แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - 01adxz45

หน้า: [1]
1

[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/16910138/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD]เหงือกปลาหมอ[/url][/size][/b]
บ้านเกิดเมืองนอนเหงือกปลาหมอ
เหงือกปลาหมอนับว่าเป็นสมุนไพรพื้นถิ่นของไทยเราเนื่องจากมีประวัติในการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรมาตั้งแต่โบราณแล้ว ซึ่งเหงือกปลาหมอนี้เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นกลางแจ้งและมักจะพบมากในรอบๆป่าชายเลน หรือตามพื้นที่ชายน้ำริมฝั่งคลอง เจริญวัยเจริญในที่ร่มและก็มีความชื้นสูง หรือในแถบที่ดินเค็มและไม่ชอบที่ดอน แถบภาคอีสารก็มีรายงายว่าปลูกได้เหมือนกัน เหงือกปลาแพทย์ พบอยู่ 2 พันธุ์ คือ ประเภทดอกสีขาว Acanthus ebracteatus Vahl พบได้บ่อยในภาคกึ่งกลางรวมทั้งภาคตะวันออก จำพวกดอกสีม่วง  Acanthus ilicifolius L. เจอทางภาคใต้ ทั้งยังเหงือกปลาหมอยังเป็นชนิดไม่ขึ้นชื่อลือชาของจังหวัดสมุทรปราการอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป
ต้นเหงือกปลาหมอ เป็นไม้พุ่มขนาดกึ่งกลาง มีความสูงโดยประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นแข็ง มีหนามอยู่ตามข้อของลำต้น ข้อละ 4 หนาม ลำต้นกลม กลวง ตั้งตรง มีสีขาวอมเขียว ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 เซนติเมตร
ใบเหงือกปลาหมอ ใบเป็นใบผู้เดียว ลักษณะของใบมีหนามคมอยู่ริมขอบของใบรวมทั้งปลายใบ ขอบของใบเว้าเป็นระยะๆผิวใบเรียบเป็นมันลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีชำเลืองสีขาวเป็นแถวก้างปลา เนื้อใบแข็งรวมทั้งเหนียว ใบกว้างประมาณ 4-7 เซนติเมตร แล้วก็ยาวประมาณ 10-20 ซม. ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ก้านใบสั้น
ดอกเหงือกปลาหมอ ออกดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวประมาณ 4-6 นิ้ว ทั้งนี้สีของดอกขึ้นอยู่กับจำพวกของต้นเหงือกปลาหมอเป็น ดอกมีทั้งจำพวกดอกสีม่วง หรือสีฟ้า และชนิดดอกสีขาว แต่ลักษณะอื่นๆเหมือกันเป็น  ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน ส่วนกลีบดอกเป็นท่อปลายบานโต ยาวราว 2-4 เซนติเมตร รอบๆกึ่งกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้แล้วก็เกสรตัวเมียอยู่
ผลเหงือกปลาหมอ ลักษณะของผลเป็นฝักสีน้ำตาล ลักษณะของฝักเป็นทรงกระบอกกลมรี รูปไข่ ยาวโดยประมาณ 2-3 ซม. เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ภายในฝักมีเมล็ด 4 เมล็ด
เหงือกปลาหมอ
รักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน กลากเกลื้อน
ชื่ออื่น : แก้มแพทย์ แก้มแพทย์เล จะเกร็ง นางเกร็ง อีเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน
ในตำรายาไทยพูดว่า เหงือกปลาหมอสามารถแก้โรคผิวหนังได้ทุกชนิด
ในเมื่อเหงือกปลาหมอมีสรรพคุณเด่นแก้น้ำเหลืองเสียได้ โรคผิวหนังต่างๆแม้แต่ โรคอีสุกอีใส ที่เกิดจากเชื้อไวรัสก็จะลดลงลง
ในกรณีโรคผิวหนังพุพองจากเชื้อไวรัสโรคภูมิคุมกันบกพร่อง แม้จะร้ายแรงกว่าโรคผิวหนังทั่วไป แต่ว่าเมื่อใช้เหงือกปลาหมอเป็นอีกทั้งยากินรวมทั้งต้มน้ำอาบต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 3 เดือนขึ้นไป แผลพุพอง ก็จะลดน้อยลงลงอย่างชัดเจน สำหรับคนเจ็บโรคผิวหนังด้วย
วิธีปรุงยาและก็วิธีใช้ยาก็มีหลายวิธี เป็น
แนวทางต้มยารับประทานและอาบ
เอาเหงือกปลาหมอสดหรือแห้งสับเป็นท่อนเล็กๆใส่เต็มขันขนาด 1 ลิตร ใส่น้ำ 4 ขัน ต้มยาให้เดือดนาน 10 นาที ตักน้ำยาขึ้นมา 1 แก้ว แบ่งไว้สำหรับดื่มกินขณะอุ่นๆทีละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง ยามเช้า-เย็น ก่อนกินอาหาร
ส่วนน้ำยาที่แบ่งไว้อาบนั้น ต้องใช้อาบขณะน้ำยายังอุ่นอยู่ ก่อนอาบน้ำจำต้องชำระล้างร่างกายด้วยสบู่ให้สะอาดเสียก่อน เมื่ออาบน้ำยาแล้ว ไม่ต้องอาบน้ำธรรมดาตามอีก อาบน้ำยาวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็นครั้งละ 3-4 ขัน แต่ถ้ามีเหงือกปลาหมอเยอะมากๆ อาจจะต้มยาเพื่อแช่ตลอดตัวในอ่างก็ยิ่งดี
วิธีการทำเป็นยาลูกกลอน
นำเหงือกปลาหมอทั้งยัง 5 คราวตากแห้งมาบดเป็นผุยผงละเอียด 2 ส่วน ผสมน้ำผึ้งแท้ 1 ส่วน ปั้นเป็นเม็ดลูกกลอนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร คนแก่กินครั้งละ 2 เม็ด เด็กบางครั้งก็อาจจะรับประทานทีละ 1 เม็ดหรือครึ่งเม็ดตามขนาดอายุและก็น้ำหนัก กินวันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้า-เย็น รับประทานไปเรื่อยๆจนกว่าจะหาย แต่ถ้าเกิดเป็นโรคผิวหนังจากภูมิต้านทานผิดพลาดก็จำเป็นต้องกินตลอดไป

แนวทางการทำเป็นแคปซูล
นำผงเหงือกปลาหมอที่ผ่านการบินร่อนเป็นผงละเอียดเหมือนแป้งใส่แคปซูลขนาด 250 มก. คนแก่กินทีละ 2 แคปซูลวันละ 2-3 เวลาก่อนรับประทานอาหาร เด็กน้อยลงตามส่วน
 เหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์เยอะแยะ อย่างเช่น
-ราก มีคุณประโยชน์สำหรับในการแก้โรคหืด อัมพาต แก้ไอ และใช้ขับเสมหะ
-ต้น มีสรรพคุณรักษาโรคหลายประเภท โดยใช้ต้นตำผสมน้ำกินรักษาวัณโรค อาการผอมโซ ถ้าเกิดใช้ทาก็ช่วยแก้โรคเหน็บชาได้
-ลำต้น ไปผสมกับสมุนไพรอื่นๆก็จะได้สรรพคุณทางยาแตกต่างออกไปอีก
-ต้นรวมรากต้มอาบแก้พิษไข้หัวลม แก้โรคผิวหนังทุกชนิด
-อีกทั้งต้นสดตำพอกปิดหัวฝีแผลเรื้อรังถอนพิษ ต้มรับประทานแก้พิษโรคฝีดาษ ฝีทั้งมวล ผลกินเป็นยาขับโลหิตรอบเดือน นอกจากนี้ ถ้าตาเจ็บ ตาแดง เอา
"เหงือกปลาหมอ" ทั้งยังต้นตำกับขิงคั้นเอาน้ำหยอดตาหาย เป็นเหน็บชา ชาทั้งตัว
- ทั้งต้นตำทาบริเวณที่เป็นจะดีขึ้น
- ตำเอาน้ำกินกากพอก งูกัด
- ต้นกับขมิ้นอ้อยตำทาป็นฝีฟกบวม เป็นริดสีดวงทวาร
- ต้นตำกับขิงรับประทาน โรคเรื้อน โรคกุฏฐัง ไม่สบายจับสั่น
- ทั้งต้นตำใบส้มป่อยต้มดื่ม เจ็บข้างหลัง เจ็บเอว
- "เหงือกปลาหมอ" กับชะเอมเทศตำผงละลายน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนกิน ริดสีดวงแห้ง
ในท้อง ผอมแห้งเหลืองตลอดตัว กินทุกวี่วัน
- "เหงือกปลาหมอ" กับเปลือกมะรุมเสมอกันใส่หม้อ เกลือหน่อยเดียว หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ ใช้ฟืน 30 แท่ง ต้มกับน้ำจนกระทั่งเดือดให้งวดก็เลยยกลง กลั้นใจกินขณะอุ่นจนกระทั่งหมด เป็นริดสีดวง มือตายตีนตาย ร้อนหมดทั้งตัว เวียนหัว ตามัว เจ็บระบมหมดทั้งตัว ตัวแห้ง จะหายได้
- "เหงือกปลาหมอ" ทั้ง 5 รวมราก กับ อาหารเย็นเหนือ อาหารเย็นใต้ จำนวนเท่ากัน กะตามอยากได้ ต้มกับน้ำจนถึงเดือดดื่มขณะอุ่นทีละ 1 แก้ว 3 เวลา เช้า ตอนกลางวัน เย็น ต้มดื่มปอดเริ่มมีปัญหาเป็นฝ้าจะอาการ ไปให้หมอเอกซเรย์ปอดไม่เป็นฝ้าอีกหยุดต้มกินได้เลย และก็ต้องระวังอย่าให้เป็นอีก
ยาอายุวรรฒนะ
- "เหงือกปลาหมอ" 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ทำเป็นผงละลายน้ำผึ้งปั้นกินทุกวี่วัน
กินได้ 1 เดือน ไม่มีโรค ปัญญาดี
กินได้ 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง
กินได้ 3 เดือน โรคริดสีดวงทุกจำพวกหาย
กินได้ 4 เดือน แก้ลม 12 ชนิด หูไว
กินได้ 5 เดือน หมดโรค
กินได้ 6 เดือน เดินไม่รู้เมื่อยล้า
กินได้ 7 เดือน ผิวงาม
กินได้ 8 เดือน เสียงไพเราะเพราะพริ้ง
กินได้ 9 เดือน หนังเหนียว
-"เหงือกปลาหมอ" 1 ส่วน ดีปลี 1 ส่วน ทำผงชงกินกับน้ำร้อนหากผิวแตกทั้งตัวหายได้ ทั้งผองที่บอกเป็นแบบเรียนยาโบราณ ไม่เชื่อก็ไม่ควรดูถูกดูแคลน ทราบไว้เป็นวิชา http://www.disthai.com/

2

เหงือกปลาหมอ
รักษาโรคผิวหนัง ผื่นคัน ขี้กลากเกลื้อน
ชื่ออื่น : แก้มแพทย์ แก้มหมอเล จะเกร็ง นางเกร็ง อีเกร็ง เหงือกปลาหมอน้ำเงิน
ในตำรายาไทยกล่าวว่า เหงือกปลาหมอสามารถแก้โรคผิวหนังได้ทุกชนิด
ในเมื่อเหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์เด่นแก้น้ำเหลืองเสียได้ โรคผิวหนังต่างๆแม้แต่ โรคอีสุกอีใส ที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสก็จะเบาลงลง
สมุนไพร เหงือกปลาหมอเป็นไม้พุ่มที่มีขนาดกลางสูงราวๆ 1-2 เมตร ส่วนของลำต้นและใบจะมีหนามมีหนาม ใบหนามแข็งและมีขอบเว้าหนามแหลมใบออกเป็นคู้ตรงข้ามกัน ส่วนของดอกจะออกเป็นช่อตามยอด กลีบดอกจะมีสีขาอมม่วง มี 4 กลีบแยกจากกันผลเป็นฝักสีน้ำตาล มี เม็ด จะสามารถมักพบตามชายน้ำ ริมฝั่งลำคลองบริเวณปากแม่น้ำ
ในกรณีโรคผิวหนังพุพองจากเชื้อไวรัสโรคภูมิคุมกันบกพร่อง แม้ว่าจะรุนแรงกว่าโรคผิวหนังทั่วๆไป แต่ว่าเมื่อใช้เหงือกปลาหมอเป็นทั้งยังยารับประทานแล้วก็ต้มน้ำอาบต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานกว่า 3 เดือนขึ้นไป แผลพุพอง ก็จะบรรเทาเบาบางลงอย่างชัดเจน สำหรับผู้เจ็บป่วยโรคผิวหนังด้วย
แนวทางปรุงยารวมทั้งการใช้ยาก็มีหลายแนวทาง คือ
วิธีต้มยารับประทานและก็อาบ
เอาเหงือกปลาแพทย์สดหรือแห้งสับเป็นท่อนเล็กๆใส่เต็มขันขนาด 1 ลิตร ใส่น้ำ 4 ขัน ต้มยาให้เดือดนาน 10 นาที ตักน้ำยาขึ้นมา 1 แก้ว แบ่งไว้สำหรับดื่มรับประทานขณะอุ่นๆทีละครึ่งแก้ว วันละ 2 ครั้ง ยามเช้า-เย็น ก่อนที่จะรับประทานอาหาร
ส่วนน้ำยาที่แบ่งไว้อาบนั้น จะต้องใช้อาบขณะน้ำยายังอุ่นอยู่ ก่อนอาบน้ำจำต้องชำระล้างร่างกายด้วยสบู่ให้สะอาดซะก่อน เมื่ออาบน้ำยาแล้ว ไม่ต้องอาบน้ำธรรมดาตามอีก อาบน้ำยาวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้า-เย็นครั้งละ 3-4 ขัน แต่ถ้าหากมีเหงือกปลาแพทย์เยอะๆ บางทีอาจจะต้มยาเพื่อแช่หมดทั้งตัวในอ่างก็ยิ่งดี
วิธีทำเป็นยาลูกกลอน
นำเหงือกปลาหมอทั้ง 5 ทีตากแห้งมาบดเป็นผงละเอียด 2 ส่วน ผสมน้ำผึ้งแท้ 1 ส่วน ปั้นเป็นเม็ดลูกกลอนขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม. คนแก่รับประทานครั้งละ 2 เม็ด เด็กบางทีอาจจะกินครั้งละ 1 เม็ดหรือครึ่งเม็ดตามขนาดอายุรวมทั้งน้ำหนัก รับประทานวันละ 2 ครั้ง ก่อนที่จะกินอาหาร ยามเช้า-เย็น รับประทานไปเรื่อยจนกระทั่งจะหาย แต่ว่าถ้าเกิดเป็นโรคผิวหนังจากภูมิต้านทานขาดตกบกพร่องก็จำเป็นต้องรับประทานตลอดไป

ขั้นตอนการทำเป็นแคปซูล
นำผงเหงือกปลาหมอที่ผ่านการร่อนเป็นผุยผงละเอียดราวกับแป้งใส่แคปซูลขนาด 250 มิลลิกรัม ผู้ใหญ่กินครั้งละ 2 แคปซูลวันละ 2-3 เวลาก่อนรับประทานอาหาร เด็กน้อยลงตามส่วน
เหงือกปลาหมอมีคุณประโยชน์จำนวนมาก ได้แก่
-ราก มีคุณประโยชน์สำหรับในการแก้โรคหืด อัมพาต แก้ไอ และใช้ขับเสลด
-ต้น มีสรรพคุณรักษาโรคหลายประเภท โดยใช้ต้นตำผสมน้ำรักษาวัณโรค อาการผอมแห้ง ถ้าใช้ทาก็ช่วยแก้โรคเหน็บชาได้
-ลำต้น ไปผสมกับสมุนไพรอื่นๆก็จะได้สรรพคุณทางยาแตกต่างออกไปอีก
-ทั้งต้นรวมรากต้มอาบแก้พิษไข้ต้นลม แก้โรคผิวหนังทุกชนิด
-ทั้งยังต้นสดตำพอกปิดหัวฝีแผลเรื้อรังถอนพิษ ต้มรับประทานแก้พิษฝีดาษ ฝีทั้งปวง ผลกินเป็นยาขับเลือดเมนส์ นอกจากนั้น ถ้าตาเจ็บ ตาแดง เอา
"เหงือกปลาหมอ" ต้นตำกับขิงคั้นเอาน้ำหยอดตาหาย เป็นเหน็บชา ชาหมดทั้งตัว
- ต้นตำทาบริเวณที่เป็นจะ
- ตำเอาน้ำกินกากพอก งูกัด
- ต้นกับขมิ้นอ้อยตำทาป็นฝีฟกบวม เป็นริดสีดวงทวาร
- ต้นตำกับขิงรับประทาน โรคเรื้อน โรคกุฏฐัง เจ็บป่วยจับสั่น
- อีกทั้งต้นตำใบส้มป่อยต้มดื่ม เจ็บหลัง เจ็บเอว
- "เหงือกปลาหมอ" กับชะเอมเทศตำผงละลายน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนรับประทาน ริดสีดวงแห้ง
ในท้อง ผอมเกร็งเหลืองตลอดตัว รับประทานทุกๆวัน
- "เหงือกปลาหมอ" กับเปลือกมะรุมเสมอกันใส่หม้อ เกลือนิดเดียว หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ ใช้ฟืน 30 ดุ้น ต้มกับน้ำจนเดือดให้งวดจึงยกลง กลั้นใจรับประทานขณะอุ่นกระทั่งหมด เป็นริดสีดวง มือตายตีนตาย ร้อนหมดทั้งตัว เวียนหัว ตามัว เจ็บระบมหมดทั้งตัว ตัวแห้ง จะหายได้
- "เหงือกปลาหมอ" ทั้ง 5 รวมราก กับ อาหารเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ จำนวนเสมอกัน กะตามต้องการ ต้มกับน้ำกระทั่งเดือดดื่มขณะอุ่นครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลา รุ่งเช้า ช่วงเวลากลางวัน เย็น ต้มดื่มปอดเริ่มมีปัญหาเป็นฝ้าจะอาการ ไปให้แพทย์เอกซเรย์ปอดไม่เป็นฝ้าอีกหยุดต้มกินได้เลย และต้องระมัดระวังอย่าให้เป็นอีก
ยาอายุวรรฒนะ
- "เหงือกปลาแพทย์" 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ทำเป็นผงละลายน้ำผึ้งปั้นรับประทานทุกวี่ทุกวัน
กินได้ 1 เดือน ไม่มีโรค สติปัญญาดี
กินได้ 2 เดือน ผิวหนังเต่งตึง
กินได้ 3 เดือน โรคริดสีดวงทุกประเภทหาย
กินได้ 4 เดือน แก้ลม 12 จำพวก หูดี
กินได้ 5 เดือน หมดโรค
กินได้ 6 เดือน เดินไม่เคยรู้เหน็ดเหนื่อย
กินได้ 7 เดือน ผิวงาม
กินได้ 8 เดือน เสียงไพเราะเพราะพริ้ง
กินได้ 9 เดือน หนังเหนียว
-"เหงือกปลาหมอ" 1 ส่วน ดีปลี 1 ส่วน ทำผงชงรับประทานกับน้ำร้อนถ้าผิวแตกทั้งตัวหายได้ ทั้งผองที่บอกเป็นตำรายาโบราณ ไม่เชื่อก็ไม่ควรลบหลู่ ทราบไว้เป็นวิชา http://www.disthai.com/

3

บัวบก
ใบบัวบก เป็นพืชสมุนไพรที่เติบโตในแถบอินเดีย แอฟริกา รวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใบและก็ลำต้นประยุกต์ใช้เป็นยารักษาโรคตามแพทย์แผนโบราณของประเทศอินเดียและก็จีนมาอย่างยาวนาน ใช้รักษาหลายโรค ยกตัวอย่างเช่น โรคซิฟิลิส โรคหอบหืด หรือโรคสะเก็ดเงิน และก็ยังเอามาปรุงอาหารได้อีกด้วย
ใบบัวบก
ใบบัวบกมีสารออกฤทธิ์หลักที่มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายอยู่หลายชนิด ตัวอย่างเช่น ซาโปนิน (Saponin) หรือตรีเทอร์พีนอยด์ (Triterpenoids) ทวีปเอเชียตำหนิวัวไซด์ (Asiaticoside) กรดทวีปเอเชียว่ากล่าวก (Asiatic Acid) มาเดแคสโซไซด์ (Madecassoside) แล้วก็กรดมาดีติดอยู่สสิค (Madecassic Acid) ก็เลยทำให้นำมาใช้ในทางการแพทย์ โดยมั่นใจว่ามีสรรพคุณหลายชนิด ตัวอย่างเช่น ทุเลาอาการอักเสบ ถ้าเกิดใช้กินอาจมีคุณลักษณะช่วยลดระดับความดันเลือดในหลอดเลือดดำ แล้วก็นำมาใช้รักษาโรคหรืออาการที่มีเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือปรสิตต่างๆอาทิเช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ การติดเชื้อที่ระบบทางเท้าเยี่ยว โรคงูสวัด โรคเรื้อน อหิวาตกโรค โรคบิด โรคเท้าช้าง วัณโรค โรคพยาธิใบไม้ในเลือด เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีความคิดกันว่าหากใช้ใบบัวบกทาที่ผิวหนังอาจช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นส่วนสำคัญสำหรับในการสมานบาดแผล ลดเลือนรอยแผลเป็น รวมถึงปัญหาท้องลายที่มีต้นเหตุมาจากการตั้งครรภ์ แต่ว่าหลักฐานหรือหลักฐานทางการแพทย์มีมากน้อยมีมากน้อยเท่าใดที่จะช่วยรับรองความเชื่อถือ สรรพคุณ และความปลอดภัยของใบบัวบกสำหรับในการรักษาโรคพวกนี้
การรักษาด้วยใบบัวบกที่อาจเห็นผล
เส้นโลหิตขอด มีการเล่าเรียนชิ้นหนึ่งกล่าวว่าใบบัวบกอาจมีส่วนช่วยทำนุบำรุงและก็สร้างสมดุลสำหรับเพื่อการเติบโตของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective Tissues) เพิ่มความแข็งแรงให้กับเส้นโลหิต มีผลต่อความดันในเส้นเลือดฝอยและเส้นโลหิตขอด ลดอัตราการกรองของเส้นเลือดฝอยโดยปรับแต่งการไหลเวียนของเลือด นอกจากนั้น ยังมีการศึกษาโดยการทบทวนงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยที่เกี่ยวโยง 8 ชิ้นเกี่ยวกับการดูแลรักษาโดยใช้สารสกัดจากใบบัวบกในผู้เจ็บป่วยที่มีปัญหาเส้นเลือดขอดเรื้อรัง พบว่าอาการปวดขา ขาหนัก รวมทั้งอาการบวมน้ำทุเลาลงอย่างเป็นจริงเป็นจัง แม้สารสกัดจากใบบัวบกบางทีอาจช่วยทุเลาอาการคนเจ็บเส้นโลหิตขอดเรื้อรังลงได้ แต่จากงานศึกษาเรียนรู้วิจัยระบุว่าผลสรุปข้างต้นต้องตีความหมายด้วยความระแวดระวังเพราะข้อกำหนดต่างๆของงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัย แล้วก็ยังจึงควรเรียนเพิ่มเติมอีกเพื่อหาหลักฐานที่มีความถูกต้องแน่ใจและก็มีคุณภาพมากพอสำหรับเพื่อการประเมินความสามารถการรักษาโดยใช้สารสกัดจากใบบัวบก
การดูแลและรักษาด้วยใบบัวบกที่เป็นไปได้ แต่ยังมีหลักฐานเกื้อหนุนไม่พอ
โรคเส้นโลหิตแดงแข็ง (Atherosclerosis) ใบบัวบกบางทีอาจช่วยในการลดจำนวนไขมันในเส้นโลหิตได้ จากการศึกษาเล่าเรียนชิ้นหนึ่งโดยให้อาสาสมัครโรคหลอดเลือดแดงแข็งที่ไม่แสดงอาการกลุ่มหนึ่งรับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบบัวบกตรงเวลา 6 เดือน รวมทั้งอีกกรุ๊ปไม่รับประทาน แล้วตรวจค้นความหนาแน่นของไขมันหรือพลัค (Plagues) ที่เกาะอยู่ตามเยื่อบุของหลอดเลือด พบว่า ระดับคอเลสเตอรอลของอาสาสมัครอีกทั้ง 2 กลุ่มไม่มีความแตกต่างกัน แต่ว่าในกลุ่มที่รับประทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบบัวบกพบว่า อนุมูลอิสระในเลือดลดลง ปริมาณไขมันหรือพลัคที่เส้นโลหิตแดงใหญ่ที่คอและขาลดลง รวมทั้งรูปแบบของพลัคความดกแล้วก็ความยาวก็ลดน้อยลงด้วยเหมือนกัน ทั้งยังไม่พบอาการที่ไม่ปรารถนา สามารถทนต่ออาการใกล้กันได้ แล้วก็มีการบันทึกผลการตรวจเลือดบ่อยๆ เพราะหลักฐานเกื้อหนุนคุณสมบัติของใบบัวบกต่อโรคหลอดเลือดแดงแข็งยังไม่พอ จึงจึงควรศึกษาต่อไป
ป้องกันลิ่มเลือด การกินใบบัวบกบางทีอาจช่วยคุ้มครองปกป้องการเกิดลิ่มเลือดที่ขาซึ่งเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการโดยสารเรือบินเป็นเวลานาน จากหลักฐานที่ได้รับการพัฒนาชี้แนะว่าใบบัวบกบางทีอาจช่วยลดของเหลวรวมทั้งเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในผู้ที่โดยสารเครื่องบินติดต่อกันนานกว่า 3 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าการศึกษาชิ้นนี้จะคือการลดการสั่งสมของลิ่มเลือด เนื่องจากหลักฐานสนับสนุนคุณลักษณะของใบบัวบกต่อการคุ้มครองลิ่มเลือดยังน้อยเกินไป จึงจำเป็นต้องศึกษาต่อไป
กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ในผู้เจ็บป่วยเบาหวาน งานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยหนึ่งให้คนไข้เบาหวานที่มีปัญหาเกี่ยวกับเส้นเลือดฝอยปริมาณ 50 คน รับประทานสารสกัดจากใบบัวบกซึ่งมีสารสามเทอร์พีนอยด์เป็นส่วนสำคัญ ขนาด 60 มก. 2 ครั้งต่อวันตรงเวลา 6 เดือน เปรียบเทียบกับกรุ๊ปที่กินยาหลอก พบว่าสารตรีเทอร์พีนอยด์ของใบบัวบกมีสาระต่อการไหลเวียนเลือดในเส้นเลือดฝอยของคนเจ็บโรคเบาหวาน แต่ว่าหลักฐานส่งเสริมคุณสมบัติของใบบัวบกต่อการไหลเวียนของโลหิตยังน้อยเกินไป ก็เลยจะต้องศึกษาต่อไป
แผลเบาหวาน มีการวิจัยเกี่ยวกับสมรรถนะแล้วก็ผลข้างเคียงของการกินสารสกัดจากใบบัวบกต่อแผลโรคเบาหวาน โดยแบ่งผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 200 คนออกเป็น 2 กรุ๊ป โดยกลุ่มหนึ่งรับประทานสารทวีปเอเชียติโคไซด์ซึ่งเป็นสกัดจากใบบัวบกขนาด 50 มก. และอีกกลุ่มกินยาหลอกปริมาณ 2 แคปซูลข้างหลังมื้อของกินวันละ 3 ครั้ง และก็มีการให้คะแนนทุก 7 วัน พบว่าแผลของผู้เจ็บป่วยที่กินสารสกัดจากใบบัวบกมีการหดรั้ง (Wound Contraction) ที่ดีกว่าและไม่เจอผลกระทบ หรือพูดได้ว่าสารสกัดจากใบบัวบกอาจมีความสามารถสำหรับเพื่อการรักษาแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้น และก็สามารถใช้ได้โดยสวัสดิภาพโดยไม่เกิดผลใกล้กัน แต่เนื่องมาจากหลักฐานช่วยเหลือคุณสมบัติของใบบัวบกต่อการดูแลและรักษาแผลเบาหวานยังไม่พอ ก็เลยจะต้องศึกษาต่อไป
แผลเป็น สารออกฤทธิ์ของใบบัวบก เป็นต้นว่า ทวีปเอเชียติเตียนวัวไซด์ กรดทวีปเอเชียติก มาเดแคสโซไซด์ และก็กรดมาดีค้างสสิค เป็นสารช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนภายในร่างกายและก็อาจมีสมรรถนะสำหรับการรักษาแผลต่างๆแผลขนาดเล็ก แผลไฟเผา รอยแผลจากโรคสะเก็ดเงินหรือโรคหนังแข็ง รวมทั้งแผลเป็นแบบนูน ซึ่งจากงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยชิ้นหนึ่งได้เสนอแนะว่าการทาครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบบัวบกบริเวณผิวหนังภายหลังจากเย็บแผลแล้ว 2 ครั้งต่อวัน ตลอดนาน 6-8 สัปดาห์ อาจช่วยลดการเกิดแผลได้ รวมถึงรอยแผลแบบนูนหรือคีลอยด์ แต่ว่าด้วยเหตุว่าหลักฐานส่งเสริมคุณสมบัติของใบบัวบกต่อแผลเป็นยังไม่เพียงพอ ก็เลยจำเป็นต้องศึกษาต่อไป
ท้องลาย จากการท้อง ได้มีงานค้นคว้าเสนอแนะให้คนที่กำลังมีครรภ์ทาครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบบัวบก วิตามินอี แล้วก็คอลลาเจน เป็นประจำทุกวี่ทุกวันในช่วง 6 เดือนสุดท้ายก่อนการคลอด ซึ่งอาจช่วยปัญหารอยแตกได้ นอกนั้น ยังมีการทดสอบโดยให้หญิงมีท้องปริมาณ 100 คน ทาครีมที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบบัวบก วิตามินอี แล้วก็คอลลาเจน-อีลาสติน ไฮโดรไลเซท ทาบริเวณผิวหนังที่มีรอยแตกเปรียบเทียบกับการใช้ยาหลอก พบว่าการทาครีมที่มีส่วนผสมของใบบัวบกอาจจะทำให้กำเนิดรอยแตกหรือท้องลายน้อยกว่าในกรุ๊ปที่ใช้ยาหลอก แม้กระนั้นเนื่องจากหลักฐานช่วยเหลือคุณลักษณะของใบบัวบกต่อรอยแตกหรือท้องลายยังไม่แน่นอน จึงจึงควรศึกษาต่อไป
ลดความรู้สึกไม่สบายใจ การดูแลรักษาแบบแพทย์แผนจีนมีการนำใบบัวบกมาใช้เพื่อทุเลาอาการไม่มีชีวิตชีวารวมทั้งความกลุ้มใจ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาทดสอบชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับความสามารถของใบบัวบกสำหรับการลดความไม่ค่อยสบายใจ โดยสุ่มให้อาสาสมัครกินใบบัวบกในจำนวน 12 กรัมหรือรับประทานยาหลอก จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าใบบัวบกมีฤทธิ์ต้านความรู้สึกไม่สบายใจ ช่วยลดความตึงเครียด แม้กระนั้นยังคงจำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอีกต่อไปถึงสมรรถนะของใบบัวบกในการรักษาโรควิตกกังวล
โรคและก็อาการอื่นๆเป็นต้นว่า หวัด ไข้หวัดใหญ่ ต่อมทอนซิลอักเสบ เป็นลมเป็นแล้งแดด การตำหนิดเชื้อฟุตบาทเยี่ยว โรคตับอักเสบ โรคดีซ่าน ท้องเดิน อาหารไม่ย่อย ซึ่งยังจำเป็นจะต้องทำการค้นคว้าหาคุณภาพรวมทั้งความปลอดภัยสำหรับเพื่อการรักษาต่อไป

ความปลอดภัยสำหรับการรับประทานใบบัวบก
 การใช้สารสกัดจากใบบัวบกทาบริเวณผิวหนังอาจมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แม้กระนั้นการกินใบบัวบกบางทีอาจไม่ปลอดภัยสำหรับเด็ก คนที่กำลังตั้งครรภ์ หรือคนที่อยู่ในช่วงให้นมลูก เพราะว่ายังไม่มีหลักฐานทางด้านการแพทย์เพียงพอที่จะเกื้อหนุนถึงเรื่องความปลอดภัยต่อเด็ก มารดา หรือทารกในท้อง
การกินใบบัวบกอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดความทรุดโทรมต่อตับ ด้วยเหตุนั้นคนที่เป็นโรคตับหรือมีปัญหาเกี่ยวกับตับไม่สมควรรับประทานใบบัวบก เพราะอาจทำให้อาการต่างๆห่วยลงได้ รวมทั้งไม่ควรกินใบบัวบกร่วมกับยาที่ส่งผลต่อตับในกรุ๊ปกลุ่มนี้ ยกตัวอย่างเช่น พาราเซตามอล อะมิโอดาโรน คาร์บามาซีตะกาย ไอโซไนอะสิด ซิมวาสแตติน ฯลฯ
การกินใบบัวบกในจำนวนมากอาจทำให้รู้สึกง่วงงุนได้มากกว่าปกติ หรือหากรับประทานร่วมกับยานอนหลับหรือยาความกังวลน้อยลง อย่างเช่น โคลนาซีแพม ลอราซีแพม ฟิโนบาร์บิทอล และโซลพิเดม
ควรจะหยุดกินใบบัวบกขั้นต่ำ 2 สัปดาห์สำหรับคนที่คิดแผนเข้ารับการผ่าตัด เนื่องจากว่าอาจเกิดปฏิกิริยากับยาที่ใช้ในการผ่าตัดแล้วก็อาจทำให้รู้สึกอยากนอนได้มากขึ้น
ควรจะขอคำแนะนำหมอก่อนกินใบบัวบก หากอยู่ในตอนการใช้ยาหรืออาหารเสริมจำพวกอื่นๆอยู่เป็นประจำ เพราะว่าอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์ถ้าเกิดรับประทานใบบัวบกในระหว่างการรักษาของคนป่วยโรคไม่สบายใจ คนป่วยโรคเบาหวาน คนที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง คนไข้อัลไซเมอร์ รวมทั้งคนที่ใช้ยานอนหลับหรือยาความกลุ้มอกกลุ้มใจลดลง และคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากอาจจะทำให้กดประสาทเยอะขึ้น http://www.disthai.com/

4

กระเทียม
ลักษณะทางด้านกายภาพและเคมีที่ดี:
           ปริมาณน้ำไม่เกิน 68% w/w  จำนวนขี้เถ้ารวมไม่เกิน 2.5% w/w  จำนวนเถ้าที่ไม่ละลายในกรดไม่เกิน 1% รวมทั้งจำนวนสารสกัดเฮกเซน แอลกอฮอล์ รวมทั้งน้ำ ราว 0.52, 0.50 แล้วก็ 15% w/w  ตามลำดับ เภสัชตำรับอังกฤษเจาะจงจำนวนสาร alliin ไม่น้อยกว่า 0.45 % w/w
คุณประโยชน์:
           ตำรายาไทยใช้หัวกระเทียมเป็นยาขับลม แก้ลมจุกเสียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ธาตุทุพพลภาพ  ของกินไม่ย่อย ขับเสลด ขับเหงื่อ ลดไขมัน รักษาปอด แก้ปอดทุพพลภาพ  แก้อุจจาระเป็นมูกเลือด  บำรุงธาตุ  กระจัดกระจายโลหิต  ขับเยี่ยว แก้บวมพุพอง  ขับพยาธิ  แก้ตาปลา  แก้ตาแดง ร้องไห้  ตาพร่า รักษาโรคลักปิดลักเปิด  รักษาโรคมะเร็งคุด   รักษาริดสีดวง แก้ไอ  คุมกำเนิด แก้สะอึก  บรรเทาโรคในอก แก้พรรดึก รักษาฟันเป็นรำมะนาด  แก้หูอื้อ แก้อัมพาต  ลมเข้าข้อ  แก้อาการชักกระตุกของเด็ก พอกหัวเหน่าแก้ขัดค่อย รักษาวัณโรค  แก้โรคประสาท แก้โรคหืด แก้ปวดมวนในท้อง บำรุงสุขภาพทางกามคุณ  ขับโลหิตระดู  บำรุงเส้นประสาท   แก้ไข้   แก้บวมช้ำ แก้ปวดกระบอกตา แก้โรคในปาก แก้หวัดคัดจมูก   แก้ไข้เพื่อเสมหะ ทำให้ผมเงาสวย  บำรุงเส้นผมให้ดกดำ ใช้ข้างนอก รักษาแผลเรื้อรัง รักษาขี้กลากเกลื้อน แก้โรคผิวหนัง  ทาด้านนอกบรรเทาลักษณะของการปวดบวมตามข้อเพราะเหตุว่าเป็นยาพอกให้ร้อน ใช้พอกตรงที่ถูกแมลง ตะขาบ แมงป่องต่อยเป็นองค์ประกอบในตำรับยาเหลืองปิดสมุทร (แก้ท้องเดิน), ยาประสะไพล (ขับน้ำคร่ำ ในสตรีข้างหลังคลอด), ยาธาตุบรรจบ (แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ  ท้องเสีย ใช้กระเทียม 3 กลีบ ทุบชงน้ำร้อน ใช้เป็นน้ำกระสายยา สำหรับยาผง)
         บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ระบุการใช้กระเทียมในตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” มีส่วนประกอบของหัวกระเทียมร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาลักษณะของการปวดตามเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า ตึงหรือชา ตำรับ "ยาประสะไพล" มีส่วนประกอบของหัวกระเทียมร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณรักษาเมนส์มาไม่บ่อยนักหรือมาน้อชูว่าธรรมดา บรรเทาอาการปวดระดู  แล้วก็ขับน้ำคาวปลาในหญิงหลังคลอดบุตร
แบบและก็ขนาดวิธีใช้ยา:
กระเทียมสด 2-5 กรัมต่อวัน กระเทียมแห้ง 0.4-1.2 กรัมต่อวัน น้ำมันกระเทียม 2-5 มิลลิกรัมต่อวัน สารสกัด 300-1,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือแบบยาอื่นๆที่มีสาร alliin 4-12 มิลลิกรัมหรือสาร allicin 2-5 มก.
ขนาดรวมทั้งวิธีใช้สำหรับอาการท้องอืดท้องอืดแน่นจุกเสียด:
ใช้กระเทียม  5-10  กลีบ ซอกซอยละเอียด  รับประทานหลังรับประทานอาหาร หรือพร้อมอาหาร
ขนาดแล้วก็วิธีใช้สำหรับรักษาขี้กลากเกลื้อน:
                   ฝานกระเทียมถูบ่อยๆบริเวณที่เป็น  หรือตำแล้วขยี้ทาบริเวณที่เป็น  วันละ 2 ครั้ง ก่อนจะทายาใช้ไม้บางๆเล็กๆที่ได้ฆ่าเชื้อโรคแล้ว (โดยการแช่ในแอลกอฮอล์ 70%  หรือต้มในน้ำเดือด 10-15 นาที) ขูดรอบๆที่เป็น ให้ผิวหนังแดงๆก่อนทา เพื่อตัวยาซึมลงไปได้ดีขึ้น เมื่อหายแล้วให้ทายาต่ออีก 7-10 วัน
ขนาดแล้วก็วิธีการใช้สำหรับแก้ไอ:
                   หนังสือเรียนยาไทยให้ใช้กระเทียม รวมทั้งขิงสดอย่างละเท่ากันตำละเอียด ละลายน้ำอ้อยสด คั้นเอาน้ำจิบแก้ไอ กัดเสลด ทำให้เสมหะแห้ง ตำรายาไทยบางตำรับให้คั้นกระเทียมกับน้ำมะนาวเพิ่มเติมเกลือใช้จิดหรือปัดกวาดคอ
องค์ประกอบทางเคมี:
           น้ำมันหอมระเหย ราวๆ 0.1-0.4% มีองค์ประกอบหลักคือ allicin  ajoene  alliin  allyldisulfide diallyldisulfide ซึ่งเป็นสารประกอบกลุ่มกรุ๊ป organosulfur  สารในกลุ่มนี้ที่พบในกระเทียมได้แก่  สารกลุ่ม S-(+)-alkyl-L-cysteine sulfoxides , alliin 1% , methiin 0.2% , isoalliin 0.06% และ cycloalliin 0.1% และก็สารที่ไม่ระเหยเป็น สารกลุ่ม gamma-L-glutamyl-S-alkyl-L-cysteines , gamma-glutamyl-S-trans-1-propenylcysteine 0.6% และก็ gamma-glutamyl-S-allylcysteine รวมราวๆ 82% ของสารกรุ๊ป organosulpur ทั้งผอง ส่วนสารกลุ่ม thiosulfinates (allicin) สารกรุ๊ป ajoenes (E-ajoene แล้วก็ Z-ajoene) สารกลุ่ม vinyldithiins (2-vinyl-(4H)-1,3-dithiin , 3-vinyl-(4H)-1,2-dithiin) และสารกรุ๊ป sulfides (diallyl disulfide , diallyl trisulfide) ซึ่งเป็นสารที่มิได้เจอในธรรมชาติแต่ว่ามีสาเหตุจากการเสื่อมสภาพของสาร allin ซึ่งถูกย่อยสลายด้วยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี alliinase จากนั้นก็เลยเกิดการรวมตัวกันใหม่ได้สาร allicin ซึ่งเป็นสารที่ไม่เสถียร สลายตัวได้สารกรุ๊ป sulfides อื่นๆด้วยเหตุดังกล่าวกระเทียมที่ผ่านกรรมวิธีสกัด การกลั่นน้ำมัน หรือความร้อน สารประกอบโดยมากที่เจอเป็นสารกลุ่ม diallyl sulfide , diallyl disulfide , diallyl trisulfide รวมทั้ง diallyl tetrasulfide ส่วนกระเทียมที่ผ่านกระบวนการหมักในน้ำมัน สารประกอบที่เจอจำนวนมากเป็น 2-vinyl-(4H)-1,3-dithiin , 3-vinyl-(4H)1,2-dithiin , E-ajoene แล้วก็ Z-ajoene จำนวนของ alliin ที่พบในกระเทียมสด ราว 0.25-1.15% สารกลุ่มอื่นๆที่พบ เช่น สารมูก และ albumin, scordinins, saponins 0.07% , beta-sitosterol 0.0015%, steroids, triterpenoids แล้วก็ flavonoids
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา: 
ฤทธิ์ป้องกันตับจากสารพิษ
      การทดสอบป้อนสาร diallyl disulfide (DADS) จากกระเทียมให้แก่หนูขาว ขนาดวันละ 50 แล้วก็ 100 มก./กิโลกรัม น้ำหนักตัว ในหนูแต่ละกลุ่ม นานต่อเนื่องกัน 5 วัน ก่อนรั้งนำให้ตับเกิดการเสียหายด้วยสาร carbon tetrachloride (CCl4) พบว่า DADS ทั้งสองขนาดสามารถป้องกันตับเป็นพิษได้ การตรวจตราลักษณะทางจุลกายวิภาคศาสตร์พบว่าสามารถยั้งความย่ำแย่ของเซลล์ตับ โดยลดการทำงานของเอนไซม์ aspartate transaminase (AST) รวมทั้ง alanine transaminase (ALT) ในตับลงได้ ลดการแสดงออกของโปรตีนที่เกี่ยวเนื่องในขั้นตอนการอักเสบ แล้วก็การตายของเซลล์ตับ ยกตัวอย่างเช่น Bax, cytochrome C, caspase-3, nuclear factor-kappa B, I kappa B alpha ยิ่งกว่านั้นยังมีผลเพิ่มการแสดงออกของโปรตีน และโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวในกรรมวิธีการต่อต้านอนุมูลอิสระ ดังเช่น catalase, superoxide dismutase, glutathione peroxidase, glutathione reductase, glutathione S-transferase ผลจากการเรียนรู้ชี้ให้เห็นว่า สาร DADS จากกระเทียมมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระรวมทั้งคุ้มครองป้องกันตับจากสารพิษ โดยกลไกกระตุ้นลักษณะการทำงานของ nuclear factor E2-related factor 2 (Nrf2) ซึ่งเป็น transcription factor หรือโปรตีนที่ควบคุมการแสดงออกของยีนที่ทำหน้าที่ปกป้องเซลล์ แล้วก็เยื่อจากอนุมูลออกสิเจนที่ว่องต่อปฏิกิริยา การกระตุ้น Nrf2 มีผลเหนี่ยวนำการสร้างโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งสร้างเอนไซม์ในระบบการกำจัดสารพิษออกมาจากร่างกายในขั้นตอนที่ 2 (detoxifying Phase II  enzyme) และยั้ง nuclear factor-kappa B ส่งผลให้ลดการผลิตสารที่เกี่ยวพันกับการอักเสบลง รวมทั้งป้องกันตับจากพิษได้ (Lee, et al, 2014)
ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ
      เรียนฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบของสารสกัดน้ำโดยไม่ผ่านความร้อน (raw garlic) และก็สารสกัดกระเทียมที่ผ่านการต้มแล้ว นำมาทดสอบในหลอดทดสอบ โดยใช้เนื้อเยื่อของกระต่าย พบว่า raw garlic สามารถยับยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase (ที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการผลิตสารอักเสบ) แบบ non-competitive และ irreversible จากการเรียนรู้พบว่า raw garlic สามารถยับยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase ได้ โดยมีค่า IC50 ต่อเกล็ดเลือด,ปอด แล้วก็หลอดเลือดแดงในกระต่ายเท่ากับ 0.35, 1.10 แล้วก็ 0.90 mg เวลาที่กระเทียมที่ต้มแล้วมีฤทธิ์ยั้ง cyclooxygenase ได้บางส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับกระเทียมที่ไม่ผ่านความร้อน เหตุเพราะองค์ประกอบสำคัญในกระเทียมนั้นถูกทำลายในขณะให้ความร้อน จากผลการศึกษาวิจัยชี้ให้เห็นว่ากระเทียมคงจะมีสาระสำหรับการคุ้มครองป้องกันโรคเส้นโลหิตตันได้ (Ali, 1995)
      จากการรวบรวมงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัย ที่เล่าเรียนฤทธิ์ต้านทานการอักเสบของกระเทียม โดยสรุปพบว่ากระเทียมมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบผ่านหลายกลไก ดังนี้คือ ต่อต้านการอักเสบผ่าน T-cell lymphocytes โดยไปยับยั้ง SDF1a-chemokine-induced chemotaxis ส่งผลให้การมารวมกลุ่มกันของสารที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการอักเสบลดลง, ยับยั้ง transendothelial migration of neutrophils ส่งผลให้ลดการเคลื่อนที่ของเม็ดเลือดขาวจำพวก neutrophil ในกรรมวิธีการอักเสบลง, ยั้งการหลั่งสาร TNFα ซึ่งเป็นสารเริ่มในวิธีการอักเสบ, กดการผลิตอนุมูลไนโตรเจนที่ว่องต่อการเกิดปฏิกิริยาการอักเสบ และการทำงานผ่าน ERK1/2 ทั้ง 2 กลไก อาทิเช่น การขัดขวาง phosphatase-activity (directly related with ERK1/2 phosphorylation) แล้วก็การเพิ่ม phosphorylation of ERK1/2 kinase (ผ่านทาง p21ras protein thioallylation) มีผลทำให้การอักเสบน้อยลง (Martins, et al, 2016)

ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย
      การทดสอบความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการต้านทานเชื้อ Escherichia coli ซึ่งป็นเชื้อก่อโรคทางเดินอาหาร ของสารสกัดหัวกระเทียมด้วย เอทานอล เมทานอล  อะซิโตน  และก็การสกัดสดโดยวิธีบังคับแบบเย็น โดยใช้แนวทาง microdilution broth susceptibility test พบว่าการสกัดสดมีค่า MIC รวมทั้งค่า MBC น้อยที่สุด (3.125กรัมต่อลิตร) และรองลงมาเป็น สารสกัดจากตัวทำละลาย เอทานอล เมทานอล และก็อะซิโตน ให้ค่า MIC แล้วก็ MBC เสมอกัน (6.25กรัมต่อลิตร) แปลว่าสารสกัดสดมีโภคทรัพย์ในการยั้ง และก็ทำลายเชื้อแบคทีเรียดีเยี่ยมที่สุด เหตุเพราะในกระเทียมสดมี allin เป็นสารประกอบกำมะถันที่สำคัญ เมื่อกระเทียมสดถูกบด หรือผ่านกระบวนการดัดแปลง allinase จะถูกปลดปล่อยออกมาจากข้างใน vacuole ของเซลล์ แล้วก็อาศัยน้ำเป็นกลไกสำหรับเพื่อการทำปฏิกิริยาได้เป็น allicin ซึ่งเป็นสารที่มีความรู้และมีความเข้าใจสำหรับการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งขั้นตอนการสกัดสดช่วยให้กระบวนการทำปฏิกิริยาระหว่างสาร allin รวมทั้ง allinase ดีขึ้น เหตุเพราะจะต้องใช้เวลาในการบีบคาดคั้นน้ำกระเทียมซึ่งระยะเวลาดังที่กล่าวถึงมาแล้วช่วยทำให้กระบวนการทำปฏิกิริยาระหว่างสารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจก่อให้ได้ allicin มากขึ้น (ภรเจริญ รวมทั้งรังสินี, 2554)
ฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ
         เมื่อนำสารสกัด[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/16488280/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1]กระเทียม[/url]ที่ได้จากการบ่มสกัด (aged garlic extract (AGE) ด้วย 20 % เอทานอล ตรงเวลา 20 เดือน ที่อุณหภูมิปกติ เอามาทดลองการต่อต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของไลโปโปรตีนชนิดความหนาแน่นต่ำ หรือต้านทานการเกิด oxidized LDL (ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดภาวการณ์เส้นเลือดแดงแข็ง) โดยนำ LDL ที่แยกได้จากคนมาทดสอบในภาวการณ์ที่มีหรือไม่มี AGE โดยใช้ CuSO4 และก็ 5-lipoxygenase รั้งนำให้กำเนิด oxidized LDL และก็ทดสอบสารสกัดของ AGE ผลของการทดลองพบว่า AGE มีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระโดยลดการผลิต superoxide ion (อนุมูลอิสระของออกสิเจน) และลดการเกิด lipid peroxide (ขบวนการออกซิเดชันของไขมัน)  โดย AGE 10%v/v เมื่อใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย สามารถยั้งการเกิด superoxide ได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนสารสกัด 10% v/v จาก diethyl ether ของ AGE ให้ผล 34%  ฤทธิ์ลดการเกิด lipid peroxidation ของ LDL พบว่าสารสกัด 10% v/v จาก diethyl ether ลดการเกิด lipid peroxidation ที่เกิดขึ้นมาจากการเหนี่ยวนำของ Cu2+ และ 5-lipoxygenase ได้ 81% แล้วก็ 37% ตามลำดับ สรุปได้ว่า AGE มีผลยับยั้งการเกิด oxidation ของ LDL โดยลดการสร้าง superoxide แล้วก็ยับยั้งการเกิด lipid peroxide  โดยเหตุนั้น AGE ก็เลยอาจมีหน้าที่ในการคุ้มครองการเกิดภาวะเส้นโลหิตแดงแข็งตัว (atherosclerotic disease) ได้ (Dillon, et al, 2003)
      การศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดหัวกระเทียมด้วย เอทานอล เมทานอล  อะซิโตน  รวมทั้งการสกัดสดโดยแนวทางบังคับแบบเย็น ทดสอบโดยกรรมวิธียับยั้งอนุมูลอิสระ DPPH, การต้านออกซิไดส์จากสาร hydrogen peroxide (hydrogen peroxide (H2O2) scavenging activity ผลการทดสอบฤทธิ์ยับยั้งอนุมูลอิสระ DPPH พบว่าการสกัดกระเทียมด้วยตัวทำละลายอะซิโตน ให้ค่า IC50 น้อยที่สุด พอๆกับ 3.58±0.02 mg/ml รองลงมา ดังเช่นว่า สารสกัดเมทานอล เอทานอล แล้วก็การสกัดสด เป็นลำดับ โดยมีค่า IC50 พอๆกับ 3.72±0.03, 4.47±0.20 แล้วก็ 55.36±3.96 mg/ml เป็นลำดับ  ผลของการต้านทานสารออกสิไดซ์ที่รุนแรง ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) พบว่าสารสกัดด้วยตัวทำละลายเมทานอล มีโภคทรัพย์การต้านออกซิไดส์ของสาร H http://www.disthai.com/

5

ตะไคร้บ้าน
ตะไคร้ คุณประโยชน์
"ตะไคร้" (Lemongrass) เป็นสมุนไพรก้นครัวที่พวกเรารู้จักรวมทั้งคุ้นเคยกันมานาน เนื่องจากว่าในอาหารไทยหลากหลายประเภทมักใส่ตะไคร้ลงไปเป็นเยี่ยมในเครื่องปรุงด้วยเสมอ เป็นต้นว่า ต้มยำ ต้มข่าไก่ ยำ น้ำพริกต่างๆช่วยเพิ่มรสแล้วก็คุณประโยชน์ให้กับอาหาร ส่งกลิ่นหอมเชิญกิน จนถึงแปลงเป็นสิ่งที่จะห้ามให้ขาดเลยเด็ดขาดเลยในอาหารเหล่านี้ นอกเหนือจากนั้นยังมีกลิ่นหอมยวนใจส่วนตัวจากน้ำมันหอมระเหย ทำให้ตะไคร้ถูกเอาไปใช้เป็นกลิ่นในผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพมาก ทั้งน้ำมันหอยระเหย น้ำมันทาตัว ยาจุดกันยุง สบู่ต่างๆ
ตะไคร้ จัดเป็นไม้ล้มลุกที่จัดอยู่ในวงศ์ต้นหญ้า มีหลายประเภท นอกจากนำไปปรุงอาหารแล้วและทำเป็นยาสมุนไพรแล้ว ตะไคร้บางชนิดยังช่วยไล่ยุงมดแมลงได้อีกด้วย จึงจัดเป็นผักสวนครัวที่อยู่คู่กับชาวไทยมานาน หลายบ้านจึงนิยมนำมาปลูกไว้ภายในบ้าน จะใช้เมื่อไรก็ตัดมาใช้ได้โดยทันที
ตะไคร้จัดเป็นสมุนไพรที่ซ่อนคุณประโยชน์ไว้มาก เนื่องจากเป็นทั้งของกินรวมทั้งยารักษาโรค มีวิตามินและแร่ธาตุที่มีคุณประโยชน์ต่อสภาพร่างกาย วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เหล็ก สังกะสี ทองแดง แมงกานีส และก็โฟเลต คุณภาพคับแก้วขนาดนี้ผู้ที่เกลียดชังตะไคร้ทดลองเปลี่ยนความคิดกันใหม่ หันมาถูกใจตะไคร้ให้เยอะขึ้น จะได้ประโยชน์จำนวนมากแน่นอน
ตะไคร้หอมไล่ยุงได้จริงหรือ?
ในตะไคร้หอม มีน้ำมันหอยละเหยอยู่ซึ่งมีฤทธิ์สำหรับการป้องกันแมลงได้ โดยครีมที่มีส่วนผสมจากน้ำมันหอมละเหยในตะไคร้สามารถป้องกันยุงลาย ยุงก้นปล่อง และยุงอารมณ์เสียกัดได้ นอกจากนี้ยังฤทธิ์ในการกำจัดลูกน้ำยุงได้อีกด้วย
นอกเหนือจากยุงแล้ว สารสกัดจากตะไคร้หอมยังช่วยปกป้องแมลงชนิดอื่น ยกตัวอย่างเช่น หากผสมสารสกัดตะไคร้กับสะเดาจะส่งผลช่วยลดเพลี้ยอ่อนและหนอนเจาะฝักซึ่งเป็นศัตรูของถั่วค้าง ส่วนแชมพูที่มีส่วนผสมจากตะไคร้หอม สามารถฆ่าเห็บหมัดในสัตว์เลี้ยงได้
ลักษณะ
ลำต้นรูปทรงกระบอก แข็ง สะอาด ตามปล้องมักมีไขปกระอุลม เหง้า มีข้อแล้วก็ปล้องสั้นมาก กาบใบสีขาวนวล หรือสีขาวคละเคล้าม่วง รสปร่า  มีกลิ่นหอมเฉพาะ
คุณประโยชน์
– อีกทั้งต้น : ใช้เป็นยารักษาโรคหือหอบ แก้เจ็บท้อง ขับปัสสาวะ แล้วก็แก้อหิวาต์ ยิ่งไปกว่านี้ยังคงใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่น รักษาโรคได้ อาทิเช่น บำรุงธาตุ เจริญอาหาร และก็ขับเหงื่อ
– ใบ : ช่วยลดความดันเลือดสูง แก้ไข้
– ราก : ใช้เป็นยาปรับปรุง เจ็บท้อง ท้องร่วง
– ต้น : ใช้เป็นยาขับลม ยาแก้เบื่อข้าว แก้โรคทางเดินปัสสาวะ นิ่ว เป็นยาบำรุงธาตุไฟให้รุ่งโรจน์ ยิ่งกว่านั้นยังใช้ดับกลิ่นคาวได้ด้วย
– น้ำมัน : มีฤทธิ์ต้นเชื้อรา แล้วก็มีกลิ่นไล่หมารวมทั้งแมว
ตำราเรียนยาไทย : ต้น รสหอมปร่า ขับลม ลดอาการท้องอืดท้องอืดท้องเฟ้อแน่นจุกเสียด แก้อาการเกร็ง ขับเหงื่อ แก้โรคฟุตบาทเยี่ยว แก้อาการขัดเบา แก้นิ่ว แก้ฉี่เป็นเลือด ทำให้เจริญอาหาร ลดความดันโลหิต เหง้า แก้เบื่อข้าว บำรุงไฟธาตุ แก้กษัย ขับลมในไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ฉี่ขัด แก้ปัสสาวะพิการ แก้นิ่ว เป็นยารักษาเกลื้อน แก้ไข้หวัด ขับรอบเดือน ขับตกขาว ใช้ข้างนอกทาแก้อาการปวดบวมตามข้อ
ตะไคร้หอม
ตะไคร้ สรรพคุณ
ลักษณะ
ลำต้นเป็นข้อๆใบรูปขอบขนานปลายแหลม ใบยาวกว่าตะไคร้บ้าน รูปแบบของใบกว้าง 5-20 มิลลิเมตร ยาวราว 50-100 ซม. แผ่นใบแคบ ยาว และก็นุ่มกว่าตะไคร้บ้าน มีสีเขียว ผิวเนียน รวมทั้งมีกลิ่นหอมหวนเอียน ก้านใบเป็นกาบซ้อนกันแน่นสีเขียวปนม่วงแดง รากฝอยแตกออกจากโคน ต้นและก็ใบมีกลิ่นฉุนกระทั่งกินเป็นของกินไม่ได้ ต้น มีรสปร่า ร้อนขม

สรรพคุณ
– ต้น : ใช้เป็นยาแก้ปากแตกระแหง แก้ริดสีดวงในปาก ขับลมในลำไส้ แก้แน่น ขับโลหิตระดู มีฤทธิ์ทำให้กล้ามเรียบบีบตัว ไม่เหมาะสมกับสตรีตั้งท้อง ด้วยเหตุว่าแม้ทานเข้าไป อาจก่อให้แท้งได้
– ใบ : ใช้เป็นยาคุมกำเนิด ชำระล้างลำไส้ ไม่ให้เกิดซาง
– ราก : แก้ลมจิตรวาด หัวใจ ไม่สบายใจ เพ้อเจ้อ
– ต้น : แก้ลมพานไส้ แก้ธาตุ แก้เลือดลมเปลี่ยนไปจากปกติ
– น้ำมัน : ใช้ทาคุ้มครองป้องกันยุง มีฤทธิ์ไล่แมลง และใช้รักษาโรคเห็บสุนัข
แบบเรียนยาไทย : ใช้ เหง้า เป็นยาบีบมดลูก ทำให้แท้งลูกได้ คนตั้งท้องห้ามรับประทาน นอกนั้นยังใช้ขับระดู ขับเยี่ยว ขับตกขาว ขับลมในไส้ แก้แน่น แก้แผลในปาก แก้ตานซางในลิ้นและปาก บำรุงไฟธาตุ แก้ไข้ แก้คลื่นไส้ แก้ริดสีดวงตา แก้ธาตุ แก้เลือดลมผิดปกติ
เหง้า ใบ แล้วก็กาบ เอามากลั่นได้น้ำมันหอมระเหย ใช้เป็นเครื่องหอม ได้แก่ สบู่ หรือพ่นทาผิวหนังกันยุง แมลง อีกทั้งต้น มีรสปร่า ร้อนขม แก้ริดสีดวงในปาก
ประโยชน์ของน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้
– น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้บ้าน ช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า ทำให้กระปรี้กระเปร่า ผ่อนคลายความเครียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยในการย่อยของกิน ช่วยเจริญอาหาร ทุเลาอาการปวดโรคข้ออักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ
-น้ำมันหอมระเหยที่กลั่นจากใบตะไคร้ ช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ ช่วยต้านทานเชื้อราบนผิวหนังได้เป็นอย่างดี รวมทั้งช่วยลดการบีบตัวของลำไส้ได้
ข้อควรคำนึง
ตะไคร้มีฤทธิ์ที่จะช่วยขับโลหิต ทำให้มดลูกบีบตัว ห้ามใช้กับหญิงมีครรภ์เนื่องจากอาจส่งผลให้แท้งได้

หน้า: [1]