเสียการรับรู้ในระยะสั้นๆได้
   อาการชักแบบชักเกร็ง (Tonic Seizures) เป็นอาการชักที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ โดยชอบเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อบริเวณข้างหลัง แขนและก็ขา จนถึงทำให้คนเจ็บล้มลงได้
             อาการชักแบบกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Atonic Seizures) อาการชักที่ส่งผลให้กล้ามอ่อนกำลังลง ผู้ป่วยที่มีอาการชักประเภทนี้จะไม่สามารถที่จะควบคุมกล้ามเนื้อขณะกำเนิดอาการได้ จนกระทั่งทำให้ผู้เจ็บป่วยล้มพับ หรือหกล้มลงได้อย่างฉับพลัน
   อาการชักแบบชักกระตุก (Clonic Seizures) เป็นอาการชักที่นำไปสู่การเคลื่อนไหวของกล้ามที่แตกต่างจากปกติ โดยอาจก่อให้มีการขยับเขยื้อนในจังหวะซ้ำ มักเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อบริเวณคอ บริเวณใบหน้า รวมทั้งแขน
             อาการชักแบบชักกระตุกแล้วก็เกร็ง (Tonic-clonic Seizures) เป็นอาการชักที่มีผลต่อกล้ามเนื้อในร่างกายทุกส่วน นำไปสู่อาการกล้ามเนื้อเกร็งและกระตุก ส่งผลทำให้ผู้ป่วยล้มลง และหมดสติ บางรายบางทีอาจร้องไห้ในขณะที่ชักด้วย และภายหลังจากอาการทุเลาลง คนเจ็บบางทีอาจรู้สึกเหนื่อยเพราะอาการชัก
   อาการชักแบบชักผวา (Myoclonic Seizures) อาการชักชนิดนี้มักเกิดขึ้นแบบทันควัน โดยจะกำเนิดอาการชักของแขนและขาคล้ายกับการโดนไฟฟ้าช็อต จำนวนมากชอบกำเนิดภายหลังตื่นนอน บ้างก็เกิดขึ้นร่วมกับอาการชักแบบอื่นๆในกรุ๊ปเดียวกัน
2.อาการชักเฉพาะส่วน (Partial หรือ Focal Seizures) อาการชักประเภทนี้จะเกิดขึ้นกับสมองเพียงแค่บางส่วน กระตุ้นให้เกิดอาการชักที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายแค่นั้น แบ่งได้ 2 จำพวกคือ
    อาการชักแบบรู้ตัว (Simple Focal Seizures) สำหรับอาการชักประเภทนี้ เวลาที่เกิดอาการ คนไข้จะยังคงมีสติครบถ้วนสมบูรณ์ โดยคนไข้อาจมีความรู้สึกแปลกๆหรือมีความรู้สึกวูบๆข้างในท้อง บ้างก็อาจรู้สึกเสมือนมีลักษณะอาการเดจาวู ซึ่งเป็นความรู้สึกเหมือนกับเคยประสบพบเห็นหรือเกิดเหตุการณ์ที่ประสบอยู่มาก่อน ทั้งที่ไม่เคย อาจกำเนิดความรู้สึกเบิกบานหรือกลัวอย่างกะทันหัน และก็ได้กลิ่นหรือรับรู้รสแปลกไป รู้สึกชาที่แขนและก็ขา หรือมีอาการชักกระตุกที่แขนและมือ เป็นต้น ดังนี้ อาการชักดังที่ได้กล่าวมาแล้วอาจเป็นสัญญาณเตือนของอาการชักประเภทอื่นๆที่กำลังตามมา อาการเหล่านี้สามารถที่จะช่วยให้คนป่วยและก็คนที่อยู่รอบข้างเตรียมรับมือได้ทัน
    อาการชักโดยไม่รู้ตัว (Complex Partial Seizures) สามารถเกิดขึ้นโดยที่คนไข้อาจไม่รู้ตัวและไม่สามารถจำได้ว่าเกิดอาการขึ้นเมื่อใด ไม่ว่าจะในขณะกำเนิดอาการหรืออาการสงบแล้ว อาการชักประเภทนี้ไม่สามารถที่จะคาดเดาได้โดยอาจมีอาการอาทิเช่น ขยับริมฝีปาก ถูมือ ทำเสียงแปลกๆหมุนแขนไปรอบๆจับเสื้อผ้า เล่นกับสิ่งของในมือ อยู่ในอาการแปลกๆเคี้ยวหรือกลืนบางสิ่งบางอย่าง นอกเหนือจากนี้ ในตอนที่เกิดอาการ คนป่วยจะไม่สามารถที่จะรับทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบข้างได้เลย
3.อาการชักตลอด (Status Epilepticus) อาการชักจำพวกนี้เป็นอาการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมากกว่า 30 นาทีขึ้นไป หรือเป็นอาการชักตลอดที่ผู้ป่วยไม่อาจจะคืนสติในขณะที่ชัก ซึ่งเป็นคราวฉุกเฉินที่จำต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ดังนี้ลักษณะสำคัญของการชักในโรคลมชักทุกชนิดเป็น การที่คนไข้มีลักษณะผิดปกติทางระบบประสาทดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆตั้งแต่ 30 วินาที ถึง 3 นาที อา การนั้นหายได้เอง แม้กระนั้นอาการเหล่านั้นจะกำเนิดบ่อยๆและก็อาการไม่ดีเหมือนปกติที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งจะมีลักษณะคล้ายกัน
ก่อนที่จะชัก บางคนอาจมีอาการบอกเหตุล่วงหน้ามาก่อนหลายชั่วโมง หรือ 2-3 วัน อย่างเช่น รำคาญ เครียด เหงาหงอย เวียนศีรษะ กล้ามกระตุก ฯลฯ และก่อนที่จะหมดสติเพียงไม่กี่วินาที คนเจ็บอาจมีอาการเตือน ได้แก่ ได้กลิ่นหรือรสแปลกๆหูแว่วว่ามีเสียงคนพูด ตาเห็นภาพหลอน มีลักษณะชาตามตัว จุกแน่นยอดอก ตากระตุๆก ฯลฯ ถ้าไม่ได้กินยารักษา อาจมีอาการชักกำเริบซ้ำได้ปีละหลายคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีแรงกระตุ้น (มองหัวข้อ “การดูแลรักษาตนเอง”) คนเจ็บจะไม่มีอาการไข้ (ตัวร้อน) ร่วมด้วย ลักษณะอาการดังกล่าวข้างต้นค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์ของโรคลมชัก ถ้าหากเคยเห็นเพียงแค่ครั้งเดียวก็จะนึกออกตลอดกาล
ส่วนอาการชักซึ่งมีต้นเหตุจากโรคลมชัก มีมูลเหตุเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการที่กลุ่มของเซลล์ประสาทเริ่มศักยะงานในปริมาณสูงอย่างผิดปกติ และก็สอดคล้องกัน ผลส่งผลให้เกิดคลื่นของการลดความต่างศักย์ เรียกว่า ดีโพลาไรซิ่ง ชิฟท์ ปกติภายหลังจากเซลล์ประสาทที่ได้รับการเร่งเร้า ทำงานหรือสร้างศักยะงาน ตัวของมันจะทนต่อการสร้างศักยะงานซ้ำในช่วงเวลาหนึ่ง ปัจจัยส่วนใดส่วนหนึ่งบางทีอาจได้ผลของการทำงานของเซลล์ประสาทที่ถูกยับยั้ง การเปลี่ยนแปลงไฟฟ้าภายในเซลล์ประสาทที่ได้รับการเร่งเร้า แล้วก็ผลกระทบของอะดีโนซีน
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคลมชัก

  • กินยาคุ้มครองโรคลมชักตามขนาดที่หมอสั่งเสมอๆ อย่าให้หยุดยาเอง หรือรับประทานๆหยุดๆจนกว่าหมอจะพินิจให้หยุด ซึ่งบางทีอาจใช้เวลา 2-3 ปี
  • ไปตรวจกับหมอประจำตามนัดหมาย อย่าเปลี่ยนหมอเปลี่ยนโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น
  • หลบหลีกสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการชัก ดังเช่นว่า อย่าอดหลับอดนอน หรือนอนไม่เป็นเวลา หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ  อย่าดำเนินการทนทุกข์คร่ำคร่าเครียดหรืออ่อนล้าเกินความจำเป็น  อย่าไม่กินอาหารหรือกินอาหารไม่ตรงเวลา  อย่ากินเหล้าหรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์  อย่าเข้าไปในที่ๆมีเสียงอึกทึก หรือมีแสงแรง หรือแสงวอบแวบ  เมื่อมีไข้สูง ต้องรีบกินยาลดไข้แล้วก็เช็ดตัวให้ไข้ต่ำลง ไม่เช่นนั้นบางทีอาจกระตุ้นให้ชักได้
  • เลี่ยงความประพฤติปฏิบัติหรือสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อการเกิดอันตราย อาทิเช่น ว่าย ปีนป่ายขึ้นที่สูง อยู่ใกล้ไฟ ดำเนินการกับเครื่องจักร ขับรถ ขับเรือ เดินข้ามถนนเพียงลำพัง เป็นต้น เนื่องจากว่าหากกำเนิดอาการชักขึ้นมา อาจได้รับอันตรายได้
  • ควรเผยให้เพื่อนพ้องที่ทำงานหรือที่โรงเรียนได้รู้ถึงโรคที่เป็น แล้วก็ควรพกบัตรที่บันทึกเนื้อความเกี่ยวกับโรคที่เป็นรวมทั้งวิธีพยาบาลเบื้องต้นเพื่อว่าเมื่อเกิดอาการชัก คนที่พบเจอจะได้ไม่ตกอกตกใจ รวมทั้งหาทางช่วยเหลือให้ไม่เป็นอันตรายได้
  • ออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะช่วยทำให้สุขภาพดีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังยังช่วยลดอาการสภาวะกลัดกลุ้มได้ แต่ก็ควรจะกินน้ำให้พอเพียง และควรจะพักผ่อนถ้าเกิดรู้สึกอ่อนล้า
  • คุ้มครองปกป้องการเจ็บที่สมอง ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
  • ขับขี่รถอย่างปลอดภัย ใช้เครื่องไม้เครื่องมือคุ้มครองปกป้อง คาดเข็มขัดนิรภัย หมวกนิรภัย หากผู้โดยสารเป็นเด็กตัวเล็กๆควรจะจัดให้นั่งบนที่นั่งเฉพาะสำหรับเด็กเพื่อให้มีความปลอดภัย
  • เดินอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการหกล้ม โดยเฉพาะเด็กและก็คนวัยชราที่มีโอกาสเสี่ยงที่จะพลัดตกหกล้มได้ง่าย ดังนั้นจะต้องมีคนคอยดูแลอยู่เสมอ

การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคลมชัก แม้การเกิดโรคลมชักในหลายสาเหตุนั้นเกิดขึ้นโดยไม่ทรายปัจจัยและจะไม่สามารถคุ้มครองได้ แต่ความพยายามที่จะลดการบาดเจ็บแถวๆหัว การดูแลเด็กอ่อนที่ดีในช่วงเวลาข้างหลังคลอด อาจช่วยลดอัตราการเกิดโรคลมชัก(ที่มีปัจจัย)ได้ รวมทั้งเมื่อมีลักษณะชักเกิดขึ้นแล้ว ควรหาทางคุ้มครองไม่ให้อาการไม่ดีขึ้นขึ้น ด้วยการกินยากันชักตามขนาดที่แพทย์แนะนำ แล้วก็คนป่วยต้องเลี่ยงต้นสายปลายเหตุที่กระตุ้นให้อาการกำเริบ
ทั้งนี้เดี๋ยวนี้ยังไม่มียาที่ใช้คุ้มครองการเกิดโรคลมชักได้ผลลัพธ์ที่ดี 100% รวมทั้งแพทย์ไม่นิยมที่จะให้ยาป้องกันการชัก แพทย์จะเริ่มให้ยารักษาอาการชักในโรคลมชักต่อเมื่อมีอาการชักเกิด ขึ้นแล้ว เพื่อคุ้มครองปกป้อง/ลดช่องทางเกิดการชักซ้ำ
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคลมชัก ในตอนนี้ยังมิได้รับรายงานว่าสมุนไพรประเภทไหนซึ่งสามารถคุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคลมชักได้แม้กระนั้นมีการนำสมุนไพรของไทยไปวิจัยและทดลองในสัตว์ทดลองแล้วก็ให้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจแต่ยังไม่ได้มีการนำไปทดลองในมนุษย์ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้ เช่น

  • พริกไทยดำ ชื่อทางด้านวิทยาศาสตร์ piper nigrum Linn. อยู่ในวงศ์ Piperraceae เมื่อเร็วๆนี้มีรายงานว่าสารสกัดพริกไทยดำมีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบ ฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ รักษาโรคมะเร็ง ต้านโรคลมชัก โดยต้านการกระตุ้นสมองของสารสื่อประสาทกลุ่มกลูตาเมตผ่านตัวรับจำพวก NMDA ซึ่งฤทธิ์โต้ลมชักนี้จะสอดคล้องกับคุณประโยชน์ของพริกไทยดำที่มีการอ้างไว้ทั้งในหนังสือเรียนแพทย์แผนไทยและก็หมอแผนจีน นอกเหนือจากนั้นยังมีแถลงการณ์ว่าหนูอ้วนที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยการให้รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงที่ได้รับพริกไทยดำจะหรูหราความตึงเครียดขบวนการออกซิเดชัน (oxidation stress) น้อยกล่ากลุ่มที่มิได้รับพริกไทยดำ
  • พรมมิ มีชื่อสามัญว่า Thyme-leaf Gratiola รวมทั้งชื่ออังกฤษว่า Dwarf bacopa มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bacopa monnieri Wettst อยู่ในสกุล Scrophulariaceae ในพรมมิมีสารสำคัญในกลุ่มแอลค้างลอยด์ ยกตัวอย่างเช่น บรามิน (brahmine), นิโคติน และก็สารกรุ๊ปซาโปนิน มีคุณสมบัติช่วยสำหรับการทำความเข้าใจแล้วก็จดจำ ช่วยลดอาการตื่นตระหนก ลดอาการเซื่องซึม แล้วก็ต้านอาการชัก ซึ่งมีการทดลองที่สำคัญ ได้ดังนี้
  • ฤทธิ์ต่อต้านอาการชัก (Anticonvulsive action)การแพทย์แผนไทย มีการนำประพรมไม่มาใช้เป็นสมุนไพรแก้ลมเหียน ซึ่งในตอนนี้ มีการนำพรมมิมาทดลองในสัตว์ทดลอง (หนูถีบจักร) พบว่า สารสกัดน้ำจากพรมมิขนาด 1-30 กรัม/กก. (น้ำหนักตัว) สามารถควบคุมอาการลมชัก (epilepsy) ได้อย่างดีเยี่ยมโดยออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง
เอกสารอ้างอิง

  • Magiorkinis E, Kalliopi S, Diamantis A (January 2010). "Hallmarks in the history of epilepsy: epilepsy in antiquity". Epilepsy & behavior : E&B 17 (1): 103– PMID 19963440. doi:10.1016/j.yebeh.2009.10.023.
  • รศ.นพ.อนันต์นิตย์ วิสุทธิพันธ์ . อาการชัก และโรคลมชัก. บทความประกอบการบรรยายในการประชุมวิชาการ วิทยาการก้าวหน้าทางการพยาบาลเด็ก.2555
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.โรคลมชัก-ลมบ้าหมู.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่166.คอลัมน์แนะยา-แจงโรค.กุมภาพันธ์ 2536
  • Liu Y, Yadev VR, Aggarwal BB, Nair MG. Inhibitory effects of black pepper (Piper nigrum) extracts and compounds on human tumor cell proliferation, cyclooxygenase enzymes, lipid peroxidation and nuclear transcription factor-kappa-B. Nat Prod Commun. 2010 ;5(8):1253-7
  • โรคลมชัก.ความหมาย,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • ชาญชัย สาดแสงจันทร์.พรมมิ สมุนไพรที่คนแก่ต้องกิน.วารสารธรรมศาสตร์เวชสาร.ปีที่13.ฉบับที่4.ตุลาคม-ธันวาคม.2556
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ลมบ้าหมู.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่363.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กรกฏาคม.2553
  • Hi RA, Davies JW. Effects of Piper nigrum L. on epileptiform activity in cortical wedges prepared from DBA/2 mice. Brother Res 1997; 11(3): 222-225
  • Hammer, edited by Stephen J. McPhee, Gary D. (2010). "7". Pathophysiology of disease : an introduction to clinical medicine (6th ed. ed.). New York: McGraw-Hill Medical. ISBN 978-0-07-162167-0.
  • Nisha P, Singhal RS, Pandit AB. The degradation kinetics of flavor in black pepper (Piper nigrum L.).Journal of Food Engineering 2009; 92: 44-49.
  • Chang BS, Lowenstein DH (2003). "Epilepsy". N. Engl. J. Med. 349 (13): 1257–66. PMID 14507951. doi:10.1056/NEJMra022308.


10

โรคไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)
โรคไส้ติ่งอักเสบคืออะไร  ไส้ติ่ง (Vermiform appendix) เป็นส่วนเพิ่มเติมของไส้ที่ยื่นออกมาจากกระพุ้งไส้ใหญ่ (Cecum) ไส้ติ่งมีรูปร่างเหมือนถุงยาวๆขนาดเท่านิ้วก้อย ยื่นออกมาจากลำไส้ใหญ่ อยู่ตรงบริเวณท้องน้อยข้างขวา โดยมีลักษณะเป็นถุงแคบและยาว มีขนาดกว้างเพียง 5-8 มม. และก็มีความยาวหรือก้นถุงลึกโดยเฉลี่ย 8-10 ซม. (ในผู้ใหญ่) ข้างในมีรูติดต่อกับลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ฝาผนังภายในของไส้ติ่งมีเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลืองกระจัดกระจายอยู่ ซึ่งเป็นเยื่อเกิดการอักเสบได้ง่าย โดยเนื้อเยื่อนี้จะมีการเพิ่มปริมาณมากตอนวัยรุ่น ก็เลยเจอไส้ติ่งอักเสบเกิดได้บ่อยครั้งในวัย รุ่น ไส้ติ่งถือเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่ที่ฝ่อตัวลงและไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่สำหรับเพื่อการย่อยรวมทั้งซึมซับของกิน เนื่องจากเป็นท่อขนาดเล็กปลายตัน เมื่อมีการอักเสบจึงทำให้เนื้อฝาผนังไส้ติ่งเน่าตายและก็เป็นรูทะลุในเวลาอันเร็วได้
ไส้ติ่งอักเสบเป็น อาการบวมและก็ติดเชื้อของไส้ติ่งนับเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันรวมทั้งอันตราย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดอย่างรีบ ด่วน เพราะว่าถ้าทิ้งไว้นาน ไส้ติ่งที่อักเสบมักแตกกระจายเชื้อโรคสู่ท้อง รวมทั้งบางทีอาจเป็นสา เหตุรุนแรงกระทั่งติดโรคในกระแสเลือดจนกระทั่งขั้นเสียชีวิตได้
โดยการตายจำนวนมากของโรคไส้ติ่งอักเสบเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากสภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบและก็ภาวะช็อค โรคไส้ติ่งอักเสบได้รับการชี้แจงเป็นครั้งแรกโดย Reginald Fitz ในปี พ.ศ. 2429 ปัจจุบันได้รับการยอมรับว่ายอดเยี่ยมในสาเหตุของลักษณะของการปวดท้องรุนแรงรุนแรงที่พบได้ทั่วไปที่สุดทั่วโลกและ โรคไส้ติ่งอักเสบยังเจอเป็นต้นเหตุลำดับแรกๆของโรคเจ็บท้อง ที่จำต้องรักษาด้วยแนวทางผ่าตัดเร่งด่วน บ่อยครั้งที่พบว่าคนเจ็บปล่อยให้มีลักษณะอาการเจ็บท้องนานหลายวันแล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยมาโรงพยาบาล  ซึ่งมักจะพบว่าเป็นถึงขั้นไส้ติ่งแตกแล้ว ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่พบได้บ่อย เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กอายุ 2 ขวบไปจนกระทั่งคนแก่ และยังรวมไปถึงหญิงมีท้อง แม้กระนั้นจะพบได้บ่อยในช่วงอายุ 10-30 ปี (เจอได้น้อยในคนวัยแก่ เหตุเพราะไส้ติ่งตีบแฟบมีเนื้อเยื่อหลงเหลือน้อย และก็ในเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี เพราะโคนไส้ติ่งยังค่อนข้างจะกว้าง) ในเพศหญิงและก็เพศชายมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เท่าๆกัน แล้วก็มีการคาดประมาณว่าในตลอดชาติของคนเราจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ราว 7% ในปีๆหนึ่งจะมีคนป่วยเป็นโรคนี้ราว 1 ใน 1,000 คน
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคไส้ติ่งอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ มีเหตุมาจากมีภาวการณ์อุดกันของรูไส้ติ่ง ส่วนการอุดกั้นนั้นส่วนหนึ่งส่วนใดเป็นการเกิดขึ้นเองโดยไม่เคยทราบสาเหตุแจ่มชัด แม้กระนั้นส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดจากมีเศษอุจจาระแข็งๆเรียกว่า "นิ่วอุจจาระ" (fecalith) ชิ้นเล็กๆตกลงไปอุดกั้นอยู่ด้านในรูของไส้ติ่ง แล้วทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในรูไส้ติ่งจำนวนน้อยมีการเจริญแพร่พันธุ์และรุกล้ำเข้าไปในฝาผนังไส้ติ่ง จนเกิดการอักเสบตามมา ถ้าปล่อยไว้เพียงไม่กี่วัน ผนังไส้ติ่งก็มีการเน่าตายและแตกทะลุได้ รวมทั้งมูลเหตุที่พบได้รองลงมาคือ เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเยื่อต่อมน้ำเหลือง (Lymphoid tissue) ที่ฝาผนังไส้ติ่งที่ครึ้มตัวขึ้นตามการอักเสบต่างๆที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย นอกจากนี้อาจเกิดขึ้นเนื่องจากสิ่งแปลกปลอม (เป็นต้นว่า เมล็ด), หนอนพยาธิ (ที่สำคัญเป็น พยาธิไส้เดือน พยาธิด้าย พยาธิตืดหมู) หรือเนื้องอก หรือบางเวลาก็อาจเกิดจากการต่อว่าดเชื้อที่ระบบทางเท้าหายใจส่วนบน ที่ส่งผลให้ต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย แล้วก็ต่อมน้ำเหลืองในไส้ติ่งเกิดการปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการขยายตัวขึ้นกระทั่งไปขัดขวางไส้ติ่ง และทำให้ไส้ติ่งที่อาจมีเชื้อโรคอาศัยอยู่เกิดอาการอักเสบท้ายที่สุด ในคนป่วยบางรายอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสไซโตเมกะโล (Cytomegalovirus)  ซึ่งมักจะเจอได้ในคนป่วยเอดส์ และบางรายบางทีอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบโดยที่หมอไม่ทราบสาเหตุเลยก็ได้
อาการของโรคไส้ติ่งอักเสบ อาการสำคัญของโรคไส้ติ่งอักเสบนั้นเป็น คนเจ็บจะมีลักษณะอาการเจ็บท้องที่มีลักษณะต่อเนื่องรวมทั้งปวดแรงขึ้นนานเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไป ถ้าไม่ได้รับการรักษาก็ชอบปวดอยู่นานหลายวัน จนถึงคนป่วยทนปวดไม่ไหวต้องพาส่งโรงพยาบาล ซึ่งอาการของไส้ติ่งอักเสบนั้นอาจแบ่งได้สองจำพวก เป็นจำพวกไม่อ้อมค้อมแล้วก็ชนิดไม่ไม่อ้อมค้อมดังนี้ ประเภทตรงไปตรงมาแต่เดิมบางทีอาจปวดแน่นตรงลิ้นปี่คล้ายโรคกระเพาะ บางบุคคลอาจปวดบิดเป็นพักๆรอบๆสะดือ คล้ายลักษณะของการปวดแบบท้องร่วง อาจเข้าส้วมบ่อยมาก แต่ถ่ายไม่ออก (แม้กระนั้นบางบุคคลอาจมีอาการถ่ายเป็นน้ำหรือ ถ่ายเหลวร่วมด้วย)ถัดมาจะมีอาการอาเจียน อาเจียน ไม่อยากกินอาหารร่วมด้วย อาการปวดท้องมักจะไม่ทุเลา แม้ว่าจะรับประทานยาพาราใดๆก็ตาม ถัดมาอีก 3-4 ชั่วโมง อาการปวดจะย้ายมาที่ท้องน้อยข้างขวา มีลักษณะปวดเสียดตลอดเวลา แล้วก็จะเจ็บเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีการขยับตัว หรือเวลาเดินหรือไอจาม คนเจ็บจะนอนนิ่งๆถ้าหากเป็นมากคนเจ็บจะนอนงอขา เอียงไปข้างหนึ่ง หรือเดินตัวงอ เพื่อให้รู้สึกสบายขึ้น  เมื่อถึงขั้นที่มีอาการอักเสบของไส้ติ่งกระจ่าง มีแนวทางตรวจอย่างง่ายๆเป็น ให้คนไข้นอนหงายแล้วก็ใช้มือกดลงลึกๆหรือใช้กำปั้นตีเบาๆตรงรอบๆไส้ติ่ง (ท้องน้อยข้างขวา)คนเจ็บจะรู้สึกเจ็บมาก (เรียกว่า อาการกดเจ็บ) คนไข้อาจมีไข้ต่ำๆ(อุณหภูมิ 37.7-38.3 องศาเซลเซียส) ส่วนประเภทไม่ขวานผ่าซากนั้นอาจเริ่มจากมีลักษณะปวดเริ่มที่ท้องข้างล่างขวาตั้งแต่ต้น ท้องเดิน และมีการดำเนินโรคที่ช้านานค่อยๆเป็นค่อยๆไปกว่าประเภทไม่อ้อมค้อม แม้ไส้ติ่งที่อักเสบสัมผัสกับกระเพาะปัสสาวะอาจจะเป็นผลให้มีอาการเยี่ยวหลายครั้ง แม้ไส้ติ่งที่อักเสบอยู่ข้างหลังลำไส้เล็กช่วงปลายอาจมีอาการคลื่นไส้รุนแรงได้ บางรายอาจรู้สึกเจ็บปวดเบ่ง

ส่วนผู้ป่วยในกรุ๊ปที่เป็นเด็ก หรือสตรีมีท้อง อาจมีอาการบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เหมือนกับคนโดยทั่วไปทั่วไป ดังนี้

  • ในกลุ่มคนเจ็บที่เป็นเด็ก เด็กที่แก่ต่ำว่า 2 ปี ลงไป จะมีลักษณะอาการที่เห็นได้ชัดคือ อ้วกมาก ท้องอืด ถ้าหากใช้มือกดบริเวณท้องจะรู้สึกเจ็บ ส่วนเด็กที่มีอายุมากยิ่งกว่า 2 ปีขึ้นไปจะเริ่มแสดงอาการได้ ซึ่งอาการก็จะไม่มีความต่างจากคนทั่วๆไป
  • ในกลุ่มคนเจ็บที่เป็นสตรีมีครรภ์ เนื่องจากว่าอวัยวะต่างๆที่ถูกดันให้สูงขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของมดลูก ไส้ติ่งของสตรีมีครรภ์จะเขยื้อนไปอยู่ที่รอบๆพุงส่วนบน ซึ่งหากมีอาการไส้ติ่งอักเสบจะทำให้ปวดรอบๆท้องส่วนบนทางด้านขวาแทน ยิ่งไปกว่านี้อาจมีลักษณะของการปวดบีบที่ท้อง มีแก๊สในกระเพาะอาหาร หรืออาการแสบร้อนที่กลางอก บางรายบางทีอาจเจออาการท้องร่วง หรือท้องผูกควบคู่กัน


ผู้ป่วยโรคไส้ติ่งอักเสบถ้ามิได้รับการดูแลรักษาโดยการผ่าตัดด้านใน 24-36 ชั่วโมงข้างหลังมีการอักเสบ ไส้ติ่งจะขาดเลือดแปลงเป็นเนื้อเน่าและตาย สุดท้ายฝาผนังของไส้ติ่งที่เปื่อยยุ่ยจะแตกทะลุ หนองแล้วก็สิ่งสกปรกด้านในลำไส้จะไหลออกมาในท้อง ทำให้แปลงเป็นเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) แล้วก็ถ้าเกิดเชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดก็จะเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
กรรมวิธีการรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคที่มีปัญหาสำหรับเพื่อการวิเคราะห์ให้ที่ถูกต้องค่อนข้างจะมากมาย ผู้เจ็บป่วยบางรายได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ แต่ว่าเมื่อผ่าตัดเข้าไปก็พบว่าไส้ติ่งไม่มีการอักเสบ คนไข้บางรายแม้จะไปพบหมอแต่ก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอื่น จวบจนกระทั่งไส้ติ่งแตกแล้วจึงได้รับการรักษาวินิจฉัยที่ถูก เด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ขวบเกือบทุกรายชอบวินิจฉัยโรคนี้ได้ภายหลังจากการแตกของไส้ติ่งแล้ว ในเด็กเล็กรวมทั้งผู้ป่วยสูงอายุพบว่าอาจกำเนิดปัญหารุนแรง หากได้รับการวิเคราะห์และรักษาโรคล่าช้าเนื่องจากมีภูมิคุ้มกันต่ำ
                การวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบ การวินิจฉัยโรคในผู้ป่วยส่วนมากอาศัยลักษณะทางสถานพยาบาล (clinical menifestation) คืออาการแล้วก็การตรวจพบเป็นหลัก ส่วนการตรวจทางห้องปฎิบัติการและก็การค้นทางรังสีวิทยา (radiologic investigation) หรือการตรวจเพิ่มอื่นๆมีความจำเป็นน้อย มีสาระเฉพาะในคนไข้บางรายที่ลักษณะทางคลินิกไม่แน่ชัดเพียงแค่นั้นโดยมีวิธีการวิเคราะห์ดังนี้

  • การวิเคราะห์ลักษณะของไส้ติ่งอักเสบ เป็น
  • อาการปวดท้อง เป็นอาการที่สำคัญที่สุด ทีแรกๆชอบปวดบริเวณสะดือ หรือบอก มิได้ชัดเจนว่าปวดที่รอบๆใดแต่ว่าระยะต่อมาลักษณะของการปวดจะกระจ่างที่ท้องน้อยทางด้านขวา (right lower quadrant-RLQ)
  • อาการอื่นๆที่บางทีอาจพบร่วมด้วยเป็น


                          - อาเจียน อาเจียน อาการนี้พบได้ในคนไข้เกือบทุกราย
                          - ไข้ มักจะกำเนิดภายหลังเริ่มอาการปวดท้องแล้วระยะหนึ่ง
                          - ไม่อยากกินอาหาร
                          - ท้องเดิน พบอาการในคนเจ็บบางราย ชอบกำเนิดภายหลังไส้ติ่งแตกทะลุ หรือ อธิบาย ได้จากไส้ติ่งอักเสบที่อยู่ตำแหน่งใกล้กับลำไส้ใหญ่ส่วน sigmoid หรือ rectum

  • ในเด็กที่มีไส้ติ่งแตกทะลุอาจมาด้วยอาการของลำไส้อุดตันได้
  • การตรวจร่างกาย เป็นเรื่องจำเป็นที่สุดในการวินิจฉัยโรค
  • ผู้กระทำดเจ็บเฉพาะที่ (local tenderness) แทบทั้งหมดจะมี maximal tenderness ที่ RLQ และอาจมี guarding และก็ rebound tenderness ด้วย ในผู้เจ็บป่วยไส้ติ่งแตกทะลุ tenderness รวมทั้ง guarding มักตรวจเจอรอบๆกว้างขึ้นหรือพบทั่วรอบๆท้องน้อยส่วนล่างทั้ง 2 ข้าง จากการมี pelvic peritonitis ในรายที่เป็นก้อนไส้ติ่งอักเสบ (appendiceal mass) จาก phlegmon หรือ abscess มักคลำได้ก้อนที่ RLQ
  • การตรวจทางทวารหนัก (rectal examination) ถือว่าเป็นคุณประโยชน์มาก จะพบว่ากดเจ็บที่ทางขวาของ cul-de-sac แต่ไม่นิยมทำในเด็กตัวเล็กๆเพราะเหตุว่าแปลผลประโยชน์ทุกข์ยากลำบาก ในเด็กหญิงอาจมีผลดีสำหรับการวินิจฉัยแยกโรคที่มีต้นเหตุมากจาก twisted ovarian cyst เพราะอาจลูบคลำได้ก่อน ส่วนในรายที่สงสัยว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะ pelvic inflammatory disease นอกจากจะได้เรื่องราวร่วมเพศแล้วการตรวจภายใน (per vagina examination - PV) จะให้ประโยชน์มาก
  • การตรวจอื่นๆบางทีอาจให้ผลบวกในการตรวจ ยกตัวอย่างเช่น


                          - Rovsing sign
                          - Obturator sign
                          - Psoas sign

  • การตรวจทางห้องปฎิบัติการ ไม่ค่อยมีความสำคัญเท่าไรนักในผู้เจ็บป่วยส่วนใหญ่ โดยยิ่งไปกว่านั้นเมื่อการตรวจร่างกายสามารถให้การวินิจฉัยได้อยู่แล้ว แม้กระนั้นจะทำเป็นรากฐานเพื่อการดูแลระหว่างการดูแลและรักษาถัดไป ยกตัวอย่างเช่น
  • complete blood count มักพบว่า เม็ดเลือดขาวสูงยิ่งกว่าธรรมดาและมี shift to the left
  • การตรวจเยี่ยว ไม่ค่อยมีประโยชน์มากเท่าไรนักสำหรับการวิเคราะห์แยกโรค แต่ช่วยแยกโรคอื่น เช่น มีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะอาจต้องนึกถึงนิ่วในท่อไต
  • การตรวจพิเศษ ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลชี้ชัดเจนว่าเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบกระทันหัน การตรวจพิเศษเสริมเติมก็ไม่มีความสำคัญ แม้กระนั้นในรายที่ลักษณะทางคลินิกไม่ชัดแจ้งนั้น การตรวจพิเศษอาจมีคุณประโยชน์ในการวินิจฉัยแยกโรค ได้แก่
  • การถ่ายภาพรังสีของท้อง อาจเจอเงาของ fecalith หรือ localized ileus ที่ RLQ
  • การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasonography) ของช่องท้อง หรือ barium enema ไม่สำคัญในคนไข้โดยมาก แม้กระนั้นอาจช่วยในการวินิจฉัยโรคในผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรค


ไส้ติ่งอักเสบสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดแค่นั้น เนื่องจากว่าจะช่วยรักษาอาการแล้วก็ช่วยกำจัดการเสี่ยงที่จะเกิดภาวะไส้ติ่งแตก โดยการผ่าตัดที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือการผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery) เนื่องจากว่าเป็นการผ่าตัดเล็กสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้โดยทันที เหมาะสมกับกรณีไส้ติ่งที่อักเสบยังอยู่ในระยะไม่รุนแรงนัก ถ้าเกิดรุนแรงถึงขั้นไส้ติ่งแตก ก็จะต้องใช้การผ่าตัดแบบเปิด (Open Surgery) ซึ่งเป็นผ่าตัดแบบมาตรฐาน เพราะนอกจากจะต้องนำไส้ติ่งที่แตกออกแล้ว ยังต้องชำระล้างข้างในท้อง และก็ใส่ท่อเพื่อระบายหนองจากฝีที่เกิดขึ้นอีกด้วย โดยหมอจะตรึกตรองผ่าตัดรักษาดังนี้

  • ในรายที่ลักษณะทางคลินิกระบุว่าน่าจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ เสนอแนะให้การรักษาโดยใช้การ ผ่าตัดโดยเร่งด่วน ภายหลังจากการเตรียมผู้ป่วยให้พร้อมรวมทั้งสมควรต่อการให้ยาสลบและก็การผ่าตัด
  • ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลไม่กระจ่างว่าจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ แม้กระนั้นมีสิ่งที่ทำให้สงสัยว่าอาจจะเป็นโรคนี้ ควรรับตัวไว้ดูอาการในโรงหมอ เพื่อติดตามประเมินลักษณะทางคลินิกต่อเป็นระยะๆโดยงดน้ำรวมทั้งอาหาร และไม่ให้ยาปฎิชีวนะ เมื่อลักษณะทางคลินิกบ่งชี้แจ่มแจ้งขึ้นว่าน่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบกระทันหัน จะได้นำผู้เจ็บป่วยไปกระทำการผ่าตัดรักษาอย่างทันการ
  • ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลชี้ชัดว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบฉับพลัน ไม่แตกทะลุ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้ยาปฏิชีวนะทั้งยังก่อนและก็ข้างหลังผ่าตัด แต่ว่าหมอผู้ดูแลอาจพินิจให้ยายาปฏิชีวนะก่อนผ่าตัดก็ได้ เมื่อผ่าตัดพบว่าไส้ติ่งอักเสบไม่แตกทะลุ ก็ไม่จำเป็นที่ต้องให้ยาต่อ
  • ในรายที่ลักษณะทางคลินิกไม่สามารถที่จะแยกได้ว่าไส้ติ่งแตกทะลุชัดแจ้ง นิยมให้ยาปฏิชีวนะ โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนผ่าตัด หากผ่าตัดแล้วพบว่าไส้ติ่งไม่แตกทะลุ ไม่มีความจำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะต่อหลังผ่าตัด แม้กระนั้นถ้าเกิดพบว่าไส้ติ่งแตกทะลุก็ให้ยายาปฏิชีวนะต่อ
  • ในรายที่การตรวจร่างกายชี้ว่ามี peritonitis ซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากการแตกของไส้ติ่งอักเสบ ในเด็กมักมีลักษณะ generalized peritonitis ส่วนคนแก่จะเป็น pelvic peritonitis ก่อนนำผู้เจ็บป่วยไปทำผ่าตัดควรใช้แนวทางรักษาแบบทะนุถนอมให้อยู่ในสภาพที่สมควรในการให้ยาสลบและการผ่าตัด ดังเช่นว่าการให้ intravenous fluid ที่เหมาะสมให้พอเพียงซึ่งบางทีอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง มองว่าผู้เจ็บป่วยมีปัสสาวะออกก็ดี ให้ยาปฎิชีวนะที่เหมาะสม ให้ยาลดไข้หรือเช็ดตัวให้อุณหภูมิร่างกายต่ำลงหากมีไข้สูง ถ้าท้องขึ้นมากมายควรใส่ nasogastric tube ต่อ suction บางทีอาจใช้เวลาสำหรับเพื่อการจัดเตรียมคนป่วย 3-4 ชั่วโมงก่อนนำผู้เจ็บป่วยไปผ่าตัด
  • ในกรณีที่ไส้ติ่งแตกทะลุระหว่างการผ่าตัด หรือไส้ติ่งไม่แตกทะลุ แต่ร้ายแรงถึงกับขนาด gangrenous appendicitis แนะนำให้ยาปฏิชีวนะระหว่างการผ่าตัด แล้วก็ต่อเนื่อง 1-3 วันแล้วแต่พยาธิภาวะ
  • ในรายที่มีลักษณะมานับเป็นเวลาหลายวันและการตรวจร่างกายพบว่ามีก้อนที่ RLQ ที่ระบุว่าน่าจะเป็น appendiceal phlegmon หรือ abscess น่าจะรักษาโดยแนวทางช่วยเหลือโดยให้ยาปฎิชีวนะที่ออกฤทธิ์ครอบคลุมกว้างขวาง ถ้าเกิดคนเจ็บสนองตอบดีต่อการรักษา เช่น อาการปวดท้อง ก้อนเล็กลง ให้รักษาต่อโดยแนวทางเกื้อหนุน และก็นำผู้เจ็บป่วยไปทำ elective appendectomy ต่อไป 6 อาทิตย์ - 3 เดือน แต่ว่าถ้าการดูแลรักษาด้วยยาปฎิชีวนะดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีบางทีอาจจะต้องผ่าตัดเลย ถ้าหากพยาธิสภาพรุนแรงมากมาย อาจทำเพียงระบายหนอง แม้กระนั้นถ้าพยาธิสภาพไม่รุนแรง รวมทั้งสามารถตัดไส้ติ่งออกได้เลย ก็เสนอแนะให้ทำ


กรุ๊ปอาการที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ มีลักษณะเจ็บท้องที่มีลักษณะไม่เหมือนอาการปวดโรคกระเพาะ ท้องร่วง หรือปวดระดู ก็ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบได้ ควรรีบไปพบหมอ ถ้ามีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

  • ปวดรุนแรง หรือปวดติดต่อกันนานเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไป
  • กดหรือเคาะเจ็บตรงรอบๆที่ปวด
  • อ้วกบ่อยมาก รับประทานอะไรก็ออกหมด
  • มีลักษณะอาการหน้ามืด เป็นลมเป็นแล้ง ใจสั่นหวิว ใจสั่น
  • เป็นไข้สูง หรือหนาวสั่น
  • ใบหน้าซีดเหลือง
  • กินยาที่ช่วยบรรเทาปวดแล้วอาการไม่ทุเลาหรือกลับร้ายแรงขึ้น
  • คนป่วยที่มีลักษณะอาการท้องผูกร่วมด้วย ถ้าเกิดพบว่ามีลักษณะปวดท้องรุนแรงกว่าปกติ ก็ห้ามกินยาถ่าย หรือกระทำการสวนทวาร


การติดต่อของโรคไส้ติ่งอักเสบ โรคไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากการอุดตันของรูไส้ติ่ง จากสิ่งแปลกปลอมต่างๆทำให้ไส้ติ่งมีการอักเสบติดเชื้อโรครวมทั้งแตกในที่สุด ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะกับคนเจ็บแต่ละคน และไม่ได้เป็นโรคติดต่อที่แพร่ให้คนข้างๆอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ  เนื่องมาจากโรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคเร่งด่วน จะต้องไปพบแพทย์ในทันที ที่ห้องฉุกเฉินของโรงหมอเพื่อทำการผ่าตัดและไม่ควรจะรับประทานยาระบายหรือสวนอุจจาระ เมื่อมีอาการท้องผูกร่วมด้วย เนื่องจากว่าอาจก่อให้ไส้ติ่งอักเสบนั้นแตกเร็วขึ้น

  • การกระทำตัวก่อนที่จะมีการผ่าตัดไส้ติ่ง คนเจ็บควรปฏิบัติดังต่อไปนี้


o    เมื่อมีลักษณะของไส้ติ่งอักเสบ ก่อนไปพบหมอผู้เจ็บป่วยต้องงดเว้นของกินรวมทั้งน้ำดื่มไว้ด้วยเพื่อจัดเตรียมสำหรับในการผ่าตัดเร่งด่วน
o   ในเรื่องที่มีลักษณะอาการเจ็บท้องแม้กระนั้นคนเจ็บยังไม่รู้มูลเหตุ ห้ามกินยาพารา แต่ควรจะรีบไปพบหมอเพื่อตรวจวิเคราะห์ก่อน ด้วยเหตุว่ายาแก้ปวดจะไปบดบังลักษณะของการปวดทำให้แพทย์แยกโรคได้ลำบาก
o  งดเว้นการใช้ครีมและก็เครื่องแต่งหน้าทุกชนิด แล้วก็ทำร่างกายให้สะอาด อาบน้ำ สระผม ตัดเล็บ เพื่อหมอพิจารณาอาการแตกต่างจากปกติจากการขาดออกสิเจนได้

  • การกระทำตัวข้างหลังการผ่าตัดไส้ติ่ง หลังการผ่าตัดไส้ติ่ง 1 วัน ผู้เจ็บป่วยต้องกระทำการลุกจากเตียง เพื่อลำไส้มีการขยับเขยื้อนเร็วขึ้น งดอาหารและน้ำหลังผ่าตัดวันแรก ส่วนการดูแลแผลผ่าตัด ห้ามให้ผ้าปิดแผลเปียกน้ำ ห้ามให้แผลโดนน้ำ ห้ามเกา และเวลาไอหรือจามให้ใช้มือประคับประคองแผลไว้ด้วยเพื่อปกป้องแผลที่เย็บแยกออก ถ้าเกิดหากแผลยังไม่แห้งดีอย่าพึ่งจะอาบน้ำ แต่ว่าให้ใช้วิธีการเช็ดตัวแทน นอกเหนือจากนี้คือการรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ เน้นการทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เนื่องจากจะช่วยให้แผลติดเร็วมากขึ้น นอกเหนือจากนี้คือ การขับถ่ายอย่างสม่ำเสมอ แล้วก็พักผ่อนให้พอเพียง


การป้องกันตนเองจากโรคไส้ติ่งอักเสบ ในทุกวันนี้ยังไม่คราวการศึกษาค้นพบวิธีคุ้มครองปกป้องอาการไส้ติ่งอักเสบ เหตุเพราะไส้ติ่งอักเสบเป็นอาการกระทันหันที่ไม่อาจจะหาต้นเหตุที่แน่ชัดได้ แม้กระนั้นมีข้อคิดเห็นว่า ประชาชนที่นิยมทานอาหารพวกผักผลไม้มากมาย (เป็นต้นว่า ชาวแอฟริกา) จะมีอัตราการเป็นไส้ติ่งอักเสบน้อยกว่ากรุ๊ปที่รับประทานผักและผลไม้น้อย (เช่น ชาวต่างประเทศ) จึงมีการแนะนำให้พยายามกินผักและก็กินผลไม้ให้มากๆทุกวี่วัน ซึ่งส่งผลดีต่อการปกป้องคุ้มครองโรคท้องผูก ริดสีดวงทวาร โรคอ้วน รวมทั้งยังมั่นใจว่าบางทีอาจคุ้มครองปกป้องไส้ติ่งอักเสบ และก็มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย
นอกเหนือจากนั้นมีการเรียนรู้ที่ค้นพบว่า สภาวะท้องผูกมีส่วนสโมสรกับการเกิดไส้ติ่งอักเสบ โดยพบว่าผู้เจ็บป่วยไส้ติ่งอักเสบจะมีปริมาณครั้งสำหรับในการขี้ต่อสัปดาห์น้อยกว่ากรุ๊ปควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง แล้วก็ยังพบว่า คนป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้วก็โรคมะเร็งไส้ตรงชอบเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบเอามาก่อน ทั้งยังมีผลการเล่าเรียนหลายงานที่ศึกษาค้นพบว่า การทานอาหารที่มีกากใยต่ำจะมีส่วนสำหรับเพื่อการส่งผลให้เกิดโรคไส้ติ่งอักเสบอีกด้วย
สมุนไพรที่ช่วยป้องงกัน/ทุเลาโรคไส้ติ่งอักเสบ เพราะการรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบจำต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเท่านั้นแล้วก็ในขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าสมุนไพรประเภทไหนที่จะช่วยคุ้มครองปกป้องหรือ ทุเลา/รักษา โรคไส้ติ่งอักเสบได้ รวมทั้งยังไม่มีรายงานการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยชิ้นไหนที่รายงานว่าสมุนไพรประเภทไหนสามารถช่วยคุ้มครองป้องกันหรือ / รักษาโรคไส้ติ่งอักเสบได้
เอกสารอ้างอิง

  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)”.หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป     หน้า 525-527.
  • Fitz RH (1886). "Perforating inflammation of the vermiform appendix with special reference to its early diagnosis and treatment". Am J Med Sci(92): 321–46.(อังกฤษ)
  • ไส้ติ่งอักเสบ-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.
  • Adamis D, Roma-Giannikou E, Karamolegou K (2000). "Fiber intake and childhood appendicitis". Int J Food Sci Nutr51: 153–7. (อังกฤษ)
  • รศ.นพ.สุรเกียรติอาชานานุภาพ.ไส้ติ่งอักเสบ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่301.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2547
  • SCHWARTZ, Principle of Surgery , McGRAW HILL
  • Wangensteen OH, Bowers WF (1937). "Significance of the obstructive factor in the genesis of acute appendicitis". Arch Surg34: 496–526. (อังกฤษ)
  • โรคไส้ติ่งอักเสบ(APPENDICITIS).แนวทางการรักษาพยาบาลผู้ป่วยทางศัลยกรรม.ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย.


11

โรคหัด (Measles)
โรคหัดคืออะไร|เป็นอย่างไร|เป็นยังไง} โรคหัด (Measles) จัดเป็นโรคไข้เกิดผื่นประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นมาจากการตำหนิดเชื้อไวรัสที่พบบ่อยในเด็กตัวเล็กๆ แต่ว่าก็สามารถเจอได้ในทุกวัย ซึ่งโรคฝึกหัดนี้ยังนับเป็นโรคติดเชื้อโรคระบบทางเดินหายใจอีกด้วย สำหรับประวัติความเป็นมากของโรคฝึกหัดนี้มีประวัติที่ไปที่มาดังต่อไปนี้
         โรคหัด หรือชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า “measles” มีรากศัพท์จากคำว่า Masel ในภาษาเนเธอแลนด์ มีความหมายว่า จุด (spots) ที่ชี้แจงอาการนำของโรคนี้ที่ผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะไข้แล้วก็ผื่น นอกนั้นอาการสำคัญอื่นๆที่เป็นคุณลักษณะเด่นของโรคฝึกหัด เช่น ไอ น้ำมูลไหล แล้วก็ตาแดง โรคหัดมีชื่อเสียงมานานกว่า 2000 ปี เจอหลักฐานการร่ายงานคราวแรกโดยแพทย์รวมทั้งนักปรัชญาชาวอิหร่านชื่อ Rhazed และใน คริสต์ศักราช1954 Panum แล้วก็ภาควิชา ได้รายงานการระบาดของโรคหัดที่หมู่เกาะฟาโรห์และก็ให้ข้อสรุปของโรคนี้ว่าเป็นโรติดเชื้อโรคที่มีการติดต่อสู่บุคคลอื่นได้ง่าย มีระยะฟักตัวราวๆ 2 อาทิตย์ และก็ข้างหลังติดเชื้อโรคคนเจ็บจะมีภูมิคุ้มกันตลอดชาติ
โรคหัดถือได้ว่าเป็นโรคที่มีความหมายมากมายโรคหนึ่ง เพราะอาจจะเป็นผลให้เกิดโรคแทรกเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ รวมทั้งแต่ว่าในขณะนี้โรคนี้มีวัคซีนคุ้มครองป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงแทบ 100% แล้ว(ในประเทศไทยเริ่มใช้วัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคหัดตั้งแต่ ปี พ.ศ.2527) โรคฝึกเป็นโรคที่เจอเกิดได้ตลอดทั้งปี แต่ว่ามีอุบัติการณ์สูงในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือน รวมทั้งช่องทางในการกำเนิดโรคในสตรีและก็ผู้ชายมีใกล้เคียงกัน
จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัดจากทั้งโลก 134,200 ราย สำหรับเหตุการณ์โรคฝึกฝนในประเทศไทย ตามรายงานของสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุขปี 2555,2556 พบว่ามีปริมาณคนไข้โรคฝึกหัดรวมทั้งสิ้น 5,207 คน และก็ 2,646 คน ในแต่ละปีตามลำดับ โดยเด็กอายุ 9 เดือน-7 ปี จัดเป็นช่วงๆอายุที่พบผู้เจ็บป่วยโรคนี้สูงที่สุด คิดเป็นจำนวนร้อยละ 37.03 และก็ 25.85 ของแต่ละปี
ต้นเหตุของโรคฝึกฝน โรคหัดมีสาเหตุมาจากการต่อว่าดเชื้อ Measles virus (หรือ Rubeola) อยู่ในGenus Morbillivirus และ Paramyxovirus เป็น single-stranded RNA รูปร่างกลม (spherical) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100-250 นาโนเมตร หุ้มห่อโอบล้อมโดย envelope เป็น glycol-protien ที่มีโปรตีนสำคัญ 3 ชนิด ตัวอย่างเช่น H protein ปฏิบัติภารกิจให้ผนังเชื้อไวรัสติดตามกับผนังเซลล์ของมนุษย์ F protein มีความหมายสำหรับเพื่อการแพร่ไวรัสจากเซลล์หนึ่งสู่เซลล์อื่นๆM protein มีความหมายเกี่ยวข้องกัน viral maturation เหตุเพราะเป็นไวรัสที่มี envelope ห่อหุ้มก็เลยถูกทำลายได้ง่ายด้วยความร้อน (>37◦เซลเซียส) แสงสว่าง สภาวะที่เป็นกรดแล้วก็สารที่ละลายไขมันดังเช่นอีเทอร์ คลอโรฟอร์ม โดยเชื้อกลางอากาศแล้วก็บนผิววัตถุจะมีชีวิตเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ(ไม่เกิน 2 ชั่วโมง) และก็เชื้อนี้สามารถก่อโรคได้เฉพาะในคนเพียงแค่นั้น
ลักษณะโรคฝึกหัด  คนป่วยจะเริ่มจับไข้สูง 39◦เซลเซียส-40.5◦เซลเซียส ร่วมกับมีไอ น้ำมูก และก็ตาแดง เป็นอาการสำคัญบางรายอาจเจอตาไม่สู้แสง (photophobia) เจ็บคอ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองโต เบื่อข้าวรวมทั้งท้องเดินร่วมด้วย อาการพวกนี้จะกำเนิด 2-4 วันก่อนจะมีผื่นขึ้นรวมทั้งพบ Koplik spots เป็นลักษณะเจาะจงที่สำคัญ เห็นเป็นจุดขาวผสมเทาเล็กๆบนพื้นแดงของกระพุ้งแก้ ส่วนมากพบรอบๆกระพุ้งแก้มตรงกันข้ามกับฟันกรามข้างล่างซี่แรก (first molar) มักพบ 1 วันก่อนมีผื่นขึ้นรวมทั้งปรากฏอยู่นาน 2-3 วัน การดำเนินโรคมีลักษณะดังนี้ คือ ไข้จะเบาๆสูงขึ้นจนสูงสุดในวันที่ 3-4 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มมีผื่นขึ้น ลักษณะผื่นเป็น maculopapular rash เริ่มที่ไรผม หน้าผาก หลังหู บริเวณใบหน้ารวมทั้งไล่ลงมาที่คอ หน้าอก แขน ท้อง จนถึงมาถึงขาในเวลา 48-72 ชั่วโมง ผื่นที่ขึ้นก่อนในวันแรกๆมักกระจุกรวมกันลักษณะเป็น confluent maculopapular rash ทำให้ดูชัดกว่าผื่นบริเวณตอนล่างของลำตัวซึ่งมีลักษณะเป็น discrete maculopapular rash มีรายงานการเจอผื่นที่ฝ่ามือหรือฝ่าตีนถึงจำนวนร้อยละ 25-50 แล้วก็อาจสัมพันธ์กับความร้ายแรงของโรค เมื่อผื่นเกิดไล่มาถึงเท้าไข้จะลดลง อาการอื่นๆจะดีขึ้น ผื่นจะอยู่นาน 3-7 วันและก็หลังจากนั้นจึงค่อยๆจางลงจากหน้าลงมาเท้าแล้วก็กลายเป็นสีคล้ำ (hyperpigmentation) ซึ่งเป็นผลจากการมีเลือดออกในหลอดเลือดฝอยแล้วต่อจากนั้นจะหลุดลอกเป็นแผ่นบางๆโดยมากมักพิจารณาไม่พบด้วยเหตุว่าหลุดไปพร้อมการอาบน้ำ บางทีอาจเจอการดำเนินโรคที่เจ็บป่วยแบบ biphasicเป็นไข้สูงใน 24-48 ชั่วโมงแรกถัดมาอุณหภูมิกลายเป็นปกติไม่มีไข้โดยประมาณ 24 ชั่วโมงแล้วจึงเริ่มเป็นไข้สูงอีกทีแล้วก็มีผื่นเกิดขึ้นในวันที่ไข้สูงสุด ไข้จะคงอยู่อีกราว 2-3 คราวหน้าจากผื่นขึ้นแล้วจึงหายไป กรณีที่ไข้ไม่ลงหรือลงแล้วกลับเป็นซ้ำใหม่ควรตรวจค้นภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ส่วนอาการไออาจพบนานถึง 10 วัน ส่วนภาวะแทรกซ้อนของโรคฝึกฝนที่พบได้บ่อยมีดังนี้
                ภาวะแทรกซ้อนของโรคฝึก พบได้จำนวนร้อยละ 30 ของผู้เจ็บป่วยโรคหัด พบมากในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีรวมทั้งผู้ใหญ่ที่อายุน้อยกว่า 5 ปีและคนแก่ที่อายุมากกว่า 20 ปี เกิดได้หลายระบบของร่างกาย ต้นเหตุส่วนมากมีเหตุที่เกิดจากเยื่อบุ (epithelial surface) ของอวัยวะต่างๆถูกทำลายแล้วก็ผลการกดภูมิต้านทานจากการติดเชื้อไวรัสของร่างกาย แยกตามอวัยวะต่างๆของร่างกายได้ดังนี้

  • หูศูนย์กลางอักเสบ (otitis media) เจอโดยประมาณปริมาณร้อยละ 10
  • ปอดอักเสบ (pneumonia) ซึ่งกำเนิดได้ 2 ระยะ ระยะเริ่มต้นที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสเอง จะเป็น interstitial pneumonia ในระยะหลัง ซึ่งเป็นผลมาจากการตำหนิดเชื้อแบคทีเรียแทรก จะเป็น bronchopneumonia
  • อุจจาระร่วง (diarrhea) มักเกิดในระยะต้นที่จับไข้ หรือเมื่อผื่นเริ่มขึ้น
  • สมองอักเสบ (encephalitis) พบได้ 1:1000 ถึง 1:10000 ซึ่งเกิดในตอน 2-5 วัน หลังจากผื่นออก มีลักษณะไข้ อาเจียน ปวดศีรษะ ซึม ซึ่งถ้าเกิดกรวดน้ำไขสันหลัง จะเจอเซลล์เป็น lymphocyte โปรตีนสูง
  • Subacute sclerosing panencephalitis (SSPE) พบได้ 1 ใน 100000 มักเกิดภายหลังเป็นหัดแล้ว 4-8 ปี อาการจะค่อยเป็นค่อยไป มีความประพฤติปฏิบัติไม่ถูกไป ปัญญาเสื่อมลง มีลักษณะชัก อาการทางประสาทจะต่ำช้าลงเรื่อยๆถึงโคมา รวมทั้งถึงแก่กรรมสุดท้าย ถ้าหากกรวดน้ำไขสันหลังพบว่ามี high titer of measles antibody ตรวจ EEG พบ burst suppression pattern with paroxysmal high-amplitude burst and background suppression
กรรมวิธีรักษาโรคฝึก
การวิเคราะห์ โรคหัดใช้การวินิจฉัยจากแนวทางซักความเป็นมารวมทั้งตรวจร่างกายเป็นหลัก โดยผู้เจ็บป่วยจะจับไข้สูง น้ำมูก ไอ  ตาแดง และก็เจอผื่นลักษณะ maculopapular rash ในช่วงวันที่ 3-4 ของไข้ การเจอ  Koplik spots (จุดภายในปากตอนกระพุ้งแก้ม) จะเป็นสาระสำคัญที่ช่วยสำหรับเพื่อการวินิจฉัย ในเรื่องที่อาการและก็อาการแสดงไม่ชัดเจนบางทีอาจใคร่ครวญส่งไปตรวจทางห้องทดลองดังนี้เพิ่มเติมอีกเพื่อช่วยยืนยันการวิเคราะห์

  • การตรวจน้ำเหลืองเพื่อหาระดับของแดนติบอดีต่อไวรัสฝึกฝน แนวทางที่นิยมใช้ได้แก่ enzyme immunoassay (EIA) ด้วยเหตุว่าทำง่าย ราคาถูก มีความไวและก็ความจำเพาะสูง โดยตรวจค้นแอนติบอดีจำพวก IgM ใน acute phase serum หรือตรวจหาดินแดนติเตียนบอดีจำพวก IgG 2 ครั้งใน acute และ convalescent phase serum ห่างกัน 2 อาทิตย์ เพื่อมองการเพิ่มขึ้นของระดับแดนติเตียนบอดี  (fourfold rising of  antibody)  เพื่อรับรองการวิเคราะห์ โดยวิธีการแบบนี้จะสามารถตรวจเจอภายหลังมีผื่นแล้ว 3 วัน โดยระดับแอนติบอดีจะขึ้นสูงสุดราว 14 ครั้งหน้าผื่นแล้วก็จะหายไปใน 1 เดือน ระยะเวลาที่เสนอแนะให้ตรวจเป็น 7 คราวหน้าผื่นขึ้น ซึ่งมีแนวทางดังนี้


วิธี ELISA IgM ใช้ตัวอย่างนน้ำเหลือง (serum): เจาะเลือดเพียงครั้งเดียวช่วง 4-30 คราวหลังพบผื่น โดยเจาะเลือด 3-5 มล.ทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง รอคอยจนถึงเลือดแข็ง ดูดเฉพาะ Serum (หามีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมให้ ปั่นแยก Serum) เก็บใส่หลอดไม่มีเชื้อ ปิดจุกให้สนิทแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปวินิจฉัยต่อไป

  • การตรวจสารพัดธุบาปของไวรัสหัด โดยวิธี polymerase chain reaction (PCR) ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้


ปิดฉลาก ชื่อ-สกุล และก็วัน-เดือน-ปี ที่เก็บ วิธี PDR ใช้throat/nasal swab : เก็บช่วง 1-5 วันแรกหลังเจอผื่น โดยใช้ SWAB ป้ายภายในบริเวณ posterior pharynx จุ่มปลาย swab ใน viral transport media หักด้าม swab ทิ้งเพื่อปิดหลอดให้สนิทแล้วก็ค่อยนำไปวินิจฉัยถัดไป
                การดูแลรักษา เพราะเหตุว่าการติดเชื้อไวรัส ฝึกไม่มียาใช้รักษาเฉพาะ จำเป็นที่จะต้องให้การรักษาตามอาการ เป็นต้นว่า เช็ดตัวลดไข้ ให้ยาลดไข้ สารน้ำในกรณีที่มีภาวการณ์ขาดน้ำหรือทานอาหารได้น้อย ให้ความชุ่มชื้นรวมทั้งออกสิเจนในกรณีที่หอบหายใจเร็ว   ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ ปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบใคร่ครวญรักษาโดยใช้ยาต่อต้านจุลชีพที่เหมาะสมฯลฯ
                นอกจากนี้พบว่าการให้วิตามินเอ ยังสามารถลดอัตราการตายรวมทั้งความพิกลพิการจากภาวะแทรกซ้อนของโรคฝึกฝนได้และยังช่วยเสริมภูมิต้านทานโรคฝึกฝนได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นแพทย์จึงมักพินิจจะให้วิตามินเอแก่คนป่วยที่มีข้อบ่งชีดังนี้

  • ผู้เจ็บป่วยอาการรุนแรงที่อาศัยอยู่ในประเทศล้าหลัง หรือในบริเวณที่ยากแค้นของประเทศที่กำลังปรับปรุง
  • คนเจ็บเด็กอายุ 6-24 เดือน และจะต้องนอนอยู่ในโรงหมอด้วยโรคฝึกฝนที่มีภาวะแทรกซ้อน
  • คนไข้ที่มีสภาวะภูมิคุ้มกันต้านทานโรคบกพร่อง
  • ผู้เจ็บป่วยขาดสารอาหาร
  • คนไข้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคตา จากการขาดวิตามิน เอ
  • ผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องไส้ซับไม่ดี (ก็เลยมักขาดวิตามิน เอ)
  • คนไข้ที่พึ่งพิงย้ายมาจากพื้นที่ที่มีอัตราการตายจากโรคฝึกฝนสูง

ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อกำเนิดโรคฝึกหัด

  • เด็กหรือผู้ใหญ่ที่มิได้รับการฉีดซีนปกป้องโรคฝึกหัดมีการเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคฝึกฝนได้
  • สถานที่ที่มีความชื้อที่แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง หรือมีผู้คนจอแจเยอะๆชอบเป็นที่ที่มีการระบาดของโรคฝึก อย่างเช่น สถานที่เรียน สถานรับเลี้ยงเด็กฯลฯ
  • ผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินเอ มักจะมีการเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัด มากกว่าคนธรรมดา
  • คนที่มีสภาวะความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน
  • คนที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีระบบสาธารณสุขที่ไม่มีประสิทธิภาพ(ประเทศล้าหลัง)


การติดต่อของโรคฝึกหัด โรคหัดเป็นโรคติดต่อที่แพร่ไปสู่บุคคลอื่นได้ง่ายผ่านทางการหายใจ (airborne transmission) เชื้อไวรัสฝึกหัดจะอยู่ในละอองน้ำมูก น้ำลายและเสมหะของคนป่วย ติดต่อไปยังคนอื่นโดยการไอจามรดกัน เชื้อจะติดอยู่ในละอองฝอยๆเมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม เชื้อจะกระจายออกไปในระยะไกลรวมทั้งแขวนลอยอยู่ในอากาศได้นาน เมื่อคนธรรมดามาสูดเอาอากาศที่มีฝอยละอองนี้เข้าไป หรือละอองสัมผัสกับเยื่อตาหรือเยื่อเมือกช่องปาก (ไม่มีความจำเป็นต้องไอหรือจามรดใส่กันตรงๆ) ก็สามารถทำให้ติดเชื้อฝึกฝนได้ หรือสัมผัสสารคัดเลือกข้างหลังของคนไข้โดยตรง ซึ่งเชื้ออาจติดอยู่กับมือของผู้เจ็บป่วย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆดังเช่นว่า แก้วน้ำ จาน ถ้วยชาม ผ้าที่มีไว้เช็ดหน้า ผ้าที่มีไว้เพื่อเช็ดตัว หนังสือ ของเด็กเล่น เมื่อคนธรรมดามาสัมผัสถูกมือผู้ป่วย หรือสิ่งของเครื่องใช้ ที่มัวหมองเชื้อ เชื้อก็จะติดมากับมือของคนๆนั้น เมื่อใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูกเชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายได้ ระยะการติดต่อเริ่มตั้งแต่ 4  วันโดยช่วงที่เริ่มมีอาการไอและมีน้ำมูกก่อนเกิดผื่นเป็นระยะที่มีจำนวนเชื้อไวรัสถูกขับออกมาสูงที่สุด ซึ่งภายในเวลา 7-14 วันหลังสัมผัสโรค เชื้อไวรัสฝึกฝนจะกระจายไปทั่วร่างกายทำให้มีการเกิดลักษณะของระบบทางเท้าหายใจ ไข้และก็ผื่นในคนเจ็บรวมทั้งความเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาอื่นๆตามมาอีกด้วย โดย 90 เปอร์เซ็นต์ของคนที่มิได้รับวัคซีนป้องกันโรคฝึกมีโอกาสป่วยด้วยโรคฝึกถ้าอยู่ใกล้คนที่เป็นโรค
การกระทำตนเมื่อป่วยเป็นโรคหัด

  • ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆอย่างต่ำวันละ 6-8 แก้ว โดยอาจเป็นน้ำหวานหรือน้ำผลไม้ก็ได้ เพื่อคุ้มครองปกป้องการขาดน้ำ
  • พักให้มากมายๆไม่ทำงานหนักหรือออกกำลังกายมากเกินความจำเป็น
  • ของกินที่กินควรเป็นอาหารอ่อนๆดังเช่นว่า ซุปไก่ร้อนๆโจ๊ก น้ำหวาน น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆเป็นต้นว่า ชาร้อน น้ำขิง
  • บากบั่นกินอาหารให้ได้ตามธรรมดา โดยควรเป็นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆรสไม่จัด ที่สำคัญเป็นผู้ป่วยไม่มีความจำเป็นที่ต้องงดเว้นของแสลง เพราะเหตุว่าโรคนี้ไม่มีของแสลง โดยควรเน้นย้ำการกินอาหารชนิดโปรตีนให้มากๆเป็นต้นว่า เนื้อ นม ไข่ ถั่ว รวมทั้งอาหารที่มีวิตามินเอ มากมายๆได้แก่ ผักบุ้ง แครอท ตำลึง ตับโค ฟักทอง ฯลฯ
  • อย่าถูกฝนหรือถูกอากาศเย็นจัด ห้ามอาบน้ำเย็น รวมทั้งควรจะสวมใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น
  • ใช้ผ้าชุบน้ำชุบน้ำอุ่นหรือน้ำก๊อกอุณหภูมิปกติ (อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลามีไข้สูง
  • งดการสูบยาสูบ หลีกเลี่ยงควันที่เกิดจากบุหรี่ และงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการไปในที่สาธาราที่ที่มีคนคับคั่ง
  • กินยาและก็ทำตามข้อเสนอของหมออย่างเคร่งห้องครัว
  • ไปพบแพทย์ตามนัด
การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคฝึก

  • ในช่วงที่มีการระบาดของโรคฝึกฝน ควรจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ที่มีผู้คนคับแคบ แม้กระนั้นแม้หลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรจะสวมหน้ากากอนามัย และก็หมั่นล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาด หรือทามือด้วยแอลกอฮอล์เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่บางทีอาจติดมาจากการสัมผัสถูกเสมหะของผู้เจ็บป่วย และก็อย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูกหากยังไม่ได้ล้างมือให้สะอาด
  • ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ ร่วมกับคนป่วย และก็ควรจะเลี่ยงการสัมผัสมือกับคนไข้โดยตรง ถ้าหากไม่ได้สวมถุงมือคุ้มครองปกป้อง
  • อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับผู้เจ็บป่วย แต่จำเป็นที่จะต้องดูแลผู้เจ็บป่วยอย่างใกล้ชิด ควรใส่หน้ากากอนามัย แล้วก็หมั่นล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอหลังจากสัมผัสกับคนไข้หรือข้าวของของคนไข้


แต่ดังนี้ แนวทางที่ดีที่สุดที่จะป้องกันโรคฝึกหัดได้ คือ ฉีดยาปกป้อง ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขให้ฉีดวัคซีนป้อง กันโรคหัด 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน และครั้งที่ 2 เมื่อเด็กเข้าชั้นเรียนชั้นประถมศึก ษาปีที่ 1 โดยทั้งสองครั้งให้ในรูปของวัคซีนรวม คุ้มครองปกป้องได้สามโรคหมายถึงโรคฝึก โรคคางทูม และโรคเหือด เรียกว่า วัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ (MMR, M= mumps/มัมส์/โรคคางทูม M= measles/มีเซิลส์/ฝึกฝน และ R=rubella/รูเบลลา/ โรคเหือด)
ประวัติความเป็นมาของการพัฒนะวัคซีน วัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคฝึกเริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่ปี คริสต์ศักราช1960 ตราบจนกระทั่งมีการลงทะเบียนการใช้วัคซีนเป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริการเมื่อปี ค.ศ.1963 ทั้งวัคซีนประเภทเชื้อตาย (killed vaccine) รวมทั้งวัคซีนประเภทเชื้อเป็นที่อ่อนฤทธิ์ (live attenuated vaccine) ภายหลังจากเริ่มใช้วัคซีนอีกทั้ง 2 ประเภทได้เพียง 4 ปี วัคซีนป้องกันโรคฝึกจำพวกเชื้อตามก็ถูกถอนทะเบียนจากตลาดเนื่องด้วยพบว่าทำให้เกิด  atypical measles ดังนั้นในช่วงต้นวัคซีนที่ใช้จึงเป็น  monovalent live attenuated measles vaccine ที่สร้างขึ้นจากเชื้อสายประเภท Edmonston ชนิด B โดยนำเชื้อเพาะในไข่ไก่ฟักและ chick embryo cell แต่ว่าพบปัญหาใกล้กันที่รุนแรงเรื่องไข้ ผื่น ก็เลยมีการปรับปรุงวัคซีนประเภทเชื้อเป็นที่อ่อนฤทธิ์จากสายพันธุ์  Edmonston จำพวกอื่นๆด้วยขั้นตอนการผลิตชนิดเดียวกันแต่ทำให้เชื้ออ่อนฤทธิ์ลงอีก ผลข้างเคียงจึงลดน้อยลง ต่อมาในปี ค.ศ.1971 มีการจดทะเบียนวัคซีนรวมจำพวก trivalent live attenuated measles-mumps-rubella  vaccine (MMR) รวมทั้งใช้อย่างล้นหลามจนกระทั่งตอนนี้สำหรับประเทศไทยเริ่มมีการบรรจุวัคซีนป้องกันโรคฝึกหัดยามเช้าไปกลยุทธ์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติทีแรกในปี พ.ศ.2527 โดยเริ่มให้ 1 ครั้งในเด็กอายุ 9-12 เดือนแล้วก็ในปี พุทธศักราช 2539 ก็เลยเพิ่มการให้เข็มที่ 2 แก่เด็กชั้นประถมเล่าเรียนปีที่ 1 จนกว่าปี พ.ศ.2540 ได้กำหนดให้ใช้วัคซีนปกป้องโรคฝึกฝนหรือวัคซีนรวมคุ้มครองปกป้องโรคฝึกฝน-คางทูม-โรคเหือด  (MMR) ในเด็กอายุ 9-12 เดือนและก็เปลี่ยนวัคซีนป้องกันโรคหัดสำหรับเด็กอายุ 4-6 ปีหรือชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นวัคซีนรวมคุ้มครองป้องกันโรคฝึก – คางทูม – โรคเหือด (MMR) เช่นกัน
สมุนไพรที่ใช้คุ้มครองปกป้อง/รักษา/ทุเลาอาการของโรคฝึกฝน ตามตำรายาไทยนั้นระบุว่าสมุนไพรที่ใช้รักษาลักษณะโรคฝึกฝนมีดังนี้

  • สะเดา (Azadirachta indica A.Juss.) ใช้ก้านสะเดา 33 ก้าน ต้มกับน้ำ 10 ลิตร แล้วต้มกระทั่งเหลือน้ำ 5 ลิตร ชูลงทิ้งไว้รอให้เย็น ผสมกับน้ำเย็น 1 ขัน ใช้อาบให้ทั่วร่างกายวันละ 1-2 ครั้ง กระทั่งจะหาย แล้วก็ต้องระมัดระวังอย่าอาบช่วงที่เม็ดฝึกหัดผุดขึ้นมาใหม่ๆแต่ให้อาบในช่วงที่เม็ดหัดออกเต็มที่แล้ว
  • ขมิ้นอ้อย (urcuma zedoaria (Christm.) Roscoe) ใช้เป็นยาแก้ฝึกฝนหลบใน ด้วยการใช้เหง้า 5 แว่น และก็ต้นต่อไส้ 1 กำมือ เอามาต้มรวมกับน้ำปูนใสพอควร แล้วประยุกต์ใช้ดื่มเป็นยาก่อนอาหารตอนเช้าและก็เย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา
  • ปลาไหลเผือก (Eurycoma longifolia Jack) เปลือกลำต้นนำมาต้มเอาน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้เหือดฝึกหัด


 นอกเหนือจากนี้ในบัญชีสามัญประจำบ้านแผนโบราญ พ.ศ.2556 ดังเจาะจงไว้ว่ายาเขียวสามารถใช้รักษาและก็บาเทาอาการของโรคฝึกได้ โดยในสมัยก่อน ที่จริงการใช้ยาเขียวในโรคไข้เกิดผื่นในแผนไทย มิได้มีจุดมุ่งหมายสำหรับการยั้งเชื้อไวรัส แต่ต้องการกระทุ้งพิษที่เกิดขึ้นให้ออกมาเยอะที่สุด คนเจ็บจะหายได้เร็วขึ้น ผื่นไม่หลบใน คือไม่เกิดผื่นด้านใน เพราะฉะนั้นจึงมีผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยที่กินยาเขียวแล้วจะมีความคิดว่ามีผื่นมากยิ่งกว่าเดิมขึ้นจากเดิม แพทย์แผนไทยจึงชี้แนะให้ใช้ทั้งแนวทางกินและชโลม โดยการกินจะช่วยกระทุ้งพิษด้านในให้ออกมาที่ผิวหนัง รวมทั้งการทาจะช่วยลดความร้อนที่ผิวหนัง หากจะเปรียบเทียบกับหลักการหมอแผนปัจจุบัน น่าจะเป็นไปได้ที่ยาเขียวอาจออกฤทธิ์โดยลดการอักเสบ หรือ เพิ่มภูมิคุ้มกัน หรือต้านขบวนการออกซิเดชัน มักใช้รักษาในเด็กที่เป็นไข้ออกผื่น เช่น หัด อีสุกอีใส เพื่อกระแทกให้พิษไข้ออกมา เป็นผื่นเพิ่มขึ้น และก็หายได้เร็ว
ตำรับยาเขียว มีส่วนประกอบของพืชที่ใช้ส่วนของใบเป็นส่วนประกอบหลัก การที่ใช้ส่วนของใบทำให้ยามีสีค่อนข้างไปทางสีเขียว จึงทำให้เรียกกันว่า ยาเขียว และใบไม้ที่ใช้นี้จำนวนมาก มีคุณประโยชน์ เป็นยาเย็น หอมเย็น หรือ บางชนิดมีรสขม เมื่อประกอบเป็นตำรับแล้ว จัดเป็นยาเย็น ทำให้ตำรับยาเขียวส่วนมากมีสรรพคุณ ดับความร้อนของเลือดที่เป็นพิษ ซึ่งตามความหมายของการแพทย์แผนไทยนั้น ซึ่งก็คือการที่เลือดมีพิษแล้วก็ความร้อนสูงมากจนกระทั่งจะต้องระบายทางผิวหนัง เป็นผลให้ผิวหนังเป็นผื่น หรือ ตุ่ม อาทิเช่นที่เจอในไข้ออกผื่น ฝึกหัด อีสุกอีใส ฯลฯ
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ.โรคหัด.(Measles).เอกสารประกอบการสอน ไข้ออกผื่น (Exanthematous Fever).ภาควิชากุมารเวชศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.พฤษภาคม.2547
  • ศศิธร ลิขิตนุกูล. โรคหัดและหัดเยอรมัน (Measlesand rubella). ใน: พรรณทิพย ฉายากุล, บรรณาธิการ.ตําราโรคติดเชื้อ เลม 1 กรุงเทพฯ: สมาคมโรคติดเชื้อแหงประเทศไทย; น.523-9.
  • รศ.รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล.ยาเขียว.ยาไทยใช้ได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “หัด (Measles/Rubeola)”.หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 396-400.
  • ผศ.ดร. ดลฤดี สงวนเสริมศรี, ผศ.ดร. เดือนถนอม พรหมขัติแก้ว มหาวิทยาลัยมหาสารคาม . ฤทธิ์การต้านเชื้อไวรัส varicella zoster ของตำรับยาเขียว (Anti-varicella zoster virus of Ya-keaw remedies). โครงการวิจัยภายใต้ทุนสนับสนุนของ สกว.
  • Axton JHM. The natural history of measles. Zambezia. 1979:139-54.
  • Babbott FL, Gordon JE. Modern measles. Am J Med Sci. 1954;228:334.
  • Koplik HT. The diagnosis of the invasion of measles from study of the exanthema as it appears on the buccal mucosa. Arch pediatr. 1896;13:918-22.
  • Maldonado YA. Rubeolar virus (Measles and subacute sclerosing panencephalitis). In: Long SS, Pickering LK, Prober CG, editors. Principles and practical of pediatric infectious disease 3re ed. Churchill Livingston: Elsevier Inc; 2008. p.1120-6.
  • Suringa DW, Bank LJ, Ackerman AB. Role of measles virus in skin lesion and Koplik’s spots. N Engl J Med. 1970;283:1139-42.
  • แนวทางการเฝ้าระวังควบคุมโรคการตรวจรักษาและส่งตัวอย่างตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อกำจัดโรคหัดตามพันธะสัญญานานาชาติ (ฉบับปรับปรุงวันที่ 2 พฤษภาคม 2555) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • Gershon AA. Measles virus. In: Mendell GL, Bennett JE, Dolin R, eds. Mendell, Douglas and Bennett’s principle and practical of infectious disease 7th Churchill Livingston : Elsevier Inc; 2010. p.2229-36.
  • Miller C. Live measles vaccine: A21-year follow up. Br Meg J. 1987;295:22.
  • Robbins FC. Measles: Clinical Feature. Am J Dis Child. 1965; 266-73.
  • Nakai M, Imagawa DT. Electron microscopy of measles virus replication. J virol 1969;3:189-97.
  • American Academy of Pediatrics. Rubella. In: Pickering LK, Baker CJ, Kimberlin DW, Long SS, eds. Red Book 2009: Report of the Committee on Infectious Diseases. 28th ed. Elk Grove Village, IL: American Academy of Pediatrics; 2009. p.579-84.
  • Measles (rubeola). In: Krugman S, Katz SL, Gershon AA, Wilfert CM, editors. Infectious disease of children. 9th ed. St. Louis: Mosby Yearbook; 1992. p. 223-45.
  • Atabani SF, Byrnes AA, Jaye A, Kidd IM, Magnusen AF, Whittle H, Natural measles causes prolonged suppression of interleukin-12 production. J Infect Dis. 2001;184:1-9.
  • Krugman S. Further-attenuated measles vaccine: Characteristics and use. Rev Infectious Dis. 1983;5:477-81.
  • Bellini WJ, Helfand RF. The challenges and strategies for laboratory diagnosis of mea

12

[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพรสบู่ดำ[/url][/size][/b]
สบู่ดำ Jatropha curcas Linn.
บางถิ่นเรียก สบู่ดำ สบู่มัน สลอดดำ สลอดป่า สลอดใหญ่ สี่หลอด (กลาง) พมักเยา มะเยา มะหัว มะหุ่งฮั้ว มะโห่ง หงเทก (เหนือ).
ไม้พุ่ม สูง 2-5 มัธยม ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาวปนเทา เปลือกเรียบ หมดจด. ใบ โดดเดี่ยว เรียงสลับกัน รูปค่อนข้างกลม หรือ ไข่ป้อมๆกว้าง 7-11 เซนติเมตร ยาว 7-16 ซม. ปลายใบแหลม  ขอบของใบเรียบ หรือ มีรอยหยัก 3-5 หยัก ฐานใบเว้าเป็นรูปหัวใจ เส้นใบออกจากจุดเดียวกันที่โคนใบ 5-7 เส้น ตามเส้นใบมีขนอ่อนปกคลุม ก้านใบยาว 6-18 เซนติเมตร ดอก สีเหลือง ออกเป็นช่อที่ยอด แล้วก็ตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกยาว 6-10 เซนติเมตร สมุนไพร ดอกเพศผู้ มีกลีบรองกลีบดอก 5 กลีบ ยาว 4-5 มิลลิเมตร กลีบ 5 กลีบ เชื่อมชิดกันเป็นหลอด ภายในหลอดมีขน เกสรผู้ 10 อันเรียงเป็น 2 วงๆละ 5 อัน อับเรณูตั้งตรง. ดอกเพศภรรยา กลีบไม่ชิดกัน รังไข่ รวมทั้งท่อรังไข่เกลี้ยง บางทีก็มีเกสรผู้ฝ่อ 5 อัน; ด้านในรังไข่มี 2-4 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 1 หน่วย. ผล กลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร แก่จัดจะแตกเป็น 3 พู แต่ละพูมี 2 กลีบ. เม็ด รูปกลมรี สีดำ ผิวเนียน.

นิเวศน์วิทยา
: ปลูกกันทั่วๆไปเป็นรั้วบ้าน.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรากรับประทานเป็นยาแก้ท้องเสีย ทำให้อาเจียน ระบาย รวมทั้งใช้ทาเช็ดนวดแก้ปวดตามข้อ ต้น น้ำยางต้นสดใช้เป็นยาห้ามเลือด ออกฤทธิ์คล้ายสารประเภท collodion ใช้เฉพาะที่ สำหรับรักษาโรคริดสีดวงทวาร แล้วก็แก้โรคผิวหนังบางจำพวก แขนงทุบใช้แปรงฟันแก้เหงือกบวมอักเสบ ใบ ยาชงกินแก้ไอ ส่วนน้ำต้มใบรับประทานเป็นยาฟอกเลือด แก้ท้องร่วง ท้องร่วง ลดไข้ แก้ไอ อมบ้วนปากช่วยให้เหงือกแข็งแรง ทาแก้คัน และก็ทาข้างนอกช่วยขับนม น้ำคั้นใบใช้ทาท้องเด็กแก้ธาตุพิการ หรือ ใช้ทาถูนวดแก้เมื่อยกล้าม ทาแผลเรื้อรัง ทาฝี ลดอาการอักเสบ ผลและก็เม็ด ผลรับประทานเป็นยาถ่ายพยาธิ แก้บิด ท้องเสีย รวมทั้งแก้อาการอยากกินน้ำ ส่วนเม็ดเป็นพิษมาก มีคุณลักษณะเป็นสารเสพติดที่มีฤทธิ์กัดทำลาย ใช้ทางยาเป็นยาถ่าย โดยกินเม็ดที่กะเทาะเปลือกออกแล้วนำมาย่างไฟบางส่วน จำนวน 3-5 เมล็ด สกัดได้น้ำมันครึ่งหนึ่งระเหย กินเป็นยาถ่ายอย่างแรง ทำให้อาเจียน แก้น้ำเหลืองเสีย ตับอักเสบทาเฉพาะที่แก้คัน บวมแดง และก็น้ำมันนวดที่จัดเตรียมขึ้นจากน้ำมันเม็ด 1 ส่วน ผสมกับ Bland oil 3 ส่วน ใช้ทาถูนวดแก้ปวดตามข้อ แก้คัน แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว รวมทั้งทาบาดแผลนิดๆหน่อยๆ

13

โรคหูน้ำหนวกอักเสบเรื้อรัง/หูน้ำหนวก.( Chronic Otitis media)
โรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเป็นยังไง ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โรคหูชั้นกลางอักเสบ (Otitis media) นั้น เรียกเป็นภาษาประชาชนว่า โรคหูน้ำหนวก มีสาเหตุจากการติดเชื้อในหูชั้นกึ่งกลาง
ซึ่งหูชั้นกึ่งกลาง (middle ear) เป็นส่วนของช่องหูที่อยู่ถัดจากเยื่อแก้วหูเข้าไป มีกระดูกค้อน กระดูกทั่ง รวมทั้งกระดูกโกลนใส่อยู่ ปฏิบัติหน้าที่รับคลื่นเสียงก่อนหน้าที่ผ่านมาทางหูชั้นนอก รวมทั้งส่งต่อไปยังหูชั้นในซึ่งมีเส้นประสาทหูรับทราบเสียง (การได้ยิน)
            ส่วนล่างของหูชั้นกึ่งกลางมีท่อเล็กๆเชื่อมต่อกับคอหอย เรียกว่า ท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube) เมื่อมีการติดโรคของคอหอย เชื้อโรคสามารถเดินทางผ่านท่อยูสเตเชียนเข้าไปในหูชั้นในได้ ถ้าหากท่อยูสเตเชียนเกิดการอักเสบบวม ก็จะเกิดการอุดตัน ทำให้เชื้อโรคถูกกักไว้ภายในหูชั้นกึ่งกลางจนมีการติดเชื้อของหูชั้นกึ่งกลาง และก็อาจอักเสบเป็นหนองขังอยู่ในหูชั้นกึ่งกลาง มีอาการไข้สูง ปวดหู หูอื้อได้ในระยะเริ่มต้น
โรคนี้จึงพบได้ทั่วไปร่วมกับโรคติดเชื้อของทางเท้าหายใจส่วนต้น ดังเช่นว่า หวัด ไข้หวัดใหญ่ ฝึกฝน คออักเสบ ทอนซิลอักเสบ เป็นต้น โดยเชื้อก่อโรคอาจเป็นไวรัส หรือแบคทีเรียก็ได้
โดยโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบ เป็นโรคที่พบได้ทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก เหตุเพราะในเด็กนั้น ท่อปรับความดันหูชั้นกลางหรือท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube) ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกึ่งกลางและก็ข้างหลังโพรงจมูก ยังไม่พัฒนาบริบูรณ์เต็มที่ ประกอบกับเด็กเกิดภาวะติดโรค เป็นต้นว่า โรคไข้หวัดได้หลายครั้ง ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดการอักเสบตลอดไปยังรูเปิดของท่อปรับความดันหูชั้นกลาง ซึ่งอยู่หลังโพรงจมูก ส่งผลนำมาซึ่งการก่อให้เกิดสภาวะหูชั้นกึ่งกลางอักเสบฉับพลัน (Acute otitis media) ขึ้น ซึ่งถ้าหากไม่ได้รับการดูแลและรักษา จะมีลักษณะอาการไข้ หูอื้อ รวมทั้งปวดหูมากมาย จนถึงเมื่อแก้วหูทะลุ ลักษณะของการปวดหูรวมทั้งไข้จะเริ่มดีขึ้น แต่ว่าจะมีน้ำหนอง ซึ่งมีกลิ่นเหม็นไหลออกมาจากหู และก็หากยังมิได้รับการดูแลและรักษาที่สมควรอีก บางทีอาจกลายเป็น “โรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรัง หรือหูน้ำหนวก (Chronic otitis media)” ต่อไป ซึ่งได้โอกาสเกิดผลข้างๆ เข้าแทรกต่างๆตามมาได้ อย่างเช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หูชั้นในอักเสบ ฝีในสมอง ฝีข้างหลังหู ฝีที่คอ ใบหน้าเป็นอัมพาต ฯลฯ
โรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบ มักจะเกิดอาการอักเสบภายในของรอบๆหูชั้นกึ่งกลาง ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากการต่อว่าดเชื้อที่เยื่อหู จนถึงก่อเกิดอาการบวมแดง อักเสบ และก็กำเนิดของเหลวที่บริเวณหลังแก้วหู
โดยระดับของการอักเสบแบ่งได้เป็น 3 ระดับดังนี้

  • หูชั้นกึ่งกลางอักเสบรุนแรง (Acute otitis media – AOM) ปกติแล้วถ้าเกิดผู้เจ็บป่วยไม่มีอาการหูชั้นกึ่งกลางอักเสบมาก่อน จะถือว่าเป็นหูชั้นกึ่งกลางอักเสบทันควัน เพราะอาการดังกล่าวข้างต้นจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีสภาวะ ดังต่อไปนี้ ส่วนมากมักเกิดร่วมกับการต่อว่าดเชื้อในบริเวณทางเท้าหายใจส่วนต้น (คอและก็จมูก) ยกตัวอย่างเช่น หวัด ต่อมทอนซิลอักเสบ และก็บางรายหูชั้นกลางอักเสบฉับพลันอาจเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่ ไอกรน ฝึกหัด ทำให้เชื้อโรครอบๆคอผ่านท่อยูสเตเชียน หรือท่อปรับความดันหูชั้นกึ่งกลาง (Eustachain tube) เข้าไปในหูชั้นกึ่งกลางได้ และก็เกิดการอักเสบขึ้นมา ทำให้เยื่อบุผิวด้านในหูชั้นกลางแล้วก็ท่อยูสเตเชียนบวม แล้วก็มีหนองขังอยู่ในหูชั้นกึ่งกลาง เพราะเหตุว่าไม่อาจจะระบายผ่านท่อยูสเตเชียนที่บวมแล้วก็อุดตันได้ ในที่สุดเยื่อแก้วหูซึ่งเป็นเยื่อบางๆที่กั้นอยู่ระหว่างหูชั้นกึ่งกลางอักเสบกับหูชั้นนอกก็จะมีการทะลุเป็นรู หนองที่ขังอยู่ข้างในก็จะไหลออกมาแปลงเป็นหูน้ำหนวกในเวลาต่อมา
  • ภาวการณ์น้ำคั่งในหูชั้นกลาง (Otitis media with effusion-OME) เมื่อเกิดการอักเสบที่หูชั้นกลางจะทำให้กำเนิดของเหลวภายในหู ซึ่งบางทีอาจส่งผลต่อการได้ยินในระยะสั้น พูดอีกนัยหนึ่ง เป็นภาวะที่มีนํ้าขังอยู่ในหูชั้นกึ่งกลางโดยที่ไม่มีอาการแสดงของการอักเสบหรือติดโรค คนไข้มักจะมีลักษณะหูอื้อ การได้ยินต่ำลง แต่ว่าไม่มีลักษณะของการปวดหูและไม่เป็นไข้ เมื่อตรวจดูในหูจะไม่เจอการบวมแดงของแก้วหู แต่จะมีการขยับของเยื่อแก้วหูลดลง (เพราะเหตุว่ามีน้ำขังอยู่ด้านหลัง) สภาวะนี้มักพบในคนที่มีส่วนประกอบใบหน้าที่ไม่ดีเหมือนปกติ
  • หูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง แม้แพทย์พบว่ามีการฉีกให้ขาดของแก้วหูเป็นประจำและก็มีร่องรอยของการอักเสบ ก็อาจทำให้แพทย์วิเคราะห์ได้ว่ามีการอักเสบอย่างเรื้อรังที่หูชั้นกลางได้โดยมีสภาวะดังนี้ เป็นภาวะที่มีการทะลุของเยื่อแก้วหูรวมทั้งมีหูน้ำหนวกไหลแบบเรื้อรัง (ส่วนมากจะเริ่มเป็นมาตั้งแต่เด็ก) โดยอาจมีเหตุที่เกิดจากหูชั้นกึ่งกลางอักเสบทันควันหรือมาจากการได้รับบาดเจ็บจนแก้วหูทะลุก็ได้ รวมทั้งบางครั้งอาจพบร่วมกับคนที่เป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง ต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง ฝาผนังกั้นช่องจมูกคด และก็ริดสีดวงจมูก


ซึ่งโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบนี้พบมากในเด็กมากกว่าในคนแก่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี เนื่องด้วยท่อยูสเตเชียนของเด็กสั้นกว่าแล้วก็อยู่ในแนวราบมากกว่าในคนแก่ โดยในโรคหูชั้นกลางอักเสบนี้ ระยะของการอักเสบที่ทำให้มีน้ำหนองไหลออกมาจากรูหู (ภาษาประชาชนเรียกน้ำหนวก) นี้ มักจะพบในระยะหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรั้ง เป็นส่วนมาก ส่วนระยะอื่นมักพบได้นานๆครั้งมาก และความรุนแรงของโรคก็ไม่มากเท่าระยะเรื้อรัง โดยเหตุนี้ในประเด็นต่อไปนักเขียนจึงจะขออธิบายเฉพาะในระยะหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรังหรือโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรังเพียงเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนของคนอ่าน
ที่มาของโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง สาเหตุของโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้องรังของ (COM) มักมีเหตุที่เกิดจาก

  • หูชั้นกึ่งกลางอักเสบทันควัน (acute otitis media) ที่ไม่ได้รับการดูแลและรักษาทันท่วงที ทำให้โรคหนองในหูชั้นกึ่งกลางดันเยื่อแก้วหูทะลุออกมาก รวมทั้งหลังจากนั้นไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกแนวทางทำให้เยื่อแก้วหูที่ทะลุนั้นไม่อาจจะปิดได้เอง
  • เยื่อแก้วหูทะลุจากการบาดเจ็บ (traumatic tympanic membrane perforation) ยกตัวอย่างเช่น ใช้ไม่พันสำลีปั่นช่องหู แล้วมีอุบัติเหตุชนทำให้ไม้พันสำลีนั้น กระแทกเยื่อแก้หูจนทะลุเป็นรูและก็รูนั้นไม่สามารถที่จะปิดได้เอง หรือมีเหตุมาจากการผ่าตัดกรีดเยื่อแก้วหู (myringotomy) เพื่อระบายหนองออกจากหูชั้นกึ่งกลาง ในคนป่วยที่มีหูชั้นกลางอักเสบทันควันที่มีภาวะแทรกซ้อน หรือผ่าตัดเพื่อใส่ท่อระบายของเหลวหรือหนองในหูชั้นกึ่งกลาง (ventilation tubes) และก็ติดอยู่ไว้ที่เยื่อแก้วหู แล้วหลุดออกไป แต่รูที่เกิดขึ้นมาจากการผ่าตัดนั้นไม่สามารถที่จะปิดได้เอง ซึ่งต้นเหตุที่ทำให้เยื่อแก้วหูที่ทะลุนั้นไม่อาจจะปิดได้เองอาทิเช่น
  • มีการไหลของของเหลว เป็นต้นว่า มูกหรือหนองผ่านรูทะลุตลอดระยะเวลา เพราะว่ายังมีการติดโรคในหูชั้นกึ่งกลางอยู่
  • เยื่อบุผิวหนังของหูชั้นนอก (squamous epithelium) เข้ามาหุ้มที่ขอบของรูทะลุ เมื่อเยื่อแก้วหูทะลุ ทำให้กลไกสำหรับเพื่อการ

Proteus species
ที่มา : Google
คุ้มครองป้องกันการตำหนิดเชื้อของหูชั้น
กลางเสียไป เมื่อเยื่อแก้วหูทะลุ ทำให้กลไกสำหรับการปกป้องการติดเชื้อของหูชั้นกลางเสียไปเชื้อโรงที่เป็นต้นเหตุของการต่อว่าดเชื้อและทำให้หูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรัง ยกตัวอย่างเช่น เชื้อแบคทีเรียและก็     
        พบได้บ่อย คือเชื้อจำพวกมึงรมลบ
 
Pseudomonas aeruginosa
        ที่มา : Googie                                                                                                                
 

Staphylococcus aureus
ที่มา Wikipedia
 และก็Pseudomonas aeruginosa, Proteus species, Klebsiella pneumoniae และก็เชื้อประเภทมึงรมบวก ดังเช่น Staphylococcus aureus และอาจพบเชื้อ anaerobes ดังเช่น Bacteroides, Peptostrep-tococcus, Peptococcus ได้ ซึ่งสามารถไปสู่ร่างกายได้โดย

  • เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการที่เชื้อโรคจากคอ หรือ จมูก ผ่านเข้าทาง Eustachian tube ไปสู่หูชั้นกลาง
  • มีต้นเหตุจากเชื้อโรคเข้าทางรูหู ผ่านแก้วหูที่ทะลุอยู่ก่อนแล้ว เข้าไปสู่หูชั้นกลาง รวมทั้ง mastoid air cell
  • ผ่านทางกระแสโลหิต


นอกจากนี้ยังอาจมีต้นสายปลายเหตุมาจาก  มีการอุดตันของรูเปิดของท่อยุยงสเตเชียนจากพยาธิภาวะในโพรงหลังจมูก อย่างเช่น โรคมะเร็งโพรงหลังจมูก ต่อมอดีนอยด์โต, การอักเสบของโพรงจมูก ไม่ว่าจากการตำหนิดเชื้อ หรือไม่ใช่การตำหนิดเชื้อการอักเสบของโพรงหลังจมูก ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากกรดไหลย้อนที่ขึ้นมาที่โพรงข้างหลังจมูก หรือมีสาเหตุมาจากกรดไหลย้อนที่ขึ้นมาที่โพรงข้างหลังจมูก หรือเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากความแตกต่างจากปกติโดยกำเนิดของท่อยูสเตเชียนทางกายตอนและก็สรีรวิทยา อาทิเช่น เพดานโหว่ (cleft palate) Down syndrome พยาธิภาวะดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้มีการคั่งของของเหลวที่สร้างจากหูชั้นกลาง และเกิดการอักเสบของเยื่อบุหูชั้นกลาง และทำให้ของเหลวดังกล่าวมาแล้วข้างต้นไหลออกจากหูชั้นกึ่งกลางได้
อาการของโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรัง หูชั้นกึ่งกลางอักเสบประเภทเรื้อรัง  แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ

  • ประเภทไม่อันตราย (safe or uncomplicated ear) รูทะลุของเยื่อแก้วหู มักจะอยู่ตรงกลาง (central perforation) ช่องทางที่เยื่อบุหูชั้นนอก (stratified squamous epithelium) หรือไคล (cholesteatoma) จะเข้าไปในหูชั้นกลางและก็โพรงอากาศมาสตอยด์ นำมาซึ่งการก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนน้อย หูน้ำหนวกจำพวกนี้เป็นชนิดที่ไม่มีคราบไคลนั่นเอง ชนิดนี้คนไข้จะมีหนอง (mucopurulent discharge) ไหลจากหูเป็นๆหายๆอาจตรวจพบ granulation หรือ polyp ได้ มักไม่พบว่ามีลักษณะปวดหูร่วมด้วย ถ้าเกิดมีอาการปวดหูแปลว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น นอกนั้นคนป่วยมักเสียการได้ยินแบบการนำเสียงเสีย บางรายอาจมีเส้นประสาทหูเสื่อมร่วมด้วยจาก Bacterial Toxin
  • ชนิดอันตราย (unsafe or complicated ear) ชอบมีรูทะลุของเยื่อแก้วหู อยู่ที่ขอบแก้วหู (marginal perforation) ทำให้จังหวะที่เยื่อบุหูชั้นนอก หรือขี้ไคลจะเข้าไปในหูชั้นกลางและโพรงกระดูกมาสตอยด์ นำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนสูง หูน้ำหนวกชนิดนี้หมายถึงประเภทที่มีขี้ไคลนั่นเอง ประเภทนี้คนไข้จะมีอาการเป็น ผู้เจ็บป่วยจะมีอาการหนองไหลออกมาจากหูเป็นๆหายๆถึงแม้ว่ารักษาด้วยยาเต็มกำลังแล้วอาการไม่ดีขึ้น  รวมทั้งมีลักษณะหูตึงจากการนำเสียงไม่ดีเหมือนปกติ (conductive hearing loss) หรือทำลายอวัยวะที่เกี่ยวกับการได้ยินในหูชั้นใน ทำให้หูตึงจากเส้นประสาทหูปฏิบัติงานไม่ดีเหมือนปกติ (sensorineural hearing loss) มีลักษณะเวียนศีรษะ อาเจียน อ้วก  นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอัมพาตของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7  เกิดภาวะแทรกทางสมอง ได้แก่ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningitis), ฝีในสมอง (brain abscess),

การติดเชื้อของเส้นโลหิตในกะโหลกศีรษะ (sigmoid sinus thrombophlebitis) เกิดการอักเสบของกระดูกมาสตอยด์ (mastoiditis) เนื่องด้วยมีหนองขังอยู่ในส่วนของกระดูก มาสตอยด์ แล้วไม่อาจจะระบายออกไปได้ ทำให้มีการทำลายของกระดูกส่วนที่เป็นโพรงอากาศมาสตอยด์คนป่วยมีลักษณะปวดหูมากขึ้นเรื่อยๆ มีหนองไหลออกมาจากหูเพิ่มมากขึ้น
และมีกลิ่นเหม็น  กำเนิดฝีหนองหลังหู (subperiosteal abscess)
ขั้นตอนการรักษาโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้จากการซักความเป็นมาอาการของผู้เจ็บป่วย การตรวจร่างกาย และการใช้เครื่องส่องหู (Otoscope) ส่องดู ซึ่งจะพบเยื่อแก้วหูมีลักษณะผิดปกติ ถ้าเกิดแก้วหูยังไม่ทะลุสามารถยืนยันการมีน้ำในหูชั้นกลางได้ด้วยการตรวจ pneumatic otoscope และการประเมิน tympanometry ถ้าทะลุแล้วจะมองเห็นรูทะลุและก็มีน้ำอยู่ในรูหูชั้นนอก สามารถนำน้ำในหูไปย้อมและก็เพาะหาจำพวกของเชื้อได้และก็การตรวจนับเม็ดเลือดจะช่วยยืนยันภาวการณ์ติดเชื้อโรคถ้าเกิดยังไม่มีหนองไหล นอกเหนือจากนั้นยังมีการตรวจพิเศษอื่นๆเพิ่มอีกอาทิเช่น

  • การถ่ายรังสีกระดูกมาสตอยด์ (plan film of mastoid) พบมากว่าโพรงกระดูกมาสตอยด์ทึบ และก็บางส่วนของกระดูกมาสตอยด์อาจถูกทำลายไป
  • การตรวจการได้ยิน เพื่อตรวจระดับของการได้ยินครั้งเสียไป ถ้าเกิดการอักเสบของหูชั้นกึ่งกลางหรือ cholesteatoma ทำลายกระดูกหู (ossicular destruction) จะมีผลให้มีการสูญเสียการได้ยินมากมาย (conductive hearing loss) หรืออาจมีการสูญเสียของประสาทหู (sensorineural hearing loss) ได้ถ้าเกิดมี inner ear involvement
  • การเป่าลมเข้าไปในช่องหู เพื่อดูว่าคนป่วยมีอาการเวียนหัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือมีลูกตากระตุๆก (nystagmus) หรือ (fistula test) ถ้า cholesteatoma ได้ทำลายกระดูกที่หุ้มอวัยวะควบคุมการเลี้ยงตัว จนถึงเกิดทางเชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกึ่งกลาง แล้วก็อวัยวะควบคุมการเลี้ยงตัว การเป่าลมดังกล่าวจะกระตุ้นอวัยวะควบคุมการทรงตัว ทำให้คนป่วยมีลักษณะเวียนศีรษะหรือลูกตากระตุกได้ ควรจะทำการทดลองดังที่กล่าวผ่านมาแล้วในคนป่วยทุกรายที่มี cholesteatoma โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนป่วยที่มีลักษณะอาการเวียนศีรษะ
  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) ของกระดูกเทมโพรอล (temporal bone) ไตร่ตรองทำในรายที่ใช้ยารักษาเต็มกำลังแล้วไม่ดีขึ้น (สงสัย cholesteatoma เนื้องอก,สิ่งแปลกปลอม) หรือสงสัยว่าจะมีภาวะแทรกซ้อน (ossicular or fallopian canal erosion จาก cholesteoma, subperiostea abscess)
  • การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ของกระดูกเทมโพรอล ไต่ตรองรณาทำในรายที่สงสัยว่าจะมีภาวะแทรกซ้อน (dural inflammation, sigmoid sinus thrombosis, labyrinthitis, extra-craniai and intracranial abscess)


สำหรับวิธีการดูแลรักษาโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรังประเภทไม่อันตรายเป็น ชำระล้าง ดูดหนองในรูหู  ให้ยาหนอดหู fluoroquinolone ear drop 14-28 วัน
ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นให้ รับประทานยาปฏิชีวนะ ร่วมด้วย ภายหลังให้การรักษาด้วย ยาปฏิชีวนะอย่างมากแล้วยังไม่ดีขึ้นต้องประเมินหา cholesteatoma รวมทั้ง mastoiditis
ในคนเจ็บบางรายข้างหลังการรักษาด้วย ยาปฏิชีวนะไปแล้ว ยังพบว่าแก้วหูทะลุอยู่ไม่สามารถที่จะปิดเองได้ซึ่งอาจพิเคราะห์รับการผ่าตัดแก้วหู (tympanoplasty) วัตถุประสงค์หลักสำหรับการปะเยื่อแก้วหูคือ

  • เพื่อกำจัดการตำหนิดเชื้อในหูชั้นกึ่งกลาง
  • เพื่อคุ้มครองการตำหนิดเชื้อผ่านเยื่อแก้วหูที่ทะลุเข้าสู่หูชั้นกลาง
  • เพื่อช่วยให้การได้ยินดีขึ้น


และก็แนวทางการรักษาโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรังประเภทอันตรายเป็น กำจัดการตำหนิดเชื้อภายในหูชั้นกึ่งกลางคุ้มครองไม่ให้เกิดการติดเชื้อโรคข้างในหูชั้นกึ่งกลางอีก รักษาการได้ยินให้อยู่ในสภาพดี
นอกเหนือจากเป้าหมายสำหรับการรักษาดังที่กล่าวถึงแล้ว 3 ข้อแล้ว ควรทำให้ cholesteatoma มีทางออก เพื่อป้องกันไม่ให้ cholesteatoma มีการขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนไปทำลายอวัยวะที่สำคัญต่างๆ

  • การดูแลรักษาทางยา โดยบางทีอาจให้ยาต้านจุลชีวินชนิดรับประทานแล้วก็จำพวกหยอดหู และให้ยาต่อต้านจุลินทรีย์จำพวกฉีดเข้าเส้นโลหิต ในผู้ป่วย ที่มีภาวะแทรกซ้อน และทำความสะอาดหู โดยนำหนองของเหลว และเนื้อตายในหูชั้นกึ่งกลางออกให้หมด
  • กระทำการผ่าตัด mastoidectomy สำหรับคนเจ็บที่มี cholesteatoma เก็กกักเอาไว้ในส่วนของแก้วหูที่เป็นแอ่ง และแพทย์ไม่อาจจะแลเห็นและก็ทำความสะอาดเอา cholesteatoma โดยเฉพาะส่วนในสุดของแอ่งได้ ควรทำผ่าตัด หลักการคือเอา cholesteatoma ออกมาให้หมด โดยทำ tympanomastoid surgery แล้วก็เปิดทางให้ choleseatoma ที่อยู่ข้างใน มีทางออกสู่ภายนอก เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ cholesteatoma มีการขยายขนาดจนไปทำลายอวัยวะที่สำคัญต่างๆแล้วก็เกิดภาวะสอดแทรกได้

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง เหตุต่างๆที่ทำให้คนป่วยเสี่ยงต่อการต่อว่าดเชื้อภายในหูชั้นกึ่งกลางจนถึงกลายเป็นการอักเสบเรื้อรังได้ ซึ่งอย่างเช่น

  • อายุ หูชั้นกลางอักเสบมักเกิดขึ้นในเด็กอายุ 6 เดือน-2 ปี เป็นส่วนใหญ่ ด้วยเหตุว่าท่อยูสเตเชียนของเด็กอยู่ในลักษณะแนวยาวนำมาซึ่งการระบายของเหลวไม่ดีพอเสมือนคนแก่
  • ปัญหาด้านสุขภาพ เด็กที่มีภาวะปากแหว่งเพดานแหว่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดติดเชื้อโรคในหูชั้นกลาง เนื่องมาจากความแปลกดังกล่าวข้างต้นจะทำให้เชื้อโรคไปสู่ท่อยูสเตเชียนและไปสู่หูชั้นกลางได้ง่ายยิ่งกว่าคนปกติทั่วๆไป นอกนั้น คนไข้กรุ๊ปดาวน์ซินโดรม (Down's Syndrome) ที่มีลักษณะทางด้านกายภาพที่ไม่เหมือนกับเด็กคนทั่วไปจะมีแนวโน้มเสี่ยงสำหรับการเกิดหูชั้นกลางอักเสบได้มากขึ้น
  • การดื่มนมแม่ เด็กที่ไม่ได้ดื่มนมแม่ตั้งแต่เกิดจะมีผลให้มีภูมิต้านทานในทีแรกๆเกิดน้อยกว่าเด็กที่ดื่มนมแม่ เนื่องจากว่าในนมแม่มีภูมิคุ้มกันที่ดีและก็ช่วยคุ้มครองปกป้องการต่อว่าดเชื้อต่างๆได้
  • ความเคลื่อนไหวของฤดูกาล หวัดมักเป็นกันมากมายในฤดูฝน รวมทั้งฤดูหนาว ซึ่งอาจจะก่อให้ผู้เจ็บป่วยติดโรคที่หูได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นเมื่อเจ็บป่วยหวัด ยิ่งกว่านั้น คนไข้โรคภูมิแพ้อากาศก็ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะติดโรคได้อีกด้วย
  • การดูแลเด็ก เด็กที่จะต้องได้รับการดูแลในสถานรับเลี้ยงมีความเสี่ยงที่จะจับไข้หวัดและก็เกิดการติดเชื้อโรคที่หูได้ง่าย เพราะว่าภูมิต้านทานของเด็กยังไม่พัฒนา และก็สถานที่รับเลี้ยงเด็กมักเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคที่ทำให้เด็กป่วยไข้ได้มากที่สุด
  • มลภาวะที่เกิดขึ้นทางอากาศ ฝุ่นละอองควันกลางอากาศรวมถึงควันบุหรี่ บางทีอาจทำให้มีการเกิดการตำหนิดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ รวมทั้งหูได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
  • การสั่งน้ำมูกแรงๆการมุดน้ำ การว่ายน้ำ ในช่วงเวลาที่มีการอักเสบในโพรงหลังจมูกจะมีผลให้เกิดการอักเสบติดเชื้อโรคในหูชั้นกลางได้ง่ายมากยิ่งขึ้น


การติดต่อของโรงหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรัง โรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้องรังหรือหูน้ำหนวกนี้ เป็นโรคที่เกิดจากาการตำหนิดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ในรอบๆหูชั้นกึ่งกลางซึ่งไม่ได้เป็นโรคติดต่อและไม่ได้มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การกระทำตนเมื่อป่วยเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง (หูน้ำหนวก)

  • ไม่แคะ ปั่น เขี่ย หรือขัดถูขี้หูออก หรือทำความสะอาดหูโดยใช้ไม้พันสำลี นิ้วมือ หรือวัตถุอะไรก็ตามใส่เข้าไปในรูหู โดยมิได้รับคำชี้แนะจากแพทย์และพยาบาล
  • คุ้มครองปกป้องไม่ให้น้ำเข้าหู โดยใช้สำลีหรือวัสดุอุดรูหู (Ear plug) ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านค้ากีฬา (เป็นที่อุดหูสำหรับเพื่อการว่ายหรือดำน้ำ) รวมทั้งทุกครั้งขณะอาบน้ำ เพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้น้ำเข้าหู
  • ในขณะที่มีหูน้ำหนวกไหลหรือเป็นโรคหูน้ำหนวกเรื้อรัง ควรจะไปพบหมอเพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกต้องและก็ตลอด หลบหลีกการมุดน้ำหรือเล่นน้ำในสระหรือแม่น้ำลำคลอง
  • ไม่ควรล้างหูด้วยสบู่ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อเสมอๆหรือซื้อยาหยอดหูมาใช้เอง
  • ไม่ไอแบบปิดปากแน่น หรือสั่งขี้มูก จามรุนแรงแบบปิดจมูกแน่น
  • ป้องกันตนเองไม่ให้เป็นหวัด หรือโรคทางเท้าหายใจอักเสบ
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของหมอ รับประทานยาดังที่แพทย์สั่งให้ถูก ครบถ้วนบริบูรณ์ ไม่หยุดยาเอง หากว่าอาการจะดีขึ้นกว่าเดิมและก็ตาม เนื่องจากว่าอาจส่งผลให้การดูแลรักษาเห็นผลไม่เต็มกำลัง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
  • เมื่อมีลักษณะน่าสงสัย หรือเป็นหวัดยาวนาน หรือ เป็นหูชั้นกลางอักเสบทันควัน (มีลักษณะอาการไข้ หูอื้อ ปวดหู มีน้ำหนองซึ่งมีกลิ่นเหม็นไหลออกมาจากหู) ควรจะรีบไปพบหมอ/หมอหู คอ จมูก
การปกป้องคุ้มครองตนเองจากโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรัง (หูน้ำหนวก)

  • การปกป้องคุ้มครองในเด็กอาจทำได้โดยการลดปัจจัยเสี่ยง อย่างเช่น สนับสนุนให้เด็กอ่อนกินนมคุณแม่ หลบหลีกการส่งเด็กไปเลี้ยงที่ศูนย์เลี้ยงเด็กที่มีการสุขาภิบาลไม่ดี
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้จับไข้หวัด และก็โรคติดเชื้อฟุตบาทหายใจอื่นๆ
  • ฉีดยาคุ้มครองปกป้องเชื้อนิวโมค็อกคัส (pneumococcal vaccine) ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบรวมทั้งปอดอักเสบ
  • หลบหลีกการอยู่ในที่ๆมีควันของบุหรี่
  • รอบคอบอย่าให้ได้รับอันตรายหรืออุบัติเหตุกับหู หลบหลีกการกระทบสะเทือนบริเวณหูรวมทั้งบริเวณใกล้เคียง เพราะอาจก่อให้แก้วหูทะลุแล้วก็ฉีกให้ขาดได้
  • ถ้ามีอาการป่วยเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบทันควันควรจะรีบทำการรักษาก่อนจะกลายเป็น ระยะหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง
  • เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆด้วยการรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ให้ครบบริบรูณ์ 5 หมู่ แล้วก็หมั่นออกกำลังกาย
  • เมื่อมีลักษณะน่าสงสัย หรือเป็นหวัดยาวนาน หรือ เป็นหูชั้นกึ่งกลางอักเสบฉับพลัน ควรรีบไปพบหมอ
สมุนไพรที่ใช้คุ้มครองป้องกัน / รักษาโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรัง (หูน้ำหนวก)

  • หูเสือหรือเนียมหูเสือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plectranthus amboinicus คุณประโยชน์ทางยาไทยพบว่า น้ำคั้นจากใบสามารถแก้ปวดหู พิษฝีในหู หูน้ำหนวก ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย ยับยั้งยีสต์ ยั้งเชื้อรา ฆ่าแมลง ยั้งการงอกของพืชอื่น ยั้งเอนไซม์ protease จากเชื้อ HIV และก็มีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ    สารสำคัญที่เจอในใบ ได้แก่ น้ำมันหอมระเหย thymol, carvacrol, γ-terpinene, c

14

โรคเอดส์ (Acquired immunodeficiency syndrome. AIDS)

  • โรคภูมิคุมกันบกพร่องเป็นยังไง โรคภูมิคุ้มกันผิดพลาด หรือโรคภูมิคุมกันบกพร่อง เพิ่งมีการค้นพบมา 30 กว่าปี แล้วก็ทั่วโลกต่างหวาดกลัว เพราะเหตุว่าเดี๋ยวนี้ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้

    ประวัติของโรค ภูมิต้านทานบกพร่อง/AIDS ข้อแรกอาจจะต้องเอ๋ยถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๒ Carlos Ribeiro Justiniano Chagas แพทย์ชาวบราซิล ศึกษาและทำการค้นพบเชื้อที่ในเวลานั้นมีความคิดว่าเป็นโปรโตซัวชื่อ Pneumocystis carinii ซึ่งก่อโรคปอดอักเสบ(Pneumonia) ในหนูและคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Immunodeficiency) โรคปอดอักเสบนี้เรียกว่า Pneumocystis carinii Pneumonia (PCP) ต่อมา Otto Jirovec นักปรสิตวิทยาชาวเช็ก เสนอว่าเชื้อนี้ที่ก่อโรคในคนกับสัตว์เป็นคนละจำพวกกัน แต่ไม่มีข้อยืนยันที่แน่ๆ
    พ.ศ. ๒๕๒๔ Michael Gottlieb หมอคนประเทศอเมริกาแถลงการณ์ว่าพบคนเจ็บที่เป็นชายรักร่วมเพศ ๕ คนป่วยเป็นโรค PCP และก็อีก ๕ เดือนต่อมาทั้งหมดทั้งปวงก็ติดเชื้อไวรัส CMV ซึ่งชอบเป็นในมีภูมิต้านทานบกพร่อง แม้กระนั้นหาปัจจัยไม่พบว่าภูมิต้านทานของคนเหล่านี้บกพร่องจากอะไร จึงเชื่อว่าเป็นโรคใหม่ ด้วยเหตุว่า ๔ ใน ๕ คนนี้ตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วยซึ่งติดต่อทางเพศชมรม ก็เลยคาดว่าโรคที่เจอใหม่นี้คงจะติดโรคทางเพศชมรมเช่นกัน
    พ.ศ. ๒๕๒๕ ศูนย์ควบคุมแล้วก็ปกป้องโรคของอเมริกา (CDC) ตั้งชื่อโรคนี้ว่า Acquired Immunodeficiency Syndrome หรือโรคภูมิคุมกันบกพร่อง (AIDS) นั่นเอง
    พ.ศ. ๒๕๒๖ Luc Montagnier และทีมงานนักวิจัยจากสถาบัน Pasteur ใน Paris ศึกษาค้นพบเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุของโรคนี้โดยใช้ชื่อว่า Lymphadenopathy Associated Virus (LAV)
    อีกหนึ่งปีถัดมา Robert Gallo รวมทั้งทีมนักวิจัยจากสถาบันไวรัสวิทยาใน Baltimore ก็ศึกษาค้นพบเชื้อไวรัสนี้เช่นเดียวกันโดยเรียกว่า Human T-cell Lymphotrophic Virus-III (HTLV-III) แต่ Gallo อ้างว่าตนเป็นผู้ค้นพบเชื้อนี้เป็นคนแรกก่อให้เกิดการขัดแย้งกัน ท้ายที่สุดพิสูจน์ได้ว่าทั้งคู่เป็นเชื้อเดียวกันจึงให้ใช้ชื่อเดียวกันว่า Human Immunodeficiency Virus (HIV) รวมทั้งจัดว่าทั้งคู่เป็นผู้ค้นพบร่วมกัน     โรคภูมิคุมกันบกพร่อง หรือโรคภูมิคุ้มกันขาดตกบกพร่อง (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) สื่อความหมายกว้างๆว่า โรคภูมิต้านทานผิดพลาดซึ่งไม่ได้เป็นมาตั้งแต่เกิดแต่ว่าโรคภูมิคุมกันบกพร่อง (AIDS) เป็นโรคที่เกิดจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง (HIV) ซึ่งย่อมาจากคำว่า Human immunodeficiency virus จัดเป็นไวรัสในกลุ่มรีโทรเชื้อไวรัส (Retro virus)โดยเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่สร้างภูมิต้านทานโรค ทำให้คนไข้ที่ติดเชื้อมีภูมิคุ้มกันลดน้อยลง กระทั่งร่างกายไม่อาจจะต่อต้านเชื้อโรคได้อีก โรคต่างๆก็เลยเกิดลักษณะของการเจ็บเจ็บป่วยต่างๆซึ่งนำมาซึ่งการเสียชีวิตได้ ตอนนี้ยังไม่มีกรรมวิธีการใดรักษาเอดส์ให้หายสนิท มีเพียงแต่ยาที่ช่วยชะลอการพัฒนาของโรคและลดอัตราการตายจากโรคภูมิคุมกันบกพร่อง ถ้าผู้ติดโรครู้สึกตัวรวมทั้งได้รับการดูแลและรักษาแต่แรกเริ่ม ก็บางทีอาจช่วยไม่ให้การติดเชื้อเอชไอวีแพร่กระจายไปสู่ระยะที่เป็นโรคภูมิคุมกันบกพร่องเต็มกำลังได้ โดยจะจัดว่าเมื่อโรคไปสู่ระยะลำดับที่สามของการต่อว่าดเชื้อไวรัสไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องจะเรียกว่าเป็นโรคโรคภูมิคุมกันบกพร่องโดยสมบูรณ์แล้ว

  • ที่มาของโรคภูมิคุมกันบกพร่อง เอดส์เกิดขึ้นจากการตำหนิดเชื้อเอชไอวี (Human Immunodeficieney Virus) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ทำลายเม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันที่อยู่ในเม็ดเลือดขาวปฏิบัติงานขาดตกบกพร่อง โดยเชื้อเอชไอวีเป็นเชื้อไวรัสในกรุ๊ป Lentivirus ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของกรุ๊ปไวรัส Retrovirus ไวรัสกลุ่มนี้ขึ้นชื่อในด้านการมีระยะแฝงนาน แนวทางการทำให้มีเชื้อไวรัสในกระแสเลือดนาน การตำหนิดเชื้อในระบบประสาท และการทำให้ภูมิต้านทานของผู้ติดเชื้อโรคอ่อนแอลง เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องมีความจำเพาะต่อเม็ดเลือดขาวประเภท CD4 T lymphocyte รวมทั้ง Monocyte สูงมากมาย โดยจะจับกับเซลล์ CD4 รวมทั้งฝังตัวเข้าไปด้านใน  นอกจากนี้เชื้อไวรัสตัวนี้ยังสามารถเข้าไปอยู่ในเซลล์ประเภทอื่นๆของร่างกายได้อีก ดังเช่น เซลล์ มาวัวรฟาจ (Macro phage) เดนไดรดีคเซลล์ (Dendritic cell) ไมโครเกลียของสมอง (Microglia)ฯลฯ    เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องจะเพิ่มโดยสร้างสายดีเอ็นเอโดยเอนไซม์ reverse transcryptase จากนั้นสายดีเอ็นเอของเชื้อไวรัสจะแทรกเข้าไปในสายดีเอ็นเอของผู้ติดเชื้ออย่างถาวร รวมทั้งสามารถเพิ่มต่อไปได้  นอกจากนี้เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง  สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆอาทิเช่น HIV-1 รวมทั้ง HIV-2 การระบาดทั่วโลกส่วนใหญ่ และเมืองไทยเป็นผลมาจาก HIV-1 ซึ่งยังแบ่งเป็นประเภทย่อยๆได้อีกหลายแบบ ส่วน HIV-2 เจอระบาดในแอฟริกา) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดใหม่ ที่มีการเพาะเลี้ยงแยกเชื้อได้ในปี พุทธศักราช2526 เชื้อนี้มีมากในเลือด น้ำเชื้อ รวมทั้งน้ำมูกในช่องคลอดของผู้ติดโรค


ในตอนนี้ทั่วโลกเจอสายพันธุ์เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง มากยิ่งกว่า 10 สายพันธุ์ ที่มีการกลายพันธุ์มาจากสายพันธุ์เดิม กระจายอยู่ตามประเทศต่างๆทั่วโลก โดยพบได้มากที่สุดที่ทวีปแอฟริกามีมากกว่า 10 สายพันธุ์ สายพันธุ์ที่มักพบที่สุดในโลก เป็นสายพันธุ์ซี สูงถึง 40% เจอในทวีปแอฟริกา อินเดีย จีน รวมถึงพม่า ส่วนในประเทศไทยเจอเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์เอ-อี (A/E) หรืออี (E) มักพบกว่า 95% แพร่ระบาดระหว่างคนที่ร่วมเพศระหว่างชายหญิง กับสายพันธุ์บี (B) ที่แพร่ระบาดกันในกลุ่มรักร่วมเพศ แล้วก็ผ่านการใช้ยาเสพติดฉีดเข้าเส้น
จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า ตั้งแต่พบการระบาดของโรคภูมิคุมกันบกพร่องคราวแรกจนกระทั่งปี พ.ศ.2558 มีผู้ติดเชื้อไปแล้วกว่า 70 ล้านคนทั้งโลก และเสียชีวิตไปแล้วกว่า 35 ล้านคน
ในตอนที่รายงานของแผนการโรคภูมิคุมกันบกพร่องแห่งองค์การสหประชาชาติ (UNAIDS) พบว่า เหตุการณ์การแพร่ระบาดของเอชไอวี/เอดส์ ในปี 2559 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั้งโลกสะสม 36.7 ล้านคน เป็นผู้ติดโรครายใหม่ 1.8 ล้านคน แล้วก็มีคนเสียชีวิตจากเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง 1 ล้านคน
ในส่วนของเมืองไทยนั้น โดยจากรายงานในปีปัจจุบันของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค (ปี 2557) พบว่าตั้งแต่ปี 2527-2557 ตลอด 30 ปีที่ล่วงเลยไปมีคนป่วยเอดส์เข้ารับการดูแลรักษาในสถานพยาบาลของอีกทั้งภาครัฐแล้วก็เอกชนทั้งสิ้น 388,621 ราย แล้วก็มีคนเจ็บเสียชีวิต 100,617 ราย โดยในปีถัดมา (ปี 2558) มีการคาดราวๆจำนวนคนไข้โรคภูมิคุมกันบกพร่องและก็ติดเชื้อโรคเอชไอวีในประเทศไทยเป็นจำนวนทั้งมวลโดยประมาณ 1,500,000 คน

  • ลักษณะของโรคเอดส์

    เนื่องด้วยผู้ติดเชื้อโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องจะมีการเปลี่ยนของร่างกายนาๆประการ สุดแล้วแต่จำนวนของเชื้อและระดับภูมิต้านทาน (ปริมาณ CD4) ของร่างกาย โดยเหตุนี้โรคภูมิคุมกันบกพร่อง จึงสามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกันดังต่อไปนี้

  • ระยะติดโรคโดยไม่มีอาการ ผู้ติดเชื้อโรคที่ไม่มีอาการหรือมีลักษณะนิดหน่อยอยู่ครู่เดียวดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นชอบแข็งแรงปกติราวกับคนทั่วๆไป แต่การพิสูจน์เลือดจะเจอเชื้อเอชไอวีรวมทั้งสารภูมิต้านทานต่อเชื้อชนิดนี้และสามารถแพร่ระบาดให้ผู้อื่นได้ เรียกว่าเป็นพาหะ (carrier)


เวลานี้แม้ว่าจะไม่มีอาการ แต่ว่าเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องจะแบ่งตัวเจริญขึ้นไปเรื่อยรวมทั้งทำลาย CD4 จนกระทั่งมีจำนวนน้อยลง โดยเฉลี่ยราวปีละ 50-75 เซลล์/ลบ.มิลลิเมตร จากระดับปกติ (คือ 600-1,000 เซลล์) เมื่อลดลดน้อยลงมากมายๆก็จะเกิดอาการเจ็บป่วยไข้ ทั้งนี้อัตราการน้อยลงของ CD4 จะเร็วช้าขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง แล้วก็ภาวะความแข็งแรงของระบบภูมิคุ้มกันของคนไข้
ระยะนี้มักเป็นอยู่นาน 5-10 ปี บางรายบางทีอาจสั้นเพียง 2-3 เดือน แต่ว่าบางรายอาจนานกว่า 10-15 ปีขึ้นไป

  • ระยะติดโรคที่มีลักษณะอาการ เดิมเรียกว่า ระยะที่มีลักษณะอาการสโมสรกับเอดส์ (AIDS related complex/ARC) คนไข้จะมีลักษณะมากมายน้อยสังกัดปริมาณ CD4 ดังนี้


มีอาการนิดหน่อย ตอนนี้ถ้าหากตรวจ CD4 จะมีมากไม่น้อยเลยทีเดียวกว่า 500 เซลล์/ลบ.มิลลิเมตร คนเจ็บอาจมีอาการ ดังนี้
* ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตน้อย
* โรคเชื้อราที่เล็บ
* แผลแอฟทัส
* ผิวหนังอักเสบจำพวกเกล็ดรังแคที่ไรผม ข้างจมูก ริมฝีปาก
* ฝ้าขาวข้างลิ้น (hairy leukoplakia) ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสอีบีวี (Epstein-Barr virus/EBV) มีลักษณะเป็นฝ้าขาวที่ข้างๆของลิ้น ซึ่งขูดไม่ออก
* โรคโซริอาสิส (สะเก็ดเงิน) ที่เคยเป็นอยู่เดิมกำเริบ
มีลักษณะอาการปานกลาง เวลานี้ถ้าหากตรวจ CD4 จะมีปริมาณระหว่าง 200-500 เซลล์/ลบ.มิลลิเมตร คนไข้อาจมีอาการทางผิวหนังแล้วก็เยื่อบุช่องปากแบบข้อ ก. หรือไม่ก็ได้ อาการที่บางทีอาจเจอได้มีดังนี้
* เริมที่ริมฝีปาก หรืออวัยวะสืบพันธุ์ ซึ่งกำเริบเสิบสานบ่อย และเป็นแผลเรื้อรัง
* งูสวัด ที่มีอาการกำเริบอย่างต่ำ 2 ครั้ง หรือขึ้นพร้อมมากยิ่งกว่า 2 ที่
* โรคเชื้อราในช่องปาก หรือช่องคลอด
* ท้องร่วงบ่อยมาก หรือเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน
* ไข้เกิน 37.8 องศาเซลเซียส แบบเป็นๆหายๆหรือติดต่อกันทุกๆวันนานเกิน 1 เดือน
* ต่อมน้ำเหลืองโตมากกว่า 1 ที่ในบริเวณไม่ติดต่อกัน (เป็นต้นว่า คอ รักแร้ ขาหนีบ) นานเกิน 3 เดือน
* น้ำหนักลดเกินร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัวโดยไม่ทราบปัจจัย
* ปวดกล้ามแล้วก็ข้อ
* ภูมิแพ้เรื้อรัง
* ปอดอักเสบจากแบคทีเรีย ซึ่งเป็นซ้ำบ่อย

  • ระยะมีอาการป่วยด้วยโรคภูมิคุมกันบกพร่อง (โรคภูมิคุมกันบกพร่องเต็มขั้น) ช่วงนี้ระบบภูมิต้านทานของผู้เจ็บป่วยเสื่อมสุดกำลัง ถ้าหากตรวจ CD4 จะเจอมีจำนวนต่ำลงยิ่งกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. สำเร็จทำให้เชื้อโรคต่างๆดังเช่น เชื้อรา ไวรัส แบคทีเรีย โปรโตซัว วัณโรค ฯลฯ ชุบมือเปิบเข้ารุมเร้า เรียกว่า โรคติดเชื้อชุบมือเปิบ (opportunistic infections) ซึ่งจำนวนมากเป็นการติดเชื้อโรคสุดที่รักษาค่อนข้างยาก แล้วก็อาจติดเชื้อจำพวกเดิมซ้ำอย่างเดียวหรือติดโรคชนิดใหม่ หรือติดเชื้อโรคหลายอย่างด้วยกัน


ตอนนี้คนป่วยอาจมีอาการดังต่อไปนี้
* เหงื่อออกมากช่วงกลางคืน
* ไข้ หนาวสั่น หรือไข้สูงเรื้อรังติดต่อกันหลายสัปดาห์หรือเป็นนานแรมเดือน
* ไอเรื้อรัง หรือหายใจหอบเหนื่อยจากวัณโรคปอด หรือปอดอักเสบ
* ท้องเสียเรื้อรัง จากเชื้อราหรือโปรตัวซัว
* น้ำหนักลด รูปร่างผอมแห้งแรงน้อย แล้วก็อ่อนเพลีย
* ปวดหัวร้ายแรง ชัก งงมาก ซึม หรือหมดสติจากการติดเชื้อในสมอง
* ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน
* กลืนลำบาก หรือเจ็บเวลากลืน เนื่องด้วยหลอดของกินอักเสบจากเชื้อรา
* สายตาพร่ามัวมองดูไม่ชัดเจน หรือมองเห็นเงาหยากไย่ลอยไปมาจากเรตินาอักเสบ
* ตกขาวบ่อยมาก
* มีผื่นคันตามผิวหนัง (papulopruritic eruption)
* ซีด
* มีจุดแดงจ้ำเขียวหรือเลือดออกมาจากภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
* สับสน สูญเสียความทรงจำ หลงๆลืมๆง่าย ไม่มีสมาธิ การกระทำผิดแปลกไปจากเดิม เนื่องด้วยความผิดแปลกของสมอง
* อาการของโรคโรคมะเร็งที่เกิดแทรก ตัวอย่างเช่น มะเร็งของผนังเส้นเลือดที่เรียกว่า Kaposi's sarcoma (KS) มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในสมอง โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งทวารหนัก ฯลฯ
ในเด็ก ที่ติดโรคเอชไอวี ระยะแรกอาจมีอาการน้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์ เมื่อโรคขยายมากเพิ่มขึ้นก็อาจมีอาการเดินทุกข์ยากลำบากหรือพัฒนาการทางสมองช้ากว่าธรรมดา และก็เมื่อเป็นโรคภูมิคุมกันบกพร่องเต็มขั้น นอกจากมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสแบบเดียวกับผู้ใหญ่แล้ว ยังบางทีอาจพบว่าถ้าเกิดเป็นโรคที่พบทั่วไปในเด็ก (เป็นต้นว่า หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ ปอดอักเสบ ทอนซิลอักเสบ) ก็ชอบมีลักษณะรุนแรงมากกว่าปกติ

  • ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้มีการเกิดโรคเอดส์
  • เซ็กซ์ การต่อว่าดเชื้อเอชไอวีส่วนมากเป็นผลมาจากการมีเพศสัมพันธ์ที่มิได้คุ้มครองระหว่างคู่รักที่ฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งมีเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง
  • การสัมผัสกับสารคัดเลือกหลั่งที่มีเชื้อ ผู้ปฏิบัติงานทางสาธารณสุขสัมผัสเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องได้โดยดำเนินการ หรือสารคัดเลือกหลั่งของคนป่วยที่มีเชื้อ
  • การติดต่อจากแม่สู่ลูก มารดาที่มีเชื้อเอชไอวีให้นมลูกหรือการคลอดบุตรขณะติดเชื้อโรค
  • การใช้ของมีคมด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น เข็มฉีดยาในผู้ที่ติดยาเสพติด
  • ผู้ที่ได้รับการถ่ายเลือดจากการให้ทานแม้กระนั้นในกรณีนี้พบได้น้อยมาก
  • ขั้นตอนการรักษาโรคโรคภูมิคุมกันบกพร่อง

การวินิจฉัยโรคเอดส์ ขั้นตอนแรกสุดคือ แนวทางซักความเป็นมาของผู้เจ็บป่วยรวมทั้งการตรวจร่างกาย ซึ่งมัก จะมีประวัติการตำหนิดเชื้อไวรัสไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องมาก่อนแล้ว ซึ่งแพทย์สามารถทราบจากการวิเคราะห์เลือดว่า ส่งผลบวกต่อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องหรือไม่ นอกจากการตรวจร่างกายมักจะพบอาการแสดงที่บ่งชี้ว่า ผู้ป่วยอยู่ในระยะของการเป็นโรคโรคภูมิคุมกันบกพร่องแล้ว
ตรวจค้นสารภูมิคุ้มกัน (แอนติบอดี) ต่อเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง โดยวิธีอีไลซ่า (ELISA) จะตรวจเจอสารภูมิต้านทานข้างหลังติดเชื้อโรค 3-12 อาทิตย์ (จำนวนมากประมาณ 8 สัปดาห์ บางรายอาจนานถึง 6 เดือน) แนวทางลักษณะนี้เป็นการตรวจรับรองด้วยการตรวจกรองช่วงต้น ถ้าพบเลือดบวก จำต้องกระทำการตรวจยืนยันด้วยแนวทางอีไลซ่าที่ผลิตโดยอีกบริษัทหนึ่งที่ไม่ซ้ำกับวิธีตรวจครั้งแรก หรือทำตรวจด้วยวิธี particle agglutination test (PA) ถ้าหากได้ผลบวกก็สามารถวิเคราะห์ว่ามีการติดโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง แต่ถ้าได้ผลลบก็ต้องตรวจรับรองโดยแนวทางเวสเทิร์นบลอต (Western blot) อีกที ซึ่งได้ผลบวก 100% ข้างหลังติดเชื้อ 2 อาทิตย์
การเจาะเลือดเพื่อนับปริมาณเม็ดเลือดขาวประเภท ทีลิมโฟซัยท์ที่มีซีดี 4 เป็นบวก (CD 4-positive T cell) จะพบว่าปริมาณลดน้อยลงมาก เพราะเหตุว่าเชื้อไวรัสจะเข้าไปอยู่ในเซลล์จำพวกนี้ แล้วก็จะทำลายเซลล์ประเภทนี้ไปเรื่อยโดยมากถ้าหากมีปริมาณของหนลิมโฟซัยท์ที่มีซีดี 4 เป็นบวกน้อยลงต่ำยิ่งกว่า 350 เซลล์ต่อลูกบาศก์มม.ในคนแก่ (ค่าปกติ 600 - 1,200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิ เมตร) ระดับของ CD4+ T cell ที่ใช้เพื่อการวินิจฉัย ถ้าเกิดเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 12 เดือนจะมี CD4+น้อยกว่า 30% ของเม็ดเลือดขาวทั้งปวง เด็กอายุ12 - 35 เดือนจะมี CD4+ น้อยกว่า 25% รวมทั้งเด็กอายุ 36 - 59 เดือนจะมี CD4+ น้อยกว่า 20%
โรคที่เกิดขึ้นและมีสาเหตุมาจากติดโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องรวมทั้งโรคภูมิคุมกันบกพร่องในปัจจุบัน ยังไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่สามารถควบคุมโรคและทำให้มีชีวิตอยู่ได้นานอย่างคนปกติได้ โดยขั้นตอนการรักษาผู้ติดโรค เอชไอวีและก็คนไข้เอดส์ อาทิเช่น
การใช้ยายับยั้งการเพิ่มปริมาณของเชื้อไวรัสหรือยาต้านเชื้อไวรัส ซึ่งจำต้องกินไปตลอดชาติ เรียกว่า Antiretroviral therapy ซึ่งเราสามารถติดตามผลของการรักษาได้จากการเจาะเลือดมองปริมาณเม็ดเลือดขาว CD 4 positive T cell ว่า อยู่ในเกณฑ์ธรรมดาหรือเปล่า และก็นับจำนวนเชื้อไวรัสในเลือดได้โดยตรง (Viral load) ตอนนี้ยาต่อต้านเชื้อไวรัสไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องมีหลายอย่างเช่น
ยาที่มีฤทธิ์ยั้งเอนไซม์รีเวิสทรานสคริปเตส (Nucleoside analogues Reverse transcriptase inhibitors) ตัวอย่างเช่น ยาชื่อ Zidovudine (AZT), Didanosine (ddI), Zalcitabine (ddC), Stavudine (d4T), Lamivudine (3TC)
ยาที่มีฤทธิ์ยั้งเอนไซม์รีเวิสทรานสคริปเตสที่ไม่ใช่นิวคลีโอไซด์ (Non-nucleoside reverse transcriptase inhibitors) อย่างเช่น ยาชื่อ Delavirdine, Loviride, Nevirapine
ยาที่มีฤทธิ์ยั้งเอนไซม์โปรตีเอส (Protease inhibitors) ตัวอย่างเช่น ยาชื่อ Nelfinavir, Indinavir, Ritonavir, Saquinavir
อนึ่ง หลักการให้ยาต่อต้านไวรัสในตอนนี้เป็น จำต้องให้ยาขั้นต่ำ 3 ประเภทโดยใช้ยาในกลุ่ม Nucleoside analogue 2 ตัว ร่วมกับยาในกรุ๊ป Non-nucleoside หรือ Protease inhibitor อีก 1 ตัวรวมเป็น 3 ตัว โดยจะต้องใช้ยาวันแล้ววันเล่าแล้วก็ตรงตรงเวลาที่กำหนดโดยเคร่งครัด
โดยแพทย์จะพินิจให้ยาต่อต้านเชื้อไวรัสในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
เมื่อมีอาการแสดงของโรคทั้งยังในระยะต้นเริ่มและพักหลัง การให้ยาต่อต้านไวรัสในผู้ป่วยที่เป็นระยะเดิม (primary HIV infection) สามารถชะลอการดำเนินโรคไปสู่ระยะที่รุนแรงได้
เมื่อยังไม่มีอาการแสดง แม้กระนั้นตรวจเลือดพบว่ามีค่า CD4 น้อยกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม.
เมื่อยังไม่มีอาการแสดง แต่มีค่า CD4 อยู่ที่ 200-350 เซลล์/ลบ.มม. อาจตรึกตรองให้ยาต้านทานเชื้อไวรัสเป็นรายๆไป ตัวอย่างเช่น ในรายที่ปริมาณเชื้อไวรัสสูง มีอัตราการน้อยลงของ CD4 อย่างรวดเร็ว ความพร้อมเพรียงของผู้ป่วย ฯลฯ ในการให้ยาควรติดตามมองผลกระทบ ซึ่งอาจมีอันตรายต่อผู้ป่วย หรือทำให้คนป่วยไม่ยอมรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ
การใช้ยารักษาโรคติดเชื้อโรคที่เกิดขึ้นจากมีภูมิต้านทานยับยั้งโรคผิดพลาดหรือเชื้อฉกโอ กาส ขึ้นอยู่กับว่าคนป่วยติดเชื้อโรคชนิดใด ตัวอย่างเช่น ติดเชื้อโรควัณโรคก็ให้ยารักษาวัณโรค ติดเชื้อโรคราก็ให้ยารักษาเชื้อรา หรือหากเป็นโรคมะเร็งก็รักษาโรคโรคมะเร็ง ฯลฯ

  • การติดต่อของโรคภูมิคุมกันบกพร่อง สามารถติดต่อได้โดยการได้รับเลือด แล้วก็/หรือสารคัดหลั่ง (Secretion) จากคนที่ติดโรคซึ่งมีหลายแนวทาง ดังนี้
  • ทางการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งเพศสโมสรเพศเดียวกันระหว่างชายรักร่วมเพศ หญิงรักร่วมเพศ รวมทั้งการร่วมเพศระหว่างชายกับหญิง การติดต่อทางเพศสัมพันธ์นี้คิดเป็นอัตราประ มาณ 78% ของการต่อว่าดเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องทั้งสิ้น
  • การใช้สารเสพติดจำพวกฉีดเข้าเส้น (เส้นโลหิต) โดยใช้เข็มฉีดร่วมกับผู้อื่น คนที่ติดเชื้อโรคโดยแนวทางนี้มีโดยประมาณ 20%
  • ทางการรับเลือดจากผู้อื่นที่มีเชื้อไวรัสอยู่ ผู้ที่มีการเสี่ยงในกลุ่มนี้ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยโรคเลือดเรื้อรังที่จำเป็นต้องรับเลือดบ่อยๆ ตัวอย่างเช่น โรคฮีโมฟิเลีย (Hemophilia) หรือผู้ที่รับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะจากผู้ที่ติดโรค การตำหนิดเชื้อโดยแนวทางนี้มีราว 1.5%
  • ติดต่อจากแม่ที่ติดโรคสู่ลูก ซึ่งบางทีอาจติดต่อได้ทางเลือดจากแม่สู่ลูกโดยตรงผ่านทางรก หรือจากการที่เด็กทารกกลืนเลือดของแม่ระหว่างการคลอด หรือได้รับเชื้อที่อยู่ในน้ำนมแม่ก็ได้
  • การต่อว่าดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย์จากอุบัติเหตุด้านการแพทย์ ได้แก่ ถูกเข็มฉีดยา หรือเข็มเจาะเลือดคนป่วยตำนิ้วโดยบังเอิญ ซึ่งเคยมีรายงานว่าทำให้พนักงานทางการแพทย์ติดเชื้อโรคได้ ถึงแม้จะได้โอกาสน้อยก็ตาม


จากการเล่าเรียนในประเทศต่างๆเท่าที่ผ่านมาไม่พบว่ามีการติดต่อโดยแนวทางตั้งแต่นี้ต่อไป
* การหายใจ ไอ จามรดกัน
* การกินอาหาร และก็กินน้ำร่วมกัน
* การว่ายน้ำในสระ หรือเล่นกีฬาร่วมกัน
* การใช้ห้องน้ำด้วยกัน
* การอยู่ในห้องเรียน ห้องทำงาน ยานพาหนะ หรือการอยู่สนิทสนมกับผู้ติดโรค
* การสัมผัส กอด
* การใช้ห้องครัว ภาชนะเครื่องครัว จาน แก้ว หรือผ้าที่มีไว้เพื่อเช็ดตัวร่วมกัน
* การใช้โทรศัพท์ด้วยกัน
* การถูกยุงหรือแมลงกัด

  • การปฏิบัติตนเมื่อป่วยด้วยโรคเอดส์


                - ไปพบแพทย์และก็ตรวจเลือดเป็นระยะๆดังที่หมอเสนอแนะ แล้วก็รับประทานยาต้านทานไวรัสเมื่อมีค่า CD4 ต่ำลงมากยิ่งกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. การกินยาต้านเชื้อไวรัสอย่างสม่ำเสมอมักจะช่วยทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีแล้วก็ยาวนาน โดยมากมักจะนานกว่า 10 ปีขึ้นไป
- ทำงาน เรียนหนังสือ คบหากับคนอื่นๆแล้วก็ปฏิบัติงานประจำวันได้ตามธรรมดา ไม่ต้องกังวลว่าจะแพร่เชื้อให้คนอื่นโดยการสัมผัสหรืออยู่ใกล้ชิดกันหรือหายใจรดผู้อื่น
- แม้มีความรู้สึกไม่สบายใจหนักใจดวงใจ ควรจะเล่าความรู้สึกในใจให้ญาติสนิทเพื่อนฝูงฟัง หรือขอคำปรึกษาเสนอแนะจากหมอ พยาบาล นักจิตวิทยา หรืออาสาสมัครในองค์กรพัฒนาเอกชน
- ทำความเข้าใจธรรมชาติของโรค การดูแลและรักษา การดูแลตัวเอง จนกระทั่งมีความสามารถโรคนี้เป็นอย่างดี ก็จะไม่มีความรู้สึกหมดกำลังใจห่อเหี่ยว และก็มีพลังใจเข้มแข็ง ซึ่งเป็นอาวุธอันทรงประสิทธิภาพสำหรับในการทะนุบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงต่อไป
- ผลักดันสุขภาพตัวเองด้วยการบริหารร่างกายเป็นประจำ กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย (ไม่มีความจำเป็นที่ต้องกินอาหารเสริมราคาแพง) งดเว้นแอลกอฮอล์ ยาสูบ สิ่งเสพติด นอนพักให้พอเพียง
- สร้างเสริมสุขภาพทางจิตด้วยการฟังเพลง ขับร้อง เล่นกีฬา อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ฝึกสมาธิ เจริญรุ่งเรืองสติ สวดมนต์หรือภาวนาตามลัทธิศาสนาที่นับถือ
- หลีกเลี่ยงความประพฤติปฏิบัติที่อาจจะแพร่เชื้อให้ผู้อื่นโดย

  • ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อใดก็ตามมีเพศสัมพันธ์ และก็งดการร่วมเพศทางปากหรือทวารหนัก
  • ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  • งดเว้นการบริจาคเลือดหรืออวัยวะต่างๆเช่น ดวงตา ไต ฯลฯ
  • เมื่อร่างกายเปื้อนเปรอะเลือดหรือน้ำเหลือง ให้รีบชำระล้าง แล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าโดยทันที และจากนั้นจึงนำไปแยกซักให้สะอาดและตากให้แห้ง ต้องระวังอย่าให้ผู้อื่นสัมผัสถูกเลือดหรือน้ำเหลืองของตัวเอง
  • ไม่ใช้ของมีคม (ดังเช่นว่า ใบมีดโกน) ร่วมกับคนอื่น


- เลี่ยงการตั้งท้อง โดยการคุมกำเนิด เพราะเด็กอาจมีช่องทางรับเชื้อจากแม่ได้
- แม่ที่มีการติดโรค ไม่ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมตัวเอง
- เมื่อมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสเข้าแทรก ควรจะคุ้มครองไม่ให้เชื้อโรคต่างๆแพร่ให้คนอื่น ได้แก่

  • ใช้กระดาษหรือผ้าที่เอาไว้เช็ดหน้าปิดปากปิดจมูกเวลาไอ หรือจาม
  • ถ้วย จานชาม จาน ถ้วยน้ำที่ใช้แล้ว ควรจะล้างให้สะอาด ด้วยน้ำยาที่เอาไว้สำหรับล้างจานหรือลวกด้วยน้ำร้อน แล้วทิ้งเอาไว้ให้แห้งก่อนใช้ประโยชน์ใหม่
  • ควรระมัดระวังไม่ให้น้ำมูก น้ำลาย น้ำเหลืองจากแผล ปัสสาวะ รวมทั้งสิ่งถ่ายต่างๆไปสกปรกถูกคนอื่นๆ
  • การบ้วนน้ำลายหรือเสลด รวมทั้งการทิ้งกระดาษทิชชูที่ใช้แล้ว ควรจะมีภาชนะใส่ให้เป็นที่เป็นทาง รวมทั้งสามารถนำไปทิ้งหรือทำความสะอาดได้สะดวก
  • การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคภูมิคุมกันบกพร่อง
  • หลีกเลี่ยงการร่วมเพศกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่รัก ควรยึดมั่นต่อการมีเพศสัมพันธ์กับคู่รัก (รักเดียวใจเดียว)
  • ถ้าเกิดยังนิยมร่วมเพศกับบุคคลอื่น โดยเฉพาะหญิงบริการ หรือบุคคลที่ร่วมเพศเสรีหรือมีพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆก็ควรจะใช้ถุงยางอนามัยคุ้มครองป้องกันทุกครั้ง
  • เลี่ยงการสัมผัสถูกเลือดของคนอื่นๆ ดังเช่น ขณะช่วยเหลือคนที่มีรอยแผลเลือดออก ควรจะใส่ถุงมือยางหรือถุงก๊อบแก๊บ 2-3 ชั้น ปกป้องอย่าสัมผัสถูกเลือดโดยตรง
  • หลบหลีกการใช้เข็มหรือกระบอกสำหรับฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคม (ยกตัวอย่างเช่น ใบมีดโกน) ร่วมกับคนอื่นๆ ถ้าเกิดหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก่อนใช้ควรจะทำลายเชื้อด้วยการแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อ ได้แก่ แอลกอฮอล์ 70% โพวิโดนไอโอดีน 2.5% ทิ

15

โรคพาร์กินสัน (Parkinson ‘s disease)

  • โรคพาร์กินสัน คืออะไร ทุกท่านคงเคยพบเห็นผู้สูงอายุ ซึ่งอาจเป็นคนในครอบครัว หรืออื่นๆที่พบเห็นทั่วไป มีอาการ แขนและมือสั่นข้างใดข้างหนึ่ง หรืออาจ ๒ ข้าง ซึ่งมักสั่นในท่าพักที่ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไร มีอาการเคลื่อนไหวเชื่องช้า และมีอาการทรงตัวผิดปกติ  โดยปกติร่างกายคนเราเมื่อเข้าสู่วัยชราก็เป็นธรรมดาที่โรคภัยไข้เจ็บจะมาเยือนอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ซึ่งหนึ่งในจำนวนหลาย ๆ โรคที่เกิดได้แก่ "โรคพาร์กินสัน" ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางที่จะส่งผลให้เกิดอาการสั่น เกร็ง และเคลื่อนไหวช้า

    โรคพาร์กินสันมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โรคสันนิบาต หรือโรคสั่นสันนิบาต (Parkinson’s disease) หรือโรคที่คนไทยสมัยโบราณรู้จักกันในชื่อ “โรคสันนิบาตลูกนก” เป็นโรคทางสมองที่เกิดจากเซลล์สมองในบางตำแหน่งเกิดมีการตายโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จึงทำให้สารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า “โดพามีน” (Dopamine) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายมีการตายและลดจำนวนลง จึงทำให้ร่างกายของผู้ป่วยเกิดอาการสั่น แขนขาเกร็ง เคลื่อนไหวร่างกายช้า และสูญเสียการทรงตัว ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างช้า ๆ และในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้  ชื่อโรคพาร์กินสัน ได้มาจากชื่อของแพทย์ชาวอังกฤษชื่อ นายแพทย์เจมส์ พาร์กินสัน ซึ่งเป็นแพทย์คนแรกที่ได้อธิบายถึงลักษณะอาการของโรคนี้ในปี พ.ศ.๒๓๖๐ โรคพาร์กินสันมักพบในผู้ป่วยสูงอายุ โดยมากจะพบตั้งแต่อายุ ๖๐ ปีขึ้นไป โดยพบในผู้ป่วยเพศหญิงมากกว่าเพศชายเล็กน้อย
    ในอดีตคนไทยน้อยคนที่จะรู้จักโรคนี้ ในยุคปัจจุบัน (ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๐เป็นต้นมา) คนไทยมีอายุเฉลี่ยยืนยาวกว่าเดิมมาก คือ ผู้ชายอายุเฉลี่ยถึง ๖๗.๔ ปี ส่วนผู้หญิงอายุเฉลี่ย ๗๑.๗ ปี (อดีตคนไทยเราอายุเฉลี่ยเพียง ๔๕ ปี) ดังนั้นโรคในผู้สูงอายุจึงพบบ่อยขึ้นมากในคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคทางระบบประสาทอย่างโรค  โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease)
    เนื่องจากโรคพาร์กินสันเป็นโรคที่พบได้บ่อยและมีปัญหาต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก จึงได้มีการจัดตั้ง “วันโรคพาร์กินสัน” ขึ้น ซึ่งตรงกับวันที่ 11 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของนายแพทย์ชาวอังกฤษ ชื่อ “เจมส์ พาร์กินสัน” (James Parkinson; เป็นแพทย์คนแรกที่ได้อธิบายลักษณะของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในปี พ.ศ.2360 ในบทความที่ชื่อว่า “Shaking Palsy”) และมีการใช้ดอกทิวลิปสีแดงเป็นสัญลักษณ์

  • สาเหตุของโรคพาร์กินสัน สาเหตุของการเกิดพาร์กินสันในผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบชัดเจน มีส่วนน้อยที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม โรคนี้ยังไม่มีวิธีสำหรับป้องกัน และมียารักษาอาการต่างๆ แต่ยังไม่มียาที่จะรักษาให้โรคหายขาดได้ ประมาณ 5% ของผู้ป่วยที่เป็นโรคพาร์กินสันมีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทราบตำแหน่งบนโครโมโซม (Chromosome) ชัดเจน และสามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะปรากฏอาการของโรคพาร์กินสันก่อนอายุ 45 ปี ซึ่งแตกต่างจากผู้ป่วยที่ไม่ได้มีสาเหตุจากพันธุกรรมเป็นหลัก ที่จะปรากฏอาการเมื่ออายุมากกว่า 60 ปีไปแล้ว  สำหรับสาเหตุการเกิดโรคที่เหลือไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่สัญนิษฐานได้ว่าเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้


  • ความชราภาพของสมอง มีผลทำให้เซลล์สมองที่สร้างสารโดปามีน (เกิดจากกลุ่มเซลล์ประสาทที่มีสีดำที่อยู่บริเวณก้านสมอง โดยทำหน้าที่สำคัญในการสั่งร่างกายให้เคลื่อนไหว) มีจำนวนลดลง โดยมากพบในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิง และจัดว่าเป็นกลุ่มที่ไม่มีสาเหตุจำเพาะแน่นอน นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มที่พบบ่อยที่สุด
  • ยากล่อมประสาทหลัก หรือยานอนหลับที่ออกฤทธิ์กดหรือต้านการสร้างสารโดปามีน โดยมากพบในผู้ป่วยโรคทางจิตเวชที่ต้องได้รับยากลุ่มนี้เพื่อป้องกันการคลุ้มคลั่ง รวมถึงอาการอื่น ๆ ทางประสาท แต่ปัจจุบันยากลุ่มนี้ลดความนิยมในการใช้ลง แต่ปลอดภัยสูงกว่าและไม่มีผลต่อการเกิดโรคพาร์กินสัน
  • ยาลดความดันโลหิตสูง ในอดีตมียาลดความดันโลหิตที่มีคุณสมบัติออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลาง จึงทำให้สมองลดการสร้างสารโดปามีน แต่ในระยะหลัง ๆ ยาควบคุมความดันโลหิตส่วนใหญ่จะมีฤทธิ์นอกระบบประสาทส่วนกลาง แต่มีผลทำให้ขยายหลอดเลือดส่วนปลาย จึงไม่ส่งต่อสมองที่จะทำให้เกิดโรคพาร์กินสันต่อไป
  • หลอดเลือดในสมองอุดตัน ทำให้เซลล์สมองที่สร้างโดปามีนมีจำนวนน้อย หรือหมดไป
  • สารพิษทำลายสมอง ได้แก่ สารแมงกานีสในโรงงานถ่านไฟฉาย พิษจากสารคาร์บอนมอนนอกไซด์
  • สมองขาดออกซิเจน ในกรณีที่จมน้ำ ถูกบีบคอ เกิดการอุดตันในทางเดินหายใจจากเสมหะหรืออาหาร เป็นต้น
  • ศีรษะถูกกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ หรือโรคเมาหมัดในนักมวย
  • การอักเสบของสมอง
  • โรคทางพันธุกรรม เช่น โรควิลสัน ซึ่งเกิดจากการที่มีอาการของโรคตับพิการร่วมกับโรคสมอง สาเหตุมาจากธาตุทองแดงไปเกาะในตับและสมองมากจนเป็นอันตรายขึ้นมา
  • ยากลุ่มต้านแคลเซียมที่ใช้ในโรคหัวใจ โรคสมอง ยาแก้เวียนศีรษะ และยาแก้อาเจียนบางชนิด
  • อาการของโรคพาร์กินสัน ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันอาจมีอาการและอาการแสดงของโรคมากน้อยแตกต่างกันได้มาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุผู้ป่วย ระยะเวลาการเป็นโรค และภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา โรคพาร์กินสันนั้นนอกจากจะมีอาการเด่น ๔ อย่าง ดังกล่าวแล้วอาจเกิดมีอาการอื่นๆ เพิ่มเติมได้อีกดังในรายละเอียด ดังนี้
  • อาการสั่น ประมาณร้อยละ ๖๐-๗๐ ของผู้ป่วยจะมีอาการสั่น เป็นอาการเริ่มต้นของโรค อาการสั่นนี้จะมีลักษณะเฉพาะ คือ สั่นมากเวลาอยู่นิ่งๆ แต่ถ้าเคลื่อนไหวหรือยื่นมือทำอะไรอาการสั่นจะลดลงหรือหายไป (ผิดจากอาการสั่นอีกแบบที่พบบ่อยในผู้สูงอายุทั่วๆไปที่จะสั่นมากเวลาทำงาน เมื่ออยู่เฉยๆ ไม่สั่น) อาการสั่นในโรคพาร์กินสันนี้ ถ้านับอัตราเร็วจะพบว่า สั่นประมาณ ๔-๘ ครั้งต่อวินาที และอาจสั่นของนิ้วหัวแม่มือ-นิ้วมืออื่นๆ คล้ายแบบปั้นลูกกลอน อาการสั่นของโรคอาจเริ่มเกิดขึ้นที่มือ แขน ขา คาง ศีรษะ หรือลำตัวก็ได้ ระยะแรกของโรคอาจเกิดข้างเดียวก่อนและต่อมาจึงมีอาการทั้งสองข้างก็ได้
  • อาการเกร็ง จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อของร่างกาย โดยเฉพาะแขน ขา และลำตัว โดยที่ผู้ป่วยไม่ได้เคลื่อนไหว หรือทำงานหนักแต่อย่างใด กล้ามเนื้อของร่างกาย จะมีความดึงตัวสูงและเกร็งแข็งอยู่ตลอดเวลา จนผู้ป่วยบางรายต้องกินยาแก้ปวดเมื่อย หรือหายามาทา บรรเทาตามร่างกายส่วนต่างๆ หรือหาหมอนวดมาบีบคลายเส้นเป็นประจำ
  • อาการเคลื่อนไหวช้า ผู้ป่วยในระยะแรกๆ จะรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรช้าลงไปจากเดิมมาก ไม่กระฉับกระเฉงว่องไวแบบเดิม เดินช้า และงุ่มง่าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะต้นๆ ของการเคลื่อนไหวในรายที่เป็นมากขึ้นอาจพบว่า อาจหกล้มบ่อยๆ จนบางรายกระดูกต้นขาหัก สะโพกหัก หลังเดาะ แขนหัก ศีรษะแตก เป็นต้น ในรายที่เป็นมากอาจเดินเองไม่ได้ต้องใช้ไม้เท้าหรือคนคอยพยุง
  • ท่าเดินผิดปกติ ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจะมีลักษณะท่าเดินจำเพาะตัวที่ผิดจากโรคอื่น คือ จะเดินก้าวสั้น ๆ แบบซอยเท้าในช่วงแรกๆ และต่อมาจะก้าวยาวขึ้นเรื่อยๆ จนเร็วมากและหยุดทันทีทันใดไม่ได้จะล้มหน้าคว่ำเลย นอกจากนี้ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเดินหลังค่อม ตัวงอโค้งและแขนไม่แกว่งตามเท้าที่ก้าวออกไป มือจะชิดแนบตัวเดินแข็งทื่อแบบหุ่นยนต์
  • การแสดงสีหน้า ผู้ป่วยพาร์กินสันจะมีใบหน้าแบบเฉยเมย ไม่มีอารมณ์เหมือนคนใส่หน้ากาก ไม่ยิ้มหัวเราะ หน้าตาทื่อเวลาพูดก็จะมีมุมปากขยับเพียงเล็กน้อย เหมือนคนไม่มีอารมณ์
  • เสียงพูด ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะพูดเสียงเครือๆ และเบามากฟังไม่ชัดเจน และยิ่งพูดนานไปๆ เสียงจะค่อยๆ หายไปในลำคอ บางรายที่เป็นไม่มากเสียงพูดจะค่อนข้างเรียบ รัวและอยู่ในระดับเดียวกันตลอด ไม่มีพูดเสียงหนักเบาแต่อย่างใด
  • การเขียนของผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะทำได้ลำบากและตัวเขียนจะค่อยๆ เขียนเล็กลงๆ จนอ่านไม่ออก
  • การกลอกตา ในผู้ป่วยโรคนี้ จะทำได้ลำบาก ช้า และไม่คล่องแคล่วในการมองซ้ายหรือขวาบนหรือล่าง ลูกตาจะเคลื่อนไหวแบบกระตุกไม่เรียบ
  • น้ำลายไหล เป็นอาการที่พบได้บ่อยอันหนึ่ง คือ มีน้ำลายมาสอยอยู่ที่มุมปากสองข้าง และไหลเยิ้มลงมาที่บริเวณคาง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีลักษณะแบบมีน้ำลายมากอยู่ตลอดเวลา


นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอีกเช่น   คนไข้อาจมีอาการปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย (เช่น ขา หลัง) โดยเฉพาะเวลานอน หรือช่วงกลางคืน อาจปวดจนนอนไม่หลับ บางรายอาจมีอาการซึมเศร้า ความดันตก ในท่ายืน ท้องผูก มีภาวะความจำเสื่อม หรืออาจมีปัญหากินอาหารและดื่มน้ำได้น้อย น้ำหนักลด ในรายที่เดินลำบาก อาจหกล้ม กระดูกหักหรือศีรษะแตก ในรายที่เป็นมาก อาจนอนบนเตียงมากจนเป็นแผลกดทับ อาจมีอาการถ่ายปัสสาวะลำบาก และมีการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะได้ง่าย คนไข้ที่ปล่อยไว้ไม่รักษาจนมีอาการรุนแรง (กินเวลา ๓-๑๐ ปี) มักจะตายด้วยโรคปอดอักเสบแทรกซ้อนหรือภาวะเลือดเป็นพิษจากการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ

  • ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดโรคพาร์กินสัน
  • อายุ ถ้าหากแก่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆก็จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่แก่ 60 ปีขึ้นไป
  • พันธุกรรม โดยพบว่าคนไข้ราวๆ 15-20% จะมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคพาร์กินสัน (ถ้าหากมีญาติสายตรงเป็นโรคนี้ 1 คนจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อโรคนี้ 3 เท่า และก็แม้มี 2 คนก็จะเพิ่มการเสี่ยงเป็น 10 เท่าตามลำดับ)
  • เป็นผู้ที่สัมผัสกับยากำจัดศัตรูพืชหรือยาฆ่าวัชพืช ดื่มน้ำจากบ่อและอาศัยอยู่ในเขตกันดาร เนื่องจากมีแถลงการณ์ว่าเจอโรคนี้ได้มากในชาวนาชาวไร่ที่กินน้ำจากบ่อ
  • เป็นคนที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ เป็นต้นว่า ในหญิงที่ตัดรังไข่และมดลูก ผู้หญิงวัยทองก่อน ซึ่งคนกลุ่มนี้จะได้โอกาสเป็นโรคนี้ได้สูง แม้กระนั้นถ้าหากได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนตอบแทนก็บางทีอาจจะช่วยลดการเกิดโรคนี้ได้
  • เคยได้รับอุบัติเหตุที่กระเทือนทางสมอง
  • นอกเหนือจากนั้นยังมีกล่าวว่า ผู้ที่ขาดกรดโฟลิกจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคพาร์กินสันด้วยเหมือนกัน
  • กรรมวิธีการรักษาโรคพาร์กินสัน โดยปกติถ้าหากผู้ป่วยปรากฏอาการแจ่มแจ้ง สามารถวิเคราะห์ได้จากลักษณะของอาการแล้วก็การตรวจร่างกายทางระบบประสาทอย่างประณีต ระยะเริ่มต้นเริ่ม อาจวิเคราะห์ยาก ต้องวินิจฉัยแยกโรคก่อนเสมอคนที่สงสัยว่าจะมีอาการป่วยเป็นโรคพาร์คินสัน ควรจะได้รับการตรวจวินิจฉัยจากอายุรแพทย์ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านประสาทวิทยา หรือที่เรียกว่าประสาทแพทย์


การวิเคราะห์โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) ก็เลยต้องแยกโรคอื่นๆที่มีลักษณะอาการของพาร์กินสัน รวมทั้งแยกอาการ หรือภาวะพาร์กินสันทุติยภูมิ (Secondary parkinsonism) ออก ไปด้วย เพราะว่าการรักษาจะต่างกันโดยสิ้นเชิง แม้ว่าจะมีลักษณะบางสิ่งคล้ายคลึงกันก็ตาม
การวิเคราะห์โรคพาร์กินสันจะอาศัยอาการคนไข้ และความแปลกที่แพทย์ตรวจเจอเป็นหลัก และลักษณะอาการที่ค่อยๆเป็น ค่อยๆไป อายุที่เริ่มเป็น และก็เรื่องราวในครอบครัว ไม่มีการตรวจพิเศษทางห้องทดลองใดที่ตรวจแล้วกล่าวได้ว่าคนเจ็บกำลังเป็นโรคพาร์กินสันอยู่ การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะใช้เพื่อยืนยันการวินิจฉัยโรคอื่นๆบางโรคที่มีอาการของโรคพาร์กินสันรวมทั้งมีลักษณะอาการเฉพาะของโรคนั้นๆร่วมด้วย เพื่อซึ่งต้องได้รับการดูแลรักษาที่ผิดแผกแตกต่างออกไปเท่านั้น เช่น การตรวจหาระดับสารพิษในกระแสเลือด การตรวจหาระดับสาร Ceruloplasmin ในเลือดเพื่อวินิจฉัยโรค Wilson’s disease การเอกซเรย์สมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอมอาร์ไอ/MRI) เพื่อวินิจฉัย โรค Normal pressure hydrocephalus ฯลฯ
ในอดีตแพทย์เข้าใจว่าโรคพาร์กินสันนี้มีความผิดธรรมดาที่ไขสันหลัง แต่ว่าในตอนนี้เป็นที่รู้กันแน่ๆแล้วว่า พยาธิภาวะของโรคนี้กำเนิดที่บริเวณตัวสมองเองในส่วนลึกๆรอบๆก้านสมอง ซึ่งมีกรุ๊ปเซลล์ประสาทที่มีสีดำมีปริมาณเซลล์ลดน้อยลง หรือบกพร่องในหน้าที่สำหรับในการปลดปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า โดพามีน (dopamine) ก็เลยทำให้มีการเกิดอาการเคลื่อนไหวช้า เกร็งและสั่นเกิดขึ้นเป็นลำดับ โดยเหตุนั้นในตอนนี้การดูแลรักษาโรคนี้ก็เลยหวังมุ่งให้สมองมีระดับสารโดพามีนกลับสู่ค่าปกติ ซึ่งบางทีอาจทำได้โดยการกินยาการทำกายภาพบำบัด หรือผ่าตัดสมอง
การรักษาโรคพาร์กินสันมี 3 แนวทาง เป็น

  • รักษาด้วยการใช้ยา ซึ่งถึงแม้ยาจะไม่สามารถทำให้เซลล์สมองที่ตายไปแล้วฟื้นหรือกลับมางอกทดแทนเซลล์เดิมได้ แต่ก็จะทำให้สารเคมีโดปามีนในสมองมีปริมาณพอเพียงกับความอยากได้ของร่างกายได้ สำหรับยาที่ใช้ในขณะนี้ คือ ยากลุ่ม LEVODOPA รวมทั้งยากลุ่ม DOPAMINE AGONIST เป็นหลัก (การใช้ยาแต่ละชนิดขึ้นกับการวิเคราะห์จากแพทย์ ตามสมควร)
  • ทำกายภาพบำบัด จุดมุ่งหมายของการดูแลและรักษาก็คือ ให้ผู้เจ็บป่วยกลับสู่ภาวะชีวิตที่ใกล้เคียงคนปกติที่สุด สามารถเข้าสังคมได้อย่างดี สุขสบายทั้งกายและจิตใจ ซึ่งมีหลักแนวทางปฏิบัติกล้วยๆเป็น


ก) ฝึกการเดินให้เบาๆก้าวขาแต่ว่าพอดี โดยการเอาส้นเท้าลงเต็มฝ่าเท้า และแกว่งไกวแขนไปด้วยขณะเดินเพื่อช่วยสำหรับเพื่อการทรงตัวดี นอกเหนือจากนี้ควรจะหมั่นจัดท่าทางในอิริยาบถต่างๆให้ถูกสุขลักษณะ รองเท้าที่ใช้ควรเป็นแบบส้นเตี้ย และพื้นต้องไม่ทำมาจากยาง หรือวัสดุที่เหนียวติดพื้นง่าย
ข) เมื่อถึงเวลานอน ไม่สมควรให้นอนเตียงที่สูงเกินความจำเป็น เวลาจะขึ้นเตียงจะต้องเบาๆเอนตัวลงนอนเอียงข้างโดยใช้ศอกจนกระทั่งก่อนชูเท้าขึ้นเตียง
ค) ฝึกการพูด โดยญาติต้องให้ความเข้าอกเข้าใจค่อยๆฝึกฝนผู้เจ็บป่วย และควรทำในสถานที่ที่เงียบสงบ

  • การผ่าตัด ส่วนมากจะได้ประสิทธิภาพที่ดีในคนเจ็บที่แก่น้อย แล้วก็มีลักษณะไม่มากสักเท่าไรนัก หรือในผู้ที่มีอาการแทรกจากยาที่ใช้มาเป็นระยะเวลานานๆดังเช่นว่า อาการสั่นที่ร้ายแรง หรือมีการเคลื่อนแขน ขา มากมายไม่ดีเหมือนปกติจากยา ปัจจุบันมีการใช้แนวทางกระตุ้นไฟฟ้าที่สมองส่วนลึกโดยผ่าตัดฝังไว้ภายในร่างกาย พบว่าเป็นผลดี แต่ว่าค่าครองชีพสูงมากมาย ผู้เจ็บป่วยโรคพาร์กินสัน ควรต้องได้รับการดูแลใส่ใจจากคนที่อยู่รอบข้างในการพัฒนาฟื้นฟูด้านร่างกาย รวมถึงจิตใจ ด้วยเหตุนี้หากท่านมีคนสนิทที่เป็นโรคจำพวกนี้ ควรต้องรีบเอามาพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยโรคอันจะนำไปสู่การดูแลรักษาที่ถูกและสมควรต่อไป
  • การติดต่อของโรคพาร์กินสัน เนื่องจากว่าโรคพาร์กินสันเป็นโรคที่เกิดจากเซลล์สมองมีการตาย รวมทั้งทำให้สารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายมีจำนวนลดน้อยลง จึงนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการต่างๆของโรค ซึ่งไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คน หรือ จากสัตว์สู่คนได้ (แม้กระนั้นสามารถถ่ายทอดทางประเภทบาปไปสู่บุตรหลานได้)
  • การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน คนไข้และก็พี่น้องสามารถดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอรวมทั้งต่อเนื่อง ดังต่อไปนี้
  • ติดตามรักษากับหมอบ่อยๆ
  • รับประทานยาควบคุมอาการจากที่หมอเสนอแนะให้ใช้
  • รับประทานอาหารจำพวกที่มีกากใยเพื่อช่วยลดอาการท้องผูก
  • หมั่นฝึกฝนบริหารร่างกาย โดยการเคลื่อนไหวร่างกายให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่านอนหรือนั่งนิ่งๆแล้วก็วิธีการทำกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกวัน ออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและก็ความยืดหยุ่นของกล้าม ลดเกร็งและปรับการเลี้ยงตัวให้ดียิ่งขึ้น อาทิเช่น การเดิน วิ่งเหยาะๆรำไท้วางมาด หรือเต้นแอโรบิก    ฝึกเดิน ยืนยืดตัวตรง วางเท้าห่างกัน ๘-๑๐ นิ้ว นับจังหวะก้าวเท้าแกว่งแขน เสมือนเดินสวนสนามหรือเดินก้าวผ่านเส้นที่ขีดไว้ เมื่อใดที่ก้าวไม่ออกให้จังหวะกับตนเองกระดกข้อเท้าแล้วก้าวเดิน    ฝึกฝนกล่าวโดยให้ผู้ป่วยเป็นข้างพูดก่อน หายใจลึกๆแล้วเปล่งเสียงให้ดังกว่าที่ตั้งจิตใจไว้
  • บริเวณทางเท้าหรือในห้องอาบน้ำต้องมีราวเกาะและไม่วางของขวางทางเท้า
  • การแต่งตัว ควรจะสวมเสื้อผ้าที่ถอดใส่ง่าย ได้แก่ กางเกงเอวยางยืด เสื้อติดแถบกาวแทนกระดุม
  • วงศ์ญาติ ควรเอาใจใส่ดูแลคนเจ็บอย่างใกล้ชิด ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุ ดังเช่น การเดินหกล้ม ฯลฯ


สิ่งสำคัญก็คือ คนใกล้ชิดของคนเจ็บและเครือญาติ ควรจะศึกษารวมทั้งทำความเข้าใจคนไข้พาร์กินสัน  แม้ว่าจะมีข้อมูลว่าการดื่มกาแฟ การสูบยาสูบ การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน(ในหญิงวัยหมดระดู) จะช่วยลดการเกิดโรคพาร์กินสันได้ แต่ก็ไม่เสนอแนะ ด้วยเหตุว่ามีโทษนำมาซึ่งโรคอื่นๆที่น่าสะพรึงกลัวเป็นอันตรายต่อชีวิตได้มากกว่า

  • การป้องกันตนเองจากโรคพาร์กินสัน เพราะเหตุว่ามูลเหตุที่จริงจริงของการเกิดโรคพาร์กินสันยังไม่รู้จักกระจ่างแจ้ง โดยเหตุนั้นการคุ้มครองเต็มที่จึงเป็นไปไม่ได้ แต่บางการศึกษาเล่าเรียนพบว่า การกินของกินมีสาระ 5 กลุ่มในปริมาณที่สมควร โดยจำกัดของกินกลุ่มไขมันและเนื้อแดง (เนื้อของสัตว์กินนม) จำกัดของกินในกลุ่มสินค้าจากนม รับประทานผัก ผลไม้เพิ่มขึ้นให้มากมายๆด้วยเหตุว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระสูง บางทีอาจช่วยลดจังหวะเกิดอาการ หรือ ลดความร้ายแรงจากลักษณะโรคนี้ลงได้บ้าง นักวิจัยที่คณะแพทยศาสตร์ Chapel Hill มหาวิทยาลัยนอร์ธแคโลไรที่นาได้คิดแนวทางทดสอบแบบง่ายๆที่ใครๆก็ทำเป็น แล้วก็ทำเสร็จภายในช่วงระยะเวลาเพียงแต่ ๑ นาที

วิธีทดสอบดังที่กล่าวถึงแล้วมี 3 ขั้นตอนง่ายๆคือ

  • ให้ผู้ป่วยยิ้มให้ดู
  • ให้ยกแขนขึ้นทั้งยัง 2 ข้างและก็ให้ค้างเอาไว้
  • สุดท้ายให้ผู้ป่วยพูดประโยคง่ายๆให้ฟังสักประโยค


นักค้นคว้าทดสอบ ด้วยการให้ผู้ที่เคยมีอาการสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นตัวแสดงร่วมกับคนปกติคนอื่นๆรวมแล้ว ๑๐๐ คน แล้วให้อาสาสมัครสมมุติตัวเป็นคนผ่านมาพบเหตุที่มีผู้ป่วยกำเนิดอาการสมองขาดเลือดไปเลี้ยง ให้อาสาสมัครลองทดลองด้วยคำสั่งข้างต้นกับตัวละครทั้ง ๓ ข้อ ช่วงเวลาเดียวกันก็โทรศัพท์บอกผลของการทดสอบให้ผู้ศึกษาค้นคว้าและวิจัยรู้ โดยผู้วิจัยอยู่ในอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งไม่เห็นอิริยาบถหรือการแสดงออกของคนที่สงสัยจะมีอาการสมองขาดเลือดไปเลี้ยง ผลที่ออกมาพบว่า นักค้นคว้าสามารถแยกผู้ป่วยออกมาจากคนปกติได้อย่างแม่นยำถึงปริมาณร้อยละ ๙๖ ทีเดียว โดยแยกอาการกล้ามใบหน้าอ่อนล้า (facial weakness) ได้จำนวนร้อยละ ๗๑ แยกกล้ามแขนเหน็ดเหนื่อยได้ถึง ร้อยละ ๙๕ และก็แยก  ประสาทกึ่งกลางที่ทำงานเปลี่ยนไปจากปกติทางคำกล่าวได้จำนวนร้อยละ ๘๘ ซึ่งถือได้ว่าแม่นยำมากมายข้างในสถานการณ์ที่แพทย์ไม่อยู่ในที่เกิดเหตุ

  • สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคพาร์กินสัน สารสกัดจากบอระเพ็ด ชื่อ columbamine เป็นสารกรุ๊ปอัลคาลอยด์ ที่มีงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่า สามารถยั้งฤทธิ์ของเอ็นไซม์ชื่อ acetyl cholinesterase ได้สูงมาก ซึ่งการขัดขวางเอนไซม์ acetyl cholinesterase เป็นจุดหมายสำคัญของการเป็นยารักษาคนไข้โรคสมองเสื่อม (Senile dementia), คนไข้สูญเสียความทรงจำ (Alzheimer’s diseases), โรคพาร์กินสันที่มีภาวะโรคสมองเสื่อมร่วมด้วย (Parkinson’s disease with dementia, PDD) อาการเซ หรือ ภาวะกล้ามเนื้อเสียสหการ (Ataxia) แล้วก็โรคกล้ามอ่อนเพลีย (myasthenia gravis)


               ผลการรักษาโดยใช้บอระเพ็ดในคนเจ็บพาร์กินสัน สอดคล้องกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่มีการค้นพบในงานศึกษาเรียนรู้ โดยเห็นผลสำหรับเพื่อการรักษาชัดเจนในด้านภาวการณ์รู้คิด     การกระทำโดยรวมและก็ อาการทางประสาทดีขึ้นในภาวการณ์โรคสมองเสื่อมที่เจอในผู้เจ็บป่วยพาร์กินสัน เพราะโรคพาร์กินสันเมื่อมีการดำเนินของโรคมานาน 5-10 ปี จะเกิดความเสื่อมโทรมของสมองในส่วนอื่นๆตามมา กระตุ้นให้เกิดความไม่ดีเหมือนปกตินอกเหนือจากการเคลื่อนไหว อย่างเช่น การนอน ความแปลกทางด้านอารมณ์แล้วก็จิตใจ ภาวะย้ำคิดย้ำทำ อาการเซื่องซึม ไม่สบายใจ เป็นต้น
                แม้กระนั้นยังไม่มีข้อมูลในทางคลินิก หรือการเล่าเรียนในคนเจ็บกรุ๊ปโรคดังที่กล่าวมาข้างต้นอย่างเป็นระบบ ชี้แนะถ้าสนใจใช้บอระเพ็ด ควรที่จะใช้ในด้านเสริมการรักษาพร้อมกันกับยาแผนปัจจุบันเป็นหลัก และควรมีตอนที่หยุดยาบ้าง อย่างเช่น แนะนำใช้ยาเดือนเว้นเดือน หรือ 2-3 เดือน เว้น 1 เดือน
นอกนั้นข้อควรตรึกตรองหมายถึงห้ามใช้บอระเพ็ดในคนที่มีภาวการณ์เอนไซม์ตับขาดตกบกพร่อง หรือคนเจ็บที่มีประวัติเป็นโรคตับ หรือโรคไตรุนแรง คนที่มีทิศทางความดันเลือดต่ำเกินไป หรือน้ำตาลในเลือดต่ำ สตรีท้อง สตรีให้นมลูก
หมามุ่ยประเทศอินเดีย เป็นสมุนไพรที่ศาสตร์อายรุเวทของประเทศอินเดีย ใช้รักษาโรคพาร์กินสันมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ผลวิจัยพบว่าเม็ดหมามุ่ยประเทศอินเดีย เป็นแหล่งธรรมชาติของสาร แอล-โดขว้าง (L-dopa)เจอ 3.1-6.1% และก็อาจพบมากถึง 12.5% ซึ่งสารแอล-โดปานี้จะเป็นสารขึ้นต้นของโดพามีน โดยพบว่าสารแอล-โดปาในหมามุ่ยอินเดียมีจุดเด่นกว่ายาสังเคราะห์ Levodapa ตรงที่มีความแรงสำหรับเพื่อการออกฤทธิ์มากกว่า Levodopa 2-3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบในขนาดเทียบเท่ากับ Levodapa โดดเดี่ยว
โดยมีการตั้งสมมุติฐานว่าในสารสกัดเมล็ดหมามุ่ยอินเดียอาจมีสารสำคัญบางตัวที่ทำหน้าราวกับ Dopamine Decarboxylase Inhibitors ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่จำเป็นต้องให้ร่วมกับ Levodopa เสมอ เพื่อยับยั้งเอนไซม์ Dopamine Decarboxylase ที่จะทำลาย Levodopa อันจะทำให้การออกฤทธิ์ของ Levodopa ต่ำลง นอกนั้นยังพบว่าเมล็ดหมามุ่ยประเทศอินเดียยังออกฤทธิ์ได้เร็วกว่า และก็มีระยะเวลาการออกฤทธิ์ยาวนานกว่า  Levodopa/Carbidopa
แต่ยังไม่มีข้อมูลในการศึกษาวิจัยทางคลินิกแล้วก็การเล่าเรียนในคนเจ็บโรคพาร์กินสัน โดยเหตุนั้นจะต้องรอให้มีการทำการศึกษาเพิ่ม แล้วก็มีผลการศึกษาเรียนรู้ยืนยันว่าไม่มีอันตรายก่อนจะใช้
เอกสารอ้างอิง

  • นพ.อัครวุฒิ วิริยเวชกุล.โรคพาร์กินสัน.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่382.คอลัมน์ โรคน่ารู้.กุมภาพันธ์.2554
  • ศ.นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์.โรคพาร์กินสันกับผู้สูงอายุ.ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล
  • Kedar, NP. (2003). Can we prevent Parkinson,s and Alzheimer,s disease?. Journal of Postgraduate Medicine. 49, 236-245.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 641-645.
  • Parkinson’s disease, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 17th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2008 (electronic book). http://www.disthai.com/
  • โรคพาร์กินสัน.วิกิพีเดียสารานุกรม
  • โรคพาร์กินสัน-โรคสั่นสันนิบาต.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่219.คอลัมน์โรคน่ารู้.กรกฎาคม.2540
  • พญ.สลิล ศิริอุดมภาส.โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) .หาหมอ.com
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ .โรคพาร์กินสัน.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่292.คอลัมน์ สารานุ

หน้า: [1] 2 3 4