แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - NOH1122

หน้า: [1] 2 3 ... 23
1

น้ำมันเหลือง
เราเสนอแนะกล้วยๆแค่ 2 ขั้นตอน คือ "กด" + "ทา" โดยจะนวดหรือไม่นวดก็ได้ ทาบริเวณที่มีลักษณะ
ในตอนนี้น้ำมันเหลืองเป็นที่ชื่นชอบใช้อย่างแพร่หลายมาก เพราะคุณประโยชน์ไม่แพ้ยาแผนปัจจุบันอย่างยิ่งจริงๆ ลูกค้าโดยมากอยากใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากธรรมชาติจริงๆเพราะว่านอกเหนือจากจะรู้สึกปลอดภัยแล้ว ใช้นานหรือบ่อยแค่ไหนก็ไม่มีการสะสม
ใครที่ถูกใจใช้ น้ำมันเหลือง เสมอๆห้ามพลาด ด้วยเหตุว่าวันนี้เรานำน้ำมันเหลืองสูตรใหม่ กลิ่นไม่ฉุนจัด ซึ่งทั่วๆไปนั้นมีการทำกันเปลี่ยนแปลงสูตรมากมาย สุดแท้แต่ว่าใครถูกใจสูตรไหน เป็นน้ำมันเหลืองที่ทำจากธรรมชาติล้วนๆใช้สมุนไพรดีๆของไทยทั้งหมดมักใช้แก้ปวด แก้มึนหัว แก้ตะคิว รักษาโรคหอบหืด ไซนัส บางสูตรแก้ท้องอืดได้ด้วย ไปดูสูตรวิธีทำกันเลย
อุปกรณ์ วัสดุอุปกรณ์
1.เมนทอล 300 กรัม
2.พิมเสน 100 กรัม
3.การบูร 100 กรัม
4.หัวไพลแก่จัด 200 กรัม
5.น้ำมันงาบริสูทธิ์ 50 กรัม
6.กระทะสำหรับทอดหัวไพล
7.ภาชนะสำหรับผสมสาร เช่น ขวดใส่กาแฟ ขวดแก้ว
วิธีทำ
1.ล้างหัวไพลให้สะอาดตากให้แห้ง หั่นเป็นชิ้นเล็กๆตากแห้ง
2.ทอดหัวไพลในน้ำมันงาโดยใช้ไฟอ่อนๆทอดไปจนกระทั่งน้ำมันเป็นสีเหลือง เสร็จแล้วใส่สมุนไพรครั้งละตัวทอดถึงแม้ว่าจะหมดฟองชูลงจากเตากรองเอากากทิ้ง
3.นำส่วนประกอบอีกทั้ง 3 ชนิด ในอัตราส่วนที่กำหนดเป็น(เมนทอล 3 ส่วน พิมเสน 1 ส่วน พิมเสน 1 การบูร 1 ส่วน )เทผสมรวมกันในภาชนะสำหรับผสมสาร
4.ใช้ไม้พายเล็กคนให้ส่วนผสมทั้งสิ้นละลายเป็นของเหลว (ถ้าเกิดไม่ใช่ไม้คนอาจใช้ขั้นตอนเขย่าขวดให้ส่วนประกอบละลายก็ได้
5.เติมน้ำมันที่สกัดจากหัวไพลลงไป คนให้เข้ามาเป็นเนื้อเดียว
6.น้ำมันเหลืองที่ได้บรรจุขวดปิดฝาให้แน่น
น้ำมันเหลือง ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันเปิดเผยว่า คนเจ็บโรคมะเร็งระยะแพร่ระบาดที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนเจริญขึ้น ทุเลาอาการเจ็บปวด รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคาะห์ของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เปิดเผยว่า คนเจ็บโรคมะเร็งระยะแพร่ไป จะทรมาทรกรรมจากลักษณะของการเจ็บปวดลดลง อาเจียนน้อยครั้ง หรือเปล่าอาเจียนเลย รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น ความดันดียิ่งกว่าเดิม รวมทั้งเครียดจากอาการป่วยต่ำลง หลังจากได้รับการบำบัดด้วยแนวทางนวด
การเลือกน้ำมันเหลือง
การเลือกน้ำมันนวดขึ้นอยู่กับการใช้แรงงาน รวมทั้งคุณประโยชน์ต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละจำพวก โดยส่วนใหญ่น้ำมันรากฐานที่นิยมนำมาผสมทำน้ำมันนวด ได้แก่ น้ำมันที่ทำขึ้นมาจากเมล็ดทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งมีวิตามินอี สูงกว่าน้ำมันที่สกัดจากถั่วเหลือง รวมทั้งน้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ปฏิบัติภารกิจเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ แล้วก็ทำลายของเสียที่ทำร้ายเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นโลหิต คุ้มครองปกป้องการเกิดโรคมะเร็ง ยิ่งไปกว่านั้นน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จะต้องต่อร่างกาย ยังช่วยให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื่นกระชุ่มกระชวย
โดยดังนี้น้ำมันแต่ละชนิดจะมีคุณลักษณะ แล้วก็คุณค่าที่ต่างๆนาๆ ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ให้เหมาะตามการใช้

2

น้ำมันนวดสมุนไพร

อาการโรคปวดต่างๆ
ปวดหลังด้านขวาทางด้านล่าง
          หลังด้านล่างก็คือรอบๆหลังตั้งแต่ใต้สะบักไปจนถึงก้นกบ ซึ่งเป็นส่วนที่พบได้ทั่วไปลักษณะของการปวดได้บ่อยที่สุด แถมเมื่อมีลักษณะปวดและมักจะทำให้ทำอะไรก็ทำได้ทุกข์ยากลำบาก ทั้งนี้ต้นสายปลายเหตุที่ก่อให้เกิดลักษณะของการปวดหลังทางด้านขวาข้างล่าง นอกจากการใช้กล้ามเนื้อมากจนเกินไปรวมทั้งผิดท่าทางแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกอาทิเช่น

  • ท้อง

              ลักษณะของการปวดหลังคือเรื่องธรรดาของว่าที่คุณแม่ที่กำลังท้อง เนื่องจากว่ารอบๆหลังส่วนล่าง เป็นรอบๆที่จะต้องรองรับเด็กแรกคลอดตัวน้อย ยิ่งถ้าว่าที่แม่จำต้องนั่ง ยืน หรือเดิน ติดต่อกันนานๆก็บางครั้งก็อาจจะยิ่งรู้สึกปวดข้างหลังส่วนล่างด้านขวาได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ดังนี้อาการจะเป็นๆหายๆขึ้นอยู่กับอิริยาบถที่ทำอยู่ ถ้าได้นอนพักชั่วประเดี๋ยวก็จะดีขึ้น แม้กระนั้นหากว่ากำเนิดอาการนี้เรื้อรัง แถมยิ่งทวีความร้ายแรงขึ้น ควรจะรีบไปพบหมอ ด้วยเหตุว่านั่นอาจมิได้เป็นผลมาจากเพียงแค่ความปวดปวดเมื่อย แต่อาจเป็นเพราะเนื่องจากความผิดแปลกของครรภ์ได้ค่ะ


    โรคติดเชื้อในกระดูก


              หนึ่งในอาการติดโรคที่คนทั่วๆไปสามารถเจอได้ โดยอาการมักจะเกิดขึ้นที่บริเวณกระดูกสันหลัง นำมาซึ่งการทำให้รู้สึกปวดที่กระดูกสันหลังแล้วก็แพร่กระจายไปทั่วบริเวณหลังข้างล่างทางขวา โดยส่วนมากแล้วการต่อว่าดเชื้อในกระดูกชอบเกิดกับคนสูงอายุ คนที่มีปัญหาภูมิต้านทานขาดตกบกพร่อง และจะมีลักษณะท่าทางมีการติดโรคเยอะขึ้นถ้าเกิดมีปัญหาสุขภาพอื่นๆอยู่ก่อนแล้วจ้ะ


    กระดูกสันหลังหักจากแรงกดดัน


              แค่เพียงไอ หรือจาม ก็สามารถทำให้กระดูกสันหลังหักได้ โดยยิ่งไปกว่านั้นคนที่มีลักษณะอาการโรคกระดูกพรุน หรือผู้สูงอายุที่มีภาวการณ์กระดูกเปราะกว่าปกติ โดยหากเกิดอาการกระดูกสันหลังหักด้วยเหตุว่าแรงดัน จะก่อให้เกิดลักษณะของการปวดที่ข้างหลังขวาที่อยู่ข้างล่าง ในลักษณะปวดหน่วงๆบางโอกาสอาจะมีลักษณะปวดรุนแรง โดยเหตุนี้หากคุณจาม หรือไอแล้วมีอาการปวดที่หลังด้านขวาที่อยู่ข้างล่าง อย่าชะล่าใจแล้วก็ปล่อยทิ้งไว้ ควรรีบไปหาหมออย่างด่วนเลยจ้ะ


    หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท


              น้ำมันนวดสามารถ ลักษณะของการปวดที่เกิดขึ้นจากสาเหตุนี้สามารถพบมากมากที่สุด โดยต้นสายปลายเหตุที่ทำให้หมอนรองกระดูกเขยื้อนทับเส้นประสาทนั้นอาจะกำเนิดได้จากอาการเจ็บ หรือมีต้นเหตุที่เกิดจากปัญหาหมอนรองกระดูกเสื่อม โดยอาการนี้นอกเหนือจากการที่จะทำให้ปวดหลังด้านล่างด้านขวาแล้ว ก็จะมีอาการชารอบๆขาร่วมด้วย ยิ่งถ้าหากเพราะเหตุว่าหมอนรองกระดูกไปทับเส้นประสาท ทำให้รูปแบบการทำงานของระบบประสาทที่สั่งงานไปยังขาเกิดความไม่ดีเหมือนปกติ ยิ่งถ้าเส้นประสาทที่ถูกกดทับนั้นเป็นเส้นประสาทไซอาติเตียนก (Sciatic) ซึ่งเป็นประสาทขนาดใหญ่ที่อยู่บริเวณคะนึงข้างหลังส่วนเอวด้วย จะทำให้เกิดอาการปวดร้าวลงขา อาจจะทำให้ถึงกับขนาดไม่อาจจะเดินได้ โดยเหตุนี้ถ้าเกิดเกิดอาการปวดหลังร่วมกับอาการชา หรือเจ็บปวดรวดร้าวลงขาอย่างเรื้อรังละก็ ควรรีบไปกระทำการตรวจโดยเร็ว เพื่อจะได้วางกรรมวิธีรักษาได้อย่างแม่นยำจ้ะ


    โรคไต


    ไม่ว่าจะเป็นอาการไตอักเสบ หรือนิ่วในไต ก็ทำให้รู้สึกเจ็บปวดหลังส่วนล่างได้ ด้วยเหตุว่าไตเป็นอวัยวะที่อยู่ใกล้ข้างหลังสูงที่สุด โดยถ้าหากว่ากำเนิดอาการไตอักเสบ หรือนิ่วในไตที่ไตข้างขวาก็จะก่อให้รู้สึกปวดข้างหลังด้านขวาล่างมากมายเป็นพิเศษ และอาการนี้ไม่อาจจะหายสนิทได้ ถ้ามิได้ทำรักษาอย่างแม่นยำจ้ะ


    การต่อว่าดเชื้อฟุตบาทปัสสาวะ (Urinary Tract Infection)


              การตำหนิดเชื้อในทางเดินปัสสาวะไม่เพียงแต่ทำให้เจ็บท้องส่วนล่าง แม้กระนั้นยังเป็นเหตุให้ปวดหลังด้านล่างด้านขวาได้อีก ยิ่งหากการต่อว่าดเชื้อแพร่ระบาดไปที่ไต ทำให้กรวยไต หรือไตอักเสบ ก็จะยิ่งทำให้อาการปวดหลังร้ายแรงเยอะขึ้น รวมทั้งมีลักษณะอาการไข้ต่ำๆเกิดขึ้นร่วมด้วย ฉะนั้นหากมีลักษณะปวดหลังด้านขวาล่าง พึงสังเกตว่ามีลักษณะปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีกลิ่นเหม็น รวมทั้งมีลักษณะอาการเจ็บเวลาเยี่ยวหรือเปล่า หากมีละก็ ควรไปพบแพทย์เลยจ้ะ


    โรคอ้วน


              ความอ้วนเป็นอีกหนึ่งมูลเหตุสำคัญที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการปวดหลังส่วนล่างได้ โดยเฉพาะอ้วนมากมายๆด้วยเหตุว่าน้ำหนักส่วนเกินจะไปกดนอนทับที่รอบๆกระดูกสันหลัง รวมทั้งกล้ามเนื้อบริเวณหลังจนถึงทำให้ปวดหลัง ซึ่งหากเรื้อรังเป็นเวลานานๆก็จะมีผลให้กระดูกสันหลังผิดรูปผิดร่างได้ค่ะ


    ไม่ออกกำลังกายกล้ามเนื้อข้างหลัง


              เหมือนกันกับกล้ามส่วนอื่นๆกล้ามข้างหลังก็อยากได้บริหารร่างกายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อเหมือนกัน ซึ่งถ้าหากว่าเราไม่ยอมบริหารร่างกายกล้ามข้างหลัง กล้ามก็จะอ่อนแอลง และไม่สามารถรองรับน้ำหนักตัวที่กดทับลงมาได้ จนกระทั่งเป็นสาเหตุทำให้ปวดหลังด้านขวาทางด้านล่าง ทราบแบบงี้และอย่าลืมหมั่นบริหารร่างกายกล้ามข้างหลังบ่อยๆนะคะ เพียงแค่บริหารร่างกายด้วยท่ายืดกล้าม หรือฝึกฝนโยคะก็จะช่วยกล้ามหลังแข็งแรงมากขึ้นแล้วล่ะจ้ะ
              สาเหตุของลักษณะของการปวดหลังข้างขวาพวกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุที่พบได้ทั่วไป แต่ว่าทั้งนี้เองก็ยังมีโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดข้างหลังด้านขวาได้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งถ้าหากปวดแบบเรื้อรังไม่หายสักที แทนที่จะพึ่งยาแก้ปวดหรือนวดบรรเทาอาการก็น่าจะไปพบหมอเพื่อรับการวิเคราะห์อย่างแม่นยำค่ะ
              [url=http://market2hands.com/go.php?https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3http://www.chiangdaoherb.com/product/19/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันนวด[/url] แต่ว่าสำหรับคนไหนที่มีลักษณะปวดหลังเพราะมีท่าทางที่ไม่ถูกท่า แนะนำให้ออกพลังกาย หรือยืดดูถูกร่างกายตามนี้เลย
              - 6 ท่าโยคะแก้ปวดหลังสุดเบสิก หยุดทุกลักษณะของการปวดก่อนหรือหลังพังทลาย
              - 10 ท่าโยคะแก้ปวดหลัง ยืดดูหมิ่นเหยียดหยามวันแล้ววันเล่า ลักษณะของการปวดหายไว !
              และทดลองปรับท่านอนมานอน 4 ท่านอนแก้ปวดหลัง ไม่ได้อยากต้องการข้างหลังพังรีบเปลี่ยนแปลงท่านอนด่วน ! บางทีก็อาจจะช่วยให้หายปวดหลังได้ค่ะ

3

น้ำมันนวดสมุนไพร
ฆ่าความเจ็บปวด หวดความเหน็ดเหนื่อย
            สวัสดีขา กลับมาเจอะกันอีกครั้ง คราวนี้เราจะมารีวิวสินค้าเหมือนเดิมแต่จะแน่นวิชาการสักนิดสักหน่อย เพราะว่าคราวนี้จะมีเนื้อหาข้อมูลจากแหลงต่างๆมาอธิบายด้วยคะ เนื่องจากว่าเป็นผลิตภัณฑ์คลายกล้าม ซึ่งพวกเราเองเคยใช้ยามาหลายตัวเช่นเดียวกัน มาดูกันเลยดีกว่าค่ะ
          น้ำมันนวด ลักษณะของการปวดเมื่อยล้าร่างกายเกิดขึ้นได้ทุกครั้ง แล้วก็เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยยิ่งไปกว่านั้นคนที่ทำกิจกรรมบางอย่างในท่าเดิมนานๆดังเช่นว่า พนักงานออฟฟิศ หรือคนที่ออกแรงกล้ามเนื้อมากจนเกินไป ซึ่งถ้าหากเกิดลักษณะของการปวดเมื่อยล้าขึ้นมาแล้ว คนไม่ใช่น้อยก็เลือกที่จะทุเลาลักษณะของการปวดด้วยยาคลายกล้าม เพื่อให้อาการปวดปวดเมื่อยตัวหายไปเร็ว วันนี้ เราจะมารีทิวทัศน์สินค้า ที่ช่วยสำหรับการลดอาการปวดปวดเมื่อยกล้ามกันนะคะ มาดูกันว่ายาคลายกล้ามเนื้อโดยมากแล้วเป็นยังไง กล่าวกันกล้วยๆคือ ถ้าหากเราเกิดลักษณะของการปวดเมื่อยล้ากล้ามคนจำนวนมากและก็จะเลือกหาน้ำมันนวดยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น ยาแก้ปวด บางครั้งอาจจะเป็นยาคลายกล้ามแบบเม็ด หรือแบบที่เป็นครีมนวด ซึ่งมักจะเป็นยาใช้บรรเทาอาการเจ็บปวดกระทันหันจากการที่กล้ามเนื้อหดเกร็ง ด้วยเหตุว่าการบาดเจ็บหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับกล้ามและกระดูก ซึ่งยาบางจำพวกจะมีสารสเตอรอยด์ผสมอยู่ด้วย และก็หากกินยาคลายกล้ามมากมายๆอาจเสี่ยง ส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นขึ้นมาอีก ซึ่งวันนี้ เรามีผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งมาแนะนำ ซึ่งบรรเทาลักษณะของการปวดกล้าม เส้นเอ็น ข้อต่อได้ ลองมาดูกันนะคะว่า สินค้าตัวนี้เป็นยังไง
            มาดูประโยชน์ซึ่งมาจากน้ำมันนวดกันค่ะ

  • ปวดก้านคอ บ่า ไหล่ จากการนั่งทํางานนานๆทํางานหน้าคอมฯ Office syndrome ฯลฯ
  • คนทํางานที่ต้องใช้กล้าม อาทิเช่น ยกของหนัก
  • นักกีฬา หรือคนที่ได้รับบาดเจ็บจากการออกกําลังกาย
  • นักทัศนาจร นักเดินทาง
  • คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับ กระดูก ข้อต่อ เอ็น กล้าม อย่างเช่น ข้อเข่าอักเสบ, เอ็นอักเสบ, กระดูกทับ เส้นประสาท ฯลฯ
          ซึ่งเรามาดูผลร้ายจากการทานยาคลายกล้ามเนื้อกัน
ทำไมถึงจำต้องเลือก น้ำมันนวดเนื่องจากว่า ยาคลายกล้ามธรรมดาที่พวกเราทาน ทำให้กล้ามเนื้อรู้สึกหายเป็นปกติจริง เราจะมีความรู้สึกว่ามันหายปกติ และออกกำลังกายได้ธรรมดาไม่เจ็บ แต่ว่าจริงๆแล้วกล้ามเนื้อยังอักเสบอยู่ ถ้าเกิดเรายังคงใช้งานกล้ามเนื้ออย่างเดิมจะมีผลให้กล้ามอักเสบมากยิ่งขึ้น การที่รับประทานยาแล้วออกกำลังกายส่วนนั้นต่อเป็นระยะเวลานานๆเข้า ก็บางครั้งอาจจะอัดเสบเรื้อรังได้ อันนี้เป็นข้อผลกระทบทางอ้อมมาจากการทานยาคลายกล้าม ซึ่งคนส่วนมากและก็จะใช้กล้ามเนื้อหรือปฏิบัติงานปกติทุกอย่างเนื่องจากเราไม่ทราบสึกปวดหรือเจ็บแล้ว ซึ่งมันเป็นอะไรที่ไม่ถูกเพราะการทานยาคลายกล้ามเนื้อยาเมื่อพวกเราทาน
ข้อเสนอแนะเป็น หลังใช้ยาแล้ว 48 ชั่วโมงให้ยาหมดฤทธิ์แล้วจริงๆนะคะ จึงค่อยไปบริหารร่างกายหรือปฏิบัติงานตามธรรมดาค่ะ ส่วนต้องพักนานแค่ไหนนั้น ไม่มีผู้ใดทราบกันดีอยู่แล้วเท่าตัวคุณว่าร่างกายของคุณคืออะไรเพราะว่ามีหลายปัจจัยด้วยกัน ตัวอย่างเช่นพวกเราเจ็บแค่ไหน รักษายังไง รับประทานยาแล้วปลดปล่อยให้ร่างกายซ่อมบำรุงตนเอง แบบงี้นานหน่อยนะคะ ซึ่งนอกเหนือจากที่จะรับประทานยาแล้วเนี่ยจะต้องกายภาพบำบัดช่วยนะคะ เป็นต้นว่า ยืดกล้ามเนื้อ ประคบ นวด อย่างถูกแนวทางนะคะ ขอย้ำนะคะจำต้องถูกวิธี
นํ้ามันนวด ตัวนี้เหมาะสำหรับคนใดกันบ้าง?

  • คนที่บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • คนที่ปวดเมื่อยจากการทำงานหนัก
  • ผู้ที่ปวดมือรวมทั้งคอจากการเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่
  • คนที่ปวดหลังจาก Office syndrome
  • ปวดข้อจากโรคเกาท์
  • ปวดหัวเข่าจากโรคข้อต่ออักเสบ
  • คนที่ปวดขาจากการเดิน Shopping
  • บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ตีดอท จนปวดมือ
  • ปวดคอจากการเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่
  • ปวดเมื่อยจากการทำงานหนัก
  • ช๊อปจัดหนัก จนปวดขา


          และก็หลังจากที่ พวกเราได้ตรวจสอบและลองใช้แล้วนะคะ มันเห็นผลดีจริงๆจุดเด่นของมันคือ ซึมซาบเร็วแห้งเร็วไม่เหนียวเหนอะหนะ อีกอย่างก็คือใช้ง่ายค่ะ ข้อแนะนำสำหรับเพื่อการใช้นะคะ คือนอกเหนือจากที่จะพ้นตัวยาจะค่อยๆซึมเข้าไปภายใน 5 นาที อากาศจะเริ่มบรรเทาลง ซึ่งบางคนบางทีก็อาจจะพ้นสเปรย์ไปเฉยๆรวมทั้งรอให้มันแห้งก็ได้ แม้กระนั้นถ้าหากนวดอย่านวดแรงเหลือเกิน ให้นวดเบาๆพอนะคะ มันจะก่อให้เห็นผลเจริญขึ้น ซึ่งผลที่ได้นะคะ หลังจากที่ใช้แล้วคืออาการปวดปวดเมื่อยจากการหักโหมบริหารร่างกายของเราก็หายไป ตอนต้นพวกเราปวดขามากเลยด้วยเหตุว่าวิ่งเหลือเกิน ลงไปแล้วเช็ดเบาๆแล้วทิ้งไว้สักประมาณ 5 นาทีนะ จะรู้สึกว่าอากาศมันดีขึ้น ไม่มีผลข้างเคียงใดๆเลยนะคะ คือเคยปวดขาจนกระทั่งต้องการตัดขาทิ้งนะ แต่ว่าปานกลางสเปรย์ตัวนี้ไปแล้วนอนพักตื่นรุ่งเช้ามาหายเป็นปลิดทิ้งเลย ความรู้สึกก่อนหน้าที่ผ่านมาที่แบบปวดขามากมายก็หาย เดี๋ยวนี้ผ่านมาได้7 วันแล้ว ไม่มีอาการปวดกลับมาขา ซึ่งเห็นผลเจริญทีเดียว ดีกว่าทานยาเม็ดอีก
          สำหรับคนใดกันแน่ที่  มีน้ำมันนวดติดบ้านกันไว้ดีแล้วนะคะ บทความนี้เป็นเพียงแค่รีวิวการใช้สินค้า ซึ่งเป็นความนึกเห็นส่วนตัวเท่านั้นนะคะมิได้ขายคอแต่อย่างใด พวกเราใช้แล้วเห็นผลจริงจึงมาบอกต่อซึ่ง บทความนี้เราได้หาข้อมูลอื่นๆจากเว็บต่างๆนะคะ เพื่อมาประกอบสำหรับการรีวิว ซึ่งถ้ามีข้อผิดพลาดประการใด สามารถแนะนำแล้วก็เสนอแนะกันเข้ามาได้ และสามารถติดตามบทความรีวิว ของพวกเราได้เรื่อยเลย แล้วก็พวกเราจะมีผลิตภัณฑ์ดีๆตัวไหนมาแนะนำอีกห้ามพลาดเด็ดขาดนะคะ เจอะกันในบทความหน้า สวัสดีค่ะ

4

น้ำมันนวด
คุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากการนวดน้ำมัน
น้ำมันนวดซึ่งก็คือการกระตุ้นเยื่อของร่างกายด้วยมือ, เพื่อเกื้อหนุนสุขภาพและฟื้นฟูให้ร่างกายทั้งปวง. น้ำมันนวดถูกวางแบบมาเพื่อให้มือเลื่อนได้ง่ายมากยิ่งขึ้นในระหว่างนวด และในเวลาเดียวกันเครื่องหอมอโรมาให้ผ่อนคลายมากที่สุดสำหรับทั้งกายและใจ. อ่านถัดไปเพื่อหาข้อมูลอื่นๆเกี่ยวกับประโยชน์จากการนวดน้ำมันรวมทั้งบรรเทาร่างกายของคุณที่มีประสบการณ์นวดแจ่มใส.
เมื่อมาถึงการนวดน้ำมัน, มีหลายร้อยปิดตัวเลือกที่แตกต่างกันให้เลือก. คุณได้อย่างอิสระสามารถเลือกจากมากไม่น้อยเลยทีเดียวน้ำหอมและสีที่ต่างกันเพื่อบริการ. น้ำมันนวดบำบัด, น้ำมันร้อน, น้ำมันนวดกระตุ้นความรู้สึก, น้ำมันหอม
จะสามารถพบได้ในตลาดท้องน้ำมันนวดเพื่อให้คุณสามารถเลือกที่เยี่ยมที่สุดสำหรับความต้องการและก็ความประสงค์ของคุณ.
สัมผัสของผู้คนสามารถมีการรักษารวมทั้งพลังความมีชีวิตชีวาสำหรับผิวและน้ำมันนวดออกจากผิวนุ่มรวมทั้งเรียบ. เว้นแต่ความรู้สึกสบาย thei พวกเขาถ่ายทอด, น้ำมันนวดนอกนั้นยังมีทางที่น่าแปลกที่ช่วยทำนุบำรุงผิวของคุณรวมทั้งกำจัดจุดแห้งบนผิวของคุณ. แม้กระนั้น, ข้างหลังการนวด, จะแนะนำให้ใช้เวลาอาบน้ำที่ผ่อนคลายเพื่อล้างน้ำมันออกจากร่างกายของคุณ. น้ำ จะยังช่วยผิวรูขุมขนจะเปิดก็เลยส่งเสริมการดูดซึมของน้ำมันนวดไปสู่ผิวของคุณ. ลองมองกันประโยชน์ต่อสุขภาพที่สำคัญของการนวดน้ำมันบรรเทา.
ลดการ ความตึงเครียด
นวดเป็นวิธีที่วิเศษมาก ลดความเครียด และความตึงเครียดที่มีการสะสมในร่างกายของคุณในระหว่างวันที่เมื่อยล้า.
น้ำมันนวดน้ำมันหอมระเหยที่มีน้ำมันหอมระเหยที่สงบประสาท, ช่วยให้คุณบรรเทาและก็กำจัดความคิดเชิงลบที่สะกิดความตึงเครียด.
สุภาพ, สัมผัสการดูแลการแสดงในงานน้ำมันนวด, ช่วยให้คุณ รักษา รวมทั้งคืนจิตวิญญาณและความสมดุลทางอารมณ์ของคุณ.
เสริมการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
หนึ่งในผลประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของน้ำมันนวด ซึ่งมันช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดแล้วก็ในเวลาเดียวกันจะช่วยลดระดับความดันเลือดซึ่งเป็น น.
เหตุ ajor สำหรับคนที่เผชิญกับปัญหาที่เกี่ยวกับ ความดันโลหิตสูง.
ปิดปรับแก้
นวดน้ำมันที่เยี่ยมของคุณผ่อนคลายร่างกายรวมทั้งสนับสนุนการนอนหลับที่ดีกว่าสำหรับวัน.
คนจำนวนไม่น้อยทุกข์ทรมานจากความไม่ปกติของการนอนหลับต่างๆได้มองเห็นการแก้ไขในนิสัยการนอนของพวกเขาข้างหลังการดูแลรักษาด้วยการนวดผ่อนคลาย. น้ำมันนวดกระตุ้นจิตใจและจิตวิญญาณ การบำบัด, ด้วยเหตุผลดังกล่าวคนไม่ใช่น้อยมีประสบการณ์การนอนหลับลึกแล้วก็พักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ.
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น
น้ำมันนวด มากขึ้นแล้วก็รักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อของคุณ. นวดตัวที่มีคุณภาพลักษณะการทำงานของกล้ามเนื้อทั้งสิ้น, เยื่อแล้วก็ข้อต่อจึงปรับปรุงการแสดงกีฬาและก็การดูแลความสะดวกสำหรับการขยับเขยื้อนร่างกายของคุณง่ายขึ้น. นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพ, นวดยังช่วยคุ้มครองปกป้องการเจ็บและเพิ่มความเร็วสำหรับในการหาย. นวดแผนโบราณยังเป็นแนวทางที่เยี่ยมในการบรรเทาความตึงเครียดของกล้ามแล้วก็บำรุงรักษาร่างกายของคุณ พอดิบพอดี รวมทั้งมีความยืดหยุ่นเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน.
กำจัดพิษ
ข้อเด่นที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการนวดน้ำมันคือมันช่วยทำให้ร่างกายได้อย่างมีคุณภาพกำจัดสารพิษจากสิ่งมีชีวิตดังนั้นการช่วยสนับสนุนสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงขึ้น.
ช่วยเพิ่มระบบภูมิต้านทาน
บริการนวดน้ำมันนวดแล้วก็ส่วนใหญ่สร้างความแข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันแล้วก็ช่วยสำหรับในการย่อยของกิน.
ศิลปะที่งามของการนวดได้ทวีความร้ายแรงมากเพิ่มขึ้นด้วยการนวดน้ำมันบางมาก. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณลักษณะรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อบริการด้านต่างๆสำหรับเพื่อการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความจำเป็นเฉพาะบุคคลของคุณและก็บรรเทาร่างกายของคุณด้วยการนวดผ่อนคลายและก็ฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อรักษาความสมดุลทางจิตวิญญาณของคุณรวมทั้งสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงที่สุดของร่างกายของคุณ.
โรคนี้จะไม่อาจจะหายไปได้เอง!
น้ำมันนวด โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่อาจจะหายขาดได้เอง ถึงแม้ว่าอาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงน้อยลงก็ตาม และสุดท้ายก็จะเปลี่ยนเป็นโรคเรื้อรังแล้วก็นำมาซึ่งการก่อให้เกิดความทุกข์ยากสำหรับเพื่อการดำรงชีพมากเพิ่มขึ้น
เมื่อปลดปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยปัญหาเกี่ยวกับข้อที่มีอยู่ก็จะแผ่ขยายไปกระทั่งทำให้มีเพียงแค่การผ่าตัดเท่านั้นที่จะเป็นทางออกเดียวที่ช่วยได้
ในบางครั้งที่เป็นรุนแรงมากมายจำต้องเปลี่ยนข้อต่อทั้งหมดด้วย
ความเจ็บปวดมีเพียงแต่จะเยอะขึ้นเรื่อยๆ
การผ่าตัดสามารถเลี่ยงได้
ฟื้นฟูข้อต่อของคุณให้เร็วทันใจที่สุดเท่าที่จะทำได้ตอนที่โรคยังมิได้แพร่กระจายเกินไปนัก
  หมอพื้นบ้านหรือการแพทย์แผนไทย ยอมรับในคุณประโยชน์อันแสนวิเศษของยาแผนโบราณตามตำรายาสมุนไพร ตำรับโบราณวัดโพธิ์หรือวัดพระเชเหม็นตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งเป็นยาสมุนไพรแผนโบราณขนานเอกที่โด่งดังโด่งดังแล้วก็ได้รับความวางใจสำหรับในการรักษาโรคมานานมากแล้ว สมกับคำที่กล่าวไว้ว่า "นวดแผนโบราณ ยาแผนโบราณ ตำราเรียนยาสมุนไพร จำเป็นต้องวัดโพธิ์ ความคิดของคนไทยทั้งประเทศของบรรพบุรุษไทย"

5
อื่นๆ / การใช้น้ำมันนวดอย่างไรให้ตรงจุด
« เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2018, 02:12:17 PM »

การใช้น้ำมันนวดให้ถูกจุด
นวดหัว


ลดอาการปวดหัวไมเกรน


          น้ำมันนวดสามารถใช้สำหรับคนที่เคยทรมาทรกรรมจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่หลายครั้ง หมอก็ได้แนะนำให้ทดลองไปนวดบรรเทาสุขภาพดูบ้าง เพราะเหตุว่าจากผลการศึกษาเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีลักษณะอาการปวดศีรษะไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวต่อเนื่องกัน 2-3 สัปดาห์ จะสามารถบรรเทาอาการใกล้กันของโรคไมเกรน และก็นอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วยจ้ะ


บรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบจากการบริหารร่างกาย


          ในช่วงเวลาที่บริหารร่างกายอย่างมาก ร่างกายจะได้รับผลพวงเป็นอาการปวดเมื่อยล้า หรือกล้ามอักเสบเป็นของแถม ซึ่งการเรียนรู้ของ Buck Institute for Research on Aging and McMaster University in Ontario, Canada ก็ได้เผยวิธีทุเลาอาการว่า ให้ลองไปเอนกายรับบริการนวดตัวดูบ้าง เพราะการนวดจะช่วยคลายกล้ามที่เคร่งเคลียดจากการบริหารร่างกายเจริญเทียบเท่าการรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อยังไงแบบนั้นเลยล่ะ


มองเด็กขึ้น


          ต่อแต่นี้ไปไม่ต้องตรากตรำแอ๊บแบ๊วกระชากวัยอีกต่อไป เพราะเพียงไปสปาให้เขานวดๆบีบๆร่างกายอยู่บ่อยๆก็สามารถทำให้เรามองเด็กขึ้นได้แล้ว โดยผู้ที่มีความชำนาญด้านผิวหนังก็ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การขัดหน้าหรือนวดหน้า รวมไปถึงนวดตัว เป็นการกระตุ้นให้เลือดภายในร่างกายไหลเวียน ซึ่งก็ทำให้สุขภาพผิวด้วย ทั้งการนวดยังช่วยกระตุ้นลักษณะการทำงานของต่อมท่อน้ำเหลือง ให้กำจัดสารพิษที่อยู่ใต้ผิวหนังให้หมดไป ทำให้สารอาหารแล้วก็วิตามินต่างๆซึมไปสู่เซลล์ผิวได้ดิบได้ดีขึ้น ช่วยให้ผิวดูกระปรี้กระเปร่าเต่งตึงได้อีกรอบ รวมถึงกำจัดริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณผิวหน้าได้อีกด้วยนะ


คุ้มครองปกป้องอาการ PMS


          ผู้หญิงทุกคนคงทราบว่าอาการ PMS ก่อนมีเมนส์นั้นสร้างความทรมาทรกรรมให้กับเราได้มากมายแค่ไหน แม้กระนั้นวันนี้เราไม่ต้องวิตกกังวลกับอาการกลุ่มนี้อีกต่อไป เพราะเหตุว่าผลวิจัยของ Touch Research Institute and University of Miami Medical School พบว่า การนวดตัวสามารถคุ้มครองอาการข้างเคียงทุกชนิดในตอนที่สตรีมีเมนส์ได้อยู่หมัด ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดน้ำมันนวดข้างหลัง ปวดท้อง ตัวบวม น้ำหนักขึ้น หรืออาการหงุดหงิดไม่พอใจ แต่ว่าแนวทางนวดบางครั้งก็อาจจะได้ประสิทธิภาพที่ดีกับสาวๆที่แก่ตั้งแต่ 19-45 ปี เท่านั้นนะคะ


ลดอาการใกล้กันของโรคมะเร็ง


          ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันเผยว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่ที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนหลับก้าวหน้าขึ้น บรรเทาอาการเจ็บปวด รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลของการวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เผยว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่ระบาด จะทรมานจากลักษณะการเจ็บปวดน้อยลง อาเจียนน้อยครั้ง ไหมอ้วกเลย รู้สึกแจ่มใสขึ้น ความดันดียิ่งกว่าเดิม และก็เครียดจากอาการป่วยน้อยลง หลังจากได้รับการบำบัดด้วยแนวทางนวด


ทุเลาอาการปวดเรื้อรัง


          ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบรรเทาได้บอกถึงประสบการณ์ของตนให้ฟังว่า คนที่มีลักษณะปวดเรื้อรัง อาทิเช่น ปวดตามข้อ โรคข้ออักเสบ แล้วก็ลักษณะของการปวดเมื่อยเรื้อรังอื่นๆจะคลายลักษณะของการเจ็บปวดกลุ่มนี้ลงไปได้มาก หลังจากได้รับบริการนวดอย่างแม่นยำต่อเนื่องกันเพียง 2-3 ครั้งเท่านั้นเอง เนื่องจากการนวดได้อย่างถูกจุด จะช่วยทุเลาอาการเกร็งของกล้ามในส่วนนั้นๆได้อย่างเร็ว จึงสามารถบรรเทาลักษณะของการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อบริเวณนั้นได้อย่างทันใจนั่นเองจ้ะ
การเลือกน้ำมันนวด
การเลือกน้ำมันนวดขึ้นกับการใช้แรงงาน แล้วก็สรรพคุณต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละชนิด โดยส่วนใหญ่น้ำมันเบื้องต้นที่นิยมนำมาผสมทำน้ำมัน  เป็นต้น ซึ่งมีวิตามินอี สูงกว่าน้ำมันที่ทำจากถั่วเหลือง และน้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ และทำลายของเสียที่รังควานเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นโลหิต คุ้มครองปกป้องการเกิดมะเร็ง นอกเหนือจากนี้น้ำมันเม็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นจะต้องต่อสภาพร่างกาย ทั้งยังยังช่วยให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื่น
โดยทั้งนี้น้ำมันแต่ละจำพวกจะมีคุณลักษณะ แล้วก็คุณค่าที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ให้เหมาะสมตามการใช้งาน
น้ำมันนวด ที่เยี่ยมที่สุดของคุณผ่อนคลายร่างกายแล้วก็ผลักดันการนอนที่ดีกว่าสำหรับวัน.
หลายๆคนทุกข์ระทมจากความผิดแปลกของการนอนหลับต่างๆได้มองเห็นการแก้ไขในนิสัยการนอนของพวกเขาข้างหลังการดูแลและรักษาด้วยการนวดบรรเทา. น้ำมันนวดกระตุ้นจิตใจแล้วก็จิตวิญญาณ การบำบัด, โดยเหตุนั้นคนไม่ใช่น้อยมีประสบการณ์การนอนหลับลึกและก็พักผ่อนเยอะขึ้น.
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น
นวดน้ำมันมากขึ้นรวมทั้งรักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อของคุณ. นวดตัวที่มีคุณภาพการทำงานของกล้ามทั้งสิ้น, เยื่อและก็ข้อต่อจึงปรับแต่งการแสดงกีฬาและก็การให้ความสะดวกสบายสำหรับการเคลื่อนร่างกายของคุณง่ายดายมากยิ่งขึ้น. นอกเหนือจากสิ่งพวกนี้กำเนิดคุณประโยชน์ต่อร่างกาย, นวดยังช่วยคุ้มครองป้องกันการเจ็บและก็เพิ่มความเร็วสำหรับการหาย. นวดแผนโบราณยังเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการทุเลาความเครียดของกล้ามเนื้อและก็ทำนุบำรุงร่างกายของคุณ พอดิบพอดี และก็มีความยืดหยุ่นเป็นเวลานาน.น้ำมันนวด
กำจัดสารพิษ
ข้อได้เปรียบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการนวดน้ำมันซึ่งมันช่วยให้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพกำจัดสารพิษจากสิ่งมีชีวิตโดยเหตุนั้นการส่งเสริมสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น.
ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน
บริการนวดน้ำมันและส่วนมากสร้างความแข็งแกร่ง ระบบภูมิต้านทานและช่วยในการย่อยของกินดียิ่งขึ้น.
ศิลปะที่งามของการนวดได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นด้วยการนวดน้ำมันบางมากมาย. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณสมบัติรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อบริการด้านต่างๆสำหรับในการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่เยี่ยมที่สุดสำหรับความจำเป็นส่วนตัวของคุณแล้วก็บรรเทาร่างกายของคุณด้วยการนวดผ่อนคลายและฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อที่จะรักษาความสมดุลทางจิตวิญญาณของคุณและร่างกายที่แข็งแรงที่สุดของร่างกายของคุณ.น้ำมันนวด
โรคนี้จะไม่สามารถหายไปได้เอง!
น้ำมันนวด โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่สามารถที่จะหายสนิทได้เอง ถึงอาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงน้อยลงก็ตาม และก็ในที่สุดก็จะแปลงเป็นโรคเรื้อรังและก่อกำเนิดความยากลำบากสำหรับในการดำเนินชีวิตมากขึ้น

6

น้ำมันนวดสมุนไพร
โรคนี้จะไม่สามารถที่จะหายไปได้เอง!
โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่สามารถหายสนิทได้เอง ถึงแม้ว่าอาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงลดน้อยลงก็ตาม รวมทั้งสุดท้ายก็จะกลายเป็นโรคเรื้อรังรวมทั้งทำให้เกิดความลำบากตรากตรำสำหรับการดำรงชีพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
1.น้ำมันนวด จะเข้าไปช่วยกระตุ้นแนวทางการทำงานของระบบประสาท ให้ทำงานก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น ลดอาการเคร่งเคลียดให้พวกเราบรรเทาจากการความอ่อนเพลียแล้วก็ความเมื่อยล้าสะสม
2.การนวดน้ำมัน จะเข้าช่วยการกระตุ้นหลักการทำงานของโลหิต ให้ดำเนินการก้าวหน้ามีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆและก็สามารถหล่อเลี้ยงออกซิเจนและก็สารอาหารต่างๆไปทั่วร่างกายอย่างครบถ้วน ป้องกันโรคต่างๆรวมถึงลดความดันโลหิตเจริญด้วย
3.เพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมรวมทั้งฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่อต่างๆในร่างกายให้ดำเนินงานได้ดิบได้ดีและมีคุณภาพเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
4.เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ด้วยเข้าไปกำจัดสารพิษ ทั้งยังในร่างกายและภาวะผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมาส่งให้ผิวของคุณเรียบเนียนเปียกชื้น ดูผุดผ่องรวมทั้งชีวิตชีวาเยอะขึ้น
5.น้ำมันนวดช่วยในหัวข้อการนอนให้ดีขึ้นกว่าเดิม บรรเทาสมองแล้วก็ร่างกายต่างๆมีผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนสนิทได้ดียิ่งไปกว่ากว่า ลดอาการนอนไม่หลับได้อย่างดีเยี่ยม
ยิ่งไปกว่านี้การนวดน้ำมันยังมีประโยชน์อีกหลายชนิดต่อร่างกาย ซึ่งนับว่าเป็นหนทางแก่แฟนสุขภาพได้เป็นอย่างดี
ลดอาการปวดหัวไมเกรน
     สำหรับเคยทรมาทรกรรมจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่หลายครั้ง หมอก็ได้แนะนำให้ทดลองไปนวดบำบัดรักษาสุขภาพดูบ้าง เพราะจากผลการค้นคว้าของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีลักษณะปวดศีรษะไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวต่อเนื่องกัน 2-3 อาทิตย์ จะสามารถทุเลาอาการใกล้กันของโรคไมเกรน และก็นอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วยจ้ะ
น้ำมันนวด สมารถเเก้อาการปวดหลัง เป็นอาการที่ทุกคนจำต้องเคยเผชิญ ซึ่งพอปวดหลังขึ้นมาทีไรเราก็ต้องการจะเอนหลังพัก หรือไม่ก็ไปนวดบรรเทาลักษณะของการปวดปวดเมื่อย แม้ว่าจริงแล้วลักษณะของการปวดข้างหลังบางทีอาจจะไม่ได้มีเหตุมาจากลักษณะของการปวดเมื่อยล้ากล้ามเพียงเท่านั้น แม้กระนั้นยังอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆได้อีกเพียบเลย ยกตัวอย่างเช่นที่เราจะพาทุกคนไปเรียนรู้สิ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังด้านขวา ว่ามีต้นเหตุจากอะไรและก็อันตรายหรือเปล่า เพื่อได้รู้ทันลักษณะการเจ็บเจ็บไข้ของร่างกาย
ปวดหลังด้านขวาทางด้านบน
          อาการปวดข้างหลังข้างขวาด้านบน เป็นอาการปวดข้างหลังที่อยู่บริเวณตั้งแต่รอบๆด้านหลังไหล่ไปจนกระทั่งใต้สะบัก เกิดขึ้นได้จากหลายกรณีร่วมกัน โดยต้นเหตุที่มักกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดลักษณะของการปวดข้างหลังด้านบนขวา มีดังนี้
ปวดหลังข้างขวา


การนั่งปฏิบัติงานเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆหรือชูของหนักผิดท่า


          น้ำมันนวดสามารถช่วยการชูของหนักหรือการนั่งดำเนินงานในอิริยาบถที่ไม่ถูกจำเป็นต้องติดต่อกันนานๆก็เป็นต้นเหตุที่นำไปสู่อาการปวดกล้ามเนื้อรอบๆหลังส่วนบนทางขวาได้  โดยบริเวณข้างหลังส่วนบน เว้นแต่กล้ามเนื้อหลังแล้ว ก็ยังเชื่อมต่อกับกล้ามไหล่แล้วก็กล้ามเนื้อคอ โดยเหตุนี้แม้มีลักษณะอาการปวดหลังด้านขวาที่อยู่ทางด้านบนจากการใช้งานหนักก็มักจะมีอาการปวดคอและก็ไหล่ในด้านเดียวกันร่วมด้วย ทราบแบบงี้แล้วแม้คนใดที่ยังนั่งปฏิบัติงานในท่าเดิมนานๆก็ยืนขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้างนะคะ และควรนั่งให้ถูกท่าด้วย โดยท่านั่งปฏิบัติงานที่ถูกต้องก็คือควรให้หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาจ้ะ


ความแตกต่างจากปกติของกระดูกแล้วก็ข้อ


          ม้ำมันนวดกระดูกรอบๆข้างหลังส่วนบนนั้นประกอบไปด้วยกระดูกไหปลาร้า กระดูกไหล่ กระดูกสันหลัง แล้วก็กระดูกต้นแขน ซึ่งถ้าเกิดเกิดความเปลี่ยนไปจากปกติกับกระดูกกลุ่มนี้ก็อาจก่อให้รอบๆหลังขวาที่อยู่ข้างบนเกิดอาการปวดได้ โดยสาเหตุที่ทำให้กระดูกไม่ดีเหมือนปกติก็ได้แก่ การเกิดอุบัติเหตุ หรือข้อต่อของกระดูกที่หลังส่วนบนขวามีการอักเสบ นอกนั้นภาวะกระดูกพรุนก็สามารถทำให้เกิดลักษณะของการปวดที่กระดูกบริเวณขวาบนได้ ในขณะที่ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งบางชนิดในระยะแพร่ระบาด อย่างโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ แล้วก็โรคมะเร็งไต ก็จะมีลักษณะอาการปวดกระดูกบริเวณข้างหลังส่วนบนเหมือนกัน


ความผิดปกติของอวัยวะภายใน


          ลักษณะของการปวดข้างหลังส่วนบนขวามิได้มีเหตุที่เกิดจากกล้ามแล้วก็กระดูกบริเวณข้างหลังส่วนบนเท่านั้น แต่ว่ายังอาจเกิดขึ้นเนื่องจากลักษณะการเจ็บเจ็บไข้ของอวัยวะต่างๆในร่างกายได้ อาทิ โรคตับ นิ่วในไตรวมทั้งในกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โรคในถุงน้ำดี หรือแม้กระทั้งอาการติดเชื้อในไต หรืออาจจะเกิดจากอาการไส้ติ่งอักเสบที่ทำให้ปวดแพร่กระจายขึ้นบริเวณหลังทางด้านขวาก็ได้ ส่วนคุณผู้หญิง หากมีอาการปวดที่หลังส่วนบนขวา โน่นบางทีอาจเป็นสัญญาณของซีสต์ในรังไข่ การติดเชื้อของท่อรังไข่ หรือการมีครรภ์นอกมดลูกที่รอบๆท่อรังไข่ได้อีกด้วยจ้ะ


โรคที่เกี่ยวกับปอด


          [url=http://market2hands.com/go.php?https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3http://www.chiangdaoherb.com/product/19/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันนวด[/url] ปอดเป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนบนของร่างกายซึ่งตรงกับหลังส่วนบนพอดี ด้วยเหตุนี้เมื่อปอดมีความผิดธรรมดาก็สามารถส่งผลให้เกิดลักษณะของการปวดหลังส่วนบนได้ โดยอาการที่จะทำให้เกิดลักษณะของการปวดข้างหลังด้านบนขวาก็ได้แก่ โรคปอดอักเสบ โรคมะเร็ง อาการติดเชื้อของเยื่อห่อปอดหรือช่องอก ยิ่งไปกว่านี้อาการน้ำหลากปอด หรือแม้กระทั้งหัวใจล้มเหลว ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่นำมาซึ่งลักษณะของการปวดข้างหลังด้านขวาบนได้ โดยเหตุนี้แม้มีอาการปวดที่ข้างหลังด้านบนขวาแบบเรื้อรังและก็ร้ายแรง ควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดค่ะ

7

การใช้นำมันนวดตามจุดต่างๆ
น้ำมันนวด เป็นวิธีดูแลสภาพผิวและสุขภาพที่ขอแนะนำเป็นการนวด ที่สกัดจากสมุนไพรและพืชต่างๆที่อุดมไปด้วยประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ โดนการนำสารสกัดกลิ่นและเนื้อน้ำมันเหล่านั้นมานวดตามจุดต่างๆของร่างกายด้วยกลิ่นหอม รวมทั้งสัมผัสของของน้ำมันที่เต็มไปด้วยธรรมชาติจะเข้าไปช่วยกระตุ้นระบบต่างๆของร่างกาย ลดความตึงเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย รวมไปถึงช่วยในเรื่องของความชุ่มชื้นและผิวพรรณให้ดูดีขึ้นด้วย วันนี้เราจะพาไปดูประโยชน์ของการนวดน้ำมันว่ามีประโยชน์ในด้านใดบ้าง
1.การนวดน้ำมันจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทให้ทำงานดีมากขึ้น ลดการตึงเครียด ทำให้เราผ่อนคลาย
2.การนวดน้ำมัน จะช่วยกระตุ้นการทำงานของโลหิต ให้ทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งสามารถหล่อเลี้ยงออกซิเจนและสารอาหารต่างๆทั่วร่างกายอย่างครบถ้วน ป้องกันโรคต่างๆรวมทั้งความดันโลหิตได้ดีอีกด้วย
3.ความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมแซมและฟื้นฟูระบบกล้ามเนื้อ ข้อต่างๆในร่างกายทำงานได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4.เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เข้าไปกำจัดสารพิษ ทั้งภายในร่างกายและสภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมา ทำให้ผิวของคุณเรียบเนียนชุ่มชื้น ดูมีน้ำมีนวล
5.ช่วยในเรื่องการนอนหลับให้ดีกว่าเดิม น้ำมันนวด ผ่อนคลายสมองและร่างกายต่างๆ ส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนหลับสนิทได้ดีว่าเดิม
ปวดเมื่อยร่างกายทีไร สิ่งแรกที่ทุกคนนึกถึงก็คงอยากจะพาตัวเองไปนอนเอนกาย รับบริการนวดแผนไทย นวดน้ำมัน หรือนวดอะไรก็ได้สักอย่างเพื่อให้เราคลายความปวดเมื่อยเนื้อตัว แต่นอกจากการนวดจะช่วยให้เราสบายตัวขึ้น ว่าไม่ใช่แค่คลายความปวดเมื่อยที่การนวดสามารถทำให้เราได้ แต่ยังมีอีก 6 ประโยชน์ที่น่าแปลกใจและดีใจไปพร้อม ๆ กัน ที่ร่างกายจะได้รับผลดีผ่านการบีบนวดเนื้อตัวตามนี้เลยค่ะ


ลดอาการปวดหัวไมเกรน


          สำหรับคนที่เคยทรมานจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อยครั้ง แพทย์ก็ได้แนะนำให้ลองไปนวดบำบัดสุขภาพดูบ้าง เพราะจากผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีอาการปวดหัวไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวติดต่อกัน 2-3 สัปดาห์ จะสามารถบรรเทาอาการข้างเคียงของโรคไมเกรน และนอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ
 บรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบจากการออกกำลังกาย
          เวลาที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ร่างกายจะได้รับผลกระทบเป็นอาการปวดเมื่อย หรือกล้ามเนื้ออักเสบเป็นของแถม ซึ่งการศึกษาของ Buck Institute for Research on Aging and McMaster University in Ontario, Canada ก็ได้เผยวิธีบรรเทาอาการว่า ให้ลองไปเอนกายรับบริการนวดตัวดูบ้าง เพราะน้ำมันนวด จะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดจากการออกกำลังกายได้ดีเทียบเท่าการรับประทานยาคลายกล้ามเนื้อยังไงยังงั้นเลยล่ะ


มองเด็กขึ้น


          ต่อแต่นี้ไปไม่ต้องทุกข์ยากลำบากแอ๊บแบ๊วลากวัยอีกต่อไป เพราะว่าเพียงแค่ไปสปาให้เขานวดๆบีบๆร่างกายอยู่เสมอๆก็สามารถทำให้พวกเราดูเด็กขึ้นได้แล้ว โดยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังก็ได้อธิบายเพิ่มอีกว่า การขัดหน้าหรือนวดหน้า รวมไปถึงนวดตัว เป็นการกระตุ้นให้เลือดในร่างกายไหลเวียนน้ำมันนวด ซึ่งก็ทำให้สุขภาพผิวดียิ่งขึ้นด้วย อีกทั้งการนวดยังช่วยกระตุ้นลักษณะการทำงานของต่อมท่อน้ำเหลือง ให้กำจัดสารพิษที่อยู่ใต้ผิวหนังให้หมดไป ทำให้สารอาหารและก็วิตามินต่างๆซึมไปสู่เซลล์ผิวก้าวหน้าขึ้น ช่วยให้ผิวมองเบิกบานใจเต่งตึงได้อีกครั้ง รวมไปถึงกำจัดริ้วรอยเหี่ยวย่นรอบๆผิวหน้าได้อีกด้วยนะ


คุ้มครองปกป้องอาการ PMS


          ผู้หญิงทุกคนคงจะทราบดีว่าอาการ PMS ก่อนมีระดูนั้นสร้างความทรมานให้กับเราได้มากมายขนาดไหน แม้กระนั้นวันนี้เราไม่ต้องกังวลกับอาการเหล่านี้อีกต่อไป เนื่องจากผลการศึกษาเรียนรู้ของ Touch Research Institute and University of Miami Medical School พบว่า การนวดตัวสามารถคุ้มครองปกป้องอาการใกล้กันทุกประเภทในช่วงเวลาที่เพศหญิงมีรอบเดือนได้อยู่มือ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของการปวดหลัง เจ็บท้อง ตัวบวม น้ำหนักขึ้น หรืออาการหงุดหงิดโกรธ แต่ว่าวิธีนวดบางครั้งอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกับสาวๆที่แก่ตั้งแต่ 19-45 ปี เท่านั้นนะคะ


ลดอาการข้างเคียงของโรคมะเร็ง


          ผลการศึกษาเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยบอสตันเผยว่า คนไข้โรคมะเร็งระยะแพร่ขยายที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนได้ดิบได้ดีขึ้น ทุเลาลักษณะการเจ็บปวด รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เผยว่า คนเจ็บโรคมะเร็งระยะแพร่ระบาด จะทรมาทรกรรมจากลักษณะของการเจ็บปวดลดลง คลื่นไส้น้อยครั้ง ไหมคลื่นไส้เลย รู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้น ความดันดีกว่าเดิม และเครียดจากลักษณะการป่วยลดลง หลังจากได้รับการบำบัดด้วยวิธีการนวด


ทุเลาอาการปวดเรื้อรัง


          น้ำมันนวด ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางกายภาพบรรเทาได้ชี้แจงถึงประสบการณ์ของตัวเองให้ฟังว่า ผู้ที่มีลักษณะอาการปวดเรื้อรัง เช่น ปวดตามข้อ โรคข้ออักเสบ แล้วก็อาการปวดเมื่อยเรื้อรังอื่นๆจะคลายอาการเจ็บปวดเหล่านี้ลงไปได้มาก หลังจากได้รับบริการนวดอย่างแม่นยำต่อเนื่องกันเพียงแค่ 2-3 ครั้งเพียงเท่านั้น เพราะน้ำมันนวด ใช้ได้อย่างตรงจุด จะช่วยบรรเทาอาการเกร็งของกล้ามในส่วนนั้นๆได้อย่างเร็ว จึงสามารถทุเลาอาการเจ็บปวดของกล้ามรอบๆนั้นได้อย่างทันใจนั่นเองค่ะ

8

หอมแดง
ชื่อสมุนไพร  หอมแดง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น หอมไทย,หอมเล็ก,หอมหัว หอมแดง(ภาคกึ่งกลาง), หอมปั่ว ,หมอแดง (ภาคเหนือ) , หัวหอมแดง (ภาคใต้) , ฝักบั่ว (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) , ปะเซ้ส่า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , ปะเซอก่อ (กะเหรี่ยง-ตาก) , ซัง , ตังซัง (จีน)
ชื่อสามัญ  Shallot
ชื่อวิทยาศาสตร์  Allium ascalonicum Linn.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Allium carneum Willd., Allium fissile Gray, Allium hierochuntinum Boiss., Porrum ascalonicum (L.) Rchb.
วงศ์             Amaryllidaceae
บ้านเกิดเมืองนอน หอมแดง เป็นพืชขนาดเล็กที่ปลูกไว้เพื่อบริโภคส่วนของหัวหรือบัลบ์ นิยมใช้เพื่อการเข้าครัว รวมทั้งเป็นสมุนไพร ดังนี้หอมแดง มีถิ่นเกิดเริ่มแรกในทวีปเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ สันนิษฐานว่าอยู่ในแถบประเทศทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน แล้วก็อิหร่าน โดยเช้าใจกันว่าหอมแดงกลายพันธุ์ตามธรรมชาติมาจากหอมหัวใหญ่และก็มีการเลือกเฟ้นชนิดเพื่อนำมาปลูกเป็นพืชของกิน ในจีนและก็ประเทศอินเดียแล้วก็มีการกระจายประเภทไปทั้งโลก ซึ่งได้มีการจดบันทึกไว้ ในตอนคริสตวรรษที่ 12 ตอนนี้การปลูกหอมแดงได้แพร่หลายไปทั่วทั้งโลก แต่ว่าก็ยังมีการบริโภคน้อยกว่าหอมหัวใหญ่อยู่  หอมแดง จัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในแถบเอเซียอาคเนย์ โดยในประเทศไทยพบว่ามีการปลูกมากมายทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทางภาคเหนือ แต่ว่าหอมแดงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหอมแดงคุณภาพดีก็ได้แก่หอมแดงจากจังหวัดศรีสะเกษ
ลักษณะทั่วไป
ใบ ใบแทงออกมาจากลำต้นหรือหัว มีลักษณะเป็นหลอดกลม ข้างในกลวง มีสารสีนวลเป็นไขฉาบผิวใบ ใบมีลักษณะตั้งชันสูงราว 15-50 ซม. แตกออกเป็นชั้นถี่ 5-8 ใบ ใบอ่อนสดของหอมแดงใช้สำหรับในการบริโภค
ท่อนหัวหรือบัลบ์ หัวหรือบัลบ์เป็นส่วนของกาบใบที่เรียงซ้อนกันแน่นจากข้างในของหัวออกมา เป็นแหล่งสะสมอาหาร และก็น้ำ มีลักษณะเป็นกระเปาะ เรียกว่า Bulbs มีลำต้นภายใน มีลักษณะเป็นก้อนเล็กๆสีขาว ซึ่งเป็นที่เกิดของหัวหอม หัวหอมจะแตกใหม่ออกมาจากหัวเดิม โดยเฉลี่ย 2 - 20 หัวต่อกอ เส้นผ่านศูนย์กลางของหัวราว 1.5-3.5 เซนติเมตร
ต้น ต้นที่เห็นเหนือดินเป็นส่วนที่อยู่ต่อจากบัลบ์ จัดเป็นลำต้นเทียมที่เกิดขึ้นมาจากกาบใบเรียงอัดกันแน่น ถัดมาก็เลยเป็นส่วนของใบ
ราก รากหอมแดงเป็นระบบรากฝอยเป็นจำนวนมาก แตกออกออกมาจากด้านล่างของต้น มีลักษณะเป็นกระจุกรวมกันที่ก้นหัว และก็แพร่ลงดินลึกในระดับตื้นราวๆ 10-15 ซม.และแผ่รอยต้นราวๆ 5-10 ซม.
การขยายพันธุ์ หอมแดงสามารถเพาะพันธุ์ได้ 2 แนวทาง คือ การใช้ท่อนหัวประเภท (sets) และก็การใช้เมล็ดพันธุ์ (seeds) การใช้หัวจำพวก (sets) เป็นแนวทางของเกษตรกรที่นิยมปฏิบัติกันมานาน หัวหอมแดงที่จะปลูกจำต้องผ่านการพักตัวมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน ก็เลยจะปลูกได้  การใช้เมล็ดพันธุ์ (seeds)  เป็นวิธีที่ลดทุนสำหรับการผลิตในการซื้อหัวประเภทที่แพงแพง สำหรับวิธีการปลูกหอมแดงนั้นมีดังนี้
การเตรียมแปลงปลูก หอมแดงเป็นพืชที่มีระบบระเบียบรากสั้น มีขอบเขตรากลึกราวๆ 10-15 เซนติเมตร โดยเหตุนั้น ในระดับความลึกนี้ หอมแดงจึงอยากได้หน้าดินซึ่งร่วนซุย รวมทั้งมีความชุ่มชื้นสม่ำเสมอ มีการระบายน้ำ รวมทั้งอากาศดี ไม่ได้อยากดินแน่น โดยเฉพาะระยะที่มีการแตกหัวใหม่ การเตรียมดินให้ร่วนซุยจะช่วยทำให้หอมแดงเจริญเติบโตได้ดี ด้วยการไถกระพรวนดินครั้งแรก ลึก 20 เซนติเมตร พร้อมกำจัดวัชพืช ตากแดดทิ้งไว้ 7-15 วัน จากนั้น ไถกระพรวนดินให้ร่วนด้วยผานที่เล็กลง ลึก 20-30 ซม. รวมทั้งตากดินก่อนปลูก 3-7 วัน ก่อนไถลูกพรวนครั้งที่ให้หว่านปุ๋ยหมัก อัตรา 2-3 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 20-30 โล/ไร่ ในช่วงฤดูฝนแปลงปลูกหอมแดงจะต้องยกร่องกว้างประมาณ 1-1.2 เมตร ความยาวขึ้นกับพื้นที่ทำการเพาะปลูกเพื่อน้ำฝนระบายออกได้ ระยะห่างระหว่างแปลงจะเว้นไว้ราว 30-50 เซนติเมตร เพื่อเป็นทางเดินสำหรับการให้น้ำหรือกำจัดวัชพืช
ก่อนปลูก 1-3 วัน ควรจะให้น้ำในแปลงให้เปียกก่อน กระบวนการปลูก นำหัวชนิดที่พักตัวการแล้วหรือหัวพันธุ์ที่เก็บไว้นาน 2-4 เดือนภายหลังจากเก็บเกี่ยว มาตัดรากแห้งออก แยกหัวออกมาจากกันให้เป็นหัวเดี่ยวๆแล้วฝังหัวลงไปในดินให้ปลายของหัวอยู่เสมอผิวดิน ระยะปลูกที่ 15 x 15 เซนติเมตร ปิดฟางครึ้มราว 1 เซนติเมตร เมื่อหอมแดงงอกได้ราว 15 วัน จึงหว่านปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต 21% อัตรา 10 กิโลกรัม/ไร่ แล้วให้น้ำเช้าตรู่เย็นหรือวันละครั้ง สุดแต่ภาวะความชื้นของผิวดิน  หอมแดงที่ปลูกจากหัวเก็บเกี่ยวเมื่ออายุโดยประมาณ 60 วัน หอมแดงที่เหมาะสมสำหรับเพื่อการเก็บเกี่ยวจะต้องแก่จัด มีใบแห้งตามธรรมชาติ โดยห้ามใช้สารกำจัดวัชพืชพ่นบังคับให้ใบแห้ง เพราะเหตุว่าหัวหอมบางทีอาจเน่าเสียหายหรือแก่เก็บไว้บริโภคสั้น ก่อนที่จะมีการเก็บเกี่ยวโดยประมาณ 10-15 วัน จะต้องงดให้น้ำ รวมทั้งให้น้ำอีทีก่อนเก็บเกี่ยว 1 วัน เพื่อให้หอมแดงถอนได้ง่าย การเก็บเกี่ยวจะใช้กรรมวิธีการมือถอนหรือใช้จอบหรือเสียมขุดร่วมด้วย หลังการเก็บเกี่ยว หอมแดงจะเก็บได้ไม่เกิน 6 เดือน ภายหลังเก็บเกี่ยวบนแปลง หากเกิน 6 เดือน หัวหอมแดงจะฝ่อไม่สามารถที่จะกินและไม่สามารถนำไปเพาะปลูกได้
                ดังนี้หอมแดงสามารถผสมข้ามพันธุ์ได้ กับหอมหัวใหญ่ ลูกผสมที่เกิดขึ้นมีลักษณะรูปร่างจัดเข้าอยู่ในกรุ๊ปของหอมหัวใหญ่ (A.cepa)  ส่วนชนิดหอมแดงที่นิยมปลูกในประเทศไทยมีอยู่ 3  ประเภท ซึ่งลักษณะก็จะคล้ายคลึงกันมาก
ประเภทศรีสะเกษ เปลือกหัวนอกดก มีสีม่วงแดง หัวมีลักษณะกลมป้อม มีกลิ่นแรง ให้รสหวาน ใบเขียวเข้มมรกต มีนวลจับเล็กน้อย
พันธุ์บางช้าง มีลักษณะคล้ายกับจำพวกศรีสะเกษ แต่สีเปลือกนอกจางกว่า หัวมีลักษณะกลมป้อม ใบสีเขียวเข้ม มีนวลจับเล็กน้อย เป็นประเภทที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงยิ่งกว่าทุกพันธุ์
จำพวกเชียงใหม่ มีเปลือกบาง สีส้มอ่อน หัวมีลักษณะกลมรี  กลิ่นไม่ฉุนเสมือนชนิดอื่น ให้รสหวาน หัวจะแบ่งเป็นกลีบเด่นชัด ไม่มีเปลือก ใบสีเขียวมีนวลจับ
องค์ประกอบทางเคมี   หัวหอมมีน้ำมันระเหยง่ายที่มีกำมะถัน diallyl disulphide เป็นองค์ประกอบร่วมกับสารอื่นๆอีกดังเช่นว่า Ethanol, Acetonc, methyl Ethyl, Methyl Disulfide, Methyl, Methyl Trisulfide, Methyl I-propyl Trisulfide, I-propyl Trisulfide, Ketone, I-propanol, 2 – propanol, Methanol, I-butanol, Hydrogen Sulfidc, I-propanethiol, I-propyl Disulfide , Thioalkanal-S-oxide, di-n- propyl Disulfide, n- propyl-allyl Disulfide,  Dithiocarbonate แล้วก็ Thiuram Sulfidc ,Linoleic , flavonoid Glycoside , pectin , alliin ส่วนสารที่ทำให้มีการเกิดกลิ่นในหัวหอมมีอยู่ 3 จำพวก คือ dipropyl trisulfide, methylpropyl disulfide , methylpropyl disulfide และ methylpropyl trisulfide  ส่วนค่าทางโภชนาการของหอมแดงนั้นมีดังนี้

คุณประโยชน์ทางโภชนาการของหอมแดงดิบต่อ 100 กรัม

  • หอมแดงพลังงาน 72 กิโลแคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต 16.8 กรัม
  • น้ำตาล 7.87 กรัม
  • เส้นใย 3.2 กรัม
  • ไขมัน 0.1 กรัม
  • โปรตีน 2.5 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.06 มก.
  • วิตามินบี 2 0.02 มก.
  • วิตามินบี 3 0.2 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 5 0.29 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 0.345 มก.
  • วิตามินบี 9 34 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 8 มก.
  • ธาตุแคลเซียม 37 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 1.2 มก.
  • ธาตุแมกนีเซียม 21 มก.
  • ธาตุแมงกานีส 0.292 มก.
  • ธาตุฟอสฟอรัส 60 มก.
  • ธาตุโพแทสเซียม 334 มก.
  • ธาตุสังกะสี 0.4 มก.


ประโยชน์/คุณประโยชน์  ในการใช้ประโยชน์จากหอมแดงนั้นส่วนใหญ่กว่า 80% ชอบนิยมนำไปเตรียมอาหารทั้งของคาว แล้วก็ขนมหวาน รวมถึงนำไปเป็นของเคียง ของอาหารต่างๆได้แก่ ข้าวตรอก สเต๊ อื่นๆอีกมากมาย รวมถึง หัวหอม ใบและช่อดอกอ่อน รับประทานเป็นผักสดและปรุงเป็นของกิน หอมทั้งหัวและก็ใบ ดอกเปรี้ยวกินเป็นผักจิ้ม
ส่วนสำหรับในการใช้หัวหอมในด้านสรรพคุณรักษาโรคนั้นมีดังนี้ ตามคุณประโยชน์โบราณของไทยพูดว่า ใบมีรสเค็มหวาน เป็นเมือก ใช้แก้หวัดและก็เลือดกำเดาออก หัวหอมรสเผ็ด แก้ไข้มีเสลด ใช้ในจำนวนน้อย ดูแลรักษาผมให้เจริญงอกงาม ทำให้ผิวหนังสดชื่น แก้ไข้ เช็ดทาผิวหนังทำให้ร้อน ขับเสลด แก้โรคในปาก บำรุงธาตุ ใช้ด้านนอก
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์คุ้มครองตับและก็ไต       การเรียนความสามารถสำหรับการคุ้มครองปกป้องความย่ำแย่ของตับแล้วก็ไตจากการต่อว่าดเชื้อมาลาเรีย โดยจัดแจงสารสกัดหอมแดงอย่างหยาบด้วยน้ำ หลังจากนั้นนำไปทดลองฤทธิ์ในหนูถีบจักร สายพันธุ์ ICR ที่ติดเชื้อโรคมาลาเรีย Plasmodium berghei  ANKA จำนวน 6x106เซลล์ ต่อหนูทดลอง โดยให้หนูทดลองได้รับสารสกัดทางหลอดอาหารวันละครั้ง ตรงเวลา 4 วันติดต่อกัน และก็ทำการวัดค่าระบุความย่ำแย่ ดังเช่นว่า ระดับเอนไซม์ตับ aspartate aminotransferase (AST), alanine aminotransferase (ALT) แล้วก็ตัวบ่งชี้หลักการทำงานของไต ได้แก่ blood urea nitrogen (BUN) และ creatinine โดยใช้ชุดตรวจสำเร็จรูป ผลการทดลองพบว่าความเข้มข้นสูงสุดของสารสกัดหอมแดงที่ไม่ทำให้เกิดความเป็นพิษเป็น3,000 มก.ต่อกิโลกรัม และก็ในเวลาที่มีการติดโรคไข้จับสั่นนั้นจะเจอความเสียหายของตับ และก็ไตเกิดขึ้นในวันที่ 10 ภายหลังจากติดเชื้อโดยมองได้จากระดับของ AST, ALT, BUN และก็ creatinine ที่สูงที่สุด แต่ว่าสารสกัดหอมแดงที่ขนาด 3,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สามารถป้องกันความเสียหายของตับรวมทั้งไต จากการต่อว่าดเชื้อไข้มาลาเรียได้โดยดูจากตัวบ่งชี้ที่หรูหราปกติ จากผลการศึกษาวิจัยสามารถสรุปได้ว่าสารสกัดหอมแดงมีฤทธิ์คุ้มครองความเสื่อมโทรมของตับและก็ไตจากการติดเชื้อมาลาเรียในหนูทดลองได้
ฤทธิ์ต่อต้านอักเสบ       ทดสอบฤทธิ์ต้านทานการอักเสบของส่วนสกัดหัวหอมแดงในเอทานอลในหลอดทดสอบ กระทำการทดลองความมีชีวิตรอดของเซลล์ด้วยแนวทาง 3-4,5-dimethylthiazol-2-yl-2,5-dyphenyl tetra-zolium bromide (MTT) ศึกษาผลของส่วนสกัดต่อการแสดงออกของยีนที่เป็นตัวกลางการอักเสบตัวอย่างเช่น inducible nitric oxide synthase (iNOS), cyclooxygenase (COX)-2, COX-1, tumor necrosis factor (TNF)-α, interleukin (IL)-1β และก็ IL-6 ในเซลล์เพาะเลี้ยงมาโครฟาจ (RAW 264.7) ที่ได้รับการกระตุ้นด้วยสาร Lipopolysaccharide (LPS) โดยวัดปริมาณยีนที่แสดงออกด้วยวิธี reverse transcription polymerase chain reaction (RT-PCR) วิเคราะห์หาปริมาณฟีนอลรวม รวมทั้งฟลาโวนอยด์รวม ของส่วนสกัดโดยใช้ปฏิกิริยาการเกิดสีกับสาร Folin-Ciocalteu และก็สารอลูมินัมคลอไรด์ เป็นลำดับ ผลการศึกษาวิจัยพบว่าที่ความเข้มข้น 62.5, 125 แล้วก็ 250 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ส่วนสกัดหอมแดงในเอทานอลไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ และมีฤทธิ์ยับยั้งการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบได้แก่ iNOS, TNF-α, IL-1β แล้วก็ IL-6 เพิ่มขึ้นตามความเข้มข้น ส่วนสกัดหอมแดงไม่เป็นผลต่อการแสดงออกของยีน COX-2 แต่ว่ายับยั้งการแสดงออกของยีน COX-1 อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปริมาณสารฟีนอลรวมคิดเป็น 15.964±0.122 สมมูลกับกรดแกลลิก/กรัม และมีจำนวนสารฟลาโวนอยด์รวม 11.742 ±0.012 มิลลิกรัม สมมูลกับสารเคอร์สิทิน/กรัม
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ การทดสอบสารสกัดบิวทานอลจากหอมสด ความเข้มข้น 0.5 มล./แผ่น หรือความเข้มข้นอื่นๆกับ Bacillus subtilis M-45 (Rec-) ในจานเพาะเชื้อ พบว่าไม่มีฤทธิ์ และเมื่อแปลงมาใช้สารสกัดเอทานอล (95%) จากหอมสด ความเข้มข้น 0.5 มิลลิลิตร/แผ่น กับ B. subtilis H-17 (Rec+) ในจานเพาะเชื้อ พบว่าไม่มีฤทธิ์ด้วยเหมือนกัน ยิ่งกว่านั้นการทดลองน้ำสกัดหรือน้ำต้มหอมสด ความเข้มข้น 0.5 มิลลิลิตร/แผ่น กับ B. subtilis M-45 (Rec-) รวมทั้งการทดสอบ B. subtilis H-17 (Rec+) ด้วยน้ำสกัดหอมสด ก็พบว่าสารสกัดกลุ่มนี้ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ แต่หากใช้ส่วนสกัดจาก chromatography (undiluted) หรือการใช้ oleoresin จากหอม (undiluted) มาทดลองกับ Salmonella typhimurium TA100 ในจานเพาะเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์ แม้กระนั้นเมื่อนำมาทดสอบกับ S. typhimurium TA98 กลับไม่มีฤทธิ์ ใช้สารสกัดเมทานอลทดสอบกับ S. typhimurium TA98 พบว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์แรง รวมทั้งเมื่อศึกษาเล่าเรียนกลไกการเมตา-โบไลท์สารก่อกลายพันธุ์ของหอมภายในร่างกาย พบว่ากลูตาธัยโอน กลูคิวโรนายด์ ไดธัยโอธรีธอล สามารถลดฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของหอมได้ แต่ไวตามินซีไม่มีผลต่อฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของหอมแต่อย่างใด มีการทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของเครื่องเทศที่ใช้จัดแจงน้ำพริกแกง ใน S. typhimurium พบว่าสารสกัดจากหอมมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ถึง 100% ซึ่งมีสาเหตุจากสารสำคัญที่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ซึ่งมีอยู่แล้วตามธรรมชาติในหอม เมื่อกระทำการแยกและวิเคราะห์สารสำคัญนั้นพบว่า เป็นสารชนิด ฟลาโวนอยด์ เคอร์สิติน (quercetin) ขึ้นรถสำคัญที่แยกบริสุทธิ์ได้ 1 ตัว พบว่าหมายถึงquercetin-4-0-glycoside สารนี้เป็นสารก่อกลายพันธุ์ฤทธิ์อ่อน ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของมันจะสูงขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นด้วยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีภายในร่างกาย เมื่อสลายสารนี้ด้วยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี b-glucuronidase ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่พบที่ลำไส้ใหญ่ พบว่าฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์จะร้ายแรงเพิ่มขึ้น
พิษต่อเซลล์ ทดลองสารสกัดเมทานอลจากรากหอมสด ความเข้มข้น 200 มคกรัม/มล. กับ macrophage cell line raw 264.7 พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีพิษต่อเซลล์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว
ข้อแนะนำ/ข้อควรปฏิบัติตาม

  • แบบเรียนยาไทยบอกว่า หัวหอม ไม่ควรกินมากเกินไป หรือรับประทานเป็นประจำ เพราะอาจจะทำให้ประสาทเสีย ให้หลงๆลืมๆได้ง่าย ทำให้มีกลิ่นตัว ฟันเสีย เลือดน้อย และก็ตาฝ้ามัวไม่แจ่มใส
  • ในการเลือกหอมแดงมาใช้ประโยชน์ควรเลือกหอมแดงที่แก่เก็บเกี่ยวไม่เกิน 6 เดือน เพราะเหตุว่าถ้าหากเกิน 6 เดือนไปแล้ว จะได้หัวหอมที่ฝ่อ ไม่สามารถที่จะใช้ประโยชน์ได้หรืออาจมีสารออกฤทธิ์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ
  • น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากหอมแดง มีรสเผ็ดร้อน ทำให้เคืองตา  แสบจมูก  และก็อาจทำให้ผิวหนังปวดแสบปวดร้อน
  • น้ำหอมแดงมีสารกำมะถันซึ่งทำให้แสบตา แสบจมูก แล้วก็ผิวหนังมีลักษณะอาการเคือง ก็เลยไม่ควรใช้ทาใกล้รอบๆผิวหนังที่บอบบาง
เอกสารอ้างอิง

  • วรวุฒิ สมศักดิ์, สุกัญญา ชาชิโย, สมเดช ศรีชัยรัตนกูล, ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์. ฤทธิ์ของสารสกัดหอมแดงต่อความเสียหายของตับและไตจากการติดเชื้อมาลาเรีย Plasmodium berghei ในหนูทดลอง. การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 6, วันที่ 26 มิถุนายน 2558 ณ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ จ.สงขลา.
  • จิรวัฒน์ เวชแพศน์.2526 การศึกษาระยะปลูกของหอมแดง.ปัญหาพิเศษปริญญาตรี ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,กรุงเทพฯ.
  • ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ.หอมเล็ก.คอลัมน์ สมุนไพรน่ารู้. นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่27.กรกฎาคม 2524 http://www.disthai.com/
  • หอม.ฐานข้อมูลพืชสมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • อาทิตย ศุขเกษม. การเปรียบเทียบผลผลิตของหอมแดงที่ปลูกด้วยหัวพันธุ์และเมล็ดพันธุ์.ปัญหาพิเศษปริญญาตรี.ภาควิชาพืชสวนคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน.13 หน้า
  • Lorenz, O.A. and D.N. Maynard. 1980. Knott’s hand book for vegetable growers. John wily and Sons, Inc. New York. 390 p.
  • หอมแดง สรรพคุณและการปลูกหอมแดง.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพื่อพืชเกษตรไทย
  • พะยอม ตันดีวัฒน์.2530. เครื่องเทศ.119 หน้า.
  • หอมแดง.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • รัตนา พรหมพิชัย. (2542). หอมบั่ว. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ (เล่ม 14, หน้า 7530). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
  • Werawattanachai N, Kaewamatawong R, Junlatat J, Sripanidkulchai B. Anti-Inflammatory potential of ethanolic bulb extract of Allium ascalonicum. Journal of Science & Technology, Ubon ratchathani University. 2015;17(2):63-68.
  • วิศิษย์ ว่องทิพยคงคา.2510. การเปรียบเทียบหาระยะปลูกที่เหมาะสม ของหอมต้นเพื่อเพิ่มผลผลิต ปัญหาพิเศษ ปริญญาตรี ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,กรุงเทพฯ.



Tags : หอมแดง

9

รางจืด
ชื่อสมุนไพร  รางจืด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน กำลังช้างเผือก , ขอยชะนาง , รางเอ็น , เครือชาเขียว (ภาคกึ่งกลาง) , รางจืด , เครือเข้าเย็น , หนามแน้ (ภาคเหนือ) , ดุเหว่า (ปัตตานี) , น้ำนอง (สระบุรี) , ทิดพุด (นครศรีธรรมราช) , คาย (จังหวัดยะลา) , แอดแอ ,ย้ำแย้ (เพชรบูรณ์) จอลอดิเอ้อ , กร่ำถะ ,เพียงพอหน่อเตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ชื่อสามัญ  Blue trumphet vine , Laurel clockvine
ชื่อวิทยาศาสตร์  Thumbergia laurifolia Lindl
ตระกูล    Acanthaceae
ถิ่นเกิด รางจืดเป็นพืชเถาในเขตร้อนและเขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย ตัวอย่างเช่น ประเทศแถบประเทศอินเดีย อินโดจีน ศรีลังกา ประเทศพม่า ไทย มาเลเซีย อินโนดีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ รวมทั้งเขตกวางตุ้ง เมืองจีน แล้วก็ไตหวัน ในประเทศไทยพบมากตามป่าดงดิบหรือป่าดิบชื้นทั่วๆไป ในทุกภาคของประเทศ รวมทั้งเป็นพืชที่มักจะเจริญเติบโตได้เร็วมาก แต่เดี๋ยวนี้นิยมปลูกตามอาคารบ้านเรือนทั่วไป เพราะมีการทำการศึกษาเรียนรู้ออกมาว่าสามารถขจัด/ล้างสารพิษในร่างกายได้
ลักษณะทั่วไป
ต้นรางจืดเป็นไม้เถาสามารถเลื้อยไปตามพื้นดินหรือพิงพันขึ้นคลุมต้นไม้ใหญ่ๆได้ต้น เถามีลักษณะกลม เช่น ข้อข้อ สีเขียว เป็นมัน เมื่อเถาแก่เป็นสีน้ำตาลเยอะขึ้น และก็ยาวได้มากกว่า 10 เมตร ใบเป็นใบลำพังสีเขียวเข้มออกเป็นคู่ตรงกันข้ามตรงข้อของลำต้น ใบมีลักษณะคล้ายใบย่านางรูปขอบขนานหรือรูปไข่ กว้าง 4-7 ซม. (ซม.) ยาว 8-15 ซม. ปลายเรียวแหลม โคนเว้าหรือหยักรูปหัวใจ ขอบใบเรียบหรือหยักตื้น เส้นใบมี 5 เส้น ออกฐานใบเดียวกัน  ดอก ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อละ 3-4  ดอก กลีบดอกไม้แผ่ออกเป็นรูปแตร ปลายแยกเป็น 5 แฉก โคนดอกเป็นหลอดกรวยยาวราว 1 เซนติเมตร มักมีน้ำหวานใส่อยู่ในหลอด ดอกมีสีม่วงปนสีน้ำเงิน ผลเป็นรูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 1 ซม. เมื่อผลแห้งแล้ว จะแตก 2 ซีก จากจะงอยส่วนบน มักมีดอกในฤดูหนาว (เดือนพฤศจิกายน-จับพาพันธ์) ดอกที่โรยแล้วบางดอกบางทีอาจติดผล เมื่อแก่เปลือก ผลเป็นสีน้ำตาล แตกออกเป็น 2 ส่วน เมล็ดมีสีน้ำตาลมีปุ่มเล็กๆเหมือนหนามอยู่บนเปลือกเมล็ด รวมทั้งสามารถนำไปเพาะเพาะพันธุ์ถัดไปได้
การขยายพันธุ์
รางจืดสามารถเพาะพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดหรือปักชำ ในการปักชำจะใช้กิ่งจำพวกที่แก่ตั้งแต่ 1 ปี หรือกิ่งประเภทแก่ที่สีน้ำตาลอมเขียว ด้วยการตัดกิ่งยาว 20-30 เซนติเมตร โดยให้มีตากิ่งหรือข้อกิ่งติดมาอย่างต่ำ 1-2 ตา แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยนำปักชำในทรายหรือแกลบที่ไม่มีดินแล้วรดน้ำให้ชุ่มจนรากงอกแล้วจากนั้นจึงค่อยนำไปลงถุงเพาะชำเพื่อลงปลูกต่อไป หรือปักชำลงดินบริเวณที่อยากปลูก และรดน้ำเป็นประจำ 1-2 ครั้ง/วัน จนกิ่งเริ่มแทงยอดอ่อน
สำหรับการปลูกจากการเพาะเมล็ดนั้น นับว่าเป็นแนวทางซึ่งสามารถได้ต้นที่มีความแข็งแรงที่สุด เพราะจะได้ต้นซึ่งสามารถแตกกิ่งแขนงได้มาก กิ่งกิ้งก้านยาวได้หลายเมตร รวมทั้งลำต้นแก่เป็นเวลายาวนานมากกว่าการปลูกจากต้นเพาะชำ
แม้กระนั้นการขยายพันธุ์ยาเขียวจำนวนมากชอบนิยมใช้กรรมวิธีการปักชำมากยิ่งกว่า เพราะช่องทางในการแตกออกมีมากยิ่งกว่า และก็ใช้เวลาน้อยกว่าการเพาะเม็ด สำหรับวิธีการปลูกยาเขียวนั้นมีดังนี้  นำเอากิ่งที่ได้จากการปักชำ หรือต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเม็ด มาปลูกลงดินโดยให้ขุดหลุมปลูกมีความกว้างลึกราว 1x1 ฟุต แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักราวๆ 1 ใน 4 ของหลุม กลบดินน้อย วางกิ่งปลูกหรือต้นกล้าลงกึ่งกลางหลุมแล้วกลบขอบดินให้แน่น รดน้ำตามให้ชุ่ม ควรจะปลูกขอบรั้วหรือกำแพงเพื่อให้เถายาเขียวสามารถยึดเกาะและเลื้อยพาดไปได้ หรือไม่ก็ทำค้างให้เถารางจืดเกาะเลื้อย  รางจืดเป็นไม้ที่สามารถเจริญก้าวหน้าเจริญในดินดูเหมือนจะทุกชนิด รวมทั้งเป็นไม้ที่ต้องการแสงอาทิตย์ปานกลาง คือ ไม่ได้อยากแสงแดดที่จัดมากเกินไป แล้วก็มีความต้องการน้ำปานกลาง ในช่วงแรกปลูกจะต้องรดน้ำให้ดินมีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดระยะเวลา เมื่อต้นโตแล้วให้รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ในเวลาเช้า ส่วนการให้ปุ๋ยนั้นใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยหมัก ใส่บริเวณโคนต้นปีละ 2 ครั้ง โดยการลูกพรวนดินโคนต้นให้ร่วนซะก่อนก็เลยใส่ปุ๋ย แล้วรดน้ำตาม
การเก็บใบรางจืด  สำหรับใบยาเขียวที่จะเก็บมาใช้ทางยา ควรจะเก็บจากต้นที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป และให้ทยอยเก็บจากใบข้างล่างบริเวณโคนกิ่งก่อน รวมทั้งค่อยเก็บไปจนกระทั่งกลางกิ่ง ไม่สมควรเก็บให้ถึงบริเวณปลายกิ่งภายหลังเก็บมาแล้ว แม้ไม่ใช้โดยทันที ให้นำใบมาล้างน้ำให้สะอาด ก่อนนำไปผึ่งแดด 5-7 แดด เมื่อแห้งแล้วให้เก็บใสถุงหรือกล่องไว้ ระวังอย่าให้โดนน้ำ เพราะบางทีอาจกำเนิดเชื้อราได้
องค์ประกอบทางเคมี ฟลาโวนอยด์, ฟีนอลิก, apigenin, cosmosin, delphinidin-3,5-di-O-beta-D-glucoside, chlorogenic acid, caffeic acid, lutein – Chlorophyll a Chlorophyll b  Pheophorbide a  Pheophytin a
คุณประโยชน์ / คุณประโยชน์
                รางจืดจัดเป็นยารสเย็นใช้ปรุงเป็นยาเขียวลดไข้ ถอนพิษผิดสำแดง และพิษอื่นๆใช้แก้ร้อนใน หิวน้ำ รักษาโรคอาการหอบหืดเรื้อรัง และแก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆใช้แก้พิษเบื่อเมาเพราะเห็ดพิษ สารหนู หรือสารกำจัดแมลง
                แบบเรียนยาไทย: ใบ ราก รวมทั้งเถา รสจืดเย็น ตำคั้น หรือเอารากฝนกับน้ำ หรือต้มเอาน้ำยาดื่มทำลายพิษ แก้ไข้ ทำลายพิษยาเบื่อเมา แก้ร้อนในหิวน้ำ แก้รอบเดือนไม่ดีเหมือนปกติ แก้ปวดหู ตำพอก แก้ปวดบวม เถาและก็ใบ รับประทานแก้ร้อนในหิวน้ำ แก้พิษร้อนต่างๆราก รสจืดเย็น แก้อักเสบ แก้ปวดบวม แก้เมาค้าง แก้อาการปวดหัวมึนหัวสาเหตุจากพิษเหล้า ถอนพิษสุรา พิษหลงเหลือภายในร่างกาย ใช้รากเข้ายารักษาโรคอักเสบรวมทั้งปอดอักเสบ รากแล้วก็เถา ใช้กินเป็นยารักษาอาการร้อนในอยากกินน้ำ รักษาพิษร้อนทั้งปวง ทั้งต้น รสจืดเย็น ทำลายพิษยาเบื่อเมา หรือใช้ปรุงเป็นยาเขียว ถอนพิษไข้ ทำลายพิษผิดสำแดง พิษเบื่อเมาเพราะเหตุว่าเห็ดพิษ สารหนู หรือสารกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งพิษทั้งหมด  รักษาอาการหอบหืดเรื้อรัง แก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆปรุงยาแก้มะเร็ง หมอยาแผนไทยใช้เพื่อช่วยจับพิษในตับหรือล้างพิษในตับ
           สมุนไพรประจำถิ่นล้านนา: ใช้ ใบและก็ราก ปรุงเป็นยาทำลายพิษไข้ เป็นยาพอกรอยแผล น้ำร้อนลวก ไฟลุก ทำลายพิษยากำจัดแมลง พิษจากสตริกนินให้เป็นกลาง พิษจากกินเหล้ามากจนเกินความจำเป็น หรือยาเบื่อจำพวกต่างๆ(กล่าวว่ารากรางจืดมีตัวยามากกว่าใบ 4-7 เท่า))
           ตำรายาพื้นบ้านนครราชสีมา: ใช้ ใบ แก้เบาหวาน
           ประเทศมาเลเซีย: ใช้ใบแก้รอบเดือนเปลี่ยนไปจากปกติ แก้ปวดบวม
                ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้มีการทำการศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของยาเขียวมานานแล้ว ซึ่งมีผลการค้นคว้าวิจัย ดังนี้

  • พ.ศ. 2521 นักค้นคว้าจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มัธยมมหิดล เป็นกรุ๊ปแรกที่ทดสอบป้อนผงรากรางจืดให้ตัวทดลองก่อนให้น้ำยาสตริกนินแต่พบว่าไม่ได้เรื่อง หนูชักรวมทั้งตาย แม้กระนั้นถ้าเกิดผสมกับน้ำยาสตริกนินก่อนป้อน พบว่าตัวทดลองไม่เป็นอะไร แปลว่าผงรากรางจืดสามารถซึมซับพิษชนิดนี้ไว้
  • พ.ศ. 2523 คุณครูพาณี เตชะเสนรวมทั้งคณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้น้ำคั้นใบรางจืดป้อนตัวทดลองที่กินสารกำจัดศัตรูพืช“โฟลิดอล”พบว่าแก้พิษได้ ลดอัตราการตายลงจาก 56% เหลือเพียง 5% เพียงแค่นั้น ในเวลาที่วิธีการฉีดกลับไม่เป็นผล
  • พุทธศักราช 2551 สุชาสินี คงกระพันชาตรีธ์ ใช้สารสกัดแห้งใบยาเขียวป้อนหนูทดลองที่ได้รับสารกำจัดแมลงกรุ๊ปออร์แกนโนฟอสเฟตชื่อมาราไธออนพบว่าช่วยชีวิตได้ 30%
  • พ.ศ. 2553 จิตบรรจง ตั้งปอง มหาวิทยาลัยวงกลมลักษณ์ พบว่าสารประกอบในใบยาเขียวช่วยคุ้มครองปกป้องการตายของเซลล์ประสาทของตัวทดลองที่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว ก็เลยสามารถป้องกันสูญเสียการศึกษารวมทั้งความจำได้อย่างมีนัยสำคัญ


มีการวิจัยเรื่องใบยาเขียวสามารถป้องกันตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่กำจัดสารพิษในร่างกาย ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของผู้ที่ได้รับพิษ พ.ศ. 2543 รายงานวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าสารสกัดแห้งของน้ำใบรางจืดน่าจะส่งผลลดความเป็นพิษของตับจากแอลกอฮอล์ได้ พ.ศ. 2548 พรเพ็ญ เปรมโยธิน จุฬาลงแขนณ์มหาวิทยาลัย รายงานผลว่าสารสกัดน้ำรางจืดแสดงฤทธิ์ดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ทั้งในหลอดทดลองและในหนูทดลอง  แล้วยังพบว่า สารสกัดน้ำใบยาเขียวมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระด้วย
นอกเหนือจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากยาเขียวอีกดังเช่น ยอดอ่อน ดอกอ่อนสามารถใช้รับประทานเป็นผักได้ โดยจะใช้ลวก แกงกิน ก็ทำเป็นอย่างกับผักประจำถิ่นทั่วๆไป นอกจากนี้เด็กๆตามชนบทยังนิยมดื่มน้ำหวานจากดอกยาเขียวที่บ้านได้อีกด้วย โดยไม่เกิดอันตรายอะไรก็ตามแต่อย่างไรก็ตาม การกินยาเขียวในปริมาณต่อเนื่องกันอย่างต่อเนื่อง บางครั้งก็อาจจะจำเป็นต้องรอติดตามความเคลื่อนไหวของโลหิตวิทยาหรือเคมีสถานพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นต่อไปด้วย
ชายาเขียว ใบรางจืดสามารถนำมาหั่นเป็นฝอย ตากลมให้แห้งแล้วเอามาชงกับน้ำร้อนดื่มแทนชาได้ แล้วก็ยังมีกลิ่นหอมยวนใจรวมถึงยังช่วยล้างพิษในร่างกายได้อีกด้วย  ในปัจจุบันได้มีการนำสมุนไพรรางจืดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ แคปซูลยาเขียวหรือยาเขียวแคปซูล เพื่อความสะดวกแล้วก็ไม่ยุ่งยากต่อการใช้ประโยชน์  ดอกรางจืด นำมาบดอย่างรอบคอบผสมกับน้ำ แล้วกรองแยกกาก ก่อนนำน้ำที่ได้ใช้ทำของว่าง ใช้หุงข้าว หรือใช้ทำสีผสมอาหารอื่นๆซึ่งจะให้สีม่วงอ่อนหรือสีคราม หรือสีอื่นตามชนิดสีของดอก
คนรุ่นเก่ามีความเห็นว่า การดื่มน้ำต้มจากยาเขียวสามารถช่วยแก้คุณไสย ยาสั่งหรือมนต์ดำที่คนอื่นๆทำแก่ตนได้  ใบยาเขียวตากแห้งแล้ว นำมาบดให้ถี่ถ้วน ใช้ผสมในอาหารสัตว์ อาทิ ของกินหมู อาหารไก่ เป็นต้น ช่วยเสริมภูมิต้านทานต่อโรค และก็ช่วยรักษาให้สัตว์มีอัตราการรอดสูงขึ้นหลังจากที่ได้รับเชื้อโรค

แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้ สำหรับในการรักษาพิษ ใช้ใบสด 10 -12 ใบ นำมาตำจนถึงละเอียดผสมกับน้ำแช่ข้าวราวครึ่งแก้ว ส่วนการใช้ประโยชน์จากรากรางจืดสำหรับในการรักษาพิษ ใช้ราก 1-20 องคุลี ให้เอามาฝนหรือเอามาตำเข้ากับน้ำซาวข้าว แล้วนำมาดื่มให้หมดเมื่อมีลักษณะอาการ และก็บางทีก็อาจจะจะต้องใช้ซ้ำอีกด้านในครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงเหมือนกับการกางใบรางจืด  หรือใช้ใบรางจืดทำเป็นชาแล้วรับประทานทีละ 2-3 กรัม โดยชงกันน้ำร้อน 100-200 ซีซี วันละ 3 ครั้งก่อนอาหารหรือเมื่อมีลักษณะอาการ รักษาโรคเบาหวาน ให้ใช้ใบรางจืดราวๆ 58 ใบ มาโขลกอย่างถี่ถ้วนแล้วผสมกับน้ำแช่ข้าวรับประทานทีละ 1 แก้ว 3 เวลา แก้อาการแพ้ ผื่นคัน ลดการเกิดโรคผิวหนัง โดยใช้ใบหรือเถาสด 10-15 ใบหรือเถาขนาดยาว 10 เซนติเมตร ต้มในน้ำประมาณ 10 ลิตร อาบทุกวี่วัน ราว 5-7 วัน  แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว โดยนำใบ 10-20 ใบ หรือ ใช้เถาตัดเป็นชิ้นๆยาว 1-2 นิ้ว ก่อนนำไปแช่เหล้าดื่มทุกส่วนนำมาตำหรือบดผสมน้ำ ใช้สำหรับพอกแผล ระงับลักษณะของการปวด ลดอาการบวม และก็กำจัดพิษจากสัตว์ต่อย เป็นต้นว่า งูกัด แมงป่อง ตะขาบ แมงดาทะเล           ทุกส่วนออกฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาแผล อาทิเช่น รักษาไวรัสเริม ด้วยการบดผสมน้ำบางส่วน ก่อนนำไปประคบบริเวณรอยแผลเริม  ทุกส่วนนำมาบดผสมน้ำนิดหน่อย ก่อนเอามาประคบหรือทาแผลสด รอยแผลหนอง ซึ่งจะช่วยทำให้แผลแห้งเร็ว ลดการต่อว่าดเชื้อ ลดอาการบวมของแผล  ทุกส่วนนำมาต้มน้ำดื่มหรือคั้นน้ำสำหรับใช้เป็นยาแก้ร้อนใน แล้วก็ช่วยทุเลาอาการอยากดื่มน้ำ  น้ำต้มจากทุกส่วน เอามาดื่มอุ่นๆสำหรับรักษา และบรรเทาอาการท้องร่วงหรืออาหารเป็นพิษ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา  มีรายงานศึกษาค้นคว้าในสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดน้ำจากใบรางจืด ขนาด 2 แล้วก็ 3 ซีซี/น้ำหนักตัว 100 กรัม และขนาด 3.5 กรัม/กิโลกรัม มีผลลดพิษจากยาฆ่าแมลงในกรุ๊ปออร์กาโนฟอสเฟตในหนูได้ โดยทำให้อัตราการตายลดน้อยลง  และยังมีมีงานศึกษาเรียนรู้วิจัยทางสถานพยาบาลที่เกี่ยวเนื่องกับการขับยาฆ่าแมลงออกมาจากร่างกาย พบว่ารางจืดจะทำลายพิษได้ดิบได้ดี โดยเฉพาะพิษที่เกิดขึ้นจากยากำจัดแมลง ”โฟลิดอล” แล้วก็พิษออกฤทธิ์เกี่ยวข้องกับแนวทางการทำงานของ Cholinergic system โดยการศึกษาเล่าเรียนในเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงแล้วก็ตรวจพบระดับสารฆ่าแมลงภายในร่างกาย จำนวน 49 คน พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครกินชารางจืดขนาด 8 ก./วันหรือยาหลอก นาน 21 วัน พบว่าปริมาณยาฆ่าแมลงในเลือดของอาสามัครที่ได้รับยาเขียวลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญในวันที่ 7, 14 และก็ 21 ของการทดสอบ รวมทั้งจากการเล่าเรียนของดวงรัตน์รวมทั้งภาควิชา พบว่าโดยรางจืดมีผลเพิ่มปริมาณ Cholinesterase ในเลือดของเกษตรกรที่ได้รับสารกำจัดศัตรูพืช
ภาควิชาสรีรวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวทิยาลัตำแหน่งรีนครินทรวิโรฒ จึงได้เรียนฤทธิ์ของสารสกัดรางจืดต่อเซลล์สมอง พบว่ารางจืดมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับสารเสพติดแอมเฟทามีน แล้วก็โคเคน โดยทั่วไปเพิ่มการหลั่งโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่หลั่งมากมายในระหว่างที่คนป่วยได้รับสารแอมเฟทามีน รวมถึงไปเพิ่ม activity ของเซลล์ประสาทในสมองส่วน nucleus accumbens , globus pallidus,amygdala,frontal cortex ,caudate putamen and hippocampus ที่เกี่ยวกับ  reward and locomotor behaviour ทำให้คาดว่าในคนไข้ ที่เข้ารับการดูแลรักษา/บำบัดยาเสพติด ที่ได้รับการดูแลรักษาด้วยสารสกัดยาเขียว อาจเกิดความพิงพึงพอใจเหมือนกับการรับยาเสพติด ถ้าเกิดใช้ประโยชน์สำหรับการรักษาคนไข้จะทำให้คนไข้ไม่ต้องทุรนทรายมาก ก็เลยบางทีอาจเป็นต้นเหตุหนึ่งทีการดูแลรักษาด้วยสารสกัดสมุนไพรได้ผล
ภาควิชาเภสัชศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ศึกษาค้นคว้าฤทธิ์ของรางจืดในการต้านพิษแอลกอฮอล์ต่อตับ พบว่าสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วย ปกป้องการตายของเซลล์ตับจากพิษของแอลกอฮอล์ ทั้งยังในหลอดทดลองรวมทั้งในหนูแรตครั้งได้รับแอลกอฮอล์ โดยทำให้ค่า AST,ALT ในพลาสม่าแล้วก็ตรีกลีเซอร์ไรด์ในตับต่ำลง และก็ลดการเปลี่ยนแปลงภาวะทางจุลพยาธิวิทยาของตับเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเเอลกอฮอล์อย่างเดียว
                เหตุเพราะสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วยลดการเกิด heppatic lipid peroxidation ลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด แล้วก็เพิ่มระดับเอนไซม์ alcohol dehydrogenase และก็ aldehyde dehydrogenase
ส่วนมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เล่าเรียนฤทธิ์ของรางจืดต่ออาการขาดสุรา พบว่าสารสกัดยาเขียวได้ผลลดภาวการณ์เหงาหงอยรวมทั้งทำให้พฤติกรรมที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของหนูเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดียิ่งขึ้น แต่ไม่มีผลลดความกลุ้มอกกลุ้มใจ ขึ้นรถสกัดราถงจืดชืดช่วยลดการเช็ดกทำลายเซลล์ประสาทของหนูเนื่องด้วยขาดสุราในสมองส่วน messolimbic dopaminergic system โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่รอบๆ  nucleus accumbens และก็ ventral tegmental area
ในหนูโรคเบาหวานที่ได้รับน้ำต้มใบรางจืดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ ส่วนน้ำคั้นใบยาเขียวสดในขนาด ๕๐ มิลลิกรัม/มล.ที่ให้หนูเบาหวานดื่มแทนน้ำนาน ๑๒ วัน ไม่เป็นผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
นอกจากนี้ ยังมีการทดสอบพบว่าการให้สารสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด รวมทั้งทำให้บีต้าเซลล์ของตับอ่อนฟื้นฟูขึ้นบ้างแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ ในเรื่องของฤทธิ์ลดระดับความดันนั้นพบว่าสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดแห้งส่งผลทำให้ความดันเลือดของหนูแรตน้อยลง โดยกลไกการออกฤทธิ์ส่วนหนึ่งส่วนใดบางทีอาจผ่าน Cholinergic receptor แล้วก็ทำให้หลอดเลือดแดงคลายตัว
การใช้สมุนไพรในคนเจ็บโรคเบาหวานรวมทั้งความดันนี้ควรจะระลึกว่าควรจะมีการดูแลและรักษาร่วมไปกับแผนปัจจุบันรวมทั้งมีการวัดระดับน้ำตาลรวมทั้งระดับความดันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากว่าการศึกษาเล่าเรียนยังอยู่ในขั้นตอนของสัตว์ทดสอบเท่านั้น รวมทั้งต้องระมัดระวังการเกิดการเสริมฤทธิ์กันของตัวยาดังที่กล่าวมาข้างต้น
มีการค้นคว้าทำการวิจัยว่ารางจืดมีฤทธิ์ต้านการอับเสบสูงขึ้นมากยิ่งกว่ามังคุดประมาณ 2 เท่า(ทดสอบด้วยวิธี Carrageenan induced paw edema) ในหนูถีบจักรรวมทั้งยังมีความปลอดภัยสูงกว่าอีกด้วย นอกเหนือจากนั้นยังพบว่า สารสกัดยาเขียวในรูปแบบของครีมสามารถลดการอักเสบก้าวหน้าเท่ากับสตีรอยด์ครีม
ฤทธิ์สำหรับการต้านมะเร็ง มีการเรียนรู้ฤทธิ์ต้านทานการก่อกลายประเภท กล่าวคือสารใดๆก็ตามมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์มีสมรรถนะสูงสามารถก่อมะเร็งได้ แต่รางจืดมีฤทธิ์ต่อต้านไม่ให้สารนั้นออกฤทธิ์ มีการเล่าเรียนโดยให้หนูรับประทานสารสกัดของกวาวเครือซึ่งกวาวเครือจะไปมีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งตัวและการสร้างนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดง กล่าวคือนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดงจะเป็นก้อน ใหญ่ขึ้น รวมทั้งมีการแบ่งตัว โน่นคือกวาวเครือไปทำให้การเกิด micronuclei ของเม็ดเลือดแดงเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าหากให้สัตว์ทดลองกินยาเขียวร่วมด้วย พบว่าสามารถลดการเกิด micronuclei ได้ ซึ่งยาเขียวแบบสดและแบบแห้งสามารถใช้ได้ผลเช่นกัน นับเป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่งของยาเขียว
โดยพบว่าสารออกฤทธิ์อาจเป็นกรดฟีนอลิก ยกตัวอย่างเช่น caffeic acid และก็ apigenin และก็สารกลุ่มคลอโรฟิลล์ ดังเช่นว่า chlorophyll a, chlorophyll b, pheophorbide a แล้วก็ pheophytin a ซึ่งสารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงมาก
สารสกัดน้ำ เอทานอล และก็อะสิโทน มีฤทธิ์ต้านทานการก่อกลายประเภท โดยยับยั้งการเกิดมะเร็ง เนื่องจากว่าสาร 2-aminoanthracene ได้จำนวนร้อยละ 87 เมื่อพินิจพิจารณาด้วยแบคทีเรีย Salmonella typhimurium TA 98 และก็สามารถเพิ่มแนวทางการทำงานของเอนไซม์ควิโนนรีดักเทส ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่ใช้สำหรับในการกำจัดเซลล์มะเร็งระยะเริ่มต้น ได้ตั้งแต่ 1.35-2.8 เท่า อีกทั้งยังมีรายงานการดูแลรักษาผู้ป่วยพิษแมงดาทะเล ช่วงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2522 โดยมีแถลงการณ์ว่ามี  คนป่วย 4 ราย รับประทานยำไข่แมงดาทะเล อาการสังกัดจำนวนที่ได้รับ ทุกรายมีอาการชารอบปาก รวมทั้งอาเจียนคลื่นไส้ อาการชาจะลุกลามไปกล้ามมัดต่างๆที่เป็นโทษคือทำให้หายใจไม่ได้ ผู้เจ็บป่วย 2 รายสลบ จำต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ระยะที่เริ่มแสดงอาการตั้งแต่ 40 นาที จนถึง 4 ชั่วโมง หลังรับประทาน เพราะพิษของแมงดาทะเล เป็นเทโทรโดทอกสิน (Tetrodotoxin) ไม่มียาแก้พิษจะต้องรักษาตามอาการ ภายหลังได้น้ำสมุนไพรยาเขียว 50 มิลลิลิตร ทางหลอดสวนจมูก-กระเพาะอาหาร คนไข้เริ่มรู้สึกตัว รวมทั้งอาการดียิ่งขึ้นเป็นลำดับ ภายหลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 40 นาที คนเจ็บอีกรายได้รับการกรอกน้ำรางจืดเหมือนกัน ในขนาด 50 มล. ทุก 1 ชม. 5 ครั้ง หลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 5 ชม. คนไข้เริ่มรู้สึกตัว และอาการดีขึ้นตามลำดับ
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษรุนแรงที่ป้อนหนูทดลองครั้งเดียว ทั้งยังขนาดปกติและก็ขนาดสูง ไม่เจอความเปลี่ยนไปจากปกติใดๆก็ตามแล้วก็ป้อนต่อเนื่องกัน 28 วัน ขนาด 500 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ไม่พบอาการไม่ดีเหมือนปกติด้วยเหมือนกัน แม้กระนั้นอาจจะก่อให้น้ำหนัก ตับ ไต สูงกว่ากรุ๊ปควบคุม  ค่าชีวเคมีที่เกี่ยวกับไตสูงมากขึ้น และก็ AST สูงขึ้น
          การศึกษาเล่าเรียนพิษเรื้อรังของสารสกัดน้ำจากใบ โดยป้อนหนูแรทขนาด 20  200  1,000  2,000 มิลลิกรัม/กก./วัน หรือคิดเป็น 1, 10, 50 และก็ 100 เท่า ของขนาดที่ใช้ในคนตรงเวลา 6 เดือน พบว่าไม่เป็นผลต่อน้ำหนักตัว การกินของกิน ความประพฤติ แล้วก็สุขภาพทั่วไปของหนู อวัยวะภายในอีกทั้งระดับมหพยาธิวิทยาแล้วก็จุลพยาธิยังคงปกติ และไม่นำมาซึ่งพิษสะสม ไม่ทำให้หนูตาย
มีการเรียนรู้ความเป็นพิษของรางจืดต่อการกลายพันธุ์ของแบคทีเรีย พบว่า สารสกัดจากยาเขียวไม่มีผลทำให้แบคทีเรียกลายพันธุ์อะไร ทั้งยังพบว่า สารสกัดจากยาเขียวสามารถต้านทานการกลายพันธุ์ได้ด้วย
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรตรึกตรองมี

  • การเรียนระบุว่า รากของรางจืดนั้นจะมีคุณประโยชน์ ทางยามากกว่าที่ใบถึง 4-7 เท่า
  • ควรจะใช้ให้ละเอียดและไม่ควรใช้ชิดกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกิน 30 วัน
  • พึงระวังสำหรับการใช้ในคนป่วยโรคเบาหวาน เพราะว่าอาจจะส่งผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ไม่ควรใช้ร่วมกับยาประเภทอื่นเป็นระยะเวลานานเพราะอาจขับสารเคมี หรือตัวยาในร่างกายออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเจ็บที่จำเป็นต้องใช้ยารักษาโดยตลอด
  • รางจืดบางทีอาจให้ผลข้างๆ สำหรับผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคอาการหอบหืดได้โดยเมื่อกำเนิดอาการแพ้ยาเขียวก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่ามีระดับอาการแพ้มากน้อยแค่ไหน หากว่ามีลักษณะอาการแพ้ไม่มากมายก็บางครั้งก็อาจจะเป็นแค่ผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง
เอกสารอ้างอิง

  • ปัญญา อิทธิธรรม และคณะ 1999 การใช้สมุนไพรรางจืดขับสารฆ่าแมลงในร่างกายของเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงในตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
  • วิสาตรี คงเจริญสุนทร และปิยรัตน์ พิมพ์ สวัสดิ์,2552. ฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียกลุ่มแกรมลบฉวยโอกาสบางสายพันธุ์ของสารสกัดเมทานอลจากรางจืด. วารสารวิทยาศาสตร์บูรพา.
  • ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร.รางจืดราชาของยาแก้พิษ.คอลัมน์.เรื่องเด่นจากปก.นิตยสารหมอชาวบ้านเล่มที่385.มกราคม.2554
  • รางจืด.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • รศ.พร้อมจิต ศรลัมพ์.รางจืด สมุนไพรแก้พิษและล้างพิษ.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • รางจืดสมุนไพรล้างพิษ.คู่มือสมุนไพรล้างพิษสำหรับประชาชน.สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา.พิมพ์ครั้งที่2.มีนาคม 2554.20หน้า
  • รางจืดสรรพคุณรางจืด สมุนไพรลดและกำจัดสารพิษ.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย
  • Toxicity รางจืดและข่อยดำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดวงรัตน์ เชี่ยวชาญวิทย์,กำไร กฤตศิลป์,เชิดพงษ์ น้อยภู่, 2545. การใช้สมุนไพรรางจืดเพิ่มปริมาณเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรสในซีรั่มของเกษตรกรที่พบพิษสารกำจัดศัตรูพืชในร่างกาย)
  • ข้อมูลสรรพคุณของรางจืดในการข้อยาฆ่าแมลงออกจากร่างกายเกษตรกร.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • กนกวรรณ สุขมาก;นงนุช คุ้มทอง;สมยศ เหลืองศรีสกุล;อภันตรี โอชะกุล เตือนใจ ทองสุข , 2547 .การศึกษาประสิทธิผลของสมุนไพรรางจืดในการป้องกันการสะสมของสารเคมีกำจัดแมลงในกระแสโลหิตของเกษตรกร ต

10

ย่านาง
ชื่อสมุนไพร ย่านาง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน จอยนาง , จ้อยนาง (ภาคเหนือ) , เถาย่านาง , เถาวัลย์เขียว , ต้นหญ้าน้องหญิง (ภาคกลาง) , ย่านนาง , นางวันยอ , ขันยอยาด (ภาคใต้)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Tiliacora triandra (Colebr.) Diels,
สกุล  Menispermaceae
ถิ่นเกิด ย่านางมีถิ่นเกิดในใจกลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังเช่นว่า ในประเทศ ประเทศพม่า , ไทย , ลาว , กัมพูชา  เรื่องจริงแล้วพืชตระกูลย่านางนี้มีราว 70  เครือญาติ แต่ว่าจำนวนมากเป็นไม้เลื้อยในป่าเขตร้อนและในป่าไม้ผลัดใบในทวีปเอเชียแล้วก็อเมริกาเหนือ ส่วนย่านางของพวกเรานั้นเจอขึ้นตามป่าผลัดใบ ป่าดงดิบ และป่าโปร่ง ในทุกภาคของประเทศไทย แต่ว่าในปัจจุบันได้มีการนำมาปลูกใบรอบๆบ้าน เพื่อใช้บริโภคแล้วก็ใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่างแพร่หลาย
ลักษณะทั่วไป
       ย่านางเป็นไม้เถาเลื้อย เถากลมขนาดเล็ก มีเนื้อไม้ เลื้อยพระอินทร์มต้นไม้ หรือกิ่งไม้ เถามีสีเขียว ยาว 10-15 เมตร เถาอ่อนสีเขียว เมื่อเถาแก่จะมีสีคล้ำ แตกเป็นแนวถี่ เถาอ่อนมีขนนุ่มสีเทา มีเหง้าใต้ดิน กิ่งไม้มีรอยแผลเป็นรูปจานที่ก้านใบหลุดไป มีขนเรี่ยราย หรือสะอาด ใบผู้เดียว ครึ้ม สีเขียวเข้มเป็นเงา เรียงแบบสลับ รูปไข่ ยาวประมาณ 6-12 ซม. กว้างราวๆ 4-6 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมน ผิวใบเป็นคลื่นบางส่วน ก้านใบยาวราว 1.5 ซม. ผิวใบเรียบมัน ไม่มีหูใบ เนื้อใบคล้ายกระดาษ แต่แข็ง เหนียว มีเส้นใบกึ่งออกจากโคนใบรูปฝ่ามือ 3-5 เส้น รวมทั้งมีเส้นกิ่งก้านสาขาใบ 2-6 คู่ เส้นเหล่านี้จะไปเชื่อมกันที่ขอบของใบ เส้นกลางใบข้างล่างจะย่นละเอียดใกล้ๆโคน ขนสะอาด ก้านใบผิวย่นละเอียด ดอกออกเป็นช่อเล็กๆแบบแยกแขนงตามข้อรวมทั้งซอกใบ มีดอก 1-3 ดอก สีเหลือง ก้านช่อดอกยาวประมาณ 0.5 ซม. แยกเป็นช่อดอกเพศผู้และก็ช่อดอกเพศภรรยา ดอกเพศผู้สีเหลือง กลีบเลี้ยงมี 6-12 กลีบ กลีบวงนอกสุดมีขนาดเล็กที่สุด กลีบวงในมีขนาดใหญ่กว่ารวมทั้งเรียงทับกัน รูปรีกว้าง ยาว 2 มิลลิเมตร ค่อนข้างจะหมดจด กลีบดอกไม้มี 3 หรือ 6 กลีบ สอบแคบ ปลายเว้าตื้น ยาว 1 มิลลิเมตร หมดจด เกสรเพศผู้มี 3 อัน เป็นรูปกระบอง ยาว 1.5-2 มิลลิเมตร ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยงวงในรูปกลม ยาว 2 มม. ภายนอกมีขนเล็กน้อย กลีบมี 6 กลีบ รูปรีแกมขอบขนาน ยาว 1 มิลลิเมตร เกสรเพศเมียมี 8-9 อัน แต่ละอันยาวไม่ถึง 1 มม. ติดอยู่บนก้านยกสั้นๆยอดเกสรเพศเมียไม่มีก้าน ผลสำเร็จกลุ่ม ผลกลมรูปไข่กลับ กว้าง 6-7 มิลลิเมตร ยาว 7-10 มม. ผิวเกลี้ยง มีเม็ดแข็ง ผลสีเขียว ชุ่มฉ่ำน้ำ ออกเป็นพวง ตามข้อและก็ซอกใบ ติดบนก้านยาว 3-4 มิลลิเมตร เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีส้มและก็แดงสด เมล็ดรูปเกือกม้า ผนังผลชั้นในมีสันไร้ระเบียบ มีดอกตอนเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน
การขยายพันธุ์
       ย่านางเป็นพืชที่รุ่งเรืองได้ ในดินแทบทุกประเภท ถูกใจดินร่วนผสมทรายจะก้าวหน้าได้ดี การปลูกภายในฤดูฝน จะเติบโตได้ดีกว่า จะงอกงามเร็วกว่าปลูกภายในช่วงอื่น ย่านางที่ปลูกง่ายขึ้นง่าย ดูแลง่าย ไม่ต้องดูแลมาก ทนความแห้งได้ดิบได้ดี
ส่วนการขยายพันธุ์สามารถเพาะพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเม็ด หรือการแยกเหง้าปลูก แต่ว่าแนวทางที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันเป็นการเพาะเมล็ด เมล็ดย่านางจะมีอัตราการงอกของเม็ดสูง แต่ต้องใช้เมล็ดที่แก่สุดกำลังที่มีลักษณะสีดำ ซึ่งควรที่จะนำมาตากแห้ง 5-7 วัน ก่อนปลูก การปลูกด้วยการหยอดเมล็ดต้องระมัดระวังอย่าขุดหลุมลึก เนื่องจากว่าจะก่อให้เม็ดเน่าได้ง่าย
ส่วนการรักษาย่านางไม่มียุ่งยากมากมาย เพราะเหตุว่าย่านางจะเติบโตก้าวหน้า ในดินมีความชื้นเพียงพอ แล้วก็สามารถเติบโตได้แม้ว่าจะมีวัชพืชขึ้นครึ้ม ด้วยเหตุว่าต้นย่านางจะสร้างเถาเลื้อยอยู่ด้านบนพืชจำพวกอื่น
สำหรับประเด็นการให้ปุ๋ยย่านางนั้นไม่สำคัญ หากดินมีสภาพอินทรีย์วัตถุที่เพียงพอ เราสามารถใช้เพียงแค่ปุ๋ยมูลสัตว์จากมูลสัตว์ 1 ถัง/ต้น ก็พอเพียง แม้กระนั้นหากต้องการให้ใบเขียวเข้มมากเพิ่มขึ้น อาจจำต้องใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-8-8 หรือปุ๋ยยูเรียเพิ่มในอัตรา 50-100 กรัม/ต้น หรือราว 1 กำมือ สำหรับต้นที่แตกเถายาว ส่วนต้นขนาดเล็กจำต้องปรับปริมาณต่ำลง แล้วนำต้นกล้าที่ได้มาปลูกในแปลงดิน ให้มีระยะห่างระหว่างต้นราว 1×1 เมตร และเมื่อต้นเริ่มเลื้อยทอดยอด ให้ทำหลักปักไว้ ทำค้างให้เถาเลื้อยขึ้น
การเก็บผลิตผลย่านาง  จะเริ่มเก็บผลิตผลใบย่านาง ใช้เวลาราว 2-3 เดือน ข้างหลังปลูกภายในแปลง ใบมีขนาดโตเต็มกำลังมีสีเขียว จะสามารถเก็บเกี่ยวใบย่านางได้ และจะเก็บได้ตลอดไปเรื่อยๆ
ส่วนประกอบทางเคมี
                สาระสำคัญที่พบในใบย่านางส่วนใหญ่จะเป็นสารกรุ๊ปฟินอลิก (phenolic compound) เป็นต้นว่า มิเนวัวไซด์ (Minecoside), กรดพาราไฮดรอกซีเบนโซอิก (p-hydroxy benzoic acid) แล้วก็สารในกรุ๊ปฟลาโวนไกลโคไซด์ ดังเช่นว่า สารโมโนอีพอกซีอนุภาคบีตาแคโรทีน (moonoepoxy-betacarotene) และก็อนุพันธ์ของกรดซินนามิก (flavones glycosidf cinnamic acid derivative) ส่วนสารอัลาลอยด์ (alkaloid) ดังเช่นว่า ทิเรียวัวรีน
(tiliacorine) , ทิเรียโคลินิน (Tiliacorinine) , นอร์ทิเรียวัวรินิน (nor-tiliacorinine) , tiliacorinin 2,-N-oxide Tiliandrine , Tetraandrine รวมทั้ง D-isochondendrine พบได้อีกทั้งในราก แล้วก็ใบย่านาง  รวมทั้งการศึกษาเล่าเรียนส่วนประกอบหลักที่มีฤทธิ์ต้านทานไข้มาลาเรียจากรากย่านาง โดยสกัดรากด้วยตัวทำละลาย  chloroform:methanol:ammonium hydroxide ในอัตราส่วน (50:50:1) ใช้วิธีแยกสารด้วย column chromatography  แล้วก็การตกผลึก พบว่าได้สารประกอบ alkaloid  2 ชนิดหมายถึงtiliacorinine (I) และก็ tiliacorine (II) จำนวน  0.0082% และ 0.0029% เป็นลำดับ  ส่วนค่าทางโภชนาการของย่านางนั้นมีดังนี้
-               พลังงาน 95 กิโลแคลอรี
-               เส้นใย 7.9 กรัม
-               แคลเซียม 155.0 กรัม
-               ธาตุฟอสฟอรัส 11.0 มิลลิกรัม
-               เหล็ก 7.0 มิลลิกรัม
-               วิตามินเอ 30625 (IU)
-               วิตามินบีหนึ่ง 0.03 มก.                              Minecoside
-               วิตามินบีสอง 0.36 มก.
-               ไนอาซิน 1.4 มิลลิกรัม
-               วิตามินซี 141.0 มิลลิกรัม
-               ขี้เถ้า 8.46%
-               ไขมัน 1.26%
-               โปรตีน 15%                                          Tiliacorine
-               น้ำตาลทั้งหมดทั้งปวง 59.47%
-               แคลเซียม 1.42%
-               ธาตุฟอสฟอรัส 0.24%
-               โพแทสเซียม 1.29%
-               กรดยูเรนิค 10.12%
-               โมโนแซคคาไรด์
-               แรมโนส 0.50%
-               อะราบิโนส 7.70% หน่วยเปอร์เซ็นต์ (ใบย่านาง 100 กรัม/น้ำหนักแห้ง)       tiliacorinine
-               กาแลคโตส 8.36%
-               กลูโคส 11.04%
-               ไซโลส 72.90%
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์ ใบย่านางเป็นสมุนไพรเย็น มีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ และยังมีวิตามินที่จำเป็นจะต้องต่อสภาพทางด้านร่างกายอีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เบต้าแคโรทีนในจำนวนค่อนข้างสูง โดยเป็นสมุนไพรที่ใครหลายๆคนต่างก็รู้จักดีกันดี เนื่องจากว่านิยมนำมาเป็นเครื่องปรุงรสช่วยเพิ่มความกลมกล่อมของอาหาร ดังเช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ แกงเลียง แกงหวาน
คุณประโยชน์ย่านางที่ใช้เป็นอาหารมีดังนี้
ใบย่านาง เก็บบริโภคได้ตลอดปี ยอดอ่อนแตกใบมากมายในช่วงฤดูฝน ยอดอ่อนของเถาย่านางใช้รับประทานแกล้มแนมกับอาหารเผ็ด ชาวไทยอีสานและก็ชาวลาวใช้ใบย่านางคั้นเอาน้ำประกอบอาหารต่างๆทำให้น้ำซุปข้นขึ้น อาทิเช่น แกงหน่อไม้ ซุปหน่อไม้ ย่านางสามารถลดฤทธิ์กรดยูริกในหน่อไม้ได้ ลดความขมของหน่อไม้ รวมทั้งเพิ่มคลอโรฟิลล์แล้วก็อนุภาคบีตาแคโรทีนให้กับอาหารดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
ยิ่งกว่านั้นยังใส่น้ำคั้นใบย่านางในแกงเห็ด ต้มเขรอะ แกงขี้เหล็ก แกงขนุน แกงผักอีลอก แกงยอดหวาย แกงอีลอก นำไปอ่อมและหมก
ชาวใต้ใช้ยอด ใบเพสลาด (คือใบที่ไม่อ่อน ไม่แก่เกินไป) นำไปแกงเลียง แกงหวาน แกงขี้เหล็ก น้ำคั้นจากใบช่วยลดความขมของใบขี้เหล็กได้ นอกเหนือจากนี้ยังนำไปผัด แกงกะทิ รวมทั้งหั่นซอกซอยรับประทานอาหารยำได้อีก ผลสุกใช้กินเล่น ส่วนคนเหนือใช้ยอดย่านางอ่อนนำมาลวกเป็นผักจิ้มน้ำพริก ใบแก่คั้นน้ำนำมาใส่แกงพื้นบ้าน ยกตัวอย่างเช่น แกงหน่อไม้ แกงแค
ส่วนสรรพคุณทางยาของย่านางหมายถึง ตำราเรียนยาไทย  ใช้ ราก รสจืด รสจืดขม ใช้ในตำรับยาแก้ไข้เบญจโลกสายฟ้า (ประกอบด้วยรากย่านาง รวมกับรากเท้ายายม่อม รากมะเดื่อชุมพร รากคนทา รากต้นกระโรกใหญ่ อย่างละเท่าๆกัน) แก้ไข้ (ใช้รากแห้งครั้งละ 1 กำมือ หรือประมาณ 15 กรัม ต้มกับน้ำก่อนที่จะรับประทานอาหารตอนเช้า ช่วงกลางวัน เย็น) แก้พิษเมาเบื่อ กระแทกพิษไข้ แก้เมาสุรา ทำลายพิษผิดสำแดง เอามาต้มกินเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น แก้ไข้ ขับพิษต่างๆแก้ท้องผูก ปรุงยาแก้ไข้รากสาด ไข้กลับ ไข้หัว ไข้พิษ ไข้สันนิบาต มาลาเรียเรื้องรัง ไข้ทับรอบเดือน บำรุงหัวใจ บำรุงธาตุ แก้พิษภายในให้ตกสิ้น แก้โรคหัวใจบวม แก้กำเดา แก้ลม แก้ไข้จับสั่น แก้เมาสุรา รากผสมกับรากสุนัขน้อย ต้มกินแก้ไข้ไข้จับสั่น ลำต้น รสจืดขม ถอนพิษผิดสำแดง รักษาพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้พิษ แก้ไข้รากสาด ไข้ดำแดง ไข้ฝีดาษ ไข้เซื่องซึม ไข้กลับไข้ซ้ำ แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว แก้ลิ้นแข็งกระด้าง รักษาโรคปวดข้อ ก้านที่มีใบผสมกับพืชอื่นใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย ใบ รสจืดขม กินทำลายพิษ แก้ไข้ แก้ไข้รากสาด ไข้พิษ ไข้เซื่องซึม ไข้หัว ไข้พิษ ปวดศีรษะตัวร้อน อีสุกอีใส ฝึกฝน ลิ้นกระด้างคางแข็ง เป็นยากวาดคอ แก้ไข้ไข้ทรพิษ ไข้ดำแดง
ส่วนอีกหนังสือเรียนหนึ่งบอกว่า ราก นำรากมาต้มดื่มแก้ร้อนใน แก้ดับกระหาย ทุเลาลักษณะของการมีไข้ ไข้รากสาด อีสุกอีใส ไข้ทรพิษ ทำลายพิษเมาค้าง เมาสุรา ทุเลาท้องผูก ท้องเดิน บำรุงหัวใจ ทำลายพิษ รวมทั้งลดพิษจากพืช สัตว์ และสารเคมีในร่างกาย  ลำต้น ลำต้นนำมาต้มหรือบดคั้นน้ำ ทุเลาอาการไข้ประเภทต่างๆลดพิษร้อน พิษจากพืช เห็ด แล้วก็ลดสารพิษสารกำจัดแมลงในร่างกาย  ใบ  นำใบมาบดคั้นน้ำสด หรือเอามาต้มน้ำกิน รวมถึงใบตากแห้งอัดใส่แคปซูลกิน มีฤทธิ์ในทางยาหลายด้าน เช่น ทุเลาอาการร้อนใน บรรเทาอาการจับไข้ ตัวร้อน บรรเทาไข้รากสาด ไข้ไข้ทรพิษลดพิษสารกำจัดแมลงภายในร่างกาย รวมทั้งทำลายพิษอื่นๆ
ภาคอีสานใช้รากต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น และก็ใช้รากยานางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้มาลาเรีย บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศคณะกรรมการปรับปรุงระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เจาะจงการใช้ย่านางในตำรับ “ยาห้าราก” มีส่วนประกอบของรากย่านางร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์ทุเลาอาการไข้ ส่วนทางการแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่า ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของย่านาง โดยพบว่าย่านางมีฤทธิ์ลดไข้ ยั้งการเติบโตของเชื้อไข้จับสั่น Plasmodium falciparum แก้ปวด ลดระดับความดันเลือด ต้านเชื้อจุลชีพ ต้านทานการแพ้ ลดการยุบเกร็งของไส้ ต้านการเจริญของเซลล์ของโรคมะเร็ง ยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี acetylcholinesterase รวมทั้งมีฤทธิ์อย่างอ่อนๆในการต่อต้านอนุมูลอิสระ  และก็ยังมีคุณลักษณะกระตุ้นการเพิ่มปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวครั้ง-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte) ต้านทานจุลชีวัน Staphylococcus aureus, Bacillus cereus, Escherichia coli และ Salmonellaspp. รวมทั้งยังมีคุณสมบัติกระตุ้นการเพิ่มปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวที-ลิมโฟซัยท์ (T-lymphocyte)  ต้านจุลชีวิน Staphylococcus  aureus,  Bacillus  cereus,  Escherichia  coli และ Salmonella spp. ต่อต้านไข้ รวมทั้งต้านทานอนุมูลอิสระ ใบย่านางไม่มีอันตรกิริยา (interaction) กับยารักษาโรคเรื้อรังดังเช่น โรคหัวใจและเส้นเลือด โรคกระดูกรวมทั้งข้อโรคเบาหวาน โรคระบบทางเดินหายใจ
แบบ/ขนาดวิธีการใช้ แก้ไข้ ใช้รากย่านางแห้ง 1 กำมือ ราว 15 กรัม ต้มกับน้ำ 2 แก้วครึ่ง เคี่ยวให้เหลือ 2 แก้ว ให้ดื่มครั้ง1-2 แก้ว ก่อนรับประทานอาหาร 3 เวลา   แก้ป่วง (เจ็บท้องเพราะเหตุว่าทานอาหารผิดสำแดง)ใช้รากย่านางแดงรวมทั้งรากมะปรางหวาน ฝนกับน้ำอุ่น แม้กระนั้นไม่ถึงกับข้น ดื่มทีละ 1-2  แก้วต่อครั้ง วันละ 3-4 ครั้ง หรือทุกๆ2 ชั่วโมง หากไม่มีรากมะปรางหวาน ก็ใช้รากย่านางแดงสิ่งเดียวก็ได้ หรือถ้าเกิดให้ดีขึ้น ใช้รากมะขามฝนรวมด้วย   ทำลายพิษเบื่อเมาในของกิน ดังเช่น เห็ด กลอย ใช้รากย่านางต้นและก็ใบ 1 กำมือ  ตำผสมกับข้าวสารเจ้า 1 จับมือ เพิ่มน้ำคั้นให้ได้ 1 แก้ว กรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่เกลือแล้วก็น้ำตาลบางส่วนเพียงพอดื่มง่ายให้หมดทั้งแก้ว ทำให้คลื่นไส้ออกมา จะช่วยทำให้ดียิ่งขึ้น   ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ใช้หัวย่านางต้มกับน้ำ 3 ส่วน ให้เหลือ 1 ส่วนดื่มทีละ 1-2 แก้ว  การใช้เป็นยาพื้นบ้านในภาคอีสาน   ใช้ราก ต้มเป็นยาแก้อีสุกอีใส ตุ่มผื่น   ใช้รากย่านางผสมรากหมาน้อย ต้มแก้ไข้มาลาเรีย   ใช้ราก ต้มขับพิษต่างๆ น้ำย่านางเมื่อนำมาผสมกับดินสอพองหรือปูนเคี้ยวหมากผสมกระทั่งเหลว สามารถเอามาทา สิว ฝ้า ตุ่มคัน ตุ่มใส ผื่นคัน พอกฝีหนองได้อีกด้วย

การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไข้จับสั่น        ศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อมาลาเรีย Plasmodium falciparum ของสารสกัดรากย่านางด้วยเมทานอล ซึ่งสารสกัดมีสาร alkaloid เป็นส่วนประกอบ 2 ส่วนสกัด คือส่วนที่ละลายน้ำ แล้วก็ส่วนที่ไม่ละลายน้ำ พบว่าเฉพาะสาร alkaloid ที่ไม่ละลายน้ำ (water-insoluble alkaloid) มีฤทธิ์เพิ่มการหยุดยั้งเชื้อไข้มาลาเรีย จากส่วนประกอบทางเคมีที่แยกได้ พบสาร alkaloid ที่ต่างกัน 5 ชนิด ในกลุ่ม bisbenzyl isoquinoline เป็นต้นว่า tiliacorine, tiliacorinine, nor-tiliacorinine A, รวมทั้งสาร alkaloid ที่ไม่สามารถระบุองค์ประกอบได้ คือ G แล้วก็ H ซึ่งพบว่าสาร alkaloid G มีฤทธิ์สูงสุดสำหรับการกำจัดเชื้อมาลาเรียระยะ schizont (เป็นระยะที่เชื้อไข้มาลาเรียไปสู่เซลล์ตับ แล้วเปลี่ยนรูปร่างเป็นกลมรี และมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการแบ่งนิวเคลียสเป็นหลายๆก้อน) โดยมีค่า ID50 เท่ากับ 344 ng/mL ตามด้วย nor-tiliacorinine A รวมทั้ง tiliacorine ตามลำดับ (ID50s พอๆกับ 558 รวมทั้ง 675 mg/mL เป็นลำดับ)
ฤทธิ์ยั้งเชื้อวัณโรค   สาร bisbenzylisoquinoline alkaloids 3 ชนิด อย่างเช่น tiliacorinine, 20-nortiliacorinine แล้วก็ tiliacorine ที่แยกได้จากรากย่านาง แล้วก็อนุพันธ์สังเคราะห์ 1 ประเภท คือ 13҆-bromo-tiliacorinine   สารทั้ง 4 จำพวกนี้ ได้เอามาทดสอบฤทธิ์ต่อต้านเชื้อวัณโรคสายพันธุ์ดื้อยา multidrug-resistant Mycobacterium tuberculosis (MDR-MTB)  ผลการทดสอบพบว่า สารทั้ง 4 จำพวก มีค่า MIC อยุ่ระหว่าง 0.7 - 6.2 μg/ml แต่ว่าที่ค่า MIC พอๆกับ 3.1 μg/ml เป็นค่าที่สามารถยั้ง  MDR-MTB ได้จำนวนไม่น้อยที่สุด
ฤทธิ์ต่อต้านโรคมะเร็ง     การศึกษาฤทธิ์ยั้งเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี ในหลอดทดสอบ และในสัตว์ทดสอบ โดยเรียนรู้ผลของสาร tiliacorinine ซึ่งเป็นสาร กรุ๊ป alkaloid ที่เจอในย่านาง  ในการทดสอบ in vivo ทำในหนูถีบจักร เพื่อมองผลลดการก้าวหน้าของก้อน   เนื้องอกในหนูที่ได้รับเซลล์มะเร็งท่อน้ำดี รวมทั้งสาร tiliacorinine  ผลของการทดลองพบว่า  tiliacorinine  มีความนัยสำคัญในการยั้งการเพิ่มปริมาณของเซลล์ของโรคมะเร็งท่อน้ำดีในหลอดทดลอง โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 4.5-7 µM โดยกลไกการกระตุ้นกระบวนการ apoptosis ซึ่งเป็นวิธีการในการกำจัดเซลล์ไม่ปกติ แล้วก็เซลล์ของมะเร็งภายในร่างกาย และการทดสอบในหนูพบว่าสามารถลดการเจริญของก้อนเนื้องอกในหนูได้
การทดลองฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระของผักท้องถิ่นไทย จำนวน 6 ประเภท ยกตัวอย่างเช่น ผักกูด ผักติ้ว ผักปลังขาว ย่านาง ผักเหมียง และก็ผักหวานบ้าน โดยการสกัดสารสำคัญด้วยแอลกอฮอล์จากผักแต่ละประเภท ทดลองฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระของสารสกัดจากผัก 6 จำพวกเปรียบเทียบกับตัวควบคุม วิตามินซี แล้วก็วิตามินอี สารสกัดจากย่านางส่วนที่ละลายน้ำรวมทั้งส่วนที่ไม่ละลายน้ำให้ค่า IC50 499.24 รวมทั้ง 772.63 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร เป็นลำดับ เมื่อเทียบกับค่าที่ได้จากวิตามินซี รวมทั้งวิตามินอีที่ IC50 9.34 และ 15.91 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร เป็นลำดับ
งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยอีกชิ้นหนึ่งในประเทศไทยพิจารณาฤทธิ์ยับยั้งปวดและฤทธิ์ต้านการอักเสบของผักพื้นบ้านอีสาน 10 ชนิด การตรวจหาฤทธิ์ระงับปวดโดยใช้ writhing test รวมทั้ง tail flick test ในการตรวจฤทธิ์ต่อต้านอักเสบ ใช้ rat hind paw edema model
ผลของการทดลองใช้สารสกัดผักพื้นบ้านด้วยน้ำ ขนาด 1 กรัมต่อน้ำหนักตัวของหนูเพศผู้ 1 โล พบว่าสารสกัดจาก ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง ผักกาดฮีน มะระขี้นก ผักชะพลู แล้วก็ผักชีลาว ส่งผลลดการเกิด writhing ในหนูปริมาณร้อยละ 35-64 (p<0.05)
การทดสอบฤทธิ์ยับยั้งปวดด้วย tail flick test พบว่าสารสกัดจากใบตำลึงแล้วก็ใบย่านางมีฤทธิ์ระงับปวด แล้วต่อจากนั้นเลือกสารสกัดที่มีฤทธิ์มากที่สุด 4 ชนิด ยกตัวอย่างเช่น ใบตำลึง ใบย่านาง ผักติ้วแดง และผักกาดฮีนมากระทำการทดลองฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยใช้คาราจีแนนเป็นสารระตุ้น  พบว่าสารสกัดอีกทั้ง 4 จำพวกไม่มีฤทธิ์ต่อต้านอักเสบในสัตว์ทดสอบ ผู้ทำการวิจัยเชื่อว่าสารสกัดจากใบตำลึงและก็ใบย่านางบางครั้งอาจจะออกฤทธิ์ยับยั้งปวดต่อระบบประสาท
ส่วนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลในห้องทดลองเบื้องต้นพบว่า สารสกัดใบย่านางมีฤทธิ์กระตุ้นแนวทางการทำงานของรีเซ็ปเตอร์ที่ขนคอเลสเตอรอลเข้าสู่ตับ แต่ไม่เคยรู้ว่าจะส่งผลลดคอเลสเตอรอลในเลือดของระบบร่างกายไหม การศึกษาค้นพบนี้อาจเกี่ยวเนื่องกับคุณลักษณะของย่านางที่ใช้รักษาโรคหัวใจมาแต่โบราณได้ หากแต่ว่าต้องมีการเรียนเพิ่มเติมอีกต่อไป
จากการทดลองฤทธิ์ลดไข้ของสารสกัด 50% เอทานอลจากรากย่านาง เมื่อนำไปตรวจตราฤทธิ์ในการลดไข้ พบว่าไม่มีคุณสมบัติสำหรับการลดไข้แต่มีพิษต่อสัตว์ทดลอง การวิจัยทางเคมีได้แยกอัลคาลอยด์ ออกมาสองจำพวกหมายถึงอัลคาลอยด์ที่ไม่ละลายน้ำ(water-insoluble alkaloids) แล้วก็อัลค้างลอด์ที่ละลายน้ำ (water-soluble quarternary base) เมื่อตรวจดูฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของอัลคาลอยด์ที่แยกได้ พบว่าการเกิดพิษต่อสัตว์ทดสอบเป็นผลมาจาก water-soluble quarternary base ซึ่งมีฤทธิ์คล้าย curare จากการตรวจหาสูตรโครงสร้างสรุปได้ว่า water-soluble quarternary base นี้อาจอยู่ในชนิด aporphine alkaloids
การเรียนทางพิษวิทยา พิษกระทันหัน รวมทั้งครึ่งหนึ่งเรื้อรังของย่านาง 
          ศึกษาพิษทันควันของสารสกัดน้ำจากทุกส่วนของย่านาง โดยการป้อนสารสกัด ในหนูเพศผู้ แล้วก็เพศเมีย จำพวกละ 5 ตัว ในขนาด  5,000 mg/kg เพียงแค่ครั้งเดียว พบว่าไม่มีอาการแสดงของภาวการณ์เป็นพิษเกิดขึ้น และก็  ไม่มีการแสดงความประพฤติปฏิบัติที่ไม่ปกติ รวมทั้งไม่มีการถึงแก่กรรม หรือความเคลื่อนไหวของเนื้อเยื่อด้านใน สารสกัดใบย่านางด้วยแอลกอฮอล์จำนวนร้อยละ 50 ฉีดเข้าไปใต้ผิวหนังของหนู จำนวน 10 กรัม ต่อน้ำหนักตัวของหนู 1 กิโล (คิดเป็นปริมาณ 6,250 เท่าของจำนวนที่คนได้รับ) ไม่แสดงความเป็นพิษ   การเรียนพิษเรื้องรัง ทดลองโดยป้อนสารสกัดแก่หนูทดลอง เพศผู้ แล้วก็เพศภรรยา จำพวกละ 10 ตัว ทุกวี่ทุกวัน ในขนาดความเข้มข้น 300, 600 และก็ 1,200 mg/kg ติดต่อกันนาน 90 วัน   ไม่พบความแปลกทางด้านความประพฤติ รวมทั้งสุขภาพ หนูในกลุ่มทดลอง และก็กรุ๊ปควบคุม จะมีการทดสอบในวันที่ 90 รวมทั้ง 118 โดยตรวจร่างกาย และมีกรุ๊ปที่ติดตามผลถัดไปอีก 118 วัน ผลของการทสอบพบว่า น้ำหนักของอวัยวะ ค่าชีวเคมีในเลือด และก็เนื้อเยื่ออวัยวะภายใน ไม่เจอการเกิดพิษ  ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า สารสกัดย่านางด้วยน้ำ ไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดพิษทันควัน และก็พิษครึ่งเรื้อรังในตัวทดลอง ทั้งยังในหนูเพศผู้ รวมทั้งเพศเมีย
ข้อเสนอ/ข้อพึงระวัง

  • เมื่อทำน้ำย่านางเสร็จแล้วควรดื่มทันที เพราะหากทิ้งเอาไว้นานเกินไปจะกำเนิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยวหรือเกิดการบูดขึ้นได้ แต่ว่าสามารถนำมาแช่ตู้แช่เย็นได้ รวมทั้งควรดื่มให้หมดภายใน 3 วัน
  • สำหรับในการกินน้ำย่านาง ควรดื่มก่อนที่จะรับประทานอาหารหรือตอนท้องว่างโดยประมาณครึ่งแก้ว 3 ครั้งต่อวัน
  • บางบุคคลที่มีความคิดว่าน้ำย่านาง เหม็นเขียว รับประทานยากสามารถนำน้ำย่านางไปต้มให้เดือดแล้วเอามาดื่มหรือจะผสมกับน้ำสมุนไพรชนิดอื่นๆก็ได้ เช่น ขิง ตะไคร้ ขมิ้น หรือจะผสมกับน้ำมะพร้าว น้ำมะนาว น้ำตาล หรือแม้แต่น้ำหวานก็ได้ด้วยเหมือนกัน
  • ควรดื่มจำนวนแม้กระนั้นพอดิบพอดี ถ้าเกิดดื่มแล้วรู้สึกแพ้ พะอืดพะอม ก็ควรลดความเข้มข้นของสมุนไพรที่ใส่ลงไปให้ลดลง
เอกสารอ้างอิง

  • Dechatiwongse T, Kanchanapee P, Nishimoto K. Isolation of active principle from Ya-nang (Tiliacora triandra Diels). Bull Dept Med Sci. 1974;16(2):75-81.
  • อัจฉราภรณ์  ดวงใจ , นันทีทิพ ลิ้มเพียรชอบ, ขนิษฐพร  ไตรศรัทธ์ .คุณสมบัติคลอเรสเตอรอลของสารสกัดใบย่านางในเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่เลี้ยงต่อเนื่อง Caco-2.คอลัมน์บทความวิจัย.วารสารนเรศวรพะเยา.ปีที่8.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม 2558.หน้า87-92
  • รศ.ดร.กรณ์กาญจน์ ภมรประวัติธนะ.มหัศจรรย์ย่านาง จากซุปหน่อไม้ถึงเครื่องดื่มสุขภาพ.คอลัมน์บทความพิเศษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่370.กุมภาพันธ์.2553
  • Sireeratawong S, Lertprasertsuke N, Srisawat U, Thuppia A, Ngamjariyawat A, Suwanlikhid N, et al. Acute and subchronic toxicity study of the water extract from Tiliacora triandra (Colebr.) Diels in rats. Sonklanakarin J Sci and Technol. 2008;30(5):611-619.
  • ย่านาง...อาหารที่เป็นยา.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Pavanand K, Webster HK, Yongvanitchit K, Dechatiwongse T. Antimalarial activity of Tiliacora triandra Diels against Plasmodium falciparum in vitro. Phytotherapy Research. 1989;3(5):215-217.
  • ย่านาง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ชุตินันท์ ประสิทธิ์ภูริปรีชา.เอกชัย ดำเกลี้ยง,พยุงศักดิ์ สุรินต๊ะ , วสันต์ ดีล้ำ, ฤทธิ์ปรับ ภูมิคึ้มกัน ต้านออกซิเดชั่น และต้าน

11

ยอ
ชื่อสมุนไพร  ยอ
ชื่ออื่น/ขื่อท้องถิ่น  ยอบ้าน (ภาคกึ่งกลาง) , มะตาเสื่อ (ภาคเหนือ) , แยใหญ่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , Noni (ฮาวาย) , Meng kudu (มาเลเซีย) , Ach (ฮินดู)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Morinda citrifolia
ชื่อสามัญ  Indian mulberry
วงศ์  Rubiaceae
บ้านเกิดเมืองนอน   ลูกยอ Morinda citrifolia เป็นผลไม้เขตร้อนพบได้ทั่วไปบันทึกว่ามีการกินลูกยอเป็นของกินมานานกว่า 2000 ปี แล้ว โดยยอเป็นพืชประจำถิ่นในแถบโพลีนีเซียตอนใต้ (Polynesia) และก็ได้แพร่ไปไปยังประเทศต่างๆโดยมีตำนานว่า คนภายในสมัยโบราณ (ที่ปัจจุบันนี้เรียกกันว่าขาว เฟร้นซ์ โพลินีเซีย (French Polynesia) ซึ่งอยู่ในแถบตอนใต้ของห้วงสมุทรแปซิฟิก พวกเขาได้เดินทางจากเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่งโดยเรือแคนูและก็ได้นำพืชศักดิ์สิทธิ์จากหมู่เกาะเดิมของพวกเขามาด้วย พืชนั้นเป็นอีกทั้งอาหารขึ้นพื้นฐานที่สร้างเสริมส่วนต่างๆของร่างกายและเพื่อเป็นยารักษาโรค ซึ่งใช้สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนรุ่นก่อนรุ่นแล้วรุ่นเล่า ได้ช่วยเหลือกันบันทึกแล้วก็จดจำต่อมายังบุตรหลานว่าผลของต้นโนนิช่วยบำบัดรักษาลักษณะการป่วยพื้นฐานได้ โดยชาวโพลิเนเซียน คนจีน คนแขก รู้จักใช้ประโยชน์จากลูกยอมานานแล้ว ส่วนการแพร่ไปชนิดของยอนั้นเกิดจากถูกนำติดตัวเข้าไปยังหมู่เกาะแปซิฟิคตอนใต้ โดยบรรดาผู้ลี้ภัย และมันสามารถเจริญงอกงามได้ดิบได้ดีในดินภูเขาไฟที่ไม่มีมลภาวะ รวมทั้งมีการแพรกระจัดกระจายจำพวกไปยังดินแดนใกล้เคียง
แม้กระนั้นอีกตำราเรียนหนึ่งกล่าวว่าเป็นไม้ท้องถิ่นในเอเซียอาคเนย์ แต่มีผู้น าไปแพร่พันธุ์จนกระจัดกระจายไปทั่วประเทศอินเดีย รวมทั้งตามหมู่เกาะต่างๆในห้วงมหาสมุทรแปซิฟิคและก็หมู่เกาะอินดัสตะวันตก ต้นยอขึ้นได้ทั้งในป่าทึบหรือตามชายฝั่งทะเลที่เป็นโขดเขาหรือพื้นทราย ต้นโตเต็มกำลังเมื่ออายุครบ 18 เดือน และก็จะออกผล
ซึ่งในตอนนี้พืชชนิดนี้มีชื่อเสียงกันทั้งโลก ในประเทศไทยรู้จักกันในชื่อ “ยอ” ในประเทศมาเลเซียรู้จักกันในชื่อ “เมอกามอง” (Mergadu) ในเอเชียได้เรียกว่า “นเฮา” (Nhau) แถบหมู่เกาะตอนใต้ของห้วงสมุทรแปซิฟิกเรียกกันว่า “โนนู” รวมทั้งในเกาะซามัว ทองกา ราราทองคำกา ตาฮิติ เรียกกันว่า “โนโน” หรือ “โนนิ”
ลักษณะทั่วไป
ลำต้น ยอเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงประมาณ 2-6 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็ก ขนาดโตสุดกำลัง 5-10 ซม. สังกัดอายุ และความอุดมสมบูรณ์ของดิน เปลือกลำต้นบางติดกับแก่นไม้ ผิวเปลือกออกสีเหลืองนวลแกมขาว หยาบคายสากน้อย แตกกิ่งน้อย 3-5 กิ่ง ทำให้ดูไม่เป็นทรงพุ่มไม้
ใบ ใบเป็นใบเดี่ยว (simple leaf) แทงออกตรงข้ามกันซ้ายขวา มีรูปทรงรี หรือขอบขนาน ใบกว้างโดยประมาณ 10-20 ซม. ยาวราวๆ 15-30 เซนติเมตร ใบอ่อนสีเขียวสด เมื่ออายุใบมากจะมีสีเขียวเข้ม ก้านใบยาวราวๆ 1 ซม. โคนใบ รวมทั้งปลายใบมีลักษณะแหลม ขอบของใบ และผิวใบเป็นคลื่น ผิวใบมันเกลี้ยงทั้งคู่ด้าน ข้างบนใบมักพบเป็นตุ่มที่เกิดขึ้นจากแบคทีเรีย
ดอก  ดอกออกเป็นช่อกลมลำพังๆสีขาว ทรงเสมือนหลอด ดอกแทงออกตามง่ามใบ ก้านช่อดอกยาวราว 3-4 เซนติเมตร ไม่มีก้านดอกย่อย จัดเป็นดอกสมบูรณ์เพศที่มีอีกทั้งเกสรตัวผู้ รวมทั้งเกสรตัวเมีย กลีบรองดอก รวมทั้งโคนกลีบดอกไม้เชื่อมติดกัน กลีบมีสีขาว เป็นรูปท่อ ยาวประมาณ 8-12 มม. ผิวดอกข้างนอกเรียบ ด้านในมีขน ดอกส่วนครึ่งปลายบนแยกเป็น 4-5 แฉก ยาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร เกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย ยาวราว 15 มิลลิเมตร แยกเป็น 2 แฉก อับเรณูยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร
ผล  ผลเป็นจำพวกผลรวม (multiple fruit) เช่นเดียวกับน้อยหน่า รวมทั้งขนุน เชื่อมชิดกันได้ผลใหญ่ดังที่เราเรียกผลหรือหมาก ขนาดผลกว้างราว 3-5 ซม. ยาว 3-10 ซม. ผิวเรียบเป็นตุ่มพอง ผลอ่อนจะมีสีเขียวสด เมื่อแก่จะมีสีเหลืองอมเขียว และเมื่อสุกจะมีสีเหลือง และเปลี่ยนเป็นสีขาวจนกระทั่งเน่าตามอายุผล เมล็ดในผลมีหลายชิ้น เมล็ดมีลักษณะแบน ภายในเมล็ดเป็นถุงอากาศทำให้ลอยน้ำได้ ผิวเม็ดมีสีนํ้าตาลเข้ม
                นอกเหนือจากนั้นยังสามารถแบ่งสายพันธุ์ของยอได้อีกดังนี้

  • M. citrifolia var. citrifolia เป็นสายพันธุ์ที่ส่งผลหลายขนาด เจอได้บริเวณหมู่เกาะในห้วงสมุทรแปซิฟิก ยกตัวอย่างเช่น ฮาวาย ตาฮิติ เป็นต้น
  • M. citrifolia var. bracteata เป็นสายพันธุ์ที่มีผลเล็ก พบได้บ่อยในทวีปเอเชีย เช่น ไทย พม่า ลาว จีนตอนใต้ เวียดนาม มาเลียเชีย อินโดนีเซีย ประเทศอินเดีย แล้วก็หมู่เกาะในห้วงมหาสมุทรแปซิฟิค
  • M. citrifolia cultivar potteri เป็นสายพันธุ์ที่ใบมีอีกทั้งสีเขียว แล้วก็สีขาว เจอทั่วๆไปรอบๆหมู่เกาะในห้วงมหาสมุทรแปซิฟิก
การขยายพันธุ์การปลูก
ยอนิยมปลูกด้วยการเพาะเมล็ด แต่ว่าสามารถขายประเภทด้วยวิธีอื่นได้เหมือนกัน ได้แก่ การปักชำ การทำหมัน แต่ว่าการเพาะเม็ดจะได้ผลที่ดีมากกว่ารวมทั้งอัตราการรอดจะสูงขึ้นมากยิ่งกว่าวิธีอื่น โดยการเพาะเม็ดจะใช้กระบวนการบีบแยกเม็ดออกมาจากผลสุก แล้วล้างด้วยน้ำ รวมทั้งกรองเม็ดออก ผลที่ใช้ต้องเป็นผลสุกจัดที่ตกจากต้นที่มีสีขาว เนื้อผลอ่อนนิ่ม ซึ่งจะได้เม็ดที่มีสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม  เม็ดที่ได้จะต้องนำไปตากแห้ง 3-5 วันก่อน  และก็เอามาเพาะในถุงเพาะชำให้มีต้นสูงราว 30 เซนติเมตร ก่อนนำลงปลูก
ต้นยอเป็นพันธุ์พืชที่ดูแลง่ายดายไม่ค่อยมีแมลงศัตรูพืช หรือโรคพืชมาก รวมทั้งยังเป็นพืชที่แข็งแรงต่อสภาพดินเค็มและก็สภาพการณ์แล้งอีกด้วย ก็เลยทำให้มีการแพร่ระบาดชนิดอย่างรวดเร็วส่วนประกอบทางเคมี สาระสำคัญที่เป็นส่วนประกอบในยอ อีกทั้งในส่วนของ  ผล ใบ แล้วก็ราก มีหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น scopoletin , octoanoic acid , potassium , vitamin C , terpenoids , Asperuloside , Proxyronine สารในกรุ๊ป anthraquinones เป็นต้นว่า anthraquinone glycoside , morindone แล้วก็ rubiadin รวมถึง      flavonoids, triterpenoids, triterpenes, saponins, carotenoids, vitamin E                                    ยิ่งกว่านั้นยังมี  vitamin A , amino acid , ursolic acid , carotene แล้วก็  linoleic acid ซึ่งสารพวกนี้สารชนิดได้มีการทดสอบคุณลักษณะของสารแล้วว่ามีผลที่สามารถนำมาใช้ทางด้านการแพทย์ได้ นอกจากนี้ยังเจอสารจำพวกใหม่ที่ชื่อว่า flavone glycoside และก็ iridoid glycoside ในใบยอโดยสารทั้งคู่ส่งผลยังยั้ง cell transformation ของ mouse epidermal JB6 cell line
ประโยชน์/คุณประโยชน์
คุณประโยชน์ซึ่งมาจากยอนั้นมีอีกทั้งในด้านการนำไป บริโภคเป็นอาหารรวมทั้งการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพร ในร้านของ        Asperulosideการนำมาบริโภคนั้น   มีมากมายหลายรูปแบบดังนี้ มีการ
 บริโภคผลยอกันมาก ดิบๆหรือแต่ง เช่น บางหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก กินผลยอเป็นของกินหลัก ส่วนชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วก็คนพื้นเมืองออสเตรเลียรับประทานผลยอดิบจิ้มเกลือ หรือปรุงกับผงกะหยี และก็ใช้เมล็ดของยอคั่วกินได้
ส่วนในประเทศไทยนั้นบริโภคยอโดย ลูกยอสุก  เอามาจิ้มรับประทานกับเกลือหรือกะปิ ลูกห่ามใช้ทำส้มตำ ใบอ่อน เอามาลวกกินกับน้ำพริก ใช้ทำแกงจืด แกงอ่อม ผัดไฟแดง หรือประยุกต์ใช้รองกระทงห่อหมก และก็ในขณะนี้มีการนำลูกไปแปรรูปโดยคั้นเป็น น้ำลูกยอ โดยเชื้อกันว่ามีสาระ ทางด้านคุณค่าของอาหารที่มี วิตามินซี วิตามินเอ แล้วก็ธาตุโปแตสเซียมสูง นอกจากนี้จะมีลักษณะเหมือนพืชผักผลไม้ไม่น้อยเลยทีเดียวเนื่องจากมีสารแอนติออกซิแดนท์หรือสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งนับว่าช่วยชะลอการแก่ของเซลล์ และต้านทานมะเร็ง  ได้
                ส่วนในด้านการนำมาใช้เป็นสมุนไพรนั้น ยอได้ถูกระบุว่ามีคุณประโยชน์ทางยา ดังต่อไปนี้  ตำรายาไทย: ผลมีรสเผ็ดร้อน ช่วยขับลมในลำไส้ ขับผายลม บำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร ผสมในยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกยุ่ย เหงือกบวม ขับระดูเสีย ขับเลือดลม ฟอกโลหิต ขับน้ำคาวปลา แก้เสียงแหบ แก้ตัวเย็น แก้ร้อนในอก แก้กษัย แก้คลื่นไส้  โดยนำมาหมกไฟหรือต้มกับน้ำกิน หรือเอามาจิ้มกับน้ำผึ้งทาน ตำราคุณประโยชน์ยาไทยกล่าวว่าผลอ่อนกินเป็นยาแก้คลื่นเหียนอาเจียน ผลสุกเป็นยาขับประจำเดือนสตรี ผลดิบเผาเป็นถ่านผสมเกลือนิดหน่อย อมแก้เหงือกเปื่อยเป็นขุมบวม หั่นปิ้งไฟเพียงพอเหลืองทำกระสายยา เมล็ดเป็นยาระบาย
           ตำราเรียนยาไทยมีการใช้ ผลยอ ใน”พิกัดตรีผลสมุฎฐาน” เป็นการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีผลเป็นที่ตั้ง 3 อย่าง ส่งผลมะตูม ผลยอ ผลผักชีลา สรรพคุณแก้สมุฎฐานแห่งตรีทูต ขับลมต่างๆแก้โรคไตทุพพลภาพ ส่วนอีกหนังสือเรียนหนึ่งกล่าวว่าสรรพคุณของส่วนต่างๆของยอไว้ดังนี้
                ราก คุณประโยชน์เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ใบยอ รสขมขื่น คุณประโยชน์บำรุงธาตุ แก้ไข้ ฆ่าเหา ปวดข้อ คั้นน้ำทา แก้โรคเกาต์ แก้ท้องเดินในเด็ก แก้เหงือกบวม คั้นน้ำทาแก้แผลเรื้อรัง แก้กษัย ผสมยาอื่นแก้วัณโรค ผลดิบหรือแก่ รสเผ็ดร้อน สรรพคุณขับลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับโลหิต รอบเดือนของสตรี ฟอกโลหิต แก้คลื่นเหียนอาเจียน ผสมยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อยยุ่ย แก้เสียงแหบแห้ง แก้ร้อนในอก ผลสุก ของยาขยันน มีกลิ่นแรง สรรพคุณผายลมในไส้ ต้น ใช้เป็นส่วนประกอบกับสมุนไพรอื่นเป็นยารักษาวัณโรค ดอก เป็นส่วนประกอบของสมุนไพรตัวอื่นเป็นยารักษาวัณโรค
แบบอย่าง/ขนาดการใช้
แก้อาเจียนที่เกิดขึ้นจากธาตุเปลี่ยนไปจากปกติ           ใช้ผลดิบหรือห่าม(ยังไม่สุก) ฝานเป็นชิ้นบางๆปิ้ง  หรือคั่วไฟอ่อนๆให้เหลือง  ใช้ทีละ  2  กำมือ  น้ำหนักโดยประมาณ  10-15  กรัม  ต้มหรือชงน้ำกินจิบแต่น้ำเป็นประจำในขณะที่มีลักษณะอาการ  หากดื่มครั้งละมากมายๆจะมีผลให้อ้วก
ใบสดใช้ต้มน้ำหรือนำมาบดตากแห้งชงเป็นชาดื่ม รวมทั้งใส่แคปซูลรับประทาน ช่วยแก้กระษัย  แก้ปวดเมื่อยตามข้อมือข้อเท้า แก้ท้องร่วง ลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้โรคเบาหวาน คุ้มครองโรคในระบบหัวใจ รวมทั้งเส้นเลือด แก้โรคมะเร็ง
ดอกใช้ต้มน้ำกินหรือนำมาตากแห้งชงเป็นชาดื่ม แก้วัณโรค โรคเบาหวาน คุ้มครองป้องกันโรคหัวใจ แล้วก็หลอดเลือด ต่อต้านโรคมะเร็ง
เนื้อผลมีรสเผ็ดร้อน มีสารออกฤทธิ์เป็น asperuloside ใช้แก้อ้วก ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร แล้วก็ไส้ ช่วยขับประจำเดือน แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ช่วยลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ
รากเอามาต้มหรือดองสุรากินเป็นยาระบาย แก้กษัย ช่วยเจริญอาหาร คุ้มครองปกป้องโรคมะเร็ง โรคในระบบหัวใจ และก็เส้นโลหิต
ไอระเหยจากลูกยอ ใช้รักษากุ้งยิง ลูกยอดิบ ใช้รักษาลักษณะของการเจ็บ หรือแผลเป็นสะเก็ดรอบปากหรือภายในปาก ลูกยอสุก ใช้รับประทาน ลูกยอบดละเอียดใช้ล้างคอแก้คอเจ็บ ใช้ทาเท้าแก้เท้าแตก ใช้ทาผิวฆ่าเชื้อโรค หรือรับประทานเพื่อฆ่าพยาธิภายในร่างกาย
ช่วยรักษาโรคกรดไหลย้อน ด้วยการทำเป็นเครื่องดื่ม ใช้คู่กับหัวหญ้าแห้วหมู อย่างแรกให้เลือกลูกยอห่าม เอามาหั่นเป็นแว่นๆไม่บางหรือหนากระทั่งเกินความจำเป็น แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปปิ้งไฟอ่อนๆโดยปิ้งให้เหลืองกรอบ สำหรับหญ้าแห้วหมูให้เอาท่อนหัวใต้ดินที่เราเรียกว่าหัวแห้วหมู นำไปคั่วให้เหลืองและก็มีกลิ่นหอมสดชื่น เมื่อเสร็จแล้วให้ตั้งไฟต้มน้ำกระทั่งเดือดแล้วเอาตัวยาทั้งสองแบบลงไปต้มพร้อมกัน ใส่น้ำตาลกรวดพอหวาน ทิ้งเอาไว้สักพักแล้วยกลงจากเตา รอคอยจนอุ่นแล้วนำมากิน ที่เหลือให้กรองเอาแต่น้ำแช่เอาไว้ภายในตู้แช่เย็นและหลังจากนั้นก็ค่อยอุ่นรับประทาน ให้ดื่มติดต่อกัน 1 อาทิตย์ช่วยแก้อาการเจ็บคอ ด้วยการใช้ลูกยอดิบนำไปเผาไฟให้สุกและก็แช่ลงไปภายในน้ำต้มสุก แล้วรินเอาแต่น้ำเพื่อทุเลาอาการ
วิธีการใช้ยอรักษาอาการอ้วก   ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขพื้นฐาน)                 นำผลยอดิบที่โตเต็มกำลังแล้วมาฝานเป็นแผ่นบางๆหลังจากนั้นนำมาตากแห้ง แล้วคั่วในกระทะบนไฟกรุ่นๆให้แห้งเกรียม นำมาบดเป็นผุยผง แล้วก็ใช้ผงมาโดยประมาณ 20 กรัม ชงกับน้ำเดือดใหม่ๆ1 ลิตร แช่ทิ้งเอาไว้โดยประมาณ 15 นาที กรองเอาแต่น้ำใส่กระติกที่มีไว้สำหรับใส่น้ำร้อนไว้ จิบน้ำยาราว 30 มล. ทุก 2 ชั่วโมง เวลาคลื่นไส้ อาเจียน
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวกับแก้คลื่นไส้ อ้วก การเรียนรู้การใช้น้ำผลยอในการระงับคลื่นไส้ โดยเปรียบเทียบกับยา metoclopramide ซึ่งเป็นยาแก้อาเจียน และก็ชาซึ่งใช้ในกรุ๊ปควบคุม ในผู้ป่วยไข้จับสั่น 92 ราย ที่มีลักษณะอาเจียนอาเจียน ชาย 68 ราย หญิง 24 ราย อายุระหว่าง 15 -55 ปี แบ่งเป็นกลุ่มใช้น้ำผลยอ 30 มิลลิลิตร กินทุก 2 ชั่วโมง กลุ่มที่ 2 กินชา 30 มิลลิลิตร ทุก 2 ชั่วโมง และก็กรุ๊ปที่ 3 ใช้ยา metoclopramide 1 เม็ด (5 มก.) เวลามีอาการอาเจียนอาเจียนทุก 4 ชั่วโมง เขียนบันทึกจำนวนครั้งการอาเจียนก่อนและก็หลังการให้ยาทุกราย จากการเรียนรู้พบว่าค่าเฉลี่ยปริมาณครั้งการอาเจียนก่อนให้ยาอีกทั้ง 3 กรุ๊ป มีค่าไม่ได้มีความแตกต่างกัน แม้กระนั้นจำนวนการอ้วกกลุ่มที่ใช้ยา metoclopramide มีน้อยที่สุดรองลงมาเป็นยอ รวมทั้งน้ำชามีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด แสดงว่ายอลดอาการคลื่นไส้ได้มากกว่าน้ำชา
เมื่อศึกษาเล่าเรียนกลไกการออกฤทธิ์พบว่าผลยอมีฤทธิ์ต้านทาน dopamine อย่างอ่อน  สารสกัดน้ำของผลยอสามารถรีบการบีบตัวของลำไส้เล็กในหนูเม้าส์ที่ได้ถูกกระตุ้นให้อาเจียนด้วย  apomorphine แต่ไม่สามารถต้านฤทธิ์ของ apomorphine สำหรับการลดการบีบตัวของกระเพาะอาหารได้
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial activity) มีรายงานว่าสาร acubin L-asperuloside และก็ alizarin ในผลลูกยอเป็น antibacterial agent สามารถคุ้มครองปกป้องการติดเชื้อแบคทีเรียต่างๆได้ อาทิเช่น Pseudomonas aeruginosa Proteus morgaii S Staphylococcus aureus Bacillus subtilis Escherichia coil Salmonella และ Shigella
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส (Antitviral activity) มีรายงานการค้นพบสารประเภทหนึ่งจากรากของต้นยอชื่อว่า 1-methoxy-2-formyl-3-hydroxy anthraquinone ซึ่งมีฤทธิ์สำหรับในการยังยั้งการเกิด cytopathic effect ของเชื้อ HIV ต่อการ infect MT4 cell โดยไม่มีการยับยั้งการเติบโตของเซลล์
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อวัณโรค (Antitubercular effects) มีการรายงานพบว่าลูกยอสามารถกำจัดการต่อว่าดเชื้อวัณโรคได้ถึง 97% เปรียบเทียบกับยา antibiotic ดังเช่นว่า Rifampcin
ฤทธิ์ระงับความเจ็บปวด (Analgesic activity) มีรายงานว่าสารสกัดจากรากยอมีฤทธิ์ระงับปวดในสัตว์ทดลอง รวมทั้งผลวิจัย โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ทัศนีย์ ปัญจานนท์ พบว่าสารสกัดจากผลยอไทยมีฤทธิ์ยับยั้งปวดในสัตว์ทดลอง

การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ  สารสกัดเอทานอลกับน้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินฉีดเข้าทางช่องท้องหนูพบว่า ค่า LD50 พอๆกับ 0.75 ก./กิโลกรัม สารสกัดเมทานอลกับน้ำจากผลฉีดเข้าทางช่องท้องหนูเพศผู้พบว่า ค่า LD50 มีค่ามากยิ่งกว่า 1 ก./กก.น้ำหนักตัว ส่วนอีกการทดลองพบว่า สารสกัดเอทานอลกับน้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินขนาด 10 ก./กิโลกรัม ให้ทางสายยางสู่กระเพาะหนูหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังไม่แสดงความเป็นพิษ
การทดลองพิษครึ่งหนึ่งเรื้อรังในหนูแรทโดยป้อนสารสกัดจากผลยอ ไม่พบความเปลี่ยนไปจากปกติอะไรก็แล้วแต่ในค่าตรวจทางวิชาชีวเคมีในเลือด และค่าตรวจทางเลือดวิทยา นอกจากนั้นการทดสอบความเป็นพิษโดยใช้สารสกัดด้วยน้ำจากผลยอแห้ง ก็ไม่พบความเป็นพิษทั้งแบบฉับพลันและแบบเรื้อรัง
พิษต่อเซลล์  น้ำคั้นจากผลขนาด 6.25 มก./มิลลิลิตรทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่ามีความเป็นพิษต่อเซลส์ CAa-IIC ในตอนที่สารสกัดเม-ทานอลจากใบ ทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยง ไม่เจอความเป็นพิษต่อเซลล์ CFI IS-RA II สารสกัดคลอโรฟอร์มและน้ำจากรากทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่าส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์ ตอนที่สารสกัดเฮกเซนแล้วก็เมทานอลจากรากไม่เป็นผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากผลไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ เมื่อทดลองใน Bacillus subtilis
ข้อแนะนำ/ข้อควรไตร่ตรอง

  • สารโพรซีโรนินที่เจอในน้ำลูกยอ อยากน้ำย่อยเปปซิน (Pepsin) แล้วก็สภาพความเป็นกรดในกระเพาะ เพื่อกลายเป็นซีโรนิน ดังนั้น ถ้าเกิดกินน้ำลูกยอขณะที่ท้องอิ่มแล้วจะทำให้ส่งผลทาเภสัชของสารซีโรนินลดน้อยลง
  • คุณประโยชน์ และคุณประโยชน์น้ำลูกยอจะลดลงเมื่อรับประทานร่วมกับแอลกอฮอล์
  • การบดหรือการสกัดน้ำลูกยอไม่ควรทำให้เมล็ดยอแตก เพราะเหตุว่าสารในเม็ดยอมีฤทธิ์เป็นยาระบายอาจจะส่งผลให้ถ่ายบ่อยครั้งได้
  • คนเจ็บโรคไตไม่สมควรดื่มน้ำลูกยอ เพราะเหตุว่ามีเกลือโปแตสเซียมสูง อาจจะทำให้เกิดภาวะหัวใจวายกะทันหันได้
  • สตรีมีครรภ์ไม่ควรบริโภคลูกยอ ด้วยเหตุว่าผลยอมีฤทธิ์ขับเลือด อาจจะทำให้แท้งลูกได้
เอกสารอ้างอิง

  • มากคุณค่าน้ำลูกยอ.สภาภรณ์ ปิติพร.2545.
  • อัญชลี จูฑะพุทธิ  ปุณฑริกา ณ พัทลุง  อุไรวรรณ เพิ่มพิพัฒน์  เย็นจิตร เตชะดำรงสิน.  การศึกษาฤทธิ์ต้านอาเจียนของผลยอ. ไทยเภสัชสาร 2539;20(3):195-202.
  • ผลของใบยอและฟ้าทะลายโจรต่อการเปลี่ยนแปลงสีและอัตราการจับกินเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาวในปลาทอง (Carasius auratus.) ชฎาธาร โทนเดียว,2527.
  • วิชัย เอกพลากร  สำรวย ทรัพย์เจริญ ประทุมวรรณ์  แก้วโกมล และคณะ.  การศึกษาทางคลินิกของผลยอในการระงับอาการอาเจียน.  รายงานการวิจัยโครงการสมุนไพรกับการสาธารณสุขมูลฐาน สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน  กระทรวงสาธารณสุข.
  • ยอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คระเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ลูกยอ/ใบยอ น้ำลูกยอและสรรพคุณยอ.พืชเกษตรดอทคอม
  • ยอ.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี http://www.disthai.com/
  • ยอ.สมุนไพรไทยสรรพคุณสารพัดที่หลายคนมองข้าม.ศูนย์ปฏิบัติการช่างเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส
  • ยอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สุทธิพันธ์ สาระสมบัติ. การพัฒนายาเพิ่มภูมิคุ้มกันจากสมุนไพร: ยอบ้าน (Morinda citrifolia L.). รายงานการวิจัยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2546.
  • Khurana H, Junkrut M, Punjanon T. Analgesic activity and genotoxicity of Morinda citrifolia.  Thai J Pharmacol 2003;25(1):86.
  • Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P.  Study on toxicity of Thai medicinal plants.  Bull Dept Med Sci 1971;122/4:36-65.
  • Charoenpiriya A, Phivthong-ngam L, Srichairat S, Chaichantipyuth C, Niwattisaiwong N, Lawanprasert S. Subacute effects of Morinda citrifolia fruit extract on hepatic cytochrome P450 and clinical blood chemistry in rats.  Thai J Pharm Sci 2003;27(suppl):69.
  • Hiramatsu T,Imoto M,Koyano T, Umezawa K.  Induction of normal phenotypes in ras-  transformed cell by damnacanthal from Morinda citrifolia.  Cancer Lett 1993;73(2/3):161-6.
  • Dhawan BN,Patnalk GK, Rastogi RP, et al.  Screening of Indian plant for biological activity. VI.  Indian J Exp Biol 1977;15:208-19.
  • Hirazumi A, Furusawa E.  An immunomodulatory polysacharide-rich substance from the fruit juice of Morinda citrifolia (Noni) with antitomour activity.  Phytother Res 1999;135:380-7.
  • Nakahishi K, Sasaki SI, Kiang AK, et al.  Phytochemical survey of Malaysian plant preliminary chemical and phramacological screening.  Chem Pharm Bull 1965;137:882-90.
  • Murakami A, Kondo A, Nahamura Y, Ohigashi H, Koshimizu K.  Possible anti-tumor promoting properties of edible plants from Thailand and identification of an active constituent, cardamomin, of Boesenbergia pandurata.  Biosci Biotech Biochem 1993;57(11):1971-3.


12

ฟ้าทะลายโจร
ชื่อสมุนไพร ฟ้าทะลายโจร
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  น้ำลายพังพอน , จอมโจรห้าร้อย (ภาคกลาง,กรุงเทพ), สามสิบดี (ร้อยเอ็ด) , ใกล้จะสว่าง (จ.สกลนคร) , เขยตายายคลุม (จังหวัดราชบุรี) , ต้นหญ้ากันงู (จังหวัดสงขลา) , ฟ้าสะท้าน (พัทลุง) , ก้อนเมฆทะลาย (ยะลา) ,ชักชวนซิน , เจ๊กเกี้ยงฮี้ , โขว่เซ่า , ซีปังฮี (จีน)
ชื่อสามัญ  Kariyat, Creat, Herba  Andrographis, Indian Echinace
ชื่อวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm. f .) Nees
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees
สกุล   Acanthaceae
ถิ่นเกิด ฟ้าทะลายขโมย เป็นไม้ล้มลุกในตระกูลเดียวกับโหระพาหรือกระเพรา มีบ้านเกิดเมืองนอน แล้วก็พบแพร่ขยายตามประเทศต่างๆในทวีปเอเซีย ซึ่งจัดเป็นสมุนไพรแคว้นในประเทศแถบทวีปเอเชียรวมถึงเอเซียอาคเนย์ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศอินเดีย จีน ศรีลังกา ไทย และยังใช้กันอย่างมากมายในหลายประเทศทั่วทวีปเอเชีย โดยนิยมนำส่วนของใบและก็ลำต้นใต้ดินมาทำเป็นยารักษาโรค โดยเป็นพืชล้มลุกที่มีรสขมจัด จนถึงขึ้นชื่อว่าเป็นแรงวแห่งความขม “King of the Bitterness”  ในปัจจุบันสามารถเจอฟ้าทะลายมิจฉาชีพได้ทั่วๆไปในประเทศไทย ลาว เขมร มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน ประเทศอินเดีย ศรีลังกา และก็หมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถเจอได้ทุกภาคของประเทศ รวมทั้งยังเป็นสมุนไพรที่กำลังได้รับความนิยมสำหรับการนำมาใช้คุณประโยชน์ในการรักษาโรคอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป ฟ้าทะลายโจร เป็นไม้พุ่มเตี้ยสูง 40-80 เซลเซียสม. ลำต้นลักษณะสี่เหลี่ยม แตกกิ่งก้านสาขามากมาย อีกทั้งต้นมีรสขมมากมาย ใบออกตรงกันข้ามกัน ตัวใบยาวรีปลายใบเรียวแหลม ยาว 2-8 เซลเซียสม. กว้าง 1-3 เซลเซียสม. ขอบใบมีรอยหยักน้อยแทบเรียบ ก้านใบสั้นจนแทบจะเรียกว่า ไม่มีก้านใบ ดอกออกมาจากซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมีสีเขียว ยาวโดยประมาณ 3 ม.มัธยม ส่วนโคนติดกันปลายแยกเป็น 5 กลีบเรียวแหลมกลีบดอกไม้ชิดกันเป็นหลอดสีขาว ปลายแยกเป็น 2 ซีกใหญ่ๆคล้ายปาก ซีกบนขนาดใหญ่กว่าด้านล่าง
ส่วนปลายยังแบ่งเป็นกลีบเล็กๆ3 กลีบ มีรอยกระสีม่วง ซีกล่างมีขนาดเล็ก ส่วนปลายมีรอยแยกเป็น 2 กลีบสีขาว เกสรตัวผู้มี 2 อัน ใกล้กับกลีบดอก ก้านเกสรเป็นเส้นสีขาวบางๆยื่นออกมา 2 เส้น มีขนนุ่มๆปกคลุมอยู่ ปลายมีอับเรณูสีม่วงดำ ก้านเกสรตัวเมียเป็นเส้นยาวๆบางๆสีแดงอมาแตะต้องที่อับเรณูของเกสรตัวผู้ รังไข่มี 1 อัน ผลเป็นฝักทรงกระบอกแบนมีร่องลึกกึ่งกลางด้านแบบทั้งสองด้าน ฝักยาวราว 1.5 ซ.ม. กว้าง 0.5 ซ.มัธยม ฝักแก่แล้วแตกตามรอยข้าง ฝักแบ่งเป็น 2 ด้าน โดยมีร่องลึกนั้นอยู่ที่ซีกละร่อง เม็ดสีส้มแดงแข็ง มองออกจะโปร่งแสง ฝักหนึ่งมีเมล็ดหลายเม็ด
การขยายพันธุ์
ฟ้าทะลายโจรเป็นไม้ล้มลุกนานยาวนานหลายปี สามารถประสบพบเห็นได้ตามพื้นที่ทั่วไป เป็นพืชที่เติบโตก้าวหน้าในทุกภาวะดิน ถูกใจดินร่วน ดินมีความชื้น สามารถเติบโตในพื้นที่ที่มีวัชพืชขึ้นครึ้มก้าวหน้า พบได้บ่อยทั้งยังในที่โล่งหรือแดดรำไร
การขยายพันธุ์ฟ้าทะลายขโมยนิยม ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด เม็ดที่ใช้ควรเป็นเมล็ดแก่ที่มีลักษณะสีดำ โดยการโปรยในแปลงดินหรือพื้นที่ว่างทั่วๆไป รวมทั้งการหยอดเมล็ดในกระถาง เม็ดจะงอกภายใน 1-2 อาทิตย์
ฟ้าทะลายโจรหลังเม็ดงอกแล้วไม่ต้องการที่จะอยากการดูแลมากเหมือนพืชทั่วไป เนื่องจากไม่มีโรคหรือแมลงคอยทำลายมากเท่าไรนัก เพียงแค่คอยกำจัดวัชพืชรอบลำต้นก็สามารถเติบโตได้ดี และไม่จำต้องใช้ปุ๋ยเคมีอะไร แม้กระนั้นควรจะคอยให้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยธรรมชาติ รวมทั้งพรวนดินให้ร่วนซุยสม่ำเสมอ
ในการเก็บเกี่ยวควรที่จะเก็บเกี่ยวในตอนที่พืชออกดอกนับจากเริ่มมีดอกจนกระทั่งดอกบานร้อยละ 50 เพื่อมีจำนวนสารสำคัญสูง ซึ่งพืชจะแก่ราว 110-150 วัน
ส่วนประกอบทางเคมี
ส่วนเหนือดินฟ้าทะลายมิจฉาชีพ มีสารสำคัญชนิดไดเทอร์พีนแล็กโทน (diterpene lactones) หลายแบบ ตัวอย่างเช่น แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) นีโอแอนโดร-กราโฟไลด์ (neoandrographolide) ดีออกซีแอนโดร-กราโฟไลด์ (deoxyandrographolide) ดีออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (deoxy-didehydro andrographolide) ทั้งนี้วัตถุดิบฟ้าทะลายมิจฉาชีพที่ดีจะต้องมีจำนวนแล็กโทนรวมคำนวณเป็นแอนโดรกราโฟไลด์ไม่ต่ำยิ่งกว่าจำนวนร้อยละ 6 และไม่ควรจะเก็บวัตถุดิบไว้ใช้นานๆเพราะเหตุว่าปริมาณสารสำคัญจะลดประมาณจำนวนร้อยละ 25 เมื่อเก็บไว้ 1 ปี รวมทั้งยังมีสารกลุ่มฟลาโม้น ดังเช่นว่า aroxylin, wagonin, andrographidine A , paniculide A ,paniculide B , paniculide C , andrographolide , neoandrographolide ,
deoxyandrographolide-19-B-D-glucopyranoside , deoxyandrographolide , caffeic acid (3, 4- dihydroxy-cinnamicacid) , chlorogenic acid , 3, 5-dicaffeoyl-d-quinic acid , Ninandrographolide
    Andrographoside                         Paniculide A               
คุณประโยชน์/สรรพคุณ ในการนำฟ้าทะลายขโมยมาใช้ประโยชน์นั้นส่วนมากจะเน้นย้ำในเรื่องคุณประโยชน์ทางยาสำหรับการบรรเทาโรคมากกว่าจะเอามาทำประโยชน์อื่น ซึ่งคุณประโยชน์ของฟ้าทะลายขโมยนั้นมีดังนี้
หนังสือเรียนยาไทย ฟ้าทะลายขโมยเป็นยาเย็นมีรสขมใช้ดับร้อน , แก้พิษ , เพื่อรักษาไข้ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ดับพิษร้อน ระงับอักเสบในอาการไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ  ขับเสมหะ ลดบวม แก้บิด แก้กระเพาะอาหารอักเสบ ลำไส้อักเสบ รักษาโรคผิวหนัง ฝี การติดเชื้อ ที่ทำให้มีลักษณะอาการปวดท้อง ท้องเดิน บิด ทำให้เจริญอาหาร ลดความดันเลือด คางทูม หูชั้นกลางหรือปากอักเสบฯลฯ
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้ระบุคุณประโยชน์ของฟ้าทะลายมิจฉาชีพไว้ดังนี้  ช่วยรักษาโรคหวัด เนื่องด้วยมีสารสำคัญทางพฤกษศาสตร์หลายชนิด เป็นต้นว่า ไดเทอร์ปีนแลคโตน (Diterpene Lactones) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) รวมทั้งสารประกอบอื่นๆซึ่งเชื่อว่าช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายให้ดำเนินงานดีขึ้น และมีส่วนช่วยทุเลาอาการจากหวัดสำหรับผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการไม่ร้ายแรง และก็ออกจะไม่เป็นอันตรายในการกิน เนื่องด้วยจากการเล่าเรียนไม่เจอผลข้างเคียง ซึ่งบางทีอาจเป็นอีกตัวเลือกเสริมของการรักษาหวัดทั่วไป
โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ ฟ้าทะลายมิจฉาชีพมีคุณลักษณะช่วยยับยั้งการหลั่งสารที่ก่อเกิดอาการอักเสบในร่างกาย ต้านอนุมูลอิสระ การแข็งตัวของเลือด และยังพบรายงานว่าสารสกัดจากฟ้าทะลายโจรช่วยป้องกันโรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการทดลองในสัตว์ อีกทั้งยังถูกใส่เป็นยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติของกระทรวงสาธารณสุขในหมวดกลุ่มอาการของระบบทางเดินอาหาร จึงมักนำมาใช้ประโยชน์สำหรับเพื่อการรักษาแล้วก็บรรเทาโรคลำไส้อักเสบ
จากข้อมูลในข้างต้นเชื่อว่าฟ้าทะลายโจร มีความน่าจะเป็นไปได้สำหรับการบรรเทาลักษณะโรคลำไส้ใหญ่อักเสบได้เหมือนกันกับยาเมซาลาซีนที่ใช้เป็นรักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบในขณะนี้ แม้กระนั้นควรรอบคอบสำหรับเพื่อการใช้อย่างเหมาะควรและก็อยู่ภายใต้การดูแลของหมอเป็นสำคัญ เพราะว่าการใช้ฟ้าทะลายขโมยยังเป็นการแพทย์โอกาสรวมทั้งพบรายงานผลข้างเคียงจากการเรียนรู้อยู่นิดหน่อย
ลดอาการไข้และลักษณะการเจ็บคอที่มีเหตุมาจากต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นการอักเสบของต่อมทอนซิลจากการตำหนิดเชื้อในช่องคอ ด้วยคุณประโยชน์ช่วยยับยั้งอาการอักเสบและต้านทานเชื้อการตำหนิดเชื้อของฟ้าทะลายมิจฉาชีพ และก็จากการศึกษาวิจัยทดสอบก็เลยเชื่อว่าฟ้าทะลายขโมย ช่วยรักษาหรือทุเลาอาการติดโรคในทางเดินหายใจตอนต้นได้
โรคข้อรูมาตอยด์  เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดการอักเสบตามข้อและก็หลายอวัยวะในร่างกาย ซึ่งฟ้าทะลายมิจฉาชีพมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ โดยยิ่งไปกว่านั้นสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ก็เลยถูกนำมาใช้เป็นการรักษาโอกาสในโรคภูไม่ต้านตัวเองหรือแพ้ภูเขามิตัวเอง แล้วก็จากการศึกษาเล่าเรียนการใช้ยาที่มีสารสกัดจากฟ้าทะลายมิจฉาชีพในคนเจ็บโรคข้อรูมาตอยด์ที่มีลักษณะของโรคกำเริบ  ก็เลยคาดว่าฟ้าทะลายขโมยก็อาจเอาไปใช้เป็นการรักษาเสริมในคนไข้โรคข้อรูมาตอยด์ได้
โรคไข้หวัดใหญ่ คุณสมบัติของฟ้าทะลายขโมยคือช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ดำเนินงานได้ดิบได้ดีขึ้น ฟ้าทะลายโจร จึงมีประสิทธิภาพสำหรับเพื่อการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ได้ จากการศึกษานำร่อง 2 ชิ้น เกี่ยวกับความสามารถของการใช้สารสกัดที่มีส่วนประกอบของฟ้าทะลายขโมยในคนป่วยไข้หวัดใหญ่ ปริมาณ 540 คน เปรียบเทียบกับยาอะแมนตาดีน (Amantadine) ที่เป็นยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ผลพบว่า คนป่วยที่ได้รับสารสกัดฟ้าทะลายโจรมีลักษณะเร็วและอาการสอดแทรกน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาอะแมนตาดีน ซึ่งทำให้เห็นว่าสารสกัดฟ้าทะลายมิจฉาชีพ มีคุณภาพต่อการดูแลและรักษาโรคไข้หวัดใหญ่
ต้นแบบ/ขนาดวิธีการใช้
ตำรับยาไทย

  • แก้บิดจากแบคทีเรีย (บิดไม่มีตัว หรือบิดชิเกลล่า) ไส้อักเสบ ใช้ใบสด 10-15 กรัม ต้มน้ำผสมน้ำผึ้งกิน
  • แก้บิดจากแบคทีเรียอย่างกระทันหัน ลำไส้อักเสบ กระเพาะอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำ กินวันละชุด แบ่งรับประทานเป็น 2 ครั้ง ตอนเช้า-เย็น
  • แก้หวัด เป็นไข้ ปวดหัว ท้องเดิน ใช้ต้นแห้งบดเป็นผง ผสมน้ำสุก กินครั้งละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง
  • แก้ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ ใช้ต้นแห้งบดเป็นผุยผงผสมน้ำสุก รับประทานครั้งละ 3 กรัม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ใช้ใบแห้ง 10 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้วัณโรคปอดในระยะเริ่มแรก


           ใช้ใบแห้งบกเป็นผุยผงผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดขนาดเม็ดถั่วเหลือง รับประทานครั้งละ 15-30 เม็ด วันละ 2-3 ครั้ง กับน้ำสุก
           ใช้ต้นแห้ง 15 กรัม ใบจับไต่กงเล้า (Mahonia bealei (Fort) Carr) 15 กรัม เถาฮงเสี่ยโกยฮ๊วย (Milletia reticulate Benth) 30 กรัม ต้มน้ำ แบ่งให้รับประทานเป็น 2 ครั้ง วันละ 1 ชุด ต่อเนื่องกัน 15-30 วัน เป็น 1 รอบ ของการดูแลรักษา

  • แก้โรคไอกรน ใช้ใบ 3 ใบ ชงน้ำ ผสมน้ำผึ้งรับประทานวันละ 3 ครั้ง
  • แก้ความดันเลือดสูง จนมีลักษณะอาการปรากฏให้มองเห็น ใช้ใบ 5-7 ใบ ชงน้ำดื่มวันละหลายๆครั้ง
  • แก้ปากอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ใช้ใบแห้งบดเป็นผุยผงหนัก 3-5 กรัม ผสมน้ำผึ้งกินร่วมกับน้ำ
  • แก้คออักเสบ ใช้ต้นสดเคี้ยวกลืนช้าๆให้ทำลายเชื้อที่บริเวณคอ
  • แก้ไส้ติ่งอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 25 กรัม กับดอกเบญจมาศสวน (Chrysanthemum indicum L.) 30 กรัม ต้มน้ำดื่มวันละ 2 ชุด
  • แก้จมูกอักเสบ หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ ปอดฟัน ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่มหรือใช้ต้นสดตำคั้นเอาน้ำหยอดหูอีกด้วย
  • แก้โรคหนองใน ฟุตบาทฉี่อักเสบ ใช้ใบสด 10-15 ใบ ตำผสมน้ำผึ้งชงน้ำดื่ม
  • แก้รอยแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ใช้ใบแห้งบดเป็นผุยผงละเอียดผสมน้ำมันพืชทา หรือใช้ใบสดต้ม เอาน้ำที่ต้มเย็นแล้วมาชำระล้างบาดแผล
  • แก้พิษงูกัด


           ใช้ใบสดตำ เอาไปอังเหนือควันกระทั่งติดน้ำมันจากควัน เอามาพอกที่ปากแผล หรือใช้ใบแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน
           ใช้ต้นสด 30 กรัม ร่วมกับ Paris polyphylla 10 กรัม ฮั่งชิ้งเช่า (Scutellaria indica L.) เลือกเอาแบบใบแคบ 30 กรัม จั่วจิเช่า จำพวกดอกขาว (Oldenlandia diffusa Roxb) 30 กรัม ต้มน้ำกินวันละ 1-2 ชุด

  • แก้ผื่น ผื่นคัน ใช้ผงยานี้ 30 กรัม ผสมน้ำมันพืชลงไป จนกระทั่งมีขนาด 100 หม่อมหลวง ใช้ทาบริเวณที่เป็น
การใช้ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขพื้นฐาน)

  • ใช้ฟ้าทะลายขโมยรักษาอาการท้องเดิน โดยใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายขโมยขนาด 250 มิลลิกรัม จำนวน 2 แคปซูล รับประทาน 4 ครั้งต่อวัน
  • ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาอาการไอและก็เจ็บคอ โดยนำใบฟ้าทะลายขโมยสดตากแห้งในร่ม บดเป็นผุยผงละเอียด เอามาปั้นเป็นยาลูกกลอน ขนาดปลายนิ้วก้อย ผึ่งลมให้แห้ง กิน 3-6 เม็ด วันละ 4 ครั้ง 3 เวลา หลังรับประทานอาหารและก็ก่อนนอน หรือใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายขโมย ขนาด 250 มก. จำนวน 2 แคปซูล รับประทานวันละ 4 คราวหลังของกินแล้วก็ก่อนนอน
  • ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาฝี โดยนำใบออกจะแก่ราวๆ 1 กำมือ แล้วเอาเกลือ 3 เม็ด ใส่ผสมตำรวมกันในครกพอละเอียดดี เอาสุราครึ่งถ้วยชา น้ำครึ่งช้อนชา ใส่รวมลงไปคนให้เข้ากันดีเทน้ำกินค่อนถ้วยชา กากที่เหลือพอกแผลฝี แล้วเอาผ้าสะอาดพันไว้ พอกใหม่ๆจะรู้สึกเจ็บปวดหน่อยเดียว


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ    ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายโจรแห้ง 250 มก. และก็ 500 มิลลิกรัม      บรรเทาอาการท้องเดินไม่ติดเชื้อโรค รับประทานทีละ 500 มก. – 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังอาหาร    บรรเทาลักษณะของการเจ็บคอ กินวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน                 ทุเลาอาการหวัด รับประทานวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารแล้วก็ก่อนนอน  การใช้เพื่อรักษาหรือบรรเทาโรคอื่น หรือใช้บำรุงร่างกาย ควรต้มน้ำหรือรับประทาน 1-3 กรัม หลังอาหาร 1-7 วัน รวมทั้งควรจะเว้นระยะการกิน 3-4 วัน เพื่อลดผลที่อาจเป็นเพราะการสั่งสมของสารหรือได้รับสารในปริมาณมากในร่างกาย

การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดไข้     เมื่อป้อนส่วนสกัด 85% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน ขนาด 2.5 กรัม/กก. แก่กระต่ายที่ถูกฉีดยาไข้รากสาดน้อยเข้าใต้ผิวหนังเพื่อให้จับไข้ พบว่าไข้ลดน้อยลง เช่นเดียวกับเมื่อป้อนสารสกัด 95% เอทานอล ขนาด 2 และก็ 4 มล./กก. แก่หนูขาว albino ที่ถูกฉีดเชื้อยีสต์เข้าใต้ผิวหนังขนาด 300 มก./กิโลกรัม เพื่อให้เจ็บป่วย พบว่าไข้จะลดน้อยลงหลังจากที่ได้รับสารสกัด 180 และ 270 นาที และก็มีความรู้และมีความเข้าใจสำหรับการลดไข้เท่ากับยาลดไข้แอสไพริน แต่ว่าสารสกัดดังที่กล่าวผ่านมาแล้วไม่สามารถลดไข้หนูขาวที่จับไข้เพราะว่าถูกฉีดเชื้อยีสต์ขนาด 600 มก./กิโลกรัม ส่วนสกัดน้ำ หรือ 50% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน เมื่อให้ทางปากกระต่าย ขนาดสูงสุด 5 ก./กก. ไม่อาจจะลดไข้กระต่ายที่ถูกทำให้จับไข้โดยการฉีดวัคซีนไข้รากสาดน้อยเข้าใต้ผิวหนัง  Madav S, et al. พบว่า andrographolide ขนาด 100 มิลลิกรัม/กก. ให้ทางสายยางเข้าไปยังกระเพาะของกินหนูถีบจักร สามารถลดไข้หนูที่ถูกทำให้จับไข้โดย Brewer’s yeast
ส่วนการเล่าเรียนทางสถานพยาบาลในคนเจ็บอายุมากกว่า 12 ปี จำนวน 152 คน มีลักษณะอาการจับไข้ และเจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน 6 ที่ และองค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกลุ่มแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล ปริมาณ 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายขโมยขนาด 3 กรัม/วัน ปริมาณ 48 คน ขนาด 6 กรัม/วัน ปริมาณ 51 คน กินติดต่อกันนาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการดูแลรักษาคนป่วยกรุ๊ปที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายโจร ขนาด 6 ก./วัน ลักษณะของการมีไข้รวมทั้งลักษณะของการเจ็บคอจะหายไปมากกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายโจรขนาด 3 ก./วัน แม้กระนั้นผลการรักษาไม่มีความต่างกันในวันที่ 7 ของการดูแลรักษา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ        เมื่อป้อนส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 2 ก./กก. แก่หนูขาว พบว่าสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan แล้วก็ฉีดส่วนสกัดน้ำ ส่วนสกัดเอทานอล (50%) แล้วก็ส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดินเข้าท้องหนูขาว ขนาด 0.5-2.5, 0.06-0.25 และ 1-2 ก./กิโลกรัม เป็นลำดับ จะสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้ แต่หากป้อนส่วนสกัดน้ำ และส่วนสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 0.125-2 กรัม/กก. ไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนู
          เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพ 500 มก./กก. สารสกัดอัลกอฮอล์จากใบ ขนาด 200 แล้วก็ 500 มก./กก.  และก็สารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มิลลิกรัม/กก. แก่หนูขาว พบว่าสามารถยั้งอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้อักเสบโดย carrageenan ได้เท่ากับ 54.97, 38.01, 53.22 และ 41.23% เป็นลำดับ รวมทั้งมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านการอักเสบ prednisolone ขนาด 5 มิลลิกรัม/กก., indomethacin ขนาด 5 มิลลิกรัม/กก. แล้วก็ ibuprofen ขนาด 10 มก./กก. เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายขโมย สารสกัดอัลกอฮอล์ แล้วก็สารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มิลลิกรัม/กก. จะยั้งการเคลื่อนที่ของเซลล์เม็ดเลือดขาวในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่เข้าทางบริเวณหน้าท้อง พอๆกับ 40.67, 45.63 และ 35.25% ตามลำดับ และมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านทานการอักเสบ prednisolone แล้วก็ ibuprofen  และเมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายโจร สารสกัดอัลกอฮอล์ แล้วก็สารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 200 และก็ 500 มก./กก. เท่ากันทั้งยัง 3 ต้นแบบ สามารถยับยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่รอบๆหน้าท้องทิ้งเอาไว้ 5 วัน พอๆกับ 11.86 รวมทั้ง 19.85%, 15.15 รวมทั้ง 22.78%, 11.76 และก็ 15.89% ตามลำดับ และมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านการอักเสบ ibuprofen ผงใบฟ้าทะลายขโมยและก็สารสกัดอัลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดการอักเสบมากที่สุด
          สาร andrographolide จากฟ้าทะลายมิจฉาชีพสามารถยั้งขั้นตอนอักเสบได้ เมื่อป้อนให้หนูขาวในขนาด 30, 100 และก็ 300 มก./กก. สามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูขาวที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan, kaolin รวมทั้ง nystatin ยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีไว้ที่หน้าท้อง รวมทั้งลดบวมใน adjuvant ซึ่งจะก่อให้กำเนิดข้ออักเสบ andrographolide ขนาด 300 มก./กิโลกรัม จะยับยั้งการรั่วซึมของ acetic acid ซึ่งจะทำให้เกิด vascular permeability andrographolide ขนาด 20 มคกรัม/มล. จะลดการสร้าง a-tumor necrosing factor (ซึ่งเป็น cytokine ที่อยู่ในแนวทางการทำให้มีการอักเสบ) ของเม็ดเลือดขาวโมโนซัยท์ ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide แล้วก็เพิ่มการสร้าง interleukin-1-b และก็ interleukin-6 นิดหน่อย ลดการผลิต a-tumor necrosing factor ในเม็ดเลือดแดงของอาสาสมัครสุขภาพดีที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide ได้มากกว่า 96% แต่ไม่เป็นผลยั้ง interleukin-1-b รวมทั้ง interleukin-6 สาร andrographolide ขนาด 0.1-10 ไมโครโมล คุ้มครองการยึดติดและเคลื่อนย้าย (adhesion and transmigration)ของเม็ดเลือดขาวนิวโตรฟิลที่ถูกรั้งนำโดย -formyl-methionyl-leucyl-phenylalanine (fMLP) โดยผ่านกระบวนการที่ andrographolide จะไปลดการแสดงออก (up-expression) ของ CD11b แล้วก็ CD18 แล้วก็ไปแย่ง fMLP จับกับ phorbol-12-myristate-13-acetate (PMA) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้น protein kinase C ที่จะไปกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการสร้าง ROS (reactive oxygen species)  ส่วนสกัดจากสารสกัดฟ้าทะลายโจร (ไม่เจาะจงชนิดของสารสกัดและส่วนที่ใช้) ความเข้มข้น 100 มค.กรัม/มิลลิลิตร จะยับยั้งสารที่เกี่ยวกับกรรมวิธีการมีการอักเสบ โดยไปยับยั้ง platelet activating factor (PAF) 82±3% แล้วก็ยับยั้ง fMLP 79±4%  ซึ่งเป็นสารที่ไปกระตุ้น neutrophil granulocyte ให้ผลิตสารที่จะไปทำให้เกิดการอักเสบ นอกเหนือจากนี้สามารถยับยั้ง neutrophil ในการผลิต elastase ซึ่งเป็นสารที่นำมาซึ่งการอักเสบได้ 73±4%   สาร andrographolide ขนาด 1-100 ไมโครโมล จะยับยั้งการผลิต NO ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide รวมทั้ง g-interferon ขนาดของสารที่สามารถยั้งได้ 50% พอๆกับ 17.4±1.1 ไมโครโมล  นอกนั้นยังลด inducible NO synthase protein (iNOS protein) และลดความคงตัวของโปรตีนโดยผ่านขั้นตอนการ post-transcription และก็สารสกัดเมทานอลจากใบมีฤทธิ์ลดการผลิต nitric oxide ของ macrophage ที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide ขึ้นรถ andrographolide และก็ neoandrographolide ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ จะมีฤทธิ์ยับยั้งการผลิต nitric oxide ที่ความเข้มข้น 0.1-100 ไมโครโมล และก็ความเข้มข้นซึ่งสามารถยับยั้งการสร้าง nitric oxide 50% เท่ากับ 7.9 และ 35.5 ไมโครโมล ตามลำดับ ผลสำหรับในการออกฤทธิ์ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสาร เมื่อให้สัตว์ทดสอบที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide รับประทาน neoandrographolide ขนาด 5 และก็ 25 มก./กก./วัน จะยับยั้งการสร้าง nitric oxide 35 แล้วก็ 40% ตามลำดับ ส่วน andrographolide เมื่อให้ทางปาก ไม่มีฤทธิ์ดังที่กล่าวถึงแล้ว (3)  ยิ่งกว่านั้นยังมีการวิจัยพบว่าสาร deoxyandrographolide, didehydrodeoxyandrographolide แล้วก็ neoandrographolide มีฤทธิ์ลดการอักเสบเช่นเดียวกัน
          การเล่าเรียนทางสถานพยาบาลในผู้ป่วยอายุมากกว่า 12 ปี ปริมาณ 152 คน มีอาการเป็นไข้ และก็เจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงหมอชุมชน 6 ที่ แล้วก็องค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกลุ่มแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล ปริมาณ 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายขโมยขนาด 3 กรัม/วัน ปริมาณ 48 คน ขนาด 6 ก./วัน จำนวน 51 คน รับประทานติดต่อกันนาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการรักษาคนเจ็บกลุ่มที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายมิจฉาชีพ
ขนาด 6 กรัม/วัน ลักษณะของการมีไข้แล้วก็ลักษณะของการเจ็บคอจะหายไปมากกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 3 ก./วัน  แต่ว่าผลของการรักษาไม่ได้แตกต่างกันในวันที่ 7 ของการรักษา
ฤทธิ์ต่อต้านแบคทีเรีย  สารสกัดเอทานอล 95% จากใบอย่างเข้มข้น แล้วก็สารสกัดน้ำจากราก ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ สารสกัดเอทานอล 80% จากราก ขนาด 12.5 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร แล้วก็ 25 มก./มิลลิลิตร ให้ผลไม่ชัดแจ้งสำหรับในการยั้งเชื้อ Pseudomonas aeruginosa แล้วก็ S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ ตามลำดับ รวมทั้งสารสกัดน้ำร้อนจากใบอย่างเข้มข้น ได้ผลคลุมเครือสำหรับเพื่อการยับยั้งเชื้อ S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อเช่นกัน ทดลองสารสกัดเฮกเซน และก็สารสกัดน้ำจากฟ้าทะลายขโมยต้น ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ด้วยวิธี agar well diffusion method ไม่มีผลยับยั้งเชื้อ S. aureus เมื่อป้อนสารแขวนลอยของผงใบแล้วก็ลำต้นฟ้าทะลายขโมยแก่หนูขาว (Wistar albino weaning rats) 3 กรุ๊ปๆละ 24 ตัว ขนาด 0.12, 1.2 แล้วก็ 2.4 ก./กก. นาน 6 เดือน โดยมีหนูอีก 24 ตัว รับประทานอาหารตามปกติ เป็นกลุ่มควบคุม จากนั้นวางยาสลบหนู ดูดเอาเลือดจากห้องหัวใจ ตัดเนื้อเยื่อปอดรวมทั้งตับมาวางไว้ที่จานเลี้ยงเชื้อที่มี B. subtilis และก็ pathogenic bacteria พบว่า ฟ้าทะลายโจรทุกขนาดความเข้มข้นไม่มีผลยับยั้งแบคทีเรีย S. aureus รวมทั้งได้ทดลองในอาสาสมัคร 10 ราย สุ่มรับประ

13

เพกา
ชื่อสมุนไพร เพกา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น ลิ้นฟ้า , หมากลิ้นฟ้า (วัวราช,เลย,ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) , มะลิดไม้ , มะลิ้นไม้ , ลิดไม้ (ภาคเหนือ) ,เบโก (จังหวัดนราธิวาส,ภาคใต้) ,หมากลิ้นช้าง , หมากลิ้นก้าง (ไทยใหญ่) ,กาโดโด้ง(กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) , ดอก๊ะ ,ดุมึง ,ด๊อกก๊ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ,โชยเตี้ยจั้ง (จีน)
ชื่อสามัญ   Broken bone, Damocles tree, Indian trumpet flower, Indian trumpet tree
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Vent.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
ตระกูล             Bignoniaceae
บ้านเกิดเมืองนอน เพกาเป็นพืชพื้นถิ่นที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมของทวีปเอเชีย ซึ่งเจอในประเทศอินเดียรวมทั้งเอเซียอาคเนย์ เป็นครั้งแรก ในขณะนี้สามารเจอได้หลายประเทศ ดังเช่นว่า ประเทศอินเดีย เมียนมาร์ ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย รวมถึง จีนตอนใต้ด้วย ซึ่งมักจะพบเพกาตามป่าเบญจพรรณ แล้วก็ป่าเปียกชื้นทั่วไป ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถพบเพกาได้ทุกภาคของประเทศ แม้กระนั้นสำหรับเพื่อการนำเพกามาทำเป็นอาหานั้น ดูเหมือนจะมีแม้กระนั้นชาวไทยเพียงแค่นั้นที่เอามาบริโภค ส่วนประเทศอื่นๆนั้นไม่พบข้อมูลในการนำมาบริโภคเป็นของกินแต่อย่างใด
ลักษณะทั่วไป   เพกาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกึ่งกลางและก็เป็นไม้ ครึ่งหนึ่งผลัดใบไหมผลัดใบ สูง 5-12 เมตร ขนาดลำต้นประมาณ 10-30 ซม. เรือนยอดเล็ก กิ่งเปราะหักง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ต้นที่มีอายุน้อยมีกิ่งใหญ่ตรงกลางกิ่งเดียว เปลือกเรียบ มีใบเป็นกลุ่มกึ่งกลาง คล้ายกับต้นปาล์ม ภายหลังจากออกดอก ลำต้นจะแยกเป็นกิ่งระกะ เปลือกต้น สีน้ำตาลครีมอ่อน หรือเทาอ่อน แตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยม รวมทั้งแผลของใบยาวถึง 150 ซม. เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากใบที่หล่นไปแล้ว ลำต้นรวมทั้งกิ่งก้านมีรูระบายอากาศ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เปลือกลำต้นเรียบสีเทา มีรอยแผลเป็น จากการหลุดร่วงของใบ ใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น ปลายคี่ ใบขนาดใหญ่ ยาว 60-200 เซนติเมตร เรียงตรงข้ามกันอยู่บริเวณปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่ หรือรูปไข่ปนวงรี กว้าง 4-8 ซม. ยาว 6-12 ซม. ปลายยาว ขอบของใบเรียบ ฐานใบสอบแคบ ใบหมดจด หรือมีขนสีขาวสั้นๆข้างล่าง ท้องใบนวล ก้านใบเหนือสุดแยกออก 1 ครั้ง ก้านใบกลางแยก 2 ครั้ง รวมทั้งก้านใบด้านล่างแยก 3 ครั้ง ทำให้มองเห็นใบทั้งหมดเป็นสามเหลี่ยม  ก้านใบย่อยยาว 5-8 มิลลิเมตร ก้านใบข้าง รวมทั้งก้านใบร่วมโค้งพองออกที่ฐานรวมทั้งที่ข้อ ก้านใบยาว 0.5-2 เมตร ดอกช่อขนาดใหญ่แบบกระจะ ออกที่ปลายยอดเป็นกลุ่ม มีดอกย่อย 20-35 ดอก จะบานพร้อมกันคราวละ 2-3 ดอก ก้านช่อดอกยาว 60-180 ซม. ยื่นออกมานอกทรงพุ่มไม้ของยอด ดอกย่อยขนาดใหญ่ 8-12 ซม. กลีบดอกสีนวลปนเขียวโคนกลีบเป็นหลอดสีม่วงแดง หรือม่วงภายนอก หลอดกลีบดอกยาว 2-4 ซม. รูปแตร กลีบดอกดก ขอบย่น ไม่มีพู หรือพูไม่เท่ากัน มีต่อมกระจัดกระจายอยู่ด้านนอก ข้างในมีขนหนาแน่น ดอกบานยามค่ำคืน มีกลิ่นสาบฉุน และก็หล่นช่วงเวลาเช้า มักจะมีดอกและก็ผลในกิ่งเดียวกัน เกสรตัวผู้ 5 อัน ใกล้กับหลอดดอก โคนก้านมีขน เกสรตัวเมียมี 1 อัน กลีบเลี้ยงยาว 2-4 ซม. มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นทรงกระบอก ปลายไม่แยกเป็นกลีบอย่างแจ่มชัด เมื่อได้ผล กลีบเลี้ยงนี้จะรุ่งโรจน์เป็นเนื้อแข็งมาก ผลเป็นฝัก แบน โค้งเล็กน้อยที่ฐาน มีสันเล็กๆที่ด้านข้าง คล้ายรูปลิ้น ห้อยอยู่เหนือเรือนยอด กว้าง 6-10 ซม. ยาว 30-120 ซม. สีน้ำตาลเข้ม สีแดง ติดฝักยาก ฝักเป็นรูปกระบี่ เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 ด้าน เม็ดแบนสีขาว  ขนาด 4-8 เซนติเมตร มีปีกบางโปร่งแสง เยื่อนี้ช่วยให้เม็ดลอยละล่องตามกระแสลมให้ตกห่างต้นเพื่อแพร่พันธุ์ได้ไกลขึ้น
การขยายพันธุ์ เพกาสามารถเพาะพันธุ์ได้โดยการใช้เม็ด  โดยเลือกเมล็ดจากฝักแก่ เปลือกฝักแห้ง มีสีดำ โดยให้เก็บฝักไว้สัก 2-3 เดือน ก่อนนำมาเพาะเม็ด เนื่องจากว่าหลังจากฝักแก่ เม็ดเพกาจะเข้าสู่ระยะพักตัวอยู่ตอนหนึ่ง ถ้าหากนำเม็ดมาเพาะในช่วงหลังฝักแก่มักมีอัตราการงอกต่ำ ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทิ้งฝักไว้สักระยะหนึ่งก่อน
การเพาะเม็ด ควรเพาะในถุงเพาะชำ เพื่อให้ย้ายต้นลงปลูกภายในแปลงได้สบาย โดยนำเมล็ดออกจากฝัก แล้วก็ผึ่งแดดสัก 2-3 วันก่อน จากนั้นค่อยเอามาเพาะ  สำหรับอุปกรณ์เพาะ ควรที่จะใช้ดินผสมกับวัสดุอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยธรรมชาติ และแกลบดำ แม้กระนั้นถ้าเกิดไม่สบายให้ใช้เพียงแต่ปุ๋ยคอกสิ่งเดียวก็ได้ โดยใช้อัตราส่วนดิน:ปุ๋ยธรรมชาติ:แกลบดำ ที่ 1:3:1 ก่อนใส่ลงถุงเพาะชำ ต่อไป นำเม็ดลงกลบ รวมทั้งรดน้ำให้เปียกแฉะ พร้อมกับดูแลด้วยการรดน้ำเป็นประจำทุกวี่วัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง จนกว่าต้นจะแตกออก และแตกใบได้ 2 ข้อ ก่อนย้ายลงปลูกไว้ในแปลง  การปลูกเพกานิยมปลูกในต้นฤดูฝน เมื่อต้นกล้าแตกยอดได้ 2 ข้อแล้ว ให้นำกล้าเพกาลงปลูกได้ สำหรับระยะปลูกให้มีระยะห่างที่ 4×4 เมตร โดยการขุดหลุมขนาดราว 30 เซนติเมตร ลึกโดยประมาณ 30 เซนติเมตร ก่อนที่จะรองตูดหลุมด้วยปุ๋ยคอกราวๆ 3-5 กำ แล้วก็ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 จับมือ พร้อมคลุกหน้าดินผสม ก่อนจะนำกล้าเพกาลงปลูก
ส่วนประกอบทางเคมี
ในฝักเจอสาร Oroxylin A , Chrysin     ,Baicalein , Triterpene  , Carboxyliv acid , Ursolic acid
ในเม็ดพบสาร Flavonoids , Chrysin , Oroxylin A ,Terpene , Baicalein , Saponins , Benzoic acid  , 6-Glucoside , Tetuin
สำหรับองค์ประกอบของน้ำมันของเมล็ดพบสาร
Caprylic, Lauric  , Myristic ,Palmitic ,Palmotoleic ,Stearic ,Oleic , Linoleic acid
ในใบเจอสาร Flavones  ,Baicalein ,Glycosides ,6,7-Glucuronides,7-Glucuronides , Chrysin , Scutellarein , Anthraquinone , Aloe emodin
ส่วนของลำต้นพบสาร Oroxylin A  ,Baicalein  ,Chrysin ,7-Glucuronides, Biochanin A ,Ellagic acid , Puunetin ,B-sitosterols ,b-Methylbailein  ,Lapachol
ส่วนรากเจอสาร  Oroxylin A  ,  Baicalein , Chrysin, Pterocarpan , Rhodioside  ,D-Galatose ,Sitosterol
ที่มา : wikipedia
ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของเนื่องจากว่านั้นมีดังนี้
คุณค่าทางโภชนาการในยอดอ่อนเพกา (100 กรัม) พลังงาน 101 กิโลแคลอรี โปรตีน 6.4 กรัม ไขมัน 2.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 13.0 กรัม วิตามินบี1 0.18 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.69 มก.รวมทั้งวิตามินบี3 2.4 มิลลิกรัม  ฝักอ่อนของเพกา (ต่อน้ำหนัก 100 กรัม) วิตามินซี 484 มก. วิตามินเอ 8,200 มก. แคลเซียม 13 มก., ธาตุฟอสฟอรัส 4 มก., โปรตีน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 14 กรัม, ไขมัน 0.5 กรัม, เส้นใย 4 กรัม
ผลดี/สรรพคุณ  คุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากเพกานั้นส่วนมากนิยมเอามารับประทานเป็นของกิน ดังเช่น ฝักอ่อน อายุฝักโดยประมาณ 1 เดือน (ที่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก สามารถใช้เล็บมือจิกลงไปได้) จัดเป็นผักท้องถิ่นที่นิยมเอามากินด้วยการลวกหรือปิ้งไฟ คู่กับน้ำพริก เมนูลาบต่างๆแล้วก็ซุปหน่อไม้ ซึ่งฝักอ่อนนี้ เมื่อรับประทานจะมีรสขมอ่อนๆทั้งนี้ การย่างไฟ นิยมย่างไฟจากเตาถ่าน แต่อาจปิ้งจากไฟลุกไหม้ก็ได้ โดยย่างให้เปลือกฝักอ่อนร้อน และก็อ่อนตัวกระทั่งไหม้เกรียมเป็นสะเก็ดดำ แล้วต่อจากนั้นค่อยขูดสะเก็ดดำออก ก่อนนำมาหั่นกิน    ใบ รวมทั้งยอดอ่อน ราษฎรนิยมเอามารับประทานดิบหรือลวกหรือย่างไฟ คู่กับน้ำพริก ซุปหน่อไม้ แล้วก็เมนูลาบต่างๆรวมถึงนำมาผัดใส่กุ้ง หรือยำใส่กระเทียมเจียว ดังนี้ ใบอ่อน และยอดอ่อน มักไม่นิยมเด็ดมารับประทานเท่าไรนัก เนื่องจากจำเป็นจะต้องให้ยอดเติบโต รวมทั้งติด ดอกบานนิยมนำมาลวกเท่านั้น เนื้อดอกเมื่อลวกแล้วจะมีความนิ่ม แล้วก็ให้รสขมน้อยกว่าฝักอ่อน และยอดอ่อน นับได้ว่าเป็นส่วนที่อร่อยมากที่สุด และมักจะใช้สำหรับกินคู่กับน้ำพริก ส่วนการใช้คุณประโยชน์อื่นๆนั้น อาทิเช่น แก่นไม้เพกา ในบางพื้นของภาคอีสาน นิยมใช้เผาถ่านสำหรับทำผงถ่านผสมทำดินปืนหรือดินบั้งไฟ ดังนี้ สามารถเผาเป็นถ่านได้ทั้งยังในรูปไม้สด เพราะแก่นไม้สดออกจะแห้งอยู่แล้ว แล้วก็เผาในรูปขอนไม้แห้ง ซึ่งเผาได้ง่ายดายเสียยิ่งกว่า แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ค่อยนิยมแล้ว เพราะเหตุว่า ต้นเพกาในอีสานหายากขึ้น แล้วก็หันมาใช้ไม้ยูคาลิปตัสแทน ส่วนฝักเพกาแก่ นิยมนำมาตากแห้ง และส่งออกต่างแดนเพื่อใช้ทำยาสมุนไพร สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ นอกเหนือจากนั้นคนภูเขายังใช้เปลือกต้นเพกาย้อมผ้าให้ได้สีเขียวอีกด้วย
นอกเหนือจากนั้นเพกายังมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย ดังต่อไปนี้  หนังสือเรียนยาไทย  ใช้  เมล็ด ต้มน้ำ แก้ไอและขับเสลด ใช้เป็นยาระบาย เมล็ดแก่ มีรสขม เป็นยาระบาย แก้ไอ ขับเสมหะ เมล็ดแห้ง ทำน้ำจับเลี้ยงแก้ร้อนใน อยากดื่มน้ำ ฝักแก่ มีรสขมรับประทานได้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ ช่วยเจริญอาหาร หยุดไอ ฝักอ่อน มีรสขมร้อน ใช้เป็นยาขับลม
ใบ มีรสฝาดขม ต้มน้ำดื่มแก้ปวดท้อง เจริญอาหาร แก้ปวดข้อต่างๆ
เปลือกต้น -รสฝาดเย็น รวมทั้งขมน้อย เป็นยารักษาแผล ทำน้ำเหลืองให้ปกติ ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือดดับพิษเลือด บำรุงเลือด แก้เสมหะจุกคอ ขับเสมหะ แก้บิด แก้อาการจุกเสียด
ราก   มีรสฝาดเย็น ขมเล็กน้อย ใช้บำรุงธาตุ ทำให้เกอดน้ำย่อยอาหาร เจริญอาหาร   แก้ท้องเดิน แก้บิด แก้ไข้สันนิบาต
เพกาทั้ง 5    ได้แก่การใช้ส่วนราก ใบ ดอก ผล ต้น รวมกันจะมีรสฝาดเย็น มีคุณประโยชน์รักษาแผล แก้อักเสบบวม แก้ท้องเดิน บำรุงธาตุ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ไข้เพื่อลม เพื่อเลือด

รูปแบบ/ขนาดการใช้
ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข      นำเปลือกต้นฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการบวม ฟกช้ำดำเขียว และ อักเสบ  หรือนำเปลือกเพกาฝนทารอบๆฝีแก้ปวดฝี        เปลือกต้นตำผสมกับเหล้า     ใช้เป็นยากวาดประสะพิษซางเด็กแบบเป็นเม็ดเหลือง      แก้ละอองขึ้นในปาก คอลิ้น แก้ละอองไข้     ใช้ฉีดพ่นเรียกตัวคนคลอดลูกที่ทนการอยู่ไฟไม่ได้ ทำให้ผิวหนังชา     ทารอบๆฝี แก้ปวดฝีทาแก้อาการฟกบวมอักเสบ  เปลือกต้นสดตำผสมกับน้ำส้ม  (ซึ่งได้จากรังมดแดง) หรือเกลือบก    กินขับลมในไส้ แก้จุกเสียด แก้บิด แก้อาเจียนไม่หยุด    กินแก้เสลดจุกคอ (ขับเสลด) ขับเลือดเน่าในเรือนไฟ บำรุงโลหิต
ยิ่งไปกว่านี้ ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้เปลือกเพกา เปลือกต้นไข่เน่า ใบไข่เน่า แก่นลั่นทม บอระเพ็ด ใบเลี่ยน รากหญ้าติดอยู่ รวม 7 อย่าง น้ำหนักอย่างละ 2 บาท นำมาต้มกับน้ำกินครั้งละ 1 แก้วเล็ก ก่อนที่จะกินอาหาร ยามเช้าแล้วก็เย็น  ช่วยแก้และทุเลาอาการไอ รวมทั้งขับเสลดโดยใช้เมล็ดแก่เพการาวครึ่งกำมือถึงหนึ่งกำมือ (1.5 – 3 กรัม) ใส่ด้านในหม้อที่เพิ่มน้ำ 300 มล. แล้วต้มไฟอ่อนๆจนถึงเดือดประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วเอามาดื่มทีละ 1 แก้ว เช้า ตอนกลางวัน เย็น กระทั่งอาการจะ  แก้โรคไส้เลื่อน ด้วยการใช้เปลือกต้นเพกา รากเขยตาย หญ้าตีนนก นำมาตำรวมกันอย่างรอบคอบ แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปละลายกับน้ำข้าวขัด ใช้ขนไก่ชุบพิง เอามาทาลูกอัณฑะ
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ     ฟลาโวนอยด์ที่สกัดจากเพกาสามารถลดการอักเสบในเท้าของหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้บวมด้วย dextran รวมทั้งจะมีผลลดบวมมากขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับ a-chymotrypsin  สารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ลดการอักเสบในหนูที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบด้วยอัลบูมินจากไข่  ฟอร์มาลิน และก็ฮีสตามีน แม้กระนั้นไม่เป็นผลในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยซีรัมจากม้า หรือไซลีน (xylene)  นอกเหนือจากนั้นยังพบว่าสารสกัดจากเปลือกมีฤทธิ์ลดการแพ้ในหนูที่กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ได้มากกว่าหนูปกติ
           จากการเล่าเรียนฤทธิ์ต้านการอักเสบในหลอดทดสอบ พบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบโดยยั้งสารในร่างกายที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบหมายถึงPGE2 และ NF-kB แล้วก็ยังออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดลองด้วยการยับยั้งขั้นตอนการขบวนการออกซิเดชันของไขมัน (lipid-peroxidation)  นอกจากนั้นยังพบว่าสารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทนจากเปลือกต้น แล้วก็รากมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยยับยั้งเอนไซม์ 5-lipoxygenase และพบว่าสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นแล้วก็รากของเพกาก็มีฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี 5-lipoxygenase ได้เช่นกัน โดยมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับ fisetin ซึ่งใช้เป็นสารมาตรฐานในการทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบ  นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดด้วยน้ำจากเปลือกยังสามารถลดการอักเสบได้โดยลดการหลั่งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี myeloperoxidase
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งแก้ท้องเสียสารสกัดไดคลอโรมีเทนของเปลือกต้น และรากของเพกา มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายสายพันธุ์ยกตัวอย่างเช่น Bacillus subtilis, Staphylococcus aureus, Escherichia coli รวมทั้ง Pseudomonas aeruginosa และยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อราCandida albicans แล้วก็เจอสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นและรากของเพกา มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อ B. subtilis และก็ S. aureus ได้เสมอกันกับยา streptomycin  สารสกัดเพกาทั้งยังต้นด้วยการต้ม ไม่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Salmonella typi type 2 (ค่า MIC พอๆกับ 125 มิลลิกรัม/มล.) แม้กระนั้นมีฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเชื้อ Staphylococcus aureus (ค่า MIC เท่ากับ 15.13 มก./มล.) (2) สารสกัดจากฝักด้วยเอทานอล (80%) ขนาด 12.5 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร มีฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเชื้อ S. aureus แล้วก็ Escherichia coli
สำหรับสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรซึ่งมีเปลือกเพกาเป็นองค์ประกอบ รวมทั้งใช้บรรเทาอาการท้องเสียที่มิได้มีต้นเหตุมาจากการตำหนิดเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์ลดอาการท้องร่วงในหนูเม้าส์ที่ทำให้ท้องเสียด้วยน้ำมันละหุ่ง และก็มีฤทธิ์ยับยั้งการเคลื่อนไหวของกล้ามเรียบในลำไส้เล็กขิงหนูตะเภา  นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียที่นำไปสู่อุจจาระตก 6 สายพันธุ์ในหลอดทดสอบเป็นBacillus cereus ATCC 14579, Escherichia coli ATCC 25922, Salmonella typhimurium ATCC 11331, Shigella flexneri  DMSC 1130, Staphylococcus aureus ATCC 25923, Vibrio parahaemolyticus DMST 5665 และก็ แบคทีเรียที่แยกได้จากของกิน โดยสารสกัดด้วยน้ำจะออกฤทธิ์ดีมากยิ่งกว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์และสารสกัดของสมุนไพรคนเดียวแต่ละจำพวกที่เป็นส่วนประกอบในตำรับยานี้
ฤทธิ์ต่อต้านการหดเกร็งกล้าม  สารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลและน้ำ (1:1) มีฤทธิ์ต่อต้านการยุบเกร็งของกล้ามเนื้อของลำไส้เล็ก เมื่อทำการทดสอบในหนูตะเภาที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการยุบเกร็งของกล้ามส่วนลำไส้เล็กด้วย acetylcholine และก็ histamine
ฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ การศึกษาใช้สารสกัดจากใบเพกาสำหรับการต้านสารอนุมูลอิสระ DDPH แล้วก็ยับยั้งสารอนุมูลอิสระ Nitric Oxide พบว่า สารสกัดสามารถออกฤทธิ์ยั้งในค่า IC50 = 24.22 ไมโครกรัม/มล. และก็ ค่า IC10 = 129.81 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ของสารทั้ง 2 เป็นลำดับ
ฤทธิ์ต้านทานโรคมะเร็ง การเรียนรู้ทดลองสารสกัดจากเพกาชื่อ Baicalein สำหรับเพื่อการต้านทานเซลล์มะเร็ง HL-60 พบว่า สาร Baicalein สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็ง HL-60 ได้มากกว่าร้อยละ 50 ภายใน 36-48 ชั่วโมง
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ มีการทดสอบกรอกสารสกัดรากเพกาด้วยน้ำร้อนแก่หนูเพศผู้ในขนาด 1 โมล/กก. มีกล่าวว่านำมาซึ่งพิษ Dhar รวมทั้งภาควิชา กระทำทดลองฉีดสารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลและก็น้ำ (1:1) แล้วก็สารสกัดรากเพกาด้วยเอทานอลรวมทั้งน้ำ (1:1) เข้าช่องท้องหนู พบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่หนูสามารถทนได้ (maximum tolerated dose)หมายถึง100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และก็ 1 กรัม/กก. ตามลำดับ (4) ธีระยุทธ ได้ทำทดลองความเป็นพิษกะทันหันของสารสกัดเปลือกเพกาด้วยเอทานอล (70%) โดยการฉีดเข้าท้องและกรอกลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 100 มก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่นำมาซึ่งพิษเฉียบพลันในหนู แล้วก็เมื่อทดลองความเป็นพิษทันควันโดยใช้สารสกัดในขนาดสูงขึ้นหมายถึง400 และก็ 800 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่ก่อให้เกิดพิษเฉียบพลันเมื่อให้โดยการกรอกลงกระเพาะหนู แม้กระนั้นกระตุ้นให้เกิดพิษเฉียบพลันได้เมื่อฉีดเข้าช่องท้องในขนาด 800 มก./โล สำหรับความเป็นพิษกึ่งรุนแรงของสารสกัด พบว่าเมื่อกรอกสารสกัดลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 400 และก็ 800 มก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว ทุกวี่วันเป็นเวลา 30 วัน  พบว่าไม่ทำให้เกิดพิษเฉียบพลันในหนู
รวมทั้งเมื่อป้อนสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรขนาด 5 กรัม/กิโล ครั้งเดียวให้หนูแรท พินิจความประพฤติด้านใน 14 วัน ไม่พบพิษแบบทันควันรวมทั้งความเปลี่ยนไปจากปกติของอวัยวะภายใน รวมทั้งเมื่อให้สารสกัดขนาด 1, 2 แล้วก็ 4 กรัม/กก./วัน แก่สัตว์ทดลองติดต่อกันเป็นเวลา 90 วันไม่พบพิษแบบครึ่งเรื้อรัง ไม่พบความไม่ปกติของน้ำหนักตัว ค่าตรวจทางโลหิตวิทยา และทางวิชาชีวเคมี และก็ความเคลื่อนไหวในพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน  สำหรับตำรับยารักษาโรคโรคมะเร็งที่มีเพกา ชุมเห็ดเทศ (Senna alata (L.) Roxb.) รวมทั้งรางจืด (Thunbergia laurifolia Lindl.) ซึ่งออกฤทธิ์ต้านทานมะเร็งในหลอดทดลอง ก็พบว่ามีความปลอดภัยสำหรับการทดลองความเป็นพิษแบบเฉียบพลันในสัตว์ทดสอบ
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ จากการทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ โดยวิธี Ames’ test จากผลของการทดสอบพบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่ทำงานทดสอบ (2 มก./จานเพาะเชื้อ) กับ Salmonella typhimurium สายพันธุ์ TA98 แล้วก็ TA100 พบว่าไม่มีคุณสมบัติสำหรับการนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการ กลายพันธุ์ อมรศรี รวมทั้งคณะ พบว่าสารสกัดเพกาที่ได้จากการต้มมีฤทธิ์ต่อต้านการกลายพันธุ์ เมื่อทดสอบโดยแนวทาง Ames’ test
การคาดการณ์ความเป็นพิษของสารสกัดจากเพกาโดยแนวทาง somatic mutation and recom bination test ในแมลงหวี่ พบว่าสารสกัดเพกาในขนาด 120 มก./มิลลิลิตร สามารถก่อให้เกิด somatic mutation ได้  โดยพบว่าแมลงหวี่ที่ได้รับสารสกัดมีปริมาณจุดบนปีกลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับแมลงหวี่กลุ่มควบคุม และมีรายงานว่าส่วนสกัดอัลกอฮอล์ของเพกาเมื่อนำมาทำปฏิกิริยากับเกลือไนไตรท์ในสถานการณ์โอบล้อมที่เป็นกรดแล้วนำมาทดลองการกลายพันธุ์ พบว่าผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นมีฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์
คำแนะนำ/ข้อควรคำนึง

  • หญิงมีท้องไม่ควรรับประทานฝักอ่อนของเพกา เพราะเหตุว่ามีฤทธิ์ร้อน โดยอาจจะส่งผลให้แท้งลูกได้
  • ควรจะระวังในการใช้เพการ่วมกับยากลุ่มต่อต้านการแข็งตัวของเกร็ดเลือด ตัวอย่างเช่น แอสไพริน (aspirin) ,วาฟาริน (warfarin) , สารสกัดแปะก๊วย (Ginko biloba)
  • เพกาเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนอาจจะเป็นผลให้เกิดผลข้างเคียงได้ ดังเช่น มีการเคืองกระเพาะได้
เอกสารอ้างอิง

  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 1): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิก และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพร ที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา.สมุนไพรทีใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • จีรเดช มโนสร้อย วรพงษ์ กิจดำรงธรรม ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ อรัญญา มโนสร้อย. การทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของสารสกัดตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่คัดเลือกจากฐานข้อมูลตำรายาสมุนไพรไทย มโนสร้อย 2. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2553;8(2):54.
  • อมรศรี ช่างปรีชากุล อริศรา เวชกัลยามิตร มาลิน จุลศิริ ปัญญา เต็มเจริญ.  การต้านสารก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดน้ำจากพืช สมุนไพรชนิดที่สามารถนำมาปรุงเป็นเครื่องดื่ม. Special project, Faculty of pharmacy, Mahidol university,1991.
  • เพกา.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหิทยาลัยอุบลราชธานี
  • Ali RM, Houghton PJ, Raman A, Hoult JRS.  Antimicrobial and antiinflammatory activities of extracts and  constituents of Oroxylum indicum (l.) Vent.  Phytomedicine 1988;5(5):375-81.
  • เพกา.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • อุดมการณ์ อินทุใส และปาริชาติ ทะนานแก้ว . สมุนไพรไทย ตำรับยา บำบัดโรค บำรุงร่างกาย.2549.
  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 2): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิกและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา/ลิ้นฟ้า สรรพคุณและการปลูกเพกา.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพิชเกษตรไทย http://www.disthai.com/
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์. การพัฒนาตำรับยาแผนโบราณเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน. การสัมมนาเรื่อง “การเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านสมุนไพรสู่ระดับอุตสาหกรรม ครั้งที่ 2”, 19-20 มีนาคม ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ, 2552.
  • ขวัญฤทัย คำฝาเชื้อ.2551.พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง ที่ตำบลบ้านจันทร์และแจ่มหลวง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ .วิทยานิพนธ์(วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.271 หน้า
  • Glinsukon T. Toxicological report. Symposium on Development of Medicinal Plants for Tropical Diseases, 26-27 February, Bangkok, Thailand, 1987. p.110-4.
  • เพกา.กลุ่มยาแก้โรคบิด ท้องเดิน ท้องร่วง โรคกระเพาะ.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด .โครงการอนุรักษ์พันธุกรมมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  •   Siriwatanametanon N, Fiebich BL, Efferth T, Prieto JM, Heinrich M. Traditional Used Thai Medicinal Plants: In Vitro Anti-inflammatory, anticancer and Antioxidant Activities. J Ethnopharmacol 2010; 130:196-207.
  • Golikov PP, Brekhman II. Pharmacological study of a liquid extract from the bark of Oroxylum indicum.  Rastit, Resur 1967; 3(3): 446.
  • พัฒน์ สุจำนงค์.  ตำรายาไทย-จีนยากลางบ้าน ยาสมุนไพร และยาแผนโบราณ.  ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แพร่วิทยา, 2524. หน้า 363.
  •   Chen CP, Lin CC, Namba T.  Development of natural crude drug resources from Taiwan. (VI). In vitro studies of the inhibitory effect on 12 microorganisms.  Shoyakugaku Zasshi 1987; 41(3):215-25.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสมุนไพรไทยในรูปของยาสามัญประจำบ้านแผนโบรา

14

ฝรั่ง
ชื่อสมุนไพร  ฝรั่ง
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อท้องถิ่น มะก้วย  มะก้วยกา มะกา (จังหวัดเชียงใหม่) , มะปั่น (ลำปาง) , บักสีดา (อีสาน) , สีดา (จังหวัดนครพนม) จุ่มโป่ (สุราษฎร์ธานี) , ชมพู่ (ปัตตานี) , ยามู ,คุณย่าหมู (ภาคใต้) ยะมูบุเตบันยา (ทุ่งนาราธิวาส , มลายู) , ยะริง (ละว้า) , ฮวงเจี๊ยะหลิ่วกังซิวก้วยติดจีฉิ่ว (จีน)
ชื่อสามัญ  Guava
ชื่อวิทยาศาสตร์  Psidium guajava Linn
ตระกูล  MYRTACEAE
ถิ่นเกิด ฝรั่งคือผลไม้ที่มีบ้านเกิดเมืองนอนหรือเป็นพืชพื้นเมืองของเมริกาเขตร้อน De Candolle มั่นใจว่าอยู่ระหว่างประเทศเม็กซิโก แล้วก็ประเทศเปรู รวมทั้งหมู่เกาะอินดีสตะวันตกด้วยชาวสเปนนำจากฝั่งแปซิฟิคไปยังประเทศฟิลิปปินส์ และก็ประเทศโปรตุเกสนำจากฝั่งตะวันตกไปยังประเทศอินเดีย สำหรับในประเทศไทยนั้น คาดว่ามีการนำเข้ามาในประเทศไทยในช่วงสมัยของสมเด็จพระทุ่งนารายณ์มหาราช ปัจจุบันนี้เป็นพืชมีขึ้นทั่วๆไปในเขตร้อนรวมทั้งกึ่งร้อน ปลูกเป็นไม้ผลตามบ้าน ตามสวนทั่วๆไป
ลักษณะทั่วไป ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อมสูง 5-10 เมตร ลำต้นกิ่งมีแก่นไม้เหนียวแข็งดี เปลือกต้นเรียบมีเหลืองอ่อนออกเทา แล้วก็มีรอยลอกออกเป็นแผ่นๆก้านอ่อนมีลักษณะสี่เหลี่ยม มีขนสีขาวๆสั้น ก้านแก่ ขนร่วงไปหมด ยอดอ่อนมีขนสีขาวสั้นๆปกคลุม ใบเป็นใบโดดเดี่ยวออกตรงข้ามกันมีน้อยที่ออกเป็นวง (ที่ข้อเดียวกันออกเกินกว่า 2 ใบ) ใบรูปไข่ยาว 5-12 เซลเซียสม. หรือกว้าง 3-5 เซลเซียสมัธยม ขยี้ใบดมดูเหมือนมีกลิ่นหอมยวนใจ ใบบางเหมือนแผ่นหนัง ปลายใบมนหรือแหลมสั้น ฐานใบเบาๆขยายแหลมออกมายังกึ่งกลางใบ ขอบใบเรียบหลังใบมีสีเขียวแก่ มีรอยเส้นใบ (บุบลงไปบางส่วน) ท้องใบมีขนสั้นๆสีขาวนุ่ม และก็มีเส้นใบเป็นรอยนูนออกมา มีเส้นใบ 7-11 คู่ ก้านใบยาว 4 เซนติเมตร ดอกอาจออกเป็นช่อ 1-4 ดอก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวกลมมน กลีบสาวบางๆหลุดตกง่าย ยาว 2-2.5 ซ.มัธยม มีเกสรตัวผู้มากมาย มีก้านเกสรตัวผู้สีขาวยาวเท่ากับกลีบดอก มีอับเรณูสีเหลืองอ่อน มีก้านเกสรตัวเมีย 1 อันยาวพุ่งขึ้นมาสูงยิ่งกว่าก้านเกสรตัวผู้ รังไข่อยู่ข้างล่างมี 5 ห้องรวมทั้งลักษณะทรงกลม แล้วก็มีกลีบเลี้ยงเหลือติดอยู่กับปลายผล ผลทรงกลม  มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวประมาณ 3-15 เซลเซียสม. เนื้อผลส่วนใหญ่มีสีเหลือง ขาว หรือชมพู มีกลิ่นหอมสดชื่น เม็ดแข็ง เป็นรูปไตมีไม่น้อยเลยทีเดียว ขนาดเม็ด 0.3-0.5 เซนติเมตร สีขาวอ่อน พบบ่อยปลูกตามบ้านหรือสวนทั่วไปเอาผลไว้รับประทานหรือขาย
การขยายพันธุ์    สามารถเจริญวัยได้ดีในทุกสภาพดิน และก็ทนต่อความแล้ง แล้วก็น้ำขังได้เล็กน้อย แต่ว่าโดยปกติมักชอบเจริญวัยเจริญในดินร่วนซุยปนทราย ที่มีภาวะพื้นที่มีการระบายน้ำดี สามารถให้ผลผลิตได้โดยประมาณ 1 ปีหลังปลูก ผลสามารถเก็บได้ในช่วง 4-5 เดือน หลังติดดอก  โดยทั่วไปจะให้ผลได้ในช่วงปลายฤดูแล้งถึงต้นหน้าฝนเป็นตอนมี.ค.-เดือนมิถุนายน
                สำหรับการขยายพันธุ์ฝรั่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การปลูกด้วยเม็ด การทาบกิ่ง การติดตา การปักชำ แม้กระนั้นวิธีที่นิยมมากที่สุด คือ การทำหมันกิ่ง
การเตรียมดิน และก็การเตรียมแปลง สำหรับในการปลูกฝรั่งนั้น สามารถทำได้ 2 รูปแบบตามสภาพพื้นที่ คือ

  • พื้นที่ดินเหนียว อุทกภัยขังง่าย และมีระบบระเบียบน้ำมากเกินพอ ให้กระทำขุดร่องลุกราว 1 เมตร กว้าง 1-2 เมตร เพื่อเป็นแถวร่องในการให้น้ำ การเตรียมแปลง และการปลูกลงในรูปแบบนี้พบบ่อยในพื้นที่ลุ่มภาคกึ่งกลางเป็นส่วนมาก
  • พื้นที่ทั่วไปที่มีระบบน้ำไม่เพียงพอ สามารถปลูกไว้ในแปลงโดยไม่ชูร่องหรือการชูร่องสูงโดยประมาณ 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างร่องราว 3-4 เมตร ทั้งนี้ ให้ทำไถดะ 1 ครั้ง เพื่อตากดิน และก็กำจัดวัชพืช รวมทั้งไถแปร 1 ครั้ง โดยเว้นตอนห่างราวๆ 1-2 อาทิตย์ ต่อจากนั้นกระทำไถยกร่อง
สำหรับแนวทางการปลูกฝรั่ง มีดังนี้

  • ใช้กิ่งชนิดจากการตอนหรือการปักชำ
  • ขุดหลุมปลูก กว้าง ลึก ขนาด 50×50 เซนติเมตร แต่ละหลุมห่างกันโดยประมาณ 3 เมตร ระยะห่างระหว่างแถวราวๆ 3-4 เมตร หรือตามขนาดระยะห่างของร่อง
  • รองพื้นด้วยปุ๋ยธรรมชาติหรือมูลสัตว์โดยประมาณ 0.5 กก./หลุม หรือขนาด 1 พลั่วตัก พร้อมคลุกดินผสมตูดหลุมให้สูงโดยประมาณ 1 ฝ่ามือ ดังนี้อาจผสมปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 ในอัตรา 1 กำมือ/หลุมก็ได้
  • นำกิ่งชนิด จากการตอนหรือการปักชำลงหลุมปลูก โดยกลบดินสูงเหนือปากหลุมน้อย ทั้งนี้ควรจะให้ดินกลบเหนือเขตรากสูงประมาณ 10-15 เซนติเมตร
  • ใช้หลักไม้ปักหลุม และก็ผูกเชือกยึดลำต้น
  • เมื่อปลูกเสร็จควรให้น้ำให้ชุ่มโดยทันที


การให้น้ำ เริ่มให้น้ำหนแรกข้างหลังการปลูกเสร็จให้เปียกชุ่ม หลังจากนั้น ให้น้ำทุก 2 ครั้ง/วัน เช้าตรู่-เย็น จนกระทั่งต้นฝรั่งตั้งตัวได้ โดยบางทีอาจเลือกใช้ระบบการให้น้ำที่มีคุณภาพ จากนั้นอาจกระทำการให้น้ำลดน้อยลง ขึ้นกับภาวะภูมิอากาศ รวมทั้งความชุ่มชื้นของดิน ซึ่งไม่สมควรปล่อยให้ดินแห้ง ขาดน้ำ โดยเฉพาะในช่วงติดผล แต่ในตอนติดดอกไม่ควรให้น้ำมากซึ่งในตอนนี้แค่เพียงระวังไม่หน้าดินแห้งก็ เพียงพอ
                โดยสายพันธุ์ของฝรั่งยอดนิยมในปัจจุบัน อาทิเช่น ชนิด แป้นสีทองคำ , ชนิดกิมจู , ชนิดกลมสาลี่ , พันธุ์ไร้เม็ด , ชนิดเวียดนาม ฯลฯ
องค์ประกอบทางเคมี
quercetin, quercetin-3-arabinoside , quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin),                                    quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin),                             quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) รวมทั้ง quercetin 3-O gentiobioside , Tannin ในผิวฝรั่งเมื่อเอามาสกัดน้ำมันระเหย พบสารต่างๆดังเช่นว่า 1,8-cineole  ,   a-copaene,  trans-caryophyllene  , humulene  ,  a-amorphene ,    nerolidol   , caryophyllene oxide ,  epigiobulol, longitorenedehyde , aromaden dendrene , helifdenolC ฯลฯ  และก็สำหรับค่าทางโภชนาการของฝรั่งต่อ (165 กรัม) เป็น

  • พลังงาน 112 กิโลแคลอรี
  • เส้นใยอาหาร 8.9 กรัม
  • โปรตีน 4.2 กรัม
  • ไขมัน 1.6 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 23.6 กรัม
  • วิตามินเอ 1030 IU
  • วิตามินซี 377 มก.
  • วิตามินบี 1 0.1 มก.
  • วิตามินบี 2 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 3 1.8 มิลลิกรัม
  • กรดโฟลิก 81 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 30 มก.
  • ธาตุฟอสฟอรัส 66 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 0.4 มก.
  • ธาตุโพแทสเซียม 688 มิลลิกรัม
  • ธาตุทองแดง 0.4 มิลลิกรัม ที่มา : Wikipedia


คุณประโยชน์/สรรพคุณ ฝรั่งคือผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะสำหรับผู้ที่อยากลดความอ้วน ลดหุ่น หรือผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากฝรั่งอุดมไปด้วยกากใยอาหาร เมื่อรับประทานแล้วจะทำให้อิ่มนาน ช่วยกำจัดท้องร้อง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ช่วยปรับระดับการใช้อินซูลินของร่างกายให้เหมาะสม และก็ยังช่วยล้างพิษโดยรวมได้อีกด้วย จึงส่งผลทำให้ผิวพรรณมองเปล่งปลั่งผ่องใส โดยฝรั่งจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกประเภท และยังมีวิตามินซีสูโลภว่าส้มถึง 5 เท่า รวมทั้งยังนิยมนำฝรั่งไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆตัวอย่างเช่น ฝรั่งดอง ฝรั่งแช่บ๊วย พายฝรั่ง แล้วก็ของหวานอีกหลากหลายชนิด รวมถึงประยุกต์ใช้ทำเป็นยาแคปซูลแก้ท้องร่วงจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งใส่แคปซูลละ 250 มิลลิกรัม
                ยิ่งไปกว่านี้น้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่งยังมีการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหาร อย่างเช่น หมากฝรั่ง ทอฟฟี่ รวมถึงเอามาผสมหรือแต่งกลิ่นในน้ำยาบ้วนปากได้อีกด้วย ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของฝรั่งนั้นมีดังนี้ ตำราเรียนยาไทยบอกว่า เปลือกต้น, ราก รสฝาด สุขุม ใช้แก้แผลมีพิษ แก้ปวดฟัน โรคลักปิดลักเปิด แก้อาการเลือดกำเดา แก้น้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง ใบรสฝาดเปียกแฉะ อ่อนโยนไม่มีพิษ ใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสีย บิดเรื้อรัง ผื่นคัน ผื่นคัน บาดแผลที่มีเลือดออก ผลที่ยังไม่สุก รสเปรี้ยว ฝาดอ่อนโยน ใช้แก้ท้องร่วง บิด ดับกลิ่นปาก แก้ปวดฟัน ผลหมูสหวานหอมใช้เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ใช้ห้ามเลือดต้านการอักเสบ ลดน้ำตาลในเลือด โดยใช้เปลือกแห้งหนัก 10 กรัม ต้มน้ำกิน ใบแห้งหนัก 3-5 กรัม ถ้าเกิดเป็นใบสดใช้หนัก 15-30กรัม ต้มน้ำกิน ถ้าหากใช้ข้างนอกต้มเอาน้ำชะล้างหรือตำพอก ผลที่ยังไม่สุก แห้งหนัก 6-10 กรัม ต้มน้ำกิน
รูปแบบ/ขนาดการใช้

  • แก้ลำไส้อักเสบ บิด ใช้ใบสด 30-60 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้กระเพาะไส้อักเสบเฉียบพลันแล้วก็ท้องร่วง ที่เกิดขึ้นมาจากการย่อยไม่ดี ใช้ใบแห้งหนัก 10-15 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้รอยแผลมีเหตุที่เกิดจากการหกล้มหรือกระทบกระแทกหรือบาดแผลมีเลือดออก ใช้ใบสดตำพอกแผลด้านนอก
  • แก้ปวดฟัน ใช้เปลือกรากผสมน้ำส้มสายชูต้มเอามาอมแก้ปวดฟัน
  • แก้เด็กเป็นแผลเล็กแผลน้อยเรื้อรัง ใช้เปลือก ราก ต้มร่วมกับขนไก่ เอามาชะล้างบาดแผล
  • แก้ผิวหนังเป็นผื่นผื่นคัน ใช้เปลือกต้นสดและใบต้นเอาน้ำชำระล้างบริเวณที่เป็น
  • แก้ท้องเดิน ใช้ใบหรือผลดิบ ต้มกินต่างชา (ใบแห้ง 5 กรัม ใส่น้ำ 100 มล.)
  • ใช้สวนล้างช่องคลอดข้างหลังคลอด ใช้น้ำต้มจากใบสดอุ่นๆสวนล้าง
  • ใช้สำหรับในการดับกลิ่นปาก ด้วยการนำใบสด 3-5 ใบมาบดแล้วคายกากทิ้ง
  • ช่วยรักษาอาการเสียงแห้ง แก้คออักเสบโดยการใช้ผลที่ตากแห้งต้มน้ำดื่ม
  • ยอดอ่อนๆปิ้งไฟให้เหลืองกรอบ ชงน้ำดื่มแก้ท้องเดิน บิด ใบสดบดอมกำจัดกลิ่นบุหรี่ สุรา รวมทั้งกลิ่นปากเจริญ
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ แก้ท้องเดิน             จากการวิจัยฤทธิ์ทางยาของฝรั่งพบว่าการให้ยาเม็ดแคปซูลใบฝรั่งทีละ 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง ตรงเวลา 3 วัน กับคนป่วยที่เป็นโรคอุจจาระร่วง 122 คน สามารถลดปริมาณครั้งของการอุจจาระ ช่วงเวลาที่อึ แล้วก็จำนวนน้ำเกลือที่ให้ชดเชยได้  การให้ยาเม็ดแคปซูลฝรั่งขนาด 500 มก. (ที่มีสารฟลาโวนอยด์ 1 มก./แคปซูล 500 มก.)  ทุก 8 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วันในคนป่วยที่มีอาการท้องเดิน ปวดท้อง ปริมาณ 50 คน จะสามารถลดการบีบตัวของไส้แล้วก็ลดระยะเวลาเจ็บท้องได้   การให้ยาต้มของฝรั่งในคนป่วยเด็กที่เป็นโรคไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) 62 คน ทำให้อาการดียิ่งขึ้นข้างใน 3 วัน ช่วงเวลาท้องร่วงสั้นลง และไม่พบเชื้อ Rota virus ในอุจจาระมากยิ่งกว่าเมื่อเทียบกับกรุ๊ปควบคุม
                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยคลอโรฟอร์ม เฮกเซน เมทานอล รวมทั้งน้ำ สามารถลดการเคลื่อนไหว และก็การยุบเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาและหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการเคลื่อนไหวเยอะขึ้นเรื่อยๆด้วยอะเซทิลโคลีน  สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลร้อยละ 50 สามารถยับยั้งการหดตัวของลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้หดตัวด้วยกระแสไฟฟ้า อะเซทิลโคลีน รวมทั้งแบเรียมคลอไรด์ได้อย่างสมบูรณ์ แล้วก็สามารถยับยั้งอาการท้องเสียในหนูเม้าส์ที่ถูกชักจูงให้กำเนิดอาการท้องร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง โดยฝรั่งจะไปเพิ่มการดูดซึมน้ำในไส้และก็ลดการบีบตัวของลำไส้   สารสกัดด้วยน้ำของใบฝรั่งสดสามารถยับยั้งอาการท้องเสียได้ โดยลดปริมาณครั้งของการอุจจาระในหนูซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการท้องเสียด้วยยา microlax ได้
                 ส่วนสกัดของสารกรุ๊ป polyphenolic, saponin และก็ alkaloid จากใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาที่รั้งนำให้หดเกร็งด้วยอะเซทิลโคลีนรวมทั้งโปตัสเซียมคลอไรด์ได้   สาร quercetin และ quercetin-3-arabinoside จากใบฝรั่ง สามารถต้านการหดตัวของลำไส้เล็กที่ถูกรั้งนำด้วยอะเซทิลโคลีน ทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนน้อยลง  นอกจากนั้นสาร quercetin ในใบฝรั่งยังสามารถยับยั้งการยุบเกร็งของลำไส้เล็กในหนูแรทและหนูตะเภาซึ่งเหนี่ยวนำให้เกิดอาการหดเกร็งด้วยสารละลายโปแตสเซียม  อะเซทิลโคลีน แบเรียมคลอไรด์ ฮีสตามีน และก็ซีโรโทนินได้ รวมทั้งสามารถลดความสามารถสำหรับในการซึมผ่านของๆเหลวของหลอดเลือดฝอยรอบๆท้องซึ่งมีผลช่วยรักษาอาการท้องเดิน  สาร quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin), quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin), quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) และ quercetin 3-O-gentiobioside จากใบฝรั่ง สามารถลดการยุบเกร็งของลำไส้เล็กหนูเม้าส์ได้   สาร asiatic acid จากใบฝรั่งส่งผลทำให้กล้ามเนื้อลำไส้เล็กส่วนปลายของกระต่ายคลายตัว  สารสกัดผลฝรั่งดิบด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ต่อต้านการหลั่งอะเซทิลโคลีนในลำไส้เล็กของหนูแรทแล้วก็หนูตะเภาได้ แต่มีฤทธิ์น้อยกว่าอะโทรป่ายปีน โดยฝรั่งมีผลทำให้ไส้มีการเคลื่อนไหวลดลง ทำให้รักษาอาการท้องเดินได้    สารสกัดฝรั่ง (ไม่เจาะจงส่วน) สามารถลดการบีบตัวของลำไส้เล็กของหนูแรทได้
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียมีการศึกษาเล่าเรียนการต้านเชื้อแบคทีเรียหลายรายงาน อาทิเช่น สารสกัดเอทานอลของฝรั่ง สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Salmonella enteritidis, Shigella flexneri ได้  สารสกัดน้ำ ความเข้มข้น 10-5 มคลิตร/มล. ทดลองในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Shigella dysenteriae ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคบิดได้ สารสกัดเปลือกต้น
ด้วย 70% เอทานอล  ความเข้มข้น 250 มก./มล. ทดลองในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ พบว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วง คือ Staphylococcus aureus, Vibrio cholerae และก็ V. parahaemolyticus แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ E. coli, Shigella  flexneri, Salmonella typhimurium สารสกัดราก กิ่ง และก็ใบฝรั่งด้วย 50% เอทิลอัลกอฮอล์  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, S. typhimurium ที่เป็นสาเหตุนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella enteritidis สารสกัดกิ่งฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ อัตราส่วน 1:1 ความเข้มข้น 50 มคลิตร สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae, Sh. flexneri (ซึ่งก่อให้เกิดโรคบิด) E. coli (แบคทีเรียในลำไส้) S. typhimurium (ทำให้มีการเกิดโรคไทฟอยด์) แต่ว่าไม่เป็นผลต่อเชื้อ S. enteritidis สารสกัดทิงเจอร์ของฝรั่ง สามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย V. chlorea ที่เป็นต้นเหตุของอหิวาต์ ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้แม้กระนั้นเห็นผลปานกลาง  น้ำมันหอมระเหยของใบฝรั่ง สามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus แต่ว่าไม่มีผลต่อเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli, S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำมันปิโตรเลียมอีเทอร์ ความเข้มข้น 1,000 มคก./มล. สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Enterococcus faecalis ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium, S. aureus สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำ ความเข้มข้น 20 มิลลิกรัม/มล. พบว่าสามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย S. dysenteriae 1 (นำไปสู่โรคบิด) รวมทั้ง V. chlorea (นำไปสู่อหิวาตกโรค) ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งขนาดความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 1.25, 5 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร ตามลำดับ
สารสกัดผลดิบของฝรั่งด้วยเมทานอล  ในขนาด 50,100, 300 มิลลิกรัม/กก. สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae 1, Sh. dysenteriae 2, Sh. dysenteriae 4, Sh. dysenteriae 8 รวมทั้ง V. chlorea 1350 ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 100-200 มคกรัม/มล. สารสกัดหยาบคายของใบฝรั่ง สามารถยั้งการเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Vibrio ที่แยกได้จากกุ้งกุลาดำที่เป็นโรค 23 สายพันธุ์ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 1.25-5.00 มก./มิลลิลิตร สารสกัดใบฝรั่งด้วยอะซีโตน และก็ 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella B, S. newport, S. typhimurium, Sh.  flexneri นอกจากนั้นสารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ยังสามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้อีกด้วย  สารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วยน้ำ สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. flexneri, S. aureus แต่ว่าไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. newport รวมทั้ง S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ
สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 10 มิลลิกรัม/วัน แต่สำเร็จไม่แน่นอนต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium สารสกัดใบฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ความเข้มข้น 1,000 มคกรัม/มล. พบว่าสามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรียที่นำมาซึ่งโรคอุจจาระร่วง ได้แก่ Salmonella D, Sh. dysenteriae 1, Sh. flexneri 2A, Sh. flexneri 4A  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. typhimurium type 2, Shigella bodyii, Sh. bodyii 5, Sh. dysenteriae 2, Sh. flexneri 3A, Sh. sonnei  ส่วนสกัดแทนนินจากใบฝรั่ง ความเข้มข้น 85, 95, 95, 100, 110 มคก./มล. สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri, S. enteritidis, S. aureus , Escherichia piracoli, E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ เป็นลำดับ    สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella spp. ได้ 2 สายพันธุ์  รวมทั้งต้านทานเชื้อ Sh.  flexneri, Sh. virchow, Sh. dysenteriae และเชื้อ E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ(1:1)และก็อะซีโตน สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ที่เป็นต้นเหตุของโรคอุจจาระหล่นได้ สารสกัดลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย S. newport และก็ S. typhimurium, Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. aureus   น้ำคั้นจากผลฝรั่ง ไม่อาจจะต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus typhosus ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไทฟอยด์ได้ สารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินด้วยอัลกอฮอล์ และก็น้ำ (1:1) ความเข้มข้นมากยิ่งกว่า 25 มคกรัม/มล. ไม่สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย B. subtilis, E. coli, S. typhosa
มีการวิจัยโดย ปัญจางค์ ธนังข้าล แล้วก็แผนก ในผู้ป่วย 122 คน ที่เป็นโรคอุจจาระตก เป็นชาย 64 คน และก็หญิง 58 คน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 16-55 ปี ศึกษาวิจัยเปรียบเทียบโดยกรรมวิธีการสุ่มตัวอย่าง โดยนำใบฝรั่งอบแห้งแล้วบดเป็นผุยผง ใส่แคปซูล ขนาด 250 มก. ลักษณะเดียวและก็ขนาดเดียวกับ tetracyclin และก็บริหารการรับประทานยาอย่างเดียวกัน คือ 500 มก. ทุก 6 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน ทั้งคู่กลุ่ม พบว่าใบฝรั่งสามารถลดจำนวนอุจจาระ ระยะเวลาที่ถ่ายอุจจาระ แล้วก็ปริมาณน้ำเกลือที่ให้ทดแทนได้
มีการเรียนในคนไข้เด็ก 62 คน ที่เป็นโรคไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) โดยให้รับประทานยาต้มของฝรั่ง พบว่าอาการดียิ่งขึ้นข้างใน 3 วัน และช่วงเวลาท้องร่วงสั้นลงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง (p<0.05) ปริมาณโซเดียมและก็เดกซ์โทรสในอุจจาระต่ำลง แล้วก็ผลของการตรวจอุจจาระไม่พบเชื้อ Rota virus มากถึง 87.1% ตอนที่กรุ๊ปควบคุมไม่พบเชื้อ Rota virus 58.1% มีความหมายว่ายาต้มของฝรั่งมีคุณภาพสำหรับการรักษาอาการท้องร่วงในผู้เจ็บป่วยลำไส้อักเสบจากเชื้อ Rota virus ได้
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ   จากการศึกษาเล่าเรียนทางคลินิกในผู้ป่วย 70 คน ที่มีเหงือกอักเสบ พบว่าน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบฝรั่งสามารถลดการอักเสบได้ร้อยละ 19.8 และก็ลดรอยโรคที่ความร้ายแรง ได้ร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากใบฝรั่ง หลังจากใช้เป็นเวลา 3 สัปดาห์
            สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำขนาด 50-800 มิลลิกรัม/กก. เมื่อฉีดเข้าช่องท้องพบว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบกะทันหัน  เมื่อทดลองกับอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้เกิดการอักเสบด้วยไข่ขาวสด นอกเหนือจากนั้นเมื่อฉีดน้ำมันหอมระเหยจากใบฝรั่งเข้าทางท้องของหนูแรทในขนาด 0.8 มิลลิลิตร/กิโล พบว่าสามารถยั้งการอักเสบที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสาร carrageenan ได้
สารสกัดจากผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางท้องของหนูแรท พบว่าสามารถยั้งการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการอักเสบด้วยสาร carrageenan, kaolin แล้วก็ formaldehyde ได้ นอกเหนือจากนั้นสารสกัดผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูเม้าส์จะสามารถยับยั้งการอักเสบและก็ลดอาการเจ็บปวดที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย acetic acid  ได้ดีมากยิ่งกว่าแอสไพรินที่ให้ในขนาดเสมอกันนิดหน่อย
เมื่อนำใบฝรั่งมาหมักกับราแล้วก็แบคทีเรียเป็นต้นว่า Phellinus linteus (ส่วนเส้นใย) Lactobacillus plantarum และก็ Saccharomyces cerevisiae แล้วนำมาสกัดด้วยเอทานอล พบว่าสารสกัดที่ได้มีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบโดยยั้งการผลิตสารที่นำไปสู่การอักเสบคือ ไนตริกออกไซด์แล้วก็ พรอสต้ามึงรนดิน อี 2 ในหลอดทดสอบ ยิ่งไปกว่านี้สารสกัดฝรั่งด้วยเอทานอลและก็น้ำยังออกฤทธิ์ยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์
             สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทิลอะซีเตตมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ และแก้แพ้โดยยั้งการโต้ตอบต่อแอนติเจนที่ชักจูงให้เกิดการแพ้และการอักเสบ
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูแรทที่ถูกโน้มน้าวให้เป็นเบาหวานด้วยการฉีด alloxan เข้าเส้นเลือดดำขึ้นรถสกัดใบฝรั่งออกฤทธิ์ใน 2 ชั่วโมง มีฤทธิ์สูงสุดในชั่วโมงที่ 6 แล้วก็สิ้นฤทธิ์ใน 1 วัน
ฤทธิ์ต้านทานเซลล์ของโรคมะเร็ง      สารสกัดใบฝรั่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง murine fibrosarcoma และเซลล์มะเร็งเต้านม

การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ  พิษทันควัน  สารสกัดด้วยน้ำจากใบ LD50 มีค่ามากยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 20 ก./กก.  เมื่อให้ทางปากในหนูถีบจักรทั้ง 2 เพศ และก็มีค่ามากกว่า 5 ก./กิโลกรัม  เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้อง สารสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน LD50 มีค่าพอๆกับ 0.188 เมื่อฉีดเข้าช่องท้องในหนูถีบจักร พิษเรื้อรัง  การให้สารสกัดน้ำจากใบทางปาก ขนาด 0.2, 2 และก็ 20 ก./กิโลกรัม วันแล้ววันเล่าต่อเนื่องกันตรงเวลา 6 เดือน  พบว่าอัตราการเพิ่มของน้ำหนักตัวลดลง ในกลุ่มที่ได้รับสารสกัด เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุมที่ได้รับน้ำ ตอนที่ไม่เจอความแตกต่างของจำนวนของกินที่กินในทุกกลุ่ม ความประพฤติทั่วๆไปธรรมดาในทุกกลุ่ม หนูเพศผู้มีระดับ ALP, SGPT (การทำงานของตับ), BUN (รูปแบบการทำงานของไต) และก็ WBC สูงมากขึ้น เวลาที่ระดับของโซเดียมและก็คลอเลสเตอรอลในเลือดลดน้อยลง น้ำหนักของตับรวมทั้งไตเพิ่มขึ้น การตรวจทางจุลทัศนกายตอน เจอการเปลี่ยนแปลงของไขมันรวมทั้งลักษณะ hyd

15

งาขาว
ชื่อสมุนไพร งาขาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น นีโซไอยู่มั้ว (จีน) ซะติด ซะเจี่ย (เมื่อน)
ชื่อสามัญ Sesame seeds (white)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Sesamum  orientale Linn.
ตระกูล PEDALIACEAE
บ้านเกิดเมืองนอน
งาขาวมีบ้านเกิดเมืองนอนเช่นเดียวกันกับ งาดำ คือ งาขาวเป็นไม้ล้มลุกที่มีมาแต่โบราณ มีบ่อเกิดในแถบประเทศเอธิโอเปีย ต่อมาก็ถูกนำเข้าไปยังอินเดีย จีน รวมถึงแถบแอฟริกาเหนือและทวีปเอเชียใต้ ในราวโดยประมาณ 2000 ปี ก่อนคริศตกาลและก็ในศตวรรษที่ 17 ได้ถูกนำเข้าไปในทวีปอเมริกาส่วนในประเทศไทย งา ก็เป็นที่รู้จักกันมาเป็นเวลายาวนาน ซึ่งประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ได้ทั้งยังทางยา อาหาร และก็เครื่องแต่งตัว
ลักษณะทั่วไป
งาขาว เป็นพืชล้มลุกที่แก่ฤดูเดียว มีลำต้นตั้งตรงถึงยอด สูงราว 50-150 ซม. ลำต้นไม่แตกกิ่งกิ่งก้านสาขา แม้กระนั้นบางจำพวกอาจมีการแตกกิ่งกิ่งก้านสาขา ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ เป็นสี่เหลี่ยม มีขนสั้นๆปกคลุมหนา ลำต้นมีร่องยาวตามความสูงของลำต้น เปลือกลำต้นบาง สีเขียวเข้มหรือมีสีอมม่วง สามารถดึงลอกเป็นเส้นได้
ใบงาขาว ออกเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงกันข้ามกันตามความสูงของลำต้น มีก้านใบทรงกลมสีเขียวหรือสีม่วงแดง ยาวประมาณ 5 เซนติเมตร ส่วนแผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปหอกยาว กว้างโดยประมาณ 3-5 ซม. ยาวราว 8-15 เซนติเมตร โคนใบมน เป็นฐานกว้าง และก็ค่อยเรียวลงจนปลายใบแหลม แผ่นใบมีสีเขียวสด มีร่องตามเส้นแขนงใบ ขอบของใบเรียบหรือเป็นหยัก
ดอกงาขาวเป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นกรุ๊ปรอบๆซอกใบ 1-3 ดอก ประกอบด้วยก้านดอกสั้น ราว 3-5 มิลลิเมตร ต่อมาเป็นกลีบรองดอกสีเขียว จำนวน 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกันหุ้มห่อฐานดอก ถัดมาเป็นกลีบดอกที่มีลักษณะเป็นกรวยยาว กลีบอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อแก่หรือบานจะมีสีขาว ยาวเป็นทรงกรวย ราว 4-5 เซนติเมตร ปลายกลีบแขวนลงดิน และแยกออกเป็น 2 กลีบหมายถึงกลีบข้างล่างที่ยาวกว่า และกลีบบนที่มีปลายหยักเป็น 3 แฉก ต่อมาภายในดอกจะมีสีกลีบดอกด้านในเป็นสีเหลือง มีเกสรตัวผู้ 4 อัน แบ่งเป็น 2 คู่ แต่งละคู่ยาวแตกต่างกันส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน ยาว 1.5-2 ซม. ปลายก้านเกสรแยกออกเป็น 2-4 แฉก ดังนี้ ดอกงาขาวจะเริ่มบานในตอนเช้า รวมทั้งกลีบดอกจะตกลงดินในช่วงเย็น
ผลของงาขาวเรียกว่า ฝัก ฝักอ่อนมีลักษณะทรงกระบอกค่อนข้างจะกลม ปลายฝักเป็นจะงอยแหลม เมื่อฝักใหญ่จะแบ่งเป็นร่องๆตามความยาวของฝัก ยาวราวๆ 2-3 เซนติเมตร เปลือกฝักหนา มีสีเขียว แล้วก็มีขนปกคลุม เมื่อฝักแก่กลายเป็นสีดำอมเทา และก็ปริแตก ทำให้เม็ดตกลงดิน  ภายในฝักมีเม็ดขนาดเล็กสีขาวจำนวนมาก เรียงซ้อนแยกกันในแต่ละร่องพู เม็ดมีรูปไข่ เปลือกเม็ดบางมีสีขาว มีกลิ่นหอม ใน 1 ฝัก จะมีเมล็ดราวๆ 70-100 เมล็ด
การขยายพันธุ์
                งาขาว ที่ปลูกกันทั่วๆไปมี 6 ชนิด อย่างเช่น

  • พันธุ์เมืองเลย ปลูกมากมายที่จังหวัดเลยและรอบๆชายแดนไทย-ลาว แล้วก็ตอนจังหวัดเลยถึงจังหวัดอุตรดิตถ์
  • พันธุ์จังหวัดเชียงใหม่ ปลูกมากมายที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนรวมทั้งจังหวัดเชียงใหม่
  • ประเภทชัยบาดาลหรือสมอทอด ปลูกมากมายที่จังหวัดเพชรบูรณ์แล้วก็จังหวัดลพบุรี แต่เดี๋ยวนี้มีปริมาณน้อยมาก
  • ประเภทร้อยเอ็ด.1
  • ชนิดมข.1
  • จำพวกมหาสารคาม 60 มีเขตส่งเสริมการปลูก เป็นต้นว่า จังหวัดสระบุรี ลพบุรี เพชรบูรณ์ พิษณุโลก แล้วก็จังหวัดกาญจนบุรี


งาเป็นพืชเขตร้อนถูกใจอาการร้อนและแดดจัด อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ราว 27-30 องศาเซลเซียส ไม่ชอบอากาศหนาวเย็น ถ้าเกิดอุณหภูมิต่ำลงยิ่งกว่า 20 องศาเซลเซียส การงอกจะช้าลง หรือ บางทีอาจจะชะงักการเจริญเติบโต แม้กระนั้นหากอุณหภูมิสูงยิ่งกว่า 40 องศาเซลเซียสจะทำให้การผสมเกสรติดยากการสร้างฝักเป็นได้ช้า
   ฤดูปลูก

  • ต้นฤดูฝน เริ่มปลูกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-ม.ย. แล้วก็เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่สิ้นเดือน เมษายน-มิถุนายน ส่วนมากจะปลูกเอาไว้ในพื้นที่นาก่อนการปลูกข้าว มีพื้นที่ปลูกโดยประมาณร้อยละ 70 ของพื้นที่ปลูกงาทั่วประเทศ แหล่งปลูกงาต้นหน้าฝนอาทิเช่น จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดโคราช สระบุรี จังหวัดลพบุรี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ จังหวัดสุโขทัย ลำพูน น่าน และสุราษฏร์ธานี
  • ปลายฤดูฝน เริ่มปลูกตั้งแต่กรกฎาคม-สิงหาคม และก็เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่ปลายเดือน พฤศจิกายน-ธ.ค. ส่วนใหญ่จะปลูกไว้ในสภาพพื้นที่ไร่หรือที่ดอน ปลูกข้างหลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ มีพื้นที่ปลูกโดยประมาณปริมาณร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกงาทั้งประเทศ แหล่งปลูกงาปลายฤดูฝนที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัด จังหวัดกาญจนบุรี พิษณุโลก จังหวัดสุพรรณบุรี เพชรบูรณ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ และก็เลย
ส่วนการปลูกงาขาวนั้นสามารถทำได้ดังนี้

  • การเตรียมดิน การเตรียมดินเป็นต้นเหตุที่สำคัญสำหรับการปลูกงาเหตุเพราะเมล็ดงามีขนาดเล็ก จะต้องมีการเตรียมดินให้ร่วนซุย จะช่วยให้งางอกได้ดีแล้วก็มีความสม่ำเสมอ การไถลูกพรวนจะมากมายหรือน้อยครั้งขึ้นอยู่กับโครงสร้างและก็ประเภทของเนื้อดิน ถ้าเป็นดินร่วนทรายจะไถ 1-2 ครั้ง ส่วนดินเหนียวต้องไถมากมายครั้งกว่าดินร่วนโดยไถ 2-3 ครั้ง เพื่อย่อยดินอย่างถี่ถ้วนจะได้ผลผลิตสูงขึ้นมากยิ่งกว่าไถเพียงครั้งเดียว
  • วิธีปลูก การปลูกงาขาวมีอยู่ 2 แนวทางคือ
  • การปลูกแบบหว่าน เกษตรกรโดยมากนิยมปลูกงาด้วยวิธีแบบนี้ โดยภายหลังจัดเตรียมดินดีแล้ว จะใช้เม็ดงาหว่านให้กระจัดกระจายบ่อย อัตราเมล็ดพันธุ์ 1-2 กก./ไร่
  • การปลูกแบบโรยเป็นแถว ในการทำร่องสำหรับโรยเม็ด โดยมากใช้คราดกาแถว ระยะระหว่างแถว 50 เซนติเมตร อัตราเมล็ดพันธุ์ 2-3 กิโลกรัม/ไร่ การปลูกเป็นแถวจะให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกแบบหว่าน
  • การใส่ปุ๋ย ดินปนทรายหรือดินร่วนซุยทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 20-30 กิโล/ไร่ ดินร่วมปนดินเหนียว ใช้ปุ๋ยสูตร 20-20-0 ในอัตรา 20-25 กิโลกรัม/ไร่
  • การดูแลและรักษา การปลูกงาขาวไม่ต้องการดูแลมากนัก หลังการโปรยเมล็ดแล้วเกษตรกรจะปลดปล่อยให้งาเติบโตตามธรรมชาติ แม้กระนั้นมั่นสำรวจแปลงเป็นระยะ ถ้าพบโรคหรือแมลงระบาดให้ฉีดพ่นด้วยสารกำจัดศัตรูพืช ส่วนการปลูกเอาไว้ในฤดูแล้งหรือพื้นที่ค่อนข้างจะแห้งอาจมีการให้น้ำเป็นระยะ
  • การเก็บเกี่ยวผลผลิต งาขาวมีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 70-120 วัน หลังปลูก ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ และก็เริ่มเก็บฝักได้ในระยะฝักแก่สีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ใบมีสีเหลือง และร่วงหล่นใกล้หมด และเก็บในระยะที่เปลือกฝักยังไม่ปริแตก การเก็บเกี่ยวงาขาวจะใช้แนวทางถอนทั้งต้น ก่อนเด็ดฝักแยกออกจากลำต้น แล้วตีให้ฝักผิดใจกันเมล็ดงาออก ซึ่งอาจใช้ไม้ตีหรือใช้เครื่องตีแยกฝัก


องค์ประกอบทางเคมี เมล็ดงาขาวมีน้ำมัน 44-58% โปรตีน 18-25% ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมือนกันกับถั่วเหลืองคาร์โบไฮเดรตราว 13.5% แล้วก็เถ้า 5% (Borchani et al.,2010) น้ำมันงาประมาณ 50% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงลำพัง 35% และอีก 44% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ในขณะที่ 45% ของกากงาประกอบด้วยโปรตีน 20% (Ghandi, 2009) ส่วนองค์ประกอบทางเคมีที่มีในเม็ดงาขาวนั้นก็มีเหมือนกันกับงาดำ อาทิเช่น กรดไขมันอย่างเช่น oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid, สารกรุ๊ป lignan, ชื่อ sesamol, d-sesamin, sesamolin, สารอื่นๆได้แก่ sitosterol  ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของงาขาวมีดังนี้

ค่าทางโภชนาการงาขาว (งาขาวดิบ 100 กรัม)
                งาขาวดิบ             
น้ำ                           3.9          กรัม
พลังงาน                 658         กิโลแคลอรี่
โปรตีน                    20.9        กรัม
ไขมัน                       57.1        กรัม
คาร์โบไฮเดรต                        15.0        กรัม
ใยอาหาร                                4.6          กรัม
เถ้า                           3.1          กรัม
แคลเซียม                               86           มก.
เหล็ก                       7.4          มก.
ธาตุฟอสฟอรัส                              650         มิลลิกรัม
เบต้า แคโรทีน                        0              มก.
ไทอะมีน                 1.08        มก.
ไรโบฟลาวิน                           0.11        มก.
ไนอะซีน                  3.3          มก.
 
ประโยชน์/คุณประโยชน์
งาขาวใช้เป็นส่วนผสมของอาหารหวาน อาทิ กระยาสาดข้าวเหนียวแดง หรือใช้ตกแต่งขนมปังหรือขนมต่างๆรวมไปถึงใช้สกัดน้ำมันงาสำหรับใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆยกตัวอย่างเช่น ใช้สำหรับทำกับข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารจำพวกทอดต่างๆ ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารเสริม  ใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องแต่งตัว อย่างเช่น โลชั่นที่มีไว้สำหรับบำรุงผิว น้ำหอม สบู่ เป็นต้น ใช้ในอุตสาหกรรมยา และก็อาหาร เช่น ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับเพื่อการผลิตช็อกโกแลต การสร้างเนยเทียม เป็นต้น  ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารสัตว์  ใช้ทารักษาแผล  ใช้ชโลมผม ช่วยให้ผมมันวับ ใช้ทารักษาโรผิวหนัง ผื่นผื่นคัน มีการวิจัยในงาขาวพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับถั่วเหลืองรวมทั้งใช่แล้วพบว่า มีไขมันสูงขึ้นมากยิ่งกว่าถั่วเหลืองโดยประมาณ 3 เท่า รวมทั้งสูงกว่าไข่ โดยประมาณ 4-6 เท่า มีโปรตีนสูงขึ้นยิ่งกว่าไข่ราว 5% แต่ต่ำลงมากยิ่งกว่าถั่วเหลืองโดยประมาณ 2 เท่า นอกเหนือจากนี้โปรตีนในงาขาวยังแตกต่างจากพืชเครือญาติถั่วรวมทั้งพืชให้น้ำมันอื่นๆด้วยเหตุว่ามีกรดอะมิโนที่ต้องซึ่งพืชดังที่กล่าวมาข้างต้นขาดแคลน อาทิเช่น การเซ่นสรวงไธโอนินแล้วก็ซีสตำหนิน แต่งาขาวมีไลซีนต่ำ ฉะนั้นบางทีอาจใช้งาเป็นอาหารเสริมพวกอาหารถั่วต่างๆเมื่อใช้เป็นของกิน หรือใช้เสริมโปรตีนจากเนื้อสัตว์ซึ่งราคาแพงแพง นอกนั้นยังคงใช้เสริมของกินพวกธัญพืช กล้วย และอาหารแป้งอื่นๆได้เป็นอย่างดี
นอกจากนั้นเม็ดงาขาวยังประกอบไปด้วย เกลือแร่ 4.1 – 6.5 % ที่สำคัญคือ เหล็ก ไอโอดีน สังกะสี เซเลเนียม แคลเซียม แล้วก็ธาตุฟอสฟอรัส โดยจะมีแคลเซียมมากยิ่งกว่าพืชทั่วไปราวๆ 20 เท่า ส่วนสรรพคุณทางยาของงาขาวนั้น ตำราเรียนยาไทยกล่าวว่า งาขาวมีรสฝาด หวาน ขม ทำให้น้ำดี กำเริบเสิบสาน น้ำมันใช้หุงเป็นน้ำมันใส่บาดแผลได้ดี การหุงน้ำมันจะต้องใช้งาสดตำคั้นเอาน้ำ โดยใช้น้ำคั้นใบแล้วก็เถาตำลึง บอระเพ็ด ขมิ้นอ้อย  ไพล เอาน้ำมาอย่างละ 1 ถ้วย แล้วใส่น้ำมันงาลงไป 1 ถ้วย ตั้งไฟต้มไปจนกระทั่งเหลือ 1 ถ้วย เอาน้ำมันที่ได้ปรุงด้วยสีเสียดเทศแล้วก็ไทยสิ่งละนิดนึง หลอมตะกั่วนมให้ละลายเทลงในน้ำมัน แล้วเอาขึ้นหลอมอีกจนได้ 3 ครั้ง ทิ้งตะกั่วไว้ภายในนั้น ใช้น้ำมันใส่แผลจะช่วยรักษาแผลเจริญมากมาย
 ส่วนสรรพคุณทางยาของงาขาวนั้น ตำรายาไทยบอกว่า สารเซซามินในเมล็ดงาขาวสามารถลดระดับ LDL-cholesterol ในกระแสโลหิตของคน (ซึ่ง LDL-cholesterol เป็นสาเหตุที่ทำให้มีการเกิดโรค Athersclerosis (ไขมันตันในเส้นเลือด)  ทุเลาลักษณะโรคคิดสีดวงทวาร (Hemmorhoids) ได้ โดยกรดไขมันในน้ำมันงา ดังเช่น Linoleic acid , oleic acid , palmatic acid , stearic acid , สามารถทุเลาลักษณะโรคริดสีดวงทวารได้
ดังนี้มีการวิจัยน้ำมันงาพบว่าน้ำมันงาเป็นแหล่งของสารอาหาร ยกตัวอย่างเช่น กรดไขมันโอเมก้า 6 ฟลาโวนอยด์ ฟลีนอลิค สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและก็เส้นใย ซึ่งมีความสำคัญในการต่อต้านโรคมะเร็ง แล้วก็ผลักดันสุขภาพ
ต้นแบบ/ขนาดวิธีใช้ เหมือนกับงาดำ คือในการนำงาขาวมาใช้ประโยชน์ส่วนมากจะเอาไปใช้ผลดีด้านอาหารรวมทั้งผลิตภัณฑ์เสริมความงดงามมากยิ่งกว่าด้านการดูแลและรักษาโรคแต่ว่าก็มีการนำไปใช้ตามตำรายาไทยอยู่บ้าง ดังเช่นว่า

  • แก้ฉี่หรืออุจจาระขัด นำเมล็ดงา 20 – 30 กรัม หรือ 1 – 2 ช้อน ต้มแล้วนำน้ำมาดื่มในขณะท้องว่าง
  • ความดันโลหิตสูง เมล็ดงาขาว น้ำส้ม  ซีอิ้ว และก็น้ำผึ้งอย่างละ 30 กรัม ผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง คนให้เข้ากันดี ต้มด้วยไฟอ่อนๆกระทั่งสุก กินวันละ 3 ครั้งเป็นประจำ
  • บรรเทาอาการไอแห้ง ไม่มีเสลด ให้นำเมล็ดงา 3 – 5 ช้อน ตำบดอย่างถี่ถ้วน ก่อนผสมกับน้ำตาลทราย 2 ช้อน กิน หรือ นำผงเม็ดงาชงน้ำร้อน และก็เดิมน้ำตาลดื่ม
  • บำรุงสมอง แบบเรียนอายุรเวทให้ใช้งาผง 1 ส่วน ผงมะขามป้อม 1 ส่วน และน้ำผึ้ง 1 – 2 ช้อนชา เคล้าให้ถูกกัน ปั้นเป็นลูกกลอนรับประทาน
  • ยาอายุวัฒนะ (ญี่ปุ่น) ใช้ไข่ไก่ 1 ฟอง ชงด้วยน้ำร้อน เพิ่มเติมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ขับพยาธิหมุด เม็ดงาขาว 50 กรัม เพิ่มน้ำต้นจนได้น้ำข้นๆกรองเอาส่วนน้ำมาปรุงด้วยน้ำตาล ดื่มขณะท้องว่างครั้งเดียวให้หมด
  • เจ็บคอ คัดจมูก แพ้อากาศ ปวดประจำเดือน นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ รับประทานงาบด 1 ข้อนชาก่อนนอน
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา การศึกษาทางเภสัชวิทยาของงาขาวนั้นส่วนมากเป็นการเล่าเรียนควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการเล่าเรียนรวมกันทั้งงาขาว งาดำ) ฉะนั้นผลการศึกษาเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาของงาขาวก็เลยราวงาดำ (ดูการเรียนทางเภสัชของงาดำ) แต่คนเขียนสามารถรวบรวมข้อมูลการเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาของงามาเพิ่มอีกได้อีก 2 ฉบับหมายถึง
                การเรียนฤทธิ์ลดความเป็นพิษจากนิโคตินของสารลิกแนนจากงาในหนูแรทผิวเผือกเพศผู้ที่ได้รับพิษจากนิโคติน โดยการฉีดนิโคตินครั้งละ 3.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว เข้าใต้ผิวหนัง ต่อเนื่องกัน 15 วัน ร่วมกับการป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของสารลิกแนนจากงา ขนาด 0.1 หรือ 0.2 ก.ต่อของกิน 100 ก. ผลการศึกษาเรียนรู้พบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยลดจำนวนคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ Low Density Lipoprotein cholesterol และก็ Very Low Density Lipoprotein cholesterol ช่วยเพิ่มปริมาณ High Density Lipoprotein cholesterol แล้วก็โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงลดความเข้มข้นของผลิตผลจากการเกิดการเพอคอยกสิเดชั่นของไขมันที่มากขึ้นด้วยเหตุว่าพิษของนิโคติน ยิ่งไปกว่านี้ยังพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยเพิ่มปริมาณ DNA และคุ้มครองปกป้องไม่ให้ DNA ในเนื้อเยื่อตับถูกทำลายด้วยนิโคตินได้อย่างมีนัยสำคัญ ชี้ให้เห็นว่าสารลิกแนนจากงาสามารถบรรเทาความเป็นพิษของนิโคตินต่อการเกิดออกซิเดชั่นและความเป็นพิษต่อสารพัดธุบาปในร่างกายได้ และก็การเล่าเรียนทางสถานพยาบาลเรื่องฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยชายรวมทั้งหญิงที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงระดับน้อยถึงปานกลาง คือมีค่าความดันเลือดตัวบน ≥ 140 มม.ปรอท และก็ค่าความดันโลหิตตัวข้างล่าง ≥ 90 มม.ปรอท อายุ 35 – 60 ปี จำนวน 50 คน ได้รับยาเพื่อการรักษาเป็นยาขับปัสสาวะ hydrochlorothiazide หรือ β-blocker atenolol มานาน 1 ปีก่อนร่วมการเรียน และก็ยังคงได้รับยานี้ตามเดิมตลอดการเล่าเรียนนี้ คนป่วยจะได้รับน้ำมันงาเพื่อใช้ในการปรุงอาหารในครอบครัว 4 – 5 กก. ต่อสมาชิกในครอบครัว 4 คน ต่อเดือน (โดยประมาณ 35 ก./วัน/คน) และจำต้องใช้เฉพาะน้ำมันงาเพียงแค่ประเภทเดียวตลอด 45 วัน แล้วต่อจากนั้นหยุดกินน้ำมันงา ให้เปลี่ยนมาใช้น้ำมันที่เคยใช้อยู่เดิมอีก 45 วัน กระทำการตรวจร่างกาย ความดันเลือด น้ำหนักตัว, Body mass index (BMI), ระดับไขมัน อิเลคโตรไลท์ รวมทั้งเอนไซม์ในเลือด ก่อนการเรียนรู้ หลังจากกินน้ำมันงา 45 วัน และหลังจากหยุดเปลืองน้ำมันงา 45 วัน พบว่า การใช้น้ำมันงาแทนที่น้ำมันจำพวกอื่นสำหรับการประกอบอาหารในคนไข้ความดันโลหิตสูง ทำให้ค่าความดันเลือดตัวบนและตัวข้างล่างกลับลงสู่ระดับปกติ น้ำหนักร่างกาย รวมทั้ง BMI ลดน้อยลง แม้กระนั้นภายหลังหยุดใช้น้ำมันงานค่าดังที่กล่าวถึงมาแล้วกลับสูงขึ้น ระดับคอเลสเตอรอล, high density lipoprotein cholesterol และก็ low density lipoprotein cholesterol ในเลือดไม่ต่างอะไรกันเมื่อวัดผล 3 ช่วงเวลาที่เรียนรู้ ยกเว้นระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดลดลงเมื่อใช้น้ำมันงา รวมทั้งกลับสูงขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา ระดับโซเดียมในเลือดลดลงเมื่อใช้น้ำมันงารวมทั้งกลับสูงขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา   ระดับโปแตสเซียมในเลือดสูงขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงารวมทั้งลดลงสู่ค่าธรรมดาเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา การเกิด lipid peroxidation ต่ำลงเมื่อใช้น้ำมันงาแล้วก็ค่ายังคงเดิมหลังจากที่หยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับเอนไซม์ catalase และก็ superoxide dismutase ในเลือดสูงขึ้น รวมทั้ง glutathione peroxidase ในเลือดลดน้อยลง เมื่อใช้น้ำมันงาและก็ค่ายังคงเดิมภายหลังหยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับวิตามินซี วิตามินอี เบต้า-คาโรทีน และก็ reduced glutathione สูงขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงารวมทั้งลดน้อยลงหลังจากหยุดใช้น้ำมันงา จากการศึกษาหมายความว่าน้ำมันงาสามารถช่วยลดระดับความดันเลือด ลดการเกิด lipid peroxidation รวมทั้งเพิ่มฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ ในคนป่วยความดันโลหิตสูงร่วมกับยาขับฉี่ได้
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา การเรียนทางพิษวิทยาของงาขาวเป็นการศึกษาควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการเรียนรวมกันทั้งงาขาว งาดำ) ด้วยเหตุผลดังกล่าวผลการศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของงาขาวก็เลยราวงาดำ (ดูการเรียนรู้ทางพิษวิทยาของ งาดำ)
 
อชี้แนะ/ข้อควรตรึกตรอง

  • ในการรับประทานงาขาวในบางรายอาจมีอาการแพ้ได้ เหตุเพราะมีสาร Sesamol ซึ่งจะทำให้กำเนิดอาการต่างๆยกตัวอย่างเช่น ผื่นคัน คันจมูก หายใจไม่สะดวก เปลือกตาและก็ริมฝีปากบวมแดง
  • การรับประทานงาขาวอาจจะเป็นผลให้ระดับความดันโลหิตลดต่ำเหลือเกินได้ในผุ้ทีมีความดันโลหิตต่ำ
  • ถ้าเกิดกินงาขาวมากจนกระทั่งเหลือเกินอาจก่อให้มีการระบายท้องมากจนเกินไปจนนำมาซึ่งอาการท้องร่วงได้
  • ตำราเรียนจีน ห้ามใช้งานในคนที่ท้องเดินเรื้อรัง เสื่อมความสามารถทางเพศ มีระดูขาว หรือ ถ้าหากจะใช้ควรใช้ในขนาดน้อย การใช้เกิน 4 ช้อนโต๊ะต่อวัน อาจจะก่อให้ท้องเดินได้
  • ตำราอายุรเวท ระบุว่า งา เป็นยาขับระดู การใช้ในสตรีตั้งท้องช่วงแรก (1-3 เดือน) ในขนาดที่มากเกินความจำเป็น อาจส่งผลให้แท้งได้
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์  พิเชียรสุนทร , แม้นมาส  ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์ 2542. คำอธิบาย ตำราพระโอสถ พรนารายณ์ สำนักพิมพ์ อมรินทร์ กุมภาพันธ์ 2548
  • มนตรา ศรีษะแย้ม , นาถธิดา วีระปรียากูร , พนมพร ศรีบัวรินทร์.ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นในหลอดทดลองของเมล็ด งา ขาว ดำ และ แดง .วารสารสารเภสัชศาสตร์อีสาน.ปีที่ 10 .ฉบับที่ 2.พฤษภาคม – สิงหาคม 2557.หน้า 136-146
  • ปราณี รัตนสุวรรณ . งา ...ธัญพืชเมล็ดจิ๋วดินทรงคุณค่า.ภาควิชาเภสัชงาขาวและเภสัชพฤกษศาสตร์.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • กรมวิชาการเกษตร.2549.รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาด้านพืชและเทคโนโลยีการเกษตร รอบ 12 เดือน.วันที่ 20 – 24 พฤศจิกายน 2549.
  • งาขาว สรรพคุณ และการปลูกงาขาว.พืชเกษตรดอทคอม.เว็บเพื่อเกษตรกรไทยนันทวัน บุณยะประภัศร (บรรณาธิการ) 2539.สมุนไพรพื้นบ้าน(1) คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/
  • ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย.2544
  • Bowden, Jonny. The 150 Healthiest foods on earth: The surprising, unbiased truth about what you should eat and why (PAP/COM). Fair Winds Pr,2007:309-310
  • สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ปีที่ 2 ฉบับที่ 23 ประจำเดือน กันยายน 2545 บริษัท สำนักพิมพ์ยูทิไลซ์ จำกัด
  • สารลิกแนน จากงาช่วยลดพิษของนิโคติน.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • งา,ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดความดันโลหิตสูง.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.



Tags : งาขาว

หน้า: [1] 2 3 ... 23