แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - billcudror1122

หน้า: [1] 2 3 ... 6
1

กระเทียม
กระเทียมกับคุณประโยชน์ต่อร่างกาย
กระเทียม เป็นพืชล้มลุกที่มีหัวลักษณะเป็นทรงกระเปาะอยู่ใต้ดินเหมือนกับหัวหอม ซึ่งแต่ละหัวจะประกอบด้วย 6-10 กลีบ นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงทำกับข้าว กระเทียมเป็นพืชที่ออกจะต่างจากพืชทั่วๆไป ด้วยเหตุว่าอุดมไปด้วยกำมะถันหรือซัลเฟอร์ในปริมาณมาก นอกเหนือจากนี้กระเทียมประกอบไปด้วยสารอาหารอื่นๆอีกมากมาย เป็นต้นว่า อาร์จีนีน (Arginine) โอลิโกแซ็คคาไรด์ (Oligosaccharides) ฟลาโวนอยด์ (Flavoniods) และก็ซีลีเนียม (Selenium) ซึ่งล้วนเป็นสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย
กระเทียม
ผู้คนจำนวนมากอาจจดจำกระเทียมได้จากกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งมีต้นเหตุจากสารอัลลิสิน (Allicin) นอกเหนือจากการที่จะทำให้กระเทียมมีกลิ่นที่เด่นแล้ว อัลลิสินยังเป็นสารออกฤทธิ์หลักที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ รวมทั้งอาจมีส่วนช่วยรักษาโรคหรือทำให้อาการต่างๆดีขึ้น โดยที่หลายท่านมั่นใจว่าการกินกระเทียมบางทีอาจช่วยทุเลาอาการที่เกี่ยวเนื่องกับหัวใจและก็เส้นโลหิต ความดันเลือด คอเลสเตอรอล ทุเลาหวัด รวมถึงใช้น้ำมันกระเทียมเป็นยาทาภายนอกเพื่อรักษาอาการติดเชื้อโรคทางผิวหนัง เล็บ หรือช่วยรักษาอาการผมร่วงอีกด้วย
ดังนี้สิ่งพิสูจน์หรือหลักฐานทางด้านการแพทย์มีมากมายน้อยเท่าใดที่จะช่วยยืนยันสรรพคุณ ประโยชน์ และความปลอดภัยของการกินกระเทียมที่มีหน้าที่หรือส่วนช่วยสำหรับในการรักษาโรคเหล่านี้
ความดันโลหิตสูง อัลลิซินซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ที่พบได้ในกระเทียมสดหรือสินค้าเสริมอาการที่มีส่วนประกอบของกระเทียม อาจมีส่วนช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเรียบที่เรียงหน้าในเส้นโลหิตแล้วก็ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัวแล้วก็ทำให้ระดับความดันโลหิตลดลดน้อยลง ซึ่งสอดคล้องกับการทดลองชิ้นหนึ่งให้คนไข้ที่หรูหราความดันเลือดสูงโดยที่มีค่าความดันซิสโตลิก (Systolic Blood Pressure: SBP) มากกว่าหรือเท่ากับ 140 ไม่ลลิตรปรอท กินกระเทียมบ่มสกัด (Aged Garlic Extract: AGE) ขนาด 960 มก. ตรงเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าค่าความดันซิสโตลิกลดลดน้อยลงมากกว่าเมื่อเทียบกับคนเจ็บที่รับประทานยาหลอก ก็เลยอาจกล่าวได้ว่าการกินกระเทียมบ่มสกัดอาจมีสมรรถนะสำหรับเพื่อการรักษาคนไข้ความดันเลือดสูงได้ดียิ่งไปกว่ายาหลอก
แม้กระทั่งมีการทดลองอีก 2 ชิ้นที่ชี้ให้เห็นถึงคุณภาพของกระเทียมสำหรับในการลดความดันเลือดได้ดีมากยิ่งกว่าการใช้ยาหลอก แต่เนื่องด้วยผลการทดลองบางทีอาจยังไม่แม่นเพียงพอที่จะสรุปคุณภาพของกระเทียมได้ว่าสามารถรักษาหรือลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในคนเจ็บความดันเลือดสูง ก็เลยยังจำต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิภาพที่แจ่มกระจ่างยิ่งขึ้น
โรคมะเร็ง ความเชื่อมโยงของการบริโภคกระเทียมรวมทั้งการเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งยังไม่ชัดแจ้งแล้วก็ยังคงเป็นที่โต้เถียงกันอยู่ ซึ่งจะเห็นได้จากการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยชิ้นหนึ่งที่ให้ชาวจีนทั้งหมดศชายและเพศหญิงที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารจำนวนกว่า 5,000 คน กินสารอัลลิทริดินขนาด 200 มิลลิกรัมต่อวัน ร่วมกับสารซีลีเนียมขนาด 100 ไมโครกรัมวันเว้นวัน ซึ่งล้วนเป็นสารสกัดที่ได้จากกระเทียม โดยทำการทดลองตรงเวลา 5 ปี แล้วก็เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปที่กินยาหลอกแล้วพบว่ากรุ๊ปที่รับประทานสารอัลลิทริดินร่วมกับสารซีลีเนียมเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกลดน้อยลง 33 เปอร์เซ็นต์ และก็เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารลดน้อยลงถึง 52 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ดี มีการศึกษาค้นคว้าอีก 19 ชิ้นชี้ให้เห็นว่า ยังไม่เจอหลักฐานที่น่าไว้ใจได้ที่จะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ของการบริโภคกระเทียมต่อการเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งอก โรคมะเร็งปอด หรือมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก รวมทั้งมีหลักฐานที่ค่อนข้างจำกัดที่เกื้อหนุนว่าการบริโภคกระเทียมอาจช่วยลดการเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมลูกหมาก โรคมะเร็งหลอดอาหาร โรคมะเร็งกล่องเสียง มะเร็งในช่องปาก หรือมะเร็งรังไข่
ดังนี้สถาบันโรคมะเร็งแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NCI) ได้พูดว่ากระเทียมเป็นพืชผักที่อาจมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง แม้กระนั้นยังมีปัจจัยอื่นๆได้แก่ รูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากกระเทียม หรือจำนวนความเข้มข้นที่หลากหลาย อาจจะทำให้พิสูจน์ถึงคุณภาพของกระเทียมได้ยาก แล้วก็เมื่อเวลาผ่านไปหรือเก็บไว้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ก็อาจจะทำให้ประสิทธิภาพของกระเทียมเสื่อมสลายไปได้ด้วยเหมือนกัน
แก้หวัด คนจำนวนไม่น้อยมั่นใจว่ากระเทียมมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อจุลินทรีย์และก็เชื้อไวรัส และมีการประยุกต์ใช้เพื่อคุ้มครองและทุเลาอาการหวัดมาอย่างช้านาน ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาเล่าเรียนชิ้นหนึ่งที่ให้อาสาสมัครปริมาณ 146 คน รับประทานสารสกัดจากกระเทียมแบบเป็นเม็ดซึ่งประกอบไปด้วยสารอัลลิซินขนาด 180 มก.วันละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 12 อาทิตย์ แล้วให้อาสาสมัครเขียนบันทึกอาการเมื่อเป็นหวัด พบว่าในกลุ่มที่กินสารสกัดจากกระเทียมมีรายงานการเป็นหวัดปริมาณ 24 ครั้ง ซึ่งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับกรุ๊ปที่รับประทานยาหลอกที่มีรายงานการเป็นหวัดปริมาณ 65 ครั้ง ทั้งยังยังพบว่าช่วงเวลาของการเป็นหวัดในกลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากกระเทียมมีปริมาณวันที่น้อยกว่า แต่ช่วงเวลาการฟื้นตัวจากอาการหวัดของ 2 กรุ๊ปมีความไม่เหมือนกันเพียงนิดหน่อย แม้ว่าผลการทดสอบข้างต้นจะแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของกระเทียม แต่หลักฐานการทดลองทางคลินิกยังไม่เพียงพอและก็จำเป็นที่จะต้องศึกษาเพิ่มเพื่อรับรองประสิทธิภาพของกระเทียมให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
ลดหุ่นแล้วก็มวลไขมัน ในคนเจ็บสภาวะไขมันพอกตับ ที่มิได้เป็นผลมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ แต่มักมีต้นเหตุที่เกิดจากโรคอ้วน โรคเบาหวานประเภทที่ 2 ความดันโลหิตสูง แล้วก็ไขมันในเลือดสูง ซึ่งการรักษาด้วยการรับประทานยา การผ่าตัด หรือลดหุ่นบางทีอาจน้อยเกินไป ถ้าไม่ดูแลหัวข้อการทานอาหารควบคู่ไปด้วย การกินกระเทียมก็เลยบางทีอาจเป็นช่องทางหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากว่ากระเทียมเป็นพืชสมุนไพรที่อุดมไปด้วยกำมะถันหรือซัลเฟอร์และก็สารอาหารอื่นๆที่อาจมีคุณสมบัติป้องกันสภาวะอ้วน ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาเรียนรู้วิจัยชิ้นหนึ่งที่ให้คนไข้ไขมันพอกตับที่มิได้มีต้นเหตุที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ทั้งสิ้นศชายและก็เพศหญิง อายุตั้งแต่ 20-70 ปี ปริมาณทั้งนั้น 110 คน รับประทานกระเทียมผงชนิดแคปซูลขนาด 400 มิลลิกรัม ซึ่งข้างในประกอบไปด้วยสารอัลซิลินขนาด 1.5 มก. วันละ 2 ครั้ง ตรงเวลา 15 อาทิตย์ โดยสามารถกินอาหารได้ตามปกติ แม้กระนั้นรับประทานกระเทียมได้ไม่เกินอาทิตย์ละ 2 กลีบ จากผลของการทดลองทำให้เห็นว่า น้ำหนักและก็มวลร่างกายน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อเทียบกับกลุ่มที่รับประทานยาหลอก จึงอาจพูดได้ว่าการรับประทานกระเทียมบางทีอาจช่วยลดจำนวนไขมันในตับรวมทั้งป้องกันหรือชะลอการเกิดภาวะไขมันพอกตับที่ไม่ได้เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ อย่างไรก็แล้วแต่การเรียนรู้ในอนาคตยังจำต้องออกแบบการทดลองให้ดียิ่งขึ้นแล้วก็ควรจะเพิ่มระยะเวลาในการทดลองเพื่อยืนยันประสิทธิภาพของกระเทียมให้แจ้งชัดยิ่งขึ้น
ลดระดับคอเลสเตอรอล หลักฐานเกี่ยวกับความสามารถของกระเทียมต่อการลดระดับคอเลสเตอรอลยังคงขัดแย้ง ก็เลยทำให้ยังไม่อาจจะสรุปได้อย่างแจ่มแจ้ง ซึ่งสอดคล้องกับการทดสอบและก็การศึกษาโดยการทบทวนงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยที่เกี่ยวโยงปริมาณ 29 ชิ้น ได้ทำให้เห็นว่า การรับประทานกระเทียมอาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลรวมได้นิดหน่อย แต่ไม่นำมาซึ่งการทำให้ระดับคอเลสเตอรอลประเภทที่ดี (High-Density Lipoprotein: HDL) เพิ่มสูงมากขึ้น ไหมทำให้ระดับคอเลสเตอรอลประเภทที่ไม่ดี (Low-Density Lipoprotein: LDL) ซึ่งเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจลดน้อยลงอะไร ก็เลยยังจะต้องศึกษาเพิ่มเพื่อหาผลสรุปแล้วก็ยืนยันความสามารถของกระเทียมต่อระดับคอเลสเตอรอลที่ชัดแจ้งยิ่งขึ้น

ความปลอดภัยสำหรับในการรับประทานกระเทียม
การกินกระเทียมค่อนข้างไม่มีอันตรายถ้าหากรับประทานในจำนวนที่เหมาะสม แต่อาจส่งผลให้เกิดผลใกล้กันได้ ตัวอย่างเช่น ปากเหม็น มีกลิ่นเต่า รู้สึกแสบร้อนที่บริเวณปากหรือที่กระเพาะอาหาร แสบร้อนกลางอก อาการท้องอืด อ้วก อ้วก หรือท้องเสีย อาการเหล่านี้อาจทวีความร้ายแรงขึ้นเมื่อรับประทานกระเทียมสด ทั้งการใช้กระเทียมสดทาหรือสัมผัสที่รอบๆผิวหนังอาจก่อให้เกิดอาการแสบร้อนและก็ระคายได้
ข้อพึงระวังในการรับประทานกระเทียมโดยเฉพาะบุคคลในกลุ่มตั้งแต่นี้ต่อไป
ผู้ที่กำลังมีท้องหรือผู้ที่อยู่ในตอนให้นมลูก การกินกระเทียมในช่วงการมีท้องค่อนข้างจะไม่มีอันตรายถ้าหากรับประทานเป็นของกินหรือในจำนวนที่สมควร แต่บางทีอาจไม่ปลอดภัยถ้ากินกระเทียมเป็นยารักษาโรค ทั้งยังไม่มีช้อมูลที่น่าไว้วางใจพอเพียงเกี่ยวกับความปลอดภัยของการทากระเทียมที่รอบๆผิวหนังในตอนการตั้งครรภ์หรือให้นมลูก
เด็ก การกินกระเทียมในปริมาณที่เหมาะสมและก็ในระยะสั้นๆบางทีอาจไม่เป็นอันตรายสำหรับเด็ก แม้กระนั้นการใช้กระเทียมทาบริเวณผิวหนังอาจก่อให้กำเนิดอาการแสบร้อนและก็ระคายเคือง
ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะหรือการย่อยอาหาร อาจส่งผลให้มีการระคายเคืองที่ทางเดินอาหารได้
ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ การกินกระเทียมอาจส่งผลให้ระดับความดันเลือดลดลดน้อยลงมากกว่าธรรมดา
ผู้ที่วางแผนเข้ารับการผ่าตัด ควรจะหยุดกินกระเทียมก่อนจะมีการผ่าตัดอย่างต่ำ 2 อาทิตย์เพราะว่าอาจจะส่งผลให้เลือดออกมากรวมทั้งมีผลต่อความดันเลือดในระหว่างการผ่าตัด และผู้ที่มีภาวการณ์เลือดออกผิดปกติไม่สมควรกินกระเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระเทียมสด ด้วยเหตุว่าอาจเพิ่มการเสี่ยงให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น
คนที่อยู่ในระหว่างการกินยารักษาโรค เป็นต้นว่า ไอโซไนอะสิด เพราะว่ากระเทียมอาจลดการดูดซึมของยาในร่างกายและก็ส่งผลต่อคุณภาพรูปแบบการทำงานของยา รวมทั้งไม่ควรกินกระเทียมในระหว่างใช้ยาดังต่อไปนี้
ยารักษาการติดโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องหรือโรคเอดส์
ยาคุมกำเนิด
ยาต้านทานการแข็งตัวของเลือด
ยาต้านเกล็ดเลือด
http://www.disthai.com/

2

กระเทียม
กระเทียม ชื่อสามัญ Garlic
กระเทียม ชื่อวิทยาศาสตร์ เป็นคำว่า Allium sativum L. จัดอยู่ในสกุลพลับพลึง (AMARYLLIDACEAE) แล้วก็อยู่ในตระกูลย่อย ALLIOIDEAE (ALLIACEAE)
สำหรับในประเทศไทยนิยมปลูกมากในทางภาคเหนือรวมทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่สำหรับกระเทียมที่ขึ้นชื่อว่ามีคุณภาพดี กลิ่นแรงอาจจะหนีไม่พ้นจังหวัดศรีสะผม
สรรพคุณของกระเทียม
ช่วยบำรุงผิวหนังให้มีร่างกายแข็งแรงและก็แข็งแรง
ช่วยสร้างเสริมการเจริญเติบโตของเยื่อในร่างกาย
ช่วยปกป้องการเกิดโรคมะเร็ง
ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย
ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด
ช่วยทำให้ปรับสมดุลในร่างกาย
ช่วยแก้อาการหน้ามืดหัว อาการมึนหัว ปวดศีรษะ หูอื้อ
ช่วยในเรื่องระบบขยายพันธุ์และก็ระบบทางเท้าปัสสาวะ เนื่องจากมีสารที่ช่วยควบคุมฮอร์โมนทั้งหญิงแล้วก็ชาย ช่วยให้มดลูกบีบตัว เพิ่มพละกำลังให้มีเรี่ยวแรง
ช่วยรักษาโรคความดันเลือด
ช่วยคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ลดความเสี่ยงของหัวใจล้มเหลวกระทันหัน
ช่วยต้านเนื้องอก
ช่วยไขปัญหาศีรษะบาง ยาวช้า มีสีเทา
ช่วยคุ้มครองการเกิดและก็รักษาโรคโลหิตจาง
ช่วยสำหรับเพื่อการขับพิษและพิษอันตรายที่ปนเปื้อนในเม็ดเลือด
ช่วยคุ้มครองป้องกันฝาผนังหลอดเลือดหนารวมทั้งแข็งตัว
สารสกัดน้ำมันกระเทียมมีสารที่มีส่วนช่วยสำหรับการละลายลิ่มเลือด
ช่วยคุ้มครองปกป้องการเกิดเส้นเลือดอุดตัน
มีสารต้านไม่ให้เม็ดเลือดแดงแตก
ช่วยบรรเทาอาการไอ น้ำมูกไหล คุ้มครองปกป้องหวัด
ช่วยรักษาโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่
ช่วยรักษาอาการเยื่อบุจมูกอักเสบแล้วก็ไซนัส
ช่วยรักษาโรคไอกรน
ช่วยแก้อาการหอบ หืด
ช่วยรักษาโรคหลอดลม
ช่วยระงับกลิ่นปากกระเทียม
ช่วยสำหรับเพื่อการขับเหงื่อ
ช่วยสำหรับการขับเสมหะ
ช่วยควบคุมโรคกระเพาะ ด้วยสารที่ช่วยยั้งไม่ให้น้ำย่อยของกินมาย่อยแผลในกระเพาะ
ช่วยสำหรับในการขับลม
ช่วยรักษาอาการจุกเสียดแน่นท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ
ช่วยคุ้มครองป้องกันโรคท้องผูก
ช่วยรักษาโรคบิด
ช่วยสำหรับในการขับเยี่ยว
ช่วยในการขับพยาธิได้หลากหลายประเภท ดังเช่นว่า พยาธิแส้ม้า พยาธิเส้นด้าย พยาธิเข็มหมุด พยาธิไส้เดือน ฯลฯ
ช่วยรักษาโรคตับอ่อนอักเสบจำพวกร้ายแรงได้
ช่วยป้องกันการเกิดโรคไต
ช่วยฆ่าเชื้อโรครา เชื้อแบคทีเรียต่างๆรวมทั้งเชื้อราตามหนังหัวและบริเวณเล็บ
ช่วยยั้งเชื้อต่างๆเป็นต้นว่า เชื้อที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดฝีหนอง คออักเสบ เชื้อปอดบวม เชื้อวัณโรค ฯลฯ
ช่วยกำจัดพิษจากสารตะกั่วกระเทียมสรรพคุณ
ช่วยรักษาขี้กลาก โรคเกลื้อน
ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเยื่อ บำรุงข้อต่อและก็กระดูกภายในร่างกาย
บรรเทาอาการปวดข้อรวมทั้งปวดเมื่อยตามร่างกาย
ช่วยแก้อาการกลยุทธ์ปวดเมื่อยและเท้าแพลง เพราะว่ามีสารที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดมายังบประมาณริเวณที่นวดยาก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นนั่นเอง
มีสารต้านทานอาการไขข้ออักเสบ โรคข้อรูมาติเตียนสซั่ม
กระเทียมมีกลิ่นฉุนจึงสามารถช่วยไล่ยุงได้เป็นอย่างดี
ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย เพิ่มความยากอาหาร
ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากกระเทียม
คุณประโยชน์หลักๆของกระเทียมคงจะหนีไม่พ้นการนำมาใช้เพื่อช่วยแต่งรสชาติของของกิน ไม่ว่าจะใช้ผัด แกง ทอด ยำ ต้มยำ หรือน้ำพริกต่างๆอีกสารพัน
กระเทียมเป็นเครื่องสมุนไพรที่อุดมไปด้วยวิตามินรวมทั้งแร่ธาตุหลายชนิด และยังเป็นพืชที่ธาตุซีลีเนียมสูงกว่าพืชชนิดอื่นๆทั้งยังมีสารอะดีโนซีน (Adenosine) ซึ่งเป็นกรดนิวคลีอิกที่เป็นตัวสร้าง DNA รวมทั้ง RNA ของเซลล์ภายในร่างกาย
นอกจากนั้นยังมีการนำกระเทียมไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆอย่างมากมาย อย่างเช่น กระเทียมเสริมของกิน กระเทียมสกัดผง สารสกัดน้ำมันกระเทียม กระเทียมดอง เป็นต้น

คุณค่าทางโภชนาการของกระเทียมดิบ ต่อ 100 กรัม
พลังงาน 149 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 33.06 กรัม
น้ำตาล 1 กรัม
ใยอาหาร 2.1 กรัม
ไขมัน 0.5 กรัม
โปรตีน 6.36 กรัม
วิตามินบี 1 0.2 มิลลิกรัม 17%
วิตามินบี 2 0.11 มิลลิกรัม 9%
วิตามินบี 3 0.7 มิลลิกรัม 5%
วิตามินบี 5 0.596 มิลลิกรัม 12%
วิตามินบี 6 1.235 มิลลิกรัม 95%
วิตามินบี 9 3 ไมโครกรัม 1%
วิตามินซี 31.2 มก. 38%
ธาตุแคลเซียม 181 มิลลิกรัม 18%
ธาตุเหล็ก 1.7 มก. 13%
ธาตุแมกนีเซียม 25 มิลลิกรัม 7%
ธาตุแมงกานีส 1.672 มก. 80%
ธาตุฟอสฟอรัส 153 มก. 22%
ธาตุโพแทสเซียม 401 มิลลิกรัม 9%
ธาตุสังกะสี 1.16 มิลลิกรัม 12%
ธาตุซีลีเนียม 14.2 ไมโครกรัม
% ปริมาณร้อยละของจำนวนเสนอแนะที่ร่างกายต้องการในวันแล้ววันเล่าสำหรับผู้ใหญ่ (มูลเหตุ : USDA Nutrient database)
ข้อเสนอแนะแล้วก็ข้อควรตรึกตรองสำหรับการใช้กระเทียม
กระเทียมยิ่งสดเท่าไรก็ยิ่งมีคุณประโยชน์ที่ดีเยี่ยมขึ้นแค่นั้น แต่ว่าสำหรับกระเทียมที่ผ่านความร้อนด้วยวิธีการต่างๆหรือผ่านการหมัก จะทำให้วิตามินรวมทั้งสารอัลลิซินที่มีอยู่ในกระเทียมนั้นย่อยสลายไป
วิตามินแล้วก็แร่ที่อยู่ในกระเทียมนั้น จะมีมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับดินและสภาพอากาศที่ใช้สำหรับในการเพาะปลูกอีกด้วย
สำหรับหญิงที่กำลังมีท้องหรือให้นมลูก คนที่หรูหราน้ำตาลในเลือดปกติ หรูหราความดันโลหิตเป็นปกติ ผู้ที่มีลักษณะอาการของเลือดหยุดไหลช้า รวมถึงคนที่ใช้ยาอื่นๆเสมอๆ ดังเช่น ยาปฏิชีวนะ ยาแอสไพริน ยาแก้อักเสบ ยาต้านเชื้อไวรัส คุณไม่ควรกินกระเทียมหรือผลิตภัณฑ์กระเทียมเสริมในจำนวนที่มากกระทั่งเกินไป เพราะอาจก่อให้เป็นอันตรายต่อสภาพทางด้านร่างกายได้
สำหรับคนที่ได้รับกลิ่นของกระเทียมบ่อยๆ อาจทำให้เกิดอาการแพ้กระเทียมเมื่อกินได้ โดยอาจจะมีอาการอ้วก แล้วก็มีของกินหัวใจที่เต้นแรงไม่ปกติ แต่ว่าอาการดังที่กล่าวถึงแล้วจะเบาๆหายไปเองภายในระยะเวลา 3-4 ชั่วโมง ซึ่งกระเทียมที่ประยุกต์ใช้สำหรับเพื่อการเตรียมอาหารมักจะนำมาซึ่งอาการแพ้ได้น้อยกว่ากระเทียมแบบใหม่ๆ
สำหรับผู้ที่อยู่ในครัวหรือผู้ต้องใช้มือสัมผัสกับกระเทียมเป็นประจำรวมทั้งเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน อาจก่อให้ผิวหนังมีการอักเสบ มีตุ่มน้ำได้ โดยเหตุนั้นคุณควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกระเทียมโดยตรงเป็นประจำด้วยการสวมถึงมือทุกครั้งในช่วงเวลาที่จะใช้กระเทียม
หากว่ากระเทียมจะเป็นพืชที่มีสรรพคุณอยู่มากมาย แม้กระนั้นคุณก็ไม่ควรที่จะเลือกใช้กระเทียมเพื่อหวังผลสำหรับเพื่อการรักษาอาการหรือโรคใดโรคหนึ่ง ทั้งยังผลลัพธ์ที่ได้ในแต่ละบุคคลก็บางทีก็อาจจะแตกต่างออกไป ดังนั้นคุณควรจะเลือกรับประทานให้มากมายและก็ครบ 5 หมู่ จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด เพราะเหตุว่าผักสมุนไพรธรรมดา หากเล่าเรียนกันอันที่จริงแล้ว มันก็มีประโยชน์ไม่น้อยไปกว่ากันเลย
ปัจจุบันนี้ในบ้านเรายังไม่มีการยืนยันว่ากระเทียมนั้นจะสามารถรักษาโรคได้จริง คงจะเป็นไปได้ก็แค่สมุนไพรทางเลือกสำหรับการรักษาและสมุนไพรเสริมสุขภาพแค่นั้นhttp://www.disthai.com/

3

เห็ดหลินจือ
สปอร์เห็ดหลินจือแดง-ส่วนที่ทรงคุณค่าที่สุดของเห็ดหลินจือ
เมื่อ ค.ศ 2005 บริษัทของพวกเรามีจุดเริ่มแรกขึ้นจากสิ่งที่มีความต้องการหาสมุนไพรคุณภาพสูงจากในหลายประเทศ ตราบจนกระทั่งเราเจอและก็มีส่วนร่วมกับบริษัทยยาของรัฐบาลจีน รวมทั้งได้ นำเข้าสปอร์เห็ดหลินจือประสิทธิภาพสูงต่อจากนั้นเป็นต้นมา
นับ 10 กว่าปี ที่เราเป็นผู้ริเริ่ม รวมทั้งเป็นผู้นำในด้านสปอร์เห็ดหลินจือแดงประสิทธิภาพสูง ประสิทธิภาพเป็นหัวใจสำคุณของพวกเรา สปอร์เห็ดหลินจือของเรา จะถูกคัดสรรอย่างดีก่อนถึงมือบริโภค เห็ดหลินจือแดงที่พวกเรานำเข้ามา ถูกเพาะด้วยวิธีละเอียดลออ ทำให้จับตัวได้ดอกเห็ดที่มีขนาดใหญ่มากยิ่งกว่า
เราตั้งใจและวิเคราะห์คุณภาพในทุกกรรมวิธีการผลิตอย่างใกล้ชิด และก็ด้วยกรรมวิธีการผลิตที่ดูแลอย่างดี ทำให้พวกเราได้รับการรับรองมาตฐาน GMP (GOOD Manufacturing Practice) ทุกล็อตที่เราผลิตออกมา จะได้รับการตรวจประสิทธิภาพจากห้องแล็ปในโรงหมอ
เพื่อคุณประโยชน์สูงสุดของท่านผู้ที่กำลังหาสินค้าเห็ดหลินจือมารับประทาน
งานศึกษาวิจัยยืนยันว่าการกินสปอร์เห็ดหลินจือจะได้ประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งกว่าการทานดอก เพราะเหตุว่าสปอร์มีสารออกฤทธิ์สำคัญมากกว่ารวมทั้งสปอร์ที่ถูกกระเทาะนั้น เปลือกหุ้มจะต้านทานมะเร็ง รวมทั้งเสริมภูมิคุ้มกันได้ดียิ่งไปกว่า เทียบกับแบบไม่ได้กระเทาะเปลือก
ที่พลาดไม่ได้ที่สุดเป็น.....
ท่านๆสามารถบริโภคเห็ดหลินจือได้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานโดยไม่เป็นอันตรายใด อีกกด้วย เห็ดหลินจือมีมากว่า 100 สายพันธุ์แต่สายพันธุ์ที่มีคุณประโยชน์ทางยาเยี่ยมที่สุดเป็นเห็ดหลินจือแดง เพราะเหตุว่าสายพันธุ์นี้จะมีสารออกฤทธิ์กรุ๊ป Polysaccharide อยู่เป็นอย่างมากที่สุด
ส่วนท่านที่กำลังเลือกซื้อเห็ดหลินจือออกมาขายในท้องตลาดแบบอย่างต่างๆจำนวนมาก ในแบบอย่างดอกอบแห้ง แคปซูล น้ำเห็ดหลินจือ กาแฟเห็ดหลินจืออื่นๆอีกเยอะมาก
ดังนั้นการจะเลือกซื้อเห็ดหลินจือให้ได้แบบที่มีคุณภาพดี จะต้อง......
มองตั้งแต่แนวทางการผลิต ว่าตัวเห็ดหลินจือนั้นได้รับการเลี้ยงที่สมควรหรือปล่าว เนื่องจากการควบคุมอณหภูเขามิ ความชุ่มชื้น สารอาหาร และวิธีการแปลรูปล้วนส่งผลต่อจำนวนสาระสำคัญในตัวเห็ดหลินจือ บรรจุภัณฑ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเหตุว่าเห็ดหลินจือจะขึ้นราได้ง่ายเมื่อโดนความชื้อ ด้วยเหตุนั้นตัวบรรจุภัณฑ์จะต้องเลือกเป็นขวดที่กันความชื้อเจริญอีกด้วย
เห็ดหลินจือกับคุณประโยชน์ต่อร่างกาย
เห็ดหลินจือ (Lingzihi หรือ  REISHI)มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า กาโนเดอร์ มา ลูซิดัม (Ganoderma Lucidum) เป็นเห็ดที่มีขนาดใหญ่ มีสีแก่มีผิวแวววาว มีลักษณะเหมือนไม้ และมีรสขม มีประวัตศาสตร์นานสำหรับในการใช้เห็ดหลินจือ เพื่อรักษาหรือบำรุงสุขภาพในประเทศแถบเอเซีย โดย เฉพาะประเทศจีนแล้วก็ญี่ปุ่น เนื่องจากมั่นใจว่าสารประกอบด้านในเหลืดหลินจือมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ
ในเห็ดหลินจือมีสารอาหารที่อาจส่งผลดีต่อร่างกายเยอะมาก พวกเส้นใยต่างๆโปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินรวมทั้งแร่ธาตุบางจำพวก เชเนแคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัสแมกนีเซียม เซเลเนียม ธาตุเหล็ก สังกะสี มองแดง สารโมเลกุลชีวภาพที่สำคัญ เย่างสเตียรอยด์(Steroids) เทอร์ปีนอยด์ (Terpenoide) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ไกลโคโปรตีน (Glycoproteins)พอลิแซ็กคาไรค์ (Polrsacchayides) รวมทั้งสารอนุพันธ์อื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) และก็ลิวซีน (Leucine)ดังนี้ มีบางบุคคลหรือในบางวัฒนธรรมนำเห็ดหลินจือมาเตรียมอาหารและก็แปรรูปเพื่อการบริโภคอย่างนานาประการ นักวิทยาศาสตร์จึงสนใจและนำเห็ดหลินจือมาทดลองหาประสิทธิผลทางการรักษาและก็การบำรุงสุขภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าเห็ดประเภทนี้เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์ใช่หรือไม่

เห็ดหลินมีประโยชน์ต่อร่างกายที่อาจเป็นไปได้ใช่หรือ?
มีการค้นคว้าทดสอบเยอะมากเกี่ยวกับคุณลักษณะและคุณค่าที่บางทีอาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือ
แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือสิ่งที่ใช้ในการพิสูจน์ด้านวิทยาศาสตร์แล้วก็การแพทย์ที่กระจ่างถึงคุณสมบัติและก็คุณประโยชน์ที่บางทีอาจเป็นไปได้ของเห็ดหลินจือแม้กระนั้น ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รวมทั้งการแพทย์ที่แจ่มแจ้งถึงคุณสมบัติและก็ประสิทธิผลด้านอะไรก็ตามโดยเหตุนี้ ผู้ซื้อควรศึกษาเรียนรู้ข้อมูลของเห็ดหลินจือ จำนวนและขั้นตอนการบริโภคที่เหมาะสม และความจำกัดต่างๆและต้นสายปลายเหตุทางสุขภาพของตนให้ดีก่อนการบริโภค
ตัวอย่างงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับเห็ดหลินจือที่อาจมีผลต่อร่างกาย
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
งานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยหนึ่งได้ทดสอบหาประสิทธิผลและความปลอดภัยของการบริโภคอาหารเสริมเห็ดหลืนจือในคนป่วย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ปริมาณ 32 ราย  คำตอบเป็น เห็ดหลินจืออาจมีคุณประโยชน์ในด้านการยับยั้งลักษณะของการปวด ไม่มีอันตรายต่อการกินไปสู่ร่างกายและไม่มีผลข้างๆ อย่างไรก็แล้วแต่ กลับไม่ปรากฏผลที่มีความนัยสำคัญสำหรับในการต้านปฎิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน การต้านการอักเสบ หรือผลการปรับระบบภูมิต้านทานแต่อย่างใด
เพิ่มความสามารถร่างกาย
มีการทดลองที่ทดสอบสมรรถนะของเห็ดหลินจือในด้านการเพิ่มสรรถภาพของร่างกาย โดยได้ ทดสอบในคนไข้โรคปวดกล้ามไฟโปรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)ผู้หญิงจำนวน 64 ราย ตลอดเวลาการทดลอง 6 สัปดาห์ คนเจ็บบริโภคเห็ดหลินจือจำนวน 6 กรัม/วัน ต่อจากนั้นก็เลยทดลองสมรรถนะร่างกายของผู้เจ็บป่วย ผลการทดสอบแล้วก็วางแผนการรักษาคนไข้โรคนี้ต่อไป แต่ยังคงขาดหลักฐานส่งเสริมที่แจ่มแจ้ง จำเป็นที่จะต้องมีการทำการค้นคว้าในด้าน เพื่อหาหลักฐานแล้วก็สิ่งที่ใช้พิสูจน์ที่แนชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อไป
ต้านการเกิดปฎิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน และปกป้องการทำลายเซลล์ตับ
จากการทดลองหาสมรรถนะของสารตรีเทอร์พีนอยด์ (Trirpenoids)แล้วก็โพลีแซ็กคาไรด์(Polysaccharide)ในเห็ดหลินจือในด้านการต้านการเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชัน และก็การปกป้องคุ้มครองการทำลายเซลล์ตับในกรุ๊ปผู้ทดลองที่มีสุขภาพแข็งแรง 42 คน คำตอบครั้งแสดงถึงความสามารถของเห็ดหลินจือสำหรับเพื่อการช่วยต้านทานอนุมูลอิสระ รวมทั้งยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบของตับ
แม้กระนั้น เห็ดหลินจืออาจช่วยต่อต้านปริกิรริยาขบวนการออกซิเดชันได้ แต่การทดลองดังที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นเพียงแต่การศึกษาค้นคว้าวิจัยขนาดเล็ก ควรศึกษาเรียนรู้ต่อไปเพื่อหาหลักฐานแล้วก็ข้อพสจน์ที่แน่ชัดที่แจ่มกระจ่างถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือ http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรเห็ดหลินจือ

4

ขิง
ขิง ชื่อสามัญ Ginger (จิน’พบ)
ขิง ชื่อวิทยาศาสตร์ Zingiber officinale Roscoe จัดอยู่ในสกุลขิง (ZINGIBERACEAE)
ขิง จัดเป็นสมุนไพรที่เป็นประโยชน์ต่อสถาพทางร่างกายในหลายๆด้าน เนื่องจากว่าอุดมไปด้วยวิตามินและก็แร่ธาตุที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อสภาพทางด้านร่างกายของเรา ยกตัวอย่างเช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี เบต้าแคโรทีน ธาตุเหล็ก ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส แถมยังมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต รวมทั้งเส้นใยจำนวนไม่ใช่น้อยอีกด้วย ซึ่งคุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากขิงนั้น เราสามารถประยุกต์ใช้ได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นราก เหง้า ต้น ใบ ดอก แก่น รวมทั้งผลก็ได้ทั้งหมด
ประโยช์จากขิง
-ขิงจัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะชั้นยอด
มีสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนไม่ใช่น้อย ช่วยชะลอความแก่และก็ชะลอการเกิดริ้วรอย
มีส่วนช่วยสำหรับในการป้องกัน ต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง ต้านทานการเติบโตของเซลล์ของโรคมะเร็ง
ช่วยลดผลกระทบจากสารเคมีที่ใช้ในการรักษาโรคมะเร็ง ด้วยเหตุนั้นควรรับประทานขิงควบคู่ไปกับการดูแลรักษาโรคมะเร็งจะเป็นประโยชน์
ขิง มีฤทธิ์อุ่น ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น รวมทั้งช่วยสำหรับเพื่อการขับเหงื่อ
ช่วยแก้อาการร้อนใน ด้วยการใช้ลำต้นใหม่ๆนำมาตีให้แหลกโดยประมาณ 1 กำมือ แล้วต้มกับน้ำดื่ม
ช่วยลดหุ่น ลดระดับไขมัน คอเลสเตอรอล ด้วยการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากไส้ แล้วปล่อยให้ร่างกายกำจัดออกทางอุจจาระ
ช่วยรักษาลักษณะของการปวดศีรษะและก็ไมเกรน ด้วยการรับประทานน้ำขิงเป็นประจำ
ช่วยลดความอยากของผู้ติดสิ่งเสพติดลงได้
แก้ต้นตานขโมย ด้วยการใช้ขิง ใบกะเพรา พริกไทย ไพล มาบดผสมกันแล้วเอามากิน
ช่วยรักษาโรคความดันโลหิต ด้วยการนำขิงสดมาฝานต้มกับน้ำดื่ม
ช่วยบำรุงหัวใจของคุณให้แข็งแรง
ช่วยบรรเทาลักษณะโรคประสาท ซึ่งทำให้จิตใจขุ่นหมอง (ดอก)
ช่วยฟื้นฟูร่างการสำหรับแม่หลังคลอดบุตร ด้วยการรับประทานไก่ผัดขิง
มีส่วนช่วยให้เจริญอาหาร (ราก, เหง้า) ด้วยการใช้เหง้าสดโดยประมาณ 1 องคุลีนำมาต้มกับน้ำดื่ม ก็จะได้เป็นยาขมเจริญอาหาร
ใช้กินเพื่อบำรุงเป็นยาธาตุ บำรุงธาตุไฟ (เหง้า, ดอก)
ใช้บำรุงน้ำนมของคุณแม่ (ผล)
ช่วยทำให้นอนหลับได้อย่างสบาย
การรับประทานขิงจะช่วยให้เลือดแข็งเป็นลิ่มเลือดได้ช้าลง
ใช้แก้ไข้ (ผล) ด้วยการนำขิงสดมาคั้นเป็นน้ำให้ได้โดยประมาณครึ่งถ้วย แล้วผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วย แล้วนำมาดื่มวันละ 3 ครั้ง จะช่วยบรรเทาอาการได้
ช่วยแก้หวัด ทุเลาอาการไอ ทุเลาหวัดจับเสลด ด้วยการใช้ขิงสดฝนกับน้ำมะนาวใส่เกลือนิดหนึ่ง
ไอน้ำหอมระเหยจากน้ำขิงช่วยทำลายเชื้อไวรัสหวัดในทางเดินหายใจได้
แก้ลม (ราก)
ในผู้เจ็บป่วยที่มีอาการติดยาสลบข้างหลังผ่าตัด น้ำขิงช่วยแก้เมาได้
ช่วยแก้อาการเมารถ เมาเรือได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยการใช้ขิงสดนำมาตำให้แหลก คั้นเอาเฉพาะน้ำดื่ม (ไม่ต้องกินน้ำตาม)
ช่วยแก้ปัญหาผมร่วง หัวล้าน ด้วยการนำเหง้าสดไปผิงไฟจนถึงอุ่น แล้วนำมาตำให้แหลก เอามาพอกรอบๆที่มีผมหล่น วันละ 2 ครั้งจนถึงอาการดีขึ้น หรืออีกแนวทางก็คือคั้นเอาเฉพาะน้ำขิงมาผสมกับน้ำมันที่ทำจากมะกอกแล้วนำมาหมักผม นวดให้ทั่วศีรษะโดยประมาณ 30 นาทีก็ช่วยลดปัญหาผมร่วงได้เช่นกัน แถมยังช่วยทำให้ผมงาม แข็งแรง มีความอ่อนนุ่มลื่น ไม่ขาดง่ายอีกด้วย
-ช่วยทำนุบำรุงสายตา รักษาโรคเกี่ยวกับตา และก็ใช้แก้อาการตาพร่า (ผล, ใบ)
ช่วยรักษาอาการตาเฉอะแฉะ (ดอก)
ช่วยแก้โรคกำเดา (ใบ)
ใช้แก้อาการคอแห้ง เจ็บคอ (ผล)
ใช้รักษาอาการปากคอเปื่อยยุ่ย ท้องผูก (เหง้า,ดอก)
ช่วยรักษาลักษณะของการปวดฟัน ด้วยการนำขิงแก่มาตีให้รอบคอบคั่วกับน้ำสารส้มจนถึงไหม้เกรียม แล้วบดจนกระทั่งเป็นผุยผง แล้วหลังจากนั้นเอามาพอกรอบๆฟันที่ปวดแก้เสมหะ เสมหะขาวเหลวปริมาณมากมีฟอง (ผล, ราก)ช่วยรักษาภาวการณ์น้ำลายมากมาย คลื่นไส้เป็นน้ำใสช่วยลดกลิ่นปาก แก้อาการปากเหม็น ด้วยการนำขิงมาคั้นผสมน้ำอุ่นและก็เกลือน้อย นำมาอมบ้วนปาก ช่วยฆ่าเชื้อโรคในปากได้อีกด้วยช่วยทำนุบำรุงฟันและปกป้องการเกิดฟันผุ
ช่วยขจัดกลิ่นรักแร้ ด้วยการใช้เหง้าขิงแก่นำมาตีให้แหลก แล้วนำมาคั้นเอาน้ำมาทารักแร้บ่อยๆ จะช่วยขจัดคราบกลิ่นได้
ช่วยแก้อาการสะอึก ด้วยการใช้ขิงสดตำกระทั่งแหลก คั้นเอาเฉพาะน้ำผสมกับน้ำผึ้งบางส่วน คนให้เข้ากันแล้วเอามาดื่ม
ช่วยรักษาโรคบิด (ผล, ราก, ดอก) ด้วยการใช้ขิงสดราว 75 กรัม ผสมกับน้ำตาลแดง เอามาตำจนกระทั่งเข้ากัน แล้วกิน 3 มื้อต่อวัน
ช่วยแก้อาการอ้วก (เหง้า, ผล) ด้วยการนำขิงสดโดยประมาณ 5 กรัมหรือขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ เอามาทุบให้แตกแล้วต้มกับน้ำกิน
ช่วยลดการอาเจียนคลื่นไส้จากการแพ้ท้อง (สำหรับหญิงมีท้องไม่ควรรับประทานบ่อยจนกระทั่งเกินไป)
แก้อาการท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง ขับลมในลำไส้ (ผล, ราก, ใบ) ด้วยการนำขิงแก่มาทุบพอเพียงแหลก เทน้ำเดือดลงไปครึ่งแก้ว แล้วปิดฝาตั้งทิ้งเอาไว้โดยประมาณ 5 นาทีแล้วนำน้ำมาดื่มระหว่างมื้ออาหาร
ช่วยรักษาลักษณะของการปวดในตอนก่อนหลังประจำเดือน ด้วยการนำขิงแก่ที่แห้งแล้วโดยประมาณ 30 กรัมมาต้มกับน้ำบ่อยๆ
ช่วยสำหรับในการย่อยของกินได้อย่างมีคุณภาพ (ดอก)
ช่วยปกป้องการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลดอาการจุกเสียด (เหง้า)
ช่วยสำหรับการขับถ่าย แล้วก็ช่วยในเรื่องของระบบไส้ให้ดำเนินงานได้อย่างเป็นปกติ
ช่วยฆ่าพยาธิ พยาธิกลมจุกลำไส้ (ใบ) ใช้น้ำขิงผสมกับน้ำผึ้งแล้วนำมาดื่ม
ช่วยแก้อาการขัดฉี่ (ดอก, ใบ)
ช่วยรักษาปัสสาวะรดที่พักผ่อนในคนไข้ที่มีภาวการณ์หยางพร่อง มีความเย็นภายในร่างกายเป็นเหตุ
ช่วยรักษาโรคนิ่ว (ใบ, ดอก)
ช่วยแก้อาการบวมช้ำ (ใบ)
ขิง ช่วยรักษาลักษณะของการปวดข้อตามร่างกายด้วยการรับประทานขิงสดเสมอๆ
มีฤทธิ์ช่วยต้านทานเชื้อแบคทีเรีย
ใช้เป็นยาแก้คัน ด้วยการนำแก่นของขิงฝนทำเป็นยา (แก่น)
ขจัดปัญหาหนังที่มือลอกเป็นขุย ด้วยการใช้เหง้าสดมาหั่นเป็นแผ่น แล้วนำมาแช่เหล้า 1 ถ้วยชา ทิ้งเอาไว้ 24 ชั่วโมง แล้วนำแผ่นขิงมาถูรอบๆดังกล่าวข้างต้นวันละ 2 ครั้ง
ช่วยรักษาแผลเริมรอบๆข้างหลัง ด้วยการใช้เหง้า 1 หัว เอามาเผาผิวนอกจนถึงเป็นถ่าน คอยเฉือนถ่านที่ผิวนอกออกไปเรื่อยแล้วนำผงที่ได้มาผสมกับน้ำดีหมูนำมาทาบริเวณที่เป็นแผลหากถูกแมงมุมกัด ใช้ขิงสดฝานบางๆนำมาวางทับบริเวณที่ถูกกัดจะช่วยบรรเทาอาการได้ช่วยรักษาอาการมือเท้าเย็น กลัวหนาว เย็นท้อง เป็นต้น ช่วยคุ้มครองปกป้องการแพ้อาหารทะเลจนกระทั่งเกิดผื่นคัน ลมพิษ หรือของกินช็อกคุณประโยชน์ซึ่งมาจากขิง
ช่วยรักษาแผลไฟเผาน้ำร้อนลวก ด้วยการนำขิงสดมาตำให้แหลก แล้วนำกากมาพอกรอบๆแผล เพื่อคุ้มครองป้องกันการอักเสบรวมทั้งการเกิดหนองในขิงมีสารที่สามารถใช้กันบูดกันหืนในน้ำมันได้
ในด้านการทำอาหารนั้น ขิงสามารถช่วยเพิ่มรสชาติอาหารได้เป็นอย่างดี และก็สามารถช่วยดับกลิ่นคาวของอาหารได้ดิบได้ดีอีกด้วย
ในด้านความสวยงามนั้นมีผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งตัวที่ใช้บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของขิงอีกด้วย
ช่วยทำให้ผิวพรรณเรียบเนียนยิ่งขึ้น ด้วยการนำขิงสดมาขูดเป็นฝอยแล้วนำมานวดบริเวณต้นขา ตูด หรือบริเวณที่มีเซลลูไลต์จะช่วยลดความขรุขระของผิวได้อีกด้วย
ผลิตภัณฑ์จากขิงนั้นนำมาดัดแปลงได้หลายแบบ ดังเช่น บัวลอยน้ำขิง ขิงแช่อิ่ม ขิงเชื่อม ขิงกระป๋อง ขิงแคปซูล น้ำขิงมะนาว เป็นต้น

กระบวนการทำน้ำขิง
แนวทางการทำน้ำขิงกระบวนการทำน้ำขิงขั้นแรกให้เตรียมส่วนผสมดังนี้ ขิงแก่ 1 โล / น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วยตวง / น้ำที่สะอาด 3 ลิตร
นำขิงที่ได้ไปล้างให้สะอาด เอามาตีให้แตก แล้วเอามาใส่ไว้ในหม้อต้ม เติมน้ำสะอาดลงไป เอาขึ้นตั้งไฟ
เมื่อต้มจนถึงน้ำเดือดแล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยค่อยไฟลง ต้มราว 20 นาทีจนน้ำขิงละลายออกมาจนถึงหมด (น้ำจะเป็นสีเหลืองอ่อนๆ) แล้วยกลงจากเตา
เสร็จแล้วให้ตักน้ำขิงใส่แก้ว เพิ่มน้ำตาลทรายแดงลงไป 1-2 ช้อนชา (ตามความต้องการ) แล้วคนให้เข้ากัน
เป็นระเบียบแล้วก็สามารถเอามาดื่มได้ โดยเอามาดื่มแบบร้อนๆได้เลย
หรือจะดื่มแบบเย็นๆด้วยการใส่น้ำแข็งลงไปก็ได้เช่นกัน แต่ว่าควรจะเพิ่มน้ำตาลมากกว่า 2-3 เท่า (จะช่วยไม่ให้รสจืดมากจนเกินความจำเป็น เนื่องจากมีน้ำแข็งผสมอยู่นั่นเอง)
น้ำขิงที่คั้นมานั้นไม่ควรใช้ปริมาณที่เข้มข้นจนถึงเกินความจำเป็น เนื่องจากว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เพราะจะไปยับยั้งการบีบตัวของไส้ กระทั่งทำให้ลำไส้หยุดการบีบตัว ด้วยเหตุนี้ควรคั้นในปริมาณน้อยๆหรือดื่มจนเกิดความเคยชินก่อน
พวกเรามักจะรู้จักคุ้นเคยกับขิงว่าเป็นอาหารที่นิยมนำมาใช้ในการทำอาหารและทำเครื่องดื่ม ซึ่งอันที่จริงแล้วขิงจัดเป็นสมุนไพรไทยที่ช่วยการเยียวยารักษาโรคต่างๆได้สารพัด นับได้ว่าเป็นตัวช่วยสำหรับเพื่อการรักษาโรคได้เลยทีเดียว แต่ว่าดังนี้เราก็ไม่สมควรจะหวังพึ่งคุณประโยชน์ของขิงเพียงอย่างเดียวสำหรับเพื่อการรักษาโรค ควรจะทำอันอื่นหรือดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของเราร่วมด้วยจะได้ผลดีนักแล
พวกเรามักนิยมใช้ขิงแก่ เนื่องจากว่ายิ่งแก่จะยิ่งให้ความเผ็ดร้อน ก็เลยมีคุณประโยชน์ทางยาที่มากกว่าขิงอ่อน รวมทั้งยังมีใยอาหารมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย แต่เนื่องจากขิงมีรสเผ็ด มีคุณสมบัติอุ่น จึงไม่เหมาะกับคนที่มีความร้อนในร่างกายอยู่แล้ว เป็นต้นว่าผู้ที่เหงื่อออกมาก เหงื่อออกกลางคืน ตาแดง หรือมีไฟในตัวมากยิ่งกว่าธรรมดา แม้กระนั้นถ้าหากจะรับประทานควรรอบคอบเป็นพิเศษ http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรขิง

5

น้ำมันเหลือง
พวกเราแนะนำกล้วยๆแค่ 2 ขั้นตอนหมายถึง"กด" + "ทา" โดยจะนวดไหมนวดก็ได้ ทาบริเวณที่มีลักษณะ
ในขณะนี้น้ำมันเหลืองเป็นที่พึงพอใจใช้อย่างล้นหลามจำนวนมาก เพราะว่าน้ำมันเหลืองสรรพคุณไม่แพ้ยาแผนปัจจุบันอย่างยิ่งจริงๆ ลูกค้าส่วนมากอยากใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธรรมชาติจริงๆเพราะนอกจากจะรู้สึกปลอดภัยแล้ว ใช้นานหรือหลายคราวขนาดไหนก็ไม่เกิดการสะสม
คนไหนที่ถูกอกถูกใจใช้ น้ำมันเหลือง เสมอๆห้ามพลาด เนื่องจากวันนี้เรานำน้ำมันเหลืองสูตรใหม่ กลิ่นไม่ฉุนจัด ซึ่งทั่วๆไปนั้นมีการทำกันเปลี่ยนสูตรมากไม่น้อยเลยทีเดียว แล้วแต่ว่าใครชื่นชอบสูตรไหน เป็นน้ำมันเหลืองที่ทำจากธรรมชาติล้วนๆใช้สมุนไพรดีๆของไทยทั้งนั้นมักใช้แก้ปวด แก้มึนหัว แก้ตะคริว รักษาโรคหอบหืด ไซนัส บางสูตรแก้ท้องอืดได้ด้วย ไปดูสูตรขั้นตอนการทำกันเลย
เครื่องใช้ไม้สอย เครื่องมือเครื่องใช้
1.เมนทอล 300 กรัม
2.พิมเสน 100 กรัม
3.การบูร 100 กรัม
4.หัวไพลแก่จัด 200 กรัม
5.น้ำมันงาบริสูทธิ์ 50 กรัม
6.กระทะสำหรับทอดหัวไพล
7.ภาชนะสำหรับผสมสาร อย่างเช่น ขวดใส่กาแฟ ขวดแก้ว
กระบวนการทำ
1.ล้างหัวไพลให้สะอาดตากให้แห้ง หั่นเป็นชิ้นเล็กๆตากแห้ง
2.ทอดหัวไพลในน้ำมันงาโดยใช้ไฟอ่อนๆทอดไปจนกระทั่งน้ำมันเป็นสีเหลือง เสร็จแล้วใส่สมุนไพรตัวทอดถึงแม้ว่าจะหมดฟองยกลงจากเตากรองเอากากทิ้ง
3.นำส่วนประกอบ 3 จำพวก ในอัตราส่วนที่กำหนดซึ่งก็คือ(เมนทอล 3 ส่วน พิมเสน 1 ส่วน พิมเสน 1 การบูร 1 ส่วน )เทผสมรวมกันในภาชนะสำหรับผสมสาร
4.ใช้ไม้พายเล็กคนให้ส่วนประกอบทั้งสิ้นละลายเป็นของเหลว (หากไม่ใช่ไม้คนอาจใช้กรรมวิธีเขย่าขวดให้ส่วนประกอบละลายก็ได้
5.เติมน้ำมันที่สกัดจากหัวไพลลงไป คนให้เข้ามาเป็นเนื้อเดียว
6.น้ำมันเหลืองที่ได้บรรจุขวดปิดฝาให้แน่น
น้ำมันเหลือง ผลการศึกษาเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยบอสตันเปิดเผยว่า ผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่ไปที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนรุ่งโรจน์ขึ้น ทุเลาลักษณะการเจ็บปวด รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลการค้นคว้าและทำการวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เปิดเผยว่า คนเจ็บโรคมะเร็งระยะขยาย จะทรมาทรกรรมจากลักษณะการเจ็บปวดลดลง อ้วกน้อยครั้ง หรือเปล่าอ้วกเลย รู้สึกสดชื่นขึ้น ความดันดีมากกว่าเดิม แล้วก็เครียดจากลักษณะการป่วยลดลง ตอนหลังได้รับการบำบัดด้วยวิธีการนวด
การเลือกน้ำมันเหลือง
การเลือกน้ำมันนวดขึ้นอยู่กับการใช้แรงงาน แล้วก็คุณประโยชน์ต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละประเภท โดยส่วนมากน้ำมันฐานรากที่นิยมนำมาผสมทำน้ำมันนวด เป็นต้นว่า น้ำมันที่สกัดจากเมล็ดทานตะวัน อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งมีวิตามินอี สูงขึ้นมากยิ่งกว่าน้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ รวมทั้งทำลายของเสียที่รังควานเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นเลือด ปกป้องการเกิดโรคมะเร็ง ยิ่งไปกว่านี้น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จึงควรต่อร่างกาย อีกทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื่น
โดยทั้งนี้น้ำมันเหลืองแต่ละจำพวกจะมีคุณสมบัติ และจากนั้นก็ค่าที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ให้สมควรตามการใช้

6

น้ำมันนวด
ประโยชน์ที่ได้รับมาจากการนวดน้ำมัน
น้ำมันนวดหมายคือการกระตุ้นเยื่อของร่างกายด้วยมือ, เพื่อเกื้อหนุนสุขภาพและก็ฟื้นฟูให้ร่างกายทั้งหมดทั้งปวง. น้ำมันนวดถูกออกแบบมาเพื่อให้มือเลื่อนได้ง่ายขึ้นในระหว่างนวด แล้วก็ในขณะเดียวกันเครื่องหอมอโรมาให้รู้สึกดีและผ่อนคลายเยอะที่สุดสำหรับทั้งกายและใจ. อ่านต่อไปเพื่อหารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์ซึ่งมาจากการนวดน้ำมันแล้วก็ผ่อนคลายร่างกายของคุณที่มีประสบการณ์นวดชื่นบาน.
เมื่อมาถึงการนวดน้ำมัน, มีหลายร้อยปิดตัวเลือกที่ไม่เหมือนกันให้เลือก. คุณได้อย่างอิสระสามารถเลือกจากเยอะแยะน้ำหอมรวมทั้งสีที่แตกต่างเพื่อให้บริการ. น้ำมันนวดบำบัด, น้ำมันร้อน, น้ำมันนวดกระตุ้นความรู้สึก, น้ำมันหอม
จะสามารถเจอได้ในตลาดน้ำมันนวดเพื่อคุณสามารถเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความปรารถนารวมทั้งความต้องการของคุณ.
สัมผัสของผู้คนสามารถมีการรักษาแล้วก็พลังความสดชื่นสำหรับผิวแล้วก็น้ำมันนวดออกมาจากผิวนุ่มรวมทั้งเรียบ. เว้นแต่ความรู้สึกสบาย thei พวกเขาถ่ายทอด, น้ำมันนวดนอกเหนือจากนั้นยังมีทางที่น่าอัศจรรย์ที่ช่วยทำนุบำรุงผิวของคุณแล้วก็กำจัดจุดแห้งบนผิวของคุณ. อย่างไรก็ดี, หลังการนวด, จะเสนอแนะให้ใช้เวลาอาบน้ำที่ผ่อนคลายเพื่อล้างน้ำมันออกมาจากร่างกายของคุณ. น้ำ จะยังช่วยผิวรูขุมขนจะเปิดก็เลยสนับสนุนการดูดซึมของน้ำมันนวดไปสู่ผิวของคุณ. ลองมามองกันประโยชน์ต่อร่างกายที่สำคัญของการนวดน้ำมันผ่อนคลาย.
ลดการ ความเครียด
นวดเป็นแนวทางที่วิเศษมากมาย ลดความเครียด และก็ความเคร่งเครียดที่มีการสะสมในร่างกายของคุณในระหว่างวันที่เหนื่อยล้า.
น้ำมันนวดน้ำมันหอมระเหยที่มีน้ำมันหอมระเหยที่สงบประสาท, ช่วยให้คุณผ่อนคลายแล้วก็กำจัดความนึกคิดเชิงลบที่สะกิดความตึงเครียด.
สุภาพ, สัมผัสการดูแลการแสดงในงานน้ำมันนวด, ช่วยทำให้คุณ รักษา และคืนจิตวิญญาณและก็ความสมดุลทางอารมณ์ของคุณ.
เสริมการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
หนึ่งในผลตอบแทนที่สำคัญที่สุดของน้ำมันนวด ซึ่งมันช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตและก็ในเวลาเดียวกันจะช่วยลดความดันเลือดซึ่งเป็น น.
สาเหตุ ajor สำหรับผู้ที่เผชิญปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับ ความดันโลหิตสูง.
ปิดปรับแก้
นวดน้ำมันที่ดีเยี่ยมที่สุดของคุณผ่อนคลายร่างกายและผลักดันการนอนหลับที่ดีมากกว่าสำหรับวัน.
คนจำนวนไม่น้อยทุกข์ทรมานสาหัสจากความไม่ปกติของการนอนหลับต่างๆได้มองเห็นการปรับแก้ในนิสัยการนอนของพวกเขาข้างหลังการดูแลและรักษาด้วยการนวดบรรเทา. น้ำมันนวดกระตุ้นจิตใจและจิตวิญญาณ การบำบัด, ด้วยเหตุผลดังกล่าวคนเป็นจำนวนมากมายมีประสบการณ์การนอนลึกแล้วก็พักผ่อนเพิ่มมากขึ้น.
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น
น้ำมันนวด มากขึ้นรวมทั้งรักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อของคุณ. นวดตัวที่มีประสิทธิภาพแนวทางการทำงานของกล้ามเนื้อทั้งสิ้น, เนื้อเยื่อและก็ข้อต่อจึงแก้ไขการแสดงกีฬาแล้วก็การอำนวยความสะดวกสบายในการเคลื่อนไหวร่างกายของคุณง่ายดายมากยิ่งขึ้น. นอกเหนือจากสิ่งพวกนี้กำเนิดผลดีต่อร่างกาย, นวดยังช่วยป้องกันการเจ็บรวมทั้งเพิ่มความเร็วสำหรับการหาย. นวดแผนโบราณยังเป็นแนวทางที่ยอดเยี่ยมสำหรับเพื่อการบรรเทาความเครียดของกล้ามและก็ทะนุบำรุงร่างกายของคุณ พอดี รวมทั้งมีความยืดหยุ่นเป็นเวลานาน.
กำจัดพิษ
ข้อดีที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการนวดน้ำมันซึ่งมันช่วยทำให้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพกำจัดสารพิษจากสิ่งมีชีวิตโดยเหตุนั้นการช่วยส่งเสริมสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงขึ้น.
ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน
บริการนวดน้ำมันนวดและส่วนมากสร้างความแข็งแกร่ง ระบบภูมิต้านทานรวมทั้งช่วยสำหรับในการย่อยของกินดียิ่งขึ้น.
ศิลปะที่สวยสดงดงามของการนวดได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยการนวดน้ำมันบางมากมาย. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณลักษณะรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อบริการด้านต่างๆสำหรับในการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่ดีที่สุดสำหรับความอยากส่วนบุคคลของคุณรวมทั้งบรรเทาร่างกายของคุณด้วยการนวดบรรเทาและก็ฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อที่จะรักษาความสมดุลทางใจวิญญาณของคุณและก็สุขภาพที่แข็งแรงที่สุดของร่างกายของคุณ.
โรคนี้จะไม่อาจจะหายไปได้เอง!
น้ำมันนวด โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่สามารถหายสนิทได้เอง แม้อาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงลดน้อยลงก็ตาม รวมทั้งท้ายที่สุดก็จะเปลี่ยนเป็นโรคเรื้อรังและก่อเกิดความลำบากสำหรับการดำเนินชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆปัญหาเกี่ยวกับข้อที่มีอยู่ก็จะแผ่ขยายไปจนทำให้มีแค่เพียงการผ่าตัดเท่านั้นที่จะเป็นทางออกเดียวที่ช่วยได้
บ้างครั้งที่เป็นรุนแรงมากมายควรต้องแปลงข้อต่อทั้งสิ้นด้วย
ความเจ็บมีเพียงจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ
การผ่าตัดสามารถเลี่ยงได้
ฟื้นฟูข้อต่อของคุณให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำเป็นเวลาที่โรคยังไม่ได้ลุกลามเหลือเกินนัก
  แพทย์ประจำถิ่นหรือการแพทย์แผนไทย เห็นด้วยในคุณประโยชน์อันแสนวิเศษของยาแผนโบราณตามตำรายาสมุนไพร ตำรับโบราณวัดโพธิ์หรือวัดพระเชตุพนสะอาดมังคลาราม ซึ่งเป็นยาสมุนไพรแผนโบราณขนานเอกที่มีชื่อโด่งดังและก็ได้รับความเชื่อใจสำหรับในการรักษาโรคมาเนิ่นนานแล้ว สมกับคำที่กล่าวไว้ว่า "นวดแผนโบราณ ยาแผนโบราณ ตำราเรียนยาสมุนไพร จำเป็นต้องวัดโพธิ์ ความคิดของชาวไทยทั้งชาติของบรรพบุรุษไทย"

7
อื่นๆ / น้ำมันนวดใช้ทาเเล้วดีอย่างไร
« เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2018, 12:45:16 PM »

น้ำมันนวด
ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ สร้างขึ้นมาจากสมุนไพรแท้ 100% ไม่มีส่วนผสมจากสเตอรอยด์หรือสารเคมีอันตรายใด  ซึ่งก็มีข้อบังคับจำกัดอยู่สิ่งเดียวกันในการใช้ ซึ่งในกรณีที่มีการแพ้สาร Notoginsenoside, Flavonoid, การบูร
มาดูคุณประโยชน์ซึ่งมาจากน้ำมันนวดกันค่ะ

  • น้ำมันนวดสามารถช่วย ปวดต้นคอ บ่า ไหล่ จากการนั่งทํางานนานๆทํางานหน้าคอมฯ Office syndrome เป็นต้น
  • คนทํางานที่ต้องใช้กล้ามเนื้อ ดังเช่น ยกของหนัก
  • นักกีฬา หรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการออกกําลังกาย
  • ผู้เดินทาง นักเดินทาง
  • คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับ กระดูก ข้อต่อ เอ็น กล้ามเนื้อ ดังเช่นว่า ข้อหัวเข่าอักเสบ, เอ็นอักเสบ, กระดูกทับ เส้นประสาท ฯลฯ


          ซึ่งเรามาดูผลเสียจากการทานยาคลายกล้ามกันนะคะ เพราะเหตุใดถึงจำเป็นต้องเลือก น้ำมันนวดเนื่องจาก ยาคลายกล้ามเนื้อปกติที่พวกเราทาน ทำให้กล้ามรู้สึกหายเป็นปกติจริง พวกเราจะรู้สึกว่ามันหายเป็นปกติ และออกกำลังกายได้ธรรมดาไม่เจ็บ แต่จริงๆแล้วกล้ามเนื้อยังอักเสบอยู่ ถ้าเกิดพวกเรายังคงใช้งานกล้ามเนื้อเหมือนเดิมจะมีผลให้กล้ามอักเสบมากขึ้น การที่กินยาแล้วออกกำลังกายส่วนนั้นต่อเป็นระยะเวลานานๆเข้า ก็บางครั้งอาจจะอักเสบเรื้อรังได้ อันนี้เป็นข้อผลกระทบในทางร้ายทางอ้อมมาจากการทานยาคลายกล้ามเนื้อ ซึ่งคนโดยมากและก็จะใช้กล้ามหรือทำงานธรรมดาทุกสิ่งทุกอย่างเพราะเราไม่ทราบสึกปวดหรือเจ็บแล้ว ซึ่งมันเป็นอะไรที่ไม่ถูกเพราะเหตุว่าการทานยาคลายกล้ามยาเมื่อพวกเราทาน
          ข้อแนะนำคือ หลังจากที่ได้มีการใช้น้ำมันนวดยาแล้ว 48 ชั่วโมงให้ยาสิ้นฤทธิ์แล้วจริงๆนะคะ แล้วก็ค่อยไปออกกำลังกายหรือดำเนินงานตามเดิมจ้ะ ส่วนจะต้องพักนานแค่ไหนนั้น ไม่มีผู้ใดรู้ดีเท่าตัวคุณว่าร่างกายของคุณเป็นยังไงเนื่องจากมีหลายสาเหตุด้วยกัน เช่นพวกเราเจ็บเยอะแค่ไหน รักษาอย่างไร รับประทานยาแล้วปล่อยให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง อย่างนี้นานหน่อยนะคะ ซึ่งนอกจากจะรับประทานยาแล้วต้องกายภาพบำบัดช่วยนะคะ อาทิเช่น ยืดกล้าม ประคบ นวด อย่างถูกแนวทางนะคะ ขอย้ำนะคะจำต้องถูกแนวทาง
          ซึ่ง การใช้น้ำมันตัวนี้นะคะ พวกเราแค่ทาลงไปในส่วนที่พวกเราปวดนะคะ หรือมีการอักเสบของกล้าม เท่านี้จ้ะตัวยาจะซึมเข้าไปทำให้อาการปวดเมื่อยล้าน้อยลง อีกอย่างที่สำคัญนะคะ
นํ้ามันนวด ตัวนี้เหมาะสำหรับคนใดกันแน่บ้าง?

  • คนบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ปวดเมื่อยจากการทำงานหนัก
  • คนที่ปวดมือแล้วก็คอจากการเล่นโทรศัพท์มือถือ
  • คนที่ปวดหลังจาก Office syndrome
  • ปวดข้อจากโรคเกาท์
  • คนที่ปวดหัวเข่าจากโรคข้อต่ออักเสบ
  • คนที่ปวดขาจากการเดิน Shopping
  • บาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ตีดอท กระทั่งปวดมือ
  • ปวดคอจากการเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่
การเลือกน้ำมันนวด
การเลือกน้ำมันนวดขึ้นอยู่กับการใช้แรงงาน รวมทั้งสรรพคุณต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละชนิด โดยส่วนใหญ่น้ำมันฐานรากที่นิยมนำมาผสมทำน้ำมัน  ฯลฯ ซึ่งมีวิตามินอี สูงขึ้นมากยิ่งกว่าน้ำมันที่ทำขึ้นมาจากถั่วเหลือง และน้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ปฏิบัติภารกิจเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ แล้วก็ทำลายของเสียที่รังแกเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นโลหิต คุ้มครองป้องกันการเกิดมะเร็ง นอกจากนั้นน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อสุขภาพร่างกาย อีกทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื่นโดยทั้งนี้น้ำมันแต่ละจำพวกจะมีคุณลักษณะ และก็คุณค่าที่นาๆประการ ขึ้นกับการเลือกใช้ให้สมควรตามการใช้แรงงานนวดน้ำมันที่ดีเยี่ยมที่สุดของคุณผ่อนคลายร่างกายและก็ผลักดันการนอนหลับที่ดีมากยิ่งกว่าสำหรับวัน.
คนจำนวนไม่น้อยทุกข์ทรมานแสนสาหัสจากความผิดแปลกของการนอนหลับต่างๆได้สังเกตเห็นการปรับปรุงแก้ไขในนิสัยการนอนของพวกเขาหลังการดูแลรักษาด้วยการนวดบรรเทา. น้ำมันนวดกระตุ้นจิตใจและก็จิตวิญญาณ การบำบัด, เพราะฉะนั้นคนเป็นจำนวนมากมายมีประสบการณ์การนอนลึกรวมทั้งพักผ่อนมากยิ่งขึ้น.
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น
นวดน้ำมันเพิ่มขึ้นและก็รักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อของคุณ. นวดตัวที่มีประสิทธิภาพแนวทางการทำงานของกล้ามทั้งสิ้น, เนื้อเยื่อและก็ข้อต่อก็เลยปรับแต่งการแสดงกีฬาและการให้ความสะดวกสำหรับในการเคลื่อนร่างกายของคุณง่ายมากยิ่งขึ้น. นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้เกิดคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ, น้ำมันนวดยังช่วยป้องกันการเจ็บแล้วก็เพิ่มความเร็วสำหรับในการหาย. นวดแผนโบราณยังเป็นวิธีที่เยี่ยมสำหรับเพื่อการบรรเทาความเคร่งเครียดของกล้ามแล้วก็ทะนุบำรุงร่างกายของคุณ พอดี และก็มีความยืดหยุ่นเป็นระยะเวลานาน.
กำจัดสารพิษ
ข้อได้เปรียบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการนวดน้ำมันซึ่งมันช่วยให้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพกำจัดพิษจากสิ่งมีชีวิตด้วยเหตุนี้การช่วยสนับสนุนสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น.
ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน
บริการน้ำมันนวดรวมทั้งจำนวนมากสร้างความแข็งแกร่ง ระบบภูมิต้านทานและช่วยย่อยของกินดียิ่งขึ้น.
ศิลปะที่งดงามของการนวดได้ทวีความร้ายแรงเยอะขึ้นเรื่อยๆด้วยการนวดน้ำมันบางมากมาย. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณสมบัติรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อให้บริการด้านต่างๆสำหรับเพื่อการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่ดีเยี่ยมที่สุดสำหรับความอยากได้ส่วนบุคคลของคุณและก็ผ่อนคลายร่างกายของคุณด้วยการนวดบรรเทาแล้วก็ฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อจะรักษาความสมดุลทางจิตใจวิญญาณของคุณและสุขภาพที่ดีที่สุดของร่างกายของคุณ.
โรคนี้จะไม่สามารถที่จะหายไปได้เอง!
โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่สามารถหายสนิทได้เอง ถึงอาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงลดลงก็ตาม แล้วก็สุดท้ายก็จะแปลงเป็นโรคเรื้อรังรวมทั้งส่งผลให้เกิดความทุกข์ยากสำหรับเพื่อการดำเนินชีวิตเยอะขึ้นเรื่อยๆ

8

คนท้องนวดขาได้ไหม ? ตอบเรื่องที่น่าสงสัยสำหรับคุณแม่
          คนท้องใช้น้ำมันนวดขาได้ไหม มั่นใจว่าคำถามนี้คงจะเป็นคำถามยอดฮิตที่ม่าม้ามือใหม่หลายท่านอยากรู้กันแน่นอน ด้วยเหตุว่าคนท้องโดยมากชอบมีปัญหาปวดเมื่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณต้นขา วันนี้เราจะพาแม่ไปไขข้อสงสัยประเด็นนี้กันจ้ะ
          น้ำมันนวดสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ ในระยะท้องแรกๆบางทีอาจจะไม่มีปัญหาเรื่องเมื่อยสักเท่าไร แม้กระนั้นพออายุครรภ์เริ่มเยอะขึ้นๆและด้วยฮอร์โมนในร่างกายที่มีการเปลี่ยน ประกอบกับสรีระแม่เริ่มเปลี่ยน รวมถึงน้ำหนักที่มากขึ้นด้วย ก็เลยทำให้ท่านแม่โดยมากร้อยทั้งร้อยชอบมีปัญหาเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามมา ซึ่งเรื่องนี้แม่ไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลเนื่องจากนับว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนท้องจ้ะ โดยยิ่งไปกว่านั้นในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 แล้วก็ 3 แม่จะมีลักษณะปวดไปทั้งตัวอย่างยิ่งจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นปวดหลัง ปวดเอว และก็ปวดต้นขา เหตุเพราะจะต้องแบกรับน้ำหนักที่มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งอาการปวดเมื่อยเหล่านี้คุณแม่จะสามารถดีขึ้นกว่าเดิมได้ด้วยการนวดให้คลายปวด แต่ถึงแบบงั้นคุณแม่ผู้คนจำนวนมากอาจไม่พ้นมีความไม่สาบายใจว่า คนท้องนวดได้ไหม คนท้องนวดขาได้ไหม ? รวมทั้งเพื่อช่วยให้คุณแม่คลายความไม่ค่อยสบายใจ วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปพบคำตอบกันค่ะ
          สำหรับแม่มีครรภ์ที่มีลักษณะอาการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวกล้ามเนื้อตามร่างกายต่างๆธรรมดาแล้วสามารถนวดได้ค่ะ แม้กระนั้นควรจะเป็นการนวดที่ไม่รุนแรงเกินความจำเป็น นวดพอเพียงคลายเส้นและก็คลายปวดก็เพียงพอ อย่างบริเวณแขนและก็ขาแม่สามารถนวดได้บ่อยๆเพราะเป็นจุดที่ไม่ชมรมกับการแท้งลูก ดังนี้ควรจะหลีกเลี่ยงการนวดบริเวณท้อง เพราะอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการกระทบกระเทือนทำให้ส่งผลกับการตั้งครรภ์หรือแท้งบุตรได้จ้ะ
          นอกเหนือจากนั้นสำหรับแม่ที่ต้องการนวด ปัจจุบันนี้ยังมีสถานที่นวดคนท้องอย่าง ร้านค้าสปา ร้านค้านวด หมอแผนไทย รวมทั้งหมอแผนไทยประยุกต์ ที่รับนวดสำหรับคนท้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยนะคะ ซึ่งม่าม้าสามารถเข้าไปใช้บริการได้ตั้งแต่นวดตัว นวดคอ บ่า ไหล่ นวดแขนขา แล้วก็นวดเท้าได้ แต่ทั้งนี้คุณแม่ก็ควรเลือกร้านค้าหรือสถานที่ที่ตามมาตรฐาน มีผู้ที่มีความชำนาญสำหรับเพื่อการนวดสำหรับคนท้องโดยยิ่งไปกว่านั้น เพราะการนวดคนท้องนั้นจะไม่เหมือนการนวดคนปกติทั่วๆไป ดังนั้นจึงต้องให้ผู้ที่ได้รับการฝึกหัดหรือศึกษาแนวทางนวดคนท้องอย่างถูกต้องเป็นคนนวดเท่านั้นจ้ะ
          ต่อนี้ไปม่าม้าก็คงหายกลุ้มใจและมั่นอกมั่นใจเวลาจะนวดเพื่อคลายปวดเมื่อยกันแล้วใช่ไหมล่ะค่ะ ซึ่งการนวดนั้นนอกเหนือจากการที่จะช่วยให้อาการปวดลดลงแล้ว ยังจะช่วยให้แม่สามารถใช้น้ำมันนวดบรรเทา หายเครียด และจิตใจเบิกบานขึ้นอีกด้วยนะคะ แต่ว่าทั้งนี้ก็อย่างที่บอกไปตอนแรก หากจะนวดก็ควรนวดเพียงแค่เบาๆแค่นั้น หรือจะไปใช้บริการยังสถานที่นวดคนท้องโดยยิ่งไปกว่านั้นก็ได้จ้ะ จะได้แน่ใจว่าจะไม่กระเทือนกับลูกน้อยในท้องนั่นเอง
ปวดหลังทางขวา อย่าประมาทว่าเป็นแค่มีต้นเหตุมาจากลักษณะของการปวดปวดเมื่อย เพราะเหตุว่าบางทีนี่อาจเป็นสัญญาณของลักษณะของการเจ็บป่วยที่นึกไม่ถึง
          น้ำมันนวดสามารถช่วยอาการปวดหลัง เป็นอาการที่ทุกคนจะต้องเคยพบเจอ ซึ่งพอเพียงปวดหลังขึ้นมาทีไรเราก็อยากจะเอนกายพัก หรือไม่ก็ไปนวดบรรเทาลักษณะของการปวดปวดเมื่อย ทั้งที่จริงแล้วลักษณะของการปวดข้างหลังบางครั้งก็อาจจะมิได้เป็นผลมาจากอาการปวดปวดเมื่อยกล้ามเนื้อเพียงเท่านั้น แต่ว่ายังอาจเกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆได้อีกเพียบเลย เช่นที่พวกเราจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจสาเหตุของลักษณะของการปวดข้างหลังทางขวา ว่ามีสาเหตุมาจากอะไรและอันตรายหรือเปล่า เพื่อที่จะได้รู้ทันอาการเจ็บเจ็บป่วยของร่างกาย
ปวดหลังด้านขวาทางด้านบน
          อาการปวดหลังข้างขวาด้านบน เป็นอาการปวดหลังที่อยู่บริเวณตั้งแต่บริเวณด้านหลังไหล่ไปจนถึงใต้สะบัก เกิดขึ้นได้จากหลายกรณีร่วมกัน โดยมูลเหตุที่มักทำให้เกิดอาการปวดหลังด้านบนขวา มีดังนี้
ปวดหลังข้างขวา


การนั่งดำเนินการเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆหรือชูของหนักผิดท่า


          น้ำมันนวด สามารถช่วย อาการการชูของหนักหรือการนั่งปฏิบัติงานในท่าทีที่ผิดจำเป็นต้องติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆๆก็เป็นสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนบนด้านขวาได้  โดยบริเวณข้างหลังส่วนบน เว้นเสียแต่กล้ามเนื้อหลังแล้ว ก็ยังเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อไหล่และก็กล้ามคอ ด้วยเหตุนั้นถ้ามีลักษณะปวดหลังขวาบนจากการใช้งานหนักก็มักจะมีอาการปวดคอและไหล่ในด้านเดียวกันร่วมด้วย รู้อย่างนี้แล้วถ้าผู้ใดกันที่ยังนั่งทำงานในท่าเดิมนานๆก็ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้างนะคะ และก็ควรนั่งให้ถูกท่าด้วย โดยท่านั่งดำเนินการที่ถูกต้องก็คือควรจะให้จอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาจ้ะ


ความแตกต่างจากปกติของกระดูกและก็ข้อ


          กระดูกรอบๆข้างหลังส่วนบนนั้นประกอบไปด้วยกระดูกไหปลาร้า กระดูกไหล่ กระดูกสันหลัง รวมทั้งกระดูกต้นแขน ซึ่งถ้าเกิดความไม่ปกติกับกระดูกพวกนี้ก็อาจจะส่งผลให้บริเวณหลังด้านขวาทางด้านบนกำเนิดลักษณะของการปวดได้ โดยต้นเหตุที่ทำให้กระดูกไม่ปกติก็ได้แก่ การเกิดอุบัติเหตุ หรือข้อต่อของกระดูกที่ข้างหลังส่วนบนขวามีการอักเสบ นอกจากนี้ภาวการณ์กระดูกพรุนก็สามารถนำไปสู่อาการปวดที่กระดูกบริเวณด้านขวาที่อยู่ทางด้านบนได้  เวลาที่คนไข้โรคมะเร็งบางจำพวกในระยะแพร่ระบาด อย่างโรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ แล้วก็มะเร็งไต ก็จะมีอาการปวดกระดูกรอบๆข้างหลังส่วนบนเหมือนกัน


ความเปลี่ยนไปจากปกติของอวัยวะภายใน


          น้ำมันนวดสามารถช่วยรักษาอาการ อาการปวดข้างหลังส่วนบนขวามิได้มีต้นเหตุจากกล้ามแล้วก็กระดูกบริเวณข้างหลังส่วนบนแค่นั้น แต่ยังอาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะลักษณะการเจ็บป่วยไข้ของอวัยวะต่างๆในร่างกายได้ เป็นต้นว่า โรคตับ นิ่วในไตและก็ในกระเพาะหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โรคในถุงน้ำดี หรือแม้กระทั้งอาการติดเชื้อในไต หรืออาจจะมีการเกิดจากอาการไส้ติ่งอักเสบที่ทำให้ปวดลุกลามขึ้นบริเวณหลังด้านขวาก็ได้ ส่วนคุณผู้หญิง หากมีลักษณะปวดที่ข้างหลังส่วนบนขวา นั่นอาจเป็นสัญญาณของซีสต์ในรังไข่ การต่อว่าดเชื้อของท่อรังไข่ หรือการมีท้องนอกมดลูกที่บริเวณท่อรังไข่ได้อีกด้วยจ้ะ


โรคที่เกี่ยวกับปอด


          ปอดเป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนบนของร่างกายซึ่งตรงกับข้างหลังส่วนบนพอดี โดยเหตุนี้เมื่อปอดมีความผิดธรรมดาก็สามารถนำไปสู่ลักษณะของการปวดหลังส่วนบนได้ โดยอาการที่จะก่อกำเนิดอาการปวดหลังด้านบนขวาก็ดังเช่นว่า โรคปอดอักเสบ โรคมะเร็ง อาการติดเชื้อของเยื่อห่อหุ้มปอดหรือช่องอก นอกจากนั้นอาการอุทกภัยปอด หรือแม้กระทั้งหัวใจล้มเหลว ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดลักษณะของการปวดหลังด้านขวาบนได้ ดังนั้นหากมีอาการปวดที่ข้างหลังข้างบนขวาแบบเรื้อรังและก็ร้ายแรง ควรจะรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดจ้ะ

9

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือมีผลเช่นไรต่อเซลล์ต่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต เบาหวาน โรคความดันสูง แล้วก็โรคอื่นๆอันแสนเพลียที่จะรักษา ติดตามผลการศึกษาวิจัยรับรองสรรพคุณได้ในเนื้อหานี้จ้ะ
บทความกลุ่มนี้อ้างอิงสรรพคุณของเห็ดหลินจือจากผลวิจัยยืนยันจากที่ต่างๆเพื่อให้เพื่อนพ้องได้ไตร่ตรองด้วยตัวเองว่ารักษาโรคได้ดิบได้ดีแค่ไหนและน่าเชื่อถือเท่าใด ถ้าเพื่อนๆเคยอ่านบทความเกี่ยวกับสรรรพคุณหรืองานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือจากที่อื่นมาก่อน แล้วรู้สึกอ่านไม่ง่ายเท่าไหร่ไหมรู้เรื่อง บทความในเว็บไซต์นี้คนเขียนได้คัดและก็รวบรวมจากหลายที่และก็เขียนในภาษาที่อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำเป็น
เพื่อนๆถูกใจเนื้อหานี้ก็จะเป็นอย่างยิ่งหัวใจให้คนเขียนได้บทความดีๆให้เพื่อนฝูงอ่านกันอีกต่อไปบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคเด็ดๆที่เพื่อนๆจำต้องชอบ
ระบบภูมิต้านทานเป็นกลไกการกำจัดเชื้อโรค สารเคมีปะปน เซลล์มะเร็ง และสิ่งแปลกปลอมอื่ๆที่จะเข้ามาทำอัตรายต่อสภาพร่างกายพวกเรานั้นเอง ด้วยเหตุดังกล่าวถ้าเกิดสหายๆมีระบบภูมิต้านทานดีก็จะไม่ป่วยไข้ง่าย หรือหากป่วยไข้ก็จะฟื้นเร็ว แต่ถ้าหากระบบภูมิต้านทานไม่ดีก็จะเจ็บไข้บ่อยมากแล้วก็เป็นหนักกว่าคนที่มีระบบูมิคุ้มกันแข็งแรง มาถึวนี้แล้วเพื่อนๆอาจมองเห็นจุดสำคัญของการมีระบบระเบียบภูมิต้านทานที่แข็งแรงกันแล้ว
ชาวจีนโบราณใช้สมุนไพร เห็ดหลินจือมาเป็นเวลายาวนานกว่า 2000 ปีแล้ว แต่ว่าในยุคนั้นยังไม่มีผู้ใดพิสูจน์ได้ว่าเพราะอะไรคนที่ทานเห็ดหลินจือถึงแก่ยืนรวมทั้งแข็งแรงไม่ค่อยเป็นโรค เดี๋ยวนี้พวกเราสมารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสารกรุ๊ป Polysacchayide ในเห็ดหลินจือนั้นสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับพวกเราได้จริง สารกลุ่มดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นสามารถกระตุ้นการสร้าง Interleukin แล้วก็ Immuoglodulin ซึ่งส่งผลให้ระบบภูมคุ้มครองดีรวมทั้งแข็งแรงขึ้น
ระบบภูมิต้านทานที่ถูกเสริมด้วยสาร Polysaccharide ในเห็ดหลินจือจะสามารถต้านวรัส เซลล์ของมะเร็ง และก็จำกัดสารอนุมูลอิสระเจริญขึ้น นอกเหนือจากนี้ยังช่วยทำให้คนที่ถูกผลข้างเคียงที่โดนยาต่อต้านมะเร็งบางตัวและก็กระบวนการทำคีโมกดภูมิคุ้มกันให้มีระบบระเบียบภูมิต้านทานดีขึ้นอีก แล้วก็เห็ดหลินจือยังมีสารออกฤทธิ์ต้านทานการแบ่งตัวของเชื้อ HIV อีกด้วย ซึ่ง กรุ๊ปดังที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นกลุ่ม Bitter Triterpenoids
นักค้นคว้าได้ศึกษาค้นพบสารหลากหลายประเภทในสมุนไพร เห็ดหลินจือที่ช่วยลดจำนวนไขมันในเส้นโลหิตเป็นGanoderic Acid แล้วก็ Lucidenic Acid ซึ่งสาร 2 ประเภทที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เว้นแต่ช่วยลดไขมันในเส้นโลหิตได้แล้ว ยังคุ้มครองป้องกันไม่ให้ไขมันตันเส้นเลือดได้โดยตรงอีกด้วย นอกเหนือจากนี้ยังมีสารกลุ่ม Nucleotide ซึ่งสามารถช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือดในเส้นเลือด รวมทั้งช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่ประเทศญี่ปุ่นทดสอบให้สารสกัดเห็ดหลินจือกับคนที่เป็นโรคไขมันเส้นเลือดสูง 70 ราย รวมทั้งทำเก็บผลการทดสอบภายหลังผ่านไป 3 เดือน พบว่าโคเรสเตอรอลของคนรับการทดลองน้อยลงไปถึง 74% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลที่เกิดจากการวิจัยจากทั่วทั้งโลก และก็ยังพบว่าเห็ดหลินจือ เว้นเสียแต่ช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นโลหิตแล้ว ยังเป็นเหตุให้เลือดไหลเวียนดียิ่งขึ้นอีกด้วย
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก็เลยอาจจะบอกได้ว่า เครื่องพิสูจน์ทางคุณสมบัติรวมทั้งคุณประโยชน์ซึ่งมาจากเห็ดหลินจือยังคงมีจำกัด บาง งานศึกษาวิจัยเป็นการทดสอบขนาดเล็ก หลักฐานที่ได้ยังไม่มีคุณภาพพอเพียง หรือเป็นเพียงแค่การทดลองในผู้เจ็บป่วยบางกรุ๊ปเท่านั้น ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อโรคมะเร็ง จึงยังคงเป็นประเด็นการค้นคว้าที่ควรจะดำเนินงานทดลองต่อไป เพื่อได้เห็นผลลัพ์ที่ชัดแจ้ง แล้วก็มีประโยชน์ในวงกว้างต่อการดูแลและรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งได้ในอนาคต
สภาวะต่อมลูกหมากโต แล้วก็การเจ็บป่วยในระบบฟุตบาทเยี่ยว
มีขั้นตอนการทดสอบหนึ่งที่ใช้สารสกัดจากสมุนไพร เห็ดหลินจือทดสอบในคนเจ็บเพศ 88 รายซึ่งแก่เกินกว่า 49 ปีขึ้นไป ที่มีอาการปัสสาวะขัดข้อง ข้างหลังการทดลองกว่า 12 สัปดาห์ ผลสรุปที่ได้เป็น ผู้ป่วยต่างมีระดับคะแนน IPSS ที่ดียิ่งขึ้น ( TNE lnternational Prostate Symptom Score )ซึ่งเป็นค่าคะแนนสากลสำหรับการวัดปัญหาในระบบทางเท้าปัสวะของคนเจ็บจากการตอบปัญหา แต่ไม่ปรากฏผลในเชิงความเคลื่อนไหวคุณภาพชีวิต การขับถ่ายปัสวะ หรือขนาดของต่อมลูกหมากอะไร
ดังนั้น การทดลองดังที่กล่าวผ่านมาแล้วจึงยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาสตร์ที่เด่นชัดเพียงพอ จำเป็นต้องมีการค้นคว้าทดลองในด้านนี้ต่อไปในอนาคต เพื่อค้นหาข้างหลังฐานที่กระจ่างสำหรับเพื่อการสรุปเกี่ยวกับประสิทธิของเห็ดหลินจือต่อการดูแลและรักษาภาวการณ์ต่อมลูกหมากโตหรือปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพใดๆที่เกี่ยวเนื่อง

ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจ
จากการวิเคราะห์ผลการทดสอบทางด้านการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีคนเจ็บโรคเบาหวานชนิด 2 ร่วมทดลองกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่เป็นผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพพอเพียงจะสนับสนุนผลทางการรักษาพวกนั้น และไม่มีข้อมูลที่เพียงพอสำหรับเพื่อการรับรองด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจือเช่นเดียวกัน โดยหนึ่งในงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยเหล่านั้น ได้แสดงถึงผลข้างเคียงจากการบริโภคเห็ดหลินจือในคนไข้บางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องร่วง หรือท้องผูก
สมุนไพร โดยเหตุนี้จึงควรมีการค้นคว้าทดสอบถึงประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือสำหรับการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เพื่อปกป้องและก็การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจถัดไป แล้วก็ให้รู้เรื่องแจ่มชัดชัดดเจนในด้านดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเยอะขึ้น อันเป็นคุณประโยชน์ต่อขั้นตอนการรักษาปกป้องโรคเส้นเลือดหัวใจและก็อาการต่างๆที่เกี่ยวข้องถัดไปในอนาคต

10

ถั่งเช่า
ทำไม....ทานถั่งเช่าแล้วบางเจ้าไม่เห็นผล
ทำไมถั่งเช่าถึงแพง
ด้วยความที่ถั่งเช่านั้นเป็นที่นิยมมากในปัจจุบันทำให้ราคาของสมุนไพรชนิดนี้สูงมากอย่างต่ำเกรดธรรมดาๆก็ตกอยู่ที่กิโลละ 2-3 แสนบาท แต่ถ้าเกิดเป็นแบบอย่างดีราคาสูงสุดอยู่ที่2-3 ล้านบาทเลยทีเดียว สาเหตุที่ทำให้ราคาของ ถั่งเช่าแพงได้ขนาดนี้ก็เพราะว่าถั่งเช่าไม่ได้หากันง่ายๆมีเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น ไม่เหมือนกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ที่สามารถหากันง่ายกว่านี้ สมุนไพร ถั่งเช่าจะหาได้จากพื้นที่สูงเข้าถึงยาก และมีสภาพอากาศที่คนปกติทั่วไปไม่สามารถเข้าไปหาถึงได้ง่ายๆ ต้องให้คนทื้นที่เป็นผู้เข้าไปหาในป่าเท่านั้น อีกทั้งถั่งเช่ายังมีสรรพคุณยังมีสรรพคุณต่างๆอีกมากมาย ทั้ง ถั่งเช่า ยังช่วยรักษโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ ถั่งเช่า หรือช่วยบำรุงอาหารลดน้าตาลในเลือด เป็นต้น แถมยังช่วยชะลอความแก่ และช่วยเพิ่มสมรรถทางเพศ ได้ดีอีกด้วย ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ถั่งเช่ามีราคาแพง แต่ตอนนี้มีโรงงานในไทยสามารถเพาะถั่งเช่าได้ โดยไม่ต้องเดินไปเก็บตามเทือกเขาทำให้ราคาต้นทุนถั่งเช่าลดต่ำลงไปมากกว่าเมื่อก่อน สามารถควบคุมปริมาณสาระสำคัญได้เป็นเพาะในสภาพควบคุม และยังขจัดปัญหาสารโลหะหนักเจือปนที่ไม่สามารถควบคุมได้ในธรรมชาติได้อีกด้วย
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย ได้ทำการวิจัยสรรพคุณของถั่งเช่า ด้วยกัน มีการทดสอบกับหนูทดลองและกลุ่มผูรับการทดลองตัวอย่าง จึงทำให้เราสามารถบอกได้ว่าถั่งเช่ามีสรรพคุณดีจริงตามที่คนส่วนใหญ่หล่าวอ้าง
-ช่วยลด และรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด
-ช่วยลด และรักษาความสมดูลของระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
-ถั่งเช่า ช่วยแก้อาการอ่อนล้าอ่อนเพลียของร่างกายช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่างๆรวมถึงช่วยบำรุงให้กระปรี้กกระเปล่าด้วย
-แก้ภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัสอักเสบ หรือภูมิคุ้มกันอ่อน
-ถั่งเช่า ช่วยป้องกันการเกาะบริเวณด้านในหลอดเลือดของไขมันเลว(LDL)
-ช่วยบำรุงและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานของตับและไต
ทานถั่งเช่าเห็นผลภายในกี่วัน
-ถั่งเช่า ช่วยรักษาคนที่มีอาการจากการที่สืบเนื่องมาจากการเป็นโรคไตอย่างเช่นอาการ ปวดหลัง ปัสสาสะบ่อย เป็นต้น
-ช่วยเพิ่มความฟิตให้กับร่างกายของนักกีฬาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะนักกีฬาประเภทวิ่งแข็ง หรือนักกีฬาที่ใช้ภาระกำลังเป็นอย่างมาก
สารออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่า
ที่ตัวของสมุนไพร ถั่งเช่านั้นมีสรรพคุณต่างๆ มากมายก็เพราะว่าในตัวของถั่งเช่า มีสารออกฤทธิ์สำคัญนั้นเอง โดยสารออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่าที่ค่อนข้างเป็นอระโยชน์และได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วมีดังนี้
1.สาร Cordycepin งานศึกษาทดลองพบว่าสารตัวนี้สามารถ ช่วยแก้อาการอ่อนเพลีย บำรุงกำลัง ต้านเชื้อโรคช่วยทำให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ ต้านการโตของเซลล์มะเร็ง บำรุงไต รักษาโรคไตอักเสบ บำรุงระบบสืบพันธุ์ ปรับสมดุลร่างกาย และ เสริมภูมิคุ้มกัน
2.สาร Nitric oxides สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยกระบวนการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายให้ทำงานดีขึ้น แข็งเร็ว และ นานขึ้น มันจะออกฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดให้เข้าสู่องคชาติมากขึ้น มำให้การแข็งตัวของอวัยวะเพศนานขึ้นอย่างสมบูรณ์
3.สาร Adrenaline สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย มันจะทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ไม่มีอาการอ่อนเพลีย และสามารถนอนหลับได้อย่างเต็มที่หลับเต็มอิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถช่วยชะลอความแก่ให้กับคนอย่างเราๆได้อีกด้วย
4.สารPolysaccharide สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของคนเรา มันจะสร้างกลไกการป้องกันโรค และป้องกันการเกิดมะเร็งได้เป็นอย่างดี

ตัวอย่างงานวิจัยบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ของ ถั่งเช่าในทางเภสัชวิทยา โดยที่เป็นงานวิจัยในตัวของคน ดังนี้
-จากการวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธิ์จากสมุนไพร ถั่งเช่าที่มีผลกระตุ้นสมรรถทางเพศของผู้ชายจากจำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 22 คน ผลปรากฏว่า ฤทธิ์ของ ถั่งเช่านั้นสามารถช่วยเพิ่มสเปิร์มในเชื้ออสุจิของผู้ชายจากกลุ่มตัวอย่างได้ถึง33%และยังสามารถช่วยลดปริมาณสเปิร์มที่อ่อนแอ หรือไม่ปกติลงในเชื้ออสุจิของผู้ชายจากกลุ่มตัวอย่าง29%จากการที่แค่ให้ผู้ชายจากกลุ่มตัวอย่างนี้กิน ถั่งเช่าแค่เป็นอาหารเสริมเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งตัวอย่างตัวอย่างด้วยกันที่เป็นการวิจัยเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศ คือมีการให้กลุ่มตัวอย่างทั้งเพศ คือมีการให้กลุ่มตัวอย่างทั้งเพศชาย และเพศหญิงจำนวน 189 คน ที่มีภาวะอารมณ์ทางเพศลดลงได้ลองกิน ถั่งเช่าผลปรากฏว่า สามารถช่วยให้กลุ่มตัวอย่างทั้งเพศชาย แล้เพศหญิงนั้นให้กลับมามีอารมณ์ทางเพศที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 66%
-จากการวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธ์จากสมุนไพร ถั่งเช่าที่มีผลช่วยลดน้ำตาลในเลือด ค้นพบว่าถั่งเช่านั้นสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สูงสุดถึง 95% โดยทานถั่งเช่าแค่เพียงวันละ 3 กรัมเท่านั้น โดยแตกต่างจากกลุ่มที่ยังคงรักษาด้วยยาแผนปัจุบันโดยสิ้นเชิง เพราะการควบคุมระดับน้ำตาลจากยาแผนปัจจุบันนั้นสามารถคุมระดับน้ำตาลแค่ได้เพียง 54 % เท่านั้น

11

เห็ดหลินจือ
สปอร์เห็ดหลินจือแดง-ส่วนที่ทรงคุณค่าที่สุดของเห็ดหลินจือ
เมื่อ ค.ศ 2005 บริษัทของเรามีจุดเริ่มขึ้นจากความอยากได้หาสมุนไพรคุณภาพสูงจากในหลายประเทศ จนกว่าเราเจอแล้วก็มีส่วนร่วมกับบริษัทยยาของรัฐบาลจีน แล้วก็ได้ นำเข้าสปอร์เห็ดหลินจือคุณภาพสูงหลังจากนั้นมา
นับ 10 กว่าปี ที่เราเป็นผู้ก่อกำเนิด แล้วก็เป็นผู้นำในด้านสปอร์เห็ดหลินจือแดงประสิทธิภาพสูง ประสิทธิภาพเป็นหัวใจสำคุณของเรา สปอร์เห็ดหลินจือของพวกเรา จะถูกคัดสรรอย่างดีก่อนถึงมือบริโภค เห็ดหลินจือแดงที่เรานำเข้ามา ถูกเพาะด้วยวิธีพิถีพิถัน ทำให้ได้ตัวดอกเห็ดที่มีขนาดใหญ่มากยิ่งกว่า
เราตั้งใจและตรวจดูคุณภาพในทุกขั้นตอนการผลิตอย่างใกล้ชิด รวมทั้งด้วยกรรมวิธีการผลิตที่ดูแลอย่างดี ทำให้พวกเราได้รับการยืนยันมาตฐาน GMP (GOOD Manufacturing Practice) ทุกล็อตที่พวกเราผลิตออกมา จะได้รับการตรวจประสิทธิภาพจากห้องแล็ปในโรงพยาบาล
เพื่อคุณประโยชน์สูงสุดของท่านคนที่กำลังหาสินค้าเห็ดหลินจือมารับประทาน
งานศึกษาเรียนรู้วิจัยยืนยันว่าการรับประทานสปอร์เห็ดหลินจือจะได้ผลลัพธ์ที่ดีมากยิ่งกว่าการทานดอก เนื่องมาจากสปอร์มีสารออกฤทธิ์สำคัญมากกว่ารวมทั้งสปอร์ที่ถูกกระเทาะนั้น เปลือกจะต้านทานมะเร็ง แล้วก็เสริมภูมิคุ้มกันได้ดียิ่งไปกว่า เทียบกับแบบมิได้กระเทาะเปลือก
ที่พลาดมิได้ที่สุดเป็น.....
ท่านๆสามารถบริโภคเห็ดหลินจือได้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานโดยไม่เป็นอันตรายใด อีกกด้วย เห็ดหลินจือมีมากว่า 100 สายพันธุ์แต่สายพันธุ์ที่มีคุณประโยชน์ทางยาดีที่สุดคือเห็ดหลินจือแดง เนื่องจากสายพันธุ์นี้จะมีสารออกฤทธิ์กรุ๊ป Polysaccharide อยู่อย่างยิ่งที่สุด
ส่วนท่านที่กำลังเลือกซื้อเห็ดหลินจือออกมาขายในตลาดแบบอย่างต่างๆเยอะมาก ทั้งในแบบอย่างดอกอบแห้ง แคปซูล น้ำเห็ดหลินจือ กาแฟเห็ดหลินจืออื่นๆอีกมากมาย
ด้วยเหตุผลดังกล่าวการจะเลือกซื้อเห็ดหลินจือให้ได้แบบที่มีคุณภาพดี จะต้อง......
มองตั้งแต่กรรมวิธีการผลิต ว่าตัวเห็ดหลินจือนั้นได้รับการเลี้ยงที่สมควรหรือปล่าว เพราะการควบคุมอณหภูไม่ ความชุ่มชื้น สารอาหาร แล้วก็แนวทางการแปลรูปล้วนส่งผลต่อจำนวนสาระสำคัญในตัวเห็ดหลินจือ บรรจุภัณฑ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะว่าเห็ดหลินจือจะขึ้นราได้ง่ายเมื่อโดนความชื้อ ด้วยเหตุผลดังกล่าวตัวบรรจุภัณฑ์จำเป็นจะต้องเลือกเป็นขวดที่กันความชื้อได้ดิบได้ดีอีกด้วย
เห็ดหลินจือกับคุณประโยชน์ต่อร่างกาย
เห็ดหลินจือ (Lingzihi หรือ  REISHI)มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า กาโนเดอร์ มา ลูสิดัม (Ganoderma Lucidum) เป็นเห็ดที่มีขนาดใหญ่ มีสีเข้มมีพื้นผิวแวววาว มีลักษณะเหมือนไม้ และมีรสขม มีประวัตศาสตร์ยาวนานในการใช้เห็ดหลินจือ เพื่อรักษาหรือบำรุงสุขภาพในประเทศแถบเอเซีย โดย เฉพาะจีนแล้วก็ญี่ปุ่น เนื่องจากมั่นใจว่าสารประกอบด้านในเหลืดหลินจือมีคุณประโยชน์ต่อสภาพร่างกาย
สมุนไพร ในเห็ดหลินจือมีสารอาหารที่บางทีอาจเป็นผล ดีต่อร่างกายเยอะแยะ จำพวกเส้นใยต่างๆโปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุบางประเภท เชเนแคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัสแมกนีเซียม เซเลเนียม ธาตุเหล็ก สังกะสี มองดูแดง สารโมเลกุลชีวภาพที่สำคัญ เย่างสเตียรอยด์(Steroids) เทอร์ตะกายอยด์ (Terpenoide) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ไกลโคโปรตีน (Glycoproteins)พอลิแซ็กคาไรค์ (Polrsacchayides) รวมทั้งสารอนุพันธ์อื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) แล้วก็ลิวซีน (Leucine)เพราะเหตุนี้ มีบางบุคคลหรือในบางวัฒนธรรมนำเห็ดหลินจือมาประกอบอาหารแล้วก็ดัดแปลงเพื่อการบริโภคอย่างนานัปการ นักวิทยาศาสตร์ก็เลยสนใจรวมทั้งนำเห็ดหลินจือมาทดลองหาประสิทธิผลทางการรักษาแล้วก็การบำรุงสุขภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าเห็ดชนิดนี้เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์จริงหรือไม่
เห็ดหลินมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพที่อาจเป็นไปได้จริงหรือ?
แม้มีการค้นคว้าทดลองมากไม่น้อยเลยทีเดียวเกี่ยวกับคุณลักษณะและคุณประโยชน์ที่บางทีอาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือ
แต่ในตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือสิ่งพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์แล้วก็การแพทย์ที่เด่นชัดถึงคุณสมบัติแล้วก็คุณประโยชน์ที่อาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือแม้กระนั้น ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือเครื่องพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์แล้วก็การแพทย์ที่แน่ชัดถึงคุณลักษณะและประสิทธิผลด้านอะไรก็ตามด้วยเหตุดังกล่าว คนซื้อควรศึกษาเรียนรู้ข้อมูลของเห็ดหลินจือ จำนวนรวมทั้งวิธีการบริโภคที่เหมาะสม รวมถึงความจำกัดต่างๆแล้วก็เหตุทางสุขภาพของตนเองให้ดีก่อนจะมีการบริโภค
แบบอย่างงานศึกษาเรียนรู้ที่เรียนเกี่ยวกับเห็ดหลินจือที่อาจมีผลต่อร่างกาย
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
งานศึกษาเรียนรู้หนึ่งได้ทดลองหาประสิทธิผลและความปลอดภัยของการบริโภคอาหารเสริมเห็ดหลืนจือในผู้ป่วย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ จำนวน 32 ราย  ผลสรุปคือ เห็ดหลินจืออาจมีคุณประโยชน์ในด้านการห้ามลักษณะของการปวด ปลอดภัยต่อการกินไปสู่ร่างกายและไม่มีผลข้างๆ แม้กระนั้น กลับไม่ปรากฏผลที่มีความนัยสำคัญสำหรับเพื่อการต้านทานปฎิกิริยาออกซิเดชัน การต้านการอักเสบ หรือผลของการปรับระบบภูมิต้านทานอะไร

เพิ่มสมรรถภาพร่างกาย
เห็ดหลินจือ มีการทดสอบที่ทดสอบสมรรถนะของเห็ดหลินจือในด้านการเพิ่มสรรถยนต์ภาพของร่างกาย โดยได้ ทดสอบในคนเจ็บโรคปวดกล้ามเนื้อไฟโปรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)เพศหญิงปริมาณ 64 ราย ตลอดระยะเวลาการทดสอบ 6 อาทิตย์ ผู้เจ็บป่วยบริโภคเห็ดหลินจือจำนวน 6 กรัม/วัน แล้วจึงทดสอบสมรรถภาพร่างกายของคนเจ็บ ผลของการทดสอบและก็กำหนดแผนการรักษาคนป่วยโรคนี้ถัดไป แต่ยังคงขาดหลักฐานเกื้อหนุนที่เด่นชัด จำเป็นที่จะต้องมีการทำการวิจัยในด้าน เพื่อหาหลักฐานและหลักฐานที่แนชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อไป
ต้านทานการเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชัน รวมทั้งปกป้องการทำลายเซลล์ตับ
สมุนไพร จากการทดสอบหาความสามารถของสารไตรเทอร์พีนอยด์ (Trirpenoids)และโพลีแซ็กคาไรด์(Polysaccharide)ในเห็ดหลินจือในด้านการต้านการเกิดปฎิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน และการปกป้องการทำลายเซลล์ตับในกรุ๊ปผู้ทดลองที่มีร่างกายแข็งแรง 42 คน ผลสรุปครั้งแสดงถึงประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือสำหรับเพื่อการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และก็ยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบของตับ
อย่างไรก็ดี เห็ดหลินจืออาจช่วยต้านปริกิรริยาออกซิเดชันได้ แม้กระนั้นการทดสอบดังที่กล่าวถึงแล้วเป็นเพียงแต่การค้นคว้าวิจัยขนาดเล็ก ควรศึกษาถัดไปเพื่อหาหลักฐานและก็ข้อพสจน์ที่ชัดแจ้งที่แน่ชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือ

12

ถั่งเช่า
คุณหรือคนรัก.......มีลักษณะอาการ/เป็นโรค เหล่านี้อยู่หรือไม่?
-ถั่งเช่า น้ำตาลในเลือดสูง โรคเบาหวาน ความดันโลหิต ไขมันเกิน หรือ วัวเลสเตอคอยเกิน
-หมดแรงดำเนินงาน เหนื่องาย หรือมีปัญหาการนอนหลับภูมิแพ้ อาการหอบหืด ไซนัสอักเสบ หรือภูมิคุ้มกันอ่อน
-คิดว่าร่างกายเสื่มไว แก่เร็ว หรือผิวเสียเร็ว
-โรคไต โรคมะเร็ง ได้รับทำเคมีบำบัด/ฉายรังสี(รวมทั้งผู้ที่ไม่ต้องการที่จะอยากเป็น)
-โรคหัวใจ
ถั่งเช่า ทั้งปวงนี้เกิดจาก การไม่ดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย การใช้ชีวิตไม่ถูกวิธี พันธุกรมม หรือมีเหตุมาจากความเสื่อมถอยของร่างกาย
ในนี้ พวกเราจะมาดูกันว่า..........
การค้นคว้าจากทั่วทั้งโลกชี้ว่า ถั่งเช่าสมารถยนต์ช่วยโรคหรืออาการพวกนี้ได้จริงหรือปล่าว?
รวมทั้งท่านที่ยาก.....
-แก่ยืนแข็งแร็ง
-ต้องการบำรุงสุขภาพแล้วก็ความจำ รวมทั้งบำรุงเลือด ร่างกายและก็อวัยวะภายใน
-ไม่ได้อยากป่วย และก็อยากสมุนไพร ไกลห่างจากโรคภัยน่าขนลุก ที่เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆของไทย
ถั่งเช่าช่วยโรคความดัน
-งานค้นคว้าวิจัยทดสอบที่แคลิฟอร์เนีย พบว่าถั่งเช่าสามารถปรับสมดุลความดันเลือดได้ด้วยหลายกลไก โดยมีอีกทั้งกลไกลทางตรงรวมทั้งทางอ้อม
ถั่งเช่าช่วยลดโคเลสเตอรอคอยลไขมันในเส้นเลือด
-ที่สถาบันวิจัย NEL Biotech ประเทศเกาหลี พบว่าถั่งเช่าสกัดสามารถลดปริมาณโคเลสเตอรอคอยลในเลือดของหนูทดลองได้
ถั่งเช่าแก้อ่อนล้าง่าย อ่อนเพลียเหนื่อย ช่วยให้สดชื่น ปฏิบัติงานได้นานขึ้น สู้งานได้มากขึ้น
-ได้มีการทดลองในกรุ๊ปคนที่มีลักษณะอาการอ่อนแรงได้ง่าย 53 คนให้26คนทานถั่งเช่า 3 กรัมต่อวัน อีก 27 คนทานยาที่ไม่มีสารออกฤทธ์(กลุ่มควบคุม)ภายหลังผ่านไป 3 เดือน กลุ่มที่ทานถั่งเช่าหายจากอาการอ่อนเพลียง่ายได้ถึง 92% ส่วนกรุ๊ปควบคุมหายเพียง14%(5)
ถั่งเช่าช่วยทำให้หลับดี/หลับลึกขึ้น
-จากการให้หนูกินสาร coydcepin ที่เจอในถั่งเช่า 4 ชม.ก่อนนอน รวมทั้งกระทำการตรวจวัดคลื่นสมอง ชี้ให้เห็นว่าหนูหลับลึกขึ้น รวมทั้งเป็นหลักฐานขึ้นรากฐานว่า Cordycepin สามารถช่วยผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนได้
ถั่งเช่าลดภูมิแพ้/โรคหอบหืด/ไซนัสปักเสบ
-ถั่งเช่าช่วยปรับให้ปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอาการหอบหืดเรื้อรัง จากการทดลองจากกรุ๊ปคนไข้โรคหอบหืด 120 คน 60 คนทานถั่งเช่าเป็นระยะเวลา 3 เดือน อีกกรุ๊ปได้ทานยาหลอก พบว่าหลุ่มได้รับถั่งเช่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น(จากการทดลอง AQLQ)อย่างเป็นจริงเป็นจัง เทียบกับกรุ๊ปที่ได้รับยาหลอก ผลสรุปคือถั่งเช่าช่วยโรคหอบหืด ปอด และก็ลดการอักเสบในกลุ่มผู้เจ็บป่วยโรคหอบหืดระดับกลางถึงรุนแรงได้จริง
-จากการทดลองในหนู พบว่าถั่งเช่าสกัดช่วยลดอาการอักเสบในระบบทางเท้าหายใจได้
สมุนไพร ถั่งเช่าช่วยเสริมภูมิต้านทานให้แข็งแรง
-การทดลองที่แคนดาพบว่าถั่งเช่าช่วยเสริมลักษณะการทำงานของเม็ดเลือดขาวแล้วก็กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในหนูได้จริง
ถั่งเช่าช่วยบำรุงรักษาระบบขยายพันธุ์
-ในจีนได้มีการทดลองกับคนที่เผชิญกับปัญหาเสื่อมสมรรถนะทางเพศ 189 คน โดยให้ทานถั่งเช่า 3 กรัม ต่อวัน เป็นเวลาชิดกัน 40 วัน พบว่าสามารถฟื้นฟูสมรรถภาพคนรับการทดสอบได้ถึง 66%
ถั่งเช่าเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอวัย ทำให้แก่ช้าลง ผิวพรรณผ่องใส ไม่ให้ผิวหนังเสื่อมเร็ว
-ได้มีการนำสาร Cordycepi ที่พบในถั่งเช่า มาทดสอบการยับยั้งผลกระทบจากแดดที่มีต่อผิว ผลปรากฎว่าสารดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นสามารถคุ้มครองป้องกันการเหนียวนำการสร้าง MMP เมื่อผิวโดนรังสี UVB ได้ ซึ่งหมายถึงสามารถคุ้มครองป้องกันการเสื่อมของผิวหนังเมื่อโดนแดดได้

ถั่งเช่าช่วยการดูแลรักษาโรคไตเรื้อรัง บำรุงไตและก็ฟื้นฟูแนวทางการทำงานของไตได้
-ได้มีการทดลองให้คนไข้ไตวายเรื้อรัง 37 คน ทานถั่งเช่า 5 กรัมต่อวันตรงเวลา 1 เดือน ผลปรากฏว่าค่าไตมากมาย เป็นต้นว่า (creatinine,urinary proteins
-ถั่งเช่าช่วยทำให้ร่างกายยอมรับการเปลี่ยนถ่ายไต ได้มีการทดลองเปรียบในคนป่วยสำนักงานปลูกถ่ายไต โดยให้ถั่งเช่า 3 กรัม ต่อวันควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบัน ส่วนอีกกรุ๊ปได้รับเพียงแค่ยาแผนปัจจุบันแค่นั้น ผลคือสาร Cyclosporing ในเลือด และก็โปรตีนในปัสสาวะของกรุ๊ปที่ได้ทานถั่งเช่า ต่ำลงยิ่งกว่ากรุ๊ปไม่ได้ทาน ทำให้เห็นว่าถั่งเช่าช่วยให้ร่างกายผู้ป่วยเห็นด้วยการเปลี่ยนถ่ายไตได้ดิบได้ดีมากยิ่งขึ้น
-นอกเหนือจากนั้นมีแถลงการณ์ว่าการให้ผู้เจ็บป่วยที่หลักการทำงานของไตบกพ่องจากการใช้ยา gentamicin รับประทานถั่งเช่า4.5 กรัม/วัน ส่งผลทำให้ระบบรูปแบบการทำงานของไตดียิ่งขึ้นปกติ 89% เปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุมภายหลังรับประทานถั่งเช่าเพียงแต่ 6 วัน
สมุนไพร ถั่งเช่าฆ่าเนื้องอก ยั้งมะเร็ง
-ในปี 2011 ได้มีการนำสาร cordycepin จากถั่งเช่ามาทดสอบกับเซลล์มะเร็งเต้านมของมนุษย์ cordycepin สามารถฆ่าเซลล์ของมะเร็งเต้านมได้อย่างมีคุณภาพ
-ที่ประเทศเกาหลีใต้ได้กระทำทดสอบกระตุ้นตัวทดลองให้กำเนิดโรคมะเร็ง ต่อจากนั้นให้หนูกรุ๊ปหนึ่งทานสารสกัดถั่งเช่า ส่วนอีกกลุ่มไม่ได้รับสารสกัดถั่งเช่า หลังผ่านไป 21 วัน พบมะเร็งในกรุ๊ปหนูทดลองที่ได้รับสารสกัดถั่งเช่ามีขนาดเล็กกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับสารสกัดถั่งเช่า
ถั่งเช่าแก้พิษจากการฉายรังสี และแนวทางการทำคีโม
-การทดสอบใน University of Louisville ประเทศอเมริกา พบว่าสารเบต้ากลูแคน(ซึ้งพบได้ในกรุ๊ปถั่งเช่า)ช่วยทำให้คนป่วยมะเร็งที่ได้รับฉายเคมีหรือเคมีบรรเทาฟื้นตัวได้เร็ว เพราะว่ากระตุ้นการผลิตเม็ดเลือดขาวให้มีจำนวนเพิ่มสู่สภาพการณ์ธรรมดาได้เร็วขึ้น
ถั่งเช่าคุ้มครองป้องกันอัมพฤกษ์ อัมพาต ด้วยการปกป้องคุ้มครองการแข็งตัวของเกล็ดเลือด
-จากการทดลองในเส้นเลือดทดลอง พบว่าสารโพลีแซคค้างไรค์ในถั่งเช่า สามารถช่วยปกกันการจับกุมตัวของเกล็ดเลือดได้
ถั่งเช่าคุ้มครองป้องกันสูญเสียความจำ
-ลดการตายของ cell สมอง
ถั่งเช่าช่วยคนเจ็บโรคหัวใจ
-สมุนไพร ได้มีการทดสอบให้คนไข้โรคหัวใจล้มเหลวเรื้อรังทานถั่งเช่าควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบัน3-4 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 23-29 เดือน พบว่ากลุ่มผู้เจ็บป่วยที่ได้รับถั่งเช่าพร้อมกันไปด้วยมีลักษณะอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ เทียบกับกรุ๊ปที่ได้รับแต่ว่ายาแผนปัจจุบันอย่างเดียวโดยกรุ๊ปที่ได้รับถั่งเช่ามอาการหายใจถี่ลดน้อยลง ไม่อ่อนเพลียง่าย สภาพร่างกายและก็จิตใจสมบูรณ์แข็งแร็งขึ้น รวมถึงมีสรรมภาพทางเพศดีขึ้นอีกด้วย

13

ถั่งเช่า
‘ถั่งเช่า’ เป็นอย่างไร? 
ถั่งเช่า’ นั้นเจอได้รอบๆแถบทุ่งหญ้าบนภูเขาสูงของเมืองจีน (ธิเบต) เนปาล แล้วก็ภูเขาฏาน ซึ่ง ‘ถั่งเช่า’ ที่มาจากเทือกเขาหิมาลัยมีความน่าดึงดูดใจเป็นอย่างยิ่ง ได้มีคำชี้แจงสมุนไพรชนิดนี้ว่า
“ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า” สมุนไพร สื่อความหมายแสดงพัฒนาการของมันว่า ตลอดฤดูหนาวจะมีหนอนฝังตัวอยู่ในหิมะ เมื่ออากาศเปลี่ยนน้ำแข็งเริ่มละลาย ก็จะมีเห็ดอีกปลดปล่อยสปอร์ออกมาเพื่อการขยายพันธุ์ โดยจะถูกพัดพาไปตกอยู่ตามพื้นดิน แล้วตัวหนอนที่เคยฝังตัวในหิมะพวกนี้หลุดออกมาจากจำศีลขึ้นมาหาอาหารก็จะกินสปอร์เข้าไป เมื่อเวลาผ่านไปถึงหน้าร้อนสปอร์ก็จะเริ่มเจริญวัยโดยอาศัยการดูดสารอาหารและธาตุจากตัวหนอน หลังจากนั้นเห็ดก็จะเริ่มแตกหน่อออกจากตัวหนอน เพราะเห็ดเหล่านี้อยากได้แสงอาทิตย์มันก็เลยแตกหน่อพุ่งขึ้นสู่พื้นดินโดยแตกหน่อออกจากปากของตัวหนอน ส่วนตัวหนอนเองก็จะเบาๆอ่อนเพลียลง เพราะฉะนั้นถั่งเช่าที่ประยุกต์ใช้ทำเป็นยาก็เป็น ส่วนผสมของตัวหนอนรวมทั้งเห็ดที่แห้งแล้วนั่นเอง
‘ถั่งเช่า’ ราชาแห่งสมุนไพรจีน
สมุนไพร ถั่งเช่า นับเกิดเรื่องน่าอัศจรรย์ที่วงจรของหนอนชนิดนี้ได้เปลี่ยนมาฯลฯเกิดของสมุนไพรที่มีประโยชน์หลายประการ ในการเอามากินนั้น มีอีกทั้งรับประทานใหม่ๆนำมาต้ม ต้ม หรือบดเป็นผุยผงแล้วบรรจุในแคปซูลเพื่อความสะดวกยิ่งขึ้นเช่าถือเป็นสมุนไพรอันดับหนึ่งของโลกยุคปัจจุบัน ด้วยสรรพคุณมากไม่น้อยเลยทีเดียวที่ได้จากถั่งเช่า ก็เลยทำให้ไม่ว่าใครก็ต่างสรรเสริญให้ ถั่งเช่านั้นเป็นสมุนไพรที่ดีที่สุด ก่อนหน้าหากเอ่ยถึง ถั่งเช่าคงจะมีไม่ค่อยดังสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะคนไทยอย่างเราๆแต่ลองมาถามขณะนี้สิจะมีผู้ใดบ้างที่ไม่เคยทราบสุดยอดสมุนไพรประเภทนี้ เนื่องจากว่าในตอนนี้ถั่งเช่านั้นเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก รวมทั้งแพร่หลายด้วยคุณประโยชน์จำนวนมากอาทิเช่น ช่วยบำรุงรักษาร่ากาย บำรุงเกี่ยวกับทางเดินหายใจรวมไปถึงยังสามารถช่วยเพิ่มสมรรถทางเพศได้อีกด้วย มิหนำซ้าผู้คนจำนวนมากยังเชื่อว่าเจ้าตัว ถั่งเช่านั้นสามารถรักษามะเร็งได้ดิบได้ดีอีกด้วย
การศึกษาสมุนไพรถั่งเช่า
คุณทราบหรือไม่?......จากที่มีการศึกษาเล่าเรียนสมุนไพร มามากกว่า 20 ปี ไม่เจอผลกระทบหรือสารตกค้างอะไรก็ตามเลย ในกลุ่มคนที่กินถั่งเช่า ถึงแม้ในปริมาณมากต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน รวมถึงในคนวัยแก่
จากการเรียนการค้นคว้าจำนวนหลายชิ้นเกี่ยวกับผลทางชีวภาพและก็ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของถั่งเช่ามีมาก ก็เลยทำให้ ‘ถั่งเช่า’ เป็นสมุนไพรที่ให้ผลดีสำหรับการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่างๆของร่างกายให้ทำงานดีขึ้น ซึ่ง นพ.สุริยะ ธีรธรรมากุล หมอผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัยกรุงเทวดา โรงหมอกรุงเทพ ได้กล่าวว่ากว่า 20 ปี ก่อนหน้าที่ผ่านมายังไม่เคยมีผู้ใดกันค้นพบด้านลบหรือผลกระทบใดๆที่เกิดอันตรายของ ‘ถั่งเช่า’  เลย เว้นเสียจะเกิดขึ้นในบางครั้งบางคราวของมีภูมิคุ้มกันผิดพลาดของตนเองอยู่แล้วเท่านั้น
สรรพคุณของถั่งเช่า
ถั่งเช่า ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน และก็ลดคอเลสเตอรอล
ช่วยการทำงานของตับในเรื่องของดีท็อกซ์ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของไตให้ดีขึ้น
สร้างโปรตีนชนิดสำคัญ ที่ช่วยเพิ่มกระตุ้น สมรรถภาพทางเพศทั้งหญิงรวมทั้งชาย ซึ่งได้รับนามสมมุติอีกอย่างหนึ่งว่า ไวอกร้าแห่งแนวเขาหิมาลัย
ต้านทานอาการเหน็ดเหนื่อย และก็เพิ่มประสิทธิภาพแนวทางการทำงานของร่างกาย
[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/16484912/%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2]ถั่งเช่า[/url] ช่วยกระตุ้นแนวทางการทำงานของเม็ดเลือดขาว ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง
กระแสความนิยมบำรุงสุขภาพด้วยการรับประทานสมุนไพรจีนเพื่อบำรุงร่างกายมีมากยิ่งขึ้น ซึ่ง ‘ถั่งเช่า’ เองนั้นเป็นอีกหนึ่งจำพวกของอาหารเสริมสำหรับผู้ที่ต้องการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่หนุ่มสาวจนกว่าคนชราหรือคนที่ต้องการปรับสมดุลในตอนวัยทอง
โดยคุณหมอแนะนำเรื่องการเลือกซื้อ ‘ถั่งเช่า’ ว่า “เดี๋ยวนี้ในตลาดจะมีอีกทั้งแบบธรรมชาติหรือการเพาะเลี้ยงเองเป็นทางเลือก มีสายพันธุ์มากกว่า 600 สายพันธุ์ ซึ่งจากการทดลองนั้น ‘ถั่งเช่า’ สายพันธุ์ Cordyceps Sinesis จะออกฤทธิ์ได้ดิบได้ดีที่สุด แล้วก็มีผลวิจัยรับรองแน่นอน การเลือกกินสมุนไพร ‘ถั่งเช่า’ เป็นอาหารเสริมนั้น จึงควรเลือกจากแหล่งผลิตเชื่อใจได้ผ่านกรรมวิธีการที่ถูกต้อง

เพราะเหตุไร....ทานถั่งเช่าแล้วบางเจ้ามองไม่เห็นผล
เพราะอะไรถั่งเช่าถึงแพง
ด้วยความที่สมุนไพร ถั่งเช่านั้นเป็นที่ชื่นชอบมากมายในปัจจุบันทำให้ราคาของสมุนไพรประเภทนี้สูงมากมายอย่างน้อยเกรดปกติก็ตกอยู่ที่กิโลละ 2-3 แสนบาท แต่ถ้าเกิดเป็นแบบอย่างดีราคาสูงสุดอยู่ที่2-3 ล้านบาทอย่างยิ่งจริงๆ สาเหตุที่ทำให้ราคาของ ถั่งเช่าแพงได้ขนาดนี้ก็เนื่องจากถั่งเช่าไม่ได้หากันง่ายๆมีเฉพาะบางพื้นที่เพียงแค่นั้น แตกต่างจากสมุนไพรประเภทอื่นๆซึ่งสามารถหากันง่ายดายยิ่งกว่านี้ ถั่งเช่าจะหาได้จากพื้นที่สูงเข้าถึงยาก แล้วก็มีลักษณะอากาศที่คนปกติทั่วๆไปไม่สามารถเข้าไปหาถึงได้ง่ายๆต้องให้คนทื้นที่เป็นผู้เข้าไปหาในป่าเพียงแค่นั้น ทั้งถั่งเช่ายังมีสรรพคุณยังมีสรรพคุณต่างๆอีกเยอะแยะ ทั้งยังช่วยรักษโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับฟุตบาทหายใจ โรคภูมิแพ้ หรือช่วยบำรุงอาหารลดน้าตาลในเลือด ฯลฯ แถมยังช่วยชะลอความแก่ และก็ช่วยเพิ่มสามารถทางเพศ ได้ดีอีกด้วย ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานั้นจึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้ถั่งเช่าราคาแพงแพง แต่ว่าในช่วงเวลานี้มีโรงงานในไทยสามารถเพาะถั่งเช่าได้ โดยไม่ต้องเดินไปเก็บตามแนวเขาทำให้ราคาต้นทุนถั่งเช่าลดต่ำลงไปมากกว่าคราวก่อน สามารถควบคุมปริมาณสาระสำคัญได้เป็นเพาะในสภาพควบคุม และยังขจัดปัญหาสารโลหะหนักเจือปนที่ไม่สามารถควบคุมได้ในธรรมชาติได้อีกด้วย

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

14

โรคคางทูม (Mumps)
โรคคางทูมเป็นอย่างไร  โรคคางทูม (mumps) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งนับได้ว่าเป็นโรคติดต่อกะทันหันทางระบบหายใจ อีกโรคหนึ่ง พบได้ทั่วไปในเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น คนเจ็บจำนวนมากมักมีลักษณะบวมและก็กดเจ็บบริเวณต่อมน้ำลาย เพราะว่าเกิดการอักเสบของต่อมน้ำลายขนาดใหญ่ซึ่งอยู่รอบๆแก้มหน้าหู เหนือขากรรไกร ที่เรียกว่า ต่อมพาโรติด (Parotid glands) ซึ่งคือต่อมคู่ มีข้างซ้ายและข้างขวา ซึ่งโรคอาจกำเนิดกับต่อมน้ำลายเพียงด้านเดียวหรือทั้งสองข้างได้ นอกนั้นอาจกำเนิดกับต่อมน้ำ ลายอื่นได้ เป็นต้นว่า ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร หรือต่อมน้ำลายใต้คาง ซึ่งมักจำต้องเกิดร่วมกับการอักเสบของต่อมพาโรติดด้วยเสมอ เป็นโรคที่มีลักษณะไม่ร้ายแรงและก็สามารถหายเองได้
คางทูมเป็นโรคที่มักพบในเด็กอายุ 6-10 ปี เจอได้ทั้งสิ้นศหญิงแล้วก็ผู้ชายใกล้เคียงกัน  แต่ว่าในเด็กโต วัยเจริญพันธุ์รวมทั้งคนแก่มักจะพบความรุนแรงของโรคคางทูมมากกว่าและกำเนิดอาการนอกต่อมน้ำลายมากยิ่งกว่าวัยเด็ก มักไม่ค่อยเจอในเด็กอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 3 ปี รวมทั้งในผู้ใหญ่ที่มีอายุมากยิ่งกว่า 40 ปี โรคนี้มีอุบัติการณ์การเกิดสูงในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน แล้วก็ในตอนก.ค.ถึงก.ย. และอาจเจอการระบาดได้เป็นครั้งเป็นคราว ในอดีตสมัยจัดว่าเป็นโรคติดต่อที่มักพบในเด็ก แต่ในปัจจุบันมีลัษณะทิศทางลดน้อยลงจากการฉีดยาปกป้องโรคนี้กันเพิ่มมากขึ้น
ประวัติและก็ที่มาที่ไปของโรคคางทูม ศตวรรษที่ห้าก่อนคริสต์ศักราช  Hippocrates ได้อธิบายโรคคางทูมว่าเป็นโรคที่ติดต่อกันได้ ต่อมาปลายคริสต์ศักราชที่ 1700  Hamilton ย้ำว่าการกำเนิดอัณฑะอักเสบเป็นอาการสำคัญของโรคคางทูม ในปี คริสต์ศักราช1934 Johnson แล้วก็ Goodpasture สามารถทดสอบเอาอย่างการเกิดโรคคางทูมในลิงได้เสร็จ เป็นหลักฐานแสดงการพบเชื้อไวรัสคางทูมผ่านมาสู่น้ำลายของคนไข้โรคคางทูมได้ ในปี คริสต์ศักราช1945 Habel รายงานการเพาะเลี้ยงเชื้อไวรัสคางทูมในตัวอ่อนลูกไก่ได้สำเร็จ Enders แล้วก็คณะ อธิบายการทดลองทางผิวหนังและก็การพัฒนาการของการเสริมตรึงแอนติบอดี  (complement-fixing antibodies) ตามหลังโรคคางทูมในมนุษย์ได้สำเร็จ
                รากศัพท์คำว่า  mumps มาจากภาษาใดไม่ทราบแน่ชัด อาจมาจากคำนามในภาษาอังกฤษ  mump ที่แปลว่าก้อนเนื้อ หรือมาจากคำคำกริยาในภาษาอังกฤษ  to mump ที่แสดงว่า อารมณ์ไม่ดี ซึ่งเป็นลักษณะการแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง  mumps ยังมีความหมายถึงลักษณะการพูดอู้อี้ ซึ่งเจอได้ในคนป่วยโรคคางทูม ในรายงานสมัยก่อนโรคคางทูมมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า  epidemic parotitis
สาเหตุของโรคคางทูม ที่มาของโรคคางทูมมีเหตุมาจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า มัมส์ (mumps Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่อยู่ในอากาศสามารถแพร่ไปได้โดยการไอ จาม เหมือนกันกับโรคไข้หวัด ซึ่งไวรัสชนิดนี้เป็น
ไวรัสในกลุ่มพาราไม่กโซเชื้อไวรัส  (paramyxovirus) (ประกอบด้วย mumps virus, New Castle disease virus, human parainfluenza virus types 2, 4a, and 4b) เชื้อไวรัสคางทูมเป็น enveloped negative singlestranded RNA มีลักษณะรูปร่างทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 90-300 นาโนเมตร ขนาดเฉลี่ยโดยประมาณ 200 นาโนเมตร nucelocapsid ถูกห่อหุ้มด้วย envelope 3 ชั้น
อาการของโรคคางทูม อาการโรคคางทูม กำเนิดข้างหลังสัมผัสโรค               
ที่มา :  WIKIPEDIA
ซึ่งระยะฟักตัวทั่วๆไปราวๆ 14 - 18 วัน แต่อาจเร็วได้ถึง 7 วันหรือนานได้ถึง 25 วัน โดยจะมีผลให้เกิดการอักเสบของต่อมน้ำลายพาโรติด อาการ คนป่วยจะเริ่มมีลักษณะเป็นไข้ อ่อนล้า ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร  บางบุคคลอาจมีลักษณะของการปวดในช่องหูหรือข้างหลังหูขณะบดหรือกลืน ๑-๓ วันต่อมา พบว่าบริเวณข้าง
                      ที่มา :  Googleหรือขากรรไกร มีอาการบวมแล้วก็ปวด  อาการปวดจะเป็นมากขึ้นเมื่อกินของเปรี้ยว น้ำส้มคั้น น้ำมะนาว คนไข้ชอบรู้สึกปวดร้าวไปที่หู ขณะอ้าปากเคี้ยวหรือกลืนของกิน บางบุคคลอาจมีอาการบวมที่ใต้คางร่วมด้วย (ถ้าหากมีการอักเสบของต่อมน้ำลายใต้คาง) โดยประมาณ ๒ ใน ๓ ของคนที่เป็นคางทูม จะเกิดอาการคางบวม ๒ ข้าง โดยเริ่มขึ้นข้างหนึ่งก่อนแล้วอีก ๔-๕ วัน ต่อมาค่อยขึ้นตามมาอีกข้างอาการคางบวมจะเป็นมากในตอน ๓ วันแรกแล้วจะค่อยๆยุบหายไปใน ๔-๘ วัน ในช่วงที่บวมมากมาย คนเจ็บจะมีอาการกล่าวและก็กลืนทุกข์ยากลำบาก บางบุคคลอาจมีอาการคางบวม โดยไม่มีอาการอื่นๆเอามาก่อน หรือมีเพียงแค่อาการไข้ โดยไม่มีอาการคางบวมให้มองเห็นก็ได้ นอกจากนี้ พบว่าประมาณร้อยละ ๓๐ ของคนที่ติดโรคคางทูม อาจไม่มีอาการแสดงของโรคคางทูมก็ได้
ส่วนภาวะแทรกซ้อน) ของโรคคางทูม ชอบพบได้สูงขึ้นเมื่อเกิดโรคในเด็กวัยรุ่น ผู้ใหญ่ หรือในคนมีภูมิคุ้มกันต้านโรคต่ำ เป็นต้นว่า

  • โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เจอได้ราว 10% ของผู้เจ็บป่วย รวมทั้งมักมีอาการไม่รุนแรง
  • โรคสมองอักเสบ พบได้แต่ว่าน้อยมาก แม้กระนั้นถ้าร้ายแรงอาจจะทำให้เสียชีวิต ได้ เจอได้ราว 1% แล้วก็เจอกำเนิดในผู้ชายมากยิ่งกว่าหญิง
  • ในเพศชาย บางทีอาจพบการอักเสบของอัณฑะ โดยช่องทางเกิดสูงขึ้นหากคางทูมเกิดในวัยรุ่นหรือวัยผู้ ใหญ่เจอได้ 20 - 30% ของคนป่วย อาการอัณฑะอักเสบมักกำเนิดประมาณ 1 - 2 อาทิตย์ภายหลังจากต่อมน้ำลายอักเสบ โดยอัณฑะจะบวม เจ็บ และอาจกลับมาเป็นไข้ได้อีก อาการต่างๆจะเป็นอยู่โดยประมาณ 3 - 4 วัน หรือบางทีอาจนานได้ถึง 2 - 3 สัปดาห์ อัณฑะจะยุบบวม และก็ขนาดอัณฑะจะเล็กลง ทั่วๆไปการอักเสบมักกำเนิดกับอัณฑะข้างเดียว ซ้ายหรือขวามีโอกาสเกิดใกล้เคียงกัน แต่เจอเกิด 2 ข้างได้ 10 - 30% ข้างหลังเกิดอัณฑะอักเสบราวๆ 13% ของผู้มีอัณฑะอักเสบฝ่ายเดียว รวมทั้ง 30 - 87% ของผู้มีอัณฑะอักเสบ 2 ข้างจะมีบุตรยาก (Impaired fertility) บางบุคคลอาจเป็นหมันได้
  • ในหญิง อาจมีการอักเสบของรังไข่ได้ราว 5% แม้กระนั้นมักไม่มีผลให้มีบุตรยาก หรือเป็นหมัน
  • อื่นๆที่บางทีอาจพบได้บ้างแม้กระนั้นน้อย คือ ข้ออักเสบ ตับอ่อนอักเสบ และ หูอักเสบ


ขั้นตอนการรักษาโรคคางทูม แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคคางทูมได้จากประวัติความเป็นมาอาการและการตรวจร่างกายของคนป่วยดังต่อไปนี้

  • ตรวจเช็คประวัติการเจ็บป่วยของผู้ป่วย
  • ตรวจการบวมของต่อมน้ำลายที่ข้างหู แล้วก็ต่อมทอนซิลในปาก
  • ตรวจวัดอุณหภูมิของคนไข้ว่าอยู่ในระดับที่สูงแตกต่างจากปกติหรือไม่
  • ตรวจสารก่อภูมิต้านทาน (Antigen) ในเลือด
  • แม้กระนั้นเมื่อทำการสอบเรื่องราวแล้วพบว่ามีประวัตสัมผัสกับผู้เจ็บป่วยโรคคางทูมภายใน 2-3 อาทิตย์ ร่วมกันมีลักษณะอาการต่อมพาโรติดอักเสบก็สามารถวินิจฉัยโรคได้โดยทันที


ส่วนการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อรับรองการต่อว่าดเชื้อไวรัสคางทูมนั้น มีความจำเป็นต่อการวินิจฉัยในกรณีที่คนไข้ไม่มีต่อมน้ำลายพาโรติดอักเสบ ต่อมน้ำลายพาโรติดอักเสบเป็นซ้ำหลายที หรือเพื่อยืนยันการไต่สวนการระบาดของโรคคางทูม การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อรับรองการวิเคราะห์โรคคางทูม โดยการตรวจทางภูเขามิคุ้นกันวิทยา (serologic studies) มีหลายวิธี ดังเช่น

  • ตรวจเลือดหาแทนตำหนิบอดีต่อเชื้อไวรัสคางทูม lgM โดยวิธี enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA)
  • การตรวจหาเชื้อไวรัสคางทูมจากน้ำลาย ปัสสาวะ น้ำไขสันหลัง เลือด รวมทั้งสมอง โดยวิธี Reverse transcriptase (RT)–PCR assays และ
  • กรรมวิธีการแยกเชื้อไวรัสคางทูมในเซลล์เพาะเลี้ยง


เพราะว่าโรคคางทูมเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส การดูแลและรักษาโรคคางทูมจึงยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แต่ว่าสามารถทำเป็นโดยทุเลาอาการแล้วก็ทำให้ระบบภูมิต้านทานของสุขภาพแข็งแรงขึ้น โดยแพทย์จะรักษาตามอาการ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อมีลักษณะอาการปวดก็จะให้กินพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาปวด นอกจากนั้นก็จะแนะนำกระบวนการกระทำตัวและให้พักฟื้นที่บ้าน
การดำเนินโรค  ทั้งนี้โดยมากโรคคางทูมจะไม่มีภาวะแทรกซ้อนและก็สามารถหายได้เองตามธรรมชาติ รวมทั้งอาการไข้จะเป็นอยู่เพียงแค่ ๑-๖ วัน ส่วนอาการคางทูมจะยุบได้เองใน ๔-๘ วัน (ไม่เกิน ๑๐ วัน) และก็อาการโดยรวมจะหายสนิทข้างใน ๒ สัปดาห์
ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่ไม่รุนแรงที่เกิดกับอวัยวะต่างๆจำนวนมากก็ชอบหายได้เป็นปกติส่วนน้อยมากที่อาจมีภาวะเป็นหมัน (จากรังไข่อักเสบและก็อัณฑะอักเสบ) หูหนวก (จากประสาทหูอักเสบ)
การติดต่อของโรคคางทูม เชื้อไวรัสคางทูมสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสโดยตรง (direct contact) กับสารคัดหลั่งของทางเดินหายใจ (droplet nuclei) หรือ fomites ผ่านทางจมูกหรือปาก เป็นต้นว่าการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสลดที่ผู้เจ็บป่วยไอหรือจามรด การสัมผัสน้ำลายของคนเจ็บ หรือโดยการสัมผัสถูกมือ สิ่งของ
เครื่องใช้สอย อย่างเช่น ผ้าที่มีไว้สำหรับเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ถ้วยน้ำ จาน จานชาม ฯลฯ รวมไปถึงสภาพแวดล้อมอื่นๆที่ปนเปื้อนเชื้อ ซึ่งจำเป็นต้องใช้การสัมผัสที่ใกล้ชิดสำหรับในการแพร่ระบาดไวรัสคางทูมมากยิ่งกว่าเชื้อฝึกฝน หรือเชื้ออีสุกอีใส ระยะที่แพร่ระบาดได้มากที่สุด คือ 1-2 วันก่อนเริ่มมีลักษณะอาการต่อมน้ำลายพาโรติดบวม จนถึง 5 ครั้งหน้าจากต่อมน้ำลายพาโรติดเริ่มบวม (แต่ว่ามีกล่าวว่าสามารถแยกเชื้อไวรัสคางทูมจากน้ำลายของคนเจ็บตั้งแต่ 7 วันก่อนมีลักษณะอาการจนกระทั่ง 9 คราวหลังจากเริ่มมีลักษณะอาการต่อมน้ำลายพาโรติดบวม) ส่วนระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสคางทูมส่วนใหญ่ 16-18 วัน (พิสัย 12-25 วัน)
การแยกโรคอื่นๆที่มีลักษณะคางบวมคล้ายกับโรคคางทูม การแยกโรค อาการคางบวม อาจเป็นเพราะโรคแล้วก็มูลเหตุอื่น ได้อีกเช่น

  • การบาดเจ็บ เป็นต้นว่า ถูกต่อย
  • ต่อมทอนซิลอักเสบ ผู้เจ็บป่วยจะเป็นไข้ เจ็บคอ ต่อมทอนซิลบวมแดง แล้วก็บางทีอาจเจอมีต่อมน้ำเหลืองใต้คางบวมร่วมด้วยข้างหนึ่ง
  • เหงือกอักเสบหรือรากฟันอักเสบ คนป่วยจะมีลักษณะอาการปวดฟัน  หรือเหงือกบวม  และอาจมีอาการคางบวมร่วมด้วยข้างหนึ่ง
  • ต่อมน้ำเหลืองอักเสบ คนป่วยจะมีลักษณะต่อมน้ำเหลืองที่ข้างคอหรือใต้คางบวมรวมทั้งปวด แล้วก็อาจมีไข้ร่วมด้วย
  • เนื้องอกต่อมน้ำลายหรือท่อน้ำลายอุดตัน (จากการตีบหรือมีก้อนนิ่วน้ำลาย) คนป่วยจะมีก้อนบวมที่คางข้างหนึ่ง ซึ่งชอบเป็นเรื้อรัง
  • ต่อมน้ำลายอักเสบเป็นหนอง จากการติดเชื้อแบคทีเรีย คนเจ็บมีลักษณะเหมือนคางทูม แต่ว่าผิวหนังบริเวณคางทูมจะมีลักษณะแดงรวมทั้งเจ็บมากมาย
  • มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (อาจเกิดที่ต่อมน้ำเหลืองโดยตรง หรือแผ่ขยายจากกล่องเสียงหรือโพรงข้างหลังจมูก) ผู้เจ็บป่วยจะมีก้อนบวมที่ข้างคอ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า ๑ ซม. และไม่มีอาการเจ็บปวด อาจมีอาการเสียงแหบ (หากเป็นมะเร็งกล่องเสียง) หรือคัดจมูกหรือเลือดกำเดาไหล (ถ้าหากเป็นมะเร็งโพรงข้างหลังจมูก)
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคคางทูม เมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคคางทูมแพทย์ชอบให้คำแนะนำในการกระทำตัวเพื่อทุเลาลักษณะโรคมากยิ่งกว่าการให้ยา ซึ่งแพทย์มักจะแนะนำดังนี้

  • เช็ดตัวเวลามีไข้รวมทั้งให้ยาลดไข้ (พาราเซตามอล) รวมทั้งให้ซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมงเฉพาะเวลามีไข้สูง ห้ามใช้แอสไพริน สำหรับคนอายุน้อยกว่า 18 ปี ด้วยเหตุว่าบางทีอาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรย์ซินโดรม (Reye’s syndrome) ซึ่งมีการอักเสบของสมองแล้วก็ตับอย่างรุนแรง               มีอันตรายได้
  • ใช้น้ำอุ่นจัดๆประคบตรงบริเวณที่เป็นคางทูมวันละ 2 ครั้ง แต่ถ้าหากปวด ให้ใช้ความเย็น (ดังเช่น น้ำเย็น น้ำแข็ง) ประคบทุเลาปวด
  • หลบหลีกการกินของกินที่เคี้ยวยาก ในระยะเริ่มต้นๆควรกินอาหารอ่อน เช่น ข้าวต้ม ซุป
  • เลี่ยงการกินอาหารรสเปรี้ยว น้ำส้มคั้น น้ำมะนาวคั้น เพราะเหตุว่าอาจจะเป็นผลให้ปวดมากยิ่งขึ้น
  • ควรจะหยุดเรียนหรือหยุดงาน พักรักษาตัวที่บ้านตราบจนกระทั่งจะหาย เพื่อปกป้องการกระจายเชื้อให้คนอื่นๆ
  • พักให้พอเพียง
  • กินน้ำมากๆเมื่อไม่ได้เป็นโรคที่จำเป็นต้องจำกัดน้ำ
  • บ้วนปากด้วยน้ำเกลือบ่อยๆ
  • ควรรีบไปพบแพทย์เมื่อมีลักษณะดังต่อไปนี้


o             ไข้สูง ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส ขึ้นไป และก็ไข้ไม่ลงข้างใน 2-3 ครั้งหน้าดูแลตนเองในเบื้อง ต้น
o             ปวดต่อมน้ำลายมาก และลักษณะของการปวดไม่ดีขึ้นหลังกินยาบรรเทาอาการ
o             กินอาหาร แล้วก็/หรือดื่มน้ำได้น้อยหรือกินไม่ได้เลย
o             ไข้สูงร่วมกับปวดศีรษะมาก คอแข็ง หรือปวดท้องมาก ด้วยเหตุว่าเป็นอาการเกิดจาผลกระทบ สอดแทรกดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว
การป้องกันตนเองจากโรคคางทูม

  • วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการเกิดโรคคางทูมนั้นในชุมชนและในโรงพยาบาล ได้แก่ การส่งเสริมให้มีระดับภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสคางทูมสูงโดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคคางทูม (MMR) เด็กทุกคนต้องได้รับวัคซีน 2 โด๊ส โด๊สแรกที่อายุ 9-12 เดือน และโด๊สที่สองอายุ 4-6 ปี หากไม่มีประวัติการได้รับวัคซีนมาก่อนในกลุ่มเด็กโต นักศึกษา นักท่องเที่ยว บุคลากรทางการแพทย์ ควรได้รับวัคซีน 2 โด๊ส ในผู้ใหญ่ควรได้รับวัคซีนมาก่อน ควรได้รับวัคซีน 1 โด๊ส
  • หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคคางทูม ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ หรือชโลมมือด้วยแอลกอฮอล์เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดมาจากการสัมผัส และอย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะจมูก
  • ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ โทรศัพท์ จานชาม ของเล่น ฯลฯ ร่วมกับผู้ป่วย และควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสมือโดยตรงกับผู้ป่วยที่เป็นโรคคางทูม
  • ไม่เข้าใกล้หรือนอนรวมกับผู้ป่วยที่เป็นโรคคางทูม แต่ถ้าจำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดก็ควรสวมหน้ากากอนามัยและหมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอ
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง และเพื่อลดโอกาสติดเชื้อต่างๆ รวมทั้งเชื้อไวรัสคางทูม
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคคางทูม

  • พิษนาศน์ ชื่ออื่น  แผ่นดินเย็น นมราชสีห์ น้ำนมราชสีห์ ปันสะเมา พิษหนาด สิบสองราศี  ชื่อวิทยาศาสตร์ Sophora exigua Craib , Fabaceae  สรรพคุณ:   ตำรายาไทย ราก รสจืดเฝื่อนซ่า ต้มเอาน้ำดื่ม ขับพิษภายใน ขับน้ำ แก้คางทูม
  • ตะลิงปลิง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Averrhoa bilimbi L. ชื่อสามัญ : Bilimbing  วงศ์ :   OXALIDACEAE สรรพคุณ : ยารักษาคางทูม วิธีและปริมาณที่ใช้ : ใช้ใบสด 1 กำมือ ตำให้ละเอียด ผสมน้ำเล็กน้อย พอกบริเวณที่บวม พอกวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เปลี่ยนยาใหม่ทุกครั้ง ชาวอินโดนีเซียนิยมใช้ยานี้มาก

    เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.คางทูม.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 321.คอลัมน์ สารานุภาพทันโรค.มกราคม .2549
  • Enders JF, Cohen S, Kane LW. Immunity in mumps. The development of complement fixing antibody and dermal hypersensitivity in human beings following mumps. J Exp Med. 1945;81:119-35.
  • พญ.ฐิติอร ฤาชาฤทธิ์.พอ.วีระชัย วัฒนวีราเดช.วัคซีนป้องกันโรคางทุม.ตำราวัคซีน.สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศทไย.หน้า173-183
  • สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค ปี พ.ศ.2552.นนทบุรี:สำนักฯ;
  • Kleiman MB. Mumps virus. In: Lennette EH, editor. Laboratory Diagnosis of Viral Infections, 2nd ed. New York: Marcel Dekker;1992. p. 549-66. http://www.disthai.com/
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ “คางทูม (Mumps/Epidemic parotitis)”.หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 407-410.
  • American Academy of Pediatrics. Mumps. In: Pickering LK, Baker CJ, Kimberlin DW, Long SS, editors. Red book.2009 Report of the Committee on Infectious Diseases. 28th ed. Elk Grove Village, IL: American Acedemy of Pediatric; 2009. p. 468-472.
  • Centers for Disease Control and Prevention(CDC). Updated recommendations for isolation of persons with mumps. MMWR Morb Mortal Wkly Rep. 2008;57:1103-5.
  • Johnson CD, Goodpasture EW. An investigation of the etiology of mumps. J Exp Med. 1934;59:1-19.
  • คางทูม-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.(ออนไลน์)เข้าถึงได้
  • กลุ่มเฝ้าระวังสอบสวนทางระบาดวิทยา สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.สรุปสถานการณ์และองค์ความรู้จากการเฝ้าระวังและสอบสวนโรค MMR ปี พ.ศ.2552. นนทบุรี : สำนักฯ ;
  • พิษนาศน์.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Habel K. Cultivation of mumps virus in the developing chick embryo and its application to the studies of immunity to mumps in man. Public Health Rep. 1945;60:201-12.
  • Baum SG, Litman N. Mumps virus. In Mandell GL. Bennett JE, Dolin R, editors. Mandell, Douglas and Bennett’s principles and practice of infectious disease. 7th ed. New York: Churchill Livingstone; 2010. p. 2201-6.
  • ตะลิงปลิง.กลุ่มยารักษาตา คางทูม แก้ปวดหู.สรรพคุณสมุนไพร200ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
  • Travis LW, Hecht DW. Acute and chronic inflammatory diseases of the salivary glands, diagnosis and management. Otolaryng Clin North Am. 1977;10:329-88.
  • Gershon, A. (2001). Mumps. In Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D.,andJamesson, J. Harrrison’s: Principles of internal medicine. (p 1147-1148). New York. McGraw-Hill.



Tags : โรคคางทูม

15
บัวบก
ชื่อสมุนไพร บัวบก
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น ใบบัวบก (ภาคกึ่งกลาง) ผักหนอก จำปาเครือ (ภาคเหนือ) ปะหะ เอขาเด๊าะ (กะเหรี่ยง) แว่นโคก (อีสาน) ผักแว่น (ภาคใต้) เดียกำเช่า ฮมคัก (จีน)
ชื่อสามัญ Asiatic pennywort , Gotu kola , Indian pennywort , Woter pennywort
ชื่อวิทยาศาสตร์  Centella asiatica (Linn.) Urban.
วงศ์  UMBELLIFERAE (APIACEAE)
บ้านเกิดเมืองนอน  บัวบกหรือใบบัวบก มีถิ่นเกิดเดิมในทวีปแอฟริกา ถัดมาจึงถูกนำเข้ามาปลูกลงในทวีปเอเชียที่อินเดียและก็ประเทศในแถบอเมริกาใต้ อเมริกากึ่งกลาง รวมถึงประเทศในแถบเอเซียอาคเนย์ และก็เอเชียเหนือ ปัจจุบัน บัวบกได้แพร่กระจายไปทั้งโลก ทั้งในประเทศเขตร้อน แล้วก็เขตอบอุ่น ซึ่งพบว่ามีการแพร่ขยายในประเทศแถบอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และก็เรื่อยมาจนถึงทุกประเทศในเอเชีย ส่วนเมืองไทยพบบัวบกขึ้นในทุกภาคของประเทศ  ทั้งนี้บัวบกได้ถูกประยุกต์ใช้เป็นสมุนไพรในวิถีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว ซึ่งมีการกล่าวขวัญแล้วก็บันทึกในตำรายาของไทยไว้หลายฉบับร่วมกัน นอกจากนี้คนประเทศไทยยังมีการนำบัวบกมาใช้เพื่อการประกอบอาหารอีกทั้งคาวและก็หวานอีกด้วย ที่สามารถสะท้องถึงความใกล้ชิดของบัวบกกับแนวทางชีวิตของคนไทยตั้งแต่อดีตจนถึงตอนนี้ได้อย่างดีเยี่ยม
ลักษณะทั่วไป บัวบก เป็นพืชล้มลุกอายุยาวนานหลายปี มีลำต้นเป็นไหล(stolen) เลื้อยไปตามพื้นดินหรืออยู่ข้างล่างหน้าผิวดิน ไหลมีลักษณะทรงกลม ไหลอ่อนมีสีขาว ไหลแก่มีสีน้ำตาล ขนาดโดยประมาณ 0.2-0.4 มม. ยาวได้มากกว่า 1 เมตร ไหลมีลักษณะเป็นข้อข้อ รอบๆข้อเป็นจุดแทงออกของก้านใบ ส่วนด้านล่างของข้อมีรากกิ่งก้านสาขาแทงลึกลงดิน และแต่ละข้อแตกแขนงแยกไหลไปเรื่อยทำให้ต้นบัวบกขึ้นปกคลุมพื้นที่โดยรอบได้อย่างดกทึบ ใบบัวบกออกเป็นใบเดี่ยว และออกเป็นกระจุกจำนวนหลายใบบริเวณข้อ แต่ละข้อมีใบ 2-10 ใบ ใบประกอบด้วยก้านใบที่แทงตั้งชันจากข้อ ก้านใบสูงราว 10-15 ซม. มีลักษณะทรงกลม สีเขียวอ่อน ต่อมาเป็นแผ่นใบที่เชื่อมชิดกับก้านใบบริเวณตรงกลางของใบ ฐานใบโค้งเว้าเข้าพบกัน แผ่นใบมีรูปทรงกลมหรือมีรูปร่างเหมือนไต ขอบใบหยัก เส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ 2-4 เซนติเมตร แผ่นใบด้านใบเรียบ สีเขียวสด แผ่นใบด้านล่างมีขนสั้นๆปกคลุม และมีสีเขียวจางกว่าข้างบน ขอบใบหยักเป็นคลื่น  ดอกบัวบกออกเป็นช่อที่ซอกใบของข้อ ช่อดอกมีรูปทรงช่อคล้ายร่ม อาจมีช่อโดดเดี่ยวหรือมีประมาณ 2-5 ช่อ แต่ละช่อมีโดยประมาณ 3-4 ดอก มีก้านช่อดอกยาวทรงกลม ขนาดเล็ก ราวๆ 0.5-5 ซม. ส่วนกลีบมีสีขาว ตรงกลางมีเกสรตัวผู้ขนาดสั้น  ผลมีขนาดเล็ก มีลักษณะกลมแบน ยาวโดยประมาณ 3 มม. เปลือกเมล็ดแข็ง มีสีเขียวหรือม่วงน้ำตาล
การขยายพันธุ์ การปลูกบัวบกเดิมทีใช้วิธีปลูกด้วยเมล็ด โดยนำมาเพาะในกระบะ เมื่อต้นกล้าแข็งแรงก็ดีแล้ว หรือมีอายุ 15-25 วัน ก็เลยย้ายกล้าลงปลูกไว้ในแปลงแล้ว กระทำดูแลรักษา ให้ปุ๋ย ให้น้ำ ถัดมาได้พัฒนาเป็นการปลูกให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ลำต้นของบัวบกที่แตกจากต้นแม่ ซึ่งจะกระทำการขุดไหลหรือลำต้นนั้นให้ติดดิน ต่อจากนั้นนำดินมาพอกที่รากให้เป็นก้อนแล้วเก็บพักไว้ในที่ร่ม แล้วพรมน้ำบางส่วน จึงเก็บไว้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง พอเพียงวันที่ 2 สามารถจะนำกิ้งก้านนั้นไปปลูกได้เลย หรือถ้าไม่สะดวกที่จะเก็บพักไว้ก็สามารถจะขุดกิ้งก้านมาแล้วปลูกทันทีเลยก็ได้ ส่วนวิธีการปลูกนั้นมีขั้นตอนดังนี้
การเตรียมดิน ควรไถชูร่องเพื่อตากดินแล้วทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 วัน โดยไถพรวนดินให้ร่วนซุยแล้วต่อจากนั้นจึงขุดแต่งให้เป็นรูปแปลง ชูร่องเป็นแปลงปลูกกว้าง 3 เมตร ระหว่างแปลงปลูกจัดเป็นร่องน้ำหรือฟุตบาทกว้าง 50 เซนติเมตร ลึก 15 เซนติเมตร เพื่อมีการระบายน้ำทิ้งได้ดิบได้ดี เมื่อทำแปลงเสร็จให้ใส่อินทรียวัตถุหว่านลงบนแปลงให้ทั่ว แล้วรดน้ำให้เปียก
                การปลูก ขุดหลุมลึก 3-4 ซม. แล้วนำต้นกล้าบัวบก ปลูกหลุมละ 1 ต้น โดยให้ระยะห่างระหว่างต้นและระยะระหว่างแถว 15 x 15 ซม. ซึ่งก็จะได้บัวบกจำนวนต้นต่อไร่ราวๆ 70000-72000 ต้น เมื่อปลูกเสร็จแล้วให้ทำรดน้ำให้เปียก
                การใส่ปุ๋ย ควรให้ปุ๋ยทีแรกหลังจากปลูก 15 – 20 วัน โดยใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 อัตรา 5 กิโลต่อไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งที่สองจะห่างจากการใส่ทีแรก 15 – 20 วันโดยกลายเป็นใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 3 กิโลกรัมต่อไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งที่สามจะห่างจาการใส่ครั้งสอง 15 – 20 วัน โดยเปลี่ยนเป็นให้ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ในอัตรา 50  กิโล/ไร่ ทุกครั้งที่มีการให้ปุ๋ยเสร็จแล้วจะต้องรดน้ำให้เปียก
                การให้น้ำ สามารถให้น้ำได้ 2 แนวทางเป็น ระบบมินิสปริงเกอร์ ซึ่งเปิดให้น้ำเช้าและก็เย็น ช่วงละ 10-15 นาที ถ้าหากได้แก่การใช้สายยางเดินฉีดน้ำให้รดกระทั่งจะเปียกเพราะเหตุว่าใบบัวบกจะเจริญวัยได้ดิบได้ดีเมื่อได้รับความชื้นที่เหมาะสม
ค่าทางโภชนาการใบบัวบก (ใบสด 100 กรัม)
น้ำ                                                           86                                           กรัม
พลังงาน                                 54                                           กิโลแคลอรี่
โปรตีน                                                    1.8                                          กรัม
ไขมัน                                                       0.9                                          กรัม
คาร์โบไฮเดรต                                        9.6                                          กรัม
ใยอาหาร                                                2.6                                          กรัม
เถ้า                                                           1.7                                          กรัม
แคลเซียม                                               146                                         มก.
ฟอสฟอรัส                                              30                                           มก.
เหล็ก                                                       3.9                                          มิลลิกรัม
แอสคอบิด (วิตามิน C)                         15                                           มิลลิกรัม
ไทอะมีน (วิตามิน B1)                           0.24                                        มก.
ไรโบฟลาวิน (วิตามิน B2)    0.09                                        มิลลิกรัม
ไนอะซีน (วืตามิน B3)                           0.8                                          มก.
เบต้า แคโรทีน                                        2,428                                      ไมโครกรัม
วิตามิน A                                               405                                         ไมโครกรัม
ประโยชน์ / สรรพคุณ ประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากบัวบกที่พวกเราพบเจอจนถึงคุ้นหน้าก็คือ การนำใบของบัวบกมาทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรหรือเอามาทำเป็นชาชงรวมถึง การนำใบแล้วก็เถาบัวบกมารับประทานเป็นผักสดกับน้ำพริกกะปิคั่ว หมี่กรอบ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ลาบ ก้อย แกงเผ็ด ยำใบบัวบก ซุปหน่อไม้ ฯลฯ
แต่ว่าในขณะนี้มีการนำนวัตกรรมใหม่ๆมาแปรรูปให้บัวบก เป็นผลิตภัณฑ์ในแบบต่างๆอีกเพียบเลย ได้แก่ มีการทำสารสกัดจากใบบัวบกเพื่อนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับการผลิตเครื่องสำอาง ใช้ทำเป็นอุปกรณ์ปิดแผล รวมถึงเอามาสร้างเป็นสบู่ใบบัวบก ซึ่งผู้สร้างระบุว่าช่วยรักษาสิว ทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างขาวสวยใส ผิวหน้าเต่งตึงได้ ทั้งยังยังมีการเอามาผลิตเป็นแคปซูลวางจำหน่าย ซึ่งเจาะจงถึงสรรพคุณว่าสำหรับการช่วยทำนุบำรุงสมองเป็นหลัก (Brain tonic) ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของบัวบกนั้นมีดังนี้ สรรพคุณตามตำรายาไทยใช้บัวบกแก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้บอบช้ำใน ใช้เป็นยาด้านนอกรักษาแผล ทำให้แผลหายเร็ว เป็นยาบำรุงและยาอายุวัฒนะ ช่วยเสริมสร้างความจำ บรรเทาลักษณะของการปวดหัว แก้อาการมึนหัว ช่วยบำรุงหัวใจ ชูกำลัง ทุเลาอาการปวดตามข้อ ตามกล้าม แก้ท้องผูก กระตุ้นระบบขับถ่าย แก้อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อย แก้โรคซาง แก้โรคดีซ่านในเด็ก ช่วยบำรุงรักษาตับ รวมทั้งไต แก้โรคตับอักเสบ ช่วยทำนุบำรุงสายตา แก้ตาพร่ามัว  เป็นยาขับโลหิตเสีย แก้กระหายน้ำ บรรเทาอาการไอ ลักษณะการเจ็บคอ แก้อาการเจ็บคอ รักษาโรคหลอดลมอักเสบ รักษาอาการหืดหอบ แก้โรคลมชัก ช่วยบรรเทาลักษณะของการปวดฟัน  รักษาโรคปากเปื่อย ช่วยขับเยี่ยว แก้โรคนิ่วในระบบฟุตบาทปัสสาวะ ช่วยรักษาแผลในกระเพาะ ช่วยขับเมนส์ กระตุ้นประจำเดือนให้มาธรรมดา รวมทั้งแก้ลักษณะของการปวดเมนส์ รักษาฝี ช่วยทำให้ฝียุบ  ส่วนทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุว่า ข้อมูลจากการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยในคนพบว่าบัวบกมีฤทธิ์รักษาความผิดปกติของหลอดโลหิตดำ ช่วยให้คลายความวิตกกังวล รักษาแผลที่ผิวหนัง และก็รักษาแผลในทางเดินของกิน ช่วยเสริมสร้างและก็กระตุ้นการผลิตคอลลาเจนรวมทั้งอีลาสติน มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านการเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกาย ช่วยบำรุงประสาทและก็สมองเสมือนใบแปะก๊วย ช่วยเสริมลักษณะการทำงานของกาบา (GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยรักษาสมดุลของจิตใจ ก็เลยช่วยผ่อนคลายแล้วก็ทำให้หลับง่ายดายมากยิ่งขึ้น  ช่วยกระตุ้นการผลิตเยื่อใหม่ ใบบัวบกมีสารยับยั้งหรือชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง
แบบอย่าง/ขนาดวิธีการใช้
แก้ไข้ แก้ร้อนใน บอบช้ำใน  ชนิดแคปซูล (โรงพยาบาล), จำพวกชง(รพ.) ประเภทชง กินครั้งละ 2 – 4 กรัม ชงน้ำร้อนโดยประมาณ 120 – 200 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร ประเภทแคปซูล  กินครั้งละ 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร ใช้บัวบกรักษาแมลงกัดต่อย และรักษาแผล ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข                  ให้ใช้ใบขยี้ทาแก้แมลงกัดต่อย หรือใช้ส่วนใบสด พอกที่แผลสด วันละ 2 ครั้ง   ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ครีมใบบัวบก  ชำระล้างแผลด้วยยาฆ่าเชื้อก่อนทาครีมที่มีสารสกัดจากบัวบกสดจำนวนร้อยละ 7 โดยน้ำหนัก  ทาบริเวณที่เป็นแผลวันละ 1 – 3 ครั้ง หรือตามแพทย์สั่ง หากใช้แล้วไม่ดีขึ้นด้านใน 2 สัปดาห์ ให้หยุดใช้   ควรเก็บครีมใบบัวบกในที่เย็น อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส แก้อาการฉี่ขัดข้อง ด้วยการกางใบบัวบกประมาณ 50 กรัม เอามาตำแล้วพอกรอบๆสะดือ เมื่อเยี่ยวคล่องดีแล้วค่อยคัดแยกออก  ใช้เป็นยาห้ามเลือด ใส่แผลสด ด้วยการกางใบสดราว 20 ใบเอามาล้างให้สะอาด ตำพอกแผลสด  แก้อาการฟกช้ำ ด้วยการกางใบบัวบกมาทุบให้แหลกแล้วเอามาโปะบริเวณที่ฟกช้ำ หรือจะใช้ใบบัวบกโดยประมาณ 40 กรัม ต้มกับสุราแดงราว 250 cc. โดยประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วนำมาดื่ม
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย  สารสกัดเอทานอล (2-4) แล้วก็สารสกัดด้วยน้ำร้อน จากส่วนเหนือดิน มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus (2-5), b-Streptococcus group A รวมทั้ง Pseudomonas aeruginosa สารสกัดเฮกเซน สารสกัดไดคลอโรมีเทน สารสกัดเอทิลอะซีเตท สารสกัดอีเทอร์ รวมทั้งสารสกัดเมทานอลจากใบ มีฤทธิ์ยั้งเชื้อ S. aureus แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ P. aeruginosa        สารสกัดจากส่วนราก ใบและส่วนเหนือดิน รวมถึงน้ำมันหอมระเหยจากบัวบก มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียหลายแบบ เป็นต้นว่า Bacillus subtilis, Escherichia coli, Proteus vulgaris และก็ Pseudomonas cichorii  มีกล่าวว่าอนุพันธ์บางชนิดของ asiaticoside สามารถยั้งการเติบโตของเชื้อวัณโรคในหลอดทดสอบ รวมทั้งลดร่องรอยโรคที่มีสาเหตุมาจากเชื้อวัณโรคในตับ ปอด ปมประสาทของหนูตะเภาที่ทำให้เป็นวัณโรคได้           
ฤทธิ์ลดการอักเสบ สารสกัดเอทานอลจากใบมีฤทธิ์ลดการอักเสบอย่างอ่อนในหนูขาว โดยไปยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี cyclooxygenase-1 ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการสังเคราะห์ prostraglandin สาร saponin ขนาด 1 ไมโครโมล จะลดการอักเสบรวมทั้งอาการบวมในหนูถีบจักรที่ถูกรั้งนำให้เกิดอาการบวมที่หูด้วย croton oil ขี้ผึ้ง Madecassol ซึ่งประกอบด้วยสาร asiatic acid, madecassic acid และก็ asiaticoside สามารถลดการอักเสบ เมื่อใช้ทาที่ผิวหนังหนูซึ่งเกิดการอักเสบจากการฉายรังสี ผงแห้งจากส่วนเหนือดินของบัวบก ให้คนรับประทาน สามารถลดอาการอักเสบได้
ฤทธิ์รักษาแผลสารสกัด 95% เอทานอลจากใบ ขนาด 1 มล./กิโล พบว่ามีผลเพิ่มการเติบโตของเซลล์เยื่อบุผิว เพิ่มการสร้างคอลลาเจน เมื่อให้ทางปากและก็ทาที่แผลของหนูขาว สารสกัดจากบัวบก (titrated extract) ซึ่งมีสาร asiatic acid, made cassic acid และ asiaticoside มีฤทธิ์รักษาแผลในหนูขาว โดยจะรีบการผลิต connective tissue เพิ่มปริมาณคอลลาเจน แล้วก็กรด uronic เมื่อนำสารสกัดมาใช้ทาด้านนอกเพื่อรักษาแผลในหนูขาว พบว่าทำให้แผลหายเร็วขึ้น โดยทำให้มีการกระจายตัวของโรคหนองในรอยแผล แล้วก็แผลมีขนาดเล็กลง แต่ว่าถ้าเกิดใช้รับประทานจะไม่ได้เรื่อง  ขณะที่รายงานบางฉบับพบว่า เมื่อให้หนูขาวกินสารสกัดในขนาดวันละ 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ส่งผลในการรักษาแผลโดยการทำให้การสร้างหนังกำพร้าเร็วขึ้น และรอยแผลมีขนาดเล็กลง ครีม ขี้ผึ้งและก็เจลที่มีสารสกัดน้ำจากบัวบก 5% เมื่อใช้ทาที่แผลของหนูขาว 3 ครั้ง/วัน นาน 24 วัน พบว่าส่งผลเพิ่มการเจริญเติบโตของเยื่อบุผิว เพิ่มการผลิตคอลลาเจนและเพิ่ม tensile strength ซึ่งสูตรที่อยู่ในรูปเจลจะสำเร็จดีกว่าขี้ผึ้งแล้วก็ครีม
          สาร asiaticoside มีฤทธิ์รักษาแผล รีบการหายของแผลเมื่อทดสอบในหนูขาว หนูถีบจักร รวมทั้งในคน เมื่อให้สาร asiaticoside ขนาด 1 มิลลิกรัม/กก. ทางปากแก่หนูตะเภาและใช้ทาที่ผิวหนังในหนูตะเภาธรรมดารวมทั้งหนูขาวที่เป็นเบาหวานซึ่งแผลหายช้า ที่ความเข้มข้น 0.2% และก็ 0.4% เป็นลำดับ พบว่ามีผลเพิ่ม tensile strength เพิ่มปริมาณของคอลลาเจน และจากนั้นก็ลดขนาดของแผล tincture ที่มี asiaticoside เป็นส่วนประกอบ 89.5% จะรีบการหายของแผล เมื่อใช้ทาที่แผลของหนูตะเภา
          สำหรับการทดลองในคน มีแถลงการณ์ว่าครีมที่มีสารสกัดอัลกอฮอล์จากบัวบกเป็นส่วนประกอบ 0.25-1% สามารถช่วยรักษารวมทั้งสร้างผิวหนังในคนสูงวัย ครีมที่มีสารสกัดจากบัวบก 1% สามารถรักษาแผลอักเสบรวมทั้งแผลแยกหลังผ่าตัดในผู้ป่วยจำนวน 14 ราย ข้างใน 2-8 อาทิตย์ โดยพบว่าได้ประสิทธิภาพที่ดี 28.6% ผลปานกลาง 28.6% และก็ผลปานกลาง 35.7% ไม่เป็นผล 1 ราย  แล้วหลังจากนั้นก็รักษาแผลเรื้อรังที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ ในคนป่วยจำนวน 22 ราย ด้านใน 224 ชั่วโมง พบว่าขนาดของแผลจะลดน้อยลง มีแผลหายสนิท 17 ราย ยังไม่หายสนิท 5 ราย  tincture ที่อยู่ในรูป aerosol ซึ่งมี asiaticoside 89.5% เมื่อใช้ฉีดที่แผลของผู้ป่วยซึ่งเป็นแผลจำพวกต่างๆจำนวน 20 ราย พบว่าสามารถรักษาแผลหายได้ 16 ราย (64%) แล้วก็ทำให้อาการ 4 ราย (16%) โดยมีอาการข้างๆเป็น การไหม้ของผิวหนัง (burning sensation)  เมื่อให้ผู้เจ็บป่วยที่เป็น post-phlebitic syndrome กินสารสกัด triterpenoid ในขนาด 90 มิลลิกรัม/วัน นาน 3 สัปดาห์ พบว่าจะลดการเพิ่มจำนวนของ circulating endothelial cell
ฤทธิ์แก้ปวดสารสกัด 60% เอทานอลจากใบ ขนาด 20 มิลลิกรัม/กก.  และก็สารสกัด 95% เอทานอลจากต้น ขนาด 100 มก./โล  มีฤทธิ์แก้ปวดในหนูขาวรวมถึงหนูถีบจักร แต่ว่าสารสกัด 50% เอทานอลจากต้นในขนาด 125 มก./กก. ไม่มีฤทธิ์แก้ปวด เมื่อฉีดเข้าท้องหนูถีบจักร
ฤทธิ์ลดไข้  สารสกัด 95% เอทานอลสามารถลดไข้ได้ 1.20F เมื่อฉีดเข้าทางท้องของหนูขาว ถึงแม้ว่าแม้ฉีดสารสกัด 50% เอทานอล ขนาด 125 มก./กิโลกรัม เข้าท้องหนูถีบจักรจะไม่เป็นผล  สารสกัดเมทานอลจากส่วนเหนือดินรวมทั้งใบ ขนาด 2 กรัม/กิโลกรัม ไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิของร่างกาย เมื่อทดสอบในหนูถีบจักร
ฤทธิ์ต่อต้านฮีสตามีนสารสกัดใบบัวบกด้วยแอลกอฮอล์ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:1 ใช้ทาภายนอกจะสามารถลดการแพ้ได้ รวมทั้งช่วยทุเลาอาการเจ็บปวด หรืออักเสบเนื่องด้วยแมลงกัดต่อย
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อราสารสกัดเอทานอลจากอีกทั้งต้น มีผลยับยั้งเชื้อราที่นำไปสู่โรคกลาก เป็นต้นว่า Trichophyton mentagrophytes  รวมทั้ง T. rubrum ในเวลาที่สารสกัดด้วยน้ำร้อน ไม่พบว่ามีผลต่อต้านเชื้อรา 2 พวกนี้    ส่วนน้ำมันหอมระเหยจะมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา Aspergillus niger, Rhizopus oryzae, Fusarium solani, Candida albicans รวมทั้ง Colletotrichum musae
รักษาแผลในกระเพาะอาหารจากการทดลองในหนูแรทพบว่า สารสกัดด้วยเอทานอล และก็สารสกัดด้วยน้ำจากต้นรวมทั้งจากใบ มีฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะในหนูที่ถูกรั้งนำให้เกิดแผลในกระเพาะด้วยความตึงเครียดและก็กรดเกลือในเอทานอล  โดยจะลดขนาดของแผล เพิ่มจำนวนของเส้นโลหิตขนาดเล็กในเนื้อเยื่อ เพิ่มรวมทั้งผู้ทำระจายของเซลล์ที่บริเวณแผล  ซึ่งสอดคล้องกับการทดลองในกินสารสกัดจากบัวบก (Madecassol) พบว่าช่วยรักษาแผลในกระเพาะรวมทั้งไส้ได้
การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ     ไม่เจอความเป็นพิษของสารสกัดด้วย 50% เอทานอล เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร ขนาด 250 มิลลิกรัม/กก. แล้วก็ฉีดเข้าใต้ผิวหนังหรือให้ทางปากของหนูขาว ขนาด 10 กรัม/กก.  สารสกัด 70% เอทานอลมีค่า LD50 เท่ากับ 675 มก./กิโลกรัม ในหนูขาวเพศผู้ (ไม่กำหนดแนวทางการให้) แต่มีรายงานการแพ้และก็อักเสบต่อผิวหนังในคน เมื่อใช้ผงแห้ง  สารสกัดที่มีกลัยโคไซด์จากบัวบกจำนวนร้อยละ 2   สารสกัดด้วยน้ำ สารสกัดจากอีกทั้งต้นในความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 2 รวมทั้งสารสกัด Madecassol ที่ประกอบด้วย asiatic acid, madecassic acid และ asiaticoside ทาข้างนอก 
พิษต่อเซลล์ น้ำคั้นจากบัวบกเป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัด 50% เอทานอลเป็นพิษต่อเซลล์ 9KB  สารสกัดเมทานอลและก็สารสกัดอะซีโตน มีความเป็นพิษต่อเซลล์ CA-Ehrich, Dalton’s lymphoma และ L929 แต่ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ human lymphocyte สารไทรเทอร์ตะกายส์จากอีกทั้งต้น มีความเป็นพิษต่อเซลล์ fibroblast ของคน
 ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์สารสกัดอัลกอฮอล์มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ในแบบที่อยากเอนไซม์จากตับกระตุ้นการออกฤทธิ์ต่อเชื้อ Salmonella typhimurium TA98, TA100  โดยมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์แบบ frameshift เท่านั้น ไม่พบแบบ base-pair substitution สารสกัดน้ำจากส่วนเหนือดิน ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อ S. typhimurium TA98, TA100
พิษต่อระบบสืบพันธุ์ น้ำคั้นจากทั้งต้น ขนาด 0.5 มิลลิลิตร มีผลคุมกำเนิดในหนูถีบจักร 55.60% สารสกัดจากบัวบกขนาด 0.2 มิลลิลิตร ฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูถีบจักร พบว่าไม่เป็นผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน  สาร saponin จากทั้งต้น ขนาด 2% ไม่เป็นผลทำลายเชื้อสเปิร์มของคน
กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้        สารสกัด 30% อีเทอร์ ส่งผลให้เกิดการระคายเคืองอย่างอ่อนต่อผิวหนังหนูตะเภา  ในคนมีรายงานการแพ้และอักเสบต่อผิวหนัง เมื่อใช้ผงแห้ง  สารสกัดกลัยโคไซด์ 2% สารสกัดน้ำ สารสกัดจากต้น 2% (ไม่กำหนดจำพวกสารสกัด) แล้วก็สารสกัด Madecassol ที่ประกอบด้วย asiatic acid, madecassic acid รวมทั้ง asiaticoside  oinment ที่มีบัวบกเป็นองค์ประกอบ 1% กระตุ้นให้เกิด acute erythemato-bullous การระคายเคืองต่อผิวหนังกำเนิดได้อีกทั้งการใช้พืชสดหรือแห้ง  อาการระคายเคืองต่อผิวหนังของบัวบกมีผลออกจะต่ำ
คำแนะนำ / ข้อควรพิจารณา

  • บัวบกไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวการณ์เย็นพร่อง หรือขี้หนาว ท้องอืดเป็นประจำ
  • ไม่ชี้แนะให้ใช้ยาที่มีส่วนประกอบของบัวบกในผู้ที่สงสัยว่าจับไข้เลือดออกเนื่องมาจากบางทีอาจบังอาการของไข้เลือดออกได้
  • ควรจะระวังการใช้ใบบัวบกร่วมกับยาที่มีผลต่อตับ ยาขับปัสสาวะ และก็ยาที่ส่งผลข้างเคียงทำให้ ง่วงหงาวหาวนอน เพราะบางทีอาจเสริมฤทธิ์กันได้
  • ควรจะระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีขั้นตอนการเมแทบอลิซึมผ่าน Cytochrome P450 (CYP 450) เนื่องจากบัวบกมีฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี CYP 2C9 รวมทั้ง CYP 2C19
  • สำหรับในการทำเป็นสมุนไพรไม่สมควรนำใบบักบกไปตากแดดเพื่อทำให้แห้ง เนื่องจากจะมีผลให้สูญเสียตัวยาสมุนไพรซึ่งอยู่ในน้ำมันหอมระเหยได้ โดยให้ตากลมตากเอาไว้ในที่ร่มอากาศถ่ายเทสะดวก เมื่อแห้งแล้ว ให้นำมาใส่ขวดปิดฝาให้สนิทคุ้มครองป้องกันความชุ่มชื้น
  • การกินบัวบกในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น จะก่อให้ธาตุในร่างกายเสียสมดุลได้ เนื่องจากว่าเป็นยาเย็นจัด แต่ถ้าเกิดกินในขนาดที่พอดิบพอดีแล้วจะไม่มีโทษต่อสุขภาพร่างกายและก็ได้ประโยชน์สูงสุด

    เอกสารอ้างอิง

  • อารีรัตน์ ลออปักษา สุรัตนา อำนวยผล วิเชียร จงบุญประเสริฐ. การศึกษาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ (ตอนที่ 1).  ไทยเภสัชสาร 2531;13(1):23-35.
  • จันทรพร ทองเอกแก้ว, 2556, บัวบก : สมุนไพรมากคุณประโยชน์.
  • พิมพร ลีลาพรพิสิฐ สุมาลี พฤกษากร ไชยวัฒน์ ไชยสุต และคณะ. การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางรักษาสิวจากน้ำหมักชีวภาพที่ได้จากพืชไทย.  การประชุมวิชาการประจำปีการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือกแห่งชาติ ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 3, 30 สิงหาคม-3 กันยายน, นนทบุรี, หน้า 40.   
  • บัวบก.สมุนไพรที่มีการใช้ในสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Chen YJ, Dai YS, Chen BF, et al. The effect of tetradrine and extracts of Centella asiatica on acute radiation dermatitis in rats.  Biol Pharm Bull 1999;22(7):703-6.
  • บักบก/ใบบัวบก (Gotu kola) ประโยชน์และสรรพคุณใบบัวบก.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรกรไทย
  • วีระสิงห์ เมืองมั่น.  รายงานผลการวิจัยเรื่องการใช้ครีมบัวบกรักษาแผลอักเสบ.  การประชุมโครงการการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาตำรับยาสมุนไพรที่ใช้ในโรงพยาบาล, กรุงเทพฯ, 30 พค. 2526.
  • กองโภชนาการ กรมอนามัย, 2544, ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย. http://www.disthai.com/
  • บัวบก.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • นันทวัน บุณยะประภัศร และอรนุช โชคชัยเจริญพร,2547, สมุนไพรไม้พื้นบ้าน(2).
  • Dabral PK, Sharma RK.  Evaluation of the role of rumalaya and geriforte in chronic arthritis-a preliminary study.  Probe 1983;22(2):120-7.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์ ชนิพรรณ บุตรยี่. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสมุนไพรไทยในรูปของยาตำรับ  สามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขและสมุนไพรบางชนิด โดยวิธีเอมส์เทสต์.  การประชุมวิชาการ  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 3, 3-4 สิงหาคม 2533:47-9.
  • Maquart FX, Chastang F, Simeon A, Birembaut P, Gillery P, Wegrowski Y. Triterpenes from Centella asiatica  stimulate extracellular matrix accumulation in rat experimental wounds.  Eur J

หน้า: [1] 2 3 ... 6