แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - หนุ่มน้อยคอยรัก007

หน้า: [1] 2 3
1
บัวบก
ชื่อสมุนไพร บัวบก
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น ใบบัวบก (ภาคกึ่งกลาง) ผักหนอก จำปาเครือ (ภาคเหนือ) ปะหะ เอขาเด๊าะ (กะเหรี่ยง) แว่นโคก (อีสาน) ผักแว่น (ภาคใต้) เดียกำเช่า ฮมคัก (จีน)
ชื่อสามัญ Asiatic pennywort , Gotu kola , Indian pennywort , Woter pennywort
ชื่อวิทยาศาสตร์  Centella asiatica (Linn.) Urban.
วงศ์  UMBELLIFERAE (APIACEAE)
บ้านเกิด  บัวบกหรือใบบัวบก มีถิ่นกำเนิดเดิมในทวีปแอฟริกา ถัดมาจึงถูกนำเข้ามาปลูกลงในทวีปเอเชียที่ประเทศอินเดียรวมทั้งประเทศในแถบอเมริกาใต้ อเมริกากลาง รวมถึงประเทศในแถบเอเซียอาคเนย์ และเอเชียเหนือ เดี๋ยวนี้ บัวบกได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งโลก ทั้งยังในประเทศเขตร้อน รวมทั้งเขตอบอุ่น ซึ่งพบว่ามีการแพร่ขยายในประเทศแถบอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และเรื่อยมาจนถึงทุกประเทศในทวีปเอเชีย ส่วนเมืองไทยพบบัวบกขึ้นในทุกภาคของประเทศ  ดังนี้บัวบกได้ถูกประยุกต์ใช้เป็นสมุนไพรในวิถีชีวิตของคนประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยก่อนแล้ว ซึ่งมีการกล่าวขวัญและก็บันทึกในตำรายาของไทยไว้หลายฉบับร่วมกัน นอกเหนือจากนั้นคนประเทศไทยยังมีการนำบัวบกมาใช้สำหรับในการทำครัวทั้งคาวรวมทั้งหวานอีกด้วย ที่สามารถสะท้องถึงความสนิทสนมของบัวบกกับวิธีชีวิตของคนประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงเดี๋ยวนี้ได้เป็นอย่างดี
ลักษณะทั่วไป บัวบก เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี มีลำต้นเป็นไหล(stolen) เลื้อยไปตามพื้นดินหรืออยู่ด้านล่างหน้าผิวดิน ไหลมีลักษณะทรงกลม ไหลอ่อนมีสีขาว ไหลแก่มีสีน้ำตาล ขนาดโดยประมาณ 0.2-0.4 มิลลิเมตร ยาวได้มากกว่า 1 เมตร ไหลมีลักษณะเป็นข้อข้อ บริเวณข้อเป็นจุดแทงออกของก้านใบ ส่วนข้างล่างของข้อมีรากกิ่งก้านสาขาแทงลึกลงดิน รวมทั้งแต่ละข้อแตกกิ่งก้านสาขาแยกไหลไปเรื่อยทำให้ต้นบัวบกขึ้นปกคลุมพื้นที่รอบๆได้อย่างดกทึบ ใบบัวบกออกเป็นใบคนเดียว และก็ออกเป็นกระจุกจำนวนหลายใบรอบๆข้อ แต่ละข้อมีใบ 2-10 ใบ ใบประกอบด้วยก้านใบที่แทงตั้งชันจากข้อ ก้านใบสูงราวๆ 10-15 ซม. มีลักษณะทรงกลม สีเขียวอ่อน ต่อมาเป็นแผ่นใบที่เชื่อมใกล้กับก้านใบบริเวณตรงกลางของใบ ฐานใบโค้งเว้าเข้าพบกัน แผ่นใบมีทรงกลมหรือมีรูปร่างเหมือนไต ขอบใบหยัก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-4 เซนติเมตร แผ่นใบด้านใบเรียบ สีเขียวสด แผ่นใบข้างล่างมีขนสั้นๆปกคลุม และมีสีเขียวจางกว่าข้างบน ขอบใบหยักเป็นคลื่น  ดอกบัวบกออกเป็นช่อที่ซอกใบของข้อ ช่อดอกมีรูปทรงช่อเหมือนร่ม อาจมีช่อคนเดียวหรือมีประมาณ 2-5 ช่อ แต่ละช่อมีราวๆ 3-4 ดอก มีก้านช่อดอกยาวทรงกลม ขนาดเล็ก ราวๆ 0.5-5 เซนติเมตร ส่วนกลีบดอกมีสีขาว กึ่งกลางมีเกสรตัวผู้ขนาดสั้น  ผลมีขนาดเล็ก มีลักษณะกลมแบน ยาวโดยประมาณ 3 มิลลิเมตร เปลือกเมล็ดแข็ง มีสีเขียวหรือม่วงน้ำตาล
การขยายพันธุ์ การปลูกบัวบกเดิมทีใช้แนวทางปลูกด้วยเมล็ด โดยนำมาเพาะในกระบะ เมื่อต้นกล้าแข็งแรงดีแล้ว หรือแก่ 15-25 วัน ก็เลยย้ายกล้าลงปลูกไว้ในแปลงแล้ว กระทำรักษา ใส่ปุ๋ย ให้น้ำ ถัดมาได้ปรับปรุงเป็นการปลูกให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ลำต้นของบัวบกที่แตกจากต้นแม่ ซึ่งจะกระทำการขุดไหลหรือลำต้นนั้นให้ติดดิน ต่อจากนั้นนำดินมาพอกที่รากให้เป็นก้อนแล้วเก็บพักไว้ในที่ร่ม แล้วพรมน้ำบางส่วน จึงเก็บไว้อย่างน้อย 1 วัน พอวันที่ 2 สามารถจะนำกิ้งก้านนั้นไปปลูกได้เลย หรือถ้าหากไม่สะดวกที่จะเก็บพักไว้ก็สามารถจะขุดกิ้งก้านมาแล้วปลูกในทันทีเลยก็ได้ สำหรับวิธีการปลูกนั้นมีขั้นตอนดังนี้
การเตรียมดิน ควรจะไถยกร่องเพื่อตากดินแล้วทิ้งไว้ราวๆ 15 วัน โดยไถลูกพรวนดินให้ร่วนซุยหลังจากนั้นจึงขุดแต่งให้เป็นรูปแปลง ชูร่องเป็นแปลงปลูกกว้าง 3 เมตร ระหว่างแปลงปลูกจัดเป็นร่องน้ำหรือทางเดินกว้าง 50 ซม. ลึก 15 ซม. เพื่อมีการระบายน้ำเสียได้ดี เมื่อทำแปลงเสร็จให้ใส่อินทรียวัตถุหว่านลงบนแปลงให้ทั่ว แล้วรดน้ำให้เปียก
                การปลูก ขุดหลุมลึก 3-4 เซนติเมตร แล้วนำต้นกล้าบัวบก ปลูกหลุมละ 1 ต้น โดยให้ระยะห่างระหว่างต้นแล้วก็ระยะระหว่างแถว 15 x 15 ซม. ซึ่งก็จะได้บัวบกจำนวนต้นต่อไร่โดยประมาณ 70000-72000 ต้น เมื่อปลูกเสร็จแล้วให้กระทำรดน้ำให้เปียก
                การใส่ปุ๋ย ควรให้ปุ๋ยครั้งแรกภายหลังจากปลูก 15 – 20 วัน โดยให้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 อัตรา 5 กิโลต่อไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งที่สองจะห่างจากการใส่ครั้งแรก 15 – 20 วันโดยกลายเป็นให้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 3 กิโลกรัมต่อไร่ การใส่ปุ๋ยครั้งลำดับที่สามจะห่างจาการใส่ครั้งสอง 15 – 20 วัน โดยเปลี่ยนเป็นใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 ในอัตรา 50  กิโล/ไร่ ครั้งใดก็ตามมีการให้ปุ๋ยเสร็จแล้วต้องรดน้ำให้เปียกแฉะ
                การให้น้ำ สามารถให้น้ำได้ 2 วิธีเป็น ระบบมินิสปริงเกอร์ ซึ่งเปิดให้น้ำยามเช้าแล้วก็เย็น ช่วงละ 10-15 นาที แม้เป็นการใช้สายยางเดินฉีดน้ำให้รดจนกว่าจะเปียกแฉะเพราะใบบัวบกจะเจริญวัยได้ดิบได้ดีเมื่อได้รับความชื้นที่เหมาะสม
ค่าทางโภชนาการใบบัวบก (ใบสด 100 กรัม)
น้ำ                                                           86                                           กรัม
พลังงาน                                 54                                           กิโลแคลอรี่
โปรตีน                                                    1.8                                          กรัม
ไขมัน                                                       0.9                                          กรัม
คาร์โบไฮเดรต                                        9.6                                          กรัม
ใยอาหาร                                                2.6                                          กรัม
เถ้า                                                           1.7                                          กรัม
แคลเซียม                                               146                                         มก.
ฟอสฟอรัส                                              30                                           มก.
เหล็ก                                                       3.9                                          มิลลิกรัม
แอสคอบิด (วิตามิน C)                         15                                           มิลลิกรัม
ไทอะมีน (วิตามิน B1)                           0.24                                        มก.
ไรโบฟลาวิน (วิตามิน B2)    0.09                                        มิลลิกรัม
ไนอะซีน (วืตามิน B3)                           0.8                                          มิลลิกรัม
เบต้า แคโรทีน                                        2,428                                      ไมโครกรัม
วิตามิน A                                               405                                         ไมโครกรัม
คุณประโยชน์ / สรรพคุณ คุณประโยชน์ต่างๆที่ได้รับจากบัวบกที่พวกเราพบเห็นจนกระทั่งคุ้นหน้าก็คือ การนำใบของบัวบกมาทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพรหรือเอามาทำเป็นชาชงรวมไปถึง การนำใบและเถาบัวบกมารับประทานเป็นผักสดกับน้ำพริกกะปิคั่ว หมี่กรอบ ก๋วยเตี๋ยวผัดไทย ลาบ ก้อย แกงเผ็ด ยำใบบัวบก ซุปหน่อไม้ ฯลฯ
แต่ว่าในปัจจุบันมีการนำสิ่งใหม่ใหม่ๆมาแปรรูปให้บัวบก เป็นผลิตภัณฑ์ในแบบต่างๆอีกเยอะมาก อย่างเช่น มีการทำสารสกัดจากใบบัวบกเพื่อนำมาใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับการผลิตเครื่องแต่งตัว ใช้ทำเป็นสิ่งของปิดแผล รวมทั้งเอามาสร้างเป็นสบู่ใบบัวบก ซึ่งผู้สร้างกล่าวว่าช่วยรักษาสิว ทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างขาวใส ผิวหน้าเต่งตึงได้ ทั้งยังยังมีการเอามาผลิตเป็นแคปซูลวางขาย ซึ่งกำหนดถึงคุณประโยชน์ว่าสำหรับการช่วยทำนุบำรุงสมองเป็นหลัก (Brain tonic) ส่วนสรรพคุณทางยาของบัวบกนั้นมีดังนี้ สรรพคุณตามตำรายาไทยใช้บัวบกแก้ไข้ แก้ร้อนใน แก้ช้ำใน ใช้เป็นยาภายนอกรักษาแผล ทำให้แผลหายเร็ว เป็นยาบำรุงและก็ยาอายุวัฒนะ ช่วยสร้างเสริมความจำ ทุเลาลักษณะของการปวดศีรษะ แก้อาการมึนศีรษะ ช่วยทำนุบำรุงหัวใจ ชูกำลัง ทุเลาอาการปวดตามข้อ ตามกล้าม แก้ท้องผูก กระตุ้นระบบขับถ่าย แก้อาการท้องอืด ของกินไม่ย่อย แก้โรคซาง แก้โรคดีซ่านในเด็ก ช่วยบำรุงรักษาตับ และก็ไต แก้โรคตับอักเสบ ช่วยบำรุงรักษาสายตา แก้ตาฟางมัว  เป็นยาขับเลือดเสีย แก้หิวน้ำ ทุเลาอาการไอ ลักษณะของการเจ็บคอ แก้ลักษณะการเจ็บคอ รักษาโรคหลอดลมอักเสบ รักษาอาการโรคหืดหอบ แก้โรคลมชัก ช่วยทุเลาอาการปวดฟัน  รักษาโรคปากเปื่อยยุ่ย ช่วยขับปัสสาวะ แก้โรคนิ่วในระบบฟุตบาทปัสสาวะ ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยขับรอบเดือน กระตุ้นรอบเดือนให้มาปกติ แล้วก็แก้อาการปวดรอบเดือน รักษาฝี ช่วยให้ฝียุบ  ส่วนทางด้านการแพทย์แผนปัจจุบันบอกว่า ข้อมูลจากการวิจัยในคนพบว่าบัวบกมีฤทธิ์รักษาความแตกต่างจากปกติของเส้นเลือดดำ ช่วยทำให้ความวิตกกังวลน้อยลง รักษาแผลที่ผิวหนัง แล้วก็รักษาแผลในทางเดินอาหาร ช่วยเสริมสร้างและกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและก็อีลาสติน มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านการเสื่อมของเซลล์ต่างๆภายในร่างกาย ช่วยบำรุงรักษาประสาทและก็สมองเสมือนใบแปะก๊วย ช่วยเสริมรูปแบบการทำงานของกาบา (GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยรักษาสมดุลของจิตใจ ก็เลยช่วยผ่อนคลายและก็ทำให้หลับง่ายดายมากยิ่งขึ้น  ช่วยกระตุ้นการผลิตเยื่อใหม่ ใบบัวบกมีสารยับยั้งหรือชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้
แก้ไข้ แก้ร้อนใน บอบช้ำใน  จำพวกแคปซูล (รพ.), จำพวกชง(โรงพยาบาล) ประเภทชง กินครั้งละ 2 – 4 กรัม ชงน้ำร้อนราว 120 – 200 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ประเภทแคปซูล  รับประทานทีละ 400 มก. วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร ใช้บัวบกรักษาแมลงกัดต่อย และก็รักษาแผล ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข                  ให้ใช้ใบขยี้ทาแก้แมลงกัดต่อย หรือใช้ส่วนใบสด พอกที่แผลสด วันละ 2 ครั้ง   ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ครีมใบบัวบก  ทำความสะอาดแผลด้วยยาฆ่าเชื้อก่อนทาครีมที่มีสารสกัดจากบัวบกสดร้อยละ 7 โดยน้ำหนัก  ทาบริเวณที่เป็นแผลวันละ 1 – 3 ครั้ง หรือตามแพทย์สั่ง หากใช้แล้วไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ ให้หยุดใช้   ควรจะเก็บครีมใบบัวบกในที่เย็น อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส แก้อาการปัสสาวะขัดข้อง ด้วยการกางใบบัวบกราวๆ 50 กรัม เอามาตำแล้วพอกบริเวณสะดือ เมื่อถ่ายปัสสาวะชำนาญก็ดีค่อยคัดออก  ใช้เป็นยาห้ามเลือด ใส่แผลสด ด้วยการใช้ใบสดราวๆ 20 ใบเอามาล้างให้สะอาด ตำพอกแผลสด  แก้อาการบวมช้ำ ด้วยการกางใบบัวบกมาตีให้แหลกแล้วนำมาโปะรอบๆที่ฟกช้ำ หรือจะใช้ใบบัวบกราว 40 กรัม ต้มกับสุราแดงโดยประมาณ 250 cc. โดยประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วเอามาดื่ม
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย  สารสกัดเอทานอล (2-4) และก็สารสกัดด้วยน้ำร้อน จากส่วนเหนือดิน มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus (2-5), b-Streptococcus group A และ Pseudomonas aeruginosa สารสกัดเฮกเซน สารสกัดไดคลอโรมีเทน สารสกัดเอทิลอะซีเตท สารสกัดอีเทอร์ และสารสกัดเมทานอลจากใบ มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ S. aureus แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ P. aeruginosa        สารสกัดจากส่วนราก ใบรวมทั้งส่วนเหนือดิน แล้วก็น้ำมันหอมระเหยจากบัวบก มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียหลากหลายประเภท อาทิเช่น Bacillus subtilis, Escherichia coli, Proteus vulgaris และก็ Pseudomonas cichorii  มีรายงานว่าอนุพันธ์บางประเภทของ asiaticoside สามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อวัณโรคในหลอดทดสอบ และก็ลดร่องรอยโรคที่มีต้นเหตุมากจากเชื้อวัณโรคในตับ ปอด ปมประสาทของหนูตะเภาที่ทำให้เป็นวัณโรคได้           
ฤทธิ์ลดการอักเสบ สารสกัดเอทานอลจากใบมีฤทธิ์ลดการอักเสบอย่างอ่อนในหนูขาว โดยไปยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี cyclooxygenase-1 ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการสังเคราะห์ prostraglandin สาร saponin ขนาด 1 ไมโครโมล จะลดการอักเสบแล้วก็อาการบวมในหนูถีบจักรที่ถูกรั้งนำให้เกิดอาการบวมที่หูด้วย croton oil ขี้ผึ้ง Madecassol ซึ่งประกอบด้วยสาร asiatic acid, madecassic acid แล้วก็ asiaticoside สามารถลดการอักเสบ เมื่อใช้ทาที่ผิวหนังหนูซึ่งมีการอักเสบจากการฉายรังสี ผงแห้งจากส่วนเหนือดินของบัวบก ให้คนรับประทาน สามารถลดอาการอักเสบได้
ฤทธิ์รักษาแผลสารสกัด 95% เอทานอลจากใบ ขนาด 1 มิลลิลิตร/กก. พบว่าส่งผลเพิ่มการเจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุผิว เพิ่มการสร้างคอลลาเจน เมื่อให้ทางปากและก็ทาที่แผลของหนูขาว สารสกัดจากบัวบก (titrated extract) ซึ่งประกอบด้วยสาร asiatic acid, made cassic acid แล้วหลังจากนั้นก็ asiaticoside มีฤทธิ์รักษาแผลในหนูขาว โดยจะเร่งการผลิต connective tissue เพิ่มปริมาณคอลลาเจน แล้วหลังจากนั้นก็กรด uronic เมื่อนำสารสกัดมาใช้ทาด้านนอกเพื่อรักษาแผลในหนูขาว พบว่าทำให้แผลหายเร็วขึ้น โดยการทำให้มีการกระจายตัวของโรคหนองในรอยแผล และแผลมีขนาดเล็กลง แต่ถ้าหากใช้รับประทานจะไม่เป็นผล  ตอนที่รายงานบางฉบับพบว่า เมื่อให้หนูขาวรับประทานสารสกัดในขนาดวันละ 100 มิลลิกรัม/กก. มีผลในการรักษาแผลโดยทำให้การสร้างผิวหนังชั้นนอกเร็วขึ้น แล้วก็บาดแผลมีขนาดเล็กลง ครีม ขี้ผึ้งและจากนั้นก็เจลที่มีสารสกัดน้ำจากบัวบก 5% เมื่อใช้ทาที่แผลของหนูขาว 3 ครั้ง/วัน นาน 24 วัน พบว่ามีผลเพิ่มการเจริญเติบโตของเยื่อบุผิว เพิ่มการผลิตคอลลาเจนและเพิ่ม tensile strength ซึ่งสูตรที่อยู่ในรูปเจลจะได้ผลดีมากกว่าขี้ผึ้งและครีม
          สาร asiaticoside มีฤทธิ์รักษาแผล รีบการหายของแผลเมื่อทดลองในหนูขาว หนูถีบจักร และในคน เมื่อให้สาร asiaticoside ขนาด 1 มิลลิกรัม/กก. ทางปากแก่หนูตะเภาและก็ใช้ทาที่ผิวหนังในหนูตะเภาธรรมดารวมทั้งหนูขาวที่เป็นเบาหวานซึ่งแผลหายช้า ที่ความเข้มข้น 0.2% และ 0.4% เป็นลำดับ พบว่ามีผลเพิ่ม tensile strength เพิ่มปริมาณของคอลลาเจน และก็ลดขนาดของแผล tincture ที่มี asiaticoside เป็นส่วนประกอบ 89.5% จะรีบการหายของแผล เมื่อใช้ทาที่แผลของหนูตะเภา
          สำหรับเพื่อการทดลองในคน มีพูดว่าครีมที่มีสารสกัดอัลกอฮอล์จากบัวบกเป็นองค์ประกอบ 0.25-1% สามารถช่วยรักษาและก็สร้างผิวหนังในคนชรา ครีมที่มีสารสกัดจากบัวบก 1% สามารถรักษาแผลอักเสบและก็แผลแยกด้านหลังผ่าตัดในคนไข้จำนวน 14 ราย ด้านใน 2-8 อาทิตย์ โดยพบว่าได้ประสิทธิภาพที่ดี 28.6% ผลปานกลาง 28.6% แล้วก็ผลพอใช้ 35.7% ไม่ได้เรื่อง 1 ราย  แล้วก็รักษาแผลเรื้อรังที่เกิดจากอุบัติเหตุ ในคนเจ็บจำนวน 22 ราย ด้านใน 224 ชั่วโมง พบว่าขนาดของแผลจะลดน้อยลง มีแผลหายสนิท 17 ราย ยังไม่หายสนิท 5 ราย  tincture ที่อยู่ในรูป aerosol ซึ่งมี asiaticoside 89.5% เมื่อใช้ฉีดที่แผลของคนเจ็บซึ่งเป็นแผลประเภทต่างๆปริมาณ 20 ราย พบว่าสามารถรักษาแผลหายได้ 16 ราย (64%) แล้วก็ทำให้อาการ 4 ราย (16%) โดยมีลักษณะข้างๆคือ การไหม้ของผิวหนัง (burning sensation)  เมื่อให้คนไข้ที่เป็น post-phlebitic syndrome กินสารสกัด triterpenoid ในขนาด 90 มก./วัน นาน 3 สัปดาห์ พบว่าจะลดการเพิ่มปริมาณของ circulating endothelial cell
ฤทธิ์แก้ปวดสารสกัด 60% เอทานอลจากใบ ขนาด 20 มิลลิกรัม/โล  และก็สารสกัด 95% เอทานอลจากต้น ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม  มีฤทธิ์แก้ปวดในหนูขาวและก็หนูถีบจักร ถึงแม้สารสกัด 50% เอทานอลจากทั้งต้นในขนาด 125 มก./กิโลกรัม ไม่มีฤทธิ์แก้ปวด เมื่อฉีดเข้าท้องหนูถีบจักร
ฤทธิ์ลดไข้  สารสกัด 95% เอทานอลสามารถลดไข้ได้ 1.20F เมื่อฉีดเข้าทางท้องของหนูขาว แต่ถ้าฉีดสารสกัด 50% เอทานอล ขนาด 125 มก./กิโลกรัม เข้าท้องหนูถีบจักรจะไม่ได้ผล  สารสกัดเมทานอลจากส่วนเหนือดินและก็ใบ ขนาด 2 ก./กก. ไม่มีฤทธิ์ลดอุณหภูมิของร่างกาย เมื่อทดลองในหนูถีบจักร
ฤทธิ์ต้านฮีสตามีนสารสกัดใบบัวบกด้วยแอลกอฮอล์ผสมน้ำในอัตราส่วน 1:1 ใช้ทาด้านนอกจะสามารถลดการแพ้ได้ และช่วยทุเลาอาการเจ็บปวด หรืออักเสบเพราะแมลงกัดต่อย
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อราสารสกัดเอทานอลจากอีกทั้งต้น ส่งผลต่อต้านเชื้อราที่กระตุ้นให้เกิดโรคกลาก เป็นต้นว่า Trichophyton mentagrophytes  รวมทั้ง T. rubrum ตอนที่สารสกัดด้วยน้ำร้อน ไม่พบว่าส่งผลต้านทานเชื้อรา 2 จำพวกนี้    ส่วนน้ำมันหอมระเหยจะมีฤทธิ์ขัดขวางเชื้อรา Aspergillus niger, Rhizopus oryzae, Fusarium solani, Candida albicans แล้วหลังจากนั้นก็ Colletotrichum musae
รักษาแผลในกระเพาะจากการทดลองในหนูแรทพบว่า สารสกัดด้วยเอทานอล รวมทั้งสารสกัดด้วยน้ำจากทั้งต้นและก็จากใบ มีฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะในหนูที่ถูกรั้งนำให้กำเนิดแผลในกระเพาะด้วยความเคร่งเครียดรวมถึงกรดเกลือในเอทานอล  โดยจะลดขนาดของแผล เพิ่มจำนวนของเส้นเลือดขนาดเล็กในเยื่อ เพิ่มและจากนั้นก็ผู้กระทำระจายของเซลล์ที่รอบๆแผล  ซึ่งสอดคล้องกับการทดสอบในรับประทานสารสกัดจากบัวบก (Madecassol) พบว่าช่วยรักษาแผลในกระเพาะและไส้ได้
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ     ไม่พบความเป็นพิษของสารสกัดด้วย 50% เอทานอล เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร ขนาด 250 มิลลิกรัม/กก. และก็ฉีดเข้าใต้ผิวหนังหรือให้ทางปากของหนูขาว ขนาด 10 กรัม/กก.  สารสกัด 70% เอทานอลมีค่า LD50 พอๆกับ 675 มก./กิโลกรัม ในหนูขาวเพศผู้ (ไม่เจาะจงวิธีการให้) แต่มีรายงานการแพ้รวมทั้งอักเสบต่อผิวหนังในคน เมื่อใช้ผงแห้ง  สารสกัดที่มีกลัยโคไซด์จากบัวบกจำนวนร้อยละ 2   สารสกัดด้วยน้ำ สารสกัดจากอีกทั้งต้นในความเข้มข้นจำนวนร้อยละ 2 รวมทั้งสารสกัด Madecassol ที่ประกอบด้วย asiatic acid, madecassic acid และก็ asiaticoside ทาภายนอก 
พิษต่อเซลล์ น้ำคั้นจากบัวบกเป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัด 50% เอทานอลเป็นพิษต่อเซลล์ 9KB  สารสกัดเมทานอลและก็สารสกัดอะซีโตน มีความเป็นพิษต่อเซลล์ CA-Ehrich, Dalton’s lymphoma และ L929 แม้กระนั้นไม่เป็นพิษต่อเซลล์ human lymphocyte สารไทรเทอร์ปีนป่ายส์จากอีกทั้งต้น มีความเป็นพิษต่อเซลล์ fibroblast ของคน
 ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์สารสกัดอัลกอฮอล์มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ในแบบที่อยากได้เอนไซม์จากตับกระตุ้นการออกฤทธิ์ต่อเชื้อ Salmonella typhimurium TA98, TA100  โดยมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์แบบ frameshift เท่านั้น ไม่เจอแบบ base-pair substitution สารสกัดน้ำจากส่วนเหนือดิน ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อ S. typhimurium TA98, TA100
พิษต่อระบบสืบพันธุ์ น้ำคั้นจากทั้งต้น ขนาด 0.5 มิลลิลิตร ส่งผลคุมกำเนิดในหนูถีบจักร 55.60% สารสกัดจากบัวบกขนาด 0.2 มล. ฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูถีบจักร พบว่าไม่มีผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน  สาร saponin จากทั้งยังต้น ขนาด 2% ไม่เป็นผลทำลายเชื้อน้ำอสุจิของคน
ก่อให้เกิดอาการแพ้        สารสกัด 30% อีเทอร์ ก่อให้เกิดการระคายเคืองอย่างอ่อนต่อผิวหนังหนูตะเภา  ในคนมีรายงานการแพ้และอักเสบต่อผิวหนัง เมื่อใช้ผงแห้ง  สารสกัดกลัยโคไซด์ 2% สารสกัดน้ำ สารสกัดจากทั้งต้น 2% (ไม่เจาะจงประเภทสารสกัด) และสารสกัด Madecassol ที่มี asiatic acid, madecassic acid และ asiaticoside  oinment ที่มีบัวบกเป็นองค์ประกอบ 1% นำมาซึ่งการก่อให้เกิด acute erythemato-bullous การระคายเคืองต่อผิวหนังกำเนิดได้ทั้งยังการใช้พืชสดหรือแห้ง  อาการระคายเคืองต่อผิวหนังของบัวบกส่งผลค่อนข้างต่ำ
ข้อเสนอแนะ / ข้อพึงระวัง

  • บัวบกไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวการณ์เย็นพร่อง หรือขี้หนาว ท้องขึ้นเสมอๆ
  • ไม่แนะนำให้ใช้ยาที่มีส่วนประกอบของบัวบกในผู้ที่สงสัยว่าป่วยเลือดออกเพราะเหตุว่าอาจบดบังอาการของไข้เลือดออกได้
  • ควรจะระวังการกางใบบัวบกร่วมกับยาที่มีผลต่อตับ ยาขับฉี่ แล้วก็ยาที่มีผลข้างๆทำให้ ง่วงหงาวหาวนอน เพราะเหตุว่าอาจเสริมฤทธิ์กันได้
  • ควรระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีกรรมวิธีการเมแทบอลิซึมผ่าน Cytochrome P450 (CYP 450) เนื่องจากว่าบัวบกมีฤทธิ์ยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี CYP 2C9 และก็ CYP 2C19
  • สำหรับในการทำเป็นสมุนไพรไม่สมควรนำใบบักบกไปตากแดดเพื่อทำให้แห้ง เพราะว่าจะก่อให้สูญเสียตัวยาสมุนไพรซึ่งอยู่ในน้ำมันหอมระเหยได้ โดยให้ตากลมตากไว้ภายในที่ร่มอากาศถ่ายเทได้สะดวก เมื่อแห้งแล้ว ให้นำมาใส่ขวดปิดฝาให้สนิทคุ้มครองป้องกันความชื้น
  • การรับประทานบัวบกในปริมาณที่มากเหลือเกิน จะก่อให้ธาตุในร่างกายเสียสมดุลได้ ด้วยเหตุว่าเป็นยาเย็นจัด แม้กระนั้นหากรับประทานในขนาดที่พอดีแล้วจะไม่มีโทษต่อสภาพร่างกายและได้ประโยชน์สูงสุด
เอกสารอ้างอิง

  • อารีรัตน์ ลออปักษา สุรัตนา อำนวยผล วิเชียร จงบุญประเสริฐ. การศึกษาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ (ตอนที่ 1).  ไทยเภสัชสาร 2531;13(1):23-35.
  • จันทรพร ทองเอกแก้ว, 2556, บัวบก : สมุนไพรมากคุณประโยชน์.
  • พิมพร ลีลาพรพิสิฐ สุมาลี พฤกษากร ไชยวัฒน์ ไชยสุต และคณะ. การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางรักษาสิวจากน้ำหมักชีวภาพที่ได้จากพืชไทย.  การประชุมวิชาการประจำปีการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือกแห่งชาติ ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 3, 30 สิงหาคม-3 กันยายน, นนทบุรี, หน้า 40.   
  • บัวบก.สมุนไพรที่มีการใช้ในสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Chen YJ, Dai YS, Chen BF, et al. The effect of tetradrine and extracts of Centella asiatica on acute radiation dermatitis in rats.  Biol Pharm Bull 1999;22(7):703-6.
  • บักบก/ใบบัวบก (Gotu kola) ประโยชน์และสรรพคุณใบบัวบก.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรกรไทย
  • วีระสิงห์ เมืองมั่น.  รายงานผลการวิจัยเรื่องการใช้ครีมบัวบกรักษาแผลอักเสบ.  การประชุมโครงการการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาตำรับยาสมุนไพรที่ใช้ในโรงพยาบาล, กรุงเทพฯ, 30 พค. 2526.
  • กองโภชนาการ กรมอนามัย, 2544, ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย. http://www.disthai.com/
  • บัวบก.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • นันทวัน บุณยะประภัศร และอรนุช โชคชัยเจริญพร,2547, สมุนไพรไม้พื้นบ้าน(2).
  • Dabral PK, Sharma RK.  Evaluation of the role of rumalaya and geriforte in chronic arthritis-a preliminary study.  Probe 1983;22(2):120-7.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์ ชนิพรรณ บุตรยี่. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสมุนไพรไทยในรูปของยาตำรับ  สามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขและสมุนไพรบางชนิด โดยวิธีเอมส์เทสต์.  การประชุมวิชาการ  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 3, 3-4 สิงหาคม 2533:47-9.
  • Maquart FX, Chastang F, Simeon A, Birembaut P, Gillery P, Wegrowski Y. Triterpenes from Centella asiatica  stimulate extracellular matrix accumul

2

โรคไข้หวัด (Common cold)
หวัด เป็นยังไง โรคหวัด หรือหวัด ในที่นี้ คือ โรคไข้หวัดปกติ (Common cold) ไม่ใช่โรคไข้หวัดใหญ่ หรือ ฟลู (Influenza หรือ Flu)   โรคไข้หวัด เป็น โรคที่เกิดขึ้นจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสรอบๆทางเท้าหายใจส่วนต้น ตัวอย่างเช่น จมูก คอ ไซนัส และกล่องเสียง โดยเชื้อที่ก่อเกิดไข้หวัดมักเป็นเชื้อไวรัสประเภทไม่รุนแรง และสามารถหายได้ด้านใน 1-2 อาทิตย์ โรคหวัดเป็นโรคติดโรคยอดฮิตมักพบมาก ทั้งยังในคนแก่รวมทั้งเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กในวัยเยาว์ ซึ่งพบบ่อยเป็นหวัดได้หลายครั้งถึงปีละ 6-8 ครั้ง เพราะเด็กมีภูมิคุ้มกันต้านโรคต่ำลงยิ่งกว่าผู้ใหญ่ จึงได้โอกาสเป็นหวัดได้บ่อยมากกว่าคนแก่มากมาย รวมทั้งโรคหวัดยังเป็นโรคเกิดได้ตลอดปี แต่มักพบในฤดูฝนรวมทั้งฤดูหนาว โรคหวัดถือว่าเป็นโรคที่เป็นแล้วสามารถหายเองได้ โดยไม่จำเป็นจำต้องใช้ยาอะไรพิเศษ ซึ่งยาที่จำเป็นมีเพียงพาราเซตามอล ที่ใช้สำหรับลดไข้ แก้ปวด เฉพาะเมื่อมีไข้สูงหรือปวดหัว
จุดบกพร่องในปัจจุบันเป็น มีการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็นอย่างมากเกินไป ซึ่งมิได้คุณประโยชน์ ด้วยเหตุว่าไม่ได้มีส่วนทำลายเชื้อไวรัสหวัดที่เป็นต้นเหตุยังอาจจะทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยาง่าย แพ้ยาง่าย แล้วก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอตามมาได้  โดยเหตุนี้ จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้แนวทางดูแลไข้หวัดด้วยตัวเองรวมทั้งปลอดภัย
ที่มาของหวัด ต้นเหตุส่วนมากของการเป็นโรคหวัดมีต้นเหตุจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสก่อโรค ร่วมกับสภาวะที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่ำลง ยกตัวอย่างเช่น เครียด พักไม่พอ ส่วนเชื้อที่เป็นสาเหตุ : มีเหตุมาจาก “เชื้อโรคหวัด” ที่มีอยู่มากยิ่งกว่า 200 จำพวกจากกลุ่มเชื้อไวรัสปริมาณ 8 กลุ่มร่วมกัน โดยกรุ๊ปไวรัสที่สำคัญ เช่น กรุ๊ปเชื้อไวรัสไรโน (Rhinovirus) ซึ่งมีมากกว่า 100 จำพวก พบได้ทั่วไปที่สุดประมาณ 30-50% ยิ่งกว่านั้นก็มีกลุ่มเชื้อไวรัสวัวโรทุ่งนา (Coronavirus) ที่พบได้โดยประมาณ 10-15%,แล้วก็กรุ๊ปไวรัสอะดีโน (Adenovirus) เป็นต้น
                ซึ่งการเกิดโรคขึ้นแต่ละครั้งจะมีเหตุมาจากเชื้อไวรัสหวัดเพียงแค่ชนิดเดียว เมื่อเป็นแล้วร่างกายก็จะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสหวัดประเภทนั้น สำหรับเพื่อการเจ็บป่วยหวัดครั้งใหม่ก็จะมีต้นเหตุจากเชื้อไวรัสหวัดจำพวกใหม่ที่ร่างกายยังไม่เคยติดเข้ามา หมุนวนแบบนี้ไปเรื่อยๆด้วยเหตุผลดังกล่าว คนเราจึงจับไข้หวัดได้บ่อยมาก เด็กเล็กที่ยังไม่ค่อยได้ติดโรคหวัดมาก่อน ก็อาจเป็นไข้หวัดจำเจได้ รวมทั้งบางทีอาจป่วยหวัดได้บ่อยครั้งถึงเดือนละ 1-2 ครั้ง หรือทุกอาทิตย์
อาการโรคหวัด โดยปกติมักมีอาการไม่รุนแรง จับไข้ไม่สูง ปวดเหมื่อยตามเนื้อตามตัวเป็นช่วงปวดหนักศีรษะน้อย หมดแรงเล็กน้อย อาจมีอาการคอแห้ง แสบคอหรือเจ็บคอนิดหน่อยนำมาก่อน ถัดมาจะมีน้ำมูกไหลใสๆคัดจมูก ไอแห้งๆหรือไอมีเสลดเล็กน้อย ลักษณะใสหรือขาวๆคนไข้จำนวนมาก เดินเหิน ทำงานได้ รวมทั้งจะทานอาหารได้ ในเด็กตัวเล็กๆ อาจมีไข้สูงเฉียบพลัน ตัวร้อนเป็นช่วงๆเวลาไข้ขึ้นบางทีอาจซึมเล็กน้อย เวลาไข้ลง (ตัวเย็น) ก็จะวิ่งเล่นหรือหน้าตาแจ่มใสเหมือนเคย ต่อมาจะมีน้ำมูกใส ไอนิดหน่อย ในคนแก่ บางทีอาจไม่มีไข้ มีเพียงอาการเจ็บคอบางส่วน น้ำมูกใส ไอน้อย ในเด็กแรกเกิดอาจมีอาการคลื่นไส้ หรือท้องเสีย ร่วมด้วย ลักษณะของการมีไข้มักเป็นอยู่นาน 48-96 ชั่วโมง (2-4 วันเต็มๆ) และดีขึ้นได้เอง
                อาการน้ำมูกไหลจะเป็นมากอยู่ 2-3 วัน ส่วนอาการไอ บางทีอาจไอนานเป็นสัปดาห์ หรือบางรายอาจไอนานเป็นนานเป็นเดือนๆ ภายหลังอาการอื่นๆหายก็ดีแล้ว
ในรายที่การตำหนิดเชื้อแบคทีเรียสอดแทรก ผู้ป่วยจะจับไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 1 วัน หรือไอมีเสลดสีเหลืองหรือเขียวทุกคราว
ทั้งนี้ลักษณะของการมีไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ จะค่อนข้างจะคล้ายคลึงกัน อาจงงมากได้ แต่ผู้ป่วยแล้วก็ผู้ดูแลสามารถพิจารณาความไม่เหมือนได้ตามตารางนี้




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมแพ้




ไข้


ไข้ต่ำๆหรือไม่มี


มักมีไข้สูง อาจสูงถึง 40
องศาเซลเซียส


ไม่มีไข้




ปวดหัว


ไม่ค่อยพบ


พบได้ปกติ


ไม่พบ




ปวดเมื่อย
กล้ามเนื้อ
อ่อนเพลีย


อาจมีอาการเล็กน้อย


พบได้บ่อยและอาการรุนแรง


ไม่พบ (อาจอ่อนเพลียหากพักผ่อนน้อย)




น้ำมูกไหล คัดจมูก


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




จาม


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




เจ็บคอ


พบได้บ่อย


อาจพบได้บางครั้ง


อาจพบได้บางครั้ง




ไอ


พบได้บ่อย


พบได้บ่อย และมีความรุนแรงมากกว่า


อาจพบได้บางครั้ง




เจ็บหน้าอก


อาบพบได้แต่อาการไม่รุนแรง


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ(ยกเว้นเป็นโรคหอบหืด)




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมิแพ้




สาเหตุการเกิด


เกิดจากไวรัส
(Rhinoviruses เป็นสาเหตุหลักประมาณ 30-50%)


เกิดจากไวรัส (influenza virus type A and B)


เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น อากาศเย็น/ร้อน ละอองเกสร




การดูและการรักษา


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอากาต่างๆ เช่น ยาแก้คัดจมูก หรือยาลดไข้
-มักดีขึ้นและหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอบ (แต่ไม่ควรใช้ยากลุ่ม NSAIDs กรณีสงสัยไข้เลือดออกด้วย)
-หากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และอาจต้องได้รับยาต้านไวรัสตลอดจนการรักษาให้ถูกต้อง


-หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ เช่นหลีกเลี่ยงฝุ่นอากาศเย็น
-ใช้ยาบรรเทาอาการเช่นยาแก้แพ้ ยาแก้คัดจมูก
-หากรุนแรงควรพบแพทยืเพื่อพิจารณาใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูก




การป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ไม่มีวัคซีนป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่


หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้




แล้วก็ในระหว่างที่มีอาการป่วยด้วยไข้หวัด ผู้ป่วยหรือผู้ดูแล (ในเด็กตัวเล็กๆ) ควรติดตามอาการอย่างใกล้ชิด รวมทั้งควรรีบไปพบแพทย์ในทันทีถ้าหากมีอาการดังนี้
ผู้ใหญ่
           ไข้สูงเกินกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ต่อเนื่องกันเกิน 5 วันขึ้นไป
           กลับมามีไข้ซ้ำหลังจากลักษณะของการมีไข้หายแล้ว
           หายใจหอบเมื่อยล้า และก็หายใจมีเสียงกรีดร้อง
           เจ็บคออย่างหนัก ปวดศีรษะ หรือมีลักษณะอาการปวดรอบๆไซนัส
เด็ก
           เป็นไข้สูงขึ้นยิ่งกว่า 38 องศาเซลเซียส ในทารก-12 อาทิตย์
           มีลักษณะอาการไข้สูงต่อเนื่องกันมากกว่า 2 วัน
           อาการต่างๆของไข้หวัดรุนแรงมากขึ้น หรือรักษาแล้วอาการแย่ลง
           มีอาการปวดหัว หรือไออย่างหนัก
           หายใจมีเสียงหวีดร้อง
           เด็กมีลักษณะงอแงอย่างหนัก
           อยากนอนมากไม่ปกติ
           ความอยากอาหารลดน้อยลง ไม่รับประทานอาหาร
ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดโรคไข้หวัด ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงดังนี้ มักป่วยหวัดได้ง่ายกว่าคนธรรมดา เป็นต้นว่า

  • อายุ เด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี มีการเสี่ยงมีอาการป่วยเป็นหวัดสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่จะต้องอยู่ในสถานที่รับเลี้ยงเด็ก หรือเนอสเซอรี่
  • ภูมิต้านทานอ่อนแอ ผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือมีภาวการณ์สุขภาพที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอมีทิศทางที่จะป่วยด้วยไข้หวัดได้ง่ายดายเสียยิ่งกว่าปกติ
  • ระยะเวลา โดยส่วนมากแล้วไม่ว่าจะเด็ก หรือผู้ใหญ่มักจะจับไข้หวัดได้ง่ายในฤดูฝน และหรือฤดูหนาว
  • ดูดบุหรี่ คนที่สูบบุหรี่มีแนวโน้มจะป่วยด้วยหวัดได้ง่าย และถ้าหากเป็นก็จะอาการรุนแรงกว่าปกติอีกด้วย
  • อยู่ในที่ที่ผู้คนคนเยอะแออัดคับแคบ สถานที่ที่มีคนคับคั่ง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการต่อว่าดเชื้อไวรัสโรคไข้หวัดได้ง่าย
  • คนที่จะต้องดูแลคนป่วยโรคไข้หวัด ซึ่งกรุ๊ปบุคคลกลุ่มนี้จะต้องสัมผัสกับสารคัดหลั่งของคนไข้น้ำลาย น้ำมูก หรือละอองน้ำมูก น้ำลาย จากลมหายใจของผู้ป่วย

    วิธีการรักษาโรคหวัด โดยปกติผู้ป่วย (ผู้ใหญ่) สามารถวินิจฉัยโรคหวัดเองได้ จากอาการที่แสดง แม้กระนั้นหากคนป่วยไปพบแพทย์ หมอจะวินิจฉัยโรคหวัดได้จากอาการที่แสดง ประวัติการระบาดของโรค ฤดู รวมทั้งจากการตรวจร่างกาย ดังเช่น ลักษณะของการมีไข้ มีน้ำมูก เยื่อจมูกบวมและก็แดง คอแดงเล็กน้อย ส่วนในเด็กอาจพบทอนซิลโต แต่ไม่แดงมาก และไม่มีหนอง แต่ว่าในผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะอาการร้ายแรง อย่างเช่น ไข้สูง หมออาจมีการวิเคราะห์เลือดซีบีซี (CBC) เพื่อแยกว่าเป็นการติดโรคไวรัสหรือติดโรคแบคทีเรีย และอาจมีการตรวจสืบค้นอื่นๆเพิ่มตามดุลพินิจของแพทย์ ได้แก่ การพิสูจน์เลือดดูค่าเกล็ดเลือดเพื่อแยกจากโรคไข้เลือดออก ฯลฯ
             เนื่องด้วยหวัดมีเหตุมาจากเชื้อไวรัส ก็เลยไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพียงให้การรักษาไปตามอาการเท่านั้น ซึ่งการแก้ไขอาการที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นหมอจะจ่ายยาที่เป็น ยาสามัญประจำบ้านเพื่อทุเลาอาการก่อน ดังเช่นว่าพาราเซตามอล (paracetamol) สำหรับลดไข้ คลอเฟนนิรามีน (chlorpheniramine) สำหรับลดน้ำมูก รวมทั้งจะแนะนำให้พักให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นเพื่อละลายเสมหะ การกินน้ำมากๆแล้วก็การเช็ดตัวจะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้
           โดยทั่วไปยาที่ใช้เมื่อเป็นหวัดจะเป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาตามอาการ เนื่องมาจากไม่มีการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัสก่อโรคโดยตรง แล้วก็เมื่ออาการรวมทั้งสามารถหยุดใช้ยาได้ ยาที่นิยมใช้ทั่วๆไปเมื่อเป็นหวัดมีดังนี้

  • ยาลดไข้ โดยทั่วไปยาที่นิยมสำหรับลดไข้ คือ paracetamol สำหรับคนแก่ กินยาขนาด 500 mg ต่อเม็ด ปริมาณ 1-2 เม็ด สามารถกินซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ใช้ไม่เกิน 8 เม็ดต่อวัน และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 5 วัน ด้วยเหตุว่ามีโอกาสกำเนิดพิษต่อตับ สำหรับเด็กควรจะมีการปรับปริมาณยาตามน้ำหนักตัว ด้วยเหตุนั้นควรถามข้อมูลอื่นๆจากแพทย์หรือเภสัชกร ยาอีกกรุ๊ปที่ได้รับความนิยมสำหรับการใช้ลดไข้หมายถึงยากลุ่มต้านทานการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti Inflammatory Drugs:-NSAIDs) อาทิเช่นแอสไพริน (aspirin), ibuprofen ซึ่งการใช้ยาในกรุ๊ปข้างหลังนี้ให้ผลสำหรับการลดไข้ได้อย่างเร็ว แต่มีข้อควรพิจารณาในการใช้สำหรับลดไข้ในกรณีของโรคไข้เลือดออก แต่ว่าในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี องค์กรอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าไม่ให้ใช้ยาแอสไพริน
  • ยาลดน้ำมูกแก้คัดจมูก


ในกรุ๊ปของยาลดน้ำมูกนั้น สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กลุ่ม เป็นยาแก้คัดจมูก ออกฤทธิ์โดยการยุบเส้นเลือด ทำให้อาการคัดจมูกลดน้อยลง แบ่งเป็น

  • สำหรับกิน ตัวอย่างเช่น phenylephrine, pseudoephedrine (pseudoephedrine รับได้จากสถานพยาบาลเพียงแค่นั้น ไม่มีขายตามร้านค้ายา)
  • สำหรับหยดหรือพ่นรูจมูก ดังเช่น oxymetazoline ซึ่งก่อนใช้จำต้องสั่งขี้มูกออกก่อน


ยาลดน้ำมูก ออกฤทธิ์โดยการขัดขวางผลของฮีสตามีน (histamine) ซึ่งส่งผลทำให้การหลั่งน้ำมูกลดน้อยลง แต่ว่าจะได้ผลน้อยกับอาการคัดจมูก สามารถแบ่งย่อย เป็น 2 กลุ่มคือ

  • ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่ทำให้มีการเกิดอาการง่วงซึม อาทิเช่น chlorpheniramine, brompheniramine, hydroxyzine, cyproheptadine เป็นต้น ยากลุ่มนี้จะลดปริมาณสารคัดเลือกหลั่งในระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูก เสลด แต่ว่าจะมีผลให้เกิดอาการง่วงซึมได้ เนื่องจากมีฤทธิ์กดระบบประสาท แม้กระนั้น ยาในกลุ่มนี้สามารถคุมอาการได้ดีมากว่าเมื่อเทียบกับยาในกลุ่มที่ไม่ทำให้ง่วงซึม แม้คนเจ็บใช้ยาในกลุ่มนี้ควรจะเลี่ยงการขับรถยนต์แล้วก็การทำงานที่เกี่ยวกับเครื่องจักร และก็อาจถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการพักผ่อน
  • ยาลดน้ำมูกกรุ๊ปที่ไม่นำมาซึ่งอาการง่วงซึม เช่น cetirizine, loratadine, desloratadine, fexofenadine ฯลฯ ซึ่งข้อดีของยาในกลุ่มนี้ก็คือ ไม่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม หรืออาจมีอาการง่วงซึมได้บ้างน้อย ดังนั้นก็เลยนิยมใช้ยาในกลุ่มนี้ในผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ด้วย
  • ยาบรรเทาอาการไอ ในกลุ่มของยาบรรเทาอาการไอ ก็สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กลุ่มเช่นกัน คือ
  • ยาสำหรับอาการไอมีเสมหะ โดยที่มาของอาการไอประเภทนี้ ด้วยเหตุว่ามีเสลดเป็นตัวกระตุ้นทำให้มีการเกิดการไอ ดังนั้นจะต้องใช้ยารักษาที่ตัวการซึ่งหมายถึง การทำให้เสลดเหลวหรือขับออกได้ง่ายขึ้น ยาละลายเสมหะ ยกตัวอย่างเช่น acetylcysteine, carbocysteine, bromhexine, ambroxol เป็นต้น ยาขับเสมหะ ดังเช่น glyceryl guaiacolate (guaifenesin) ฯลฯ ซึ่งการใช้ยากลุ่มนี้อาจจะส่งผลให้ผู้เจ็บป่วยมีอาการไอเยอะขึ้นในระยะแรก เพื่อนำเสมหะออกจากฟุตบาทหายใจ แต่หลังจากนั้นอาการไอจะลดน้อยลงเป็นลำดับ
  • ยาสำหรับอาการไอที่ไม่มีเสมหะ หรือ ไอแห้ง ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนที่ก่อให้เกิดการไอ ซึ่งการกดระบบประสาทนั้นอาจก่อให้เพศผู้ป่วยง่วงซึมได้ ถ้าผู้ป่วยใช้ยาในกลุ่มนี้จำเป็นต้องหลบหลีกการขับรถยนต์รวมทั้งการทำงานที่เกี่ยวเนื่องกับเครื่องจักร ยาที่ออกฤทธิ์กดการไอตัวอย่างเช่น dextromethorphan, codeine, brown mixture เป็นต้น


ด้วยเหตุดังกล่าวก็เลยต้องหาต้นเหตุของการไอ รวมทั้งปรับแต่งให้ตรงจุด ถ้าหากคนเจ็บใช้ยาแก้ไอผิดกับสิ่งที่ทำให้เกิดอาการไอที่เป็นอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ใช้ยากดการไอในกรณีที่การไอเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเสมหะ เว้นเสียแต่เสมหะจะขวางทางเท้าหายใจแล้ว ร่างกายก็ยังไม่สามารถขับเสมหะออกโดยการไอได้อีกด้วย

  • ยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้เบื้องต้น (ในเรื่องที่พบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรก ตัวอย่างเช่น จับไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 4 ชั่วโมง
  • ยากลุ่มแพนิสิลิน (penicillins) ยกตัวอย่างเช่น amoxicillin ซึ่งส่วนประกอบของยาตัวนี้ทนประมือดในทางเดินอาหาร สามารถรับประทานหลังรับประทานอาหารได้
  • ยากลุ่มแมคโครไลด์ (macrolides) ตัวอย่างเช่น erythromycin, roxithromycin ด้วยเหตุว่าองค์ประกอบของยาในกลุ่มนี้จำนวนมากไม่ทนประมือดในทางเดินของกิน จำเป็นต้องกินก่อนกินอาหาร ยกเว้น erythromycin estolate และ erythromycin ethylsuccinate ที่มีการปรับเปลี่ยนส่วนประกอบของยาแล้ว ทำให้สามารถกินหลังรับประทานอาหารได้


แต่ว่าการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่สม่ำเสมอ และไม่ครบตามจำนวนที่กำหนด นอกเหนือจากคนป่วยจะไม่หายจากอาการที่เป็นอยู่ ยังเป็นการผลักดันให้กำเนิดปัญหาเชื้อดื้อยา รวมทั้งบางทีอาจไม่มียาปฏิชีวนะสำหรับรักษาลักษณะของผู้ป่วยในอนาคต
การติดต่อของโรคไข้หวัด โรคหวัดเป็นโรคติดต่อในระบบทางเท้าหายใจ โดยเชื้อหวัดมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย รวมทั้งเสมหะของคนเจ็บ ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่คนเจ็บไอหรือจามรด ข้างในระยะไม่เกิน 1 เมตร
นอกเหนือจากนั้น เชื้อหวัดยังบางทีอาจติดต่อโดยการสัมผัส กล่าวคือ เชื้อหวัดบางทีอาจติดที่มือของคนเจ็บ ข้าวของ ของใช้ ได้แก่ ผ้าที่มีไว้เพื่อเช็ดหน้า ผ้าที่มีไว้เช็ดตัว แก้วน้ำ จาน จานชาม ของเด็กเล่น หนังสือ โทรศัพท์ หรือสภาพแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ เมื่อคนปกติสัมผัสถูกมือของคนป่วย สิ่งของเครื่องใช้หรือสภาพแวดล้อมที่แปดเปื้อนเชื้อหวัด เชื้อหวัดก็จะติดมือของคนคนนั้น รวมทั้งเมื่อเผลอใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะจมูก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายของคนคนนั้น กระทั่งแปลงเป็นหวัดได้  ส่วนระยะฟักตัวของโรค (ตั้งแต่คนป่วยรับเชื้อเข้าไปจวบจนกระทั่งแสดงอาการ) : ราวๆ 1-3 วัน โดยเฉลี่ย และมักมีอาการร้ายแรงที่สุดในตอน 2-3 วันหน้าเริ่มมีลักษณะ

การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคหวัด ข้อเสนอแนะการกระทำตัวของผู้เจ็บป่วยมีดังนี้


  • พักมากๆห้ามทนทุกข์งานหนักหรือออกกำลังกายมากเกินไป
  • สวมใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น อย่าถูกฝนหรือถูกอากาศเย็นจัด รวมทั้งอย่าอาบน้ำเย็น
  • กินน้ำมากๆเพื่อช่วยลดไข้ รวมทั้งชดเชยน้ำที่เสียไปเพราะไข้สูง
  • ควรรับประทานอาหารอ่อน น้ำข้าว น้ำหวาน น้ำส้ม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำ (ควรใช้น้ำอุ่น หรือน้ำก๊อกธรรมดา อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลามีไข้สูง
  • ถ้าหากมีไข้สูง ให้พาราเซตามอล (คนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ควรหลบหลีกการใช้แอสไพริน เนื่องจากบางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้) ควรจะให้ยาลดไข้เป็นบางครั้งเฉพาะเวลาเป็นไข้สูง ถ้าหากจับไข้ต่ำๆ หรือไข้พอทนได้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรับประทาน
  • ถ้าหากมีลักษณะน้ำมูกไหลมากจนสร้างความอารมณ์เสีย ให้ยาแก้แพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน ใน 2-3 วันแรก เมื่อดีขึ้นกว่าเดิมแล้วควรจะหยุดยา หรือกรณีที่มีลักษณะไม่มากมาย ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องให้ยานี้
  • ถ้ามีลักษณะอาการไอ จิบน้ำอุ่นมากๆหรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว (น้ำผึ้ง 4 ส่วน น้ำมะนาว 1 ส่วน) ถ้าไอมากมายลักษณะไอแห้งๆไม่มีเสลดควร ให้ยาแก้ไอ
  • ถ้ามีลักษณะหอบ หรือนับการหายใจได้เร็วกว่าปกติ (เด็กอายุ 0-2 เดือนหายใจมากกว่า 60 ครั้ง/นาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ขวบหายใจมากยิ่งกว่า 50 ครั้ง/นาที อายุ 1-5 ขวบหายใจมากกว่า 40 ครั้ง/นาที) หรือมีไข้นานเกิน 7 วัน ควรจะส่งโรงหมออย่างรวดเร็ว อาจเป็นปอดอักเสบหรือภาวการณ์ร้ายแรงอื่นๆได้ อาจจำต้องเอกซเรย์ ตรวจเลือด ตรวจเสลด ฯลฯ
  • ถ้ามีอาการเจ็บคอมาก ไข้สูงตลอดระยะเวลา ซึม ไม่อยากกินอาหารมาก ปวดเมื่อยมากมาย ปวดหู หูอื้อ หรือสงสัยไข้หวัดใหญ่ หรือหวัดนก (มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยไข้หรือตายด้านใน 7 วัน หรืออยู่ภายในเขตพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้หวัดนกด้านใน 14 วัน) หรือเป็นไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 1 วัน ควรไปพบหมอโดยด่วน


การคุ้มครองตนเองจากโรคไข้หวัด รักษาสุขลักษณะฐานราก เพื่อมีสุขภาพด้านร่างกายแข็งแรง ทานอาหารมีประโยชน์ห้ากลุ่มทุกเมื่อเชื่อวัน เพื่อให้มีสุขภาพที่เกี่ยวข้องทางร่างกายแข็งแรง ดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละขั้นต่ำ 6-8 แก้วเมื่อไม่มีโรคจะต้องจำกัดน้ำกิน พักผ่อนให้เพียงพอเป็นประจำ ไม่ไปในที่คับแคบ ตัวอย่างเช่น ศูนย์การค้า ในช่วงที่มีการระบาดของหวัดรู้จักใช้หน้ากากอนามัยเมื่อจำต้องไปในย่านที่มีคนพลุวุ่นวายหรือไปโรงพยาบาล  รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงไม่ควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินไป โดยยิ่งไปกว่านั้นในช่วงเวลาที่มีอากาศเย็น  อย่าใกล้หรือนอนรวมกับผู้เจ็บป่วย หากจำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ควรจะใส่หน้ากากอนามัยรวมทั้งหมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่  อย่าใช้สิ่งของเครื่องใช้ (เช่น ผ้าที่มีไว้เพื่อเช็ดหน้า ผ้าที่มีไว้สำหรับเช็ดตัว แก้วน้ำ โทรศัพท์ ของเล่น ฯลฯ) ร่วมกับคนไข้ รวมทั้งควรหลบหลีกการสัมผัสมือผู้ป่วย
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครอง/รักษาโรคหวัด

  • ฟ้าทะลายมิจฉาชีพ สารสำคัญสำหรับในการออกฤทธิ์ คือ Andrographolide มีฤทธิ์รักษาอาการไอ เจ็บคอ คุ้มครองและทุเลาหวัด จากการศึกษาเล่าเรียนการใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพเพื่อรักษาลักษณะของการมีไข้และก็เจ็บคอเปรียบเทียบกับยาลดไข้พาราเซตามอล พบว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายโจรขนาด 6 กรัมต่อวัน จะมีลักษณะไข้รวมทั้งการเจ็บคอลดลงในวันที่ 3 ซึ่งดีมากยิ่งกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายขโมย 3 กรัม/วัน หรือได้รับพาราเซตามอล  ในการศึกษาเรียนรู้เทียบการใช้ฟ้าทะลายขโมยเพื่อคุ้มครองปกป้องหวัด ซึ่งทำในช่วงฤดูหนาว โดยให้เด็กนักเรียนรับประทานยาเม็ดฟ้าทะลายโจรแห้ง ขนาด 200 มก./วัน ภายหลัง 3 เดือนของการทดลองพบว่าอุบัติการณ์การเป็นหวัดในกลุ่มที่ได้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม โดยอัตราการเป็นหวัดในกลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรเท่ากับจำนวนร้อยละ 20 ในขณะกลุ่มควบคุมมีอัตราการเป็นหวัดเท่ากับร้อยละ 62  บางทีอาจสรุปได้ว่าฟ้าทะลายมิจฉาชีพให้ผลคุ้มครองป้องกันของยา พอๆกับจำนวนร้อยละ 33


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายขโมยแห้ง 250 มก. และก็ 500 มิลลิกรัม
o             บรรเทาอาการเจ็บคอ รับประทานวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารแล้วก็ก่อนนอน
o             ทุเลาอาการหวัด กินวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารรวมทั้งก่อนนอน

  • กระเทียม มีฤทธิ์สำหรับการฆ่าเชื้อโรคเชื้อไวรัส เชื้อรา ลดอาการภูมิแพ้ มีฤทธิ์เหมือนแอสไพริน จึงทำให้ไข้ลด รวมทั้งยังปกป้องการจับไข้หวัดได้
  • ใบกระเพรา ใบกระเพราช่วยขับเสมหะ ทำให้จมูกโล่งเตียน ฆ่าเชื้อโรคในทางเดินหายใจ
  • ชา ใบชามีสารโพลีฟีนนอล เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการตำหนิดเชื้อ ทำใหเยื้อบุโพรงจมูกชุ่มชื้น หายใจสะดวก
  • ขิง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน มีกลิ่นเฉพาะบุคคล สามารถช่วยลดอาการหวัด แก้ไอ ทำให้หายใจโล่งขึ้น ขับเหงื่อ
  • กระเจี๊ยบ อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง พบสารแอนโธไซยานินในกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส ลดการตำหนิเชื้อ
เอกสารอ้างอิง

  • รับมือโรคหวัดอย่างไรให้เหมาะสม.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาสรีรวิทยา.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “ไข้หวัด (Common cold/Upper respiratory tract infection/URI)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 389-392.
  • ฟ้าทะลายโจร.(ฉบับประชาชน).หน่วยปริการฐานข้อมูลสมุนไพร.สำนักงานสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J.(2001). Harrrison’s:Principles of internal medicine. New York. McGraw-Hill.
  • ผศ.ภก.ธีรวิชญ์ อัชฌาศัย.ไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือแพ้อากาศ เป็นอะไรกันแน่? .บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • ไข้หวัด-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้หวัด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่389.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กันยายน.2554
  • Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information Handbook, 20th ed. Hudson, Ohio, Lexi-Comp, Inc.;


3

โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี (Respiratory Syncytial virus infection)
โรคอาร์เอสวี เป็นยังไง โรคอาร์เอสวี หรือโรคไวรัสอาร์เอสวี หรือ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี(Respiratory syncytial virus infection ย่อว่า RSV infection) เป็นโรคติดโรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อไวรัสชื่อ Respiratory syncytial virus ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ส่งผลให้เกิดอาการต่างๆในระบบทางเท้าหายใจ ทำให้ร่างกายผลิตสารคัดหลั่งจำนวนไม่น้อย อาทิเช่น เสลด ฯลฯ เชื้อไวรัสนี้แพร่กระจายผ่านการไอหรือจาม โดยคนไข้มักจะมีลักษณะอาการเบื้องต้นเหมือนเป็นหวัด คือ ปวดศีรษะ มีไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล
                ในการติดโรคเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV, Respiratory Syncytial Virus) จะเจอการต่อว่าดเชื้อได้ตลอดทั้งปี ซึ่งโรคนี้จัดเป็นโรคติดเชื้อทางเท้าหายใจข้างล่างในเด็กเล็กที่พบได้มากที่สุดโรคหนึ่ง โดยมีการคาดการณ์ว่าในเด็กอายุสองขวบทุกคนจะต้องเคยติดเชื้อจำพวกนี้ขั้นต่ำ 1 ครั้ง  ที่จริงแล้วเชื้อไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้ทางเท้าหายใจอักเสบในคนเจ็บทุกช่วงอายุ แต่มักจะพบได้ทั่วไปในเด็กเล็ก
                ดังนี้ เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory syncytial virus :RSV) พบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ 1955(พุทธศักราช2498) ในลิงชิมแปนซีที่ป่วยด้วยอาการหวัดฝูง ทำให้มีชื่อเรียกว่า Chimpanzee Coryza Agent (CCA) ก่อนจุพบว่าสามารถติดต่อไปสู่คนได้ โดยสามารถแยกเชื้อได้จากเด็กตัวเล็กๆอายุต่ำกว่า 1 ปีที่มีลักษณะปอดบวมและก็เมื่อต้นปี พ.ศ. 2553 นิตยสารแลนเซต อังกฤษ รายงานผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยเกี่ยวกับเชื้อไวรัส RSV ว่า ทำให้เด็กเป็นปอดอักเสบ หรือปอดอักเสบ เสียชีวิตปีละ 2 แสนราย ซึ่งร้อยละ 99 อยู่ในประเทศกำลังปรับปรุง โดยมีเด็กอายุต่ำยิ่งกว่า 5 ปีทั่วทั้งโลก ติดโรคไวรัสดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น 33.8 ล้านคน เชื้อไวรัสอาร์เอสวีเป็นต้นเหตุการตายของเด็กเล็กชั้น 1 เฉพาะในอเมริกาเด็กเสียชีวิตปีละ 2,500 กว่าคน  สำหรับเมืองไทยนั้นมีแถลงการณ์ว่าเฉพาะปี พ.ศ. 2552 มีเด็กไทยอายุน้อยกว่า 5 ปี ราว 1 ใน 4 ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ รวมกว่า 1 หมื่นราย
ที่มาของโรคอาร์เอสวี  โรคอาร์เอสวี มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส Respiratory Syncytial Virus  (RSV) ซึ่งเป็นไวรัสในสกุล Pneumovirus และก็อยู่ในตระกูล Paramyxoviridae โดยเป็นไวรัสที่พบในคน โดยพบได้ทั่วไปอยู่ในโพรงหลังจมูก และก็จากการศึกษาพบว่าเชื้อไวรัสนี้สามารถก่อโรคได้ในสัตว์หลายหมวดหมู่ ดังเช่น หนู แกะ เป็นต้น  โดยธรรมดาเชื้อไวรัสอาร์เอสวีแบ่งเป็น 2 ประเภทย่อย(Subtype)หมายถึงประเภท เอ รวมทั้งชนิดบี โดยจำพวกย่อย A, มักมีความรุนแรงสูงขึ้นยิ่งกว่าประเภทย่อย B   ไวรัสอาร์เอสวี ขณะอยู่ในคนเจ็บที่มีภูมิคุ้มกันปกติ ไวรัสนี้สามารถแพร่ขยายสู่คนอื่นได้นานโดยประมาณ 1 อาทิตย์ นับจากวันที่คนป่วยเริ่มมีลักษณะ แต่ว่าถ้าหากอยู่ในมีภูมิต้านทานขัดขวางโรคต่ำจะแพร่สู่ผู้อื่นได้นานถึง 4 สัปดาห์
อาการของโรคอาร์เอสวี  เชื้อไวรัส RSV  จำพวกนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 1 – 6 วันหน้าจากได้รับเชื้อ โดยส่วนมากมักไม่ค่อยแสดงอาการรุนแรงในคนแก่ อาการที่เจอในผู้ใหญ่โดยปกติมักละม้ายกับลักษณะของโรคหวัด คือ ปวดศีรษะ มีไข้ต่ำ เจ็บคอ ไอแบบไม่มีเสลด มีอาการคัดจมูก โดยอาการพวกนี้มักหายได้เองใน 1–2 สัปดาห์  แต่ในคนไข้ที่มีความเสี่ยงจะมีลักษณะอาการที่รุนแรงคือคนไข้ที่มีโรคเรื้อรังเกี่ยวกับหัวใจหรือปอด หรือในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำมักนำไปสู่อาการร้ายแรง นอกนั้นคนป่วยอีกกรุ๊ปที่เจอการติดเชื้อโรคนี้ได้บ่อยครั้งรวมทั้งมีลักษณะอาการรุนแรงคือ เด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบ โดยเฉพาะในเด็กทารกจะมีอัตราการเสี่ยงที่จะมีการติดเชื้อโรคในทางเดินหายใจส่วนล่างรวมทั้งทำให้โรคมีความร้ายแรงสูง
ในคนเจ็บที่มีลักษณะร้ายแรงอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการเริ่มต้นเหมือนกับอาการติดเชื้อโรคในทางเดินหายใจส่วนบนเป็น มีลักษณะคล้ายหวัดธรรมดา แต่ว่าจากนั้น 1–2 วันอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการแสดงของการต่อว่าดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่างอาทิเช่น มีไข้ ไอรุนแรง หายใจติดขัดโดยอาจมีอาการหายใจเร็ว หรือมีเสียงวี๊ดขณะหายใจ
ในเด็กตัวเล็กๆซึ่งยังสื่อสารไม่ได้ต้องบางครั้งก็อาจจะจำเป็นต้องอาศัยการสังเกตอาการ โดยในช่วงแรกจะมีลักษณะคัดจมูกน้ำมูกไหล ซึมลง และก็กินอาหารได้น้อย ต่อไป 1–3 วัน จะมีลักษณะอาการไอ จับไข้ หายใจติดขัด หายใจตื้น สั้นๆเร็วๆแล้วก็อาจจะมีเสียงตอนหายใจด้วย ในรายที่อาการร้ายแรงมากอาจมีอาการตัวเขียวหรือสภาวะ cyanosis เกิดเนื่องจากการขาดออกซิเจนทำให้สีผิวออกม่วงๆโดยชอบเริ่มมองเห็นจากริมฝีปากหรือที่เล็บ นอกเหนือจากนี้แล้วการต่อว่าดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีบางทีอาจจะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆที่พบมากเป็น หูชั้นกลางอักเสบ (otitis media) หรือในภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนล่างอื่นๆดังเช่น หลอดลมอักเสบหรือปวดบวมได้

กรุ๊ปบุคคลที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคอาร์เอสวี

  • ผู้ที่มีภูมิคุ้นกันของร่างกายต่ำมากมาย
  • เด็กคลอดก่อนกำหนดโดยเฉพาะรายที่อายุครรภ์ต่ำยิ่งกว่า 35 อาทิตย์
  • คนที่มีโรคปอดเรื้อรัง
  • คนที่มีโรคหัวใจ โดยยิ่งไปกว่านั้นประเภทที่มีความผิดธรรมดาสำหรับการไหลเวียนของโลหิต ที่เรียกว่า Cyanotic heart disease
  • ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • เด็กที่น้ำหนักตัวน้อยกว่า 5 กิโล


แนวทางการรักษาโรคอาร์เอสวี โดยปกติ หมอวินิจฉัยคนเจ็บโรคอาร์เอสวีจากลักษณะทางคลินิก ดังเช่นว่า ใช้เครื่องที่ช่วยในการฟัง (Stethoscope) เพื่อฟังเสียงหวีดร้องในระบบทางเดินหายใจ เสียงหลักการทำงานของปอด หรือเสียงเปลี่ยนไปจากปกติจากส่วนอื่นๆในร่างกาย แล้วก็อาศัยแนวทางซักเรื่องราวคนไข้โดยวิเคราะห์จาก อายุผู้ป่วย เรื่องราวอาการของโรค การระบาดในแหล่งที่อยู่ที่อาศัย การระบาดในโรงเรียน ฯลฯ แต่ว่าในบางครั้งบางคราวถ้าผู้เจ็บป่วยมีลักษณะอาการร้ายแรง หมอบางทีอาจจะต้องวินิจฉัยแยกโรคที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสประเภทอื่น หรือจากการตำหนิดเชื้อแบคทีเรีย หมอจึงจะมีการตรวจค้นเพิ่มเติม อย่างเช่น

  • วัดความอิ่มตัวของออกสิเจนในเลือด (Pulse Oximetry) เพื่อสำรวจระดับออกซิเจน
  • ตรวจปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาว ตรวจค้นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือสิ่งเจือปนอื่นๆ
  • เอกซ์เรย์ทรวงอก เพื่อตรวจค้นโรคปอดบวม
  • ตรวจหาเชื้อไวรัสจากสารคัดหลั่งในจมูก


ในตอนนี้บางโรงหมออาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการตรวจรับรองหาเชื้อด้วยวิธี RSV Rapid Ag-detection test ซึ่งเห็นผลการทดลองภายในไม่กี่ชั่วโมง   เพราะว่าโรค อาร์เอสวี เป็นโรคติดเชื้อโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสจึงทำให้ไม่มียารักษาอาการโดยเฉพาะ ดังนั้นการดูแลและรักษาก็เลยเป็นการรักษาตามอาการ ยกตัวอย่างเช่น การให้ยาลดไข้ ยาขยายหลอดลม ฯลฯ ส่วนในรายที่เริ่มมีลักษณะรุนแรง อาทิเช่น เหน็ดเหนื่อย หอบ มีค่าออกสิเจนในเลือดต่ำลง อาจมีการให้ยาพ่นขยายหลอดลม ร่วมกับการให้ออกซิเจน ในรายที่มีอาการร้ายแรงมาก บางครั้งก็อาจจะต้องมีการใส่ท่อช่วยหายใจหรือใช้เครื่องที่ใช้สำหรับในการช่วยหายใจ ยิ่งกว่านั้นบางทีก็อาจจะต้องมีการให้สารน้ำตอบแทนเพื่อคุ้มครองภาวการณ์ขาดน้ำโดยยิ่งไปกว่านั้นในเด็ก ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้ออื่นๆมักจะได้รับยาฆ่าเชื้ออื่นๆที่เหมาะสมตามอาการ
การติดต่อของโรคอาร์เอสวี การติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการติดต่อผ่านทางสารคัดเลือกหลั่งจากทางเท้าหายใจยกตัวอย่างเช่น น้ำมูก น้ำลาย เสลด ฯลฯ รวมทั้งไวรัสชนิดนี้สามารถทนอยู่นอกร่างกายได้หลายชั่วโมง ดังนั้นนอกเหนือจากการได้รับเชื้อผ่านการไอจามใส่กันแล้ว ยังสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสิ่งของที่แปดเปื้อนเชื้อไวรัสแล้วนำเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ปากแล้วก็เยื่อบุดวงตาได้ ภายหลังการได้รับเชื้อผู้เจ็บป่วยสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ตั้งแต่ข้างหลังติดโรค 2–3 วันไปจนกระทั่ง 2–3 สัปดาห์ โดยเหตุนั้นในคนไข้ที่เริ่มมีลักษณะอาการแสดงควรจะลดการแพร่ระบาดเชื้อไปยังผู้อื่นโดยการใส่ผ้าปิดปาก ส่วนคนที่ต้องคลุกคลี่กับคนไข้ก็จำต้องหมั่นล้างมือเสมอๆรวมถึงใส่หน้ากากอนามัยทุกหนด้วยเหมือนกัน

การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรค อาร์เอสวี

  • พักให้เต็มที่ หยุดงาน หยุดสถานศึกษา จนกระทั่งไข้จะลงปกติแล้ว 48 ชั่วโมง
  • ล้างมือเป็นประจำแล้วก็ทุกครั้งก่อนกินอาหารและข้างหลังเข้าส้วมภ
  • แยกเครื่องใช้สอยต่างๆจากคนภายในบ้าน
  • ไม่ไปในที่ยัดเยียด/ที่ชุมชน
  • รู้จักใช้หน้ากากอนามัย
  • ทานอาหารมีประโยชน์ครบอีกทั้ง 5 หมู่
  • กรณีที่พบหมอแล้ว ให้กินยาต่างๆที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วนสมบูรณ์
  • กินน้ำมากมายๆเพราะว่าน้ำจะช่วยทำให้สารคัดหลัง เช่น เสลด หรือน้ำมูก ไม่เหนียวจนเกินความจำเป็น และไม่ไปกีดกันหลักการทำงานของระบบฟุตบาทหายใจ
  • นั่งหรือนอนในตำแหน่งที่หายใจได้สบาย เช่น นั่งตัวตรง ไม่ห่อตัว ใช้หมอนที่ไม่นุ่มหรือแข็งเกินไป
  • ใช้ยาหยอดจมูก เพื่อช่วยลดอาการบวมของจมูก อาจล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและดูดน้ำมูกเพื่อทำให้ทางเดินหายใจเตียนโล่งขึ้น
  • ถ้าอาการต่างๆเลวลง ให้รีบไปโรงหมอ เป็นต้นว่า ไข้สูงมากขึ้น ไอเยอะขึ้นเรื่อยๆ มีเสลดเยอะขึ้น เสมหะกลายเป็นสีอื่น ยกตัวอย่างเช่น เขียว น้ำตาล เทา


การปกป้องตนเองจากโรคอาร์เอสวี เนื่องจากในประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนคุ้มครองปกป้องเชื้อไวรัส RSV จึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสในตอนที่แพร่ระบาดได้มาก ก็เลยควรจะมีการปกป้องคุ้มครองตัวเองดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาด ล้างมือเป็นประจำได้แก่ ก่อนมื้ออาหาร ข้างหลังเข้าห้องอาบน้ำ เป็นต้น
  • ชำระล้างบ้านอยู่เสมอ เพื่อลดการแพร่ของเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทิชชูที่ใช้แล้ว ควรจะทิ้งลงไปในถังที่มีไว้สำหรับเป็นถังขยะที่ปิดมิดชิด
  • ไม่ควรใช้แก้วน้ำร่วมกับผู้อื่น ควรจะใช้แก้วน้ำของตนเอง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำที่ผู้เจ็บป่วยใช้แล้ว
  • ไม่สมควรอยู่ใกล้ชิดกับผู้เจ็บป่วยที่เป็นหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานศึกษา หรือในที่ชุมชนที่มีคนหนาแน่น ในตอนระบาดของโรค
  • เมื่อจำเป็นต้องอยู่ในอากาศที่หนาวเย็น ควรทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เป็นประจำ


สมุนไพรที่ช่วยปกป้อง/รักษาโรคอาร์เอสวี เนื่องมาจากโรคอาร์เอสวี เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสรวมทั้งสามารถติดต่อได้ทางสารคัดเลือกหลั่งของร่างกายโดยการ ไอ จาม รดกัน ซึ่งจะมีการฟุ้งกระจายของละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้เจ็บป่วยซึ่งถ้าคนที่อยู่สนิทสนม สูดเอาละอองนั้นไปก็จะเกิดการติดต่อกันรวมทั้งการสัมผัสสารคัดหลั่งต่างๆที่แปดเปื้อนในสิ่งของต่างๆของคนไข้ด้วย ซึ่งเป็นโรคที่มีปัจจัย,อาการ รวมถึงการติดต่อคล้ายกับโรคไข้หวัดมาก นอกจากยังเป็นโรคในระบบทางเท้าหายใจเช่นกันอีกด้วย ด้วยเหตุนี้สมุนไพรที่จะช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคอาร์เอสวีนั้น จึงเป็นสมุนไพรลักษณะเดียวกันกับหวัด (อ่านหัวข้อสมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคหวัดในเรื่องหวัด)
เอกสารอ้างอิง

  • อาจารย์ ดร.ภก.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ไวรัสร้ายของลูกน้อย.โรคอาร์เอสวี (RSV).ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดร.นพ.นพพร อภิวัฒนากุล.ไวรัส RSV เชื้ออันตรายที่คล้ายไข้หวัด. Rama Channal. ภาควิชากุมรเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • Dawson-Caswell,M., and Muncle, JR, H. Am Fam Physician.2011;83(2):141-146
  • Mayo Foundation for Medical Education and Research. Respiratory syncytial virus (RSV). [Accessed on July 2016]
  • ไวรัสRSV-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • Krilov L.R. Respiratory Syncytial Virus Infection. [Accessed on July 2016]
  • Falsey,A. et al. NEJM.2005;352(17): 1749-1762



Tags : โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี,

4

โรคมือเท้าปาก  (Hand Foot and Mouth  disease – HFMD)
โรคมือเท้าปาก เป็นอย่างไร โรคมือ-เท้า-ปาก จับไข้เป็นผื่นชนิดหนึ่งที่ต่อเนื่องกันง่าย แต่มักไม่รุนแรงรวมทั้งหายได้เองเป็นส่วนมาก ส่วนน้อยที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ซึ่งโรค มือเท้าปาก เป็นโรคที่พบได้มากในเด็กเล็ก โดยยิ่งไปกว่านั้นช่วงหน้าฝน มักเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Enterovirus  แม้กระนั้นในแถบร้อนเปียกชื้น พบได้บ่อยได้ตลอดปีโดยส่วนมากแล้ว พบได้บ่อยในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีแม้กระนั้นอาจเจอในเด็กอายุมากกว่านี้ก็ได้ และถ้ามีการกำเนิดโรคในสถานเลี้ยงเด็กหรือในโรงเรียนอนุบาล ก็จะเจอผู้เจ็บป่วยเยอะแยะขึ้นเนื่องจากโรคนี้ระบาดได้ง่าย
                อนึ่งโรคนี้เป็นโรคคนละประเภทกับโรคปากเปื่อยยุ่ยเท้าเปื่อยที่เจอได้ในสัตว์กีบคู่ ซึ่งโดยปกติจะไม่ติดต่อมาสู่คน นอกจากในเรื่องที่คนไปสัมผัสคลุกคลีอยู่กับสัตว์ที่เจ็บป่วยหรือผู้ที่ปฏิบัติงานในห้องแลปเกี่ยวกับโรคในสัตว์กลุ่มนี้ ที่อาจมีรายงานการตำหนิดเชื้อได้บ้าง
                ที่จริงแล้ว โรคมือ เท้า ปาก ว่าไม่ใช่โรคใหม่ แม้กระนั้นรู้จักกันมานานมากกว่า 50 ปีแล้ว  โดยมีประวัติที่มาที่ไปของโรค ดังนี้

  • พ.ศ. 2500 มีรายงานการระบาดของกรุ๊ปอาการไข้ซึ่งพบร่วมกับตุ่มน้ำใสในช่องปาก มือแล้วก็เท้าในผู้ป่วยเด็กที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยพบสาเหตุจากเชื้อ Coxsackie virus A16(Cox A16)1
  • พุทธศักราช 2502 เจอการระบาดของกลุ่มอาการด้วยเหมือนกันในเมือง Bermingham อังกฤษ แล้วก็ได้มีการเรียกกลุ่มอาการนี้ว่า Hand-Foot-and Mouth Disease (HFMD)


ต่อจากนั้นก็มีรายงานการระบาดจากประเทศต่างๆทั่วทั้งโลก ซึ่งไวรัสที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดกรุ๊ปอาการมือ เท้า ปาก ไม่ได้มีสาเหตุมาจากไวรัสประเภทเดียวแต่ว่ามีมากกว่า 10 สายพันธุ์
สำหรับการระบาดใหญ่ของกลุ่มลักษณะของโรคมือ เท้า ปาก พบว่ามีรายงานตั้งแต่ พ.ศ.2540-2555 มีดังนี้

  • พ.ศ.2540 มาเลเซีย (เสียชีวิต 31 ราย) พุทธศักราช2541 ไต้หวัน (ผู้เจ็บป่วย 1.5 ล้านราย เสียชีวิต 78 ราย)
  • พุทธศักราช2550 ประเทศอินเดีย (คนไข้ 38 ราย) และ พุทธศักราช2551 ประเทศอินเดีย (คนไข้ 25,000 ราย เสียชีวิต 42 ราย) ประเทศสิงคโปร์ (คนเจ็บมากยิ่งกว่า 2,600 ราย) เวียดนาม (คนไข้ 2,300 ราย เสียชีวิต 11 ราย) ดูโกเลีย (ผู้เจ็บป่วย 2,600 ราย) แล้วก็บรูไน (คนไข้ 1,053 ราย)
  • พุทธศักราช2552 จีน (คนเจ็บ 115,000 ราย เสียชีวิต 85 ราย) รวมทั้ง พุทธศักราช2553 จีน (คนป่วย 1.6 ล้านราย เสียชีวิต 537 ราย)
  • พ.ศ.2554 เวียดนาม (ผู้ป่วย 42,000 ราย เสียชีวิต 98 ราย) แล้วก็จีน (คนเจ็บ 1.3 ล้านราย เสียชีวิต 437 ราย)
  • พ.ศ.2555 เขมร (เสียชีวิต 52 ราย) จีน (คนป่วย 460,000 ราย เสียชีวิต 112 ราย) ไทย (ผู้ป่วย 168,60 ราย เสียชีวิต 1 ราย)


สำหรับสถานการณ์โรคมือเท้าปากในประเทศไทย อ้างอิงข้อมูลที่ได้มาจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2558 มีคนไข้ทั้งนั้น 40,417 ราย คิดเป็นอัตราส่วน 62.21 ต่อพลเมือง 1 แสนคน แล้วก็มีผู้เจ็บป่วยเสียชีวิต 3 ราย ส่วนในปี 2559 ข้อมูลปัจจุบัน ณ วันที่ 28 มี.ค. 2559 มีผู้ป่วย 8,973 ราย คิดเป็นอัตราส่วน 13.78 ต่อประชาชน 1 แสนคน และก็ยังไม่มีคนตาย
ตั้งแต่เริ่มมีการตรวจเจอเชื้อ EV71 ในผู้เจ็บป่วยโรค HFMD ในปี2541 ในประเทศไทยก็เริ่มมีการเฝ้าระวังรายงานและก็สอบปากคำคนป่วยสงสัยติดเชื้อโรค EV71 และก็ป้องกันควบคุมโรคตั้งแต่นั้นมา พบว่าผู้เจ็บป่วยส่วนมากเป็นเด็กอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 2 ปีและราวๆครึ่งหนึ่งติดเชื้อ EV71 ที่มีลักษณะไม่ร้ายแรง
ส่วนในด้านรายงานการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปากจากสำนักระบาดวิทยา พบว่า เมื่อวันที่ 1 เดือนมกราคม ถึง 1 เมษายน 2559 มีการระบาดเป็นกลุ่มเป็นก้อนทั้งยังตามสถานที่เรียนแล้วก็ในชุมชน 8 เหตุการณ์ จากปริมาณผู้ป่วย 22 ราย ทั้งนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ชี้แนะให้สถานศึกษาปฏิบัติตามมาตรการที่กรมควบคุมโรคระบุ เพื่อคุ้มครองการเกิดโรคและก็การแพร่ระบาดของโรค
ต้นเหตุของโรคมือเท้าปาก โรคมือเท้าปากมีต้นเหตุจากการติดเชื้อกลุ่มเชื้อไวรัสเอนเทอโร (Enterovirus) ซึ่งมีอยู่ร่วมกันมากมายสาย เช่น ค็อกแซคกีเอและก็บี (Coxsackie A, B), ไวรัสเอนเทอโรชนิด 71 (Enterovirus 71 – EV71) สาเหตุที่พบได้มากที่สุดก็คือการระบาดจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 16 (Coxsackievirus A 16) ซึ่งอาการชอบไม่รุนแรง แล้วก็ผู้ป่วยมักจะหายได้เองเป็นส่วนมาก ส่วนมูลเหตุที่เจอได้น้อยรวมทั้งมีอาการร้ายแรง คือ การติดเชื้อไวรัสเอนเทอโรชนิด 71 ซึ่งอาจส่งผลให้คนไข้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนกระทั่งขั้นเสียชีวิตได้ นอกเหนือจากนี้โรคมือเท้าปากยังบางทีอาจกำเนิดได้จากเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 5, 7, 9, 10 และเชื้อไวรัสค็อกแซคกีบีจำพวก 2 และก็ 5 ได้บ้าง
                ซึ่งโรคนี้จำนวนมากชอบติดต่อกันที่เกิดจากการกินอาหาร น้ำกิน การดูดเลียนิ้วมือ หรือของเล่นเด็กที่ปนเปื้อนเชื้อที่ออกมากับอุจจาระ น้ำเหลืองจากตุ่มน้ำที่ผิวหนัง หรือละอองน้ำมูก น้ำลายของคนป่วย ส่วนน้อยที่ติดต่อโดยการสูดเอาฝอยละอองน้ำมูก น้ำลายที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด  ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ราวๆ 3-6 วัน คนเจ็บจึงจะมีอาการ
ลักษณะโรคมือเท้าปาก  ภายหลังจากติดเชื้อ 3-7 วัน ผู้เจ็บป่วยจะเริ่มแสดงอาการเริ่มหมายถึงมีไข้ตํ่าๆประมาณ 38-39o C และมีอาการปวดเหมื่อยตามตัวตอนนี้จะมีระยะเวลา ราวๆ 1-2 วัน ต่อจากนั้นจะเริ่มมีอาการเจ็บปาก ตรวจร่างกายจะพบมีรอยโรคในบริเวณปาก มือและก็เท้าได้ดังต่อไปนี้

  • รอยโรครอบๆปาก เจอในผู้ป่วยปริมาณร้อยละ 100 มีรอยโรคจํานวน 5-10 แห้ง เจอได้ทุกรอบๆในปากแต่ที่พบได้มากเป็นเพดานปาก ลิ้น และก็เยื่อบุกระพุ้งแก้ม รอยโรคระยะเริ่มต้น ลักษณะเป็นรอยสีแดงอาจนูนบางส่วนขนาด 2-8 มิลลิเมตรจากนั้นจะกลายเป็นตุ่มนํ้าสีเทาขนาดเล็กขอบแดงช่วงที่รอยโรคเป็นตุ่มนํ้าจะสั้น จึงมักตรวจไม่พบ  รอยโรคในตอนนี้แม้กระนั้นก็พบได้ทั่วไปลักษณะเป็นแผลตื้นๆสีเหลืองถึงเทาของแดงซึ่งอาจจะมารวมกันเป็นรอยโรคใหญ่ได้


จำนวนร้อยละ 80 ของผู้ป่วยลักษณะการเจ็บปากจะไม่ร้ายแรงและก็หายได้เองโดยไม่ต้องรักษาภายใน 5-10 วัน

  • รอยโรคที่ผิวหนัง


อาจเกิดขึ้นพร้อมรอยโรคที่ปาก หรือจากนั้นเล็กน้อยจํานวนตั้งแต่ 2-3 แห้งไปจนกระทั่ง 100 แห่ง พบ ที่มือบ่อยครั้งกว่าเท่า ลักษณะเป็นรอยแดงๆอาจนูนเล็กน้อยขนาด 2-10 มิลลิเมตร ตรงกลางสีเทา บางรอยโรคมี ลักษณะเป็นตุ่มนํ้าใสขอบแดง มีกระจัดกระจายขนานไปกับแนวของผิวหนังบางทีอาจเจ็บหรือไม่ก็ได้จากนั้น 2-3 วัน จะ เริ่มเป็นสะเก็ด แล้วก็เบาๆหายไปภายใน 7-10 วัน โดยไม่มีรอยแผลเป็นหลงเหลือ
รอบๆอื่นๆที่บางทีอาจเจอรอยโรคได้เหมือนกัน คือ ตูด แขน ขา แล้วก็อวัยวะสืบพันธุ์ในทารกอาจเจอ กระจัดกระจายทั่วตัวได้
โดยธรรมดาโรคมือเท้า ปากตะไกรว่ามีลักษณะอาการน้อยโดยมากมักมีเพียงแค่ไข้ครั่นเนื้อครั่นตัวรวมทั้งเจ็บปาก แต่ ในผู้ป่วยบางรายอาจพบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้โดยเฉพาะจากการต่อว่าดเชื้อ enterovirus 71 สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อ การพบภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง คือ

  • อายุในกรุ๊ปคนไข้อายุน้อยจะพบอาการแทรกซ้อนรุนแรงรวมทั้งเสียชีวิตมากยิ่งกว่าในกรุ๊ปคนไข้ที่อายุมาก อาทิเช่นการระบาดในปีพ.ศ.2541 ที่ประเทศไต้หวัน พบว่าอัตราการเสียชีวิตโดยรวมหมายถึง44.4/100,000 รายแต่ว่ากรุ๊ปที่อัตราการตายสูงสุด คือ 6-11 เดือนพอๆกับ 96.96/100,000 ราย
  • มีไข้สูงมากกว่า 39o C รวมทั้งนานเกิน 3 วัน
  • มีลักษณะอาเจียนมากมายทานอาหารมิได้


ซึ่งปัจจัยเสี่ยงในข้อ 2 และก็ 3 จากการศึกษาที่โรงหมอเด็ก Chang Gung ประเทศไต้หวัน พบว่า สมาคมกับการตำหนิดเชื้อ EV มากยิ่งกว่า Cox A  โดยมักจะทำให้เกิดภาวะเข้าแทรก/ทางระบบประสาท ระบบหัวใจ แล้วก็ปอดได้สูง ทำให้ผู้เจ็บป่วยเสียชีวิตอย่างเร็วจากภาวการณ์ปอดอักเสบน้ำ เลือดออกในปอด และสภาวะช็อก
แม้กระนั้นเชื้อคอกแซคก็เชื้อไวรัส เอ 16 ก็อาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนคือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มห่อหัวใจอักเสบ รวมทั้งสภาวะช็อกได้ แต่ว่าเจอได้น้อยกว่าจากเชื้อ เอนเทอโรไวรัส 71 มาก
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมือเท้าปาก

  • เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นกลุ่มอายุที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมากที่สุด เพราะมักพบการติดเชื้อและการระบาดของโรคใน สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือศูนย์เด็กเล็กเป็นส่วนใหญ่
  • การที่ผู้ดูแลเด็กไม่ได้ให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อของโรคมือเท้าปาก
  • สภาพที่อยู่อาศัย หรือโรงเรียน/ศูนย์เด็กเล็กไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น มีลักษณะอับ ทึบ แสงแดดส่องไม่ถึง
  • การใช้ข้าวของเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ช้อน ร่วมกัน
  • การไอ จาม รดกัน หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว
แนวทางการรักษาโรคมือ เท้าปาก การวินิจฉัยโรคมือเท้าปากโดยทั่วไปใช่อาการและอาการแสดงเป็นสําคัญ (clinical diagnosis) โดยแพทย์จะตรวจร่างกายหารอยโรคจําเพาะที่บริเวณมือเท้า ปากร่วมกับมีไข้ ได้แก่  ผู้ป่วยมีไข้ 38 – 39 องศาเซลเซียส  พบจุดนูนแดง ตุ่มน้ำใส หรือ แผลที่เยื่อบุปาก ลิ้น และเหงือก พบจุดแดงราบ ตุ่มนูน หรือตุ่มน้ำที่มือ เท้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และแก้มก้น
การตรวจรอยโรคที่ผิวหนัง (cutaneous lesion) ทางพยาธิวิทยา(histology) จะพบเม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil และ lymphocyte เพิ่มขึ้น แต่จะไม้พบmultinucleated giant cell หรือ inclusion body 11 สําหรับในกรณีที่ต้องการทราบชนิดของเชื้อไวรัสที่ก้อโรค สามารถทําได้โดยการแยกเชื้อไวรัส หรือตรวจ ร่องรอยการติดเชื้อจากนํ้าเหลือง สําหรับประเทศไทยใช้วิธี micro-neutralization หากพบผู้ป่วยในข่ายสงสัยให้ เก็บตัวอย่างดังนี้

  • อุจจาระภายใน 14 วันของการป่วยโดยเก็บประมาณ 8 กรัม ใส่กล่องพลาสติกสะอาด
  • สวอบลําคอ (throat swab) โดยจุ่มปลายสวอบลงใน viral transport media ให้จมปลาย ตัวอย่างในข้อ 1 และ 2 ให้เก็บส่งโดยแช่เย็นในกระติกนํ้าแข็งอุณหภูมิ 4-8o C และส่งห้องปฏิบัติ การโดยเร็วที่สุด
  • เก็บเลือด 2 ครั้งประมาณ 3-5 มล.ต่อครั้ง ครั้งแรกที่สุดภายใน 3-5 วันหลังป่วยและครั้งที่ 2 หลัง จากครั้งแรก 14วัน โดยใส่ในหลอดแก้วปราศจากเชื้อพันพลาสเตอร์ให้แน่น เก็บตัวอย่างในตู้เย็น เพื่อรอส่งตรวจพร้อมกัน


โรคมือเท้าปากไม่มีวัคซีนหรือยาสำหรับรักษาโรคโดยตรง การรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการ เช่นการให้ยาลดไข้ paracetamol หรือให้ยาบ้วนปากเพื่อช่วยลดอาการเจ็บของแผลในช่องปาก ถ้าตุ่มกลายเป็นหนองหรือพุพองก็จะให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนิซิลลินวี อะม็อกซีซิลลิน อีริโทรไมซิน เป็นต้น ถ้ามีภาวะขาดน้ำเนื่องจากกินและดื่มไม่ได้ ก็จะให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ก็จำเป็นต้องรับเด็กไว้รักษาในโรงพยาบาลหรือส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2539 มีการศึกษาที่ Medical College of Ohio ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีการทดลองใช้ acyclovir ในการรักษาผู้ป่วยโรคมือเท้า ปาก 13 รายซึ่ง 12 รายเป็นเด็กอายุ 1-5 ปีและอีก 1 รายเป็นผู้ใหญ่ โดยเริ่มใช้ยา acyclovir ภายใน 1-2 วัน หลังเริ่มมีรอยโรคพบว่าอาการของผู้ป่วยดีขึ้น และรอยโรคเปลี่ยนแปลงดี ขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเริ่มรักษา ได้ให้ acyclovir ต่ออีก 5 วันจนรอยโรคหายไปหมด ผู้ศึกษาเชื่อว่า acyclovir อาจไปยับยั้งเอนไซม์ thymidine kinase ของ Cox A16แต่ก็อาจมีประโยชน์ ด้านอื่นด้วยเช่น อาจทําให้ผู้ป่วยสร้าง interferon เพื่อยับยั้งไวรัสมากขึ้น15 อย่างไรก็ดียังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ acyclovir ในการ ลดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
และหลังจากการติดเชื้อผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสที่ก่อโรค แต่อาจเกิดโรคมือเท้า ปากซํ้าได้จาก enterovirus ตัวอื่นๆ
การติดต่อของโรค มือ เท้า ปาก  โรคมือเท้าปากสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากตุ่มน้ำใส หรือสารคัดหลั่งจากจมูกและปากอันได้แก่ น้ำมูก เสมหะ หรือน้ำลาย นอกจากนี้แล้วไวรัสยังสามารถพบได้ในอุจจาระ โดยไวรัสสามารถแพร่กระจายได้ตั้งแต่ในระยะแรกที่แสดงอาการโดยช่วงที่มีการแพร่กระจายมากที่สุด คือ สัปดาห์แรกที่ผู้ป่วยมีอาการและอาจจะยังพบได้อีกหลายสัปดาห์ในอุจจาระของผู้ป่วยที่หายจากอาการของโรคแล้ว นอกจากนี้แล้วในผู้ใหญ่อาจจะสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสได้โดยไม่แสดงอาการใดๆ ซึ่งการได้รับไวรัสอาจเป็นการได้รับโดยตรงเช่นจากการไอหรือจาม หรืออาจจะได้รับไวรัสโดยอ้อมโดยการสัมผัสกับพื้นผิวหรือสิ่งของที่มีเชื้อไวรัสอยู่ เช่นในสถานรับเลี้ยงเด็กซึ่งอาจมีของเล่นหรือของใช้เด็กที่ปนเปื้อนน้ำลายเนื่องจากเด็กเล็กมักชอบนำสิ่งของเข้าปาก  ดูดเลียนิ้วมือ รวมถึงจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ มือของผู้เลี้ยงดูเด็กที่ไม่สะอาด เป็นต้น  เนื่องจากโรคมือเท้าปากมักพบในเด็กเล็ก ดังนั้นการระบาดมักพบในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือตามโรงเรียนอนุบาล  เชื้อเอนเทอโรไวรัสสามารถทนสภาวะกรดในทางเดินอาหารมนุษย์ได้ และมีชีวิตอยู่ในอุณหภูมิห้องได้ 2-3วัน
โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างเย็นหรือชื้นแฉะเชื้ออาจอยู่ได้เป็นเดือน  นอกจากนี้ การทำลายเชื้อต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม น้ำยาฆ่าเชื้อทั่วๆ ไปบางชนิด เช่น แอลกอฮอล์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์และแอลกอฮอล์เจลใช้ป้องกันไวรัสไข้หวัดได้ แต่สำหรับเชื้อไวรัสเอนเทอโร แอลกอฮอล์ไม่มีผลโดยตรง
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องให้ยารักษาจำเพาะ เพียงแต่ให้การดูแลตามอาการ และเฝ้าติดตามอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด โดยมีวิธีปฏิบัติ ดังนี้

  • ทานยาลดไข้ พาราเซตามอล เป็นครั้งคราวเวลา มีไข้สูง
  • ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยสังเกตดูว่ามีปัสสาวะออกมากและใส จึงนับว่าได้น้ำพอเพียง
  • ในช่วงที่มีอาการเจ็บแผลในปาก ให้กินอาหารเหลวหรือของน้ำๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก แกงจืด นม น้ำเต้าหู้ น้ำหวาน เพื่อบรรเทาอาการเจ็บในปาก อาจใช้วิธีอมน้ำแข็งก้อนเล็กๆ ดื่มน้ำหรือนมเย็นๆ กินไอศกรีม หรือบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ (ผสมเกลือป่นครึ่งช้อนชาในน้ำอุ่น ๑ แก้ว) วันละหลายๆ ครั้ง เพื่อบรรเทาอาการเจ็บแผลในปาก
  • แยกของใช้ไม่ใช้ร่วมกับคนอื่น เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อน-ส้อม ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดมือ ขับถ่ายอุจจาระลงในในโถส้วม
  • ควรทำความสะอาดพื้นห้องและพื้นผิวอื่นๆ ที่สัมผัสบ่อยๆ รวมถึงห้องสุขาและห้องน้ำ โดยล้างด้วยน้ำและผงซักฟอก แล้วตามด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของคลอรีน เช่น ไฮเตอร์ ไฮยีน คลอร็อกซ์ โดยผสมตามฉลากปิดข้างขวด ทิ้งไว้ ๑๐ นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำให้สะอาดเพื่อป้องกันสารเคมีตกค้าง
  • แยกเด็กที่ป่วยไม่ให้คลุกคลีกับเด็กคนอื่นๆ ทั้งเพื่อนบ้าน และพี่น้องที่อยู่ในบ้านเดียวกัน เช่น การกอดรัด การเล่นของเล่นที่เปื้อนน้ำลายหรือน้ำมูกของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกรณีที่มีน้องเล็กๆ อายุ ๑-๒ ปีหรือน้อยกว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดอาการรุนแรง ไม่นำเด็กไปในที่ที่มีคนอยู่จำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด สระว่ายน้ำ ควรให้เด็กอยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี
  • ขอให้เด็กหยุดเรียนเป็นเวลา ๗ วันนับจากวันเริ่มมีอาการ (ถึงแม้ว่าเด็กอาจมีอาการดีขึ้นก่อนครบ ๗ วัน) หากเด็กมีอาการป่วยรุนแรงขึ้น เช่น ไข้สูง อาเจียน หอบเหนื่อย ซึม ชัก หรืออาการแย่ลง ต้องรีบพาไปรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที ในกรณีผู้ป่วยเป็นผู้ใหญ่ให้หยุดงานเป็นเวลา 7 วันเช่นกัน
  • ควรปรึกษาแพทย์ เมื่อมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
  • ตุ่มน้ำ กลายเป็นตุ่มหนองหรือพุพองจากการเกาให้แพทย์พิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะรักษา
  • มีอาการเจ็บแผลในปาก จนกินอาหารและดื่มน้ำไม่ได้ มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อย
  • มีอาการปวดศีรษะมาก อาเจียนรุนแรง ไม่ค่อยรู้ตัว ชัก แขนขาอ่อนแรง หรือหายใจหอบเหนื่อย ควรส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
  • อาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์

การป้องกันตนเองจากโรคมือเท้าปาก

  • สำหรับเด็ก ให้ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งข้างหลังการขับถ่าย ก่อนที่จะกินอาหาร หรือเมื่อสัมผัสกับน้ำมูก น้ำลาย
  • สำหรับผู้ทำหน้าที่ดูแลเด็ก ให้ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำรวมทั้งสบู่ทุกครั้งก่อนการเตรียมอาหาร ก่อนกินอาหาร และหลังการขับถ่าย และก็หลังเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก ข้างหลังการช่วยล้างก้นให้แก่เด็กตัวเล็กๆที่เพิ่งจะถ่าย หรือสัมผัสกับสิ่งคัดเลือกหลั่งของเด็ก ดังเช่น น้ำมูก น้ำลาย
  • ให้ลูกหลานเลี่ยงการเล่น หรือคลุกคลีกับเด็กที่ป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก
  • ไม่นำเด็กเล็กไปในที่ที่มีคนอยู่จำนวนมาก เช่น ห้าง ตลาด สระว่ายน้ำ และก็ควรจะให้อยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี ในตอนที่มีการระบาดของโรคมือเท้าปากในพื้นที่
  • หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของ อย่างเช่น ถ้วยน้ำ หลอดดูด ขวดที่มีไว้ใส่นม ช้อนชาม เสื้อผ้า ผ้าขนหนู ของเล่นเด็ก ฯลฯ  ร่วมกับบุคคลอื่นโดยเฉพาะในตอนที่มีการระบาดของโรคนี้
  • ฝึกหัดเด็กให้มีสุขนิสัยที่ดี และก็หลบหลีกการใส่นิ้วมือหรือของเล่นเข้าปาก
  • ทําความสะอาดพื้น เครื่องใช้สอยเสื้อผ้าที่บางทีอาจแปดเปื้อนเชื้อ ด้วยนํ้ายาฆ่าเชื้อที่ใช้ทั่วไปด้านในภาย
  • พ่อแม่ผู้ดูแลช่วยตรวจตราลักษณะของบุตรหลานทุกวัน หากมีแผลในปากหลายแผล โดยเฉพาะถ้าเกิดเจ็บมากจนกระทั่งทำให้ไม่ค่อยรับประทานอาหาร ให้ช่วยแจ้งแก่สถานที่เรียนเพื่อให้มีการทำงานควบคุมโรคที่สมควร
  • สำหรับบิดามารดาผู้ดูแลที่จะพาบุตรหลานที่เป็นเด็กเล็กไปต่างประเทศที่มีการระบาด สามารถเดินทางได้ตามปกติ โดยให้ทำตัวตามสุขลักษณะที่ดี หลีกเลี่ยงพาลูกหลานไปสถานที่ยัดเยียด รวมทั้งแม้ลูกหลานมีลักษณะเจ็บไข้ที่สงสัยโรคมือ เท้า ปาก ให้พาไปพบหมอ


สมุนไพรที่ใช้รักษา/ทุเลาอาการของโรคมือเท้าปาก สมุนไพรซึ่งสามารถประยุกต์ใช้บรรเทาลักษณะของโรคมือเท้าปากนั้นมีดังนี้ ถ้ามีแผลในปากก็สามารถใช้กลีเซอรีนพญายอหยอดบริเวณแผลได้ เนื่องด้วยในใบพญายอมีสารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ ทำให้แผลหายเร็วขึ้นและก็ปลอดภัย ไม่เป็นผลใกล้กัน
            สมุนไพรในโรค มือ-เท้า-ปากหมายถึงฟ้าทลายโจร (Andrographis paniculata (Burm.F.) Nees.) เป็นการวิจัยที่ทำในประเทศจีน โดยนักค้นคว้าได้สกัดสารสำคัญของฟ้าทลายมิจฉาชีพและก็ทำให้อยู่ในรูปแบบของยาฉีดเป็นAndrographolide Sulfonate injection
งานค้นคว้าวิจัยนี้ทำในเด็กที่เป็นโรค มือ-เท้า-ปาก อายุ 1-13 ปี ปริมาณ 230 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กรุ๊ปแรกจะได้รับการรักษาแบบแผนเดิมร่วมกับ สารสกัดฟ้าทะลายมิจฉาชีพในรูปแบบบาฉีด (Andrographolide Sulfonate injection) อีกกลุ่มจะได้รับการดูแลและรักษาแบบแผนเดิม โดยติดตามผล 7-10 วัน ผลวิจัยพบว่า กลุ่มแรกจะพบอาการสอดแทรกแบบร้ายแรงน้อยกว่ากลุ่มที่สองอย่างมีนัยสำคัญ นอกเหนือจากนั้นยังมีผลให้ไข้ต่ำลงได้เร็วขึ้น ทำให้แผลที่ผิวหนังรวมทั้งแผลในปากหายมากยิ่งกว่ากลุ่มที่รักษาแบบแผนเดิม และไม่เจอการตายรวมถึงผลข้างเคียงที่ร้ายแรงในกลุ่มทดลองอีกด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ดร.ภก.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์.โรคมือเท้าปากในเด็ก.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาจุลชีววิทยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Chang L, Lin T, Huang Y, et al. Comparison of enterovirus 71 and coxsackie-virus A16 clinical illnesses during the Taiwan enterovirus epidemic, 1998. Pediatr Infect Dis J 1999;18(12): 1092-6.
  • Abzug MJ. Hand-Foot-and-Mouth Disease. Kliegman: Nelson Textbook of Pediatrics, 19th ed.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.โรคมือ-เท้า-ปาก.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 326.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.มิถุนายน.2549
  • โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand-Food-and-Mouth Disease; HEMD) และโรคจากเชื้อ Enterovirus 71 (EV-71) .หน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand-foot-and-mouth-disease)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 1121-1123. http://www.disthai.com/
  • Alsop J. Hand-foot-and-mouth disease in Birmingham in 1959. Br Med J 1960;2:1708.
  • Shelley WB, Hashin M, Shelley ED. Acyclovir in the treatment of hand-foot-and-mouth disease.Cutis 1996;57:232-4.
  • โรคมือ เท้า ปาก พ.ศ.2555. หมอชาวบ้าน(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Ho M, Chen E, Hsu K, et al. An epidemic of enterovirus 71 infection in Taiwan. N Engl J Med 1999; 341(13): 929-35.
  • Jennifer CH, Antoinette FH. Hand-food-and-mouth disease. In: Freedberg IM, Eisen AZ, editors. Fitzpatrick’s Dermatology in General Medicine. 5th ed. New York: McGraw-Hill; 1999. p. 2403-7.
  • สมุนไพรที่เคยมีการทำวิจัยในโรคมือเท้าปาก.อภัยภูเบศสาร.ปีที่ 12 .ฉบับที่133.กรกฎาคม.2557
  • Luan YC, Tzou YL, Yhu CH, Kou CT, Shin RS, Ming LK, et al. Comparison of enterovirus 71 and coxsackie virus A16 clinical illnesses during the Taiwan enterovirus epidemic, 1998.Pediatr Infect Dis J 1999;18:1092-6.
  • Robinson CR. Report on an outbreak of febrile illness with pharyngeal lesions and examthem. Toronto, Summer 1957-isolation group A Coxsackie virus. Can Med Assoc J 1958;79:615.
  • Theokiss Z, Joel DK. Enterovirus infection. Pediatrics in Review 1998;19:183-91.
  • พญ.ชนิกานต์ คีรีวิเชียร,พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ.โรคมือเท้าปาก (Hand-Food-and-Mouth-Disease).คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.กันยายน 2545.หน้า 1- 9
  • โรคมือเท้าปาก-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก


5

โรคมือเท้าปาก  (Hand Foot and Mouth  disease – HFMD)
โรคมือเท้าปาก เป็นอย่างไร โรคมือ-เท้า-ปาก ป่วยออกผื่นชนิดหนึ่งที่ติดต่อกันง่าย แต่มักไม่รุนแรงและหายได้เองเป็นส่วนมาก ส่วนน้อยที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ซึ่งโรค มือเท้าปาก เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็กเล็ก โดยยิ่งไปกว่านั้นช่วงหน้าฝน มักเป็นผลมาจากไวรัสกรุ๊ป Enterovirus  แต่ว่าในแถบร้อนชื้น พบได้บ่อยได้ตลอดปีโดยส่วนมากแล้ว พบได้บ่อยในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีแม้กระนั้นบางทีอาจเจอในเด็กอายุมากกว่านี้ก็ได้ แล้วก็แม้มีการกำเนิดโรคในสถานที่เลี้ยงเด็กหรือในโรงเรียนอนุบาล ก็จะเจอคนไข้เยอะมากๆขึ้นด้วยเหตุว่าโรคนี้ระบาดได้ง่าย
                อนึ่งโรคนี้เป็นโรคคนละชนิดกับโรคปากเปื่อยยุ่ยเท้าเปื่อยที่เจอได้ในสัตว์กีบคู่ ซึ่งโดยปกติจะไม่ติดต่อมาสู่คน เว้นเสียแต่ในกรณีที่คนไปสัมผัสคลุกคลีอยู่กับสัตว์ที่เจ็บไข้หรือผู้ที่ปฏิบัติงานในห้องแลปเกี่ยวกับโรคในสัตว์พวกนี้ ที่อาจมีรายงานการต่อว่าดเชื้อได้บ้าง
                จริงๆแล้ว โรคมือ เท้า ปาก ว่าไม่ใช่โรคใหม่ แม้กระนั้นรู้จักกันมานานมากกว่า 50 ปีแล้ว  โดยมีประวัติที่ไปที่มาของโรค ดังต่อไปนี้

  • พ.ศ. 2500 มีรายงานการระบาดของกรุ๊ปลักษณะของการมีไข้ซึ่งเจอร่วมกับตุ่มน้ำใสในช่องปาก มือและก็เท้าในคนไข้เด็กที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยเจอสาเหตุจากเชื้อ Coxsackie virus A16(Cox A16)1
  • พุทธศักราช 2502 เจอการระบาดของกลุ่มอาการอย่างเดียวกันในเมือง Bermingham อังกฤษ รวมทั้งได้มีการเรียกกลุ่มอาการนี้ว่า Hand-Foot-and Mouth Disease (HFMD)


ต่อจากนั้นก็มีรายงานการระบาดจากประเทศต่างๆทั่วทั้งโลก ซึ่งไวรัสที่นำมาซึ่งกลุ่มอาการมือ เท้า ปาก ไม่ได้มีเหตุที่เกิดจากไวรัสชนิดเดียวแต่มีมากยิ่งกว่า 10 สายพันธุ์
ในการระบาดใหญ่ของกลุ่มอาการของโรคมือ เท้า ปาก พบว่ามีรายงานตั้งแต่ พุทธศักราช2540-2555 มีดังนี้

  • พุทธศักราช2540 มาเลเซีย (เสียชีวิต 31 ราย) พ.ศ.2541 ไต้หวัน (ผู้เจ็บป่วย 1.5 ล้านราย เสียชีวิต 78 ราย)
  • พุทธศักราช2550 อินเดีย (ผู้เจ็บป่วย 38 ราย) รวมทั้ง พุทธศักราช2551 ประเทศอินเดีย (ผู้ป่วย 25,000 ราย เสียชีวิต 42 ราย) ประเทศสิงคโปร์ (คนเจ็บมากยิ่งกว่า 2,600 ราย) เวียดนาม (คนไข้ 2,300 ราย เสียชีวิต 11 ราย) ดูโกเลีย (คนไข้ 2,600 ราย) และก็บรูไน (คนป่วย 1,053 ราย)
  • พุทธศักราช2552 จีน (ผู้ป่วย 115,000 ราย เสียชีวิต 85 ราย) และ พ.ศ.2553 จีน (ผู้เจ็บป่วย 1.6 ล้านราย เสียชีวิต 537 ราย)
  • พ.ศ.2554 เวียดนาม (คนไข้ 42,000 ราย เสียชีวิต 98 ราย) และก็จีน (คนเจ็บ 1.3 ล้านราย เสียชีวิต 437 ราย)
  • พุทธศักราช2555 เขมร (เสียชีวิต 52 ราย) จีน (ผู้เจ็บป่วย 460,000 ราย เสียชีวิต 112 ราย) ไทย (คนป่วย 168,60 ราย เสียชีวิต 1 ราย)


สำหรับเหตุการณ์โรคมือเท้าปากในประเทศไทย อ้างอิงข้อมูลที่ได้รับมาจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2558 มีผู้ป่วยทั้งนั้น 40,417 ราย คิดเป็นอัตราส่วน 62.21 ต่อประชากร 1 แสนคน แล้วก็มีผู้เจ็บป่วยเสียชีวิต 3 ราย ส่วนในปี 2559 ข้อมูลล่าสุดในวันที่ 28 เดือนมีนาคม 2559 มีผู้ป่วย 8,973 ราย คิดเป็นอัตราส่วน 13.78 ต่อราษฎร 1 แสนคน และยังไม่มีคนเสียชีวิต
ตั้งแต่เริ่มมีการตรวจพบเชื้อ EV71 ในคนไข้โรค HFMD ในปี2541 ในประเทศไทยก็เริ่มมีการเฝ้าระวังรายงานรวมทั้งสอบสวนผู้ป่วยสงสัยติดเชื้อโรค EV71 และก็ป้องกันควบคุมโรคต่อจากนั้นมา พบว่าคนไข้ส่วนมากเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปีแล้วก็ราวๆครึ่งหนึ่งติดเชื้อโรค EV71 ที่มีลักษณะอาการไม่รุนแรง
ส่วนในด้านรายงานการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปากจากสำนักระบาดวิทยา พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 1 ม.ย. 2559 มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อนตามสถานที่เรียนแล้วก็ในชุมชน 8 เหตุ จากจำนวนผู้เจ็บป่วย 22 ราย ดังนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขได้แนะนำให้โรงเรียนประพฤติตามมาตรการที่กรมควบคุมโรคระบุ เพื่อคุ้มครองการเกิดโรคและการแพร่ระบาดของโรค
สาเหตุของโรคมือเท้าปาก โรคมือเท้าปากมีต้นเหตุที่เกิดจากการติดเชื้อกรุ๊ปเชื้อไวรัสเอนเทอโร (Enterovirus) ซึ่งมีอยู่ด้วยกันนานัปการสาย เป็นต้นว่า ค็อกแซคกีเอรวมทั้งบี (Coxsackie A, B), ไวรัสเอนเทอโรชนิด 71 (Enterovirus 71 – EV71) มูลเหตุที่พบได้มากที่สุดก็คือการระบาดจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 16 (Coxsackievirus A 16) ซึ่งอาการชอบไม่รุนแรง แล้วก็คนไข้ชอบหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ ส่วนมูลเหตุที่เจอได้น้อยแล้วก็มีอาการรุนแรงเป็นการตำหนิดเชื้อไวรัสเอนเทอโรจำพวก 71 ซึ่งอาจจะทำให้ผู้เจ็บป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ นอกเหนือจากนั้นโรคมือเท้าปากยังบางทีอาจเกิดได้จากเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 5, 7, 9, 10 รวมทั้งเชื้อไวรัสค็อกแซคกีบีประเภท 2 รวมทั้ง 5 ได้บ้าง
                ซึ่งโรคนี้จำนวนมากชอบต่อเนื่องกันจากการกินของกิน น้ำ การดูดเลียนิ้วมือ หรือของเด็กเล่นที่แปดเปื้อนเชื้อที่ออกมากับอุจจาระ น้ำเหลืองจากตุ่มน้ำที่ผิวหนัง หรือละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย ส่วนน้อยที่ติดต่อโดยการดมเอาฝอยละอองน้ำมูก น้ำลายที่คนเจ็บไอหรือจามรด  ซึ่งเมื่อเชื้อไปสู่ร่างกายแล้ว โดยประมาณ 3-6 วัน ผู้เจ็บป่วยจึงจะมีลักษณะอาการ
ลักษณะของโรคมือเท้าปาก  ภายหลังจากติดโรค 3-7 วัน คนเจ็บจะเริ่มแสดงอาการเริ่ม คือ จับไข้ตํ่าๆราว 38-39o C และก็มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวเวลานี้จะมีช่วงเวลา ราว 1-2 วัน ต่อจากนั้นจะเริ่มมีลักษณะอาการเจ็บปาก ตรวจร่างกายจะพบมีรอยโรคในรอบๆปาก มือรวมทั้งเท้าได้ดังต่อไปนี้

  • รอยโรคบริเวณปาก เจอในผู้เจ็บป่วยร้อยละ 100 มีรอยโรคจํานวน 5-10 แห้ง เจอได้ทุกบริเวณในปากแต่ว่าที่พบได้บ่อยเป็นเพดานปาก ลิ้น และก็เยื่อบุกระพุ้งแก้ม รอยโรคระยะเริ่มต้น ลักษณะเป็นรอยสีแดงอาจนูนน้อยขนาด 2-8 มิลลิเมตรต่อจากนั้นจะกลายเป็นตุ่มนํ้าสีเทาขนาดเล็กขอบแดงช่วงที่รอยโรคเป็นตุ่มนํ้าจะสั้น จึงมักตรวจไม่พบ  รอยโรคในตอนนี้แต่ก็พบได้มากลักษณะเป็นแผลตื้นๆสีเหลืองถึงเทาของแดงซึ่งอาจจะมารวมกันเป็นรอยโรคใหญ่ได้


จำนวนร้อยละ 80 ของผู้ป่วยลักษณะของการเจ็บปากจะไม่รุนแรงแล้วก็หายได้เองโดยไม่ต้องรักษาด้านใน 5-10 วัน

  • รอยโรคที่ผิวหนัง


อาจเกิดขึ้นพร้อมรอยโรคที่ปาก หรือต่อไปนิดหน่อยจํานวนตั้งแต่ 2-3 แห้งไปจนถึง 100 แห่ง พบ ที่มือบ่อยกว่าเท่า ลักษณะเป็นรอยแดงๆอาจนูนนิดหน่อยขนาด 2-10 มิลลิเมตร กึ่งกลางสีเทา บางรอยโรคมี ลักษณะเป็นตุ่มนํ้าใสขอบแดง มีกระจัดกระจายขนานไปกับแนวของผิวหนังบางทีอาจเจ็บหรือไม่ก็ได้หลังจากนั้น 2-3 วัน จะ เริ่มตกสะเก็ด และเบาๆหายไปด้านใน 7-10 วัน โดยไม่มีรอยแผลเป็นหลงเหลือ
รอบๆอื่นๆที่อาจพบรอยโรคได้เช่นกัน คือ ก้น แขน ขา และก็อวัยวะสืบพันธุ์ในทารกอาจเจอ กระจายทั่วตัวได้
โดยธรรมดาโรคมือเท้า ปากตลาดว่ามีลักษณะอาการน้อยโดยมากมักมีเพียงไข้ครั่นเนื้อครั่นตัวแล้วก็เจ็บปาก แต่ ในผู้เจ็บป่วยบางรายบางทีอาจเจอภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการตำหนิดเชื้อ enterovirus 71 สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อ การเจอภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง คือ

  • อายุในกลุ่มผู้ป่วยอายุน้อยจะพบอาการสอดแทรกรุนแรงและก็เสียชีวิตมากยิ่งกว่าในกรุ๊ปผู้ป่วยที่แก่ ยกตัวอย่างเช่นการระบาดในปีพ.ศ.2541 ที่ประเทศไต้หวัน พบว่าอัตราการเสียชีวิตโดยรวมหมายถึง44.4/100,000 รายแต่กลุ่มที่อัตราการเสียชีวิตสูงสุด คือ 6-11 เดือนเท่ากับ 96.96/100,000 ราย
  • มีไข้สูงมากเกินกว่า 39o C และก็นานเกิน 3 วัน
  • มีลักษณะอ้วกมากมายกินอาหารมิได้


ซึ่งปัจจัยเสี่ยงในข้อ 2 และก็ 3 จากการศึกษาที่โรงพยาบาลเด็ก Chang Gung ประเทศไต้หวัน พบว่า ชมรมกับการติดเชื้อ EV มากยิ่งกว่า Cox A  โดยชอบทำให้เกิดภาวะเข้าแทรก/ทางระบบประสาท ระบบหัวใจ และปอดได้สูง ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างรวดเร็วจากภาวะปอดบวมน้ำ เลือดออกในปอด แล้วก็ภาวะช็อก
แต่เชื้อคอกแซคก็ไวรัส เอ 16 ก็อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนคือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ และสภาวะช็อกได้ แต่เจอได้น้อยกว่าจากเชื้อ เอนเทอโรไวรัส 71 มาก
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมือเท้าปาก

  • เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นกลุ่มอายุที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมากที่สุด เพราะมักพบการติดเชื้อและการระบาดของโรคใน สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือศูนย์เด็กเล็กเป็นส่วนใหญ่
  • การที่ผู้ดูแลเด็กไม่ได้ให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อของโรคมือเท้าปาก
  • สภาพที่อยู่อาศัย หรือโรงเรียน/ศูนย์เด็กเล็กไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น มีลักษณะอับ ทึบ แสงแดดส่องไม่ถึง
  • การใช้ข้าวของเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ช้อน ร่วมกัน
  • การไอ จาม รดกัน หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว
แนวทางการรักษาโรคมือ เท้าปาก การวินิจฉัยโรคมือเท้าปากโดยทั่วไปใช่อาการและอาการแสดงเป็นสําคัญ (clinical diagnosis) โดยแพทย์จะตรวจร่างกายหารอยโรคจําเพาะที่บริเวณมือเท้า ปากร่วมกับมีไข้ ได้แก่  ผู้ป่วยมีไข้ 38 – 39 องศาเซลเซียส  พบจุดนูนแดง ตุ่มน้ำใส หรือ แผลที่เยื่อบุปาก ลิ้น และเหงือก พบจุดแดงราบ ตุ่มนูน หรือตุ่มน้ำที่มือ เท้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และแก้มก้น
การตรวจรอยโรคที่ผิวหนัง (cutaneous lesion) ทางพยาธิวิทยา(histology) จะพบเม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil และ lymphocyte เพิ่มขึ้น แต่จะไม้พบmultinucleated giant cell หรือ inclusion body 11 สําหรับในกรณีที่ต้องการทราบชนิดของเชื้อไวรัสที่ก้อโรค สามารถทําได้โดยการแยกเชื้อไวรัส หรือตรวจ ร่องรอยการติดเชื้อจากนํ้าเหลือง สําหรับประเทศไทยใช้วิธี micro-neutralization หากพบผู้ป่วยในข่ายสงสัยให้ เก็บตัวอย่างดังนี้

  • อุจจาระภายใน 14 วันของการป่วยโดยเก็บประมาณ 8 กรัม ใส่กล่องพลาสติกสะอาด
  • สวอบลําคอ (throat swab) โดยจุ่มปลายสวอบลงใน viral transport media ให้จมปลาย ตัวอย่างในข้อ 1 และ 2 ให้เก็บส่งโดยแช่เย็นในกระติกนํ้าแข็งอุณหภูมิ 4-8o C และส่งห้องปฏิบัติ การโดยเร็วที่สุด
  • เก็บเลือด 2 ครั้งประมาณ 3-5 มล.ต่อครั้ง ครั้งแรกที่สุดภายใน 3-5 วันหลังป่วยและครั้งที่ 2 หลัง จากครั้งแรก 14วัน โดยใส่ในหลอดแก้วปราศจากเชื้อพันพลาสเตอร์ให้แน่น เก็บตัวอย่างในตู้เย็น เพื่อรอส่งตรวจพร้อมกัน


โรคมือเท้าปากไม่มีวัคซีนหรือยาสำหรับรักษาโรคโดยตรง การรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการ เช่นการให้ยาลดไข้ paracetamol หรือให้ยาบ้วนปากเพื่อช่วยลดอาการเจ็บของแผลในช่องปาก ถ้าตุ่มกลายเป็นหนองหรือพุพองก็จะให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนิซิลลินวี อะม็อกซีซิลลิน อีริโทรไมซิน เป็นต้น ถ้ามีภาวะขาดน้ำเนื่องจากกินและดื่มไม่ได้ ก็จะให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ก็จำเป็นต้องรับเด็กไว้รักษาในโรงพยาบาลหรือส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2539 มีการศึกษาที่ Medical College of Ohio ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีการทดลองใช้ acyclovir ในการรักษาผู้ป่วยโรคมือเท้า ปาก 13 รายซึ่ง 12 รายเป็นเด็กอายุ 1-5 ปีและอีก 1 รายเป็นผู้ใหญ่ โดยเริ่มใช้ยา acyclovir ภายใน 1-2 วัน หลังเริ่มมีรอยโรคพบว่าอาการของผู้ป่วยดีขึ้น และรอยโรคเปลี่ยนแปลงดี ขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเริ่มรักษา ได้ให้ acyclovir ต่ออีก 5 วันจนรอยโรคหายไปหมด ผู้ศึกษาเชื่อว่า acyclovir อาจไปยับยั้งเอนไซม์ thymidine kinase ของ Cox A16แต่ก็อาจมีประโยชน์ ด้านอื่นด้วยเช่น อาจทําให้ผู้ป่วยสร้าง interferon เพื่อยับยั้งไวรัสมากขึ้น15 อย่างไรก็ดียังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ acyclovir ในการ ลดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
และหลังจากการติดเชื้อผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสที่ก่อโรค แต่อาจเกิดโรคมือเท้า ปากซํ้าได้จาก enterovirus ตัวอื่นๆ
การติดต่อของโรค มือ เท้า ปาก  โรคมือเท้าปากสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากตุ่มน้ำใส หรือสารคัดหลั่งจากจมูกและปากอันได้แก่ น้ำมูก เสมหะ หรือน้ำลาย นอกจากนี้แล้วไวรัสยังสามารถพบได้ในอุจจาระ โดยไวรัสสามารถแพร่กระจายได้ตั้งแต่ในระยะแรกที่แสดงอาการโดยช่วงที่มีการแพร่กระจายมากที่สุด คือ สัปดาห์แรกที่ผู้ป่วยมีอาการและอาจจะยังพบได้อีกหลายสัปดาห์ในอุจจาระของผู้ป่วยที่หายจากอาการของโรคแล้ว นอกจากนี้แล้วในผู้ใหญ่อาจจะสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสได้โดยไม่แสดงอาการใดๆ ซึ่งการได้รับไวรัสอาจเป็นการได้รับโดยตรงเช่นจากการไอหรือจาม หรืออาจจะได้รับไวรัสโดยอ้อมโดยการสัมผัสกับพื้นผิวหรือสิ่งของที่มีเชื้อไวรัสอยู่ เช่นในสถานรับเลี้ยงเด็กซึ่งอาจมีของเล่นหรือของใช้เด็กที่ปนเปื้อนน้ำลายเนื่องจากเด็กเล็กมักชอบนำสิ่งของเข้าปาก  ดูดเลียนิ้วมือ รวมถึงจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ มือของผู้เลี้ยงดูเด็กที่ไม่สะอาด เป็นต้น  เนื่องจากโรคมือเท้าปากมักพบในเด็กเล็ก ดังนั้นการระบาดมักพบในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือตามโรงเรียนอนุบาล  เชื้อเอนเทอโรไวรัสสามารถทนสภาวะกรดในทางเดินอาหารมนุษย์ได้ และมีชีวิตอยู่ในอุณหภูมิห้องได้ 2-3วัน
โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างเย็นหรือชื้นแฉะเชื้ออาจอยู่ได้เป็นเดือน  นอกจากนี้ การทำลายเชื้อต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม น้ำยาฆ่าเชื้อทั่วๆ ไปบางชนิด เช่น แอลกอฮอล์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์และแอลกอฮอล์เจลใช้ป้องกันไวรัสไข้หวัดได้ แต่สำหรับเชื้อไวรัสเอนเทอโร แอลกอฮอล์ไม่มีผลโดยตรง
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องให้ยารักษาจำเพาะ เพียงแต่ให้การดูแลตามอาการ และเฝ้าติดตามอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด โดยมีวิธีปฏิบัติ ดังนี้

  • ทานยาลดไข้ พาราเซตามอล เป็นครั้งคราวเวลา มีไข้สูง
  • ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยสังเกตดูว่ามีปัสสาวะออกมากและใส จึงนับว่าได้น้ำพอเพียง
  • ในช่วงที่มีอาการเจ็บแผลในปาก ให้กินอาหารเหลวหรือของน้ำๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก แกงจืด นม น้ำเต้าหู้ น้ำหวาน เพื่อบรรเทาอาการเจ็บในปาก อาจใช้วิธีอมน้ำแข็งก้อนเล็กๆ ดื่มน้ำหรือนมเย็นๆ กินไอศกรีม หรือบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ (ผสมเกลือป่นครึ่งช้อนชาในน้ำอุ่น ๑ แก้ว) วันละหลายๆ ครั้ง เพื่อบรรเทาอาการเจ็บแผลในปาก
  • แยกของใช้ไม่ใช้ร่วมกับคนอื่น เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อน-ส้อม ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดมือ ขับถ่ายอุจจาระลงในในโถส้วม
  • ควรทำความสะอาดพื้นห้องและพื้นผิวอื่นๆ ที่สัมผัสบ่อยๆ รวมถึงห้องสุขาและห้องน้ำ โดยล้างด้วยน้ำและผงซักฟอก แล้วตามด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของคลอรีน เช่น ไฮเตอร์ ไฮยีน คลอร็อกซ์ โดยผสมตามฉลากปิดข้างขวด ทิ้งไว้ ๑๐ นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำให้สะอาดเพื่อป้องกันสารเคมีตกค้าง
  • แยกเด็กที่ป่วยไม่ให้คลุกคลีกับเด็กคนอื่นๆ ทั้งเพื่อนบ้าน และพี่น้องที่อยู่ในบ้านเดียวกัน เช่น การกอดรัด การเล่นของเล่นที่เปื้อนน้ำลายหรือน้ำมูกของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกรณีที่มีน้องเล็กๆ อายุ ๑-๒ ปีหรือน้อยกว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดอาการรุนแรง ไม่นำเด็กไปในที่ที่มีคนอยู่จำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด สระว่ายน้ำ ควรให้เด็กอยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี
  • ขอให้เด็กหยุดเรียนเป็นเวลา ๗ วันนับจากวันเริ่มมีอาการ (ถึงแม้ว่าเด็กอาจมีอาการดีขึ้นก่อนครบ ๗ วัน) หากเด็กมีอาการป่วยรุนแรงขึ้น เช่น ไข้สูง อาเจียน หอบเหนื่อย ซึม ชัก หรืออาการแย่ลง ต้องรีบพาไปรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที ในกรณีผู้ป่วยเป็นผู้ใหญ่ให้หยุดงานเป็นเวลา 7 วันเช่นกัน
  • ควรปรึกษาแพทย์ เมื่อมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
  • ตุ่มน้ำ กลายเป็นตุ่มหนองหรือพุพองจากการเกาให้แพทย์พิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะรักษา
  • มีอาการเจ็บแผลในปาก จนกินอาหารและดื่มน้ำไม่ได้ มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อย
  • มีอาการปวดศีรษะมาก อาเจียนรุนแรง ไม่ค่อยรู้ตัว ชัก แขนขาอ่อนแรง หรือหายใจหอบเหนื่อย ควรส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
  • อาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์

การคุ้มครองตนเองจากโรคมือเท้าปาก

  • สำหรับเด็ก ให้ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำรวมทั้งสบู่ทุกคราวหลังการขับถ่าย ก่อนที่จะรับประทานอาหาร หรือเมื่อสัมผัสกับน้ำมูก น้ำลาย
  • สำหรับผู้มีหน้าที่คอยดูแลเด็ก ให้ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกคราวก่อนจะมีการเตรียมอาหาร ก่อนกินอาหาร รวมทั้งข้างหลังการขับถ่าย แล้วก็ข้างหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก ข้างหลังการช่วยล้างตูดให้แก่เด็กเล็กที่พึ่งถ่าย หรือสัมผัสกับสิ่งคัดหลั่งของเด็ก ยกตัวอย่างเช่น น้ำมูก น้ำลาย
  • ให้บุตรหลานหลบหลีกการเล่น หรือคลุกคลีกับเด็กที่มีอาการป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก
  • ไม่นำเด็กเล็กไปในที่ที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นต้นว่า ห้างสรรพสินค้า ตลาด สระว่ายน้ำ แล้วก็ควรจะให้อยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี ในช่วงที่มีการระบาดของโรคมือเท้าปากในพื้นที่
  • หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของ ยกตัวอย่างเช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ขวดที่เอาไว้ใส่สำหรับนม ช้อนชาม เสื้อผ้า ผ้าขนหนู ของเล่นเด็ก เป็นต้น  ร่วมกับคนอื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการระบาดของโรคนี้
  • ฝึกเด็กให้มีสุขนิสัยที่ดี และหลีกเลี่ยงการใส่นิ้วมือหรือของเด็กเล่นเข้าปาก
  • ทําความสะอาดพื้น เครื่องใช้สอยเสื้อผ้าที่อาจแปดเปื้อนเชื้อ ด้วยนํ้ายาฆ่าเชื้อที่ใช้ทั่วๆไปในบ้าน
  • บิดามารดาผู้ปกครองช่วยตรวจตราลักษณะของบุตรหลานทุกๆวัน ถ้ามีแผลในปากหลายแผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเจ็บมากมายจนถึงทำให้ไม่ค่อยกินอาหาร ให้ช่วยแจ้งแก่สถานศึกษาเพื่อมีการปฏิบัติการควบคุมโรคที่เหมาะสม
  • สำหรับบิดามารดาผู้ดูแลที่จะพาลูกหลานที่เป็นเด็กตัวเล็กๆไปที่ต่างประเทศที่มีการระบาด สามารถเดินทางได้ตามธรรมดา โดยให้ทำตัวตามถูกหลักอนามัยที่ดี หลีกเลี่ยงพาบุตรหลานไปสถานที่แออัด และถ้าบุตรหลานมีลักษณะเจ็บไข้ที่สงสัยโรคมือ เท้า ปาก ให้พาไปพบแพทย์


สมุนไพรที่ใช้รักษา/บรรเทาลักษณะโรคมือเท้าปาก สมุนไพรซึ่งสามารถประยุกต์ใช้บรรเทาอาการโรคมือเท้าปากนั้นมีดังนี้ แม้มีแผลในปากก็สามารถใช้กลีเซอรีนพญายอหยอดบริเวณแผลได้ เนื่องจากว่าในใบพญายอมีสารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ทำให้แผลหายเร็วขึ้นและก็ไม่เป็นอันตราย ไม่มีผลข้างเคียง
            สมุนไพรในโรค มือ-เท้า-ปาก คือ ฟ้าทลายขโมย (Andrographis paniculata (Burm.F.) Nees.) เป็นงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยที่ทำในประเทศจีน โดยนักวิจัยได้สกัดสารสำคัญของฟ้าทลายขโมยและก็ทำให้อยู่ในลักษณะของยาฉีดเป็นAndrographolide Sulfonate injection
งานวิจัยนี้ทำในเด็กที่เป็นโรค มือ-เท้า-ปาก อายุ 1-13 ปี ปริมาณ 230 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กรุ๊ปแรกจะได้รับการดูแลและรักษาแบบแผนเดิมร่วมกับ สารสกัดฟ้าทะลายมิจฉาชีพในรูปแบบบาฉีด (Andrographolide Sulfonate injection) อีกกลุ่มจะได้รับการดูแลและรักษาแบบแผนเดิม โดยติดตามผล 7-10 วัน ผลการศึกษาพบว่า กรุ๊ปแรกจะพบอาการสอดแทรกแบบรุนแรงน้อยกว่ากรุ๊ปที่สองอย่างมีนัยสำคัญ นอกเหนือจากนี้ยังส่งผลให้ไข้น้อยลงได้เร็วขึ้น ทำให้แผลที่ผิวหนังรวมทั้งแผลในปากหายมากยิ่งกว่ากรุ๊ปที่รักษาแบบแผนเดิม และไม่เจอการเสียชีวิตรวมทั้งผลข้างเคียงที่รุนแรงในกลุ่มทดลองอีกด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ดร.ภก.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์.โรคมือเท้าปากในเด็ก.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาจุลชีววิทยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Chang L, Lin T, Huang Y, et al. Comparison of enterovirus 71 and coxsackie-virus A16 clinical illnesses during the Taiwan enterovirus epidemic, 1998. Pediatr Infect Dis J 1999;18(12): 1092-6.
  • Abzug MJ. Hand-Foot-and-Mouth Disease. Kliegman: Nelson Textbook of Pediatrics, 19th ed.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.โรคมือ-เท้า-ปาก.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 326.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.มิถุนายน.2549
  • โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand-Food-and-Mouth Disease; HEMD) และโรคจากเชื้อ Enterovirus 71 (EV-71) .หน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand-foot-and-mouth-disease)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 1121-1123. http://www.disthai.com/
  • Alsop J. Hand-foot-and-mouth disease in Birmingham in 1959. Br Med J 1960;2:1708.
  • Shelley WB, Hashin M, Shelley ED. Acyclovir in the treatment of hand-foot-and-mouth disease.Cutis 1996;57:232-4.
  • โรคมือ เท้า ปาก พ.ศ.2555. หมอชาวบ้าน(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Ho M, Chen E, Hsu K, et al. An epidemic of enterovirus 71 infection in Taiwan. N Engl J Med 1999; 341(13): 929-35.
  • Jennifer CH, Antoinette FH. Hand-food-and-mouth disease. In: Freedberg IM, Eisen AZ, editors. Fitzpatrick’s Dermatology in General Medicine. 5th ed. New York: McGraw-Hill; 1999. p. 2403-7.
  • สมุนไพรที่เคยมีการทำวิจัยในโรคมือเท้าปาก.อภัยภูเบศสาร.ปีที่ 12 .ฉบับที่133.กรกฎาคม.2557
  • Luan YC, Tzou YL, Yhu CH, Kou CT, Shin RS, Ming LK, et al. Comparison of enterovirus 71 and coxsackie virus A16 clinical illnesses during the Taiwan enterovirus epidemic, 1998.Pediatr Infect Dis J 1999;18:1092-6.
  • Robinson CR. Report on an outbreak of febrile illness with pharyngeal lesions and examthem. Toronto, Summer 1957-isolation group A Coxsackie virus. Can Med Assoc J 1958;79:615.
  • Theokiss Z, Joel DK. Enterovirus infection. Pediatrics in Review 1998;19:183-91.
  • พญ.ชนิกานต์ คีรีวิเชียร,พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ.โรคมือเท้าปาก (Hand-Food-and-Mouth-Disease).คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.กันยายน 2545.หน้า 1- 9
  • โรคมือเท้าปาก-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก


6

สมุนไพรยับยั้งพิษ
หยุดพิษ Breynia glauca Craib
ชื่อพ้อง B. subterblanca Fischer
บางถิ่นเรียกว่า หยุดพิษ ดับพิษ (เชียงใหม่) จ้าสีเสียด (ลำพูน) ปริก (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์).
ไม้พุ่ม สูงได้ถึง 7.5 ม. ไม่มีขน กิ่งอ่อนออกจะแบน ต่อมาจะกลม. ใบ คนเดียว เรียงสลับกัน รูปไข่ปนรูปหอก โคนใบสอบ ขอบของใบเรียบ; ปลายใบแหลม หรือ มน ปลายสุดเป็นติ่งแข็งเล็กๆกว้าง 1.5-3.0 เซนติเมตร ยาว 2.5-7.0 เซนติเมตร เนื้อใบดกและก็แข็ง ข้างบนสีน้ำตาลเข้ม ด้านล่างสีขาวนวล เส้นใบเล็กมาก มี 5-6 คู่ มองเห็นไม่ชัด ก้านใบยาว 2-3 มิลลิเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ แล้วก็แยกเพศ. สมุนไพร ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบเชื่อมติดกันเหมือนลูกข่าง ยาว 2 มิลลิเมตร เกสรผู้ 3 อัน ก้านเกสรเชื่อมติดกัน. ดอกเพศเมีย ก้านดอกสั้น กลีบรองกลีบดอกไม้เชื่อมชิดกันเป็นปลอด ยาว 2 มม. เป็น 3 เหลี่ยม ปลายแยกเป็น 6 แฉก ท่อรังไข่ 3 อัน ตั้งชัน แต่ละอันปลายแยกเป็น 2 แฉก. ผล รูปกลม แบน กว้างราวๆ 8 มิลลิเมตร ยาว 5 มิลลิเมตร แก่จัดสีดำ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามที่ลุ่มในป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ และที่รกร้างว่างเปล่าทั่วไป.
สรรพคุณ : แก้ไข้ กระแทกพิษ (ในประมวลคุณประโยชน์ยาไทยของชมรมหมอแผนโบราณ ไม่ได้บอกว่าใช้ส่วนไหนของพืช).

7

โรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids/Piles)
โรคริดสีดวงทวาร คืออะไร โรคริดสีดวงทวาร มาจากคำสองคำประสมกัน คือคำว่า "ริดสีดวง" + "ทวาร"   คำว่า "ริดสีดวง" จะคือ เรื่องผิดปกติที่เป็นติ่ง หรือเนื้อยื่นออกมาจากร่างกาย ซึ่งนิยมใช้เรียกโรคริดสีดวง ที่เกิดขึ้นที่ทวารหนักเสียเป็นส่วนใหญ่ จนบางครั้งจะเรียกสั้นๆว่า  ริดสีดวงž ก็เป็นที่เข้าใจว่าเป็นโรคริดสีดวงของทวารหนัก
                ในอดีตกาลมีอีกโรคหนึ่งที่ใช้คำว่าริดสีดวงเหมือนกัน คือโรคริดสีดวงของจมูก ซึ่งก็คือ เนื้องอกไม่ปกติในโพรงจมูก พบบ่อยในคนป่วย โรคภูมิแพ้ประเภทเรื้อรัง ซึ่งปัจจุบันไม่นิยมเรียกว่าริดสีดวงจมูกแล้ว แม้กระนั้นจะเรียกเนื้อแตกออกในโพรงจมูกแทน
โรคริดสีดวงทวาร ก็คือ โรคที่มีต้นเหตุมากจากการอักเสบ และการบวมของกรุ๊ปเนื้อเยื่อหลอดเลือด ที่อยู่ข้างในทวารหนักและก็รอบๆปากทวารหนัก โดยเยื่อกลุ่มนี้มีบทบาทช่วยคุ้มครองป้องกันเนื้อเยื่อทวารหนักในช่วงมีการขับถ่ายอุจจาระ แล้วก็ช่วยทำให้ปากทวารหนักปิดสนิทช่วงไม่ปวดถ่ายอุจจาระ
โดยริดสีดวงทวารจะเกิดความแตกต่างจากปกติขึ้นในส่วนของรูทวารหนัก ที่เรียก ว่า หมอนรอง หรือ เบาะรอง (Cushion) หมอนรองจะอยู่ลึกเข้าไป โดยประมาณ 3-4 เซลเซียสมัธยม ลักษณะเป็นก้อนนูนออกมา ด้านในประกอบด้วย เส้นเลือดแล้วก็กล้าม ซึ่งจะต่อกับกล้ามหูรูดทวารหนักรวมทั้งอยู่ใต้ ต่อจากเยื่อบุทวารหนัก ริดสีดวงทวารหนักกำเนิด จากการเขยื้อนลงมาของหมอนรองมีการยืดตัวของกล้ามรวมทั้งการ โป่งพองของกรุ๊ปเส้นโลหิตและก็เยื่อรอบๆส่วนปลายของไส้ตรง ในคนปกติจะมีริดสีดวง (hemorrhoid tissue) ทุกคน โดยจะอยู่บริเวณ ด้านล่างของทวารหนัก เนื้อเยื่อริดสีดวงจะมีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ๆเมื่อบวมหรืออักเสบจะมีพยาธิภาวะเป็น หัวริดสีดวง แล้วอาจเกิดการปริแตกของฝาผนังหลอดเลือดในขณะเบ่งอุจจาระ จึงทำให้มีเลือดออกเป็นบางครั้งบางคราว โดยมักจะมีลักษณะของโรคเกิดขึ้นในเวลาท้องผูกหรือกำเนิดท้องเสียบ่อยครั้ง ปกติแล้วจะไม่ค่อยมีอาการร้ายแรงหรืออันตราย โดยบางทีก็อาจจะเป็นๆหายๆเรื้อรัง ทำให้ไม่น่าสนใจ หรือทำให้ตื่นตระหนกได้
โรคริดสีดวงทวาร แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

  • ริดสีดวงด้านใน (Internal Hemorrhoids)เป็นริดสีดวงที่อยู่เหนือเส้นสมมุติที่เรียกว่า dentate line (บริเวณ แถวๆรอยที่หยักๆ) เป็นกลุ่มหลอดเลือดดำที่อยู่ใต้ชั้นเยื่อบุไส้ภายในรูทวารหนักปูดพอง (ขอด) ซึ่งจะตรวจเจอได้เมื่อใช้กล้องถ่ายภาพส่องตรวจ
  • ริดสีดวงทวารนอก (External Hemorrhoids)เป็นริดสีดวงที่อยู่ใต้เส้น Dentate line เป็นกลุ่มเส้นเลือดดำที่ อยู่ใต้ไม่ถูกหนังบริเวณปากทวารหนักปูดพอง (ขอด) ซึ่งสามารถเห็นรวมทั้งลูบคลำได้ไพเราะผิวหนังรอบๆทวารจะถูกดันจนถึงโป่งออกมาผู้เจ็บป่วยก็เลยรู้สึกเจ็บปวด


โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคพบได้มาก ในสหรัฐฯพบผู้เจ็บป่วยมีอาการจากโรคนี้ได้ราว 5% ของประชาชนคนแก่ทั้งหมดทั้งปวง โดยเจอได้สูงในช่วงอายุ 45-65 ปี โดยสตรีและผู้ชายมีโอกาสกำเนิดโรคได้ใกล้เคียงกันสิ่งที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร  มีสาเหตุจากกรุ๊ปเยื่อเส้นโลหิตดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นได้รับบาดเจ็บ หรือมีการหมุนวนโลหิต ไม่ดีจากมูลเหตุต่างๆจนถึงนำมาซึ่งการโป่งพอง บวม อักเสบ หรือเกิดมีลิ่มเลือดในกลุ่มเนื้อเยื่อดังกล่าวข้างต้น ซึ่งปัจจัย ส่วนมากเกิดขึ้นจากการเบ่งถ่ายอุจจาระเสมอๆนานๆซึ่งได้ผลสำเร็จของท้องผูก การตั้งครรภ์ การกระทำการดำรงอยู่ และก็ลักษณะของการอุจจาระ ซึ่งการเบ่งอุจจาระบ่อยๆนานๆจะมีผลเพิ่มระดับแรงกดดันในท้อง ทำให้การไหลเวียนของโลหิตในหลอดโลหิตดำรอบๆทวารหนักไม่สบาย เกิดการยืด ย่นย่อ คด งอ พอง และก็โตขึ้นเป็นติ่งเนื้อ อย่างกับการเป่าเพิ่มลมเข้าไปในลูกโป่ง เมื่อลูกโป่งโตขึ้น ก็จะมีความครึ้มของฝาผนังลดน้อยลง เมื่อใดก็ตามที่มีของแข็งๆมาเสียดสี ตัวอย่างเช่น อุจจาระแข็งๆหรือเพิ่มระดับแรงกดดันขึ้นอีก ก็จะก่อให้เกิดการปริแตกหรือฉีกจนขาดของหลอดเลือดดำ ทำให้เกิดเลือดออกมาเป็นเลือดสดๆได้
    นอกจากการเบ่งขี้นานๆซึ่งเป็นต้นเหตุ หลักแล้ว ยังพบว่าระดับความดันเลือดในตับที่สูง (ซึ่งเกิดได้จากความอ้วน หรือโรคตับ) อายุที่มากขึ้น อาการท้องเดินเรื้อรังยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งของโรคริดสีดวงทวารได้อีกด้วย
ลักษณะของโรคริดสีดวงทวารข้างในเป็นคนป่วยส่วนใหญ่ชอบมีลักษณะอาการเลือดออกทางทวารหนัก โดยไม่รู้เรื่องสึกปวดแต่อย่างใด ซึ่งจะเกิดขึ้นในระหว่างหรือหลังจากถ่ายอุจจาระเสร็จ เลือดที่ออกมานั้นจะมีลักษณะเป็นเลือดสีแดงสด ออกคละเคล้ามากับอุจจาระ หรือมีเลือดไหลหยดลงในโถส้วม และก็อาจสังเกตว่ามีเลือดเปื้อนบนกระดาษชำระ เลือดจะออกมาในลักษณะอาบก้อนอุจจาระ ไม่มีมูกปน แล้วก็เลือดมักจะหยุดไหลได้เอง ซึ่งอาการกลุ่มนี้จะมีลักษณะเป็นๆหายๆถ้ามีเลือดออกมากหรือเป็นเรื้อรัง อาจจะส่งผลให้เกิดอาการซีดตามมาได้ ในรายที่เป็นมาก เส้นโลหิตจะบวมมากมาย ทำให้หัวริดสีดวงโผล่ออกมานอกปากทวารหนัก หรือมองเห็นเป็นก้อนเนื้อนุ่มๆปลิ้นโผล่ออกมา ซึ่งในสภาวะแบบนี้จะทำให้กำเนิดอาการปวดหรือเจ็บที่ทวารหนักได้ ในบางรายอาจก่อให้เกิดอาการคันรวมทั้งอาการกลั้นอุจจาระไม่อยู่ได้ด้วยเช่นเดียวกัน
ดังนี้ โดยปกติแบ่งความรุนแรงของโรคริดสีดวงข้างใน เป็น 4 ระดับตามความร้ายแรง ยกตัวอย่างเช่น

  • ระดับ 1 หลอดเลือดที่โป่งพอง ยังเกิดอยู่ภายในทวารหนักรวมทั้งลำไส้ตรง
  • ระดับ 2 หลอดเลือด พร้อมเยื่อรอบๆเส้นโลหิตปลิ้นโผล่ออกมาที่ปากทวารหนักในขณะอุจจาระ แต่ก้อนเนื้อนี้สามารถกลับเข้าไปภายในทวารหนักได้เองข้างหลังหมดอุจจาระ
  • ระดับ 3 ก้อนเนื้อไม่กลับเข้าภายในทวารหนัก หลังสุดอุจจาระแล้ว แต่ว่าสามารถใช้นิ้วดันกลับเข้าไปได้
  • ระดับ 4 ก้อนเนื้อกลับเข้าไปด้านในทวารหนักไม่ได้ ค้างอยู่หน้าปากทวารหนัก หากแม้จะใช้นิ้วช่วยดันและก็ตาม ซึ่งตอนนี้คนป่วยจะเจ็บมาก ที่มา : Wikipedia


รวมทั้งควรต้องรีบเจอหมอเป็นการฉุกเฉิน ก่อนที่ก้อนเนื้อจะเน่าตายจากการขาดเลือด
อาการของโรคริดสีดวงด้านนอก คือ มีติ่งเนื้อสีชมพูคล้ำออกมาจากปากทวารหนักเมื่อมีลักษณะท้องผูกหรือท้องเดิน ทำให้คนไข้มีลักษณะอาการปวด บวม เจ็บ และก็ระคาย รวมทั้งแม้มีลิ่มเลือดเกิดขึ้นในเส้นโลหิตที่โป่งพองจะมีผลให้กำเนิดอาการปวด บวม เจ็บเยอะขึ้น แต่ชอบไม่ค่อยพบว่ามีเลือดออกมาจากติ่งเนื้อนี้ ซึ่งปกติแล้วมักจะหายเจ็บได้ภายใน 2-3 วัน แม้กระนั้น กว่าจะหายบวมอาจจะต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 2-3 อาทิตย์ เมื่อหายก็ดีแล้วอาจจะยังมีผิวหนังเป็นติ่งเหลืออยู่ และถ้าหัวริดสีดวงมีขนาดใหญ่ก็อาจจะทำให้มีการระคายเคืองหรือคันบริเวณรอบปากทวารหนักได้ด้วย
กระบวนการรักษาโรคริดสีดวงทวาร แพทย์จะวินิจฉัยโรคริดสีดวงทวารได้จาก ประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจก้อนเนื้อรอบๆทวารหนัก และก็การส่องกล้องตรวจทวารหนักแล้วก็ลำไส้ตรง ในบางครั้งอาจมีการตัดชิ้นเนื้อเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา เมื่อต้องแยกจากโรคมะเร็ง โดยแพทย์จะวินิจฉัยในอาการสำคัญๆกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ดังเช่น

  • มีเลือดแดงสดหยดออกมา หรือพุ่งออกมาขณะเบ่งถ่าย หรือหลังจากที่ถ่ายอุจจาระ ปริมาณแต่ละครั้งไม่มากมายหนัก ไม่มีอาการปวดหรือแสบของทวาร
  • มีก้อนเนื้อปลิ้นจากภายในขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ รวมทั้งยุบกลับเข้าเมื่อหยุดเบ่ง เมื่อเป็นมากจำต้องดันก็เลยจะกลับเข้าไป แล้วก็ขั้นท้ายสุดบางทีอาจย้อนอยู่ข้างนอกตลอดระยะเวลา
  • มีก้อนและก็ปวดที่ขอบทวารเกิดขึ้นเร็วใน 24 ชั่วโมง และก็เจ็บมากในระยะเวลา 5-7 วันแรก


แนวทางการรักษาโรคริดสีดวงทวาร ตัวอย่างเช่น ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงของโรคริดสีดวงทวาร รวมทั้งการใช้ยาต่างๆดังเช่นว่า ยาใช้ภายนอกลดอาการคัน ยาเหน็บทวารลดอาการบวม ปวด และยาพารา ฯลฯ แต่ว่าเมื่อการดูแลรักษาในลักษณะทะนุถนอมไม่ได้ผล การรักษาขั้นต่อไป คือ การดูแลและรักษาทางศัลยกรรม ที่มีหลายแบบอย่าง อย่างเช่น การจี้ด้วยไฟฟ้า หรือ เลเซอร์ การฉีดยาเข้าหลอดเลือด เพื่อเส้นโลหิตยุบแฟบ การผูกเส้นโลหิต หรือการผ่าตัดหลอดเลือด ทั้งนี้ ขึ้นกับความรุน แรงของโรค ข้อชี้ชัด และก็ดุลยพินิจของแพทย์ซึ่งมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

  • การดูแลและรักษาแบบจุนเจืออาการ ดังเช่นว่า การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเพิ่มความดันในกรุ๊ปเนื้อเยื่อเส้นโลหิตที่เป็นต้นเหตุของโรคริดสีดวงทวาร รวมทั้งการใช้ยาต่างๆซึ่งมักใช้ในกรณีที่เป็นริดสีดวงทวาร โดยไม่มีสาเหตุที่รุนแรง เป็นต้นว่า
  • ประพฤติตามข้อเสนอแนะของหมอ อาทิเช่น การใส่ยาใช้ภายนอกบริเวณหัวริดสีดวง การเหน็บยา หรือการกินยาต่างๆจากที่หมอสั่ง
  • ระวังไม่ให้ท้องผูกหรือท้องร่วงเป็นประจำผู้ป่วยควรจะกินผักและผลไม้ที่มีกากใยสูงๆให้มากมายๆแล้วก็กินน้ำให้มากๆขั้นต่ำวันละ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มและก็ขับถ่ายออกได้ง่าย
  • ฝึกถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา ไม่กลั้น และไม่เบ่งอุจจาระมากจนเกินความจำเป็น
  • หลบหลีกการกินอาหารรสจัด
  • การดูแลรักษาทางศัลยกรรม (ถ้าใช้ขั้นตอนการรักษาแบบเกื้อกูลมาสุดแต่ไม่ได้เรื่อง) ทั้งนี้ ขึ้นกับความรุนแรงของโรค ข้อชี้ชัด และก็ดุลยพินิจของแพทย์ ได้แก่
  • การฉีดยาเข้าที่เข้าทางหัวริดสีดวงทวาร ตัวยาจะก่อให้เส้นเลือดดำฝ่อและหัวริดสีดวงยุบไป มักใช้กับโรคริดสีดวงในระยะที่ 2 วิธีการแบบนี้เป็นวิธีที่สบาย ไม่มีอันตราย ไม่มีความเจ็บ หมอมักจะนัดหมายมาฉีดสัปดาห์ละครั้งราว 3-5 ครั้ง สามารถช่วยให้หายขาดได้ราว 60-70%
  • การดูแลและรักษาโดยวิธีการใช้ยางรัด (Rubber band ligation) หรือยิงยางรัดโคนหรือหัวของริดสีดวงที่โผล่ออกมา ซึ่งจะทำให้หัวของริดสีดวงนั้นฝ่อแล้วก็หลุดออกไปเองภายใน 5-7 วัน แนวทางจะใช้ได้ผลในด้านที่ดีในระยะ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหัวริดสีดวงมีขนาดใหญ่ คนไข้มักไม่มีลักษณะการเจ็บปวด แต่ถ้าเกิดรัดยางใกล้กับแนวเส้นประสาทมากจนเกินไป จะก่อให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดอย่างหนักโดยทันที
  • การทำลายเนื้อเยื่อด้วยการเผา เป็นแนวทางการรักษาที่ใช้กับโรคริดสีดวงระยะที่ 2 แม้กระนั้นยังไม่เป็นที่ชื่นชอบอย่างมากมาย โดยปกติแล้วหมอจะใช้เฉพาะเมื่อแนวทางอื่นไม่ได้ผล ซึ่งก็มีอยู่ร่วมกันหลายแนวทาง เป็นต้นว่า การเผาเนื้อเยื่อด้วยการใช้ไฟฟ้าจี้, การฉายรังสีอินฟราเรด, การใช้แสงเลเซอร์ผ่าตัด, การผ่าตัดด้วยการใช้ความเย็น ฯลฯ (การทำลายเยื่อด้วยรังสีอินฟาเรดอาจเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับในกรณีที่เป็นโรคในระยะที่ 1-2 ส่วนระยะที่ 3-4 การกลับมาเป็นซ้ำจะมีอัตราที่สูง)
  • การผ่าตัดริดสีดวงทวาร มักทำให้ในกรณีที่เป็นมากแล้วในระยะที่ 3-4 หรือเมื่อมีลิ่มเลือด หรือมีการขาดเลือดของริดสีดวงทวาร เรื่องจริงแล้วการผ่าตัดริดสีดวงไม่ใช่เรื่องน่าสยอง และไม่เจ็บในขณะผ่าตัด ด้วยเหตุว่าหมอจะให้ยาสลบหรือฉีดยาชาเข้าไขสันหลังก่อนเสมอ หลังการผ่าตัดผู้ป่วยอาจมีลักษณะการเจ็บปวดบ้าง แต่ก็ไม่มากมายก่ายกองอะไร และสามารถระงับได้ด้วยการกินยาแก้ปวด นอนพักฟื้นในโรงพยาบาลโดยประมาณ 3-4 วันก็กลับบ้านได้


ปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่โรคริดสีดวงทวาร ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดโรคริดสีดวง

  • พันธุกรรม
  • อาชีพ อย่างเช่น คนที่จะต้องยืนนานๆ
  • มีต้นเหตุที่เกิดจากโรคแทรกซ้อนของโรค อาทิเช่น ตับแข็ง ซึ่งจะมีลักษณะโรคท้องมานในระยะท้ายที่สุด และก็เมื่อมีน้ำในช่องท้องมากมายๆจะมีผลไปกดการไหลเวียนของโลหิตในท้อง เป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดดำไหลกลับเข้าท้องได้ไม่ดีนัก
  • ท้องผูก ต้องเบ่งอุจจาระเสมอๆ
  • สตรีมีครรภ์ เหตุเพราะมีการเพิ่มความดันในท้อง การขยายตัวของเส้นเลือดที่ปากทวารหนักร่วมกับท้องผูก
  • โรคอ้วนแล้วก็น้ำหนักตัวเกิน นำมาซึ่งการทำให้เพิ่มแรงกดดันในท้องรวมทั้งในอุ้งเชิงกรานสูงขึ้น เลือดก็เลยคั่งในกรุ๊ปเยื่อเส้นเลือดเหมือนกับในหญิงท้อง
  • ท้องร่วงเรื้อรัง การอุจจาระบ่อยๆจะเพิ่มความดัน และก็/หรือการบาดเจ็บต่อกรุ๊ปเนื้อเยื่อเส้นเลือด เช่นกัน
  • โรคแต่กำเนิดที่ไม่มีลิ้นปิดเปิด (Valve) ในเส้นเลือดดำในเนื้อเยื่อหลอดเลือดซึ่งช่วยสำหรับการไหลเวียนของโลหิต ก็เลยเกิดภาวะเลือดคั่งในเส้นโลหิต ก็เลยกำเนิดเส้นเลือดโป่งพองง่าย
  • การนั่งแช่นานๆและนั่งขี้นานๆจะกดทับกรุ๊ปเนื้อเยื่อเส้นโลหิต จึงเพิ่มระดับความดัน/การบาดเจ็บต่อกรุ๊ปเนื้อเยื่อเส้นเลือด
  • การร่วมเพศทางทวารหนัก จึงเกิดการกดเบียดทับ/บาดเจ็บต่อกลุ่มเยื่อหลอดเลือดส่วนนี้เรื้อรัง ก็เลยมีเลือดคั่งในเส้นโลหิต เกิดโป่งพองได้ง่าย


การติดต่อของโรคริดสีดวงทวาร โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากการอักเสบ และก็การบวมของเยื่อหลอดเลือดของทวารหนัก รวมทั้งเมื่อมีของแข็งๆมาเสียดสี หรือมีการเพิ่มระดับแรงกดดันในท้องขึ้น ก็เลยทำให้มีการเกิดอาการต่างๆของโรคริดสีดวงทวารขึ้น ซึ่งโรคริดสีดวงทวารนี้ไม่ได้เป็นโรคติดต่อแม้กระนั้นอย่างได
การกระทำตนเมื่อป่วยเป็นโรคริดสีดวงทวาร

  • ทายาทาบริเวณก้น/บริเวณริดสีดวง หรือ เหน็บยาตามแพทย์เสนอแนะ
  • กินยาต่างๆรวมทั้งยาพาราตามหมอชี้แนะ
  • เมื่อมีก้อนเนื้อบวมออกมารอบๆตูด อาจประคบด้วยน้ำเย็น ซึ่งบางทีอาจช่วยลดบวมได้
  • เมื่ออุจจาระ/ฉี่ ไม่สมควรกระทำความสะอาดด้วยกระดาษชำระที่แข็ง ควรชุบน้ำ หรือ ใช้กระดาษชำระจำพวกเปียก (มีขายในท้องตลาดแล้ว)
  • เมื่อเลือดออกมาก ใช้ผ้าขนหนูสะอาดกดรอบๆก้นไว้ให้แน่น ถ้าเกิดเลือดไม่หยุด ควรจะเจอหมอเป็นการฉุกเฉิน
  • กินน้ำสะอาดมากๆขั้นต่ำวันละ 8-10 แก้ว เมื่อไม่มีโรคจะต้องจำกัดน้ำ
  • รับประทานผัก ผลไม้ชนิดมีกากใยสูงมากมายๆตัวอย่างเช่น ฝรั่ง แอบเปิ้ล มะละกอสุก เพื่อป้องกันท้องผูก
  • ฝึกอุจจาระให้ตรงเวลา ไม่กลั้น และไม่เบ่งอุจจาระ
  • ไม่ควรนั่ง หรือ ยืนนานๆแล้วก็นั่งส้วมนานๆไม่นั่งอ่านหนังสือนานๆขณะอุจจาระ
  • เจอแพทย์ตามนัดเสมอ รวมทั้งรีบพบก่อนนัดเมื่อมีลักษณะไม่ปกติไปจากเดิม หรือ เมื่ออาการต่างๆสารเลวลง หรือเมื่อเป็นห่วงในอาการ

การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคริดสีดวงทวาร

  • หลบหลีกอาการท้องผูก ด้วยเหตุว่าท้องผูกเป็นต้นเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งของริดสีดวงทวารหนัก ทั้งที่ยังไม่ตายสิ่งที่ทำให้เกิดการเบ่ง แล้วก็ทำให้อุจจาระแข็ง ซึ่งมีแนวทางแก้ไขท้องผูกด้วยการปรับพฤติกรรมของตัวเอง ดังต่อไปนี้
  • กินอาหารที่มีเส้นใยสูง อย่างเช่น ผัก ผลไม้ และก็ธัญญาหาร เพื่อช่วยทำให้อุจจาระนุ่มขึ้น
  • ควรกินน้ำขั้นต่ำวันละ 8 แก้ว หรือ 2 ลิตร อย่างสม่ำเสมอ
  • ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งกาเฟอีน ได้แก่ เหล้า เบียร์สด ไวน์ กาแฟ ชา น้ำวัวล่า เนื่องจากว่าจะมีผลให้ร่างกายขาดน้ำ อุจจาระแข็ง และก็ถ่ายลำบากขึ้น
  • ควรหลบหลีกกลั้นอุจจาระ
  • ไม่ควรนั่งหรือเบ่งอุจจาระโดยไม่เคยทราบสึกปวดจะถ่าย
  • ควรหลบหลีกการขัดถูบริเวณทวารหนักอย่างรุนแรง ด้วยเหตุว่าจะยิ่งระคายเคืองริดสีดวงทวารหนัก
  • ควรออกกำลังกายบ่อย ด้วยเหตุว่าจะช่วยเพิ่ม กระตุ้นการเคลื่อนไหวของไส้ ทำให้อึได้ง่าย
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาระบายอย่างรุนแรง หรือการสวนทวาร
  • พักผ่อนนอนให้พอเพียง
  • เลี่ยงความเคร่งเครียด ทำจิตใจให้สบายอยู่เสมอ
  • เมื่อมีภาวะน้ำหนักตัวเกิน หรือ มีสภาวะอ้วนควรลดน้ำหนักเพื่อลดระดับความดันในช่องท้องและอุ้งเชิงกราน
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคริดสีดวงทวาร
เพชรสังฆาต
ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Cissus quadrangularis  L.
วงศ์ :   Vitaceae
สารเคมี :  เถา มีผลึก calcium oxalate รูปเข็มเยอะๆต้นสด 100 กรัม มี carotene 267 มก., ascorbic acid (Vitamin C.) 398 มก.
คุณประโยชน์ :  เถา – ใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงทวารหนัก
แก้ริดสีดวงทวาร  ใช้เถาสด 2-3 องคุลีต่อหนึ่งมื้อ กินใหม่ๆหากบดจะคันปากคันคอ เพราะว่าในสมุนไพรนี้จะมีสารเป็นผลึกรูปเข็มอยู่มาก เป็นสารแบบเดียวกับที่พบในต้นบอน ต้นเผือก การกินจึงใช้สอดไส้ในกล้วยสุก หรือมะขาม แล้วกลืนลงไป รับประทาน 10-15 วัน จะได้ผล
ครอบฟันสี
ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Abutilon indicum (L.) Sweet
ชื่อสามัญ :   Country mallow, Indian mallow
ตระกูล :   Malvaceae
ราก มี Asparagin
คุณประโยชน์ : ราก - ปวดท้อง ท้องเสีย ริดสีดวงทวาร ขับเยี่ยว
แก้ริดสีดวงทวาร  ใช้ราก 150 กรัม ต้มเอาน้ำข้นๆดื่มราว 1 ถ้วยชา ที่เหลืออุ่นเอาไอรมที่ตูดพอเพียงอุ่นๆทนได้ ใช้รมวันละ 5-6 ครั้ง เอาน้ำอุ่นๆชะล้างแผลริดสีดวงทวาร
ขลู่
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Pluchea indica  (L.) Less.
ชื่อสามัญ :  Indian Marsh Fleabane
สกุล :   Asteraceae (Compositae)
คุณประโยชน์ :
อีกทั้งต้นสด หรือแห้ง - ปรุงเป็นยาต้มกินขับเยี่ยว แก้โรคนิ่วในไต แก้ฉี่พิการ แก้ริดสีดวงทวารหนัก ริดสีดวงจมูก
เปลือก ใบ เมล็ด  - แก้ริดสีดวงทวาร ริดสีดวงจมูก
ใบ - มีกลิ่นหอม แก้ริดสีดวงทวาร
ยาริดสีดวงทวาร ใช้เปลือกต้น ต้มน้ำ เอาไอรมทวารหนัก และรับประทาน แก้โรคริดสีดวงทวาร หรือใช้เปลือกต้น (ขูดเอาขนออก) แบ่งเป็น 3 ส่วน
ส่วนที่ 1 เอามาตากแห้ง ทำเป็นยาสูบ
ส่วนที่ 2 เอามาต้มน้ำกิน
ส่วนที่ 3 ต้มน้ำเอาไปรมทวารหนัก
ว่านหางจระเข้
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe vera  (L.)  Burm.f.
ชื่อพ้อง : Aloe barbadensis  Mill
ชื่อสามัญ :  Star cactus, Aloe, Aloin, Jafferabad, Barbados
วงศ์ :  Asphodelaceae
สารเคมี:   ใบมี Aloe-emodin, Alolin, Chrysophanic acid Barbaboin, AloctinA, Aloctin B, Brady Kininase Alosin, Anthramol Histidine, Amino acid , Alanine Glutamic acid Cystine, Glutamine, Glycine.
คุณประโยชน์ :
ยางในใบ - เป็นยาระบาย
เนื้อวุ้น - เหน็บทวาร รักษาริดสีดวงทวาร
เป็นยาถ่าย/ยาระบาย ใช้น้ำยางสีเหลืองที่มีรสขม อ้วก อ้วก น้ำยางสีเหลืองที่ไหลออกมาระหว่างผิวนอกของใบกับตัววุ้น จะให้ยาที่เรียกว่า ยาดำ
สารเคมี - สารสำคัญในยาดำเป็น G-glycoside ที่มีชื่อว่า barbaloin (Aloe-emodin anthrone C-10 glycoside)
รักษาริดสีดวงทวาร นอกจากจะช่วยรักษาแล้ว ยังช่วยบรรเทาอาการปวด อาการคันได้ด้วย โดยทำความสะอาดทวารหนักให้สะอาดและแห้ง ควรปฏิบัติหลังจากการอุจจาระ หรือข้างหลังอาบน้ำ หรือก่อนนอน เอาว่านหางจระเข้ปอกส่วนนอกของใบ แล้วเหลาให้ปลายแหลมเล็กน้อย เพื่อใช้เหน็บในช่องทวารหนัก ถ้าหากจะให้เหน็บง่าน นำไปแช่ตู้เย็น หรือน้ำแข็งให้แข็ง จะทำให้สอดได้ง่าย จำต้องหมั่นเหน็บวันละ 1-2 ครั้ง กระทั่งจะหาย
อัคคีทวาร
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Clerodendrum serratum  (L.) Moon. var.wallichii  C.B.Clarke
สกุล :   Limiaceae (Labiatae)
สรรพคุณ : ใบ, ราก, ต้น – ใช้เป็นยารักษาริดสีดวงทวาร
ใช้เป็นยารักษาริดสีดวงทวาร

  • นำรากหรือต้นยาว 1-2 องคุลี ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้นๆทาที่ริดสีดวงทวาร เป็นยาเกลื่อนหัวริดสีดวง
  • นำใบ 10-20 ใบ มาตากแห้ง บดให้เป็นผง แล้วคลุกกับน้ำผึ้งรวง ปั้นเป็นเม็ดขนาดเม็ดพุทรา กินทีละ 2-4 เม็ด ทุกวันติดต่อกัน 7-10 วัน
  • ใช้ใบแห้งป่นเป็นผุยผง โรยในถ่านไฟ เผาเอาควันรมหัวริดสีดวงแตกออกทวารหนัก ให้ยุบฝ่อ
เอกสารอ้างอิง

  • ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด.ยารักษาโรคริดสีดวง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่337.คอลัมน์การใช้ยาพอเพียง.พฤษภาคม.2550
  • ขลู่.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
  • แนะนำการปฏิบัติตัวโรคริดสีดวงทวาร.เอกสารเผยแพร่.ห้องตรวจศัลยกรรม.งานพยาบาลผู้ป่วยนอก กลุ่มภารกิจบริการวิชาการโรงพยาบาลราชวิถี.
  • Mounsey, A., Halladay, J., and Sadiq, T. (2011). Am Fam Physician. 84, 204-210. http://www.disthai.com/
  • เพชรสังฆาต.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
  • Chen, Herbert (2010). Illustrative Handbook of General Surgery. Berlin: Springer. p. 217. ISBN 1-84882-088-7.
  • ครอบฟันสี.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 551-553.
  • ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. “ผ่าตัดริดสีดวงทวารอย่างไรไม่ให้เจ็บ (หรือเจ็บน้อย)”.  (ผศ.ดร.นพ.วรุตม์ โล่ห์สิริวัฒน์).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : si.mahidol.ac.th.  [05 มี.ค. 2016].
  • อัคคีทวาร.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • ธีรพล อังกูรภักดีกุล.(2546).ริดสีดวงทวาร.Healthtoday,ปีที่3(ฉบับที่25),หน้า68-73.
  • สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ท้องผูกและริดสีดวงทวาร.(พิมพ์ครั้งที่1).กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน(2546).
  • ว่านหางจระเข้.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
  • รศ.นพ.วิรุณ บุญชู.ริดสีดวงทวาร.ภาควิชาศัลยศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.


8

โรคไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever)

  • โรคไข้เลือดออกเป็นยังไง โรคไข้เลือดออกหมายถึงโรคติดเชื้อซึ่งเป็นผลมาจาก เชื้อไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) โดยมียุงลายเป็นพาหนะนำโรคลักษณะโรคนี้มีความคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดในตอนแรก (แต่ว่าจะไม่มีอาการน้ำมูลไหล คัดจมูก หรือไอ) จึงทำให้ผู้เจ็บป่วยเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่าตนเป็นเพียงแต่โรคไข้หวัด และก็ทำให้มิได้รับการดูแลและรักษาที่ถูกในทันทีทันใด โรคไข้เลือดออกมีอาการแล้วก็ความรุนแรงของโรคหลายระดับตั้งแต่ไม่มีอาการหรือมีลักษณะอาการนิดหน่อยไปจนกระทั่งเกิดอาการช็อกซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนป่วยเสียชีวิต สถิติในปี พุทธศักราช 2554 รายงานโดย กลุ่มโรคไข้เลือดออก สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีอัตราป่วยไข้ 107.02 แล้วก็อัตราป่วยตาย 0.10 ซึ่งแสดงว่า ในพลเมืองทุก 100,000 คน จะมีผู้ที่มีอาการป่วยด้วยไข้เลือดออกได้ถึง 107.02 คน และก็มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ 0.1 คน อย่างยิ่งจริงๆ ดังนี้โรคไข้เลือดออกยังเป็นโรคระบาดที่พบได้ทั่วไปแถบบ้านพวกเราและประเทศใกล้เคียง มีการระบาดเป็นระยะๆทั่วในจ.กรุงเทพฯ แล้วก็ต่างจังหวัด พบบ่อยการระบาดในฤดูฝนซึ่งเป็นตอนที่มียุงลายชุกชุม จากสถิติในปี พุทธศักราช 2556 ของสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีคนไข้จำนวน 154,444 ราย (คิดเป็นอัตราป่วยไข้ 241.03 ต่อพลเมือง 100,000 ราย) แล้วก็มีปริมาณคนเจ็บเสียชีวิตจำนวน 136 ราย (คิดเป็นอัตราเสียชีวิต 0.21 ต่อราษฎร 100,000 ราย)
  • ต้นเหตุของโรคไข้เลือดออก โรคไข้เลือดออกมีสาเหตุจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่าไวรัสเดงกี Dengue 4 ประเภทเป็น Dengue 1, 2, 3 และ 4 โดยธรรมดาไข้เลือดออกที่พบกันธรรมดาทุกปีมักจะมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสDengue ชนิดที่ 3 หรือ 4 แม้กระนั้นที่มีข่าวสารมาในตอนนี้จะเป็นการติดเชื้อโรคในสายพันธ์2เป็นสายพันธ์ที่พบได้เรี่ยรายแต่ว่าอาการมักจะร้ายแรงกว่าสายพันธ์ที่ 3, 4 และจะต้องเป็นการตำหนิดเชื้อซ้ำครั้งที่ 2 (Secondaryinfection) ไวรัสเดงกี่ เป็น single strandcd RNA เชื้อไวรัส อยู่ใน familyflavivirida มี4 serotypes (DEN1, DEN2, DEN3, DEN4) ซึ่งมีantigen ของกลุ่มบางชนิดร่วมกัน ก็เลยทำให้มีcross reaction พูดอีกนัยหนึ่ง เมื่อมีการติดเชื้อโรคชนิดใดแล้ว จะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสจำพวกนั้นอย่างถาวรทั้งชีวิต และจะมีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสเดงกี่อีก 3 ชนิด ในช่วงระยะสั้นๆโดยประมาณ 6 - 12 เดือน (หรืออาจสั้นกว่านี้) ฉะนั้นผู้ที่อยู่ภายในเขตพื้นที่ที่มีไวรัสเดงกี่ชุกชุมอาจมีการตำหนิดเชื้อ 3หรือ 4 ครั้งได้  การตำหนิดเชื้อไวรัสเดงกีมีลักษณะแสดงได้ 3 แบบหมายถึงไข้เดงกี (Denque Fever – DF),ชอบกำเนิดกับเด็กโตหรือคนแก่อาจจะมีอาการไม่รุนแรงและไม่สามารถจะวินัจฉัยได้เรื่องอาการทางสถานพยาบาลได้แน่นอนจะต้องอาศัยการตรวจทางน้ำเหลืองและก็แยกเชื้อไวรัส ไข้เลือดออก หรือ ไข้เลือดออกเดงกี (Dengue hemorrhagic fever – DHF) และก็ไข้เลือดออกเดงกีที่ช็อก (Denque Shock Syndrome – DSS) เป็นกลุ่มอาการที่เกิดขึ้นต่อจากระยะ DHF เป็นมีการรั่วของพลาสมาออกไปๆมาๆกทำให้คนป่วยเกิดอาการช็อก และก็สามารถตรวจเจอรระดับอีมาโตคริต    (Hct)  สูงขึ้นรวมทั้งมีน้ำในเยื่อห่อหุ้มช่วงปอดรวมทั้งท้องอีกด้วย
  • ลักษณะโรคไข้เลือดออก ระยะที่ 1 (ระยะไข้สูง) คนเจ็บจะจับไข้สูงลอย (กินยาลดไข้ไข้ก็จะไม่ลด) ไข้39 - 41 องศาเซลเซียส ประมาณ 2 - 7 วัน ทุกรายจะจับไข้สูงเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน จำนวนมากไข้จะสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ไข้อาจมากถึง 40 - 41 องศาเซลเซียสได้ซึ่งบางรายอาจมี อาการชักเกิดขึ้น ผู้ป่วยมักจะมีหน้าแดง (Flushed face) บางทีอาจตรวจ เจอคอแดง (Injected pharynx) ได้แต่จำนวนมากผู้ป่วยจะไม่มีอาการ น้ำมูกไหล หรืออาการไอ ซึ่งช่วยสำหรับการวิเคราะห์แยกโรคที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากหัดใน ระยะแรก แล้วก็โรคระบบทางเดินหายใจได้ เด็กโตอาจบ่นปวดหัว ปวดรอบกระบอกตา ในระยะไข้นี้อาการทางระบบทางเดินอาหารที่พบได้บ่อยหมายถึงเบื่อข้าว อ้วก บางรายอาจมีลักษณะของการปวดท้องร่วมด้วย ซึ่งใน ระยะต้นจะปวดโดยปกติ และบางทีอาจปวดที่ชายโครงขวาในระยะ ที่มีตับโต ปวดหัว เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามตัว หิวน้ำ ซึม ในบางรายอาจมีอาการปวดท้องในบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงทางขวา หรืออาจมีอาการท้องผูกหรือถ่ายเหลว ส่วนในเด็กอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 1 ปี บางทีอาจพบอาการไข้สูงร่วมกับอาการชักได้ ระยะที่ 2 (ระยะช็อกและก็มีเลือดออก หรือ ระยะวิกฤติ) ชอบพบในไข้เลือดออกที่เกิดจากเชื้อเดงกีที่มีความร้ายแรงขั้นที่ 3 แล้วก็ 4 อาการจะเกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 3-7 ของโรค ซึ่งถือว่าเป็นตอนที่วิกฤติของโรค โดยอาการไข้จะเริ่มลดลง แต่ว่าคนป่วยกลับมีอาการทรุดหนัก มีลักษณะเลือดออก : อาการเลือดออกที่พบได้บ่อยที่สุดที่ผิวหนัง โดยจะตรวจพบว่าเส้นเลือดเปราะ แตกง่าย วิธีการทำ torniquet test ให้ผลบวกได้ตั้งแต่ 2 - 3 วันแรกของโรค ร่วมกับมีจุดเลือดออกเล็กๆกระจายอยู่ตามแขน ขาลำตัว รักแร้อาจมีเลือดกำเดา หรือเลือดออก ตามไรฟัน ในรายที่รุนแรงอาจมีคลื่นไส้ ปวดท้อง รวมทั้งขี้เป็นเลือด ซึ่งชอบเป็นสีดำ (Malena) อาการเลือดออกในทางเดินของกิน มีความผิดปกติของระบบไหลเวียนเลือด หรือช็อก:มักจะกำเนิด ช่วงไข้จะลดเป็นระยะที่มีการรั่วของพลาสมาซึ่งจะพบทุกรายในคนไข้ ไข้เลือดออกเดงกี่ โดยระยะรั่วจะมีราวๆ 24 - 28 ชั่วโมง โดยประมาณ 1 ใน 3 ของคนป่วยจะมีลักษณะร้ายแรงมีภาวการณ์การไหล เวียนล้มเหลวเกิดขึ้น เพราะว่ามีการรั่วของพลาสมาออกไปยังช่องปอด/ ช่องท้องมาก เกิด hypovolemic shock คนเจ็บจะเริ่มมีลักษณะ กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นค่อยเร็ว(อาจมากกว่า 120 ครั้ง/นาที) เยี่ยวน้อย ความดันเลือดเปลี่ยน ตรวจเจอ pulse pressure แคบ เท่ากับหรือน้อยกว่า 20 มม.ปรอท (ค่าธรรมดา30-40มม.ปรอท) ภาวการณ์ช็อกที่เกิดขึ้นนี้จะมีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วถ้าหากมิได้รับการดูแลรักษาคนไข้จะมีอาการชั่วโคตรลงรอบปากเขียว ผิวสีม่วงๆตัวเย็นชืด จับชีพจรและก็/หรือวัดความดันมิได้ (Profound shock) ภาวะทราบสติเปลี่ยนไป และจะเสียชีวิตด้านใน 12-24ชั่วโมงหลังเริ่มมีภาวะช็อกหากว่าคนไข้ได้รับการรักษาอาการช็อก อย่างทันท่วงทีและก็ถูกต้องก่อนจะเข้าสู่ระยะ profound shock โดยมากก็จะฟื้นได้อย่างรวดเร็ว ระยะที่ 3 (ระยะฟื้น) ในรายที่มีภาวะช็อกไม่รุนแรง เมื่อผ่านวิกฤติช่วงระยะที่ 2 ไปแล้ว อาการก็จะอย่างเร็ว หรือแม้กระทั้งผู้เจ็บป่วยที่มีภาวการณ์ช็อกรุนแรง เมื่อได้รับการรักษาอย่างแม่นยำและก็ทันการก็จะฟื้นตัวเข้าสู่สภาพธรรมดา โดยอาการที่แปลว่าดีขึ้นนั้นหมายถึงผู้ป่วยจะเริ่มอยากกินอาหาร แล้วอาการต่างๆก็จะคืนสู่ภาวะปกติ ชีพจรเต้นช้าลง ความดันเลือดกลับมาสู่ปกติ ปัสสาวะออกมากขึ้น
  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคไข้เลือดออก เนื่องแต่โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่มียุงลายเป็นยานพาหนะนำโรคโดยเหตุนี้ สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดโรคไข้เลือดออกนั้น บางครั้งก็อาจจะแบ่งได้ 2 กรณี 1.การถูกยุงลายกัด ด้วยความที่เราไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่ายุงตัวไหนมีเชื้อหรือเปล่ามีเชื้อด้วยเหตุนี้ เมื่อถูกยุงลายกัด ก็เลยมีความน่าจะเป็นไปได้เสมอว่าพวกเราบางทีก็อาจจะได้รับเชื้อไวรัสเดงกีที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคไข้เลือดออก โดยเฉพาะเมื่อพวกเราถูกยุงลายกัดในพื้นที่ที่การระบายของโรคไข้เลือดออก หรือ อยู่ภายในเขตพื้นที่ที่มีความชุกชุมของยุงลายสูง 2.แหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย ในเมื่อยุงลายเป็นยานพาหนะนำโรคไข้เลือดออกแล้วนั้น จึงพอๆกับว่าแม้ยุงลายมีเยอะๆก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงสำหรับการเกิดโรคไข้เลือดออกมากตามมา และก็แม้ยุงลายมีจำนวนน้องลง การเสี่ยงที่จะเกิดโรคไข้เลือดออกก็น่าจะน้อยลงตามไปด้วย โดยเหตุนั้นการควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ก็เลยน่าจะเป็นการลดการเสี่ยงสำหรับในการกำเนิดโรคไข้เลือดออกได้ แล้วก็แม้ชุมชนสามารถช่วยเหลือกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้ก็จะมีผลให้ชุมดูนั้น ปลอดจากโรคไข้เลือดออกได้
  • กระบวนการรักษาโรคไข้เลือดออก การวิเคราะห์โรคไข้เลือดออก หมอสามารถวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกได้จากอาการทางสถานพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะของการมีไข้สูง 39-41 องศาเซลเซียส หน้าแดง กลีบตาแดง อาจลูบคลำได้ตับโต กดเจ็บ มีผื่นแดง หรือจุดแดงจ้ำเขียว โดยไม่มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ หรือเจ็บคอ ร่วมกับการมีประวัติโรคไข้เลือดออกของผู้ที่อาศัยอยู่รอบๆเดียวกัน หรือมีการระบาดของโรคในช่วงนั้นๆและก็การทดสอบทูร์นิเคต์ให้ผลบวก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์โรคนี้ได้ นอกเหนือจากนั้น การส่งไปเพื่อทำการตรวจเลือด ซีบีซี (CBC) จะตรวจพบเกล็ดเลือดต่ำ เม็ดเลือดขาวค่อนข้างจะต่ำและความเข้มข้นของเลือดสูง เพียงเท่านี้ก็สามารถวินิจฉัยโรคได้เป็นส่วนใหญ่แล้ว แต่ในบางราย ถ้าหากอาการ ผลการตรวจร่างกาย แล้วก็ผลเลือดในเบื้องต้นยังไม่สามารถที่จะวินิจฉัยโรคได้ ในขณะนี้ก็มีวิธีการส่งเลือดไปตรวจหาภูมิคุ้มกันต้านทานต่อเชื้อไวรัสเดงกี ซึ่งจะช่วยทำให้การวินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างแม่นยำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เพราะเหตุว่ายังไม่มีการพัฒนายาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่การรักษาโรคนี้ จึงเป็นการรักษาตามอาการเป็นสำคัญ พูดอีกนัยหนึ่ง มีการใช้ยาลดไข้ เช็ดตัว และก็การป้องกันภาวการณ์ช็อก ยาลดไข้ที่ใช้มีเพียงแต่ประเภทเดียวหมายถึงยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ปริมาณยาที่ใช้ในคนแก่เป็น พาราเซตามอลแบบเป็นเม็ดละ500มิลลิกรัมกินทีละ1-2เม็ด ทุก 4 - 6 ชั่วโมง โดยไม่ควรรับประทานเกินวันละ 8 เม็ด (4 กรัม) ส่วนขนาดยาที่ใช้ในเด็กเป็น พาราเซตามอลแบบเป็นน้ำ 10-15มก.ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4 - 6 ชั่วโมง โดยไม่ควรรับประทาน เกินวันละ5ครั้ง หรือ2.6กรัม ผลิตภัณฑ์พาราเซตามอลแบบเป็นน้ำสำหรับเด็กมีในหลายความแรงเช่น 120 มก.ต่อ 1 ช้อนชา (1 ช้อนชา พอๆกับ 5 มิลลิลิตร), 250 มก.ต่อ 1 ช้อนชา, แล้วก็ 60 มิลลิกรัมต่อ 0.6 มิลลิลิตร ส่วนมากเป็นยาน้ำเชื่อมที่จำต้องรินใส่ช้อนเพื่อป้อนเด็ก ในกรณีเด็กแรกคลอด การป้อนยาทำเป็นออกจะยากก็เลยมีผลิตภัณฑ์ยาที่ทำขายโดยบรรจุในขวดพร้อมหลอดหยด เวลาใช้ก็เพียงแค่ใช้หลอดหยดดูดยาออกจากขวดและก็นำไปป้อนเด็กได้เลย เนื่องด้วยสินค้าพาราเซตามอลรูปแบบน้ำสำหรับเด็กมีหลายความแรง จึงควรอ่านฉลากแล้วก็วิธีการใช้ให้ดีก่อนนำไปป้อนเด็ก กล่าวคือ ถ้าหากเด็กหนัก 10 โล และก็มียาน้ำความแรง 120 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา ก็ควรป้อนยาเด็กทีละ 1 ช้อนชาหรือ 5 มล. และป้อนซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมงแต่ไม่ควรป้อนยาเกินวันละ 5 ครั้ง หากไม่มีไข้ก็สามารถหยุดยาได้โดยทันที ยาพาราเซตามอลนี้เป็นยารับประทาน ตามอาการ โดยเหตุนี้ถ้าหากว่าไม่มีไข้ก็สามารถหยุดยาได้โดยทันทีส่วนยา แอสไพรินแล้วก็ไอบูโปรเฟนเป็นยาลดไข้เช่นเดียวกัน แต่ว่ายาทั้งสองประเภทนี้ ห้ามนำมาใช้ในโรคไข้เลือดออก เนื่องด้วยจะยิ่งสนับสนุนการเกิดภาวะ เลือดออกไม่ดีเหมือนปกติจนกระทั่งอาจเป็นอันตรายต่อคนไข้ได้ ในส่วนการปกป้องคุ้มครองสภาวะช็อกนั้น กระทำได้โดยการทดแทนน้ำ ให้ร่างกายเพื่อไม่ให้ขนาดเลือดลดลดน้อยลงจนทำให้ความดันโลหิตตก หมอจะพิเคราะห์ให้สารน้ำตามความรุนแรงของอาการ โดยอาจให้ ผู้เจ็บป่วยดื่มเพียงแค่สารละลายเกลือแร่ โออาร์เอส หรือผู้ป่วยบางราย อาจได้รับน้ำเกลือเข้าทางหลอดเลือดดำ  ในเรื่องที่คนไข้เกิดภาวะเลือด ออกไม่ดีเหมือนปกติจนเกิดภาวะเสียเลือดอาจจะต้องได้รับเลือดเพิ่มเติม แม้กระนั้น ต้องเฝ้าระวังสภาวะช็อกตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น เนื่องจากภาวะนี้มีความอันตรายต่อชีวิตของคนไข้อย่างมาก

  • การติดต่อของโรคไข้เลือดออก การติดต่อของโรคไข้เลือดออก โรคไข้เลือดออก มักติดต่อจากคนไปสู่คน ซึ่งมียุงลายตัวเมีย (Aedes aegypt)  เป็นตัวพาหะที่สำคัญ โดยยุงตัวเมียจะกัดและก็ดูดเลือดของคนป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี แล้วหลังจากนั้นเชื้อจะเข้าไปฟักตัวรวมทั้งเพิ่มในตัวยุงลาย ทำให้มีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวของยุงตลอดระยะเวลาอายุขัยของมันราว 1 - 2 เดือน แล้วถ่ายทอดเชื้อไปสู่คนที่ถูกกัดได้ในรัศมี 100 เมตร ยุงลายเป็นยุงที่อาศัยอยู่ในบริเวณบ้าน มักออกกัดกลางวัน มีแหล่งเพาะพันธุ์เป็นน้ำนิ่งที่ขังอยู่ในภาชนะเก็บน้ำต่างๆเป็นต้นว่า โอ่ง แจกันดอกไม้ ถ้วยรองขาตู้ จาน ชาม กระป๋อง หม้อ ยางรถยนต์ หรือกระถาง ฯลฯ  โรคไข้เลือดออก เจอโดยมากในฤดูฝน เพราะว่าในช่วงฤดูนี้เด็กๆชอบอยู่กับบ้านมากยิ่งกว่าฤดูอื่นๆทั้งยังยุงลายยังมีการขยายพันธุ์มากมายในช่วงฤดูฝน ซึ่งในเมืองใหญ่ๆที่มีมวลชนหนาแน่น และก็มีปัญหาทางด้านกายภาพเกี่ยวกับขยะ อย่าง จังหวัดกรุงเทพ อาจเจอโรคไข้เลือดออกนี้ได้ตลอดทั้งปี


รู้ได้อย่างไรว่าพวกเราเจ็บป่วยเลือดออก ข้อคิดเห็นบางประการที่บางทีอาจจะช่วยทำให้สงสัยว่าบางทีก็อาจจะจับไข้เลือดออก ดังเช่น  เป็นไข้สูง เหน็ดเหนื่อยเป็นเกิน 2 วัน  ถ้าเกิดมีปวดหัวมากมายหรืออ้วกมากร่วมด้วย  ข้างหลังไม่สบาย 2 ถึง 7 วัน แล้วไข้น้อยลงเอง เมื่อไข้ลดแล้วมีอาการพวกนี้อย่างใดอย่างหนึ่งบางทีอาจจะเป็นไข้เลือดออกได้ ปวดหัวมากมาย อ่อนเพลียมาก อ้วกมาก กินอาหารไม่ได้ ปวดท้อง มีจ้ำเลือดเล็กๆบริเวณแขน ขา หรือลำตัว มีเลือดออกตามอวัยวะตัวอย่างเช่น เลือดกำเดา ถ่ายเป็นเลือด เมนส์มาก่อนกำคราวด เป็นต้น

  • การกระทำตนเมื่อไม่สบายเลือดออก ในระยะ 2 - 3 วันแรกของการป่วยถ้ายังทานอาหารรวมทั้งกินน้ำได้ ไม่อาเจียน ไม่ปวดท้อง ไม่มีจ้ำเลือดขึ้นแล้วก็ยังไม่มีอาการเลือดออกหรือภาวการณ์ช็อกเกิดขึ้น ควรปฏิบัติดังนี้ ให้ผู้เจ็บป่วยพักมากมายๆถ้าเกิดจับไข้สูงให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆและให้ยาลดไข้พาราเซตามอล คนแก่รับประทาน 1-2 เม็ด เด็กโต ½ - 1 เม็ด เด็กเล็กใช้ชนิดน้ำเชื่อม 1- 2 ช้อนชา ถ้ายังจับไข้กินซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง ห้ามให้ยาแอสไพริน โดยเด็ดขาด เพราะว่าอาจทำให้มีเลือดออกได้ง่ายขึ้น ถ้าเป็นผู้เจ็บป่วยเด็กและเคยชัก ควรให้กินยากันชักไว้ก่อน กินอาหารอ่อนๆอาทิเช่น ข้าวต้ม โจ๊ก รวมทั้งกินน้ำมากๆเฝ้าพินิจอาการคนไข้อย่างใกล้ชิด หมั่นกินน้ำ หรือเกลือแร โออาร์เอส ให้มากๆเพื่อป้องกันการช็อกจากการขาดน้ำ รวมทั้งถ้าหากมีลักษณะอาการดังนี้ควรไปพบหมออย่างเร็ว  ซึมลงอย่างรวดเร็ว เหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง มีจ้ำเลือดตามร่างกายมาก อ้วกมาก ทานอาหารรวมทั้งกินน้ำไม่ได้ มีเลือดออกตามร่างกายยกตัวอย่างเช่น เลือดกำเดา อาเจียนเป็นเลือดถ่ายอุจจาระเป็นเลือด หรือเลือดออก ช่องคลอด ปวดท้องมาก
  • การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคไข้เลือดออก แม้ว่าในตอนนี้กำลังเริ่มจะมีการพัฒนาวัคซีนคุ้มครองการตำหนิดเชื้อไวรัสเดงกี่ แต่ก็ยังไม่มียาที่สามารถฆ่าเชื้อโรคไวรัสเดงกี่ได้ ฉะนั้นคำตอบที่เยี่ยมที่สุดของโรคไข้เลือดออกในขณะนี้หมายถึงการคุ้มครองป้องกันไม่ให้เป็นโรคโดยการควบคุมยุงลายให้มีจำนวนลดลงซึ่งทำได้โดยการควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายแล้วก็การกำจัดยุงลายอีกทั้งลูกน้ำและก็ตัวสมบูรณ์เต็มวัย รวมทั้งคุ้มครองปกป้องไม่ให้ยุงลายกัด ทั้งนี้การปกป้องคุ้มครองทำได้ 3 ลักษณะ คือ


การป้องกันด้านกายภาพ ดังเช่น ปิดภาชนะเก็บน้ำด้วยฝาปิด ได้แก่ มีผาปิดปากตุ่ม ตุ่มน้ำ ถังเก็บน้ำ หรือถ้าหากไม่มีฝาปิด ก็วางคว่ำลงแม้ยังไม่ได้อยากใช้ เพื่อเป็นการป้องกันและยังเป็นการไม่ให้แปลงเป็นที่ออกไข่ของยุงลาย แปลงน้ำในแจกันดอกไม้สดเป็นประจำขั้นต่ำทุกๆ7 วัน ปล่อยปลารับประทานลูกน้ำลงในภาชนะเก็บน้ำ อย่างเช่น ตุ่ม ตุ่ม ภาชนะละ 2-4 ตัว รวมถึงอ่างบัวแล้วก็ตู้ที่เอาไว้สำหรับเลี้ยงปลาก็ต้องมีปลากินลูกน้ำเพื่อรอควบคุมปริมาณลูกน้ำยุงลายเช่นกัน ใส่เกลือลงน้ำในจานสำหรับรองขาตู้กับข้าว เพื่อควบคุมแล้วก็กำจัดลูกน้ำยุงลาย โดยใส่เกลือ 2 ช้อนชา ต่อความจุ 250 มล. พบว่าสามารถควบคุมลูกน้ำได้ยาวนานกว่า 7 วัน
การป้องกันทางเคมี อย่างเช่น เพิ่มเติมทรายทีมีฟอส ซึ่งเป็นสารเคมีที่องค์การอนามัยโลกชี้แนะให้ใช้รวมทั้งยืนยันความปลอดภัย เหมาะสมกับภาชนะที่ไม่อาจจะใส่ปลากินลูกน้ำได้  การพ่นสารเคมีหรือยากันยุงเพื่อกำจัดยุงตัวสมบูรณ์เต็มวัย มีจุดเด่นคือ สมรรถนะสูง แต่ข้อบกพร่องคือ ราคาแพงแพง แล้วก็เป็นพิษต่อคนรวมทั้งสัตว์เลี้ยง ก็เลยจำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญสำหรับในการฉีดพ่นและก็ฉีดเฉพาะเมื่อจำเป็นต้องเท่านั้น เพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อคนและก็สัตว์เลี้ยง ควรที่จะทำการเลือกฉีดในเวลาที่มีคนอยู่น้อยที่สุดแล้วก็ฉีดพ่นลงในแหล่งที่คาดว่าเป็นแหล่งเกาะพักของ อาทิเช่น ท่อที่มีไว้สำหรับระบายน้ำ ฯลฯ การใช้สารเคมีเพื่อกำจัดยุงในบ้านเรือน ที่ใช้กันมี 2 ประเภทเป็นยาจุดกันยุง รวมทั้งสเปรย์ฉีดไล่ยุง โดยสารออกฤทธิ์บางทีอาจเป็นยาในกลุ่มข้าศึกทรอยด์ (Pyrethroids), ดีท (DEET, diethyltoluamide) ฯลฯ แต่ก่อนมียาฆ่ายุงด้วย มีชื่อว่า ดีดีที แต่ว่าสารนี้ถูกยกเลิกการใช้ไปแล้วเนื่องมาจากเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตและหลงเหลือในสภาพแวดล้อมเป็นเวลานานมาก อย่างไรก็ตาม สารเคมีไม่ว่าจากยาจุดกันยุงหรือสเปรย์ฉีดไล่ยุง ก็มีความเป็นพิษต่อคนและก็สัตว์ โดยเหตุนี้เพื่อลดความเป็นพิษดังกล่าวมาแล้วข้างต้นควรจุดยากันยุงในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ล้างมือทุกครั้งภายหลังสัมผัส ส่วนยาฉีดไล่ยุงจะมีความเป็นพิษมากยิ่งกว่า ด้วยเหตุดังกล่าวห้ามฉีดลงบนผิวหนัง และก็ควรปฏิบัติตามวิธีใช้ที่กำหนดข้างกระป๋องอย่างเคร่งครัด
การกระทำตัว ตัวอย่างเช่น นอนในมุ้ง หรือนอนในห้องที่มีมุ้งลวดเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด โดยจะต้องปฏิบัติเหมือนกันทั้งกลางวันและก็ค่ำคืน ถ้าไม่สามารถที่จะนอนในมุ้งหรือนอนในห้องที่มีมุ้งลวดได้ ควรจะใช้ยากันยุงชนิดทาผิวซึ่งมีสารสำคัญที่สกัดจากธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น น้ำมันตะไคร้หอม (oil of citronella), น้ำมันยูคาลิปตัส (oil of eucalyptus) ซึ่งมีความปลอดภัยสูงขึ้นมากยิ่งกว่ามาทาหรือหยดใส่ผิวหนังใช้เป็นยากันยุง แม้กระนั้นคุณภาพจะต่ำลงยิ่งกว่า DEET

  • สมุนไพรชนิดไหนที่ช่วยรักษาคุ้มครองป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ โดยจากการศึกษาเล่าเรียนข้อมูล พบว่า สามารำใช้ใบมะละกอสดมาคันน้ำดื่มพร้อมกันกับการรักษาแผนปัจจุบัน จะมีผลให้เกล็ดเลือดของผู้เจ็บป่วยโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นได้ข้างใน 24 – 48 ชั่วโมง ช่วยลดอัตราการตายลงได้ มีงานศึกษาเรียนรู้รอบรับในหลายประเทศ มีการทดสอบในสาวใช้แล้วได้ผล ตัวอย่างเช่น ประเทศอินเดีย ปากีสถาน มาเลเซีย นอกนั้นยังมีการจดสิทธิบัตรน้ำใบมะละกอในต่างประเทศด้วย มิได้ใช้เฉพาะคนป่วยเกล็ดเลือดต่ำจากไข้เลือดออกเพียงอย่างเดียว แต่ว่าใช้ในกรณีอื่นด้วย กรรมวิธีการรักษาโรคไข้เลือดออกด้วยใบมะละกอสด คือ ใช้ใบมะละกอสดประเภทใดก็ได้ประมาณ 50 กรัม จากต้นมะละกอ หลังจากนั้นล้างให้สะอาด รวมทั้งกระทำการบทอย่างระมัดระวัง ไม่ต้องเติมน้ำ กรองเอากากออก ดื่มน้ำใบมะละกอสดแยกกาก วันละ ครั้งแก้ว หรือ 30 ซีซี ต่อเนื่องกัน 3 วัน โดยวิธีแบบนี้มีการศึกษาค้นคว้ามาแล้วว่าไม่เป็นอันตราย


สมุนไพรซึ่งสามารถไล่ยุงได้ ตะไคร้หอม ช่วยสำหรับเพื่อการไล่ยุงเพราะกลิ่นฉุนๆของมันไม่เป็นมิตรกับยุงร้าย ในขณะนี้มีการทำออกมาในรูปของสารสกัดชนิดต่างๆไว้สำหรับป้องกันยุงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แม้กระนั้นหากอยากให้ได้ผลดีสุดๆควรที่จะใช้ตะไคร้หอมไล่ยุงจำพวกที่สกัดน้ำมันเพียวๆจากต้นตะไคร้หอมจะเหมาะสมที่สุด เว้นแต่กลิ่นจะช่วยขับไล่ยุงแล้ว ยังช่วยไล่แมลงอื่นๆได้อีกด้วยล่ะ เปลือกส้ม ยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรไล่ยุงได้อีกด้วย กรรมวิธีไล่ยุงด้วยเปลือกส้มนั้น เพียงแค่ใช้เปลือกส้มที่แกะออกมาจากผลส้มแล้วมาผึ่งไว้จนกว่าจะแห้ง แล้วหลังจากนั้นเอามาเผาไฟ ควันที่เกิดขึ้นและก็น้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในเปลือกส้มมีสรรพคุณอย่างดีเยี่ยมสำหรับเพื่อการไล่ยุง  มะกรูด ถือได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มากมายไปด้วยคุณประโยชน์ แล้วก็ยังสามารถเอามาเป็นสมุนไพรไล่ยุงได้อย่างดีเยี่ยม กรรมวิธีการเป็น นำผิวมะกรูดสดมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆมาตำกับน้ำเท่าตัวจนกระทั่งแหลกละเอียด ต่อจากนั้นให้กรองเอาเฉพาะน้ำ สามารถเอามาทาผิวหรือใส่กระบอกที่มีไว้ฉีดเพื่อฉีดตามจุดต่างๆของบ้านได้ โหระพา กลิ่นหอมแรงของโหระพายังเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ช่วยสำหรับเพื่อการไล่ยุงแล้วก็แมลง ทำให้มันไม่อาจจะคงทนกับกลิ่นฉุนของโหระพาได้ สะระแหน่ นับว่าเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมสดชื่น แต่กลิ่นหอมสดชื่นๆของมันไม่ค่อยถูกกันกับยุงนัก กรรมวิธีไล่ยุงเพียงแต่นำใบสะระแหน่มาบดขยี้ให้กลิ่นออกมา แล้วนำไปวางตามจุดต่างๆที่มียุงจำนวนมากหรือสามารถนำใบสะระแหน่มาบดแล้วทาลงบนผิวหนังจะก่อให้ผิวหนังสดชื่นและยังช่วยเหลือกันยุงได้อีกด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • กลุ่มโรคไข้เลือดออก สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือการประเมินผลตามตัวชิ้วัดงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกระดับจังหวัด ปี 2553. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร: 2543.1-12.
  • (ภกญ.วิภารักษ์ บุญมาก).”โรคไข้เลือดออก”ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • สิวิกา แสงธาราทิพย์ ศิริชัย พรรณธนะ(2543).โรคไข้เลือดออก.(พิมพ์ครั้งที่2).พิมพ์ที่บริษัท เรดิเอชั่น จำกัด สำนักงานควบคุมโรคไข้เลือดออก กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข http://www.disthai.com/
  • สำนักพัฒนาวิชาการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการวินิจฉัยและรักษาไข้เลือดออกในระดับโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด; 2548.8-33.
  • แนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรคไข้เลือดออกเดงกี กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวจสาธารณสุข.(2544).กระทรวจสาธารณสุข
  • Sunthornsaj N, Fun LW, Evangelista LF, et al. MIMS Thailand. 105th ed. Bangkok: TIMS Thailand Ltd; 2006.118-33.
  • นพ.สมชาญ เจียรนัยศิลป์.ไข้เลือดออก.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่267.คอลัมน์โรคน่ารู้.กรกฎาคม.2544
  • คู่มือวิชาการโรคติดเชื้อเดงกีและโรคไข้เลือดออกเดงกีด้านการแพทย์และสาธารณสุข.สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลงกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข.2558
  • กันยา ห่านณรงค์.โรคไข้เลือดออก.จดหมายข่าว R&D NEWSLETTER.ปีที่23.ฉบับที่1 ประจำเดือนมกราคม-มีนาคม2559.หน้า 14-16
  • รักษา”ไข้เลือดออก”แนวใหม่ใช้ใบมะละกอคั้นน้ำกินเพิ่มเกล็ดเลือด.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.dailinews.co.th*politics/232509
  • World Health Organization Regional Office for South-East Asia. Guidelines for treatment of Dengue Fever/Dengue Hemorrhagic Fever in Small Hospitals,1999:28. Available from: http://www.searo.who.int/linkfiles/dengue_guideline-dengue.pdf Accessed May 10, 2012.
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.”ไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever/DHF)” หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.
  • สถานการณ์โรคไข้เลือดออก พ.ศ.2554.กลุ่มโรคไข้เลือดออก สำนักงานโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระ

9

สมุนไพรส้มเช้า
ส้มเช้าEuphorbia ligularia Roxb.
ชื่อพ้อง E. neriifolia Boiss. ส้มเช้า (กึ่งกลาง)
   ไม้พุ่ม หรือ ไม้ใหญ่ ขนาดเล็ก สูง 5-7  ม. ไม่มีขน ข้อต่อตามกิ่งเป็นห้าเหลี่ยม ที่โคนก้านใบมีหู ใบเป็นหนาม ติดตามปลายๆกิ่ง ออกมาจากตุ่ม 1-2 อัน. ใบ ตกง่าย รูปไข่กลับ ขอบขนาน หรือ รูปไข่กลับ ปนรูปช้อน กว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 15-30 เซนติเมตร ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ หรือ เป็นคลื่น โคนใบสอบแคบ เส้นกิ้งก้านใบมองเห็นได้ไม่ชัด ก้านใบสั้น. ดอก ออกเป็นช่อ มีดอกย่อยรวมกันแน่นเป็นกระจุก ดอกเพศผู้ แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่บนช่อเดียวกัน โคนช่อมีกลีบรองกลีบดอกไม้สีเหลือง มีก้านสั้นๆแตกเป็นง่าม ออกช่อจากแอ่งเดียวกัน กลุ่มช่อดอกที่อยู่ด้านข้างมีก้านช่อใหญ่ แล้วก็สั้นมาก ช่อดอกที่อยู่ตามง่าม มักจะไม่มีก้าน และเป็นเพศผู้ล้วน ใบตกแต่งออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกัน รูปไต เล็ก สมุนไพร ใบตกแต่งรองดอกเป็นรูปครึ่งวงกลม สะอาด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ รูปกลมปนหัวใจ ขอบจะเป็นฟัน ต่อมรูปไตปนขอบขนาน อยู่ตามขวาง; รังไข่ผิวเรียบ รวมทั้งสะอาด ท่อรังไข่ติดกัน ตั้งชัน ปลายยอดครึ้มกว่าโคน. ผล เป็นชนิดแห้ง ไม่มีเนื้อ มี 3 พู มีผลเล็กๆค่อนข้างแบน 3 ผลรวมกัน.

นิเวศน์วิทยา
: เกิดตามป่าราบ และป่าเบญจพรรณทั่วๆไป.
สรรพคุณ : สรรพคุณต่างๆคล้ายต้นสลัดไดป่า (E. antiquorum) มากมาย แต่ยางต้นเป็นพิษน้อยกว่า ราก ใช้เบื่อปลา ตำเป็นยาฆ่าเชื้อโรคและแก้พิษแมลงกัดต่อย  ต้น น้ำสุกเปลือก กินเป็นยาระบาย ใบ ใช้เบื่อปลา

Tags : สมุนไพร

10

สมุนไพรเต้าหลวง
เต้าหลวง Macaranga gigantean Muell. Arg.
ชื่อพ้อง M. megatophylla Muell. Arg.
บางถิ่นเรียก เต้าหลวง (จังหวัดกำแพงเพชร) ทะ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) มะหัง (ปัตตานี) หูช้าง (จันทบุรี).
ต้นไม้ สูงได้ถึง 20 ม. ลำต้นใหญ่ ยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาล แผลใบกลม หูใบใหญ่มาก ยาวได้ถึง 5 ซม. ใบ ลำพัง เรียงแบบบันไดเวียน รูปไข่ป้อม หรือ ค่อนข้างจะกลม มี 3 แฉก กว้าง แล้วก็ยาว 25-75 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือ มน ขอบของใบเรียบ หรือ หยักตื้น และก็ห่าง โคนใบกลม เส้นใบมีลักษณะเหมือนใยแมงมุม เห็นกระจ่างทางข้างล่าง ด้านบนมีขนรูปดาวห่างๆ ด้านล่างมีขนหนาแน่น ก้านใบติดแบบใบบัวยาว 15-50 เซนติเมตร มีขน.สมุนไพร  ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ เป็นช่อแบบกระจาย ยาว 20-37 เซนติเมตร ดอกเล็ก ติดเป็นกลุ่มๆกลีบรองกลีบดอก 3-4 กลีบ เกสรผู้ 1 อัน สั้น. ดอกเพศภรรยา เป็นช่อยาว 12-20 ซม. สีออกฟ้า ติดโดดเดี่ยวๆมีกลีบรองกลีบดอกไม้ 4 กลีบ ไม่มีกลีบดอก รังไข่มี 2 ช่อง ท่อรังไข่สั้น. ผล มี 2 พู กว้างราว 8 มม. ยาวราว 5 มิลลิเมตร ผิวมีต่อมทั่วไป แก่จะแตกเป็น 2 ส่วน ข้างในมี 2 ช่อง มีเม็ดช่องละ 1 เม็ด.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามชายป่าดิบ ป่าโปร่ง แล้วก็ตามที่ลุ่ม.
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกราก กินแก้อาการท้องเสีย

11

สมุนไพรครำ
ครำ Glochidion obscurum (Roxb. Ex Willd.) Bl.
บางถิ่นเรียกว่า ครำ (จังหวัดสตูล) มรัว (นครศรีธรรราช) รวด (จังหวัดพังงา).
ไม้พุ่ม กึ่ง ไม้ต้น สูง 3-10 มัธยม กิ่งเรียวยาว กิ่งอ่อนมีขน. ใบ ผู้เดียว เรียงสลับรวมทั้งอยู่ในแนวเดียวกัน รูปขอบขนาน หรือรูปหอกเบี้ยวๆกว้าง 12-15 มม. ยาว 4-6 เซนติเมตร ปลายใบมน หรือ แหลม มีติ่งแหลมเล็กๆยื่นยาวออกมา ขอบใบเรียบ โคนใบกลม (ตอนบน) หรือ แหลม (ตอนล่าง) มีเส้นใบ 6-7 คู่ ด้านล่างสีขาวนวล มีขน ก้านใบยาว 2-3. ดอก ออกตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศเมียอยู่ในช่อเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นกระจุก ก้านดอกยาวราว 4 มิลลิเมตร มีขน กลีบรองกลีบโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 6 กลีบ รูปไข่ปลายแหลม ขอบกลีบใส ข้างนอกมีขน เกสรผู้ 3 อัน อับเรณูกลม. สมุนไพร ดอกเพศภรรยา มักจะออกลำพังๆก้านดอกอ้วนกว่าดอกเพศผู้ ยาวโดยประมาณ 1 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบดอก โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 7-8 แฉก แฉกรูปไข่แกมรูปหอก มีขนทั้งคู่ด้าน; รังไข่กลม ด้านในมี 6-8 ช่อง. ผล กลม แป้น เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 มิลลิเมตร ยาว 10 มิลลิเมตร มีสัน หรือ เหลี่ยม 12-14 เหลี่ยม มีขน ก้านผลเล็ก มีขน. เม็ด สามเหลี่ยม ค่อนข้างจะแบน.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในป่าละเมาะ ที่มีความสูงใกล้ระดับน้ำทะเล.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มราก กินแก้ปวดกระเพาะอาหาร ใบ น้ำต้มใบรับประทานแก้อาการท้องร่วง

Tags : สมุนไพร

12
อื่นๆ / สมุนไพรหล่องาม มีทั้งประโยชน์-สรรพคุณ
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2018, 09:04:56 AM »

สมุนไพรหล่อง่าม
หล่อง่าม Macaranga triloba (Bl.) Muell. Arg.
ชื่อพ้อง M. carnuta Muell. Arg.
บางถิ่นเรียก หล่อง่าม (ตรัง) ลอขาว (นครศรีธรรมราช) สลาป้าง (จังหวัดตราด).
ไม้ใหญ่ สูงถึง 12 ม. ลำต้นกลวง เปลือกสีเท่า หมดจด หรือ มีขนบางส่วนใบอ่อนข้างล่างชอบมีสีม่วงอมแดง หูใบกว้างกว่ายาว โค้งกลับไปข้างหลัง ใบ ลำพัง เรียงแบบบันไดเวียน รูปไข่ หรือ ออกจะกลม มีขนาดกว้าง และยาว 10-30 ซม. ปลายแยกเป็นแฉกแหลมสามแฉก ขอบของใบเป็นคลื่น มีต่อมยื่นยาวออกมา โคนใบกลม มีเส้นกิ้งก้านใบ 3 เส้น เส้นใบย่อยเรียงเป็นขั้นบันได มีขนน้อย หรือ เกลี้ยง ก้านใบติดแบบใบบัว ยาว 5-23 ซม. ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ มีขนสีน้ำตาลปนแดงปกคลุม สมุนไพร ดอกเพศผู้ และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ เล็กมากมาย ช่อยาว 7.5-12.5 เซนติเมตร แตกกิ่งจำนวนมาก ใบแต่งแต้มสีเขียว. ดอกเพศภรรยา ช่อยาว 7.5-12.5 ซม. แตกกิ่งก้านสาขามากมาย มีกลีบรองกลีบดอกไม้ 4 กลีบ มีขน รังไข่ที่โคนมีขน ตอนบนมีต่อมสีเหลือง ข้างในมี 5 ช่อง ท่อรังไข่สั้น มี 5 อัน. ผล กลมแป้น มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6-13 มิลลิเมตร ด้านบนรอบนอกมีนอนูนๆ3-6 นอ สีน้ำตาลแดง ผลอ่อนมีแต้มสีเขียวอยู่ที่นอ ผลสุกแต้มจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และก็เหนียว. เม็ด สีดำ มี 3-6 เม็ด เนื้อหุ้มห่อสีแดง หรือ ม่วงอมชมพู.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบ หรือ ป่าละเมาะ เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 400 ม.
สรรพคุณ : ใบ ใช้ข้างนอกตำขัดฝี น้ำต้มใบ และผลเป็นยาฝาดสมาน กินแก้ปวดท้อง ผล เป็นพิษ

13
อื่นๆ / สมุนไพรมะหังสามารถเเก้ไข้ ได้ดี
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 21, 2018, 11:33:57 AM »

สมุนไพรมะหัง
มะหัง Macaranga griffithiana Muell. Arg.
บางถิ่นเรียก มะหัง (ปัตตานี) ดอกไม้หูช้าง (ตราด).
ต้นไม้ สูงได้ถึง 7 มัธยม แขนง กลม สะอาด ภายในกลวง สีขาวนวล. ใบ คนเดียว เรียงแบบบันไดเวียน รูปไข่ป้อม หรือ กลม กว้าง 12.5-22.5 เซนติเมตร ยาว 15-25 ซม. ปลายใบแหลม เป็นแฉกตื้นๆ3 แฉก ขอบใบเรียบ หรือ หยักตื้นๆโคนใบกลม หรือ สอบแคบ ทำให้คล้ายรูปข้าวหลามตัด เนื้อใบหนา ด้านล่างใบสีขาวนวล และก็มีเส้นใบสีชมพู ก้านใบติดแบบใบบัว ยาวประมาณ 20 ซม. ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และดอกเพศภรรยาอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ช่อยาว 15-25 เซนติเมตร [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอกมีใบแต่งแต้มห่อหุ้มไว้เป็นรูปไข่ มีขนสีน้ำตาลแดง กลีบรองกลีบดอกไม้มีขน และมีต่อม เกสรผู้ 3-4 อัน. ดอกเพศภรรยา ช่อสั้น อ้วน และมีขนมากกว่าช่อดอกเพศผู้ กลีบรองกลีบดอกไม้รูปถ้วย ปลายแยกเป็น 3 กลีบ รังไข่มี 3-5 ช่อง ที่โคนมีต่อม ท่อรังไข่โคนใหญ่ปลายแหลม ตรง หรือ โค้ง. ผล รูปเบาะ สีขาวนวล; มีนอป้านๆ4-5 นอ ฉาบด้วยผงสีเหลืองและก็เหนียว. เมล็ด สีดำ ไม่มีเนื้อหุ้ม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามริมสายธาร รวมทั้งข้างถนน ชอบที่โล่ง และก็ราบลุ่ม.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรากใช้กินแก้ไข้

14

มันสำปะหลัง
มันสำปะหลัง Manihot esculenta Crantz
บางถิ่นเรียกว่า มันสำปะหลัง มันสำโรง สำปะหลัง (กลาง) ต้างน้อย ต้างบ้าน (เหนือ) มันตัน มันไม้ (ใต้) มันหิ (พังงา) อุบีกายู (มลายู-ใต้).
ไม้พุ่ม สูง 1-5 มัธยม ลำต้นมีรอยแผลใบ ทุกส่วนถ้าเกิดสับจะมียางขาวไหลออกมา รากเป็นที่สะสมของกิน มี 5-10 ราก รากที่สะสมของกินมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3-15 ซม. ยาว 15-100 เซนติเมตร ใบ คนเดียว เรียงแบบบันไดเวียน เป็นแฉกลึกๆ3-9 แฉก แฉกรูปไข่กลับปนรูปหอก กว้าง 1-6 ซม. ยาว 4-20 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบสอบแคบ ด้านบนหมดจด บางครั้งมีสีแดง ข้างล่างสีขาวนวล อาจมีขนน้อยตามเส้นใบ หูใบชอบเป็นแฉกรูปหอก 3-5 แฉก ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ร่วงง่าย ก้านใบยาว 5-30 เซนติเมตร สีเขียวถึงแดงเข้ม. [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบใกล้ยอด ยาว 3-10 เซนติเมตร ใบประดับรูปยาวแคบ ร่วงง่าย ดอกแยกเพศแต่ว่าอยู่บนช่อเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 0.5-1.0 ซม. กลีบรองกลีบดอกไม้ ยาว 3-8 มิลลิเมตร เชื่อมชิดกันเป็นรูประฆัง ปลายแยกเป็นแฉกสามเหลี่ยม 5 แฉก เกสรผู้ 10 อัน เรียงเป็น 2 วง สั้น และก็ยาวสลับกัน ก้านเกสรไม่ชิดกัน อับเรณูมีขนาดเล็ก. ดอกเพศภรรยา มีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 1-2.5 เซนติเมตร กลีบรองกลีบดอก 5 กลีบ ชิดกันที่โคนเพียงนิดหน่อย ยาวประมาณ 1 ซม. รังไข่มีสัน 6 สัน ไม่มีขน ยาว 3-4 มม. ท่อรังไข่เชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 3 กรุ๊ป แต่ละกลุ่มแยกเป็นกิ่งก้านสาขาเล็กๆน้อยๆอีกเยอะมาก. ผล กลม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 ซม. หมดจด มีปีกแคบๆตามทางยาว. เม็ด รี ยาวประมาณ 12 มม.

นิเวศน์วิทยา
: ปลูกได้ทั่วๆไป เป็นพืชที่ทนแล้งก้าวหน้ามากมาย ถูกใจดินผสมทราย ดินที่มีภาวะหยาบช้าซึ่งใช้ปลูกพืชอื่นมิได้และจากนั้นก็สามารถปลูกมันสำปะหลังได้ และยังสามารถปลูกสลับกับพืชอื่นได้ด้วย.
คุณประโยชน์ : หัวใต้ดิน ใช้ทำแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งใช้ประกอบอาหาร ทำเบียร์ จัดเตรียม glucose แล้วก็ dextrin ใช้เป็นส่วนผสมสำหรับเพื่อการผลิตเม็ดยา เป็นอาหารสัตว์ และใช้ผลิต ethanol ต้น มันสำปะหลังมีสองจำพวกร่วมกัน คือชนิดขม และก็ประเภทหวาน อย่างหลังจะไม่มีสารพิษ ใบ ใบอ่อนต้มให้สุกกินได้ แก้โรคขาดวิตามินบี 1

15
อื่นๆ / สมุนไพรสอยดาว สรรพคุณ-ประโยชน์
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2018, 01:53:01 PM »

สมุนไพรสอยดาว
สอยดาว Mallotus paniculatus (Lam.) Muell. Arg.
ชื่อพ้อง M. cochinchinensis Lour.
บางถิ่นเรียกว่า สอยดาว สลัดป้าง (เมืองจันท์ ตราด) สตีตัน (เลย) แสด (ใต้).
ไม้พุ่ม หรือ  ไม้ต้น สูงได้ถึง 20 ม. ยอดอ่อนมีขนสีขาว น้ำตาลอ่อน หรือ น้ำตาล. ใบ คนเดียว เรียงแบบบันไดเวียนห่างๆรูปไข่ รูปไข่แกมสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด หรือ สามเหลี่ยม กว้าง 3-22 ซม. ยาว 5-24 ซม. ปลายใบเรียวแหลมเป็นหางยาว บางโอกาสเป็นแฉกแหลม 3 แฉก ขอบของใบเรียบ หรือ หยักเป็นคลื่นห่างๆโคนใบกลม สอบมนๆโคนสุดมีต่อมใหญ่ 1 คู่ อยู่ข้างบน ข้างล่างมีขนรูปดาวสั้นๆหนาแน่น เส้นกิ้งก้านใบมี 5-8 คู่ เส้นใบย่อยเรียงเป็นขั้นบันได ตามเส้นใบ รวมทั้งก้านใบ มีขนสีน้ำตาลอ่อน ก้านใบยาว 3-18 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อที่ยอด รวมทั้งตามง่ามใบ ยาว 7-35 ซม. มีขนสีน้ำตาลปกคลุม มีทั้งดอกเพศผู้ ดอกเพศเมีย และก็ดอกบริบูรณ์เพศ. ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 1.5-2.5 มม. สมุนไพร ดอกกลม เล็ก มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 มม. กลีบดอก รูปไข่ 3-4 กลีบ ขนาดแตกต่างกัน ยาว 2.5-2.7 มิลลิเมตร เกสรผู้มี 50-60 อัน. ดอกเพศเมีย ก้านดอกยาว 0.5-1 มม. กลีบดอกติดกันเหมือนรูประฆัง ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ยาว 2.5-2.7 มิลลิเมตร รังไข่มี 3 ช่อง ปลายท่อรังไข่เป็นรูปยาว 2-3 มม. ผล มี 3 พู กว้างโดยประมาณ 7.5 มม. ยาวราวๆ 4.5 มิลลิเมตร มีขนยาว นุ่มปกคลุม. เม็ด รูปไข่ออกจะกลม เส้นผ่าศูนย์กลางราว 3 มม. สีดำ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในป่าดงดิบ หรือ ป่าผลัดใบ.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำสุกราก กินเป็นยาบำรุง ข้างหลังการคลอดบุตร ตำเป็นยาพอกรวมกับสมุนไพรอื่นๆพอกศีรษะแก้ปวด ต้น น้ำสุกต้น ใช้เป็นยาล้างแผล

Tags : สมุนไพร

หน้า: [1] 2 3