แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - billcudror1122

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1

เกล็ดสะระแหน่ (Menthol)
เกล็ดสะระแหน่เป็นอย่างไร เมื่อกล่าวถึงเกล็ดสะระแหน่คนจำนวนไม่น้อยอาจไม่รู้จะแม้กระนั้นถ้าเกิดเอ๋ยถึงเมนทอล (Menthol) แล้วละก็น่าเชื่อว่าอาจจะรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่โดยความเป็นจริงแล้วเกล็ดสะระแหน่ก็คือเมนทอลนั่นเอง เพียงเกล็ดสะระแหน่เป็นชื่อเรียกของไทย ส่วนเมนทอลเป็นชื่อสากลนาๆประเทศนิยมเรียกกัน ซึ่งเกล็ดสะระแหน่ หรือเมนทอลนั้นคือสารชนิดหนึ่งที่เจอในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้ สะระแหน่ไทย  ไม่นท์ หรือสะระแหน่ฝรั่ง รวมถึงสะระแหน่ญี่ปุ่นด้วย โดยเกล็ดสะระแหน่จะมีลักษณะเป็นผลึกสีขาว มีกลิ่นแล้วก็รสหอมเย็น (มีรายงานว่าในใบสะระแหน่พบสารเมนทอลอยู่สูงถึง 80-89% อย่างยิ่งจริงๆ) ดังนี้เกล็ดสะระแหน่มักถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านการปรุงแต่งกลิ่นของกิน ขนมหวาน  ขนมขบเคี้ยวต่างๆรวมไปถึงอุตสาหกรรมเครื่องสำอางแล้วก็แวดวงผลิตยาทั้งยาใช้ภายนอกและก็ยาสำหรับกินด้วย
สูตรทางเคมีและก็สูตรส่วนประกอบ เกล็ดสะระแหน่ (Menthol) คือสารประเภทแอลกอฮอล์ที่ได้จากธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น น้ำมันไม่นต์ (mint oil) ที่สังเคราะห์ขึ้น เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 5-เมทิล-2-(1-เมทิลเอทิล)-ไซโคลเฮกซะนอล (5-methyl-2-(1-methylethyl)-cyclohexanol) มีสูตรเคมี C¹ºH²ºO น้ำหนักโมเลกุล 156.27 และก็มีสูตรองค์ประกอบทางเคมีดังต่อไปนี้
แหล่งที่มา เกล็ดสะระแหน่แค่เพียงชื่อก็สามารถบอกที่มาที่ไปของสารชนิดนี้แล้ว ด้วยเหตุว่าโดยธรรมชาติของการเรียกขื่อสารต่างๆของไทยนั้น มักจะเรียกตามแหล่งวัตถุดิบซึ่งสามารถสกัดได้ ซึ่งเกล็ดสะระแหน่ก็เช่นเดียวกัน โดยเกล็ดสะระแหน่นั้นสกัดได้จากเปปเปอร์มินต์ (ฟวันออกกลาง ปัจจุบันเพาะปลูกกันอย่างกว้างขวางในหลายรอบๆทั่วโลก มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ คือ เป็นพืชมีลำต้นใต้ดิน เติบโตได้ถึง 30-90 ซม. (12-35 นิ้ว) ลำต้นยืดออกกว้าง ใบยาว 4-9 ซม. (1.6-3.5 นิ้ว) กว้าง 1.5-4 ซม. (0.59-1.57 นิ้ว) ใบสีเขียวเข้ม ดอกสีม่วงยาวขนาด 6-8 มิลลิเมตร (0.24-0.31 นิ้ว) และก็สะระแหน่ (mint Spearmint) ซึ่งเป็นผักพื้นบ้านของไทยประเภทหนึ่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mentha cordifolia Opiz. สกุล : Labiatae  ชื่อสามัญ : Spearmint  Mint  Kitchen mint
ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์เป็นราก รวมทั้งลำต้น สะระแหน่มีลักษณะลำต้นพร้อมเลื้อย มีเฉพาะรากฝอย ขนาดเล็ก และก็สั้น ลำต้นสูงโดยประมาณ 15-30 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ผิวลำต้นมีสีแดงอมม่วงจนกระทั่งปลายยอด ลำต้นสามารถแตกเหง้าฯลฯใหม่จนถึงขยายเป็นกอใหญ่ แล้วก็ลำต้นแตกกิ่งแขนงหลายชิ้นสะระแหน่ ลำต้นทอดเลื้อยแผ่ไปตามดิน ลำต้นเป็นเหลี่ยม สีเขียวแกมม่วงน้ำตาล แตกกิ่งก้านมากมาย ใบโดดเดี่ยวมีสีเขียว ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย พื้นใบขรุขระ มีกลิ่นหอมฉุน ดอกช่อ ออกเป็นกลุ่มที่ซอกใบ ใบใบสะระแหน่ ออกเป็น ใบลำพัง และก็ออกเป็นคู่ๆตรงกันข้ามกันบนกิ่ง ลำต้น ใบมีสีเขียว รูปทรงรี กว้างราวๆ 1.5 – 3.5 เซนติเมตร แล้วก็ยาวประมาณ 2 – 7 ซม. ผิวใบย่นเป็นเกลียวคลื่น ขอบของใบหยัก ปลายใบมนหรือแหลม ดอกดอกสะระแหน่ออกเป็นช่อ เหนือซอกใบบริเวณปลายยอด แต่ละช่อมีดอกเยอะมาก ดอกมีสีชมพูอมม่วง ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 5 กลีบ แล้วก็กลีบดอกที่เชื่อมชิดกันเป็นกรวยตื้น 4 กลีบ ภายในดอกมีเกสรตัวผู้ 4 อัน ส่วนเกสรตัวเมียจะไม่ค่อยพบดอกสะระแหน่ ผล ผลสะระแหน่มีสีดำ ขนาดเล็ก มีรูปผลเป็นรูปกระสวย เปลือกผลหมดจดมัน ดังนี้ ผลสะระแหน่มักไม่ติดผลให้มองเห็นบ่อยมากนัก ด้วยเหตุว่ามีดอกที่เป็นหมันเป็นส่วนมาก
น้ำมันหอมระเหย ในใบสะระแหน่ของไทย (Spearmint) มีสีเหลืองใส มีความหนาแน่นประมาณ 0.904 มีสารเคมีหลายแบบ ดังเช่นว่า
– menthol 63.5 %
– p-menthone19.5 %
– pluegone 42.9-45.4 %
– isomenthone12.9 %
– piperitone12.2 %
– Menthone 15-32 %
– Menthyl acetate3-10 %
– piperitone 38.0 %
– piperitenone 33.0 %
– α-terpeneol 4.7%
– limonene
– hexenolphenylacetate
– enthyl amylcarbinal
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์
คุณประโยชน์ของเกล็ดสะระแหน่เป็นมีฤทธิ์เย็น ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนหัว หน้ามืดลายตา อาเจียนอ้วก ช่วยให้ร่างกายแจ่มใสตื่นตัว บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก แก้ไอ แก้ไข้ ลดผู้กระทำระหายน้ำ ลดการเกร็งของกล้าม ขับฉี่ ขับประจำเดือน นอกจากนั้นกลิ่นหอมยวนใจๆของมันยังช่วยเครียดน้อยลงแล้วก็แก้ปวดหัวได้ ทุเลาลักษณะของการปวดศีรษะ ช่วยขับลม ทุเลาอาการท้องอืด ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่น และก็มักใช้แต่งกลิ่นแล้วก็รสยา ได้แก่ ยาเคลือบกระเพาะ อีกทั้งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่อย่างอ่อนๆลดการบวมของเส้นโลหิตที่จมูก แล้วก็ลดอาการปวดต่างๆภายในร่างกาย สารนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้มีความรู้สึกเย็น

การเรียนทางเภสัชวิทยา ในการศึกษาวิจัยของเกล็ดสะระแหน่พบว่ามีการทำการศึกษาน้อย ซึ่งจำนวนมากเป็นรายงานการศึกษาเรียนรู้วิจัยในน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่เสียมากกว่ามีรายงานการศึกษาเรียนรู้วิจัย
พบว่าในใบมินต์ มีน้ำมันแล้วก็สารเมนทอล (เกล็ดสะระแหน่) สูงถึง 80-89% พบว่าให้กลิ่นหอมสดชื่นเย็นลึก ช่วยทำให้รู้สึกชื่นบาน กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความคล่องแคล่ว ช่วยทำให้ความจำ  รวมถึงรายงานการเรียนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของส่วนประกอบน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง  (Mentha piperita  L.) โดยสำหรับเพื่อการพินิจพิจารณาน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง พบว่าองค์ประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่งคือ alpha-terpinene, isomenthone, trans-carveol, pipertitinone oxide และก็ beta-caryophyllene เมื่อทดลองฤทธิ์ในการต้านเชื้อจุลินทรีย์ พบว่า มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อ  E. coli , Staphylococcus aureus  รวมทั้ง  Candida albicans  นอกจากนั้น ยังมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ โดยจับกับอนุมูลอิสระ DPPH แล้วก็ยับยั้งการเกิด lipid peroxidation
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา  เหมือนกับการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาของเกล็ดสะระแหน่ การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของเกล็ดสะระแหน่นี้ยังมีน้อยมาก ซึ่งผู้เขียนยังไม่สามารถค้นหาและรวบรวมข้อมูลมาได้
ขนาด/ปริมาณที่ควรใช้ เกล็ดสะระแหน่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งเป็นยาที่ใช้ข้างนอกรวมทั้งยาที่ใช้สำหรับรับประทานโดยจำต้องนำไปเป็นส่วนผสมเพียงแค่นั้น ไม่สมควรใช้ขณะเป็นผลึก นอกจากนั้นยังมีการนำไปผสมกับผลิตภัณฑ์ต่างๆได้แก่ ยาสีฟัน ลูกกวาด หมากฝรั่ง ยาดม ฯลฯ ทั้งนี้ในการใช้ ตัวอย่างเช่นยาสำหรับด้านนอกอายไม่เป็นที่วิตกกังวลพอๆกับการใช้เป็นยาสำหรับข้างใน (ยารับประทาน) โดยองค์การอนามัยโลกได้ระบุขนาดของเกล็ดสะระแหน่ซึ่งสามารถ (WHO) ใช้กินได้ คือ 0.2 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว และก็ยังมีมีรายงานเจออาการไม่ปรารถนา (adverse effect) ของผู้ที่กิน menthol ขนาด 2 มิลลิกรัม/กก./วัน
ข้อเสนอแนะ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • หญิงตั้งครรภ์รวมทั้งหญิงให้นมบุตร ไม่มีข้อที่ไม่อนุญาตสำหรับการใช้อาหารหรือยาที่มีส่วนผสมของมินต์ หรือ เมนทอลแม้กระนั้นไม่ควรใช้เกินที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุไว้
  • สารเมนทอลนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้มีความรู้สึกเย็น แต่ว่าในความเข้มข้นสูงรวมทั้งใช้ติดต่อกัน โดยการสูดดมสารนี้ อาจทำให้เกิดอาการเคืองบริเวณทางเดินหายใจ และก็อาจทำให้เกิดปอดอักเสบได้
  • เกล็ดสะระแหน่เป็นสารที่ส่งผลต่อระบบประสาท โดยเหตุนี้ไม่สมควรใช้(ดมกลิ่น เป็นต้นว่า ยาดม) ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆเพราะว่าอาจทำให้เกิดการเสพติดได้
  • ถ้าหากผิวหนังสัมผัสเกล็ดสะระแหน่ (ที่เป็นผนึก) ในจำนวนมากอาจจะส่งผลให้เกิดการระคายเคือง ผิวหนังแดง ผิวหนังไหม้ แสบแล้วก็คันได้
เอกสารอ้างอิง

  • ฤทธิ์ทางเภสัชของน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง (Mentha piperita L.) และน้ำมันเขียว Myrtus Communis L. ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ยุวดี จอมพิทักษ์.ผักสวนครัว.กรุงเทพฯ,2545. http://www.disthai.com/
  • Galeotti Di Cesare Mannelli L, Mazzanti G, Bartolini A, Ghelardini C. Menthol: a natural analgesic compound. Neurosci Lett. 2002 Apr 12;322(3):145-8.
  • เกวลิน รัตนจรัสกุล,2555.การพัฒนาฟิล์มต้านจุลทรีย์จากคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลสร่วมกับน้ำมันสะระแหน่
  • สะระแหน่ สรรพคุณ และการปลูกสะระแหน่.พืชเกษตร.คอม เว็บเพื่อเกษตรกรไทย.เปปเปอร์มินต์.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.คอลัมน์ Drug Tips จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.ฉบับที่5.กรกฎาคม-กันยายน 2555 หน้า 6-7.
  • ข้อมูลเกี่ยวกับเมนทอล.กระดาน ถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล



Tags : เกล็ดสะระแหน่

2

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies , Hidrophobia)
โรคพิษสุนัข คืออะไร  “โรคพิษสุนัขบ้า” “โรคกลัวน้ำ” หรือ “โรคหมาว้อ” (ในภาษาอีสาน) เป็นโรคติดเชื้อของระบบประสาทส่วนกลางที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน (ZOONSIS) ที่มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต ผู้ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะเสียชีวิตเกือบทุกราย เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษา โดยผู้ป่วยทุกรายที่มีอาการแสดงมักจะเสียชีวิตภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน และในอดีต จะมีผู้ที่เสียชีวิตจากโรคนี้อยู่พอสมควร  ซึ่งผู้ป่วยมักมีประวัติถูกสุนัขกัดแล้วไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่ทั้งนี้โรคพิษสุนัขบ้าก็ยังเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนหลังจากถูกกัดหรือข่วน   
ในแต่ละปีองค์การอนามัยโลกรายงานผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ามากกว่า 60,000 รายทั่วโลก โดยพบมากในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ซึ่งผู้ป่วยเกือบทั้งหมดได้รับเชื่อจากการถูกสุนัขกัด และแม้ว่าทุกคนจะมีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้าแต่ร้อยละ 40 ของผู้ที่ถูกสุนัขบ้ากัดเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยผู้ป่วยโรคนี้พบมากที่สุดในประเทศอินเดียประมาณ 20000 รายต่อปี สำหรับในประเทศไทยมีรายงานคนถูกสัตว์กัดหรือข่วนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี และสถิติของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขในช่วงปี พ.ศ. 2554-2558 มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้า 5-7 รายต่อปี และในปี (2559) นี้นับจากต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคมมีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว 7 ราย โรคนี้จึงนับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีความสำคัญยิ่งของประเทศไทยอีกโรคหนึ่ง
สาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส rabies virus ซึ่งเป็น  lyssavirus type 1 ในตระกูล Rhabdoviridae ที่อยู่ในน้ำลายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยเชื้อไวรัสนี้จะทำให้เกิดภาวะสมองอักเสบทั้งในคนและสัตว์ แต่ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสแล้ว ถ้าได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าและสารภูมิคุ้มกันต้านทาน (Immunoglobulin) อย่างรวดเร็วเหมาะสมก็จะไม่เป็นโรค แต่ถ้าไม่ได้การรักษาดังกล่าวก็จะป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งไม่มียารักษาและเสียชีวิตในที่สุด
            โรคพิษสุนัขบ้าพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น สุนัข แมว ค้างคาว วัว ลิง ชะนี  กระรอก กระต่าย รวมถึงหนู เป็นต้น แต่พบว่าสุนัขและแมวเป็นสัตว์ที่นำโรคพิษสุนัขบ้ามาสู่คนได้บ่อยที่สุดในประเทศแถบเอเชียและแอฟริกา ใน 
            ที่มา  : Wikipedia 
ประเทศที่พัฒนาแล้วแทบไม่พบว่าสุนัขและสัตว์เลี้ยงในบ้านชนิดอื่นๆเป็นสาเหตุของโรค เนื่องจากมีการควบคุมการให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์เลี้ยงอย่างเข้มงวด ไม่มีสัตว์จรจัด สัตว์ที่เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ (มากกว่า 90%) จึงเป็นสัตว์ป่า เช่น แรคคูน สกั๊ง สุนัขจิ้งจอก และที่สำคัญคือค้างคาว  แม้ว่ารายงานจากสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2556 พบว่าสัตว์ที่ตรวจยืนยันพบเชื้อพิษสุนัขบ้าส่วนใหญ่ไม่เคยได้ฉีดหรือไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่ร้อยละ 9.2 ของสัตว์ที่ยืนยันเป็นโรคพิษสุนัขบ้า พบว่ามีประวัติการได้รับเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาก่อน
อาการของโรคพิษสุนัขบ้า อาการของผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ

  • ระยะอาการนำของโรค (Prodrome) ผู้ป่วยจะมีไข้ต่ำๆ (38-38.5 องศาเซลเซียส) ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน อาจมีอาการกระสับกระส่าย ลุกลี้ลุกลน วิตกกังวล มีความรู้สึกกลัว นอนไม่หลับ อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ที่สำคัญซึ่งถือเป็นอาการที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคนี้คือ บริเวณบาดแผลที่ถูกกัด อาจมีอาการปวดเสียว คัน ชา หรือปวดแสบปวดร้อน โดยเริ่มที่บริเวณบาดแผล แล้วลามไปทั่วทั้งแขนหรือขา

ระยะปรากฏอาการทางระบบประสาท (Acute neurol มักเกิดภายหลังอาการนำดังกล่าว 2-10 วัน ซึ่งแบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่

  • แบบคลุ้มคลั่ง (Forious rabies) ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด (ประมาณร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วย) ในระยะแรกๆ อาจมีเพียงอาการไข้ กระวนกระวาย สับสน ซึ่งจะเกิดบ่อยเมื่อถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้า เช่น แสง เสียง เป็นต้น ต่อมาจะมีการแกว่งของระดับความรู้สึกตัว (เดี๋ยวดี เดี๋ยวไม่ดีสลับกัน) ขณะรู้สึกตัวดี ผู้ป่วยจะพูดคุยตอบโต้ได้เป็นปกติ แต่ขณะความรู้สึกตัวไม่ดี ผู้ป่วยจะมีอาการกระวนกระวาย ผุดลุกผุดนั่ง เดินเพ่นพ่าน เอะอะอาละวาด ต่อมาจะมีอาการกลัวลม (เพียงแต่เป่าลมเข้าที่หน้าหรือคอจะมีอาการผวา) กลัวน้ำ (เวลาดื่มน้ำจะปวดเกร็งกล้ามเนื้อคอหอยทำให้กลืนไม่ได้ ไม่กล้าดื่มน้ำทั้งๆ ที่กระหาย หรือแม้แต่จะกล่าวถึงน้ำก็กลัว) ซึ่งพบได้เกือบทุกราย แต่ไม่จำเป็นต้องพบร่วมกันทั้ง 2 อาการ และอาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อผู้ป่วยเริ่มเข้าสู่ระยะไม่รู้สึกตัว



    นอกจากนี้ ยังพบอาการถอนหายใจเป็นพักๆ (มักพบในระยะหลังของโรค) และอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น น้ำตาไหล น้ำลายไหล เหงื่อออกมาก ขนลุก ในผู้ชายอาจมีการแข็งตัวขององคชาตและหลั่งน้ำอสุจิบ่อย ซึ่งเกิดขึ้นเองโดยไม่ตั้งใจในที่สุดผู้ป่วยจะซึม หมดสติ หยุดหายใจ และเสียชีวิตภายใน 7 วัน (เฉลี่ย 5 วัน) หลังจากเริ่มแสดงอาการ

  • แบบอัมพาต (นิ่งเงียบ) (Paralytic rabies) ซึ่งพบได้บ่อยรองลงมา (ประมาณร้อยละ 30) มักมีอาการไข้ ร่วมกับกล้ามเนื้อแขนขาและทั่วร่างกายอ่อนแรง กลั้นปัสสาวะไม่ได้ พบอาการกลัวลมและกลัวน้ำประมาณร้อยละ 50 ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเสียชีวิตช้ากว่าแบบที่ 1 คือเฉลี่ย 13 วัน  บางครั้งอาจแยกจากกลุ่มอาการกิลเลนบาร์เร (Guillain Barre syndrome) ได้ยาก
  • แบบแสดงอาการไม่ตรงต้นแบบ (non-classic) ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยที่ถูกค้างคาวกัด ในระยะแรกผู้ป่วยอาจมีอาการปวดประสาทหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง ต่อมาจะมีอาการแขนขาซีกหนึ่งเป็นอัมพาตหรือชา มีอาการชักและการเคลื่อนไหวผิดปกติ มักไม่พบอาการกลัวลม กลัวน้ำและอาการผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติดังแบบที่ 1


  • ระยะไม่รู้สึกตัว (coma) ผู้ป่วยทุกรายเมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายจะมีอาการหมดสติและเสียชีวิต (จากระบบหายใจและระบบไหลเวียนเลือดล้มเหลว รวมทั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะ) ภายใน 1-3 วันหลังมีอาการของระยะไม่รู้สึกตัว
แนวทางการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า การวินิจฉัยแพทย์จะวินิจฉัยเบื้องต้นจากอาการแสดง (เช่น กลัวลม กลัวน้ำ ซึม ชัก แขนขาอ่อนแรง) ร่วมกับประวัติการถูกสัตว์กัดมาก่อน  ส่วนในรายที่ยังไม่สามารถวินิจฉัยได้แน่ชัด  เช่น ผู้ป่วยมีอาการของโรคพิษสุนัขบ้าในช่วงระยะอาการนำของโรคจะเป็นอาการที่ไม่จำเพาะ หรืออาการแสดงในระยะปรากฏอาการทางระบบประสาทในช่วงแรกที่คล้ายกับโรคสมองอักเสบจากเชื้ออื่น ๆ แพทย์ต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยว่าอาการที่ปรากฏนั้นจากโรคพิษสุนัขบ้าไม่ใช่จากโรคอื่น ๆ โดยวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการดังกล่าวนั้น ได้แก่

  • Direct fluorescent antibody test เป็นการตัดชิ้นเนื้อผิวหนังบริเวณคอ แล้วนำมาตรวจหาเชื้อไวรัสด้วยวิธีการใช้สารเรืองแสง ซึ่งจะพบเชื้ออยู่บริเวณเส้นประสาทใต้ต่อมขน ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูง
  • RT-PCR เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัสจากน้ำลาย น้ำไขสันหลัง หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ จากผู้ป่วย โดยเป็นการตรวจหาสารพันธุกรรมที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงเช่นกัน แต่มีราคาแพง
  • ในกรณีที่ผู้ป่วยเสียชีวิตแล้ว เมื่อนำศพไปผ่าพิสูจน์จะพบลักษณะของเซลล์ประสาทที่มีความจำเพาะกับโรคนี้มาก ที่เรียกว่า “เนกริบอดีส์” (Negri bodies) อยู่ภายในเซลล์

    สำหรับการรักษาโรคพิษสุนัขบ้านั้นหากเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าเข้าสู่เส้นประสาทแล้วก็จะไม่มียาชนิดไหนที่สามารถรักษาให้หายได้เลย ดังนั้น
    หลักของการรักษาโรคพิษสุนัขบ้าคือ การล้างแผล การให้สารภูมิต้านทาน เพื่อไปทำลายเชื้อ และการให้วัคซีนพิษสุนัขบ้าหลังจากถูกกัดให้เร็วที่สุด

  • การล้างแผล เมื่อผู้ป่วยถูกสัตว์กัดมาจะต้องรีบล้างแผลโดยเร็ว การล้างแผลด้วยน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวก็สามารถลดจำนวนเชื้อไวรัสที่บริเวณบาดแผลได้บ้าง การใช้สบู่และยาฆ่าเชื้อเช่น น้ำ ยาเบตาดีน หรือน้ำยาแอลกอฮอล์ 70% จะสามารถทำลายเชื้อได้มากขึ้น

    การล้างแผลควรล้างให้ลึกถึงก้นแผล ทั้งนี้เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าเป็นเชื้อที่ไม่ทนถูกทำลายง่ายด้วยยาฆ่าเชื้อต่างๆ รวมทั้งแสงยูวี (UV, ultraviolet light) หรือแสงแดด และอากาศที่แห้ง  ขนาดของบาดแผล จำนวนของบาดแผล และตำแหน่งของบาดแผล สัมพันธ์กับการเกิดโรค ถ้าแผลยิ่งอยู่ใกล้สมองเท่าไหร่ ระยะฟักตัวก็จะยิ่งสั้น แผลจำนวนยิ่งมากหรือขนาดแผลยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งมีโอกาสได้รับเชื้อมากเท่านั้น

  • การให้สารภูมิคุ้มกันต้านทาน เชื้อไวรัสเมื่อเข้าสู่บาดแผลจะเดินทางเข้าสู่กล้ามเนื้อ แบ่งตัวเพิ่มจำนวนและพร้อมจะเข้าสู่เส้นประสาท ในช่วงนี้เองที่การรักษาด้วยการให้สารภูมิคุ้มกันต้าน ทานจะไปทำลายเชื้อไม่ให้เข้าสู่เส้นประสาทได้ ผู้ป่วยจึงไม่เกิดเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานช้าเกินไป รวมทั้งไม่ได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้าด้วย เชื้อจะเข้าสู่เส้นประสาทได้ในที่สุด ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทได้แล้วจะไม่มียาตัวใดรักษาให้หายได้เลย ซึ่งการให้สารภูมิ คุ้มกันต้านทานสามารถให้พร้อมกับวัคซีนได้เลย โดยจะฉีดเข้าสู่รอบๆแผลที่ถูกกัด แต่ถ้าไม่มีบาดแผล เช่น โดนสัตว์เลียปากมาก็ให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ
  • การให้วัคซีนพิษสุนัขบ้า เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านทาน (Antibody) ขึ้นมาทำลายเชื้อโรคเอง เนื่องจากสารภูมิคุ้มกันต้านทานที่ผู้ป่วยได้รับจะมีฤทธิ์อยู่เพียงชั่วคราว ซึ่งหลังจากฉีดวัคซีนร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 10 - 14 วันจึงจะสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาพอที่จะทำลายเชื้อโรคได้

    สำหรับแนวทางในการพิจารณาว่าผู้ป่วยรายใดที่ถูกสัตว์สัมผัสถูกกัดหรือถูกข่วน จำเป็นต้องให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าหรือไม่นั้น ในแต่ละประเทศจะมีแนวทางการรักษาที่ไม่เหมือนกัน สำหรับในประเทศไทยมีแนวทางดังนี้

  • ถ้าสัมผัสกับสัตว์ (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดทั้งสัตว์บ้านและสัตว์ป่า) หรือถูกเลียโดยที่ผิว หนังไม่มีบาดแผลใดๆ ก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร
  • ถ้าถูกงับเป็นรอยช้ำเล็กๆบนผิวหนัง หรือถูกข่วนเป็นรอยถลอกมีเลือดออกเพียงซิบๆ หรือถูกเลียบนผิวหนังที่มีบาดแผล ให้รีบฉีดวัคซีนทันที
  • ถ้าถูกกัดหรือข่วนที่มีเลือดออกชัดเจน หรือถูกเลียโดนเยื่อบุต่างๆ เช่น เลียตา เลียปาก ให้รีบให้สารภูมิคุ้มกันต้านทานและวัคซีนทันที


ในประเทศไทยกระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ใช้สูตรการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าในผู้ป่วยภายหลังสัมผัสสัตว์ที่เป็นโรคหรือสงสัยเป็นโรค (เรียกว่า Post exposure prophylaxis) เพียง 2 สูตร คือ

  • การฉีดเข้ากล้ามเนื้อแบบวิธีมาตรฐาน (แบบ ESSEN) คือให้ฉีดเข้ากล้ามเนื้อต้นแขนในผู้ใหญ่ หรือที่ต้นขาในเด็กเล็ก โดยกำหนดให้ฉีดในวันที่ 0 (วันแรกที่มาฉีดวัคซีน) 3, 7, 14 และ 28 หรือ 30
  • การฉีดเข้าผิวหนังตามสภากาชาดไทย (Thai Red Cross-ID) คือให้ฉีดเข้าในผิว หนัง 2 จุดที่บริเวณต้นแขนทั้ง 2 ข้าง ในวันที่ 0, 3, 7 และฉีด 1 จุดในวันที่ 28 และ 90 หรือฉีด 2 จุดในวันที่ 28 ซึ่งปริมาณวัคซีนที่ใช้ฉีดจะน้อยกว่าแบบที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ จึงประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า
สามารถสังเกตอาการของสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้อย่างไร
            อาการของโรคพิษสุนัขบ้าไม่แตกต่างกันมากนักในแต่ละชนิดของสัตว์ ในที่นี้จะขอกล่าวถึงอาการในสุนัขและแมวเท่านั้น เนื่องจากเป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ตัวเรามากที่สุดและพบว่าเป็นพาหนะนำโรคที่สำคัญในประเทศไทย โดยอาการป่วยที่สังเกตได้แบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

  • ระยะอาการนำ (Prodromal phase)

    สุนัข : ในระยะนี้สุนัขจะมีพฤติกรรมและนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปโดยจะเปลี่ยนไปในลักษณะตรงข้ามกับที่เป็นอยู่ สุนัขที่เคยเชื่องกับคนจะดุร้ายขึ้น ส่วนสุนัขที่ชอบหนีคนจะเข้าหาคนและแสดงความเป็นมิตรมากขึ้น หากสังเกตให้ดีจะพบว่าสุนัขบางตัวมีม่านตาขยายกว้างกว่าปกติ และมีการตอบสนองต่อแสงลดลง นอกจากนี้สุนัขบางตัวจะคันและเลียบริเวณที่ถูกกัดจนกระทั่งเกิดเป็นแผลถลอก สุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้ประมาณ 2-3 วัน
    แมว : อาการในระยะนี้ของแมวจะคล้ายคลึงกับอาการในสุนัข แต่ต่างกันเล็กน้อยตรงที่ในแมวจะมีไข้สูงเป็นช่วงๆ และจะแสดงพฤติกรรมผิดไปจากปกติมาก โดยแมวจะแสดงอาการในระยะนี้ 1-2 วัน

  • ระยะตื่นเต้น (Excitative phase)

    สุนัข : อาการของสุนัขในระยะนี้จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดและเป็นที่มาของชื่อ “โรคพิษสุนัขบ้า” โดยสุนัขจะมีอาการกระวนกระวายมากขึ้น พยายามที่จะหนีออกจากที่อยู่เดิม เมื่อหนีออกมาได้จะวิ่งเตลิดอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย มักจะแสดงอาการแปลกๆ เช่น งับลมหรือกัดสิ่งของต่างๆ เช่นก้อนหิน ดิน และมักจะไล่กัดทุกสิ่งที่ขวางหน้าเป็นอาการบ้าคลั่งอย่างเด่นชัด หากจับขังกรงจะงับและกัดกรงอย่างรุนแรงจนเกิดบาดแผลที่ปากที่เลือดไหล หรือฟันหักโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด ต่อมาเสียงเห่าหอนจะเริ่มผิดปกติไปเนื่องจากเกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อกล่องเสียง ต่อมากล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการเคี้ยว และควบคุมการทำงานของลิ้นอาจเกิดอัมพาตขึ้นทำให้ลิ้นห้อยออกมานอกปาก มีน้ำลายไหลมาก ต่อมาลำตัวจะเริ่มแข็ง ขาหลังเริ่มอ่อนเปลี้ย ซึ่งเป็นอาการที่เริ่มเข้าสู่ระยะอัมพาต โดยทั้งสิ้นสุนัขจะแสดงอาการในระยะนี้อยู่ประมาณ 1-7 วัน
    แมว : อาการของแมวในระยะนี้จะแปลกไปกว่าปกติโดยจะแสดงอาการกระวนกระวาย จ้องมองสิ่งของหรือมองโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย เมื่อจับขังกรงแมวจะแสดงอาการกระวนกระวาย ตื่นกลัวอย่างมาก และจะกัดหรือข่วนวัตถุต่างๆ ที่อยู่ใกล้ แมวบางตัวยังแสดงอาการกล้ามเนื้อสั่น อ่อนแรงและทำงานไม่สัมพันธ์กัน นอกจากนี้แมวบางตัวจะวิ่งออกไปอย่างไร้จุดหมายจนเหนื่อยและตายในที่สุด

  • ระยะอัมพาต (Paralytic phase)

    สุนัข : ระยะนี้เป็นระยะสุดท้ายของโรคพิษสุนัขบ้า โดยพบว่าอาการในระยะนี้จะขึ้นกับอาการในระยะตื่นเต้นสุนัขที่แสดงอาการตื่นเต้นหรือดุร้ายอย่างชัดเจน อาการในระยะนี้จะสั้นมาก เมื่อสุนัขเริ่มแสดงอาการขาหลังอ่อนเปลี้ยแล้วในที่สุดจะล้มลงแล้วลุกไม่ได้ อาการอัมพาตที่เกิดขึ้นจะแผ่ขยายจากส่วนท้ายของลำตัวไปยังส่วนหัวอย่างรวดเร็ว และจะตายเนื่องจากการเกิดอัมพาตของระบบหายใจ  (respiratory paralysis) ส่วนในรายที่แสดงอาการตื่นเต้นไม่ชัดเจน หรือพบในระยะสั้นๆ อาจแสดงอาการระยะอัมพาตนานขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการขึ้น จะสังเกตเห็นสุนัขมีอาการซึม อ้าปาก คางห้อยตก ลิ้นห้อยยาว ออกมานอกปาก น้ำลายไหลมาก ในระยะนี้สุนัขมักจะไม่กัดคนและจะแสดงอาการอยู่ 2-4 วัน หลังจากนั้นอาการอัมพาตจะแผ่ขยายทั่วตัวทำให้ตายด้วยการเกิดอัมพาตของระบบหายใจเช่นเดียวกัน
    แมว : ในระยะนี้แมวจะแสดงอาการคล้ายกับในสุนัขแต่อาการในระยะอัมพาตนี้มักจะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 5 หลังเริ่มแสดงอาการ
    การติดต่อของโรคพิษสุนัขบ้า โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อที่มีการติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonosis) ซึ่งเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลบนผิวหนัง โดยการถูกสัตว์ที่เป็นโรค กัด ข่วน หรือเลีย (สำหรับการเลีย จะต้องเลียถูกเยื่อเมือกหรือรอยแผลถลอกเล็กๆ น้อยๆ เชื้อจึงจะเข้าได้ แต่ถ้าผิวหนังเป็นปกติดี เชื้อจะผ่านเข้าไปไม่ได้) เชื้อจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวน แล้วเดินทางขึ้นไปตามเส้นประสาทส่วนปลายเข้าสู่ไขสันหลังและสมอง หลังจากนั้นจะแพร่กระจายลงมาตามระบบประสาทส่วนปลายไปยังอวัยวะต่างๆ รวมทั้งต่อมน้ำลาย บางครั้งเชื้ออาจเดินทางเข้าสมองโดยไม่ต้องรอให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวน (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคสั้นกว่า 7 วัน) บางครั้งเชื้ออาจเข้าไปอาศัยอยู่ในเซลล์อื่น เช่น มาโครฟาจ (macrophage) เป็นเวลานานก่อนจะออกมาสู่เซลล์ประสาท (ทำให้มีระยะฟักตัวของโรคยาว)

    นอกจากนี้ เชื้อยังอาจเข้าสู่ร่างกายได้จากการที่คนหายใจเอาละอองไอน้ำที่มีเชื้อโรคอยู่ (แต่พบได้น้อยมาก เช่น การเข้าไปในถ้ำที่มีค้างคาวอยู่กันเป็นล้าน ๆ ตัว หรือเป็นเจ้าหน้าที่ในห้องแล็บที่ต้องทำงานเกี่ยวกับเชื้อไวรัสชนิดนี้)
    ระยะฟักตัว (ระยะที่ถูกกัดจนกระทั่งมีอาการ) 7 วัน ถึง 6 ปี ส่วนใหญ่เกิดในช่วง 20-60 วัน หลังสัมผัสโรค มีส่วนน้อยที่พบอาการหลังสัมผัสโรคมากกว่า 1 ปี
    แต่ได้เฉลี่ยแล้วหลังได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าผู้ป่วยจะแสดงอาการป่วยประมาณ 3 สัปดาห์ - 3 เดือน ในบางรายอาจใช้เวลานานหลายปีกว่าจะมีอาการก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับตำแหน่งที่ถูกกัด ขนาด จำนวนและความลึกของบาดแผล รวมถึงภูมิต้านทานของคนที่ถูกสัตว์กัดด้วย
    การปฏิบัติตนเมื่อถูกสัตว์กัน/ข่วน

  • รีบล้างแผลให้เร็วที่สุดด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือล้างแผล (Normal saline) หลายๆครั้ง (ประมาณ 15 นาที) ล้างทุกแผล และล้างให้ลึกถึงก้นแผล แล้วเช็ดแผลให้แห้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน เป็นต้น
  • ไปพบแพทย์ทันที เพื่อรับการป้องกันรักษาที่ถูกต้อง ถ้ามีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้า อาทิเช่น ถูกกัดหรือข่วนจนมีเลือดซิบหรือลึกกว่านั้น แพทย์จะพิจารณาฉีดวัควัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงวัคซีนป้องกันบาดทะยัก และยาฆ่าเชื้อ นอกจากนี้ในกรณีที่มีโอกาสติดโรคพิษสุนัขบ้าสูง แพทย์อาจพิจารณาให้อิมมูโนโกลบุลินซึ่งมีภูมิต้านทานโรคพิษสุนัขบ้าร่วมด้วย โดยวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจะฉีดประมาณ 4-5 ครั้ง เป็นวัคซีนมีความปลอดภัยสูง  สามารถฉีดได้ทุกวัย รวมทั้งในเด็กและสตรีมีครรภ์ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามีประสิทธิภาพสูงหากไปรับการฉีดตรงตามแพทย์นัดทุกครั้ง
  • จดจำลักษณะและสังเกตุอาการสัตว์ที่กัด รวมทั้งสืบหาเจ้าของ เพื่อสอบถามประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และสังเกตุอาการสัตว์ที่กัดเป็นเวลา 10 วัน ถ้าสบายดีไม่น่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้า แต่ถ้าสุนัขตายให้นําซากมาตรวจ
  • ซึ่งในการส่งซากตรวจควรส่งให้เร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง (ในขณะเก็บซากสัตว์ควรสวมถุงมือยางและล้างมือหลังจากเก็บซากให้สะอาด) และควรส่งตรวจเฉพาะส่วนหัวของสัตว์ (เชื้อและลักษณะการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อที่ชัดเจนที่สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำจะอยู่ที่สมอง) แต่หากเป็นสัตว์ตัวเล็กก็สามารถส่งตรวจได้ทั้งตัว โดยสัตว์ที่ส่งตรวจจะต้องใส่ถุงพลาสติกให้มิดชิด ห่อด้วยกระดาษหลาย ๆ ชั้น แล้วใส่ถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่งและปิดปากถุงให้สนิทเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่กระจาย
การป้องกันตนเองจากโรคพิษสุนัขบ้า

  • ควบคุมไม่ให้สัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้า


                        - พาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าตามกำหนด และฉีดซ้ำทุกปี
                        - ไม่ปล่อยสัตว์เลี้ยงไปในที่สาธารณะ ทุกครั้งที่จะนำสุนัขออกนอกบ้านควรอยู่ในสายจูง
                        - ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยง

  • หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกสัตว์กัด โดยไม่แหย่ หรือรังแกให้สัตว์โมโห รวมทั้งไม่ยุ่งหรือเข้าใกล้สัตว์ที่ไม่รู้จักหรือไม่มีเจ้าของ
  • คนที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคสูงได้แก่ สัตว์แพทย์และผู้ช่วย คนเพาะสัตว์เลี้ยงขาย ร้านขายสัตว์เลี้ยง เจ้าหน้าที่กำจัดสุนัขและแมวจรจัด เจ้าหน้าที่บ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ เร่ร่อนต่างๆ บุรุษไปรษณีย์ คนที่ทำงานในห้องแลปที่ต้องเกี่ยวข้องกับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ควรได้ รับวัคซีนแบบป้องกันล่วงหน้า (Preexposure prophylaxis) คือให้ฉีดวัคซีนในวันที 0, 3 และ 21 หรือ 28 และให้ฉีดกระตุ้นซ้ำ 1 เข็มทุกๆ 5 ปี
  • แม้จะยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าโรคนี้สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างชัดเจน แต่ก็มีรายงานพบผู้ป่วยที่ติดโรคนี้จากการปลูกถ่ายกระจกตาหรืออวัยวะ ดังนั้น เมื่อมีการสัมผัสกับผู้ป่วย เช่น ถูกผู้ป่วยกัด เยื่อบุหรือบาดแผลไปสัมผัสถูกสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาฉีดยาป้องกันแบบเดียวกับการสัมผัสโรคจากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
สมุนไพรที่ใช้ป้องกัน/รักษาโรคพิษสุนัขบ้า  เนื่องจากโรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่รุนแรงโดยหากเชื้อเข้าสู่เส้นประสาทส่วนปลายแล้วจะไม่สามารถรักษาได้ เพราะไม่มียาตัวไหนหรือวิธีไหนที่จะฆ่าเชื้อไวรัสหรือรักษาให้หายได้ แม้ว่าผู้ป่วยจะได้รับการดูแลอย่างดีในห้องไอซียู (ICU, inten sive care unit) แต่อัตราการเสียชีวิตก็็็๋่าสคือ 100%         ดังนั้นจึงไม่มีสมุนไพรชนิดไหนที่สามารถรักษา / ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้เช่นกัน
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าคืออะไร 
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้จากการนำเชื้อ Rabies virus ที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงโดยวิธีการเฉพาะ ซึ่งเชื้อจะถูกทำให้ตายก่อนที่จะนำมาฉีดเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสามารถทำได้ 2 แบบ คือ ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (Intramuscular; IM)และฉีดเข้าในผิวหนัง (Intradermal; ID)
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่มีจำหน่ายในประเทศไทยมีอยู่ 4 ชนิด ได้แก่

  • Lyssavac N® (Purified Duck Embryo Cell Rabies Vaccine; PDEV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในตัวอ่อนไข่เป็ดที่ฟักแล้ว (embryonated duck eggs)แนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะเป็นสารแขวนตะกอนสีขาว ขุ่นเล็กน้อย เนื่องจากมี thimerosal เป็นสารกันเสีย ปริมาตรรวม 1 ml
  • SII Rabivax® (Human Diploid Cell Rabies Vaccine; HDCV) เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสในhuman diploid cellแนะนำให้ฉีดแบบ IM เท่านั้นมีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส สีชมพู ปริมาตรรวม 1 ml
  • Rabipur® (Purified Chick Embryo Cell Rabies Vaccine; PCECV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน primary chick embryo fibroblast cell สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำสำหรับทำละลาย (sterile water for injection) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 1 ml
  • Verorab® (Purified Vero Cell Rabies Vaccine; PVRV)เป็นวัคซีนที่ได้จากการเพาะเลี้ยงไวรัสใน vero cells สามารถฉีดได้ทั้งแบบ IM และ ID มีลักษณะเป็นวัคซีนผงแห้งพร้อมน้ำเกลือสำหรับทำละลาย (solution of sodium chloride 4%) เมื่อละลายแล้วมีลักษณะใส ไม่มีสี ปริมาตรรวม 0.5 ml


วัคซีนทั้ง 4 ชนิดมีชื่อเรียกรวมๆ ว่า วัคซีนเซลล์เพาะเลี้ยง ซึ่งจะมีความปลอดภัยและมีความบริสุทธิ์มากกว่าวัคซีนแบบเก่าที่ผลิตจากการ

3

สมุนไพรเมื่อย
ปวดเมื่อย Gnetum montanum Markgraf
บางถิ่นเรียกว่า ปวดเมื่อย (ตราด) ม่วย (จังหวัดเชียงราย จังหวัดอุบลราชธานี) มะม่วย (จังหวัดเชียงใหม่) แฮนม่วย (เลย)
ไม้เถา เนื้อแข็ง กิ่งเป็นข้อต่อกันแล้วก็ตามข้อจะบวมพอง ใบ คนเดียว เรียงเป็นคู่สลับตั้งฉาก ใบรูปขอบขนานปนรูปไข่ มีขนาดแตกต่างมากมาย แต่กว้างไม่เกิน 12 เซนติเมตร ยาวไม่เกิน 20 เซนติเมตร ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบกลม มน หรือ แหลม ขอบใบเรียบ เนื้อเรือใบแข็งครึ้ม หรือ ค่อนข้างดก เมื่อแห้งสีออกดำ เส้นใบโค้ง ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอดและตามลำต้น สมุนไพร ช่อดอกแตกกิ่งก้านสาขามา แยกเป็นช่อดอกเพศผู้รวมทั้งเพศภรรยา ดอกเรียงเป็นชั้นๆรอบแกนกลาง ช่อดอกเพศผู้ กว้างประมาณ 0.4 ซม. ยาวโดยประมาณ 3 ซม. แต่ละชั้นมีประมาณ 20 ดอก ช่อดอกเพศเมีย แต่ละชั้นมี 5-7 ดอก ผล รูปรี กว้างราวๆ 1 เซนติเมตร ยาว 1.5 เซนติเมตร เมื่อสุกสีแดง ก้านผลอ้วน ยาวราว 0.2 ซม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในระดับที่ค่อนข้างสูงจากน้ำทะเล 50-1,800 ม. พบในทุกภาคของประเทศ นอกจากภาคกึ่งกลาง
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรากรับประทานแก้พิษบางชนิด แล้วก็แก้ไข้มาลาเรีย

4

โรคถุงลมโป่งพอง (Emphysema)
โรคถุงลมโป่งพอง เป็นอย่างไร โรคถุงลมโป่งพอง (Emphysema) เป็นโรคที่อยู่ในกลุ่มของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD) ซึ่งโรคปอดอุดกันเรื้อรัง จะประกอบไปด้วยโรคหลอดลมอักเสบและก็ถุงลมโป่งพอง ปกติแล้วจะพบลักษณะของ 2 โรคนี้ร่วมกัน แต่ถ้าเกิดตรวจเจอว่าปอดมีพยาธิภาวะของถุงลมที่โป่งพองออกเป็นจุดแข็ง ก็จะเรียกว่า “โรคถุงลมโป่งพอง” ซึ่งก็คือ ภาวะพิการอย่างยั่งยืนของถุงลมในปอด ซึ่งมีสาเหตุมาจากฝาผนังถุงลมเสียความยืดหยุ่นและเปราะง่าย ทำให้ถุงลมสูญเสียหน้าที่สำหรับเพื่อการเปลี่ยนอากาศ และก็ฝาผนังของถุงลมที่เปราะยังมีการแตกทะลุ ทำให้มีถุงลมขนาดเล็กๆหลายๆอันรวมกลุ่มเป็นถุงลมที่โป่งพองและก็ทุพพลภาพ ส่งผลให้ปริมาณพื้นผิวของถุงลมที่ยังทำหน้าที่ได้ทั้งปวงลดลงกว่าปกติ และมีอากาศด้านในปอดมากยิ่งกว่าธรรมดาเป็นผลให้ออกสิเจนจึงไปสู่กระแสโลหิตไปเลี้ยงร่างกายได้ลดลง คนไข้ก็เลยมีลักษณะหายใจตื้นรวมทั้งเกิดอาการหอบง่ายตามมา
โรคนี้มักจะเจอในผู้สูงอายุ (ช่วงอายุ 45-65 ปี) พบในเพศชายได้มากกว่าสตรี แล้วก็พบมากร่วมกับโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังรวมทั้งแยกออกมาจากกันยาก ผู้เจ็บป่วยโดยมากจะมีประวัติการสูบบุหรี่จัด  มานานเป็น 10-20 ปีขึ้นไป หรือไม่ก็มีประวัติอยู่การได้รับมลภาวะทางอากาศในจำนวนมากแล้วก็ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆๆไม่ว่าจะเป็นอากาศเสีย ฝุ่น ควัน หรือมีอาชีพดำเนินการในโรงงานหรือบ่อแร่ที่หายใจเอาสารเคืองเข้าไปเป็นประจำ โรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคที่พบได้บ่อยรวมทั้งเป็นสาเหตุลำดับแรกๆของการเสียชีวิตในพลเมืองทั้งโลก โดยในประเทศประเทศสหรัฐอเมริกาพบเป็นลำดับที่ 4 ของต้นสายปลายเหตุการเสียชีวิตของมวลชน หากนับเฉพาะโรคถุงลมโป่งพอง อัตราการพบโรค คือ 18 คน ในพลเมือง 1,000 คน  ส่วนเหตุการณ์ตอนนี้ของถุงลมโป่งพองในประเทศไทย มีทิศทางสูงมากขึ้นตามลำดับเช่นเดียวกันกับทั่วทั้งโลก และเป็นเยี่ยมในสิบ สาเหตุของการเสียชีวิต ของมวลชนไทย จึงนับเป็นโรคที่คือปัญหาทางสาธารณสุขของเมืองไทยอีกโรคหนึ่ง
ที่มาของโรคถุงลมโป่งพอง ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการเกิดถุงลมโป่งพอง เป็นการสูบบุหรี่ แต่ว่าจากการเรียนพบว่าผู้ที่สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นถุงลมโป่งพองมากกว่าผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่สูงถึง 6 เท่า ซึ่งผู้ที่เป็นโรคนี้ มักมีประวัติดูดบุหรี่จัด (มากกว่าวันละ 20 มวน) นาน 10-20 ปีขึ้นไป สารพิษในบุหรี่จะเบาๆทำลายเยื่อบุหลอดลมและ ถุงลมในปอด ทีละเล็กละน้อย ใช้เวลานานนับสิบๆปี จนถึงสุดท้ายถุงลมปอดพิการ เป็นสูญเสียหน้าที่สำหรับเพื่อการแลกเปลี่ยนอากาศ (นำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นอากาศเสียออกจากร่างกาย แล้วก็นำออกซิเจนซึ่งเป็นอากาศดีไปสู่ร่างกาย โดยผ่านทางระบบฟุตบาทหายใจ) กำเนิดอาการหอบอิดโรยง่าย และก็เกิดโรคติดเชื้อของปอดจำเจ
เว้นแต่ยาสูบซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของโรคนี้แล้ว ผู้ป่วยส่วนน้อยยังอาจเป็นเพราะเนื่องจากต้นเหตุอื่น ดังเช่น มลภาวะกลางอากาศ การหายใจเอามลภาวะในอากาศ ตัวอย่างเช่น ควันจากการเผาไหม้ที่เกิดขึ้นจากเชื้อเพลิง ไอเสียรถยนต์ จะเพิ่มความเสี่ยงให้กำเนิดถุงลมโป่งพอง เนื่องจากว่าพบว่าประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆจะมีอัตราการป่วยเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังซึ่งรวมทั้งโรคถุงลมโป่งพองได้มากกว่ามวลชนที่อาศัยอยู่ในชนบท มลภาวะที่เกิดขึ้นทางอากาศก็เลยคงจะมีความเกี่ยวข้องไม่มากก็น้อย ควันที่มีพิษหรือสารเคมีจากโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นหรือควันที่มีพิษที่มีส่วนประกอบของสารเคมีหรือฝุ่นจากไม้ ฝ้าย หรือวิธีการทำเหมืองแร่ ถ้าหากหายใจเข้าไปในจำนวนที่มากรวมทั้งเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ก็มีโอกาสเสี่ยงที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดถุงลมโป่งพองได้มากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มโอกาสมากขึ้นไปอีกหากเป็นผู้ที่สูบบุหรี่ ภาวการณ์พร่องสารต้านทริปสิน (α1-antitrypsin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีคุ้มครองปกป้องการเช็ดกทำลายของเนื้อเยื่อเกี่ยวเนื่องจากสารต่างๆก็เลยช่วยคุ้มครองป้องกันไม่ให้ถุงลมปอดถูกสารพิษ สภาวะนี้จัดเป็นโรคทางพันธุกรรมซึ่งสามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ ซึ่งโรคทางพันธุกรรมชนิดนี้ส่วนใหญ่จะพบในคนเชื้อชาติผิวขาว ชอบมีลักษณะอาการในกลุ่มผู้เจ็บป่วยที่มีอายุต่ำยิ่งกว่า 40-50 ปี และคนป่วยชอบไม่ดูดบุหรี่ แต่ ภาวการณ์นี้ก็เจอเกิดได้น้อยมากเป็นราว 3% ของโรคปอดเรื้อรังทั้งสิ้น
ลักษณะโรคถุงลมโป่งพอง ช่วงแรกจะมีลักษณะอาการของหลอดลมอักเสบเรื้อรัง กล่าวคือจะมีอาการไอมีเสลดเรื้อรังเป็นนานนับเดือนนานนับปี คนเจ็บชอบไอหรือขากเสมหะในคอหลังจากตื่นรุ่งอรุณเป็นประจำ จนนึกว่าเป็นเรื่องปกติและไม่ได้เอาใจใส่ดูแล ถัดมาจะเริ่มไอถี่ขึ้นทั้งวัน แล้วก็มีเสมหะจำนวนไม่ใช่น้อย ในตอนแรกเสมหะมีสีขาว ต่อมาบางครั้งก็อาจจะแปลงเป็นสีเหลืองหรือเขียว เป็นไข้ หรือหอบอ่อนแรงเป็นครั้งคราวจากโรคติดเชื้อเข้าแทรก เว้นเสียแต่อาการไอเรื้อรังดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการอิดโรยง่ายเวลาออกแรงมาก  อาการหอบอ่อนล้าจะค่อยๆเป็นมากขึ้น แม้กระทั้งเวลาเดินตามปกติ เวลาพูดหรือทำกิจกรรมเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวันก็จะรู้สึกอ่อนแรงง่าย
                   ถ้าคนไข้ยังสูบบุหรี่ต่อไป สุดท้ายอาการจะร้ายแรง จนกระทั่งแม้กระทั้งอยู่เฉยๆก็รู้สึกหอบเหนื่อย ดังนี้เพราะเหตุว่าถุงลมปอดพิการอย่างหนัก ไม่สามารถที่จะปฏิบัติภารกิจเปลี่ยนอากาศ นำออกสิเจนไปเลี้ยงร่างกายให้กำเนิดพลังงาน คนป่วยมักมีลักษณะกำเริบหนักเป็นครั้งคราว เพราะมีการติดเชื้อ (หลอดลมอักเสบ ปอด) แทรก ทำให้มีไข้ ไอมีเสมหะเหลืองหรือเขียว หายใจหอบ หายใจมีเสียงดังวี้ดๆตัวเขียว จนถึงต้องเข้ารักษาตัวในโรงหมอ  เมื่อเป็นถึงกับขนาดระยะรุนแรง คนเจ็บมักมีลักษณะเบื่ออาหาร น้ำหนักลด รูปร่างซูบผอม มีอาการหอบเมื่อยล้า อยู่ตลอดเวลา มีลักษณะอาการทรมาณสาหัสและก็อาจเสียชีวิตได้จากโรคแทรก
                นอกนั้น ในบางรายบางทีอาจพบว่ามีริมฝีปากหรือเล็บเป็นสีคล้ำออกม่วงเทาหรือฟ้าเข้มเพราะขาดออกสิเจน หรือแม้มีลักษณะอาการหายใจตื้นเป็นระยะเวลาที่ยาวนานยาวนานหลายเดือนแล้วก็มีลักษณะที่ห่วยแตกลงอีกด้วย
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่โรคถุงลมโป่งพอง ปัจจัยเสี่ยง แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ

  • สาเหตุด้านผู้ป่วย เช่น ลักษณะทางกรรมพันธุ์ เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ขาดเอนไซม์ (Enzyme) ชื่อ Alpha-one antitrypsin ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีปกป้องการถูกทำลายของเนื้อเยื่อเกี่ยวเนื่องจากสารต่างๆซึ่งเป็นโรคที่ถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้
  • ต้นเหตุด้านสภาพการณ์โอบล้อม มีความสำคัญมากที่สุด อาทิเช่น
  • ควันจากบุหรี่ เป็นต้นเหตุสำคัญที่สุดของโรคนี้ พบว่ามากกว่าร้อยละ 75.4 ของคนป่วย COPD เกิดจากยาสูบ การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุที่พบได้ทั่วไปที่สุด ซึ่งรวมถึงบุหรี่ยาเส้นท้องถิ่นด้วย จำนวนรวมทั้งระยะเวลาที่สูบบุหรี่มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรค ยิ่งดูดบุหรี่มากมายแล้วก็ดูดมานานหลายปี ก็ได้โอกาสกำเนิดโรคนี้ได้มาก นอกนั้นคนที่มิได้สูบบุหรี่เอง แต่ได้รับควันที่เกิดจากบุหรี่จากคนอื่นๆต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆก็ได้โอกาสกำเนิดโรคนี้ได้ด้วยเหมือนกัน
  • มลภาวะในบริเวณบ้าน สถานที่ทำงาน แล้วก็ที่ชุมชนที่สำคัญเป็นการเผาไหม้เชื้อเพลิงสำหรับเพื่อการทำกับข้าว (biomass fuel) รวมทั้งสำหรับขับเครื่องจักรต่างๆ(diesel exhaust)


วิธีการรักษาโรคถุงลมโป่งพอง การวิเคราะห์โรคถุงลมโป่งพอง หมอจะอาศัยองค์ประกอบหลายประเภท ดังเช่นว่า ประวัติสัมผัสสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงดังที่กล่าวมาข้างต้น ร่วมกับ อาการ ผลของการตรวจร่างกาย ภาพรังสีหน้าอก และก็ยืนยันการวิเคราะห์ด้วย spirometry ดังลักษณะต่อไปนี้
อาการ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่มาพบหมอจะมีอาการเมื่อพยาธิสภาพแผ่ขยายไปมากแล้ว อาการที่ตรวจพบ ดังเช่นว่า หอบ อ่อนแรงซึ่งจะเป็นมากขึ้นเรื่อยไอเรื้อรังหรือมีเสมหะโดยเฉพาะในเวลาเช้า อาการอื่นที่เจอได้หมายถึงแน่น อก หรือหายใจมีเสียงกรีดร้อง
การตรวจทางรังสีวิทยา ภาพรังสีทรวงอกมีความไวน้อยในการวินิจฉัยโรคถุงลมโป่งพอง แม้กระนั้นมี จุดสำคัญสำหรับในการแยกโรคอื่น ในผู้ป่วย emphysema บางทีอาจพบลักษณะ hyperinflationเป็นกะบังลมแบน ราบแล้วก็หัวใจมีขนาดเล็กมีอากาศในปอดมากกว่าธรรมดา ในผู้ป่วยที่มี corpulmonale จะพบว่าหัวใจห้องขวา รวมทั้ง pulmonary trunk มี ขนาดโตขึ้น รวมทั้ง peripheral vascular marking ลดน้อยลง
การตรวจสมรรถภาพปอด Spirometry มีความจำเป็นสำหรับในการวินิจฉัยโรคนี้มาก และสามารถจัดระดับความร้ายแรงของโรคได้ด้วย โดยการตรวจ spirometry นี้ต้องตรวจเมื่อคนป่วยมีลักษณะอาการคงเดิม (stable) และไม่มีอาการกำเริบของโรคขั้นต่ำ 1 เดือน การตรวจนี้สามารถวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะที่ผู้เจ็บป่วยยังไม่มีอาการ  โดยแพทย์จะให้คนป่วยหายใจเข้าให้สุดกำลัง แล้วเป่าลมหายใจออกอย่างเร็วผ่านเครื่องสไปโรมิเตอร์ (Spirometry) แล้ววัดดูค่า FEV1 (Forced expiratory volume in 1 second) ซึ่งก็คือ ความจุอากาศที่หายใจออกใน 1 วินาที และค่า FVC (Forced vital capacity) ซึ่งหมายถึง ความจุอากาศที่หายใจออกทั้งสิ้นจนกระทั่งสุดอย่างเต็ม 1 ครั้ง จะพบลักษณะของ airflow limitation โดยค่า FEV1 / FVC ข้างหลังให้ยาขยายหลอดลมน้อยกว่าจำนวนร้อยละ 70 และก็แบ่งความร้ายแรงเป็น 4 ระดับ โดยใช้ค่า FEV1 หลังให้ยาขยายหลอดลม

การตรวจด้วยเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Pulse oximetry) เป็นการตรวจเพื่อวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด ซึ่งในผู้เจ็บป่วยโรคถุงลมโป่งพองชอบมีออกสิเจนในเลือดต่ำ คือ วัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดได้น้อยกว่าธรรมดา เพราะว่าร่างกายมิได้รับออกซิเจนอย่างพอเพียง (โดยค่าธรรมดาจะอยู่ที่ 96-99% หากต่ำลงมากยิ่งกว่านี้ผู้เจ็บป่วยจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่งขึ้นเรื่อยๆ)
การตรวจหาระดับสารทริปสินในเลือด ถ้าผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพองแก่น้อยกว่า 40-50 ปี ต้นสายปลายเหตุอาจมาจากสภาวะพร่องสารต่อต้านทริปซินซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมได้ ผู้เจ็บป่วยจึงจำเป็นที่จะต้องตรวจหาปริมาณ α1-antitrypsin ในเลือด
การรักษา เพื่อคงสภาพร่างกายปัจจุบันนี้ให้ดีที่สุด รวมทั้งเพื่อ ลดการเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประกอบด้วย หลัก 4 ประการหมายถึง การหลบหลีกสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง  การดูแลและรักษา stable COPD  การประมาณและก็ติดตามโรค  การรักษาสภาวะกําเริบกระทันหันของโรค (acute exacerbation)

  • การเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง สำหรับการเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ การช่วยเหลือให้คนไข้เลิกดูดบุหรี่อย่างคงทน โดยใช้พฤติกรรมบำบัด หรือร่วมกับยาที่ใช้ช่วยเลิกยาสูบ แล้วก็หลีกเลี่ยงหรือลดมลพิษ ดังเช่นว่า หลีกเลี่ยงการใช้เตาถ่านในที่อากาศถ่ายเทไม่ดี ฯลฯ
  • การดูแลและรักษา stable COPD การรักษาคนไข้อาศัยการประเมินความร้ายแรงของโรคตามอาการและผล spirometry ส่วนปัจจัยอื่นที่ใช้ประกอบสำหรับเพื่อการพินิจให้การรักษา อย่างเช่น ประวัติการเกิดภาวะกำเริบเสิบสานทันควันของโรค ภาวะแทรกซ้อน ภาวการณ์หายใจล้มเหลว โรคอื่นที่เจอร่วม และก็สถานะสุขภาพ  (health status) โดยรวม


การให้ข้อมูลที่เหมาะสมเกี่ยวกับโรค และก็แนวทางรักษาแก่ผู้เจ็บป่วยและก็พี่น้อง จะช่วยให้การดูแลรักษามีประสิทธิภาพ คนป่วยมีความถนัดสำหรับในการเรียนรู้การใช้ชีวิตกับโรคนี้ แล้วก็สามารถคิดแผนชีวิตในกรณีที่โรคดำเนินเข้าสู่ระยะในที่สุด  (end of life plan)
การรักษาด้วยยา การใช้ยามีจุดหมายเพื่อบรรเทาอาการ ลดการกำเริบ แล้วก็เพิ่มคุณภาพชีวิต เดี๋ยวนี้ยังไม่มียาประเภทใดที่มีหลักฐานกระจ่างแจ้งว่าสามารถลดอัตราการตาย รวมทั้งชะลออัตราการลดลงของสมรรถภาพปอดได้ ซึ่งการดูแลและรักษาดัวยยา จะมียาต่างๆดังเช่นว่า
ยาขยายหลอดลม ยากลุ่มนี้ทำให้อาการแล้วก็สมรรถนะลักษณะการทำงานของคนไข้ ลดความถี่และก็ความรุนแรงของการกำเริบ เริ่มคุณภาพชีวิตทำให้สถานะสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ถึงแม้ว่าคนป่วยบางรายอาจจะมีการตอบสนองต่อยาขยายหลอดลมตามเกณฑ์การตรวจ spirometry ก็ตาม
ยาขยายหลอดลมที่ใช้ แบ่งได้เป็น 3 กรุ๊ปเป็นβ2-agonist, anticholinergic แĈะ xanthine derivative
การบริหารขยายหลอดลม แนะนำให้ใช้วิธีสูดพ่น  (metered-dose หรือ dry-powder inhaler) เป็นอันดับแรกเนื่องจากมีคุณภาพสูงและผลข้างเคียงน้อย
ICS แม้การให้ยา ICS โดยตลอดจะไม่สามารถชะลอการต่ำลงของค่า FEV แต่สามารถทำให้สถานะสุขภาพดีขึ้น และก็ลดการกำเริบของโรคในคนไข้กลุ่มที่มีอาการรุนแรงและก็ที่มีลักษณะกำเริบเสิบสานหลายครั้ง
ยาผสม ICS และ LABA ชนิดสูด มีหลักฐานว่ายาผสมกลุ่มนี้มีประสิทธิภาพเหนือกว่ายา LABA หรือยา ICS ชนิดสูดโดดเดี่ยวๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยขั้นร้ายแรงและมีอาการกำเริบเป็นประจำแต่ว่าก็ยังมีความเอนเอียงที่จะเกิดปอดอักเสบสูงมากขึ้นด้วยเหมือนกัน
Xanthine derivatives มีคุณประโยชน์แต่ว่าเกิดผลข้างเคียงได้ง่าย จำเป็นต้องพินิจเลือกยาขยายหลอดลมกลุ่มอื่นก่อน ดังนี้ คุณภาพของยากลุ่มนี้ได้จากการเล่าเรียนยาชนิดที่เป็น sustained-release เพียงแค่นั้น
การดูแลและรักษาอื่นๆวัคซีน แนะนำให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง ระยะเวลาที่เหมาะสมเป็น มีนาคม – เมษายน แม้กระนั้นบางทีอาจให้ได้ตลอดทั้งปี การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด  (pulmonary rehabilitation) มีเป้าประสงค์เพื่อลดลักษณะของโรค เพิ่มคุณภาพชีวิต แล้วก็เพิ่มความรู้ความเข้าใจสำหรับการทำกิจวัตรที่ทำเป็นประจำ ซึ่งการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดนี้ จะต้องครอบคลุมทุกปัญหาที่เกี่ยวพันด้วย ตัวอย่างเช่น สภาพของกล้ามเนื้อ ภาวะอารมณ์รวมทั้งจิตใจ สภาวะโภชนาการเป็นต้น ให้การบรรเทาด้วยออกสิเจนระยะยาว  การดูแลรักษาโรคการผ่าตัด รวมทั้ง/หรือ หัตถการพิเศษ คนเจ็บที่ได้รับการดูแลและรักษาด้วยยา และก็การฟื้นฟูสมรรถภาพปอดอย่างเต็มเปี่ยมแล้ว ยังควบคุมอาการมิได้ ควรจะส่งต่ออายุรเวชผู้ที่มีความเชี่ยวชาญโรคระบบการหายใจ เพื่อประเมินการดูแลและรักษาโดยการผ่าตัด อาทิเช่น
           Bullectomy
           การผ่าตัดเพื่อลดความจุปอด  (lung volume reduction surgery)
           การใส่เครื่องไม้เครื่องมือในหลอดลม (endobronchial valve)
           การผ่าตัดเปลี่ยนแปลงปอด
การประเมินและก็ติดตามโรค สำหรับเพื่อการประมวลผลการดูแลรักษาจะต้องมีการประมาณอีกทั้ง อาการคนไข้  (subjective) และก็ผลการตรวจ (objective) อาจประเมินทุก 1-3 เดือนตามสมควร ดังนี้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรคและก็เหตุทางเศรษฐสังคม
ครั้งใดก็ตามพบแพทย์ ควรติดตามอาการ อาการเหนื่อย บริหารร่างกาย ความถี่ของกการกำเริบของโรค อาการแสดงของการหายใจไม่สะดวก และการประเมินวิธีการใช้ยาสูด
ทุก 1 ปี ควรวัด  spirometry ในคนเจ็บที่มีลักษณะอาการอ่อนแรงคุกคามกิจวัตรประจําวัน ควรจะวัด BODE Index, 6 minute walk distance, ระดับ oxygen saturation หรือ arterial blood gases
การดูแลและรักษาสภาวะกำเริบเสิบสานกระทันหันของโรค  (acute exacerbation) การกำเริบกะทันหันของโรค คือ ภาวการณ์ที่มีลักษณะอ่อนล้ามากขึ้นกว่าเดิมในช่วงเวลาอันสั้น (เป็นวันถึงอาทิตย์) แล้วก็/หรือ มีจำนวนเสลดมากขึ้น หรือมีเสลดเปลี่ยนสี (purulent sputum) โดยจำต้องแยกจากโรคหรือสภาวะอื่นๆยกตัวอย่างเช่น หัวใจล้มเหลว pulmonary embolism, pneumonia, pneumothorax
การติดต่อของโรคถุงลมโป่งพอง โรคถุงลมโป่งพองเกิดขึ้นจาก เยื่อบุหลอดลมและถุงลมในปอดถูกทำลายขึ้นรถพิษต่างๆอาทิเช่น พิษในควันของบุหรี่ , มลพิษที่เกิดจากอาการและก็สารเคมี ที่พวกเราดมกลิ่นเข้าไป เป็นระยะเวลาที่ยาวนานแล้วก็ในปริมาณที่มาก ซึ่งโรคถุงลมโป่งพองไม่ได้มีการติดต่อ จากคนสู่คน หรือ จากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด แต่ว่าบางทีอาจเจอได้ว่าเป็นผลมาจากกรรมพันธุ์ (ภาวการณ์ขาดตกบกพร่องสารต่อต้านทริปซีน (a1-antitrypsin)) แม้กระนั้นเจอได้น้อยมาก ประมาณ 3% ของโรคปอดเรื้อรังทั้งสิ้น
การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพอง

  • ติดตามการรักษากับหมออย่างสม่ำเสมอแล้วก็ใช้ยารักษาให้ครบถ้วนสมบูรณ์จากที่หมอกำหนด
  • เลิกยาสูบโดยเด็ดขาด
  • หลบหลีกการอยู่ในที่ที่มีมลภาวะ ดังเช่น ฝุ่นผง ควัน
  • ดื่มน้ำมากๆวันละ 10-15 แก้ว เพื่อช่วยขับเสลด
  • ในรายที่เป็นระยะร้ายแรง มีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ควรจะหาทางบำรุงของกินให้สุขภาพดี
  • ถ้าต้องควรจะมีถังออกสิเจนไว้ประจำบ้าน เพื่อใช้ช่วยหายใจ ทุเลาอาการหอบอ่อนเพลีย
  • ถ้ามีลักษณะสอดแทรก ดังเช่นว่า เจ็บป่วย หายใจหอบ ก็ควรรีบพาไปรักษาที่โรงพยาบาลโดยทันที
  • รับประทานอาการที่มีประโยชน์ครบ ทั้งยัง 5 หมู่
  • บริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
  • รักษาสุขภาพอย่างเคร่งครัด
การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคถุงลมโป่งพอง

  • การป้องกันที่สำคัญที่สุดหมายถึงการไม่สูบบุหรี่ (รวมถึงยาเส้น) แล้วก็หลีกเลี่ยงการอยู่สนิทสนมกับผู้ที่สูบบุหรี่หรือสถานที่ที่มีควันของบุหรี่
  • คนที่สูบบุหรี่จัด หากเลิกดูดมิได้ ควรจะหมั่นไปพบหมอเพื่อรับการตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเริ่มมีลักษณะอาการไอหลายครั้งแต่ละวันโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุที่แจ่มชัด
  • เลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีมลพิษกลางอากาศ และก็รู้จักใส่หน้ากากอนามัยป้องกันตัวเองจากควันและก็พิษที่เป็นอันตรายต่างๆส่วนผู้ที่จำเป็นต้องทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ
  • เลี่ยงการใช้ฟืนหุงหาอาหารหรือก่อไฟข้างในที่ขาดการถ่ายเทอากาศ
  • หากเป็นโรคหลอดลมอักเสบรวมทั้งโรคหืด จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเป็นจริงเป็นจังรวมทั้งรับประทานยาอย่างเคร่งครัด
สมุนไพรที่ใช้รักษา/บรรเทาลักษณะโรคถุงลมโป่งพอง

  • ขิง แก่ ยอดเยี่ยมอาหารบำรุงปอด ช่วยขับสารนิโคตินในผู้ดูดบุหรี่ มีสรรพคุณในการกำจัดนิโคตินหลงเหลือในปอดรวมถึงหลอดลม ช่วยขจัดสารพิษที่เกิดขึ้นมาจากนิโคตินในกระแสโลหิต นอกเหนือจากนี้ยังมีคุณประโยชน์เด่นเกี่ยวกับการบำรุงรักษาระบบทางเท้าหายใจ การเปิดหลอดลม ระบายขับความร้อน เวลากินขิงจึงรู้สึกโล่ง
  • กระเทียม กระเทียมเป็นยาบำรุงร่างกาย กินเป็นยาแก้อักเสบในอก ในปอด แก้เสลด
  • ขมิ้น เป็นสมุนไพรรากฐานที่ใช้รักษาอาการอักเสบกับอวัยวะต่างๆแก้ไข้คลุ้มคลั่ง แก้ไข้ร้อน แก้เสมหะ อายุเวทเสนอแนะให้รับประทานผงขมิ้นละลายกับน้ำผึ้ง เป็นยาบำรุงปอด สมานแผลอักเสบในปอด มีขมิ้นแคปซูลกินตอนเช้าเย็นได้
  • ฟ้าทะลายโจร รสขม คุณประโยชน์รับประทานแก้อาการอักเสบต่างๆแก้ไข้ แก้หวัด แก้ปอดอักเสบ แก้ไอ แก้เจ็บคอ
เอกสารอ้างอิง


  • สมุนไพรบำรุงปอด.สยามรัฐ
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ถุงลมปอดโป่งพอง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่361.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2552
  • Spencer S, Calverley PM, Burge PS, et al. Impact of preventing exacerbations on deterioration of health status in COPD. EurRespir J 2004; 23:698-702.
  • Calverley P, Pauwels R, Vestbo J, et al. Combined salmeterol and fluticasone in the treatment of chronic obstructive pulmonary disease: a randomized controlled trial. Lancet 2003; 361:449-56
  • Eric G. Honig, Roland H. Ingram, Jr. Chronic bronchitis, emphysema, and airways obstruction, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 15th edition, Braunwald, Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2001
  • Calverley PM, Anderson JA, Celli B, et al. Salmeterol and fluticasone propionate and survival in chronic obstructive pulmonary disease. N Engl J Med 2007; 356:775-89.
  • โรคถุงลมโป่งพอง-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์. http://www.disthai.com/
  • แนวปฏิบัติบริการสาธารณสุขโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง พ.ศ.2553.สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย,สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย,สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ.วารสารวัณโรค โรคทรวงอกและเวชบำบัดวิกฤต.ปีที่31.ฉบับที่3.กรกฎาคม-กันยายน2553.หน้า102-110
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “ถุงลมปอดโป่งพอง (Emphysema)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 432-436.
  • Szafranski W, Cukier A, Ramirez A, et al. Efficacy and safety of budesonide/formoterol in the management of chronic obstructive pulmonary disease. Eur Respir J 2003; 21:74-81.
  • Lung Health Study Research Group. Effect of inhaled triamcinolone on the decline in pulmonary function in chronic obstructive pulmonary disease: Lung Health Study II. N Engl J Med 2000; 343:1902-09.
  • Mahler DA, Wire P, Horstman D, et al. Effectiveness of fluticasone propionate and salmeterol combination delivered via the Diskus device in the treatment of chronic obstructive pulmonary disease. Am J Respir Crit Care Med 2002; 166:1084-91.
  • Burge PS, Calverley PM, Jones PW, et al. Randomised, double blind, placebo controlled study of fluticasone propionate in patients with moderate to severe chronic obstructive pulmonary disease: the ISOLDE trial. BMJ 2000; 320:1297-303.
  • Wongsurakiat P, Maranetra KN, Wasi C, et al. Acute respiratory illness in patients with COPD and the effectiveness of influenza vaccination: a randomized controlled study. Chest 2004; 125: 2011-20.
  • Pauwels RA. Lofdahl CG, Laitinen LA, et al. Long-term treatment with inhaled budesonide in persons with mild chronic obstructive pulmonary disease who continue smoking. European Respiratory Society Study on Chronic Obstructive Pulmonary Disease. N Engl J Med 1999; 340:1948-53.
  • Jones PW, Willits LR, Burge PS, et al. Disease severity and the effect of fluticasone propionate on chronic obstructive pulmonary disease exacerbations. Eur Respir J 2003; 21:68-73.
  • Global Initiative for Chronic Obstructive Lung Disease. Global strategy for the diagnosis, management and prevention of chronic obstructive pulmonary disease. NHLBI/WHO workshop report. Bethesda, Nati

5

โรคไข้สมองอักเสบ เจอี (Japanese Encephalitis)
โรคไข้สมองอักเสบ เจ อี เป็นยังไง ไข้สมองอักเสบ (encephalitis) คือ การอักเสบของเนื้อสมอง หรือเฉพาะที่เล็กน้อย ด้วยเหตุว่าเนื้อสมองอยู่ติดกับเยื่อหุ้มสมอง ก็เลยบางทีอาจพบการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองร่วมกับการอักเสบของสมองได้ด้วย  โดยโรคไข้สมองอักเสบอาจเกิดขึ้นได้จากหลายกรณีโดยมากชอบเป็นผลมาจากการติดเชื้อจากไวรัส โดยสามารถเกิดได้จากเชื้อไวรัสหลายชนิดหรือบางเวลาบางทีอาจพบเป็นโรคสอดแทรกของโรคหัด คางทูม ไข้สุกใส แต่ไข้สมองอักเสบจำพวกที่อันตราย/ร้ายแรงที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้หมายถึงโรคไข้สมองอักเสบ เจอี(Japaneseencephalitis, JE) พบได้บ่อยที่สุดในเอเชียรวมถึงเมืองไทยและก็นิดหน่อยของแปซิฟิกตะวันตก ส่วนใหญ่มักจะพบการเกิดโรคในฤดูฝน แต่ในแต่ว่าล่ะประเทศจะพบช่วงเวลาที่มีการกำเนิดโรคได้แตกต่างกันซึ่งเจอได้ตลอดทั้งปี โดยในรอบๆแหล่งระบาดมักจะเจอในคนเจ็บอายุน้อยกว่า 15 ปี เหตุเพราะในผู้ใหญ่จะมีภูมิคุ้มกันอยู่ก่อนแล้ว  อย่างไรก็ตามถ้าเกิดเป็นรอบๆที่ไม่เคยเกิดโรคมาก่อนก็จะเจอในกรุ๊ปของคนที่มีอายุสูงมากขึ้นได้
โรคไข้สมองอักเสบเจอี เป็นโรคที่เป็นอันตรายถึงชีวิตรวมทั้งเป็นโรคที่รักษายาก ที่สำคัญเมื่อเป็นแล้วมีอัตราการตายสูง ถ้าเกิดรอดชีวิตมักมีความพิการหรือผิดปกติทางสมองตามมา อัตราเจ็บไข้ตายอยู่ระหว่างปริมาณร้อยละ 20-30 ราวสองในสามของคนรอดชีวิต จะมีความพิกลพิการหลงเหลืออยู่ ในเอเชียเจอคนเจ็บโรคนี้โดยประมาณปีละ 30,000-50,000 ราย โรคนี้เรียกว่า Japanese เนื่องจากสามารถแยกเชื้อได้จากผู้ป่วยในประเทศญี่ปุ่นคราวแรกเมื่อปี พุทธศักราช2468
ที่มาของโรคไข้สมองอักเสบ เจ อี ด้วยโรคไขสมองอักเสบเจอีเปนโรคที่มีอัตราตาย และก็ความพิการตามมาสูง ซึ่งสวนใหญมักจะเปนในเด็ก ส่วนเชื้อที่กอโรคไดแก Japanese encephalitis virus (JEV) ซึ่งเปน arbovirus จัดอยูใน family Flaviviridae, genus Flavivirus โดยมียุงรําคาญ Culex tritaeniorhynchus เปนพาหะนําโรค โรคนี้เจอในเขตเมืองนอยกวาบ้านนอก มีอัตราตายรอยละ 10-35 แล้วก็มีอัตราการเกิดความพิกลพิการ ตามมามากถึงรอยละ 30-50 โดยเชื้อไวรัสจำพวกนี้ถูกศึกษาค้นพบทีแรกโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นและก็ได้กระจายทั่วๆไปทุกภาครวมทั้งทุกฤดู ซึ่งประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี อาทิเช่น บริเวณทวีปเอเชียใต้ ประเทศอินเดียแล้วก็ศรีลังกา ตลอดจนประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งในภาคตะวันออกของจีน และพบได้ในประเทศ ไต้หวัน ประเทศเกาหลี และก็ญี่ปุ่น
ปลายคริสตศตวรรษที่ 18 มีการระบาดใหญ่ของโรคไขสมองอักเสบเจอีในประเทศญี่ปุน โดย ในป พุทธศักราช 2468 สามารถแยกเชื้อไวรัสเจอีไดเปนครั้งแรกจากสมองของผูปวยชายอายุ 19 ปที่มี อาการสมองอักเสบรวมทั้งเสียชีวิตในกรุงโตเกียว ถัดมาสามารถแยกเชื้อไวรัสไดจากยุงหงุดหงิดรำคาญ Culex แล้วก็มีรายงาน การระบาดของโรคไขสมองอักเสบเจอีในประเทศต่างๆในทวีปเอเชียตามมา ซึ่งนับคือปัญหาที่สําคัญที่สุดในบรรดาโรค สำหรับประเทศไทยเจอการระบาดทีแรกในป พุทธศักราช 2512 ที่จังหวัดเชียงใหมหลังจากนั้นมีการพบผูปวยเรื่อยๆมาแล้วก็มีการระบาดใหญ่เปนครั้งคราว ผู้ปวยโรคนี้สามารถเจอไดบอยทางภาคเหนือและ ภาคอีสาน รองลงมาไดแก ภาคกึ่งกลาง และก็ภาคใต
ปจจุบันพบผูปวยโรคไขสมองอักเสบ เจ อี นอยลง เนื่องด้วยมีการฉีดวัคซีนปองกันโรคไขสมอง อักเสบเจอีในเด็กทั้งประเทศ ในป พ.ศ. 2552 สํานักระบาดวิทยาไดรับรายงานผูปวยโรคไขสมองอักเสบรวมทั้งสิ้น 543 ราย คิดเปนอัตราปวย 0.86 ตอแสนมวลชน จําแนกเปนโรคไขสมองอักเสบเจอีจํานวน 106 ราย (รอยละ 19.52) คิดเปนอัตราปวย 0.17 ตอแสน ราษฎร ไมมีรายงานผูเสียชีวิต  สวนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยนอยกวา 15 ป พบผูปวยสูงสุดในกลุมอายุยง 0-4 ป คิด เปนอัตราปวย 1.1       ตอแสนประชากร รองลงมาคือ กลุมอายุ 5-9 ป มากกวา 15 ป และก็ 10-14 ป โดยมี อัตราปวย 0.3, 0.09 รวมทั้ง 0.08 ตอแสนมวลชนตามลําดับ กระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ
อาการของโรคไขสมองอักเสบ เจ อี   ไวรัสเจอีนี้ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะแพร่กระจายไปสู่สมองและก็จะทำลายเนื้อสมองตั้งแต่เล็กน้อยไปจวบจนกระทั่งเป็นอันมากแตกต่างกันไปในแต่ละคน (Japanese encephalitis virus)  โดยส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อโรคจะไม่มีอาการ มีเพียงแค่ 1 ใน 300 คนเท่านั้น ที่จะออกอาการ โดยในรายที่ร้ายแรงจะแสดงอาการแบบสมองอักเสบ (encephalitis) โดยมีลักษณะอาการกางงเปน 3 ระยะดังนี้ 1. Prodromal stage ในตอนนี้ผู้ปวยจะมีลักษณะอาการไขสูงรวมกับอาการออนเพลีย ปวดหัว คลื่นไสคลื่นไส้ เวลานี้จะใช้เวลาราวๆ 1-6 วัน 2. Acute encephalitic stage ผูปวยยังคงมี ไข้แล้วก็เริ่มมีอาการเคืองของเยื่อหุมสมอง มีการเปลี่ยนแปลงของระดับความรูสึกตัว มีอาการชักเกร็ง สามารถตรวจเจอ pyramidal tract signs, flaccid paralysis และก็พบ deep tendon reflex ต่ำลงไดรอยละ 10 อาจเจออัมพาตครึ่งส่วนรวมทั้งความผิดปกติของเสน ประสาทสมองได ระยะที่ 1 รวมทั้ง 2 ของโรคมักกินเวลา ไมเกิน 2 สัปดาห ผูปวยที่มีลักษณะอาการร้ายแรงมักเสียชีวิต ในตอนนี้ 3. Late stage and sequele ในระยะนี้ไข้จะน้อยลง อาการทางสมองจะคงที่หรือดียิ่งขึ้น ผูปวยที่เสียชีวิตในตอนนี้มักเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากโรคแทรกซ้อนซอนที่ตามมา ยกตัวอย่างเช่น ปอดอักเสบ โรคติดเชื้อทางเท้าฉี่ ติดโรคในกระแสเลือด อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งผู้เจ็บป่วยโรคไข้สมองอักเสบ บางรายอาจมีอาการ การกระทำเปลี่ยนหรือเป็นอาการทางจิตใจได้ อาการชักมักเป็น แบบชักเกร็งกระตุกทั่วตัว ซึ่งพบได้มากมากมายโดย เฉพาะเด็กตัวเล็กๆ บางทีอาจจะมาด้วยนิ้วกระตุก, ตาเข, หรือหายใจผิดจังหวะได้หรืออาจจะมีอาการคล้าย โรคพาร์กินสัน คือมีอาการตัวเกร็ง, หน้าไม่แสดง อารมณ์,มือสั่นแล้วก็ขยับเขยื้อนทุกข์ยากลำบาก
กรรมวิธีการรักษาโรคไข้สมองอักเสบ การวินิจฉัย การวินิจฉัยอาศัยความเป็นมา การตรวจรางกายรวมทั้งการ ตรวจทางหองทำการ การตรวจนับเม็ดเลือดพบได้บ่อยวาจํานวนเม็ดเลือดขาวแล้วก็คารอยละของนิวโตรฟล มากขึ้นในระดับปานกลางถึงสูงมากมาย การตรวจน้ำไขสันหลัง สวนใหญจะพบวาน้ำไขสันหลังมีลักษณะใส ไมมี สีความดันของน้ำไขสันหลังอยูในเกณฑปกติมีเซลล เม็ดเลือดขาวไดตั้งแต 10-1,000 เซลล/ลบ.มม. ซึ่งส่วนใหญเปนประเภทโมโนนิวเคลียรเซลล ในระยะต้นของโรคอาจไมพบเซลลในน้ำไขสันหลังหรืออาจพบนิวโตรฟลเดนได โปรตีนมักสูงกวาปกติเล็กนอย ระดับน้ำตาลมักอยูในเกณฑปกติเมื่อเทียบกับระดับน้ำตาลในเลือด
การส่งตรวจวิเคราะห์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นมากยิ่งกว่าการตรวจด้วยเครื่อง เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์โดยจะเห็นความแตกต่างจากปกติใน ตำแหน่ง thalamus,basalganglia, midbrain, pons, และ medullaตามหน้าที่ที่เจอร่วมมาก ที่สุดเป็นตำแหน่ง thalamus การส่งไปทำการตรวจแยกเชื้อ (serology) ซึ่ง เป็นการวินิจฉัยที่ใช้อยู่ในตอนนี้คือตรวจหาIgM antibodyเฉพาะต่อเชื้อไวรัสเจอีในนํ้าไขสันหลังและก็ ในเลือด โดยการตรวจพบ JEV-specific IgM antibody ในนํ้าไขสันหลังสามารถช่วยยืนยันการ ติดเชื้อโรคในคราวนี้ได้แต่ว่าถ้าตรวจเจอJEV-specific IgMantibodyในเลือดบางทีอาจเป็นการติดเชื้อโรคหรือขึ้น จากการได้วัคซีนก็ได้ การตรวจหา antibody ในนํ้าไขสันหลัง จะสามารถตรวจพบได้ร้อยละ 70-90 ในคนเจ็บที่ ติดเชื้อ โดยจะสามารถตรวจพบได้เมื่อประมาณ วันที่5-8หลังจากเริ่มมีอาการ การตรวจค้นantibodyในเลือดจะสามารถ ตรวจพบได้ร้อยละ60-70 ในคนเจ็บที่ติดเชื้อโรคโดย จะสามารถตรวจเจอได้อย่างต่ำ 9 ครั้งหน้าจาก เริ่มมีลักษณะ ในตอนนี้ยังไม่มีการดูแลรักษาที่เฉพาะเจาะจง  การดูแลและรักษา    เปนเพียงแค่การดูแลรักษาตามอาการ ที่สําคัญหมายถึงลดอาการบวมของสมอง ดูแลระบบทางเดินหายใจ ใหยาระงับชัก บางรายบางทีอาจจําเปนตองให mannitol เพื่อควบคุมความดันในกะโหลกศีรษะ แล้วก็คุ้มครองอาการสอดแทรกตามมา การใช dexamethasone ในขนาดสูงเพื่อลดการบวมของสมองในผูปวยไขสมองอักเสบเจอี พบวาไมสามารถลดอัตราการตายรวมทั้งอัตราการฟนจากโรคได มีรายงานจากการเล่าเรียนแบบ controlled clinical trials ขนาดเล็กเกี่ยวกับ Neutralizing murine monoclonal antibodies ซึ่งผลิตในประเทศจีน นํามาใชรักษาผูปวย ไขสมองอักเสบเจอี พบวาการดูแลและรักษาดังกลาวใหผลของการ รักษาที่ดีขึ้น  บางรายงายการเรียนรู้พบว่าได้มีการทดสอบการใช้ยาต่อต้าน เชื้อไวรัส ribavirin แต่ว่าไม่พบความไม่เหมือนของผล การดูแลรักษาของการใช้ยาต้านทานเชื้อไวรัสกับยาหลอกรวมทั้ง พบว่าcorticosteroidsและก็interferonalpha2a ไม่ช่วยในเรื่องของการควบคุมอาการและไม่ช่วย ในเรื่องของผลของการรักษา
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบ เหตุเพราะเชื้อไวรัส Japanese encephalitis ที่เป็นตัวการของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี จะอยู่ในสัตว์เลือดอุ่นหลายชนิด ยกตัวอย่างเช่น หมู แล้วก็ยุงจะเป็นพาหะนำเชื้อจำพวกนี้มาสู่คน โดยเฉพาะหมูที่มีอายุที่มากขึ้น ตัวสัตว์เองก็จะมีภูมิต้านทานพอควร โดยเหตุนี้ ถ้าเกิดมีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวก็จะโดนควบคุมไม่ให้มีปริมาณมาก ส่วนลูกหมูมักจะมีภูมิต้านทานไม่ค่อยดี เมื่อโดนยุงกัด แล้วมีเชื้อไวรัส ไวรัสจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็จะเป็นแหล่งแพร่ระบาดมาสู่ยุงไปสู่คน  เพราะฉะนั้นไข้สมองอักเสบเจอี ก็เลยพบได้มากในแหล่งที่มีการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะในรอบๆที่มีการเลี้ยงหมูจำนวนไม่ใช่น้อย เป็นต้นว่า ในต่างจังหวัด และบริเวณชานเมือง และก็พบบ่อยในฤดูฝนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม แม้กระนั้นก็อาจเจอประปรายได้ตลอดทั้งปี ผู้ที่มีการเสี่ยงที่จะเป็นโรคไข้สมองอักเสบเจอี อาทิเช่น เกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงหมู คนที่อาศัยอยู่ในชนบทในเขตแดนที่มีการระบาด ทหารที่เข้าไปประจำการหรือทำการในเขตแดนที่มีการระบาดของโรค ผู้หนีภัยไปอาศัยอยู่ในต่างถิ่นที่มีการระบาด
การติดต่อของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี เชื้อ JEV (Japanese encephalitis Virus) จัดอยู่ในเครือญาติฟลาวิเชื้อไวรัส (family flaviviridae) สกุลฟลาวิไวรัส (genus flavivirus)อยู่ในกลุ่มเดียวกับเชื้อไวรัสเด็งกี่(Dengue virus)และโรคไข้เหลือง(yellowfever) ดังนั้นเชื้อไวรัสเจอี จึงมีคุณลักษณะเช่นเดียวกับฟลาวิเชื้อไวรัสตัวอื่นๆซึ่งเป็น เชื้อไวรัสที่มีแมลงรับประทานเลือดเป็นพาหะนำ โรคจะติดต่อ ในวงจรจากสัตว์สู่คน โดยมียุงเป็นตัวพาหะนำ เชื้อโรค โดยมีหมูเป็นรังโรคที่สำคัญ หมูที่ติดเชื้อ JE จะไม่มีอาการ แต่มีเชื้อ JE ในเลือด เมื่อยุงไปกัด หมูในตอนนี้เชื้อจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในยุง เมื่อ มากัดคนจะแพร่เชื้อไปสู่คน ส่วนสัตว์อื่นๆที่จะติด เชื้อ JEได้แก่ม้า วัวควายนก แม้กระนั้นสัตว์กลุ่มนี้เมื่อติดโรคแล้วจะไม่มีอาการมีแต่ว่าม้าแล้วก็คนเท่านั้นที่มีลักษณะอาการ เมื่อได้รับเชื้อ แล้วโดยประมาณ 1 ใน 300-500 ของผู้ติดเชื้อจะมี อาการสมองอักเสบ หมูมีความจำเป็นในวงจรการ แพร่ระบาดของโรค เนื่องจากจะมีเชื้ออยู่ในกระแส เลือดได้ยาวนานกว่าสัตว์อื่นๆก็เลยจัดว่าเป็นamplifier ที่เป็นรังโรคที่สำคัญ ยุงที่เป็นพาหะเป็นประเภท Culex tritaeniorhynchus  Culex golidus , Culex fascocephalus ยุงกลุ่มนี้เพาะพันธุ์ใน ท้องทุ่งที่มีนํ้าขัง ปริมาณยุงจะเพิ่มมากมายในฤดูฝน ยุงตัวเมียสามารถถ่ายทอดเชื้อผ่านรังไข่ไปสู่ลูกยุงได้ ซึ่งมีระยะฟักตัวในยุงโดยประมาณ 9-12 วัน ยุงกลุ่มนี้จะออกมากัดรับประทานเลือดในเวลาเย็นหรือ ช่วงคํ่า หมูแล้วก็นกนํ้า ดังเช่นว่า นกกระสา นกยาง เป็นรังโรคที่สำ คัญเพราะว่าจะมีเชื้อในการแส เลือดได้นานรวมทั้งมีการเพิ่มจำนวนเชื้อได้สูง ซึ่งใน เมืองไทยราษฎรส่วนมาก ประกอบอาชีพทำการเกษตรและมีจำนวนของการ เลี้ยงหมูปริมาณมากโดยเหตุนี้จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไข้สมองอักเสบมากมายตามมา
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคไข้สมองอักเสบ เจอี

  • กินยาตามหมอสั่ง รวมทั้งประพฤติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • รักษาสุขภาพของร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อปกป้องโรคแทรกซ้อน
  • ไปพบแพทย์ดังที่แพทย์นัดให้ทันเวลา
  • เมื่อพบว่าอาการไม่ดีขึ้นหรืออาการทรุดลง หลังจากรับประทานยาที่หมอสั่งให้รีบไปพบหมอโดยเร่งด่วน
  • ใช้ยาใช้ภายนอกกันยุงรวมทั้งนอนในมุ้งเพื่อคุ้มครองการกระจายเชื้อให้กับคนที่อยู่รอบตัว
  • ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ครบ 5 กลุ่ม และก็บริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

การป้องกันตัวเองจากโรคไข้สมองอักเสบ เจอี

  • คนที่จับไข้ตัวร้อนควรจะไปพบแพทย์ในทันที เมื่อมีลักษณะอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ดังเช่น ปวดศีรษะร้ายแรง กินยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้นกว่าเดิม คลื่นไส้มาก มีลักษณะชักร่วมด้วย ซึม ไม่ค่อยรู้ตัว หรือสลบ แขนขาเป็นอัมพาต ปากเบี้ยว กลืนทุกข์ยากลำบาก หรืออ้าปากทุกข์ยากลำบาก (ขากรรไกรแข็ง) หรือก้มคอไม่ลง (คอแข็ง)
  • ควรจะกำจัดยุงและแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง
  • เมื่อมีการระบาดของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี ควรยินยอมให้ข้าราชการฉีดยาทำลายยุงในรอบๆพื้นที่ เกิดการระบาดของโรคโดยการพ่นสารเคมีเพื่อฆ่ายุงตัวแก่
  • คุ้มครองป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยนอนกางมุ้ง หรือติดมุ้งลวดในบ้านและก็ตามห้องต่างๆ
  • ย้ายคอกสัตว์ ได้แก่ หมู วัว ควาย ให้ห่างจากแหล่งที่อยู่ที่อาศัย เพื่อลดการเสี่ยงของรังโรค
  • ฉีดวัคซีนคุ้มครองโรคไข้สมองอักเสบ
  • แนวทางที่เยี่ยมที่สุดในขณะนี้ อาทิเช่นการฉีดยาคุ้มครองป้องกันโรคนี้ให้แก่เด็กๆของเราก่อนจะติดเชื้อเองตามธรรมชาติ
  • วัคซีนปกป้องโรคไข้สมองอักเสบเจอี (JEV) เริ่มมีการพัฒนามาตั้งแต่ปี พ.ศ.2473 ในประเทศรัสเซียและก็ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาได้เพิ่มขั้นตอนการทำให้วัคซีนบริสุทธิ์ขึ้นเพื่อคุ้มครองผลแทรกจากการปนเปื้อนของเนื้อเยื่อสมองหนู และได้รับการพัฒนาต่อบ่อยมาจนกระทั่งมีใช้กันอย่างแพร่หลายในตอนนี้
  • ส่วนในประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งระบาดของ เชื้อนั้น มีการฉีดวัคซีนเพื่อคุ้มครองป้องกันโรค ตั้งแต่ปี 2533 โดยเริ่มในภาคเหนือ แล้วก็ค่อยๆขยาย ครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ ตั้งแต่ พุทธศักราช 2543 โดย ให้วัคซีนแก่เด็กอายุ 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปีคนละ 2 ครั้งแล้วก็กระตุ้น 1 ครั้ง เมื่ออายุ2 ปีครึ่ง ถึง 3 ปี วัคซีนที่ใช้เป็นชนิดเชื้อตาย (JE SMBV: mouse brain-derivedinactivatedJEvaccine)วัคซีน คุ้มครองปกป้องไข้สมองอักเสบเจอีที่ขึ้นทะเบียนรวมทั้ง จัดจำหน่ายในประเทศไทยปัจจุบันนี้มี2ชนิดอาทิเช่น (1.) วัคซีนประเภทเชื้อตายที่เพาะเชื้อในสมอง หนู(suckling mouse brain vaccine หรือ SMBV) (2.) วัคซีนประเภทเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ (SA 14–14–2) ที่เพาะเชื้อในเซลล์เพาะเลี้ยง เป็นวัคซีน ใหม่ที่เพิ่งจะขึ้นบัญชีในประเทศไทยปีพุทธศักราช2550


สมุนไพรที่ใช้ป้องกันตนเองจากโรคไข้สมองอักเสบ เอจี โรคไข้สมองอักเสบ เจอี เป็นโรคที่ยังไม่มียารักษาเฉพาะการดูแลรักษายังต้องใช้การรักษาแบบจุนเจือ รักษาตามอาการ ด้วยเหตุดังกล่าวก็เลยไม่มีสมุนไพรจำพวกไหนซึ่งสามารถรักษาได้ เพียงแค่มีสมุนไพรที่สามารถช่วยคุ้มครองการเกิดโรคไข้สมองอักเสบ เจอี ได้เพราะไข้สมองอักเสบ เจอี นั้นมียุงเป็นยานพาหนะนำเชื้อ ฉะนั้นสมุนไพรที่ช่วยปกป้องโรคประเภทนี้นั้น ก็เลยเป็นสมุนไพรที่ใช้ไล่ยุงต่างๆดังเช่น
พืชกลุ่มสกุล (genus) Cymbopogon
ตะไคร้หอม (Cymbopogon nardus (L.) Rendle) มีการศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ไล่ยุงของตำรับน้ำมันตะไคร้หอม (citronella oil) ที่มีส่วนประกอบที่สำคัญคือ citronella, geraniol แล้วก็ citronellol ในรูปแบบของครีม พบว่าตำรับที่มีน้ำมันตะไคร้หอม 17% ปกป้องยุงลายได้นานโดยประมาณ 3 ชั่วโมง ครีมที่มีน้ำมันตะไคร้หอม 14% ลดจำนวนยุงอารมณ์เสียที่มาเกาะข้างใน 1 ชั่วโมงข้างหลังทาครีม นอกเหนือจากนั้นสารสกัดเอทานอลของตะไคร้หอมผสมกับน้ำมันที่ทำจากมะกอกสามารถไล่ยุงลายแล้วก็ยุงเบื่อหน่ายได้นาน 2 ชั่วโมง ครีมที่มีน้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้หอมที่ความเข้มข้น 1.25, 2.5 และ 5.0% คุ้มครองปกป้องยุงก้นปล่องได้โดยประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างที่ความเข้มข้น 10% ให้ผลได้ยาวนานกว่า 4 ชั่วโมง
ตะไคร้ (Cymbopogon citratus (DC.) Stapf) น้ำมันตะไคร้ (lemongrass oil) ใน liquid paraffin ความเข้มข้น 20 และ 25% ส่งผลป้องกันยุงลายได้ 100% ใน 1 ชั่วโมงแรก แล้วก็น้อยลงเหลือประมาณ 95% ด้านใน 3 ชั่วโมง การเตรียมผลิตภัณฑ์น้ำมันตะไคร้ 15% ในรูปของครีมแล้วก็ขี้ผึ้งพบว่าได้ผลคุ้มครองป้องกันยุงกัดได้ โดยคุณลักษณะของส่วนประกอบของสินค้ามีผลต่อการปลดปล่อยน้ำมันหอมระเหย และมีผลต่อประสิทธิภาพสำหรับในการป้องกันยุงด้วย น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่มี geraniol จำนวน 0.2 มิลลิกรัม/ซม2 สามารถลดอัตราการกัดจากยุงรำคาญ เป็น 10, 15 รวมทั้ง 18% ที่เวลา 1, 2 แล้วก็ 3 ชั่วโมงตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับการมิได้ทาน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สบู่อาบน้ำที่มีส่วนประกอบของน้ำมันตะไคร้หอม 0.1% น้ำมันตะไคร้ 0.5% และน้ำมันสะเดา 1% สามารถไล่ยุงได้ในช่วง 8 ชั่วโมง
พืชกลุ่มสกุล (genus) Ocimum
น้ำมันหอมระเหยจากพืชกลุ่มนี้ 5 ประเภท ยกตัวอย่างเช่น แมงกะแซง (O. americanum L.) โหระพา (O. basilicum L.) แมงลัก (O. africanum Lour. ExH) ยี่หร่าหรือโหระพาช้าง (O. gratissimum L.) รวมทั้งใบกะเพรา (O. tenuiflorum L.) พบว่ามีฤทธิ์ฆ่าลูกน้ำและก็ไล่ยุงลายได้ ฤทธิ์ฆ่าลูกน้ำยุงลายของน้ำมันหอมระเหย เรียงลำดับดังต่อไปนี้ โหระพา > ยี่หร่า> กะเพรา > แมงลัก = แมงกะแซง โดยมีค่าความเข้มข้นของน้ำมันหอมระเหยที่ให้ผลคุ้มครองยุงได้ 90% (EC90) พอๆกับ 113, 184, 240, 279 และก็ 283 ppm เป็นลำดับ สำหรับฤทธิ์ไล่ยุงของน้ำมันหอมระเหยที่ความเข้มข้น 10% พบว่า โหระพาช้างมีฤทธิ์แรงที่สุด ป้องกันยุงกัดได้นาน 135 นาที รองลงมาคือ ใบกะเพรา และแมงลัก ที่คุ้มครองป้องกันยุงกัดได้นาน 105 แล้วก็ 75 นาที เป็นลำดับ ในช่วงเวลาที่แมงกะแซง รวมทั้งโหระพาให้ผลน้อยที่สุดเพียงแต่ 15 นาที
พืชกรุ๊ปสกุล (genus) Citrus
มะกรูด (Citrus hystrix DC.) น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดมีฤทธิ์คุ้มครองยุงได้นาน 95 นาที และตำรับยาทากันยุงที่มีน้ำมันมะกรูดความเข้มข้น 25 และ 50% สามารถไล่ยุงได้นาน 30 แล้วก็ 60 นาที เป็นลำดับ น้ำมันหอมระเหยผสมจากมะกรูด 5% แล้วก็จากดอกชิงเฮา (Artemisia annua L.) 1% คุ้มครองป้องกันยุงลาย ยุงก้นปล่อง รวมทั้งยุงหงุดหงิดรำคาญได้นาน 180 นาที ในห้องทดลอง ในความเข้มข้นเดียวกันสามารถคุ้มครองยุงลาย รวมทั้งยุงเสือ ได้ 180 นาที รวมทั้งยุงหงุดหงิดรำคาญได้นานถึง 240 นาทีในภาคสนาม
มะนาวฝรั่ง (Citrus limon (L.) Burm.f.) น้ำมันหอมระเหยจากมะนาวฝรั่งมีฤทธิ์ไล่ยุงก้นปล่องได้ 0.88 เท่าของสารเคมีสังเคราะห์ N,N-diethyl-3-methylbenzamide
นอกจากสมุนไพรที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ยังมีสมุนไพรอื่นๆที่มีการเรียนรู้ฤทธิ์สำหรับในการคุ้มครองปกป้องยุง ดังเช่น ข่า ไพล ขึ้นฉ่าย ว่านน้ำ กานพลู หนอนตายหยาก ดอกกระดังงาไทย สารข้าศึกทรัม (pyrethrum) และก็ศัตรูทริน (pyrethrins) ที่พบได้ในพืชเครือญาติดอกต้นเบญจมาศ (chrysanthemum flowers) เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้สมองอักเสบ จากเชื้อไวรัส เจอี.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 174.คอลัมน์ แนะยา-แจงโรค.ตุลาคม.2536
  • Halstead SB, Jacobson J. Japanese encephalitis vaccines. In: Plotkin SA, Orenstein WA, Offit PA, editors. Vaccines. 5th ed. Elsevier Inc.; 2008. p.311-52. http://www.disthai.com/
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Japanese encephalitis. In: Dupont HL, Steffen R, editors. Textbook of Travel Medicine and Health. 2nd ed. Hamilton: B.C. Decker Inc.; 2001. p.312-4.
  • นศ.พ.เฉลิมเกียรติ สุวรรณเทน.รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า. Japanese Encephalitis. วารสารสมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.ปีที่ 6.ฉบับที่4.ตุลาคม-ธันวาคม 2554.หน้า 93-100
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Diseases caused by arboviruses: dengue haemorrhagic fever and Japanese B encephalitis. Med J Aust. 1994;160:22-6.
  • โอฬาร พรหมาลิขิต.วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี.ตำราวัคซีน.สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย.หน้า 127-135
  • Thisyakorn U, Nimmannitya S. Japanese encephalitis in Thai children, Bangkok, Thailand. Southeast Asian J Trop Med Public Health. 1985;16:93-7.
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โครงการเสริมภูมิคุ้มกันโรคและวัคซีนไข้ สมองอักเสบเจอีในประเทศไทย. ประจำปี Available from:
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Studies on Flaviviruses in Thailand. In: Miyai K, Ishikawa E, editors. Progress in Clinical Biochemistry: Proceedings of the 5th Asian-Pacific Congress of Clinical Biochemistry; 1991 Sept 29-Oct 4; Kobe, Japan. Amsterdam: Excerpta Medica; 1992. p.985-7.
  • อุษา ทิสยากร, สุจิตรา นิมมานนิตย. Viral meningitis และ encephalitis ในเด็ก. วารสารโรคติดเชื้อ และยาตานจุลชีพ. 2528;2:6-10.
  • สุจิตรา นิมมานนิตย, อุษา ทิสยากร, อนันต นิสาลักษณ, Hoke CH, Gingrich J, Leake E. Outbreak of Japanese encephalitis-Bangkok Metropolis. รายงาน การเฝาระวังโรคประจําสัปดาห. 2527;15:573-6.
  • นพ.คำนวน อึ้งชูศักดิ์.โรคไข้สมองอักเสบจากไวรัสเจอี ถึงจะร้ายแต่ก็ป้องกันได้.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่108.คอลัมน์กันไว้ดีกว่าแก้.เมษายน.2531
  • สำนักระบาดวิทยา.สรุปรายงานการเฝ้าระวัง โรคประจำปีนนทบุรี:สำนักระบาดวิทยา กองควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข; รายปี2552: 21-23.
  • สมบุญ เสนาะเสียง, อัญชนา วากัส, ฐิติพงษ์ ยิ่งยง. Situation of encephalitis and Japanese B Encephalitis, Thailand, 2009. Weekly Epidemiological Surveillance Report. 2010;41:33-5.
  • อุษา ทิสยากร. ไขสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส แจแปนนิส. ใน: อุษา ทิสยากร, จุล ทิสยากร, บรรณาธิการ. กุมารเวชศาสตรเขตรอน. กรุงเทพฯ: ดีไซร จํากัด; 2536. น.89-97
  • วรรณี ลิ่มปติกุล, อุษา ทิสยากร. การติดเชื้อ Japanese Encephalitis Virus ที่โรงพยาบาลสงขลา. วารสารวิชาการเขต 2541;9:65-71.
  • Weekly epidemiological record. Japanese Encephalitis. 2015;90:69-88.
  • อ.นพ.วินัย รัตนสุวรรณ.โรคไข้สมองอักเสบ.บทความความรู

6

โรคต่อมลูกหมากโต (Benign prostatic hypertrophy-BPH)
โรคต่อมลูกหมากโตเป็นอย่างไร ต่อมลูกหมาก (prostate gland) คือต่อมของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ในผู้ชาย อยู่ตรงข้างหลังของคอกระเพาะปัสสาวะในอุ้งเชิงกรานหลังกระดูกหัวหน่าว มีรูปร่างเหมือนลูกเกาลัด ต่อมมี 5 กลีบ หนักราว 20 กรัม (ขนาดเท่าผลลิ้นจี่) มีหน้าที่สร้างน้ำเมือก (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของน้ำเชื้อ) เพื่อตัวอสุจิว่ายและก็กินเป็นอาหาร  โดยธรรมดาต่อมลูกหมากจะหยุดเติบโตภายหลังอายุ 20 ปี  จนกระทั่งอายุโดยประมาณ 45 ปี จะมีการเพิ่มขนาดขึ้นอีกรอบ และก็เป็นจุดเริ่มแรกของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตถือได้ว่าปัญหาสุขภาพที่น่าไม่ค่อยสบายใจของคุณผู้ชายทั้งหลายแหล่ โดยปกติคนเจ็บโรคต่อมลูกหมากโตจะอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป เมื่ออายุมากขึ้นต่อมลูกหมากจะค่อยๆโตขึ้น ว่ากันว่าชายแก่ 2 ใน 5 คนจะมีลักษณะอาการถ่ายปัสสาวะไม่ปกติ อาการดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการที่ต่อมลูกหมากซึ่งอยู่ล้อมท่อฉี่มีขนาดโตขึ้นและก็ไปบีบท่อปัสสาวะให้แคบลง
แล้วก็ยังมีรายงานการศึกษาค้นคว้าวิจัยหลายๆชิ้นสรุปว่า ในผู้ชายที่แก่ 50 ปีขึ้นไป มักตรวจพบโรคต่อมลูกหมากโต ด้วยเหตุว่าความผิดปกติทางด้านขนาดและก็จำนวนเซลล์ต่อมลูกหมาก เมื่อขนาดของต่อมลูกหมากโตขึ้น จะส่งผลส่งผลให้เกิดการอุดกันของระบบทางเท้าเยี่ยว ปัสสาวะบ่อย ทุกข์ยากลำบาก จะต้องเบ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน กลั้นฉี่ไม่อยู่ ท้ายที่สุดอาจเยี่ยวไม่ออก และมีปัญหาเกี่ยวกับของลับไม่แข็ง หลักการทำงานของต่อมลูกหมากอาศัยการกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศชายซึ่งส่วนใหญ่สร้างจากอัณฑะ ซึ่งฮอร์โมนเพศชายนี้ยังเกี่ยวโยงกับการกระตุ้นการโตของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย โดยความไม่ดีเหมือนปกติของต่อมลูกหมากที่พบบ่อยในชายไทยหมายถึงโรคต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia; BPH) โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) และต่อมลูกหมากอักเสบ (prostatis) ปริมาณร้อยละ 80 18 แล้วก็ 2 ตามลําดับ  โดยโรคต่อมลูกหมากโตนี้ เป็นโรคพบได้ทั่วไปมากมายของผู้ชายวัยตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยเจอได้ราว 30-40% ของเพศชายวัย 50-60 ปี รวมทั้งเมื่ออายุ 85 ปีจะเจอโรคนี้ได้มากถึง 90% โรคนี้เจอได้ในเพศชายทั่วโลก ทุกเชื้อชาติ
ที่มาของโรคต่อมลูกหมากโต ในขณะนี้ ยังไม่เคยทราบปัจจัยที่แจ่มชัดของการเกิดโรคต่อมลูกหมากโต แต่หมอเชื่อว่า เมื่อชายสูงอายุขึ้นจะส่งผลต่อการผลิตกรุ๊ปฮอร์โมนเพศชายจากอัณฑะที่ชื่อ แอนโดรเจน (Androgen) จึงทำให้ร่างกายขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายประเภทต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างฮอร์โมน เทสโทสสเตอโรน  (Testosterone) กับฮอร์โมน ไดไฮโดรเทสโทสสเตอโรน () (DHT) ซึ่งภาวะนี้นำมาซึ่งการทำให้เซลล์ของต่อมลูกหมากมีการเจริญวัยเปลี่ยนไปจากปกติได้ ที่เรียกว่า โรคต่อมลูกหมากโต
ฮอร์โมนที่เชื่อว่าเป็นต้นเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต
ที่มา :  Wikipedia
ยิ่งกว่านั้นยังคาดคะเนว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะกรรมพันธุ์ โดยเฉพาะมีลักษณะอาการออกจะรุนแรงในฝูงคนที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งต้องรับการดูแลรักษาโดยผ่าตัดชอบมีประวัติว่าคนในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
นอกจากนี้ยังคาดคะเนว่าอาจเกิดขึ้นเนื่องจากพันธุกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีลักษณะค่อนข้างจะร้ายแรงในกลุ่มของผู้คนที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งจำเป็นต้องรับการดูแลรักษาโดยผ่าตัดมักจะมีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
ลักษณะของโรคต่อมลูกหมากโต ลักษณะโรคต่อมลูกหมากโตนั้น มีเหตุที่เกิดจากเมื่อต่อมลูกหมากโตขึ้น จะไปนำมาซึ่งการระคายเคืองต่อท่อปัสสาวะ และก็เมื่อต่อมฯยิ่งโตขึ้น ก็จะกดเบียดทับ หรือแทรกรัดรอบๆท่อเยี่ยว จึงนำมาซึ่งการทำให้ท่อเยี่ยวตีบแคบลง จนถึงบางทีอาจตัน ด้วยเหตุดังกล่าวลักษณะของโรคต่อมลูกหมากโต ก็คือ

  • ลุกขึ้นยืนถ่ายปัสสาวะช่วงดึกมากยิ่งกว่า 1 - 2 ครั้ง
  • สายเยี่ยวไม่พุ่ง ไหลช้า หรือไหลๆหยุดๆ
  • กำเนิดความรู้สึกว่าการขับถ่ายเยี่ยวเกิดเรื่องวุ่นวายในชีวิตประจำวัน
  • ไม่สามารถที่จะกลั้นปัสสาวะได้ จะต้องรีบเข้าสุขาทันทีที่ปวดเยี่ยว
  • ต้องเบ่งหรือรอนานกว่าจะสามารถฉี่ออกมาได้
  • รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ทำให้ต้องการปัสสาวะอยู่เรื่อย
  • เยี่ยวหลายครั้ง ห่างกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง


และก็ในผู้เจ็บป่วยบางรายอาจมีอาการชิ้งฉ่องเป็นเลือด เพราะเหตุว่าเบ่งถ่ายนานๆอาจจะก่อให้หลอดเลือดดำที่ท่อฉี่คั่ง แล้วแตกกระทั่งมีเลือดออกมาได้  ทั้งนี้โรคต่อมลูกหมากโตอาจมีภาวะแทรกซ้อนอย่างเช่น  ฉี่ไม่ออกเลย ทางเท้าเยี่ยวอักเสบ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ไตเสื่อมหรือกระเพาะปัสสาวะเสื่อม ปัสสาวะเป็นเลือด  เป็นต้น ซึ่งบางทีอาจเจอได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของผู้เจ็บป่วยต่อมลูกหมากทั้งปวง
ขั้นตอนการรักษาโรคต่อมลูกหมากโต การตรวจวินิจฉัยคนไข้โรคต่อมลูกหมากโต

  • การซักประวัติความเป็นมา บ่อยแพทย์ให้ผู้ป่วยทำแบบสำรวจ (IPSS) เพื่อประเมินความรุนแรงของความแตกต่างจากปรกติของการฉี่
  • การตรวจทวารหนักเพื่อลูบคลำต่อมลูกหมาก เนื่องมาจากต่อมลูกหมากอยู่ในร่างกาย ด้วยเหตุดังกล่าว การใช้นิ้วทาสารหล่อลื่นคลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนักจะเป็นแนวทางการตรวจร่างกายที่ง่ายที่สุดสำหรับเพื่อการประเมินถึงลักษณะทางภายกายภาพของต่อมลูกหมาก และที่สำคัญยังสามารถบอกได้ถึงความเปลี่ยนไปจากปรกติที่สงสัยมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยโดยแม้พบว่ามีลักษณะโต ผิวเรียบแสดงว่าเป็นต่อมลูกหมากโตธรรมดา แม้กระนั้นถ้าหากมีลักษณะโตผิวไม่เรียบหรือค่อนข้างแข็ง น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • การตรวจเยี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญ และจึงควรทำในคนป่วยทุกราย เพื่อมองว่ามีการอักเสบติดเชื้อ มีเม็ดเลือดไม่ดีเหมือนปรกติหรือไม่ และก็ยังเป็นการบอกถึงความเปลี่ยนไปจากปรกติของร่างกายในระบบอื่นได้
  • การพิสูจน์เลือดเพื่อหาค่า PSA (prostatic specific antigen) ซึ่งจะตรวจต่อเมื่อคนป่วยมีสุขภาพโดยรวมแข็งแรง แล้วก็คงจะมีชีวิตยืนยาวมากกว่า 10 ปีขึ้นไป เพราะโรคมะเร็งต่อมลูกหมากระยะต้น มีลัษณะทิศทางจะโตแล้วก็ลุกลามช้าโดยหมอจะตรวจค้นเอนไซม์ในเลือด ชื่อ พี.เอส.เอ (PSA : Prostate Specific Antigen) ซึ่งมีค่าปกติประมาณ 0 - 4 ng/ml (ท้องนาโนกรัมต่อมิลลิลิตร) และก็ถ้าหากพบว่าผลเลือดสูงยิ่งกว่าปกติ แพทย์จะเสนอแนะให้ตัดชิ้นเนื้อของต่อมลูกหมาก โดยใช้เข็มเล็กๆผ่านทางทวารหนัก และก็นำไปตรวจโดยกล้องจุลทรรศน์ว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากไหม
  • การตรวจอัลตราซาวน์ ส่วนมากมักใช้เมื่อมีความผิดปรกติสำหรับการตรวจปัสสาวะ แม้กระนั้นตอนนี้เป็นที่นิยมส่งตรวจกันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะเหตุว่าไม่มีอันตรายและก็ให้ประโยชน์สูง
  • การตรวจความแรงสำหรับเพื่อการไหลของเยี่ยว (Uroflowmetry) ชอบร่วมกับการตรวจฉี่ที่เหลือค้างภายหลังจากเยี่ยวหมดแล้ว มีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการประเมินความร้ายแรงรวมทั้งติดตามการดูแลและรักษา
  • การตรวจอื่นๆดังเช่น การส่องกล้อง การตรวจยูโรวิชาพลศาสตร์จะทำเมื่อมีข้อชี้ชัดที่กระจ่างแจ้ง


การดูแลและรักษาโรคต่อมลูกหมากโตบางทีอาจจำต้องใช้หลายๆแนวทางร่วมกัน แต่ว่าโดยหลักๆแล้วสามารถแบ่งได้เป็น 3 วิธีดังต่อไปนี้การเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต การใช้ยารักษา การผ่าตัด ซึ่งมีรายละเอียดเป็น

  • การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน: โดยแพทย์จะเลือกใช้กรรมวิธีการนี้ในกรณีผู้ป่วยมีลักษณะจากโรคต่อมลูกหมากโตออกจะน้อย และก็อาการของคนไข้ยังไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วย โดยการปรับพฤติกรรมฯ คือการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้อาการคนเจ็บห่วยแตกลง ดังเช่น
  • เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มขั้นต่ำ 1-2 ชั่วโมงก่อนนอน วิธีนี้จะช่วยลดการปวดเยี่ยวในค่ำคืนได้ แต่ว่าก็ไม่ควรอดหรือลดปริมาณการดื่มน้ำในทุกๆวัน
  • งดเว้นดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน หรือลดปริมาณลงเพื่อไม่ให้เกิดการเคืองที่กระเพาะปัสสาวะรวมทั้งทำให้อาการไม่ดีขึ้น
  • บริหารร่างกาย มีการศึกษาค้นคว้าพบว่าการออกกำลังกายด้วยการเดินอย่างต่ำวันละ 30-60 นาทีต่อวันจะช่วยให้อาการดียิ่งขึ้น
  • จำกัดการรับประทานยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ การใช้ยาทั้ง 2 ชนิดจะมีผลให้ปัสสาวะได้ทุกข์ยากลำบาก เนื่องด้วยยาจะเข้าไปทำให้กล้ามรอบๆท่อฉี่ที่ควบคุมการไหลของปัสสาวะหดตัว
  • ทานอาหารที่มีสาระ การรับประทานอาหารที่ดีมีสาระจะช่วยในเรื่องเกี่ยวกับการควบคุมน้ำหนัก ทำให้ความเสี่ยงโรคอ้วนต่ำลงซึ่งเกี่ยวของกับโรคต่อมลูกหมากโต
  • ฝึกการเข้าส้วม การเข้าส้วมทุกๆ4-6 ชั่วโมงเป็นแนวทางการอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยได้มากในกลุ่มคนเจ็บที่ปัสสาวะบ่อยมากและไม่สามารถกลั้นได้
  • ฉี่ทีละ 2 หน เพื่อไม่ให้เยี่ยวเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะนำมาซึ่งอาการปวดฉี่และก็ปัสสาวะบ่อย ดังเช่น เมื่อฉี่ไปแล้ว ให้รออีกราวๆ 5 นาที แล้วปัสสาวะซ้ำอีกที ระหว่างคอย บางทีอาจเปลี่ยนท่า ยกตัวอย่างเช่น ลุกขึ้นยืน ฯลฯ
  • ทำการฝึกฝนความแข็งแรงของกล้ามอุ้งเชิงกราน(ฝึกหัดขมิบก้นเพื่อกลั้นปัสสาวะ วิธีฝึกเช่นเดียวกับที่สตรีฝึกหัดขมิบช่องคลอด) ตามหมอ/พยาบาลแนะนำอย่างเคร่งครัด
  • เมื่อจะต้องออกจากบ้าน ควรจะคิดแผนประเด็นการเยี่ยว(การใช้ห้องสุขา)ไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อเกิดความสบายสำหรับการฉี่
  • การใช้ยาต่างๆ: ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้ในคนเจ็บที่ใช้กรรมวิธีการปรับพฤติกรรมฯไม่เป็นผล หรือในคนไข้ที่ตั้งแต่ก่อนมีลักษณะอาการรุนแรงระดับปานกลาง หรือมีอาการที่มีผลต่อการใช้ชีวิติทุกวัน ซึ่งยารักษาโรคต่อมลูกหมากโต ในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2-3 ประเภท บางจำพวกเป็นยาลดอาการหดเกร็งกล้ามเนื้อที่บีบท่อปัสสาวะ บางประเภทมีสรรพคุณลดขนาดต่อมลูกหมาก และบางชนิดเป็นสมุนไพรที่สกัดขึ้นเพื่อลดอาการบวม หมอจะเป็นผู้พิจารณาการให้ยาตามสมควรซึ่งยาที่ใช้รักษาอาการของโรคต่อมลูกหมากโต สามารถแบ่งออกได้ 3 กรุ๊ปดังต่อไปนี้ ยาในกลุ่มอัลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha adrenergic blockers)   ซึ่งอดีตจะใช้เป็นยาลดระดับความดัน แต่ว่าปัจจุบันนี้ได้ปรับปรุงต่อจนถึงส่งผลต่อความดันเลือดน้อยมาก ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์เร็ว ผู้ป่วยจะรู้สึกฉี่สะดวกขึ้นภายใน 3 วัน แต่ถ้าเกิดหยุดยารวมทั้งอาการก็จะกลับมาอย่างเร็ว ยาในกลุ่มนี้จะใช้กันแพร่หลายที่สุด พราโซซิน (prazosin) เทราโซสิน (tera-zosin) ดอกซาโซสิน (doxazosin) ยาที่ยับยั้งการผลิตฮอร์โมน (DHT) (Dihydrotestosterone)  ยาในกลุ่มนี้จะลดการผลิตฮอร์โมน DHT ซึ่งจำเป็นต้องต่อการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมาก แม้ว่าจะออกฤทธิ์ช้า แต่สามารถลดขนาดของต่อมลูกหมากได้ในระดับหนึ่ง จะเป็นประโยชน์เฉพาะคนไข้ที่มีต่อมลูกหมากออกจะโต ไฟทุ่งนาสเตอไรด์ (fina-steride) ยาสมุนไพร มีอยู่หลายประเภท สำหรับชนิดที่แพร่หลายที่สุดหมายถึงจากสมุนไพรชื่อ Saw palmetto แต่ว่าประสิทธิภาพยังคลุมเครือนัก
  • การผ่าตัด: หมอจะเลือกใช้กระบวนการนี้เมื่อผู้ป่วยใช้ยาแล้วไม่ได้เรื่อง โดยการผ่าตัดมีหลายวิธี ขึ้นกับ อาการ สุขภาพคนเจ็บ ความต้องการของคนไข้และก็ครอบครัว และดุลยพินิจของแพทย์ ใน เดี๋ยวนี้นิยมผ่าตัดโดยการใช้กล้องส่องผ่านท่อเยี่ยว (transurethral resection of the prostatic หรือ TURP) เป็นการผ่าตัดเป็นวิธีรักษาโดยขูดต่อมลูกหมากด้วยกล้องผ่านทางท่อฉี่ หรือที่เพื่อตัดต่อมลูกหมากมายออกเป็นชิ้นเล็กๆซึ่งสามารถทำเป็นโดยหมอฟุตบาทเยี่ยว หรือศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแค่นั้น ในระหว่างผ่าตัดคนเจ็บจะได้รับการวางยาเฉพาะข้างล่าง ทำให้ไม่เคยทราบสึกเจ็บ ในระยะ 3 - 4 วันแรกแพทย์จะใส่สายสวนฉี่เพื่อกระเพาะปัสสาวะได้พัก และรอคอยให้ฉี่ใสซะก่อนจึงจะเอาสายสวนฉี่ออก คนเจ็บจะมีอาการข้างใน 2 - 4 สัปดาห์ วิธีนี้แพทย์จะใช้กับคนเจ็บที่มีลักษณะหนัก หรือมีภาวะแทรกซ้อน นอกจากนี้ยังมีวิธีอื่นๆอีกอย่างเช่น  การใช้คลื่นความร้อน ยกตัวอย่างเช่น ไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ หรือเลเซอร์ ผ่านเข้าไปที่ต่อมลูกหมาก เพื่อทำให้ต่อมลูกหมากฝ่อและเล็กลง ซึ่งเป็นวิธีที่หมอเลือกใช้ในรายคนป่วยที่ไม่เหมาะสมกับการผ่าตัดรวมถึงวิธี การขยายท่อฉี่โดยการใส่ท่อคาไว้ (prostatic urethral stent) ซึ่งเหมาะกับผู้เจ็บป่วยที่ผ่าตัดไม่ได้  หรือปฏิเสธการผ่าตัด
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อเกิดโรคต่อมลูกหมากโต

  • ผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีประวัติว่าคนในครอบครัวมีปัญหาหรือเคยป่วยด้วยโรคต่อมลูกหมากโต
  • คนที่มีความผิดธรรมดาของอัณฑะ
  • ผู้มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • คนที่ขาดการออกกำลังกาย
  • คนที่มีอาการป่วยเป็นโรคหัวใจและโรคเบาหวาน


การติดต่อของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่เกิดจากการขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายหลายๆชนิด ซึ่งจะก่อให้เซลล์ของต่อมลูกหมากเติบโตผิดปกติ มักกำเนิดในผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป แล้วก็โรคต่อมลูกหมากโตนี้ มิได้เป็นโรคติดต่อและไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน และจากสัตว์สู่คนอะไร

การกระทำตนเมื่อป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต

  • ฝึกหัดเยี่ยวให้เป็นเวลา อาทิเช่น ทุก 3 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็ค่อยๆปรับช่วงเวลาตามอาการเพื่อคุ้มครองการกลั้นเยี่ยวไม่อยู่
  • ฉี่ครั้งละ 2 ครั้ง เพื่อไม่ให้ปัสสาวะเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะนำไปสู่อาการปวดปัสสาวะแล้วก็ปัสสาวะหลายครั้ง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อฉี่ไปแล้ว ให้รออีกโดยประมาณ 5 นาที แล้วฉี่ซ้ำอีกรอบ ระหว่างคอย อาจแปลงท่า อย่างเช่น ลุกขึ้นยืน เป็นต้น
  • ทำฝึกหัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยการฝึกขมิบตูด/ขมิบเพื่อกลั้นฉี่
  • กินน้ำในวันแล้ววันเล่าให้พอเหมาะ อย่าให้มากเกินไป
  • ลด หรือเลิกดื่มเครื่องดื่มมีกาเฟอีน
  • ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท
  • หลบหลีกการใช้ยาบางจำพวกที่จะทำให้อาการคนเจ็บแย่ลง ดังเช่น ยาขับเยี่ยว ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาโรคไม่มีชีวิตชีวา
  • การกินของกินมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบบริบรูณ์ทุกๆวันในปริมาณที่เหมาะสม ร่วมกับการออกกำลังกายตามสมควรกับสุขภาพทุกวี่ทุกวัน เพื่อการควบคุมน้ำหนัก และไม่ให้กำเนิดโรคอ้วน
  • เมื่อต้องออกมาจากบ้าน ควรจะวางแผนประเด็นการใช้ห้องอาบน้ำไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อกำเนิดความสะดวกสำหรับในการฉี่
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่น อากาศที่หนาว จะทำให้อาการแย่ลง
  • ระวังอย่าให้ท้องผูก


การคุ้มครองตัวเองจากโรคต่อมลูกหมากโต เดี๋ยวนี้ยังไม่มีวิธีใดที่ช่วยคุ้มครองป้องกันปัญหาต่อมลูกหมากโตได้อย่างแท้จริงเนื่องจากยังไม่รู้จักสาเหตุที่กระจ่างของโรคนี้ และความเสี่ยงต่อโรคที่สำคัญที่ไม่สามารถที่จะปรับแต่งได้นั้นก็คืออายุที่มากขึ้น ดังนั้นวิธีที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือเพศชายที่แก่ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปควรได้รับการตรวจต่อมลูกหมากเป็นประจำทุกปี รวมทั้งควรจะหมั่นพินิจความผิดปกติของระบบฟุตบาทฉี่ ดังเช่นว่า ถ้าหากมีอาการปัสสาวะทุกข์ยากลำบาก จำต้องใช้แรงเบ่งนานๆฉี่ไม่พุ่ง ช่วงเวลากลางคืนจำเป็นต้องลุกขึ้นมาฉี่ บ่อยมาก หรือฉี่เป็นเลือด ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวิเคราะห์สาเหตุให้แจ่มกระจ่าง  เมื่อพบว่าเป็นต่อมลูกหมากโตก็ควรจะรับประทานยารักษา หรือกระทำการผ่าตัดปรับปรุงตามคำแนะนำของแพทย์ 
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครอง/รักษาโรคต่อมลูกหมากโต พืชสมุนไพรที่มีรายงานการวิจัยทางสถานพยาบาลว่ามีฤทธิ์รักษาโรคต่อมลูกหมากโตเป็นต้นว่า มะเขือเทศ รวมทั้งฟักทอง โดยให้ผู้เจ็บป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าอยู่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตระยะเริ่มต้นรับประทานซอสมะเขือเทศเข้มข้น (Tomato paste) วันละ 50 กรัม (มี lycopene อยู่ 13 มิลลิกรัม) ต่อเนื่องกัน 10 สัปดาห์พบว่า มีผลทำให้ค่า prostate-specific antigen (PSA) ในเลือดซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวการณ์ต่อมลูกหมากโตต่ำลง รวมทั้งการศึกษาเล่าเรียนทางสถานพยาบาลโดยให้คนเจ็บกินแคปซูลสารสกัดเม็ดฟักทองขนาด 1000 มิลลิกรัมต่อวัน มีผลทำให้คนป่วยโรคต่อมลูกหมากโตมีลักษณะอาการ เมื่อกินติดต่อกันนาน 12 อาทิตย์
มะเขือเทศ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum lycopersicum ตระกูล Solanaceae มีหลายการเรียนพบว่าไลโคพีนในมะเขือ เทศสามารถลดระดับ PSA รวมทั้งคุ้มครองการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยผ่านกลไกการทำงานต่างๆได้แก่ การลดการ เกิด lipid oxidation ต้านอนุมูลอิสระ และ ลดการสังเคราะห์ 5- alpha dihydrotestosterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการโตของต่อมลูกหมาก และก็ยังพบว่าการบริโภคไลวัวพีนจากสินค้า มะเขือเทศซึ่งนำมาซึ่งการทำให้ผู้บริโภคหรูหราไลโคพีนในเลือดสูงมากขึ้นจะสามารถลดระดับ PSA ในคนป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้  Schwarz และก็คณะ (2008) ศึกษาในผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโต (PSA > 4 mg/L) บริโภคไลวัวพีนวันละ 15 mg นาน 6 เดือน พบว่าสามารถคุ้มครองปกป้องต่อมลูกหมากโตได้เมื่อตรวจทางทาวรหนักแล้วก็การตรวจอัลตราซาวด์แล้วก็ระดับ PSA ต่ำลงร้อยละ 11 เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุมที่ได้รับยาหลอก (placebo) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.05) รวมทั้งวิธีการทำแบบสอบถามลักษณะของต่อมลูกหมากฉบับนานาชาติ (International Prostate Symptom Score; IPSS) พบว่ากลุ่มที่ได้รับไลวัวพีนมีอาการของต่อมลูกหมากเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนที่จะมีการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีการเรียนรู้ในคนไข้โรคต่อมลูกหมากโตที่มีความเสี่ยงสูงถึงปริมาณร้อยละ 80 ที่จะเป็นโรคโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในอนาคต (High Grade Prostatic Intraepithelial Neoplasia; HGPIN) โดยกลุ่มทดลองที่ได้รับไลวัวพีนวันละ 8 mg ตลอดวันแล้ววันเล่านาน 1 ปี (20 คน) เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม (20 คน) พบว่ากรุ๊ปที่ได้รับไลโคพีนมีระดับ PSA น้อยลง จาก 6.07 mg/L เป็น 3.5 mg/L คิดเป็นปริมาณร้อยละ 42 และมีไลวัวพีนในเลือดเพิ่มขึ้นจาก 360 เป็น 680 mg/L แล้วก็เมื่อสิ้นสุดการเรียนพบว่ากลุ่มทดลองมีคนเจ็บจำนวน 2 ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ในขณะผู้เจ็บป่วยกรุ๊ปควบคุมปริมาณ 6 ไม่ได้รับประทานอาการที่มีไลวัวพีน (มะเขือเทศ แตงโม) ตลอดตอนที่ทำงานศึกษาหรูหรา PSA เพิ่มสูงขึ้น แล้วก็คนที่มีระดับไลโคพีนในเลือดน้อยลงกลายเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้น ซึ่งแปลว่าการบริโภคไลวัวพีนนาน 1 ปีสามารถคุ้มครองการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้เจ็บป่วยที่มีการเสี่ยงสูงได้
ฟักข้าว มีชื่อสามัญว่า Spring bitter cucumber ชื่อวิทยาศาสตร์หมายถึงMomordica Cochinchinensis Spreng.  ฟักข้าว คือผลไม้ที่อุดมด้วยไลวัวป่ายปีน และก็สารพฤษเคมีอื่นๆในกรุ๊ปแคโรทีนอยด์ อาทิเช่น เบต้า-แคโรทีน สูงขึ้นยิ่งกว่าแครอท 10 เท่า มีวิตามินซีมากยิ่งกว่าส้ม 40 เท่า มีซีแซนทีนมากกว่า ข้าวโพด 40 เท่า อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินเอ กรดไขมันโอเมก้า-3, โอเมก้า-6 และโอเมก้า-9 ช่วยเสริมฤทธิ์สำหรับในการต้านอนุมูลอิสระสูง รวมทั้งการไหลเวียนของโลหิต  และก็ในฟักข้าว มีไลโคป่ายปีน จำพวกพิเศษ เรียกว่า ไลโปแคโรทีน (Lipocarotene) เป็นกรดไขมันสายยาวที่ช่วยจับแคโรทีน ก็เลยช่วยซึมซับแคโรทีน ฟักข้าว ก็เลยเป็นแหล่งของไลโคไต่ ที่ยอดเยี่ยม  ไลวัวป่ายปีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์แล้วว่า ช่วยชะลอความเฒ่า ต้านทานความเสื่อมโทรมของร่างกาย ช่วยลดโรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมากในเพศชาย โดยต่อมลูกหมาก คือต่อมที่สร้างน้ำเลี้ยงน้ำเชื้อ ต่อมลูกหมากตั้งอยู่ระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับท่อเยี่ยว เมื่อเพศชายอายุสูงขึ้นคือ ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศชาย(เทสโทสเตอโรน) ลดลง นำมาซึ่งการทำให้เซลล์ในต่อมลูกหมาก แบ่งตัวมากขึ้น ต่อมลูกหมากจึงโตขึ้น แล้วก็แม้มีการอักเสบร่วมด้วยก็จะได้โอกาสกำเนิดโรคมะเร็ง ได้สูงขึ้น ไลโคป่ายปีน จะควบคุมการโตของต่อมลูกหมาก ช่วยทำให้เซลล์ของมะเร็งฝ่อตาย รวมทั้งลด การแบ่งเซลล์ของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วย
หญ้าหนวดแมว ชื่อวิทยาศาสตร์ : Orthosiphon stamineus Benth.   วงศ์ : Labiatae หรือ Lamiaceae   สรรพคุณหญ้าหนวดแมว ช่วยขับเยี่ยว ทำให้การหลั่งฉี่มากขึ้น นอกจากนี้ ในแบบเรียนยาหลายฉบับเอ๋ยถึงคุณประโยชน์ต่างๆได้แก่  ตำราเรียนยาใช้ใบ และก็ลำต้นการดูแลและรักษา และก็ป้องกันโรคฟุตบาทฉี่ ลำต้น ใช้อีกทั้งแบบสดหรือแบบแห้ง ด้วยการต้มดื่ม โดยยิ่งไปกว่านั้นชายเฒ่าที่ช่วยแก้โรคต่อมลูกหมากโต และแก้ปัญหาเยี่ยวขัดข้อง รวมถึงมีฤทธิ์ในการขับกรดยูริก
เถาวัลย์เปรียง ชื่อวิทยาศาสตร์ Derris scandens (Roxb.) Benth  ชื่อสกุล Papilionaceae  สรรพคุณ:           ตำรายาประจำถิ่น: ใช้เถา ขับปัสสาวะ แก้กษัยเหน็บชา ถ่ายกษัย แก้เอ็นขอด ถ่ายเสมหะ ไม่ถ่ายอุจจาระ ทำให้เส้นเอ็นอ่อนลง ขับเยี่ยว แก้เยี่ยวทุพพลภาพ
กระเจี๊ยบแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa L. ชื่อตระกูล Malvaceae  สรรพคุณ:     ตำราเรียนยาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา  การศึกษาเล่าเรียนทางคลินิก: ลดระดับความดันเลือด ยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินฉี่ ทำให้ผู้เจ็บป่วยโรคนิ่วในท่อไต ถ่ายปัสสาวะสะดวกขึ้น คนไข้กระเพาะปัสสาวะอักเสบมีอาการปวดแสบเวลาเยี่ยวลดลง  แบบรวมทั้งขนาดวิธีใช้ยา:   ขับฉี่ ใช้สมุนไพรแห้ง บดเป็นผุยผง 3 กรัม (หรือ 1 ช้อนชา) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน หรือจนกว่าอาการจะหาย
เอกสารอ้างอิง

  • โรคต่อมลูกหมายโต .สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
  • Mohanty NK, Saxena S, Singh UP, Goyal NK, Arora RP. Lycopene as a chemopreventive agent in the treatment of high-grade prostate intraepithelial neoplasia. Urol Oncol Sem Orig Invest 2005;23:383-385
  • สมุนไพรตัวไหนบ้างที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโต.กระดานถาม-ตอบ.สำรักงานสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติอาชานานุภาพ.ต่อมลูกหมากโต.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่345.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.มกราคม.2551
  • รศ.นพ.อนุพันธ์ ตันติวงศ์.ต่อมลูกหมากโต.ภาวิชาศัลย์ศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ต่อมลูกหมากโต-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Wei MY, Giovannucci EL. Lycopene, tomato products, and prostate cancer incidence: A review and reassessment in the PSA screening era. J Oncol 2012:2012:1-7. (doi: 10.1155/2012/271063)
  • เอมอร.ชัยประทีป.ผลของมะเขือเทศที่อุดมไปด้วยไลโคพีนในโรคต่อมลูกหมากโตและมะเร็งต่อมลูกหมาก.คอลัมน์นิพนธ์ปริทัศน์.นิตยสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ.ปีที่10.ฉบับที่3.ก

7

สมุนไพรหญ้าผมหงอก
ต้นหญ้าผมหงอก Eriocaulon sexangulare Linn.
หญ้าผมหงอก (จันทบุรี).
  พืชล้มลุก ใบเลี้ยงลำพัง. ใบ แบบใบหญ้า ออกเป็นกลุ่มที่โคนต้น มีขนาดกว้าง 3-6 มิลลิเมตร ยาว 7-30 เซนติเมตร ปลายแหลม หมดจด มีเส้นใบขนานกันตามทางยาว 15-17 เส้น. ดอก ออกเป็นช่อ ก้านช่อยาว 10-20 ซม. เกลี้ยง เป็นสัน 5 สัน มีดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศภรรยาอยู่บนช่อเดียวกัน ดอกอัดกันแน่นเป็นหัวแทบกลม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-6 มม. มีใบตกแต่งช่อดอกโดยประมาณ 10 ใบ รูปไข่ป้อมๆยาวประมาณ 2.5 มม. ดอกเพศผู้ มีกลีบรองกลีบดอกไม้ 2 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นหลอด สีขาว เกลี้ยง กลีบดอกไม้เชื่อมชิดกันเป็นหลอด ปลายกลีบมี 3 หยัก ยาว 1.5 มิลลิเมตร เกสรผู้ 6 อัน เรียงเป็นสองวง อับเรณูรูปรี. [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอกเพศภรรยา มีกลีบรองกลีบ 2 กลีบ ไม่ชิดกัน โค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม มีขนาดกว้างราวๆ 1 มิลลิเมตร ยาว 2 มม. ปลายแหลม หรือ มน กลีบดอก 3 กลีบ รูปช้อนค่อนข้างยาว ยาวโดยประมาณ 1.5 มิลลิเมตร ไม่ชิดกัน ปลายกลีบมีต่อมสีดำขนาดเล็ก 1 ต่อม หลอดรังไข่สั้นมากมาย ปลายแยกเป็น 3 อัน. ผล แก่จัดจะแห้ง และแตก ผลมีเปลือกบาง มักจะมี 3 พู. เม็ด รูปไข่ ยาวราวๆ 0.6 มม. มีขนสั้นๆและก็นุ่มกระจาย.

นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นดังที่ลุ่ม
สรรพคุณ : ต้น ต้นสดใช้เข้าเครื่องยา เป็นยาสงบประสาท ลดไข้ แก้ปวด แล้วก็ขับฉี่

Tags : สมุนไพร

8

โรคไมเกรน (Migraine)
โรคไมเกรนเป็นยังไง โรคไมเกรนมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ อย่างเช่น โรคปวดหัวไมเกรน , โรคปวดศรีษะด้านเดียว , โรคลมตะกัง ฯลฯ  โรคไมเกรนเป็นโรคที่นำไปสู่ลักษณะของการปวดหัวเรื้อรังชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่สำคัญคือ ลักษณะของการปวดหัวนั้นมักจะปวดข้างเดียว หรือเริ่มปวดฝ่ายเดียวก่อนแล้วจึงปวดทั้งสองข้าง และก็แต่ละครั้งที่ปวดมักจะย้ายข้างไปๆมาๆหรือย้ายตำแหน่งได้  แม้กระนั้นบางครั้งก็อาจจะปวดทั้งสองข้างขึ้นมาพร้อมๆกันตั้งแต่ทีแรก  ลักษณะของการเกิดอาการปวดชอบปวดตุ๊บๆเป็นระยะๆแม้กระนั้นก็มีบางครั้งบางคราวที่ปวดแบบทื่อๆโดยมากจะปวดรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมากมาย  โดยจะค่อยๆปวดมากยิ่งขึ้นที่ละน้อยจวบจนกระทั่งปวดร้ายแรงสุดกำลังแล้วจึงเบาๆทุเลาลักษณะของการปวดลงจนหาย  ในช่วงเวลาที่ปวดศีรษะก็ชอบมีลักษณะอ้วกหรืออาเจียนร่วมด้วย   ช่วงเวลาปวดชอบนานหลายชั่วโมง แม้กระนั้นโดยมากจะนานไม่เกิน 24 ชั่วโมง ในบางรายอาจจะมีอาการเตือนนำมาก่อนหลายนาที  ดังเช่นว่า สายตาพร่ามัว หรือ เห็นแสงสว่างกระพริบๆอาการปวดนั้นไม่เลือกเวลา บางรายบางทีก็อาจจะปวดมากยิ่งกว่าเดิมลางดึก หรือปวดตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมา บางรายก็ปวดตั้งแต่ก่อนนอนจวบจนกระทั่งตื่นเช้าตรู่ก็ยังไม่หายปวดเลยก็ได้
            อาการปวดศีรษะไมเกรนแตกต่างจากอาการปวดหัวธรรมดาตรงที่ว่า ลักษณะของการปวดหัวธรรมดาชอบปวดทั่วทั้งหัว ส่วนใหญ่เป็นอาการปวดทื่อๆที่ไม่ร้ายแรงนัก รวมทั้งชอบไม่มีอาการอื่น เช่น อาเจียนร่วมด้วย  ส่วนมากจะหายได้เองเมื่อได้นอนหลับสนิทไปพักใหญ่ คนป่วยโรคนี้จำนวนมากเป็นผู้หญิง โดยเฉลี่ยพบว่า หญิงประมาณ 15% จะเป็นโรคนี้ ใน ช่วงเวลาที่ผู้ชายพบเป็นโรคนี้เพียงแต่โดยประมาณ 6% โดยมีอัตราการเป็นโรคไมเกรนสูงสุดทั้งยังในหญิงและก็ในเพศชายอยู่ที่ช่วงอายุ 30 -40 ปี ดังนี้เกือบจะไม่เจอผู้ป่วยที่มีอาการปวดหัวไมเกรนเป็นครั้งแรกเมื่ออายุเลย 50 ปีไปแล้ว
ยิ่งกว่านั้นคนเจ็บโรคปวดหัวไมเกรน มักมีประวัติคนภายในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วย แม้กระนั้นปัจจุบันนี้โรคนี้มียาที่สามารถรักษาทุเลาอาการ รวมทั้งยาที่ปกป้องอาการกำเริบของโรค มีการทำนองว่าใน 24 ชั่วโมง ทั่วทั้งโลกจะมีผู้เจ็บป่วยที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนประมาณ 3,000 คนต่อประชากร 1 ล้านคน โดยพบอัตราเป็นโรคนี้สูงสุดในคนอเมริกาเหนือ รองลงมาคือคนอเมริกากลาง อเมริกาใต้ ยุโรป ทวีปเอเชีย และแอฟริกา                                                                             
สาเหตุของโรคไมเกรน ต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงของไมเกรนยังไม่เคยทราบแจ่มชัด แม้กระนั้นมีการคาดคะเนว่ามีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสำหรับในการทำงานของระบบประสาทและเส้นเลือดในสมองมีต้นเหตุจากการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมองที่มีชื่อว่า ซีโรโทนิน หรือ serotonin (ซึ่งพบว่ามีจำนวนลดลงในเวลาที่มีลักษณะอาการกำเริบเสิบสาน) และก็สารเคมีในสมองกลุ่มอื่นๆอย่างเช่น โดปามีน  เป็นสาเหตุของการเกิดการอักเสบของเส้นใยประสาทสมองเส้นที่ ๕ ที่ เลี้ยงใบหน้าแล้วก็ศีรษะ และทำให้หลอดเลือดแดงในและก็นอกกะโหลกศีรษะมีการอักเสบ และมีการหดและก็ขยายตัวไม่ปกติ หลอดเลือดในหัวกะโหลกจะมีการหดตัวทำให้เปลือกสมองมีเลือดไปเลี้ยงน้อยลง ส่วนหลอดเลือดนอกกะโหลกศีรษะมีการขยายตัว ทั้งหมดทั้งปวงนี้นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการแสดงต่างๆของโรคไมเกรน
ปัจจุบันนี้พบว่าโรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบว่าราวร้อยละ ๖๐-๗๐ ของคนที่เป็นไมเกรน   มีประวัติว่าพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย ส่วนปัจจัยกำเริบของไมเกรนนั้น คนเจ็บมักบอกได้ว่า แต่ละครั้งที่มีอาการปวดศีรษะจะมีตัวกระตุ้นหรือเหตุกำเริบกระจ่าง ซึ่งแต่ละคนอาจมีเหตุกำเริบเสิบสานที่นาๆประการ รวมทั้งมักจะมีได้หลายๆอย่างภายในการกำเริบครั้งเดียวเหตุกำเริบเสิบสานที่พบได้ทั่วไปๆเช่น

  • มีแสงสว่างจ้าเข้าตา ได้แก่ ออกกลางแจ้งแรงๆแสงแรง แสงไฟกะพริบ แสงสีระยิบระยับในโรงมหรสพหรือสถานเริงรมย์
  • การใช้สายตาเพ่งอะไรนานๆเป็นต้นว่า หนังสือ หรือกล้องจุลทรรศน์ เย็บผ้า
  • การอยู่ในที่ที่มีเสียงดังจอแจ ดังเช่นว่า ตลาดนัด หรือเสียงอึกทึก
  • การสูดดมกลิ่นฉุนๆดังเช่นว่า กลิ่นสี กลิ่นน้ำมันรถ กลิ่นน้ำหอม กลิ่นสารเคมี ควันที่เกิดจากบุหรี่
  • การดื่มกาแฟมากมายๆก็อาจกระตุ้นให้ปวดได้
  • ยานอนหลับ เหล้า เบียร์สด ไวน์ ถั่วต่างๆกล้วย นมเปรี้ยว เนยแข็ง ช็อกโกแลต ตับไก่ ไส้กรอก อาหารทะเล อาหารทอดน้ำมัน ผงชูรส น้ำตาลเทียม สารกันเสีย ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ล้วนกระตุ้นทำให้ปวดได้
  • การอยู่ในที่ร้อนหรือเย็นเกินความจำเป็น ตัวอย่างเช่น อากาศร้อน หรือหนาวจัด
  • การอดนอน (นอนไม่พอ) หรือนอนมากเกินความจำเป็น การนอนตื่นสาย
  • การอดข้าว ทานข้าวผิดเวลา หรือกินอิ่มจัด มั่นใจว่าเกี่ยวกับภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งกระตุ้นให้ปวดหัวได้ บางคราวพบว่า คนเจ็บไมเกรนเมื่อเป็นโรคโรคเบาหวาน (มีน้ำตาลในเลือดสูง) อาการปวดจะหายไป
  • การนั่งรถ นั่งเรือ หรือนั่งเครื่องบิน
  • การจับไข้ เช่น ตัวร้อนจากหวัด ไข้หวัดใหญ่
  • การออกกำลังกายจนถึงอ่อนเพลียเกินไป
  • ร่างกายเมื่อยล้า
  • การถูกกระแทกแรงๆที่หัว (ตัวอย่างเช่น การใช้หัวโหม่งฟุตบอลหรือตะกร้อ) ก็อาจจะเป็นผลให้ปวดหัวโดยทันที
  • อิทธิพลของฮอร์โมนเพศสำหรับผู้เจ็บป่วยหญิง ส่งผลต่อการเกิดอาการไมเกรนอย่างมาก เป็นต้นว่า บางรายมีลักษณะอาการปวดเฉพาะเวลาใกล้จะมีหรือมีประจำเดือน และมีไม่น้อยที่หายปวดไมเกรนขณะท้อง ๙ เดือน (มีฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนสูง) บางรายรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด (มีฮอร์โมนเอสโตรเจน) ทำให้ปวดบ่อยขึ้น พอเพียงหยุดกินยาก็ดีขึ้น
  • ความเครียดทางอารมณ์ คิดมาก อารมณ์หม่นหมอง ตื่นเต้น สะดุ้ง
ซึ่งในอดีตกาลมีการศึกษาและทำการค้นพบทฤษฏีที่เกี่ยวกับการเกิดอาการของไมเกรนเป็น

  • แนวความคิดเกี่ยวกับเส้นโลหิต (Vascular theory) ทฤษฎีนี้ถูกคิดขึ้นมาในตอนปี พ.ศ. 2483 โดย Wolff (แพทย์คนอเมริกัน) ซึ่งอธิบายว่า อาการนำก่อนปวดศีรษะชนิดออรา (มีอาการนำ) มีสาเหตุจากหลอดเลือดในสมองมีการหดตัว และเมื่อเส้นโลหิตที่หดตัวขยายตัวออก จะก่อให้มีลักษณะอาการปวดศีรษะตามมา โดยหลักฐานช่วยเหลือคือ พบเส้นโลหิตนอกกะโหลกศีรษะมีการขยายตัวรวมทั้งเต้นตุ้บๆรวมทั้งการให้ยาช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ทำให้ลักษณะของการปวดศีรษะดียิ่งขึ้น ส่วนการให้ยาที่ขยายหลอดเลือด ทำให้ลักษณะของการปวดศีรษะรุนแรงขึ้น


แต่ แนวคิดนี้ไม่สามารถที่จะชี้แจงอาการนำก่อนปวดศีรษะจำพวกไม่มีออรา (ไม่มีอาการนำ) แล้วก็อาการร่วมที่เกิดระหว่างไมเกรนว่าเกิดได้ยังไง นอกจากนั้น ยาบางตัวซึ่งไม่มีผลสำหรับในการหดตัวของเส้นเลือด แต่ว่าก็สามารถบรรเทาอาการปวดหัวไมเกรนได้ และการตรวจภาพเส้นเลือดสมองก่อนเกิดอาการและก็ระหว่างเกิดอาการ ก็ไม่สนับสนุนแนวคิดนี้ ด้วยเหตุดังกล่าวปัจจุบันทฤษฎีนี้จึงไม่ค่อยเป็นที่ยอบรับ

  • ทฤษฎีเกี่ยวกับเซลล์ประสาท เส้นเลือด และสารสื่อประสาทร่วมกัน (Neurovascu lar theory) Leao (แพทย์ชาวบราซิล) เป็นผู้เสนอแนวคิดนี้ในปี พุทธศักราช 2487 ซึ่งอธิบายว่า เซลล์ประ สาทในสมองบางตัวเกิดการตื่นตัว และก็ปลดปล่อยสารสื่อประสาท (สารเคมีที่มีบทบาทส่งต่อสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาท) กระตุ้นเซลล์ประสาทใกล้เคียงให้ตื่นตัว และส่งต่อสัญญาณไปเรื่อยๆการที่เซลล์ประสาทถูกกระตุ้นนี้ เอามาอธิบายการเกิดอาการนำก่อนจะมีการปวดหัวของคนเจ็บได้ ส่วนลักษณะของการปวดหัวของคนป่วยชี้แจงได้จาก เมื่อเซลล์ประสาทถูกกระตุ้นไปเรื่อยๆจนไปกระ ตุ้นกลุ่มเซลล์ประสาทเฉพาะประเภทหนึ่ง เรียกว่า Trigerminal nucleus ซึ่งจะปล่อยสารเคมีหลากหลายประเภทที่มีผลนำมาซึ่งลักษณะของการปวดเข้าสู่เส้นเลือด นอกจากสารเคมีกลุ่มนี้ก่อให้เกิดลักษณะของการปวดแล้ว ยังมีผลทำให้ หลอดเลือดขยายตัวอีกด้วย จากแนวคิดพวกนี้ มีผู้ค้นพบเสริมเติมต่อไปอีกเพียบเลยในปัจจุบัน


ลักษณะของโรคไมเกรน เมื่อกำเนิดลักษณะของการปวดศีรษะฝ่ายเดียว หลายๆท่านรู้เรื่องว่าเป็นโรคปวดไมเกรน เพราะเหตุว่าเราเคยเรียกโรคปวดไมเกรนกันว่า โรคปวดหัวข้างเดียว ก็เลยทำให้รู้ผิดมีความรู้สึกว่าถ้าเกิดมีลักษณะอาการปวดศีรษะฝ่ายเดียวหมายความว่าเป็นไมเกรน   ตามที่เป็นจริงอาการปวดไมเกรนนั้นไม่จำเป็นที่ต้องปวดศีรษะเพียงแต่ด้านเดียว บางทีอาจปวดสองข้างก็ได้ ในทางตรงกันข้าม อาการปวดหัวด้านเดียวบางทีอาจไม่ใช่ไมเกรนก็ได้   โดยอาการโรคไมเกรนได้ผลจากการขยายรวมทั้งหดของเส้นเลือดที่กะโหลกศีรษะ โดยมักมีลักษณะอาการนำ (aura) ก่อนลักษณะของการปวด แต่ว่าปัจจุบันนี้พบว่าอาจไม่มีอาการนำก็ได้  ที่สามารถแบ่งลักษณะของโรคไมเกรนเป็น 4 ขั้น ตัวอย่างเช่น ระยะอาการนำ (Premonitory Symptom และ Singn) ระยะอาการเตือน (Aura phase) ระยะปวดศีรษะ (Headache) รวมทั้งระยะหายปวด    (Postdrome) ซึ่งผู้เจ็บป่วยบางทีอาจไม่แสดงอาการในทุกขั้นก็ได้

อาการและก็อาการแสดงของ ไมเกรน แบ่งได้ระยะต่างๆดังนี้

  • ระยะอาการนำ (Premonitory symptom แล้วก็ singn) มีลักษณะแล้วก็อาการแสดงทางสมอง ซึ่งแสดงออกในรูปของความผิดแปลกของรูปแบบการทำงานของสมองแบบทั่วๆไป ความแตกต่างจากปกติของระบบทางเดินอาหาร สมดุลย์ของน้ำภายในร่างกาย แล้วก็อาการทางกล้าม ซึ่งปรากฎการณ์นี้ พบโดยประมาณ 40% ของคนไข้ไมเกรน อาการกลุ่มนี้มักนำมาก่อนประมาณ 3 ชั่วโมงก่อนเกิดลักษณะของการปวดหัวและก็บางทีอาจกำเนิดเร็วใน 1 ชั่วโมง หรือกำเนิดก่อนนานถึง 2 วัน อาการเหล่านี้มีทั้งยังอาการแสดงทางด้านจิตใจ อาการทางระบบประสาทรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงในระบบอื่นๆของร่างกาย ได้แก่ สมาชิเสีย อารมณ์หงุดหงิด เก็บเนื้อเก็บตัว ทำอะไรรวดเร็ว ทำอะไรซ้ำจากจำเจ คิดช้าทำช้า หรือทำอะไรงุ่มสวย ครั้งคราวอารมณ์ร้าย ผู้เจ็บป่วยอาจมีหาวบ่อยมาก ง่วงนอนมากมายทนต่อแสงสว่างเสียงไม่ค่อยได้ ผิวหนังอาจไวต่อความรู้สึกทนต่อการสัมผัสไม่ได้ นอนมาก อ่อนล้าง่าย กล่าวไม่ชัดเจน คิดคำพูดไม่ออก บอกน้องลง กล้ามเนื้อคอบางทีอาจตึง มีลักษณะอ่อนเพลียทั่วไป รู้สึกหนาวจำต้องห่มผ้าสำหรับห่ม หน้าซีด ขอบตาคล้ำ หนังตาหนักๆหรือตาลึก อาการทางเดินอาหารก็มีได้อยากของกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งของที่มีรสหวาน ไม่อยากกินอาหาร อึบ่อยมาก ท้องผูก ท้องอืด เจ็บท้อง อาการอื่นๆเป็นต้นว่า ฉี่บ่อยครั้ง หิวน้ำ บวมก็เลยทำให้มั่นใจว่าไมเกรน น่าจะเป็นปรากฎการณ์ของการเปลื่ยนแปลงทางชีวเคมีในเซลล์ประสาทและความเคลื่อนไหวทางหลอดเลือดในระยะปวดหัวเป็นปรากฎการณ์ที่ตามมาวันหลัง
  • ระยะอาการเตือน (Aura phase) เป็นอาการทางระบบประสาทเฉพาะที่ซึ่งเกิดก่อนอาการปวดศีรษะราวๆ 30 นาที และก็โดยมากจะมีลักษณะอยู่นาน 20-30 นาที โดยปกติจะหายเมื่อเกิดลักษณะของการปวดศีรษะขึ้นมาแล้ว ซึ่งอาการที่พบได้มากเป็น อาการไม่ดีเหมือนปกติทางทางมองเห็น เช่น การเห็นแสงสี มองเห็นแสงสว่างระยิบ เห็นแสงสว่างดาวกระพริบ รวมทั้งอาจมีอาการชาบริเวณนิ้วมือ แขนรวมทั้งใบหน้า และก็บางทีอาจพบภาวะพูดทุกข์ยากลำบากร่วมด้วย
  • ระยะปวดศีรษะ (Headache) ชอบเริ่มเป็นช้าๆในเวลา 30-60 นาที ก่อนที่จะปวดศีรษะมากสุด แม้กระนั้นบางรายบางทีอาจสังเกตว่าปวดหัวหลังตื่นนอน ซึ่งทำให้ไม่ทราบว่าตามที่เป็นจริงอาการปวดศีรษะเริ่มเป็นเมื่อใดและรวดเร็วทันใจเพียงใด บางรายความร้ายแรงของอาการปวดศีรษะก็ดำเนินไปอย่างช้าๆใช้เวลาครึ่งวันหรือตลอดวัน รวมทั้งมักจะค่อยๆหายไป แม้กระนั้นในเด็กอาการกลุ่มนี้จะหายอย่างรวดเร็ว ภายหลังอาเจียน ลักษณะปวดหัวนี้มีไม่ถึง 50% ที่ปวดแบบตุ๊บๆที่เหลือมักปวดทื่อๆหรือปวดเหมือนมีอะไรมารัด ลักษณะปวดที่สำคัญในไมเกรน คือ ลักษณะของการปวดในตำแหน่งต่างๆจะย้ายที่ได้แล้วก็ย้ายข้างได้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นสำหรับเพื่อการเป็นแต่ละครั้งหรือสำหรับการปวดครั้งเดียวกัน แล้วก็ลักษณะของการปวดพวกนี้จะเป็นมากเมื่อมีการขยับเขยื้อนหัว อาการร่วมขณะปวดหัวมักเป็นอาการทางระบบประสาทรวมทั้งอาการทางระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งในบางรายอาการพวกนี้จะเกิดในระยะอาการนำซึ่งในแต่ละคนอาการจะต่างกันและอาการในคนๆเดียวกันการปวดหัวแต่ละครั้งก็อาจแตกต่างกันได้ด้วย อาการกลุ่มนี้ดังเช่น ไม่อยากกินอาหาร คลื่นไส้ อ้วก ท้องผูก ท้องเสีย รู้สึกเย็นปลายมือ ปลายเท้า กลัวแสงสว่างกลัวเสียง เกลียดให้คนไหนกันแน่มาแตะต้องตัว ไม่สามารถทนต่อการเขย่าสั่นสะเทือน บางบุคคลไวต่อกลิ่น หงุดหงิด ปวดต้นคอ หมดแรง คัดจมูก เดินตุปัดตุเป๋ หรือคล้ายจะเป็นลม อาการปวดศีรษะจะหายไปตอนหลังได้นอน 45 นาที ถึง 3 ชั่วโมง หรือคราวหลังดื่มเครื่องดื่มร้อนๆหรือ ภายหลังอาเจียนหรือได้ยาพารา
  • ระยะหายปวด (Postdromes) อาการที่สำคัญหมายถึงเมื่อยล้า ซึ่งบางรายจะมีลักษณะอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงของกล้ามเนื้อและปวดกล้ามเนื้อ มีลักษณะเคลิบเคลิ้ม หรือมีอารมณ์ไม่แจ่มใส ขาดสมาธิ หงุดหงิด หาวมากมายแตกต่างจากปกติทานอาหารได้น้อย ฉี่มากหรือกระหายน้ำ อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่นาน 1 ชั่วโมง ถึง 4 วัน โดยเฉลี่ยราวๆ 2 วัน


เว้นเสียแต่โรคไมเกรนแล้ว โรคปวดหัวยังมีอีกหลายหมวดหมู่ อาทิเช่น โรคปวดศีรษะที่เกิดขึ้นจากความเคร่งเครียด (tension headache) โรคปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ (cluster headache) และก็ โรคปวดศีรษะเหตุเพราะมีแรงกดดันในสมองสูง(increase intracranial pressure) เป็นต้น ซึ่งโรคกลุ่มนี้ส่งผลให้เกิดการปวดศีรษะเพียงด้านเดียวได้
ซึ่งโรคปวดศีรษะที่อาจจะเป็นผลให้รู้ผิดมีความรู้สึกว่าเป็นไมเกรน คือ โรคปวดศีรษะที่เกิดจากความตึงเครียด ซึ่งเป็นภาวการณ์ที่มักพบโดยยิ่งไปกว่านั้นคนที่อยู่ในวัยทำงาน มีความรู้สึกไม่ค่อยสบายใจและเครียดตลอดเวลา จะต้องทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ติดต่อกันวันละหลายๆชั่วโมง ทำให้กล้ามเนื้อรอบๆบ่าและแขนมีการเกร็งตึง ส่งผลให้เกิดลักษณะของการปวดตึงรอบๆกำดัน ร้าวขึ้นไปที่ขมับข้างที่มีการตึงของกล้าม หรือเกิดอาการปวดรอบหัวคล้ายถูกรัด ซึ่งถ้าเกิดมีลักษณะอาการไม่มากมาย เมื่อพัก นวดเพื่อคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งแล้วก็ตึง อาการจะหายไปเอง แต่ว่าในรายที่มีลักษณะหนักอาจปวดตลอด อย่างไรก็แล้วแต่ โรคปวดศีรษะที่เกิดขึ้นจากความตึงเครียดจะไม่เกิดร่วมกับอาการอ้วก คลื่นไส้ ตาฝ้า หรือมองเห็นแสงสี
โรคปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ก็มีลักษณะอาการปวดหัวข้างเดียวได้เช่นกัน แม้กระนั้นจะปวดรุนแรง ปวดบ่อยมาก มักปวดรอบตาและก็ขมับ มีตาแดง ร้องไห้ แล้วก็คัดจมูกในด้านเดียวกัน จะไม่มีคลื่นใส้อาเจียน ส่วนโรคปวดศีรษะที่เกิดเพราะว่ามีแรงกดดันในสมองสูงนั้น มีสาเหตุจากมีเรื่องผิดปกติในสมอง ยกตัวอย่างเช่น มีเนื้องงงันอกในสมอง เลือดออกในสมอง น้ำคั่งในสมอง ฯลฯ ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขที่ปัจจัย
ฉะนั้นก่อนจะสรุปว่าเป็นโรคปวดหัวไมเกรน ควรไปพบแพทย์เพื่อวิเคราะห์ให้แจ่มชัดก่อน ไม่ควรคิดเอาเองว่ามีลักษณะอาการปวดศีรษะด้านเดียว มีความหมายว่าเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนแน่ๆแล้วไปหาซื้อยาแก้ไมเกรนมารับประทาน เนื่องจากว่า การรับประทานยาไมเกรนไม่ถูกควรจะมีอันตรายมาก
แนวทางการรักษาโรคไมเกรน ขั้นตอนการวิเคราะห์ไมเกรนใช้หลักเกณฑ์ของ International Headche Society (IHS) ซึ่งจำแนกออกเป็น 2 กรุ๊ป เป็นต้นว่า
ซึ่งปัจจุบันหมอชอบวินิจฉัยจากอาการบอกของคนไข้ อาทิเช่น อาการปวดตุบๆที่ขมับ และก็คลำได้เส้น (เส้นเลือด) ที่ขมับ เป็นๆหายๆเป็นบางครั้ง แล้วก็มีเหตุกำเริบแจ่มกระจ่าง โดยที่ตรวจร่างกายด้านอื่นๆ อย่างละเอียดแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติที่จะส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะ
เพราะฉะนั้น  การที่จะทราบดีว่าลักษณะของการปวดหัวนั้นมีสาเหตุมาจากโรคไมเกรนแพทย์ต้องทำวิเคราะห์จากลักษณะเฉพาะของอาการปวดศีรษะ  อาการที่เกิดร่วมด้วย และผลการตรวจร่างกายระบบต่างๆและก็แนวทางการทำงานของสมองที่ปกติ  แม้กระนั้นอย่างไรก็ดี โรคไมเกรนบางชนิดก็อาจจะเป็นผลให้สมองปฏิบัติงานไม่ปกติไปชั่วครั้งคราวในระหว่างที่กำเนิดลักษณะของการปวดขึ้นได้ หมอจึงควรทำการวินิจฉัยแยกโรคให้ได้ โดยมีหลักในการวินิจฉัย จากลักษณะเจาะจงคือ

  • ลักษณะต่างๆของลักษณะของการปวด : ตำแหน่ง ความร้ายแรง ลักษณะการปวด การดำเนินของการปวด
  • อาการที่เกิดร่วมด้วย เป็นต้นว่า คลื่นไส้ วิงเวียน
  • ความเปลี่ยนไปจากปกติของการทำงานของสมองหรืออวัยวะต่างๆที่อาจจะส่งผลให้เกิดลักษณะของการปวด ยกตัวอย่างเช่น ความคิดเฉื่อยชา เห็นภาพซ้อน แขนขาอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ปัจจัยกระตุ้นอาการปวด ดังเช่น ความตึงเครียด แสงแรงๆอาหารบางชนิด
  • ต้นสายปลายเหตุดีขึ้นลักษณะของการปวด ได้แก่ การนอน การนวดหนังศีรษะ ยา


ในบางรายแพทย์อาจชี้แนะการตรวจอื่นๆเพื่อจำกัดวงของต้นสายปลายเหตุที่กระตุ้นให้เกิดลักษณะของการปวด โดยเฉพาะกับผู้เจ็บป่วยที่มีอาการมากมายไม่ดีเหมือนปกติ อาการสลับซับซ้อน หรือมีอาการที่ร้ายแรงทันควัน ยกตัวอย่างเช่น

  • การตรวจเลือด หมอบางทีอาจให้มีการตรวจเลือดเพราะว่าอาจมีการตำหนิดเชื้อที่เส้นประสาทไขสันหลัง หรือสมอง และก็เกิดพิษในระบบร่างกายของผู้ป่วย
  • การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture) หมอจะให้มีการตรวจวิธีนี้ถ้าหากสงสัยว่าคนป่วยมีการติดเชื้อโรค มีเลือดออกในสมอง
  • การใช้งานเครื่อง CT scan (Computerized Tomography) หรือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ที่ให้ความละเอียดมากขึ้นกว่าการเอกซเรย์แบบธรรมดา เป็นการใส่ความผิดปกติต่างๆในร่างกาย โดยทำให้เห็นภาพของสมอง ให้หมอสามารถวิเคราะห์ความแปลกต่างๆได้มากขึ้น
  • การใช้เครื่อง MRI (Magnetic Resonance Imaging) เป็นครื่องตรวจร่างกายโดยการสร้างภาพเสมือนจริงของอวัยวะส่วนต่างๆภายในร่างกาย โดยอาศัยวิธีการของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งช่วยทำให้หมอสามารถวินิจฉัยเนื้องอก การอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง ดูอาการการเลือดออกในสมอง การติดเชื้อ รวมทั้งสภาวะอื่นๆในสมองแล้วก็ระบบประสาท


การรักษาคนป่วยเป็นโรคไมเกรน    กรรมวิธีรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคไมเกรนที่สำคัญดังเช่น การบรรเทาลักษณะของการปวดศีรษะ   แล้วก็การปกป้องคุ้มครองไม่ให้เกิดหรือลดความถี่ ความรุนแรงของลักษณะของการปวดศีรษะ  เมื่อตรวจพบว่าเป็นไมเกรน หมอจะชี้แนะข้อบัญญัติตัวต่างๆโดยเฉพาะ การหลีกเลี่ยงเหตุกำเริบ แล้วก็จะให้ยารักษาดังต่อไปนี้

  • ความเคลื่อนไหววิถีการดำนงชีพ ยกตัวอย่างเช่น การหลีกเลี่ยงจากสิ่งเร้าต่างๆอย่างเช่น การนอนไม่พอ หรือการนอนมากเกินความจำเป็น ความตึงเครียดการถูกแดดมากจนเกินไป การได้รับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มบางสิ่งบางอย่าง ดังเช่น กาแฟ ชอคโกแลต ฯลฯ อาจจะส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ ส่วนมากสาเหตุกระตุ้นพวกนี้มักเกิดร่วมกันหลายๆอย่าง และบางทีเป็นสิ่งที่หลบหลีกมิได้ การบริหารร่างกายที่บ่อยเป็นทางออกอีกทางหนึ่งสำหรับคนที่ไม่สามารถที่จะเลี่ยงต้นเหตุต่างๆเหล่านี้ได้
  • การใช้ยารักษา การใช้ยารักษาควรที่จะใช้กรณีที่มีความจำเป็นยาหวานใจษาพอเพียงสรุปได้ดังต่อไปนี้
ยาสำหรับเพื่อการรักษาอาการปวดไมเกรนแบบรุนแรง  เป็นต้นว่า

  • ยาแก้อักเสบจำพวกไม่ใช่สเตรอยด์ (Nonsteroid anti-inflammatory drugs; NSAIDs) เช่น ยาแก้อักเสบประเภทไม่ใช่สเตรอยด์ (Nonsteroid anti-inflammatory drugs; NSAIDs) ได้แก่ Ibuprofen, Naproxen sodium, Paracetamol, Aspirin ฯลฯ
  • กลไกการออกฤทธิ์ : ยับยั้งเอมไซม์ cyclooxygenase (COX) ทำให้ไม่สามารถสร้างสาร prostaglandins จึงลดอาการอักเสบได้
  • ข้อบ่งใช้: ทุเลาอาการปวดระดับน้อยถึงปานกลาง
  • ขนาดยาที่ใช้
  • Ibuprofen รับประทานครั้งละ 200-600 มก. ทุก 4-6 ชั่วโมง ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 3.2 กรัมต่อวัน
  • Naproxen sodium รับประทานทีละ 275-550 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 1.65 กรัมต่อวัน
  • Paracetamol กินครั้งละ 500-1000 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน
  • Aspirin กินครั้งละ 650-1300 มก. ทุก 4 ชั่วโมง ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 4 กรัมต่อวัน
  • อาการใกล้กัน: แผลในกระเพาะอาหาร
  • Ergot alkaloid ตัวอย่างเช่น ergotamine+caffeine tablet (Cafergot?)
  • กลไกการออกฤทธิ์: nonselective 5-HT receptor agonists โดยผลที่อยาก คือ ทำให้เส้นเลือดที่สมองหดตัว
  • ข้อบ่งใช้: บรรเทาอาการปวดรุนแรง โดยเป็นยา first line สำหรับรักษาลักษณะของการปวดหัวไมเกรนกะทันหัน
  • ขนาดยาที่ใช้: Cafergot? (ergotamine 1 มก. แล้วก็ caffeine 100 มิลลิกรัม) กินหนแรก 2 มก. ซ้ำได้ทุก 30 นาที ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 6 เม็ดต่อวันหรือ 10 เม็ดต่ออาทิตย์
  • อาการข้างเคียง: อ้วก อาเจียน
  • Triptans ตัวอย่างเช่น Sumatriptan, Naratriptan
  • กลไกการออกฤทธิ์: selective 5-HT receptor agonists โดยการทำให้เส้นโลหิตที่สมองหดตัวแต่ว่าเพราะว่าเป็น selective จึงไม่ได้ไปกระตุ้น receptor อื่นที่นำไปสู่อาการคลื่นไส้ คลื่นไส้ เหมือนใน ergot alkaloid ทำให้ไม่เกิดอาการอาเจียน อ้วก
  • ข้อบ่งใช้: ทุเลาลักษณะของการปวดรุนแรงรวมทั้งเฉียบพลันรวมทั้งอาการที่ดื้อต่อยาแก้ปวดขนานอื่นๆโดยจัดเป็นยา first line สำหรับรักษาลักษณะของการปวดศีรษะ ไมเกรนเฉียบพลัน
  • ปริมาณยาที่ใช้:
  • Sumatriptan รับประทานครั้งละ 25-100 มก. รวมทั้งสามารถรับประทานซ้ำในชั่วโมงที่ 2 ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน
  • Naratriptan กินครั้งละ 2.5 มิลลิกรัมและสามารถกินซ้ำในชั่วโมงที่ 4 ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 5 มก.ต่อวัน
  • อาการใกล้กัน: อาการแน่นหน้าอก, ใบหน้าร้อนแดง, คลื่นไส้อ้วก
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไมเกรน  เป็น

  • พันธุกรรม โดยประมาณ 70% ของคนป่วยจะมีประวัติญาติสายตรงเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน และก็ถ้าเกิดมีเครือญาติที่เป็นโรคนี้โดยเฉพาะเป็นแบบมีลักษณะนำประเภทออรา (Aura คือ อาการที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึก ได้แก่ มองเห็นแสงสว่างวาบ มองเห็นจุดดำๆหรือรู้สึกซ่าในบริเวณใบหน้าและมือ) โอกาสที่จะเป็นโรคนี้มีโดยประมาณ 4 เท่าเมื่อเทียบกับคนทั่วๆไป โดยส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่ามีการถ่ายทอดผ่านยีน ตัวไหนแจ้งชัด แต่พบว่าอาจสามารถถ่าย ทอดผ่านทางจีนจากแม่สู่ลูกได้


แม้กระนั้น บางประเภทของโรคปวดศีรษะไมเกรน ทราบตำแหน่งยีนที่ผิดปกติแจ่มกระจ่างหมายถึงโรคไมเกรนจำพวกมีอัมพาตครึ่งซีกร่วมด้วย (Familial hemiplegic migraine) มีต้นเหตุจากมีความผิด ปกติที่บางตำแหน่งบนหน่วยกรรมพันธุ์ (โครโมโซม/chromosome) คู่ที่ 1 หรือ 19 ซึ่งถ่าย ทอดทางพันธุกรรมได้ โดยคนไข้จะมีอาการปวดศีรษะแบบมีลักษณะแขนขาอ่อนเพลียครึ่งด้านชั่วช้า คราวร่วมด้วย

  • การเป็นโรคบางประเภท บุคคลที่มีโรคอะไรบางอย่างจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคปวดหัวไมเกรนร่วมด้วย อย่างเช่น โรคลมชักบางจำพวก โรคไขมันในเลือดสูงแบบที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โรคหืด มีฝาผนังกั้น ห้องหัวใจห้องบนรั่ว โรคไม่มีชีวิตชีวา วิตก แล้วก็โรคกรรมพันธุ์อีกหลายอย่าง


การติดต่อของโรคไมเกรน  โรคไมเกรนเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากความแตกต่างจากปกติของระดับสารเคมีในสมอง รวมถึงการสื่อกระแสในสมอง หรือการทำงานผิดปกติของหลอดเลือดสมอง ซึ่งแม้โรคไมเกรนสามารถถ่ายทองคำทางพันธุกรรมได้ แม้กระนั้น[url=http://www.disthai.com/16865185/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84

9

สมุนไพรไกรทอง
ไกรทอง Erythroxylum cuneatum Kurz
บางถิ่นเรียก ไกรทอง (ปราจีนบุรี จังหวัดนราธิวาส) แก่นแดง เข็ดขยาดมูล เจตมูล (ปราจีนบุรี) ต๋านฮ้วนเป็ด (เชียงใหม่) พิกุลทอง (ประจวบคีรีขันธ์).
  ไม้ต้น ขนาดกึ่งกลาง สูง 4-15 ม. ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มไม้กลม ทึบ กิ่งมักตั้งฉากกับลำต้น กิ่งอ่อนมีรอยแผลของหูใบเกือบรอบกิ่ง เปลือกเรียบ สีน้ำตาล. ใบ รูปมน ขอบขนาน และก็รูปไข่กลับ กว้าง 2-3.5 ซม. ยาว 5-10 เซนติเมตร โคนใบสอบเรียว ปลายใบมน หรือ หยักเว้าเข้าเล็กน้อย ส่วนมากกว้างกว่าทางโคน เนื้อใบหนา สมุนไพร สะอาดเป็นมัน ข้างหลังใบสีเขียวเข้ม ขอบใบสีจาง ข้างหลังสีนวล หรือ จางมากมาย สั้นกิ้งก้านใบ 7-10 คู่ เส้นมักคด และก็ปลายเชื่อมติดกัน ห่างจากขอบใบเข้ามามาก เส้นใบย่อยเชื่อมติดกันเป็นร่างแห เห็นกระจ่างอีกทั้ง 2 ด้าน หูใบร่วงหลุดเร็ว แต่ทิ้งรอยแผลเห็นได้ชัดตามกิ่งอ่อน. ดอก ออกผู้เดียวๆหรือ เป็นกลุ่มตามง่ามใบ กลีบรองกลีบ 5 กลีบ กลีบดอกไม้ 5 กลีบ สีขาว เกสรผู้ 10 อัน โคนก้านเกสรเชื่อมชิดกันเป็นกระจัง รังไข่ภายในมี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย ท่อหลอดรังไข่มี 3 อัน. ผล กลมยาว สีเหลืองคละเคล้าแดง มีพูตามทางยาว 3 พู อุ้มน้ำ มีกลีบรองกลีบดอก รวมทั้งกระจังก้านเกสรผู้ติดอยู่กับขั้ว.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปตามป่าดิบใกล้ชายทะเล และก็ป่าดงดิบแล้ง เหนือระดับน้ำทะเล 5-300 มัธยม ทั่วไป.
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกใช้เข้าเครื่องยาสำหรับบำรุงร่างกายรวมทั้งใช้เบื่อปลา

10

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง MG (Myasthenia gravis)

  • [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/16817114/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87]โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง[/url] (MG) เป็นอย่างไร โรคกล้ามอ่อนเพลีย (Myasthenia gravis) โรคกล้ามอ่อนแรง (myasthenia gravis) หรือ โรคเอ็มจี เป็นชื่อภาษากรีกแล้วก็ภาษาละติน หมายความว่า "grave muscular weakness" เป็นโรคกล้ามเนื้อเมื่อยล้า ประเภทหนึ่งที่เป็นโรค ออโตอิมมูน (Autoimmune) จำพวกเรื้อรังประเภทหนึ่ง ที่นำมาซึ่งการทำให้กล้ามลาย (กล้ามเนื้อที่อยู่ในการควบคุมของสมอง ซึ่งเป็น กล้ามเนื้อภายนอกร่างกาย ที่ร่างกายใช้ในการขยับเขยื้อนต่างๆดังเช่นว่า กล้ามเนื้อ แขน ขา ดวงตา ใบหน้า ช่องปาก กล่องเสียง แล้วก็กล้ามซี่โครงที่ใช้สำหรับในการหายใจ มีการอ่อนเพลียจนกระทั่งไม่สามารถทำงานหดตัวได้ตามปกติ หรืออีกอย่างหนึ่งคือโรคกล้ามอ่อนล้า (Myasthenia Gravis; MG) เป็นโรคภูมิต้านทานของร่างกายปฏิบัติงานแตกต่างจากปกติ ซึ่งไปทำลายตัวรับสัญญาณประสาท (receptor) ที่อยู่บนกล้ามของตนเองทำให้เกิดอาการกล้ามอ่อนแรง เพราะว่าไม่สามารถที่จะรับสัญญาณประสาทที่กระตุ้นให้กล้ามหดตัวได้ โดยคนป่วยจะมีอาการหนังตาตก ยิ้มได้ลดลง หายใจติดขัด มีปัญหาการพูด การเคี้ยว การกลืน รวมไปถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย โรคกล้ามเนื้ออ่อนล้าเกิดขึ้นได้ในคนไข้ทุกเพศทุกวัย ปัจจุบันนี้ ทั้งยังการดูแลรักษาทำเป็นเพียงแต่เพื่อทุเลาอาการแค่นั้น

    ทั้งนี้ โรคกล้ามอ่อนกำลัง MG  ไม่ใช่โรคใหม่ แต่ว่าเป็นโรคที่มีการบันทึกว่าเจอคนไข้ มาตั้งแต่ 300 ปีกลาย  แล้วก็โรคกล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ยเพลียแรง MG เป็นโรคพบได้ไม่บ่อยนัก โดยประมาณ 10 ราย ต่อประชากร 100,000 คน เจอได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กทารกจนกระทั่งคนวัยแก่ โดยพบในหญิงมากยิ่งกว่าในเพศชายประมาณ 3:2 เท่า ทั้งนี้เจอโรคนี้ในเด็กได้ราว 10%ของผู้ที่เจ็บป่วยจากโรคชนิดนี้ทั้งหมด ในผู้ใหญ่เพศหญิง มักพบโรคได้สูงในช่วงอายุ 30-40 ปี แต่ว่าในคนแก่เพศชาย พบได้มากโรคได้สูงในช่วงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป

  • สาเหตุของโรคกล้ามเมื่อยล้า (MG) สำหรับเพื่อการขยับเขยื้อนกล้ามแต่ละผูก สมองจำเป็นต้องส่งสัญญาณประสาทไปตามเส้นประสาท และจะมีการกระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาทที่บริเวณรอยต่อระหว่างเส้นประสาทรวมทั้งกล้ามสารสื่อประสาทนี้จะไปส่งสัญญาณที่ตัวรับสัญญาณบริเวณกล้ามเนื้อแต่ละมัดเพื่อกล้ามเนื้อเกิดการหดตัว ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ยเพลียแรง (MG) เมื่อปลายประสาทเกิดการหลั่งสารสื่อประสาทออกมาจะไม่สามารถส่งสัญญาณสู่ตัวรับบนกล้ามเนื้อได้ เพราะว่าร่างกายได้สร้างแอนติบอดีมากีดขวางและทำลายตัวรับสัญญาณบนกล้ามเนื้อไป ซึ่งเมื่อการเช็ดกทำลายขึ้นแล้วนั้น ถึงแม้เซลล์ประสาทจะหลั่งสารเคมีให้กำเนิดกระแสไฟส่งมายังเซลล์กล้ามเนื้อยังไงก็ตาม เซลล์กล้ามก็ไม่ทำงานเนื่องจากถูกทำลายไปแล้วอย่างสิ้นเชิง


ส่วนต้นเหตุของโรคกล้ามเนื้อเหน็ดเหนื่อยนั้น มักมีต้นเหตุจากปัญหาด้านการแพ้ภูเขาไม่ตัวเอง (Autoimmune Disorder) โดยมีเนื้อหาที่มาของอาการกล้ามเหน็ดเหนื่อย ดังนี้  สารภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี้ (Antibodies) รวมทั้งการส่งสัญญาณประสาท ปกติระบบภูมิต้านทานของร่างกายจะผลิตแอนติบอดี้ออกมาเพื่อทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งปลอมปนที่เข้ามาในร่างกาย แต่ในคนไข้กล้ามเนื้อเมื่อยล้า แอนติบอดี้จะไปทำลายหรือกัดกันแนวทางการทำงานของสารสื่อประสาทแอซิติลโคลีน (Acetylcholine) โดยถูกส่งไปที่ตัวรับ (Receptor) ซึ่งอยู่ที่ปลายระบบประสาทบนกล้ามเนื้อแต่ละผูก ทำให้กล้ามไม่อาจจะหดตัวได้  ดังนี้ อวัยวะที่แพทย์เชื่อว่าเป็นตัวนำไปสู่การผลิตสารภูมิคุ้มกันผิดปกติตัวนี้เป็นต่อมไทมัส (Thymus gland) ต่อมไทมัส เป็นต่อมที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภูมิต้านทานต้นทานโรคของร่างกาย (Immune system) เป็นต่อมที่อยู่ในช่องอกตอนบน ต่อมอยู่ใต้กระดูกอก (Sternum) โดยวางอยู่บนด้านหน้าของหัวใจโดยต่อมไทมัสจะผลิตสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี้ไปกีดกั้นรูปแบบการทำงานของสารสื่อประสาทแอสิว่ากล่าวลโคลีน (Acetylcholine) จึงทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนกำลังดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งปกติแล้วเด็กจะมีต่อมไทมัสขนาดใหญ่รวมทั้งจะเบาๆเล็กลงเรื่อยๆเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ แต่คนไข้กล้ามเนื้ออ่อนล้าจะมีขนาดของต่อมไทมัสที่ใหญ่ผิดปกติ หรือคนไข้บางรายมีภาวะกล้ามอ่อนล้าที่เกิดขึ้นจากเนื้องอกของต่อมไทมัส ซึ่งเจอราวๆร้อยละ 10 ในคนป่วยแก่

  • ลักษณะของโรคกล้ามเมื่อยล้า (MG) อาการสำคัญของโรคกล้ามเนื้อเมื่อยล้า (MG) เป็นจะมีลักษณะเมื่อยล้า เหน็ดเหนื่อย กล้ามเนื้ออ่อนกำลัง รวมทั้งจะเมื่อยล้ามากยิ่งขึ้นเมื่อออกแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ว่าอาการจะดีขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหยุดพักการออกแรง


นอกจากนั้น อาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย โดยจะสังกัดว่า โรคเกิดกับกล้ามเนื้อส่วนไหนของร่างกาย ทั้งนี้ ประมาณ 85% ของผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะกล้ามเหน็ดเหนื่อยในทุกมัดของกล้ามเนื้อลายส่วนอาการที่มักพบที่สุดของโรคกล้ามเหน็ดเหนื่อย (MG) คือ อาการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อที่ช่วยยกกลีบตาแล้วก็กล้ามเนื้อตา นำมาซึ่งหนังตาตกและเห็นภาพซ้อน ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือ 2 ข้างก็ได้ แล้วก็พบได้บ่อยอาการไม่ปกติอื่นๆของกล้ามส่วนอื่นๆได้อีกได้แก่
ใบหน้า ถ้าเกิดกล้ามที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกบนบริเวณใบหน้าได้รับผลพวง จะทำให้การแสดงออกทางสีหน้าถูกจำกัด ตัวอย่างเช่น ยิ้มได้ลดน้อยลง หรือแปลงเป็นยิ้มแยกเขี้ยวเพราะเหตุว่าไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อบนบริเวณใบหน้าได้
การหายใจ คนป่วยกล้ามเมื่อยล้าจำนวนหนึ่งมีอาการหายใจลำบาก โดยเฉพาะเมื่อนอนราบอยู่บนเตียงหรือภายหลังจากการบริหารร่างกาย
การพูด การบดและก็การกลืน เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากกล้ามเนื้อรอบปาก เพดานอ่อน หรือลิ้นอ่อนล้า นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการแตกต่างจากปกติ ตัวอย่างเช่น พูดเบาแหบ พูดเสียงขึ้นจมูก บดไม่ได้ กลืนทุกข์ยากลำบาก ไอ สำลักของกิน บางกรณีอาจเป็นสาเหตุไปสู่การติดเชื้อที่ปอด
ลำคอ แขนแล้วก็ขา อาจเกิดขึ้นร่วมกับอาการอ่อนล้าของกล้ามส่วนอื่นๆมักเกิดขึ้นที่แขนมากกว่าที่ขา มีผลต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น เดินกระเตาะกระแตะ เดินตัวตรงได้ยาก กล้ามเนื้อรอบๆคออ่อนเพลีย ทำให้ตั้งหัวหรือชันหัวลำบาก เป็นสาเหตุของการเกิดปัญหาในการทำกิจกรรมต่างๆ

  • ปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนล้า (MG) ในขณะนี้ยังไม่สามารถอธิบายสาเหตุของความไม่ปกติของระบบภูมิต้านทานที่ไปทำลายตัวรับสัญญาณบนกล้ามได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม พบว่าโรคกล้ามเนื้ออ่อนเพลีย (MG) มักมีความข้องเกี่ยวกับโรคของต่อมไทมัส โดย โดยประมาณ 85%เจอเกิดร่วมกับมีโรคเซลล์ต่อมไทมัสเจริญก้าวหน้าเกินธรรมดา (Thymus hyperplasia) และโดยประมาณ 10-15% เกิดร่วมกับโรคเนื้องอกต่อมไทมัส (Thymoma)


นอกจากนั้น มีกล่าวว่า เจอโรคกล้ามอ่อนกำลัง (MG) กำเนิดร่วมกับโรคมะเร็งปอดชนิดเซลล์ตัวเล็ก รวมทั้งโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์รับประทาน อีกทั้งคนไข้บางทีอาจพบความแตกต่างจากปกติแล้วก็โรคที่เกิดขึ้นและมีสาเหตุมาจากภูมิต้านทานตัวเองจำพวกอื่นๆร่วมด้วยได้ ยกตัวอย่างเช่น โรคตาจากไทรอยด์ (Thyroidorbitopathy) โรคกล้ามเนื้ออ่อนกำลัง (MG)จะสามารถดีขึ้นได้เองแล้วอาจกลับกลายซ้ำได้อีกคล้ายกับโรคภูมิคุ้มกันตัวเองประเภทอื่นๆ

  • วิธีการรักษาโรคกล้ามอ่อนแรง (MG)

การวิเคราะห์ MG เป็นโรคที่มีลักษณะสำคัญเป็น fatigue และfluctuation ของกล้ามเนื้อรอบๆตาแขนขารวมถึงการพูดและกลืนของกิน คนไข้จะมีลักษณะอาการมากขึ้นเมื่อได้ใช้งานหน้าที่นั้นๆไประยะหนึ่ง และอาการรุนแรงในเวลาที่แตกต่างโดยมีอาการมากตอนบ่ายๆบางคราวผู้เจ็บป่วยมาเจอหมอตอนที่ไม่มีอาการ แพทย์ก็ตรวจไม่พบความไม่ปกติ ก็เลยไม่อาจจะให้การวินิจฉัยโรคได้ และบางทีอาจวินิจฉัยบกพร่องว่าเป็น anxiety แม้กระนั้นการให้การวินิจฉัยโรคMG ทำ ได้อย่างไม่ยากเย็นในคนเจ็บส่วนใหญ่เพราะมีลักษณะจำ เพาะทางคลินิกที่กล่าวมาแล้วข้างต้น การตรวจเพิ่มเติมอีกเพื่อได้การวิเคราะห์ที่แน่นอนรวมทั้งในรายที่อาการไม่กระจ่างอาทิเช่น

  • การตรวจ ระบบประสาท ได้แก่การให้ผู้ป่วยได้ทำกิจกรรมต่อเนื่องที่ทำ     ให้ผู้ป่วยมีอาการ


อ่อนล้าได้ดังเช่นว่าการมองขึ้นนาน1นาทีแล้วตรวจว่าผู้ป่วยมีภาวะหนังตาตก มากขึ้นไหม โดยวัดความกว้างของ palpablefissure ที่ตาทั้ง 2 ข้างการให้ผู้ป่วยเดินขึ้นบันไดหรือลุก-นั่ง สลับกันเป็นระยะเวลาหนึ่งผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการอ่อนแรงขึ้นอย่างชัดเจนและอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงดียิ่งขึ้นเมื่อพักชั่วประเดี๋ยวการให้คนป่วยกล่าวหรืออ่านออกเสียงดังๆผู้ป่วยจะมีลักษณะเสียงแหบหรือหายไปเมื่อพักแล้วดีขึ้น

  • Ice test โดยการนำนํ้าแข็งห่อใส่อุปกรณ์ตัวอย่างเช่น นิ้วของถุงมือยาง แล้วนำ ไปวางที่กลีบตาของผู้เจ็บป่วยนาน2นาทีประเมินอาการptosisว่าหรือไม่คนไข้ MG จะได้ผลบวก
  • Prostigmintest โดยการฉีด prostigmin ขนาด 1-1.5 มก. ฉีดเข้าทางกล้ามเนื้อ แล้วประเมินที่ 15, 20, 25 และ 30 นาทีโดยประเมินอาการสภาวะหนังตาตกอาการอ่อนเพลียหรือเสียงแหบให้ผลบวกราวปริมาณร้อยละ90 คือผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คนป่วยบางทีอาจเกิดอาการปวดท้องอย่างหนัก หรือหัวใจเต้นช้าลงจากฤทธิ์ของยาวิธีแก้ไขคือฉีดยา atropine 0.6 มิลลิกรัมทางหลอดเลือดดำ ซึ่งแพทย์บางคนแนะนำ ให้ฉีดยาatropineก่อนที่จะกระทำทดสอบ
  • การตรวจเลือด หมอจะตรวจนับปริมาณของแอนติบอดี้ ผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ยเพลียแรงนั้นจะมีปริมาณของแอนติบอดี้ที่ไปยับยั้งการทำงานของกล้ามเนื้อมากแตกต่างจากปกติ โดยมากจะตรวจพบแอนติบอดี้ชนิด Anti-MuSK
  • การตรวจการชักนำประสาท (Nerve Conduction Test) ทำได้ 2 แนวทางเป็นRepetitive Nerve Stimulation Test เป็นการทดสอบด้วยการกระตุ้นเส้นประสาทซ้ำๆเพื่อมองลักษณะการทำงานของผูกกล้ามเนื้อ โดยการตำหนิดขั้วกระแสไฟฟ้าที่ผิวหนังรอบๆที่พบอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง แล้วก็ส่งกระแสไฟจำนวนนิดหน่อยเข้าไปเพื่อวิเคราะห์ความรู้ความเข้าใจของเส้นประสาทสำหรับการส่งสัญญาณไปที่ผูกกล้ามเนื้อ แล้วก็การตรวจด้วยกระแสไฟฟ้า (Electromyography) เป็นการวัดกระแสไฟฟ้าจากสมองที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อเพื่อมองแนวทางการทำงานของเส้นใยกล้ามเพียงแต่เส้นเดียว (Single-fiber Electromyography หรือ EMG)


การดูแลและรักษา จุดหมายสำหรับเพื่อการรักษาผู้ป่วย MG ของแพทย์เป็นการที่ผู้เจ็บป่วยหายจากอาการโดยไม่ต้องรับประทานยาซึ่งมีกลไกสำหรับการรักษา 2 ประการคือ เพิ่มกระบวนการทำ งานของ neuromusculartransmissionลดผลของ autoimmunity ต่อโรค
การดูแลรักษาจะแบ่งคนป่วยเป็น 2 กรุ๊ปซึ่งมีแนวทางการดูแลและรักษาแตกต่าง

  • ผู้เจ็บป่วยที่มีภาวการณ์กล้ามเนื้ออ่อนเพลียที่รอบๆกล้ามเนื้อตา ( Ocula MG ) ควรเริ่มต้นด้วยยา ace-tylcholinesteraseinhibitors อย่างเช่น pyridostigmine (mestinon) ขนาดเม็ดละ 60 มก. ครึ่งถึง 1 เม็ด 3 เวลาหลังรับประทานอาหาร แล้วดูการตอบสนองว่าอาการหนังตาตกลืมตาทุกข์ยากลำบากมากน้อยแค่ไหน มีผลแทรกซ้อนจากยาหรือไม่ หากอาการยังไม่ดีขึ้นควรเพิ่มยา prednisoloneขนาดราว 15-30มิลลิกรัมต่อวันแล้วก็ร่วมกับการปรับปริมาณยา mestinon ตามอาการ ซึ่งส่วนใหญ่คนเจ็บจะใช้ยาขนาดไม่สูงราวๆ 180-240มิลลิกรัมต่อวัน(3-4 เม็ดต่อวัน) ส่วนมากจะสนองตอบดีต่อยา mestinonและก็ prednisoloneเมื่ออาการดียิ่งขึ้นจนกระทั่งเป็นปกติช่วงเวลาหนึ่งประมาณ 3-6 เดือนค่อยๆลดยา prednisoloneลงอย่างช้าๆราว 5มิลลิกรัมทุกๆเดือนจนหยุดยาพร้อมๆกับ mestinon การลดผลเข้าแทรกของยา prednisolone โดยการให้ยาวันเว้นวันในผู้ป่วย MG ให้ผลดีอย่างเดียวกันแต่ว่าในวันที่ผู้เจ็บป่วยไม่ได้ยาprednisolone อาจมีลักษณะโรคMG ได้ถ้ากำเนิดกรณีดังที่กล่าวมาข้างต้นบางทีอาจต้องให้ยาprednisolone5มิลลิกรัม 1 เม็ดในวันดังที่กล่าวมาแล้วผู้เจ็บป่วยบางรายอาจมีการดำเนินโรคเป็นgeneralized MG โดยมักเกิดขึ้นในปีแรกก็จะต้องให้การรักษาแบบ generalizedMG ถัดไป
  • ผู้ป่วยที่มีภาวการณ์กล้ามเนื้ออ่อนล้ารอบๆอื่นๆ(Generalized MG) การรักษามียาmestinon,ยากดภูมิคุ้มกันและการผ่าตัดthymectomyมีแนวทางการกระทำดังต่อไปนี้


o  ผู้ป่วยทุกคนจำเป็นต้องได้รับยา mestinon ขนาดเริ่มต้น 1 เม็ด 3 เวลาหลังอาหารแล้วประมวลผลการตอบสนองว่าดีหรือไม่ โดยการวัดช่วงยาออกฤทธิ์สูงสุดชั่วโมงที่ 1 และก็ 2 หลังรับประทานยาและก็ประเมินช่วงก่อนกินยาเม็ดต่อไปเพื่อได้รับรู้ว่าขนาดของยาและความถี่ของการรับประทานยาเหมาะสมไหมเป็นลำดับสิ่งที่ประเมินคือลักษณะของผู้เจ็บป่วย ตัวอย่างเช่น อาการลืมตาทุกข์ยากลำบาก อาการอ่อนกำลัง พูดแล้วเสียงแหบควรจะปรับปริมาณยารวมทั้งความถี่ทุก2-4อาทิตย์  ขนาดยาจำนวนมากราวๆ 6-8 เม็ดต่อวัน ขนาดยาสูงสุดไม่สมควรเกิน16 เม็ดต่อวัน
o  การผ่าตัด thymectomy ผู้ป่วยgeneralized MG ที่มีอายุน้อยกว่า 45ปีทุกรายควรแนะนำ ให้ผ่าตัด thymectomy ร้อยละ 90 ของคนเจ็บได้ผลลัพธ์ที่ดีประมาณปริมาณร้อยละ 40 สามารถหยุดยา mestinon หลังผ่าตัดได้จำนวนร้อยละ 50 ลดยา mestinon ลงได้เพียงแค่ร้อยละ 10 แค่นั้นที่ไม่เป็นผล ตอนที่ผ่าตัดควรจะทำ ในช่วงแรกของการดูแลรักษา
o    การให้ยากดภูมิคุ้มกัน ที่ใช้บ่อยครั้ง อย่างเช่น prednisolone รวมทั้ง azathioprine (immuran)การให้ยาดังที่กล่าวถึงมาแล้วมีข้อชี้ชัดในกรณี
   การผ่าตัด thymectomyแล้วไม่ได้ผล ช่วงเวลาที่ประเมินว่าการผ่าตัดไม่ได้ผลคือราว 1 ปี
  คนเจ็บที่ไม่ได้รับการผ่าตัดโดยใช้ร่วมกับยา mestinon
   คนเจ็บทีมีภาวการณ์การหายใจล้มเหลวจากการดำเนินโรคที่ร้ายแรง

  • การติดต่อของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) เนื่องจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) เป็นโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติจึงไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนและจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
  • การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG)


  • กินยาตามแพทย์แนะนำให้ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่ขาดยา
  • ใช้ชีวิตประจำวันในการออกแรงให้สม่ำเสมอ เหมือนๆกันในทุกๆวันเพื่อแพทย์จะได้จัดปริมาณยา (Dose) ที่กินได้อย่างถูกต้อง
  • กินอาหารคำละน้อยๆ เป็นอาหารอ่อน เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อช่องปาก และจะได้ไม่สำลัก ระหว่างกิน
  • มีที่ยึดจับในบ้าน เพื่อช่วยในการลุก นั่ง ยืน เดิน ร่วมกับจัดบ้านให้ปลอดภัย ง่ายแก่การใช้ชีวิตที่ไม่ต้องออกแรงมาก รวมทั้งเพื่อการใช้ชีวิตประจำวัน
  • เมื่อออกนอกบ้านต้องวางแผนล่วงหน้า ไม่รีบร้อน ไม่ออกแรงมากเกินปกติ
  • เมื่อเห็นภาพซ้อน ควรปิดตาข้างที่เกิดอาการ จะช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น
  • มีป้ายติดตัวเสมอว่าเป็นโรคอะไร กินยาอะไร รักษาโรงพยาบาลไหน เพื่อมีอาการฉุกเฉิน คนจะได้ช่วยได้ถูกต้องรวดเร็ว
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน
  • กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบถ้วนในทุกวัน ในปริมาณที่ไม่ทำให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน เพื่อลดการแบกน้ำหนักของกล้ามเนื้อและเพื่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
  • พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลตามนัดเสมอ
  • รีบไปโรงพยาบาลฉุกเฉินเมื่อมีอาการทางการหายใจ เช่น หายใจไม่ออก/หายใจลำบาก
  • การป้องกันตนเองจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) เนื่องจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงยังเป็นโรคที่ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด และโรคที่มีความสัมพันธ์กันก็ยังเป็นโรคที่ส่วนใหญ่ไม่รู้สาเหตุเช่นกันอาทิ เช่น โรคของต่อมไทมัส และโรคของต่อมไทรอยด์ ดังนั้น ปัจจุบัน จึงยังไม่มีวิธีป้องกันโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG)

    ดังนั้นเมื่อมีอาการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมีหนังตาตกหรือแขนขาอ่อนแรงเฉียบพลัน จึงควรรีบพบแพทย์เสมอ เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่รวดเร็วเหมาะสม ซึ่งจะส่งผลให้การรักษาโรคได้ผลดีจนสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

  • สมุนไพรที่ช่วยป้องกันโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG)

    พืชสมุนไพรที่จะช่วยป้องกันโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) ได้นั้นควรที่จะต้องมี “สารปรับสมดุล” (adaptogens) เพราะโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) นั้นเกิดขึ้นจากภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติดังนั้น สารปรับสมดุลจึงจำเป็นสำหรับใช้ป้องกันโรคนี้ มีผู้ให้คำจำกัดความของสารปรับสมดุลไว้หลายประการเช่น หมายถึงสารที่เพิ่มความสามารถของร่างกายในการปรับตัวให้เข้ากับความเครียด โดยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาทสารสื่อประสาท และการทำงานของต่อมต่างๆภายในร่างกาย เพิ่มความทนทานของอวัยวะต่างๆต่อความเครียด พยาธิสภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงรักษาการทำงานของระบบเมตาบอไลท์ของร่างกายให้ปกติและมีประสิทธิภาพ มีฤทธิ์ในการนำสมดุลกลับคืนสู่ร่างกาย (balancing) และบำรุงร่างกาย (tonic) นอกจากนี้ยังช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของคนเราโดยลดผลที่เกิดจากการถูกกระตุ้นโดยปัจจัยต่างๆโดยเฉพาะความเครียด การอักเสบ และการเกิดออกซิเดชั่น (oxidation)
    พืชสมุนไพรที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในการปรับสมดุลมีหลายชนิดโดยเฉพาะรากของพืชในวงศ์โสม (Araliaceae) ได้แก่ โสมเกาหลี (Panax ginseng) โสมอเมริกัน (Panax quinquefolius) รวมทั้งพืชสมุนไพรอื่นๆ เช่น ผลมะขามป้อม (Emblica officinalis) ต้นปัญจขันธ์ (Gynostemma pentaphyllum) เห็ดหลินจือ (Ganoderma lucidum) รากชะเอมเทศ (Glycyrrhiza glabra) ผลเก๋ากี้ (Lycium chinensis) และถั่งเช่า (Cordyceps sinensis) เป็นต้น สารสำคัญต่างๆในพืชเหล่านี้ที่แสดงฤทธิ์ปรับสมดุลที่มีรายงานนั้นมีหลายกลุ่ม ได้แก่ สารกลุ่มฟีโนลิก (phenolics) เช่น eleutheroside B ในรากของโสม และ ellagic acid ในผลมะขามป้อม สารกลุ่มเทอร์พีนอยด์ (terpenoids) เช่น zeaxanthin ในผลเก๋ากี้ และไตรเทอร์พีนอยด์ซาโปนิน (triterpenoid saponin) เช่น ginsenosides ในรากโสมเกาหลีและโสมอเมริกัน และ glycyrrhizin ในรากชะเอมเทศเป็นต้น
    เอกสารอ้างอิง

  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์
  • รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า.Common Pittalls in Myasthenia Gravis.วารสารสมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.ปีที่6.ฉบับที่3(กรกฎาคม-กันยายน2554).159-168
  • นพ.เกษมสิน ภาวะกุล (2552). Generalized myasthenia gravis. วารสารอายุรศาสตร์อีสาน.ปีที่ 8. 84-91.
  • สมศักดิ์เทียมเก่า, ศิริพร เทียมเก่า, วีรจิตต์โชติมงคล, สุทธิพันธ์จิตพิมลมาศ.ความชุกและลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยmyasthenia gravis อย่างเดียว และ myasthenia gravisที่มี Srinagarind MedJ 1994;9:8-13. http://www.disthai.com/
  • Anesthesia issues in the perioperative management of myasthenia gravis.Semin Neurol 2004;24:83-94.
  • Drachman, D. (1994). Myasthenia gravis. N Engl J Med. 330,1797-1810.
  • ศ.เกียรติคุณ พญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์.โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอมจี (Myasthenia gravis หรือ MG).หาหมอ.
  • Hughes BW, Moro De Casillas ML,KaminskiHJ.Pathophysiology of myasthenia gravis. Semin Neurol2004;24:21-30
  • Meriggioli MN,Sanders DB. Myasthenia gravis: diagnosis. Semin Neurol 2004;24:31-9.
  • ดร.ปองทิพย์ สิทธิสาร.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน ผักแปม สมุนไพรปรับสมดุล.ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาบัยมหิดล
  • Juel VC. Myasthenia gravis: management of myasthenic crisis and perioperativeSemin Neurol 2004;24:75- 81.
  • Alsheklee, A. et al.(2009) Incidence and mortality rates of myasthenia gravis and myasthenic crisis in US hospitals.Neurology.72, 1548-1554.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • Saguil, A. (2005). Evaluation of the patient with muscle weakness. Am Fam Physician. 71, 1327-1336.


11

โรคของกินเป็นพิษ (Food poisoning)

  • โรคอาหารเป็นพิษ เป็นยังไง โรคอาหารเป็นพิษเป็นคำกว้างๆที่ใช้อธิบายถึงอาการป่วยที่เกิดขึ้นมาจากการรับประทานอาหาร หรือน้ำที่มีการแปดเปื้อน มูลเหตุอาจเป็นเพราะเนื่องจากการปนเปื้อนเชื้อโรคสารเคมี หรือโลหะหนัก ดังเช่นว่า ตะกั่ว เป็นต้น   นำมาซึ่งอาการอ้วก อาเจียน ท้องเดิน ปวดท้อง ซึ่งอาการจำนวนมากมักไม่รุนแรง แม้กระนั้นถ้าเกิดกำเนิดอาการรุนแรงขึ้นอาจก่อให้ร่างกายเกิดภาวะเสียน้ำแล้วก็เกลือแร่จนถึงมีอันตรายได้ อาหารเป็นพิษเกิดเรื่องใกล้ตัวซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งคนวัยชรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเขตร้อน  โรคของกินเป็นพิษ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศที่กำลังพัฒนา แม้กระนั้นเจอได้ประปรายในประเทศที่พัฒนาแล้ว จังหวะการเกิดโรคในสตรีและก็ผู้ชายเสมอกัน แต่ว่าอาจพบในเด็กได้สูงขึ้นยิ่งกว่าวัยอื่นๆด้วยเหตุว่าแหล่งของกินเป็นพิษที่สำคัญ คือ อาหารในโรงเรียน ทั้งนี้ในประเทศที่กำลังพัฒนาบางประเทศ มีรายงานเด็กเกิดของกินเป็นพิษได้มากถึงประมาณ 5 ครั้งต่อปีเลยที่เดียว
  • ต้นเหตุของโรคอาหารเป็นพิษ โรคอาหารเป็นพิษส่วนใหญ่เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากทานอาหาร และก็/หรือ ดื่มน้ำ/เครื่องดื่มที่แปดเปื้อน แบคทีเรีย รองลงไปหมายถึงไวรัส นอกเหนือจากนี้ที่เจอได้บ้างเป็นการแปดเปื้อนปรสิต (Parasite) ได้แก่ บิดมีตัว(Amoeba) ส่วนการปนเปื้อนของสารพิษ ที่พบได้มากหมายถึงจากเห็ดพิษ สารพิษแปดเปื้อนในอาหารทะเล สารหนู แล้วก็สารโลหะหนัก มีเชื้อโรคหลายประเภทซึ่งสามารถปล่อยพิษ (toxin) ออกมาแปดเปื้อนในอาหารต่างๆตัวอย่างเช่น น้ำกิน เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ ไข่ นม อาหารทะเล และสินค้าจากนม เนยแข็ง ข้าว ขนมปัง สลัด ผัก ผลไม้ ฯลฯ  เมื่อมนุษย์เรารับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษดังที่กล่าวมาข้างต้น ก็จะทำให้กำเนิดลักษณะของการปวดท้อง อ้วก ท้องเดิน  พิษหลายประเภททนต่อความร้อน ถึงแม้ว่าจะประกอบอาหารให้สุกแล้ว พิษก็ยังคงอยู่และก็ส่งผลให้เกิดโรคได้  ระยะฟักตัวขึ้นอยู่กับจำพวกของเชื้อโรค บางประเภทมีระยะฟักตัว 1-8 ชั่วโมง บางประเภท 8-16 ชั่วโมง บางจำพวก 8-48 ชั่วโมง  โดยเชื้อโรคที่เป็นต้นเหตุของโรคอาหารเป็นพิษที่พบได้มากในของกินเป็น
Clostridium botulinum เป็นแบคทีเรีย anaerobic ที่เป็น gram positive ที่พบได้ในดินและน้ำในสภาพแวดล้อมทั่วๆไป จำพวกที่สามารถก่อโรคในคนแบ่งได้

  • Proteolytic strain ประกอบด้วย type A ทั้งหมด และก็เล็กน้อยของ type B และ F แบคทีเรียกลุ่มนี้ย่อยอาหารได้ แล้วก็ทำให้ของกินมีลักษณะถูกปนเปื้อน
  • Non-proteolytic strain ประกอบด้วย type E ทั้งหมด และเล็กน้อยของ type B และ F แบคทีเรียกลุ่มนี้ไม่ทำให้อาหารมีลักษณะเปลี่ยน


เชื้อนี้เจริญเติบโตเจริญในสถานการณ์ห้อมล้อมที่มีออกสิเจนน้อย จึงพบบ่อยในอาหารบรรจุในภาชนะที่ปิดสนิท โดยยิ่งไปกว่านั้นผลิตภัณฑ์ใส่กระป๋องที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตผิดถูกหลักอนามัย ยกตัวอย่างเช่น หน่อไม้ปีบ หน่อไม้ดอง ผักกาดดอง รวมถึงผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ดัดแปลง พิษที่ผลิตขึ้นจากเชื้อชนิดนี้นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้ ถ่ายท้อง ตามัวมัว เห็นภาพซ้อน กล้ามอ่อนล้า แล้วก็บางโอกาสร้ายแรงจนกระทั่งบางทีอาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลวแล้วก็เสียชีวิตได้
Vibrio parahaemolyticus ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ถูกใจเกลือเข้มข้นสูงในการเจริญเติบโต (halophilic vibrio) มีแอนติเจนโอ ("O" antigen) ต่างกัน 12 ประเภท และก็มีแอนติเจนเค ("K" antigen) ที่ตรวจได้แล้วปัจจุบันนี้มี 60 ชนิด มักพบในอาหารทะเลที่ดิบหรือปรุงไม่สุกพอ
Bacillus cereus เป็นเชื้อที่ไม่ต้องการออกสิเจน สร้างสปอร์ได้ มีพิษ 2 ชนิดคือ จำพวกที่ทนต่อความร้อนได้ นำมาซึ่งอ้วก รวมทั้งประเภทที่ทนไฟมิได้กระตุ้นให้เกิดอาการ อุจจาระหล่นส่วนใหญ่เจอเกี่ยวโยงอาหาร (ดังเช่นว่า ข้าวผัดในร้านแบบบริการตัวเอง) ผักแล้วก็อาหารและเนื้อที่รักษาผิดจะต้อง ณ.อุณหภูมิปกติภายหลังปรุงแล้ว
S.aureus หลายแบบที่สร้างสารพิษ (enterotoxin) ซึ่งทนต่ออุณหภูมิที่จุดเดือด เชื้อชอบแบ่งตัวเพิ่มในอาหารและก็สร้าง toxin ขึ้น อาหารที่มี enterotoxin โดยมากเป็นของกินที่ปรุงรวมทั้งสัมผัสกับมือของผู้ประกอบอาหาร และไม่ได้ทำอุ่นอาหารด้วยอุณหภูมิที่เหมาะสมก่อนกินอาหาร หรือแช่ตู้แช่เย็น เป็นต้นว่า ขนมจีน ของหวานเอ แคลร์ เนื้อ เมื่อของกินพวกนี้ถูกทิ้งในอุณหภูมิห้องหลายชั่วโมงติดต่อกันก่อนนำไปบริโภค ทำให้เชื้อสามารถแบ่งตัวและสร้างพิษที่คงทนต่อความร้อนออกมา
ซาลโมเนลลา (Salmonella) พบมากในเนื้อสัตว์ดิบ ไข่ดิบ นม และก็ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากนม นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการท้องเดิน ถ่ายมีมูก คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ ภายใน 4-7 วัน
เอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia coli) หรือเรียกสั้นๆว่า อีโคไล (E. coli) อี.โคไลเป็นแบคทีเรียรูปแท่งย้อมติดสีกรัมลบ มันมีพิษกระตุ้นให้เกิดอาการท้องเดิน  อี.โคไลมีสารพิษ 2 จำพวก ชนิดหนึ่งเป็นสารที่มีโมเลกุลใหญ่รวมทั้งถูกทำลายให้หมดไปด้วยการทำให้อาหารสุก แม้กระนั้นอีกชนิดหนึ่งที่มันผลิตออกมาพร้อมเพียงกันนั้น มีโมเลกุลที่เล็กมากยิ่งกว่า รวมทั้งเป็นสารทนไฟที่ไม่สามารถที่จะทำลายได้ด้วยความร้อน สารพิษทั้งสองแบบมีผลทำให้ท้องเสียอย่างเดียวกัน ด้วยเหตุนี้แม้ของกินแปดเปื้อนพิษนี้แล้วไม่ว่าจะก่อให้สุกก่อนหรือไม่ ก็จะไม่มีทางทำลายพิษของมันให้หมดไปได้ มีทางเดียวที่จะป้องกันได้ก็คือทิ้งอาหารนั้นไปเสีย
ชิเกลล่า (Shigella) เจอการแปดเปื้อนทั้งยังในผลิตภัณฑ์อาหารสดและก็น้ำดื่มที่ไม่สะอาด รวมถึงอาหารสดที่สัมผัสกับบุคคลที่มีเชื้อโดยตรง ด้วยเหตุว่าเชื้อชนิดนี้สามารถกระจายจากบุคคลหนึ่งไปสู่บุคคลหนึ่งได้ กระตุ้นให้เกิดอาการอ้วก คลื่นไส้ ปวดมวนท้อง ภายหลังการรับประทานอาหารด้านใน 7 วัน
เชื้อไวรัสก่อโรคผ่านทางเดินอาหาร (Enteric Viruses) ประกอบด้วยไวรัสหลากหลายชนิด อาทิเช่น ไวรัสโนโร (Norovirus) ที่ชอบปนเปื้อนทั้งในผลิตภัณฑ์อาหารสด สัตว์น้ำประเภทมีเปลือก รวมทั้งน้ำดื่มที่ไม่สะอาด ออกอาการภายใน 1-2 วัน หรือเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ (Hepatitis A) ซึ่งสามารถติดต่อด้วยการได้รับเชื้อจากอาหารสดที่สัมผัสกับบุคคลที่มีเชื้อโดยตรง ด้านใน 2-3 อาทิตย์

  • อาการโรคอาหารเป็นพิษ อาหารเป็นพิษจากเชื้อโรคต่างๆจะมีลักษณะคล้ายกัน คือ ปวดท้องในลักษณะปวดบิดเป็นช่วงอ้วก (ซึ่งมักมีเศษอาหารที่เป็นต้นเหตุออกมาด้วย) แล้วก็ถ่ายเป็นน้ำบ่อย บางรายอาจมีไข้และอ่อนล้าร่วมด้วย โดยทั่วไป 80 – 90 % ของโรคอาหารเป็นพิษชอบไม่ร้ายแรง อาการต่างๆมักจะหายได้เองข้างใน ๒๔-๔๘ ชั่วโมง บางจำพวกอาจนานถึงสัปดาห์ ในรายที่เป็นร้ายแรง บางทีอาจอาเจียนและก็ท้องเดินรุนแรง กระทั่งร่างกายขาดน้ำและก็เกลือแร่อย่างรุนแรงได้  บางทีอาจพบว่า คนที่กินอาหารร่วมกันกับคนเจ็บ (อาทิเช่น งานเลี้ยง คนภายในบ้านที่กินอาหารชุดเดียวกัน) ก็มีลักษณะลักษณะเดียวกันกับผู้ป่วยในเวลาไล่เลี่ยกัน

ซึ่งเมื่อเชื้อโรค หรือ พิษเข้าสู่ร่างกาย จะก่ออาการ เร็ว หรือ ช้า  ขึ้นอยู่กับประเภท รวมทั้งจำนวนของเชื้อ หรือ ของพิษ ซึ่งเจอเกิดอาการได้ตั้งแต่ 2-6 ชั่วโมงหลังกินอาหาร/กินน้ำ ไปกระทั่งเป็นวัน หรือ อาทิตย์ หรือ เป็นเดือน (เช่น ในเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ) แต่โดยทั่วไป พบได้มากเกิดอาการข้างใน 2-6 ชั่วโมง หรือ 2-3วัน  อาการโดยปกติที่มักพบ จากโรคอาหารเป็นพิษ ยกตัวอย่างเช่น ท้องเดิน อาจเป็นน้ำ มูก หรือ มูกเลือด เจ็บท้อง อาจมาก หรือ น้อย ขึ้นกับความร้ายแรงของโรค มักเป็นการปวดบิด เนื่องจากการบีบตัวของไส้ อาเจียน อ้วก ในบางรายอาจมีคลื่นไส้เป็นเลือดได้  จับไข้สูง อาจหนาวสั่น แต่ครั้งคราวจับไข้ต่ำได้  ปวดหัว เมื่อยเนื้อตัว บางทีอาจปวดข้อ ขึ้นกับชนิดของเชื้อหรือ สารพิษดังที่กล่าวผ่านมาแล้วแล้ว  อาจมีผื่นขึ้นตามตัว  อาจมีกล้ามเหน็ดเหนื่อย ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นแล้วเช่นกัน  มีลักษณะของการสูญเสียน้ำในร่างกาย  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อยล้า  อ่อนแรงง่าย  ปากแห้ง ตาโบ๋  ปัสสาวะบ่อยมาก

  • ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคของกินเป็นพิษ
  • มีความประพฤติปฏิบัติการดูแลและรักษาสุขอนามัยไม่ถูกจำต้อง ยกตัวอย่างเช่น ก่อนที่จะกินอาหารให้ล้างมือให้สะอาด
  • การบริโภคของกินที่ไม่ถูกถูกหลักอนามัย ดังเช่นว่า บริโภคอาหารดิบๆสุกๆบริโภคอาหารที่ไม่มีการปกปิดจากแมลงต่างๆให้มิดชิดการรับประทานอาหารที่พักแรมและไม่มีการอุ่นโดยผ่านความร้อนที่สมควร
  • การจัดเก็บแล้วก็เตรียมอาหารเพื่อปรุงไม่สะอาด ดังเช่นว่าการเก็บเนื้อสัตว์รวมทั้งผักไว้ภายในที่เดียวกันโดยไม่แยกเก็บ ล้างชำระล้างผักไม่สะอาดทำให้มีสารเคมีหรือสารกำจัดแมลงเหลืออยู่ที่ผัก
  • การเก็บรักษาของกินที่บูดเสียง่ายไม่ดีพอเพียง ยกตัวอย่างเช่น อาหารจำพวกที่เป็นอาหารแกงกะทิ อาหารทะเล  อาหารสด  ควรเก็บรักษาไว้ในตู้แช่เย็นที่มีอุณหภูมิที่เหมาะสม มีความเย็นทั่วถึงฯลฯ
  • การเลือดซื้ออาหารกระป๋องที่มิได้มาตรฐาน ได้แก่ อาหารกระป๋องที่มีรอยบุบ รอยบุบ  อาหารบรรจุกระป๋องที่มีคราบสนิมรอบๆฝาเปิดหรือขอบกระป๋อง ฯลฯ
  • กระบวนการรักษาโรคของกินเป็นพิษ แพทย์จะวิเคราะห์จากอาการแสดงของคนป่วยเป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น ลักษณะของการปวดท้อง คลื่นไส้ ถ่ายเป็นน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นเฉียบพลัน อาจมีเรื่องราวว่าคนที่รับประทานอาหารร่วมกันบางคนหรือหลายท่าน (ดังเช่นว่า งานฉลอง คนในบ้าน) มีลักษณะท้องเดินในเวลาไล่เลี่ยกัน  ในรายที่มีอาการร้ายแรง จับไข้สูง หรือสงสัยว่าเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากมูลเหตุอื่น หมอบางทีอาจกระทำการตรวจพิเศษเสริมเติมเช่น  การพิสูจน์เลือด ใช้ในเรื่องที่คนไข้มีอาการร้ายแรงมากกว่าอาการคลื่นไส้และก็ท้องเสีย หรือมีภาวะการขาดน้ำรวมทั้งเกลือแร่ เพื่อตรวจค้นจำนวนเกลือแร่ (หรืออิเล็กโทรไลต์) ในเลือดรวมทั้งหลักการทำงานของไต หรือในกรณีมีความเสี่ยงต่อการติดต่อของไวรัสตับอักเสบ อาจมีการตรวจการดำเนินการของตับเพิ่ม  การตรวจอุจจาระเพื่อค้นหาจำพวกของเชื้อโรคด้วยการส่องกล้องกล้องจุลทรรศน์เมื่อคนไข้มีการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ยกตัวอย่างเช่น แบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา หรือเชื้อปรสิตที่นำไปสู่อาการถ่ายเป็นเลือด


ทั้งนี้การตรวจในห้องทดลองเพื่อค้นหาสิ่งที่ทำให้เกิดของกินเป็นพิษยังทำได้ด้วยขั้นตอนการตรวจปริมาณแอนติบอดีในเลือด (Immunological tests) หรือวิธีอื่นๆได้อีก ซึ่งขึ้นกับลักษณะของคนป่วยแล้วก็ดุลยพินิจของหมอ เพื่อดำเนินการรักษาอย่างถูกต้องในขั้นตอนต่อไป   
กระบวนการรักษาโรคอาหารเป็นพิษ ที่สำคัญที่สุดเป็นรักษาประคับ ประคองตามอาการ เช่น คุ้มครองปกป้องสภาวะขาดน้ำและขาดสมดุลของเกลือแร่ซึ่งการรักษาโดยให้น้ำเกลือทางเส้นโลหิตเมื่อท้องเดินมาก ยาพารา ยาบรรเทาอาการอาเจียน คลื่นไส้ และก็ยาลดไข้ นอกเหนือจากนั้นหมายถึงการดูแลรักษาตามสาเหตุ ดังเช่นพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ เมื่อมีต้นเหตุจากติดเชื้อโรคแบคทีเรีย หรือ ให้ยาต้านพิษถ้าเกิดเป็นจำพวกมียาต้าน แม้กระนั้นคนป่วยโดยมากมักมีอาการที่ดียิ่งขึ้นได้ด้วยการดูแลตนเองที่บ้าน สิ่งสำคัญที่สุดหมายถึงต้องพากเพียรอย่าให้ร่างกายขาดน้ำ ควรจะกินน้ำเปล่ามากมายๆหรือจิบน้ำบ่อยๆเพื่อทดแทนการสูญเสียน้ำจากอาการท้องเดินแล้วก็อาเจียนมากจนเกินไป

  • การติดต่อของโรคอาหารเป็นพิษ โรคอาหารเป็นพิษ เป็นโรคที่มีการรับเชื่อมาจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคหรือ สารเคมี หรือโลหะหนัก ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีไวรัสบางชนิดเพียงแค่นั้น ซึ่งสามารถเป็นต้นเหตุของการติดต่อของโรคของกินเป็นพิษได้ อย่างเช่น ไวรัสตับอักเสบ A (Hepatitis A)  ที่สามารถติดต่อด้วยการได้รับเชื้อจากอาหารสดที่มีการสัมผัสโดยตรงกับบุคคลที่มีเชื้อ ซึ่งมีระยะฟักตัว ประมาณ 2 – 3 อาทิตย์ แล้วลักษณะของโรคจะปรากฏขึ้น
  • การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคของกินเป็นพิษในผู้ใหญ่และเด็กโต
  • ถ้าเกิดปวดท้องรุนแรง ถ่ายท้องร้ายแรง (อุจจาระเป็นน้ำครั้งละมากมายๆ) อ้วกร้ายแรง (จนถึงดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่หรือน้ำข้าวต้มไม่ได้) เมื่อยืนขึ้นนั่งมีลักษณะอาการหน้ามืดเป็นลม หรือมีสภาวะขาดน้ำรุนแรง (ปากแห้ง คอแห้ง ตาโบ๋ ฉี่ออกน้อย ชีพจรเต้นเร็ว) ต้องไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
  • ดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ อาจใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่ จำพวกสำเร็จรูปที่มีขายในตลาด หรือบางทีอาจผสมเองโดยใช้น้ำสุก 1 ขวดกลมใหญ่ (750 มล.) ใส่น้ำตาลทราย 30 มิลลิลิตร (เท่ากับช้อนยาเด็ก 6 ช้อน หรือช้อนรับประทานข้าวชนิดสั้น 3 ช้อน) และเกลือป่น 2.5 มิลลิลิตร (เท่ากับช้อนยาครึ่งช้อน หรือช้อนยาวที่ใช้คู่กับซ่อมครึ่งช้อน)อุตสาหะดื่มเป็นประจำทีละ 1 ใน 3 หรือครึ่งแก้ว (อย่าดื่มมากกระทั่งอาเจียน) ให้ได้มากเท่ากับที่ถ่ายออกไป โดยพิจารณาฉี่ให้ออกมากมายและก็ใส
  • ถ้าเป็นไข้ ให้ยาลดไข้-พาราเซตามอล
  • ให้ทานอาหารอ่อน อย่างเช่น ข้าวต้ม โจ๊ก งดของกินรสเผ็ดและย่อยยาก งดผักรวมทั้งผลไม้ จนกว่าอาการจะหายดีแล้ว
  • ห้ามรับประทานยาเพื่อให้หยุดอุจจาระ เพราะว่าอาการท้องเดินจะช่วยขับเชื้อหรือสารพิษออกมาจากร่างกาย


ในขณะเจ็บท้อง หรือ อาเจียนคลื่นไส้ ไม่สมควรกินอาหาร หรือ ดื่มน้ำเพราะอาการจะร้ายแรงขึ้น   ดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละมากมายๆขั้นต่ำ 8-10 แก้ว เมื่อหมอไม่สั่งให้ จำกัดน้ำดื่ม  พักผ่อนให้มากมายๆรักษาสุขลักษณะฐานราก เพื่อปกป้องการแพร่เชื้อสู่คนอื่น ที่สำคัญ คือ การล้างมือให้สะอาดเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการขับ ถ่าย แล้วก็ก่อนที่จะกินอาหาร

  • ควรจะรีบไปหาแพทย์ หากมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งตั้งแต่นี้ต่อไป                อาเจียนมากมาย ถ่ายท้องมาก กินมิได้ หรือดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่มิได้ หรือได้น้อย จนกระทั่งมีภาวะขาดน้ำออกจะรุนแรง                มีอาการถ่ายเป็นมูก หรือมูกคละเคล้าเลือดตามมา             มีลักษณะอาการหนังตาตก ชารอบปาก แขนขาอ่อนล้า หรือหายใจติดขัด          อาการไม่ดีขึ้นด้านใน ๔๘ ชั่วโมง   มีอาการเรื้อรัง หรือน้ำหนักลดฮวบฮาบ                สงสัยมีสาเหตุจากสารพิษ เช่น สารเคมี พืชพิษ สัตว์พิษ        สงสัยมีเหตุมาจากอหิวาต์ ดังเช่น สัมผัสผู้ที่เป็นอหิวาตกโรค หรืออยู่ในถิ่นที่กำลังจะมีการระบาดของโรคนี้ ในเด็กตัวเล็กๆ (อายุต่ำลงยิ่งกว่า ๕ ขวบ)
  • ถ้าหากดื่มนมแม่อยู่ ให้ดื่มนมแม่ต่อไป (ถ้าหากดื่มนมผสมอยู่ ให้ชงเจือจางเท่าตัวและก็ดื่มต่อไป) รวมทั้งดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ หรือน้ำข้าวต้มใส่เกลือเสริมเติม เมื่อมีอาการ ให้ทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย (ดังเช่น ข่าวสารต้ม) ไม่ต้องให้ยาที่ใช้แก้ท้องเสียประเภทใดทั้งมวล
  • หากถ่ายท้องร้ายแรง อาเจียนรุนแรง ดื่มนมหรือน้ำมิได้ ซึม เร่าร้อนใจ ตาโบ๋ กระหม่อมยุบมากมาย (ในเด็กเล็ก) หายใจหอบแรง หรืออาการเกิดขึ้นอีกใน ๒๔ ชั่วโมง จะต้องไปพบแพทย์โดยด่วน
  • การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคอาการเป็นพิษ มาตรการป้องกัน การป้องกันและควบคุมโรคอาหารเป็นพิษทุกต้นสายปลายเหตุมีมาตรการป้องกันโดยใช้กฎหลัก 10 ประการสำหรับในการเตรียมอาหารที่ปลอดภัย ดังต่อไปนี้


  • เลือกอาหารที่ผ่านการเตรียมอย่างดีเยี่ยม
  • ทำอาหารที่สุก
  • ควรจะกินอาหารที่สุกใหม่ๆ
  • ระแวดระวังอาหารที่ปรุงสุกแล้วอย่าให้มีการแปดเปื้อน
  • อาหารที่ค้างมื้อต้องทำให้สุกใหม่ก่อนรับประทาน
  • แยกอาหารดิบแล้วก็อาหารสุก ให้ระมัดระวังการแปดเปื้อน
  • ล้างมือก่อนแตะต้องอาหารไปสู่ปาก
  • ให้พิถีพิถันเรื่องความสะอาดของห้องครัว
  • เก็บอาหารให้ไม่เป็นอันตรายและก็ปลอดภัยจากแมลง หนู หรือสัตว์อื่นๆ
  • ใช้น้ำที่สะอาด
  • ไม่กินครึ่งดิบครึ่งสุกระวังการกินเห็ดต่างๆโดยเฉพาะจำพวกที่ไม่เคยรู้ ระมัดระวังการกินอาหารทะเลเสมอ ระวังความสะอาดของน้ำแข็ง
  • เมื่อรับประทานอาหารนอกบ้าน เลือกร้านค้าที่สะอาด ไว้ใจได้
  • เนื้อสัตว์ ปลาสด ในตู้เย็น จำต้องเก็บแยกจากอาหารอื่นๆทุกชนิด และต้องอยู่ในภาชนะปิดมิดชิด เนื่องจากว่าเชื้อแบคทีเรียโดยมาก จะอยู่ในอาหารสดพวกนี้
  • ไม่ละลายอาหารสดแช่แข็งด้วยการตั้งทิ้งเอาไว้ หรือ แช่น้ำ เนื่องจากว่าเป็นการเพิ่มปริมาณเชื้อโรคจากอุณหภูมิที่สมควรต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ควรละลายด้วยไมโครเวฟ
  • รักษาความสะอาดของผักสด ดังเช่น ถั่วงอก สลัด แล้วก็อาหารสำเร็จรูปต่างๆ
  • การรักษาของกินอย่างแม่นยำ ทำให้ของกินเป็นกรดที่มี pH < 4.5 หรือให้ความร้อนสูงรวมทั้งนานเพียงพอเพื่อทำลาย toxin แล้วก็การแช่แข็งเพื่อรักษาอาหารเป็นระยะเวลานาน
  • ถ้าของกินมีลักษณะไม่ปกติได้แก่ กระป๋องโป่ง หรือเสียหาย หรือมีรสไม่ปกติ อาจมี fermentation เป็นความเสี่ยงต่อการนำโรค
  • บริโภคอาหารบรรจุกระป๋องที่ผ่านความร้อนพอเพียงที่จะทำลาย toxin ทุกครั้ง
  • สมุนไพรที่ช่วยปกป้อง/บรรเทาลักษณะของโรคของกินเป็นพิษ
ขิง  ในขิงนั้นจะมีประโยชน์สำคัญที่ออกฤทธิ์ ชื่อ “Gingerol” (จิงเจอรอล) มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัยในคุณแม่ที่ให้นมบุตรเจริญแล้วก็ไม่เป็นอันตรายกว่ายาขับลมอื่นๆอีก    นอกจากนี้ในกรณีที่ท้องเดิน การกินน้ำขิงจะช่วยทำให้การอักเสบที่เกิดขึ้นจากพิษของเชื้อโรคลดน้อยลง และยังช่วยขับเชื้อโรคอีกด้วย แต่ว่าแม้กระนั้น แม้ว่าอาการท้องเดินมีความร้ายแรงก็ควรรีบไปพบแพทย์
กระชาย  สรรพคุณ  เหง้าใต้ดิน – มีรสเผ็ดร้อนขม แก้เจ็บท้อง  เหง้าและราก – แก้บิดมูกเลือด เป็นยาขับปัสสาวะ แก้เยี่ยวทุพพลภาพ
มังคุด  คุณประโยชน์  รักษาโรคท้องเสียเรื้อรัง รวมทั้งโรคลำไส้  ยาแก้ท้องเดิน ท้องเดินยาแก้บิด (ปวดเบ่งและมีมูก และก็อาจมีเลือดด้วย) เป็นยาคุมธาตุ  ยาแก้อาการท้องร่วง ท้องเสีย  ใช้เปลือกผลมังคุดตากแห้งต้มกับน้ำปูนใส หรือฝนกับน้ำกิน ใช้เปลือกต้มน้ำให้เด็กรับประทานทีละ 1-2 ช้อนชา ทุก 4 ชั่วโมง คนแก่ครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ทุก 4 ชั่วโมง  ยาแก้บิด (ปวดเบ่งและก็มีมูกและอาจมีเลือดด้วย)
ใช้เปลือกผลแห้งราว ½ ผล (4 กรัม) ปิ้งไฟให้ไหม้เกรียม ฝนกับน้ำปูนใสโดยประมาณครึ่งแก้ว หรือบดเป็นผง ละลายน้ำสุก กินทุก 2 ชั่วโมง
เอกสารอ้างอิง

  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.อาหารเป็นพิษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 390.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.ตุลาคม.2554
  • สุวรรณา เทพสุนทร.ความรู้เรื่องโรคอาหารเป็นพิษ.กลุ่มระบาดวิทยาโรคติดต่อ.สำนักระบาดวิทยา.กรมควบคุมโรค.กระทรวงสาธารณสุข
  • อาหารเป็นพิษ,อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • Goldfrank LR, Flomenbaum NE, Weisman RS. Botulism. In: Goldfrank LR, Flomenbaum NE, Lewin NA, et al (eds). Goldfrank’s Toxicologic Emergencies. 5th ed. Connecticut: Appleton&Lasge, 1994:937-948.
  • พญ.สลิล ธีระศิริ.อาหารเป็นพิษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่85.คอลัมน์กลไกการเกิดโรค.พฤษภาคม.2529
  • Lond BM. Food-borne illness. Lancet 1990;336:982-6. http://www.disthai.com/
  • Critchley ER, Michel JD. Human botulism. Br J Hosp Med 1990;93:290-2.
  • ศ.เกียรติคุณ พญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์.อาหารเป็นพิษ (Food poisoning).หาหมอ.
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.อาหารเป็นพิษ(Food poisoning).หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.หน้า490-492


12

โรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ (Viral hepatitis)

  • โรคไวรัสตับอักเสบคืออะไร ตับนับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะมีน้ำหนักราว 1.5 กิโล อยู่ข้างหลังกะบังลมและก็มีหน้าที่ที่สำคัญต่างๆดังนี้ เป็นคลังสะสมอาหาร เช่น แป้ง ไขมัน โปรตีน เอาไว้ใช้ และก็ปลดปล่อยเมื่อร่างกายอยาก สังเคราะห์สารต่างๆได้แก่ น้ำดี สารควบคุมการแข็งตัวของเลือด ฮอร์โมน กำจัดพิษ และก็สิ่งเจือปน ตัวอย่างเช่นเชื้อโรค หรือยา แต่ว่าในขณะนี้คนประเทศไทยมีอัตราการตายด้วยโรคที่เกี่ยวกับตับสูงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคตับแข็ง โรคมะเร็งตับ ภาวการณ์ไขมันสะสมในตับ และก็โรคตับอักเสบ ผู้ที่เจ็บป่วยที่มีสาเหตุมาจากโรคตับอักเสบเจอได้ทุกวัย ชายและหญิง ส่วนมากเป็นโรคตับอักเสบฉับพลัน ส่วนน้อยเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังและอาจมีภาวะแทรกซ้อนของโรคตับแข็ง ตับวาย โรคมะเร็งตับ

    ตับอักเสบ เป็นสภาวะทางด้านการแพทย์ที่มีการอักเสบของตับและก็เกิดการทำลายของเซลล์ตับ ทำให้การทำหน้าที่ต่างๆของตับไม่ดีเหมือนปกติ ร่างกายอาจออกอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยหรือไม่แสดงอาการเลยแต่ชอบนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการโรคดีซ่าน อาการเบื่อข้าว และลักษณะของการมีไข้ 
    สิ่งที่ทำให้เกิดโรคตับอักเสบ ที่พบบ่อยที่สุดเป็น การต่อว่าดื้อรั้นไวรัส รองลงมามีสาเหตุจาก พิษเหล้า เชื้อแบคทีเรีย เชื้อโปรโตซัวเลปโตสไปโสสิส พยาธิ ยาบางประเภท สารเคมี โดยส่วนมากจะมีเหตุมาจากการตำหนิดเชื้อไวรัสประเภทต่างๆซึ่งมีอยู่หลายแบบร่วมกันหมายถึงเชื้อไวรัสตับอักเสบประเภท อี ซึ่งแต่ละประเภทมีความแตกต่างกันในเนื้อหาโดยธรรมดาเมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสตับอับเสบ ระบบภูมิต้านทานจะสามารถกำจัดเชื้อและก็จะหายเองได้ แต่มีบางรายร่างกายไม่อาจจะกำจัดเชื้อได้หมด แปลงเป็นตับอักเสบเรื้อรัง และก็ก่อให้เกิดสภาวะตับแข็งและโรคมะเร็งตับต่อไป
    นอกเหนือจากนี้โรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส (Viral Hepatitis) เป็นโรคติดโรคที่มีความรุ่นแรงสูงและก็คือปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญปัญหาหนึ่ง หน่วยงานอนามันโลก หรือ WHO นับว่าโรคนี้เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของโลกทีเดียว เพื่อราษฎรโลกตระหนักถึงภัยจากโรคตับอักเสบ องค์การอนามัยโลกก็เลยประกาศให้วัน ที่ 28 ก.ค.ของทุกปีเป็น “วันโรคตับอักเสบโลก (World hepatitis day)”

  • สิ่งที่ทำให้เกิดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ โรคไวรัสตับอักเสบนั้นนับยอดเยี่ยมในกลุ่มโรคตับอักเสบ ที่มีปัจจัยมมาจากการต่อว่าดเชื้อไวรัส ซึ่งมีเหตุมาจากเชื้อไวรัส 5 ชนิด คือ Hepatitis A virus (HAV), Hepatitis B virus (HBV), Hepatitis C virus (HCV), Hepatitis D virus (HDV) Hepatitis E virus (HEV) นอกจากนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะปัจจัยอื่นหรือเชื้อไวรัสตัวอื่นอีก ซึ่งยังไม่อาจจะตรวจพบได้ เชื้อไวรัสตับอักเสบ ดังกล่าวข้างต้นสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
  • กลุ่มที่ติดต่อทางการกิน เช่น HAV แล้วก็ HEV โดยปกติอาการไม่ร้ายแรงมากเท่าไรนัก และไม่ส่งผลข้างๆตามมา คนเจ็บที่หายจากการต่อว่าดเชื้อกลุ่มนี้ในระยะฉับพลันแล้วจะไม่มีอาการตับอักเสบเรื้อรัง โรคตับแข็ง และโรคมะเร็ง
  • กรุ๊ปที่ติดต่อทางเลือด และก็เพศสัมพันธ์ ตัวอย่างเช่น HBV แล้วก็ HCV เชื้อไวรัสกลุ่มนี้มีอาการแทรกซ้อนตามมาได้สูง เนื่องมาจากผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยมีลักษณะอาการติดเชื้อเรื้อรัง แล้วก็อาจเปลี่ยนเป็นโรคตับแข็ง หรือ โรคมะเร็งตับได้
  • อาการของโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ อาการ ที่แจ่มแจ้งเป็นอ่อนล้า โรคดีซ่าน (ตาเหลือง ตัวเหลือง เยี่ยวเหลืองเสมือนขมิ้น) โดยมักไม่มีอาการไข้ (ตัวร้อน) ร่วมด้วย บางคนอาจมีลักษณะของการปวดเสียด หรือจุกแน่น แถวลิ้นปี่ หรือชายโครงขวา (ซึ่งเป็นตำแหน่งของตับ) ในบางคนอาจพินิจได้ว่า ก่อนมีอาการดีซ่าน จะมีลักษณะอาการโรคตับเหลือง จะมีลักษณะเป็นไข้ เมื่อยล้า ไม่อยากอาหาร เหมือนไข้หวัดใหญ่ อาจมีอาการอาเจียน อ้วก ถ่าย เหลว หรือท้องเดินร่วมด้วย เมื่อไข้ลด (อาจมีไข้อยู่ 4-5วัน) ก็สังเกตเห็นฉี่เป็นสีเหลืองเข้ม แล้วมองเห็นอาการตาเหลือง ตัวเหลืองตามมา


นอกนั้น ถ้าผู้ป่วยได้รับการเจาะเลือดตรวจจะพบว่า ระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีทรานซามิเนส เป็นต้นว่า เอสจีโอที (SGOT) แล้วก็เอสจีพีที (SGPT) ขึ้นสูงขึ้นยิ่งกว่าคนธรรมดา ทำให้วิเคราะห์ได้แน่นอนว่า อาการโรคตับเหลืองที่เกิดจากโรคตับนั้น เป็นโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส ผู้เจ็บป่วยจะรู้สึกสบายขึ้น หายอ่อนเพลีย หายเบื่ออาหาร ผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง จะมีลักษณะอาการเหน็ดเหนื่อย เหนื่อยง่าย บางครั้งบางคราวมีลักษณะอาการตาเหลืองเล็กน้อย นานเป็นปีฯ ถึงสิบๆปี ก่อนจะเกิดภาวะแทรกอื่นๆตามมา ส่วนคนที่เป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอับเสบบีหรือซี จะไม่มีอาการผิดปกติใดๆให้เห็นจะรู้ต่อเมื่อตรวจเลือดพบเชื้อแค่นั้น ซึ่งหากจะแยกอาการตามประเภทของไวรัสที่กระตุ้นให้เกิดโรคตับอักเสบนั้นสามารถแยกได้ดังต่อไปนี้
ไวรัสตับอักเสบเอ จะกำเนิดอาการตับอักเสบเฉียบพลันคือ เหน็ดเหนื่อย ไม่อยากกินอาหาร ดีซ่าน โดยในผู้ใหญ่จะมีลักษณะมากยิ่งกว่าในเด็ก เชื้อไวรัสตับอักเสบเอเป็นเชื้อไวรัสที่เป็นทันควัน หายแล้วหายขาดในคนที่มีภูมิคุ้มกันแล้วจะไม่เป็นซ้ำอีก
ไวรัสตับอักเสบบี การต่อว่าดเชื้อจากเชื้อไวรัสชนิดนี้มักจะทำให้เกิดการซ่อนตัวเป็นไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง โดยผลที่เกิดในระยะยาวของการติดเชื้อไวรัสบีนั้นคือ คนป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะตับแข็ง และก็มะเร็งตับได้ในระยะยาว ถ้าเกิดมิได้รับการต่อว่าดตามรักษาที่สมควร
ไวรัสตับอักเสบ ซี เชื้อไวรัสจำพวกนี้มักไม่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการแตกต่างจากปกติอะไรก็แล้วแต่จากภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน แม้กระนั้นจะก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของตับ เมื่อมีการอักเสบไปนานๆก็จะเกิดพังผืดสะสมในตับจนกระทั่งกลายเป็นโรคตับแข็งท้ายที่สุด
ไวรัสตับอักเสบ ดี อาการของเชื้อไวรัสชนิดนี้จะมีผลให้กำเนิดตับอักเสบซ้ำไปซ้ำมาขึ้นมา เช่นเดียวกับคนเจ็บไวรัสตับอักเสบบี
ไวรัสตับอักเสบ อี การเกิดโรคของเชื้อไวรัสจำพวกนี้จะมีผลให้กำเนิดตับอักเสบเฉียบพลัน ตัวเหลืองตาเหลือง คนเจ็บหลายๆรายอาจมีอาการเหลืองนานเป็นอาทิตย์ หรือ สองสามเดือนได้

  • กลุ่มบุคคลที่เสี่ยงจะเป็นโรคไวรัสตับอักเสบ

    เชื้อไวรัสตับอักเสบประเภทเอ ฝูงคนที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบประเภทเอสูงคือ กรุ๊ปที่มีสุขลักษณะหรือการสุขาภิบาลไม่ดี ยกตัวอย่างเช่น ทานอาหารดิบๆสุกๆรับประทานอาการหรือน้ำที่ไม่สะอาดแล้วก็ผู้ที่อยู่ในสถานที่ยัดเยียด
    ไวรัสตับอักเสบจำพวกบี เนื่องด้วย เชื้อไวรัสจำพวกนี้พบได้บ่อยในสารคัดหลั่งของมนุษย์ ตัวอย่างเช่น เลือด น้ำนม น้ำเชื้อ น้ำลาย เพราะฉะนั้นกรุ๊ปเสี่ยงสำหรับการติดเชื้อเชื้อไวรัสจำพวกนี้ ก็เลยได้แก้คนที่ต้องสัมผัสกับสารคัดเลือกหลั่งพวกนี้ นอกเหนือจากนั้นยังสามารถติดเชื้อจากแม่สู่ลูกได้อีกด้วย
    ไวรัสตับอักเสบประเภทซี กรุ๊ปบุคคลที่มีการเสี่ยงสำหรับเพื่อการติดเชื้อโรค อย่างเช่น บุคคลที่ใช้เข็มหรือของมีคมร่วมกัน อย่างเช่น ผู้ติดเฮโรอีน กลุ่มคนที่ชอบสักตามร่างกาย เป็นต้น
    เชื้อไวรัสตับอักเสบประเภทดี เชื้อไวรัสชนิดนี้เป็นไวรัสที่ชอบพบว่าเกิดขึ้นพร้อมด้วยไวรัสตับอักเสบบี ด้วยเหตุดังกล่าวกลุ่มเสี่ยงที่จะติดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบดีจึงเป็นกรุ๊ปที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่นเดียวกับคนที่เสี่ยงจะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
    เชื้อไวรัสตับอักเสบประเภทอี ไวรัสจำพวกนี้สามารถเจอได้ในคนแล้วก็สัตว์ เป็นต้นว่า หมูและก็สัตว์อื่นๆแล้วก็กลุ่มบุคคลที่เสี่ยงจุติดเชื้อไวรัสประเภทนี้อย่างเช่นบุคคลที่ทานอาหารสุบๆดิบๆหรือผู้ที่สีสุขสภาวะไม่สะอาดเป็นต้น

  • กระบวนการรักษาโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ หมอวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบได้จาก ประวัติความเป็นมาอาการของผู้ป่วย ประวัติการสัมผัสโรค (ดังเช่นว่า การกินของกิน การได้รับเลือด การระบาดของโรคในสถานที่ทำงาน การมีเซ็กส์สำส่อน หรือการใช้สิ่งเสพติด) การตรวจร่างกาย ถ้าหากมีลักษณะอาการแจ้งชัด คือ มีลักษณะอาการหมดแรง ดีซ่าน โดยมีลักษณะเหมือนไข้หวัดใหญ่นำมาก่อน ไม่มีเรื่องราวดื่มสุราจัด น้ำหนักลดเล็กน้อย (เพียงแค่ 1-2 กิโลกรัม) ยังรับประทานอาหารได้ ดื่มน้ำได้ ไม่อาเจียน แพทย์จะวินิจฉัยโดยการตรวจร่างกายเพิ่มอีก อาทิเช่น ตรวจพบตับโตน้อย ลักษณะนุ่ม ไม่เจ็บมากมาย โดยไม่เจอเรื่องผิดปกติอื่นๆรวมถึงไม่เจออาการไข้ (ตัวร้อน) ก็อาจวินิจฉัยว่าเป็นโรคตับอักเสบจากไวรัส และก็ให้การดูแลรักษาขั้นแรกได้ แต่ถ้าหากมีลักษณะอาการไม่ชัดแจ้ง หรือเป็นเรื้อรัง หรือสงสัยมีต้นเหตุมาจากต้นสายปลายเหตุอื่น หมอจะทำตรวจการทำงานของตับ โดยการหาระดับ SGOTAST,SGPT ALTค่าธรรมดาน้อยกว่า 40 IU/L ถ้าค่ามากยิ่งกว่า 1.5-2 เท่าให้สงสัยว่าตับอักเสบ แม้พบว่าเปลี่ยนไปจากปกติแพทย์จะขอตรวจเดือนละครั้งติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน การตรวจค้นตัวเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ ตรวจหา Ig M Anti HAV ไวรัสตับอักเสบ บี ตรวจค้น HBsAg ถ้าหากบวกมีความหมายว่ามีเชื้ออยู่   Anti HBs ถ้าเกิดบวกหมายความว่ามีภูมิต่อเชื้อ  HBeAg ถ้าหากบวกแสดงว่าเชื้อมีการแบ่งตัว HBV-DNA เป็นการตรวจเพื่อหาปริมาณเชื้อ เชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี Anti-HCV เป็นการพูดว่ามีภูเขามิต่อเชื้อ  HCV-RNA ดูจำนวนของเชื้อ การตรวจสอบส่วนประกอบของตับ เช่นการตรวจคลื่นเสียงเพื่อมองว่ามีตับแข็งหรือโรคมะเร็งตับหรือไม่ การตรวจชิ้นเนื้อตับ หมอผู้ที่มีความชำนาญจะนำชิ้นเนื้อตับเพื่อวินิจฉัยความร้ายแรงของโรค    เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคตับอักเสบจากไวรัส แพทย์จะชี้แนะการปฏิบัติตัวต่างๆหากว่าไม่มีอาการอะไรมากก็จะไม่ให้ยา เนื่องเพราะโรคนี้ไม่มียารักษาจำเพาะ รวมทั้งนัดหมายผู้เจ็บป่วยมาตรวจตราอาการทุก 1-2อาทิตย์ จนกระทั่งจะแน่ใจว่าหายดี  คนไข้โรคตับอักเสบเชื้อไวรัสโดยมากมักมีลักษณะอาการไม่รุนแรง ถึงแม้ไม่ได้รับการดูแลรักษาเป็นพิเศษก็หายได้เอง คนป่วยที่จะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษหมายถึงคนที่มีลักษณะเหน็ดเหนื่อยมาก ทานอาหารมิได้ อ้วกคลื่นไส้มากมาย เจ็บท้องมากมาย ตัวเหลืองจัด ปวดมึนหัวร้ายแรง พูดไม่รู้เรื่อง หรือไม่รู้ตัว แล้วก็หญิงมีท้องและก็ผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคอื่นอยู่เดิม  บางครั้งบางทีอาจให้ยาบรรเทาตามอาการ เป็นต้นว่า ยาแก้อาเจียน วิตามินบำรุง (หากเบื่ออาหารมาก) ฉีดกลูโคสหรือให้น้ำเกลือ (ถ้ากินได้น้อย หรืออาเจียนมาก) เป็นต้น ถ้าตรวจเจอว่าเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง (ซึ่ง มักมีต้นเหตุมาจากไวรัสตับอักเสบบีหรือซี) ซึ่งจะมีลักษณะอักเสบนานเกิน 6 เดือน หมอบางทีอาจจำต้องทำตรวจพิเศษ เป็นต้นว่า เจาะเนื้อตับออกมาพิสูจน์ ตรวจเลือดเพื่อดูสาเหตุของความร้ายแรงแล้วก็ภาวะแทรกซ้อนเป็นระยะการดูแลรักษาอาจฉีดยาอินเตอร์เฟียรอน (interferon) สัปดาห์ละ 3 ครั้ง นาน 4-6 เดือน ยานี้จะช่วยลดปริมาณเชื้อไวรัส และก็ลดการอักเสบของตับ ส่วนคนที่ตรวจเจอว่าเป็นพาหะ ของไวรัสตับอักเสบบีหรือซี หมอจะแนะนำการปฏิบัติตัว รวมทั้งนัดตรวจทุก 3-6 เดือน ไปเรื่อยเพื่อสอดส่องอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด
  • การติดต่อของโรคไวรัสตับอักเสบ
  • เชื้อไวรัสตับอักเสบเอ (hepatitis A virus ย่อว่า HAV) สามารถติดต่อทางระบบทางเดินอาหาร โดยการกินของกิน ดื่มนมหรือน้ำที่ปนเปื้อนอุจจาระของมีเชื้อโรคนี้ (เหมือนกันกับโรคบิด อหิวาต์ ไทฟอยด์) โดยเหตุนั้นก็เลยสามารถแพร่ขยายได้ง่าย ครั้งคราวบางทีอาจเจอการระบาดในค่ายทหาร สถานศึกษา หรือ หมู่บ้าน

ระยะฟักตัวของโรคตับอักเสบจากไวรัสเอ 15-45 วัน (เฉลี่ย 30 วัน)

  • เชื้อไวรัสตับอักเสบบี (hepatitis B virus ย่อว่า HBV) เชื้อนี้จะมีอยู่ในเลือด แล้วก็ยังอาจพบมีอยู่ในน้ำลาย น้ำตา นม ปัสสาวะ น้ำอสุจิ น้ำเมือกในช่องคลอด เชื้อสามารถไปสู่ร่างกายโดยทางเพศชมรม หรือถ่ายทอดจากแม่ที่มีเชื้อนี้ไปยังเด็กแบเบาะขณะคลอด นอกเหนือจากนั้นยังสามารถติดต่อโดยทางเลือด ยกตัวอย่างเช่น การให้เลือด การฉีดยา การฝังเข็ม การสักตามร่างกาย วิธีการทำฟัน การใช้เครื่องมือแพทย์ที่มัวหมองเลือดของผู้ที่มีเชื้อโรคชนิดนี้ ฯลฯ
ระยะฟักตัวของโรคตับอักเสบจำพวกบี 30-180 วัน (เฉลี่ย 60-90 วัน)

  • เชื้อไวรัสตับอักเสบซี (hepatitis C virus ย่อว่า HCV) เชื้อนี้สามารถติดต่อลักษณะเดียวกันกับไวรัสตับอักเสบบีทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งมีการดำเนินของโรคชนิดเดียวกันกับเชื้อไวรัสตับอักเสบบี พูดอีกนัยหนึ่ง อาจจะเป็นผลให้เป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง หรือติดเชื้ออาจไม่มีอาการเปลี่ยนไปจากปกติ แต่มีเชื้ออยู่ในร่างกายสามารถแพร่โรคให้บุคคลอื่นได้ เรียกว่าเป็นพาหะของโรค (carrier) ท้ายที่สุดอาจเกิดโรคแทรกรุนแรงหมายถึงโรคตับแข็งกับโรคมะเร็งตับ ลักษณะของอาการกลุ่มนี้มักจะไม่เจอในผู้ที่ติดเชื้อโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ
  • ไวรัสตับอักเสบ ดี เป็นไวรัสที่ซ่อนเร้นมากับไวรัสตับอักเสบ บี พบได้ทั่วไปในกลุ่มประเทศยุโรป โดยไวรัสตัวนี้ จำเป็นต้องอาศัยองค์ประกอบของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี สำหรับในการแบ่งตัว ด้วยเหตุนั้นการตำหนิดเชื้อจะเกิดขึ้นกับไวรัสตับอักเสบบีหรือเกิดในผู้เจ็บป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแฝงอยู่ ภายในร่างกาย ด้วยเหตุดังกล่าวการติดต่อก็เลยมีลักษณะราวกับไวรัสตับอักเสบจำพวกบี
  • ไวรัสตับอักเสบอี การเกิดโรคในคนนั้นคนเจ็บหลายๆรายมีประวัติสัมผัสหรือกินอาหารสุกๆดิบๆซึ่งเป็นเหตุของการตำหนิดเชื้อได้ ฉะนั้นการติดต่อของเชื้อไวรัสประเภทนี้จึงมีลักษณะราวไวรัสตับอักเสบประเภทเอ
  • การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคไวรัสตับอักเสบ
  • กระทำตามหมอรวมทั้งพยาบาลที่ดูแลรักษาชี้แนะ
  • พักผ่อนเต็มกำลัง ควรหยุดงาน หยุดสถานที่เรียนตามแพทย์ชี้แนะ
  • ดื่มน้ำสะอาดให้มากมายๆอย่างต่ำวันละ 8 - 10 แก้วเมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม
  • รับประทานอาหารเป็นประโยชน์ 5 กลุ่ม แต่ว่าควรเป็นของกินอ่อนย่อยง่าย เพิ่มผัก ผลไม้ให้มากๆ
  • รับประทานยาที่ช่วยบรรเทาอาการต่างๆตามแพทย์เสนอแนะ
  • ไม่ซื้อยารับประทานเองเพราะว่าอาจส่งผลให้ตับอักเสบเพิ่มขึ้น หรืออาจมีผลข้างเคียงจากยามากขึ้น เพราะเหตุว่าตับไม่อาจจะกำจัดยาส่วนเกินออกจากร่างกายได้ตามธรรมดา
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดเพราะว่าจะเพิ่มการทำลายเซลล์ตับ
  • รักษาสุขลักษณะฐานราก (สุขข้อกำหนดแห่งชาติ) เพื่อมีสุขภาพแข็งแรง ลดความร้ายแรงของโรค และลดการกระจายเชื้อสู่คนอื่นๆ
  • ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆโดยเฉพาะก่อนกินอาหารรวมทั้งข้างหลังการขับถ่าย
  • แยกของใช้ ของใช้ส่วนตัว โดยเฉพาะถ้วยน้ำและช้อน
  • พบหมอตามนัดเสมอ รวมทั้งรีบเจอแพทย์ก่อนนัดเมื่อมีลักษณะอาการแตกต่างจากปกติไปจากเดิม รวมทั้ง/หรือ เมื่ออาการต่างๆชั่วช้าลง และ/หรือเมื่อวิตกกังวลในอาการ
  • ควรรีบเจอแพทย์ก่อนนัดหรือเป็นการเร่งด่วนเมื่อรับประทาน/ดื่มมิได้ หรือกำเนิดอาการงวยงง รวมทั้ง/หรือซึมลง เพราะเหตุว่าอาจเป็นอาการของตับวาย
  • การป้องกันตนเองจากโรคไวรัสตับอักเสบ
  • รักษาสุขลักษณะฐานราก (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อลดช่องทางติดเชื้อต่างๆ
  • ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่เสมอโดยยิ่งไปกว่านั้นก่อนที่จะรับประทานอาหารและก็หลังการขับถ่าย
  • กินแต่ว่าอาหารที่ปรุงสุกอย่างทั่วถึง สะอาด ดื่มแต่ว่าน้ำที่สะอาด ระวังการกินน้ำแข็ง แล้วก็อาหารดิบๆสุกๆ
  • รักษาความสะอาดถ้วยน้ำและช้อนเสมอ
  • รอบคอบการสัมผัสเลือดแล้วก็สารคัดเลือกหลั่งของบุคคลอื่น โดยเฉพาะการใช้งานเครื่องมือบาง อย่างด้วยกันอาทิเช่น เข็มฉีดยา เครื่องมือสักตามร่างกาย และก็กรรไกรตัดเล็บ
  • ใช้ถุงยางอนามัยชายเสมอเมื่อร่วมเพศ
  • ฉีดวัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดมีวัคซีน
  • การฉีดยาปกป้อง เชื้อไวรัสตับอักเสบบเอ


o          ทารกแรกคลอดทุกราย โดยเฉพาะถ้าเกิดคุณแม่เป็นพาหะของเชื้อ
o          เด็กทั่วๆไป เพื่อสร้างเสริมภูมิต้านทาน
o          เด็กโต วัยรุ่น ผู้ใหญ่ บางทีอาจเคยติดเชื้อโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ แล้ว
o         จะเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยงต่อโรค

  • การฉีดยาป้องกัน เชื้อไวรัสตับอักเสบบี


o       ทารกแรกคลอดทุกราย โดยยิ่งไปกว่านั้นถ้าแม่เป็นพาหะของเชื้อ
o         เด็กทั่วไป เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน
o         เด็กโต วัยรุ่น คนแก่ บางทีอาจเคยติดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี แล้ว ให้ตรวจเลือดก่อนพิจารณาฉีด วัคซีน

  • สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคไวรัสตับอักเสบ

    ลูกใต้ใบ หรือ จูเกี๋ยเช่า เป็นหนึ่งสมุนไพรบำบัดตับ ต้นของลูกใต้ใบสามารถแก้ตับอักเสบ ต้นลูกใต้ใบประกอบด้วย สารไกลโคไซด์( Glycosides) ซาโพนิน (Saponin) แทนนิน (tannins) สารฟลาโวนอยด์ (flavonoid) ซึ่งเป็นกลุ่มสารพฤกษเคมี เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของพืชนั้น ลูกใต้ใบช่วยบำรุงตับ ลดอาการตับอักเสบ มีผลการวิจัยในสัตว์พบว่า สามารถป้องกันความเป็นพิษของยาพาราเซตตามอลต่อตับได้ และยังมีผลการวิจัยพบสารสกัดจากลูกใต้ใบสามารถป้องกันไม่ให้ตับถูกทำลายจากสารพิษ อย่าง เหล้า ช่วยรักษาการอักเสบของตับทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง เช่น โรคไวรัสตับอักเสบบี และยังพบว่าทำให้การตับฟื้นตัวและยับยั้งเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ( HBV) ได้อีกด้วย
    โดยมีการทดลองและศึกษาวิจัยระหว่างคณะแพทย์จากสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา และคณะแพทย์อินเดียแห่งเมืองมีคราสได้ศึกษาวิจัยพืชสมุนไพรชนิดต่างๆ ที่มีการใช้รักษาอาการดีซ่านมาตั้งแต่โบราณ โดยได้นำพืชสมุนไพรกว่า 1,000 ชนิดที่ใช้กันทั่วโลกมาทดสอบ
    จากการทดลองพบว่า พืชสมุนไพรหลายชนิดมีฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์ดีเอ็นเอของไวรัสชนิดนี้ และสารสกัดของ ลูกใต้ใบ มีฤทธิ์สูงสุด การทดลองทางคลินิกในเมืองมีคราสทำโดยให้แคปซูลยาสมุนไพร 200 มิลลิกรัมน้ำหนักแห้งแก่ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บี 37 คน วันละครั้ง 30 วันติดต่อกันพร้อมกับให้ยาหลอกซึ่งภายในแคปซูลบรรจุน้ำตาลแล็กโทสแทน 23 คน หลังจากนั้นเจาะเลือดผู้ป่วยมาตรวจหาเชื้อไวรัส พบว่าผู้ป่วย 22 คน (ร้อยละ 59) ไม่มีเชื้อไวรัสในกระแสเลือด ในขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอกเพียง 1 คนที่ไม่พบเชื้อไวรัสในกระแสเลือด และภายหลังการติดตามผลการรักษาต่อไปอีก 9 เดือน พบว่า ผู้ป่วยทั้ง 22 คน ยังคงตรวจไม่พบเชื้อไวรัสในกระแสเลือดต่อไป
    เห็ดหลินจือ มีสารโพลีแซกคาไรด์ (polysaccharides) ออกฤทธิ์ยับยั้งสารพิษต่อตับ ไม่ให้ทำลายเซลล์ตับ เช่นสาร คาร์บอนเตตราคลอไรด์ ปรับปรุงการทำงานของตับ และยังช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีสารกลุ่มไตรเทอร์ปินนอยด์ (triterpenoids) ซึ่งมีสรรพคุณยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งตับ และสารเยอร์มาเนียม(germanium )ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายและยังมีกรดกาโนเดอลิก (ganoderic acid) กรดลูซิเดนิก (luci denic acid) เป็นสารต่อต้านสารพิษที่มีต่อตับ ยังช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ผิดปกติในตับ
    เอกสารอ้างอิง

  • โรคตับอักเสบ สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรคประจำปี 2555.สำนักระบาดวิทยา.กรมควบคุมโรค.กระทรวงสาธารณสุข.
  • ศ.เกียรติคุณ พญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์.ไวรัสตับอักเสบ(Viral hepatitis) .หาหมอดอทคอม.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • รศ.พญ.จันทพงษ์ วะสี. โรคตับอักเสบ จากเชื้อไวรัส.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่81.คอลัมน์โรคน่ารู้.มกราคม.2529
  • มารู้จักไวรัสตับอักเสบกันเถอะ.โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน.คณะเวชศาสตร์เขตร้อน.มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • รศ.นพ.สุรเกียรต์ อาชานานุภาพ.ตับอักเสบจากไวรัส.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่291.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กรกฏาคม.2546
  • รศ.จันทร์เพ็ญ วิวัฒน์.การทดลองใช้ยาสมุนไพรรักษาไวรัสตับอักเสบ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่121.คอลัมน์โลกกว้างและการแพทย์.พฤษภาคม.2541 http://www.disthai.com/
  • ศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้อและพาหนะนำโรค กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข
  • Dienstag,J., and Isselbacher, K. (2001). Acute viral hepatitis. In Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J. Harrrison’s: Principles of internal medicine. (p1721-1737). New York. McGraw-Hill.
  • สมพนธ์ บุณยคุปต์.(2538).ตับอักเสบ. งานการพยาบาลป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ ภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี.แผ่นพับ.
  • ทวีศักดิ์ แทนวันดี.(ม.ป.ป.).โรคตับอักเสบจากไวรัสซี. เชอริง-พราว จำกัด.
  • ชมรมตับอักเสบแห่งประเทศไทย (ม.ป.ป.).ไวรัสตับอักเสบมฤตยูเงียบ.เชอริง-พราว จำกัด.
  • ยง ภู่วรรณ.(2539).ไวรัสตับอักเสบและการป้องกัน. กรุงเทพฯ : ชัยเจริญ.


13

โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
1.[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/16816633/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88]โรคไข้หวัดใหญ่[/url] [/color]เป็นอย่างไร  ไข้หวัดใหญ่ หรือ ฟลู (Influenza , Flu) เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสที่ระบบทางเดินหายใจเหมือนกับหวัด แม้กระนั้นเกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสคนละจำพวกรวมทั้งมีความรุนแรงสูงยิ่งกว่าโรคไข้หวัดธรรมดามากมาย และก็เป็นอีกโรคหนึ่งพบได้ทั่วไปในทุกกลุ่มอายุทั้งในเด็กกระทั่ง ถึงคนวัยแก่ รวมทั้งมีโอกาสกำเนิดโรคใกล้เคียงกันอีกทั้งในสตรีและในเพศชาย  โดยมีลักษณะทางคลินิกที่สำคัญคือ เป็นไข้สูงแบบทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้าม เหน็ดเหนื่อย ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สำคัญที่สุดโรคหนึ่งในกรุ๊ปโรคติดเชื้ออุบัติใหม่รวมทั้งโรคติดเชื้อเกิดซ้ำ เพราะเหตุว่ามีการระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemic) มาแล้วบ่อย แต่ละครั้งเกิดขึ้นอย่างมากมายเกือบทุกทวีป ทำให้มีคนป่วยรวมทั้งเสียชีวิตนับล้านคน

  • สาเหตุของไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดใหญ่มีสาเหตุจากการตำหนิดเชื้อ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ที่มีชื่อเรียกว่า อินฟลูเอนซาเชื้อไวรัส (Influenza virus) เป็น RNA เชื้อไวรัส อยู่ในเครือญาติ Orthomyxoviridae ที่พบอยู่ในสารคัดหลั่งของคนเจ็บ ได้แก่ น้ำมูก น้ำลาย และก็เสลด ฯลฯ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ มีทั้งผอง 3 ชนิดหมายถึงเชื้อ influenza A, B และก็ C และก็ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A เป็นชนิดที่ท้าให้เกิดการระบาดอย่าง กว้างใหญ่ทั่วทั้งโลก ชนิด B ท้าทายให้เกิดการระบาดในพื้นที่ระดับภูมิภาค ส่วนชนิด C มักเป็นการติดเชื้อโรคที่แสดงอาการ น้อยหรือเปล่าแสดงอาการ และไม่ท้าให้เกิดการระบาด เชื้อไวรัสประเภท A แบ่งเป็นชนิดย่อย (subtype) ตามความไม่เหมือนของโปรตีนของไวรัสที่เรียกว่า hemagglutinin (H) แล้วก็ neuraminidase (N) ชนิดย่อยของเชื้อไวรัส A ที่พบว่าเป็นสาเหตุของการต่อว่าดเชื้อในเจอในปัจจุบันดังเช่น A(H1N1), A(H1N2), A(H3N2), A(H5N1) แล้วก็ A(H9N2) ส่วนเชื้อไวรัสประเภท B รวมทั้ง C ไม่มีแบ่งเป็นประเภทย่อย
  • ลักษณะของโรคไข้หวัดใหญ่ อาการจะเริ่มหลังได้รับเชื้อ 1-4 วัน คนป่วยจะเป็นไข้สูงแบบทันที ( 38 ซ ในผู้ใหญ่ ส่วนในเด็กชอบสูงขึ้นยิ่งกว่านี้) ปวดหัว หนาวสั่น เมื่อยกล้ามเนื้อ เหน็ดเหนื่อยมากมาย ปวดกระบอกตาเวลาตาขยับเขยื้อน มีน้ำตาไหลเมื่อมีแสงไฟ และก็บางทีอาจเจออาการคัดจมูก เจ็บคอ หากมีอาการป่วยด้วยช่วงเวลานานอาจจะมีอาการไอจากหลอดลมอักเสบ (post viral bronchitis) อาการจะรุนแรงรวมทั้งป่วยยาวนานกว่าไข้หวัดปกติ (common cold) ผู้เจ็บป่วยส่วนใหญ่จะหายปกติภายใน 1-2 อาทิตย์ แต่ว่ามีบางรายที่มีอาการร้ายแรง เพราะเหตุว่ามีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญเป็น ปอดบวม ซึ่งอาจจะทำให้เสียชีวิตได้
  • กลุ่มบุคคลเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคไข้หวัดใหญ่


           เจ้าหน้าที่ทางด้านการแพทย์ แล้วก็เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวโยงกับคนไข้ไข้หวัดใหญ่
           คนที่มีโรคเรื้อรังหมายถึงปอดอุดกันเรื้อรัง โรคหอบหืด หัวใจ เส้นโลหิตสมอง ไตวาย มะเร็งที่กำลังให้เคมี บำบัดรักษา โรคเบาหวาน ธาลัสซีเมีย ภูมิต้านทานบกพร่อง (รวมทั้งผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีลักษณะ)
           บุคคลที่แก่ 65 ปีขึ้นไป
           หญิงมีท้อง อายุท้อง 4 ข้างขึ้นไป
           ผู้ที่มีน้ำหนักมากยิ่งกว่า 100 กิโลขึ้นไป
           ผู้ทุพพลภาพทางสมองที่ช่วยเหลือตัวเองมิได้
           เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี

  • วิถีทางอาการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ การวิเคราะห์โรคโดยอาการทางคลินิกยังมีความจำกัด เนื่องจากว่าอาการคล้ายโรคติดเชื้อทางเท้า หายใจจากเชื้อไวรัสประเภทอื่น การวินิจฉัยควรที่จะใช้ การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันการวิเคราะห์โรค ตัวอย่างเช่นตรวจพบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในเสลดที่ป้ายหรือดูดจากจมูกหรือคอ หรือ ตรวจเจอแอนติเจนของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ใน epithelial cell จาก nasopharyngeal secretion โดยวิธี fluorescent antibody หรือ ตรวจเจอว่ามีการมากขึ้นของระดับภูมิต้านทานต่อเชื้อในซีรั่มอย่างน้อย 4 เท่าในระยะกระทันหันรวมทั้งระยะพักฟื้น โดยแนวทาง haemaglutination inhibition (HI) ซึ่งเป็นแนวทางมาตรฐาน หรือ complement fixation (CF) หรือ Enzyme - linked immunosorbent assay (ELISA)แล้วก็การใช้ข้อมูลทางระบาดวิทยาช่วย ดังเช่นว่า ขณะที่มีการแพร่ระบาดของโรค ไข้หวัดใหญ่ คนป่วยที่มีลักษณะน้อย ให้การรักษาตามอาการ ยกตัวอย่างเช่น ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาละลายเสมหะ ฯลฯ การให้ยาต้านเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ทันทีหลังจากที่มีลักษณะอาการช่วยลดความรุนแรงแล้วก็อัตราตายในคนป่วย ยาต้านทานไวรัส ไข้หวัดใหญ่ ดังเช่น ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) แล้วก็ซานาไม่เวียร์ (Zanamivir) การไตร่ตรองเลือกใช้ตัวไหน ขึ้นกับข้อมูลความไวของยาต่อเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในแต่ละประเทศส่วนการให้ยาต้านเชื้อไวรัส amantadine hydrochloride หรือยา rimantidine hydrochloride ด้านใน 48 ชั่วโมง นาน 3-5 วัน จะช่วยลดอาการรวมทั้งจำนวนเชื้อไวรัสประเภท A ในสารคัดเลือกหลั่งพื้นที่เดินหายใจได้ ขนาดยาที่ใช้ในเด็กอายุ 1-9 ปี ให้ขนาด 5 มก./กก./วัน แบ่งให้ 2 ครั้ง สำหรับคนเจ็บอายุ 9 ปีขึ้นไปให้ขนาด 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง (แต่ว่าหากผู้เจ็บป่วยน้ำหนักน้อยกว่า 45 กก. ให้ใช้ขนาดเดียวกับเด็กอายุ 1-9 ปี) นาน 2-5 วัน สำหรับผู้ป่วยอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่รูปแบบการทำงานของตับและไตไม่ดีเหมือนปกติ จำต้องลดปริมาณยาลง ในพักหลังๆของการดูแลและรักษาด้วยยาต้านไวรัส บางทีอาจเจอการดื้อยาและก็ตามด้วยการแพร่โรคไปยังบุคคลอื่นได้ กรณีนี้บางทีอาจจำต้องให้ยาต่อต้านเชื้อไวรัสแก่ผู้เสี่ยงโรคสูงที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ถ้าเกิดมีลักษณะอาการเข้าแทรกจากเชื้อแบคทีเรียจะต้องให้ยาปฏิชีวนะด้วย รวมทั้งควรจะหลีกเลี่ยงยาลดไข้พวก salicylates เพื่อลดการเสี่ยงต่อการเกิดโรค Reye's syndrome

6.การติดต่อของโรคไข้หวัดใหญ่ ระยะฟักตัวของโรค ระยะฟักตัวของโรคมักจะสั้น 1 - 4 วัน แต่ว่าโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ เฉลี่ย 2 วัน ซึ่งจะขึ้นกับจำนวนของเชื้อไวรัสที่ ได้รับ การติดต่อ เชื้อไวรัสที่อยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยแพร่ติดต่อไปยังคนอื่นๆโดยการไอจามรดกันโดยตรง หรือหายใจเอาฝอยละอองเข้าไปถ้าอยู่ใกล้ผู้ป่วยในระยะ 1 เมตร บางรายได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือ สิ่งของเครื่องใช้ที่แปดเปื้อนเชื้อ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก  และคนไข้สามารถแพร่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ 1 วันก่อนมีลักษณะอาการและก็จะแพร่ระบาดต่อไปอีก 3-5 คราวหลังมีลักษณะในผู้ใหญ่ ส่วนในเด็กบางทีอาจแพร่ระบาดได้เป็นเวลายาวนานกว่า 7 วัน คนที่ได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แต่ว่าไม่มีอาการก็สามารถแพร่ระบาดในขณะนั้นได้เช่นกัน ในตอนศตวรรษก่อนหน้านี้มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ทั้งโลก 4 ครั้งคือ

  • พ.ศ. 2461 - 2462 Spanish flu จากไวรัส A(H1N1) เป็นครั้งที่รุนแรงที่สุด ราษฎรทั่วทั้งโลกป่วยจำนวนร้อยละ 50 แล้วก็ตายมากถึง 20 ล้านคน
  • พ.ศ. 2500 - 2501 Asian flu จากเชื้อไวรัส A(H2N2) โดยเริ่มตรวจเจอในประเทศจีน
  • พุทธศักราช 2511 - 2512 Hong Kong flu จากไวรัส A(H3N2) เริ่มตรวจพบในประเทศฮ่องกง
  • พ.ศ. 2520 - 2521 Influenza A (H1N1) กลับมาระบาดใหญ่อีกรอบ แยกได้จากผู้ป่วยในรัสเซีย ก็เลยเรียก Russian flu แต่มีถิ่นเกิดจากจีน


7.การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ การดูแลตัวเอง เมื่อเป็นไข้หวัดใหญ่เป็นเมื่อจับไข้ ควรจะหยุดโรงเรียนหรือหยุดงาน แยกตัวและของใช้จากคนอื่นๆ เพื่อพักผ่อนรวมทั้งป้องกันการแพร่ระบาดสู่ผู้อื่น พักผ่อนให้มากๆรักษาสุขอนามัยรากฐาน  เพื่อสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ลดจังหวะกำเนิดโรคข้างๆหรือสอดแทรก อุตสาหะรับประทานอาหารมีสาระห้ากลุ่มในทุกวี่ทุกวันดื่มน้ำสะอาดให้มากมายๆอย่างต่ำวันละ 6 - 8 แก้วเมื่อไม่มีโรคจะต้องจำกัดน้ำกิน รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล หรือตามหมอชี้แนะ ไม่ควรกินยาแอสไพรินเพราะว่าบางทีอาจมีการแพ้ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ล้างมือให้สะอาดเสมอๆและทุกคราวก่อนรับประทานอาหารแล้วก็หลังเข้าห้องสุขา  ใช้ทิชชู่สำหรับในการสั่งขี้มูกหรือเช็ดปาก ไม่สมควรใช้ผ้าที่เอาไว้สำหรับเช็ดหน้า ต่อไปทิ้งทิชชู่ให้ถูกสุขอนามัย  รู้จักใช้หน้ากากอนามัย งดบุหรี่ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ เพราะว่าเป็นสาเหตุให้อาการรุนแรงขึ้น ควรจะรีบเจอแพทย์เมื่อ ไข้สูงเกิน 39 - 40 องศาเซียลเซียส และก็ไข้ไม่ต่ำลงข้างหลังได้ยาลดไข้ด้านใน 1 - 2 วัน  กินน้ำได้น้อยหรือกินอาหารได้น้อย ไอมาก มีเสลด รวมทั้ง/หรือ เสมหะมีสีเหลืองหรือเขียว ซึ่งแปลว่ามีการติดโรคแบคทีเรียแทรกซ้อน เป็นโรคหืด เพราะเหตุว่าโรคหืดมักกำเริบและก็ควบคุมเองไม่ได้ อาการต่างๆหยาบช้าลง หอบเหน็ดเหนื่อยร่วมกับไอมากมาย บางทีอาจร่วมกับนอนราบมิได้ เนื่องจากเป็นอาการเข้าแทรกจากปอดบวม เจ็บทรวงอกมากร่วมกับหายใจขัด เมื่อยล้า เพราะเหตุว่าเป็นอาการจากอาการเข้าแทรกจากเยื่อหุ้มห่อหัวใจ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ชัก ซึม งวยงง แขน/โคนขาแรง บางทีอาจร่วมกับปวดหัวร้ายแรง แล้วก็คอแข็ง เนื่องจากเป็นอาการเข้าแทรกจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ  หรือ สมองอักเสบ

  • การคุ้มครองเองจากโรคไข้หวัดใหญ่ รักษาร่างกายให้แข็งแรง เพื่อร่างกายสามารถสร้างภูมิต้านทานโรคได้ดิบได้ดี โดยการออกกำลังกาย เป็นประจำและพักผ่อนให้พอเพียง อยู่ในที่ที่อากาศระบายได้ดี เลี่ยงความเครียด ยาสูบ เหล้ารวมทั้งยาเสพติด และระวังรักษาร่างกายให้อบอุ่นในช่วงอากาศหนาวเย็น หรืออากาศเปลี่ยนแปลง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ผัก รวมทั้งผลไม้ เพื่อร่างกายได้รับสารอาหารแล้วก็วิตามินเพียงพอ ในช่วงที่มีการระบาดของโรค ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ที่มีผู้คนคับแคบ อย่างเช่น ห้างสรรพสินค้า สถานเริงรมย์ งานมหรสพ รวมถึงการใช้โทรศัพท์สาธารณะหรือลูกบิดประตู เป็นต้น แต่หากหลบหลีกไม่ได้ ควรจะใส่หน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่หรือทามือด้วยแอลกอฮอล์เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดมาจากการสัมผัสถูกเสมหะของผู้เจ็บป่วย และก็อย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูกแม้ยังมิได้ล้างมือให้สะอาด ผู้ป่วยควรแยกตัวออกห่างจากผู้อื่น อย่านอนปนเปหรือคลุกคลีสนิทสนมกับคนอื่นๆ เวลาไอหรือจามควรที่จะใช้ผ้าปิดปากแล้วก็จมูกเสมอ เวลาเข้าไปในที่ที่มีคนอยู่กันมากๆควรใส่หน้ากากอนามัยด้วยทุกหน ส่วนการฉีดยาปกป้องโรคไข้หวัดใหญ่นั้น โดยปกติถ้าหากไม่มีการระบาดโรค แพทย์จะไม่แนะนำให้ฉีดวัคซีนแก่ประชากรทั่วไป นอกจากในผู้ที่อยู่ในกรุ๊ปมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น คนชรา (แก่กว่า 65 ปี) ผู้ที่แก่ต่ำยิ่งกว่า 19 ปีที่ต้องรับประทานยาแอสไพรินเสมอๆ สตรีมีครรภ์ที่คาดว่าอายุครรภ์ปิ้งเข้าไตรมาสที่ 2 ขึ้นไปในช่วงที่มีการระบาดของโรค ผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ทางด้านการแพทย์ ผู้ที่จะต้องเดินไปในถิ่นที่มีการระบาดของโรค ผู้ที่มีกิจกรรมจำเป็นที่ไม่อาจจะหยุดงานได้ (ได้แก่ นักแสดง นักกีฬา นักเดินทาง ตำรวจ ข้าราชการบริการสังคม ผู้เรียนหรือนิสิตที่อยู่รวมกัน รวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในสถานพักฟื้น สถานสงเคราะห์ผู้สูงวัย) ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ (เป็นต้นว่า ผู้ป่วยโรคภูมิคุมกันบกพร่อง ผู้เจ็บป่วยที่ได้รับยาสเตียรอยด์ คนไข้รังสีรักษาหรือเคมีบำบัดรักษา) คนเจ็บที่เป็นโรคเรื้อรัง (ได้แก่ เบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคหอบหืด โรคตับ โรคไต โรคเลือด) ซึ่งบุคคลพวกนี้เป็นกลุ่มที่ควรได้รับการฉีดวัคซีนคุ้มครองไข้หวัดใหญ่
  • สมุนไพรประเภทไหนที่สามารถช่วยบรรเทา/รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ได้
สมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Herbs with anti-influenza activity) ประกอบด้วยสมุนไพร        
                พลูคาว / ผักคาวตอง (Houttuynia cordata) จากการศึกษาในหลอดทดสอบ น้ำมันระเหยการกลั่นพลูคาวสดมีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ เริม (Herpes simplex virus type 1) ไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง (HIV-1) ขึ้นรถสำคัญในน้ำมันระเหยจากพลูคาวที่มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัสดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ยกตัวอย่างเช่น methyl n-nonyl ketone, laurly aldehyde, capryl aldehyde
                Epigallocatechin (EGCG) ในชาเขียว EGCG เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีสูงที่สุดในชาเขียว EGCG ขนาดต่ำในหลอดทดสอบมีฤทธิ์ ยับยั้งไม่ให้ไวรัสไข้หวัดใหญ่อีกทั้งจำพวก A แล้วก็ B เข้าเซลล์& ลดการติดเชื้อของเซลล์เพาะเลี้ยงจากไตสุนัขได้อย่างมีนัยสำคัญ
                ใบเตย (Pandanus amaryllifolius) ใบเตยมีสารประเภทเลกติเตียนน (lectin) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นโปรตีน ชื่อ Pandanin ที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อ ไข้หวัดใหญ่ชนิด A (H1N1) อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งเชื้อได้ 50% (EC50) พอๆกับ15.63 microM
                สาร Aloe emodin Aloe emodin = สารแอนทราควิโนน (anthraquinone) ที่เจอได้ในยางว่านหางจระเข้ เมื่อนำสาร Aloe emodin มาผสมกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ในหลอดทดลองนาน 15 นาที ที่ 37 องศาเซลเซียส สามารถยั้งไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ ยิ่งกว่านั้น สาร aloe emodin ยังยั้งไวรัสที่ก่อโรคเริม และงูสวัดได้อีกด้วย
สมุนไพรกระตุ้นภูมิต้านทาน (Immunomodulator / Immunostimulant)
                กระเทียม  Aged Garlic Extract (AGE) มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิต้านทาน AGEเป็นผลิตภัณฑ์กระเทียมจัดแจงโดยการแช่กระเทียมที่หั่นหรือสับใน 15-20% แอลกอฮอล์แล้วทิ้งเอาไว้เป็นเวลายาวนานมากกว่า 10 เดือน ที่อุณหภูมิปกติแล้วนำมาทำให้เข้มข้น เมื่อให้ AGE ทางปากแก่หนูถีบจักร 10 วันก่อนให้เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แก่หนูโดยการหยอดทางจมูก มีประสิทธิผลสำหรับเพื่อการป้องกันไข้หวัดใหญ่ก้าวหน้าเท่าการให้วัคซีน
                ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกระเทียมที่มีสาร allicin มีการทำการศึกษาเรียนรู้ในอาสาสมัคร 146 คน โดยให้กรุ๊ปควบคุมได้รับยาหลอก และกลุ่มทดลองได้รับกระเทียมกินวันละ 1 แคปซูล นาน 12 อาทิตย์ ระหว่างฤดูหนาว (เดือนพฤศจิกายน - ก.พ.) และให้แต้มสุขภาพ และอาการหวัดทุกเมื่อเชื่อวัน พบว่า กลุ่มที่ได้รับกระเทียมได้โอกาสเป็นหวัดน้อยกว่ากลุ่มยาหลอก และเมื่อเป็นหวัดแล้วหายเร็วกว่า
                โสม (Ginseng)    สารสกัดโสมอเมริกันที่จดสิทธิบัตรแล้ว (CVT-E002) โดยทดลองให้สารสกัดนี้ ขนาด 200 มก. วันละ 2 ครั้งหรือยาหลอกแก่คนวัยแก่ที่อาศัยอยู่รวมกันคนไม่ใช่น้อย (institutional setting) จำนวนรวม 198 คน ระหว่างฤดูการระบาดของไข้หวัดใหญ่ (ฤดูหนาวปี 2543 -44) เพื่อศึกษาประสิทธิผลสำหรับการปกป้องการป่วยด้วยโรคฟุตบาทหายใจอย่างกระทันหัน (Acute Respiratory Illness, ARI) พบว่า อุบัติการณ์ของไข้หวัดใหญ่ที่ได้รับการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการของกรุ๊ป ยาหลอกสูงยิ่งกว่ากลุ่มที่ได้รับสารสกัดโสมอย่างเป็นจริงเป็นจัง (7/101 และก็ 1/97) รวมทั้งการลดน้อยลงของการเสี่ยงจากการป่วยด้วยโรค ARI ในกลุ่มที่ได้รับยา CVT-E002 พอๆกับ 89%
เอกสารอ้างอิง

  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J.(2001). Harrrison’ s:Principles of internal medicine. New York. McGraw-Hill. http://www.disthai.com/
  • ”สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่-H1n1 (1 มกราคม – 26 ธันวาคม 2558)” สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข
  • ดร.ภก.อัญชลี จูฑะพุทธิ.สรุปการบรรยายประชุมวิชาการกรมพัฒน์เรื่อง”สมุนไพร:ไข้หวัดใหญ่-ไข้หวัดนก.”ณ.ห้องประชุมเบญจกูล กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.วันที่ 28 ธันวาคม 2548
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).”ไข้หวัดใหญ่(lnfluenza/Flu).หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป2.หน้า 393-396
  • “ไข้หวัดใหญ่”คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก
  • ไข้หวัดใหญ่.กลุ่มระบาดวิทยา/โรคติดต่อ.สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข
  • โรคไข้หวัดใหญ่แนวทางการดำเนินการให้บริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลปี2559.แนวทางการเฝ้าระวังโรคติดต่อในสถานศึกษา 2559 กองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร


14

สมุนไพรเมื่อย
เมื่อย Gnetum montanum Markgraf
บางถิ่นเรียกว่า เมื่อยล้า (จังหวัดตราด) ม่วย (เชียงราย จังหวัดอุบลราชธานี) มะม่วย (เชียงใหม่) แฮนม่วย (เลย)
ไม้เถา เนื้อแข็ง กิ่งเป็นข้อต่อกันแล้วก็ตามข้อจะบวมพอง ใบ ลำพัง เรียงเป็นคู่สลับตั้งฉาก ใบรูปขอบขนานปนรูปไข่ มีขนาดแตกต่างมาก แม้กระนั้นกว้างไม่เกิน 12 เซนติเมตร ยาวไม่เกิน 20 ซม. ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบกลม มน หรือ แหลม ขอบของใบเรียบ เนื้อเรือใบแข็งดก หรือ ออกจะดก เมื่อแห้งสีออกดำ เส้นใบโค้ง ก้านใบยาว 1-1.5 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอดและก็ตามลำต้น สมุนไพร ช่อดอกแตกกิ่งก้านสาขามา แยกเป็นช่อดอกเพศผู้และเพศภรรยา ดอกเรียงเป็นชั้นๆรอบศูนย์กลาง ช่อดอกเพศผู้ กว้างโดยประมาณ 0.4 เซนติเมตร ยาวโดยประมาณ 3 ซม. แต่ละชั้นมีประมาณ 20 ดอก ช่อดอกเพศภรรยา แต่ละชั้นมี 5-7 ดอก ผล รูปรี กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาว 1.5 เซนติเมตร เมื่อสุกสีแดง ก้านผลอ้วน ยาวราว 0.2 ซม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในชั้นสูงจากน้ำทะเล 50-1,800 ม. พบในทุกภาคของประเทศ ยกเว้นภาคกึ่งกลาง
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรากกินแก้พิษบางประเภท แล้วก็แก้ไข้มาลาเรีย

15

โรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic heart disease.IHD)

  • โรคหัวใจขาดเลือดเป็นอย่างไร
โรคหัวใจขาดเลือด ( Ischemic Heart Disease) เป็นโรคที่อาจพูดได้ว่าพบมากในประเทศไทยแล้วก็มีลักษณะท่าทางสูงมากขึ้นเรื่อยๆและก็เป็นโรคที่เป็นสาเหตุของการถึงแก่กรรมอันดับต้นในประเทศที่ปรับปรุงแล้ว
หัวใจทำหน้าที่เหมือนเครื่องสูบน้ำ คอยสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะและก็ระบบต่างๆทั่วร่างกาย หัวใจประกอบด้วยกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่อยากเลือดไปเลี้ยงเช่นเดียวกับอวัยวะส่วนอื่นๆเส้นโลหิตที่นำเลือดไปเลี้ยงหัวใจ ภาษาแพทย์เรียกว่า เส้นโลหิตหัวใจ หรือ เส้นเลือดวัวโรนารี (coronary artery) ซึ่งมีอยู่หลายแขนง แต่ละแขนงจะแยกกันไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจส่วนต่างๆ
แม้กระนั้นถ้าหากเส้นโลหิตหัวใจกิ่งก้านสาขาใดกิ่งก้านสาขาหนึ่งมีการแคบ ก็จะก็ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจนิดหน่อยขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดลักษณะของการเจ็บจุกหน้าอกและก็อ่อนล้า พวกเราเรียกว่า โรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic heart disease เรียกชื่อย่อว่า IHD) บ้างก็เรียกว่า โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ หรืออุดกั้น บ้างก็เรียกว่า โรคหัวใจโคโรนารี (coronary heart disease เรียกชื่อย่อว่า CHD)
โดยเหตุนี้โรคหัวใจขาดเลือด(Ischemicheart disease, IHD) หรือโรคเส้นเลือดแดงโคโรสตรี(Coronary artery disease, CAD) จึงหมายคือ โรคที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบหรือตัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากไขมันและก็เยื่อสะสมอยู่ในฝาผนังของหลอดเลือด ส่งผลให้เยื่อบุฝาผนังเส้นเลือดชั้นในตำแหน่งนั้นครึ้มตัวขึ้น คนเจ็บจะมีลักษณะและก็อาการแสดงเมื่อเส้นโลหิตแดงนี้ตีบปริมาณร้อยละ50 หรือมากกว่าอาการสำคัญที่พบได้มากเป็นต้นว่า อาการเจ็บคาดคั้นอก ใจสั่น เหงื่อออก เหนื่อยขณะออกแรง เป็นลมหมดสติหรือร้ายแรงถึงขึ้นเสียชีวิตฉับพลันได้
โรคหัวใจขาดเลือด เป็นโรคของคนแก่ตั้งแต่วัยหนุ่มวัยสาวไปจนถึงในผู้สูงวัย โดยเจอได้สูงตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไปในช่วงวัยเจริญพันธุ์ เจอโรคเส้นโลหิตหัวใจในผู้ชายได้สูงยิ่งกว่าในเพศหญิง แม้กระนั้นภายหลังวัยหมดระดูถาวรแล้ว หญิงแล้วก็ผู้ชายได้โอกาสเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจได้ใกล้เคียงกัน

  • สาเหตุของโรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจขาดเลือดเป็นโรคที่เกิดจากหลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจตีบหรืออุดตันซึ่งมีสาเหตุจากฝาผนังเส้นเลือดแดงแข็งตัว ( Atherosclerosis ) และก็มีต้นเหตุจากการอักเสบ ( inflammation )  ของฝาผนังหลอดเลือดที่เกิดขึ้นจากครามพลาด (Plaque) ที่เกิดจากไขมันดังที่กล่าวมาซึ่งข้อมูลในปัจจุบันพบว่า เป็นขบวน การสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดหลอดเลือดแดงแข็งตัว เหตุพวกนี้จะส่งผลกระตุ้นให้มีการสะสมของไขมัน ที่ผนังเส้นเลือดทำให้เกิดการตีบของหลอดเลือดสุดท้าย และเมื่อมีการตีบแคบตั้งแต่จำนวนร้อยละ70 ของความกว้างของเส้นเลือดขึ้นไปก็จะก่อให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจน้อยเกินไปกำเนิดอาการแน่นหน้าอกขึ้นมาและซึ่งกำเนิดเหตุเพราะการมีไขมันไปเกาะอยู่ด้านในผนังหลอดเลือด เรียกว่า “ขี้ตะกรันท่อหลอดเลือด” (Artherosclerotic plaque) ซึ่งจะค่อยๆพอกดกตัวขึ้นทีละเล็กทีละน้อยจนกระทั่งช่องทางสำหรับเดินของเลือดตีบแคบลง เลือดจึงไปเลี้ยงหัวใจได้ลดลง


ถ้าหากปลดปล่อยไว้นานๆตะกอนท่อหลอดเลือดที่เกาะอยู่ข้างในผนังหลอดเลือดหัวใจจะมีการฉีกขาดหรือแตกออก เกล็ดเลือดก็จะจับกันจนเปลี่ยนเป็นลิ่มเลือดและก็อุดกั้นช่องทางสำหรับเดินของเลือด ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอยู่เป็นระยะเวลาที่ยาวนานกระทั่งเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจตาย ผู้ป่วยก็เลยกำเนิดลักษณะการเจ็บแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินและก็เป็นโทษถึงชีวิตอย่างฉับพลันได้ เรียกว่า “ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายรุนแรง” (Acute myocardial information)

  • ลักษณะโรคหัวใจขาดเลือด ในระยะเริ่มต้นเมื่อเริ่มเป็นหรืเส้นเลือดยังตีบไม่มากผู้ป่วยจะยังไม่ออกอาการแต่ว่าหากหลอดเลือดมีการตีบมากขึ้น


คนไข้มักจะมีลักษณะเจ็บแน่นหน้าอกเป็นอาการนำซึ่งเป็นผลจากการที่เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจน้อยเกินไปซึ่งอาการนี้เรียกว่า angina pectoris รูปแบบของ angina pectoris อาจจำแนกประเภทองค์ประกอบได้เป็น 4 ลักษณะอันประกอบไปด้วย

  • ตำแหน่ง รอบๆที่เจ็บแน่นชอบอยู่กึ่งกลางๆหรือหน้าอกทางซ้าย มักบอกตำแหน่งที่ชัดเจนไม่ได้ บางรายอาจมีความรู้สึกเจ็บร้าวไปที่รอบๆลิ้นปี่ ใต้คาง ฟัน ไหล่ หรือแขนได้โดยเฉพาะภายในของแขน
  • ลักษณะของการเจ็บ ลักษณะมักจะรู้สึกหนักๆแน่นๆบีบๆหรือบางทีอาจเหมือนมีอะไรมากดทับทรวงอก โดยปกติจะค่อยๆเพิ่มความร้ายแรงขึ้นจากนั้นจะเบาๆลดน้อยลงในบางครั้งอาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย อาทิเช่น รู้สึกอิดโรย เหงื่อออก คลื่นไส้ มือเท้าเย็นคล้ายจะเป็น ลม
  • ระยะเวลาที่เจ็บ อาการมักเป็นช่วงๆสั้นๆมักไม่เกิน 10 นาที ส่วนมากจะเป็นนานประมาณ 2 – 5 นาที
  • ต้นสายปลายเหตุกระตุ้นรวมถึงต้นเหตุที่ทำให้อาการดียิ่งขึ้น อาการชอบกระตุ้นด้วยการออกแรง อารมณ์เครียด โกรธ อากาศเย็น หลังรับประทานอาหารมื้อหนัก และก็ อาการมักดีขึ้นกว่าเดิมเมื่อได้พัก หรือ ได้ยาขยายเส้นโลหิตหัวใจ ( nitrates )


อย่างไรก็แล้วแต่คนป่วยบางรายบางทีอาจไม่ได้มีลักษณะของ angina pectoris ได้แม้กระนั้นก็ยังถือว่าเป็นอาการที่เกิดขึ้นมาจากการขาดเลือด ( ischemic equivalents ) อย่างเช่น อ่อนเพลียหรือปวดแขนเวลาออกแรง
นอกนั้นยังมีลักษณะอื่นๆอีกอย่างเช่นอาการโรคหัวใจล้มเหลว (หัวใจวาย) ยกตัวอย่างเช่น อ่อนล้าง่าย หัวใจเต้นเร็ว บวมตามหน้าแขน/ขา  ความดันโลหิตสูง  ไขมันในเลือดสูง  บางรายอาจมีอาการใจหวิว ใจสั่น ชีพจรเต้นเร็วหรือช้ากว่าธรรมดา บางรายมีลักษณะเหงื่อซึม เป็นลม ตัวเย็น อ้วก อาเจียน ในคนชรานั้น บางทีก็อาจจะไม่กล่าวถึงอาการเจ็บอกเลย แม้กระนั้นมีลักษณะอ่อนแรง อ่อนแรงง่าย เหนื่อยหอบ แล้วก็หายใจติดขัดร่วมกับอาการแน่นๆในหน้าอกเท่านั้น หรือรู้สึกอ่อนล้าหมดแรง จนกระทั่งสลบ อาการอีกอย่างหนึ่งเป็น การถึงแก่กรรมอย่างทันทีทันใด ซึ่งชอบกำเนิดใน 2-3 ชั่วโมง ภายหลังจากเริ่มมีอาการ

  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด


เพศ เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่าเพศชายได้โอกาสเป็นโรคนี้มากยิ่งกว่าเพศหญิงซึ่งอยู่ในระยะยังไม่หมดเมนส์ แต่ภายหลังจากที่หมดประจำเดือนแล้ว จังหวะเป็นจะเท่ากันในทั้งคู่เพศ
อายุุ แผ่นไขมันจะเกิดขึ้นมากขี้นตามอายุ ฉะนั้นอุบัติการของการเกิดโรคนี้ก็เลยเยอะขึ้นตามอายุ การพบโรคนี้ในคนที่อายุน้อยกว่า 35 ปีมีได้บ้างแต่ว่าใม่บ่อยครั้ง
ไขมันในเลือดสูง พบว่าผลรวมของวัวเลสเตอรอคอยลทั้งหมดทั้งปวง มีความเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับโรคหัวใจขาดเลือดอีกทั้งในเพศชายรวมทั้งเพศหญิง โดยเล่าเรียนพสกนิกรอเมริกัน ตรงเวลา 24 ปี และก็พบว่าพวกที่มีวัวเลสเตอรอคอยล ในเลือดสูงจะได้โอกาสเป็นโรคนี้มากยิ่งกว่าพวกที่มีไขมันต่ำถึง 5 เท่า โดยสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงดังที่กล่าวมาข้างต้นพบบ่อยในผู้ที่หรูหรา วัวเลสเตอรอล l ในเลือดสูงยิ่งกว่า 200 มก./ดล. หรือผู้ที่มี ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้นมากยิ่งกว่า 150 มก./ดล
ความดันโลหิตสูง ทั้งความดันสิสโตลิคแล้วก็ไดแอสโตลิคมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดในภายหลังทั้งปวง และก็ยิ่งความดันสูงมากมาย จังหวะที่จะกำเนิดโรคนี้ยิ่งมีมาก โดยเฉพาะคนที่มีความดันโลหิตสูงกว่า 160/95 มม.ปรอท
การสูบบุหรี่ สาเหตุนี้มีความเชื่อมโยงกับการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดมากมายรวมทั้งยังขึ้นกับระยะเวลาทีสูบรวมทั้ง ปริมาณยาสูบที่ดูดด้วย โดยพบว่าคนที่ชอบสูบบุหรี่หนักมากจะได้โอกาส เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ได้มากกว่า คนที่ไม่ดูดถึง 3 เท่า และถ้าเกิดมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆร่วมด้วยอีก โอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือดยิ่งเพิ่มมากขึ้น
บุคคลสถานที่ทำงานมีความเคร่งเครียดสูง ผู้มีประวัติโรคหัวใจในครอบครัว คนแก่ (ผู้ชายมากกว่า 55 ปี เพศหญิงมากยิ่งกว่า 65 ปี) โรคอ้วน (Body mass index หรือ BMI/ดัชนีมวลกายมากกว่า30) โรคไตเรื้อรัง บุคคลที่ขาดการออกกำลังกาย มีโรคเครียด


  • ขั้นตอนการรักษาโรคหัวใจขาดเลือด แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคเส้นโลหิตหัวใจในพื้นฐานได้จากวิธีสำหรับซักประวัติ (อาทิเช่น ประวัติการดูดบุหรี่ การออกกำลังกาย โรคประจำตัว เรื่องราวป่วยในครอบครัว) และก็อาการที่แสดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการปวดคาดคั้นหรือจุกแน่นรอบๆลิ้นปี่แล้วปวดร้าวไปที่คอ ไหล่ ขากรรไกร โดยมีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย (อาทิเช่น แก่มาก ดูดบุหรี่ เครียด อ้วน มีประวัติเป็นโรคโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง) รวมทั้งเมื่อสงสัยว่าเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจ แพทย์จะทำตรวจพิเศษอื่นๆเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
  • คลื่นไฟฟ้าหัวใจ ( Electrocardiogram: ECG ) เว้นแต่ช่วยวิเคราะห์แล้วบางครั้งบางคราวอาจเจอความผิดปกติอื่นๆเช่น ผนังหัวใจดกหรือหัวใจ เต้นผิดจังหวะ ซึ่งลักษณะต่างๆนี้บางครั้งจะบ่งบอกถึงกลไกของการแน่นหน้าอกแล้วก็ช่วยสำหรับเพื่อการเลือกวิธีการตรวจอื่นๆแล้วก็บางคราวยังช่วยประเมินการเสี่ยงด้วย
  • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ( echocardiography )คลื่นเสียงความถี่สูงจะให้ข้อมูลในด้านต่างๆของหัวใจ ตัวอย่างเช่น การบีบตัวของหัวใจห้องซ้ายความผิดปกติสำหรับการบีบตัวของหัวใจเล็กน้อย ( regional wall motion abnormalities: RWMA )ซึ่งมักพบในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด นอกเหนือจากนี้การเจอความแปลกอะไรบางอย่าง อาจเป็นสาเหตุของอาการแน่นหน้าอกที่ไม่ใช่จากโรคหัวใจขาดเลือดได้ ค่าการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายยังเป็นหัวใจสำคัญที่ใช้ช่วยบอกถึงความเสี่ยงและก็การพยากรณ์โรคได้อีกด้วย และก็สามารถใช้ประเมินความกว้างของบริเวณที่ขาดเลือดได้
  • Coronary computed tomography angiography (CTA) และ coronary calcium CTA รวมทั้ง coronary calcium เป็นการตรวจที่ผลการตรวจทั้งสองมีค่า negative predictive value สูงมากมายโดยยิ่งไปกว่านั้นในผู้เจ็บป่วยที่ได้โอกาสจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดในระดับที่ถือว่าต่ำถึงปานกลาง ก็เลยมีสาระสำหรับในการตัดต้นสายปลายเหตุการแน่นหน้าอกจากเส้นโลหิตหัวใจตีบได้หากผลอ่านไม่เจอมีการตีบของ เส้นโลหิต เส้นเลือดที่มีการแข็งตัวอาจจะพบมีการเกาะของแคลเซียมที่เส้นเลือดได้ ด้วยเหตุดังกล่าว ถ้าหากผลของ coronary calcium ต่ำช่องทางที่อาการแน่นหน้าอกจากเส้นเลือดหัวใจตีบก็จะน้อย ในทางกลับกัน ถ้าเกิดค่าของ coronary calcium สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมากกว่า 400 ( Agatston score> 400 ) จะได้โอกาสกำเนิด อุบัติการณ์ต่างๆทางหัวหัวใจรวมทั้งหลอดเลือดเยอะขึ้นเรื่อยๆ
  • Cardiac magnetic resonance ( CMR )CMR อาจช่วยประเมินความไม่ดีเหมือนปกติขององค์ประกอบหัวใจในด้านต่างๆอาทิเช่น ลิ้นหัวใจ ผนังกันห้องหัวใจ และกล้ามเนื้อหัวใจห้องต่างๆเป็นต้น และก็ ยังช่วยบอกการท างานของห้องหัวใจ ด้านล่างซ้าย ( LVEF ) ได้เหมือนกัน
  • Electrocardiogram exercise testing หรือ exercise stress test ( EST )เป็นการกระตุ้นด้วยการออกก าลังกายและก็ใช้ ECG ประเมินลักษณะขาดเลือด ซึ่งเป็น การตรวจที่สบายมีใช้กันโดยทั่วไป การออกกำลังบางทีอาจใช้แนวทางวิ่งบนสายพาน (treadmill) หรือ ปั่นรถจักรยานไฟฟ้า ( Electrically braked cycles ) แล้วมองการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ความผิดแปลกที่ชี้ว่าน่าจะมีหลอดเลือดหัวใจตีบ อาทิเช่น มีลักษณะอาการเจ็บแน่นหน้าอก หน้าซีด ตัวเย็น ความดันโลหิตต่ำระหว่างที่ทำการทดลอง เหล่านี้ฯลฯ


สำหรับในการเริ่มรักษานั้นนอกจากจะรักษาอาการแล้วผู้เจ็บป่วยทุกรายควรได้รับการเสนอแนะให้ปรับลดปัจจัยเสี่ยงรวมถึงควบคุมโรคที่จะทำให้โรคหัวใจขาดเลือดเป็นมากขึ้น ดังเช่นว่า การสูบบุหรี่เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง รับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม โรคอ้วน ขาดการออก พลังกาย และไขมันในเลือดสูงและก็สำหรับวิธีการรักษาโรคหัวใจขาดเลือดนั้นมี 2 แนวทางหมายถึงการดูแลรักษาด้วยยา เช่น ยาขยายเส้นโลหิตหัวใจ ยาลดแนวทางการทำงานของหัวใจ เพื่อหัวใจใช้ออกสิเจนน้อยลง ยายับยั้งเกร็ดเลือดเกาะตัว กรณีเป็นความดันเลือดสูงไม่ดีเหมือนปกติ หรือเบาหวานต้องรักษาร่วมไปด้วย คนที่ระดับไขมันในเลือดสูงผิดปกติก็จะได้รับยาเพื่อลดไขมัน ยาขยายหลอดเลือด อาจทำในรูปยาอมใต้ลิ้น ยาพ่นเข้าในปาก รวมทั้งยาปิดหน้าอก ยาอมใต้ลิ้น และยาพ่นในโพรงปาก สามารถออกฤทธิ์ได้ด้านใน 2-3 นาที จึงเหมาะสมที่จะพกไว้ในช่องทางฉุกเฉิน ยาเป็นแผ่นปิดหน้าอก ใช้ปิดหน้าอกรวมทั้งที่อื่นๆตามร่างกาย จะออกฤทธิ์ราว 30-45 นาที หลังปิดบนผิวหนัง จะไม่ออกฤทธิ์ทันทีดังเช่นว่ายาอมใต้ลิ้น การดูแลรักษาด้วยการผ่าตัด อาทิเช่น การผ่าตัดทำทางเบี่ยงของหลอดเลือด ( Coronary Artery Bypass Graft, CABG) ชอบใช้วิธีการผ่าตัดนำเส้นเลือดดำที่ขามาตัดต่อกับเส้นโลหิตที่อุดตัน ทำฟุตบาทของเลือดใหม่ การดูแลและรักษาด้วยการถ่างขยายเส้นโลหิตด้วยแนวทางต่างๆเป็นต้นว่า ถ่างขยายด้วยบอลลูน หัวกรอ และก็บางทีก็อาจจะต้องใส่ขดลวดค้ำไว้ เพื่อไม่ให้เส้นโลหิตตีบซ้ำ

  • การติดต่อของโรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจขาดเลือดเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบของหลอดเลือดและพฤติกรรมการใช้ชีวิตของมนุษย์ ซึ่งไม่ถือเป็นโรคติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
  • การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคหัวใจขาดเลือด


  • โรคหัวใจขาดเลือดนี้เมื่อเป็นแล้วมักจะเป็นเรื้อรัง ต้องคอยติดต่อรักษากับแพทย์อย่าได้ขาด และที่สำคัญต้องดูแลตัวเองอย่างจริงจัง ในรายที่เป็นไม่มากถ้ารู้จักดูแลตัวเองได้ถูกต้อง ก็อาจจะหายหรือทุเลาได้
  • ลดอาหารที่มีไขมันสัตว์ กะทิ น้ำมันมะพร้าว น้ำตาล ของหวาน กินผักผลไม้ให้มากๆ
  • ควรออกกำลังกายที่ไม่ใช้แรงหักโหม เช่น การเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน โดยควรเพิ่มทีละน้อย และอย่าให้เหนื่อยเกินไป
  • หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการกำเริบ เช่น อย่าทำงานหักโหมเกินไป อย่ากินข้าวอิ่มเกินไป ระวังอย่าให้ท้องผูก งดดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่ใส่กาเฟอีน ระวังอย่าให้ตื่นเต้นตกใจหรือกระทบกระเทือนจิตใจ อย่าอาบน้ำเย็นหรือถูกอากาศเย็นจัดและควรงดสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด
  • พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเป็นการฉุกเฉินเมื่อมีอาการต่อไปนี้ เจ็บแน่นหน้าอกมาก อาจเจ็บร้าวขึ้นขากรรไกรไปยังหัวไหล่หรือแขน เหนื่อย หายใจขัด ชีพจรเต้นอ่อน เต้นเร็ว เหงื่อออกมาก วิงเวียนจะเป็นลม หยุดหายใจและ/หรือโคม่า
  • หากมีโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ควรรักษาโรคเหล่านี้ควบคู่ไปด้วยอย่างจริงจัง
  • การป้องกันตนเองจากโรคหัวใจขาดเลือด


  • งดการสูบบุหรี่ เพราะสารพิษในบุหรี่จะไปขัดขวางการไหลเวียนของเลือด กระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ทำให้ปริมาณของออกซิเจนในเลือดลดลง และทำลายผนังหลอดเลือดอีกด้วย ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้
  • งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือคุมปริมาณในการดื่มให้เหมาะสม (ไม่เกินสัปดาห์ละ 14 แก้ว) และไม่ควรดื่มอย่างต่อเนื่อง เพราะจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
  • กำจัดความเครียด เช่น การเจริญสมาธิ การออกกำลังกาย การฝึกโยคะ การรำมวยจีน
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยเน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างหลากหลายและครบ 5 หมู่ เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนัก ความดันโลหิต และคอเลสเตอรอล
  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (BMI -5-23 กิโลกรัม/ตารางเมตร)
  • ควบคุมโรค โรคเบาหวาน ความดันโลหิต ไขมันในเลือดสูง และโรคอ้วนที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด ให้ได้อย่างจริงจัง
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ ในคนทั่วไปที่ยังไม่มีอาการผิดปกติควรไปพบแพทย์ทั่วไปเพื่อตรวจสุขภาพประจำปีอย่างต่อเนื่อง
  • สมุนไพรที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด


  • พริก จะมีสารแคปไซซินที่ให้ความเผ็ด ช่วยทำให้หลอดเลือดขยาย ละลายลิ่มเลือด ลดการหดตัวของเส้นเลือด ลดการจับกลุ่มของเกล็ดเลือด ยับยั้งการดูดซึมไขมันในเส้นเลือด ส่งผลให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปใช้ได้สะดวก
  • ดอกคำฝอย น้ำมันจากดอกคำฝอยมีฤทธิ์ลดการจับตัวของเกล็ดเลือด ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันเลือดสูง บำรุงเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น ช่วยป้องกันเส้นเลือดหัวใจตีบได้
  • กระเทียม ในกระเทียมนั้นมีสารอัลลิซินที่ช่วยลดไขมันเลวในเลือดและลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นสาเหตุตัวร้ายของโรคหัวใจ กระเทียมจึงช่วยลดโอกาสการอุดตันไขมันในหลอดเลือด อันทำให้เกิดโรคหัวใจได้ นอกจากนี้กระเทียมมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการแข็งตัวของเลือด ช่วยลดความดันเลือด รวมทั้งเป็นสารต้านการจับตัวเป็นก้อนของเลือดด้วยการทำให้เกล็ดเลือดบางลง จึงป้องกันภาวะหัวใจขาดเลือด
  • ชาเขียว มีสารที่สามารถป้องกันการจับตัวของเกล็ดเลือด แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดไขมันชนิด LDL และเพิ่มไขมัน HDL ซึ่งช่วยป้องกันหลอดเลือดตีบและช่วยให้เลือดแข็งตัวยากขึ้น
  • หอม ในหอมจะมีสารฟลาโวนอยด์ที่ช่วยยังยั้งไม่ให้เกล็ดเลือดไปรวมตัวกันจนแข็งตัวแล้วไปอุดตันตามเส้นเลือด ทำให้ลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจลงไปได้ และยังมีสารเคอร์ซีทินที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระจึงปกป้องเราจากโรคมะเร็งอีกด้วย

    เอกสารอ้างอิง

  • โรคหัวใจขาดเลือดที่มีอาการคงที่. นพ.พงษ์พันธ์ จิตต์ธรรม.ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.
  • Coronary heart disease risk factors.http://www.disthai.com/
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.โรคหัวใจขาดเลือด.นิยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่159.คอลัมน์แนวยา-แจงโรค.กรกฎาคม2535
  • เจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อาการปวดเค้นหัวใจ Angina Dectoris.หาหมอดอทคอม.
  • แนวทางเวชปฏิบัติในการดูแลผุ้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดในประเทศไทย ฉบับปรังปรุงปี 2557สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
  • อยากหัวใจแข็งแรงต้องดู!!!9 พืชสมุนไพรพื้นบ้านช่วยบำรุงหัวใจของดีๆที่อยู่ใกล้ตัวคุณรู้แล้วรีบแฃร์ด่วน.LINE TODAY.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก หัวใจแข็งแรงต้องดู+9+พืชสมุนไพรพื้นบ้านช่วยบำรุงหัวใจ+ของดีๆที่อยู่ใกล้ตัวคุณ+รู้แล้วรีบแชร์ด่วน
  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่373.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2553


หน้า: [1] 2 3 ... 5