แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - bilbill2255

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1
อื่นๆ / รู้จัก พญายอ สมุนไพรฆ่าเชื้อไวรัส
« เมื่อ: สิงหาคม 23, 2018, 08:37:55 AM »

พญายอ
พญายอเป็นไม้พุ่งแกมเลื้อย เถาและใบมีสีเขียวใบไม้ไม่มีหนาม ใบยาวเรียวปลายแหลม ออกตรงข้ามเป็นคู่ ดอกออกเป็นช่อ อยู่ที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมี 3-6 ดอก กลีบดอกเป็นดอกปลายแยกสีแดงอมส้ม
พญายอขึ้นได้งามในดินที่สมบูรณ์ แสงแดดปานกลาง พบได้ทั่วไปตามป่าในประเทศไทย หรือปลูกกันตามบ้าน ปลูกโดยใช้ลำต้นปักชำ เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ตัดกิ่งออกมาซัก 2-3 คืบ ปักขำให้รากออกมาดีแล้วก็ย้ายไปปลูกในแปลง ดูแลรักษาเหมือน พืชไม้ทั่วไป
ใบ เป็นยา ให้เก็บขนาดกลางที่สมบูรณ์ ไม่แก่หรือไม่อ่อนจนเกินไป ใบของพญายอสามารถลดอาการักเสบของหูได้ดี โดยเฉพาะส่วนที่สกัดด้วยสารละลาย “บิวทานอล” วงศ์สถิต ฉั่วกุล และคณะได้ศึกษาพบว่าสารสำคัญตัวหนึ่งเป็น “เฟลโวนนอยต์” ส่วนด้านที่มีการต้านพิษงูยังไม่ชัดเจน แต่ปลอดภัยพอที่จะใช้
ใบพญายอรักษาอาการอักเสบเฉพาะที่ (ปวด, บวม, แดง ร้อนแต่ไม่มีไข้) จากแมลงที่มีพิษกัดต่อย เช่น ตะขาบ แมงป่อง ผึ้ง ต่อ แตน รักษาโดยการเอาใบสดจากพญายอนี้มาสัก 10-15 ใบ (มากน้อยตามบริเวณที่เป็น) ล้างให้สะอาด ใส่ลงในครกตำยา ตำให้ละเอียด เติมแอลกอฮอล์พอชุ่มยา ตั้งทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ หมั่นคนยาทุกวัน กรองน้ำยา ใช้น้ำ และกากทาบบริเวณที่เจ็บปวดบวม หรือที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย
ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า สารสกัดจากใบพญายอ สามารถฆ่าเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใส งูสวัด (varicella zoster virus) ทั้งภายในและภายนอกเซลล์ คือ ยับยั้งไวรัสโดยตรง และยับยั้งการเพิ่มจำนสวนของไวรัส
ผู้ป่วยโรคเริมบริเวณอวัยยะสืบพันธุ์ที่ติดเชื้อครั้งแรกและติดเชื้อซ้ำ เมื่อรักษาโดยทาแผลของผู้ป่วยด้วยครีมพญายอ (5%) เปรียบเทียบกับยามาตรฐาน acyclovir พบว่า แผลของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอและ acyclovir จะตกสะเก็ดภายในวันที่ 3 และหายภายในวันที่ 7 แสดงว่าครีมพญายอและครีม acyclovir มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ป่วยโรคเริมบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ให้หายได้เร็วพอกัน แต่ครีมพญายอ ไม่ทำให้เกิดอาการแสบระคายเคือง ในขณะที่ครีมทำให้แสบและราคาแพง
ผู้ป่วยโรคงูสวัด เมื่อรักษาโดยทาแผลด้วยครีมพญายอ (5%) วันละ 5 ครั้งทุกวัน ปรากฎว่าแผลจะตกสะเก็ดภายใน 1-3 วัน และหายภายใน 7-10 วัน พบว่าผู้ป่วยจะหายเร็วกว่าการใช้ยาชนิดอื่น และไม่พบอาการข้างเคียงใดๆ จากการใช้สารสกัดใบพญายอ
เห็นได้ชัดว่า สมุนไพรไทย พญายอ มีสรรพคุณมากมาย อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันอันตรายจากการใช้สมุนไพร คุณผู้อื่นต้องศึกษาให้ละเอียด
ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์
รากของพญาปล้องทอง ประกอบด้วยสาร Lupeol, B-Sitosterol, Stigmasterol และมีการทดลองพบว่าสารสกัดด้วยสารละลายบิวทานอล (butanol) จากใบของพญาปล้องทอง มีสารประกอบฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) สามารถระงับอาการอักเสบได้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้มีการผลิต ครีมพญายอ ขึ้นเพื่อนำมารักษาผู้ป่วยโรคงูสวัดได้ ทำให้แผลตกสะเก็ดหายเร็ว ลดอาการปวดได้ดี และไม่พบผลข้างเคียงใดๆ จากการใช้ครีมพญายอ จึงไม่ทำให้เกิดอาการแสบระคายเคือง มีการนำมาออกจำหน่ายในระดับอุตสาหกรรม

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เป็นไม้พุ่มรอเลื้อย สูง 1-3 เมตร มีลำต้นและกิ่งก้านสีเขียวเข้ม ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยวออกเรียงตรงข้ามกัน รูปรีแคบขอบขนานกว้าง 1-3 ซม. ยาว 4-12 ซม. ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีแดงส้ม มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียยาวโผล่พ้นหลอดออกมา ปลายแยกเป็น 2 ปาก ผลเป็นผลแห้ง ไม่ค่อยออกดอก ส่วนมากขึ้นตามป่า หรือปลูกกันตามบ้าน ดังนั้นการขยายพันธุ์จึงทำได้โดยการปักชำหรือ การแยกเหง้าแขนงไปปลูก
วิธีการปลูก
การปลูกพญายอ ส่วนใหญ่ใช้กิ่งปักชำโดยเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ปราศจากโรค ไม่แก่ หรือไม่อ่อนเกินไป ตัดกิ่งพันธุ์ให้มีความยาว 6-8 นิ้ว และมีตาบนกิ่งประมาณ 1-3 ตา ให้มีใบเหลืออยู่ที่ปลายยอด ประมาณ 1/3 ของกิ่ง ทาปูนแดงบริเวณรอยตัดของต้นตอ และกิ่งพันธุ์เพื่อป้องกันเชื้อรา ปักชำลงในถุงที่มีวัสดุปักชำเป็นดินร่วนปนทราย จะช่วยให้อัตราการออกรากของกิ่งชำสูง คุณภาพของรากดี และสะดวกในการขุดย้ายต้นไปปลูก โดยปักชำกิ่งลงในวัสดุปลูกลึกประมาณ 3 นิ้ว เอียง 45 องศา รดน้ำให้ชุ่มและรักษาความชื้นให้เพียงพอ โดยกิ่งชำไม่ควรถูกแสงแดดโดยตรง และควรดูแลความชื้นในอากาศ กิ่งปักชำจะออกรากภายใน 3-4 สัปดาห์ เมื่อกิ่งชำที่มีอายุ 3-4 สัปดาห์ ที่ชำไว้ในแปลงชำหรือในถุงชำ โดยใช้ช้อนขุดหรือเสียมแซะกิ่งชำลงปลูกในหลุมปลูกที่เตรียมไว้ 1 ต้นต่อหลุม กลบดิน และกดดินที่โคนให้แน่น รดน้ำหลังจากปลูกทันที
การเก็บ เก็บใบขนาดกลาง ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไป การเก็บเกี่ยวให้ใช้วิธีการตัดต้นเหนือระดับผิวดินประมาณ 10 ซม. หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ต้นตอเดิมยังงอกแตกแขนงเติบโตได้อีก และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไปได้
การดูแลรักษา ควรให้น้ำในระยะ 1-2 เดือนแรก ควรรดน้ำทุกวัน ถ้าแดดจัดควรรดน้ำเช้า-เย็น เมื่ออายุ 2 เดือนขึ้นไปแล้วอาจให้น้ำวันเว้นวัน ในฤดูฝนถ้ามีฝนตกอาจจะไม่ต้องให้น้ำ สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินอุดมสมบูรณ์ ชอบดินร่วนปนทรายระบายน้ำดี ไม่ชอบดินลูกรังหรือดินเหนียว ชอบอากาศร้อนชื้น ขึ้นได้ดีทั้งที่มีแดดและที่ร่ม
ลักษณะใบพญาปล้องทอง
ส่วนที่นำมาใช้ ใช้ได้ทั้งใบ และราก
ใบ

  • นำมารักษาอาการอักเสบ ถอนพิษ รักษาแผลร้อนในในปาก เริม งูสวัด ให้ใช้ใบสด 10-20 ใบ นำมาตำผสมกับเหล้าหรือ น้ำมะนาว คั้นเอาน้ำดื่มหรือเอาน้ำทาแผลและเอากากพอกแผล
  • นำมาทาบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อยเป็นผื่นคัน ให้ใช้ใบสด 5-10 ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ผลดี
  • นำมาแก้แผลน้ำร้อนลวก ให้ใช้ใบตำเคี่ยวกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้ แผลจะแห้ง หรือ นำใบมาตำให้ละเอียดผสมกับสุรา มีสรรพคุณดับพิษร้อนได้ดี


รากพญายอ
ปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ ขับระดู แก้ปวดเมื่อยบั้นเอว
http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพร เสลดพังพอน (พญายอ)

2

เหงือกปลาหมอ
รักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน ขี้กลากเกลื้อน
ชื่ออื่น : แก้มแพทย์ แก้มแพทย์เล จะเกร็ง นางเกร็ง อีเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน
ในแบบเรียนยาไทยกล่าวว่า เหงือกปลาหมอสามารถแก้โรคผิวหนังได้ทุกประเภท
ในเมื่อเหงือกปลาหมอมีสรรพคุณเด่นแก้น้ำเหลืองเสียได้ โรคผิวหนังต่างๆแม้กระทั้ง โรคอีสุกอีใส ที่เกิดจากเชื้อไวรัสก็จะบรรเทาเบาบางลง
สมุนไพร เหงือกปลาหมอเป็นไม้พุ่มที่มีขนาดกลางสูงราว 1-2 เมตร ส่วนของลำต้นและก็ใบจะมีหนามมีหนาม ใบหนามแข็งและมีขอบเว้าหนามแหลมใบออกเป็นคู้ตรงกันข้ามกัน ส่วนของดอกจะออกเป็นช่อตามยอด กลีบดอกไม้จะมีสีขาอมม่วง มี 4 กลีบแยกจากกันผลเป็นฝักสีน้ำตาล มี เม็ด จะสามารถมักพบตามชายน้ำ ริมฝั่งคลองบริเวณปากแม่น้ำ
ในกรณีโรคผิวหนังพุพองจากเชื้อไวรัสเอดส์ แม้ว่าจะรุนแรงกว่าโรคผิวหนังทั่วๆไป แม้กระนั้นเมื่อใช้เหงือกปลาหมอเป็นอีกทั้งยากินแล้วก็ต้มน้ำอาบต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 3 ข้างขึ้นไป แผลพุพอง ก็จะเบาลงลงอย่างเห็นได้ชัด สำหรับคนเจ็บโรคผิวหนังด้วย
วิธีปรุงยารวมทั้งวิธีการใช้ยาก็มีหลายวิธีเป็น
แนวทางต้มยารับประทานรวมทั้งอาบ
เอาเหงือกปลาหมอสดหรือแห้งสับเป็นท่อนเล็กๆใส่เต็มขันขนาด 1 ลิตร ใส่น้ำ 4 ขัน ต้มยาให้เดือดนาน 10 นาที ตักน้ำยาขึ้นมา 1 แก้ว แบ่งไว้สำหรับดื่มกินขณะอุ่นๆครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ก่อนกินอาหาร
ส่วนน้ำยาที่แบ่งไว้อาบนั้น ต้องใช้อาบขณะน้ำยายังอุ่นอยู่ ก่อนอาบน้ำต้องชำระล้างร่างกายด้วยสบู่ให้สะอาดเสียก่อน เมื่ออาบน้ำยาแล้ว ไม่ต้องอาบน้ำธรรมดาตามอีก อาบน้ำยาวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็นทีละ 3-4 ขัน แม้กระนั้นถ้ามีเหงือกปลาหมอจำนวนไม่ใช่น้อย บางครั้งก็อาจจะต้มยาเพื่อเป็นการแช่หมดทั้งตัวในอ่างก็ยิ่งดี
ขั้นตอนการทำเป็นยาลูกกลอน
นำเหงือกปลาแพทย์ทั้งยัง 5 ครั้งตากแห้งมาบดเป็นผุยผงละเอียด 2 ส่วน ผสมน้ำผึ้งแท้ 1 ส่วน ปั้นเป็นเม็ดลูกกลอนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 2 เม็ด เด็กบางครั้งอาจจะกินทีละ 1 เม็ดหรือครึ่งเม็ดตามขนาดอายุและก็น้ำหนัก กินวันละ 2 ครั้ง ก่อนที่จะรับประทานอาหาร เช้า-เย็น กินไปเรื่อยจนกระทั่งจะหาย แต่ว่าถ้าเกิดเป็นโรคผิวหนังจากภูมิคุ้มกันขาดตกบกพร่องก็จำต้องกินตลอดกาล

แนวทางการทำเป็นแคปซูล
นำผงเหงือกปลาแพทย์ที่ผ่านการเหินเป็นผงละเอียดราวกับแป้งใส่แคปซูลขนาด 250 มิลลิกรัม ผู้ใหญ่รับประทานทีละ 2 แคปซูลวันละ 2-3 เวลาก่อนที่จะรับประทานอาหาร เด็กต่ำลงตามส่วน
เหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์มากมาย ได้แก่
-ราก มีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการแก้โรคหืด อัมพาต แก้ไอ รวมทั้งใช้ขับเสมหะ
-ต้น มีสรรพคุณรักษาโรคหลายแบบ โดยใช้ต้นตำผสมน้ำกินรักษาวัณโรค อาการผ่ายผอม ถ้าใช้ทาก็ช่วยแก้โรคเหน็บชาได้
-ลำต้น ไปผสมกับสมุนไพรอื่นๆก็จะได้สรรพคุณทางยาไม่เหมือนกันออกไปอีก
-ทั้งยังต้นรวมรากต้มอาบแก้พิษไข้ต้นลม แก้โรคผิวหนังทุกชนิด
-ต้นสดตำพอกปิดหัวฝีแผลเรื้อรังทำลายพิษ ต้มกินแก้พิษโรคฝีดาษ ฝีทั้งมวล ผลกินเป็นยาขับโลหิตระดู นอกจากนี้ หากตาเจ็บ ตาแดง เอา
"เหงือกปลาหมอ" ทั้งยังต้นตำกับขิงคั้นเอาน้ำหยอดตาหาย เป็นเหน็บชา ชาทั้งตัว
- ทั้งต้นตำทาบริเวณที่เป็นจะดียิ่งขึ้น
- ตำเอาน้ำดื่มกากพอก งูกัด
- ต้นกับขมิ้นอ้อยตำทาป็นฝีฟกบวม เป็นริดสีดวงทวาร
- ต้นตำกับขิงกิน โรคเรื้อน โรคกุฏฐัง เป็นไข้จับสั่น
- ทั้งยังต้นตำใบส้มป่อยต้มดื่ม เจ็บหลัง เจ็บเอว
- "เหงือกปลาหมอ" กับชะเอมเทศตำผงละลายน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนกิน ริดสีดวงแห้ง
ในท้อง ผ่ายผอมเหลืองทั้งตัว กินทุกวี่วัน
- "เหงือกปลาหมอ" กับเปลือกมะรุมเสมอกันใส่หม้อ เกลือนิดนึง หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ ใช้ฟืน 30 ท่อน ต้มกับน้ำจนเดือดให้งวดก็เลยยกลง อั้นลมหายใจรับประทานขณะอุ่นจนหมด เป็นริดสีดวง มือตายตีนตาย ร้อนทั้งตัว มึนหัว ตามัว เจ็บระบมหมดทั้งตัว ตัวแห้ง จะหายได้
- "เหงือกปลาแพทย์" อีกทั้ง 5 รวมราก กับ อาหารเย็นเหนือ อาหารเย็นใต้ จำนวนเท่ากัน กะตามต้องการ ต้มกับน้ำจนกระทั่งเดือดดื่มขณะอุ่นครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลา ตอนเช้า ตอนกลางวัน เย็น ต้มดื่มปอดเริ่มมีปัญหาเป็นฝ้าจะอาการดียิ่งขึ้น ไปให้แพทย์เอกซเรย์ปอดไม่เป็นฝ้าอีกหยุดต้มกินได้เลย รวมทั้งต้องระมัดระวังอย่าให้เป็นอีก
ยาอายุวรรฒนะ
- "เหงือกปลาหมอ" 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ทำเป็นผงละลายน้ำผึ้งปั้นรับประทานทุกวี่ทุกวัน
กินได้ 1 เดือน ไม่มีโรค สติปัญญาดี
กินได้ 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง
กินได้ 3 เดือน โรคริดสีดวงทุกชนิดหาย
กินได้ 4 เดือน แก้ลม 12 ชนิด หูดี
กินได้ 5 เดือน หมดโรค
กินได้ 6 เดือน เดินไม่เคยรู้เหนื่อย
กินได้ 7 เดือน ผิวงาม
กินได้ 8 เดือน เสียงไพเราะเพราะพริ้ง
กินได้ 9 เดือน หนังเหนียว
-"เหงือกปลาหมอ" 1 ส่วน ดีปลี 1 ส่วน ทำผงชงกินกับน้ำร้อนถ้าผิวแตกหมดทั้งตัวหายได้ ทั้งหมดที่บอกเป็นตำรายาโบราณ ไม่เชื่อก็ไม่สมควรดูถูกดูแคลน ทราบไว้เป็นวิชา http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรเหงือกปลาหมอ

3

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ รักษาโรคมะเร็ง
อีกหนึ่งการวิจัยที่ศึกษาเล่าเรียนเกี่ยวกับประสิทธิผลของสารโพลีแซ็คคาไรค์ในเห็ดหลินจือของผู้ในคนป่วยโรคมะเร็งปอด จากการวิเคาะห์พบว่า สารดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมีส่วนในการยัยยั้งหลักการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว
จากการวิจัยมากไม่น้อยเลยทีเดียวถึงประสิทธิผลทางการรักษาโรคโรคมะเร็งของเห็ดหลินจืออาจมีผลต่อการต้านการอักเสบในคนไข้มะเร็งปอดบางราย แต่ยังคงไม่มีหลักฐานทางด้านวิทยาศาสตร์หรือการทดสอบทางด้านการแพทย์ที่ให้ข้อมูลเพียงพอที่ช่วยเหลือให้ใช้เห็ดหลินจือสำหรับในการรักษามะเร็งอย่างเป็นทางการ
เมื่อพินิจพิจารณาเปรียบเทียบจากการรวบงานค้นคว้าที่เล่าเรียนประสิทธิผลของเห็ดหลินจือเพื่อรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ 373 คน แม้จะพบว่าคนเจ็บสนองตอบต่อการดูแลรักษาด้วยเคมีบำบัดรักษาหรือรังสีบำบัดก้าวหน้าขึ้นเมื่อรักษาร่วมกับการใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือ แม้กระนั้นเมื่อทดลองใช้เห็ดหลินจือเพียงอย่างเดียวกลับไม่มีประสิทธิผลในในการทำให้โรคมะเร็งลดขนาดลงอย่างใด
นอกเหนือจากนั้น จาการทบทวนงานค้นคว้าวิจัยพบว่ามีงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัย 4 ชิ้นที่ส่งผลลัพธ์ส่งเสริมว่าเห็ดหลินจืออาจสัมพันธ์ต่อการแก้ไขคุณภาพชีวิตของคนป่วยให้ดีขึ้น แล้วก็ในเวลาเดียวกัน ก็มีผลลัพธ์จากงานศึกษาเรียนรู้วิจัยหนึ่งที่แสดงถึงผลข้างคียงของเห็ดหลินจือ เป็นอาการคลื่นใส้และนอนไม่หลับด้วย
ดังนั้น ก็เลยอาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่ใช้ในการพิสูจน์ทางคุณสมบัติแล้วก็คุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากเห็ดหลินจือยังคงมีจำกัด บาง งานค้นคว้าเป็นการทดสอบขนาดเล็ก หลักฐานที่ได้ยังไม่มีประสิทธิภาพพอเพียง หรือเป็นเพียงแค่การทดสอบในผู้ป่วยบางกลุ่มเท่านั้น ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อโรคมะเร็ง ก็เลยยังคงเป็นหัวข้อการค้นคว้าที่ควรดำเนินงานทดสอบถัดไปเพื่อได้สำเร็จลัพ์ที่แน่ชัดรวมทั้งมีประโยชน์ในวงกว้างต่อการรักษาคนไข้โรคมะเร็งได้ในอนาคต
ภาวะต่อมลูกหมากโต และก็การเจ็บป่วยในระบบฟุตบาทปัสสาวะ
มีกรรมวิธีการทดลองหนึ่งที่ใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือทดสอบในผู้เจ็บป่วยเพศ 88 รายซึ่งแก่เกินกว่า 49 ปีขึ้นไป ที่มีอาการเยี่ยวติดขัด หลังการทดลองกว่า 12 สัปดาห์ ผลที่ได้เป็น คนไข้ต่างมีระดับคะแนน IPSS ที่ดียิ่งขึ้น ( TNE lnternational Prostate Symptom Score )ซึ่งเป็นค่าคะแนนสากลในการวัดปัญหาในระบบทางเท้าปัสวะของผู้ป่วยจากการตอบคำถาม แต่ไม่ปรากฏผลในเชิงการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิต การขับถ่ายปัสวะ หรือขนาดของต่อมลูกหมากอะไร
ด้วยเหตุนั้น การทดสอบดังที่ได้กล่าวมาแล้วก็เลยยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาสตร์ที่แจ้งชัดเพียงพอ ควรต้องมีการค้นคว้าทดสอบในด้านนี้ต่อไปในอนาคต เพื่อค้นหาข้างหลังฐานที่กระจ่างสำหรับในการสรุปเกี่ยวกับประสิทธิของเห็ดหลินจือต่อการดูแลรักษาสภาวะต่อมลูกหมากโตหรือปัญหาด้านสุขภาพอะไรก็ตามที่เกี่ยวพัน
ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นโลหิตหัวใจ
จากการวิเคราะห์ผลของการทดลองด้านการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีคนไข้โรคเบาหวานประเภท 2 เข้าร่วมทดสอบกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่เป็นผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพเพียงพอจะเกื้อหนุนผลทางการรักษาเหล่านั้น และไม่มีข้อมูลที่พอเพียงสำหรับการยืนยันด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจือเช่นกัน โดยหนึ่งในงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยพวกนั้น ได้แสดงถึงผลกระทบจากการบริโภคเห็ดหลินจือในผู้ป่วยบางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องร่วง หรือท้องผูก
ด้วยเหตุนั้นจะต้องมีการค้นคว้าทดลองถึงความสามารถของเห็ดหลินจือสำหรับการลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เพื่อคุ้มครองป้องกันรวมทั้งการดูแลรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจต่อไป รวมถึงให้ได้เรื่องแจ่มแจ้งชัดดเจนในด้านดังที่กล่าวถึงแล้วเยอะขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นคุณประโยชน์ต่อกรรมวิธีรักษาคุ้มครองป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจรวมทั้งอาการต่างๆที่เกี่ยวเนื่องต่อไปในอนาคต
ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับในการบริโรคเห็ดหลินจืออปิ้งแน่ชัด เนื่องประสิทธิผลและก็ผลข้างคียงจากการบริโภค ดังนั้น ผู้ใช้ ควรศึกษาเรียนรู้เนื้อหาสาระเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ แล้วก็ปรึกษาหมอหรือเภสัชกรก่อนจะมีการบริโรค เพราะหากแม้เห็ดหลินจือในแต่ละต้นแบบจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แม้กระนั้นสารเคมีรวมทั้งส่วนประต่างบางทีอาจส่งผลข้างเคียงที่เป็นโทษต่อร่างกายได้เหมือนกัน

โดยปกติ ปริมาณการบริโภคเห็ดหลินจือ/วันอาทิเช่น
-เห็ดหลินจืออบแห้ง ไม่ควรบริโภคเกิน 1.5-9 กรัม/วัน
-ผงสารสกัดเห็ดหลินจือ ไม่สมควรบริโภคเกิน 1-1.5 กรัม
-สารละลายเห็ดหลินจือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1 มิลลิลิตร/วัน
ความปลอดภัยสำหรับในการบริโภคเห็ดหลินจือ
แม้จะมีการพิสูจน์ถึงคุณประโยชน์ในบางด้านที่อาจเกิดขึ้นได้จากการบริโภคเห็ดหลินจือ แต่ผู้บริโภคก็ควรศึกษาค้นคว้าเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ แล้วก็ขอความเห็นหมอหรือเภสัชกรก่อนการบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรระมัดระวังในด้านปริมาณและก็แบบอย่างเห็ดหลินจือที่บริโภค เนื่องจากบางทีอาจเกิดผลใกล้กันต่อร่างกายได้ในตอนหลัง
โดยข้อควรปฏิบัติตามสำหรับในการบริโภคเห็ดหลินจืออย่างเช่น
คนซื้อทั่วไป.......
-ควรบริโภคเห็ดหลินจือในปริมาณที่พอดี
-การบริโภคสารสกัดจากเห็ดหลินจือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 1 ปี อาจก่อให้เป็นอันตรายต่อร่างกายได้
-การบริโภคสารสกัดจากเห็ดหลินจือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 1 ปี อาจส่งผลให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้
-การบริโภคสารสกัดเห็ดหลินจืออาจส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงได้ อย่างเช่น ปากแห้ง คอแห้งผาก คันจมูก เลือดกำเดาไหล ท้องไส้ปั่นป่วน ถ่ายเป็นเลือด
-การดื่มไวน์เห็ดหลินจืออาจนำไปสู่ผลข้างเคียงเป็นอาการผื่นคัน
-การสูดหายใจเอาเซลล์สืบพันธุ์ หรือ สปอร์ (Spores) ของเห็ดหลินจือเข้าไปอาจจะส่งผลให้กำเนิดอาการแพ้
ผู้ที่ต้องระวังในการบริโภคเป็นพิษ
ผู้ที่ครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร หากแม้ยังไม่มีการพิสูจน์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ในกลุ่มลูกค้านี้แต่ว่าผู้ที่ตั้งท้องแล้วก็คนที่กำลังให้นมลูกควรหลบหลีกการบริโภคเห็ดหลินจือ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของตนและลูกน้อย
ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด การบริโภคเห็ดหลินจือในปริมาณมาก บางทีอาจเพิ่มความเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดภาวะมีเลือดออกในคนป่วยบางรายที่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด ฉะนั้น เพื่อลดการเสี่ยง ผู้ป่วยควรจะหยุดบริโภคเห็ดหลินจือ ขั้นต่ำ 2 อาทิตย์ก่อนวันผ่าตัด
ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ
ความดันเลือดต่ำ เห็ดหลินจืออาจทำให้ความดันเลือดต่ำลง ฉะนั้น คนเจ็บภาวการณ์ความดันเลือดต่ำควรต้องเลี่ยงการบริโภคเห็ดหลินจือ
ภาวการณ์เกล็ดเลือดต่ำ การบริโภคเห็ดหลินจือในปริมาณมากบางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดภาวะมีเลือดออกในผู้ที่มีเกล็ดเลือดต่ำ ด้วยเหตุนี้คนป่วยภาวะเกล็ดเลือดต่ำก็เลยไม่ควรบริโภคเห็ดหลินจือ
ภาวะมีเลือดออกแตกต่างจากปกติ การบริโภคเห็ดหลินจือในปริมาณมาก อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะมีเลือดออกในคนไข้บางราย โดยเฉพาะในคนที่มีภาวะเลือกออกเปลี่ยนไปจากปกติอยู่แล้ว http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรเห็ดหลินจือ

4

ขิง
ขิง เป็นพืชที่มีเหง้าใต้ดิน ภายนอกเหง้าเป็นน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีขาวหรือเหลืองอ่อน มักเอามาปรุงอาหารเพราะเหตุว่าส่งกลิ่นหอม นอกจากนั้น ขิงยังคงใช้เป็นองค์ประกอบในเครื่องดื่ม สบู่ และก็เครื่องแต่งตัวทั้งหลายเหมือนกัน ด้านผลดีต่อร่างกาย มีความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ขิงรักษาโรคหลายประเภทมาอย่างยาวนาน เช่น โรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับระบบที่ทำหน้าที่ย่อยอาหารอย่างท้องร่วง มีก๊าซในกระเพาะ ของกินไม่ย่อย อาการเมารถเมาเรือ คลื่นไส้ ไม่อยากอาหาร
คุณสมบัติของขิงมั่นใจว่าประกอบด้วยสารที่อาจช่วยลดอาการอาเจียนรวมทั้งลดการอักเสบ โดยนักวิจัยส่วนใหญ่คาดว่าเป็นสารที่ออกฤทธิ์ในกระเพาะรวมทั้งไส้ และสารนี้บางทีอาจส่งผลต่อสมองหรือระบบประสาทส่วนที่ควบคุมอาการอ้วกด้วย แต่ว่าข้อสันนิษฐานดังที่กล่าวถึงแล้วยังไม่แน่ชัดนัก และก็คุณสมบัติด้านอื่นๆมีข้อมูลน้อยกว่า ซึ่งคุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากขิงต่อร่างกายที่พวกเราเชื่อกันนั้น ในเวลานี้ทางด้านวิทยาศาสตร์มีข้อมูลแจกแจงไว้ดังนี้
การดูแลรักษาที่อาจได้ผล
อาการอาเจียนอาเจียนที่เกิดขึ้นมาจากการใช้ยาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีหรือเอดส์ คุณประโยชน์ทุเลาอาการอาเจียนอ้วกของขิงอาจมีคุณประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคนี้ที่มักได้รับผลกระทบจากการใช้ยารักษาโรค โดยจากการศึกษาเล่าเรียนคนเจ็บจำนวน 102 คน แบ่งให้กลุ่มหนึ่งรับประทานขิง 500 กรัม อีกกลุ่มกินยาหลอกวันละ 2 ครั้ง ในตอน 30 นาทีก่อนจะได้รับยารักษาโรคโรคภูมิคุมกันบกพร่องอย่างยาต้านทานรีโทรไวรัส ตรงเวลาทั้งหมด 14 วัน พบว่าขิงช่วยลดอาการอาเจียนอาเจียนที่เกิดขึ้นมาจากการดูแลและรักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีได้
อาการอาเจียนคลื่นไส้ภายหลังการผ่าตัด ขิงบางทีอาจช่วยทุเลาอาการคลื่นไส้รวมทั้งอาเจียนจากการผ่าตัดได้ด้วยเหมือนกัน โดยการเล่าเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์ส่วนมากชี้ว่าการรับประทานขิง 1-1.5 กรัม ในช่วง 1 ชั่วโมงก่อนที่จะมีการผ่าตัดนั้นดูเหมือนจะช่วยลดอาการคลื่นไส้อ้วกที่บางทีอาจเกิดขึ้นในระหว่าง 24 ชั่วโมงข้างหลังได้รับการผ่าตัด
งานศึกษาค้นคว้าวิจัยหนึ่งทดสอบแบ่งคนป่วยจำนวน 122 คนที่รับการผ่าตัดต้อกระจกให้รับประทานแคปซูลขิง 1 กรัม และก็อีกกรุ๊ปได้รับแคปซูลขิง 500 มก.แต่ว่าแบ่งให้ 2 คราวก่อนผ่าตัด ซึ่งผลพบว่าคนไข้ในกรุ๊ปข้างหลังมีลักษณะอ้วกอ้วกน้อยครั้งและก็มีความรุนแรงของอาการน้อยกว่า โดยงานวิจัยนี้พบว่าการใช้ขิงนั้นคงจะให้ความสามารถสูงสุดเมื่อรับประทานเป็นประจำรวมทั้งสม่ำเสมอโดยแบ่งปริมาณการใช้
นอกเหนือจากนี้ การทดลองทาน้ำมันขิงบริเวณข้อมือของคนป่วยก่อนเข้ารับการผ่าตัด พบว่าช่วยคุ้มครองปกป้องอาการอาเจียนในผู้ป่วยโดยประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์จากผู้เข้ารับการผ่าตัดทั้งหมด แต่ทว่าการใช้ขิงช่วยลดอาการคลื่นไส้คลื่นไส้ร่วมกับยาลดอ้วกอาเจียนนั้นอาจให้ผลได้ไม่ดีนัก และก็การใช้ขิงกับผู้เจ็บป่วยที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการอ้วกอาเจียนน้อยอยู่และก็บางทีอาจไม่ได้เรื่องด้วยเหมือนกัน
อาการแพ้ท้อง การรับประทานขิงอาจมีส่วนช่วยทุเลาอาการแพ้ท้อง ได้แก่ อ้วก คลื่นไส้ หรือเวียนหัว ผลวิจัยชิ้นหนึ่งที่ช่วยยืนยันคุณสมบัตินี้เป็นการทดสอบในหญิงที่มีอายุครรภ์ต่ำลงมากยิ่งกว่า 20 อาทิตย์ ปริมาณ 120 คน ซึ่งเผชิญอาการแพ้ท้องวันแล้ววันเล่านานอย่างน้อย 1 อาทิตย์ และไม่รู้สึกดีขึ้นแม้จะเปลี่ยนแปลงการรับประทานอาหารรวมทั้งตาม หลังจากกินสารสกัดจากขิง 125 มิลลิกรัม ซึ่งเสมอกันกับขิงแห้ง 1.5 กรัม วันละ 4 ครั้ง 4 วัน ผลได้ทำให้เห็นว่าขิงบางทีอาจสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในฐานะการรักษาโอกาสต่ออาการแพ้ท้องได้
ถือว่าสอดคล้องกับอีกงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยก่อนหน้าที่ชี้ว่าการกินขิง 1 กรัมต่อวัน ติดต่อนาน 4 วัน สามารถช่วยลดความร้ายแรงของอาการอาเจียนอ้วกในหญิงตั้งท้องที่มีลักษณะแพ้ท้องได้ อย่างไรก็แล้วแต่การใช้ขิงสำหรับคุณค่าด้านนี้อาจมองเห็นการดูแลรักษาได้ช้ากว่าหรือให้ผลดีไม่เทียบเท่าการใช้ยาแก้อ้วกอ้วก นอกเหนือจากนั้น การเรียนรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติช่วยลดอาการแพ้ท้องของขิงยังมีข้อจำกัดรวมทั้งพบผลที่ไม่สม่ำเสมอ โดยมีบางการทดลองที่ชี้ว่าขิงบางทีอาจไม่ได้มีส่วนช่วยสำหรับในการลดอาการแพ้ท้องเช่นเดียวกัน
อาการเวียนหัวหัว อาการที่เกิดขึ้นพร้อมกับการอ้วกนี้อาจบรรเทาให้ดีขึ้นได้ด้วยการใช้คุณค่าจากขิง จากการค้นคว้าวิจัยที่ทดสอบด้วยการให้คนที่มีอาการบ้านหมุน แล้วก็ตากระตุกจากการกระตุ้นโดยใช้อุณหภูมิรับประทานผงเหง้าขิง ปรากฏว่าเหง้าขิงช่วยลดอาการหน้ามืดหัวได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกรุ๊ปที่รับประทานยาหลอก แต่ว่าไม่ได้ช่วยลดระยะเวลาหรือชะลอการกระตุกของตามากนัก
โรคข้อเสื่อม มีการเรียนบางงานที่ชี้ว่าขิงอาจมีสรรพคุณลดลักษณะการเจ็บที่เกิดจากโรคข้อเสื่อม จากการทดลองหนึ่งที่ให้ผู้เจ็บป่วยกินสารสกัดจากขิงประเภทหนึ่ง (Zintona EC) ในปริมาณ 250 กรัม วันละ 4 ครั้ง พบว่าช่วยลดอาการปวดข้อหัวเข่าภายหลังการดูแลรักษาตรงเวลา 3 เดือน ส่วนอีกงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยที่ใช้สารสกัดจากขิงผสมกับข่า พบว่าให้ผลลัพธ์ในการช่วยลดลักษณะการเจ็บขณะยืน ลักษณะการเจ็บข้างหลังเดิน และอาการข้อติด
นอกเหนือจากนั้น มีการเล่าเรียนเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างขิงและก็ยาแก้ปวด โดยให้คนไข้โรคข้ออักเสบในกระดูกบั้นท้ายและก็ข้อหัวเข่ากินสารสกัดขิง 500 มก.ทุกเมื่อเชื่อวัน วันละ 2 ครั้ง ขิงให้ผลบรรเทาอาการปวดได้เสมอกันกับการใช้ยาไอบูโพรเฟน 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง แล้วก็ยังมีงานค้นคว้าที่ชี้แนะว่าการนวดด้วยน้ำมันที่มีส่วนผสมของขิงรวมทั้งส้มอาจช่วยบรรเทาอาการปวดและอ่อนเพลียที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆของผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะเจ็บหัวเข่าได้ด้วย
ลักษณะของการปวดรอบเดือน เว้นเสียแต่ลักษณะของการปวดจากโรคข้อเสื่อม การเล่าเรียนบางงานยังชี้ว่าขิงอาจมีคุณสมบัติช่วยทุเลาลักษณะของการปวดเมนส์ เช่น การทดลองในนักศึกษามหาวิทยาลัย 120 คน โดยให้กินผงเหง้าขิงครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้งในช่วง 2 วันก่อนเริ่มมีเมนส์ตลอดไปจนถึง 3 วันแรกของการมีรอบเดือน รวมทั้งสิ้นเป็น 5 วัน พบว่าผงเหง้าขิงมีส่วนช่วยลดความร้ายแรงของลักษณะของการปวดรอบเดือนได้อย่างมีนัยสำคัญด้านการเรียนรู้เทียบสมรรถนะของขิงและก็ยาลดลักษณะของการปวดเมนส์อย่างเมเฟนามิค (Mefenamic acid) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) 400 มิลลิกรัม ในอาสาสมัคร 150 คน โดยแบ่งกลุ่มกินแคปซูลขิงหรือยาแต่ละจำพวกในจำนวน 250 มก. วันละ 4 ครั้ง นาน 3 วัน โดยเริ่มตั้งแต่มีเมนส์ ผลลัพธ์ปรากฏไปในทำนองเดียวกันกับการค้นคว้าวิจัยแรกหมายถึงขิงมีประสิทธิภาพทุเลาความรุนแรงของลักษณะของการปวดรอบเดือนไม่ต่างอะไรกับการใช้ยาเมเฟนามิคหรือไอบูโพรเฟน
การรักษาที่บางทีอาจไม่ได้ผล
อาการเมารถรวมทั้งเมาเรือ นับเป็นสรรพคุณของขิงที่มีการกล่าวถึงกันมาก แต่แม้ขิงบางทีอาจจะช่วยลดอาการตาลายได้ แม้กระนั้นสำหรับในการเวียนหัวคลื่นไส้ที่เกิดขึ้นจากการเดินทางนั้น งานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยส่วนมากระบุว่าขิงบางทีอาจไม่มีส่วนช่วยได้จริง ยกตัวอย่างเช่น การแบ่งกรุ๊ปให้ผู้เรียนนายเรือ 80 คนที่ไม่คุ้นเคยกับการออกเรือท่ามกลางสมุทรที่มีคลื่นแรง รับประทานเหง้าขิง 1 กรัม เทียบกับอีกกรุ๊ปที่กินยาหลอก ปรากฏว่ากลุ่มที่รับประทานขิงนั้นมีลักษณะอาการอ้วกแล้วก็วิงเวียนน้อยลงจริงแม้กระนั้นอยู่ในระดับเล็กน้อยเพียงแค่นั้น หรือในอีกการค้นคว้าที่ชี้ว่าการกินผงขิงในจำนวน 500 กรัม 1,000 กรัม หรือเหง้าขิงสด 1,000 มก. ต่างไม่มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการคุ้มครองป้องกันอาการเมารถหรือการทำงานของกระเพาะอาหารที่เกี่ยวพันกับอาการเมารถที่เกิดขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังแต่ประการใด
การดูแลและรักษาที่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอต่อการระบุคุณภาพ
อาการคลื่นไส้อาเจียนจากวิธีการทำเคมีบำบัด อีกหนึ่งคุณประโยชน์คือลดอาการอาเจียนแล้วก็คลื่นไส้ ซึ่งมีการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่ว่าหลักฐานเกี่ยวกับการใช้ขิงในคนป่วยที่รับเคมีบำบัดรักษานั้นยังเป็นที่คัดค้านกันอยู่ว่าจะมีส่วนช่วยได้จริงหรือไม่ การเล่าเรียนหนึ่งที่ชี้ถึงผลดีข้อนี้ของขิง โดยให้คนไข้กินแคปซูลขิงที่มีขิง 0.5-1.5 กรัม เทียบกับยาหลอก ตั้งแต่ 3 วันก่อนวันทำเคมีบรรเทานานต่อเนื่องตรงเวลา 6 วัน พบว่า มีระดับความรุนแรงของอาการอาเจียนที่เกิดขึ้นภายหลังการรักษาน้อยกว่ากลุ่มที่มิได้รับประทานแคปซูลขิง แต่ว่าเห็นผลได้ชัดในกลุ่มที่ใช้แคปซูลขิง 0.5 กรัม กับ 1 กรัมเพียงแค่นั้น ส่วนกลุ่มที่กินแคปซูลขิง 1.5 กรัมกลับเห็นผลน้อยกว่า แปลว่าการกินขิงในปริมาณมากจึงบางทีอาจไม่ได้ทำให้อาการอ้วกอย่างที่น่าจะเป็น
แม้กระนั้น มีหลักฐานที่ถกเถียงข้อเกื้อหนุนดังที่กล่าวถึงแล้วซึ่งเป็นงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยที่เปิดเผยว่าการกินขิงไม่ได้มีคุณภาพดีไปกว่าการใช้ยาแก้อาเจียน ทั้งนี้ ผลวิจัยที่ขัดแย้งกันนี้ คาดว่าอาจมีมูลเหตุมาจากปริมาณขิงที่ใช้ทดลองนั้นไม่เหมือนกัน รวมถึงขณะที่เริ่มรักษาด้วยการใช้ ขิงจะประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ด้านการแพทย์ในด้านนี้แล้วเห็นผลไหมอาจจะควรมีการยืนยันเพิ่มอีกต่อไป
เบาหวาน คุณสมบัติของขิงต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานในขณะนี้ยังส่งผลการศึกษาที่ไม่แน่นอน งานศึกษาค้นคว้าวิจัยหนึ่งพบว่าการกินขิง 2 กรัม นาน 12 สัปดาห์ สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม ระดับไขมันในเลือด แล้วก็สารมาลอนไดอัลดีไฮด์ที่แสดงถึงระดับอนุมูลอิสระในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 รวมถึงบางทีอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังบางชนิดจากเบาหวานได้ ในขณะเดียวกัน มีงานศึกษาวิจัยอื่นๆที่แนะนำว่าขิงนั้นส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดจริง แต่กลับไม่เป็นผลต่อระดับอินซูลิน หรือบางการค้นคว้าบอกว่าขิงส่งผลกับอินซูลิน แต่กลับไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง ซึ่งผลการศึกษาที่ต่างกันนั้นอาจมาจากจำนวนขิงหรือช่วงเวลาที่ผู้เจ็บป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคโรคเบาหวานในแต่ละการทดสอบนั้นไม่เท่ากันนั่นเอง
ของกินไม่ย่อย มีการศึกษาค้นคว้าเล่าเรียนประสิทธิภาพของขิงในคนไข้ที่มีลักษณะอาหารไม่ย่อยปริมาณ 11 คน โดยให้รับประทานแคปซูลที่มีขิง 1.2 กรัมภายหลังจากการงดเว้นอาหาร 8 ชั่วโมง ผลปรากฏว่าขิงช่วยกระตุ้นให้กระเพาะเกิดการย่อยอาหารแล้วก็เกิดการบีบตัวของกระเพาะส่วนปลาย ทว่าการกินขิงนั้นไม่มีผลต่ออาการที่เกี่ยวพันกับระบบทางเดินอาหารหรือสารเปปไทด์ในไส้ แต่ ผู้ร่วมการทดลองนี้มีปริมาณน้อย ทำให้ไม่อาจระบุได้อย่างเห็นได้ชัดว่าขิงช่วยลดอาการของกินไม่ย่อยได้แน่นอนแค่ไหน
อาการเมาค้าง เชื่อกันว่าการดื่มน้ำขิงจะสามารถช่วยบรรเทาอาการเมาค้างซึ่งได้ผลใกล้กันจากการดื่มแอลกอฮอล์ได้ สำหรับผลดีข้อนี้มีงานค้นคว้าเมื่อนานมาแล้วที่เสนอแนะว่าการผสมขิงกับเปลือกด้านในของส้มเขียวหวาน และน้ำตาลก่อนดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยลดอาการเมาค้างในวันหลัง รวมถึงอาการอ้วก อ้วกและก็ท้องร่วง อย่างไรก็แล้วแต่ การเรียนรู้ดังที่กล่าวมาข้างต้นยังจัดว่ากำกวมอยู่มากมายและไม่อาจยืนยันได้ว่ามีต้นเหตุที่เกิดจากขิงจริงๆหรือส่วนผสมอื่นๆที่ใช้ประกอบ
ลดคอเลสเตอรอล คุณลักษณะของขิงซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลนั้นได้มีการทดลองโดยให้คนป่วยที่มีภาวการณ์ไขมันในเลือดสูงรับประทานแคปซูลขิงวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 กรัม คำตอบระบุว่าเมื่อเทียบกับคนป่วยกลุ่มที่รับประทานยาหลอก ขิงมีคุณภาพช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลลงได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งการใช้ขิงลดระดับคอเลสเตอรอลจะได้ผลดีกระทั่งสามารถประยุกต์ใช้รักษาคนเจ็บภาวการณ์นี้ได้หรือไม่อาจจะต้องคอยการเรียนในอนาคตที่แจ่มกระจ่างกันต่อไป
ลักษณะการเจ็บกล้ามเนื้อข้างหลังบริหารร่างกาย คุณลักษณะด้านการบรรเทาปวดและก็ลดการอักเสบของขิงจะช่วยลดลักษณะการเจ็บจากการออกกำลังกายได้ด้วยหรือไม่นั้นยังคงกำกวมและก็เป็นที่โต้เถียงกันอยู่เช่นกัน จากการทดสอบหนึ่งที่ให้ผู้เข้าร่วมรับประทานขิงสดหรือขิงที่ทำให้สุกด้วยความร้อนแล้ว 2 กรัมโดยตลอดนาน 124 ชั่วโมง พบว่าอีกทั้งขิงสดรวมทั้งขิงสุกต่างมีส่วนช่วยลดลักษณะของการเจ็บกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกายแบบหดยืดกล้ามได้ในระดับปานกลางไปจนกระทั่งระดับมาก
แต่ทว่าอีกการค้นคว้าหนึ่งกลับเจอผลลัพธ์ตรงกันข้าม จากการให้ผู้เข้าร่วมการทดลองที่ทำกิจกรรมบริหารร่างกายยืดหดกล้ามเหมือนกัน กินขิง 2 กรัมในช่วง 24 ชั่วโมงและก็ 48 ชั่วโมงหลังจากการบริหารร่างกาย พบว่าไม่ได้นำมาซึ่งการทำให้ลักษณะการเจ็บกล้ามเนื้อ การอักเสบ หรือบาดเจ็บที่เกิดจากการออกกำลังกายน้อยลง แม้กระนั้นผู้ศึกษาวิจัยพบว่าการรับประทานขิงอาจช่วยทำให้ลักษณะของการเจ็บกล้ามเนื้อเบาๆดีขึ้นในทุกๆวัน หากแม้บางทีอาจมองไม่เห็นผลได้ในทันที
อาการปวดหัวไมเกรน มีการเรียนรู้กับคนป่วย 100 คน ที่เคยมีลักษณะอาการปวดศีรษะไมเกรนฉับพลันโดยให้รับผงขิงหรือยารักษา http://www.disthai.com/

5

รางจืด
ชื่อสมุนไพร  รางจืด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น กำลังช้างเผือก , ขอยชะนาง , รางเอ็น , เครือชาเขียว (ภาคกลาง) , ยาเขียว , เครือเข้าเย็น , หนามแน้ (ภาคเหนือ) , ดุเหว่า (ปัตตานี) , น้ำขัง (สระบุรี) , ทิดพุด (นครศรีธรรมราช) , คาย (จังหวัดยะลา) , แอดแอ ,ย้ำแย้ (เพชรบูรณ์) หน้าจอลอดิเออ , ซั้งถะ ,พอหน่อเตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ชื่อสามัญ  Blue trumphet vine , Laurel clockvine
ชื่อวิทยาศาสตร์  Thumbergia laurifolia Lindl
ตระกูล    Acanthaceae
บ้านเกิดเมืองนอน ยาเขียวเป็นพืชเถาในเขตร้อนและเขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย เป็นต้นว่า ประเทศแถบอินเดีย อินโดจีน ศรีลังกา เมียนมาร์ ไทย มาเลเซีย อินโนดีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมทั้งมณฑลกวางตุ้ง เมืองจีน แล้วก็ไตหวัน ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปตามป่าดงดิบหรือป่าดิบชื้นทั่วไป ในทุกภาคของประเทศ และเป็นพืชที่ชอบเจริญเติบโตได้เร็วมาก แม้กระนั้นปัจจุบันนิยมนำมาปลูกตามบ้านเรือนทั่วๆไป เพราะมีการวิจัยออกมาว่าสามารถขจัด/ล้างสารพิษภายในร่างกายได้
ลักษณะทั่วไป
ต้นรางจืดเป็นไม้เถาสามารถเลื้อยไปตามพื้นดินหรือพิงพันขึ้นคลุมต้นไม้ใหญ่ๆได้ทั้งต้น เถามีลักษณะกลม อย่างเช่น ข้อบ้อง สีเขียว เป็นเงา เมื่อเถาแก่เป็นสีน้ำตาลมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็ยาวได้มากกว่า 10 เมตร ใบเป็นใบโดดเดี่ยวสีเขียวเข้มออกเป็นคู่ตรงกันข้ามตรงข้อของลำต้น ใบมีลักษณะคล้ายใบย่านางรูปขอบขนานหรือรูปไข่ กว้าง 4-7 เซนติเมตร (เซนติเมตร) ยาว 8-15 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลม โคนเว้าหรือหยักรูปหัวใจ ขอบของใบเรียบหรือหยักตื้น เส้นใบมี 5 เส้น ออกฐานใบเดียวกัน  ดอก ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อละ 3-4  ดอก กลีบดอกแผ่ขยายออกเป็นรูปแตร ปลายแยกเป็น 5 แฉก โคนดอกเป็นหลอดกรวยยาวราว 1 ซม. มักมีน้ำหวานบรรจุอยู่ในหลอด ดอกมีสีม่วงแกมสีน้ำเงิน ผลเป็นรูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 1 ซม. เมื่อผลแห้งแล้ว จะแตก 2 ซีก จากจะงอยส่วนบน มักมีดอกในช่วงฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมพาพันธ์) ดอกที่โรยแล้วบางดอกบางทีอาจติดผล เมื่อแก่เปลือก ผลเป็นสีน้ำตาล แตกออกเป็น 2 ซีก เม็ดมีสีน้ำตาลมีปุ่มเล็กๆเหมือนหนามอยู่บนเปลือกเม็ด แล้วก็สามารถนำไปเพาะขยายพันธุ์ต่อไปได้
การขยายพันธุ์
ยาเขียวสามารถแพร่พันธุ์ด้วยแนวทางเพาะเมล็ดหรือปักชำ สำหรับในการปักชำจะใช้กิ่งจำพวกที่แก่ตั้งแต่ 1 ปี หรือกิ่งประเภทแก่ที่สีน้ำตาลอมเขียว ด้วยการตัดกิ่งยาว 20-30 เซนติเมตร โดยให้มีตากิ่งหรือข้อกิ่งติดมาขั้นต่ำ 1-2 ตา และก็หลังจากนั้นจึงค่อยนำปักชำในทรายหรือแกลบที่ไม่มีดินแล้วรดน้ำให้เปียกแฉะกระทั่งรากงอกและหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปลงถุงเพาะชำเพื่อลงปลูกถัดไป หรือปักชำลงดินบริเวณที่อยากได้ปลูก แล้วก็รดน้ำสม่ำเสมอ 1-2 ครั้ง/วัน จนถึงกิ่งเริ่มแทงยอดอ่อน
สำหรับเพื่อการปลูกจากการเพาะเมล็ดนั้น ถือเป็นแนวทางที่สามารถได้ต้นที่สมบูรณ์ที่สุด เนื่องจากจะได้ต้นที่สามารถแตกกิ่งแขนงได้มาก กิ่งกิ่งก้านสาขายาวได้หลายเมตร แล้วก็ลำต้นมีอายุยาวนานมากกว่าการปลูกจากต้นเพาะชำ
แต่การขยายพันธุ์ยาเขียวจำนวนมากมักจะนิยมใช้กรรมวิธีปักชำมากกว่า เนื่องจากจังหวะในการงอกมีมากยิ่งกว่า และก็ใช้เวลาน้อยกว่าการเพาะเม็ด สำหรับวิธีการปลูกยาเขียวนั้นมีดังนี้  นำเอากิ่งที่ได้จากการปักชำ หรือต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเม็ด มาปลูกลงดินโดยให้ขุดหลุมปลูกมีความกว้างลึกราวๆ 1x1 ฟุต แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักราว 1 ใน 4 ของหลุม กลบดินน้อย วางกิ่งปลูกหรือต้นกล้าลงกลางหลุมแล้วกลบขอบดินให้แน่น รดน้ำตามให้เปียกแฉะ ควรปลูกขอบรั้วหรือกำแพงเพื่อให้เถารางจืดสามารถยึดเกาะแล้วก็เลื้อยพาดไปได้ หรือไม่ก็ทำค้างให้เถายาเขียวเกาะเลื้อย  รางจืดเป็นไม้ที่สามารถเจริญเจริญในดินเกือบทุกประเภท รวมทั้งเป็นไม้ที่ต้องการแดดปานกลาง คือ ไม่ต้องการที่จะอยากแดดที่จัดมากเกินไป แล้วก็มีความต้องการน้ำปานกลาง ในระยะต้นปลูกจะต้องรดน้ำให้ดินมีความชื้นอยู่ตลอดระยะเวลา เมื่อต้นโตแล้วให้รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ในช่วงเวลาเช้า ส่วนการให้ปุ๋ยนั้นใช้ปุ๋ยธรรมชาติหรือปุ๋ยธรรมชาติ ใส่รอบๆโคนต้นปีละ 2 ครั้ง โดยการพรวนดินโคนต้นให้ร่วนซะก่อนก็เลยให้ปุ๋ย แล้วรดน้ำตาม
การเก็บใบรางจืด  สำหรับใบรางจืดที่จะเก็บมาใช้ทางยา ควรจะเก็บจากต้นที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป แล้วก็ให้ทยอยเก็บจากใบข้างล่างรอบๆโคนกิ่งก่อน แล้วก็ค่อยเก็บไปจนถึงกลางกิ่ง ไม่ควรเก็บให้ถึงรอบๆปลายกิ่งหลังจากเก็บมาแล้ว ถ้าหากไม่ใช้ทันที ให้นำใบมาล้างน้ำให้สะอาด ก่อนนำไปผึ่งแดด 5-7 แดด เมื่อแห้งแล้วให้เก็บใสถุงหรือกล่องไว้ ระวังไม่ให้โดนน้ำ ด้วยเหตุว่าอาจกำเนิดเชื้อราได้
องค์ประกอบทางเคมี ฟลาโวนอยด์, ฟีนอลิก, apigenin, cosmosin, delphinidin-3,5-di-O-beta-D-glucoside, chlorogenic acid, caffeic acid, lutein – Chlorophyll a Chlorophyll b  Pheophorbide a  Pheophytin a
คุณประโยชน์ / สรรพคุณ
                ยาเขียวจัดเป็นยารสเย็นใช้ปรุงเป็นยาเขียวลดไข้ ทำลายพิษผิดสำแดง และพิษอื่นๆใช้แก้ร้อนใน หิวน้ำ รักษาโรคโรคหอบหืดเรื้อรัง และก็แก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆใช้แก้พิษเบื่อเมาเพราะเห็ดพิษ สารหนู หรือยาฆ่าแมลง
                ตำรายาไทย: ใบ ราก รวมทั้งเถา รสจืดเย็น ตำคั้น หรือเอารากฝนกับน้ำ หรือต้มเอาน้ำยาดื่มถอนพิษ แก้ไข้ ถอนพิษยาเบื่อเมา แก้ร้อนในอยากกินน้ำ แก้เมนส์แตกต่างจากปกติ แก้ปวดหู ตำพอก แก้ปวดบวม เถาและก็ใบ รับประทานแก้ร้อนในอยากกินน้ำ แก้พิษร้อนต่างๆราก รสจืดเย็น แก้อักเสบ แก้ปวดบวม แก้เมาค้าง แก้อาการปวดหัวมึนหัวสาเหตุจากพิษเหล้า ทำลายพิษสุรา พิษหลงเหลือในร่างกาย ใช้รากเข้ายารักษาโรคอักเสบแล้วก็ปอดอักเสบ รากรวมทั้งเถา ใช้กินเป็นยารักษาอาการร้อนในกระหายน้ำ รักษาพิษร้อนทั้งหมด ทั้งต้น รสจืดเย็น ถอนพิษยาเบื่อเมา หรือใช้ปรุงเป็นยาเขียว ทำลายพิษไข้ ทำลายพิษผิดสำแดง พิษเบื่อเมาเหตุเพราะเห็ดพิษ สารหนู หรือสารกำจัดศัตรูพืช และก็พิษทั้งผอง  รักษาอาการหอบหืดเรื้อรัง แก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆปรุงยาแก้มะเร็ง หมอยาแผนไทยใช้เพื่อช่วยจับพิษในตับหรือล้างพิษในตับ
           สมุนไพรท้องถิ่นล้านนา: ใช้ ใบแล้วก็ราก ปรุงเป็นยาทำลายพิษไข้ เป็นยาพอกบาดแผล น้ำร้อนลวก ไฟเผา ทำลายพิษยากำจัดศัตรูพืช พิษจากสตริกนินให้เป็นกลาง พิษจากดื่มเหล้ามากเกินความจำเป็น หรือยาเบื่อประเภทต่างๆ(ระบุว่ารากรางจืดมีตัวยามากกว่าใบ 4-7 เท่า))
           แบบเรียนยาพื้นบ้านจังหวัดโคราช: ใช้ ใบ แก้โรคเบาหวาน
           ประเทศมาเลเซีย: ใช้ใบแก้ระดูไม่ปกติ แก้ปวดบวม
                ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้มีการทำการค้นคว้าเกี่ยวกับสรรพคุณของยาเขียวมานานแล้ว ซึ่งมีผลการศึกษาค้นคว้าวิจัย ดังต่อไปนี้

  • พ.ศ. 2521 นักค้นคว้าจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เป็นกรุ๊ปแรกที่ทดลองป้อนผงรากยาเขียวให้ตัวทดลองก่อนให้น้ำยาสตริกนินแต่พบว่าไม่เป็นผล หนูชักและก็ตาย แต่ว่าถ้าเกิดผสมกับน้ำยาสตริกนินก่อนป้อน พบว่าหนูทดลองไม่เป็นอะไร มีความหมายว่าผงรากรางจืดสามารถดูดซึมสารพิษชนิดนี้ไว้
  • พุทธศักราช 2523 อาจารย์พาณี เตชะเสนและแผนก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้น้ำคั้นใบยาเขียวป้อนหนูทดลองที่กินยากำจัดแมลง“โฟลิดอล”พบว่าแก้พิษได้ ลดอัตราการตายลงจาก 56% เหลือเพียง 5% เพียงแค่นั้น ในช่วงเวลาที่วิธีการฉีดกลับไม่ได้เรื่อง
  • พุทธศักราช 2551 สุชาสินี หนังเหนียวธ์ ใช้สารสกัดแห้งใบรางจืดป้อนตัวทดลองที่ได้รับยาฆ่าแมลงกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟตชื่อมาราไธออนพบว่าช่วยเหลือได้ 30%
  • พ.ศ. 2553 จิตบรรจง ตั้งปอง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พบว่าสารประกอบในใบยาเขียวช่วยปกป้องการเสียชีวิตของเซลล์ประสาทของตัวทดลองที่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว จึงสามารถคุ้มครองป้องกันสูญเสียการเรียนรู้แล้วก็ความจำได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง


มีการวิจัยเรื่องใบรางจืดสามารถปกป้องตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่กำจัดสารพิษในร่างกาย ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของคนที่ได้รับสารพิษ พุทธศักราช 2543 รายงานวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าสารสกัดแห้งของน้ำใบยาเขียวน่าจะมีผลลดความเป็นพิษของตับจากแอลกอฮอล์ได้ พ.ศ. 2548 พรเพ็ญ เปรมโยธิน จุฬาลงแขนณ์มหาวิทยาลัย รายงานผลว่าสารสกัดน้ำยาเขียวแสดงฤทธิ์ดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว อีกทั้งในหลอดทดสอบแล้วก็ในตัวทดลอง  แล้วยังพบว่า สารสกัดน้ำใบยาเขียวมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระด้วย
ยิ่งไปกว่านี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากยาเขียวอีกดังเช่น ยอดอ่อน ดอกอ่อนสามารถใช้รับประทานเป็นผักได้ โดยจะใช้ลวก แกงรับประทาน ก็ทำเป็นเหมือนกับผักท้องถิ่นปกติ นอกเหนือจากนี้เด็กๆตามบ้านนอกยังนิยมดื่มน้ำหวานจากดอกยาเขียวที่บ้านได้อีกด้วย โดยไม่ทำให้เป็นอันตรายอะไรก็แล้วแต่แต่แม้กระนั้น การกินยาเขียวในจำนวนต่อเนื่องกันโดยตลอด บางครั้งก็อาจจะจำเป็นต้องรอติดตามความเคลื่อนไหวของโลหิตวิทยาหรือเคมีสถานพยาบาลที่บางทีอาจเกิดขึ้นต่อไปด้วย
ชายาเขียว ใบรางจืดสามารถนำมาหั่นเป็นฝอย ตากลมให้แห้งแล้วเอามาชงกับน้ำร้อนดื่มแทนชาได้ และยังมีกลิ่นหอมรวมทั้งยังช่วยล้างพิษในร่างกายได้อีกด้วย  ในตอนนี้ได้มีการนำสมุนไพรยาเขียวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ แคปซูลยาเขียวหรือยาเขียวแคปซูล เพื่อความสบายและไม่ยุ่งยากต่อการใช้ประโยชน์  ดอกยาเขียว นำมาบดให้รอบคอบผสมกับน้ำ แล้วกรองแยกกาก ก่อนนำน้ำที่ได้ใช้ทำขนมหวาน ใช้หุงข้าว หรือใช้ทำสีผสมอาหารอื่นๆซึ่งจะให้สีม่วงอ่อนหรือสีคราม หรือสีอื่นตามชนิดสีของดอก
คนรุ่นก่อนมีความคิดกันว่า การกินน้ำต้มจากยาเขียวสามารถช่วยแก้คุณไสย ยาสั่งหรือมนต์ดำที่ผู้อื่นทำแก่ตนได้  ใบรางจืดตากแห้งแล้ว เอามาบดอย่างระมัดระวัง ใช้ผสมในอาหารสัตว์ เป็นต้นว่า ของกินหมู ของกินไก่ เป็นต้น ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันต่อโรค และก็ช่วยรักษาให้สัตว์มีอัตราการรอดสูงขึ้นหลังจากที่ได้รับเชื้อโรค

รูปแบบ/ขนาดการใช้ สำหรับในการรักษาพิษ ใช้ใบสด 10 -12 ใบ นำมาตำกระทั่งละเอียดผสมกับน้ำซาวข้าวประมาณครึ่งแก้ว ส่วนการใช้ผลดีจากรากรางจืดในการรักษาพิษ ใช้ราก 1-20 องคุลี ให้นำมาฝนหรือนำมาตำกับน้ำแช่ข้าว แล้วนำมาดื่มให้หมดเมื่อมีลักษณะ แล้วก็บางทีก็อาจจะจะต้องใช้ซ้ำอีกข้างในครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงเช่นเดียวกับการใช้ใบยาเขียว  หรือใช้ใบยาเขียวทำเป็นชาแล้วรับประทานทีละ 2-3 กรัม โดยชงกันน้ำร้อน 100-200 ซีซี วันละ 3 ครั้งกระโน้นของกินหรือเมื่อมีลักษณะอาการ รักษาโรคโรคเบาหวาน ให้ใช้ใบรางจืดประมาณ 58 ใบ มาโขลกอย่างละเอียดแล้วผสมกับน้ำแช่ข้าวรับประทานครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลา แก้อาการแพ้ ผื่นคัน ลดการเกิดโรคผิวหนัง โดยใช้ใบหรือเถาสด 10-15 ใบหรือเถาขนาดยาว 10 ซม. ต้มในน้ำประมาณ 10 ลิตร อาบวันแล้ววันเล่า ประมาณ 5-7 วัน  แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว โดยนำใบ 10-20 ใบ หรือ ใช้เถาตัดเป็นชิ้นๆยาว 1-2 นิ้ว ก่อนนำไปแช่สุราดื่มทุกส่วนเอามาตำหรือบดผสมน้ำ ใช้สำหรับพอกแผล ยับยั้งอาการปวด ลดอาการบวม และกำจัดพิษจากสัตว์ต่อย เช่น งูกัด แมงป่อง ตะขาบ แมงดาทะเล           ทุกส่วนออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นการรักษาแผล ดังเช่น รักษาไวรัสเริม ด้วยการบดผสมน้ำบางส่วน ก่อนนำไปประคบรอบๆรอยแผลเริม  ทุกส่วนนำมาบดผสมน้ำเล็กน้อย ก่อนนำมาประคบหรือทาแผลสด แผลหนอง ซึ่งจะช่วยให้แผลแห้งเร็ว ลดการตำหนิดเชื้อ ลดอาการบวมของแผล  ทุกส่วนเอามาต้มน้ำกินหรือคั้นน้ำสำหรับใช้เป็นยาแก้ร้อนใน แล้วก็ช่วยบรรเทาอาการกระหายน้ำ  น้ำสุกจากทุกส่วน นำมาดื่มอุ่นๆสำหรับรักษา และบรรเทาอาการท้องร่วงหรือของกินเป็นพิษ
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา  มีรายงานศึกษาค้นคว้าในสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดน้ำจากใบรางจืด ขนาด 2 รวมทั้ง 3 ซีซี/น้ำหนักตัว 100 กรัม รวมทั้งขนาด 3.5 ก./กิโลกรัม มีผลลดพิษจากยากำจัดศัตรูพืชในกรุ๊ปออร์กาโนฟอสเฟตในหนูได้ โดยทำให้อัตราการตายลดน้อยลง  และยังมีมีงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยทางคลินิกที่เกี่ยวโยงกับการขับสารกำจัดศัตรูพืชออกมาจากร่างกาย พบว่ารางจืดจะทำลายพิษได้ดิบได้ดี โดยยิ่งไปกว่านั้นพิษที่เกิดขึ้นจากสารกำจัดแมลง ”โฟลิดอล” แล้วก็พิษออกฤทธิ์เกี่ยวโยงกับการทำงานของ Cholinergic system โดยการเล่าเรียนในเกษตรกรกรุ๊ปเสี่ยงแล้วก็ตรวจพบระดับสารฆ่าแมลงภายในร่างกาย ปริมาณ 49 คน พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครรับประทานชารางจืดขนาด 8 กรัม/วันหรือยาหลอก นาน 224 ชั่วโมง พบว่าขนาดยาฆ่าแมลงในเลือดของสมัครใจมัครที่ได้รับรางจืดต่ำลงอย่างเป็นจริงเป็นจังในวันที่ 7, 14 และก็ 21 ของการทดลอง และก็จากการเรียนรู้ของดวงรัตน์และคณะ พบว่าโดยยาเขียวส่งผลเพิ่มปริมาณ Cholinesterase ในเลือดของเกษตรกรที่ได้รับยาฆ่าแมลง
ภาควิชาสรีรวิทยา ภาควิชาแพทยศาสตร์ มหาวทิยาลัยศรีนครินทพระอาทิตย์โรฒ จึงได้เล่าเรียนฤทธิ์ของสารสกัดรางจืดต่อเซลล์สมอง พบว่ารางจืดมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับสารเสพติดแอมเฟทามีน และโคเคน โดยปกติเพิ่มการหลั่งโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่หลั่งมากในตอนที่ผู้เจ็บป่วยได้รับสารแอมเฟทามีน และก็ไปเพิ่ม activity ของเซลล์ประสาทในสมองส่วน nucleus accumbens , globus pallidus,amygdala,frontal cortex ,caudate putamen and hippocampus ที่เกี่ยวพันกับ  reward and locomotor behaviour ทำให้คาดว่าในคนไข้ ที่เข้ารับการดูแลรักษา/บำบัดรักษาสิ่งเสพติด ที่ได้รับการรักษาด้วยสารสกัดยาเขียว บางทีอาจเกิดความอิงพึงพอใจเหมือนกันกับการรับสิ่งเสพติด หากนำไปใช้สำหรับในการรักษาคนเจ็บจะทำให้คนป่วยไม่ต้องทุรนทรายมากมาย ก็เลยบางทีอาจเป็นต้นเหตุหนึ่งทีการรักษาด้วยสารสกัดสมุนไพรได้ผล
คณะเภสัชศาตร์ จุฬาลงมือณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการศึกษาเรียนรู้ฤทธิ์ของยาเขียวในการต้านทานพิษแอลกอฮอล์ต่อตับ พบว่าสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วย คุ้มครองป้องกันการเสียชีวิตของเซลล์ตับจากพิษของแอลกอฮอล์ ในหลอดทดลองแล้วก็ในหนูแรตหนได้รับแอลกอฮอล์ โดยการทำให้ค่า AST,ALT ในพลาสม่าและก็ตรีกลีเซอร์ไรด์ในตับต่ำลง แล้วก็ลดความเคลื่อนไหวภาวะทางจุลพยาธิวิทยาของตับเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเเอลกอฮอล์อย่างเดียว
                เนื่องมาจากสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วยลดการเกิด heppatic lipid peroxidation ลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด รวมทั้งเพิ่มระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี alcohol dehydrogenase แล้วก็ aldehyde dehydrogenase
ส่วนมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เรียนฤทธิ์ของรางจืดต่ออาการขาดเหล้า พบว่าสารสกัดรางจืดให้ผลลดสภาวะกลัดกลุ้มและก็ทำให้พฤติกรรมที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของหนูเปลี่ยนไปในทางที่ดียิ่งขึ้น แต่ไม่เป็นผลลดความกลุ้มอกกลุ้มใจ ขึ้นรถสกัดราถงจืดช่วยลดการเช็ดกทำลายเซลล์ประสาทของหนูเนื่องมาจากขาดสุราในสมองส่วน messolimbic dopaminergic system โดยยิ่งไปกว่านั้นที่รอบๆ  nucleus accumbens และ ventral tegmental area
ในหนูเบาหวานที่ได้รับน้ำสุกใบยาเขียวทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนน้ำคั้นใบรางจืดสดในขนาด ๕๐ มิลลิกรัม/มล.ที่ให้หนูเบาหวานดื่มแทนน้ำนาน ๑๒ วัน ไม่เป็นผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบพบว่าการให้สารสกัดด้วยน้ำของใบยาเขียวมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด รวมทั้งทำให้บีต้าเซลล์ของตับอ่อนฟื้นฟูขึ้นบ้างแม้จะไม่สมบูรณ์ ในเรื่องของฤทธิ์ลดระดับความดันนั้นพบว่าสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดแห้งมีผลทำให้ความดันโลหิตของหนูแรตน้อยลง โดยกลไกการออกฤทธิ์ส่วนใดส่วนหนึ่งอาจผ่าน Cholinergic receptor แล้วก็ทำให้เส้นโลหิตแดงคลายตัว
การใช้สมุนไพรในคนป่วยเบาหวานรวมทั้งความดันนี้ควรจะระลึกว่าต้องมีการดูแลรักษาร่วมไปกับแผนปัจจุบันและก็มีการวัดระดับน้ำตาลแล้วก็ระดับความดันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากว่าการเรียนยังอยู่ในขั้นตอนของสัตว์ทดลองเพียงแค่นั้น และก็ต้องระวังการเกิดการเสริมฤทธิ์กันของตัวยาดังที่กล่าวมาแล้ว
มีการวิจัยว่ายาเขียวมีฤทธิ์ต้านการอับเสบสูงยิ่งกว่ามังคุดโดยประมาณ 2 เท่า(ทดลองด้วยแนวทาง Carrageenan induced paw edema) ในหนูถีบจักรแล้วก็ยังมีความปลอดภัยสูงขึ้นยิ่งกว่าอีกด้วย นอกเหนือจากนั้นยังพบว่า สารสกัดยาเขียวในรูปแบบของครีมสามารถลดการอักเสบเจริญพอๆกับสตีรอยด์ครีม
ฤทธิ์ในการต้านมะเร็ง มีการศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ พูดอีกนัยหนึ่งสารใดๆก็ตามมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์มีศักยภาพสูงสามารถก่อโรคมะเร็งได้ แต่ยาเขียวมีฤทธิ์ต้านทานไม่ให้สารนั้นออกฤทธิ์ มีการเล่าเรียนโดยให้หนูกินสารสกัดของกวาวเครือซึ่งกวาวเครือจะไปมีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งตัวและการสร้างนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดง พูดอีกนัยหนึ่งนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดงจะเป็นก้อน ใหญ่ขึ้น แล้วก็มีการแบ่งตัว นั่นเป็นกวาวเครือไปทำให้การเกิด micronuclei ของเม็ดเลือดแดงเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ แม้กระนั้นถ้าหากให้สัตว์ทดลองรับประทานยาเขียวร่วมด้วย พบว่าสามารถลดการเกิด micronuclei ได้ ซึ่งทั้งยังยาเขียวแบบสดรวมทั้งแบบแห้งสามารถใช้ได้ผลเช่นเดียวกัน นับเป็นข้อดีอีกข้อหนึ่งของรางจืด
โดยพบว่าสารออกฤทธิ์อาจเป็นกรดฟีนอลิก ดังเช่นว่า caffeic acid และก็ apigenin และสารกรุ๊ปคลอโรฟิลล์ ได้แก่ chlorophyll a, chlorophyll b, pheophorbide a รวมทั้ง pheophytin a ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก
สารสกัดน้ำ เอทานอล แล้วก็อะซิโทน มีฤทธิ์ต้านทานการก่อกลายจำพวก โดยยั้งการเกิดโรคมะเร็ง เนื่องจากสาร 2-aminoanthracene ได้จำนวนร้อยละ 87 เมื่อวิเคราะห์ด้วยแบคทีเรีย Salmonella typhimurium TA 98 แล้วก็สามารถเพิ่มรูปแบบการทำงานของเอนไซม์ควิโนนรีดักเทส ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ใช้สำหรับการกำจัดเซลล์ของโรคมะเร็งระยะเริ่มต้น ได้ตั้งแต่ 1.35-2.8 เท่า ทั้งยังมีรายงานการรักษาผู้เจ็บป่วยพิษแมงดาทะเล ช่วงวันที่ 4 เดือนกุมภาพันธ์ 2522 โดยมีรายงานว่ามี  ผู้เจ็บป่วย 4 ราย กินยำไข่แมงดาทะเล อาการขึ้นกับปริมาณที่ได้รับ ทุกรายมีลักษณะอาการชารอบปาก และคลื่นไส้อาเจียน อาการชาจะลามไปกล้ามผูกต่างๆที่ทำให้เป็นอันตรายคือทำให้หายใจมิได้ ผู้เจ็บป่วย 2 รายสลบ จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ระยะที่เริ่มแสดงอาการตั้งแต่ 40 นาที จนกระทั่ง 4 ชั่วโมง หลังกิน เพราะเหตุว่าพิษของแมงดาทะเล คือเทโทรโดทอกซิน (Tetrodotoxin) ไม่มียาแก้พิษจำเป็นต้องรักษาตามอาการ ภายหลังได้น้ำสมุนไพรรางจืด 50 มิลลิลิตร ทางหลอดสวนจมูก-กระเพาะ คนไข้เริ่มรู้สึกตัว และก็อาการดีขึ้นเป็นลำดับ ภายหลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 40 นาที คนป่วยอีกรายได้รับการกรอกน้ำยาเขียวเช่นเดียวกัน ในขนาด 50 มล. ทุก 1 ชั่วโมง 5 ครั้ง หลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 5 ชม. คนไข้เริ่มรู้ตัว และอาการดีขึ้นตามลำดับ
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษทันควันที่ป้อนตัวทดลองครั้งเดียว ทั้งขนาดปกติและก็ขนาดสูง ไม่เจอความผิดปกติอะไรก็ตามและป้อนติดต่อกัน 28 วัน ขนาด 500 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ไม่เจออาการไม่ดีเหมือนปกติเหมือนกัน แม้กระนั้นอาจส่งผลให้น้ำหนัก ตับ ไต สูงยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม  ค่าวิชาชีวเคมีที่เกี่ยวกับไตสูงขึ้น แล้วก็ AST สูงมากขึ้น
          การเรียนพิษเรื้อรังของสารสกัดน้ำจากใบ โดยป้อนหนูแรทขนาด 20  200  1,000  2,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน หรือคิดเป็น 1, 10, 50 แล้วก็ 100 เท่า ของขนาดที่ใช้ในคนเป็นเวลา 6 เดือน พบว่าไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว การกินอาหาร การกระทำ แล้วก็สุขภาพทั่วๆไปของหนู อวัยวะภายในระดับมหพยาธิวิทยาและจุลพยาธิยังคงธรรมดา และไม่ทำให้มีการเกิดพิษสะสม ไม่ทำให้หนูตาย
มีการเรียนรู้ความเป็นพิษของยาเขียวต่อการกลายพันธุ์ของแบคทีเรีย พบว่า สารสกัดจากรางจืดไม่เป็นผลทำให้แบคทีเรียกลายพันธุ์อะไร อีกทั้งยังพบว่า สารสกัดจากรางจืดสามารถต่อต้านการกลายพันธุ์ได้ด้วย
ข้อเสนอ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังมี

  • การศึกษาเล่าเรียนระบุว่า รากของรางจืดนั้นจะมีสรรพคุณ ทางยามากกว่าที่ใบถึง 4-7 เท่า
  • ควรจะใช้อย่างระมัดระวังและไม่ควรจะใช้ชิดกันเป็นเวลานานเกิน 30 วัน
  • พึงระวังสำหรับการใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากอาจก่อให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ไม่ควรใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเนื่องมาจากบางทีอาจขับสารเคมี หรือตัวยาในร่างกายออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเจ็บที่จำเป็นต้องใช้ยารักษาอย่างสม่ำเสมอ
  • รางจืดอาจได้ผลข้างๆ สำหรับคนป่วยที่เป็นโรคอาการหอบหืดได้โดยเมื่อกำเนิดอาการแพ้รางจืดก็อาจจะมีผลต่อระบบทางเท้าหายใจได้ ซึ่งก็ขึ้นกับแต่ละบุคคลว่าหรูหราอาการแพ้มากน้อยแค่ไหน ถ้าหากว่ามีลักษณะแพ้ไม่มากก็บางทีก็อาจจะเป็นเพียงแค่ผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง
เอกสารอ้างอิง

  • ปัญญา อิทธิธรรม และคณะ 1999 การใช้สมุนไพรรางจืดขับสารฆ่าแมลงในร่างกายของเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงในตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
  • วิสาตรี คงเจริญสุนทร และปิยรัตน์ พิมพ์ สวัสดิ์,2552. ฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียกลุ่มแกรมลบฉวยโอกาสบางสายพันธุ์ของสารสกัดเมทานอลจากรางจืด. วารสารวิทยาศาสตร์บูรพา.
  • ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร.รางจืดราชาของยาแก้พิษ.คอลัมน์.เรื่องเด่นจากปก.นิตยสารหมอชาวบ้านเล่มที่385.มกราคม.2554
  • รางจืด.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • รศ.พร้อมจิต ศรลัมพ์.รางจืด สมุนไพรแก้พิษและล้างพิษ.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • รางจืดสมุนไพรล้างพิษ.คู่มือสมุนไพรล้างพิษสำหรับประชาชน.สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา.พิมพ์ครั้งที่2.มีนาคม 2554.20หน้า
  • รางจืดสรรพคุณรางจืด สมุนไพรลดและกำจัดสารพิษ.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย
  • Toxicity รางจืดและข่อยดำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดวงรัตน์ เชี่ยวชาญวิทย์,กำไร กฤตศิลป์,เชิดพงษ์ น้อยภู่, 2545. การใช้สมุนไพรรางจืดเพิ่มปริมาณเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรสในซีรั่มของเกษตรกรที่พบพิษสารกำจัดศัตรูพืชในร่างกาย)
  • ข้อมูลสรรพคุณของรางจืดในการข้อยาฆ่าแมลงออกจากร่างกายเกษตรกร.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • กนกวรรณ สุขมาก;นงนุช คุ้มทอง;สมยศ เหลืองศรีสกุล;อภันตรี โอชะกุล เตือนใจ ทองสุข , 2547 .การศึกษาประสิทธิผลของสมุนไพรรางจืดในการป้องกันการสะสมของสารเคมีก

6

ย่านาง
ชื่อสมุนไพร ย่านาง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น หน้าจอยนาง , จ้อยนาง (ภาคเหนือ) , เถาย่านาง , เถาวัลย์เขียว , ต้นหญ้าน้องหญิง (ภาคกลาง) , เขตนาง , นางวันยอ , ขันยอยาด (ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Tiliacora triandra (Colebr.) Diels,
วงศ์  Menispermaceae
บ้านเกิด ย่านางมีบ้านเกิดเมืองนอนในตอนกลางของเอเซียอาคเนย์ เป็นต้นว่า ในประเทศ ประเทศพม่า , ไทย , ลาว , เขมร  ความเป็นจริงแล้วพืชสกุลย่านางนี้มีราว 70  ตระกูล แต่ว่าส่วนมากเป็นไม้เลื้อยในป่าเขตร้อนและก็ในป่าดงผลัดใบในทวีปเอเชียและก็อเมริกาเหนือ ส่วนย่านางของเรานั้นพบขึ้นตามป่าผลัดใบ ป่าดงดิบ รวมทั้งป่าโปร่ง ในทุกภาคของเมืองไทย แต่ว่าในปัจจุบันได้มีการนำมาปลูกใบรอบๆบ้าน เพื่อใช้บริโภครวมทั้งใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่างแพร่หลาย
ลักษณะทั่วไป
       ย่านางเป็นไม้เถาเลื้อย เถากลมขนาดเล็ก มีแก่นไม้ เลื้อยพันตามต้นไม้ หรือก้านไม้ เถามีสีเขียว ยาว 10-15 เมตร เถาอ่อนสีเขียว เมื่อเถาแก่จะมีสีคล้ำ แตกเป็นแนวถี่ เถาอ่อนมีขนนุ่มสีเทา มีเหง้าใต้ดิน กิ่งไม้มีรอยแผลเป็นรูปจานที่ก้านใบหลุดไป มีขนห่างๆ หรือเกลี้ยง ใบโดดเดี่ยว หนา สีเขียวเข้มเป็นเงา เรียงแบบสลับ รูปไข่ ยาวราว 6-12 เซนติเมตร กว้างราวๆ 4-6 เซนติเมตร ขอบของใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมน ผิวใบเป็นคลื่นนิดหน่อย ก้านใบยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร ผิวใบเรียบมัน ไม่มีหูใบ เนื้อใบเหมือนกระดาษ แต่ว่าแข็ง เหนียว มีเส้นใบครึ่งหนึ่งออกมาจากโคนใบรูปฝ่ามือ 3-5 เส้น และมีเส้นกิ่งก้านสาขาใบ 2-6 คู่ เส้นกลุ่มนี้จะไปเชื่อมกันที่ขอบของใบ เส้นกลางใบด้านล่างจะย่นละเอียดใกล้ๆโคน ขนหมดจด ก้านใบผิวย่นย่อละเอียด ดอกออกเป็นช่อเล็กๆแบบแยกกิ้งก้านตามข้อรวมทั้งซอกใบ มีดอก 1-3 ดอก สีเหลือง ก้านช่อดอกยาวราว 0.5 ซม. แยกเป็นช่อดอกเพศผู้และช่อดอกเพศเมีย ดอกเพศผู้สีเหลือง กลีบเลี้ยงมี 6-12 กลีบ กลีบวงนอกสุดมีขนาดเล็กที่สุด กลีบวงในมีขนาดใหญ่กว่าแล้วก็เรียงซ้อนกัน รูปรีกว้าง ยาว 2 มิลลิเมตร ออกจะหมดจด กลีบมี 3 หรือ 6 กลีบ สอบแคบ ปลายเว้าตื้น ยาว 1 มม. สะอาด เกสรเพศผู้มี 3 อัน เป็นรูปตะบอง ยาว 1.5-2 มม. ดอกเพศภรรยา กลีบเลี้ยงวงในรูปกลม ยาว 2 มม. ด้านนอกมีขนเรี่ยราย กลีบดอกไม้มี 6 กลีบ รูปรีแกมขอบขนาน ยาว 1 มม. เกสรเพศเมียมี 8-9 อัน แต่ละอันยาวไม่ถึง 1 มม. ติดอยู่บนก้านยกสั้นๆยอดเกสรเพศเมียไม่มีก้าน ผลได้ผลสำเร็จกลุ่ม ผลกลมรูปไข่กลับ กว้าง 6-7 มิลลิเมตร ยาว 7-10 มม. ผิวเกลี้ยง มีเม็ดแข็ง ผลสีเขียว ชุ่มฉ่ำน้ำ ออกเป็นพวง ตามข้อแล้วก็ซอกใบ ติดบนก้านยาว 3-4 มิลลิเมตร เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีส้มรวมทั้งสีแดงสด เมล็ดรูปเกือกม้า ฝาผนังผลชั้นในมีสันไร้ระเบียบ มีดอกช่วงมี.ค.ถึงม.ย.
การขยายพันธุ์
       ย่านางเป็นพืชที่เจริญได้ ในดินเกือบทุกประเภท ถูกใจดินร่วนซุยผสมทรายจะเจริญก้าวหน้าได้ดิบได้ดี การปลูกในหน้าฝน จะเจริญวัยได้ดีมากว่า จะงอกงามเร็วกว่าปลูกเอาไว้ในช่วงอื่น ย่านางที่ปลูกง่ายขึ้นง่าย ดูแลง่าย ไม่ต้องดูแลมาก ทนความแห้งก้าวหน้า
ส่วนการขยายพันธุ์สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ด หรือการแยกเหง้าปลูก แต่ว่าแนวทางที่เป็นที่ชื่นชอบในขณะนี้เป็นการเพาะเม็ด เม็ดย่านางจะมีอัตราการงอกของเมล็ดสูง แต่ต้องใช้เม็ดที่แก่สุดกำลังที่มีลักษณะสีดำ ซึ่งควรที่จะนำมาตากแห้ง 5-7 วัน ก่อนปลูก การปลูกด้วยการหยอดเมล็ดต้องระวังอย่าขุดหลุมลึก เพราะเหตุว่าจะก่อให้เม็ดเน่าได้ง่าย
ส่วนการดูแลและรักษาย่านางไม่มียุ่งยากมาก เนื่องจากว่าย่านางจะเติบโตเจริญ ในดินมีความชื้นพอเพียง และก็สามารถเติบโตได้ถึงแม้จะมีวัชพืชขึ้นดก เนื่องจากว่าต้นย่านางจะสร้างเถาเลื้อยอยู่ด้านบนพืชประเภทอื่น
สำหรับหัวข้อการใส่ปุ๋ยย่านางนั้นไม่มีความสำคัญ ถ้าดินมีภาวะอินทรีย์วัตถุที่เพียงพอ พวกเราสามารถใช้เพียงแค่ปุ๋ยธรรมชาติจากมูลสัตว์ 1 ถัง/ต้น ก็พอเพียง แต่ว่าหากต้องการให้ใบเขียวเข้มมากขึ้นเรื่อยๆ บางทีอาจจำต้องใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 หรือปุ๋ยยูเรียเพิ่มในอัตรา 50-100 กรัม/ต้น หรือโดยประมาณ 1 กำมือ สำหรับต้นที่แตกเถายาว ส่วนต้นขนาดเล็กจำต้องปรับปริมาณต่ำลง แล้วนำต้นกล้าที่ได้มาปลูกในแปลงดิน ให้มีระยะห่างระหว่างต้นโดยประมาณ 1×1 เมตร แล้วก็เมื่อต้นเริ่มเลื้อยทอดยอด ให้ทำหลักปักไว้ ทำค้างให้เถาเลื้อยขึ้น
การเก็บผลิตผลย่านาง  จะเริ่มเก็บผลิตผลใบย่านาง ใช้เวลาราว 2-3 เดือน หลังปลูกภายในแปลง ใบมีขนาดโตเต็มกำลังมีสีเขียว จะสามารถเก็บเกี่ยวใบย่านางได้ รวมทั้งจะเก็บได้ตลอดกาลเรื่อยๆ
องค์ประกอบทางเคมี
                สาระสำคัญที่พบในใบย่านางส่วนมากจะเป็นสารกรุ๊ปฟินอลิก (phenolic compound) ยกตัวอย่างเช่น มิเนวัวไซด์ (Minecoside), กรดพาราไฮดรอกซีเบนโซอิก (p-hydroxy benzoic acid) และก็สารในกรุ๊ปฟลาโอ้อวดนไกลโคไซด์ อาทิเช่น สารโมโนอีพอกซีอนุภาคบีตาแคโรทีน (moonoepoxy-betacarotene) และอนุพันธ์ของกรดซินนามิก (flavones glycosidf cinnamic acid derivative) ส่วนสารอัลาลอยด์ (alkaloid) ตัวอย่างเช่น ทิเรียวัวรีน
(tiliacorine) , ทิเรียโคลินิน (Tiliacorinine) , นอร์ทิเรียโครินิน (nor-tiliacorinine) , tiliacorinin 2,-N-oxide Tiliandrine , Tetraandrine และก็ D-isochondendrine เจอได้ในราก และใบย่านาง  แล้วก็การเล่าเรียนองค์ประกอบหลักที่มีฤทธิ์ต่อต้านไข้จับสั่นจากรากย่านาง โดยสกัดรากด้วยตัวทำละลาย  chloroform:methanol:ammonium hydroxide ในอัตราส่วน (50:50:1) ใช้แนวทางแยกสารด้วย column chromatography  รวมทั้งการตกผลึก พบว่าได้สารประกอบ alkaloid  2 จำพวกเป็นtiliacorinine (I) รวมทั้ง tiliacorine (II) ปริมาณ  0.0082% และ 0.0029% เป็นลำดับ  ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของย่านางนั้นมีดังนี้
-               พลังงาน 95 กิโลแคลอรี
-               เส้นใย 7.9 กรัม
-               แคลเซียม 155.0 กรัม
-               ฟอสฟอรัส 11.0 มก.
-               เหล็ก 7.0 มก.
-               วิตามินเอ 30625 (IU)
-               วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มก.                              Minecoside
-               วิตามินบีสอง 0.36 มก.
-               ไนอาซิน 1.4 มิลลิกรัม
-               วิตามินซี 141.0 มิลลิกรัม
-               ขี้เถ้า 8.46%
-               ไขมัน 1.26%
-               โปรตีน 15%                                          Tiliacorine
-               น้ำตาลทั้งสิ้น 59.47%
-               แคลเซียม 1.42%
-               ฟอสฟอรัส 0.24%
-               โพแทสเซียม 1.29%
-               กรดยูเรนิค 10.12%
-               โมโนแซคคาไรด์
-               แรมโนส 0.50%
-               อะราบิโนส 7.70% หน่วยเปอร์เซ็นต์ (ใบย่านาง 100 กรัม/น้ำหนักแห้ง)       tiliacorinine
-               กาแลคโตส 8.36%
-               เดกซ์โทรส 11.04%
-               ไซโลส 72.90%
ประโยชน์/สรรพคุณ ใบย่านางเป็นสมุนไพรเย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ รวมทั้งยังมีวิตามินที่ต้องต่อสุขภาพอีกมากมาย ดังเช่นว่า วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีนในจำนวนค่อนข้างสูง โดยเป็นสมุนไพรที่คนอีกจำนวนไม่น้อยต่างก็เคยชินกันดี เนื่องจากว่านิยมเอามาเป็นเครื่องปรุงรสช่วยเพิ่มความกลมกล่อมของอาหาร อาทิเช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ แกงเลียง แกงหวาน
ประโยชน์ย่านางที่ใช้เป็นของกินมีดังนี้
ใบย่านาง เก็บบริโภคได้ตลอดปี ยอดอ่อนแตกใบมากในฤดูฝน ยอดอ่อนของเถาย่านางใช้กินแกล้มแนมกับอาหารเผ็ด คนประเทศไทยอีสานแล้วก็ชาวลาวใช้ใบย่านางคั้นเอาน้ำทำกับข้าวต่างๆทำให้น้ำซุปข้นขึ้น เช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ ย่านางสามารถลดฤทธิ์กรดยูริกในหน่อไม้ได้ ลดความขมของหน่อไม้ และเพิ่มคลอโรฟิลล์แล้วก็บีตาแคโรทีนให้กับของกินดังที่กล่าวมาแล้ว
นอกจากนั้นยังใส่น้ำคั้นใบย่านางในแกงเห็ด ต้มเลอะเทอะ แกงขี้เหล็ก แกงขนุน แกงผักอีลอก แกงยอดหวาย แกงอีลอก นำไปอ่อมแล้วก็หมก
ชาวใต้ใช้ยอด ใบเพสลาด (คือใบที่ไม่อ่อน ไม่แก่เหลือเกิน) นำไปแกงเลียง แกงหวาน แกงขี้เหล็ก น้ำคั้นจากใบช่วยลดความขมของใบขี้เหล็กได้ นอกจากนี้ยังนำไปผัด แกงน้ำกะทิ แล้วก็หั่นซอกซอยกินอาหารยำได้อีก ผลสุกใช้รับประทานเล่น ส่วนคนเหนือใช้ยอดย่านางอ่อนนำมาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก ใบแก่คั้นน้ำนำมาใส่แกงพื้นบ้าน เช่น แกงหน่อไม้ แกงแค
ส่วนสรรพคุณทางยาของย่านางเป็น แบบเรียนยาไทย  ใช้ ราก รสจืด รสจืดขม ใช้ในตำรับยาแก้ไข้เบญจโลกสายฟ้า (มีรากย่านาง รวมกับรากเท้าคุณยายม่อม รากมะเดื่อชุมพร รากคนทา รากแส้ม้าทลาย อย่างละเท่าๆกัน) แก้ไข้ (ใช้รากแห้งครั้งละ 1 กำมือ หรือโดยประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำกินก่อนอาหารเช้าตรู่ กลางวัน เย็น) แก้พิษเมาเบื่อ กระแทกพิษไข้ แก้เมาสุรา ทำลายพิษผิดสำแดง เอามาต้มกินเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น แก้ไข้ ขับพิษต่างๆแก้ท้องผูก ปรุงยาแก้ไข้รากสาด ไข้กลับ ไข้หัว ไข้พิษ ไข้สันนิบาต ไข้จับสั่นเรื้องรัง ไข้ทับประจำเดือน บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้พิษข้างในให้ตกสิ้น แก้โรคหัวใจบวม แก้กำเดา แก้ลม แก้ไข้จับสั่น แก้เมาสุรา รากผสมกับรากหมาน้อย ต้มกินแก้ไข้ไข้มาลาเรีย ลำต้น รสจืดขม ถอนพิษผิดสำแดง รักษาพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้พิษ แก้ไข้รากสาด ไข้ดำแดง ไข้โรคฝีดาษ ไข้เซื่องซึม ไข้กลับไข้ซ้ำ แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว แก้ลิ้นแข็งกระด้าง รักษาโรคปวดข้อ ก้านที่มีใบผสมกับพืชอื่นใช้เป็นยาแก้ท้องเดิน ใบ รสจืดขม รับประทานถอนพิษ แก้ไข้ แก้ไข้รากสาด ไข้พิษ ไข้เซื่องซึม ไข้หัว ไข้พิษ ปวดหัวตัวร้อน อีสุกอีใส ฝึก ลิ้นแข็งกระด้างคางแข็ง เป็นยากวาดคอ แก้ไข้โรคฝีดาษ ไข้ดำแดง
ส่วนอีกตำราหนึ่งบอกว่า ราก นำรากมาต้มดื่มแก้ร้อนใน แก้ดับกระหาย บรรเทาอาการไข้ ไข้รากสาด อีสุกอีใส โรคฝีดาษ ทำลายพิษเมาค้าง เมาสุรา บรรเทาท้องผูก ท้องร่วง บำรุงหัวใจ ทำลายพิษ และก็ลดพิษจากพืช สัตว์ แล้วก็สารเคมีในร่างกาย  ลำต้น ลำต้นเอามาต้มหรือบดคั้นน้ำกิน ทุเลาอาการไข้จำพวกต่างๆลดพิษร้อน พิษจากพืช เห็ด แล้วก็ลดพิษยากำจัดศัตรูพืชภายในร่างกาย  ใบ  นำใบมาบดคั้นน้ำสด หรือเอามาต้มน้ำ รวมทั้งใบตากแห้งอัดใส่แคปซูลกิน มีฤทธิ์ในทางยาหลายด้าน อาทิเช่น ทุเลาอาการร้อนใน ทุเลาอาการเป็นไข้ ตัวร้อน บรรเทาไข้รากสาด ไข้โรคฝีดาษลดพิษยากำจัดศัตรูพืชในร่างกาย รวมทั้งถอนพิษอื่นๆ
ภาคอีสานใช้รากต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น และใช้รากยานางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้ไข้จับสั่น บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศคณะกรรมการปรับปรุงระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ระบุการใช้ย่านางในตำรับ “ยาห้าราก” มีส่วนประกอบของรากย่านางร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณทุเลาลักษณะของการมีไข้ ส่วนทางการแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่า ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของย่านาง โดยพบว่าย่านางมีฤทธิ์ลดไข้ ยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไข้มาลาเรีย Plasmodium falciparum แก้ปวด ลดระดับความดันโลหิต ต้านเชื้อจุลชีพ ต่อต้านการแพ้ ลดการหดเกร็งของไส้ ต้านทานการเจริญก้าวหน้าของเซลล์ของมะเร็ง ยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี acetylcholinesterase และมีฤทธิ์อย่างอ่อนๆในการต้านอนุมูลอิสระ  และก็ยังมีคุณลักษณะกระตุ้นการเพิ่มปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวหน-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte) ต้านทานจุลชีวิน Staphylococcus aureus, Bacillus cereus, Escherichia coli รวมทั้ง Salmonellaspp. และก็ยังมีคุณลักษณะกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวครั้ง-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte)  ต้านจุลชีพ Staphylococcus  aureus,  Bacillus  cereus,  Escherichia  coli แล้วก็ Salmonella spp. ต่อต้านไข้ รวมทั้งต้านทานอนุมูลอิสระ ใบย่านางปราศจากอันตรกิริยา (interaction) กับยารักษาโรคเรื้อรังยกตัวอย่างเช่น โรคหัวใจและเส้นโลหิต โรคกระดูกและข้อเบาหวาน โรคระบบทางเดินหายใจ
แบบ/ขนาดการใช้ แก้ไข้ ใช้รากย่านางแห้ง 1 กำมือ โดยประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำ 2 แก้วครึ่ง เคี่ยวให้เหลือ 2 แก้ว ให้ดื่มครั้ง1-2 แก้ว ก่อนอาหาร 3 เวลา   แก้ป่วง (ปวดท้องเนื่องจากว่าทานอาหารผิดสำแดง)ใช้รากย่านางแดงและรากมะปรางหวาน ฝนกับน้ำอุ่น แม้กระนั้นไม่ถึงกับข้น ดื่มครั้งละ 1-2  แก้วต่อครั้ง วันละ 3-4 ครั้ง หรือทุกๆ2 ชั่วโมง ถ้าไม่มีรากมะปรางหวาน ก็ใช้รากย่านางแดงสิ่งเดียวก็ได้ หรือถ้าเกิดให้ดีขึ้น ใช้รากมะขามฝนรวมด้วย   ถอนพิษเบื่อเมาในของกิน เป็นต้นว่า เห็ด กลอย ใช้รากย่านางต้นและใบ 1 กำมือ  ตำผสมอาหารสารเจ้า 1 ถือมือ เพิ่มน้ำคั้นให้ได้ 1 แก้ว กรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่เกลือแล้วก็น้ำตาลเล็กน้อยเพียงพอดื่มง่ายให้หมดอีกทั้งแก้ว ทำให้คลื่นไส้ออกมา จะช่วยให้   ดับพิษร้อน ทำลายพิษไข้ ใช้หัวย่านางต้มกับน้ำ 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วนดื่มครั้งละ 1-2 แก้ว  การใช้เป็นยาพื้นเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ   ใช้ราก ต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น   ใช้รากย่านางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้มาลาเรีย   ใช้ราก ต้มขับพิษต่างๆ น้ำย่านางเมื่อเอามาผสมกับดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากผสมจนกระทั่งเหลว สามารถนำมาทา สิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนองได้อีกด้วย

การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไข้จับสั่น        ศึกษาฤทธิ์ต้านทานเชื้อมาลาเรีย Plasmodium falciparum ของสารสกัดรากย่านางด้วยเมทานอล ซึ่งสารสกัดมีสาร alkaloid เป็นองค์ประกอบ 2 ส่วนสกัด คือส่วนที่ละลายน้ำ รวมทั้งส่วนที่ไม่ละลายน้ำ พบว่าเฉพาะสาร alkaloid ที่ไม่ละลายน้ำ (water-insoluble alkaloid) มีฤทธิ์เพิ่มการยับยั้งเชื้อมาลาเรีย จากส่วนประกอบทางเคมีที่แยกได้ พบสาร alkaloid ที่ไม่เหมือนกัน 5 จำพวก ในกรุ๊ป bisbenzyl isoquinoline ดังเช่น tiliacorine, tiliacorinine, nor-tiliacorinine A, รวมทั้งสาร alkaloid ที่ไม่สามารถระบุโครงสร้างได้หมายถึงG และ H ซึ่งพบว่าสาร alkaloid G มีฤทธิ์สูงสุดในการกำจัดเชื้อมาลาเรียระยะ schizont (เป็นระยะที่เชื้อไข้มาลาเรียไปสู่เซลล์ตับ แล้วเปลี่ยนรูปร่างเป็นกลมรี และมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการแบ่งนิวเคลียสเป็นหลายๆก้อน) โดยมีค่า ID50 พอๆกับ 344 ng/mL ตามด้วย nor-tiliacorinine A และ tiliacorine เป็นลำดับ (ID50s พอๆกับ 558 แล้วก็ 675 mg/mL เป็นลำดับ)
ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อวัณโรค   สาร bisbenzylisoquinoline alkaloids 3 ประเภท ได้แก่ tiliacorinine, 20-nortiliacorinine และ tiliacorine ที่แยกได้จากรากย่านาง และก็อนุพันธ์สังเคราะห์ 1 ประเภท คือ 13҆-bromo-tiliacorinine   สารทั้ง 4 ประเภทนี้ ได้นำมาทดลองฤทธิ์ต่อต้านเชื้อวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยา multidrug-resistant Mycobacterium tuberculosis (MDR-MTB)  ผลการทดสอบพบว่า สารทั้ง 4 ชนิด มีค่า MIC อยุ่ระหว่าง 0.7 - 6.2 μg/ml แต่ว่าที่ค่า MIC เท่ากับ 3.1 μg/ml เป็นค่าซึ่งสามารถยับยั้ง  MDR-MTB ได้จำนวนหลายชิ้นที่สุด
ฤทธิ์ต้านมะเร็ง     การเล่าเรียนฤทธิ์ยับยั้งเซลล์ของโรคมะเร็งท่อน้ำดี ในหลอดทดสอบ แล้วก็ในสัตว์ทดสอบ โดยศึกษาผลของสาร tiliacorinine ซึ่งเป็นสาร กลุ่ม alkaloid ที่พบในย่านาง  สำหรับเพื่อการทดสอบ in vivo ทำในหนูถีบจักร เพื่อดูผลลดการเจริญก้าวหน้าของก้อน   เนื้องอกในหนูที่ได้รับเซลล์ของมะเร็งท่อน้ำดี แล้วก็สาร tiliacorinine  ผลการทดสอบพบว่า  tiliacorinine  มีนัยสำคัญสำหรับในการยั้งการเพิ่มปริมาณของเซลล์ของมะเร็งท่อน้ำดีในหลอดทดสอบ โดยมีค่า IC50 พอๆกับ 4.5-7 µM โดยกลไกการกระตุ้นกระบวนการ apoptosis ซึ่งเป็นกระบวนการสำหรับเพื่อการกำจัดเซลล์ผิดปกติ แล้วก็เซลล์ของโรคมะเร็งภายในร่างกาย และก็การทดลองในหนูพบว่าสามารถลดการก้าวหน้าของเนื้องอกในหนูได้
การทดลองฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของผักท้องถิ่นไทย ปริมาณ 6 จำพวก อย่างเช่น ผักเราด ผักติ้ว ผักปลังขาว ย่านาง ผักเหมียง และผักหวานบ้าน โดยการสกัดสารสำคัญด้วยแอลกอฮอล์จากผักแต่ละชนิด ทดสอบฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดจากผัก 6 ประเภทเปรียบเทียบกับตัวควบคุม วิตามินซี และวิตามินอี สารสกัดจากย่านางส่วนที่ละลายน้ำและก็ส่วนที่ไม่ละลายน้ำให้ค่า IC50 499.24 และ 772.63 ไมโครกรัม/มล. เป็นลำดับ เมื่อเทียบกับค่าที่ได้จากวิตามินซี รวมทั้งวิตามินอีที่ IC50 9.34 แล้วก็ 15.91 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ตามลำดับ
งานศึกษาค้นคว้าวิจัยอีกชิ้นหนึ่งในประเทศไทยวิเคราะห์ฤทธิ์ระงับปวดแล้วก็ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบของพืชผักท้องถิ่นอีสาน 10 ชนิด การตรวจค้นฤทธิ์หยุดปวดโดยใช้ writhing test และ tail flick test สำหรับเพื่อการตรวจฤทธิ์ต่อต้านอักเสบ ใช้ rat hind paw edema model
ผลการทดสอบใช้สารสกัดพืชผักพื้นเมืองด้วยน้ำ ขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวของหนูเพศผู้ 1 กิโล พบว่าสารสกัดจาก ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง ผักกาดฮีน มะระขี้นก ผักชะพลู และก็ผักชีลาว ส่งผลลดการเกิด writhing ในหนูจำนวนร้อยละ 35-64 (p<0.05)
การทดลองฤทธิ์ระงับปวดด้วย tail flick test พบว่าสารสกัดจากใบตำลึงรวมทั้งใบย่านางมีฤทธิ์หยุดปวด แล้วหลังจากนั้นคัดเลือกสารสกัดที่มีฤทธิ์มากที่สุด 4 ประเภท ยกตัวอย่างเช่น ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง และก็ผักกาดฮีนมาทำการทดลองฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยใช้คาราจีแนนเป็นสารระตุ้น  พบว่าสารสกัดทั้ง 4 ชนิดไม่มีฤทธิ์ต่อต้านอักเสบในสัตว์ทดสอบ ผู้วิจัยเชื่อว่าสารสกัดจากใบตำลึงรวมทั้งใบย่านางอาจจะออกฤทธิ์หยุดปวดต่อระบบประสาท
ส่วนงานศึกษาค้นคว้าจากมหาวิทยาลัยมหิดลในห้องทดลองขั้นต้นพบว่า สารสกัดใบย่านางมีฤทธิ์กระตุ้นลักษณะการทำงานของรีเซ็ปเตอร์ที่ขนคอเลสเตอรอลเข้าสู่ตับ แม้กระนั้นไม่รู้ว่าจะมีผลลดคอเลสเตอรอลในเลือดของระบบร่างกายไหม การศึกษาและทำการค้นพบนี้บางทีอาจเกี่ยวโยงกับคุณสมบัติของย่านางที่ใช้รักษาโรคหัวใจมาแต่โบราณได้ แม้แม้กระนั้นควรจะมีการเรียนเสริมเติมถัดไป
จากการทดลองฤทธิ์ลดไข้ของสารสกัด 50% เอทานอลจากรากย่านาง เมื่อนำไปตรวจสอบฤทธิ์สำหรับการลดไข้ พบว่าไม่มีคุณสมบัติสำหรับเพื่อการลดไข้แต่ว่ามีพิษต่อสัตว์ทดสอบ การศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยทางเคมีได้แยกอัลคาลอยด์ ออกมาสองจำพวกหมายถึงอัลคาลอยด์ที่ไม่ละลายน้ำ(water-insoluble alkaloids) แล้วก็อัลติดอยู่ลอด์ที่ละลายน้ำ (water-soluble quarternary base) เมื่อสำรวจฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของอัลคาลอยด์ที่แยกได้ พบว่าการเกิดพิษต่อสัตว์ทดลองมีสาเหตุมาจาก water-soluble quarternary base ซึ่งมีฤทธิ์คล้าย curare จากการตรวจหาสูตรส่วนประกอบสรุปได้ว่า water-soluble quarternary base นี้บางทีอาจอยู่ในพวก aporphine alkaloids
การเรียนทางพิษวิทยา พิษฉับพลัน รวมทั้งครึ่งหนึ่งเรื้อรังของย่านาง 
          เรียนพิษรุนแรงของสารสกัดน้ำจากทุกส่วนของย่านาง โดยการป้อนสารสกัด ในหนูเพศผู้ รวมทั้งเพศเมีย จำพวกละ 5 ตัว ในขนาด  5,000 mg/kg เพียงครั้งเดียว พบว่าไม่มีอาการแสดงของสภาวะเป็นพิษเกิดขึ้น และ  ไม่มีการแสดงความประพฤติปฏิบัติที่ไม่ดีเหมือนปกติ รวมถึงไม่มีการถึงแก่กรรม หรือความเคลื่อนไหวของเนื้อเยื่อด้านใน สารสกัดใบย่านางด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 50 ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังของหนู จำนวน 10 กรัม ต่อน้ำหนักตัวของหนู 1 กก. (คิดเป็นจำนวน 6,250 เท่าของจำนวนที่คนได้รับ) ไม่แสดงความเป็นพิษ   การเรียนรู้พิษเรื้องรัง ทดสอบโดยป้อนสารสกัดแก่ตัวทดลอง เพศผู้ และเพศเมีย จำพวกละ 10 ตัว ทุกวัน ในขนาดความเข้มข้น 300, 600 แล้วก็ 1,200 mg/kg ติดต่อกันนาน 90 วัน   ไม่เจอความไม่ดีเหมือนปกติทางด้านความประพฤติ รวมทั้งสุขภาพ หนูในกลุ่มทดลอง รวมทั้งกลุ่มควบคุม จะมีการทดสอบในวันที่ 90 รวมทั้ง 118 โดยตรวจร่างกาย และมีกรุ๊ปที่ติดตามผลถัดไปอีก 118 วัน ผลของการทสอบพบว่า น้ำหนักของอวัยวะ ค่าวิชาชีวเคมีในเลือด แล้วก็เยื่ออวัยวะภายใน ไม่พบการเกิดพิษ  ผลการศึกษาเรียนรู้แสดงให้เห็นว่า สารสกัดย่านางด้วยน้ำ ไม่ส่งผลให้เกิดพิษทันควัน แล้วก็พิษกึ่งเรื้อรังในหนูทดลอง ทั้งยังในหนูเพศผู้ และก็เพศเมีย
คำแนะนำ/ข้อควรปฏิบัติตาม

  • เมื่อทำน้ำย่านางเสร็จแล้วควรจะดื่มโดยทันที เนื่องจากว่าถ้าหากทิ้งเอาไว้นานเกินความจำเป็นจะเกิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยวหรือมีการบูดขึ้นได้ แต่สามารถเอามาแช่ตู้เย็นได้ แล้วก็ควรจะดื่มให้หมดข้างใน 3 วัน
  • สำหรับในการดื่มน้ำย่านาง ควรดื่มก่อนที่จะกินอาหารหรือตอนท้องว่างราวๆครึ่งแก้ว 3 ครั้งต่อวัน
  • บางคนที่คิดว่าน้ำย่านาง เหม็นเขียว รับประทานยากสามารถนำน้ำย่านางไปต้มให้เดือดแล้วเอามาดื่มหรือจะผสมกับน้ำสมุนไพรจำพวกอื่นๆก็ได้ ดังเช่นว่า ขิง ตะไคร้ ขมิ้น หรือจะผสมกับน้ำมะพร้าว น้ำมะนาว น้ำตาล หรือแม้กระทั้งน้ำหวานก็ได้เช่นกัน
  • ควรดื่มปริมาณแต่ว่าพอดิบพอดี ถ้าเกิดดื่มแล้วรู้สึกแพ้ พะอืดพะอม ก็ควรลดความเข้มข้นของสมุนไพรที่ใส่ลงไปให้ลดลง
เอกสารอ้างอิง

  • Dechatiwongse T, Kanchanapee P, Nishimoto K. Isolation of active principle from Ya-nang (Tiliacora triandra Diels). Bull Dept Med Sci. 1974;16(2):75-81.
  • อัจฉราภรณ์  ดวงใจ , นันทีทิพ ลิ้มเพียรชอบ, ขนิษฐพร  ไตรศรัทธ์ .คุณสมบัติคลอเรสเตอรอลของสารสกัดใบย่านางในเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่เลี้ยงต่อเนื่อง Caco-2.คอลัมน์บทความวิจัย.วารสารนเรศวรพะเยา.ปีที่8.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม 2558.หน้า87-92
  • รศ.ดร.กรณ์กาญจน์ ภมรประวัติธนะ.มหัศจรรย์ย่านาง จากซุปหน่อไม้ถึงเครื่องดื่มสุขภาพ.คอลัมน์บทความพิเศษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่370.กุมภาพันธ์.2553
  • Sireeratawong S, Lertprasertsuke N, Srisawat U, Thuppia A, Ngamjariyawat A, Suwanlikhid N, et al. Acute and subchronic toxicity study of the water extract from Tiliacora triandra (Colebr.) Diels in rats. Sonklanakarin J Sci and Technol. 2008;30(5):611-619.
  • ย่านาง...อาหารที่เป็นยา.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Pavanand K, Webster HK, Yongvanitchit K, Dechatiwongse T. Antimalarial activity of Tiliacora triandra Diels against Plasmodium falciparum in vitro. Phytotherapy Research. 1989;3(5):215-217.
  • ย่านาง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ชุตินันท์ ประสิทธิ์ภูริปรีชา.เอกชัย ดำเกลี้ยง,พยุงศักดิ์ สุรินต๊ะ , วสันต์ ดีล้ำ, ฤทธิ์ปรับ ภูมิคึ้มกัน ต้านออกซิเดชั่น และต้านจุลชี

7

มะนาว
ชื่อสมุนไพร มะนาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น ส้มมะนาว (ภาคกึ่งกลาง),ส้มที่นาว (ภาคใต้) ,สีมานีปีห์ (มลายู) ,หมากฟ้า (ไทยใหญ่) , โกรยชะม้า (เขมร) , มะเน้าเลย์ , มะนอเกละ , ปะนอเกล (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) , ปะโหน่ละโมบลยาน (กะเหรี่ยง กาญจนบุรี)
ชื่อสามัญ  Common lime, Lime , Sour lime
ชื่อวิทยาศาสตร์  Citrus aurantifolia (Christm. et Panz.) Swing.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Limonia aurantifolia Christm. & Panzer.
วงศ์  Rutaceae
บ้านเกิดเมืองนอน เช้าใจกันว่ามะนาวเป็นพืชพื้นบ้านในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์เพราะว่าคนที่อยู่ในภูมิภาคนี้ รู้จักการใช้ผลดีจากมะนาวกันอย่างดีเยี่ยมมาตั้งแต่อดีตแล้ว ซึ่งหนึ่งในซึ่งก็คือประเทศไทย แต่มีการศึกษาค้นพบอีกชิ้นหนึ่งที่เชื่อว่ามะนาวมีต้นกำเนิดในประเทศอินเดียภาคเหนือ และเขตเชื่อมต่อกับประเทศพม่า รวมถึงทางทางเหนือของมาเลเซีย (แต่ว่าน่าแปลกที่ไม่พบมะนาวในป่าของไทย) ปัจจุบันมีการปลูกมะนาวทั่วไปในเขตร้อน และเขตอบอุ่นครึ่งหนึ่งร้อนทั้งโลกเนื่องจากมะนาวสามารถขึ้นได้ในที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ และทนต่อดินเนื้อละเอียดได้ดีมากยิ่งกว่าส้ม
ลักษณะทั่วไป มะนาวเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดเล็กมีลักษณะเป็นพุ่มไม้มีความสูงเฉลี่ย 2-5 เมตร ลำต้นมีลักษณะโค้งงอไม่ค่อยแข็งแรง เปลือกของลำต้นมีสีน้ำตาลคละเคล้าเทา กิ่งอ่อนของมะนาวมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่ สีจะเข้มขึ้นกระทั่งเป็นสีน้ำตาลส่วนกิ่งที่แก่มากจะเป็นสีเทา การออกของกิ่งไม้ไม่ค่อยเป็นระเบียบ บนลำต้นและกิ่งก้านจะมีหนาม หนามมีลักษณะแหลมมีหนามสั้นและก็หนามยาวมีสีเขียวเข้มและสีเขียวอมเหลือง ส่วนรอบๆปลายหนามีสีน้ำตาล เมื่อแก่ขึ้นหนามจะแห้งตามไป
                ใบของมะนาวมีลักษณะเป็นใบโดดเดี่ยว เป็นมีแผ่นใบอันเดียว ใบมีขนาดเล็กกว้างราวๆ 3-6 ซม. ยาวราวๆ 6-12 เซนติเมตรรูปร่างเป็นแบบรีหรือทรงไข่ ฐานใบมีลักษณะกลม ปลายใบมีรูปแหลม ป้าน ขอบใบเป็นคลื่น หรือเป็นหยักละเอียด ก้านใบสั้นรวมทั้งมีปีกใบแคบหรือบางทีอาจไม่มีปีกใบก็ได้ ดังนี้ขึ้นอยู่กับชนิดมะนาว ใบอ่อนมีสีเขียวจางเกือบเป็นสีขาว ใบแก่มีสีเขียวเข้ม ผิวใบข้างบนละเอียดเป็นมันส่วนผิวใบด้านล่างค่อนข้างจะหยาบและมีสีจางกว่า เมื่อทำขยี้ใบจะมีกลิ่นแรง
                ดอกมะนาวบางทีอาจกำเนิดเป็นดอกลำพังหรือช่อก็ได้ มีทั้งที่เป็นดอกสมบูรณ์และไม่บริบูรณ์ ดอกจะออกรอบๆซอกใบและก็ปลายกิ่ง ดอกมะนาวมีขนาดเล็ก ดอกที่ตูมจะมีขนาดความยาว 1-2 ซม. กลีบเลี้ยงมีสีเขียวเป็นรูปถ้วยมี 4-6 หยัก ส่วนกลีบดอกไม้มีสีขาว และด้านท้องกลีบอาจมีสีม่วงอมแดงเจืออยู่ด้วย กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปถ้วย มีปริมาณ 4-5 อัน ปริมาณกลีบในและกลีบนอกมีปริมาณเท่าๆกัน แต่ละกลีบมีขนาด 0.8-1.2 ซม. ดอกมะนาวมีเกสรตัวผู้มากไม่น้อยเลยทีเดียวถึง 20-40 อัน เชื่อมชิดกันเป็นกรุ๊ป กรุ๊ปละ 4-8 อัน เกสรตัวเมียมีรังไข่รูปร่างเป็นทรงกระบอก ใน 1 ดอก จะมีรังไข่โดยประมาณ 9-12 อัน
                ผลมะนาวมีรูปร่างต่างๆนาๆตามชนิดของพันธุ์ มีทั้งรูปร่างยาวรี รูปไข่ แล้วก็รูปร่างกลม ที่ก้นผลมีลักษณะเป็นจุกหรือปุ่มเล็กๆผลโดยปกติมีขนาดความยาว 3-12 ซม. เปลือกมักษณะตะปุ่มตะป่ำ รวมทั้งมีต่อมน้ำมันเปลือกผิว ผิวเปลือกเมื่อแหลม บรรจุอยู่จำนวนมาก เนื้อมะนาวมีสีเหลืองอ่อน มีรสเปรี้ยวและก็มีกลิ่นหอมหวนเม็ด ขนาดเล็กคล้ายรูปไข่ ด้านปลายหัวจะแหลม ด้านในเมล็ดมีเนื้อเยื่อสีขาว
การขยายพันธุ์  มะนาวเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ดีในดินเกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ดินเหนียว ดินปนทราย แม้กระนั้นถ้าหากต้องการจะปลูกมะนาว ให้เติบโตดี มี ผลดก รวมทั้งคุณภาพดี ก็ควรจะปลูกลงในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนซุย มีการระบาย น้ำดี มีสารอินทรีย์ผสม อยู่มาก รวมทั้งควรที่จะทำการเลือกพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ
ส่วนการขยายพันธุ์มะนาวนั้นสามารถทำเป็นหลายแนวทาง ดังเช่นว่า การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง และก็การตำหนิดตา แต่ว่าแนวทางที่ได้รับความนิยมในการเพาะพันธุ์มะนาวสูงที่สุดคือ การตอนกิ่ง โดยมีวิธีดังต่อไปนี้

  • เลือกกิ่งที่ไม่แก่หรืออ่อนเหลือเกินและไม่เป็นโรคหรือมีแมลงกัดกิน ยาวราวๆ 30-50 ซม. รวมทั้งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.5 เซนติเมตรขึ้นไป
  • ตัดหนามรวมทั้งใบในบริเวณที่จะควั่นกิ่งออกราว 5 ซม.
  • ควั่นกิ่งออกเป็น 2 รอยให้ลึกถึงแก่นไม้ห่างกัน 1-2 ซม.
  • ขูดเนื้อเยื่อรุ่งโรจน์ออกให้หมด
  • ห่อด้วยขุยมะพร้าวที่มีความชุ่มชื้นหรือใช้ตุ้มตอนสำเร็จ มัดเปาะหัวด้านหลังให้แน่น แล้วทิ้งเอาไว้ประมาณ 30-45 วัน เมื่อรากออกมาแล้วใช้กรรไกรตัดกิ่งตัดเพื่อนำไปแช่น้ำกระทั่งอิ่มตัว
  • นำไปชำต่อในถุงดำขนาด 5x8 นิ้ว ที่ผสมดิน 1 ส่วน แกลบ 1 ส่วน และก็เมื่อกิ่งที่ชำเดินรากได้ดิบได้ดีในถุงดำรวมทั้งแข็งแรงและหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปปลูกต่อไป
การเตรียมพื้นที่ปลูก

  • พื้นที่ลุ่ม จัดเตรียมพื้นที่โดยการทำคันดินให้มีความกว้างราว 6-8 เมตร ส่วนสูงให้สังเกตจากจำนวนน้ำที่เคยท่วมสูงโดยให้อยู่สูงยิ่งกว่า แนวระดับน้ำหลาก 50 เซนติเมตร แทงร่องหรือซอยร่องทำแต้มน้ำเพื่อ ระบายน้ำเข้าออก ขนาดร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร พื้นที่ร่องกว้าง 0.5-0.7 เมตร ใช้ระยะปลูก 5X5 เมตร
  • พื้นที่ดอน ควรจะไถพรวนเพื่อกำจัดวัชพืช และทำให้ดินร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 4 x 4 – 6 x 6 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ขั้นตอนการปลูก
ควรปลูกเอาไว้ภายในช่วงต้นฤดูฝน ควรขุดหลุมปลูก ให้มีขนาดกว้างและลึกราว 50 เซนติเมตร ผสมดิน ปุ๋ยคอก และปุ๋ยร็อคฟอสเฟตเข้าด้วยกัน ในหลุมให้ สูงราวๆ 2 ใน 3 ของหลุม ชูถุงกล้า ต้นไม้วางในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงกว่า ระดับดินปากหลุมน้อย ใช้มีดที่คม กรีดถุง จากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุงทั้งยัง 2 ด้าน (ช้ายแล้วก็ขวา) ดึงถุงพลาสติกออก โดยระวังอย่าให้ดินแตก กลบดินที่เหลือลงในหลุม กดดินรอบๆโคนต้นให้แน่น ปักไม้หลักและผูกเชือกยึด เพื่อป้องกันลมพัดโยก หาวัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้น ดังเช่นว่า ฟางข้าว ต้นหญ้าแห้ง รดน้ำให้โชก ทำร่มเงา เพื่อช่วยบดบังแดด
การปฏิบัติดูแลรักษา การให้น้ำ ต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในตอน ที่ปลูกใหม่ๆควรจะให้น้ำวันละครั้งเป็นอย่างต่ำ (กรณีฝนไม่ตก) ภายหลังจากปลูกประมาณ 15 วัน มะนาวสามารถตั้งตัวได้แล้ว ให้น้ำเดือนละ 2-3 ครั้ง และควรหา สิ่งของมาคลุมดินบริเวณโคนต้น เพื่อช่วยรักษาความชื้น                ควรจะเริ่มงดเว้นให้น้ำ ตั้งแต่ตอนมี.ค. เป็นต้นไป จนถึงตอนออกดอก เพื่อมะนาวสะสม ของกินให้สูงถึงระดับที่สามารถสร้างตาดอกได้ ธรรมดามะนาวจะออกดอก ม.ย.-พ.ค. ภายหลังจากมะนาวออกดอก รวมทั้งกำลังติดผลอ่อน เป็นตอนๆที่มะนาวอยากน้ำมาก เพื่อใช้สำหรับในการเจริญเติบโต ของผล

     ส่วนพันธุ์มะนาวที่มีการปลูกกันมากมายในไทย ดังเช่น

  • มะนาวไข่ ผลกลม หัวด้านหลังยาวเหมือนมะนาวหนัง เมื่อโตสุดกำลังผลมีลักษณะกลมมน เปลือกบางผลโต กว่ามะนาวหนัง
  • มะนาวแป้น ผลใหญ่ ค่อนข้างกลมแป้น เปลือกบาง มีน้ำมากมาย นิยมใช้บริโภคมากยิ่งกว่าชนิดอื่นๆเชิงการค้าจะปลูกมะนาวประเภทแป้นดกพิเศษ สามารถบังคับให้ออกหน้าแล้งได้ง่าย
  • มะนาวหนัง ผลอ่อนกลมยาวหัวท้ายแหลม เมื่อโตสุดกำลังผลจะมีลักษณะกลมออกจะยาว มีเปลือกดก ทำให้เก็บรักษาผลได้นาน


ส่วนประกอบทางเคมี น้ำจากผลมีกรด citric acid, malic acid, ascorbic acid,  ผิวมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยที่มาจากผู้กระทำลั่นผิวผล ปริมาณร้อยละ 0.3-0.4 มีสารต่างๆดังเช่น  d-limonene (42-64%), alpha-berpineol (6.81%), bergamotene ผสมกับ terpinen-4-ol (3%),  alpha-pinene          citric acid       
(1.69%), geraniol (0.31%), linalool,  terpineol, camphene, bergapten (furanocoumarin)    ใบมะนาวเมื่อนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยการ    camphene
ต้มกลั่น (hydrodistillation) ได้น้ำมันหอมระเหยปริมาณร้อยละ 0.27  องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันประกอบด้วยสารต่างๆตัวอย่างเช่น  6-methyl-5-hepten-2-one (3.19), limonene (44.82), neral (4.95), geranial (7.66) , geranyl acetate (8.98), caryophyllene oxide (2.31) ส่วนข้อมูลทางโภชนาการของมะนาวมีดังนี้

  • พลังงาน 30 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 10.5 กรัม
  • น้ำตาล 1.7 กรัม
  • เส้นใย 2.8 กรัม terpineol
  • ไขมัน 0.2 กรัม
  • โปรตีน 0.7 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.03 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.02 มก.
  • วิตามินบี 3 0.2 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 5 0.217 มก.
  • วิตามินบี 6 0.046 มก.
  • วิตามินบี 9 8 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 29.1 มก.
  • แคลเซียม 33 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 0.6 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 18 มิลลิกรัม
  • โพแทสเซียม 102 มิลลิกรัม
  • โซเดียม 2 มก. ที่มา : Wikipedia
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์
น้ำมะนาวมีคุณค่าสำหรับเพื่อการเป็นสารให้ความเปรี้ยว ผิวมะนาวมีกลิ่นหอมหวนจากน้ำมันหอมระเหย มะนาวเป็นเครื่องปรุงรสของกินไทยที่ขาดเสียมิได้ เป็นองค์ประกอบรสเปรี้ยวหลักของน้ำพริก ตำส้ม ยำทุกชนิด ลาบรวมทั้งอาหารไทยอีกอีกมากมาย ต่างแดนใช้มะนาวอีกทั้งในอาหารคาวหวาน อย่างเช่น ในพายมะนาวของรัฐฟลอริด้า อเมริกา
น้ำมะนาวเว้นเสียแต่ใช้แต่งรสเปรี้ยวในของกินหลาย จำพวกแล้ว ยังนำมาใช้เป็นเครื่องดื่ม ผสมเกลือ และน้ำตาล เป็นน้ำมะนาว ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีทั้งยังในประเทศไทย และก็ต่างประเทศทั่วโลก นอกจากนั้นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์บางประเภทยังนิยมฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆทิ่มไว้กับขอบแก้ว เพื่อใช้แต่งรส
โดยภายในผลมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยถึงปริมาณร้อยละ 7 น้ำมะนาวก็เลยมีประโยชน์สำหรับใช้เป็นส่วนผสมน้ำยาที่ใช้สำหรับเพื่อการนำมาทำความสะอาด เครื่องหอม การบำบัดด้วยกลิ่น (aromatherapy) หรือน้ำยาสำหรับล้างจาน
นอกเหนือจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากมะนาวด้านอื่นๆอีกเป็นต้นว่า หุงข้าวให้ขาวและก็อร่อยขึ้น ด้วยการใช้น้ำมะนาวโดยประมาณ 2-3 ช้อนนำไปซาวข้าว  ทอดไข่ให้ฟูรวมทั้งนุ่ม มะนาว 4-5 หยดจะช่วยได้  มะนาวช่วยลดเหม็นกลิ่นคาวจากปลาเมื่อทำกับข้าวรวมทั้งทำให้ปลาคงจะรูปไม่เหลว เมื่อใช้มีดผ่าปลี มีดจะมีสีม่วงคล่ำ ล้างออกลำบาก เอามาทุ่งนาวที่ผ่าแล้วมาเช็ดตามใบมีด จะช่วยทำให้มีดสะอาดอย่างเดิม  การเชื่อมกล้วยหักมุกให้น่าอร่อย เมื่อน้ำตาลเดือดเป็นยางมะตูมแล้ว ให้บีบมะนาวครึ่งส่วนลงไป จะช่วยให้กล้วยใส น่ากินเยอะขึ้นเรื่อยๆ  มะนาว 2-3 ลูกใส่เอาไว้ข้างในถังข้าวสารช่วยคุ้มครองป้องกันมอดได้  ส่วนการเปลี่ยนรูปมะนาว มะนาวแปรรูปได้ ตัวอย่างเช่น น้ำมะนาวปรุงอาหาร มะนาวแช่อิ่มตากแห้ง น้ำมะนาวเข้มข้น มะนาว ผง เครื่องดื่มผสมน้ำมะนาว แยมมะนาว เยลลีมะนาว แยมเปลือกมะนาว แยมนะทุ่งนาวดอง มะนาวดองเค็ม มะนาวหวาน กิมจ้อมะนาว เปลือกของมะนาวสามรส เปลือกมะนาวเส้นแต่งรส เปลือกของมะนาวเชื่อม เปลือกมะนาวแช่อิ่ม มาร์มาเลดมะนาว เป็นต้น
ส่วนคุณประโยชน์ทางยานั้นระบุว่า แบบเรียนยาไทยผิวมะนาวจัดอยู่ใน “เปลือกส้ม 8 ประการ” มี ผิวส้มเขียวหวาน ผิวส้มจีน ผิวส้มซ่า ผิวส้มโอ ผิวส้มจังหวัดตรังกานู ผิวมะงั่ว ผิวมะกรูด และก็ผิวมะนาว (หรือผิวส้มโอมือ) มีคุณประโยชน์แก้ลมกองละเอียด กองหยาบ แก้เสมหะโลหะ ใช้ปรุงยาหอม แก้ทางลม
           นอกจากนั้นบัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้ผิวมะนาว ในยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ปรากฏตำรับ”ยาหอมเทวดาจิตร” มีส่วนประกอบของผิวมะนาว อยู่ใน ”เปลือกส้ม 8 ประการ” ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการแก้ลมตาลาย แก้อาการหน้ามืด ลายตา ใจสั่น คลื่นไส้ อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง
                ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุถึงคุณประโยชน์ของมะนาวว่า สารดี-ลิโมนิน (d-limonin) เป็นสารที่ก่อให้เกิดความขมในน้ำมะนาว น้ำมันผิวมะนาว (lime oil) พบมากรอบๆผิวเปลือกของมะนาวมีสารดี-ลิโมนิน เป็นส่วนประกอบหลักเกินกว่าจำนวนร้อยละ 90 พบว่าน้ำมันผิวมะนาว มีคุณสมบัติปกป้องรวมทั้งรักษาโรคมะเร็งหลายอย่าง
ฝรั่งทั่วๆไปมักดื่มน้ำส้ม หรือน้ำจากผลพืชเครือญาติส้ม ดังเช่น ส้มโอ หรือมะนาว ประกอบกับข้าวเช้า น้ำผลไม้กลุ่มนี้มีวิตามินซี และก็มีสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoid) มีสารเฮสเพอริดิน (hesperidin) รูทิน (rutin) แล้วก็นาริงจิน (naringin) รวมทั้งลิโมนิน เป็นฟลาโวนอยด์หลักของพืชตระกูลส้ม จากนี้จะเรียกสารกลุ่มนี้ว่าฟลาโวนอยด์ส้ม (citrus bioflavonoid)
สารกรุ๊ปฟลาโม้นอย์ส้มนี้มีรายงานทางการแพทย์ตะวันตกว่าใช้สำหรับการรักษาไข้มาลาเรีย โรครูมาติสม์เรื้อรังแล้วก็โรคเกาต์ ใช้สำหรับการคุ้มครองโรคเลือดออกตามไรฟัน ปกป้องการตกเลือดข้างหลังคลอด และช่วยทุเลาอาการระคายคอจากการติดเชื้อรวมทั้งโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งโรคจากการได้รับวิตามินซีในของกินไม่เพียงพอ ซึ่งอาจก่อให้มีลักษณะของโรคเกิดขึ้นข้างใน 8-12 สัปดาห์ คนป่วยมักมีลักษณะเหมือนเจ็บป่วย เหน็ดเหนื่อย ง่วงซึม โลหิตจาง ปวดกล้ามเนื้อ เจ็บกระดูก มีแผลบวมช้ำหรือบวมง่าย มีจุดเลือดออกแดงๆตามผิวหนัง เกิดโรคทางปริทันต์ เป็นแผลแล้วหายยาก อารมณ์แปรปรวน หรือมีภาวการณ์ซึมเซา สำหรับคุณประโยชน์ซึ่งมาจากน้ำมะนาวต่อโรคนี้ มีงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยแต่ก่อนที่ให้ผู้ป่วยโรคนี้กินส้มกับมะนาวเหลือง พบว่าคนป่วยสามารถฟื้นตัวได้อย่างสมบูรณ์และก็รวดเร็วทันใจ เมื่อเทียบกับผู้เจ็บป่วยอีกกรุ๊ปที่กินอาหารประเภทอื่น นอกจากนั้นในน้ำมะนาวยังมีกรด citric ซึ่งมีรสเปรี้ยว จะกระตุ้นให้มีการขับน้ำลายออกมาทำให้เปียกคอ จึงช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้
ต้นแบบ/ขนาดวิธีใช้
อาการไอ  ระคายคอจากเสลดใช้น้ำจากผลที่โตเต็มกำลัง  เติมเกลือบางส่วน  จิบเสมอๆหรือ จะทำน้ำมะนาวเพิ่มเกลือรวมทั้งน้ำตาลน้อย           อาการท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด   ใช้เปลือกผลสด 1/2-1 ผล ฝานเป็นชิ้นเล็กๆบางๆชงด้วยน้ำเดือด ปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที ดื่มแต่น้ำขณะมีลักษณะอาการ หรือหลังอาหาร 3 เวลาใช้มะนาว 1 ผล บีบเอาน้ำมะนาวมาชงกับน้ำร้อนดื่มหรือใช้มะนาวฝานบางๆจิ้มเกลือกินจะช่วยขับเสมหะได้เช้าหลังตื่นนอน กินน้ำอุ่น 1 แก้ว บีบมะนาว 1/4 ผล (หรือใส่เกลือน้อย) จะช่วยทุเลาอาการท้องผูก และช่วยขจัดพิษออกมาจากร่างกายน้ำมะนาวผสมผงกำมะถันใช้ทาก่อนนอน แก้อาการขี้กลาก โรคเกลื้อน หิดใช้น้ำมะนาวทาที่ตุ่มคัน ทิ้งไว้ให้แห้ง ล้างน้ำสบู่แล้วขัดถูให้แห้ง แล้วก็ใช้แป้งทาตุ่มคัน แก้น้ำกัดเท้าในด้านความสวยงาม ผลัดเซลล์ผิว ลดรอยด่างดำ ใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ คนจะกว่าจะเข้ากัน ทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้สักประเดี๋ยว ล้างออกโดยการใช้นำที่สะอาดแล้วซึมซับให้แห้ง ทำอาทิตย์ละครั้ง ผิวหน้าจะมองผ่องใส หรือใช้น้ำมะนาวผสมน้ำแช่อาบใช้สำหรับในการแก้ไข้ทับเมนส์ ด้วยการเอาใบมะนาวประมาณ 100 ใบมาต้มกินช่วยแก้ลิ้นเป็นฝ้า ด้วยการใช้สำลีชุบน้ำมะนาวถูที่ลิ้นวันละ 2-3 ครั้ง
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา การเรียนสัตว์ทดลองในหนู พบว่าเมื่อให้สารเฮสเพอริดินซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์หลักจากเปลือกในพืชตระกูลส้มกับหนูไขมันสูง ส่งผลเพิ่มไขมันที่ดี (เอชดีแอล-คอเลสเตอรอล) ลดไขมันไม่ดี (แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล) ลดปริมาณไขมันรวมและไตรกลีเซอไรด์ ในหนูดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และส่งผลลดระดับความดันเลือดและขับปัสสาวะในหนูความดันสูง การทดสอบในห้องปฏิบัติในแคนที่นาดาการพบว่า ฤทธิ์ดังที่กล่าวถึงแล้วของฟลาโวนอยด์ส้มเกิดจากผลของการกระตุ้นรูปแบบการทำงานของยีนรีเซปเตอร์ไขมันไม่ดี (แอลดีแอล) ในตับ ณ ตำแหน่งที่ควบคุมโดยสเตอคอยล (sterol regulatory element, SRE)
ในอเมริกา การค้นคว้าในสัตว์ทดลองพบว่า ฟลาโวนอยด์ส้มสองกลุ่ม ดังเช่นว่ากลุ่มเฮสเพอริดิน และก็กรุ๊ปโพลีมันข้นทอกสิเลตฟลาโวน (PMFs) มีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในพลาสม่าของสัตว์ทดสอบ ซึ่งสนับสนุนผลที่เกิดจากงานวิจัยในหนูถีบจักรของแคนาดา
เมืองจีน งานศึกษาวิจัยพบว่า นาริงจิน และเฮสเพอริดินซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์ส้มมีฤทธิ์กระตุ้นหลักการทำงานของยีนอะดีโพเนกทิน (adiponectin) ซึ่งเป็นยีนสำคัญในเมตาบอลิซึมของเดกซ์โทรสแล้วก็ไขมันที่เกี่ยวกับการสร้างพลัคตันของเส้นเลือดและแนวทางการอักเสบ ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยบอกว่าฟลาโวนอยด์ส้ม 2 ประเภทแสดงผลต้านทานการเกิดพลัคโดยกระตุ้น perovisome proliferator-activated receptor (PPAR) แล้วก็ยีนอะดีโพเนกทินในเซลล์ไขมันอะดีโพไซต์
ยิ่งกว่านั้น สารทั้งสองยังมีฤทธิ์เอสโทรเจนอย่างอ่อน ส่งผลต่อการผลิตไนตริกออกไซด์ในเซลล์ฝาผนังเส้นเลือดผ่านการกระตุ้นรีเซปเตอร์ของเอสโทรเจน ก็เลยมีฤทธิ์คุ้มครองปกป้องการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจ เป็นเหตุให้ส่งเสริมการกินมะนาว รวมทั้งฟลาโวนอยด์ส้มเพื่อลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด คุ้มครองปกป้องโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงวัยทอง
งานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยหนึ่งพบว่า น้ำมะนาวเข้มข้น (concentrated lime juice, CLJ) มีฤทธิ์กระตุ้นเซลล์โมโนปรมาณูในระบบภูมิต้านทาน และก็โปรตีนในน้ำมะนาวเข้มข้นมีฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวของเซลล์ของโรคมะเร็ง การศึกษาในห้องทดลองในมลรัฐเท็กซัสแล้วก็แคลิฟอเนีย ประเทศอเมริกาพบว่า สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ส้มมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นพอควร แต่ต่ำลงมากยิ่งกว่าฟลาโวนอยด์ในพืชตระกูลขิง มีบทความทางการแพทย์บอกว่า ฟลาโวนอยด์ส้มยับยั้งการเจริญก้าวหน้าของเซลล์ของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ปอด ช่องปาก กระเพาะ แล้วก็มะเร็งเต้านมจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการและก็ในสัตว์ทดสอบหลายแบบ แต่ยังไม่พบผลการศึกษาวิจัยทางคลินิก
ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของมะนาวที่เกี่ยวกับแก้เจ็บคอมีดังนี้  ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการทำการวิจัยผลของทั้งน้ำมันหอมระเหยแล้วก็สารสกัด พบว่า น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Bacillus cereus รวมทั้ง E. coli สารสกัด 80% เอทานอลจากเปลือกผิว มีฤทธิ์ยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus รวมทั้ง Bacillus cereus สารสกัดจากเมล็ดมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli. Pseudomanas cichorii และก็ Salmonella typhimurium สารสกัดเอทานอลจากส่วนกิ่ง (branches) ความเข้มข้น 20 มก./มิลลิลิตร ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus, Bacillus subtilis แล้วก็ Streptococcus faecalis
การเรียนทางพิษวิทยา การทดสอบความเป็นพิษ  เมื่อให้น้ำสกัดจากใบมะนาวทางปาก หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนูเม้าส์ ด้วยขนาด 10 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว (เทียบเท่ากับ 1,852 เท่าของขนาดที่ใช้ในคน) ไม่เจอความผิดแปลกอะไรก็แล้วแต่เมื่อป้อนสารสกัดรากมะนาวด้วยน้ำครั้งเดียวทางปาก ในขนาด 5 กรัม/กก.น้ำหนักตัว ให้หนูแรทไม่พบว่าเป็นพิษทั้งยังแบบเฉียบพลันและครึ่งหนึ่งเรื้อรัง แม้กระนั้นพบว่าในหนูที่ได้รับสารสกัด 1.2 กรัม/โลน้ำหนักตัว/วัน  มีเอ็นไซม์ในตับเพิ่มขึ้นแม้กระนั้นยังอยู่ในตอนปกติ และไม่เจอความไม่ดีเหมือนปกติของอวัยวะภายใน  ส่วนสารสกัดจากเปลือกผิวมะนาวมีผลยั้งฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์  รวมทั้งการทดสอบฤทธิ์ระคายโดยขั้นตอนการ Patch test พบว่าสารสกัดจากมะนาวให้ผล positive
ข้อเสนอแนะ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • การทาน้ำมันมะนาวลงบนผิวหนังโดยตรงอาจไม่ปลอดภัยในผู้ที่มีผิวหนังแพ้ง่าย ซึ่งสามารถนำมาซึ่งการทำให้ผิวหนังไวต่อแสงอาทิตย์อย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวออกจะขาว ภายหลังการใช้น้ำมันมะนาวทาลงผิวหนังจำเป็นต้องทาครีมสำหรับป้องกันแสงแดดรวมทั้งสวมเสื้อผ้ามิดชิดเพื่อคุ้มครองป้องกันก่อนออกไปพบเจอกับแสงอาทิตย์
  • รสเปรี้ยวของมะนาวอาจจะก่อให้กำเนิดท้องเสียหรือท้องเดินได้ถ้ารับประทานมากเกินไป
  • ภายหลังกินน้ำมะนาวแล้วไม่สมควรแปรงฟันโดยทันทีเพราะเหตุว่าอาจจะก่อให้สารเคลือบฟันตามธรรมชาติหลุดได้
  • แม้ดื่มหรือกินมะนาวบ่อยๆรวมทั้งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานต่อเนื่องกันอาจจะเป็นผลให้ฟันผุร่อนได้
  • คนที่มีภาวะโลหิตจางไม่ควรกินมะนาว เพราะเหตุว่ารสเปรี้ยวจะไปกัดฟอกโลหิตกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอันตรายได้
  • ยาบางชนิดที่จะถูกแปลงด้านในตับ โดยมะนาวบางทีอาจส่งให้ช่วงเวลาในการเปลี่ยนรูปของยาเหล่านี้ต่ำลง การดื่มน้ำมะนาวขณะกินยาบางจำพวกที่เปลี่ยนรูปในตับก็เลยอาจจะส่งผลให้มีผลข้างๆมากเพิ่มขึ้น เป็นต้นว่า ยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ไอทราโคนาโซล (Itraconazole) เฟกโซเฟนาดีน (Fexofenadine) สามอาโซแลม (Triazolam) โดยเหตุนั้น ก่อนกินมะนาวควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาที่ใช้อยู่ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. 2536. พจนานุกรมสมุนไพรไทย. กรุงเทพ ฯ : พิมพ์ครั้งที่ 2, สำนักพิมพ์สุริยบรรณ.
  • รวี เสรฐภักดี.2553.คู่มือประกอบการฝึกอบรมโครงการปลูกมะนาวและการผลิตมะนาวนอกฤดู:การสร้างสวนไม้ผลยุคใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน.นครปฐม
  • Sethpakdee, R. 1992. Citrus aurantifolia (Christm. & Panzer) Swingle . In: L.P.A. Oyen and Nguyen Xuan Dung (Editors): Plant Resourses of South-East Asia No 2. Edible fruits and nuts. Prosea Foundation, Bogor, Indonesia. pp. 126-128.
  • รศ.สุธาทิพ ภมรประวัติ.มะนาว ลดคลอเรสเตอรอลป้องกันโรคหลอดเลือด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่354.คอลัมน์บทความพิเศษ.ตุลาคม.2551.
  • มะนาว.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีธิราภา แสนเสนา นพดล กิตติวราฤทธิ์ มาลิน จุลศิริ รุ่งระวี เติมศิริฤกษ์กุล. ฤทธิ์ต้านเชื้อและฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดจากผิวผลพืชตระกูลส้ม. โครงการพิเศษ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2536.
  • มะนาว.สมุนไพรที่ใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/
  • อรรถศิษฐ์  วงศ์มณีโรจน์.2553.คู่มือประกอบการฝึกอบรมโครงการปลูกมะนาวและการผลิตมะนาวนอกฤดู ดินและปุ๋ยสำหรับการปลูกมะนาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน.นครปฐม.ไม้ผลเศรษฐกิจ.ฉบับที่102(251)/2552.วารสารเมืองไม้ผล.เทคนิคการปลูกมะนาวพันธุ์แป้นเกษตรดกพิเศษให้ออกในช่วงฤดูแล้ง.88-93 น.
  • Prabuseenivasan, S. et al. 2006. Invitro antibacterial activity of some plant essential oils. BMC Complement Altern Med 30(6):39
  • ประโยชน์ของมะนาวต่อการรักษาโรคได้ผลชัวร์หรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • อาจินต์ ปัญจพรรค์. ขุดทองในบ้าน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์

8

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือมีผลเช่นไรต่อเซลล์ต่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันสูง และก็โรคอื่นๆอันแสนเพลียที่จะรักษา ติดตามผลการศึกษาเรียนรู้ยืนยันสรรพคุณได้ในบทความนี้จ้ะ
สมุนไพร บทความเหล่านี้อ้างอิงคุณประโยชน์ของเห็ดหลินจือจากผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยรับรองจากที่ต่างๆเพื่อเพื่อนพ้องได้พินิจด้วยตัวเองว่ารักษาโรคเจริญขนาดไหนและก็น่าไว้ใจเท่าใด ถ้าหากเพื่อนๆเคยอ่านบทความเกี่ยวกับสรรรพคุณหรืองานวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือจากที่อื่นมาก่อน แล้วรู้สึกอ่านไม่ง่ายมากแค่ไหนไหมรู้เรื่อง บทความในเว็บไซต์นี้คนเขียนได้คัดและก็เก็บจากหลายที่แล้วก็เขียนในภาษาที่อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำเป็น
สหายๆถูกใจเนื้อหานี้ก็จะเป็นอย่างยิ่งใจให้นักเขียนได้บทความดีๆให้เพื่อนฝูงอ่านกันอีกต่อไปบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคเด็ดๆที่เพื่อนๆจำเป็นต้องถูกใจ
เห็ดหลินจือยั้งโรคมะเร็ง
ผลจากการศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่า เห็ดหลินจือ มีสารสามารถยับยั้งมะเร็งไดและก็โดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติ สารดังกล่าวมาแล้วข้างต้นมีอยู่มากมายที่สปอร์ที่กะเทาะฝาผนังหุ้มห่อสปอร์แล้วนอกนี้ผลของงานวิจัยจากกรมวิวัฒนาการหมอแผนไทยพบว่าเห็ดหลินจือมีสารกรุ๊ป Polysaccharide ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้ม แล้วก็สารกรุ๊ป Triterpenes (พบที่สปอร์ของเห็ดหลินจือ มากที่สุด ) ซึ่งกลุ่มหลังสามารถยับยั้งเซลล์ของโรคมะเร็งได้ โดยสปอร์กะเทาะฝาผนังหุ้มห่อจะได้ผลดีกว่าแบบไม่กะเทาะมากมาย
แม้กระนั้นฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งของมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงผลของการทดลองในหลอดทดลองเท่านั้น ในเวลานี้ภาควิชาแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยเชียงใหม่กำลังวิจัยผลที่มีต่อผู้ป่วยโรคมะเร็วจริงๆและก็คาดว่าผลการศึกษาวิจัยนี้น่าจะเผยให้เพื่อนพ้องๆได้ทราบกันในเร็วๆนี้ค่ะ แม้กระนั้นในขณะนี้มีรายงานการเรียนรู้จากจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิต้านทานได้จริงในผู้ป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด แล้วก็คนไข้ที่เป็นโรคมะเร็งขั้นลุกลาม โดยไม่เป็นผลใกล้กันและก็สามารถใช้ได้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานได้โดยสวัสดิภาพ แต่ในประเทศไทย การใช้เห็ดหลินจือในการรักษาโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่หนทางหลักในการรักษา เน้นเรื่องเสริมภูมิต้านทานมากกว่า
ในเวลานี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายเยอะแยะตามตลาด มีในขณะที่ผลิตในไทยรวมทั้งนำเข้าจากต่างถิ่น ถ้าเกิดเพื่อนฝูงๆอยากเลือกซื้อ ต้องมองให้ดี ว่าสินค้าตัวนั้นมีที่มาและแหล่งผลิตน่าไว้ใจหรือเปล่า มีการรับประกันจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไหม แล้วก็ผลิตภัณฑ์ที่สามารถกันความชุ่มชื้นได้ดิบได้ดีหรือป่าว
คนจีนรู้จักการใช้เห็ดหลินจือรักษาโรคหัวใจมาตั้งแต่สมัยราชวงค์หมิง ปัจจุบันแพทย์แผนจีนก็ยังคงใช้เห็ดหลินจือการรักษาโรคหัวใจมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจเนื่องจากว่าหากไม่ดีจริงก็คงเลิกใช้กันไปนานแล้วใช่ไหม ก็เลยมีการศึกษาวิจัยกันอย่างจริงๆจังเยอะมากสำหรับประเด็นนี้
ที่กรุงปักกิ่งได้มีการทดลองจริงกับผู้ป่วยที่มีลักษณะเจ็บทรวงอก จากเส้นโลหิตหัวใจตีบ พบว่าหลังจากการให้รับประทานเห็ดหลินจืออย่างตลอดตรงเวลา 3 เดือน ผุ้เจ็บป่วยที่เข้ารับการทดสอบ 90% มีลักษณะอาการที่ดีขึ้น จากการสังเกตร่วมร่วมกับการประเมินคลื่นหัวใจ ECG
เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา มีนักวิทยาศาสตร์คนญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งได้เจอสารเคมีที่ช่วยลดระดับความดันเลือดในเห็ดหลินจือรวมทั้งเจอสารยั้งการจับตัวกันมีลักษณะที่กลายเป็นก้อนของเลือดอีกด้วย จากการทดลองใช้เห็ดหลินจือกับคนเจ็บโรคหัวใจโรงพยาบาล พบว่าสามารถลดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะได้จริง
นักวิทยาศาสตร์รัสเชียรับรองอีกเสียงว่าเห็ดหลินจือช่วยเรื่องเลือดและก็หัวใจได้จริง รวมทั้งพบว่าเห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่เหมาะสมที่สุดสำหรับโรคหัวใจ จากกลุ่มตัวอย่างสมุนไพร 21 ชนิด ที่กรุ๊ปศึกษาค้นคว้าได้เลือกจับมาศึกษาทดสอบ

สมุนไพร ธรรมดาในกระแสเลือดเราจะมีไขมันอยู่แล้วทุกคน จากมากน้อยก็แล้วแต่คนไป แม้กระนั้นถ้าในกระแสโลหิตของพวกเรามีจำนวนไขมันมากจนเกินไปนี่มีปัญหาแน่จ้ะ เรียกภาวะนี้ว่า โรคไขมันในเส้นเลืดสูง ซึ่งโรคนี้มีสาเหตุมาจากหลายกรณี อีกทั้งจากอาหาร สภาพจิตใจ สภาพแวดล้อม พันธุรวมทั้งบางทีอาจกำเนิดจาผลกระทบของยาบางชนิดอีกด้วย(ไขมันที่เอ่ยถึง คือ ไตรกลีเซอไรค์รวมทั้งคอลเรสเตอรอล โรคไขมันในเลือดสูงสามารถกระตุ้นให้เกิดโรคภัยต่างๆตามมาอีก อาทิเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง เส้นเลือดหัวใจตีบ หัวใจขาดเลือด และก็เส้นเลือดสมองตีบ ฯลฯ
นักค้นคว้าได้ศึกษาค้นพบสารหลายประเภทในเห็ดหลินจือที่ช่วยลดจำนวนไขมันในเส้นโลหิตเป็นGanoderic Acid รวมทั้ง Lucidenic Acid ซึ่งสาร 2 จำพวกที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้แล้ว ยังคุ้มครองปกป้องไม่ให้ไขมันอุดตันเส้นโลหิตได้โดยตรงอีกด้วย นอกนั้นยังมีสารกรุ๊ป Nucleotide ซึ่งสามารถช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือดในเส้นโลหิต แล้วก็ช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่ญี่ปุ่นทดลองให้สารสกัดเห็ดหลินจือกับคนที่เป็นโรคไขมันเส้นโลหิตสูง 70 ราย แล้วก็กระทำการเก็บผลของการทดสอบภายหลังผ่านไป 3 เดือน พบว่าวัวเรสเตอรอลของคนรับการทดสอบต่ำลงไปถึง 74% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลของการวิจัยจากทั่วทั้งโลก และก็ยังพบว่าเห็ดหลินจือ นอกเหนือจากช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นโลหิตแล้ว ยังทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นอีกด้วย
การที่เห็ดหลินจือสามารถจัดแจงกับภาวการณ์ไขมันในเส้นเลือดสูงได้นั้น ได้รับการรับรองจากนักค้นคว้าทั้งยังในประเทศญี่ปุ่น จีน รัสเชีย และก็ที่อื่นๆอีกทั้งโลกแล้วว่าได้ผลจริงละไม่ได้เป็นเพาระความเลื่อมใสอีกต่อไป สุดท้ายก็ขอฝากไว้ ภาวการณ์ไขมันในเส้นโลหิตสูงเป็นภาวะที่อันตรายเนื่องจากว่าสามารถเป็นเหตุให้เกิดโรคน่าสยองอื่นๆตามมาได้ ฉะนั้นหากเพื่อนๆตรวจเลือดแล้วเจอภาวะนี้ก็ควรรีบจัดแจงตั้งแต่เนิ่นๆไว้กิ่นจะดีมากยิ่งกว่า

9

ถั่งเช่า
ถั่งเช่านับว่าเป็นสมุนไพรอันดับที่หนึ่งของโลกปัจจุบัน ด้วยสรรพคุณเยอะแยะที่ได้จากถั่งเช่า ก็เลยทำให้ไม่ว่าใครก็ต่างชมเชยให้ สมุนไพร ถั่งเช่านั้นเป็นสมุนไพรที่เหมาะสมที่สุด แต่ก่อนถ้าหากเอ่ยถึง ถั่งเช่าคงมีไม่ค่อยมีชื่อสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนประเทศไทยอย่างพวกเราๆแต่ลองถามในเวลานี้สิจะมีคนใดกันแน่บ้างที่ไม่รู้สุดยอดสมุนไพรจำพวกนี้ เนื่องจากในปัจจุบันถั่งเช่านั้นเป็นที่นิยมอย่างมากมาย แล้วก็แพร่หลายด้วยคุณประโยชน์มากมายได้แก่ ช่วยบำรุงร่ากาย บำรุงเกี่ยวกับฟุตบาทหายใจรวมถึงยังสามารถช่วยเพิ่มสมรรถทางเพศได้อีกด้วย มิหนำซ้าผู้คนจำนวนมากยังเชื่อว่าเจ้าตัว ถั่งเช่านั้นสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ดิบได้ดีอีกด้วย
ทานถั่งเช่าเห็นผลด้านในกี่วัน
-ช่วยรักษาคนที่มีลักษณะอาการจากการที่ต่อเนื่องมาจากการเป็นโรคไตเป็นต้นว่าอาการ ปวดหลัง ปัสสาสะบ่อย ฯลฯ
-ช่วยเพิ่มความฟิตให้กับร่างกายของนักกีฬาได้อย่างดีเยี่ยม โดยยิ่งไปกว่านั้นนักกีฬาชนิดวิ่งแข็ง หรือนักกีฬาที่ใช้ภาระกำลังอย่างมาก
-ถั่งเช่า ช่วยเพิ่มสมรรถภาพเพศได้อย่างดีเยี่ยมเพราะเหตุว่า ถั่งเช่านั้นช่วยทำให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงที่ของลับได้มากขึ้น-ช่วยให้น้ำกามอสุจิแข็งแร็ง
-ช่วยลด และก็ต่อต้านอนุมูอิสระภายในร่างกาย ช่วยยั้งและก็ชะลอความแก่ได้ รวมทั้งซ่อมบำรุงเซลต่างๆที่เสื่อมภายในร่างกาย
-ช่วยเพิ่มความจำ และก็ป้องกันโรคสมองเสท่อมได้
-ช่วยลดอาการใจสั่น แล้วก็หัวใจเต้นเร็ว ที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากโรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับความดันเลือด
-ช่วยขยายเส้นโลหิต ช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในเลือด รวมถึงช่วยให้เลือดมีระบบไหลเวียนที่ดียิ่งขึ้น
-ถั่งเช่า ช่วยยับยั้งเชื้อร้ายอย่างแบคทีเรียภายในร่างกายได้แม้กระทั่งเชื้อแบคทีเรียที่ร้ายแรงอย่างวัณโรคก็ตาม
-ช่วยทำให้เลือดลมของสุขภาพสตรีเดิน ระดูมาธรรมดา รวมถึงยังช่วยทำให้สุขภาพสตรีมีความพร้อมที่จะมีลูกมากยิ่งขึ้นด้วย
-ช่วยต้านทานโรคมะเร็ง เนื่องจากสารคอร์ไดเซปินใน ถั่งเช่าเป็นสารต้านทานโรคมะเร็งทำให้ยับยั้งการเป็นวัณโรคมะเร็งได้ รวมทั้งช่วยไม่ให้คนเจ็บโรคมะเร็งที่หายแล้วกลับมาเป็นอีก

วิธีทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การที่จะทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชนสูงสุดนั้นเราก็ต้องเลือกทานตามแบบของถั่งเช่าเป็นหลัก โดยที่มีสำคัญๆอยู่ 2 แบบก็คือ แบบธรรมชาติ และแบบ แคปซูล
1.ถั่งเช่าแบบธรรมชาติ-หลายคนนิยมถั่งเช่าแบบธรรมชาติด้วยการเคี้ยว ซึ้งถือว่าเป็นการเปลืองที่ไม่ค่อยถูกวิธีเยอะแค่ไหน เพราะว่าคุณลักษณะในตัวถั่งเช่านั้น จะดำเนินการได้ดิบได้ดีเมื่อถูกความร้อนด้วยเหตุนี้ควรรับประทานแบบที่โนความร้อนดีมากกว่าโดยวิธีที่ค่อนข้างจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็คือการนำถั่งเช่าราว 2-3 ตัว ไปแช่ในน้ำร้อน ทิ้งเอาไว้ซัก 5 นาทีแล้วจากนั้นจึงค่อยนำน้ำมาดื่มตราบจนกระทั่งน้ำหมด แล้วต่อจากนั้นให้เติมน้ำร้อน ได้อีก 2 ครั้ง ร่างกายก็จะได้สารคอร์ไดเซปินไปอย่างครบถ้วน
2.สมุนไพร ถั่งเช่าแบบแคปซูล- ตัวถั่งเช่าแบบแคปซูลเวลาทานจะมองความจำเป็นเป็นหลักว่า อยากทานเพื่อสุขภาพ หรือกำหนดที่โรคอะไร แล้วก็ทานตามจำนวนที่เหมาะสม อย่างถ้าหากเราต้องการทารเพื่อสุขภาพ ให้ทาน ตอนเช้า-เย็น อย่างละ 1 แคปซูล เน้นโรคภูมิแพ้แล้วก็อื่นๆทาน ยามเช้า เย็น อย่างละ 2 แคปซูลเวลาทานจะทานภายหลังของกินหรือท้องว่างก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นอันตรายหรือกัดกระเพาะ
สมุนไพร ถั่งเช่าแบบอย่างงานค้นคว้าเล็กน้อยที่เกี่ยวกับฤทธิ์ของ ถั่งเช่าในทางเภสัชวิทยา โดยที่เป็นงานค้นคว้าในตัวของคน ดังนี้
-จากการศึกษาเรียนรู้วิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธิ์จาก ถั่งเช่าที่มีผลกระตุ้นสามารถทางเพศของผู้ชายจากปริมาณตัวอย่างทั้งมวล 22 คน ผลปรากฏว่า ฤทธิ์ของ ถั่งเช่านั้นสามารถช่วยเพิ่มสเปิร์มในเชื้อน้ำเชื้อของเพศชายจากกลุ่มตัวอย่างได้ถึง33%แล้วก็ยังสามารถช่วยลดจำนวนสเปิร์มที่อ่อนแอ หรือเปล่าธรรมดาลงในเชื้อน้ำเชื้อของผู้ชายจากกลุ่มทดลอง29%จากการที่แค่ให้เพศชายจากกลุ่มของตัวอย่างนี้กิน ถั่งเช่าแค่เป็นอาหารเสริมเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นยังมีอีกหนึ่งแบบอย่างตัวอย่างด้วยกันที่เป็นการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความสามารถทางเพศ คือมีการให้กลุ่มของตัวอย่างทั้งหมดศ คือมีการให้กลุ่มตัวอย่างทั้งปวงศชาย และก็เพศหญิงปริมาณ 189 คน ที่มีภาวะอารมณ์ทางเพศลดลงได้ลองรับประทาน ถั่งเช่าผลปรากฏว่า สามารถช่วยให้กลุ่มตัวอย่างทั้งเพศชาย แล้ผู้หญิงนั้นให้กลับมามีอารมณ์ทางเพศที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 66%
-จากการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธ์จาก ถั่งเช่าที่ส่งผลช่วยลดน้ำตาลในเลือด ค้นพบว่าถั่งเช่านั้นสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สูงสุดถึง 95% โดยทานถั่งเช่าแค่เพียงวันละ 3 กรัมเท่านั้น โดยแตกต่างจากกรุ๊ปที่ยังคงรักษาโดยใช้ยาแผนปัจุบันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากการควบคุมระดับน้ำตาลจากยาแผนปัจจุบันนั้นสามารถคุมระดับน้ำตาลแค่ได้เพียง 54 % เท่านั้น
ถั่งเช่าสายพันธุ์ไหนที่ดีที่สุด?
ถั่งเช่ามีเยอะแยะหลายอย่าง มากมายสายพันธุ์ และก็จากหลายพื้อที่ ทั้งยังแบบเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และแบบที่เกิดขึ้นมาจากวิธีการเพาะเลี้ยง ส่วนถั่งเช่าสายพันธ์ไหนที่แพงที่สุดในโลกนั้นก็คงจะต้องพูดว่าเป็นถั่งเช่าสายพันธ์ประเทศทิเบต สาเหตุก็เพราะว่าหายาก แต่ว่าในขณะนี้ได้มีหลักฐานการตรวจสอบพบว่าสารออกฤทธิ์สำคัญในการรักษาโรคของเห็ดถั่งเช่าสีทองคำ(ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย) มีมากยิ่งกว่าถั่งเช่าประเทศทิเบตหลายเท่า นอกนั้นการที่เห็ดถั่งเช่าสีทองสามารถเพาะเลี้ยงได้ทให้สามารถควบคุมสารเจือปนแล้วก็โลหะหนักให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ง่ายกว่าถั่งเช่าทิเบตที่เก็บมาจากธรรมชาติ
เกรดของถั่งเช่า
เว้นเสียแต่ถั่งเช่ามีหลายสายพันธุ์แล้ว ถั่งเช่ายังมีหลายเกรดอีกด้วย โดยหลักๆที่พบในตอนนี้แล้วก็ตามท้องตลาดก็จะมี 2 เกรดด้วยกันดังต่อไปนี้
-เกรด AAA –ถั่งเช่าเกรด AAAเป็นถั่งเช่าที่ได้รับการคัดสรรมาอย่าดีว่าเป็น ถั่งเช่าที่มีคุณประโยชน์ รวมทั้งสารอาหารมากว่า ถั่งเช่าปรกติ รวมถึงเป็น ถั่งเช่าที่มีขนาดมาตรฐาน รวมทั้งถูกเก็บมาตอนที่ถูก
-เกรด A-ถั่งเช่าเกรด Aเป็นถั่งเช่าที่มีคุณลักษณะแทบจะเหมือนถั่งเช่าเกรด AAA ทุกอย่าง เพียงแต่ว่าขนาดของมันนั้นไม่ได้มาตรฐานเท่านั้นเอง
นอกจากถั่งเช่า 2 เกรดที่ว่ามาแล้วนั้นยังมีเกรดอื่นๆแต่ว่าไม่เป็นที่ชื่นชอบในตลาด ที่นิยมก็มีเพียงแค่ 2 เกรดสำคัญๆเท่านั้น เพื่อให้มีความปลอดภัยพวกเราควรจะซื้อ ถั่งเช่าจากร้านขายยา หรือสมุนไพรจีนที่เปิดให้บริการมาอย่างยาวนาน หรือร้านค้าที่ได้รับความนิยมกับคนทั่วๆไป ทั้งนี้นั้นก็เพื่อก็เพื่อความสบายใจและจะได้ผิดหลอกให้ซื้อของปลอมนั้นเอง

10

ถั่งเช่า
ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรลำดับหนึ่งของโลกช่วงปัจจุบัน ด้วยสรรพคุณเยอะมากที่ได้จากถั่งเช่า ก็เลยทำให้ไม่ว่าใครก็ต่างยกย่องให้ ถั่งเช่านั้นเป็นสมุนไพรที่เยี่ยมที่สุด คราวก่อนถ้าเกิดเอ๋ยถึง ถั่งเช่าคงมีไม่ค่อยดังสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะชาวไทยอย่างเราๆแต่ลองถามขณะนี้สิจะมีผู้ใดกันแน่บ้างที่ไม่รู้ยอดเยี่ยมสมุนไพรชนิดนี้ ด้วยเหตุว่าในขณะนี้ถั่งเช่านั้นได้รับความนิยมมหาศาล แล้วก็แพร่หลายด้วยคุณประโยชน์จำนวนมากตัวอย่างเช่น ช่วยบำรุงร่ากาย บำรุงเกี่ยวกับทางเท้าหายใจรวมไปถึงยังสามารถช่วยเพิ่มสมรรถทางเพศได้อีกด้วย ไม่หนำซ้าผู้คนเยอะแยะยังเชื่อว่าเจ้าตัว ถั่งเช่านั้นสามารถรักษามะเร็งได้ดิบได้ดีอีกด้วย
เพราะเหตุไร....ทานถั่งเช่าแล้วบางเจ้าไม่เห็นผล
เพราะเหตุใดถั่งเช่าถึงแพง
ด้วยความที่สมุนไพรถั่งเช่านั้นได้รับความนิยมมากในตอนนี้ทำให้ราคาของสมุนไพรชนิดนี้สูงมากอย่างน้อยเกรดปกติก็ตกอยู่ที่กิโลละ 2-3 แสนบาท แต่หากเป็นตัวอย่างดีราคาสูงสุดอยู่ที่2-3 ล้านบาทเลยทีเดียว มูลเหตุที่ทำให้ราคาของ ถั่งเช่าแพงได้ขนาดนี้ก็เนื่องจากถั่งเช่ามิได้หากันง่ายๆมีเฉพาะบางพื้นที่เพียงแค่นั้น แตกต่างจากสมุนไพรประเภทอื่นๆที่สามารถหากันง่ายดายยิ่งกว่านี้ ถั่งเช่าจะหาได้จากพื้นที่สูงเข้าถึงยาก แล้วก็มีสภาพภูมิอากาศที่คนปกติทั่วๆไปไม่สามารถที่จะเข้าไปหาถึงได้ไม่ยากต้องให้คนทื้นที่เป็นผู้เข้าไปหาในป่าเพียงแค่นั้น ทั้งถั่งเช่ายังมีสรรพคุณยังมีคุณประโยชน์ต่างๆอีกเยอะมาก ทั้งยังช่วยรักษโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ หรือช่วยบำรุงรักษาของกินลดน้าตาลในเลือด เป็นต้น แถมยังช่วยชะลอความแก่ แล้วก็ช่วยเพิ่มสมรรถทางเพศ ก้าวหน้าอีกด้วย ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานั้นก็เลยเป็นต้นเหตุที่ทำให้ถั่งเช่าราคาแพงแพง แม้กระนั้นในเวลานี้มีโรงงานในไทยสามารถเพาะถั่งเช่าได้ โดยไม่ต้องเดินไปเก็บตามแนวเขาทำให้ราคาต้นทุนถั่งเช่าลดลดลงไปๆมาๆกกว่าแต่ก่อน สามารถควบคุมจำนวนสาระสำคัญได้เป็นเพาะในภาวะควบคุม และยังขจัดปัญหาสารโลหะหนักปนที่ไม่สามารถที่จะควบคุมได้ในธรรมชาติได้อีกด้วย
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย ได้ทำการวิจัยสรรพคุณของถั่งเช่า ด้วยกัน มีการทดลองกับตัวทดลองแล้วก็กรุ๊ปผูรับการทดสอบแบบอย่าง จึงทำให้พวกเราสามารถบอกได้ว่าถั่งเช่ามีสรรพคุณดีจริงตามที่คนจำนวนมากหล่าวอ้าง
-ถั่งเช่า ช่วยลด และรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด
-ช่วยลด แล้วก็รักษาความสมดูลของระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
-ช่วยแก้อาการอ่อนเพลียเมื่อยล้าของร่างกายช่วยเพิ่มภูมิต้านทานต่างๆรวมถึงช่วยบำรุงรักษาให้กระปรี้กกระเปล่าด้วย
-แก้ภูมิแพ้ โรคหอบหืด ไซนัสอักเสบ หรือภูมิต้านทานอ่อน
-ช่วยคุ้มครองป้องกันการเกาะบริเวณข้างในเส้นโลหิตของไขมันชั่วโคตร(LDL)
-ช่วยบำรุงและช่วยทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นของแนวทางการทำงานของตับและไต

มองอย่างไรอันไหนถั่งเช่าปลอม
สำหรับสมุนไพรถั่งเช่าทิเบตซึ่งเป็นถั่งเช่าที่มีราคาแพง จึงมีการทำเลียนแบบกันมาก เอาเข้าจริงเป็นเรื่องยากมากๆที่จะดูออกต้องดูหลายชนิด อย่างไรก็ดีวิถีทางโดยประมาณก็จะเป็นไปตามนี้
1.ท่อนหัวของ ถั่งเช่านั้นควรจะเป็นแท่งทรงกลมขึ้นเงาคล้ายทรงกระบอก
2.เนื่องด้วย ถั่งเช่าเคยเป็นหนอนมาก่อน ของแท้ควรจะเป็นหยักๆเรียงกันงดงามเสมือนตัวหนอน
3.ถั่งเช่า ราคาจำเป็นต้องผิดกระทั่งเกินความจำเป็น ถ้าเกิดมีใครเสนอขาย ถั่งเช่าให้เราราคาถูกสันนิฐานไว้ก่อนเลยว่าปลอม
แต่หากว่าเป็นถั่งเช่าในแคปซูลเราก็จำเป็นต้องมองว่าได้รับการรับรองจากหน่วยราชการอย่างแม่นยำหรือไม่ เพราะเหตุว่าถ้าหากเป็นของแท้จะมี ถ้าเกิดไม่มีแสดงว่ามีโอการเป็นของสมุนไพรปลอมสูงมาก หรือไม่ไม่เป็นอันตราย
วิธีทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การที่จะทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชนสูงสุดนั้นพวกเราก็จำเป็นต้องเลือกทานตามแบบของถั่งเช่าเป็นหลัก โดยที่มีหลักๆอยู่ 2 แบบก็คือ แบบธรรมชาติ และแบบ แคปซูล
1.ถั่งเช่าแบบธรรมชาติ-หลายท่านนิยมถั่งเช่าแบบธรรมชาติด้วยการบด ซึ้งถือได้ว่าเป็นการกินที่ไม่ค่อยถูกทางเยอะแค่ไหน เพราะเหตุว่าคุณลักษณะในตัวถั่งเช่านั้น จะดำเนินงานได้ดิบได้ดีเมื่อถูกความร้อนด้วยเหตุนั้นควรรับประทานแบบที่โนความร้อนดีมากยิ่งกว่าโดยแนวทางที่ค่อนข้างจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็คือการนำถั่งเช่าประมาณ 2-3 ตัว ไปแช่ลงไปภายในน้ำร้อน ทิ้งเอาไว้ซัก 5 นาทีและหลังจากนั้นก็ค่อยนำน้ำมาดื่มกระทั่งน้ำหมด แล้วต่อจากนั้นให้เติมน้ำร้อน ได้อีก 2 ครั้ง ร่างกายก็จะได้สารคอร์ไดเซปินไปอย่างครบถ้วน
2.ถั่งเช่าแบบแคปซูล- ตัวสมุนไพรถั่งเช่าแบบแคปซูลเวลาทานจะมองสิ่งที่มีความต้องการเป็นหลักว่า อยากทานเพื่อสุขภาพ หรือเจาะจงที่โรคอะไร แล้วก็ทานตามปริมาณที่เหมาะสม อย่างถ้าหากพวกเราต้องการทารเพื่อสุขภาพ ให้ทาน เช้า-เย็น อย่างละ 1 แคปซูล เน้นโรคภูมิแพ้รวมทั้งอื่นๆทาน ตอนเช้า เย็น อย่างละ 2 แคปซูลเวลาทานจะทานต่อมาอาหารหรือท้องว่างก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีอันตรายหรือกัดกระเพาะ

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

11
ชื่อสมุนไพร  พญายอ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น เสลดพังพอนตัวเมีย , พญาบ้องทอง พญาบ้องดำ (ภาคกลาง) , พญาบ้องคำ (จังหวัดลำปาง) , ผักมันไก่ , ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่) , โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง) , ชิงเจี้ยง หนิ่วซิ้วฮวา (จีนกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Clinacanthus burmanni  Nees
วงศ์  ACANTHACEAE
บ้านเกิดเมืองนอน สมุนไพรพญายอเป็นสมุนไพรเขตร้อน ได้แก่ทวีปแอฟริกา บราซิล และก็อเมริกา กลาง ส่วนในเอเชียมีการกระจัดกระจายในประเทศอินโดนีเซีย ไทย ประเทศพม่า ลาว เขมร เป็นต้น และก็เป็นสมุนไพรที่มีแพทย์ท้องถิ่นประเทศ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย จีน ใช้รักษาผื่นผิวหนัง แมลงสัตว์กัดต่อย งูกัด แมงป่องต่อย มาตั้งแต่ในสมัยก่อนแล้ว ส่วนในประเทศไทยพบบ่อยขึ้นตามป่าเบญจพรรณ หรือเจอปลูกกันตามบ้านทั่วไป ทั่วทุกภาคของประเทศ พญายอ หรือ เสมหะพังพอนตัวเมียมีชื่อพ้องกัน มันก็คือ เสมหะพังพอนเพศผู้ แต่ว่าต่างกันตรงที่เสมหะพังพอนเพศผู้มีหนาม สรรพคุณอ่อนกว่าเสลดพังพอนตัวเมียและเพื่อไม่ให้งงระหว่างสมุนไพร 2 จำพวกนี้ ก็เลยเรียกเสมหะพังพอนตัวเมียว่า "พญายอ"
ลักษณะทั่วไป
พญายอ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มแกมเถาหรือไม้พุ่มรอเลื้อย มักเลื้อยพิงไปตามต้นไม้อื่นๆมีความสูงได้โดยประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นมีลักษณะสะอาด ต้นอ่อนเป็นสีเขียว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ๆลักษณะของใบเป็นรูปใบหอก รูปรีแคบขอบขนาน ปลายใบแล้วก็โคนใบแหลม ส่วนขอบของใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-3 ซม. และก็ยาวโดยประมาณ 7-9 ซม. แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเรียบ ดอกเป็นช่อกระจุกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 3-6 ดอก กลีบเป็นสีแดงส้ม โคนกลีบเชื่อมชิดกันเป็นหลอด ยาวประมาณ 3-4 ซม. ปลายแยกออกเป็น 2 ปากหมายถึงปากด้านล่างและก็ปากบน ดอกหนึ่งมี 5 กลีบ กลีบเป็นรูปทรงกระบอก ส่วนกลีบรองกลีบดอกไม้นั้นเป็นสีเขียว ยาวเท่าๆกัน มีขนคือต่อมเหนียวๆอยู่รอบๆ ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 อัน ส่วนเกสรเพศเมียสะอาดไม่มีขน มีดอกในช่วงราวๆต.ค.ถึงเดือนมกราคม ผลเป็นผลแห้งรวมทั้งแตกได้ รูปแบบของผลเป็นรูปกลมยาวรี ยาวได้โดยประมาณ 0.5 ซม. ก้านสั้น ภายในผลมีเม็ดราวๆ 4 เมล็ด
การขยายพันธ์ การขยายพันธุ์พญายอนั้นสามารถได้ 2 วิธีหมายถึงการปักชำและการแยกเหง้ากิ่งก้านสาขาไปปลูก แต่ว่าส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีการใช้กิ่งปักชำโดยเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ปราศจากโรค ไม่แก่ หรือไม่อ่อนเกินไป ตัดกิ่งจำพวกให้มีความยาว 6-8 นิ้ว รวมทั้งมีตาบนกิ่งราวๆ 1-3 ตา ให้มีใบเหลืออยู่ที่ปลายยอด โดยประมาณ 1/3 ของกิ่ง ทาปูนแดงบริเวณรอยตัดของต้นตอ และก็กิ่งจำพวกเพื่อปกป้องเชื้อรา ปักชำลงในถุงที่มีเป็นดินร่วนปนทราย (จะช่วยให้อัตราการออกรากของกิ่งชำสูง และก็สบายสำหรับในการย้ายต้นไปปลูก) โดยปักชำกิ่งลงในอุปกรณ์ปลูกลึกราว 3 นิ้ว รวมทั้งปักให้เอียง 45 องศา รดน้ำให้ชุ่มและรักษาความชื้นให้เพียงพอควรจะระวังอย่าให้กิ่งชำถูกแดดมาก กิ่งปักชำจะออกรากข้างใน 3-4 สัปดาห์ แล้วก็ใช้ช้อนขุดหรือเสียมแซะกิ่งชำลงปลูกเอาไว้ภายในหลุมปลูกที่จัดเตรียมไว้ 1 ต้นต่อหลุม กลบ รดน้ำภายหลังจากปลูกในทันที
การเก็บเกี่ยว ควรที่จะเก็บใบขนาดกลาง ที่ไม่แก่หรืออ่อนจนถึงเกินไป โดยให้ใช้กระบวนการตัดต้นเหนือระดับผิวดินโดยประมาณ 10 ซม. ภายหลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ตัวการเดิมยังสามารถงอกแตกกิ่งเติบโตได้อีก รวมทั้งสามารถเก็บเกี่ยวผลิตผลต่อไปได้
การดูแลและรักษา ในระยะ 1-2 เดือนแรก ควรรดน้ำทุกวัน ถ้าหากแดดจ้าควรรดน้ำเช้า-เย็น เมื่ออายุ 2 ข้างขึ้นไปแล้วบางทีอาจให้น้ำวันเว้นวัน ในช่วงฤดูฝนถ้ามีฝนตกอาจจะไม่ต้องให้น้ำ พญายอสามารถเจริญเติบโตได้ดิบได้ดีในดินทุกหมวดหมู่ที่มีการระบายน้ำเจริญ แม้กระนั้นชอบดินร่วนผสมทรายที่ระบายน้ำดีมากที่สุด  ถูกใจอากาศร้อนชื้น ขึ้นเจริญในขณะที่มีแดด(แดดไม่จัด) และก็ที่ร่ม
องค์ประกอบทางเคมี  รากของพญายอ มีสาร Lupeol, B-Sitosterol, Stigmasterol รวมทั้งมีการทดลองพบว่าสารสกัดด้วยสารละลายบิวทานอล    (butanol) จากใบของพญายอ มีสารประกอบฟลาโวนอยด์ (flavonoid) สามารถยับยั้งอาการอักเสบได้ สารฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ลดการอักเสบสารกรุ๊ป Monoglycosyl diglycerides ตัวอย่างเช่น    1,   2- di-O-linolenoyl-3-O-β-D-Galactopyranosyl-sn-glycerol รวมทั้งสารกลุ่ม Glycoglycerolipids จากใบมีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเริมและงูสวัด
                นอกจากนี้พญายอ ยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากยิ่งกว่า 20 จำพวก โดยเป็นสารเคมีจากพืชที่มีความจำเป็นต่อชีวิต ได้แก่   Stigmaster, Lupeol, B-Sitosterol Belutin, Myricyl alcohol แล้วก็สารสกัดที่ได้จากเมทานอลในประเทศไทย 6  ประเภท    C-Glycosyl flavones ดังเช่นว่า    Vitexin, Isovitexin, Schaftoside, Isomoll-pentin, 7-0-B-Glucopyranoside, Orientin, Isori-entin แล้วก็สารสกัดได้จากต้นรวมทั้งใบได้สาร Gluco-sides  5   ประเภท    (1)    Cerebrosides และก็  Monoacylmonogalactosyl glycerol สาร    Triga-lactosyl และ    Digalactosyl diglycerides 4  สาร    8 ชนิด    สกัดได้จากส่วนเหนือดินสดด้วยคลอโรฟอร์มคือ   Chlorophyll A,  Chlorophyll B,  แล้วก็    Phacoph-orbide A  และก็สารประกอบที่มีซัลเฟอร์ 4  ชนิด   Clinamide A-C, 2-Cis- entadamide A  แล้วก็สารประกอบที่พบมาก่อน 3  ประเภท    Entadamide A, Entadamide C   และ    Trans 3  methylsulfinyl-2-propenol
ผลดี / คุณประโยชน์ สรรพคุณของพญายอตามตำรายาไทย
กล่าวว่า ใบ – ใช้ถอนพิษไข้ ดับพิษร้อน แก้อาการผิดสำแดง แก้เจ็บคอ เจ็บปก แผลในปาก คางทูม รักษาโรคบิด ไข่ดัน รักษาแผลไฟลุก น้ำร้อนลวก รักษาแผลน้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน แก้ฝี แก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย รักษาโรคฝึกหัด ราก  - ปรุงเป็นยาขับฉี่ ขับเมนส์ แก้เมื่อยบั้นเอว บำรุงกำลัง แก้ผิดสำแดง ส่วนอีกทั้ง 5  (ต้น) -   ใช้ทำลายพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ตะขาบ แมลงป่อง รักษาอาการอักเสบ งูสวัด ผื่นคัน แผลน้ำร้อนลวก  โรคตับเหลือง รักษาแผลสด แผลเรื้อรัง แก้ปวดบวม เคล็ดขัดยอก ฟกช้ำดำเขียว  ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังมีการผลิตยาที่มีส่วนประกอบของพญายอหลากหลายประเภท ดังเช่นว่า ครีมพญายอ ใช้ทุเลาอาการของโรคเริม และ งูสวัด ยาป้ายปากพญายอให้รักษาแผลในปาก (aphthaus ulcer) โลชั่นพญายอ ใช้ทุเลาอาการผื่นผื่นคัน ผื่นคัน ตุ่มคัน เป็นต้น
ต้นแบบ / ขนาดวิธีการใช้

  • ทาบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อยเป็นผื่นคัน


o             - ใช้ใบสด 5-10 ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ผลดี

  • แก้แผลน้ำร้อนลวก


o             ใช้ใบตำต้มกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟเผา แผลจะแห้ง
o             นำใบมาตำให้รอบคอบผสมกับสุรา ใช้พอกรอบๆที่ถูกไฟเผาหรือน้ำร้อนลวก มีสรรพคุณดับพิษร้อนได้ดี

  • รักษาอาการอักเสบ ถอนพิษ รักษาแผลร้อนในในปาก เริม งูสวัด


o             ใช้ใบเสมหะพังพอนตัวเมียสด 10-20 ใบ (เลือกใบสีเขียวเข้มสดเป็นมันไม่อ่อนไม่แก่กระทั่งเหลือเกิน)นำมาตำผสมกับสุราหรือน้ำมะนาว คั้นเอาน้ำกินหรือเอาน้ำทาแผลแล้วก็เอากากพอกแผล
o             ใช้ใบเสมหะพังพอน 1,000 กรัม หมักใน alcohol 70 % 1,000 ซีซี. หมักไว้ 7 วัน เอามากรองแล้วเอาไประเหยให้เหลือ 500 ซีซี. เพิ่มเติม glycerine pure ลงไปเท่ากับจำนวนที่ระเหยไป (500 ซีซี.) นำน้ำยาเสมหะพังพอนกรีเซอรีนที่ได้ทาแผลเริม งูสวัด แผลร้อนในปาก ทำลายพิษต่างๆ

  • ใช้เป็นยาลดไข้ ด้วยการใช้ใบสด 1 กำมือ ตำอย่างละเอียด ผสมกับน้ำซาวข้าว ใช้พอกบนศีรษะผู้เจ็บป่วยประมาณ 30 นาที ลักษณะของการมีไข้รวมทั้งลักษณะของการปวดหัวจะหายไป
  • ช่วยแก้อาการผิดสำแดง (กินอาหารเป็นพิษไข้ แล้วทำให้โรคกำเริบเสิบสาน) ด้วยการใช้รากสดเอามาต้มรับประทานทีละราวๆ 2 ช้อนแกง
  • ใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ ด้วยการนำใบสดมาเคี้ยวโดยประมาณ 10 ใบ กลืนมัวแต่น้ำยาพอให้ยาจืด แล้วจึงคายกากทิ้ง
  • แก้คางทูม ด้วยการกางใบสดราวๆ 10-15 ใบ ตำอย่างละเอียดผสมกับเหล้าโรง คั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่บวม อาการบวมจะหายไป แล้วก็ลักษณะของการเจ็บปวดจะหายไปภายใน 30 นาที
  • ใช้แก้ฝี ด้วยการกางใบนำมาโขลกผสมกับเกลือและเหล้า ใช้พอกรอบๆที่เป็น เปลี่ยนยาทุกเช้าแล้วก็เย็น


ส่วนการใช้พญายอรักษาอาการเนื่องจากว่าแมลงกัดต่อย รวมทั้งเริมตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น  ให้ใช้ใบขยี้ทาบริเวณที่ถูกแมลง สัตว์ กัดต่อย หรือเป็นเริมและก็สำหรับครีม ที่มีสารสกัดพญายอร้อยละ 4 – 5   และก็สารละลาย (สำหรับป้ายปาก) ที่มีสารสกัดพญายอในกลีเซอรีนปริมาณร้อยละ 2.5 – 4                  รวมถึงโลชัน ที่มีสารสกัดพญายอปริมาณร้อยละ 1.25  ให้ใช้  ทาบริเวณที่มีอาการ วันละ 5 ครั้ง
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ  สารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบให้ทางปากหนูขาว จะลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำโดย carrageenan และก็ลดการอักเสบของถุงลมหนูขาวที่เหนี่ยวนำให้เกิดโดยฉีดลมรวมทั้งน้ำมันละหุ่ง (1-3) แม้กระนั้นถ้าหากใช้วิธีทาสารสกัดที่ผิวหนังจะไม่อาจจะลดน้ำหนองของถุงลมหนูได้ สารสกัดเอ็นบิวทานอล ขนาด 270 มก./กิโลกรัม จะลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้พอๆกับแอสไพรินขนาด 100 มก./กิโลกรัม (2) เมื่อใช้ 5% ของพญายอในรูป cold cream สารสกัดเอทานอล 95% แล้วก็สารสกัดเอทานอลในน้ำ ทาเฉพาะที่ให้หนูขาว  สามารถลดหนองแล้วก็การเกิด granuloma ได้ 50.98%, 50.10% และก็ 48.30% เป็นลำดับ สารสกัดเอทานอลจากใบ ขนาด 20 มคก./มิลลิลิตร ส่งผลต่อ cytokines  ที่เกิดในขั้นตอนการอักเสบ คือ ยับยั้ง  interleukin-1-b แต่ไม่อาจจะยับยั้ง interleukin-6 แล้วก็  tumor necrosing factor-a
ฤทธิ์รักษาโรคงูสวัด  นำสารสกัดจากใบพญายอความเข้มข้นต่างๆมาตรวจ DNA hybridization และ plaque reduction assay พบว่า ขนาด 1:2,000 รวมทั้ง 1:1,200 เป็นลำดับ จะยั้งเชื้อไวรัส Varicella zoster ก่อนไปสู่เซลล์ได้ 50% ขนาด 1:6,000 รวมทั้ง 1:4,800 ตามลำดับ จะฆ่าเชื้อโรคไวรัส  Varicella zoster  ในเซลล์  ขนาดมากกว่า 1:18,000 และ 1:9,600 ตามลำดับ สามารถทำลายเชื้อไวรัส Varicella zoster โดยตรงได้ 50% จะเห็นว่าเมื่อเชื้อเข้าสู่เซลล์แล้วฤทธิ์สำหรับการยั้งไวรัสน้อยลง
          คนป่วยโรคงูสวัด ปริมาณ 51 ราย  ได้รับการดูแลรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอเปรียบเทียบกับยาหลอกแบ่งเป็น 2 กรุ๊ป ตามจำพวกของยา และก็ให้ยาเรียงสลับแบบสุ่ม ผู้เจ็บป่วยทุกรายมาเจอหมอด้านใน 48 ชั่วโมงหลังจากมีลักษณะ  โดยให้ทายาวันละ 5 ครั้ง เป็นเวลา 7-14 วัน กระทั่งแผลจะหาย พบว่าผู้เจ็บป่วยสุดที่รักษาด้วยสารสกัดใบพญายอแผลจะเป็นสะเก็ดข้างใน 3 วัน และก็หายข้างใน 7-10 วัน มีจำนวนไม่ใช่น้อยกว่ากลุ่มสุดที่รักษาด้วยยาหลอกอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ มีระดับความเจ็บปวดลดลงเร็วกว่า และไม่เจอผลข้างเคียงอะไรก็ตาม
ฤทธิ์ต้านเริม  สารสกัดน้ำจากใบ มีฤทธิ์ต้านไวรัส Herpes simplex type 1 รวมทั้ง type 2 โดยตรงก่อนที่เชื้อไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ และสารสกัดจากใบความเข้มข้นตั้งแต่ 1:1,200 นาน 30 นาที สามารถออกฤทธิ์ทำลายเชื้อ HSV 2 โดยตรงก่อนเพาะเลี้ยงลงเซลล์ สารสกัดเมทานอลแล้วก็สารสกัดน้ำจากใบไม่สามารถยับยั้งเชื้อไวรัส HSV-2 รวมทั้ง HSV-1, HSV-2 ในเซลล์ ตามลำดับ
คนเจ็บโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ทั้งชายรวมทั้งหญิงปริมาณ 27 คน ได้รับการดูแลและรักษาด้วยครีมจากสารสกัดเอทานอลจากใบพญายอ 5% (dilution 1:4,800) เปรียบเทียบกับการดูแลและรักษาด้วยยา acyclovir cream จำนวน 26 คน รวมทั้งยาหลอก 24 คน  โดยทาแผลวันละ 4 ครั้ง ต่อเนื่องกัน 6 วัน พบว่า คนป่วยที่ได้รับการดูแลและรักษาด้วยครีมพญายอ แล้วก็ acyclovir cream แผลเป็นสะเก็ดในวันที่ 3 รวมทั้งหายข้างในวันที่ 7 แตกต่างจากแผลของผู้เจ็บป่วยที่ใช้ยาหลอก จะตกสะเก็ดในวันที่ 4–7 รวมทั้งหายในวันที่ 7-14 หรือเป็นเวลายาวนานกว่านั้น ครีมพญายอไม่ก่อให้เกิดอาการอักเสบ ระคาย ในระหว่างที่ acyclovir cream ทำให้แสบ
ผู้เจ็บป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเป็นซ้ำ ปริมาณ 56 ราย ได้รับการดูแลรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอ เปรียบเทียบการรักษากับยา acyclovir cream จำนวน 54 คน รวมทั้งยาหลอก 53 คน ทาตุ่มหรือแผลวันละ 4 ครั้ง ตรงเวลา 6 วัน พบว่ากรุ๊ปหวานใจษาด้วยยาจากสารสกัดพญายอแผลจะเป็นสะเก็ดข้างใน 3 วัน แล้วก็หายภายใน 7 วัน ไม่มีอาการแสบแผล  และไม่มีความแตกต่างจากการดูแลรักษาด้วย acyclovir cream แต่ว่ายา acyclovir cream จะมีผลให้แสบแผล (13)
ฤทธิ์แก้ปวด  เมื่อให้ส่วนสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบ ขนาด 30, 90, 270, 540, 810 และก็ 2,430 มิลลิกรัม/กิโลกรัม  แก่หนูถีบจักรทางปาก จะลดการบิดตัวของหนูที่ถูกรั้งนำโดยกรดอะซีติค รวมทั้งเพิ่มการซึมผ่านของผนังเส้นโลหิต เป็นสัดส่วนกับขนาดของส่วนสกัด ส่วนสกัดเอ็นบิวทานอลขนาด 90 มิลลิกรัม/กก. จะมีความแรงพอกับเฟนนิวบิวทาโซนขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สำหรับเพื่อการลดการบิดตัว แต่ว่าจะมีความแรงน้อยกว่าสำหรับเพื่อการลดการซึมผ่านผนังหลอดเลือด เมื่อให้สารสกัดนี้โดยการฉีดเข้าท้อง ไม่ชี้ให้เห็นว่ามีฤทธิ์ยับยั้งปวดเมื่อใช้วิธี hot water bath  และก็ให้ส่วนสกัดคลอโรฟอร์มจากใบขนาดดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นทางปากหนูถีบจักร  ไม่เป็นผลลดการบิดตัวของหนูด้วยเหมือนกัน
นอกจากนี้ พญายอมีสารออกฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ในหลอดทดสอบรวมทั้งมีฤทธิ์ต่อต้านแบคทีเรีย สารสกัดจากใบด้วยเอทธิลอะสิเตทเข้มข้น 1.39-6.31 มก./มล. สามารถยับยั้ง Bacillus cereus และ candida albican สาร    Flavonoids แล้วก็    Phenolic compounds ในสมุนไพรทุกประเภท ยับยั้งแบคทีเรียได้เพราะมี Carbonyl group รวมทั้ง    พญายอยังมีฤทธิ์ต้านทานพิษงู: มีการเรียนพบว่าสารสกัดพญายอมีฤทธิ์ปกป้องทําลายเซลล์เยื่อแผล แต่ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งพิษต่อระบบประสาทของงูเห่า ที่มีต่อNeuromuscular transmission
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษแล้วก็การทดสอบความเป็นพิษ
          การทดลองความเป็นพิษพบว่า สารสกัดเอ็นบิวทานอลมีค่า LD50 13.4 ก./กก. 48 ชั่วโมง ข้างหลังให้ทางปาก รวมทั้งมีค่า 3.4 กรัม/กิโลกรัม เมื่อฉีดเข้าท้อง การให้สารสกัดวันแล้ววันเล่าเป็นเวลา 6 อาทิตย์ ไม่เป็นผลต่อการเจริญเติบโตของหนูขาว แม้กระนั้นพบน้ำหนักไธมัสลดลงในขณะที่น้ำหนักตับเพิ่มขึ้น ไม่พบความแปลกต่ออวัยวะอื่นๆและไม่มีลักษณะอาการไม่พึงปรารถนาอื่นๆส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1.3 กรัม/กิโล (หรือเทียบเท่าใบแห้ง 5.44 กรัม/กก.) เมื่อป้อนเข้าทางปากหรือฉีดเข้าท้องหนูเม้าส์ ไม่ทำให้มีการเกิดอาการพิษใดๆก็ตามและเมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบขนาด 270 มก./กก. และ 540 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ทุกวี่ทุกวัน นาน 6 อาทิตย์ พบว่าไม่มีผลต่อการเจริญเติบโต แต่น้ำหนักต่อมธัยมัเสียใจลง ในขณะน้ำหนักตับมากขึ้น ไม่พบความผิดปกติต่ออวัยวะอื่น และไม่พบอาการไม่ประสงค์ใดๆก็ตาม
ข้อเสนอแนะ / ข้อควรระวัง พญายอก็ราวสมุนไพรชนิดอื่นๆคือ ควรจะใช้ในจำนวนที่พอดิบพอดีไม่สมควรใช้มากเกินไปหรือนานกระทั่งเกินไปเพราะบางทีอาจเกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ และก็ในสมัยก่อนจะมีการใช้ใบสดนำมาตำแล้วพอกรอบๆที่เป็นแผล และก็ได้ผลการรักษาที่ดี แต่ว่าในปัจจุบันวิธีแบบนี้ไม่ได้รับความนิยมแล้ว เนื่องจากว่าจะชำระล้างแผลได้ยาก รวมถึงอาจจะก่อให้แผลติดเชื้อแล้วก็เป็นหนองจนกระทั่งลุกลามไปยังรอบๆอื่นได้
เอกสารอ้างอิง

  • เสลดพังพอนตัวเมีย.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.
  • ฉัตรชัย สวัสดิไขย,สุรศักดิ์ อิ่มเอี่ยม.พญายอ.คอลัมน์ยาน่ารู้.วารสารศูนย์การศึกษาแพยทศาสตร์คลินิกโรงพยาบาลพระปกเกล้า.ปีที่35. ฉบับที่1.มกราคม-มีนาคม 2561.หน้า106-110
  • สมชาย แสงกิจพร เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ธวัชสุภา ปราณี จันทเพ็ชร.  การรักษาผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเป็นซ้ำด้วยยาสารสกัดของใบพญายอ.  วารสารกรมการแพทย์ 2536;18(5):226-31
  • ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.“พญาปล้องทอง”.  หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.    หน้า 521-522.
  • Alam A,   Ferdosh S,   Ghafoor K,   Hakim A, Juraimi AS,    Khatib A,   et  al.   Clinacanthus nutans: A  review of   the   medicinal uses, pharmacology and    phytochemistry. AsianPac J Trop Med 2016:9: 402-9.
  • Thamaree S, Rugrungtham K, Ruangrungsi N, Thaworn N, Kemsri W.  The inhibitory effects of extracts of some herbal medicines on the production of proinflammatory cytokines by in vitro stimulated humam blood cells.  Thai J Pharm Sci 1998;22(3):S47. http://www.disthai.com/
  • พญายอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Panyakom K.   Strutcural elucidation of bioactive compounds of   clinacanthusnutans (Burm. f.)  lindau leaves [disserta-tion].    Nakhon Rathchasima. SuranareeUniversity of Technology; 2006.
  • ชุตินันท์ กันตสุข.  การทดสอบเบื้องต้นเพื่อหาฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ของสารสกัดสมุนไพรไทยบางชนิด.  วิทยานิพนธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2534.
  • “พญาปล้องทอง”.  หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  หน้า 88.
  • Kittisiripornkul S, Bunyapraphatsara, N, Tanasomwong W, Satayavivad J.  The antiinflammatory action and toxicological studies of Clinacanthus nutans.  การประชุม Princess Congress I, 10-13 Dec 1987, กรุงเทพฯ:AC-5.
  • Cherdchu C,   Poopyruchpong N,   Adchari-yasucha R,   Ratanabanangkoon K.   The absence of  antagonism between extracts of   Clinacanthus nutans Burm. and    Naja naja    siamensis venom. Southeast Asian J  Trop    Med    Public Health 1977;8:249-54.
  • Thamaree S, Rugrungtham K, Ruangrungsi N, Thaworn N, Kemsri W.  The inhibitory effects of extracts of some herbal medicines on the production of proinflammatory cytokines by in vitro stimulated humam blood cells.  Thai J Pharm Sci 1998;22(3):S47.
  • Sangkitporn S, Balachandra K, Bunjob M. Chaiwat S, Dechatiwongse Na-Ayudhaya T, Jayavasu C.  Treatment of Herpes zoster with Clinacanthus nutans (Bi Phaya Yaw) extract.  J Med Assoc Thai 1995;78(11):624-7.
  • Dampawan P,   Huntrakul C,   Reutrakul V, Raston CL,    White AH.    Constituents of Clinacanthus nutans and    crystal structureof   Lup-20(29)-Ene-3-One. J  Sci    Soc  Thailand 1977; 3: 14-26.
  • พญายอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • วิทยา บุญวรพัฒน์. “เสลดพังพอนตัวเมีย”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.   หน้า 562.
  • ชื่นฤดี ไชยวสุ ทวีผล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ชวลิตธำรง สุทธิโชค จงตระกูลศิริ.  การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบเสลดพังพอนและใบพญายอต่อเชื้อ Herpes simplex virus type-2 ในหลอดทดลอง.  วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2535;34(4):153-8.
  • Dechatiwongse T,  Sakkarat S, ShuypromA,   Pattamadilok D,   Bansiddhi J,   Water-man    PG,    et  al.   Chemical constituents of the   leaves of Clinacanthus nutans Lindau.Thai    Journal of  Phytopharm 2001;8(1):1.
  • Satayavivad J, Bunyapraphatsara N, Kittisiripornkul S, Tanasomwang W.  Analgesic and anti-inflammatory activities of extract of Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau.  Thai J Phytopharm 1996;3(1):7-17.
  • Thawaranantha D, Balachandra K, Jongtrakulsiri S, Chavalittumrong P, Bhumiswasdi J, Jayavasu C.  In vitro antiviral activity of Clinacanthus nutans on Varicella-zoster virus.  Siriraj Hosp Gaz 1992;44(4):285-91.
  • Yoosook C, Bunyapraphatsara N, Boonyakiat Y, Kantasuk C.  Anti-Herpes simplex virus activities of crude water extracts of Thai medicinal plants.  Phytomedicine 1999;6(6): 411-9.
  • Tanasomwang W.  The screening of anti-inflammatory action of Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau : a critical evaluation of carrangeenan-induced hind paw edema model.  MS Thesis, Mahidol Univ, 1986.
  • Yoosook C, Panpisutchai Y, Chaichana S, Santisuk T, Reutrakul V.  Evaluation of anti-HSV-2 activities of Barleria lupulina and Clinacanltus nutans.  J Ethnopharmacol 1999;67:179-87.
  • Suntararuks S, Satayavivad J, Vongsakul M, Wanichanon C, Thiantanawat A, Akanimanee J.  The study of immunologic effects of Clinacanthus nutans extract in male Wistar rats.  The Fourth Princess Chulabhorn International Science Congress Chemicals in the 21st Century, 28 Nov–2 Dec 1999, Bangkok, Thailand: P-24.


12
ทองพันชั่ง
ชื่อสมุนไพร ทองพันชั่ง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน หญ้าไก่ (ไทย) ,ติดเฮาะเล่งจือ (จีน-จีนแต้จิ๋ว) , ต้นหญ้ามันไก่ , ทองพันดุลย์ , ทองคำตาชั่ง (ภาคกึ่งกลาง) , มาลีฮ้อมบก (สุรินทร์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus nasutus (Linn.) Kurz.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus communis Nees
ชื่อสามัญ   White crane flower
ตระกูล   Acanthaceae
ถิ่นกำเนิด ทองพันชั่งเป็นไม้ล้มลุกครึ่งหนึ่งไม้พุ่ม มีถิ่นเกิดในประเทศแถบทวีปเอเชียใต้และเอเซียอาคเนย์รอบๆแถบเส้นศูนย์สูตร เจอทั่วไปในประเทศเขตร้อนของภูมิภาคดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว อาทิเช่น ประเทศ ประเทศอินเดีย เกาะมาตุรงค์กัสการ์ , มาเลเซีย อื่นๆอีกมากมาย แล้วมีการกระจายพันธุ์ไปในประเทศเขตร้อนใกล้เคียง เป็นต้นว่า บังคลาเทศ , พม่า ,ไทย , อินโดนีเซีย เป็นต้น ส่วนในประเทศไทย มีการประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพรและก็นำมาปลูกเป็นไม้ประดับ,พืชที่มีความเป็นสิริมงคลมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น ทองพันชั่งมีลักษณะเป็นไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก มีความสูงต้นราวๆ 1 - 1.5 เมตร มักแตกหน่อและแผ่แขนงออกเป็นกอ ลำต้นแล้วก็กิ่งมีขนกระจายทั่วๆไป กิ่งอ่อนมักเป็นสันสี่เหลี่ยมตามทางยาว ส่วนโคนของลำต้นแก่นไม้แกนแข็ง
  • ใบ เป็นใบคนเดียวลักษณะรูปไข่ ปลายใบและก็โคนใบแหลม ขอบของใบเรียบ หรือเป็นคลื่นนิดหน่อย ออกตรงกันข้ามกันเป็นคู่ๆและก็แต่ละคู่ออกสลับทิศทางกัน เนื้อใบบางและสะอาด ใบยาว 4 – 6 เซนติเมตร กว้าง 2 – 3 ซม. ใบมีสีเขียวอ่อน
  • ดอก เป็นดอกช่อขนาดเล็ก มีสีขาวออกเป็นช่อสั้นๆตรงซอกมุมใบ มองดูดอกมีลักษณะเสมือน นกกระยางกำลังบิน (แต่ว่าชาวสุรินทร์มีความเห็นว่าดอกทองพันชั่งเหมือนข้าวเม่าหมายถึงมีกลีบดอกสี่กลีบตกออกคล้ายข้าวเม่า ก็เลยเรียกต้นทองคำพันชั่งน้ำหนักว่า “ดอกไม้อ็อมบก” แสดงว่า ต้นดอกข้าวเม่า) กลีบรองดอกมี 5 กลีบ และมีขน กลีบดอกไม้สีขาวติดกันตรงโคนเป็นหลอด ยาวประมาณ 2 ซม. ปลายแยกเป็น 2 กลีบ กลีบขนยาวประมาณ 0.8 เซนติเมตร กว้าง 0.1 ซม. ปลายแยกเป็น 2 แฉกแหลมสั้นๆกลีบข้างล่างแผ่กว้าง 1.5 เซนติเมตร แยกเป็น 3 แฉก โคนกลีบมีจุดประสีม่วงแดง เกสรตัวผู้สีน้ำตาลอ่อน มีสองอันยื่นพ้นปากหลอดออกมาน้อย รังไข่มี 1 อัน รูปยาวรี มีหลอดท่อรังไข่คล้ายด้าย ยาวเสมอปากหลอดดอก ก้านเกสรสั้นติดอยู่ที่ปากท่อดอก
  • ผล มีลักษณะเป็นฝัก กลมยาว รวมทั้งมีขนข้างใน มี 4 เมล็ดเมื่อแห้งสามารถแตกได้
การขยายพันธุ์ ทองพันชั่งสามารถเพาะพันธุ์ได้ด้วย การเพาะเมล็ดและนำกิ่งมาปักชำ แต่ในตอนนี้วิธียอดนิยมแล้วก็มีอัตราการปลูกที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเป็นกระบวนการเป็นตัดกิ่งแก่ที่มีตาติดอยู่ 2-3 ตา แล้วปลิดใบทิ้งให้หมดต่อจากนั้นตัดรอบๆกิ่งให้เฉทำมุม 45 องศา แล้วปักลงไปในดินที่ชุ่มน้ำโดยให้กิ่งเอียงน้อย ทองคำพันชั่งน้ำหนักเป็นพืชที่เกลียดร่มเงามากมาย (อยากที่ที่มีแดดลอดผ่านมารำไร) มักถูกใจที่ดินปนทรายที่มีการระบายน้ำดี ไม่ขังเฉอะแฉะ และก็จะต้องรอดูแลการให้น้ำให้ดินเปียกชื้น รวมทั้งจำต้องรอกำจัดวัชพืชอยู่เสมอ เพราะว่าถ้าหากขาดน้ำหรือถูกแดดมากเกินไปใบจะเป็นจุดเหลืองและก็หลังจากนั้นจึงค่อยๆแห้งตาย ด้วยเหตุผลดังกล่าวการปลูกจำเป็นต้องปลูกในหน้าฝน
ส่วนประกอบทางเคมี ใบพบสารสำคัญคือ rhinacanthin รวมทั้ง oxymethylanthraquinone รากมี Resin Rhinacanthin (1.9 เปอร์เซ็นต์) มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ มีเกลือโปตัสเซียส และก็มี Oxymethylanthraquinone ยิ่งกว่านั้นยังเจอสาร  Quinone, Rutin (quercetin - 3 - rutinoside)
สรรพคุณ ตำรายาไทยใช้ ใบ รวมทั้งราก  รักษากลาก โรคเกลื้อน ผื่นคัน ใบ รสเบื่อเย็น ดับพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้พยาธิผิวหนัง รักษาอาการผมร่วง , ปวดฝี , แก้พิษ , แก้อักเสบ , บำรุงร่างกาย เป็นยาขับเยี่ยว ยาระบาย  ราก รสเบื่อเมา แก้กลากเกลื้อน ผื่นคัน และโรคผิวหนังที่เป็นน้ำเหลืองบางจำพวก   รักษาโรคโรคมะเร็ง ดับพิษไข้ แก้พิษงู พยาธิวงแหวนตามผิวหนัง ต้น รักษาโรคผิวหนัง กลากโรคเกลื้อน แก้น้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน รักษาโรคมะเร็ง ขับพยาธิตามผิวหนังหรือรอยแผล รักษาอาการไส้เลื่อน ฉี่ไม่ปกติ ต้น บำรุงร่างกาย รักษาอาการผมตกยิ่งกว่านั้นยังใช้ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆรักษาโรคต่อไปนี้คือ

  • ราก - รักษามะเร็งเนื้องอก รักษาโรคมะเร็งปอด กระเพาะไส้ มะเร็งตามร่างกาย ทำให้ผมดกดำ แก้ไอเป็นเลือด คลื่นไส้เป็นเลือด แก้ริดสีดวงทวาร ดับพิษไข้ รักษาโรคผิวหนัง แก้กระษัย แก้ผมหงอก ผมร่วง รักษาโรคตับทุพพลภาพ รักษาโรครูมาตำหนิซึม รักษาโรคไขข้อพิการ แก้ลมเข้าข้อทำให้ปวดบวมต่างๆขับฉี่ แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค
  • ต้น - รักษาโรคผิวหนัง คุดทะราด แก้เม็ดผื่นคัน
  • ต้น - รักษามะเร็งเนื้องอก รักษาโรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งกระเพาะ มะเร็งตามร่างกาย โรคมะเร็งลำไส้ แก้แมงเคียนรับประทานรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง
  • ใบ - แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง แก้ไข้ แก้ปวดศีรษะตัวร้อน แก้มะเร็งไช แก้หิดมะโคนย รักษาโรคมะเร็ง รักษาวัณโรค แก้ดวงใจโกลาหล แก้คลั่ง แก้สารพัดสารพันพิษ


นอกเหนือจากนี้ในตำราบางเล่ม ยังได้เอ่ยถึงคุณประโยชน์ทองคำพันชั่งน้ำหนัก โดยไม่ได้กล่าวว่าใช้ส่วนใดของพืช หรือส่วนใดในตำรายาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆในการรักษาโรคต่างๆดังต่อไปนี้เป็น
- รักษาโรคความดันโลหิตสูง รักษาโรคมะเร็ง แก้มุตกิตระดูขาว เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ผมร่วง รักษาโรคนิ่ว
- แก้เคล็ดขัดยอกชายโครง มือเคล็ดลับ คอเคล็ดลับ แก้มะเร็งในกระเพาะ แก้ฝีประคำร้อย แก้มะเร็งในคอ แก้มะเร็งในปาก แก้ไข้เหนือ แก้จุกเสียด เป็นยาหยอดตา แก้ไอเป็นเลือด แก้ช้ำใน แก้นิ่ว แก้โรคผิวหนัง แก้ลมสาร แก้มะเร็งในปอด แก้มะเร็งด้านในและข้างนอก
ทองพันชั่งน้ำหนักรักษาโรคมะเร็ง ช่วยยับยั้งโรคมะเร็ง ยกตัวอย่างเช่น มะเร็งในกระเพาะ มะเร็งในคอ มะเร็งในปาก มะเร็งในปอด เพราะเหตุว่าต้นทองคำพันชั่งน้ำหนักมีสารสำคัญคือ “สารแนพโทควิโนนเอสเทอร์” (Naphthoquinone Ester) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีการออกฤทธิ์สำหรับเพื่อการตอนยับยั้งมะเร็งเยื่อบุช่องปาก โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก  มีแถลงการณ์ว่าในประเทศไต้หวันใช้ทองพันชั่งน้ำหนักเป็นยาประจำถิ่นในการรักษาโรคเบาหวาน โรคผิวหนัง ความดันเลือดสูง และก็ตับอักเสบ
รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้

  • ทาแก้ขี้กลากโรคเกลื้อนหรือโรคผิวหนังผื่นคันอื่นๆใช้ใบสดผสมน้ำมันถ่านหินหรือแอลกอฮอล์ 75 เปอร์เซ็นต์ หรือบางทีอาจใช้รากบดเป็นผุยผงแช่แอลกอฮอลล์ 1 อาทิตย์ เอามาทาแก้โรคผิวหนัง ขี้กลากโรคเกลื้อน รวมทั้งผื่นคันอื่นๆใช้ใบหรือรากสด ตำกับน้ำปูนใสผสมพริกไทย พอกแก้โรคผิวหนังเรื้อรัง กลาก รวมทั้งโรคผิวหนังอักเสบ หรือใช้ใบ (สดหรือแห้ง) หรือราก (สดหรือแห้ง) ตำอย่างระมัดระวัง แช่เหล้าพอท่วมตั้งไว้ 7 วัน นำน้ำยาที่ได้มาทาบริเวณที่เป็นเป็นประจำหรือทาวันละ 3-4 ครั้ง จนกระทั่งจะหาย เมื่อหายแล้วให้ทาต่ออีก 7 วัน เหตุที่จำต้องแช่ไว้นาน 7 วัน เป็นเพราะน้ำยาที่ยังแช่ไม่ครบกำหนดจะมีฤทธิ์กัดผิวหนัง หากนำไปทาจะมีผลให้ผิวหนังแสบและคันมากขึ้น น้ำยาจากรากแห้งกัดผิวมากยิ่งกว่าใบแห้ง
  • ส่วนน้ำยาจากใบสดไม่กัดผิว ใช้กินเป็นยาด้านใน รักษาโรคโรคมะเร็ง แล้วก็วัณโรคระยะเริ่มแรก


o ใช้ต้น สด จำนวน 30 กรัม ต้มกับน้ำ จำนวนท่วมใบยา ต้มดื่มต่างน้ำ
o ใช้ก้านและก็ใบสด 30 กรัม (แห้ง 10-15 กรัม) ผสมน้ำตาลกรวดต้มน้ำ รักษาโรคปอดระยะเริ่มแรก

  • ช่วยขับฉี่ ให้ใช้ใบสด คั่วให้แห้งนำมาชงเป็นชาใช้ดื่มจะช่วยขับปัสสาวะได้


การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ทำลายเชื้อรารวมทั้งยีสต์     ผลการค้นคว้าการฆ่าเชื้อรา Trichophyton rubrum ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคกลาก โดยวิธี paper disc เทียบกับยาต่อต้านเชื้อรา griseofulvin รวมทั้ง nystatin โดยใช้สารสกัดจากใบและกิ่ง ด้วยน้ำ แอลกอฮอล์ และก็คลอโรฟอร์ม พบว่าสารสกัดด้วยน้ำมีฤทธิ์น้อยมาก ส่วนสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์และคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต้านเชื้อราเจริญพอสมควร  สารสกัดทองคำพันชั่งด้วยเมทานอล ไดคลอโรมีเทนรวมทั้งเฮก เซน มีผลยับยั้งเชื้อรา Epidermophyton floccousm, Microsporum gypseum, Trichophyton mentagrophytes และ T. rubrum ที่กระตุ้นให้เกิดโรคผิวหนัง เมื่อทดลองบนจานเลี้ยงเชื้อ   สาร rhinacanthin C, D และก็ N ซึ่งแยกจากใบเมื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา บนจานเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสารดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วอีกทั้ง 3 ชนิด สามารถต่อต้านเชื้อราที่กระตุ้นให้เกิดโรคทางผิวหนัง ดังเช่น  Trichophyton rubrum, T. mentagrophytes และ Microsporum gypseum  ได้ โดยที่สาร rhinacanthin C มีฤทธิ์แรงที่สุด  สารสกัด RN-A แล้วก็ RN-B ซึ่งเป็นกรุ๊ป sesquiterpenoid จากใบทองพันชั่ง มีลักษณะส่วนประกอบคล้ายกับสาร pyrano-1,2-naphthoquinones  สามารถฆ่าสปอร์ของเชื้อรา  Pyricularia oryzae ซึ่งเป็นราที่เป็นสาเหตุของโรคในข้าวเจ้าได้  สาร 3,4-dihydro-3,3-dimethyl-2H-naphtho(2,3-o)pyran-5,10-dione จากทองพันชั่งมีฤทธิ์ต้านเชื้อรา              สาร rhinacanthin C, D แล้วก็ N จากใบทองพันชั่งน้ำหนัก สามารถยับยั้งยีสต์ Candida albicans ซึ่งเป็นต้นเหตุของการตำหนิดเชื้อราในช่องปากรวมทั้งช่องคลอด
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส  สารสกัดใบทองพันชั่งน้ำหนักด้วยน้ำรวมทั้งเอทานอล เมื่อนำมาทดลองฤทธิ์ต่อต้านไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัส Herpes simplex type1 (HSV-1) ซึ่งเป็นสาเหตุของเริม  สาร rhinacanthin C และก็ D จากต้นทองคำพันชั่งน้ำหนัก เมื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส ในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อ cytomegalovirus ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนี่งของการตำหนิดเชื้อไวรัสในคนเจ็บภูมิคุ้มกันผิดพลาด  สาร rhinacanthin E แล้วก็ F จากส่วนเหนือดินของต้นทองคำพันชั่งน้ำหนัก เมื่อเอามาทดลองฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ได้
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ    สารสกัดต้นทองพันชั่งด้วยแอลกอฮอล์จำนวนร้อยละ 50  เมื่อป้อนหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาด 10 กรัม/กิโลกรัม ไม่พบอาการเป็นพิษในหนูเม้าส์ ซึ่งขนาดที่ใช้ทดสอบนี้เป็น 3,333 เท่าของขนาดที่ใช้ในหนังสือเรียนยา
ข้อเสนอ/ข้อควรคำนึง   การเก็บมาใช้ ควรเก็บใบและก็รากจากต้นที่มีความสมบูรณ์แข็งแรงได้รับปุ๋ย, แสงแดด และก็น้ำพอเพียง กล่าวอีกนัยหนึ่งใบไม่มีจุดเหลือง มีสีเขียวสดวาว รวมทั้งควรจะเลือกเก็บจากต้นที่แก่เกิน 1 ปี หรือมีดอกแล้ว รวมทั้งสำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ โรคหืด โรคโลหิตจาง โรคมะเร็งในเลือด โรคความดันโลหิตต่ำ ไม่ควรกินสมุนไพรทองคำพันชั่งน้ำหนัก
เอกสารอ้างอิง

  • นันทวัน บุณยะประภัศร, บรรณาธิการ. 2530. ก้าวไปกับสุมนไพร เล่ม 3 พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพมหานคร:ธรรกมลการพิมพ์.
  • ทองพันชั่ง.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ทองพันชั่ง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Wu, T.S., Tien, J.J., Yeh, M.Y., and Lee, K.H. 1988. Isolation and cytotoxicity of rhinacanthin-A and - B, Two napthoquinones from Rhinacanthus nasutus. Phytochemistry 27 (12) : 3787-3788.
  • มาโนช วามานนท์ และเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, บรรณาธิการ. 2530. ยาสมุนไพร สำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. http://www.disthai.com/
  • ทองพันชั่ง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่6.คอลัมน์สมุนไพรน่ารู้.ตุลาคม 2522
  • ภโวทัย พาสนาดสภณ.สารออกฤทธิ์ในสมุนไพร (Active Ingradients in Herbs). คอลัมน์ บทความวิชาการ.วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี.ปีที่ 27 .ฉบับที่1.กันยายน 2558 – กุมภาพันธ์ .2559. หน้า 120-131
  • ทองพันชั่ง.กลุ่มสมุนไพรแก้มะเร็ง.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  • โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง. 2531. ทองพันชั่ง : แก้กลาก เกลื้อน สังคัง. ข่าวสารสมุนไพร 32 : 32-35.
  • Wongwanakul, R., Vardhanabhuti, N.,Siripong, P., &Jianmongkol, S. (2013). Effects of rhinacanthin-C on function andexpression ofdrugeffluxtransporters in Caco-2cells. Fitoterapia,89, 80-85.


13

น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate)
น้ำมันระกำคืออะไร  น้ำมันระกำ เมทิลซาลิไซเลต (Methyl salicylate หรือ Wintergreen oil หรือ Oil of wintergreen) เป็นสารอินทรีย์ในธรรมชาติพบได้จากพืชหลากหลายประเภทโดยยิ่งไปกว่านั้นพืชในกรุ๊ปวินเทอร์กรีน (Wintergreen) รวมทั้งพืชอีกหลายชนิดที่ผลิต เมทิลซาลิไซเลต ในปริมาณน้อย ดังเช่นว่า

  • สปีชี่ส่วนใหญ่ของวงศ์ Pyrolaceae โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสกุล Pyrola
  • บางสปีชี่ของสกุล Gaultheria ในวงศ์ Ericaceae
  • บางสปีชี่ของสกุล Betula ในวงศ์ Betulaceae โดยยิ่งไปกว่านั้นในสกุลย่อย Betulenta


แต่ว่าในขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ สามารถสังเคราะห์สารเมทิลซาลิไซเลตแบบที่เจอในน้ำมันระกำได้เช่นเดียวกัน แล้วก็ถูกประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตน้ำหอม ของกิน เครื่องดื่ม และยาในบ้านพวกเรา น้ำมันระกำมักถูกเอามาเป็นส่วนผสมของ ครีม ขี้ผึ้ง น้ำมันทาเช็ดนวด สำหรับลดอาการปวดของกล้ามเนื้อรวมทั้งปวดข้อ ซึ่งสารเมทิลซาลิไซเลตในน้ำมันระกำมักใช้ได้กับอาการปวดชนิดเฉียบพลันไม่ร้ายแรง แต่ว่าอาการปวดชนิดเรื้อรังจะเห็นผลน้อย
สูตรเคมีรวมทั้งสูตรโครงสร้าง น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) เป็นสารอินทรีย์ในสูตรโครงสร้างมีกลุ่ม เอสเทอร์ (Esters) วงแหวนเบนซินซึ่งสามารถดูดกลืนรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ เป็นองค์ประกอบหลักแล้วก็มีชื่อทางเคมีตาม IUPACหมายถึงmetyl 2-hydroxybenzoate มีสูตรเคมี C6H4(HD)COOCH3 มีน้ำหนักโมเลกุล 152.1494g/mal มีจุดหลอมเหลวที่ -9 องศาเซลเซียส (ºC) จุดเดือดอยู่ที่ 220-224 องศาเซลเซียส  (ºC) สามารถติดไฟได้ แล้วก็สามารถละลายเจริญในแอลกอฮอลล์ กรดอะสิตำหนิก อีเทอร์ ส่วนในน้ำละลายได้น้อย
 
 
 
 
                สูตรองค์ประกอบทางเคมีของเมทิลซาลิไซเลท
                           ที่มา : Wikipedia                                   ที่มา : Brahmachari (2009)                                                 
 
 
มูลเหตุ/แหล่งที่เจอ น้ำมันระกำ หรือ เมทิลซาลิไซเลต ในอดีตกาลนั้นสามารถสกัดได้จากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ในตอนนี้ เมื่อแวดวงวิทยาศาสตร์ล้ำหน้าขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้ ซึ่งสามารถแยกสิ่งที่ทำให้เกิดน้ำมันระกำได้เป็น

  • ได้มากจากธรรมชาติ จะได้มาจากผู้กระทำลั่นใบของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มี ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gaultheria procumbens Linn. ชื่ออังกฤษ wintergreen, Checkerberry, Teaberry Tree, อยู่ในตระกูล ERICAEAE ลักษณะ เป็นไม้พุ่มเล็กๆแผ่ไปตามดิน ยอดจะยกขึ้นสูงราวๆ10-15 เซนติเมตร แก่เกิน 1 ปี ใบ ลำพังออกสลับกัน ใบสีเขียวแก่ รูปไข่ ยาว 1-2 เซนติเมตร ใบมีกลิ่นหอมหวนหวานรสฝาด ดอก สีขาวเป็นรูประฆัง ยาว 5 มม. ออกที่ข้อด้านข้างใบ ผล เป็น capsule สีม่วง มีส่วนของกลีบรองกสีบดอก สีแดงสดติดอยู่ ซึ่งในใบจะมีสาร methyl Salicylate อยู่ถึง 99% เลยทีเดียว โดยพืชชนิดนี้เป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือรวมทั้ง
  • ได้มาจากการสังเคราะห์สารเคมี โดยการสร้าง น้ำมันระกำทางวิทยาศาสตร์ได้จากการสังเคราะห์สารมีชื่อทางเคมีว่า Salicylyl acetate เป็นอนุพันธ์เอสเธอร์ ของ Salicylic acid และก็ methyl salicylate โดยใช้ปฏิกิริยาคอนเดนเซซั่น ของกรดซาลิไซลิก กับ เมทานอล โดยการทำให้กรดซัลฟิวริกผ่าน esterification กรด Salicylic จะละลายในเมทานอลเพิ่มกรดกำมะถันและก็ความร้อน เวลาสำหรับเพื่อการทำปฏิกิริยาคือ 3 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 90-100 ℃ เมื่อปล่อยให้เย็นถึง 30 ℃ แล้วใช้น้ำมันล้างด้วยสารละลายโซเดียมคาร์บอเนตที่มีค่า pH 8 ข้างบนแล้วล้างด้วยน้ำ 1 ครั้ง น้ำ. ส่วนการกลั่นด้วยเครื่องสุญญากาศ 95-110 ℃ (1.33-2.0kPa) กลั่นให้ได้เมทิลซาลิไซเลต 80% หรือปริมาณเมทิลเซลิเซียลในอุตสาหกรรมทั่วไปเท่ากับ 99.5%
ประโยชน์แล้วก็สรรพคุณ
ผลดีและก็คุณประโยชน์ของน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) คือ ใช้เป็นยาระงับปวดจำพวกใช้เฉพาะที่สำหรับบรรเทาอาการปวดต่างๆที่ไม่รุนแรง ได้แก่ ปวดข้อ ปวดกล้ามจากภาวะตึงหรือเคล็ดลับ ข้อต่ออักเสบ บอบช้ำ หรือปวดหลัง ฯลฯ โดยยานี้จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกเย็นบริเวณผิวหนังในตอนแรก แล้วจะเบาๆอุ่นขึ้น ซึ่งช่วยเบี่ยงเบนความพึงพอใจจากการรู้สึกถึงอาการปวด นอกเหนือจากนั้น ยังอาจใช้รักษาโรคอื่นๆตามดุลยพินิจของหมอด้วย  น้ำมันระกำมีกลไกการออกฤทธิ์ โดยตัวยาจะทำการกระตุ้นปลายประสาทที่รับความรู้สึกถึงความร้อน - อบอุ่น ทำให้ร่างกายมีการสนองตอบถึงการบรรเทาอาการปวดต่ำลง จึงทำให้มีความรู้สึกถึงฤทธิ์การดูแลและรักษาตามสรรพคุณ ในการศึกษาเรียนรู้ฤทธิ์ทางเภสัชยังพบอีกว่าน้ำมันระกำสามารถปรับปรุงแก้ไข ต่อต้านการปวดบวมแล้วก็อักเสบ แถมมีฤทธิ์เป็นยาชาแบบอ่อนๆรวมทั้งมี pH เป็นกรด ออกจะแรง รวมทั้งมีโมเลกุลแบบ BHA ด้วย มีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะแบบอ่อนๆทำให้ทำลายแบคทีเรียที่ผิวหน้าได้มักใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยา แอสไพริน ซาลิโซเลต และยาฆ่าเชื้อ
                นอกจากนั้นยังคงใช้เมทิลซาลีไซเลตในอุตสาหกรรมอื่นๆอีกเช่น เป็นส่วนประกอบในสินค้าต่างๆอาทิเช่น ยาสีฟัน แป้งทาตัว ยาหม่อง อุตสาหกรรมย้อมสี น้ำหอม เป็นต้น
การเรียนทางเภสัชวิทยา รายงานทางเภสัชวิทยาของน้ำมันระกำนั้นไม่ค่อยรายงานมากมาย คนเขียนสามารถรวบรวมมาได้เพียงแค่เล็กๆน้อยๆเท่านั้น ดังเช่น กรดซาลิไซลิก มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการต้านทานเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ต้านสะเก็ดเงิน โดยสมุนไพรที่พบกรดซาลิไซลิก จะพบมากในพืชสกุล Salix เช่น สนุ่น willow ยิ่งกว่านั้นยังเจอในต้น wintergreen (Gaultheria procumbens) ที่เอามาทำน้ำมันระกำฯลฯ และการใช้น้ำมันระกำ(เมทิลซาลิไซเลต)ทาร่วมกับการรับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดได้แก่ Warfarin, Dicumarol สามารถทำให้เลือดออกตามร่างกายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุดังกล่าวถ้าแจ้งให้หมอทราบก่อนใช้ยา แพทย์จะปรับขนาดกินของ Warfarin รวมทั้ง Dicumarol ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยเป็นกรณีๆไป

การศึกษาทางพิษวิทยา
มีรายงานการเรียนรู้ความเป็นพิษฉับพลันในน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) โดยให้ทางปากแก่หนูทดลอง พบว่าค่า LD50=1110 มก./น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) แล้วก็เมื่อฉีดเข้ากล้ามหนูทดลองพบว่า ค่า LD50=887 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว (โล) สารเมทิลซาลิไซเลตหรือน้ำมันระกำบริสุทธิ์จัดเป็นสารเคมีที่มีพิษ ร่างกายมนุษย์ไม่ควรได้รับเมทิลซาลิไซเลต เกิน 101 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโล ในปี ค.ศ. 2007 (พุทธศักราช 2550) มีรายงานของนักกีฬาที่วิ่งผ่านประเทศเสียชีวิตเนื่องจากว่าร่างกายของเขามีการซับเมทิลซาลิไซเลตมากเกินไปด้วยการใช้ยาทา แก้ปวด เพราะฉะนั้นจะต้องทำความเข้าใจกับคนซื้อ/ผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยาใช้ภายนอกเมทิลซาลิไซเลตกับเด็กตัวเล็กๆซึ่งจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นมากยิ่งกว่าผู้ป่วยในกลุ่มอื่นๆซึ่งก่อนที่จะมีการเลือกใช้เภสัชภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของยานี้จะต้องขอคำแนะนำแพทย์หรือเภสัชกรก่อนจะมีการใช้ยาทุกครั้ง
ขนาด/ปริมาณที่ควรใช้ น้ำมันระกำตามตลาดในบ้านเราจำนวนมากนั้นชอบเห็นเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆที่มีส่วนผสมของน้ำมันระกำ หรือ เป็นส่วนประกอบของยาถูนวดที่ใช้ทาด้านนอกเป็นส่วนมาก ซึ่งก็มีหลักเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่าร่างกายมนุษย์ไม่ควรได้รับเมทิลยาลิไซเลตเกิน 101 มก./น้ำหนักตัว (กก.) โดยถ้าใช้เป็นยาทาก็บางทีอาจจะใช้ทาได้ในรอบๆที่ปวดวันละ 3-4 ครั้ง ก็น่าจะพอเพียงแล้ว
ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  • ด้วยเหตุว่าน้ำมันระกำมีฤทธิ์คล้ายแอสไพรินด้วยเหตุนี้ควรต้องแจ้งให้แพทย์รู้ก่อนใช้ยาถ้ามีประวัติแพ้ยาหรือส่วนประกอบของยาประเภทนี้ แพ้ยาแอสไพรินหรือยาในกลุ่มซาลิไซเลต รวมถึงยาชนิดอื่น ของกิน หรือสารใดๆก็ตาม
  • ผู้ที่อยู่ในช่วงให้นมลูกควรเลี่ยงการใช้ทาบริเวณเต้านม
  • ห้ามให้เด็กอายุต่ำยิ่งกว่า 12 ปี ใช้โดยไม่ได้ขอความเห็นแพทย์
  • ห้ามป้ายยานี้ในรอบๆที่เป็นแผลเปิด แผลไหม้
  • หากทายานี้แล้วมีลักษณะแสบร้อนมากขึ้นให้ล้างออกด้วยน้ำสบู่แล้วขัดเบาๆเพื่อทำความสะ อาดกำจัดยาออกไป
  • ห้ามทายานี้บริเวณ ตา ของลับ ช่องปาก เพราะว่ายาจะทำให้เกิดอาการเคืองอย่างมากต่อเยื่อพวกนั้น
  • เลี่ยงการใช้เพื่อสูดดม เนื่องจากอาจก่อการเคืองเยื่อเมือกบุทางเดินหายใจได้
  • หากใช้ยาจำพวกครีม เจล โลชั่น ออยล์ ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ ให้ทาบางๆในรอบๆที่มีลักษณะปวด แล้วก็นวดเบาๆให้ยาซึมไปสู่ผิวหนัง
  • การใช้ยาแบบเป็นน้ำหรือแท่ง ให้ทายาบริเวณที่มีลักษณะปวด จากนั้นนวดช้าๆจนยาซึมลงผิวหนัง
  • การใช้ยาจำพวกแผ่นแปะ ให้ลอกแผ่นฟิล์มออก ต่อจากนั้นแปะบริเวณที่มีลักษณะอาการปวดให้แนบสนิทไปกับผิวหนัง โดยใช้วันละ 1-2 ครั้ง ตามอยากได้
ส่วนผลข้างเคียงจากการใช้น้ำมันระกำ Methyl Salicylate
อาจจะทำให้เกิดผลใกล้กัน ตัวอย่างเช่น ผิวระคายเคือง แสบ แดง มีลักษณะชา รู้สึกเจ็บปวดคล้ายเข็มทิ่มแทงตามผิวหนัง เกิดภาวะภูมิไวเกิน ฯลฯ
แต่ ถ้าหากพบผลข้างเคียงรุนแรงจากการใช้น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) ดังต่อไปนี้ ควรหยุดใช้ยาและไปพบแพทย์ทันที อย่างเช่น

  • มีลักษณะอาการแพ้ยา อาทิ เป็นลมเป็นแล้งพิษ หายใจไม่สะดวก หน้าบวม ริมฝีปากบวม ลิ้นบวม คอบวม เป็นต้น
  • มีลักษณะอาการแสบอย่างหนัก เจ็บ บวม หรือพุพองในรอบๆที่ใช้ยา ถ้าเกิดพบอาการดังที่กล่าวถึงแล้วให้รีบล้างยาออกก่อนและไปพบหมอทันที
เอกสารอ้างอิง

  • สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.สอบถามเกี่ยวกับสมุนไพร.กระดานถาม-ตอบ
  • Brahmachari, G. 2009. Natural products: chemistry, biochemistry and pharmacology. Alpha Science International Ltd, Oxford. http://www.disthai.com/
  • ต้นน้ำมันระกำมีประโยชน์อย่างไร.ไทยเกษตรศาสตร์.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Methyt Salicylate (เมทิลซาสิไซเลต)-รายละเอียดของยา.พบแพทย์ดอทคอม(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • เมทิลซาสิไซเลต.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Yü-Liang Chou 1952. Floral morphology of three species of Gaultheria: Contributions from the Hull Botanical Laboratory. Botanical Gazette 114:198–221 First page free
  • Gibbons, Euell. "Stalking the Healthful Herbs." New York: David McKay Company. 1966. pg. 92.



Tags : น้ำมันระกำ

14

โรคเริม (Herpes simplex/Cold sore)
[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/16883967/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1-herpes-simplexcold-sore]โรคเริม[/u][/url] คืออะไร โรคเริม (Herpes simplex) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งของผิวหนังและเยื่อเมือกต่าง ๆ (โดยเฉพาะบริเวณปากและอวัยวะเพศ) ทำให้มีลักษณะพุขึ้นเป็นตุ่มใสเล็ก ๆ แล้วแตกเป็นแผล ตกสะเก็ด ซึ่งหายได้เอง แต่มักกำเริบซ้ำและเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง ในปัจจุบันโรคเริม  เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในเมืองไทย และมีแนวโน้มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งชื่อ เฮอร์ปีส์ ซิมเพล็กซ์ (herpes simplex virus, ชื่อย่อ HSV) ทั้งนี้คำว่า herpes ของโรคเริม  มีรากศัพท์มาจากภาษาอังกฤษหมายถึงเวลาคืบคลาน ซึ่งฮิปโปเครติสเป็นผู้ริเริ่มใช้คำนี้เป็นคำแรก กล่าวกันว่าในยุคโรมันได้มีการระบาดของแผลที่ปากเป็นอย่างมากอย่างไรก็ตามการใช้คำนี้ในระยะยังคงสับสนมากและยังใช้เรียกชื่อแผลที่ผิวหนังอีกหลายชนิด โรคเริ่มในปัจจุบันพบบ่อยอีกโรคหนึ่ง พบได้ในทุกอายุ แต่พบได้บ่อยกว่าในวัยหนุ่มสาวและในวัยผู้ใหญ่ โอกาสเกิดโรคใกล้ เคียงกันทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย และจัดเป็นโรคติดต่อ ส่วนผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมักมีอาการ                           ที่มา : Wikipedia
กำเริบได้บ่อยและรุนแรงกว่าปกติ ส่วนในเด็กทารกและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ อาจมีอาการรุนแรง โดยเชื้อสามารถแพร่เข้าสู่กระแสเลือดกระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว แต่ส่วนใหญ่การติดเชื้อเริมมักไม่แสดงอาการ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อไปให้ผู้อื่นได้
สาเหตุของโรคเริม ดังที่กล่ามาแล้วว่าโรคเริมเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ชื่อ เฮอร์ปี ซิมเพล็กไวรัส หรือ เรียกย่อว่า เอชเอสวี (Herpes simplex virus, HSV) ซึ่งไวรัสของโรคเริมนี้เป็นไวรัสต่างชนิดกับโรคงูสวัดและโรคอีสุกอี ใส ถึงแม้จะก่อให้เกิดตุ่มน้ำกับผิวหนังได้คล้ายๆกัน
ในทางการแพทย์สามารถแยกเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเริมนี้เป็น 2 ชนิด คือ

  • เฮอร์ปีส์ ชนิดที่ 1 (herpes simplex virus type I ชื่อย่อ HSV-I)
  • เฮอร์ปีส์ ชนิดที่ 2 (herpes simplex virus type II ชื่อย่อ HSV-II)


ซึ่งแต่เดิมเคยเชื่อว่า เฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ 1 เกิดโรคเฉพาะที่ช่องปากและริมฝีปาก ส่วนเฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ 2 เกิดโรคเฉพาะที่อวัยวะเพศภายนอกและช่องคลอด แต่ปัจจุบันพบว่าไวรัสทั้ง 2 ชนิด สามารถก่อโรคได้กับผิวหนังทั้ง 2 แห่งได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่เชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 1 มักจะทำให้เกิดอาการกำเริบที่ปากมากกว่าที่อวัยวะเพศ ส่วนเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 2 มักจะทำให้เกิดอาการกำเริบที่อวัยวะเพศมากกว่าที่ปาก  อนึ่ง HSV เป็นเชื้อไวรัสที่จัดอยู่ใน Fsmily Herpesviridae Subfamily Alphaherpesvirinae ไวรัสตระกูลนี้ทำให้เกิดการติดเชื้อแบบแอบแฝง (latent infection) ที่ปมประสาท
อาการของโรคเริม หลังจากได้รับเชื้อแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ จะเริ่มต้นแสดงอาการ คันๆ เจ็บๆ หรือปวดแสบร้อนบริเวณผิวหนัง แล้วต่อมาจะเริ่มมีอาการอักเสบของผิวหนัง เกิดอาการบวม แดง ร้อน และเริ่มพองเป็นตุ่ม น้ำใส เรียงตัวเกาะกันเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 2-10 เม็ด ลักษณะคล้ายไข่ปลาหรือพวงองุ่น ต่อมาตุ่มน้ำใสเหล่านี้ ก็จะพองโตและแตกออกกลายเป็นแผลเปิดชนิดแผลตื้นๆ หลายแผลติดๆ กัน คล้ายแผลร้อนในภายในช่องปาก และมักจะหายได้เอง ภายใน 1-3 สัปดาห์ ในกรณีที่มีอาการของโรคเริมครั้งแรก ในบางคนอาจมีอาการอ่อนเพลีย ครั่นเนื้อครั่นตัว ไข้ต่ำๆ คล้ายกับอาการของไข้หวัดร่วมด้วย
โดยก่อนหน้าจะเกิดตุ่มพอง อาจอ่อนเพลียแต่ไม่มีอาการอื่น จึงมักไม่รู้ตัวว่า ติดโรค หรือบางคนอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดนำก่อน 1 - 3 วันเช่น ไข้สูง หรือ ไข้ต่ำ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยเนื้อตัว และเมื่อเกิดในปากอาจกินอาหารแล้วเจ็บทำให้กินได้น้อย ผอมลง
ทั้งนี้ในทางการแพทย์สามารถแบ่งชนิดการติดเชื้อของโรคเริมได้ดังนี้

  • การติดเชื้อในช่องปากและเหงือกอักเสบ คออักเสบ ส่วนใหญ่การติดเชื้อครั้งแรกมักไม่ปรากฏอาการ ประมาณ 1-2 วันจะพบเม็ดตุ่มพองขึ้นที่เยื่อเมือกของช่องปาก โดยปกติจะพบรอยโรคเฉพาะที่เยื่อเมือกในช่องปากและพบได้หลายตำแหน่งอาจเป็นข้างเดียว หรือทั้ง 2 ข้าง แผลจะค่อยหายภายใน 2 สัปดาห์ ในผู้ใหญ่มักพบ คออักเสบหรือทอนซิลอักเสบ มีอาการเจ็บคอ มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต อาจพบแผลในลำคอ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย
  • การติดเชื้อเริมที่ริมฝีปาก ภายหลังกาติดเชื้อ HSV-1 ครั้งแรก ตำแหน่งที่พบคือ ริมฝีปากบริเวณรอยต่อของผิวหนังและเยื่อเมือก อาการจะเริ่มจะเกิดเม็ดแดงแสบคันประมาณ 1-2 วัน ต่อมากลายเป็นตุ่มหนองใสขึ้นเป็นกลุ่มเรียก cold sore หรือ fever blister
  • การติดเชื้อเริมที่กระจกตาและเยื่อบุตา การติดเชื้อทำให้เกิดอาการตาแดงข้างเดียวก่อน และจะลามไปที่กระจกตา เริ่มแรกจะเป็นแผลตื้น ต่อไปแผลจะลามมีลักษณะแตกกิ่งก้านหรือเป็นแผลรูปกลม ทำให้ตาบอดได้
  • การติดเชื้อเริมที่สมอง จะทำให้เกิดสมองอักเสบ พบได้ทั้งการติดเชื้อครั้งแรกและซ้ำอาการที่พบคือมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการทางประสาท มีอาการเด่นชัดคือ อาการอักเสบของสมองเฉพาะส่วน ผู้ป่วยจะมีอาการชัก อัมพาตครึ่งซีก พูดไม่ได้
  • การติดเชื้อที่อวัยวะสืบพันธุ์ genital herpes) HSV-2 จะระบาดติดเชื้อทางผิวหนังและระบาดไปยังบริเวณอื่น ทำให้เกิดอาการบวมพุพอง บริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก มีอาการคัน ปวดแสบร้อนและเจ็บบริเวณที่เกิดรอยโรคในผู้หญิงทำให้เกิดการอักเสบที่ปากมดลูกช่องคลอดอักเสบ มักเกิดตุ่มแดง บางครั้งเกิดที่ขาอ่อนหรือสะโพกก้น หลังจากเวลาผ่านไปเล็กน้อยจะมีไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบบวม หลังจากเชื้อแฝงตัวที่ปมประสาท ถ้ามีการกระตุ้น เช่นอ่อนเพลีย มีประจำเดือน จะมีอาการคัน ปวดที่อวัยวะเพศ อาการจะคงอยู่ 1-2 วัน ก่อนที่จะมีแผลพุพอง เมื่อเกิดแผลพุพองจะแสดงอาการเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาการจะหายไป โดยพบว่าการติดเชื้อในสตรีมักรุนแรงกว่าบุรุษ


นอกจากนี้โรคเริมเป็นโรคที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยเมื่ออาการของโรคเริมหายดีแล้ว เชื้อไวรัสจะไปหลบซ่อนอยู่ในปมประสาท ซึ่งยาไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปทำลายได้ เป็นระยะพักหรือ หลบซ่อนตัวของเชื้อไวรัสโดยที่ไม่แสดงอาการออกมา รอเวลาจนกว่าสภาวะความแข็งแรงของร่างกายลดต่ำลง เช่น ตอนอ่อนเพลีย ภูมิต้านทานของร่างกาย ลดต่ำลง สตรีที่กำลังมีประจำเดือน ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในภาวะที่ทำงานหนัก พักผ่อนน้อยเกินไป อารมณ์เครียด คิดมาก กำลังเจ็บป่วย อากาศร้อนและแสงแดดจัด เมื่อใดก็ตามที่สภาวะของร่างกายอ่อนแอ โรคนี้ก็จะกลับมาเป็นซ้ำได้ใหม่ ณ ตำแหน่งที่เดิมหรือใกล้เคียง
แนวทางการรักษาโรคเริม แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคเริมได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และจากลักษณะตุ่มน้ำ โดยมักตรวจพบตุ่มน้ำใสขนาด 2-3 มิลลิเมตร หลายตุ่มอยู่กันเป็นกลุ่ม ๆ หรือพบตุ่มตกสะเก็ดหรือแผลเล็ก ๆ คล้ายรอยถลอกในบริเวณผิวหนังส่วนใดส่วนหนึ่ง ริมฝีปาก หรือที่อวัยวะเพศ และอาจตรวจพบต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงโตและเจ็บ ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้ร่วมด้วย อาจตรวจพบแผลขึ้นพร้อมกันหลายแห่งในช่องปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กที่เป็นเริมในช่องปาก แต่ถ้าหากแพทย์ไม่แน่ใจว่าใช่อาการของเริมหรือไม่แพทย์ก็อาจจะมีการสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่ม เช่น การตรวจเลือด การเพาะเชื้อตรวจหาสารก่อภูมต้านทาน การทดสอบทางน้ำเหลืองเพื่อหาระดับภูมิต้านทาน เนื่องจากอาการของเริมนั้นค่อนข้างคล้ายกับโรคอื่น ๆ อาทิ โรคงูสวัด แผลร้อนใน และการติดเชื้อแบคทีเรีย
ปัจจุบันโรคเริมยังคงเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายสนิทได้ ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้วการรักษาโรคเริมจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

  • การบรรเทาอาการเจ็บปวด
  • การควบคุมการแพร่กระจายของไวรัส


ซึ่งโรคเริมที่พบมากคือ บริเวณริมฝีปาก ช่องปาก และอวัยวะสืบพันธุ์ ดังนั้นจึงกล่าวถึงเฉพาะบริเวณดังกล่าวดังนี้ เนื่องจากโรคเริมเกิดจากเชื้อไวรัสและสามารถหายได้เอง จึงแนะนำให้รักษาตามอาการ เช่น ใช้ยาแก้ปวดพาราเซตามอล เมื่อมีอาการปวด หรือมีไข้ และอาจจะประคบเย็นให้กับแผล เช่น การทำ wet dressing (การนำผ้าก๊อซมาชุบน้ำเกลือหมาดๆ วางลงด้านบนของแผล) เพื่อให้ความเย็น รู้สึกสบายแก่แผล และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และในกรณีที่แผลแตกเป็นแผลอาจมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียเป็นหนอง อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย การใช้ยาต้านไวรัส ซึ่งในปัจจุบันมี 3 ชนิด คือ  อะไซโคลเวียร์ (acyclovir), แฟมไซโคลเวียร์ (famciclovir), และวาลาไซโคลเวียร์ (valaciclovir) ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ ในการใช้ยากลุ่มนี้ ควรใช้ให้เร็วที่สุด ก่อนที่ไวรัสจะหยุดการเพิ่มจำนวน จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ในทางปฏิบัติเมื่อตุ่มน้ำใสแตกออกเป็นแผลแล้วจะไม่แนะนำให้ใช้ยาต้านเชื้อไวรัส เพราะเป็นระยะที่ไวรัสหยุดการเพิ่มจำนวนแล้ว ในรายที่เป็นครั้งแรก ควรใช้ยาเม็ด เช่น อะไซโคลเวียร์ ขนาด 200 มก./เม็ด วันละ 5 ครั้ง (ทุก 4 ชั่วโมง) เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 5 วัน ในรายที่กลับมาเป็นใหม่ (recurrent attack) อาจรักษาตามอาการ หรือใช้ยาทาอะไซโคลเวียร์ ซึ่งควรใช้ทันทีที่เริ่มมีอาการ อาจช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และควรใช้ยาทาชนิดนี้ วันละ 5 ครั้ง ทุก 3-4 ชั่วโมง ในรายที่มีการกลับมาเป็นโรคเริมได้บ่อยๆ เช่น เป็นโรคเริมทุกเดือน ในกรณีนี้อาจใช้ยาในขนาดป้องกัน การเกิดโรคเริม ด้วยการกินยาเม็ดอะไซโคลเวียร์ ขนาด 200 มก./เม็ด วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันทุกวัน จะช่วยลดการกลับมาเป็นใหม่ได้ดี
กลุ่มบุคคลที่มีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคเริม
โรคเริมสามารถพบได้ในทุกช่วงอายุดังนั้นทุกคนมีโอกาสติดโรคเริมได้ (ทั้งบริเวณปากและอวัยวะสืบพันธุ์) แต่มีรายงานว่าการติดเชื้อมากกว่าร้อยละ ๘๕ ของประชากรโลก โดยติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ที่เป็นสาเหตุของโรคเริมที่ปาก (HSV1)
ซึ่งการติดเชื้อครั้งแรกเกิดขึ้นในวัยเด็กเป็นส่วนใหญ่ อุบัติการณ์สูงสุดเกิดในเด็กระหว่างอายุ ๖ เดือน ถึง ๓ ขวบ เด็กในชุมชนแออัดและสุขอนามัยไม่ดีมีโอกาสติดเชื้อมากกว่าแต่ในปัจจุบันพบในวัยหนุ่มสาวเพิ่มมากขึ้น
การติดต่อของโรคเริม จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีสภาพการณ์ดังนี้
มีเชื้อไวรัสในน้ำเหลืองจากแผล น้ำลาย น้ำเหลืองหรือน้ำอสุจิ (semen) แล้วเชื้อไวรัสต้องเข้าสู่ผิวหนังที่มีรอยถลอกหรือรอยแผล และอาจจะเข้าสู่เยื่อเมือก เช่น บริเวณปากและอวัยวะเพศ
เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้วจะมีกระบวนการติดเชื้อ ดังนี้
เฮอร์ปีส์ไวรัสจะแทรกซึมเข้าไปในเซลล์ผิวหนังที่อยู่ชั้นล่างๆของผิวหนังโดยที่บางครั้งก็ไม่มีอาการ
แต่บางรายไวรัสจะแบ่งตัวและทำลายเซลล์ผิวหนัง จึงมีการอักเสบทำให้มีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นเป็นกลุ่ม อยู่บนปื้นแดง เมื่อตุ่มน้ำแห้งหรือแตกไปจะเกิดเป็นสะเก็ด แล้วหายโดยไม่มีแผลเป็น
ภายหลังการแบ่งตัวครั้งแรกแล้ว ไวรัสจะเข้าไปตามเส้นประสาทที่เลี้ยงผิวหนังบริเวณที่เกิดโรคแล้วเข้าไปแฝงตัวอยู่ที่ปมประสาทโดยไม่มีการแบ่งตัว ทำให้ทั้งไวรัสและเซลล์ประสาทอยู่ด้วยกันได้เป็นปกติ ซึ่งเชท้อนี้มีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 2-12 วัน แต่โดยเฉลี่ย 6-7 วัน
เราไม่ทราบแน่ชัดว่ามีช่วงใดบ้างที่ไวรัสจะมีการแบ่งตัวและแพร่กระจายออกมาจากเซลล์ที่แฝงตัวอยู่ ในช่วงนี้เองที่จะพบไวรัสในของเหลวของร่างกาย ทำให้เกิดการติดเชื้อแก่ผู้สัมผัสได้ และบ่อยครั้งที่การแบ่งตัวของไวรัสเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการ
ซึ่งการติดต่ออาจเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับตุ่มแผลที่เป็นโรค จากน้ำ จากตุ่มพอง จากน้ำลาย จากสารคัดหลั่ง หรือจากเมื่อใช้ของใช้ร่วมกัน การจูบ การกิน จากมือติดโรคป้ายตาจึงเกิดโรคที่ตา และเมื่อเกิดกับอวัยวะเพศ จะก่อให้เกิดการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ และติดต่อจากแม่สู่ลูกได้ขณะคลอด ถ้าขณะคลอดมารดาติดเชื้อนี้ที่อวัยวะเพศ เมื่อติดเชื้อเริมมักไม่มีอาการอะไร แต่เชื้อจะอยู่ในตัวตลอดชีวิต ในปมประสาท รอจนเมื่อร่างกายอ่อนแอลงจึงแสดงอาการแล้วเป็นอีกได้เรื่อยๆ บางครั้งอาจเกิดถึงปีละ 3 ครั้ง แต่จะค่อยๆห่างไปเมื่อสูงอายุขึ้น มักเกิดอาการตามหลังช่วงที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานต่ำ เช่น อาการเครียด พักผ่อนน้อย อ่อนเพลีย ถูกแสงแดดจัด หลังผ่าตัด หรือช่วงมีประจำเดือน

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคเริม

  • ควรรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่เครียดจนเกินไป หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นใหม่
  • แยกของใช้ เครื่องใช้ ส่วนตัว รวมทั้งแก้วน้ำและช้อน
  • รักษาความสะอาดบริเวณตุ่มพอง และเครื่องใช้ต่างๆ รวมทั้งไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • ตัดเล็บให้สั้น ป้องกันการเกา และตุ่มน้ำติดเชื้อจากการเกา
  • ดื่มน้ำสะอาดมากๆอย่างน้อย 6 - 8 แก้วต่อวันเมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม เช่น โรคหัวใจล้มเหลว
  • งดการสัมผัส หรือมีเพศสัมพันธ์กับรอยแผลของโรคเริม จนกระทั่งแผลหายดีแล้ว พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบริเวณที่เป็นแผล เพราะอาจจะแพร่ไปสู่คนใกล้ชิด หรือบริเวณอื่นๆ ของร่างกายได้ ถ้าจำเป็นควรใช้เครื่องป้องกัน เช่น สวมถุงยางอนามัย เป็นต้น
  • ควรเลือกใช้เครื่องแต่งกายที่ขนาดพอดีตัว ไม่คับเกินไป อาจเลือกชุดที่ทำด้วยฝ้าย
  • สตรีที่เป็นเริมที่อวัยวะเพศโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจภายในเดือนละ 1-2 ครั้ง
  • รีบพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้
  • ตุ่มพองลุกลามมาก
  • ไข้สูง ไข้ไม่ลงภายใน 1 - 3 วัน
  • เริ่มมีอาการทางดวงตา เช่น เริ่มเจ็บตา เคืองตา น้ำตาไหล
  • ตุ่มน้ำเป็นหนอง เพราะอาจเกิดอาการติดเชื้อแบคทีเรีย
การป้องกันตนเองจากโรคเริม เนื่องจากผู้ติดเชื้อเริม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อซ้ำ ผู้ป่วยมักไม่มีอาการแสดง แต่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้อยู่ โดยเชื้ออาจมีอยู่ในน้ำตา น้ำลาย คอหอย อวัยวะเพศ ทวารหนัก ท่อปัสสาวะ การป้องกันการติดเชื้อเริมจึงเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะไม่มีทางแยกออกได้ว่าใครบ้างที่เป็นผู้ติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม วิธีการป้องกันเริมที่ดีที่สุด ก็คือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการติดเชื้อทุกชนิด เช่น

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผล น้ำลาย หรือสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีตุ่มตามผิวหนังหรือเยื่อเมือก หรือผู้ป่วยที่มีแผลเปื่อยในช่องปาก
  • หลีกเลี่ยงการเที่ยวหญิงบริการ และมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ครอง
  • หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้อื่น เช่น จานชาม แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว
  • รักษาสุขอนามัย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้งห้าหมู่ในทุก ๆ วัน นอนหลับพักผ่อนให้เพียง และทำให้จิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส/หลีกเลี่ยงความเครียด


สำหรับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HSV ทั้งชนิด live หรือ attenuated  หรือ subunit vaccine  กำลังอยู่ระหว่างการทดลองในสัตว์
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคเริม
พญายอ ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau วงศ์ Acanthaceae ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์    C. burmanni Nees สารสำคัญที่ออกฤทธิ์    สารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ สารกลุ่ม monoglycosyl diglycerides เช่น 1,2-O-dilinolenoyl-3-O-b-d-glucopyranosyl-sn-glycerol และสารกลุ่ม glycoglycerolipids จากใบ  มีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเริม ฤทธิ์ต้านเริม สารสกัดน้ำจากใบ มีฤทธิ์ต้านไวรัส Herpes simplex type 1 และ type 2 โดยตรงก่อนที่ไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ และสารสกัดจากใบความเข้มข้นตั้งแต่ 1:1,200 นาน 30 นาที สามารถออกฤทธิ์ทำลายเชื้อ HSV 2 โดยตรงก่อนเพาะเลี้ยงลงเซลล์ สารสกัดเมทานอลและสารสกัดน้ำจากใบไม่สามารถยับยั้งเชื้อไวรัส HSV-2 และ HSV-1, HSV-2 ในเซลล์ ตามลำดับ
ผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ทั้งชายและหญิงจำนวน 27 คน ได้รับการรักษาด้วยครีมจากสารสกัดเอทานอลจากใบพญายอ 5% (dilution 1:4,800) เปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยา acyclovir cream จำนวน 26 คน และยาหลอก 24 คน  โดยทาแผลวันละ 4 ครั้ง ติดต่อกัน 6 วัน พบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยครีมพญายอ และ acyclovir cream แผลตกสะเก็ดในวันที่ 3 และหายภายในวันที่ 7 ต่างจากแผลของผู้ป่วยที่ใช้ยาหลอก จะตกสะเก็ดในวันที่ 4–7 และหายในวันที่ 7-14 หรือนานกว่านั้น ครีมพญายอไม่ทำให้เกิดอาการอักเสบ ระคายเคือง ในขณะที่ acyclovir cream ทำให้แสบ
ผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเป็นซ้ำ จำนวน 56 ราย ได้รับการรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอ เปรียบเทียบการรักษากับยา acyclovir cream จำนวน 54 คน และยาหลอก 53 คน ทาตุ่มหรือแผลวันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 6 วัน พบว่ากลุ่มที่รักษาด้วยยาจากสารสกัดพญายอแผลจะตกสะเก็ดภายใน 3 วัน และหายภายใน 7 วัน ไม่มีอาการแสบแผล  และไม่มีความแตกต่างจากการรักษาด้วย acyclovir cream แต่ยา acyclovir cream จะทำให้แสบแผล
จักรนารายณ์ ชื่อสามัญ Purple passion vine, Purple velvel plant ชื่อวิทยาศาสตร์ Gynura divaricata (L.) DC. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Gynura ovalis DC., Gynura auriculata Cass.) จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) พบว่าสารสกัดเอทานอลมีคุณสมบัติในการต้านไวรัสเฮอร์ปีส์ (Herpes) ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเริม โดยสารที่แสดงฤทธิ์ต้านไวรัสชนิดนี้คือสารผสมของกรดคาฟีออยควินิก (3, 5- และ 4, 5-di -O-caffeoyl quinic acids) และจากการศึกษาร่วมกับการศึกษาในสัตว์ทดลองก็ไม่พบว่าสมุนไพรจักรนารายณ์มีพิษแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีศักยภาพเป็นยาทาภายนอกที่ช่วยบรรเทาอาการอักเสบหรือระคายเคืองที่ผิวหนังซึ่งเกิดจากการแพ้ แมลงสัตว์กัดต่อย และโรคเริม
นอกจากนี้สมุนไพรจักรนารายณ์ยังมีฤทธิ์ต้านไวรัสเริมในหลอดทดลอง ซึ่งสารกลุ่มที่แสดงฤทธิ์ดังกล่าว ได้แก่ กลุ่ม 1, 2-bis-dodecanoyl-3-alpha-D-glucopyranosyl-sn-glycerol, dicaffeoyl quinic acids, sitosteryl- และ stigmasteryl glucosides จึงได้มีการทดลองใช้เจลต้านอักเสบที่มีสารสกัดจากจักรนารายณ์เป็นตัวยาในผู้ป่วยที่เป็นเริมที่ริมฝีปาก โดยพบว่าปริมาณไวรัสมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับยาหลอก
แต่ทั้งนี้สมุนไพรที่มีรายงานในการรักษาโรคเริมได้ผลดีที่สุดและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย คือพญายอ เนื่องจากมีการศึกษาทางคลินิกอย่างแพร่หลายและได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เช่นในการศึกษาในผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ ชนิด HSV-2 ทั้งชนิดที่ติดเชื้อครั้งแรกและติดเชื้อซ้ำ จำนวน 163 ราย และ 77 ราย ให้ผู้ป่วยทายาบริเวณแผล วันละ 4 ครั้ง หรือ ทุก 5 ชั่วโมง พบว่าทำให้อาการดีขึ้น และการศึกษาผลของการใช้ยาจากใบพญายอที่ทำให้อยู่ในรูปของทิงเจอร์และ กลีเซอรีน เพื่อใช้ในผู้ป่วยโรคเริม งูสวัด และแผลอักเสบในปาก จำนวน 16 ราย พบว่าสามารถรักษาแผลและลดการอักเสบได้ผลดี โดยระยะเวลาที่อาการปวดและแผลหายไป จะอยู่ระหว่าง 1-3 วัน นอกจากนี้พบว่า ยาครีมที่ได้จากสารสกัดใบพญายอ ไม่พบอาการข้างเคียงในการใช้
เอกสารอ้างอิง

  • ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด.การใช้บาในโรคเริม.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่318.คอลัมน์ล้านคำถามเรื่องยาปรึกษาเภสัชกร.ตุลาคม.2548
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • ประเสริฐ ทองเจริญ.(2528).เริม.กรุงเทพฯ,สำนักพิมพ์เมดาร์ท จำกัด.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “เริม (Herpes simplex)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 969-974.
  • Molly,E.(2003).Acyclovir,A commonly used medication for HIV and AIDS patient.(Online).Available: March 1
  • ศ.นพ.สมยศ จารุวิจิตรรัตนา.โรคเริม.นิจสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่320.คอลัมน์โรคน่ารู้.ธันวาคม.2548
  • อภิชาต ศิวยาธร.(2538). โรคเริมที่อวัยวะเพศ.ในพิไลพันธ์ พุธวัฒนะ และชโลบล อยู่สุข. Human Herpesviuses. กรุงเทพฯ,สาขาจุลชีววิทยา ปรสิตวิทยาและอิมมิวโนวิทยามหาวิทยาลัยมหิดล.โรงพิมพ์อักษรสมัย,หน้า12.7-12.9
  • เริม-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.
  • จันทพงษ์ วะสีและคณะ.(2530).ไวรัสวิทยาการแพทย์.กรุงเทพฯ สาขาไวรัสวิทยาภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลซโรงพิมพ์อักษรสมัย
  • Yoosook C, Bunyapraphatsara N, Boonyakiat Y, Kantasuk C.  Anti-Herpes simplex virus activities of crude water extracts of Thai medicinal plants.  Phytomedicine 1999;6(6): 411-9.
  • พญายอ.ฉบับประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  “จักรนารายณ์”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 178.
  • ชื่นฤดี ไชยวสุ ทวีผล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ชวลิตธำรง สุทธิโชค จงตระกูลศิริ.  การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบเสลดพังพอนและใบพญายอต่อเชื้อ Herpes simplex virus type-2 ในหลอดทดลอง.  วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2535;34(4):153-8.
  • สมุนไพรรักษาโรคเริม.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Yoosook C, Panpisutchai Y, Chaichana S, Santisuk T, Reutrakul V.  Evaluation of anti-HSV-2 activities of Barleria lupulina and Clinacanltus nutans.  J Ethnopharmacol 1999;67:179-87.
  • สมชาย แสงกิจพร เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ธวัชสุภา ปราณี จันทเพ็ชร.  การรักษาผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเป็นซ้ำด้วยยาสารสกัดของใบพญายอ.  วารสารกรมการแพทย์ 2536;18(5):226-31
  • ดร.เรณู อยู่เจริญ.เริม....ภัยเงียบจากไวรัส.วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ปีที่4ฉบับที่4 ตุลาคม 2554-กันยายน2555.หน้า23-29
  • ชื่นฤดี ไชยวสุ เครือวัลย์ พลจันทร สมชาย แสงกิจพร มาลี บรรจบ ปราณี ชวลิตธำรง.  การศึกษาทดลองในคน : การรักษาผู้ป่วยโรคเริม Herpes simplex virus type 2 ที่อวัยวะสืบพันธุ์ด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอ.  วารสารโรคติดต่อ 2535;18(3):152-61.


15

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease : GERD)
โรคกรดไหลย้อนคืออะไร 
โรคกรดไหลย้อน” (Gastroesophageal reflux disease ,GERD) เป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนของกรด (น้ำย่อย) ในกระเพาะอาหารกลับไปที่หลอดของกิน ซึ่งโดยธรรมดาร่างกายของเราจะมีการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดอาหารอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรับประทานอาหารแต่ว่าผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีจำนวนกรดที่ย้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหรือย้อนบ่อยมากกว่าผู้ที่ไม่เป็นโรค หรือหลอดอาหารมีความไวประมือดมากขึ้นแม้ว่าจะมีปริมาณกรดที่ย้อนขึ้นไปไม่เกินกว่าปกติ ทำให้มีลักษณะอาการระคายบริเวณคอ แล้วก็แสบอกหรือจุกเสียดรอบๆใต้ลิ้นปี่ แล้วก็มีลักษณะอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายๆกับลักษณะโรคกระเพาะอาหาร ทำให้คนจำนวนมากรู้ผิดว่าเป็นโรคกระเพาะ รวมทั้งไปซื้อยาลดกรด (antacids)  ที่มีจัดจำหน่ายตามท้องตลาดมารับประทานเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ตรงจุด จึงพบว่าในปัจจุบันมีคนป่วยมาพบหมอด้วยโรคกรดไหลย้อนเพิ่มสูงมากขึ้น  รวมทั้งถ้าปลดปล่อยให้กำเนิดอาการเรื้อรังแล้วก็รักษาโดยใช้วิธีที่ผิดจำต้อง อาจก่อให้เกิดการเกิดหลอดอาหารอักเสบ แผลที่หลอดของกิน หรือหลอดของกินตีบ ซึ่งบางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงในการกำเนิดโรคมะเร็งหลอดอาหารได้
นอกเหนือจากนั้นยังสามารถจัดประเภทของโรคกรดไหลย้อนได้เป็น 2 ชนิด คือ

  • โรคกรดไหลย้อนธรรมดา หรือ CLASSIC GERD ซึ่งกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาจะอยู่ด้านในหลอดของกิน ไม่ไหลย้อนเกินกล้ามหูรูดของหลอดอาหารส่วนบน โดยมากจะมีอาการของหลอดของกินเท่านั้น
  • โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอและก็กล่องเสียง (Laryngopharyngeal Reflux : LPR) หมายความว่าโรคที่มีอาการทางคอและกล่องเสียง ซึ่งเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการไหลถอยกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะขึ้นมาเหนือกล้ามหูรูดของหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ กระตุ้นให้เกิดลักษณะของคอและก็กล่องเสียง จากการระคายเคืองของกรด


ซึ่งโรคกรดไหลย้อนนี้ เป็นโรคที่เจอได้ราว 10-15% ของคนที่มีลักษณะของกินไม่ย่อย (Syspepsia) รวมทั้งพบได้ทั่วไปอีกทั้งในสตรีและในเพศชาย โดยเจอได้ใกล้เคียงกัน เป็นโรคที่เจอได้ในทุกช่วงอายุ ตั้งแต่ทารกไปจนถึงผู้สูงวัย แต่ว่าเจออัตราเกิดสูงขึ้นในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และเจอได้สูงสุดในช่วงอายุ 60 - 70 ปีขึ้นไป มีกล่าวว่าประเทศแถมตะวันตกเจอโรคนี้ได้ราวๆ 10 - 20% ของมวลชนอย่างยิ่งจริงๆ
ต้นเหตุของโรคกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อนมีต้นสายปลายเหตุที่เกี่ยวข้องกับความผิดแปลก ของแนวทางการทำหน้าที่ของกล้ามหูรูดที่อยู่ตรงข้างล่างของหลอดอาหาร (lower esophageal sphincter, LES) ในคนปกติขณะกลืนของกินหูรูดนี้จะคลายตัวเพื่อเปิดช่องให้อาหารไหลผ่านลงไปในกระเพาะอาหาร เมื่อของกินผ่านลงกระเพาะจนหมดแล้วหูรูดนี้จะหดรัดเพื่อขวางไม่ให้น้ำย่อย (ซึ่งเป็นกรดเกลือ) ที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร
แต่ว่าคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน พบว่ากล้ามเนื้อหูรูดตรงด้านล่างของหลอด ของกินนี้หย่อนยานความสามารถ ทำให้มีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดของกินมากยิ่งกว่าปกติ (คนทั่วไปข้างหลังรับประทานข้าวอาจมีน้ำย่อยไหลย้อนได้ 1-4 ครั้ง ซึ่งไม่ทำให้มีการเกิดอาการ) ทำให้มีการเกิดอาการแตกต่างจากปกติ แล้วก็การอักเสบของเยื่อบุหลอด อาหารได้
ส่วนปัจจัยที่ทำให้หูรูดดังที่กล่าวมาแล้วทำงานเปลี่ยนไปจากปกติยังไม่เคยทราบกระจ่างแจ้ง แต่มั่นใจว่าอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากความเสื่อมโทรมตามอายุ (เจอในคนแก่กว่า 40 ปี) หรือหูรูดยังเจริญไม่เต็มกำลัง (เจอในเด็กแรกคลอด) หรือมีความผิดปกติที่เป็นมาแต่กำเนิด
นอกนั้นความประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน หรือโรคบางจำพวกมีส่วนกระตุ้นลักษณะการทำงานของหลอดอาหารให้เกิดความแตกต่างจากปกติได้ หรือทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดในจำนวนมากขึ้น ดังเช่น ไปนอนหลังรับประทานอาหารโดยทันที ทานอาหารจำนวนมากด้านในมื้อเดียว อยู่ในช่วงมีท้อง พฤติกรรมต่างๆเหมือนอย่างที่ได้กล่าวมาเหล่านี้ล้วนนำมาซึ่งการก่อให้เกิดสภาวะกรดไหลย้อนได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นเหมือนกัน
อาการโรคกรดไหลย้อน  ลักษณะของคนป่วยนั้นขึ้นกับอวัยวะที่ถูกระคายเคืองโดยกรด เป็นต้นว่า

  • อาการทางคอหอยแล้วก็หลอดอาหาร
  • ลักษณะของการปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอก และก็ลิ้นปี่ (Heartburn) ข้างหลังทานอาหาร 30-60 นาที หรือข้างหลังทานอาหารแล้วล้มตัวลงนอนราบ นั่งขดตัว โค้งตัวลงต่ำ รัดเข็มขัดแน่น หรือใส่กางเกงคับเอว มักมีอาการมากยิ่งกว่า 2 ครั้งต่ออาทิตย์แล้วก็อาการเป็นๆหายๆเรื้อรัง แต่ละครั้งมักปวดอยู่นาน 2 ชั่วโมงและก็บางครั้งบางคราวอาจเจ็บปวดรวดร้าวไปที่บริเวณคอได้
  • รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ หรือแน่นคอ
  • กลืนตรากตรำ กลืนเจ็บ หรือกลืนติดขัดคล้ายสะดุดสิ่งปลอมปนในคอ
  • เจ็บคอ แสบคอหรือปาก หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า
  • รู้สึกเสมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก (bile or acid regurgitation)
  • มีเสลดอยู่ในคอ หรือระคายคอตลอดระยะเวลา
  • เรอบ่อยมาก อาเจียน คล้ายมีของกิน หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก หรือคอ
  • รู้สึกจุกแน่นอยู่ในอก คล้ายของกินไม่ย่อย (dyspepsia)
  • มีน้ำลายมากมายผิดปกติ มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้
  • อาการทางกล่องเสียง และก็หลอดลม
  • เสียงแหบเรื้อรัง หรือ แหบเฉพาะตอนรุ่งเช้า หรือมีเสียงเปลี่ยนไปจากปกติไปจากเดิม
  • ไอเรื้อรัง โดยยิ่งไปกว่านั้นหลังรับประทานอาหารหรือขณะนอน
  • ไอ หรือ รู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในค่ำคืน
  • กระแอมไอบ่อยครั้ง
  • อาการหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ (หากมี) ห่วยลง หรือเปล่าดียิ่งขึ้นจากการใช้ยา
  • เจ็บอก (non – cardiac chest pain)
  • เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆหายๆ
  • อาการทางจมูก และหู
  • คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีน้ำมูก หรือเสลดไหลลงคอ
  • หูอื้อเป็นๆหายๆหรือปวดหู
  • บางรายอาจมาพบแพทย์ด้วยภาวะแทรกซ้อน ดังเช่นว่า มีอาการกลืนของกินแข็งทุกข์ยากลำบาก ด้วยเหตุว่าปลดปล่อยให้เกิดภาวะหลอดของกินอักเสบเรื้อรังจนถึงแคบ
  • ส่วนในเด็กอ่อนบางทีอาจเป็นโรคกรดไหลย้อนตั้งแต่ตอนแรกกำเนิดได้ เนื่องมาจากหูรูดด้านล่างของหลอดอาหารยังเจริญรุ่งเรืองไม่เต็มกำลัง เด็กอ่อนก็เลยมักมีอาการงอแง ร้องกวน อ้วกบ่อยครั้ง ไอหลายครั้งช่วงเวลากลางคืน เสียงแหบ หรือหายใจมีเสียงวี้ด เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวไม่ขึ้น เด็กทารกบางรายอาจสำลักน้ำย่อยเข้าปอดทำให้ปอดอักเสบ ซึ่งบางทีอาจกำเริบเสิบสานได้บ่อยครั้ง แม้กระนั้นอาการชอบหายไปเมื่ออายุได้ประมาณ 6-12 เดือน แต่บางรายก็อาจคอยจนถึงไปสู่วัยรุ่นอาการก็เลยจะ
กรรมวิธีรักษาโรคกรดไหลย้อน
แพทย์วินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนได้จาก เรื่องราวอาการ การตรวจลำคอ การตรวจร่างกาย การตรวจภาพปอดด้วยเอกซเรย์แยกจากโรคปอดต่างๆการส่องกล้องตรวจกล่องเสียง หลอดของกิน กระเพาะอาหาร และก็ไส้ รวมทั้งอาจตัดชิ้นเนื้อในรอบๆที่ไม่ดีเหมือนปกติเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อแยกจากโรคมะเร็งหลอดอาหาร แล้วก็อาจมีการตรวจแนวทางเฉพาะอื่นๆเสริมเติม ดังเช่น วัดภาวการณ์ความเป็นกรดของหลอดของกินในขณะส่องกล้อง ดังนี้สังกัดดุลยพินิจของแพทย์ เช่น การเอกซเรย์กลืนสารทึบแสงสว่าง, การตรวจทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์, การตรวจการบีบตัวของหลอดอาหาร เป็นต้น
แต่โดยส่วนมากแล้ว หมอมักจะวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนจากอาการแสดงก็เพียงพอต่อการตัดสินโรคแล้ว ซึ่งอาการแสดงที่พบได้มาก ยกตัวอย่างเช่น อาการแสบลิ้นปี่ จุกแน่นยอดอก รวมทั้งเรอเปรี้ยวหลังรับประทานอาหารที่เป็นตัวกระตุ้น หรือมีพฤติกรรมที่เป็นเหตุกำเริบเสิบสาน แม้กระนั้นในรายที่กำกวมอาจจะต้องกระทำตรวจพิเศษ (ซึ่งเจอได้นานๆครั้ง)
วิธีการรักษาโรคกรดไหลย้อน

  • การปรับเปลี่ยนนิสัย และก็การดำรงชีวิตทุกวัน (lifestyle modification) การดูแลรักษาวิธีนี้มีความหมายที่สุดสำหรับการทำให้คนป่วยมีลักษณะลดลง ปกป้องไม่ให้เกิดอาการ และลดการกลับเป็นซ้ำ โดยลดปริมาณกรดในกระเพาะ และก็ป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับไปขึ้นไปที่ หลอดอาหาร คอและก็กล่องเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากว่าโรคนี้ไม่สามารถที่จะรักษาให้หายขาด (ยกเว้นจะผ่าตัดแก้ไข) การดูแลและรักษาแนวทางนี้ควรปฏิบัติไปตลอดชีพ เพราะว่าเป็นการรักษาที่ต้นเหตุ ถึงแม้ผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะอาการ หรือหายดีแล้วโดยไม่ต้องกินยาและก็ตาม ผู้ป่วยควรปฏิบัติตนดังนี้


             ควรพยายามลดน้ำหนัก
             มานะหลีกเลี่ยงความเคร่งเครียด
             หลบหลีกการสวมเสื้อผ้าที่คับหรือรัดแน่นเกินไป
             ถ้ามีลักษณะท้องผูก ควรรักษา และก็หลีกเลี่ยงการเบ่ง
             ควรบริหารร่างกายเป็นประจำ
             ภายหลังกินอาหารโดยทันที เพียรพยายามเลี่ยงการนอนราบ
             หลีกเลี่ยงการทานอาหารมื้อมืดค่ำ
             รับประทานอาหารจำนวนพอดีในแต่ละมื้อ
             หลบหลีกเครื่องดื่มบางชนิด อย่างเช่น กาแฟ น้ำอัดลม
             ถ้าหากจะนอนหลังรับประทานอาหาร ควรจะรอโดยประมาณ 3 ชั่วโมง

  • การรักษาด้วยยา ในกรณีที่เปลี่ยนแปลงความประพฤติปฏิบัติแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น จึงควรใช้ยาร่วมด้วย ควรจะกินยาตามที่มีการกำหนดอย่างเคร่งครัด แล้วก็ถ้ามีปัญหาควรปรึกษาหมอหรือเภสัชกร


             เดี๋ยวนี้ยาที่ได้ผลดีที่สุด เป็นยาลดกรดในกลุ่มยับยั้งโปรตอนปั๊ม (Proton pump inhibitors) ดังเช่น โอเมพราโซล (omeprazole)ขนาด 20 มิลลิกรัม วันละ 1-2 ครั้ง ซึ่งมีคุณภาพสูงมากสำหรับการคุ้มครองป้องกันอาการโรคกรดไหลย้อน โดยให้กินยาติดต่อกันเป็นเวลา 6 - 8อาทิตย์ หรืออาจจะต้องใช้ยาเป็นเวลานานยาวนานหลายเดือนสังกัดคนไข้แต่ละราย เช่นในกรณีที่เป็นมากหรือมีอาการมานาน ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการปรับการรับประทานยาเป็นช่วงๆตามอาการที่มี  หรือรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
             ในบางคราวบางทีอาจใช้ยาเพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารร่วมด้วย ยกตัวอย่างเช่น เมโทโคลพราไมด์ (metoclo-pramide) ขนาด 10 มก. 1 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ซึ่งยานี้ควรจะรับประทานก่อนที่จะรับประทานอาหารประมาณ 30 นาที

  • การผ่าตัด เพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นไปที่ หลอดของกิน คอรวมทั้งกล่องเสียง การรักษาแนวทางนี้จะทำใน


             คนเจ็บที่มีลักษณะร้ายแรง ซึ่งให้การรักษาโดยการใช้ยาอย่างมากแล้วไม่ดีขึ้น
             คนไข้ที่ไม่สามารถที่จะกินยาที่ใช้สำหรับการรักษาภาวะนี้ได้
             ผู้เจ็บป่วยที่ดียิ่งขึ้นหลังจากการใช้ยา แม้กระนั้นไม่ได้อยากที่จะกินยาต่อ
             ผู้เจ็บป่วยที่กลับเป็นซ้ำบ่อยข้างหลังหยุดยา
ดังนี้ผู้ป่วยที่จำต้องได้รับการผ่าตัดมีเพียงแค่ร้อยละ 10 เพียงแค่นั้น การดูแลและรักษาโดยการผ่าตัดมีหลายแนวทาง เป็นต้นว่า endoscopic fundoplication, radiofrequency therapy, injection / implantation therapy ฯลฯ

ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน

  • อายุ ยิ่งสูงมากขึ้น ช่องทางกำเนิดโรคนี้ยิ่งสูงมากขึ้น
  • การกินอาหารแต่ละมื้อในจำนวนสูง โดยยิ่งไปกว่านั้นกินมื้อเย็นก่อนนอน เนื่องจากว่าปริมาณอาหารยังค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร รวมทั้งการนอนราบยังเพิ่มแรงกดดันในกระเพาะอาหาร ของกินแล้วก็กรดจึงไหลถอยกลับเข้าหลอดของกินได้ง่าย
  • การกินอิ่มมากมายไป (รับประทานอาหารมื้อใหญ่หรือปริมาณมาก)กระตุ้นให้มีน้ำย่อยหลั่งออกมามาก ประกอบกับการขยายตัวของกระเพาะอาหารทำให้หูรูดคลายตัวเยอะขึ้น
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีน (อาทิเช่น กาแฟ ยาชูกำลัง) นอกจากกระตุ้นให้หลั่งกรดในกระเพาะมากเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเสริมให้หูรูดคลายตัวอีกด้วย
  • การกินอาหารที่ไขมันสูง ข้าวผัด ของทอดและของกินผัดน้ำมัน ทำให้กระเพาะขยับเขยื้อนช้าลง ทำให้มีโอกาสกำเนิดกรดไหลย้อนได้มากขึ้น
  • โรคหืด เชื่อว่ามีต้นเหตุจากการไอแล้วก็หอบ ทำให้เพิ่มแรงดันในช่องท้อง ทำให้กรดไหลย้อน
  • การสูบยาสูบ การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนต (น้ำอัดลม) การกินของกินเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ น้ำองุ่น น้ำผลไม้เปรี้ยว (เป็นต้นว่า น้ำส้มคั้น) ผลไม้เปรี้ยว ช็อกโกแลต หรือสะระแหน่ การใช้ยาบางประเภท (ดังเช่นว่า ยาขยายหลอดลม ยาแอนติวัวลิเนอร์จิก ยาลดความดันกลุ่มปิดกั้นอนุภาคเบตาและกรุ๊ปต้านแคลเซียม ยาใช้ภายนอกงจิตประสาท ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน เป็นต้น) จะเสริมให้หูรูดคลายตัว หรือมีกรดหลั่งมากเพิ่มขึ้น
  • แผลเพ็ปติก รวมทั้งการใช้ยากลุ่มอนุพันธ์ฝิ่น ทำให้อาหารขับลงสู่ไส้ช้าลง ทำให้มีกรดไหลย้อนได้
  • โรคอ้วน เนื่องจากจะก่อให้มีความดันในช่องท้องสูงมากขึ้น ความดันในกระเพาะอาหารจึงสูงขึ้นตามไปด้วย
  • การมีท้อง เนื่องจากว่าจะเป็นการเพิ่มความดันในกระเพาะจากท้องที่ใหญ่ขึ้น
  • โรคเบาหวาน เมื่อเป็นโรคนี้นานๆจะมีการเสื่อมของประสาทกระเพาะ ทำให้กระเพาะอาหารขับช้า จึงทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้
  • ความเคร่งเครียด เนื่องจากความเคร่งเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดในกระเพาะมากยิ่งขึ้น
  • การมีโรคไส้เลื่อนกะบังลม (Hiatal hernia, Diaphragmatic hernia ซึ่งมีกระเพาะนิดหน่อยไหลเลื่อนลงไปที่กะบังลม) ขนาดใหญ่ ทำให้หูรูดอ่อนแอมากยิ่งขึ้น


การติดต่อของโรคกรดไหลย้อน โรคกรดไหลย้อนเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากความผิดแปลกของกล้ามหูรูดข้างล่างของหลอดของกิน ทำให้มีกรด (น้ำย่อย) จากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับไปขึ้นไปที่หลอดของกินและก็มีการอักเสบและก็อาการต่างๆตามมา ซึ่งโรคกรดไหลย้อนนี้มิได้เป็นโรคติดต่อ เนื่องจากไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อน

  • รับประทานยาให้ครบถ้วนและก็ตลอดตามคำแนะนำของหมอ
  • สังเกตว่าบริโภคสิ่งใดบ้างที่ทำให้อาการเกิดขึ้นอีก แล้วบากบั่นหลบหลีก ดังเช่นว่า ของกินมัน (แล้วก็ข้าวผัด ของทอด ของผัดที่อมน้ำมัน) ของกินเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม แอลกอฮอล์ ยาสูบ ชา กาแฟ เครื่องดื่มผสมคาเฟอีน น้ำอัดลม     น้ำผลไม้เปรี้ยว ผลไม้เปรี้ยว ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ ช็อกโกแลต ยาบางจำพวก
  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารปริมาณมาก (หรืออิ่มจัด) แล้วก็เลี่ยงการดื่มน้ำมากๆระหว่างทานอาหาร ควรรับประทานอาหารมื้อเย็นในจำนวน น้อย รวมทั้งขาดช่วงห่างจากเวลาเข้านอนอย่างต่ำ 3 ชั่วโมง
  • ข้างหลังทานอาหารควรจะปลดสายรัดเอวและตะขอกางเกงให้หลวม ไม่ควรนอนราบหรือนั่งขดตัว โค้งตัวลงต่ำ ควรนั่งตัวตรง ยืน หรือให้รู้สึกสบายท้อง หลบหลีกการชูของหนักรวมทั้งการบริหารร่างกายหลังรับประทานอาหารใหม่ๆ
  • หมั่นออกกำลังกายรวมทั้งเครียดน้อยลง เนื่องเพราะความเคร่งเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้อาการแย่ลงได้
  • ถ้าเกิดน้ำหนักเกินหรืออ้วน ควรหาทางลดหุ่น
  • ถ้าหากมีลักษณะอาการกำเริบตอนเข้านอน หรือตื่นเวลาเช้า มีลักษณะอาการเจ็บคอ เจ็บลิ้น เสียงแหบ ไอ ควรจะหนุนหัวสูง 6-10 นิ้ว โดยการหนุนขาเตียงด้านหัวให้สูง หรือใช้เครื่องไม้เครื่องมือพิเศษ (bed wedge pillow) สอดใต้ที่นอนให้เอียงลาดจากศีรษะลงมาถึงระดับเอว หรือใช้เตียงที่มีกลไกปรับหัวเตียงให้สูงได้ ไม่เสนอแนะให้ใช้แนวทางหนุนหมอนหลายใบให้สูง เพราะว่าอาจส่งผลให้ท้องโค้งงอ ทำให้ความดันในช่องท้องเยอะขึ้นเรื่อยๆ ดันให้น้ำย่อยไหลย้อนได้
  • งดเว้น/เลิก ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง
  • พบหมอตามนัดเสมอ รวมทั้งรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่ออาการต่างๆชั่วลงหรือไม่ถูกไปจากเดิม


การปกป้องตนเองจากโรคกรดไหลย้อน การคุ้มครองป้องกันโรคกรดไหลย้อนนั้นตัวเราเองเป็นหัวใจสำคัญที่จะสามารถป้องกันการเกิดโรคได้ โดยการเปลี่ยนแปลงการกระทำการดำเนินชีวิตของพวกเรา อย่างเช่น

  • เลือกทานอาหารแล้วก็เสี่ยงทานอาหารโดยของกินที่พึงจะเลี่ยง อาทิเช่น


             ชา กาแฟ แล้วก็น้ำอัดลมทุกชนิด
             อาหารทอด ของกินไขมันสูง
             อาหารรสจัด รสเผ็ด
             ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว มะเขือเทศ
             หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ เปปเปอร์มิ้นต์
             ช็อกโกแลต

  • รับประทานอาหารมื้อเล็กๆพออิ่ม การรับประทานอิ่มเกินไปจะมีผลให้หูรูดหลอดอาหารเปิดง่ายดายมากยิ่งขึ้นและกระตุ้นให้เกิดการย้อนของกรดง่ายดายมากยิ่งขึ้น
  • ไม่สมควรไปนอนหรือเอนกายหลังรับประทานอาหารโดยทันที หลังรับประทานอาหารเสร็จควรจะคอยอย่างน้อย 3 ชั่วโมงก็เลยเอนตัวนอน เพื่อให้อาหารเคลื่อนออกจากกระเพาะอาหารเสียก่อน
  • งดเว้นยาสูบแล้วก็เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์ สารนิโคตินในยาสูบเพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหารและทำให้หูรูดอ่อนแด ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮล์ทำให้หูรูดเปิดออกได้เช่นกัน
  • ลดแรงกดต่อกระเพาะของกิน เสื้อผ้าและก็เข็มขัดที่รัดแน่นบริเวณผนังหน้าท้อง การก้มตัวไปข้างหน้า น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ล้วนเป็นต้นเหตุที่เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะของกินแล้วก็ทำให้กรดไหลย้อนกลับไป
  • ความเครียดลดลง ความตึงเครียดที่มากเกินความจำเป็นจะมีผลให้อาการเกิดขึ้นอีก จะต้องหาเวลาพักผ่อนและบริหารร่างกายให้สมดุลกับตารางชีวิต
  • รักษาโรคประจำตัวที่เป็นสาเหตุที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ดังเช่น เบาหวาน โรคหืด โรคอ้วน แผลเท็ปติเตียนก อื่นๆอีกมากมาย
สมุนไพรที่ช่วยปกป้อง / รักษาโรคกรดไหลย้อน
ยอ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Morinda citrifolia สกุล Rubiaceae มีรายงานการศึกษาเรียนรู้วิจัยในหนู พบว่า “ยอ” ซึ่งมีสารสำคัญเป็นสโคโปเลติเตียนน (scopoletin) เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยนั้น สามารถลดการอักเสบของหลอดของกินจากการไหลย้อนของกรดได้ผลลัพธ์ที่ดี เท่าๆกับยามาตรฐานที่ใช้ในการรักษากรดไหลย้อนหมายถึงรานิติดีน (ranitidine) และก็แลนโสพราโซล (lansoprazole) เนื่องมาจากมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ ต้านทานการหลั่งของกรด ต้านทานการเกิดแผล และก็ทำให้การบีบตัวของระบบทางเดินอาหารดียิ่งขึ้น โดยส่งผลต่อระบบประสาทที่เกี่ยวโดยตรง แล้วก็ยังมีกล่าวว่าสามารถเพิ่มการดูดซึมของรานิติดีน “ยอ” จึงเหมาะสำหรับในการเป็นสมุนไพรสำหรับรักษาลักษณะของกรดไหลย้อนเป็นอย่างยิ่ง จากการค้นคว้าวิจัยข้างต้น แล้วก็การที่ “ยอ” มีรสร้อน ช่วยย่อยของกิน ทำให้อาหารไม่หลงเหลือ ไม่กำเนิดลมในกระเพาะอาหาร ลดการเกิดแรงดันที่ทำให้กรดไหลย้อน “ยอ” ยังช่วยให้กระเพาะบีบขับเคลื่อนก้าวหน้าขึ้น ทำให้อาหารเคลื่อนจากกระเพาะไปสู่ลำไส้เล็กก้าวหน้าขึ้น
ดังนี้สมุนไพรที่อาจใช้ร่วมกันหมายถึงขมิ้นชัน เนื่องด้วยขมิ้นชันมีสรรพคุณสำหรับเพื่อการรักษาอาการท้องอืด แล้วก็ช่วยขับน้ำดีเพื่อย่อยไขมัน ทำให้ของกินไม่หลงเหลือในกระเพาะอาหาร และก็ลำไส้เล็กนานเกินความจำเป็น ทั้งช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย มีผู้แนะนำให้รับประทานขมิ้นชันก่อนรับประทานอาหาร 1-2 ชั่วโมง ตอนเช้า ช่วงเวลากลางวัน เย็น แล้วก็ก่อนนอน ขนาดรับประทานเป็น ทีละ 1 ช้อนชาสำหรับแบบผง หรือ 3 เม็ดๆละ 500 มก.
ขมิ้น ชื่อวิทยาศาสตร์     Curcuma longa L. สกุล     Zingiberaceae ชื่อพ้อง  C. domestica Valeton  ชื่ออื่นๆ   ขมิ้นแกง ขมิ้นหยอกเย้า ขมิ้นหัว ขมิ้นชัน ขี้มิ้น หมิ้น ตายอ สะยอ Turmeric สารออกฤทธิ์                curcumin, ar-turmerone curcumin จากขมิ้นลดการอักเสบจากบาดแผลได้ดิบได้ดี การทดสอบในหลอดทดสอบ โดยใช้สารสกัดขมิ้น 160 มิลลิกรัม/กิโลกรัม กรอกเข้าทางกระเพาะ (intragastric) ของหนูขาว ยับยั้งการอักเสบคิดเป็น 29.5% curcumin มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบที่เกิดจากการเหนี่ยวนำด้วยคาราจีแนน การทดลองเปรียบเทียบระหว่าง phenylbutazone กับ sodium curcuminate 30 มก./กก. พบว่าได้ผลดี แต่ว่าถ้าหากสูงมากขึ้นเป็น 60 มก./กิโลกรัม ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบจะลดน้อยลง รวมทั้ง sodium curcuminate ยังสามารถยั้งการบีบตัวของไส้หนูในหลอดทดสอบที่รั้งนำจากนิโคติน อะซีติเตียนลโคลีน 5-hydroxy-tryptamine ฮีสตามีนและก็ธาตุแบเรียมคลอไรด์ นอกเหนือจากนี้ sodium curcuminate ยังลดจังหวะการบีบรัดตัวของลำไส้เล็กของกระต่าย โดยไปลดระยะห่างของจังหวะการบีบรัดตัวของลำไส้
ขมิ้นสามารถต่อต้านการเกิดแผลในกระเพาะ โดยกระตุ้นการหลั่งมิวสินมาฉาบและยับยั้งการหลั่งน้ำย่อยต่างๆสารสำคัญในการออกฤทธิ์คือ curcumin ในขนาด 50 มิลลิกรัม/กก. สามารถกระตุ้นการหลั่งมิวซินออกมาฉาบกระเพาะ แต่ถ้าใช้ในขนาดสูงอาจส่งผลให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้
มีการทดสอบในกระต่ายเปรียบเทียบกับกลุ่มที่มีการหลั่งกรดมากมาย พบว่าผงขมิ้นไม่เปลี่ยนแปลงปริมาณน้ำย่อยรวมทั้งกรดในกระเพาะ แม้กระนั้นเพิ่มองค์ประกอบของไม่วสิน
ย่านาง หรือใบย่านาง มีชื่อทางด้านวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Bamboo grass อยู่ในวงศ์ Menispermaceae ใบของย่านาง เป็นเป็นส่วนที่มีสาระและถูกนำมาใช้ในการรักษาโรคมากที่สุด เพราะเหตุว่าเป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น และก็มีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง นอกจากนี้ถูกจัดเอาไว้ภายในแบบเรียนสมุนไพรว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย ซึ่งประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากใบย่านางสำหรับเพื่อการรักษาโรคมีดังนี้
ระบบทางเดินอาหาร -ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ   -ช่วยลดอาการหดเกร็งตามลำไส้          -ช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อน
รักษาแล้วก็ปกป้องโรคภัยต่างๆ-ช่วยรักษาโรคความดันเลือดสูง  -ช่วยคุ้มครองป้องกันแล้วก็บรรเทาการเกิดโรคหัวใจ  -ช่วยคุ้มครองปกป้องรวมทั้งลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้  -ช่วยรักษาอาการของโรคโรคเบาหวาน โดยไปลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลง
ระบบผิวหนัง  -ช่วยในการรักษาโรคเริม งูสวัด   -ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
ระบบแพร่พันธุ์และทางเท้าปัสสาวะ  -ช่วยรักษาโรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี   -ช่วยรักษาอาการฉี่แสบขัด ออกร้อนในทางเดินเยี่ยว
ขึ้นฉ่าย (Apium graveolens L.) ช่วยบำรุงระบบที่ทำหน้าที่สำหรับการย่อยอาหารภายในร่างกายและก็ช่วยลดอาการโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ซึ่งรวมถึงโรคกรดไหลย้อน
เอกสารอ้างอิง

  • Rao TS, Basu N, Siddiqui HH.  Anti-inflammatory activity of curcumin analogs.  Indian J Med Res 1982;75:574-8.
  • รศ.ดร.สุจิตรา ทองประดิษฐ์โชติ.เกิร์ด (GERD)-โรคกรดไหลย้อน.ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยม

หน้า: [1] 2 3 ... 5