แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - หนุ่มน้อยคอยรัก007

หน้า: [1] 2 3 4
1

ตะไคร้บ้าน
ตะไคร้ สรรพคุณ
"ตะไคร้" (Lemongrass) เป็นสมุนไพรก้นครัวที่พวกเรารู้จักและก็เคยชินกันมานาน เนื่องจากว่าในของกินไทยหลายอย่างมักใส่ตะไคร้ลงไปเป็นหนึ่งในเครื่องปรุงด้วยเสมอ อาทิเช่น ต้มยำ ต้มข่าไก่ ยำ น้ำพริกต่างๆช่วยเพิ่มรสชาติรวมทั้งคุณค่าให้กับอาหาร ส่งกลิ่นหอมเชื้อเชิญรับประทาน จนกลายเป็นสิ่งที่จะต้องมีให้ได้เลยในของกินกลุ่มนี้ นอกจากนั้นยังมีกลิ่นหอมเฉพาะบุคคลจากน้ำมันหอมระเหย ทำให้ตะไคร้ถูกใช้ประโยชน์เป็นกลิ่นในสินค้าเพื่อสุขภาพเยอะแยะ ทั้งน้ำมันหอยระเหย น้ำมันทาตัว ยาจุดกันยุง สบู่ต่างๆ
ตะไคร้ จัดเป็นไม้ล้มลุกที่จัดอยู่ในสกุลต้นหญ้า มีหลากหลายชนิด เว้นแต่นำไปทำครัวแล้วและก็ทำเป็นยาสมุนไพรแล้ว ตะไคร้บางจำพวกยังช่วยไล่ยุงมดแมลงได้อีกด้วย จึงจัดเป็นพืชผักสวนครัวที่อยู่คู่กับคนประเทศไทยมาเป็นเวลายาวนาน หลายบ้านก็เลยนิยมนำมาปลูกไว้ภายในบ้าน จะใช้เมื่อไรก็ตัดมาใช้ได้โดยทันที
ตะไคร้จัดเป็นสมุนไพรที่หลบซ่อนคุณประโยชน์ไว้เยอะมาก ด้วยเหตุว่าเป็นทั้งยังอาหารรวมทั้งยารักษาโรค มีวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี แคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เหล็ก สังกะสี ทองแดง แมงกานีส และก็โฟเลต ประสิทธิภาพคับแก้วขนาดนี้คนที่เกลียดตะไคร้ลองเปลี่ยนความคิดกันใหม่ หันมาชอบตะไคร้ให้มากขึ้นเรื่อยๆ จะได้ประโยชน์เยอะมากแน่ๆ
ตะไคร้หอมไล่ยุงได้จริงหรือ?
ในตะไคร้หอม มีน้ำมันหอยละเหยอยู่ซึ่งมีฤทธิ์สำหรับในการคุ้มครองปกป้องแมลงได้ โดยครีมที่มีส่วนผสมจากน้ำมันหอมละเหยในตะไคร้สามารถปกป้องยุงลาย ยุงก้นปล่อง รวมทั้งยุงรำคาญกัดได้ นอกจากนี้ยังฤทธิ์สำหรับในการกำจัดลูกน้ำยุงได้อีกด้วย
นอกจากยุงแล้ว สารสกัดจากตะไคร้หอมยังช่วยคุ้มครองป้องกันแมลงประเภทอื่น ดังเช่น แม้ผสมสารสกัดตะไคร้กับสะเดาจะมีผลช่วยลดเพลี้ยอ่อนรวมทั้งหนอนเจาะฝักซึ่งเป็นศัตรูของถั่วฝักยาว ส่วนยาสระผมที่มีส่วนผสมจากตะไคร้หอม สามารถฆ่าเห็บหมัดในสัตว์เลี้ยงได้
ลักษณะ
ลำต้นรูปทรงกระบอก แข็ง เกลี้ยง ตามปล้องมักมีไขปกลุกลม เหง้า มีข้อแล้วก็บ้องสั้นมาก กาบใบสีขาวนวล หรือสีขาวผสมม่วง รสปร่า  มีกลิ่นหอมหวนเฉพาะ
คุณประโยชน์
– อีกทั้งต้น : ใช้เป็นยารักษาโรคหือหอบ แก้ปวดท้อง ขับเยี่ยว แล้วก็แก้อหิวาตกโรค ยิ่งกว่านั้นยังคงใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่น รักษาโรคได้ เป็นต้นว่า บำรุงธาตุ เจริญอาหาร แล้วก็ขับเหงื่อ
– ใบ : ช่วยลดความดันโลหิตสูง แก้ไข้
– ราก : ใช้เป็นยาปรับปรุง เจ็บท้อง ท้องเสีย
– ต้น : ใช้เป็นยาขับลม ยาแก้ไม่อยากกินอาหาร แก้โรคฟุตบาทฉี่ นิ่ว เป็นยาบำรุงธาตุไฟให้ก้าวหน้า ยิ่งกว่านั้นยังคงใช้ขจัดกลิ่นคาวได้ด้วย
– น้ำมัน : มีฤทธิ์ต้นเชื้อรา แล้วก็มีกลิ่นไล่สุนัขและก็แมว
ตำราเรียนยาไทย : ต้น รสหอมปร่า ขับลม ลดอาการท้องอืดท้องอืดแน่นจุกเสียด แก้อาการเกร็ง ขับเหงื่อ แก้โรคทางเท้าปัสสาวะ แก้อาการขัดเบา แก้นิ่ว แก้เยี่ยวเป็นเลือด ทำให้เจริญอาหาร ลดความดันโลหิต เหง้า แก้เบื่ออาหาร บำรุงไฟธาตุ แก้กระษัย ขับลมในไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ฉี่ขัด แก้เยี่ยวทุพพลภาพ แก้นิ่ว เป็นยารักษาเกลื้อน แก้ไข้หวัด ขับเมนส์ ขับระดูขาว ใช้ภายนอกทาแก้อาการปวดบวมตามข้อ
ตะไคร้หอม
ตะไคร้ คุณประโยชน์
ลักษณะ
ลำต้นเป็นข้อๆใบรูปขอบขนานปลายแหลม ใบยาวกว่าตะไคร้บ้าน รูปแบบของใบกว้าง 5-20 มม. ยาวประมาณ 50-100 ซม. แผ่นใบแคบ ยาว แล้วก็นิ่มกว่าตะไคร้บ้าน มีสีเขียว ผิวเกลี้ยง แล้วก็มีกลิ่นหอมสดชื่นเหม็นเบื่อ ก้านใบเป็นกาบทับกันแน่นสีเขียวปนม่วงแดง รากฝอยแตกออกจากโคน ต้นรวมทั้งใบมีกลิ่นแรงจนถึงกินเป็นของกินไม่ได้ ต้น มีรสปร่า ร้อนขม

สรรพคุณ
– ทั้งต้น : ใช้เป็นยาแก้ปากแตกระแหง แก้ริดสีดวงในปาก ขับลมในลำไส้ แก้แน่น ขับเลือดระดู มีฤทธิ์ทำให้กล้ามเรียบบีบตัว ไม่เหมาะสมกับสตรีตั้งครรภ์ เพราะถ้าเกิดทานเข้าไป อาจก่อให้แท้งได้
– ใบ : ใช้เป็นยาคุมกำเนิด ชำระล้างไส้ ไม่ให้เกิดซาง
– ราก : แก้ลมจิตรวาด หัวใจ วุ่นวายใจ เพ้อเจ้อ
– ต้น : แก้ลมพานไส้ แก้ธาตุ แก้เลือดลมแตกต่างจากปกติ
– น้ำมัน : ใช้ทาคุ้มครองยุง มีฤทธิ์ไล่แมลง แล้วก็ใช้รักษาโรคเห็บสุนัข
แบบเรียนยาไทย : ใช้ เหง้า เป็นยาบีบมดลูก ทำให้แท้งลูกได้ คนท้องห้ามรับประทาน นอกนั้นยังใช้ขับระดู ขับฉี่ ขับตกขาว ขับลมในไส้ แก้แน่น แก้แผลในปาก แก้ตานซางในลิ้นรวมทั้งปาก บำรุงไฟธาตุ แก้ไข้ แก้คลื่นไส้ แก้ริดสีดวงตา แก้ธาตุ แก้เลือดลมไม่ดีเหมือนปกติ
เหง้า ใบ แล้วก็กาบ เอามากลั่นได้น้ำมันหอมระเหย ใช้เป็นเครื่องหอม อาทิเช่น สบู่ หรือพ่นทาผิวหนังกันยุง แมลง อีกทั้งต้น มีรสปร่า ร้อนขม แก้ริดสีดวงในปาก
ประโยชน์ซึ่งมาจากน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้
– น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้บ้าน ช่วยกระตุ้นให้ตื่นตัว เบิกบานใจ ทำให้ขมีขมัน ความเครียดน้อยลง แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยสำหรับในการย่อยอาหาร ช่วยเจริญอาหาร ทุเลาลักษณะของการปวดโรคข้ออักเสบ ปวดกล้ามเนื้อ
-น้ำมันหอมระเหยที่กลั่นจากใบตะไคร้ ช่วยบรรเทาลักษณะของการปวดข้อ ช่วยต่อต้านเชื้อราบนผิวหนังได้อย่างดีเยี่ยม และก็ช่วยลดการบีบตัวของไส้ได้
ข้อควรไตร่ตรอง
ตะไคร้มีฤทธิ์ที่จะช่วยขับโลหิต ทำให้มดลูกบีบตัว ห้ามใช้กับหญิงตั้งครรภ์เนื่องจากอาจจะเป็นผลให้แท้งได้

Tags : ประโยชน์ตะไคร้

2

ทับทิม
ทับทิม คือผลไม้ที่นิยมรับประทานอย่างล้นหลาม โดยใช้ประโยชน์จากส่วนที่ได้ผลสดมากที่สุดรวมทั้งยังนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆเช่น น้ำทับทิม สารสกัดจากทับทิม สินค้าด้านความสวยสดงดงาม ทั้งยังยังใช้ทำเป็นยารักษาโรคตามสูตรยาโบราณในหลายประเทศ
ทัมทิมอุสูดดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและก็สารพฤกษเคมีหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ จึงมั่นใจว่าบางทีอาจมีประโยชน์สำหรับเพื่อการคุ้มครองปกป้องโรคหรือบรรเทาอาการ ดังเช่น โรคปอดอุดกันเรื้อรังหรือบรรเทาอาการหายใจไม่สะดวกจากโรคนี้ โรคหัวใจแล้วก็เส้นโลหิต คอเลสเตอรอลสูง โรคในระบบทางเดินอาหาร โรคความดันโลหิตสูง โรคในช่องปากและโรคเหงือก โรคริดสีดวงทวาร โรคผิวหนัง และก็อื่นๆ
ในตอนนี้ยังมีการค้นคว้าที่เรียนรู้การใช้ทับทิมในต้นแบบต่างกันกับการรักษาโรคที่ออกจะจำกัด ทำให้ยังไม่สามารถระบุประสิทธิภาพของทับทิมต่อการดูแลและรักษาโรคได้ชัดแจ้ง ซึ่งตัวอย่างการเล่าเรียนเรื่องทับทิมกับโรคต่างๆมีดังนี้
โรคเส้นโลหิตแดงแข็ง ทับทิมเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายตัว ดังเช่น สารเอลลาจิแทนนิน (Ellagitannin) สารแทนนิน (Tannin) สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) สารโพลิฟีนอล (Polyphenol) ที่มั่นใจว่าช่วยยับยั้งปฏิกิริยาต้านทานอนุมูลอิสระของไขมันไม่ดี ลดการผลิตโฟมเซลล์ และลดการแข็งตัวของเส้นโลหิต จึงบางทีอาจช่วยลดการเสี่ยงสำหรับในการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง
จากการศึกษาฤทธิ์การต้านทานสารอนุมูลอิสระของทับทิมในผู้ที่มีน้ำหนักเกินจำนวน 22 คน จากการทานอาหารเสริมที่มีสารสกัดทับทิม วันละ 1,000 มิลลิกรัม (มีกรดแกลลิค 610 มิลลิกรัม) และก็วัดผลจากค่า TBARS ในเลือด (Thiobarbituric Acid Reactive Substances: TBARS) ซึ่งเป็นค่าการตรวจวัดฤทธิ์ในการต่อต้านสารอนุมูลอิสระ เพื่อเปรียบเทียบกับผลก่อนการทดสอบ พบว่าค่าดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นลดลง จึงคาดว่าการรับประทานทับทิมอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและก็หลอดเลือด
นอกเหนือจากนี้ ยังมีงานศึกษาวิจัยอีกชิ้นให้คนป่วยโรคเส้นโลหิตแดงแข็งจำนวน 15 คน ทานอาหารเสริมจากทับทิมเป็นระยะเวลามากกว่า 1 ปีขึ้นไปแล้วก็ 3 ปีขึ้นไป เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้กินอาหารเสริม ผลปรากฏว่า กลุ่มที่รับประทานอาหาร 3 ปีขึ้นไป มีระดับไขมันที่น้อยลงราวๆ 16% เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่น จึงทำให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากทัมทิมมากยิ่งกว่า 3 ปี อาจมีส่วนช่วยสำหรับการลดการเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง ดังนี้ ยังคงควรจะมีการเรียนรู้เพิ่มเติมอีกในระยะยาวกับกลุ่มการทดลองขนาดใหญ่เยอะขึ้น ทำให้ยังไม่สามารถที่จะสรุปผลของทับทิมและการรักษาโรคเส้นโลหิตแดงแข็งได้อย่างแจ่มแจ้ง
โรคเหงือกอักเสบ ทับทิมเป็นผลไม้อีกประเภทที่มีคุณลักษณะช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย จึงถูกประยุกต์ใช้เป็นตัวเลือกสำหรับการรักษาโรคเหงือก เพราะว่าการดูแลและรักษาหลักบางวิธีที่ยังไม่มีสมรรถนะเพียงพอสำหรับในการบรรเทาอาการจากโรคมากมายสักเท่าไหร่รวมทั้งลดความเสี่ยงด้านของสุขภาพจากการดูแลรักษาโรคนี้โดยใช้สารเคมี
จากการทดสอบทางสถานพยาบาลกับคนป่วยโรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง ปริมาณ 40 คน เพื่อดูประสิทธิภาพของเจลสารสกัดจากทับทิมเป็นระยะเวลา 224 ชั่วโมง โดยในแต่ละกรุ๊ปจะใช้แนวทางรักษาที่ต่างกัน ผลพบว่า กรุ๊ปที่ใช้เจลสารสกัดจากทับทิมพร้อมกันกับการดูแลรักษาโรคเหงือกอักเสบโดยขั้นตอนการขูดหินน้ำลาย เกลารากฟัน (Mechanical Debridement) มีลักษณะด้านใน 7 วันแรก เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปที่เหลือสำหรับเพื่อการทดลอง ซึ่งเจลสารสกัดจากทับทิมจึงบางทีอาจนำไปประยุกต์ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ดูแลโพรงปากสำหรับผู้เจ็บป่วยโรคเหงือกอักเสบพร้อมกันกับการรักษาด้วยแนวทางรักษาที่เป็นมาตรฐานในอนาคต
สอดคล้องกับการทดลองอีกชิ้นที่ศึกษาเล่าเรียนความสามารถของน้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิมเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ใช้ยาหลอกรูปแบบเจลในการรักษาผู้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบจำนวน 32 คน พบว่าการใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิม วันละ 3 ครั้ง ตรงเวลา 4 อาทิตย์ มีสุขภาพช่องปากและก็ปัญหาโรคเหงือกอักเสบน้อยลงมากกว่ากรุ๊ปที่ใช้ยาหลอก การศึกษาค้นคว้าวิจัยในครั้งนี้ทำให้เห็นว่าสารสกัดจากทับทิมอาจนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในสินค้าสำหรับการบำรุงรักษาช่องปาก ตัวอย่างเช่น ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก เพื่อช่วยคุ้มครองป้องกันและบรรเทาลักษณะของโรคเหงือกอักเสบ
คุ้มครองปกป้องการเกิดรอยเปื้อนจุลชีวัน สารสกัดจากทับทิมมีประสิทธิภาพสำหรับการลดรอยเปื้อนจุลชีพตามผิวฟัน แล้วก็บางทีอาจนำมาซึ่งโรคทางช่องปากอีกหลากหลายประเภท ซึ่งจากการทดสอบให้อาสาสมัครที่มีสุขอนามัยในโพรงปากดี จำนวน 30 คน หยุดใช้น้ำยาบ้วนปากที่เคยใช้ธรรมดา แต่สลับมาใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิม น้ำยาบ้วนปากคลอเฮกซิดีน (Chlorhexidine) รวมทั้งยาหลอกในแต่ละกรุ๊ป โดยใช้บ้วนปาก วันละ 2 ครั้ง ตรงเวลา 5 วัน ผลพบว่าอาสาสมัครที่ใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิมมีอัตราการเกิดคราบเปื้อนจุลชีพน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังมากยิ่งกว่ายาหลอก แม้กระนั้นมีคุณภาพไม่ได้ต่างอะไรจากน้ำยาบ้วนปากคลอเฮกสิดีน จึงพอเพียงจะกล่าวได้ว่าสารสกัดจากทับทิมอาจลดจังหวะในการกำเนิดรอยเปื้อนจุลชีวันข้างในโพรงปาก
ช่วงเวลาเดียวกัน การเล่าเรียนอีกชิ้นก็ชี้ว่าสารสกัดทับทิมน่าจะมีส่วนช่วยสำหรับในการลดการเกิดคราบเปื้อนจุลินทรีย์ ซึ่งสำหรับในการทดสอบได้เก็บรอยเปื้อนจุลชีพจากช่องปากของอาสาสมัครที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงแล้วก็กำลังจัดฟัน อายุ 9-25 ปี จำนวน 60 คน หลังงดแปรงฟันเป็นระยะเวลา 1 วัน เพื่อเปรียบผลก่อนแล้วก็ข้างหลังการใช้น้ำยาบ้วนปากชนิดไม่เหมือนกันในแต่ละกรุ๊ป ยกตัวอย่างเช่น น้ำยาบ้วนปากจากสารสกัดทับทิม น้ำยาบ้วนปากคลอเฮกสิดีน และยาหลอก ปรากฏพบว่า น้ำยาบ้วนปากจากสารสกัดทับทิมมีประสิทธิภาพสำหรับเพื่อการลดรอยเปื้อนจุลชีวันลงมากที่สุดประมาณ 84% รองลงมาเป็นน้ำยาบ้วนปากคลอเฮกสิดีน 79% และยาหลอกที่ต่ำลงเพียงแต่ 11% จึงอาจจะบอกได้ว่าสารสกัดจากทับทิมมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งเป็นตัวเลือกสำหรับเพื่อการใช้กำจัดคราบจุลชีพบนผิวฟัน ดังนี้ จากข้อมูลข้างต้นยังคงจะต้องมีการติดตามผลในระยะยาวจากการใช้สารสกัดทับทิมอย่างสม่ำเสมอ เนื่องด้วยช่วงเวลาสำหรับในการทดลองค่อนข้างจะสั้น
ภาวการณ์คอเลสเตอรอลสูง ทับทิมมีคุณประโยชน์ที่พูดกันว่าสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้เป็นอย่างดี จากการศึกษาเล่าเรียนผลการกินน้ำทับทิมเข้มข้น 40 กรัม ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และมีสภาวะไขมันในเลือดสูงจำนวน 22 คน เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์โดยระหว่างการทดลองจะมีการเก็บข้อมูลของกินที่รับประทานอาหารด้านใน 1 วัน ทุกๆ10 วัน (รวมถึงของกินที่มีสารฟลาโวนอยด์) ข้างหลังจบสัปดาห์ที่ 8 พบว่าคนไข้หรูหราไขมันรวม ไขมันชนิดไม่ดี อัตราส่วนของไขมันไม่ดีกับไขมันดี และอัตราส่วนของไขมันรวมกับไขมันดีที่มีสะสมอยู่ในเลือดน้อยลง แต่ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับไตรกลีเซอไรด์และระดับความเข้มข้นของไขมันดี ซึ่งชี้ให้เห็นว่าน้ำทับทิมอาจมีส่วนช่วยลดการเสี่ยงของโรคหัวใจโดยลดระดับไขมันในผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวานลง แต่ยังบอกมิได้แน่ชัด เพราะของกินชนิดอื่นที่รับประทานอาจมีส่วนช่วยสำหรับการลดไขมันในเลือดได้ด้วยเหมือนกัน แล้วก็กลุ่มการทดลองมีขนาดเล็ก ควรต้องขยายผลการศึกษาเล่าเรียนในกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นเพิ่มอีก นอกเหนือจากนั้น การรักษาภาวะคอเลสเตอรอลสูงควรจะมีการควบคุมของกินและก็การบริหารร่างกายไปพร้อมกัน ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการลดระดับไขมันในเลือดมากขึ้น
โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ทับทิมอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายแบบ โดยเฉพาะสารโพลีฟีนอลที่พบมากในทับทิม จากรายงานผลที่เจอในห้องแลปบอกว่าสารกลุ่มนี้มีส่วนสำคัญในการทุเลาลักษณะโรคปอดอุดกันเรื้อรังรวมทั้งอาจชะลอไม่ให้โรคปรับปรุงอย่างเร็ว จึงมีการเล่าเรียนสมรรถนะของสารโพลีฟีนอลในคนเพิ่ม โดยให้คนเจ็บโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ปริมาณ 30 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่กินน้ำทับทิม 400 มล. (มีสารโพลิฟีนอล 2.66 กรัม) เปรียบเทียบกับอีกกลุ่มที่รับประทานยาหลอกต่อเนื่องกันวันแล้ววันเล่าเป็นระยะ 5 สัปดาห์ ผลปรากฏว่า ไม่พบสารโพลิฟีนอลในเลือดและปัสสาวะของคนเจ็บ ทั้งยังไม่พบความต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง 2 กรุ๊ป ก็เลยคาดว่าทับทิมไม่น่ามีส่วนช่วยสำหรับในการรักษาหรือบรรเทาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
โดยปกติสารอาหารที่ไปสู่ร่างกายจะถูกเผาผลาญผ่านกระบวนเมตาบอลิซึมและตรวจพบได้ในเลือดหรือฉี่ แต่ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยกลับไม่พบสารโพลีฟีนอลจากการกิน ซึ่งอาจมีต้นเหตุมาจากการย่อยสลายสารพวกนี้โดยจุลินทรีย์ในระบบที่ทำหน้าที่สำหรับการย่อยอาหาร จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจกระบวนการซับสารอาหารที่แตกต่างก่อนที่จะกล่าวอ้างถึงประโยชน์ด้านของสุขภาพจากการกิน เพราะสารอาหารที่เจอในของกินที่กินอาจไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ภายในร่างกายมนุษย์เราทั้งหมดทั้งปวง
โรคและอาการอื่นๆเช่น โรคเส้นโลหิตหัวใจ การหย่อนยานสมรรถนะทางเพศ เจ็บกล้ามเนื้อข้างหลังการบริหารร่างกาย กรุ๊ปอาการอ้วนลงพุง โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เยื่อบุช่องปากอักเสบ ผิวไหม้จากแดด การติดเชื้อทริโคโมแนส (Trichomoniasis) ท้องเสีย โรคบิด เจ็บคอ โรคริดสีดวงทวาร อาการวัยทอง และก็อื่นๆยังควรต้องทำการศึกษาศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อหาหลักฐานเกี่ยวกับสมรรถนะและความปลอดภัยของทับทิมในการรักษาโรค

ข้อมูลทางโภชนศาสตร์ของผลทับทิม 100 กรัม (คร่าวๆ)
น้ำ 77.93 กรัม
พลังงาน 83 กิโลแคลอรี่
โปรตีน 1.67 กรัม
ไขมัน 1.17 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 18.70 กรัม
เส้นใย 4.0 กรัม
น้ำตาล 13.67 กรัม
แคลเซียม 10 มก.
เหล็ก 0.30 มิลลิกรัม
แมงกานีส 12 มก.
ธาตุฟอสฟอรัส 36 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 236 มิลลิกรัม
โซเดียม 3 มิลลิกรัม
สังกะสี 0.35 มิลลิกรัม
วิตามินซี 10.2 มก.
วิตามินบี 1 0.067 มก.
วิตามินบี 2 0.053 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.293 มิลลิกรัม
วิตามินบี 6 0.075 มิลลิกรัม
โฟเลต 38 ไมโครกรัม
วิตามินอี 0.60 มิลลิกรัม
วิตามินเค 16.4 ไมโครกรัม
ความปลอดภัยสำหรับเพื่อการกินทับทิมหรือสินค้าจากทับทิม
โดยทั่วไปการกินน้ำทับทิมค่อนข้างมีความปลอดภัย แต่ในบางรายที่มีลักษณะแพ้ผลสดของทับทิมบางทีอาจเป็นผลข้างๆจากการกินน้ำทับทิมได้
รากทับทิมมีสารที่เป็นพิษต่อสุขภาพ การรับประทานรากแล้วก็ลำต้นของทับทิมในปริมาณมากอาจไม่ปลอดภัย
สารสกัดจากทับทิมออกจะไม่เป็นอันตรายสำหรับการรับประทานหรือประยุกต์ใช้กับผิวหนัง แม้กระนั้นอาจทำให้เกิดอาการแพ้น้อยในบางราย ตัวอย่างเช่น อาการคัน บวม น้ำมูกไหล หรือหายใจติดขัด
การรับประทานน้ำทับทิมค่อนข้างจะมีความปลอดภัยสำหรับหญิงมีท้องหรืออยู่ในตอนให้นมบุตร แม้กระนั้นยังไม่มีรายงานรับรองความปลอดภัยในการกินหรือใช้ทับทิมในแบบอื่น อาทิเช่น สารสกัดจากทับทิม ควรต้องขอคำแนะนำแพทย์ก่อนการกินทุกคราว
น้ำทับทิมอาจก่อให้ความดันเลือดลดต่ำลงน้อย ซึ่งอาจทำให้ผู้เจ็บป่วยที่มีภาวการณ์ความดันต่ำอาการไม่ดีขึ้น
ผู้ที่มีลักษณะแพ้จากพิษพืชอาจมีความเสี่ยงที่จะกำเนิดอาการแพ้จากการรับประทานทับทิม
คนเจ็บที่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดควรจะหยุดกินทับทิมอย่างน้อย 2 อาทิตย์ เนื่องมาจากทับทิมทำให้ความดันโลหิตต่ำลง ก็เลยอาจกระทบต่อความดันเลือดในขณะผ่าตัดหรือมีผลต่อเนื่องไปยังข้างหลังการผ่าตัด
การกินทับทิมพร้อมกันกับยาบางประเภทอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา ดังเช่นว่า ยาที่เกี่ยวพันกับลักษณะการทำงานของตับโดยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีตับ Cytochrome ชนิด P450 2D6 หรือประเภท P450 3A4 ยาลดความดันโลหิตหรือเอซีอี อินฮิบิเตอร์ ยารักษาโรคความดันเลือดสูง ยาโรสุวาสแตติเตียนน คนที่กินยาเป็นประจำหรือมีโรคประจำตัวควรหารือหมอก่อนการกินเพื่อให้มีความปลอดภัย

3

บุก (Amorphophallus spp.) มีชื่อสามัญว่า Konjac (คอนจัค)12 ในไทยจะใช้บุกที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus paeoniifolius (Dennst.) Nicolson หรือที่พวกเราเรียกว่า “บุกคางคก” ซึ่งเป็นพืชวงศ์เดียวกันกับบุกจำพวกที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus konjac K.Koch แม้กระนั้นต่างชนิดกัน ซึ่งมีคุณลักษณะรวมทั้งคุณประโยชน์ทางยาที่ใกล้เคียงกัน และสามารถประยุกต์ใช้แทนกันได้
บุก
บุก ชื่อสามัญ Devil’s tongue, Shade palm, Umbrella arum
บุก ชื่อวิทยาศาสตร์ Amorphophallus konjac K.Koch (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Amorphophallus rivieri Durand ex Carrière) จัดอยู่ในสกุลบอน (ARACEAE)
สมุนไพรบุก มีชื่อเรียกอื่นว่า หมอ ยวี จวี๋ ยั่ว (จีนแต้จิ๋ว), หมอยื่อ (ภาษาจีนกลาง) เป็นต้น
ต้นบุก จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกที่แก่หลาย ลำต้นแทงขึ้นมาจากหัวใต้ดิน มีความสูงของต้นประมาณ 50-150 เซนติเมตร หัวที่อยู่ใต้ดินนั้นมีขนาดใหญ่ ลักษณะของหัวเป็นรูปออกจะกลมแบนบางส่วน หรือกลมแป้น มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 25 เซนติเมตร ผิวเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ลำต้นและก็แขนงมีลักษณะกลมใหญ่ เปลือกลำต้นเป็นสีเขียวมีลายทาสีขาวปะปนอยู่
หัวบุก
ใบบุก ใบเป็นใบประกอบแบบขน มีใบย่อยเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลมรี ปลายใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดยาวประมาณ 15-20 ซม.
ใบบุก
ดอกบุก ออกดอกเป็นดอกโดดเดี่ยว รูปแบบของดอกเป็นรูปทรงทรงกระบอกกลมแบน มีกลิ่นเหม็น สีม่วงแดงอมเขียว มีกาบใบยาวราวๆ 30 เซนติเมตร สีม่วงอมเหลือง โผล่ขึ้นพ้นจากกลีบเลี้ยงที่มีสีม่วง
ผลบุก ลักษณะของผลเป็นรูปกลมแบน เมื่อสุกจะเป็นสีส้ม
ดอกและก็ผลบุก
บุกคางคก
บุกคางคก ชื่อสามัญ Stanley’s water-tub, Elephant yam
บุกคางคก ชื่อวิทยาศาสตร์ Amorphophallus paeoniifolius (Dennst.) Nicolson (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Amorphophallus campanulatus Decne.) จัดอยู่ในตระกูลบอน (ARACEAE)
สมุนไพรบุกคางคก มีชื่อเขตแดนอื่นๆว่า บุกหลวง บุกหนาม เบีย เบือ (แม่ฮ่องสอน), บักกะเดื่อ (จังหวัดสกลนคร), กระบุก (บุรีรัมย์), บุกคางคก บุกลุกงคก (ชลบุรี), หัวบุก (จังหวัดปัตตานี), มันซูรัน (ภาคกลาง), บุก (ทั่วไป), กระแท่ง บุกรอคอย หัววุ้น (ไทย), บุกอีคอยกเขา ฯลฯ
ต้นบุกคางคก จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกชนิดกะแท่งหรือเท้าคุณยายม่อมหัว แก่ได้นานนับเป็นเวลาหลายปี มีความสูงของต้นราว 5 ฟุต มีลักษณะของลำต้นอวบแล้วก็อวบน้ำไม่มีแก่น ผิวขรุขระ ลำต้นกลมและก็มีลายเขียวๆแดงๆลักษณะที่คล้ายกับคนเป็นโรคผิวหนัง ต้นบุกนั้นเพาะพันธุ์ด้วยแนวทางแยกหน่อ พรรณไม้ประเภทนี้จะเจริญงอกงามในฤดูฝน และจะร่วงโรยไปในตอนต้นฤดูหนาว ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปขึ้นเองตามป่าราบชายฝั่งทะเลแล้วก็ที่อำเภอศรีราชา ส่วนในต่างชาติบุกคางคกนั้นเป็นพืชประจำถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบได้ตั้งแต่ศรีลังกาไปจนกระทั่งอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์
ต้นบุกคางคก
หัวบุกคางคก เป็นส่วนของหัวที่อยู่ใต้ดิน มีลักษณะค่อนข้างกลมและมีขนาดใหญ่สีน้ำตาล ผิวขรุขระ เส้นผ่าศูนย์กลางของหัวบุกนั้นจะมีขนาดตั้งแต่ 15 ซม.ขึ้นไป เนื้อในหัวเป็นสีเหลืองอมชมพู สีชมพูสด สีขาวขุ่น สีครีม สีเหลืองอ่อน สีเหลืองอมขาวละเอียดและเป็นมูกลื่น มียาง โดยเฉพาะหัวสด แม้สัมผัสเข้าจะมีผลให้เกิดอาการคันได้ ก่อนเอามาปรุงเป็นอาหารนั้นจึงจำต้องทำให้เป็นเมือกโดยการต้มในน้ำเดือดเสียก่อน โดยน้ำหนักของหัวนั้นมีตั้งแม้กระนั้น 1 กรัม ไปจนถึง 35 กิโลกรัม
บุกคางคก
ใบบุกคางคก ใบเป็นใบผู้เดียว ออกที่ปลายยอดของต้น ใบแบออกเหมือนกางร่มแล้วหยักเว้าเข้าหาเส้นกลางใบ ส่วนขอบใบจักเว้าลึก ก้านใบกลม อวบน้ำและก็ยาวได้โดยประมาณ 150-180 เซนติเมตร
ใบบุกคางคก
ดอกบุกคางคก มีดอกเป็นช่อ ดอกแทงขึ้นมาจากพื้นดินรอบๆของโคนต้น เป็นแท่งมีลายสีเขียวหรือสีแดงปนสีน้ำตาล (ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์) ดอกออกเป็นช่อ แทงขึ้นมาจากหัวที่อยู่ใต้ดิน ก้านช่อดอกสั้น มีใบแต่งแต้มเป็นรูปห่อช่อดอก ขอบหยักเป็นคลื่นและก็บานออก ปลายช่อดอกเป็นรูปกรวยคว่ำขนาดใหญ่ ยับเป็นร่องลึก สีแดงอมน้ำตาลหรือสีม่วงเข้ม ดอกเพศผู้อยู่ตอนบน ส่วนดอกเพศเมียอยู่ตอนล่าง ดอกมีกลิ่นเหม็นเหมือนซากสัตว์เน่า
ดอกบุกคางคุก
ผลบุกคางคก ผลสำเร็จสด เนื้อนุ่ม รูปแบบของผลเป็นทรงรียาว ปริมาณยาวโดยประมาณ 1.2 เซนติเมตร ผลมีจำนวนมากชิดกันเป็นช่อๆ(สิบถึงร้อยร้อยผลต่อหนึ่งช่อดอก)ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนสีเหลือง สีส้ม จนกระทั่งสีแดง ข้างในผลมีเม็ดราว 1-3 เมล็ด โดยมีสันขั้วเมล็ดของแต่เม็ดแยกออกจากกัน เม็ดมีลักษณะกลมรีหรือเป็นรูปไข่
สรรพคุณของบุก
หัวบุกมีรสเผ็ด เป็นยาร้อน มีพิษ ออกฤทธิ์ต่อม้าม ตับ แล้วก็ระบบทางเดินอาหาร มีคุณประโยชน์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด (หัว)
ใช้เป็นของกินสำหรับคนเจ็บเบาหวานและคนป่วยโรคไขมันในเลือดสูง ด้วยการแยกแป้งจากส่วนที่เป็นเนื้อทราย แล้วชงกับน้ำกิน โดยให้ใช้แป้ง 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้ว เอามาชงกับน้ำกินก่อนที่จะกินอาหารครึ่งชั่วโมงวันละ 2-3 มื้อ
หัวใช้เป็นยารักษาโรคมะเร็ง (หัว)
ใช้เป็นยาแก้ไข้จับสั่น (หัว)
ช่วยแก้อาการไอ (หัว)
หัวใช้เป็นยากัดเสมหะ ละลายเสมหะ ช่วยกระจายเสลดที่ตันรอบๆหลอดลม (หัว)
หัวบุกมีรสเบื่อคัน ใช้เป็นยากัดเสมหะเถาดาน รวมทั้งเลือดจับกันเป็นก้อน (หัว)
หัวนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคท้องมาน (หัว)
ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร (ราก)
ช่วยแก้ระดูไม่มาของสตรี (หัว)6 ช่วยขับเมนส์ของสตรี (ราก)
หัวนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคตับ (หัว)
ใช้แก้พิษงู (หัว)
ใช้เป็นยาแก้แผลไฟเผาน้ำร้อนลวก (หัว)
หัวใช้หุงเป็นน้ำมัน ใช้ใส่รอยแผล กัดฝ้าและก็กัดหนองได้ดิบได้ดี (หัว)1,2,3,4 บางข้อมูลระบุว่ารากใช้เป็นยาพอกฝีได้ (ราก)
ใช้แก้ฝีหนองบวมอักเสบ (หัว)6
หัวใช้เป็นยาแก้ปวดบวม แก้บวมช้ำ (หัว)
บุก เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณยิ่งกว่าไวอากร้า หรือเป็นยาเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ โดยคุณนิล นก (บ้านหนองพลวง ต.โคกกลาง อำเภอลำปลายกาญจน์ จ.บุรีรัมย์) เสนอแนะให้ลองพิสูจน์ ด้วยการเอาไม้พิงปากหม้อแล้วนำสมุนไพรบุกคางคก เอาพวงเมล็ดนำมาย่างไฟให้หอมก่อน แล้วใช้ผูกกับไม้แขวนจุ่มลงไปในหม้อต้มใส่น้ำเพียงพอท่วมเมล็ดบุก ต้มกระทั่งเมล็ดบุกหล่นลงหม้อ ตัวยาก็จะไหลลงมาด้วย เมื่อเดือดและจากนั้นก็ให้เพิ่มน้ำตาลพอสมควรลงไปต้มให้พอหวาน ต่อจากนั้นทดลองลองมอง หากยังมีอาการคันคออยู่ก็ให้เพิ่มน้ำตาลเพิ่มและหลังจากนั้นก็ค่อยลองใหม่ ถ้าเกิดไม่มีอาการคันคอก็เป็นพิษว่าใช้ได้ แล้วก็ให้นำสมุนไพรโด่ไม่ทราบล้มใส่เข้าไปด้วยราว 1 กำมือ แล้วต้มให้เดือด ปลดปล่อยให้เย็นแล้วก็เก็บไว้ในตู้เย็น ใช้ดื่ม 1 เป็ก ราว 30 นาที จะปวดฉี่โดยธรรมชาติ ภายหลังจากอาวุธนั้นจะพร้อมสู้ทันที (ผล)
หมายเหตุ : สำหรับวิธีการใช้ให้แยกแป้งจากส่วนที่เป็นเนื้อทราย แล้วนำมาชงกับน้ำกิน ส่วนขนาดที่ใช้นั้นให้ใช้แป้ง 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้ว ชงกับน้ำกินก่อนอาหารครึ่งชั่วโมงวันละ 2-3 มื้อ2 ส่วนการใช้ตาม 6 ให้ใช้ทีละ 10-15 กรัม (รู้เรื่องว่าคือส่วนของหัว) นำมาต้มกับน้ำนาน 2 ชั่วโมง ก็เลยสามารถนำมารับประทานได้ ถ้าเป็นยาสดให้ใช้ตำพอกหรือเอามาฝนกับน้ำส้มสายชู หรือต้มเอาน้ำใช้ชะล้างบริเวณที่เป็นแผล
ในเนื้อหัวบุกป่าจะมีผลึกของแคลเซียมออกซาเลท (Calcium oxalate) เป็นจำนวนมาก ที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการคัน ส่วนเหง้าและก็ก้านใบหากปรุงไม่ดีแล้วรับประทานเข้าไปจะทำให้ลิ้นพองและก็คันปากได้8ก่อนเอามารับประทานจะต้องกำจัดพิษออกก่อน และไม่รับประทานกากยาหรือยาสด6
วิธีการกำจัดพิษจากหัวบุก ให้นำหัวบุกมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆตำพอแหลก คั้นเอาน้ำออกพักไว้ นำกากที่ได้ไปต้มน้ำ แล้วคั้นมัวแต่น้ำ นำไปผสมกับน้ำที่คั้นทีแรก แล้วก็ค่อยนำไปต้มกับน้ำปูนใสเพื่อให้พิษหมดไป เมื่อเดือดก็พักไว้ให้เย็น จะจับกุมกันเป็นก้อน จึงสามารถใช้ก้อนดังกล่าวข้างต้นสำหรับเพื่อการปรุงอาหารหรือนำไปตากแห้งเพื่อใช้เป็นยาได้6ถ้าเกิดอาการเป็นพิษจากการรับประทานบุก ให้รับประทานน้ำส้มสายชูหรือชาแก่ แล้วและก็ตามด้วยไข่ขาวสด แล้วให้รีบไปพบหมอ
เนื่องจากว่าวุ้นบุกสามารถขยายตัวได้มาก (ไม่ต่ำลงมากยิ่งกว่า 20 เท่าของเนื้อวุ้นแห้ง) จึงไม่สมควรบริโภควุ้นบกภายหลังการกิน แต่ให้กินก่อนอาหารไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง ส่วนการบริโภคของกินที่ผลิตขึ้นมาจากวุ้น อาทิเช่น วุ้นก้อนแล้วก็เส้นวุ้น สามารถบริโภคพร้อมอาหารหรือหลังอาหารได้ ด้วยเหตุว่าวุ้นดังที่กล่าวผ่านมาแล้วได้ผ่านแนวทางการแล้วก็ได้ขยายตัวมาก่อนแล้ว รวมทั้งการการที่จะขยายตัวหรือขยายตัวได้อีกนั้นจึงเป็นได้ยาก ส่วนในเรื่องของค่าทางโภชนาการนั้นพบว่าวุ้นบุกไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย เหตุเพราะไม่มีการเสื่อมสลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกาย และไม่มีวิตามินและธาตุ หรือสารอาหารใดๆก็ตามที่มีคุณประโยชน์ต่อสภาพร่างกายเลยกลูวัวแมนแนนส่งผลทำให้การดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมันต่ำลง (เช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค) ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดโทษและส่งผลเสียรวมทั้งไม่ดีต่อสุขภาพโดยรวมได้ แต่จะไม่มีผลต่อการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในน้ำ (อาทิเช่น วิตามินบีรวม วิตามินซี)
การกินผงวุ้นบุกในปริมาณมาก อาจจะทำให้มีลักษณะอาการท้องเสียหรือท้องอืด มีลักษณะอาการอยากกินน้ำมากยิ่งกว่าเดิม บางคนอาจมีอาการอ่อนล้าเพราะเหตุว่าระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงได้

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของบุก
สารที่พบ ได้แก่ สาร Glucomannan, Konjacmannan, D-mannose, Takadiastase, แป้ง, โปรตีนบุก, วิตามินบี, วิตามินซี แล้วก็ยังพบสารที่เป็นพิษ คือ Coniine, Cyanophoric glycoside ก้านบุกพบสาร Uniine และก็วิตามินบีที่ก้านช่อดอก6 รวมทั้งหัวบุกยังมีโปรตีนอยู่ร้อยละ 5-6 รวมทั้งมีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูงร้อยละ 672หัวบุกมีสารสำคัญเป็นกลูโคแมนแนน (Glucomannan) เป็นสารชนิดคาร์โบไฮเดรต ซึ่งมีกลูโคส แมนโนส และก็ฟรุคโตส สารกลูวัวแมนแนนสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เพราะว่ามีความเหนียว ช่วยยับยั้งการดูดซึมของเดกซ์โทรสจากทางเดินอาหาร ยิ่งเหนียวหนืดมากก็ยิ่งส่งผลการดูดซึมกลูโคส ด้วยเหตุนั้น กลูวัวแมนแนน ซึ่งเหนียวกว่า gua gum จึงสามารถลดน้ำตาลได้ดีมากว่า จึงใช้แป้งเป็นวุ้นเป็นของกินสำหรับคนป่วยเบาหวานและก็สำหรับคนที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูงสารกลูวัวแมนแนน (Glucomannan) จะมีจำนวนแตกต่างกันออกไปตามชนิดของบุก5
แป้งจากหัวบุกนั้นประกอบไปด้วยกลูโคนแมนแนนประมาณ 90% และก็สิ่งแปลกปลอมอื่นๆอาทิเช่น alkaloid, starch, สารประกอบไนโตเจนต่างๆsulfates, chloride, และก็พิษอื่น โมเลกุลของกลูวัวแมนแนนนั้นสำคัญๆแล้วจะประกอบไปด้วยน้ำตาลสองชนิดหมายถึงเดกซ์โทรส 2 ส่วน และแมนโนส 3 ส่วน คร่าวๆ เชื่อมต่อกันระหว่างคาร์บอนตำแหน่งที่ 1 ของน้ำตาลจำพวกที่สอง กับคาร์บอนตำแหน่งที่ 4 ของน้ำตาลจำพวกแรกแบบ ?-1, 4-glucosidic linkage ซึ่งไม่เหมือนกับแป้งที่เจอในพืชทั่วไป ก็เลยผิดย่อยโดยกรดรวมทั้งน้ำย่อยในกระเพาะ เพื่อน้ำตาลที่ให้พลังงานได้8 นอกจากกลูวัวแมนแนนจะพบได้ในบุกแล้ว ยังเจอได้ในว่านหางจระเข้อีกด้วย9
กลูโคแมนแนน (Glucomannan) สามารถดูดน้ำและพองตัวได้มากถึง 200 เท่า ของปริมาณเดิม เมื่อพวกเรากินกลูวัวแมนแนนก่อนอาหารครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงครั้งละ 1 กรัม กลูโคแมนแนนจะดูดน้ำที่มีมากมายในกระเพาะอาหารของเรา แล้วเกิดการขยายตัวจนทำให้เรารู้สึกอิ่มของกินได้เร็วและอิ่มได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เรากินได้น้อยลงกว่าปกติด้วย ทั้งกลูโคแมนแนนจากบุกก็มีพลังงานต่ำมาก กลูวัวแมนแนนจึงช่วยสำหรับเพื่อการควบคุมน้ำหนักและก็เป็นอาหารของผู้ที่อยากลดความอ้วนได้เป็นอย่างดี8
เมื่อนำสารที่สกัดได้จากบุกที่มีการกำจัดพิษแล้ว ให้หนูใหญ่รับประทานครั้งละ 15 กรัม ต่อ 1 กก. ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ พบว่าระดับของคอเลสเตอรอลในเลือดของหนูน้อยลงคิดเป็น 44% แล้วก็ Triglyceride น้อยลงคิดเป็น 9.5%6
สาร Glucomannan มีฤทธิ์ดูดซึมน้ำในกระเพาะและก็ลำไส้เจริญมากมาย รวมทั้งยังสามารถไปกระตุ้นน้ำย่อยในไส้ให้มากขึ้น ทำให้มีการขับของที่คั่งค้างในลำไส้ได้เร็วขึ้น6สารสกัดแอลกอฮอล์จากหัวบุก สามารถยั้งการเจริญของเชื้อวัณโรคในหลอดแก้วได้5
เมื่อนำสารที่สกัดได้จากบุกที่มีการกำจัดพิษแล้ว ให้หนูใหญ่ที่มีอาการบวมที่ขากินทีละ 15 กรัม ต่อ 1 กิโล พบว่าอาการบวมที่ขาของหนูลดน้อยลง6
ประโยชน์ซึ่งมาจากบุกชาวไทยเรานิ http://www.disthai.com/

4

ขิง
ขิง เป็นพืชที่มีเหง้าใต้ดิน ภายนอกเหง้าเป็นน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อในสีขาวหรือเหลืองอ่อน มักนำมาปรุงอาหารเนื่องจากส่งกลิ่นหอม นอกจากนี้ ขิงยังใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่ม สบู่ และเครื่องแต่งตัวทั้งหลายแหล่ด้วยเหมือนกัน ด้านคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ มีความเชื่อเกี่ยวกับการใช้ขิงรักษาโรคหลากหลายชนิดมาอย่างนาน ตัวอย่างเช่น โรคเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารอย่างท้องเสีย มีก๊าซในกระเพาะ อาหารไม่ย่อย อาการเมารถเมาเรือ อาเจียน ไม่อยากกินอาหาร
คุณลักษณะของขิงเชื่อว่าประกอบด้วยสารที่บางทีอาจช่วยลดอาการคลื่นไส้และลดการอักเสบ โดยนักวิจัยส่วนใหญ่คาดว่าเป็นสารที่ออกฤทธิ์ในกระเพาะและลำไส้ และสารนี้บางทีอาจส่งผลต่อสมองหรือระบบประสาทส่วนที่ควบคุมอาการอาเจียนด้วย แม้กระนั้นข้อสันนิษฐานดังกล่าวยังคลุมเครือนัก แล้วก็คุณลักษณะด้านอื่นๆมีข้อมูลน้อยกว่า ซึ่งคุณประโยชน์ซึ่งมาจากขิงต่อสุขภาพที่เราเชื่อกันนั้น เดี๋ยวนี้ทางด้านวิทยาศาสตร์มีข้อมูลแจกแจงไว้ดังนี้
การดูแลรักษาที่บางทีอาจสำเร็จ
อาการอาเจียนคลื่นไส้ที่เกิดขึ้นมาจากการใช้ยาต้านทานไวรัสไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องหรือโรคภูมิคุมกันบกพร่อง คุณประโยชน์บรรเทาอาการอาเจียนคลื่นไส้ของขิงบางทีอาจมีประโยชน์ต่อคนเจ็บโรคนี้ที่มักได้รับผลกระทบจากการใช้ยารักษาโรค โดยจากการเรียนผู้ป่วยปริมาณ 102 คน แบ่งให้กรุ๊ปหนึ่งรับประทานขิง 500 กรัม อีกกรุ๊ปรับประทานยาหลอกวันละ 2 ครั้ง ในตอน 30 นาทีก่อนที่จะได้รับยารักษาโรคเอดส์อย่างยาต้านรีโทรเชื้อไวรัส ตรงเวลาทั้งผอง 14 วัน พบว่าขิงช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดขึ้นมาจากการดูแลรักษาโรคติดเชื้อเอชไอวีได้
อาการคลื่นไส้อ้วกภายหลังการผ่าตัด ขิงบางทีอาจช่วยทุเลาอาการอ้วกแล้วก็คลื่นไส้จากการผ่าตัดได้เช่นเดียวกัน โดยการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ส่วนมากชี้ว่าการกินขิง 1-1.5 กรัม ในช่วง 1 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัดนั้นดูเหมือนจะช่วยลดอาการคลื่นไส้อ้วกที่บางทีอาจเกิดขึ้นในระหว่าง 24 ชั่วโมงหลังได้รับการผ่าตัด
งานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยหนึ่งทดสอบแบ่งคนไข้จำนวน 122 รับการผ่าตัดต้อกระจกให้กินแคปซูลขิง 1 กรัม รวมทั้งอีกกรุ๊ปได้รับแคปซูลขิง 500 มิลลิกรัมแม้กระนั้นแบ่งให้ 2 ครั้งก่อนผ่าตัด ซึ่งผลพบว่าผู้ป่วยในกรุ๊ปหลังมีอาการอาเจียนอาเจียนน้อยครั้งแล้วก็มีความร้ายแรงของอาการน้อยกว่า โดยงานศึกษาเรียนรู้วิจัยนี้พบว่าการใช้ขิงนั้นคงจะให้คุณภาพสูงสุดเมื่อรับประทานเสมอๆและก็สม่ำเสมอโดยแบ่งปริมาณการใช้
นอกเหนือจากนั้น การทดลองทาน้ำมันขิงรอบๆข้อมือของคนไข้ก่อนเข้ารับการผ่าตัด พบว่าช่วยคุ้มครองปกป้องอาการคลื่นไส้ในคนเจ็บโดยประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์จากผู้เข้ารับการผ่าตัดทั้งสิ้น แต่ว่าการใช้ขิงช่วยลดอาการอาเจียนอ้วกร่วมกับยาลดอ้วกอาเจียนนั้นบางทีอาจได้ผลได้ไม่ดีนัก รวมถึงการใช้ขิงกับผู้เจ็บป่วยที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการคลื่นไส้คลื่นไส้น้อยอยู่และอาจไม่ได้เรื่องด้วยเหมือนกัน
อาการแพ้ท้อง การกินขิงอาจมีส่วนช่วยทุเลาอาการแพ้ท้อง ได้แก่ อาเจียน คลื่นไส้ หรือเวียนหัว ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยชิ้นหนึ่งที่ช่วยรับรองคุณสมบัตินี้เป็นการทดสอบในหญิงที่แก่ครรภ์น้อยกว่า 20 สัปดาห์ จำนวน 120 คน ซึ่งพบเจออาการแพ้ท้องทุกเมื่อเชื่อวันนานอย่างน้อย 1 อาทิตย์ และไม่กระปรี้กระเปร่าขึ้นแม้ว่าจะแปลงการกินอาหารรวมทั้งตาม ภายหลังจากกินสารสกัดจากขิง 125 มิลลิกรัม ซึ่งเทียบเท่ากับขิงแห้ง 1.5 กรัม วันละ 4 ครั้ง 4 วัน ผลลัพธ์ได้ทำให้เห็นว่าขิงอาจสามารถประยุกต์ใช้ผลดีในฐานะการดูแลและรักษาลู่ทางต่ออาการแพ้ท้องได้
นับว่าสอดคล้องกับอีกงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยก่อนหน้าที่ชี้ว่าการรับประทานขิง 1 กรัมต่อวัน ติดต่อนาน 4 วัน สามารถช่วยลดความร้ายแรงของอาการอาเจียนอาเจียนในหญิงมีครรภ์ที่มีลักษณะอาการแพ้ท้องได้ อย่างไรก็ตามการใช้ขิงสำหรับคุณค่าด้านนี้อาจมองเห็นการรักษาได้ช้ากว่าหรือให้ผลดีไม่เทียบเท่าการใช้ยาแก้อาเจียนอ้วก นอกเหนือจากนี้ การศึกษาเล่าเรียนเกี่ยวกับคุณลักษณะช่วยลดอาการแพ้ท้องของขิงยังมีข้อกำหนดแล้วก็เจอคำตอบที่ไม่บ่อยนัก โดยมีบางการทดสอบที่ชี้ว่าขิงอาจไม่ได้มีส่วนช่วยสำหรับในการลดอาการแพ้ท้องเหมือนกัน
อาการเวียนหัวศีรษะ อาการที่เกิดขึ้นพร้อมกับการคลื่นไส้นี้อาจทุเลาให้ดียิ่งขึ้นได้ด้วยการใช้คุณค่าจากขิง จากงานวิจัยที่ทดสอบด้วยการให้คนที่มีลักษณะบ้านหมุน รวมทั้งตากระตุๆกจากการกระตุ้นโดยใช้อุณหภูมิกินผงเหง้าขิง ปรากฏว่าเหง้าขิงช่วยลดอาการวิงเวียนศีรษะได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกรุ๊ปที่กินยาหลอก แม้กระนั้นมิได้ช่วยลดระยะเวลาหรือชะลอการกระตุกของตามากนัก
โรคข้อเสื่อม มีการศึกษาเล่าเรียนบางงานที่ชี้ว่าขิงอาจมีสรรพคุณลดลักษณะการเจ็บที่เกิดจากโรคข้อเสื่อม จากการทดลองหนึ่งที่ให้คนไข้รับประทานสารสกัดจากขิงชนิดหนึ่ง (Zintona EC) ในปริมาณ 250 กรัม วันละ 4 ครั้ง พบว่าช่วยลดอาการปวดข้อเข่าหลังจากการดูแลและรักษาตรงเวลา 3 เดือน ส่วนอีกงานศึกษาวิจัยที่ใช้สารสกัดจากขิงผสมกับข่า พบว่าได้ผลลัพธ์สำหรับในการช่วยลดลักษณะการเจ็บขณะยืน ลักษณะการเจ็บหลังเดิน รวมทั้งอาการข้อติด
นอกนั้น มีการเรียนรู้เทียบความสามารถระหว่างขิงแล้วก็ยาแก้ปวด โดยให้คนไข้โรคข้ออักเสบในกระดูกสะโพกและก็ข้อหัวเข่ากินสารสกัดขิง 500 มิลลิกรัมทุกวี่ทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ขิงให้ผลบรรเทาอาการปวดได้เทียบเท่ากับการใช้ยาไอบูโพรเฟน 400 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง แล้วก็ยังมีการค้นคว้าวิจัยที่แนะนำว่าการนวดด้วยน้ำมันที่มีส่วนผสมของขิงและส้มบางทีอาจช่วยบรรเทาลักษณะของการปวดและอ่อนล้าที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆของผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะอาการเจ็บเข่าได้ด้วย
ลักษณะของการปวดรอบเดือน นอกเหนือจากลักษณะของการปวดจากโรคข้อเสื่อม การศึกษาเล่าเรียนบางงานยังชี้ว่าขิงอาจมีคุณสมบัติช่วยทุเลาลักษณะของการปวดประจำเดือน อย่างเช่น การทดลองในนิสิตมหาวิทยาลัย 120 คน โดยให้กินผงเหง้าขิงทีละ 500 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้งในตอน 2 วันก่อนเริ่มมีระดูต่อเนื่องไปจนกระทั่ง 3 วันแรกของการมีระดู รวมเบ็ดเสร็จเป็น 5 วัน พบว่าผงเหง้าขิงมีส่วนช่วยลดความร้ายแรงของอาการปวดระดูได้อย่างเป็นจริงเป็นจังด้านการเรียนเปรียบประสิทธิภาพของขิงแล้วก็ยาลดลักษณะของการปวดประจำเดือนอย่างเมเฟนามิค (Mefenamic acid) หรือไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) 400 มก. ในอาสาสมัคร 150 คน โดยแบ่งกลุ่มกินแคปซูลขิงหรือยาแต่ละจำพวกในปริมาณ 250 มก. วันละ 4 ครั้ง นาน 3 วัน โดยเริ่มตั้งแต่มีระดู คำตอบปรากฏไปในทิศทางเดียวกันกับการค้นคว้าวิจัยแรกเป็นขิงมีประสิทธิภาพทุเลาความร้ายแรงของอาการปวดรอบเดือนไม่แตกต่างกับการใช้ยาเมเฟนามิคหรือไอบูโพรเฟน
การดูแลและรักษาที่อาจไม่เป็นผล
อาการเมารถและเมาเรือ นับเป็นคุณประโยชน์ของขิงที่มีการพูดถึงกันมาก แต่ถึงแม้ขิงอาจจะช่วยลดอาการวิงเวียนได้ แม้กระนั้นสำหรับการตาลายคลื่นไส้ที่เกิดจากการเดินทางนั้น งานศึกษาเรียนรู้วิจัยส่วนมากระบุว่าขิงบางทีอาจไม่มีส่วนช่วยได้จริง ดังเช่นว่า การแบ่งกรุ๊ปให้เด็กนักเรียนนายเรือ 80 ไม่คุ้นเคยกับการออกเรือท่ามกลางทะเลที่มีคลื่นแรง กินเหง้าขิง 1 กรัม เทียบกับอีกกลุ่มที่กินยาหลอก ปรากฏว่ากรุ๊ปที่กินขิงนั้นมีลักษณะอาการอาเจียนและก็หน้ามืดน้อยลงจริงแม้กระนั้นอยู่ในระดับบางส่วนเพียงแค่นั้น หรือในอีกงานค้นคว้าที่ชี้ว่าการกินผงขิงในจำนวน 500 กรัม 1,000 กรัม หรือเหง้าขิงสด 1,000 มิลลิกรัม ต่างไม่มีส่วนช่วยสำหรับการป้องกันอาการเมารถหรือรูปแบบการทำงานของกระเพาะอาหารที่เกี่ยวกับอาการเมารถที่เกิดขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังแต่อย่างใด
การรักษาที่ยังไม่มีหลักฐานพอเพียงต่อการเจาะจงความสามารถ
อาการอ้วกอ้วกจากกระบวนการทำเคมีบำบัดรักษา อีกหนึ่งคุณประโยชน์คือลดอาการคลื่นไส้และคลื่นไส้ ซึ่งมีการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ แม้กระนั้นหลักฐานเกี่ยวกับการใช้ขิงในผู้ป่วยที่รับเคมีบำบัดนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าจะมีส่วนช่วยได้ใช่หรือไม่ การเรียนหนึ่งที่ชี้ถึงคุณประโยชน์ข้อนี้ของขิง โดยให้คนป่วยรับประทานแคปซูลขิงที่ประกอบด้วยขิง 0.5-1.5 กรัม เทียบกับยาหลอก ตั้งแต่ 3 วันก่อนวันทำเคมีบำบัดนานสม่ำเสมอเป็นเวลา 6 วัน พบว่า มีระดับความร้ายแรงของอาการอาเจียนที่เกิดขึ้นหลังจากการดูแลรักษาน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ได้กินแคปซูลขิง แต่ว่าเห็นผลได้ชัดในกลุ่มที่ใช้แคปซูลขิง 0.5 กรัม กับ 1 กรัมเพียงแค่นั้น ส่วนกลุ่มที่กินแคปซูลขิง 1.5 กรัมกลับเห็นผลน้อยกว่า หมายความว่าการกินขิงในจำนวนมากก็เลยบางทีอาจไม่ได้ทำให้อาการคลื่นไส้ดียิ่งขึ้นอย่างที่น่าจะเป็น
อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานที่แย้งข้อสนับสนุนดังที่กล่าวถึงแล้วซึ่งเป็นการค้นคว้าที่เปิดเผยว่าการรับประทานขิงไม่ได้มีประสิทธิภาพดีไปกว่าการใช้ยาแก้อ้วก ทั้งนี้ ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยที่ขัดแย้งกันนี้ คาดว่าอาจมีมูลเหตุมาจากจำนวนขิงที่ใช้ทดลองนั้นแตกต่างกัน รวมถึงตอนที่เริ่มรักษาด้วย ขิงจะนำมาใช้คุณประโยชน์ทางด้านการแพทย์ในด้านนี้แล้วเห็นผลหรือเปล่าอาจจะควรมีการรับรองเพิ่มอีกถัดไป
โรคเบาหวาน คุณลักษณะของขิงต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานในขณะนี้ยังมีผลการค้นคว้าที่ไม่แน่นอน การค้นคว้าวิจัยหนึ่งพบว่าการรับประทานขิง 2 กรัม นาน 12 อาทิตย์ สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสม ระดับไขมันในเลือด และสารมาลอนไดอัลดีไฮด์ที่แสดงถึงระดับอนุมูลอิสระในผู้เจ็บป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 แล้วก็อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังบางจำพวกจากเบาหวานได้ ในขณะเดียวกัน มีงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยอื่นๆที่เสนอแนะว่าขิงนั้นมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดจริง แต่กลับไม่เป็นผลต่อระดับอินซูลิน หรือบางการวิจัยกล่าวว่าขิงมีผลกับอินซูลิน แต่กลับไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ซึ่งผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยที่แตกต่างนั้นอาจมาจากจำนวนขิงหรือช่วงเวลาที่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคโรคเบาหวานในแต่ละการทดสอบนั้นแตกต่างกันนั่นเอง
อาหารไม่ย่อย มีการศึกษาค้นคว้าเรียนสมรรถนะของขิงในคนไข้ที่มีลักษณะอาการอาหารไม่ย่อยจำนวน 11 คน โดยให้รับประทานแคปซูลที่มีขิง 1.2 กรัมภายหลังจากการเลิกอาหาร 8 ชั่วโมง ผลปรากฏว่าขิงช่วยกระตุ้นให้กระเพาะมีการย่อยอาหารและก็เกิดการบีบตัวของกระเพาะส่วนปลาย แต่การกินขิงนั้นไม่เป็นผลต่ออาการที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารหรือสารเปปไทด์ในไส้ อย่างไรก็ตาม ผู้ร่วมการทดลองนี้มีจำนวนน้อย ทำให้ไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่าขิงช่วยลดอาการอาหารไม่ย่อยได้แน่ๆเท่าใด
อาการเมาค้าง เช้าใจกันว่าการดื่มน้ำขิงจะสามารถช่วยบรรเทาอาการเมาค้างซึ่งได้ผลข้างเคียงจากการดื่มแอลกอฮอล์ได้ สำหรับผลดีข้อนี้มีงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยแต่ก่อนที่เสนอแนะว่าการผสมขิงกับเปลือกด้านในของส้มเขียวหวาน และน้ำตาลก่อนดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยลดอาการเมาค้างในภายหลัง รวมทั้งอาการอาเจียน อาเจียนรวมทั้งท้องร่วง อย่างไรก็แล้วแต่ การเรียนรู้ดังที่กล่าวถึงแล้วยังจัดว่าไม่แน่ชัดอยู่มากและไม่อาจรับรองได้ว่าเกิดจากขิงจริงๆหรือส่วนประกอบอื่นๆที่ใช้ประกอบ
ลดคอเลสเตอรอล คุณลักษณะของขิงซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลนั้นได้มีการทดลองโดยให้คนไข้ที่มีสภาวะไขมันในเลือดสูงรับประทานแคปซูลขิงวันละ 3 ครั้ง ครั้งละ 1 กรัม คำตอบกล่าวว่าเมื่อเทียบกับคนเจ็บกรุ๊ปที่กินยาหลอก ขิงมีประสิทธิภาพช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลลงได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง ซึ่งการใช้ขิงลดระดับคอเลสเตอรอลจะได้ผลดีจนสามารถนำมาใช้รักษาคนเจ็บสภาวะนี้ได้หรือเปล่าอาจจำต้องรอการเรียนในอนาคตที่แจ่มกระจ่างกันต่อไป
ลักษณะการเจ็บกล้ามหลังบริหารร่างกาย คุณสมบัติด้านการบรรเทาปวดและลดการอักเสบของขิงจะช่วยลดลักษณะการเจ็บจากการออกกำลังกายได้ด้วยหรือเปล่านั้นยังคงไม่ชัดเจนและก็เป็นที่โต้เถียงกันอยู่เหมือนกัน จากการทดลองหนึ่งที่ให้ผู้เข้าร่วมกินขิงสดหรือขิงที่ทำให้สุกด้วยความร้อนแล้ว 2 กรัมโดยตลอดนาน 11 วัน พบว่าทั้งขิงสดรวมทั้งขิงสุกต่างมีส่วนช่วยลดอาการเจ็บกล้ามเนื้อจากการบริหารร่างกายแบบหดยืดกล้ามเนื้อได้ในระดับปานกลางไปจนกระทั่งระดับมากมาย
แต่ทว่าอีกงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยหนึ่งกลับเจอผลสรุปตรงกันข้าม จากการให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบที่ทำกิจกรรมออกกำลังกายยืดหดกล้ามเนื้อเหมือนกัน รับประทานขิง 2 กรัมในช่วง 24 ชั่วโมงและก็ 48 ชั่วโมงหลังจากการบริหารร่างกาย พบว่ามิได้ส่งผลให้อาการเจ็บกล้ามเนื้อ การอักเสบ หรือบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากการบริหารร่างกายต่ำลง แม้กระนั้นผู้ศึกษาวิจัยพบว่าการกินขิงอาจช่วยให้อาการเจ็บกล้ามเนื้อค่อยๆในวันแล้ววันเล่า หากแม้บางทีอาจมองไม่เห็นผลประโยชน์ในทันที
อาการปวดศีรษะไมเกรน มีการศึกษากับคนเจ็บ 100 คน ที่เคยมีลักษณะปวดศีรษะไมเกรนเฉียบพลันโดยให้รับผงขิงหรือยารักษา http://www.disthai.com/

5

น้ำมันนวด
ประโยชน์ที่ได้รับมาจากการนวดน้ำมัน
น้ำมันนวดเป็นการกระตุ้นเนื้อเยื่อของร่างกายด้วยมือ, เพื่อสนับสนุนสุขภาพรวมทั้งฟื้นฟูให้ร่างกายทั้งผอง. น้ำมันนวดถูกดีไซน์มาเพื่อให้มือเลื่อนได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นในระหว่างนวด และก็ในเวลาเดียวกันเครื่องหอมอโรมาให้รู้สึกดีและผ่อนคลายเยอะที่สุดสำหรับทั้งกายและใจ. อ่านถัดไปเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยชน์จากการนวดน้ำมันรวมทั้งบรรเทาร่างกายของคุณที่มีประสบการณ์นวดมีชีวิตชีวา.
เมื่อมาถึงการนวดน้ำมัน, มีหลายร้อยปิดตัวเลือกที่แตกต่างกันให้เลือก. คุณได้อย่างอิสระสามารถเลือกจากเยอะมากๆน้ำหอมรวมทั้งสีที่แตกต่างเพื่อให้บริการ. น้ำมันนวดบรรเทา, น้ำมันร้อน, น้ำมันนวดกระตุ้นความรู้สึก, น้ำมันหอม
จะสามารถพบได้ในตลาดท้องน้ำมันนวดเพื่อคุณสามารถเลือกที่ดีเยี่ยมที่สุดสำหรับความอยากและความปรารถนาของคุณ.
สัมผัสของคนเราสามารถมีการรักษาและพลังความสดชื่นสำหรับผิวแล้วก็น้ำมันนวดออกมาจากผิวนุ่มแล้วก็เรียบ. นอกเหนือจากความรู้สึกสบาย thei พวกเขาถ่ายทอด, น้ำมันนวดยิ่งไปกว่านี้ยังมีทางที่น่าประหลาดที่ช่วยบำรุงผิวของคุณแล้วก็กำจัดจุดแห้งบนผิวของคุณ. แต่, ข้างหลังการนวด, จะเสนอแนะให้ใช้เวลาอาบน้ำที่บรรเทาเพื่อล้างน้ำมันออกมาจากร่างกายของคุณ. น้ำ จะยังช่วยผิวรูขุมขนจะเปิดจึงช่วยเหลือการดูดซึมของน้ำมันนวดไปสู่ผิวของคุณ. ลองมาดูกันประโยชน์ต่อร่างกายที่สำคัญของการนวดน้ำมันบรรเทา.
ลดการ ความเคร่งเครียด
นวดเป็นแนวทางที่ยอดเยี่ยมมากมาย ลดความเครียด และความตึงเครียดที่มีการสะสมในร่างกายของคุณในระหว่างวันที่เมื่อยล้า.
น้ำมันนวดน้ำมันหอมระเหยที่มีน้ำมันหอมระเหยที่สงบประสาท, ช่วยทำให้คุณบรรเทาและกำจัดความนึกคิดเชิงลบที่สะกิดความเคร่งเครียด.
อ่อนโยน, สัมผัสการดูแลการแสดงในงานน้ำมันนวด, ช่วยให้คุณ รักษา แล้วก็คืนจิตวิญญาณและความสมดุลทางอารมณ์ของคุณ.
เสริมการไหลเวียนของโลหิตดียิ่งขึ้น
หนึ่งในผลตอบแทนที่สำคัญที่สุดของน้ำมันนวด คือมันช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและในเวลาเดียวกันจะช่วยลดความดันเลือดซึ่งเป็น น.
ปัจจัย ajor สำหรับคนที่ประสบพบปัญหาที่เกี่ยวพันกับ ความดันโลหิตสูง.
ปิดปรับแก้
นวดน้ำมันที่ดีเลิศของคุณบรรเทาร่างกายแล้วก็ผลักดันการนอนที่ดียิ่งกว่าสำหรับวัน.
คนไม่ใช่น้อยทุกข์ระทมจากความผิดปกติของการนอนต่างๆได้มองเห็นการปรับแก้ในนิสัยการนอนของพวกเขาหลังการรักษาด้วยการนวดบรรเทา. น้ำมันนวดกระตุ้นจิตใจรวมทั้งจิตวิญญาณ การบำบัด, เพราะฉะนั้นคนจำนวนมากมีประสบการณ์การนอนหลับลึกรวมทั้งพักผ่อนเพิ่มมากขึ้น.
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น
น้ำมันนวด มากขึ้นและรักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อของคุณ. นวดตัวที่มีคุณภาพการทำงานของกล้ามทั้งสิ้น, เนื้อเยื่อรวมทั้งข้อต่อจึงแก้ไขการแสดงกีฬาแล้วก็การให้ความสะดวกสำหรับในการเคลื่อนร่างกายของคุณง่ายขึ้น. นอกจากสิ่งพวกนี้กำเนิดผลดีต่อสุขภาพ, นวดยังช่วยคุ้มครองปกป้องการเจ็บและเพิ่มความเร็วสำหรับเพื่อการหาย. นวดแผนโบราณยังเป็นแนวทางที่ดีสำหรับการบรรเทาความเคร่งเครียดของกล้ามเนื้อและรักษาร่างกายของคุณ พอดิบพอดี และก็มีความยืดหยุ่นเป็นระยะเวลานาน.
กำจัดพิษ
ข้อดีที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการนวดน้ำมันคือมันช่วยทำให้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพกำจัดพิษจากสิ่งมีชีวิตด้วยเหตุดังกล่าวการผลักดันและสนับสนุนสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงขึ้น.
ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน
บริการนวดน้ำมันนวดและจำนวนมากสร้างความเข้มแข็ง ระบบภูมิคุ้มกันแล้วก็ช่วยสำหรับในการย่อยอาหาร.
ศิลปะที่สวยของการนวดได้ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยการนวดน้ำมันบางมากมาย. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณสมบัติรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อให้บริการด้านต่างๆสำหรับการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่เยี่ยมที่สุดสำหรับความอยากเฉพาะบุคคลของคุณแล้วก็ผ่อนคลายร่างกายของคุณด้วยการนวดบรรเทารวมทั้งฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อที่จะรักษาความสมดุลด้านจิตวิญญาณของคุณและก็สุขภาพที่แข็งแรงที่สุดของร่างกายของคุณ.
โรคนี้จะไม่สามารถที่จะหายไปได้เอง!
น้ำมันนวด โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่สามารถที่จะหายขาดได้เอง แม้ว่าอาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงน้อยลงก็ตาม แล้วก็ในที่สุดก็จะแปลงเป็นโรคเรื้อรังรวมทั้งทำให้เกิดความทุกข์ยากสำหรับการดำรงชีพมากขึ้น
เมื่อปลดปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆปัญหาเรื่องข้อที่มีอยู่ก็จะลุกลามไปจนถึงทำให้มีเพียงการผ่าตัดเพียงแค่นั้นที่จะเป็นทางออกเดียวที่ช่วยได้
บางครั้งบางคราวที่เป็นร้ายแรงมากมายจำเป็นจะต้องแปลงข้อต่อทั้งหมดทั้งปวงด้วย
ความเจ็บปวดมีก็แค่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
การผ่าตัดสามารถหลบหลีกได้
ฟื้นฟูข้อต่อของคุณให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ในระหว่างที่โรคยังมิได้ลุกลามเหลือเกินนัก
  แพทย์พื้นบ้านหรือการแพทย์แผนไทย ยอมรับในคุณประโยชน์อันแสนวิเศษของยาแผนโบราณตามตำรายาสมุนไพร ตำรับดั้งเดิมวัดโพธิ์หรือวัดพระเชตุพนสะอาดมังคลาราม ซึ่งเป็นยาสมุนไพรแผนโบราณขนานเอกที่โด่งดังมีชื่อเสียงและก็ได้รับความเชื่อใจสำหรับในการรักษาโรคมานานมากแล้ว สมกับคำที่กล่าวไว้ว่า "นวดแผนโบราณ ยาแผนโบราณ หนังสือเรียนยาสมุนไพร จำต้องวัดโพธิ์ ภูมิปัญญาของคนประเทศไทยตลอดชาติของบรรพบุรุษไทย"

6

มะขาม
ชื่อสมุนไพร มะขาม
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน ขาม (ภาคใต้) , ม่องโคล้ง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) , ตะลูบคลำ (วัวราช) หมากแกง (ฉาน-แม่ฮ่องสอน) , อำเปียล (เขมร-สุรินทร์) , ส่าหม่อเกล (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , ซึงกัก , ทงฮ้วยเฮียง (จีน)
ชื่อสามัญ  tamarind
ชื่อวิทยาศาสตร์  Tamarindus indica Linn.
ตระกูล  Fabaceae
บ้านเกิดเมืองนอน เชื่อกันว่ามะขามมีบ้านเกิดในแอฟริกา แถบประเทศซูตานในตอนนี้ หลังจากนั้นมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้นำมะขามมาปลูกลงในแถบอินเดีย รวมถึงในประเทศแถเขตร้อนของเอเชียและประเทศแถบลาตินอเมริกา แม้ว่าจะมีหลักฐานว่ามะขามมีบ้านเกิดเมืองนอนดั้งเดิมอยู่ในทวีปแอฟริกา แต่ว่าสำหรับในประเทศไทยมะขามก็เข้ามา และเป็นที่รู้จักดีเยี่ยมว่า 700 ปีแล้ว ดังปรากฏข้อความในแผ่นจารึกหลักที่ 1 สมัยบิดาขุนรามคำแหง ที่เอ๋ยถึงมะขามอยู่หลายที่ ตัวอย่างเช่น ตอนหนึ่งว่า “หมากขามก็หลายในเมืองนี้ใครกันแน่สร้างได้ไว้แก่มัน” ฯลฯ  จากหลักฐานดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นก็เลยอาจกล่าวได้ว่า มะขามเป็นพืชที่มีการกระจายประเภทเข้ามาสู่ประเทศไทยกว่า 700 ปีมาแล้ว  นอกนั้นมะขามยังเป็นพืชพันธุ์ไม้พระราชทางและฯลฯไม้ประจำจังหวัดเพชรบูรณ์อีกด้วย
ทั้งนี้มะขามเป็นต้นไม้แข็งแรงทน แล้วก็เป็นต้นไม้ที่มีอายุยืนยาวมากมายประเภทหนึ่ง ในประเทศศรีลังกามีรายงานว่าเจอมะขามที่แก่มากกว่า 200 ปี ส่วนในประเทศไทย เจอมะขามยักษ์ที่วัดแค อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี มีขนาดลำต้น 6-7 คนโอบ มั่นใจว่าแก่กว่า 300 ปี โดยวัดแคนี้มีปรากฏชื่อในวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนสามเณรแก้วเรียนวิชากับอาจารย์อาจจะเจ้าอาวาสวัดแค ว่า
“ทั้งพิชัยสงครามล้วนวิชาความรู้บางทีก็อาจจะปราบศัตรูไม่สู้ได้
      ฤกษ์พานาทีทุกสิ่งทุกอย่างไปทั้งยังเสกใบมะขามเป็นต่อแตน”
มีชาวสุพรรณฯ หลายชิ้นเชื่อว่า มะขามยักษ์ที่วัดแคในขณะนี้ เป็นมะขามต้นเดียวกันกับต้นที่สามเณรแก้วฝึกเสกใบมะขามเป็นต่อแตนในครั้งนั้น
ลักษณะทั่วไป  มะขามเป็นไม้ยืนต้นขนาดกึ่งกลางถึงใหญ่ สูง 6-20 เมตร เปลือกต้นสีเทา ดำ มีริ้วรอยมาก แตกกิ่งก้านสาขามาก ไม่มีหนาม ใบเป็นใบประกอบ ปลายเป็นใบคู่ ใบยาว 8-11 เซลเซียสม. มีใบย่อย 14-40 ใบ ใบย่อยลักษณะใบยาวปลายมนกลม ยาว 1-2,4 เซลเซียสม. กว้าง 4.5-9 ม.ม. ปลายใบมน หรือบางทีก็เว้าเข้าเล็กน้อย ฐานใบทั้งยัง 2 ข้างเว้าเข้าไม่เท่ากัน ตัวใบเรียบไม่มีขน ดอกออกที่ปลายก้านหรือจากซอกใบ เป็นช่อบานจากโคนไปปลาย ดอกมีกลีบห่อดอกอ่อน 1 กลีบ สีแดง ขอบมีขนสั้นสีขาว เมื่อดอกบานจะหลุดตกไปกลีบเลี้ยงไปกลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ สีเหลืองปลายกลีบแหลมมีสีแดงอ่อนๆกลีบดอกไม้มี 5 กลีบ ขนาดไม่เท่ากัน สีเหลืองมีลายเส้นกลีบสีแดงเข้ม ริมกลีบดอกไม้มีรอยย่นๆกลีบดอก 2 กลีบล่างจะฝ่อ เล็กหายไป มีเกสรตัวผู้ 3 อัน ก้านเกสรชิดกันจากศูนย์กลางลงมา รังไข่มี 1 อัน เป็นฝักยาว ส่วนปลาย เป็นก้านเกสรตัวเมีย มีเมล็ดมากมาย ฝักทรงกระบอก แบนน้อย ยาว 3-14 เซลเซียสมัธยม กว้าง 2 เซลเซียสมัธยม เปลือกนอกสีเทา ภายในมีเมล็ด 3-10 เม็ด เมล็ดมีผิวนอก สีน้ำตาลปนแดงเรียบเป็นเงา มีดอกในตอนพฤษภาคมเป็นต้นไป ฝักแก่ในราวธ.ค.
การขยายพันธุ์  โดยทั่วไป มะขามสามารถแพร่พันธุ์จะได้ด้วยเม็ด แต่ว่าปัจจุบันนี้ มะขามเริ่มมีการปลูกเพื่อการค้าขายมากขึ้น จึงนิยมปลูกจากต้นจำพวกที่ได้จากการตอน แล้วก็การทิ่มยอดเป็นหลัก เพราะเหตุว่าสามารถให้ผลผลิตได้เร็วเพียงไม่ถึงปีหลังการปลูก อีกทั้ง ต้นที่ปลูกด้วยวิธีการแบบนี้จะมีลำต้นไม่สูงเสมือนการเพาะเม็ด ทำให้ง่ายต่อการจัดการ และการเก็บผลผลิตซึ่งการปลูกขั้นตอนต่างๆดังต่อไปนี้

  • การเตรียมแปลง จัดแจงแปลงด้วยการไถกลบหน้าดิน แล้วตากดิน และหญ้าให้ตายก่อน 1 ครั้ง ระยะตากดินนาน 7-14 วัน หลังจากนั้น ค่อยไถกลบอีกรอบ แล้วตากดินทิ้งไว้อีก 5-7 วัน ก่อนที่จะทำขุดหลุมปลูกลงในระยะ 8 x 8 เมตร หรือ 10 x 10 เมตร ขนาดหลุมลึก 50 ซม. กว้างยาว 50 ซม.
  • การปลูก ใช้ต้นจำพวกที่ได้จากการตอน หรือการเพาะเม็ด ควรที่จะเลือกขนาดต้นพันธุ์ที่สูงราวๆ 0.5-1 เมตร ก่อนปลูกให้โรยตูดหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยธรรมชาติหรืออุปกรณ์ทางการเกษตรอื่นๆร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตราที่หลุมละ 1 กำมือ แล้วโกยดินลงคลุกผสมให้หลุมตื้นขึ้นมาเหลือประมาณ 25-30 ซม. ก่อนนำต้นพันธุ์ลงปลูก พร้อมกลบดิน และรดน้ำให้เปียก หลังจากนั้น ให้นำฟางข้าวมาวางปกคลุมรอบโคนต้น
  • การดูแล การให้น้ำ ภายหลังจากการปลูกแล้วจะทำการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยยิ่งไปกว่านั้นในระยะแรกเพื่อต้นตั้งตัวได้ โดยควรให้น้ำในทุกๆ3-5 วัน/ครั้ง ต่อจากนั้น ค่อยให้น้อยลงมาเหลือ 3-4 ครั้ง/เดือน ทั้งนี้ บางทีอาจไม่ให้น้ำเลยถ้าเป็นตอนหน้าฝนไม่ต้อง


การใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในตอนนี้จนกว่าต้นจะเติบโตพร้อมได้ผล ซึ่งตอนนั้นจึงเริ่มให้ปุ๋ยสูตร 12-12-24 ร่วม เพื่อเร่งผลผลิต ความถี่การใส่ปุ๋ยราว ปีละ 2-3 ครั้ง ดังนี้ ควรให้ปุ๋ยคอกโรยรอบโคนต้นด้วยทุกคราวภายหลังจากการปลูกแล้วราวๆเข้าปีที่ 2 หรือปีที่ 3 จึงให้เริ่มติดผลได้
                นอกเหนือจากนั้นมะขามยังสามารถปลูกได้ในประเทศแถบร้อนเปียกชื้น ได้แก่ ประเทศในแถบอเมริกากึ่งกลาง เอเซียอาคเนย์ และก็ทวีปอาฟริกา  จึงนับว่ามะขามไม้ผลที่มีค่าทางเศรษฐกิจในหลายภูมิภาคโดยยิ่งไปกว่านั้นเมืองไทยแล้วก็ประเทศอินเดียที่เป็นแหล่งปลูกมะขามขนาดใหญ่ซึ่งมีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับมะขามจำนวนมาก
องค์ประกอบทางเคมี
จากข้อมูลพื้นฐานเมล็ดมะขามมีอัลบูมินอยด์ (albuminoids)  โดยที่มีจำนวนไขมัน 14 -20%, คาร์โบไฮเดรต 59 – 60 %,น้ำมันที่ถูกทำให้แห้งนิดหน่อย  (semi-drying fixed oil) 3.9 – 20 %,น้ำตาลรีดิวซ์  (reducing sugar) 2.8%, สารที่มีลักษณะเป็นมูก  (mucilaginous material) 60% ดังเช่น โพลีโอส (polyose) ซึ่ง       Tannin : Wikipedia
ใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เมื่อพินิจพิจารณาดูองค์ประกอบหลักๆพบว่าเปลือกหุ้มเมล็ดมะขามประกอบไปด้วยโปรตีน 9.1% รวมทั้งเส้นใย 11.3% โดยที่เม็ดมะขามมีโปรตีน 13 % ลิปิด 7.1 % เถ้าถ่าน 4.2% รวมทั้งคาร์โบไฮเดรต 61.7%
โปรตีนหลักที่พบในเมล็ดมะขามเป็นอัลบูมิน (albumins) แล้วก็โกลบูลิน  (globulins) โปรตีนจากเมล็ดมะขามประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่มีซัลเฟอร์เป็นส่วนประกอบหมายถึงซิสเทอีนแล้วก็เมทไธโอนีน อยู่สูงถึง 4.02% เมื่อเทียบกับมาตรฐาน FAO/WHO (1991) ซึ่งตั้งค่าไว้เท่ากับ 2.50%  นอกจากนั้นเปลือกหุ้มเมล็ดมะขามยังมีสารพวกอทนนิน โดยมีรายงานว่าในเปลือกหุ้มเมล็ดมะขามประกอบไปด้วยแทนนิน (tannins) ถึง 32% ซึ่งแทนนินนี้แบ่งแยกได้เป็นโฟลบาแทนนิน  (phlobatannin) 35%ที่เหลือเป็นขาเตวัวแทนนิน (Catecholtannin)
ส่วนในเนื้อมะขามที่ให้รสเปรี้ยวยังพบกรดทาริทาริก (Tartaric acid)  และก็ในใบมะขามเจอกรด ทาริทาริก (Tartaric acid) แล้วก็กรดมาลิก (Malic acid) ยิ่งกว่านั้น ส่วนต่างๆของมะขามจะมีเม็ดสี ซึ่งได้มีหัวหน้าไปใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวาง โดยมะขามพันธุ์แดงมีแอนโทไซยานิน (anthocyanin) คริสแซนทีนิน (chrysanthemin) ส่วน Tartaric acid : Wikipedia
มะขามจำพวกอื่นๆมีเม็ดสีประเภทแอนทอลแซนตำหนิน (anthoxanthin) ลูทีนโอลีน (lute olin) และก็อาปิเจนิน (apigenin) อยู่ในใบมะขามโดยประมาณร้อยละ 2 ฝักมะขามมีแอนทอคแซนว่ากล่าวนบางส่วน ในดอกมะขามมีแซนโทฟิล (xanthophyll) เท่านั้น แล้วก็ในเปลือกเมล็ดมะขามมีลิววัวแอนโทไซยานิดิน (leucoanthocyanidin) ฯลฯ
ส่วนค่าทางโภชนาการของมะขามีดังต่อไปนี้

  • พลังงาน 239 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 62.5 กรัม
  • น้ำตาล 57.4 กรัม Malic acid : Wikipedia       
  • เส้นใย 5.1 กรัม
  • ไขมัน 0.6 กรัม
  • โปรตีน 2.8 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.428 มก.
  • วิตามินบี 2 0.152 มก. Chrysanthemin : Wikipedia       
  • วิตามินบี 3 1.938 มก.
  • วิตามินบี 5 0.143 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 0.066 มก.
  • วิตามินบี 9 14 ไมโครกรัม
  • โคลีน 8.6 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 3.5 มก. Luteolin : Wikipedia           
  • วิตามินอี 0.1 มก.
  • วิตามินเค 2.8 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 74 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 2.8 มิลลิกรัม Apigenin : Wikipedia           
  • ธาตุแมกนีเซียม 92 มก.
  • ธาตุฟอสฟอรัส 113 มิลลิกรัม
  • ธาตุโพแทสเซียม 628 มก.
  • ธาตุโซเดียม 28 มก. Xanthopyll : Wikipedia           
  • ธาตุสังกะสี 0.1 มิลลิกรัม


ประโยชน์/สรรพคุณ ประโยชน์ที่ได้รับมาจากมะขามสิ่งแรกที่เรามักใช้ประโยชน์กันบ่อยเป็นใช้บริโภคไม่ว่าจะกินใหม่ๆหรือใช้ทำมะขามแฉะไว้สำหรับปรุงอาหาร มะขามแฉะมีกรดอินทรีย์อยู่สูงก็เลยเปรี้ยวมาก ใช้เตรียมอาหารไทยที่ต้องการรสเปรี้ยว อย่างเช่น แกงส้ม ต้มส้ม ต้มโคล้ง และต้มยำโฮกอือ เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้สำหรับในการปรุงเครื่องจิ้มน้ำพริกต่างๆหลายชนิด ดังเช่นว่า น้ำปลาหวาน หลนต่างๆน้ำพริกเผา น้ำพริกตาแดง น้ำพริกนรก รวมทั้งน้ำพริกคั่วแห้ง ฯลฯ
ทั้งนี้มะขามฝักอ่อนและใบมะขามอ่อน ก็เอามาเข้าครัวได้เช่นกัน อีกทั้งยังสามารถนำมะขามมาทำสินค้าแปรรูปได้อีกหลายชนิด ตัวอย่างเช่น มะขามดอง , มะขามกวน , มะขามแช่อิ่ม , มะขามแก้ว , และก็ไวน์มะขาม ผงมะขาม , สบู่ , รวมทั้งแชมพูมะขาม ฯลฯ  ส่วนคุณประโยชน์ด้านอื่นๆก็มีอีกอย่างเช่น แก่นไม้มะขาม สำหรับคนประเทศไทยแล้วเขียงกว่าปริมาณร้อยละ 90 ทำจากไม้มะขาม เพราะมีคุณลักษณะเหมาะสมกว่าไม้อื่นๆตัวอย่างเช่น เหนียว เนื้อละเอียด สีขาวสะอาด ไม่มีกลิ่นหรือพิษที่จะปนไปกับอาหาร นอกเหนือจากนี้ยังหาง่ายอละทนทานอีกด้วย นอกจากใช้ทำเขียงแล้ว ยังเหมาะสำหรับทำครก สาก เพลา และดุมเกวียน ใช้กลึงหรือแกะ แม้เอามาเผาเป็นถ่าน จะให้ความร้อนสูง  เมล็ดมะขาม (แก่) นำมาใช้เป็นอาหารได้หลายอย่าง อย่างเช่น คั่วให้สุกแล้วรับประทานโดยตรง นำมาเพาะให้งอกก่อน (เหมือนถั่วงอก) แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปปรุงอาหาร หรือนำไปคั่วให้ไหม้เกรียม แล้วบดละเอียด ใช้ชงดื่มแทนกาแฟ นอกจากนั้นเม็ดแห้งนำไปบดเป็นแป้งใช้ลงผ้าให้อยู่ตัวได้ดี
สำหรับสรรพคุณทางยานั้น ตามตำรายาไทยบอกว่า ดอก ใบและก็ฝักอ่อน ปรุงเป็นอาหารรับประทานแก้ร้อนในหน้าร้อน แก้อาการไม่อยากอาหารแล้วก็อาหารไม่ย่อยในช่วงฤดูร้อนลดระดับความดันโลหิต น้ำคั้นจากใบ ใช้แก้อาหารไม่ย่อยแล้วก็ปัสสาวะทุกข์ยากลำบาก น้ำสุกจากใบให้เด็กกินขับพยาธิ และก็มีคุณประโยชน์ในคนเป็นโรคโรคตับเหลือง ใบสด ใช้พอกบริเวณหัวเข่าหรือข้อพับทั้งหลายแหล่ที่บวมอักเสบหรือที่เคล็ดลับขัดยอก, ฝี, ตาเจ็บ และก็แผลหิด ใบแห้งบดเป็นผุยผง ใช้โรยบนแผลเปื่อยยุ่ยเรื้อรัง แล้วก็ใช้ผสมน้ำเป็นยากลั้วคอ ใบมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ ใบสดมะขามใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย ขับลมในไส้ ใบสดมะขามช่วยรักษาหวัด อาการไอ ช่วยสำหรับเพื่อการรักษาโรคบิด  ช่วยฟอกโลหิต นำมาต้มผสมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆใช้อาบหลังคลอด เปลือกต้น ฝาดสมานเป็นยาบำรุงและแก้ไข้ ,แก้ท้องร่วง , สมานแผล เนื้อห่อหุ้มเม็ด (เนื้อมะขาม) มีฤทธิ์ระบายอ่อนๆบางทีอาจเพราะว่ากรดตาร์ตาริค แม้กระนั้นถ้าเอาไปต้มจนถึงสุก ฤทธิ์ระบายอ่อนๆนี้จะหายไป นอกจากนั้นยังใช้แก้เลือดออกตามไรฟัน ช่วยย่อย ขับลม ขับเสมหะ , ละลายเสมหะ  ฝาดสมาน แก้ไข้ แก้กระหายน้ำ ทำให้สดชื่น ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกาย  แล้วก็เป็นยาฆ่าเชื้อ รวมทั้งให้กินในรายที่ท้องผูกเป็นประจำ แก้พิษเหล้า ของกินไม่ย่อย อาเจียน ไม่สบายและก็ท้องร่วง เนื้อในเม็ด ใช้ถ่ายพยาธิไส้เดือน รากมะขามมีส่วนช่วยแก้อาการท้องเสีย ช่วยสำหรับเพื่อการสมานแผล รักษาโรคเริม รักษาโรคงูสวัด
รูปแบบ/ขนาดการใช้ แก้ร้อน จากอากาศร้อน ไม่อยากอาหาร แพ้ท้อง อาเจียนอาเจียน ท้องผูก เด็กเป็นตานขโมย ใช้เนื้อห่อหุ้มเม็ด 15-30 กรัม ผสมน้ำ คั้นแล้วอุ่นให้รับประทาน  แก้พิษสุรา ขับเสมหะ ใช้เนื้อหุ้มเม็ด 3 กรัม ผสมน้ำตาลกิน  แก้ไข้ ใช้เนื้อห่อหุ้มเม็ดแช่น้ำ ผสมน้ำตาลให้มีรสหวาน ใช้ดื่มแก้หิวช่วยลดความร้อน ใช้เป็นยาระบาย กินเนื้อหุ้มเมล็ด แล้วกินน้ำตามมากๆใช้ใบต้มน้ำอาบ หลังคลอดและหลังรู้สึกตัวใช้ ทำให้แจ่มใส หรือใช้อบไอน้ำ แก้หวัด คัดจมูก ขับเสลด แก้อาการท้องอืดแน่น ของกินไม่ย่อย ใช้เปลือกต้นผสมเกลือ เผาในหม้อดินจนกระทั่งเป็นเถ้าขาว กินทีละ 60-120 มก. แล้วก็ยังใช้ขี้เถ้านี้ผสมน้ำอมบ้วนปากกลั้วคอ แก้คอเจ็บแล้วก็ปากเจ็บได้อีกด้วย หรืออาจใช้เนื้อหุ้มเมล็ดกินทีละ 15 กรัม ช่วยย่อยของกิน  หรือ   ใช้เนื้อมะขามรักษาอาการท้องผูก       สามารถทำได้ 3 แนวทาง คือใช้เนื้อจากฝักละลายน้ำแล้วผสมเกลือสวนเข้าทางทวาร หรือใช้เนื้อจากฝักผสมเกลือรับประทาน หรือ เอาเนื้อจากฝักผสมเกลือเล็กน้อย แล้วปั้นเป็นลูกกลอนกิน แก้ท้องร่วง ท้องร่วง ใช้เปลือกเมล็ดสีน้ำตาลแดงวาว 600 มิลลิกรัม เทียนขาว(Cumin) อย่างละเท่าๆกัน ผสมน้ำตาล ต้มกินวันละ 2-3 ครั้ง แก้อาการเปลี่ยนไปจากปกติเกี่ยวกับน้ำดี ใช้เนื้อห่อเมล็ด รับประทานทีละ 10-60 กรัม เปลือกต้น ใช้ต้มกับน้ำ (จะมีแทนนินออกมา) ใช้เป็นยาสมานฝี แผล กันอักเสบ แก้ท้องร่วงแล้วก็อ้วกแล้วก็ใช้แก้โรคหืด ช่วยถ่ายพยาธิตัวกลมในไส้ พยาธิไส้เดือน ด้วยการใช้เมล็ดมะขามมาคั่ว กะเทาะเปลือกออก นำเนื้อในเม็ดมาแช่น้ำเกลือกระทั่งนิ่ม แล้วรับประทานครั้งละ 20 เม็ด เครื่องดื่มประเภทหนึ่งชื่อ “เชอร์เบต” (sherbet) ซึ่งผสมโดยต้มเนื้อมะขาม 30 กรัม ในนม 1 ลิตร เพิ่มเติมลูกเกด 2-3 ลูก กานพลู กระวานแล้วก็การบูรบางส่วน ใช้ดื่มแก้ไข้และอาการอักเสบต่างๆดังเช่นว่า ป่วย อาหารไม่ย่อย อาการไม่ดีเหมือนปกติเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ท้องเสีย แล้วก็ใช้แก้ลมแดดได้ดี ส่วน น้ำชงจากเนื้อมะขาม จัดเตรียมโดยแช่เนื้อมะขามในน้ำ แล้วรินออกมารับประทาน แก้อาการเบื่ออาหาร (ประสิทธิภาพของยาชง จะมากขึ้นอีก โดยการเติมพริกไทยดำ น้ำตาล กานพลู กระวานแล้วก็การบูร ช่วยเพิ่มรส) รวมทั้งในระยะฟื้นไข้ ก็ให้กินเนื้อหุ้มห่อเม็ดกับนม เนื้อหุ้มห่อเมล็ดอุ่นให้ร้อนใช้พอกแก้บวมอักเสบ เนื้อห่อหุ้มเมล็ดผสมเกลือให้เป็นครีมใช้ถูนวดในโรครูห์มาว่ากล่าวสซั่ม น้ำมะขามใช้อมบ้วนปากบ้วนปากแก้เจ็บคอ กระเพาะอักเสบ  นำมะขามเปียกไปแช่น้ำ ลอกเอาใยออก นำมะขามมาเช็ดตัวเบาๆช่วยให้ผิวหนังกระชุ่มกระชวยตลอดวัน มะขามแฉะแล้วก็ดินสอพองผสมจนถึงถูกกัน เอามาพอกหน้าทิ้งไว้โดยประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยทำให้ผิวหน้าดูกระชับผ่องใสและสะอาดยิ่งขึ้น  มะขามเปียกผสมกับน้ำอุ่นรวมทั้งนมสด ใช้พอกผิว ช่วยทำให้ผิวหนังที่มีรอยดำคล้ำกลับมาขาวดูสวยดูดีดูสดใส

การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย   สารสกัดน้ำร้อนจากใบ สารสกัดเอทานอล 95% จากใบ ไม่เจาะจงขนาดที่ใช้  สารสกัดอีเทอร์-เฮกเซน-เมทานอล จากใบ ความเข้มข้น 100 มค.กรัม แล้วก็สารสกัดเอทานอล 95% จากผล ไม่ระบุขนาดที่ใช้ ต้านเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus สารสกัดน้ำร้อนจากผล ไม่เจาะจงขนาดที่ใช้ ได้ผลยั้งเชื้อ S. aureus คลุมเครือ ในขณะสารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 200 มก./มล. ได้ผลยับยั้งเชื้อดังกล่าวมาแล้วข้างต้นต่ำมาก สารสกัดเอทานอล 95% และก็สารสกัดน้ำร้อนจากราก ไม่กำหนดขนาดที่ใช้ สารสกัดเฮกเซนและสารสกัดน้ำจากผล ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร แล้วก็สารสกัดน้ำ ไม่กำหนดส่วนที่ใช้ ความเข้มข้น 1 กรัม/มล. ไม่มีผลยั้ง S. aureus สารสกัดส่วนเนื้อมะขามด้วยแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในหลอดทดลองที่เป็นต้นเหตุของโรคท้องร่วง ได้แก่  Bacillus subtilis, Escherichia coli และ Salmonella typhi แต่ว่าสารสกัดด้วยคลอโรฟอร์ม แล้วก็สารสกัดด้วยน้ำ มีฤทธิ์ยั้งเชื้อดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นอย่างอ่อน
มีการทดลองในสัตว์ (in vivo study) โดยให้เปลือกหุ้มเมล็ดมะขาม หรือเมล็ดมะขาม ให้สัตว์ทดสอบกินพบว่าเปลือกเม็ดมะขามที่กำจัดแทนนินออกแล้วมีค่าจำนวนที่สมควรสำหรับการบริโภคในไก่หมายถึง100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม โดยซึ่งสามารถลดความตึงเครียดจากความร้อน (heat stress) และก็ลดภาวะออกซิเดทีฟสเตรทได้ อย่างไรก็ตามการศึกษาเล่าเรียนอีกฉบับกล่าวว่าเมล็ดมะขามต้มแล้วเอกเปลือกหุ้มเมล็ดมะขามออกนั้นไม่สารถเพิ่มคุณค่าทางของกินในไก่ได้ ไก่ที่รับประทานเม็ดมะขามดังที่กล่าวมาข้างต้นพบผลกระทบในทางร้ายเป็น ดื่มน้ำมากขึ้นเรื่อยๆแล้วก็มีขนาดของตับอ่อนแล้วก็ความยางของลำไส้เล็กเพิ่มขึ้น โดยที่ผลที่ได้นี้นักวิจัยแนะนำว่ามีสาเหตุจากโพลีแซคค้างไรด์ที่ไม่สามารถย่อยได้
การเรียนทางพิษวิทยา
          หนูถีบจักรเพศผู้แล้วก็เพศเมียที่ทานอาหารผสมด้วยส่วนสกัดโพลีแซคติดอยู่ไรด์จากเมล็ด ขนาด 5% ของอาหาร ไม่พบพิษ แต่หนูถีบจักรเพศเมียที่รับประทานอาหารผสมดังที่กล่าวถึงแล้วขนาด 1.2 รวมทั้ง 5% จะมีน้ำหนักต่ำลงตั้งแต่อาทิตย์ที่ 34
          ไก่ (Brown Hisex chicks) ทานอาหารผสมด้วยเนื้อมะขามสุก 2% แล้วก็ 10% นาน 4 สัปดาห์ พบว่าน้ำหนักลดน้อยลง (weight gain) และ feed conversion ratios ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ  มีการเปลี่ยนทางพยาธิภาวะ คือ มีการเปลี่ยนของเซลล์ไขมันของตับ (fatty change) เซลล์ตับ และ cortex ของไตตาย (necrosis) ในอาทิตย์ที่ 2 และก็ 4 ไก่กรุ๊ปที่กินอาหารผสม 10% จะมีพยาธิสภาพร้ายแรงกว่าไก่กรุ๊ปที่ทานอาหารผสม 2% ผลการตรวจทางซีรัมพบว่า กรดยูริก total cholesterol, alkaline phosphatase (ALP), glutamic oxaloacetic trans-aminase (GOT) ในซีรั่มมากขึ้น total serum protein ต่ำลงมากยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม (กลุ่มที่ไม่ได้รับอาหารผสมเนื้อมะขามสุก) sorbitol dehydrogenase แล้วก็ total bilirubin ไม่เปลี่ยนแปลง ค่า ALP กรดยูริก cholesterol และ total protein จะไม่กลับสู่สภาวะปกติในช่วง 2 สัปดาห์ภายหลังไม่ได้รับอาหารผสมแล้ว ผลการตรวจทางโลหิตวิทยาไม่มีการเปลี่ยนแปลง
หนูขาวเพศภรรยาและก็เพศผู้กินอาหารที่มีส่วนผสมของโพลีแซคคาไรด์จากเม็ดมะขาม 4, 8 และ 12% นาน 2 ปี ไม่พบความเคลื่อนไหวของพฤติกรรม อัตราการตาย น้ำหนักร่างกาย  การกินของกิน ผลทางวิชาชีวเคมีในฉี่และก็เลือด ผลของการตรวจเลือด น้ำหนักอวัยวะ รวมทั้งพยาธิสรีระ
          หนูถีบจักรที่รับประทานสารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากดอก พบว่าขนาดความเข้มข้นของสารสกัดสูงสุดที่หนูทนได้ พอๆกับ 1 กรัม/กก. นน.ตัว
          หนูขาว Sprague-Dawley SPF ทานอาหารที่ผสมด้วย pigments จากเม็ดที่เผาในขนาด 0, 1.25, 2.5 แล้วก็ 5% ของอาหาร ตรงเวลา 90 วัน ไม่พบความแตกต่างจากปกติอะไรก็แล้วแต่ความเข้มข้นสูงสุดของ pigments ที่ให้โดยการผสมในอาหารในหนูเพศผู้พอๆกับ 3,278.1 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน แล้วก็ในหนูเพศเมียเท่ากับ 3,885.1 มก./กิโลกรัม/วัน ไม่เจอพิษ
พิษต่อตัวอ่อน  L-(-)-di-Butyl malate ที่ได้จากสารสกัดเมทานอลจากฝักมะขาม เป็นพิษต่อเซลล์ตัวอ่อนของ Sea urchin แม้กระนั้นสารสกัดเอทานอล : น้ำ จากฝักมะขาม ให้ทางสายยางเข้าไปยังกระเพาะอาหารหนูขาวที่ตั้งท้อง ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ไม่เจอพิษต่อตัวอ่อนในท้อง และสารสกัดเอทานอล 100% จากผล ให้ทางสายยางให้อาหารลงไปยังกระเพราะอาหารหนูขาวเพศภรรยา ขนาด 200 มิลลิกรัม/กก. ไม่ทำให้แท้ง และไม่มีผลต้านทานการฝังตัวของตัวอ่อน
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์    ฝักมะขามขนาด 0.1 มิลลิกรัม/จานเพาะเชื้อ ทำให้มีการเกิดการกลายพันธุ์ของ Salmonella typhimurium TA1535 แต่ไม่มีผลต่อ S. typhimurium TA1537, TA1538 และก็ TA98
คำแนะนำ/ข้อควรระวัง

  • ในการเลือกซื้อมะขามมาใช้ประโยชน์(โดยยิ่งไปกว่านั้นมะขามสุก)นั้นควรเลือกมะขามที่ไม่มีเชื้อโรครา เพราะว่าบางทีอาจมีอันตรายต่อสุขภาพได้
  • การบริโภคมะขามมากเกินความจำเป็นอาจส่งผลให้เป็นผลกระทบกับร่างกายได้อาทิเช่น ท้องเดิน ท้องร่วง
  • การบริโภคมะขามไม่สมควรหวังผลสำหรับการรักษา/คุณประโยชน์ของมะขามมากเกินความจำเป็นควรจะบริโภคแต่พอดิบพอดีและไม่ควรจะบริโภคต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน
  • ยังมีมีผลการศึกษาเรียนรู้ที่ชี้ชัดว่ามะขามสามารถใช้ลดน้ำหนักได้ ดังนั้นก็เลยไม่ควรใช้มะขามมาลดความอ้วน
เอกสารอ้างอิง

  • สมพล ประคองพันธ์.วันชัย สุทธนันท์ .การใช้ดพลีแซคคาไรต์จากเมล็ดมะขามในยาอิมัลชั่นและยาแขวนตะกอน.วารสารเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล 1988:53
  • ภัคสิริ สินไชยกิจ,ไมตรี สุทธิจิตต์.คุณสมบัติชีวเคมีและการประยุกต์ใช้ของเมล็ดมะขาม,บทความปริทัศน์.วารสารนเรศวรพะเยา.ปีที่4.ฉบับที่2.พฤษภาคม-สิงหาคม.2554.
  • กองวิจัยทางการแพทย์. สมุนไพรพื้นบ้าน ตอนที่ 1.  กรุงเทพฯ: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, 2526.
  • Aengwanish, W. and Suttajit, M. Effect of polyphenols extracted from tamarind (Tamarindus indica L.) seed coat on physiological changes, heterophil/ lymphocyte ratio, oxidative stress and body weight of broiler (Gallus domesticus) under chronic heat stress. Ani Sci J 2010; 81: 264-270
  • เดชา ศิริภัทร.มะขาม.ต้นไม้ประจำครัวไทย.คอลัมน์ต้นไม้ใบหญ้า.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่163.พฤศจิกายน.2535
  • Ahmad I, Mehmood Z, Mohammad F.  Screening of some Indian medicinal plants for their antimicrobial properties.  J Ethnopharmacol 1998;62:183-93. http://www.disthai.com/
  • บวร เอี่ยมสมบูรณ์.  ดงไม้.  กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์รุ่งเรืองธรรม, 2518.
  • มะขาม.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Pugalenthi M, Vadivel V, Gurumoorthi P, Janardhanan K. Comparative nutritional evaluation of little known legumes, Tamarindus indica, Erythrina indica and Sesbania bispinosa. Tropic Subtropical  Agroecosys 2004; 4(3): 107-123
  • George M, Pandalai KM.  Investigations on plant antibiotics. Part IV.  Further search for antibiotic substances in Indian medicinal plants.  Indian J Med Res 1949;37:169-81.
  • ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ.มะขามและผักคราดหัวแหวน.คอลัมน์อื่นๆ นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่15.กรกฎาคม.2523
  • ก. กุลฑล.  ยาพื้นบ้าน.  กรุงเทพฯ:ปรีชาการพิมพ์, 2524.
  • Ross Sa, Megalla SE, Bishay DW, Awad AH.  Studies for determining antibiotic substances in some Egyptian plants. Part 1. Screening for antimicrobial activity.  Fitoterapia 1980;51:303-8.
  • Watt JM, Breyer-Brandwijk MG. The Medicinal and Poisonous Plants of Southern and Eastern Africa. 2nd edition. Edinburgh and London, E&S Livingstone. 1962.
  • พระ

7

ยอ
ชื่อสมุนไพร  ยอ
ชื่ออื่น/ขื่อเขตแดน  ยอบ้าน (ภาคกลาง) , มะตาเสื่อ (ภาคเหนือ) , แยใหญ่ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , Noni (ฮาวาย) , Meng kudu (มาเลเซีย) , Ach (ฮินดู)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Morinda citrifolia
ชื่อสามัญ  Indian mulberry
ตระกูล  Rubiaceae
ถิ่นกำเนิด   ลูกยอ Morinda citrifolia คือผลไม้เขตร้อนพบบ่อยบันทึกว่ามีการรับประทานลูกยอเป็นของกินมานานกว่า 2000 ปี แล้ว โดยยอเป็นพืชพื้นเมืองในแถบโพลีนีเซียตอนใต้ (Polynesia) รวมทั้งได้แพร่ขยายไปต่างประเทศโดยมีตำนานว่า คนภายในสมัยโบราณ (ที่ตอนนี้เรียกกันว่าขาว เฟร้นซ์ โพลินีเซีย (French Polynesia) ซึ่งอยู่ในแถบตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก พวกเขาได้เดินทางจากเกาะหนึ่งไปยังอีกเกาะหนึ่งโดยเรือแคนูและได้นำพืชศักดิ์สิทธิ์จากหมู่เกาะเดิมของพวกเขามาด้วย พืชนั้นเป็นทั้งอาหารขึ้นพื้นฐานที่เสริมสร้างส่วนต่างๆของร่างกายและก็เพื่อเป็นยารักษาโรค ซึ่งใช้สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนสมัยเก่ารุ่นแล้วรุ่นเล่า ได้ช่วยเหลือกันบันทึกแล้วก็จดจำต่อมายังบุตรหลานว่าผลของต้นโนนิช่วยบำบัดลักษณะของการป่วยเบื้องต้นได้ โดยชาวโพลิเนเซียน คนจีน ชาวอินเดีย รู้จักใช้ประโยชน์จากลูกยอมานานแล้ว ส่วนการแพร่ไปชนิดของยอนั้นมีต้นเหตุที่เกิดจากถูกนำติดตัวเข้าไปยังหมู่เกาะแปซิฟิกตอนใต้ โดยบรรดาผู้ย้ายถิ่น และมันสามารถงอกงามเจริญในดินภูเขาไฟที่ไม่มีมลภาวะ และมีการแพรกระจัดกระจายประเภทไปยังดินแดนใกล้เคียง
แม้กระนั้นอีกหนังสือเรียนหนึ่งบอกว่าเป็นไม้พื้นบ้านในเอเซียอาคเนย์ แม้กระนั้นมีผู้น าไปแพร่พันธุ์กระทั่งกระจายไปทั่วอินเดีย แล้วก็ตามหมู่เกาะต่างๆในมหาสมุทรแปซิฟิกและหมู่เกาะอินดัสตะวันตก ต้นยอขึ้นได้ทั้งในป่าทึบหรือตามชายฝั่งทะเลที่เป็นโขดเขาหรือพื้นทราย ต้นโตเต็มที่เมื่ออายุครบ 18 เดือน แล้วก็จะออกผล
ซึ่งในปัจจุบันพืชจำพวกนี้มีชื่อเสียงกันทั่วทั้งโลก ในประเทศไทยรู้จักกันในชื่อ “ยอ” ในประเทศมาเลเซียรู้จักกันในชื่อ “เมอกาดู” (Mergadu) ในเอเชียได้เรียกว่า “นเฮา” (Nhau) แถบหมู่เกาะตอนใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิคเรียกกันว่า “โนนู” แล้วก็ในเกาะซามัว ทองกา ราราทองคำกา ตาฮิติ เรียกกันว่า “โนโน” หรือ “โนนิ”
ลักษณะทั่วไป
ลำต้น ยอเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงราว 2-6 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็ก ขนาดโตเต็มกำลัง 5-10 ซม. ขึ้นกับอายุ แล้วก็ความอุดมสมบูรณ์ของดิน เปลือกลำต้นบางใกล้กับแก่นไม้ ผิวเปลือกออกสีเหลืองนวลแกมขาว หยาบสากนิดหน่อย แตกกิ่งน้อย 3-5 กิ่ง ทำให้มองดูไม่เป็นทรงพุ่มไม้
ใบ ใบเป็นใบเดี่ยว (simple leaf) แทงออกตรงข้ามกันซ้ายขวา มีทรงรี หรือขอบขนาน ใบกว้างราวๆ 10-20 เซนติเมตร ยาวโดยประมาณ 15-30 เซนติเมตร ใบอ่อนสีเขียวสด เมื่ออายุใบมากมายจะมีสีเขียวเข้ม ก้านใบยาวประมาณ 1 เซนติเมตร โคนใบ และปลายใบมีลักษณะแหลม ขอบของใบ และก็ผิวใบเป็นคลื่น ผิวใบมันหมดจดทั้งคู่ด้าน ด้านบนใบพบได้ทั่วไปเป็นตุ่มที่เกิดขึ้นจากแบคทีเรีย
ดอก  ดอกออกเป็นช่อกลมเดี่ยวๆสีขาว รูปทรงเสมือนหลอด ดอกแทงออกตามง่ามใบ ก้านช่อดอกยาวประมาณ 3-4 ซม. ไม่มีก้านดอกย่อย จัดเป็นดอกสมบูรณ์เพศที่มีอีกทั้งเกสรตัวผู้ และก็เกสรตัวเมีย กลีบรองดอก รวมทั้งโคนกลีบดอกไม้เชื่อมติดกัน กลีบมีสีขาว เป็นรูปท่อ ยาวราวๆ 8-12 มิลลิเมตร ผิวดอกข้างนอกเรียบ ข้างในมีขน ดอกส่วนครึ่งปลายบนแยกเป็น 4-5 แฉก ยาวราวๆ 4-5 มม. เกสรตัวผู้ รวมทั้งเกสรตัวเมีย ยาวราวๆ 15 มิลลิเมตร แยกเป็น 2 แฉก อับเรณูยาวโดยประมาณ 3 มม.
ผล  ผลเป็นจำพวกผลบวก (multiple fruit) เหมือนกับน้อยหน่า และขนุน เชื่อมติดกันได้ผลใหญ่ดังที่เราเรียกผลหรือหมาก ขนาดผลกว้างประมาณ 3-5 ซม. ยาว 3-10 เซนติเมตร ผิวเรียบเป็นตุ่มพอง ผลอ่อนจะมีสีเขียวสด เมื่อแก่จะมีสีเหลืองอมเขียว และเมื่อสุกจะมีสีเหลือง รวมทั้งเปลี่ยนเป็นสีขาวจนกระทั่งเน่าตามอายุผล เม็ดในผลมีจำนวนไม่น้อย เมล็ดมีลักษณะแบน ข้างในเมล็ดเป็นถุงอากาศทำให้ลอยน้ำได้ ผิวเมล็ดมีสีนํ้าตาลเข้ม
                นอกนั้นยังสามารถแบ่งสายพันธุ์ของยอได้อีกดังนี้

  • M. citrifolia var. citrifolia เป็นสายพันธุ์ที่ส่งผลหลายขนาด พบได้รอบๆหมู่เกาะในห้วงสมุทรแปซิฟิก อย่างเช่น ฮาวาย ตาฮิติ เป็นต้น
  • M. citrifolia var. bracteata เป็นสายพันธุ์ที่ส่งผลเล็ก พบบ่อยในทวีปเอเชีย ดังเช่นว่า ไทย เมียนมาร์ ลาว จีนตอนใต้ เวียดนาม มาเลียเชีย อินโดนีเซีย ประเทศอินเดีย และหมู่เกาะในห้วงมหาสมุทรแปซิฟิก
  • M. citrifolia cultivar potteri เป็นสายพันธุ์ที่ใบมีสีเขียว และก็สีขาว เจอทั่วไปรอบๆหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
การขยายพันธุ์การปลูก
ยอนิยมปลูกด้วยการเพาะเมล็ด แม้กระนั้นสามารถขายพันธุ์ด้วยแนวทางอื่นได้เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น การปักชำ การทำหมัน แต่ว่าการเพาะเมล็ดจะให้ผลที่ดียิ่งกว่ารวมทั้งอัตราการรอคอยดจะสูงขึ้นยิ่งกว่าแนวทางอื่น โดยการเพาะเมล็ดจะใช้แนวทางการบีบแยกเมล็ดออกมาจากผลสุก แล้วล้างด้วยน้ำ แล้วก็กรองเม็ดออก ผลที่ใช้ต้องเป็นผลสุกจัดที่ร่วงจากต้นที่มีสีขาว เนื้อผลอ่อนนิ่ม ซึ่งจะได้เมล็ดที่มีสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม  เม็ดที่ได้จำเป็นต้องนำไปตากแห้ง 3-5 วันก่อน  และนำมาเพาะในถุงเพาะชำให้มีต้นสูงราวๆ 30 ซม. ก่อนนำลงปลูก
ต้นยอเป็นพืชพันธุ์ไม้ที่ดูแลง่ายไม่ค่อยมีแมลงศัตรูพืช หรือโรคพืชมากมาย และก็ยังเป็นพืชที่คงทนต่อภาวะดินเค็มแล้วก็สภาพการณ์แห้งแล้งอีกด้วย ก็เลยทำให้มีการแพร่ประเภทอย่างเร็วองค์ประกอบทางเคมี สาระสำคัญที่เป็นองค์ประกอบในยอ อีกทั้งในส่วนของ  ผล ใบ และก็ราก มีหลายประเภท เป็นต้นว่า scopoletin , octoanoic acid , potassium , vitamin C , terpenoids , Asperuloside , Proxyronine สารในกรุ๊ป anthraquinones ดังเช่น anthraquinone glycoside , morindone รวมทั้ง rubiadin รวมถึง      flavonoids, triterpenoids, triterpenes, saponins, carotenoids, vitamin E                                    ยิ่งไปกว่านี้ยังมี  vitamin A , amino acid , ursolic acid , carotene และก็  linoleic acid ซึ่งสารพวกนี้สารจำพวกได้มีการทดลองคุณสมบัติของสารแล้วว่ามีผลที่สามารถนำมาใช้ด้านการแพทย์ได้ ยิ่งกว่านั้นยังพบสารจำพวกใหม่ที่ชื่อว่า flavone glycoside รวมทั้ง iridoid glycoside ในใบยอขึ้นรถทั้งสองส่งผลยังยั้ง cell transformation ของ mouse epidermal JB6 cell line
ผลดี/คุณประโยชน์
ประโยช์จากยอนั้นมีอีกทั้งในด้านการนำไป บริโภคเป็นอาหารรวมทั้งการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพร ในร้านค้าของ        Asperulosideการนำมาบริโภคนั้น   มีมากหลายต้นแบบดังต่อไปนี้ มีการ
 บริโภคผลยอกันมาก ทั้งยังดิบๆหรือแต่ง เช่น บางหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิค รับประทานผลยอเป็นของกินหลัก ส่วนชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วก็ชนท้องที่ออสเตรเลียกินผลยอดิบจิ้มเกลือ หรือปรุงกับผงกะหรี่ แล้วก็ใช้เม็ดของยอคั่วกินได้
ส่วนในประเทศไทยนั้นบริโภคยอโดย ลูกยอสุก  นำมาจิ้มรับประทานกับเกลือหรือกะปิ ลูกห่ามใช้ทำส้มตำ ใบอ่อน เอามาลวกรับประทานกับน้ำพริก ใช้ทำแกงจืด แกงอ่อม ผัดไฟแดง หรือนำมาใช้รองกระทงห่อหมก แล้วก็ในตอนนี้มีการนำลูกไปแปรรูปโดยคั้นเป็น น้ำลูกยอ โดยเชื้อกันว่ามีคุณประโยชน์ ทางด้านคุณค่าของอาหารที่มี วิตามินซี วิตามินเอ และก็ธาตุโปแตสเซียมสูง ยิ่งกว่านั้นจะมีลักษณะราวกับผักผลไม้เยอะมากๆเพราะมีสารแอนติออกซิแดนท์หรือสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจัดว่าช่วยชะลอการแก่ของเซลล์ แล้วก็ต้านทานมะเร็ง  ได้
                ส่วนในด้านการนำมาใช้เป็นสมุนไพรนั้น ยอได้ถูกระบุว่ามีคุณประโยชน์ทางยา ดังนี้  ตำราเรียนยาไทย: ผลมีรสเผ็ดร้อน ช่วยขับลมในลำไส้ ขับผายลม บำรุงธาตุ ทำให้เจริญอาหาร ผสมในยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อย เหงือกบวม ขับเมนส์เสีย ขับเลือดลม ฟอกเลือด ขับน้ำคร่ำ แก้เสียงแหบแห้ง แก้ตัวเย็น แก้ร้อนในอก แก้กษัย แก้อาเจียน  โดยเอามาหมกไฟหรือต้มกับน้ำดื่ม หรือเอามาจิ้มกับน้ำผึ้งทาน ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาไทยพูดว่าผลอ่อนรับประทานเป็นยาแก้คลื่นเหียนอาเจียน ผลสุกเป็นยาขับประจำเดือนสตรี ผลดิบเผาเป็นถ่านผสมเกลือบางส่วน อมแก้เหงือกเปื่อยเป็นขุมบวม หั่นปิ้งไฟพอเหลืองทำกระสายยา เมล็ดเป็นยาระบาย
           หนังสือเรียนยาไทยมีการใช้ ผลยอ ใน”พิกัดตรีผลสมุฎฐาน” เป็นการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีผลเป็นที่ตั้ง 3 อย่าง มีผลมะตูม ผลยอ ผลผักชีลา สรรพคุณแก้สมุฎฐานแห่งตรีทูต ขับลมต่างๆแก้โรคไตทุพพลภาพ ส่วนอีกหนังสือเรียนหนึ่งกล่าวว่าคุณประโยชน์ของส่วนต่างๆของยอไว้ดังนี้
                ราก สรรพคุณเป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ใบยอ รสขมขื่น คุณประโยชน์บำรุงธาตุ แก้ไข้ ฆ่าเหา ปวดข้อ คั้นน้ำทา แก้โรคเกาต์ แก้ท้องเสียในเด็ก แก้เหงือกบวม คั้นน้ำทาแก้แผลเรื้อรัง แก้กษัย ผสมยาอื่นแก้วัณโรค ผลดิบหรือแก่ รสเผ็ด สรรพคุณขับลม บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับเลือด ประจำเดือนของสตรี ฟอกโลหิต แก้คลื่นเหียนอาเจียน ผสมยาแก้สะอึก อมแก้เหงือกเปื่อย แก้เสียงแหบ แก้ร้อนในอก ผลสุก ของยาม้าน มีกลิ่นแรง คุณประโยชน์ผายลมในลำไส้ ต้น ใช้เป็นส่วนประกอบกับสมุนไพรอื่นเป็นยารักษาวัณโรค ดอก เป็นส่วนประกอบของสมุนไพรตัวอื่นเป็นยารักษาวัณโรค
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้
แก้อ้วกที่เกิดจากธาตุเปลี่ยนไปจากปกติ           ใช้ผลดิบหรือห่าม(ยังไม่สุก) ฝานเป็นชิ้นบางๆปิ้ง  หรือคั่วไฟอ่อนๆให้เหลือง  ใช้ครั้งละ  2  กำมือ  น้ำหนักราว  10-15  กรัม  ต้มหรือชงน้ำจิบแต่ว่าน้ำเป็นประจำช่วงเวลาที่มีอาการ  ถ้าเกิดดื่มทีละมากมายๆจะทำให้อาเจียน
ใบสดใช้ต้มน้ำหรือเอามาบดตากแห้งชงเป็นชาดื่ม รวมทั้งใส่แคปซูลกิน ช่วยแก้กระษัย  แก้ปวดเมื่อยตามข้อมือข้อเท้า แก้ท้องร่วง ลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้เบาหวาน ปกป้องโรคในระบบหัวใจ และก็หลอดเลือด แก้โรคมะเร็ง
ดอกใช้ต้มน้ำดื่มหรือเอามาตากแห้งชงเป็นชาดื่ม แก้วัณโรค เบาหวาน คุ้มครองโรคหัวใจ และก็หลอดเลือด ต่อต้านโรคมะเร็ง
เนื้อผลมีรสเผ็ดร้อน มีสารออกฤทธิ์คือ asperuloside ใช้แก้อาเจียน ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร และไส้ ช่วยขับระดู แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ ช่วยลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ
รากนำมาต้มหรือดองเหล้ากินเป็นยาระบาย แก้กระษัย ช่วยเจริญอาหาร ปกป้องโรคมะเร็ง โรคในระบบหัวใจ แล้วก็เส้นเลือด
ไอระเหยซึ่งระเหยออกมาจากลูกยอ ใช้รักษากุ้งยิง ลูกยอดิบ ใช้รักษาอาการเจ็บ หรือแผลตกสะเก็ดรอบปากหรือด้านในปาก ลูกยอสุก ใช้กิน ลูกยอบดละเอียดใช้กลั้วคอแก้คอเจ็บ ใช้ทาเท้าแก้เท้าแตก ใช้ทาผิวฆ่าเชื้อโรค หรือกินเพื่อฆ่าพยาธิในร่างกาย
ช่วยรักษาโรคกรดไหลย้อน ด้วยการทำเป็นเครื่องดื่ม ใช้คู่กับหัวหญ้าแห้วหมู อย่างแรกให้เลือกลูกยอห่าม เอามาหั่นเป็นแว่นๆไม่บางหรือครึ้มกระทั่งเหลือเกิน แล้วค่อยนำไปปิ้งไฟอ่อนๆโดยย่างให้เหลืองกรอบ สำหรับหญ้าแห้วหมูให้เอาส่วนหัวใต้ดินที่เราเรียกว่าหัวแห้วหมู นำไปคั่วให้เหลืองและมีกลิ่นหอมหวน เมื่อเสร็จแล้วให้ตั้งไฟต้มน้ำจนเดือดแล้วเอาตัวยาทั้งสองประเภทลงไปต้มพร้อมกัน ใส่น้ำตาลกรวดเพียงพอหวาน ทิ้งไว้สักพักแล้วยกลงจากเตา รอจนถึงอุ่นแล้วนำมากิน ส่วนที่เหลือให้กรองมัวแต่น้ำแช่ไว้ภายในตู้เย็นและหลังจากนั้นก็ค่อยอุ่นกิน ให้ดื่มติดต่อกัน 1 อาทิตย์ช่วยแก้ลักษณะการเจ็บคอ ด้วยการใช้ลูกยอดิบนำไปเผาไฟให้สุกและก็แช่ลงไปภายในน้ำต้มสุก แล้วรินมัวแต่น้ำกินเพื่อทุเลาอาการ
วิธีการใช้ยอรักษาอาการอ้วก   ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)                 นำผลยอดิบที่โตเต็มกำลังแล้วมาฝานเป็นแผ่นบางๆจากนั้นเอามาตากแห้ง แล้วคั่วในกระทะบนไฟกรุ่นๆให้แห้งไหม้เกรียม เอามาบดเป็นผง แล้วก็ใช้ผงมาราวๆ 20 กรัม ชงกับน้ำเดือดใหม่ๆ1 ลิตร แช่ทิ้งเอาไว้ราวๆ 15 นาที กรองเอาแต่น้ำใส่กระติกสำหรับใส่น้ำร้อนไว้ จิบน้ำยาราว 30 มิลลิลิตร ทุก 2 ชั่วโมง เวลาอาเจียน อ้วก
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวกับแก้คลื่นไส้ อาเจียน การเรียนการใช้น้ำผลยอในการระงับคลื่นไส้ โดยเปรียบเทียบกับยา metoclopramide ซึ่งเป็นยาแก้คลื่นไส้ และน้ำชาซึ่งใช้ในกลุ่มควบคุม ในคนป่วยไข้มาลาเรีย 92 ราย ที่มีลักษณะอาเจียนคลื่นไส้ ชาย 68 ราย หญิง 24 ราย อายุระหว่าง 15 -55 ปี แบ่งเป็นกรุ๊ปใช้น้ำผลยอ 30 มล. กินทุก 2 ชั่วโมง กรุ๊ปที่ 2 กินน้ำชา 30 มล. ทุก 2 ชั่วโมง และก็กลุ่มที่ 3 ใช้ยา metoclopramide 1 เม็ด (5 มก.) เวลามีลักษณะอาการคลื่นไส้อ้วกทุก 4 ชั่วโมง จดบันทึกจำนวนครั้งการอ้วกก่อนแล้วก็หลังการให้ยาทุกราย จากการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่ยปริมาณครั้งการอ้วกก่อนให้ยาทั้งยัง 3 กลุ่ม มีค่าไม่แตกต่างกัน แต่ปริมาณการอ้วกกรุ๊ปที่ใช้ยา metoclopramide มีน้อยที่สุดรองลงมาคือยอ และชามีค่าเฉลี่ยมากที่สุด หมายความว่ายอลดอาการอาเจียนได้มากกว่าน้ำชา
เมื่อเรียนรู้กลไกการออกฤทธิ์พบว่าผลยอมีฤทธิ์ต้าน dopamine อย่างอ่อน  สารสกัดน้ำของผลยอสามารถเร่งการบีบตัวของลำไส้เล็กในหนูเม้าส์ที่ได้ถูกกระตุ้นให้อ้วกด้วย  apomorphine แต่ว่าไม่สามารถต้านทานฤทธิ์ของ apomorphine สำหรับการลดการบีบตัวของกระเพาะได้
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย (Antibacterial activity) มีรายงานว่าสาร acubin L-asperuloside รวมทั้ง alizarin ในผลลูกยอเป็น antibacterial agent สามารถปกป้องการตำหนิดเชื้อแบคทีเรียต่างๆได้ ดังเช่นว่า Pseudomonas aeruginosa Proteus morgaii S Staphylococcus aureus Bacillus subtilis Escherichia coil Salmonella แล้วก็ Shigella
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส (Antitviral activity) มีรายงานการศึกษาและทำการค้นพบสารชนิดหนึ่งจากรากของต้นยอชื่อว่า 1-methoxy-2-formyl-3-hydroxy anthraquinone ซึ่งมีฤทธิ์สำหรับการยังยั้งการเกิด cytopathic effect ของเชื้อ HIV ต่อการ infect MT4 cell โดยไม่มีการหยุดยั้งการเติบโตของเซลล์
ฤทธิ์ต้านเชื้อวัณโรค (Antitubercular effects) มีการรายงานพบว่าลูกยอสามารถกำจัดการต่อว่าดเชื้อวัณโรคได้ถึง 97% เปรียบเทียบกับยา antibiotic ดังเช่น Rifampcin
ฤทธิ์หยุดความเจ็บปวด (Analgesic activity) มีกล่าวว่าสารสกัดจากรากยอมีฤทธิ์ระงับปวดในสัตว์ทดสอบ แล้วก็ผลการวิจัย โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ทัศนีย์ ปัญจานนท์ พบว่าสารสกัดจากผลยอไทยมีฤทธิ์ยับยั้งปวดในสัตว์ทดลอง

การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ  สารสกัดเอทานอลกับน้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินฉีดเข้าทางท้องหนูพบว่า ค่า LD50 พอๆกับ 0.75 กรัม/กิโลกรัม สารสกัดเมทานอลกับน้ำจากผลฉีดเข้าทางช่องท้องหนูเพศผู้พบว่า ค่า LD50 มีค่ามากกว่า 1 ก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว ส่วนอีกการทดสอบพบว่า สารสกัดเอทานอลกับน้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินขนาด 10 กรัม/กก. ให้ทางสายยางสู่กระเพาะหนูหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังไม่แสดงความเป็นพิษ
การทดลองพิษครึ่งหนึ่งเรื้อรังในหนูแรทโดยป้อนสารสกัดจากผลยอ ไม่พบความผิดแปลกอะไรก็แล้วแต่ในค่าตรวจทางวิชาชีวเคมีในเลือด แล้วก็ค่าตรวจทางโลหิตวิทยา นอกเหนือจากนี้การทดลองความเป็นพิษโดยใช้สารสกัดด้วยน้ำจากผลยอแห้ง ก็ไม่เจอความเป็นพิษทั้งยังแบบทันควันและก็แบบเรื้อรัง
พิษต่อเซลล์  น้ำคั้นจากผลขนาด 6.25 มก./มล.ทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่ามีความเป็นพิษต่อเซลส์ CAa-IIC ในขณะที่สารสกัดเม-ทานอลจากใบ ทดลองในเซลล์เพาะเลี้ยง ไม่พบความเป็นพิษต่อเซลล์ CFI IS-RA II สารสกัดคลอโรฟอร์มและน้ำจากรากทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยงพบว่ามีผลต่อความเคลื่อนไหวรูปร่างของเซลล์ ในเวลาที่สารสกัดเฮกเซนแล้วก็เมทานอลจากรากไม่เป็นผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเซลล์
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากผลไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ เมื่อทดลองใน Bacillus subtilis
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรระวัง

  • สารโพรซีโรนินที่พบในน้ำลูกยอ อยากน้ำย่อยเปปสิน (Pepsin) และก็ภาวะความเป็นกรดในกระเพาะ เพื่อกลายเป็นซีโรนิน โดยเหตุนี้ หากรับประทานน้ำลูกยอในตอนที่ท้องอิ่มแล้วจะก่อให้ส่งผลทาเภสัชของสารซีโรนินน้อยลง
  • ค่า รวมทั้งสรรพคุณน้ำลูกยอจะลดน้อยลงเมื่อกินร่วมกับแอลกอฮอล์
  • การบดหรือการสกัดน้ำลูกยอไม่ควรกระทำให้เม็ดยอแตก เพราะว่าสารในเม็ดยอมีฤทธิ์เป็นยาระบายอาจส่งผลให้ถ่ายบ่อยมากได้
  • ผู้ป่วยโรคไตไม่ควรดื่มน้ำลูกยอ เพราะมีเกลือโปแตสเซียมสูง อาจจะเป็นผลให้เกิดภาวะหัวใจวายกระทันหันได้
  • สตรีมีครรภ์ไม่ควรบริโภคลูกยอ เพราะผลยอมีฤทธิ์ขับเลือด อาจทำให้แท้งลูกได้
เอกสารอ้างอิง

  • มากคุณค่าน้ำลูกยอ.สภาภรณ์ ปิติพร.2545.
  • อัญชลี จูฑะพุทธิ  ปุณฑริกา ณ พัทลุง  อุไรวรรณ เพิ่มพิพัฒน์  เย็นจิตร เตชะดำรงสิน.  การศึกษาฤทธิ์ต้านอาเจียนของผลยอ. ไทยเภสัชสาร 2539;20(3):195-202.
  • ผลของใบยอและฟ้าทะลายโจรต่อการเปลี่ยนแปลงสีและอัตราการจับกินเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาวในปลาทอง (Carasius auratus.) ชฎาธาร โทนเดียว,2527.
  • วิชัย เอกพลากร  สำรวย ทรัพย์เจริญ ประทุมวรรณ์  แก้วโกมล และคณะ.  การศึกษาทางคลินิกของผลยอในการระงับอาการอาเจียน.  รายงานการวิจัยโครงการสมุนไพรกับการสาธารณสุขมูลฐาน สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน  กระทรวงสาธารณสุข.
  • ยอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คระเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ลูกยอ/ใบยอ น้ำลูกยอและสรรพคุณยอ.พืชเกษตรดอทคอม
  • ยอ.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี http://www.disthai.com/
  • ยอ.สมุนไพรไทยสรรพคุณสารพัดที่หลายคนมองข้าม.ศูนย์ปฏิบัติการช่างเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดนราธิวาส
  • ยอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สุทธิพันธ์ สาระสมบัติ. การพัฒนายาเพิ่มภูมิคุ้มกันจากสมุนไพร: ยอบ้าน (Morinda citrifolia L.). รายงานการวิจัยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2546.
  • Khurana H, Junkrut M, Punjanon T. Analgesic activity and genotoxicity of Morinda citrifolia.  Thai J Pharmacol 2003;25(1):86.
  • Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P.  Study on toxicity of Thai medicinal plants.  Bull Dept Med Sci 1971;122/4:36-65.
  • Charoenpiriya A, Phivthong-ngam L, Srichairat S, Chaichantipyuth C, Niwattisaiwong N, Lawanprasert S. Subacute effects of Morinda citrifolia fruit extract on hepatic cytochrome P450 and clinical blood chemistry in rats.  Thai J Pharm Sci 2003;27(suppl):69.
  • Hiramatsu T,Imoto M,Koyano T, Umezawa K.  Induction of normal phenotypes in ras-  transformed cell by damnacanthal from Morinda citrifolia.  Cancer Lett 1993;73(2/3):161-6.
  • Dhawan BN,Patnalk GK, Rastogi RP, et al.  Screening of Indian plant for biological activity. VI.  Indian J Exp Biol 1977;15:208-19.
  • Hirazumi A, Furusawa E.  An immunomodulatory polysacharide-rich substance from the fruit juice of Morinda citrifolia (Noni) with antitomour activity.  Phytother Res 1999;135:380-7.
  • Nakahishi K, Sasaki SI, Kiang AK, et al.  Phytochemical survey of Malaysian plant preliminary chemical and phramacological screening.  Chem Pharm Bull 1965;137:882-90.
  • Murakami A, Kondo A, Nahamura Y, Ohigashi H, Koshimizu K.  Possible anti-tumor promoting properties of edible plants from Thailand and identification of an active constituent, cardamomin, of Boesenbergia pandurata.  Biosci Biotech Biochem 1993;57(11):1971-3.


8

มะนาว
ชื่อสมุนไพร มะนาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น ส้มมะนาว (ภาคกึ่งกลาง),ส้มทุ่งนาว (ภาคใต้) ,สีมานีปีห์ (มลายู) ,หมากฟ้า (ไทยใหญ่) , โกรยชะม้า (เขมร) , มะเน้าเลย์ , มะนอเกละ , ปะนอเกล (กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน) , ปะโหน่ขี้ตระหนี่ลยาน (กะเหรี่ยง กาญจนบุรี)
ชื่อสามัญ  Common lime, Lime , Sour lime
ชื่อวิทยาศาสตร์  Citrus aurantifolia (Christm. et Panz.) Swing.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Limonia aurantifolia Christm. & Panzer.
สกุล  Rutaceae
ถิ่นเกิด เช้าใจกันว่ามะนาวเป็นพืชพื้นบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพราะว่าผู้ที่อยู่ในภูมิภาคนี้ รู้จักการใช้ผลดีจากมะนาวกันเป็นอย่างดีมาตั้งแต่อดีตกาลแล้ว ซึ่งหนึ่งในซึ่งก็คือเมืองไทย แต่ว่ามีการศึกษาค้นพบอีกชิ้นหนึ่งที่เชื่อว่ามะนาวมีบ่อเกิดในอินเดียตอนเหนือ และเขตเชื่อมต่อกับเมียนมาร์ รวมถึงทางทางเหนือของมาเลเซีย (แม้กระนั้นน่าประหลาดที่ไม่พบมะนาวในป่าของไทย) ปัจจุบันนี้มีการปลูกมะนาวทั่วไปในเขตร้อน รวมทั้งเขตอบอุ่นครึ่งหนึ่งร้อนทั้งโลกเนื่องจากมะนาวสามารถขึ้นได้ในที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ของดินต่ำ และทนต่อดินเนื้อละเอียดได้ดีกว่าส้ม
ลักษณะทั่วไป มะนาวเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดเล็กมีลักษณะเป็นพุ่มมีความสูงเฉลี่ย 2-5 เมตร ลำต้นมีลักษณะโค้งงอไม่ค่อยแข็งแรง เปลือกของลำต้นมีสีน้ำตาลคละเคล้าเทา กิ่งอ่อนของมะนาวมีสีเขียวอ่อน เมื่อแก่ สีจะเข้มขึ้นจนเป็นสีน้ำตาลส่วนกิ่งที่แก่มากจะเป็นสีเทา การออกของกิ่งไม้ไม่ค่อยเรียบร้อย บนลำต้นและกิ่งจะมีหนาม หนามมีลักษณะแหลมมีอีกทั้งหนามสั้นรวมทั้งหนามยาวมีสีเขียวเข้มและสีเขียวอมเหลือง ส่วนบริเวณปลายหนามีสีน้ำตาล เมื่อแก่ขึ้นหนามจะแห้งตามไป
                ใบของมะนาวมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว คือมีแผ่นใบอันเดียว ใบมีขนาดเล็กกว้างประมาณ 3-6 ซม. ยาวประมาณ 6-12 ซม.รูปร่างเป็นแบบรีหรือทรงไข่ ฐานใบมีลักษณะกลม ปลายใบมีรูปแหลม ป้าน ขอบใบเป็นคลื่น หรือเป็นหยักละเอียด ก้านใบสั้นและมีปีกใบแคบหรืออาจไม่มีปีกใบก็ได้ ดังนี้ขึ้นกับพันธุ์มะนาว ใบอ่อนมีสีเขียวจางแทบเป็นสีขาว ใบแก่มีสีเขียวเข้ม ผิวใบข้างบนละเอียดวาวส่วนผิวใบข้างล่างออกจะหยาบคายรวมทั้งมีสีจางกว่า เมื่อกระทำขยี้ใบจะมีกลิ่นแรง
                ดอกมะนาวบางทีอาจกำเนิดเป็นดอกลำพังหรือช่อก็ได้ มีทั้งๆที่เป็นดอกบริบูรณ์และไม่สมบูรณ์ ดอกจะออกบริเวณซอกใบและก็ปลายกิ่ง ดอกมะนาวมีขนาดเล็ก ดอกที่ตูมจะมีขนาดความยาว 1-2 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมีสีเขียวเป็นรูปถ้วยมี 4-6 หยัก ส่วนกลีบดอกไม้มีสีขาว แล้วก็ด้านท้องกลีบดอกอาจมีสีม่วงอมแดงเจืออยู่ด้วย กลีบดอกไม้มีลักษณะเป็นรูปถ้วย มีปริมาณ 4-5 อัน ปริมาณกลีบในและก็กลีบนอกมีจำนวนเท่าๆกัน แต่ละกลีบมีขนาด 0.8-1.2 ซม. ดอกมะนาวมีเกสรตัวผู้มากถึง 20-40 อัน เชื่อมติดกันเป็นกลุ่ม กรุ๊ปละ 4-8 อัน เกสรตัวเมียมีรังไข่รูปร่างเป็นทรงกระบอก ใน 1 ดอก จะมีรังไข่ประมาณ 9-12 อัน
                ผลมะนาวมีรูปร่างนานับประการตามชนิดของชนิด มีทั้งรูปร่างยาวรี รูปไข่ แล้วก็รูปร่างกลม ที่ก้นผลมีลักษณะเป็นจุกหรือปุ่มเล็กๆผลโดยธรรมดามีขนาดความยาว 3-12 เซนติเมตร เปลือกมักษณะตะปุ่มตะป่ำ และก็มีต่อมน้ำมันเปลือกผิว ผิวเปลือกเมื่อแหลม ใส่อยู่เป็นจำนวนมาก เนื้อมะนาวมีสีเหลืองอ่อน มีรสเปรี้ยวและมีกลิ่นหอมสดชื่นเม็ด ขนาดเล็กเหมือนรูปไข่ ด้านปลายหัวจะแหลม ภายในเมล็ดมีเนื้อเยื่อสีขาว
การขยายพันธุ์  มะนาวเป็นพืชซึ่งสามารถปลูกเจริญในดินดูเหมือนจะทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น ดินเหนียว ดินปนทราย แต่ว่าถ้าหากต้องการจะปลูกมะนาว ให้เติบโตดี มี ผลเยอะ และก็คุณภาพดี ก็น่าจะปลูกเอาไว้ในพื้นที่ที่เป็นดินซึ่งร่วนซุย มีการระบาย น้ำดี มีสารอินทรีย์ผสม อยู่มากมาย และควรจะเลือกพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำ
ส่วนการขยายพันธุ์มะนาวนั้นสามารถทำเป็นหลายวิธี ดังเช่น การตอนกิ่ง การทาบกิ่ง และการตำหนิดตา แม้กระนั้นวิธีที่เป็นที่นิยมในการเพาะพันธุ์มะนาวเยอะที่สุดเป็น การทำหมันกิ่ง โดยมีวิธีดังต่อไปนี้

  • เลือกกิ่งที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินความจำเป็นและไม่เป็นโรคหรือมีแมลงกัดรับประทาน ยาวราวๆ 30-50 ซม. และมีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 0.5 เซนติเมตรขึ้นไป
  • ตัดหนามและก็ใบในบริเวณที่จะควั่นกิ่งออกราวๆ 5 ซม.
  • ควั่นกิ่งออกเป็น 2 รอยให้ลึกถึงแก่นไม้ห่างกัน 1-2 เซนติเมตร
  • ขูดเนื้อเยื่อรุ่งเรืองออกให้หมด
  • หุ้มห่อด้วยขุยมะพร้าวที่มีความชื้นหรือใช้ตุ้มตอนเสร็จ มัดเปาะหัวด้านหลังให้แน่น แล้วทิ้งเอาไว้ประมาณ 30-45 วัน เมื่อรากออกมาแล้วก็ใช้กรรไกรตัดกิ่งตัดเพื่อนำไปแช่น้ำกระทั่งอิ่มตัว
  • นำไปชำต่อในถุงสีดำขนาด 5x8 นิ้ว ที่ผสมดิน 1 ส่วน แกลบ 1 ส่วน และก็เมื่อกิ่งที่ชำเดินรากก้าวหน้าในถุงดำและก็แข็งแรงแล้วจึงนำไปปลูกถัดไป
การเตรียมพื้นที่ปลูก

  • พื้นที่ลุ่ม เตรียมพื้นที่โดยการทำคันนาให้มีความกว้างประมาณ 6-8 เมตร ส่วนสูงให้สังเกตจากปริมาณน้ำที่เคยท่วมสูงโดยให้อยู่สูงขึ้นมากยิ่งกว่า แนวระดับน้ำหลาก 50 ซม. แทงร่องหรือซอยร่องทำประตูน้ำเพื่อ ระบายน้ำเข้าออก ขนาดร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร พื้นที่ร่องกว้าง 0.5-0.7 เมตร ใช้ระยะปลูก 5X5 เมตร
  • พื้นที่ดอน ควรไถลูกพรวนเพื่อกำจัดวัชพืช รวมทั้งทำให้ดินร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 4 x 4 – 6 x 6 เมตร ทั้งนี้ขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ของดิน
ขั้นตอนการปลูก
ควรจะปลูกไว้ในตอนต้นหน้าฝน ควรจะขุดหลุมปลูก ให้มีขนาดกว้างและลึกราวๆ 50 เซนติเมตร ผสมดิน ปุ๋ยคอก รวมทั้งปุ๋ยร็อคฟอสเฟตเข้าด้วยกัน ในหลุมให้ สูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม ชูถุงกล้า ต้นไม้วางในหลุม โดยให้ระดับของดินในถุงสูงยิ่งกว่า ระดับดินปากหลุมเล็กน้อย ใช้มีดที่คม กรีดถุง จากก้นถุงขึ้นมาถึงปากถุงทั้งยัง 2 ด้าน (ช้ายและก็ขวา) ดึงถุงพลาสติกออก โดยระวังอย่าให้ดินแตก กลบดินที่เหลือลงในหลุม กดดินบริเวณโคนต้นให้แน่น ปักไม้หลักและก็ผูกเชือกยึด เพื่อคุ้มครองลมพัดโยก หาวัสดุคลุมดินรอบๆโคนต้น ดังเช่นว่า ฟางข้าว ต้นหญ้าแห้ง รดน้ำให้โชก ทำร่มเงา เพื่อช่วยอำพรางแดด
การปฏิบัติดูแลรักษา การให้น้ำ ควรจะมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะ ในตอน ที่ปลูกใหม่ๆควรให้น้ำวันละครั้งเป็นอย่างน้อย (กรณีฝนไม่ตก) หลังจากปลูกโดยประมาณ 15 วัน มะนาวสามารถตั้งตัวได้แล้ว ให้น้ำเดือนละ 2-3 ครั้ง และก็ควรหา วัสดุมาหุ้มดินรอบๆโคนต้น เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้น                ควรจะเริ่มงดเว้นให้น้ำ ตั้งแต่ตอนมี.ค. เป็นต้นไป จนถึงตอนออกดอก เพื่อมะนาวสะสม อาหารให้มากถึงระดับซึ่งสามารถสร้างตาดอกได้ ปกติมะนาวจะออกดอก เดือนเมษายน-พ.ค. ภายหลังมะนาวออกดอก และก็กำลังติดผลอ่อน เป็นช่วงๆที่มะนาวต้องการน้ำมากมาย เพื่อใช้สำหรับในการเจริญวัย ของผล

     ส่วนพันธุ์มะนาวที่มีการปลูกกันมากมายในไทย ดังเช่นว่า

  • มะนาวไข่ ผลกลม หัวท้ายยาวคล้ายมะนาวหนัง เมื่อโตเต็มที่ผลมีลักษณะกลมมน เปลือกบางผลโต กว่ามะนาวหนัง
  • มะนาวแป้น ผลใหญ่ ค่อนข้างจะกลมแป้น เปลือกบาง มีน้ำมากมาย นิยมใช้บริโภคมากกว่าพันธุ์อื่นๆเชิงพาณิชย์จะปลูกมะนาวชนิดแป้นดกพิเศษ สามารถบังคับให้ออกฤดูแล้งได้ง่าย
  • มะนาวหนัง ผลอ่อนกลมยาวหัวท้ายแหลม เมื่อโตเต็มกำลังผลจะมีลักษณะกลมค่อนข้างจะยาว มีเปลือกหนา ทำให้เก็บรักษาผลตอบแทนนาน


ส่วนประกอบทางเคมี น้ำจากผลมีกรด citric acid, malic acid, ascorbic acid,  ผิวมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยที่มาจากผู้กระทำลั่นผิวผล ปริมาณร้อยละ 0.3-0.4 ประกอบด้วยสารต่างๆเช่น  d-limonene (42-64%), alpha-berpineol (6.81%), bergamotene ผสมกับ terpinen-4-ol (3%),  alpha-pinene          citric acid       
(1.69%), geraniol (0.31%), linalool,  terpineol, camphene, bergapten (furanocoumarin)    ใบมะนาวเมื่อนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยการ    camphene
ต้มกลั่น (hydrodistillation) ได้น้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.27  ส่วนประกอบทางเคมีของน้ำมันมีสารต่างๆอาทิเช่น  6-methyl-5-hepten-2-one (3.19), limonene (44.82), neral (4.95), geranial (7.66) , geranyl acetate (8.98), caryophyllene oxide (2.31) ส่วนข้อมูลทางโภชนาการของมะนาวมีดังนี้

  • พลังงาน 30 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 10.5 กรัม
  • น้ำตาล 1.7 กรัม
  • เส้นใย 2.8 กรัม terpineol
  • ไขมัน 0.2 กรัม
  • โปรตีน 0.7 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.03 มก.
  • วิตามินบี 2 0.02 มก.
  • วิตามินบี 3 0.2 มก.
  • วิตามินบี 5 0.217 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 0.046 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 9 8 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 29.1 มิลลิกรัม
  • แคลเซียม 33 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 0.6 มิลลิกรัม
  • แมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 18 มก.
  • โพแทสเซียม 102 มก.
  • โซเดียม 2 มิลลิกรัม ที่มา : Wikipedia
ผลดี/คุณประโยชน์
น้ำมะนาวมีคุณค่าในการเป็นสารให้ความเปรี้ยว ผิวมะนาวมีกลิ่นหอมสดชื่นจากน้ำมันหอมระเหย มะนาวเป็นเครื่องปรุงรสของกินไทยที่ขาดเสียไม่ได้ เป็นองค์ประกอบรสเปรี้ยวหลักของน้ำพริก ตำส้ม ยำทุกชนิด ลาบรวมทั้งของกินไทยอีกอีกเพียบเลย ต่างแดนใช้มะนาวในของคาวหวาน เป็นต้นว่า ในพายมะนาวของเมืองฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา
น้ำมะนาวนอกจากใช้แต่งรสเปรี้ยวในอาหารหลาย ชนิดแล้ว ยังนำมาใช้เป็นเครื่องดื่ม ผสมเกลือ และก็น้ำตาล เป็นน้ำมะนาว ซึ่งมีชื่อเสียงกันดีในประเทศไทย แล้วก็ต่างชาติทั้งโลก นอกจากนั้นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์บางจำพวกยังนิยมฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆทิ่มไว้กับขอบแก้ว เพื่อใช้แต่งรส
โดยภายในผลมะนาวมีน้ำมันหอมระเหยถึงร้อยละ 7 น้ำมะนาวก็เลยเป็นประโยชน์สำหรับใช้เป็นส่วนผสมน้ำยาที่ใช้เพื่อการทำความสะอาด เครื่องหอม การบำบัดด้วยกลิ่น (aromatherapy) หรือน้ำยาสำหรับล้างจาน
นอกนั้นยังมีการใช้ประโยชน์จากมะนาวด้านอื่นๆอีกอย่างเช่น หุงข้าวให้ขาวรวมทั้งอร่อยขึ้น ด้วยการใช้น้ำมะนาวราว 2-3 ช้อนนำไปซาวข้าว  ทอดไข่ให้ฟูและนุ่ม มะนาว 4-5 หยดจะช่วยได้  มะนาวช่วยลดกลิ่นคาวจากปลาเมื่อทำอาหารและทำให้ปลาคงจะรูปไม่เละ เมื่อใช้มีดผ่าปลี มีดจะมีสีม่วงหมู่ ล้างออกลำบาก เอามาทุ่งนาวที่ผ่าแล้วมาเช็ดตามใบมีด จะช่วยให้มีดสะอาดดังเดิม  การเชื่อมกล้วยหักมุกให้น่ากิน เมื่อน้ำตาลเดือดเป็นยางมะตูมแล้ว ให้บีบมะนาวครึ่งส่วนลงไป จะช่วยทำให้กล้วยใส น่ารับประทานเพิ่มมากขึ้น  มะนาว 2-3 ลูกใส่ด้านในถังข้าวสารช่วยคุ้มครองมอดได้  ส่วนการเปลี่ยนรูปมะนาว มะนาวแปรรูปได้ อย่างเช่น น้ำมะนาวทำอาหาร มะนาวแช่อิ่มตากแห้ง น้ำมะนาวเข้มข้น มะนาว ผง เครื่องดื่มผสมน้ำมะนาว แยมมะนาว เยลลีมะนาว แยมเปลือกของมะนาว แยมนะทุ่งนาวดอง มะนาวดองเค็ม มะนาวหวาน กิมจ้อมะนาว เปลือกของมะนาวสามรส เปลือกของมะนาวเส้นแต่งรส เปลือกมะนาวเชื่อม เปลือกของมะนาวแช่อิ่ม มาร์มาเลดมะนาว เป็นต้น
ส่วนคุณประโยชน์ทางยานั้นระบุว่า ตำรายาไทยผิวมะนาวจัดอยู่ใน “เปลือกส้ม 8 ประการ” ประกอบด้วย ผิวส้มเขียวหวาน ผิวส้มจีน ผิวส้มซ่า ผิวส้มโอ ผิวส้มจังหวัดตรังกานู ผิวมะงั่ว ผิวมะกรูด และก็ผิวมะนาว (หรือผิวส้มโอมือ) มีคุณประโยชน์แก้ลมกองละเอียด กองหยาบคาย แก้เสลดโลหะ ใช้ปรุงยาหอม แก้ทางลม
           นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้ผิวมะนาว ในยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนเลือด (แก้ลม) ปรากฏตำรับ”ยาหอมเทวดาจิตร” มีส่วนประกอบของผิวมะนาว อยู่ใน ”เปลือกส้ม 8 ประการ” ร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์สำหรับในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ลายตา ใจสั่น คลื่นเหียนอาเจียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง
                ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุถึงคุณประโยชน์ของมะนาวว่า สารดี-ลิโมนิน (d-limonin) เป็นสารที่ส่งผลให้เกิดความขมในน้ำมะนาว น้ำมันผิวมะนาว (lime oil) พบได้บ่อยบริเวณผิวเปลือกของมะนาวมีสารดี-ลิโมนิน เป็นส่วนประกอบหลักเกินกว่าร้อยละ 90 พบว่าน้ำมันผิวมะนาว มีคุณลักษณะป้องกันและก็รักษามะเร็งหลายประเภท
ฝรั่งทั่วๆไปมักกินน้ำส้ม หรือน้ำจากผลพืชเครือญาติส้ม อาทิเช่น ส้มโอ หรือมะนาว ประกอบกับอาหารเช้า น้ำผลไม้กลุ่มนี้มีวิตามินซี และมีสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoid) ประกอบด้วยสารเฮสเพอริดิน (hesperidin) รูทิน (rutin) และนาริงจิน (naringin) และก็ลิโมนิน เป็นฟลาโวนอยด์หลักของพืชเครือญาติส้ม จากนี้จะเรียกสารกลุ่มนี้ว่าฟลาโวนอยด์ส้ม (citrus bioflavonoid)
สารกลุ่มฟลาโอ้อวดนอย์ส้มนี้มีรายงานทางการแพทย์ตะวันตกว่าใช้สำหรับในการรักษาไข้จับสั่น โรครูมาตำหนิสม์เรื้อรังรวมทั้งโรคเกาต์ ใช้สำหรับในการป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน คุ้มครองปกป้องการตกเลือดหลังคลอด และก็ช่วยทุเลาอาการระคายคอจากการต่อว่าดเชื้อรวมถึงโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งโรคที่เกิดขึ้นจากการได้รับวิตามินซีในอาหารน้อยเกินไป ซึ่งอาจก่อให้มีลักษณะของโรคเกิดขึ้นภายใน 8-12 อาทิตย์ คนไข้มักมีลักษณะอาการเหมือนป่วย เหน็ดเหนื่อย ง่วงซึม โลหิตจาง ปวดกล้าม เจ็บกระดูก มีแผลบวมช้ำหรือบวมง่าย มีจุดเลือดออกแดงๆตามผิวหนัง กำเนิดโรคทางปริฟัน เป็นแผลแล้วหายยาก อารมณ์แปรปรวน หรือมีสภาวะเศร้าใจ สำหรับคุณประโยช์จากน้ำมะนาวต่อโรคนี้ มีการค้นคว้าวิจัยเมื่อก่อนที่ให้คนป่วยโรคนี้กินส้มกับมะนาวเหลือง พบว่าคนเจ็บสามารถฟื้นได้อย่างสมบูรณ์แล้วก็เร็วทันใจ เมื่อเทียบกับคนป่วยอีกกลุ่มที่รับประทานอาหารจำพวกอื่น ยิ่งกว่านั้นในน้ำมะนาวยังมีกรด citric ซึ่งมีรสเปรี้ยว จะเป็นตัวกระตุ้นให้มีการขับน้ำลายออกมาทำให้เปียกแฉะคอ ก็เลยช่วยบรรเทาลักษณะการเจ็บคอได้
รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้
อาการไอ  ระคายคอจากเสลดใช้น้ำจากผลที่โตสุดกำลัง  เติมเกลือเล็กน้อย  จิบเป็นประจำหรือ จะทำน้ำมะนาวเพิ่มเติมเกลือรวมทั้งน้ำตาลน้อย           อาการท้องอืดท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด   ใช้เปลือกผลสด 1/2-1 ผล ฝานเป็นชิ้นเล็กๆบางๆชงด้วยน้ำเดือด ปิดฝาทิ้งไว้ 5-10 นาที ดื่มแม้กระนั้นน้ำขณะมีลักษณะ หรือหลังอาหาร 3 เวลาใช้มะนาว 1 ผล บีบเอาน้ำมะนาวมาชงกับน้ำร้อนดื่มหรือใช้มะนาวฝานบางๆจิ้มเกลือกินจะช่วยขับเสมหะได้รุ่งเช้าหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้ว ดื่มน้ำอุ่น 1 แก้ว บีบมะนาว 1/4 ผล (หรือใส่เกลือนิดหน่อย) จะช่วยบรรเทาอาการท้องผูก และช่วยกำจัดพิษออกมาจากร่างกายน้ำมะนาวผสมผงกำมะถันใช้ทาก่อนนอน แก้อาการขี้กลาก เกลื้อน หิดใช้น้ำมะนาวทาที่ตุ่มคัน ทิ้งเอาไว้ให้แห้ง ล้างน้ำสบู่แล้วเช็ดถูให้แห้ง แล้วก็ใช้แป้งทาตุ่มคัน แก้น้ำกัดเท้าในด้านความสวยงาม ผลัดเซลล์ผิว ลดรอยด่างดำ ใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ คนจะกว่าจะเข้ากัน ทาให้ทั่วบริเวณใบหน้า ทิ้งไว้สักประเดี๋ยว ล้างออกด้วยน้ำสะอาดแล้วซับให้แห้ง ทำอาทิตย์ละครั้ง ผิวหน้าจะดูผ่องใส หรือใช้น้ำมะนาวผสมน้ำแช่อาบใช้สำหรับในการแก้ไข้ทับระดู ด้วยการเอาใบมะนาวโดยประมาณ 100 ใบมาต้มรับประทานช่วยแก้ลิ้นเป็นฝ้า ด้วยการใช้สำลีชุบน้ำมะนาวขัดที่ลิ้นวันละ 2-3 ครั้ง
การเรียนทางเภสัชวิทยา การเรียนสัตว์ทดสอบในหนู พบว่าเมื่อให้สารเฮสเพอริดินซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์หลักจากเปลือกในพืชเครือญาติส้มกับหนูไขมันสูง มีผลเพิ่มไขมันที่ดี (เอชดีแอล-คอเลสเตอรอล) ลดไขมันไม่ดี (แอลดีแอล-คอเลสเตอรอล) ลดจำนวนไขมันรวมรวมทั้งไตรกลีเซอไรด์ ในหนูดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น และก็ส่งผลลดความดันเลือดแล้วก็ขับฉี่ในหนูความดันสูง การทดสอบในห้องปฏิบัติในแคนทุ่งนาดาการพบว่า ฤทธิ์ดังที่กล่าวมาข้างต้นของฟลาโวนอยด์ส้มมีเหตุมาจากผลของการกระตุ้นแนวทางการทำงานของยีนรีเซปเตอร์ไขมันไม่ดี (แอลดีแอล) ในตับ ณ ตำแหน่งที่ควบคุมโดยสเตอรอล (sterol regulatory element, SRE)
ในสหรัฐอเมริกา การวิจัยในสัตว์ทดสอบพบว่า ฟลาโวนอยด์ส้มสองกลุ่ม อย่างเช่นกลุ่มเฮสเพอริดิน และกลุ่มโพลีเมโททอกสิเลตฟลาโม้น (PMFs) มีฤทธิ์ลดคอเลสเตอรอลในพลาสม่าของสัตว์ทดลอง ซึ่งช่วยเหลือผลที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยในหนูถีบจักรของแคนาดา
ประเทศจีน งานศึกษาค้นคว้าวิจัยพบว่า นาริงจิน รวมทั้งเฮสเพอริดินซึ่งเป็นฟลาโวนอยด์ส้มมีฤทธิ์กระตุ้นหลักการทำงานของยีนอะดีโพเนกทิน (adiponectin) ซึ่งเป็นยีนสำคัญในเมตาบอลิซึมของกลูโคสและก็ไขมันที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพลัคอุดตันของเส้นโลหิตและวิธีการอักเสบ ผลการศึกษาวิจัยบอกว่าฟลาโวนอยด์ส้มทั้ง 2 จำพวกแสดงผลต้านการเกิดพลัคโดยกระตุ้น perovisome proliferator-activated receptor (PPAR) และยีนอะดีโพเนกทินในเซลล์ไขมันอะดีโพไซต์
นอกเหนือจากนั้น สารทั้งสองยังมีฤทธิ์เอสโทรเจนอย่างอ่อน ส่งผลต่อการผลิตไนตริกออกไซด์ในเซลล์ผนังเส้นโลหิตผ่านการกระตุ้นรีเซปเตอร์ของเอสโทรเจน ก็เลยมีฤทธิ์คุ้มครองการเกิดโรคเส้นโลหิตหัวใจ เป็นเหตุให้ส่งเสริมการกินมะนาว แล้วก็ฟลาโวนอยด์ส้มเพื่อลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด ปกป้องโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงวัยทอง
งานวิจัยหนึ่งพบว่า น้ำมะนาวเข้มข้น (concentrated lime juice, CLJ) มีฤทธิ์กระตุ้นเซลล์โมโนปรมาณูในระบบภูมิต้านทาน และก็โปรตีนในน้ำมะนาวเข้มข้นมีฤทธิ์ต้านทานการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง การเล่าเรียนในห้องแลปในมลรัฐเท็กซัสและแคลิฟอเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ส้มมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นพอสมควร แม้กระนั้นน้อยกว่าฟลาโวนอยด์ในพืชตระกูลขิง มีบทความทางการแพทย์กล่าวว่า ฟลาโวนอยด์ส้มยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ ปอด โพรงปาก กระเพาะ รวมทั้งมะเร็งเต้านมจากการทดสอบในห้องปฏิบัติการรวมทั้งในสัตว์ทดสอบหลายแบบ แม้กระนั้นยังไม่เจอผลการศึกษาวิจัยทางสถานพยาบาล
ส่วนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของมะนาวที่เกี่ยวกับแก้เจ็บคอมีดังต่อไปนี้  ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการศึกษาค้นคว้าผลของทั้งน้ำมันหอมระเหยและก็สารสกัด พบว่า น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Bacillus cereus และก็ E. coli สารสกัด 80% เอทานอลจากเปลือกผิว มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus แล้วก็ Bacillus cereus สารสกัดจากเม็ดมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli. Pseudomanas cichorii แล้วก็ Salmonella typhimurium สารสกัดเอทานอลจากส่วนกิ่ง (branches) ความเข้มข้น 20 มิลลิกรัม/มล. ไม่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus, Bacillus subtilis และก็ Streptococcus faecalis
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา การทดสอบความเป็นพิษ  เมื่อให้น้ำสกัดจากใบมะนาวทางปาก หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนูเม้าส์ ด้วยขนาด 10 กรัม/โลน้ำหนักตัว (เทียบเท่ากับ 1,852 เท่าของขนาดที่ใช้ในคน) ไม่พบความผิดปกติใดๆก็ตามเมื่อป้อนสารสกัดรากมะนาวด้วยน้ำครั้งเดียวทางปาก ในขนาด 5 กรัม/กิโลน้ำหนักตัว ให้หนูแรทไม่พบว่าเป็นพิษทั้งแบบเฉียบพลันและครึ่งเรื้อรัง แต่พบว่าในหนูที่ได้รับสารสกัด 1.2 กรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว/วัน  มีเอ็นไซม์ในตับเพิ่มขึ้นแต่ว่ายังอยู่ในช่วงธรรมดา และไม่เจอความแตกต่างจากปกติของอวัยวะภายใน  ส่วนสารสกัดจากเปลือกผิวมะนาวมีผลยับยั้งฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์  และก็การทดสอบฤทธิ์ระคายโดยกรรมวิธีการ Patch test พบว่าสารสกัดจากมะนาวให้ผล positive
คำแนะนำ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • การทาน้ำมันมะนาวลงบนผิวหนังโดยตรงอาจไม่ปลอดภัยในคนที่มีผิวหนังแพ้ง่าย ที่สามารถนำมาซึ่งการทำให้ผิวหนังไวต่อแดดอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีผิวออกจะขาว ภายหลังการใช้น้ำมันมะนาวทาลงผิวหนังควรต้องทาโลชั่นที่มีไว้ป้องกันแสงแดดและสวมเสื้อผ้ามิดชิดเพื่อคุ้มครองปกป้องก่อนออกไปเผชิญกับแดด
  • รสเปรี้ยวของมะนาวอาจจะก่อให้กำเนิดท้องร่วงหรือท้องเดินได้หากกินมากจนเกินไป
  • หลังจากดื่มน้ำมะนาวแล้วไม่ควรแปรงฟันโดยทันทีเนื่องจากอาจก่อให้สารเคลือบฟันตามธรรมชาติหลุดได้
  • ถ้าเกิดดื่มหรือรับประทานมะนาวบ่อยๆรวมทั้งเป็นระยะเวลานานติดต่อกันอาจจะเป็นผลให้ฟันผุร่อนได้
  • คนที่มีสภาวะโลหิตจางไม่สมควรกินมะนาว เนื่องจากว่ารสเปรี้ยวจะไปกัดฟอกโลหิตนำไปสู่อันตรายได้
  • ยาบางประเภทที่จะถูกเปลี่ยนแปลงภายในตับ โดยมะนาวอาจส่งให้ระยะเวลาสำหรับในการเปลี่ยนรูปของยาพวกนี้ลดลง การดื่มน้ำมะนาวขณะรับประทานยาบางประเภทที่เปลี่ยนรูปในตับก็เลยอาจทำให้มีผลข้างเคียงมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) ไอทราโคนาโซล (Itraconazole) เฟกโซเฟนาดีน (Fexofenadine) สามอาโซแลม (Triazolam) ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก่อนรับประทานมะนาวควรจะหารือหมอเกี่ยวกับยาที่ใช้อยู่ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. 2536. พจนานุกรมสมุนไพรไทย. กรุงเทพ ฯ : พิมพ์ครั้งที่ 2, สำนักพิมพ์สุริยบรรณ.
  • รวี เสรฐภักดี.2553.คู่มือประกอบการฝึกอบรมโครงการปลูกมะนาวและการผลิตมะนาวนอกฤดู:การสร้างสวนไม้ผลยุคใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน.นครปฐม
  • Sethpakdee, R. 1992. Citrus aurantifolia (Christm. & Panzer) Swingle . In: L.P.A. Oyen and Nguyen Xuan Dung (Editors): Plant Resourses of South-East Asia No 2. Edible fruits and nuts. Prosea Foundation, Bogor, Indonesia. pp. 126-128.
  • รศ.สุธาทิพ ภมรประวัติ.มะนาว ลดคลอเรสเตอรอลป้องกันโรคหลอดเลือด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่354.คอลัมน์บทความพิเศษ.ตุลาคม.2551.
  • มะนาว.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีธิราภา แสนเสนา นพดล กิตติวราฤทธิ์ มาลิน จุลศิริ รุ่งระวี เติมศิริฤกษ์กุล. ฤทธิ์ต้านเชื้อและฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดจากผิวผลพืชตระกูลส้ม. โครงการพิเศษ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 2536.
  • มะนาว.สมุนไพรที่ใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/
  • อรรถศิษฐ์  วงศ์มณีโรจน์.2553.คู่มือประกอบการฝึกอบรมโครงการปลูกมะนาวและการผลิตมะนาวนอกฤดู ดินและปุ๋ยสำหรับการปลูกมะนาวมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน.นครปฐม.ไม้ผลเศรษฐกิจ.ฉบับที่102(251)/2552.วารสารเมืองไม้ผล.เทคนิคการปลูกมะนาวพันธุ์แป้นเกษตรดกพิเศษให้ออกในช่วงฤดูแล้ง.88-93 น.
  • Prabuseenivasan, S. et al. 2006. Invitro antibacterial activity of some plant essential oils. BMC Complement Altern Med 30(6):39
  • ประโยชน์ของมะนาวต่อการรักษาโรคได้ผลชัวร์หรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • อาจินต์ ปัญจพรรค์. ขุดทองในบ้าน. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์อนงค์ศิลป์การพิมพ์, 2524.
  • Ross SA, El-Keltawi NE, Megalla SE. An

9

ถั่งเช่า
พวกเราจะมาดูกันว่าถั่งเช่าที่ว่าดีกันมากยิ่งนี่ดีจังตามคำกล่าวอ้างหรือประกาศ ? มีงานศึกษาวิจัยหรือยัง? แล้วก็ยังแพงแบบที่ทุกคนเชื่อจริงหรือป่าวร้อง? รวมทั้งบอกแนวทางจะหาถั่งเช่าราคาไม่แพงมารับประทานได้จากที่ไหน
ถั่งเช่านับว่าเป็นสมุนไพรลำดับหนึ่งของโลกยุคปัจจุบัน ด้วยคุณประโยชน์จำนวนมากที่ได้จากถั่งเช่า จึงทำให้ไม่ว่าใครก็ต่างชื่นชมให้ ถั่งเช่านั้นเป็นสมุนไพรที่ยอดเยี่ยม ครั้งก่อนถ้าเกิดเอ๋ยถึง ถั่งเช่าคงมีไม่ค่อยมีใครรู้จักสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยอย่างเราๆแต่ลองถามขณะนี้สิจะมีผู้ใดกันแน่บ้างที่ไม่เคยทราบยอดเยี่ยมสมุนไพรชนิดนี้ ด้วยเหตุว่าในตอนนี้ถั่งเช่านั้นเป็นที่นิยมเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งแพร่หลายด้วยสรรพคุณล้นหลามตัวอย่างเช่น ช่วยบำรุงร่ากาย บำรุงเกี่ยวกับทางเท้าหายใจรวมไปถึงยังสามารถช่วยเพิ่มสามารถทางเพศได้อีกด้วย มิหนำซ้าผู้คนล้นหลามยังมั่นใจว่าเจ้าตัว ถั่งเช่านั้นสามารถรักษาโรคมะเร็งได้ดิบได้ดีอีกด้วย
คุณรู้ไหม?......จากที่มีการศึกษาเล่าเรียนมามากยิ่งกว่า 20 ปี ไม่พบผลข้างเคียงหรือสารตกค้างใดๆก็ตามเลย ในกลุ่มผู้ที่รับประทานถั่งเช่า ในจำนวนมากต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆ รวมถึงในคนวัยแก่
ถั่งเช่าควรจะได้ผลด้านในกี่วัน
 สมุนไพร ถั่งเช่าหรือตังถั่งเช่าหรือตังถั่งเช่าแห่เช่า  จะเรียก แบบไหนก็ได้เพราะไม่ว่าจะเรียกอย่างไรมันก็สื่อความหมายเสมือนๆกันเป็นหญ้าตัวหนอนนั้นแหละ เนื่องจากว่า ถั่งเช่านั้นในช่วงฤดูหนาวมันจะเป็นหนอนแต่พอถึงฤดูร้อนมักมันเปลี่ยนเป็นหญ้าจึงเกิดเป็นสมุนไพร ถั่งเช่าขึ้นมานั้นเอง และที่มันเป็นอย่างงั้นก็เพราะเหตุว่าเริ่จากในตอนแรกนั้นเจ้าผีเสื้อที่อยู่ในพื้นที่สูงทำตกไข่ลงบนพื้นดิน
เพราะความเป็นหลักที่สูงพอเพียงไปสู่ช่วงหน้าหนาวอากาศก็เลยหนาวเย็นมากมายรวมทั้งมีหิมะปกคลุมบนพื้นดินเเละ สมุนไพร เจ้าหนอนผีเสื้อที่เกิดจากไข่เหล่านั้นจึงจำต้องลอดลงไปอยู่ใต้ดินเพื่นหนีอากาศหนาว จึงเป็นโอกาสอันดีที่สปอร์ของเห็ดรที่มีเชื้อทางด้านวิทยาศาสตร์ว่า Ophiocordy Cepssinensis เข้ามาอาศัยเป็นปรสิตที่ตัวหนอนพวกนี้ตลอดจนหมดฤดูหนาวกระทั่งเข้าสู่ช่วงหน้าร้อน เจ้าปรสิตก็โตเต็มที่แล้วสร้างใยจนถึงโผล่ออกมาจาหหัวของตัวหนอนที่แห้งสนิท จึงกำเนิดเป็นสมุนไพร ถั่งเช่าขึ้นมานั้นเอง โดยเจ้าตัว ถั่งเช่านี้สามารถพบ ได้ในพื้นที่ที่สูงมากมายๆรวมทั้งอากาศหนาวเย็นอย่างบนเทือกเขาสูงของทเบต เขตยูนาน เสฉวน ชิงไห และ บริเวณกานซู ของจีน รวมไปถึงบางประเทศในแถบแนวเขาหิมาลัยอีกด้วยอย่างประเทศเนปาล ภูเขาฎาน และก็อินเดีย แต่ละพื้นที่ที่พบเจ้าตัวสมุนไพร ถั่งเช่านี้นั้นจะมีความสูงจากระดับน้ำทะเลอย่างต่ำๆจำต้องตั้งแต่ 4000 เมตรขึ้นไป
ส่วนสายพันธุ์ถั่งเช่าที่เป็นที่ชื่นชอบในไทยเป็นถั่งเช่าสีทอง เนื่องจากว่าเป็นสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้อย่างง่ายๆสารออกฤทธิ์สำคัญสูงทำให้ราคาแพงถูกกว่าถังเช่าประเทศทิเบตที่จะต้องเก็บจากเทือกเขา ตอนนี้ถั่งเช่าสีทองคำ กำลังเป็นที่แพร่หลายและได้รับความนิยมมากกว่าครั้งก่อนมากมาย โดยมีทั้งในแบบอบดแห้ง ป่นเป็นผุยผงเพื่อผสมชากาแฟ รวมถึงแบบแคปูลอีกด้วย
เพราะเหตุใด....ทานนถั่งเช่าแล้วบางเจ้ามองไม่เห็นผล
ทำไมถั่งเช่าถึงแพง
เนื่องจากว่า สมุนไพร ถั่งเช่านั้นได้รับความนิยมมากมายในตอนนี้ทำให้ราคาของสมุนไพรจำพวกนี้สูงมากมายอย่างต่ำเกรดปกติก็ตกอยู่ที่กิโลละ 2-3 แสนบาท แม้กระนั้นถ้าเกิดเป็นตัวอย่างดีราคาแพงสุดอยู่ที่2-3 ล้านบาทเลยทีเดียว สาเหตุที่ทำให้ราคาของ ถั่งเช่าแพงได้ขนาดนี้ก็เพราะเหตุว่าถั่งเช่าไม่ได้หากันง่ายๆมีเฉพาะบางพื้นที่เพียงแค่นั้น ไม่เหมือนกับสมุนไพรประเภทอื่นๆซึ่งสามารถหากันง่ายยิ่งกว่านี้ ถั่งเช่าจะหาได้จากพื้นที่สูงเข้าถึงยาก และก็มีสภาพอากาศที่คนธรรมดาทั่วๆไปไม่สามารถเข้าไปหาถึงได้ไม่ยากจำต้องให้คนทื้นที่เป็นผู้เข้าไปหาในป่าแค่นั้น ทั้งยังถั่งเช่ายังมีคุณประโยชน์ยังมีสรรพคุณต่างๆอีกเยอะแยะ ทั้งยังช่วยรักษโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับทางเท้าหายใจ โรคภูมิแพ้ หรือช่วยบำรุงรักษาของกินลดน้าตาลในเลือด ฯลฯ แถมยังช่วยชะลอความแก่ แล้วก็ช่วยเพิ่มสมรรถทางเพศ ก้าวหน้าอีกด้วย ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ถั่งเช่าแพงแพง แต่ว่าเวลานี้มีโรงงานในไทยสามารถเพาะถั่งเช่าได้ โดยไม่ต้องเดินไปเก็บตามแนวเขาทำให้ราคาต้นทุนถั่งเช่าลดลดลงไปๆมาๆกกว่าก่อนหน้า สามารถควบคุมจำนวนสาระสำคัญได้เป็นเพาะในสภาพควบคุม แล้วก็ยังหยุดปัญหาสารโลหะหนักปนที่ไม่อาจจะควบคุมได้ในธรรมชาติได้อีกด้วย
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัย ได้ทำการศึกษาเรียนรู้คุณประโยชน์ของถั่งเช่า ด้วยกัน มีการทดสอบกับตัวทดลองและก็กรุ๊ปผูรับการทดสอบแบบอย่าง จึงทำให้เราสามารถพูดได้ว่าถั่งเช่ามีสรรพคุณดีจังจากที่คนส่วนใหญ่หล่าวอ้าง

สมุนไพรถั่งเช่า
-ช่วยลด และรักษาสมดุลของน้ำตาลในเลือด
-ช่วยลด รวมทั้งรักษาความสมดูลของระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
-ช่วยแก้อาการอ่อนแรงอ่อนเพลียของร่างกายช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่างๆรวมทั้งช่วยบำรุงรักษาให้กระปรี้กกระเปล่าด้วย
-แก้ภูมิแพ้ หอบหืด ไซนัสอักเสบ หรือภูมิคุ้มกันอ่อน
-ช่วยป้องกันการยึดรอบๆด้านในหลอดเลือดของไขมันเลว(LDL)
-ช่วยบำรุงรักษาและช่วยทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นของแนวทางการทำงานของตับและก็ไต

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

10
การบูร (Camphor)
การบูรคืออะไร การบูรเป็นชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่ง ที่มีผลึกแทรกอยู่ตามรอยแตกของเนื้อไม้รวมทั้งยังสามารถนำลำต้น,ราก,ใบ มากมายลั่นหรือสกัดจนได้ผลึกดังกล่าวมาแล้วข้างต้นอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งแต่ก่อน คำว่า “การบูร” มาจากภาษาสันสกฤตว่า “Karapur” หรือ “มือปูร” ซึ่งแปลว่า “หินปูน” เนื่องจากว่าโบราณเข้าใจว่าผนึกนี้เป็นพวกหินปูนที่มีกลิ่นหอมสดชื่น ต่อมาชื่อนี้เพี้ยนเป็น “กรบูร” แล้วก็เป็น “การบูร” ในขณะนี้ (คนเขียนรู้เรื่องว่า ชื่อการบูรนี้อาจถูกเรียกจากผลึกที่ได้แล้วจึงนำมาตั้งชื่อต้นไม้ที่ให้ผลึก) ส่วนรูปแบบของผลึกการบูรนั้น มีลักษณะเป็นผลึกหรือเกล็ดกลมๆเล็กๆแวววาว สีขาวแห้ง มีกลิ่นหอมสดชื่นเย็นฉุน  มักจะจับกันเป็นก้อนร่วนๆแตกง่าย  ถ้าเกิดทิ้งไว้ในอากาศ  จะระเหิดไปหมด มีรสร้อนปร่าเมา
สูตรทางเคมีและก็สูตรองค์ประกอบ ผลึกการบูรมีชื่อสามัญว่า Camphor, Gum camphor, Formosan camphor, Laurel camphor เป็นสารประกอบกรุ๊ปเทอร์พีนที่พบได้จากต้นการบูรมีความไวไฟ มีชื่อตาม IUPAC ว่า 1,7,7-trimethylbicyclo 2.2.1heptan-2-one รวมทั้งมีชื่ออื่นๆดังเช่นว่า 2-bornanone, 2-camphanone bornan-2-one, Formosa  มีสูตรเคมี C10H16O มีน้ำหนักโมเลกุล 152.23 ความหนาแน่น 0.990 มีจุดหลอมเหลวที่ 179.75 องศาเซลเซียส (452.9 K) จุดหลอมเหลว 204 องศาเซลเซียส (477K) สามารถละลายน้ำได้ และก็มีสูตรโครงสร้างดังนี้
แหล่งที่มา ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผลึกการบูรได้มาจากการระเหิดของยางจากเนื้อไม้ของต้นการบูรและก็การกลั้นหรือสกัด ลำต้น ราก ใบ ต้น การบูร ซึ่งมีข้อมูลทางวิชาพฤกษศาสตร์ของต้นการบูรคือ สมุนไพรการบูร มีชื่อเขตแดนอื่นๆว่า การะบูน การบูร (ภาคกลาง), อบเชยญวน (ไทย), ประพรมเส็ง (เงี้ยว), เจียโล่ (จีนแต้จิ๋ว), จางมู่ จางหน่าว (ภาษาจีนกลาง) เป็นต้น ชื่อวิทยาศาสตร์  Cinnamomum camphora (L.) J. Presl.ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์Camphora camphora (L.) H.Karst., Camphora hahnemannii Lukman., Camphora hippocratei Lukman., Camphora officinarum Nees, Camphora vera Raf., Camphorina camphora (L.) Farw., Cinnamomum camphoriferum St.-Lag., Cinnamomum camphoroides Hayata, Cinnamomum nominale (Hats. & Hayata) Hayata, Cinnamomum officinarum Nees ex Steud., Laurus camphora L., Persea camphora (L.) Spreng.  ชื่อวงศ์ Lauraceae
การบูร เป็นพรรณไม้ประจำถิ่นของจีน ประเทศญี่ปุ่น และไต้หวัน แล้วก็มีการกระจายพันธุ์ไปในแถบ   เมดิเตอร์เรเนียน อินโดนีเซีย ประเทศอินเดีย อียิปต์ แอฟริกาใต้ จาไมกา บราซิล อเมริกา รวมทั้งประเทศไทย โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นทรงพุ่มกว้างรวมทั้งทึบ มีความสูงของต้นได้ถึง 30 เมตร ลำต้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1.5 เมตร เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาล ผิวหยาบ ส่วนเปลือกกิ่งเป็นสีเขียวหรือเป็นสีน้ำตาลอ่อน ลำต้นแล้วก็กิ่งเรียบไม่มีขน ส่วนแก่นไม้เป็นสีน้ำตาลปนแดง เมื่อเอามากลั่นแล้วจะได้ “การบูร” ทุกส่วนของต้นการบูรจะมีกลิ่นหอมยวนใจ โดยเฉพาะที่ส่วนที่ของรากและโคนต้น เพาะพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเม็ด และกรรมวิธีการปักชำ
ใบเป็นใบลำพัง ออกเรียงสลับ รูปรี หรือรูปรีปนรูปไข่ กว้าง 2.5-5.5 เซนติเมตร ยาว 5.5-15 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือกลม ขอบของใบเรียบหรือเป็นคลื่นนิดหน่อย แผ่นใบออกจะเหนียว ข้างบนสีเขียวเข้ม เป็นเงา ข้างล่างสีเขียวอมเทาหรือนวล ไม่มีขน เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมยวนใจคล้ายกลิ่นการบูร เส้นใบขึ้นตรงมาจากโคนใบประมาณ 3-8 มม. แล้วแยกออกเป็น 3 เส้น ตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกนั้นมีต่อม 2 ต่อม และก็ตามเส้นกลางใบอาจมีต่อมเกิดขึ้นตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกไป ก้านใบยาว 2-3 เซนติเมตร ไม่มีขน ตาใบมีเกล็ดซ้อนเหลื่อมหุ้มอยู่ เกล็ดชั้นนอกเล็กกว่าเกล็ดชั้นในเป็นลำดับ
ดอกช่อแบบแยกกิ่งก้านสาขาออกตามเป็นกระจุกบริเวณง่ามใบ ดอกเล็กสีขาวอมเหลืองหรืออมเขียว ก้านดอกสั้นมากมาย กลีบรวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วง วงละ 3 กลีบ รูปรี ปลายมน ข้างนอกหมดจด ข้างในมีขนละเอียด เกสรเพศผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วง วงละ 3 อัน อับเรณูของวงที่ 1 และวงที่ 2 หันหน้าเข้าภายใน ก้านเกสรมีขน ส่วนอับเรณูของวงที่ 3 เบือนหน้าออกภายนอก ก้านเกสรค่อนข้างจะใหญ่ มีต่อม 2 ต่อมอยู่ใกล้โคนก้าน  ต่อมรูปไข่กว้างและมีก้าน อับเรณูมีช่องเปิด 4 ช่อง เรียงเป็น 2 แถว แถวละ 2 ช่อง มีลิ้นเปิด 4 ช่อง เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 3 อัน อยู่ข้างในสุด รูปร่างเหมือนหัวลูกศร มีขนแม้กระนั้นไม่มีต่อม รังไข่รูปไข่ ไม่มีขน ก้านเกสรเพศเมียยาวราวๆ 1 มิลลิเมตร ไม่มีขน ปลายเกสรเพศเมียกลม ใบประดับประดาเรียวยาว ตกง่าย มีขนอ่อนนุ่มผลรูปไข่ หรือกลม ได้ผลมีเนื้อ ยาว 6-10 มิลลิเมตร สีเขียวเข้ม เมื่อสุกกลายเป็นสีดำ มีฐานดอกซึ่งเจริญวัยขึ้นมาเป็นแป้นรองรับผลมีเม็ด 1 เม็ด มีดอกราวมิ.ย.ถึงกรกฎาคมซึ่งการบูรจากธรรมชาตินั้น เป็นผลึกที่แทรกอยู่ในแก่นไม้ของต้นการบูร ที่เกิดอยู่ทั่วไปทั้งยังต้น ชอบอยู่สะกดรอยแตกของแก่นไม้ มีสูงที่สุดในแก่นของราก รองลงมาที่แก่นของต้น ส่วนที่อยู่ใกล้โคนต้นจะมีการบูรมากกว่าส่วนที่อยู่สูงมากขึ้นมา ในใบและยอดอ่อนมีการบูรอยู่น้อย แล้วก็จะมีน้อชูว่าใบแก่  ส่วนการสร้างการบูร จะใช้กระบวนการกลั่นด้วยไอน้ำ (ซึ่งบางทีอาจไม่อาจจะกลั่นการบูรได้เองข้างในครัวเรือน เพราะว่าจะต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่เฉพาะ) โดยนำส่วนต่างๆของลำต้นแล้วก็รากการบูรที่มีอายุเกิน 40 ปี มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปกลั่น เมื่อกลั่นจนได้น้ำมันหอมระเหย การบูรจะกลายเป็นผลึกเป็นก้อนสีขาวๆแยกออกมาจากน้ำมันหอมระเหย หลังจากนั้นก็เลยกรองแยกเอาผลึกการบูร (อาจเอามาทำให้บริสุทธิ์โดยการระเหิด) การบูรที่ได้นี้เรียกว่า refined camphor หรือ resublimed camphor แต่ในประเทศอเมริกา จะใช้ใบรวมทั้งยอดอ่อนของต้นที่แก่ 5 ปีขึ้นไปแทน แม้จะให้ปริมาณการบูรน้อยกว่า แต่ว่าสามารถตัดใบและยอดอ่อนมากมายลั่นได้ทุกๆสองเดือน ในตอนนี้การบูรเกือบทั้งหมดได้จากกรรมวิธีการครึ่งหนึ่งสังเคราะห์จากสารเริ่มต้นหมายถึงแอลฟา-ไพนีน (alpha-pinene) ที่ได้จากน้ำมันสน
คุณประโยชน์/สรรพคุณ
หนังสือเรียนยาไทย: “การบูร”  มีรสร้อนปร่าเมา ใช้ทาถูนวดแก้ปวด แก้เคล็ดบวม ขัดยอก แพลง แก้กระตุก แก้ปวดข้อ แก้ปวดเส้นประสาท แก้รอยผิวหนังแตก แก้พิษแมลงต่อย รวมทั้งโรคผิวหนังเรื้อรัง เป็นยาระงับเชื้ออย่างอ่อน ขับเหงื่อ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ แก้ไข้หวัด และขับลม บำรุงธาตุ บำรุงกำหนัด ยากระตุ้นหัวใจ บำรุงหัวใจ ใช้เป็นส่วนผสมในยาหอมต่างๆเป็นต้นว่า ยาหอมเทพจิตร นอกจากนั้นยังใช้แก้อาการชักบางประเภท ใช้การบูร 1-2 เกรน แก้ปวดขัดตามเส้นประสาท ข้อบวมเป็นพิษ แก้เคล็ดบวม เส้นตกใจ กระตุก ขัดยอกพลิก แก้เจ็บท้อง ท้องเดิน ขับน้ำเหลือง แก้เลือดลม บำรุงกำหนัด ขับเหงื่อ ขับเสมะหะ บำรุงธาตุ แก้โรคตา กระจัดกระจายลม ขับผายลม เอามาผสมเป็นขี้ผึ้ง เป็นยาร้อน ใช้ทาแก้เพื่อถอนพิษอักเสบเรื้อรัง ปวดยอกตามกล้ามเนื้อ สะบักจม ทรวงอก เจ็บปวดรวดร้าวตามเอ็น โรคปวดผิวหนัง รอยผิวแตกในฤดูหนาว แก้พิษสัตว์กัดต่อย วางในห้องหรือตู้เสื้อผ้าไล่ยุงรวมทั้งแมลง
          บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์วิชาความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศคณะกรรมการปรับปรุงระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปรากฏการใช้การบูร ร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ ในยารักษาหลายกรุ๊ปอาการ ดังเช่น  “ยาธาตุบรรจบ” มีคุณประโยชน์ของตำรับ ใช้ทุเลาอาการท้องอืดเฟ้อ และอาการอุจจาระธาตุทุพพลภาพ ท้องร่วงที่ไม่ติดเชื้อโรค เป็นต้น, ตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์ของตำรับสำหรับการบรรเทาลักษณะของการปวดตามเอ็น กล้าม มือ เท้า ตึงหรือชา ตำรับ "ยาประสะไพล" มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณของตำรับสำหรับการรักษาประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือมาน้อชูว่าธรรมดา ทุเลาลักษณะของการปวดรอบเดือน  และก็ขับน้ำคาวปลาในหญิงข้างหลังคลอดลูก
ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันพบว่าการบูรซับทางผิวหนังได้ดี และรู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสกับผิวหนังเช่นเดียวกับเมนทอล มีฤทธิ์เป็นยาชาแล้วก็ต้านทานจุลอินทรีย์อย่างอ่อนๆใช้ทาเฉพาะที่แก้กลยุทธ์บวม ขัดยอก พลิก แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย รวมทั้งโรคผิวหนัง ยิ่งไปกว่านี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง นอกจากนั้นยังมีการนำการบูรมาใช้ประโยชน์อื่นๆอีกตัวอย่างเช่น

  • ช่วยแก้รอยผิวหนังแตกในช่วงฤดูหนาว
  • การบูรเมื่อเอามาวางในห้องหรือตู้เสื้อผ้าจะสามารถช่วยไล่ยุงรวมทั้งแมลง และยังนำมาผสมเป็นตัวกำจัดกลิ่นอับในรองเท้าได้อีกด้วย
  • กิ่งก้านรวมทั้งใบสามารถประยุกต์ใช้แต่งกลิ่นของกินและของหวานได้ ได้แก่ สินค้าเกี่ยวกับเนื้อสัตว์ ไส้กรอก เบคอน ข้าวหมกไก่ ลูกอม แยม เยลลี่ เครื่องดื่มโคคาวัวลา เหล้า หรือใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องพะโล้ เครื่องแกงแกงมัสมั่น ผงกะหยี คุกกี้ เค้ก อื่นๆอีกมากมาย ใช้แต่งกลิ่นยาและก็ใช้เป็นองค์ประกอบของของกินประเภทผักดอง ซอส เป็นต้น
การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • รากของต้นการบูรมีน้ำมันหอมระเหย 3% ซึ่งประกอบไปด้วย azulene, cadinene, camphene, camphor, carvacrol, cineol, citronellol, citronellic acid, fenochen, limonene, phellandene, pinene, piperiton, piperonylic acid, safrole รวมทั้ง terpineol ส่วนใบของต้นการบูรพบ camphor และก็ camperol
  • เนื้อไม้ของต้นการบูรเมื่อเอามากลั่นด้วยไอน้ำ จะได้การบูรและน้ำมันหอมระเหยรวมกันโดยประมาณ 1% ซึ่งมี acetaldehyde, betelphenol, caryophyllen, cineole, eugenol, limonene, linalool, orthodene, p-cymol, แล้วก็ salvene
  • ราก กิ่ง แล้วก็ใบ เจอน้ำมันระเหยโดยเฉลี่ยราว 3-6% โดยในน้ำมันระเหยจะมีสารการบูรอยู่โดยประมาณ 10-50% และพบว่าต้นการบูรยิ่งแก่มากแค่ไหน จะพบว่ามีสารการบูรมากมายตามไปด้วย โดยพบสาร ต่างๆดังเช่นว่า Azulene, Bisabolone, Cadinene, Camphorene, Carvacrol, Safrol เป็นต้น
  • ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ ศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบในหลอดทดสอบของการบูร โดยนำสารสกัดหยาบคายจากใบการบูร สกัดด้วย 80% methanol แล้วนำสารสกัดที่ได้ มาผ่านการแยกโดยใช้  hexane และก็ ethyl acetate (EtOAc) จากการทดลองพบว่าสารสกัด hexane และก็ EtOAc ขนาด 100 μg/ml ของการบูร สามารถยั้งการผลิตสารที่เกี่ยวโยงกับการอักเสบเป็นต้นว่า  interleukin (IL)-1b, IL-6 รวมทั้ง tumor necrosis factor (TNF-α) จากเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 cells ของหนู ซึ่งถูกกระตุ้นโดย  lipopolysaccharide (LPS) ได้อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติได้ในช่วง 20-70% แล้วก็สามารถยับยั้งการสร้าง nitric oxide (NO) ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ได้ 65% สารสกัดหยาบด้วย 80% methanol  และส่วนสกัดย่อย hexane และ ethyl acetate สามารถยับยั้งการผลิต prostaglandin E2 (PGE2) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นในกรรมวิธีอักเสบ ในเซลล์ macrophages ของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS หรือ IFN-gamma ได้ 70% รวมทั้งสารสกัด hexane  และก็ ethyl acetate ในขนาด 100 μg/ml สามารถยั้งการกระตุ้น β1-integrins (CD29) ซึ่งเกี่ยวโยงกับการหยุดยั้งไม่ให้เกิดการรวมกลุ่มของโมเลกุล แล้วก็เซลล์ในระบบภูมิต้านทานที่จะมารวมตัวกันบริเวณที่เกิดการอักเสบ โดยสามารถยั้งได้ 70-80% ด้วยเหตุผลดังกล่าวก็เลยสรุปได้ว่าสารสกัดจากใบการบูรมีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยเกี่ยวโยงกับการหยุดยั้ง cytokine, NO และก็ PGE2
  • ฤทธิ์ยั้งเชื้อแบคทีเรีย การเล่าเรียนฤทธิ์ยั้งการก้าวหน้าของเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Staphylococcus aureus (เป็นเชื้อที่ก่อโรคระบบทางเดินอาหาร แผล ฝีหนอง แล้วก็อีกหลายระบบในร่างกาย) ของสาร camphor ที่สกัดได้จากต้นการบูร และก็เป็นส่วนประกอบหลักของ essential oil จากต้นการบูร ทดลองด้วยแนวทาง agar disk diffusion ประเมินผลด้วยการประมาณค่า inhibition zone พบว่า camphor ในขนาดความเข้มข้น 2% สามารถยับยั้งการเจริญก้าวหน้าของเชื้อ S. aureus ได้ แม้กระนั้นไม่มีผลยับยั้งเชื้อ E.coli


การเล่าเรียนทางพิษวิทยา การทดสอบความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นการบูรด้วยเอธานอล-น้ำ เข้าช่องท้องหนูถีบจักรพบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดสอบตายครึ่งเดียวมากยิ่งกว่า 1 กรัม/กก. เมื่อป้นส่วนที่เป็นไขมันให้หมาในขนาด 5 ซีซี/กก. ไม่เจอพิษ
มีแถลงการณ์ว่าการกินการบูร ขนาด 3.5 กรัม ทำให้เสียชีวิตได้ รวมทั้งหากรับประทานเกินครั้งละ 2 กรัม จะมีผลให้สลบ และเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ไต แล้วก็สมอง อาการแสดงเมื่อได้รับพิษ คือ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ตาลายหัว กล้ามเนื้อสั่น กระตุก เกิดการชัก สมองทำงานบกพร่อง เกิดภาวะงงงวย ทั้งนี้
ขึ้นกับขนาดที่ได้รับ ธรรมดาแล้วร่างกายมีการกำจัดการบูรเมื่อรับประทานเข้าไป ผ่านการเมทาบอลิซึมที่ตับ โดยการบูรจะถูกกลายเป็นสารกลุ่มแอลกอฮอล์ โดยการเติมออกซิเจนในโมเลกุล กำเนิดเป็นสาร campherolแล้วจะจับตัวกับ glucuronic acid ในตับ เกิดเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำได้ รวมทั้งถูกขับออกทางเยี่ยว แต่หากได้รับในจำนวนสูงเกินไป ก็จะเกิดการตกค้างจนเป็นอันตรายต่อตับ และไตได้
         การสูดดมการบูร ที่มีความเข้มข้นกลางอากาศมากกว่า 2 ppm (2 ส่วนในล้านส่วน หรือ 2 mg/m3) จะทำให้กำเนิดอาการนิดหน่อยถึงปานกลาง ได้แก่ การระคายเคืองต่อจมูก ตา และก็คอ ขนาดที่นำมาซึ่งพิษรุนแรงต่อชีวิต และก็สุขภาพคือ 200 mg/m3ความเป็นพิษของการบูรที่เกิดขึ้นจากการรับประทาน อย่างเช่น อาเจียน อาเจียน ปวดท้อง ปวดศีรษะ ชัก หมดสติ หรือบางทีอาจเป็นโทษถึงชีวิตจากภาวการณ์ระบบการหายใจล้มเหลว โดยขนาดของการบูรที่ทำให้มีการเกิดอาการพิษที่รุนแรง (ชัก สลบ) ในผู้ใหญ่หมายถึง34 mg/kg
        นอกเหนือจากนี้ยังมีกล่าวว่า การกินน้ำมันการบูรในขนาด 3-5 mL ที่มีความเข้มข้น  20% หรือมากยิ่งกว่า 30 mg/Kg จะก่อให้เสียชีวิตได้ มีรายงาน case report  กำหนดไว้ว่า มีเด็กหญิงอายุ 3 ปีครึ่ง ทานการบูรเข้าไป โดยไม่เคยทราบขนาดที่กิน  ปรากฏว่ามีลักษณะชักแบบกล้ามเนื้อเกร็งทั้งตัวโดยไม่มีการกระตุก (generalised tonic seizures) นาน 20-30 นาที ก่อนที่จะมาถึงโรงหมอ  ผลการตรวจทางห้องทดลองพบว่า ระดับน้ำตาล ระดับ electrolytes แล้วก็ระดับแคลเซียม มีค่าปกติ การตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography (EEG) พบว่ามีค่าปกติ แล้วก็มีลักษณะอาเจียน 1 ครั้ง เมื่อมาถึงโรงพยาบาล พบสารสีขาว รวมทั้งมีกลิ่นการบูรรุนแรงจากการคลื่นไส้
ขนาด/ปริมาณที่ควรใช้ สำหรับการรักประทานยังไม่มีข้อมูลที่รับรองเด่นชัดว่าควรบริโภคการบูรมากแค่ไหน ที่จะไม่เกิดอันตรายต่อร่างกายแต่ในด้านการสูดดมมีการคำนวณว่าในสารที่ผสมการบูรเสร็จแล้ว ไม่สมควรเกินกว่า 2 ppm ซึ่งหมายความว่า มีจำนวนของการบูร 2 มก.ในสารละลาย 1 ลิตร ดังนั้นสำหรับการใช้การบูรอีกทั้ง การรับประทานแล้วก็การสูดดมความต้องระวังแล้วก็ใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
ข้อเสนอ/ข้อพึงระวัง

  • สตรีมีท้อง ไม่ควรรับประทานการบูร
  • ผู้ที่เป็นโรคท้องผูกริดสีดวงทวารปัสสาวะแสบขัดเป็นเลือดไม่ควรรับประทาน
  • น้ำมันการบูรที่มีสีเหลืองหรือน้ำตาลห้ามใช้ เพราะว่ามีความเป็นพิษสูง
  • ความเข้มข้นของกลิ่นการบูรที่มีมากมายอาจจะก่อให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปอดแล้วก็ตับได้
เอกสารอ้างอิง

  • (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “การะบูน , การบูร”.   หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  หน้า 60-62.
  • Chen W, Vermaak I, Viljoen A. Camphor-A Fumigant during the Black Death and a Coveted Fragrant Wood in Ancient Egypt and Babylon-A Review. Molecules. 2013:18;5434-5454.
  • “การบูร Camphor Tree”. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).    หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  หน้า 82.
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์Drug Tips.ฉบับที่5 กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า 6-7
  • Narayan LtCS, Singh CN. Camphor poisoning—An unusual cause of seizure. Medical Journal, Armed Forces India. 2012;68:252-253.
  • การบูร.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี http://www.disthai.com/.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “การบูรต้น”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  หน้า 72.
  • Gupta N, Saxena G.antimicrobial activity of constituents identified in essential oils from mentha and cinnamomum through gc-ms. International Journal of Pharma and Bio Sciences. 2010;1(4):715-720.
  • การบูร.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.Manoguerra AS, Erdman AR, Wax PM, Nelson LS, Caravati EM, Cobaugh DJ, et al. Camphor poisoning: an evidence-based practice guideline for out-of-hospital management. Clinical Toxicology. 2006;44:357-370.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์). “เกล็ดการบูร (Camphor)”. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.   หน้า 74.
  • การบูร.วิกิพีเดียสารานุกรม
  • Lee HJ, Hyun E-A, Yoon WJ, Kim BH, Rhee M, Kang HK, et al. In vitro anti-inflammatory and anti-oxidative effects of Cinnamomum camphora extracts. J Ethnopharmacology. 2006;103: 208–216.
  • การผลิตการบูรแบบง่าย.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • นันทวัน บุณยะประภัศร,อรนุช โชคชัยเจริญพร.การบูร.สมุนไพรไม้พื้นบ้าน.เล่ม1.พิมพ์ครั้งที่1.กรุงเทพฯ.2539.


11

น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate)
น้ำมันระกำเป็นยังไง  น้ำมันระกำ เมทิลซาลิไซเลต (Methyl salicylate หรือ Wintergreen oil หรือ Oil of wintergreen) เป็นสารอินทรีย์ในธรรมชาติพบได้จากพืชหลากหลายประเภทโดยยิ่งไปกว่านั้นพืชในกรุ๊ปวินเทอร์กรีน (Wintergreen) รวมถึงพืชอีกหลายชนิดที่ผลิต เมทิลซาลิไซเลต ในจำนวนเล็กน้อย เป็นต้นว่า

  • สปีชี่จำนวนมากของวงศ์ Pyrolaceae โดยเฉพาะในสกุล Pyrola
  • บางสปีชี่ของสกุล Gaultheria ในวงศ์ Ericaceae
  • บางสปีชี่ของสกุล Betula ในตระกูล Betulaceae โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสกุลย่อย Betulenta


แต่ในขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ สามารถสังเคราะห์สารเมทิลซาลิไซเลตแบบที่เจอในน้ำมันระกำได้ด้วยเหมือนกัน รวมทั้งถูกประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตน้ำหอม ของกิน เครื่องดื่ม รวมทั้งยาในบ้านเรา น้ำมันระกำมักถูกเอามาเป็นส่วนประกอบของ ครีม ขี้ผึ้ง น้ำมันทาเช็ดนวด สำหรับลดลักษณะของการปวดของกล้ามเนื้อและก็ปวดข้อ ซึ่งสารเมทิลซาลิไซเลตในน้ำมันระกำมักใช้ได้ผลดีกับอาการปวดประเภทเฉียบพลันไม่รุนแรง แม้กระนั้นอาการปวดประเภทเรื้อรังจะเห็นผลน้อย
สูตรเคมีแล้วก็สูตรโครงสร้าง น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) เป็นสารอินทรีย์ในสูตรโครงสร้างมีหมู่ เอสเทอร์ (Esters) วงแหวนเบนซินที่สามารถดูดรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ เป็นส่วนประกอบหลักและมีชื่อทางเคมีตาม IUPACหมายถึงmetyl 2-hydroxybenzoate มีสูตรเคมี C6H4(HD)COOCH3 มีน้ำหนักโมเลกุล 152.1494g/mal มีจุดหลอมเหลวที่ -9 องศาเซลเซียส (ºC) จุดเดือดอยู่ที่ 220-224 องศาเซลเซียส  (ºC) สามารถติดไฟได้ และสามารถละลายเจริญในแอลกอฮอลล์ กรดอะสิว่ากล่าวก อีเทอร์ ส่วนในน้ำละลายได้นิดหน่อย
 
 
 
 
                สูตรโครงสร้างทางเคมีของเมทิลซาลิไซเลท
                           ที่มา : Wikipedia                                   ที่มา : Brahmachari (2009)                                                 
 
 
แหล่งที่มา/แหล่งที่พบ น้ำมันระกำ หรือ เมทิลซาลิไซเลต ในอดีตกาลนั้นสามารถสกัดได้จากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แม้กระนั้นในตอนนี้ เมื่อแวดวงวิทยาศาสตร์รุ่งโรจน์ขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้ ซึ่งสามารถแยกสิ่งที่ทำให้เกิดน้ำมันระกำได้คือ

  • ได้มากจากธรรมชาติ จะได้มาจากผู้กระทำลั่นใบของต้นไม้ประเภทหนึ่งที่มี ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gaultheria procumbens Linn. ชื่ออังกฤษ wintergreen, Checkerberry, Teaberry Tree, อยู่ในตระกูล ERICAEAE ลักษณะ เป็นไม้พุ่มเล็กๆแผ่ไปตามดิน ยอดจะยกขึ้นสูงประมาณ10-15 เซนติเมตร แก่เกิน 1 ปี ใบ โดดเดี่ยวออกสลับกัน ใบสีเขียวแก่ รูปไข่ ยาว 1-2 เซนติเมตร ใบมีกลิ่นหอมหวานรสฝาด ดอก สีขาวเป็นรูประฆัง ยาว 5 มิลลิเมตร ออกที่ข้อด้านข้างใบ ผล เป็น capsule สีม่วง มีส่วนของกลีบรองกสีบดอก สีแดงสดติดอยู่ ซึ่งในใบจะมีสาร methyl Salicylate อยู่ถึง 99% เลยทีเดียว โดยพืชชนิดนี้เป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือรวมทั้ง
  • ได้มาจากการสังเคราะห์สารเคมี โดยการสร้าง น้ำมันระกำด้านวิทยาศาสตร์ได้จากการสังเคราะห์สารมีชื่อทางเคมีว่า Salicylyl acetate เป็นอนุพันธ์เอสคุณร์ ของ Salicylic acid และ methyl salicylate โดยใช้ปฏิกิริยาคอนเดนเซซั่น ของกรดซาลิไซลิก กับ เมทานอล โดยการทำให้กรดซัลฟิวริกผ่าน esterification กรด Salicylic จะละลายในเมทานอลเพิ่มกรดกำมะถันแล้วก็ความร้อน เวลาในการทำปฏิกิริยาคือ 3 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 90-100 ℃ เมื่อปล่อยให้เย็นถึง 30 ℃ แล้วใช้น้ำมันล้างด้วยสารละลายโซเดียมคาร์บอเนตที่มีค่า pH 8 ด้านบนแล้วล้างด้วยน้ำ 1 ครั้ง น้ำ. ส่วนผู้กระทำลั่นด้วยเครื่องสุญญากาศ 95-110 ℃ (1.33-2.0kPa) กลั่นให้ได้เมทิลซาลิไซเลต 80% หรือจำนวนเมทิลเซลิเซียลในอุตสาหกรรมทั่วๆไปพอๆกับ 99.5%
คุณประโยชน์และสรรพคุณ
คุณประโยชน์และสรรพคุณของน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate)หมายถึงใช้เป็นยาหยุดปวดชนิดใช้เฉพาะที่สำหรับทุเลาอาการปวดต่างๆที่ไม่ร้ายแรง ตัวอย่างเช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อจากภาวะตึงหรือกลยุทธ์ ข้อต่ออักเสบ บอบช้ำ หรือปวดหลัง เป็นต้น โดยยานี้จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกเย็นรอบๆผิวหนังในตอนแรก จากนั้นจะค่อยๆอุ่นขึ้น ซึ่งช่วยเบี่ยงเบนความพอใจจากการรู้สึกถึงอาการปวด ยิ่งกว่านั้น ยังบางทีอาจใช้รักษาโรคอื่นๆตามดุลยพินิจของแพทย์ด้วย  น้ำมันระกำมีกลไกการออกฤทธิ์ โดยตัวยาจะเป็นตัวกระตุ้นปลายประสาทที่รับความรู้สึกถึงความร้อน - อบอุ่น ทำให้ร่างกายเกิดการตอบสนองถึงการบรรเทาอาการปวดลดน้อยลง ก็เลยทำให้เกิดความรู้สึกถึงฤทธิ์การรักษาตามสรรพคุณ ในการศึกษาเรียนรู้ฤทธิ์ทางเภสัชยังเจออีกว่าน้ำมันระกำสามารถปรับปรุงแก้ไข ต้านทานการปวดบวมและก็อักเสบ แถมมีฤทธิ์เป็นยาชาแบบอ่อนๆแล้วก็มี pH เป็นกรด ค่อนข้างจะแรง แล้วก็มีโมเลกุลแบบ BHA ด้วย มีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะแบบอ่อนๆทำให้ทำลายแบคทีเรียที่ผิวหน้าได้มักใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยา แอสไพริน ซาลิโซเลต แล้วก็ยาฆ่าเชื้อ
                ยิ่งไปกว่านี้ยังใช้เมทิลซาลีไซเลตในอุตสาหกรรมอื่นๆอีกดังเช่น เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ต่างๆอาทิเช่น ยาสีฟัน แป้งฝุ่น ยาหม่อง อุตสาหกรรมย้อมสี น้ำหอม ฯลฯ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา รายงานทางเภสัชวิทยาของน้ำมันระกำนั้นไม่ค่อยรายงานมากมาย นักเขียนสามารถเก็บมาได้เพียงแค่เล็กๆน้อยๆแค่นั้น เป็นต้นว่า กรดซาลิไซลิก มีฤทธิ์สำหรับการต้านทานเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ต้านทานสะเก็ดเงิน โดยสมุนไพรที่เจอกรดซาลิไซลิก จะพบบ่อยในพืชสกุล Salix อาทิเช่น สนุ่น willow นอกเหนือจากนี้ยังพบในต้น wintergreen (Gaultheria procumbens) ที่เอามาทำน้ำมันระกำฯลฯ รวมทั้งการใช้น้ำมันระกำ(เมทิลซาลิไซเลต)ทาร่วมกับการรับประทานยาต่อต้านการแข็งตัวของเลือดดังเช่นว่า Warfarin, Dicumarol สามารถทำให้เลือดออกตามร่างกายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ดังนั้นถ้าหากแจ้งให้หมอรู้ก่อนใช้ยา หมอจะปรับขนาดกินของ Warfarin รวมทั้ง Dicumarol ให้เหมาะสมกับคนไข้เป็นกรณีๆไป

การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
มีรายงานการศึกษาความเป็นพิษรุนแรงในน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) โดยให้ทางปากแก่หนูทดลอง พบว่าค่า LD50=1110 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) รวมทั้งเมื่อฉีดเข้ากล้ามตัวทดลองพบว่า ค่า LD50=887 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว (โล) สารเมทิลซาลิไซเลตหรือน้ำมันระกำบริสุทธิ์จัดเป็นสารเคมีที่มีพิษ ร่างกายมนุษย์ไม่ควรได้รับเมทิลซาลิไซเลต เกิน 101 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กก. ในปี คริสต์ศักราช 2007 (พ.ศ. 2550) มีรายงานของนักกีฬาที่วิ่งผ่านประเทศเสียชีวิตเพราะร่างกายของเขามีการซึมซับเมทิลซาลิไซเลตมากเกินไปด้วยการใช้ยาใช้ภายนอก แก้ปวด โดยเหตุนี้จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับคนซื้อ/ผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยาทาเมทิลซาลิไซเลตกับเด็กตัวเล็กๆซึ่งจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นยิ่งกว่าผู้ป่วยในกรุ๊ปอื่นๆซึ่งก่อนที่จะมีการเลือกใช้เภสัชภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของยานี้ควรต้องขอความเห็นแพทย์หรือเภสัชกรก่อนที่จะมีการใช้ยาทุกครั้ง
ขนาด/จำนวนที่ควรที่จะใช้ น้ำมันระกำตามท้องตลาดในบ้านพวกเราส่วนใหญ่นั้นมักจะเห็นเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆที่มีส่วนผสมของน้ำมันระกำ หรือ เป็นส่วนประกอบของยาถูนวดที่ใช้ทาภายนอกเป็นส่วนมาก ซึ่งก็มีมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่าร่างกายมนุษย์ไม่สมควรได้รับเมทิลยาลิไซเลตเกิน 101 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว (กิโล) โดยถ้าหากใช้เป็นยาใช้ภายนอกก็บางทีอาจจะใช้ทาได้ในรอบๆที่ปวดวันละ 3-4 ครั้ง ก็น่าจะพอเพียงแล้ว
ข้อแนะนำ/ข้อควรตรึกตรอง

  • เนื่องจากน้ำมันระกำมีฤทธิ์คล้ายแอสไพรินโดยเหตุนี้จะต้องแจ้งให้แพทย์รู้ก่อนใช้ยาถ้าเกิดมีประวัติแพ้ยาหรือส่วนประกอบของยาประเภทนี้ แพ้ยาแอสไพรินหรือยาในกรุ๊ปซาลิไซเลต แล้วก็ยาชนิดอื่น ของกิน หรือสารอะไรก็ตาม
  • คนที่อยู่ในตอนให้นมลูกควรจะเลี่ยงการใช้ทาบริเวณเต้านม
  • ห้ามให้เด็กอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 12 ปี ใช้โดยไม่ได้ขอคำแนะนำแพทย์
  • ห้ามทายานี้ในรอบๆที่เป็นแผลเปิด แผลไหม้
  • ถ้าเกิดทายานี้แล้วมีอาการแสบร้อนมากขึ้นให้ล้างออกด้วยน้ำสบู่แล้วเช็ดถูเบาๆเพื่อทำความสะ อาดกำจัดยาออกไป
  • ห้ามป้ายยานี้บริเวณ ตา อวัยวะสืบพันธุ์ โพรงปาก เพราะว่ายาจะมีผลให้กำเนิดอาการระคายเป็นอย่างมากต่อเยื่อเหล่านั้น
  • เลี่ยงการใช้เพื่อสูด เพราะเหตุว่าอาจก่อการเคืองเยื่อเมือกบุฟุตบาทหายใจได้
  • ถ้าหากใช้ยาชนิดครีม เจล โลชั่น ออยล์ ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ ให้ทาบางๆในบริเวณที่มีลักษณะอาการปวด และก็นวดเบาๆให้ยาซึมไปสู่ผิวหนัง
  • การใช้ยาชนิดน้ำหรือแท่ง ให้ป้ายยารอบๆที่มีลักษณะอาการปวด จากนั้นนวดช้าๆจนถึงยาซึมลงผิวหนัง
  • การใช้ยาประเภทแผ่นแปะ ให้ลอกแผ่นฟิล์มออก ต่อจากนั้นติดรอบๆที่มีอาการปวดให้แนบสนิทไปกับผิวหนัง โดยใช้วันละ 1-2 ครั้ง ตามอยาก
ส่วนผลกระทบจากการใช้น้ำมันระกำ Methyl Salicylate
อาจทำให้เป็นผลข้างๆ เช่น ผิวระคาย แสบ แดง มีลักษณะชา รู้สึกเจ็บปวดเหมือนเข็มทิ่มแทงตามผิวหนัง เกิดภาวะภูเขาไม่ไวเกิน เป็นต้น
อย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าหากเจอผลกระทบร้ายแรงจากการใช้น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) ดังนี้ ควรจะหยุดใช้ยารวมทั้งไปพบแพทย์ทันที อย่างเช่น

  • มีอาการแพ้ยา อาทิ เป็นลมพิษ หายใจลำบาก หน้าบวม ริมฝีปากบวม ลิ้นบวม คอบวม ฯลฯ
  • มีอาการแสบอย่างหนัก เจ็บ บวม หรือพุพองในบริเวณที่ใช้ยา ถ้าเจออาการดังที่กล่าวถึงมาแล้วให้รีบล้างยาออกก่อนและก็ไปพบหมอทันที
เอกสารอ้างอิง

  • สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.สอบถามเกี่ยวกับสมุนไพร.กระดานถาม-ตอบ
  • Brahmachari, G. 2009. Natural products: chemistry, biochemistry and pharmacology. Alpha Science International Ltd, Oxford. http://www.disthai.com/
  • ต้นน้ำมันระกำมีประโยชน์อย่างไร.ไทยเกษตรศาสตร์.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Methyt Salicylate (เมทิลซาสิไซเลต)-รายละเอียดของยา.พบแพทย์ดอทคอม(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • เมทิลซาสิไซเลต.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Yü-Liang Chou 1952. Floral morphology of three species of Gaultheria: Contributions from the Hull Botanical Laboratory. Botanical Gazette 114:198–221 First page free
  • Gibbons, Euell. "Stalking the Healthful Herbs." New York: David McKay Company. 1966. pg. 92.


12

เกล็ดสะระแหน่ (Menthol)
เกล็ดสะระแหน่คืออะไร เมื่อเอ่ยถึงเกล็ดสะระแหน่หลายๆคนอาจไม่รู้จักแม้กระนั้นแม้พูดถึงเมนทอล (Menthol) แล้วละก็น่าเชื่อถือว่าอาจจะรู้จักกันเป็นอย่างดี แม้กระนั้นโดยความจริงแล้วเกล็ดสะระแหน่ก็คือเมนทอลนั่นเอง เพียงแต่เกล็ดสะระแหน่เป็นชื่อเรียกของไทย ส่วนเมนทอลเป็นชื่อสากลที่นาๆประเทศนิยมเรียกกัน ซึ่งเกล็ดสะระแหน่ หรือเมนทอลนั้นเป็นสารที่พบในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้ สะระแหน่ไทย  มินท์ หรือสะระแหน่ฝรั่ง รวมถึงสะระแหน่ญี่ปุ่นด้วย โดยเกล็ดสะระแหน่จะมีลักษณะเป็นผลึกสีขาว มีกลิ่นและก็รสหอมเย็น (มีรายงานว่าในใบสะระแหน่พบสารเมนทอลอยู่สูงถึง 80-89% อย่างยิ่งจริงๆ) ดังนี้เกล็ดสะระแหน่มักถูกประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านการปรุงแต่งกลิ่นของกิน ขนมหวาน  ขนมก็อบแก็บต่างๆรวมถึงอุตสาหกรรมเครื่องแต่งหน้าและก็วงการผลิตยาทั้งยังยาทาภายนอกแล้วก็ยาสำหรับรับประทานด้วย
สูตรทางเคมีและก็สูตรโครงสร้าง เกล็ดสะระแหน่ (Menthol) คือสารประเภทแอลกอฮอล์ที่ได้จากธรรมชาติ อาทิเช่น น้ำมันมินต์ (mint oil) ที่สังเคราะห์ขึ้น เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 5-เมทิล-2-(1-เมทิลเอทิล)-ไซโคลเฮกซะนอล (5-methyl-2-(1-methylethyl)-cyclohexanol) มีสูตรเคมี C¹ºH²ºO น้ำหนักโมเลกุล 156.27 แล้วก็มีสูตรโครงสร้างทางเคมีดังต่อไปนี้
ที่มา เกล็ดสะระแหน่เพียงแต่ชื่อก็สามารถบอกมูลเหตุของสารประเภทนี้แล้ว เพราะว่าโดยธรรมชาติของการเรียกขื่อสารต่างๆของไทยนั้น มักจะเรียกตามแหล่งวัตถุดิบที่สามารถสกัดได้ ซึ่งเกล็ดสะระแหน่ก็ด้วยเหมือนกัน โดยเกล็ดสะระแหน่นั้นสกัดได้จากเปปเปอร์มินต์ (ฟวันออกกลาง เดี๋ยวนี้เพาะปลูกกันอย่างกว้างขวางในหลายบริเวณทั้งโลก มีลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์หมายถึงเป็นพืชมีลำต้นใต้ดิน เติบโตได้ถึง 30-90 เซนติเมตร (12-35 นิ้ว) ลำต้นยืดออกกว้าง ใบยาว 4-9 ซม. (1.6-3.5 นิ้ว) กว้าง 1.5-4 ซม. (0.59-1.57 นิ้ว) ใบสีเขียวเข้ม ดอกสีม่วงยาวขนาด 6-8 มม. (0.24-0.31 นิ้ว) แล้วก็สะระแหน่ (mint Spearmint) ซึ่งเป็นพืชผักพื้นเมืองของไทยประเภทหนึ่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mentha cordifolia Opiz. วงศ์ : Labiatae  ชื่อสามัญ : Spearmint  Mint  Kitchen mint
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นราก แล้วก็ลำต้น สะระแหน่มีลักษณะลำต้นพร้อมเลื้อย มีเฉพาะรากฝอย ขนาดเล็ก รวมทั้งสั้น ลำต้นสูงโดยประมาณ 15-30 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ผิวลำต้นมีสีแดงอมม่วงจนกระทั่งปลายยอด ลำต้นสามารถแตกเหง้าเป็นต้นใหม่กระทั่งขยายเป็นกอใหญ่ แล้วก็ลำต้นแตกกิ่งกิ้งก้านจำนวนมากสะระแหน่ ลำต้นทอดเลื้อยแผ่ไปตามดิน ลำต้นเป็นเหลี่ยม สีเขียวปนม่วงน้ำตาล แตกกิ่งก้านมาก ใบผู้เดียวมีสีเขียว ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย พื้นใบตะปุ่มตะป่ำ มีกลิ่นหอมยวนใจฉุน ดอกช่อ ออกเป็นกลุ่มที่ซอกใบ ใบใบสะระแหน่ ออกเป็น ใบผู้เดียว และก็ออกเป็นคู่ๆตรงกันข้ามกันบนกิ่ง ลำต้น ใบมีสีเขียว รูปทรงรี กว้างประมาณ 1.5 – 3.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 2 – 7 เซนติเมตร ผิวใบย่นย่อเป็นเกลียวคลื่น ขอบใบหยัก ปลายใบมนหรือแหลม ดอกดอกสะระแหน่ออกเป็นช่อ เหนือซอกใบบริเวณปลายยอด แต่ละช่อมีดอกเยอะๆ ดอกมีสีชมพูอมม่วง ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง 5 กลีบ แล้วก็กลีบที่เชื่อมชิดกันเป็นกรวยตื้น 4 กลีบ ภายในดอกมีเกสรตัวผู้ 4 อัน ส่วนเกสรตัวเมียจะไม่ค่อยพบดอกสะระแหน่ ผล ผลสะระแหน่มีสีดำ ขนาดเล็ก มีรูปผลเป็นรูปกระสวย เปลือกผลหมดจดมัน ดังนี้ ผลสะระแหน่มักไม่ติดผลให้มองเห็นบ่อยมากนัก เนื่องจากว่ามีดอกที่เป็นหมันเป็นส่วนมาก
น้ำมันหอมระเหย ในใบสะระแหน่ของไทย (Spearmint) มีสีเหลืองใส มีความหนาแน่นราว 0.904 มีสารเคมีหลากหลายประเภท อย่างเช่น
– menthol 63.5 %
– p-menthone19.5 %
– pluegone 42.9-45.4 %
– isomenthone12.9 %
– piperitone12.2 %
– Menthone 15-32 %
– Menthyl acetate3-10 %
– piperitone 38.0 %
– piperitenone 33.0 %
– α-terpeneol 4.7%
– limonene
– hexenolphenylacetate
– enthyl amylcarbinal
ผลดี/สรรพคุณ
คุณประโยชน์ของเกล็ดสะระแหน่หมายถึงมีฤทธิ์เย็น ช่วยทุเลาอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย อาเจียนอ้วก ช่วยทำให้ร่างกายชื่นบานตื่นตัว ทุเลาอาการหวัด คัดจมูก แก้ไอ แก้ไข้ ลดผู้กระทำระหายน้ำ ลดการเกร็งของกล้าม ขับฉี่ ขับเมนส์ ยิ่งกว่านั้นกลิ่นหอมสดชื่นๆของมันยังช่วยผ่อนคลายความเคลียดและแก้ปวดศีรษะได้ บรรเทาลักษณะของการปวดหัว ช่วยขับลม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่น แล้วก็มักใช้แต่งกลิ่นรวมทั้งรสยา ตัวอย่างเช่น ยาฉาบกระเพาะ อีกทั้งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่อย่างอ่อนๆลดการบวมของหลอดเลือดที่จมูก รวมทั้งลดลักษณะของการปวดต่างๆภายในร่างกาย สารนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้เกิดความรู้สึกเย็น

การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา ในการศึกษาวิจัยของเกล็ดสะระแหน่พบว่ามีการศึกษาค้นคว้าน้อย ซึ่งส่วนมากเป็นรายงานการค้นคว้าในน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่เสียมากกว่ามีรายงานการค้นคว้าวิจัย
พบว่าในใบไม่นต์ มีน้ำมันและสารเมนทอล (เกล็ดสะระแหน่) สูงถึง 80-89% พบว่าให้กลิ่นหอมหวนเย็นลึก ช่วยให้รู้สึกสดชื่น กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความกระฉับกระเฉง ช่วยให้ความจำ  รวมทั้งรายงานการเล่าเรียนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของส่วนประกอบน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง  (Mentha piperita  L.) โดยในการพินิจพิจารณาน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง พบว่าองค์ประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่งคือ alpha-terpinene, isomenthone, trans-carveol, pipertitinone oxide รวมทั้ง beta-caryophyllene เมื่อทดสอบฤทธิ์สำหรับในการต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ พบว่า มีฤทธิ์ต้านเชื้อ  E. coli , Staphylococcus aureus  แล้วก็  Candida albicans  นอกจากนี้ ยังมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ โดยจับกับอนุมูลอิสระ DPPH และก็ยั้งการเกิด lipid peroxidation
การเรียนทางพิษวิทยา  เหมือนกับการค้นคว้าวิจัยทางเภสัชวิทยาของเกล็ดสะระแหน่ การศึกษาวิจัยทางพิษวิทยาของเกล็ดสะระแหน่นี้ยังมีน้อยมาก ซึ่งคนเขียนยังไม่อาจจะค้นหาและก็เก็บข้อมูลมาได้
ขนาด/จำนวนที่ควรจะใช้ เกล็ดสะระแหน่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งที่ยังไม่ตายยาที่ใช้ด้านนอกและยาที่ใช้สำหรับรับประทานโดยจำต้องนำไปเป็นส่วนผสมเท่านั้น ไม่สมควรใช้ขณะเป็นผลึก ยิ่งกว่านั้นยังมีการนำไปผสมกับผลิตภัณฑ์ต่างๆเป็นต้นว่า ยาสีฟัน ลูกกวาด หมากฝรั่ง ยาดม อื่นๆอีกมากมาย ดังนี้สำหรับเพื่อการใช้ ดังเช่นว่ายาสำหรับข้างนอกอายไม่เป็นที่วิตกกังวลเท่ากับการใช้เป็นยาสำหรับข้างใน (ยารับประทาน) โดยองค์การอนามัยโลกได้กำหนดขนาดของเกล็ดสะระแหน่ที่สามารถ (WHO) ใช้รับประทานได้เป็น0.2 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว และก็ยังมีมีรายงานพบอาการไม่ประสงค์ (adverse effect) ของกิน menthol ขนาด 2 มิลลิกรัม/กก./วัน
ข้อแนะนำ/ข้อควรคำนึง

  • หญิงตั้งท้องรวมทั้งหญิงให้นมบุตร ไม่มีข้อห้ามสำหรับในการใช้ของกินหรือยาที่มีส่วนผสมของมินต์ หรือ เมนทอลแม้กระนั้นไม่สมควรใช้เกินที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้
  • สารเมนทอลนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้รู้สึกเย็น แต่ว่าในความเข้มข้นสูงแล้วก็ใช้ติดต่อกัน โดยการสูดดมสารนี้ อาจก่อให้เกิดอาการระคายบริเวณทางเท้าหายใจ รวมทั้งอาจก่อให้กำเนิดปอดอักเสบได้
  • เกล็ดสะระแหน่เป็นสารที่มีผลต่อระบบประสาท ด้วยเหตุผลดังกล่าวไม่ควรใช้(สูดกลิ่น เช่น ยาดม) ติดต่อกันเป็นเวลานานเพราะเหตุว่าอาจจะทำให้เกิดการเสพติดได้
  • ถ้าเกิดผิวหนังสัมผัสเกล็ดสะระแหน่ (ที่เป็นผนึก) ในปริมาณมากอาจก่อให้มีการระคายเคือง ผิวหนังแดง ผิวหนังไหม้ แสบและคันได้
เอกสารอ้างอิง

  • ฤทธิ์ทางเภสัชของน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง (Mentha piperita L.) และน้ำมันเขียว Myrtus Communis L. ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ยุวดี จอมพิทักษ์.ผักสวนครัว.กรุงเทพฯ,2545. http://www.disthai.com/
  • Galeotti Di Cesare Mannelli L, Mazzanti G, Bartolini A, Ghelardini C. Menthol: a natural analgesic compound. Neurosci Lett. 2002 Apr 12;322(3):145-8.
  • เกวลิน รัตนจรัสกุล,2555.การพัฒนาฟิล์มต้านจุลทรีย์จากคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลสร่วมกับน้ำมันสะระแหน่
  • สะระแหน่ สรรพคุณ และการปลูกสะระแหน่.พืชเกษตร.คอม เว็บเพื่อเกษตรกรไทย.เปปเปอร์มินต์.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.คอลัมน์ Drug Tips จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.ฉบับที่5.กรกฎาคม-กันยายน 2555 หน้า 6-7.
  • ข้อมูลเกี่ยวกับเมนทอล.กระดาน ถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


13
บอระเพ็ด
ชื่อสมุนไพร บอระเพ็ด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น จุ้งจาลิง , จุ่งจิง , เครือเขาฮอ (ภาคเหนือ) , เจตมูลหนาม (หนองคาย) , หางหนู (จังหวัดอุบลราชธานี) , เถาหัวกุด , ตัวเจตมูลยาน (สระบุรี)
ชื่อสามัญ Heart leaved moonseed
ชื่อวิทยาศาสตร์ Tinospora crispa (L.) Miers ex Hook.f. & Thomson
ชื่อพ้อง Tinospora tuberculata Miers, Tinospora rumphii Boerl.
สกุล Menispermaceae
ถิ่นเกิด บอระเพ็ดเป็นพืชที่มีบ้านเกิดเมืองนอนในป่าดิบแล้งและก็ป่าเบญจพรรณ ในแถบเอเซียอาคเนย์พบได้มากในประเทศไทย เมียนมาร์ ลาว เขมร ฯลฯ รวมทั้งบางประเทศในเอเชียใต้ อาทิเช่น อินเดีย รวมทั้งศรีลังกา สำหรับในประเทศไทยนั้นบอระเพ็ดนับเป็นพืชที่เป็นที่รู้จักอย่างดีเยี่ยมมาเป็นเวลายาวนานแล้ว ด้วยเหตุว่าชาวไทยในสมัยเก่าได้นำบอระเพ็ดมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาลักษณะของการป่วยต่างๆเช่น ใช้ลดไข้ บำรุงร่างกาย บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร อื่นๆอีกมากมาย แม้กระทั่งในตอนนี้ก็ยังนิยมใช้บอระเพ็ดเพื่อสรรพคุณทางยาเหล่านี้อยู่ ซึ่งในประเทศไทยนั้นสามารถพบบอระเพ็ดได้ทุกภาคของประเทศและก็โดยมากพบในป่าดิบแล้งรวมทั้งป่าเบญจพรรณทั่วๆไป
ลักษณะทั่วไป 
บอระเพ็ด จัดเป็น  ไม้เลื้อย เนื้อแข็ง ไม่มีขน ยาวถึง 15 เมตร เถากลม ตะปุ่มตะป่ำไม่เรียบ เป็นปุ่มเปลือกของเถาบางลอกออกได้ เป็นปุ่มกระจายทั่วๆไป เมื่อแก่มองเห็นปุ่มเงื่อนเหล่านี้หนาแน่น รวมทั้งกระจ่างมาก เปลือกเถา เหมือนเยื่อกระดาษ มียางขาว ใส  เถามีรสขมจัด สีเทาปนเหลือง มีรากอากาศเหมือนเส้นด้ายยาว กลม ยาว สีน้ำตาลเข้ม ใบคนเดียว เรียงเวียนสลับ มักเป็นรูปหัวใจ รูปไข่กว้าง หรือรูปกลม กว้าง 6-12ซม. ยาว 7-14 ซม. โคนเรียวแหลมยาว ปลายจักเป็นรูปหัวใจลึก หรือตื้น เนื้อคล้ายแผ่นกระดาษบาง มักมีต่อม ใบข้างล่างบางเวลาเจอต่อมแบนตามโคนง่ามของเส้นใบ เส้นใบออกจากโคนใบรูปฝ่ามือมี 3-5 เส้น แล้วก็มีเส้นกิ้งก้านใบอีก 1-3 คู่ ก้านใบยาว 5-15 เซนติเมตร บวมพอง แล้วก็เป็นข้องอ ดอกออกเป็นช่อตามกิ่งแก่ๆที่ไม่มีใบ มักมีดอกเมื่อใบหลุดหล่นหมด มี 2-3 ช่อ เล็กเรียว ดอกมีขนาดเล็กสีเขียวอมเหลือง ดอกเพศผู้แล้วก็เพศภรรยาแยกกันอยู่ต่างดอก ช่อดอกเพศผู้ ยาว 5-9 เซนติเมตร ดอกมี 1-3 ดอก ติดเป็นกระจุก ดอกเพศผู้ มีก้านดอกย่อยเล็กเรียว ยาว 2-4 มม. กลีบเลี้ยงสีเขียวอ่อน วงนอกมี 3 กลีบ รูปไข่ ครึ้มที่โคน ยาว 1-1.5 มม. วงในมี 3 กลีบ รูปไข่กลับ มีก้านกลม หรือโคนแหลม ยาว 3-4 มม. กลีบมี 3 กลีบ กลีบวงนอกเท่านั้นที่เจริญก้าวหน้าขึ้น รูปใบหอกกลับแคบ แบน ไม่มีตุ่ม ยาว 2 มิลลิเมตร ส่วนกลีบวงในลดรูป เกสรเพศผู้มี 6 อัน ยาว 2 มม. ช่อดอกเพศภรรยา ยาว 2-6 มม. ดอกโดยมากเกิดเดี่ยวๆตามง่ามใบ ดอกเพศเมีย กลีบเลี้ยงและก็กลีบดอกไม้เหมือนดอกเพศผู้ เกสรเพศผู้เลียนแบบมี 6 อัน เป็นรูปลิ่มแคบ ยาวราวๆ 1 มม. เกสรเพศเมียมี 3 อัน ทรงรี ยาว 2 มิลลิเมตร ยอดเกสรเพศเมียเป็นพูสั้นมากมาย ผลออกเป็นช่อ มีก้านช่อยาว 1.5-2 ซม. มีก้านผลเป็นรูปกึ่งปิรามิด ยาว 2-3 มิลลิเมตร ใต้ลงมาเป็นกลีบเลี้ยงที่ติดแน่น รูปไข่ ยาว 2 มม. โค้งกลับ ผลสด เมื่อสุกมีสีเหลืองหรือสีส้ม ทรงรี ยาว 2 ซม. ฝาผนังผลชั้นในสีขาว ทรงรี กว้าง 7-9 มิลลิเมตร ยาว 11-13 มม. ผิวย่นนิดหน่อย หรือแทบเรียบ มีสันที่ด้านบนชัด มีช่องเปิดรูปรีเล็กที่ข้างบน มีดอกปลายเดือนม.ค.ถึงพฤษภาคม ติดผลราวเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม
การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์บอระเพ็ดสามารถทำได้ 2 แนวทางหมายถึงการเพาะเม็ด และการปักชำกิ่ง การเพาะเม็ดนั้นจะต้องใช้เม็ดจากผลที่สุกจัด ผลมีสีเหลืองเข้ม ยิ่งได้ผลสำเร็จที่ตกแล้วยิ่งดี แล้วหลังจากนั้น นำผลมาตากแดดให้แห้ง นาน 15-20 วัน แล้วก็เก็บเอาไว้ในร่มก่อนจนกระทั่งต้นฤดูฝนก็เลยนำออกมาเพาะในถุงเพาะชำหรือใช้หยอดปลูกตามจุดที่อยากได้ การปลูกด้วยเมล็ดนี้ จะได้เครือบอระเพ็ดที่ใหญ่ยาวมากยิ่งกว่าการปักชำ  การปักชำเถา เป็นวิธีหนึ่งที่สบายเร็วทันใจ ด้วยการตัดเถาบอระเพ็ดที่แก่จัด เถาแก่ตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป ตัดเถายาว 20-30 เซนติเมตร ต่อจากนั้น ค่อยนำลงปักชำในถุงหรือกระถาง วิธีนี้ จะได้ต้นที่แตกออกใหม่ด้านใน 15-30 วัน แต่ลำต้นมักมีเครือไม่ยาวเหมือนการเพาะเม็ด แต่ว่าไม่ได้มีความแตกต่างกันมากเท่าไรนัก
ส่วนประกอบทางเคมี

  • สารขมชื่อ picroretin, columbin, picroretroside, tinosporide, tinosporidine
  • สารกรุ๊ปสามเทอตะกายอยส์ อาทิเช่น Borapetoside A, Borapetoside B, Borapetol A, Tinocrisposide, tinosporan
  • สารกลุ่มอัลคาลอยด์ ตัวอย่างเช่น N-formylannonaine, N-acetylnornuciferine ฯลฯ
  • สารชนิดอามีนที่พบ ตัวอย่างเช่น N-trans-feruloyl tyramine, N-cis-feruloyl tyramine
  • สารฟีนอสิคไกลโคไซด์ ยกตัวอย่างเช่น tinoluberide
  • สารอื่นๆยกตัวอย่างเช่น berberine, β-sitosterol


ที่มา : wikipedia
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์ น้ำสกัดหรือน้ำต้มจากบอระเพ็ดสามารถใช้ฉีดพ่นกำจัด แล้วก็ป้องกันหนอนแมลงศัตรูพืช เป็นต้นว่า หนอนใยผัก และเพลี้ยต่างๆได้อย่างดีเยี่ยม ส่วนลำต้น แล้วก็ใบของบอระเพ็ดสามารถใช้ผสมในอาหารสัตว์หรือให้สัตว์รับประทานโดยตรง เพื่อให้สัตว์มีสุขภาพดี และก็รักษาโรคในสัตว์ วัว ควาย สุกร ไก่ และก็อื่น ซึ่งชาวบ้านนิยมให้ไก่ชนกินในระยะก่อนออกชน ยิ่งไปกว่านี้ลำตัน แล้วก็ใบยังสามารถเอามาบด และใช้พอกศีรษะหรือสระผม สำหรับกำจัดเหาได้อีกด้วย ส่วนสรรพคุณทางยาของบอระเพ็ดนั้นมีดังนี้
แบบเรียนยาไทย
ใช้  เถา ซึ่งมีรสขมจัดเย็น แก้ไข้ทุกชนิด แก้พิษไข้ทรพิษ เป็นยาขมเจริญอาหาร ต้มดื่มเพื่อเจริญอาหาร ช่วยย่อย บำรุงน้ำดี บำรุงไฟธาตุ แก้โรคกระเพาะของกิน บำรุงร่างกาย แก้สะอึก แก้มาลาเรีย เป็นยาขับเหงื่อ ดับกระหาย แก้ร้อนในดีเลิศ แก้อหิวาตกโรค แก้ท้องเสีย ไข้ป่า หยุดความร้อน ทำให้เนื้อเย็น แก้เลือดพิการ ใช้ภายนอกใช้ล้างตา ล้างแผลที่เกิดขึ้นจากโรคซิฟิลิส ใบ มีรสขมเมา เป็นยาพอกบาดแผล ทำให้เย็นและทุเลาอาการปวด ดับพิษปวดแสบปวดร้อน พอกฝี แก้ฟกช้ำดำเขียว แก้คัน แก้โรครำมะนาด ปวดฟัน ฆ่าแมลงที่ไพเราะ ฆ่าพยาธิไส้เดือน แก้ไข้ แก้โรคผิวหนัง บำรุงน้ำดี  ราก มีรสขม เป็นยาช่วยให้เจริญอาหาร ดับพิษร้อน ทำลายพิษไข้ รากอากาศ รสขมเย็น แก้ไข้ขึ้นสูงมีลักษณะอาการบ้าเพ้อ ดับพิษร้อน ทำลายพิษร้อน ถอนพิษไข้ เจริญอาหาร ผล รสขม แก้ไข้ แก้เสมหะเป็นพิษ ทุกส่วนของพืช ใช้แก้ไข้ เป็นยาบำรุง โรคดีซ่าน ยาเจริญอาหาร แก้มาลาเรียใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ร้อนในกระหายน้ำ
นอกนั้นบอระเพ็ดยังจัดอยู่ใน “พิกัดตรีญาณรส” คือการจำกัดปริมาณตัวยาที่ชี้ให้เห็นรสอาหาร 3 อย่าง มี ไส้หมาก รากสะเดา เถาบอระเพ็ด มีคุณประโยชน์ แก้ไข้ ดับพิษร้อน ขับเยี่ยว ขับเสลด บำรุงไฟธาตุ ชูกำลัง “พิกัดยาแก้ไข้ 5 ชนิด” คือการจำกัดปริมาณตัวยาแก้ไข้ 5 อย่าง มี รากย่านาง รากคนทา รากชิงชี่ ขี้เหล็กอีกทั้ง 5 รวมทั้งเถาบอระเพ็ด คุณประโยชน์แก้ไข้พิษร้อน
แบบเรียนอายุรเวทของประเทศอินเดีย ใช้ เถา เป็นยาแก้ไข้ เช่นเดียวกับชิงช้าชาลี กล่าวไว้ว่า แก้ไข้ดีเท่ากับซิงโคนา แก้ธาตุไม่ปกติ โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ แก้อาการอักเสบ แก้อาการเกร็ง
ต้นแบบ/ขนาดวิธีใช้
รักษาอาการไข้ ใช้เถาบอระเพ็ดที่ไม่แก่หรืออ่อนจนกระทั่งเกินไป (เถาเพสลาก) โดยประมาณ  1- 1.5  ฟุต (2.5 คืบ) หรือเถา น้ำหนัก  30-40  กรัม  โดยตำ  เติมน้ำเล็กน้อย  คั้นเอาน้ำกิน  หรือต้มกับน้ำ  3  ส่วน  ต้มให้เหลือ  1  ส่วน  หรือบดเป็นผุยผง  ทำให้เป็นลูกกลอนรับประทานวันละ  2  ครั้ง  ก่อนที่จะกินอาหาร  ตอนเช้า  เย็น
           รักษาอาการไม่อยากกินอาหาร: ใช้เถาที่โตเต็มกำลัง   ราวๆ  1- 1.5   ฟุต  (2.5 คืบ)  น้ำหนัก หรือเถา 30-40  กรัม  โดยตำ  เพิ่มเติมน้ำน้อย  คั้นเอาน้ำ  หรือต้มกับน้ำ  3  ส่วน  เคี่ยวให้เหลือ  1  ส่วน  หรือบดเป็นผง  ทำให้เป็นลูกกลอนกินวันละ  2  ครั้ง  ก่อนรับประทานอาหาร  ยามเช้า  เย็น  ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ด้วยการใช้บอระเพ็ด / เม็ดข่อย / หัวหญ้าแห้วหมู / เม็ดพริกไทย / เปลือกต้นทิ้งถ่อน / เปลือกต้นตะโกนา ในสัดส่วนเสมอกันเอามาบดเป็นผุยผง ปั้นเป็นยาลูกกลอนเท่าปลายนิ้วก้อย กินก่อนนอนครั้งละ 2-3 เม็ด หรือถ้าไม่อย่างนั้นก็อาจจะนำเถาบอระเพ็ดมาหั่นตากแห้งแล้วนำมาบดให้เป็นผุยผงปั้นเป็นลูกกลอนก็ได้  ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยการใช้เถาสดที่โตเต็มกำลังตากแห้งแล้วบดเป็นผุยผง เอามาชงน้ำร้อนดื่มครั้งละ 1 ช้อน รุ่งเช้ารวมทั้งเย็น แก้โรคกระเพาะอาหารด้วยการใช้บอระเพ็ด 5 ส่วน / มะขามเปียก 7 ส่วน / เกลือ 3 ส่วน / น้ำผึ้งพอเหมาะ นำมาคลุกจนเข้ากันแล้วกินก่อนกินอาหาร 3 เวลา นำทุกส่วนของบอระเพ็ด (เถา,ใบ,ราก) มาบดแล้วก็ใช้ประคบฝี เพื่อลดน้ำหนอง,ลดลักษณะของการปวดบวม หรือ แผล(สำหรับห้ามเลือด)
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดไข้    มีผู้ทำการศึกษาฤทธิ์ลดไข้ของบอระเพ็ด โดยทดลองกับสัตว์ทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดไข้ด้วยสารต่างๆตัวอย่างเช่น การทดลองกรอกสารสกัดบอระเพ็ดด้วยอัลกอฮอล์และน้ำ (1:1) ให้กระต่ายที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดไข้ด้วยยีสต์ พบว่าสารสกัดไม่มีฤทธิ์ลดไข้ บุญเทียม รวมทั้งแผนก ได้ทดสอบให้สารสกัดบอระเพ็ดด้วยน้ำกับหนูเพศผู้ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดไข้ด้วยวัคซีนไทฟอยด์ในขนาด 100 มิลลิกรัม/กก. โดยการผสมกับน้ำดื่ม  พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ลดไข้ และถัดมาได้ทำทดลองโดยให้สารสกัดบอระเพ็ดกับกระต่ายแล้วก็หนูขาวเพศผู้ที่เหนี่ยวนำให้เกิดไข้ด้วย LPS (Lipopolysaccharide) ในขนาด 200 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และ 600 มิลลิกรัม/กก. เป็นลำดับ พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ลดไข้ได้เหมือนกัน จากการศึกษาเชื่อว่ากลไกสำหรับเพื่อการยั้งการเกิดไข้ของสารสกัดบอระเพ็ดน่าจะเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการไปยับยั้งการสร้าง interleukin-1 หรือ prostaglandins (PGs) ซึ่งกลไกนี้เป็นกลไกที่อยู่ในระบบ CNS นอกเหนือจากนั้นยังมีผู้พบว่าส่วนสกัดด้วยบิวทานอลมีฤทธิ์ลดไข้ ไม่มีการทดลองแยกสารออกฤทธิ์ลดไข้จากบอระเพ็ด แต่ว่ามีรายงานฤทธิ์ลดไข้ของสารที่เจอในบอระเพ็ดคือ berberine เมื่อป้อนให้หนูในขนาด 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แล้วก็ b-sitosterol ซึ่งออกฤทธิ์ในขนาด 160 มก./กิโลกรัม
ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ        มีผู้ทำการศึกษาฤทธิ์ลดการอักเสบของชาชงบอระเพ็ดโดยการกรอกให้แกะเพศผู้ (ตอน) ในขนาด 8 มล./ตัว พบว่าชาชงบอระเพ็ดมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบเท่ากันกับแอสไพริน 30 มก./น้ำหนักตัว 200 ก. Higashino และภาควิชา ได้เรียนรู้ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบของสารสกัดเถาบอระเพ็ดด้วยเมทานอล (50%) กับหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการอักเสบที่อุ้งเท้าด้วย carrageenin โดยให้รับประทานสารสกัดในขนาด 10 มิลลิกรัม/กก. พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ โดยส่วนสกัดด้วยบิวทานอลออกฤทธิ์ก้าวหน้าที่สุด ไม่ว่าจะให้โดยการกิน ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง หรือฉีดเข้าช่องท้อง และพบว่าส่วนสกัดในขนาด 3 มิลลิกรัม/กก. เมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังมีฤทธิ์เท่ากันกับ sulpyrine 250 มิลลิกรัม/กก. และก็ diphenhydramine 10 มก./กิโลกรัม
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสาร borapetosides A การศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสาร borapetosides A สารสำคัญที่เจอในต้นบอระเพ็ด โดยการฉีด borapetosides A ให้แก่หนูเม้าส์ที่เป็นโรคเบาหวาน ประเภทที่ 1 และชนิดที่ 2 แล้วก็หนูเม้าส์ธรรมดา วันละ 2 ครั้ง ต่อเนื่องกัน 7 วัน พบว่า borapetosides A จะช่วยเพิ่มระดับของไกลโคเจน รวมทั้งลดน้ำตาลในเลือดได้ทั้งยังหนูปกติ แล้วก็หนูที่เป็นเบาหวาน โดยฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของ borapetosides A เกี่ยวข้องกับการเพิ่มจำนวนอินซูลินในหนูธรรมดาและก็หนูที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 แม้กระนั้นไม่มีผลต่อระดับอินซูลินในหนูที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 1 นอกเหนือจากนั้นยังพบว่าสาร borapetosides A กระตุ้นการสังเคราะห์ไกลโคเจนในเซลล์เนื้อกล้าม รวมถึงลดการแสดงออกของโปรตีน phosphoenolpyruvate carboxylase ที่เพิ่มขึ้นจากการเป็นเบาหวานได้ การศึกษาเรียนรู้ในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าสาร borapetosides A จากต้นบอระเพ็ดสามารถออกฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ทั้งยังชนิดที่เกี่ยวโยงและไม่เกี่ยวข้องกับอินซูลิน โดยผ่านกลไกกระตุ้นการใช้กลูโคสของกล้าม ลดการสะสมน้ำตาลในเซลล์ รวมทั้งกระตุ้นการผลิตอินซูลิน
การทดลองในสัตว์ทดลองพบว่าบอระเพ็ดมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ ส่วนการเล่าเรียนในผู้ป่วยเบาหวานโดยให้ทานบอระเพ็ด วันละ 250 มก. วันละ 2 ครั้ง ตรงเวลา 2 เดือน พบว่าช่วยลดระดับน้ำตาลได้ แต่ขณะทำการทดสอบผู้ป่วยหลายรายมีลักษณะตับอักเสบ และพบว่าการใช้บอระเพ็ดในขนาดสูงและติดต่อกันนานจะเป็นพิษต่อตับรวมทั้งไต มีรายงานการวิจัยของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กล่าวว่าเมื่อให้อาสาสมัครสุขภาพดี 12 ราย กินบอระเพ็ดขนาด 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 8 อาทิตย์ พบว่าแนวโน้มทำให้ระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในตับมากขึ้น แปลว่ามีแนวโน้มจะมีผลให้เกิดพิษต่อตับ
การเรียนทางพิษวิทยา  การทดลองพิษรุนแรงของสารสกัดเถาด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 1,786 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) รวมทั้งให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ  เมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอทานอล ให้หนูถีบจักร ขนาด 4 กรัม/กก. เสมอกันผงยาแห้ง 28.95 กรัม/กก. ไม่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการพิษ การเรียนรู้พิษเรื้อรัง พบว่าเมื่อป้อนสารสกัดด้วยเอทานอล ให้หนูขาวจำพวกวิสตาร์ทั้ง 2 เพศ ในขนาด 0.02, 0.16 และ 1.28 ก./กก./วัน หรือเสมอกันผงแห้ง 0.145, 1.16 และ 9.26 กรัม/กิโลกรัม ตรงเวลา 6 เดือน พบว่าหนูขาวทั้งคู่เพศที่ได้รับสารสกัดในขนาด 1.28 ก./กก. มีผลทำให้น้ำหนักหนูต่ำกว่ากรุ๊ปควบคุมแล้วก็กำเนิดอาการแตกต่างจากปกติของหลักการทำงานของตับแล้วก็ไตได้          มีหมอผู้ทำการศึกษาศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับฤทธิ์ลดโรคเบาหวานของบอระเพ็ด พบว่าคนป่วยมีลักษณะอาการตับอักเสบหลายราย
ข้อเสนอแนะ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • ส่วนที่นิยมนำเถาบอระเพ็ดมาใช้ทำเป็นยาจะคือส่วนของ “เถาเพสลาก” เนื่องจากว่ามีลักษณะไม่แก่หรืออ่อนเกินไปนัก และก็มีรสชาติขมจัด แต่ว่าถ้าเกิดเป็นเถาแก่จะแตกแห้ง รสเฝื่อนฝาด ไม่ขม หรือถ้าเกิดอ่อนเกินความจำเป็นก็จะมีรสไม่ขมมากมาย
  • การเรียนในอาสาสมัครสุขภาพดี 12 ผู้ที่รับประทานบอระเพ็ดในขนาด 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 8 สัปดาห์ เจอแนวโน้มระดับเอนไซม์ในตับมากขึ้นแปลว่าคงจะก่อกำเนิดพิษต่อตับ
  • ถ้าเกิดนำบอระเพ็ดมาใช้รวมทั้งพบอาการผิดปกติของการทำงานตับแล้วก็ไต ควรจะหยุดการใช้
  • ห้ามใช้ในผู้ที่มีสภาวะเอนไซม์ตับบกพร่อง หรือคนป่วยที่มีประวัติเป็นโรคตับหรือโรคไต
  • สมุนไพรบอระเพ็ดในการกินในส่วนของรากอย่างสม่ำเสมอเป็นระยะเวลานานอาจมีผลต่อหัวดวงใจ เพราะเป็นยารสขม สิ่งที่ต้องระวังก็คือไม่ควรใช้ชิดกันสม่ำเสมอเกิน 1 เดือน ถ้าเกิดต้องใช้ในเดือนถัดไปก็ควรจะเว้นระยะเวลา 1-2 อาทิตย์เป็นอย่างน้อยเพื่อให้ร่างกายสามารถปรับสภาพได้ก่อน ถ้าใช้ไปแล้วมีอาการมือเท้าเย็น แขนขาหมดเรี่ยวแรงก็ควรจะหยุดรับประทาน
เอกสารอ้างอิง

  • บอระเพ็ด.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • บุญเทียม คงศักดิ์ตระกูล  ยุวดี วงษ์กระจ่าง และคณะ.  รายงานฉบับสมบูรณ์ขององค์การเภสัชกรรม, 2541:18pp.
  • Higashino H, Suzuki A, Tanaka Y, Pootakham K.  Inhibitory effects of Siamese Tinospora crispa extracts on the carrageenin-induced foot pad edema in rats (the 1st report).  Nippon Yakurigaku Zasshi 1992;100(4):339-44.
  • บอระเพ็ด.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.disthai.com/
  • Kongsaktrakoon B, Temsiririrkkul R, Suvitayavat W, Nakornchai S, Wongkrajang Y.  The antipyretic effect of Tinospora crispa Mier ex Hook.f. & Thoms.  Mahidol Univ J Pharm Sci 1994;21(1):1-6.
  • บอระเพ็ด.ชาสมุนไพรบรรเทาอาการไข้.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.หน้า3-5
  • กัมปนาท รื่นรมย์.ประสิทธิภาพและการออกฤทธิ์ของสารสกัดจากบอระเพ็ดในการเป็นสารกำจัดแมลงต่อหนอนใยผัก(Plutella xylostella L.)
  • Sabir M, Akhter MH, Bhide NK.  Further studies on pharmacology of berberine.  Indian J Physiol Pharmacol 1978;22:9.
  • บอระเพ็ด ประโยชน์/สรรพคุณบอระเพ็ด.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อเกษตรไทยบุญส่ง คงคาทิพย์ และสมนึก วงศ์ทอง การแยกสารออกฤทธิ์ฆ่าหนอนเจาะเสมอฝ้ายจากต้นบอระเพ็ดและการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างของสารกับการออกฤทธิ์
  • บอระเพ็ด.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสาร borapetosides A จากต้นบอระเพ็ด.ข่าวความเคลื่อนไหนสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Rivai Y.  Antiinflammatory effects of Tinospora crispa (L) Miers ex Hook.f & Thoms stem infusion on rat.  MS Thesis, Dept Pharm, Fac Math & Sci, Univ Andalas, Indonesia, 1987.
  • บอระเพ็ดกับเบาหวาน.กระทู้ถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Gupta M, Nath R, Srivastava N, Shanker K, Kishor K, Bhargava KB.  Anti-inflammatory and antipyretic activities of b-sitosterol.  Planta Med 1980;39:157-63.
  • Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P.  Study on toxicity of Thai medicinal plants.  Bull Dept Med Sci 1971;12(2/4):36-65.
  • บอระเพ็ด.ฐานข้อมูลความปลอดภัยของสมุนไพรที่มีการขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณ.สำนังานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Chavalittumrong P, Attawish A, Chuthaputti A, Chuntapet P.  Toxicological study of crude extract of Tinospora crispa Miers ex Hook.f. & Thoms.  Thai J Pharm Sci 1997;21(4):199-210.


14
เหงือกปลาหมอ
ชื่อสมุนไพร  เหงือกปลาหมอ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  แก้มหมอ (สตูล) , อีเกร็ง (ภาคกลาง) , แก้มหมอเล (กระบี่) , นางเกร็ง,จะเกร็ง ฯลฯ
ชื่อวิทยาศาสตร์     Acanthus ebracteatus Vahl. (เหงือกปลาแพทย์ดอกสีขาว)
Acanthus ilicifolius L. var. ilicifolius (เหงือกปลาหมอดอกสีม่วง)
ชื่อสามัญ  Sea Holly.
วงศ์  ACANTHACEAE
ถิ่นกำเนิด เหงือกปลาหมอนับว่าเป็นสมุนไพรท้องถิ่นของไทยพวกเราเนื่องจากว่ามีประวัติในการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรมาตั้งแต่โบราณแล้ว ซึ่งเหงือกปลาหมอนี้เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นกลางแจ้งและชอบพบได้มากในรอบๆป่าชายเลน หรือตามพื้นที่ชายน้ำริมฝั่งคลอง เจริญเติบโตเจริญในที่ร่มแล้วก็มีความชุ่มชื้นสูง หรือในแถบที่ดินเค็มและไม่ชอบที่ดอน แถบภาคอีสารก็มีรายงายว่าปลูกได้เช่นกัน เหงือกปลาแพทย์ เจออยู่ 2 จำพวก คือ ประเภทดอกสีขาว Acanthus ebracteatus Vahl พบได้ทั่วไปในภาคกึ่งกลางและภาคทิศตะวันออก ชนิดดอกสีม่วง  Acanthus ilicifolius L. เจอทางภาคใต้ ทั้งเหงือกปลาหมอยังเป็นพันธุ์ไม่ลือชื่อของจังหวัดสมุทรปราการอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป

  • ต้นเหงือกปลาหมอ เป็นไม้พุ่มขนาดกึ่งกลาง มีความสูงประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นแข็ง มีหนามอยู่ตามข้อของลำต้น ข้อละ 4 หนาม ลำต้นกลม กลวง ตั้งชัน มีสีขาวอมเขียว ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 เซนติเมตร
  • ใบเหงือกปลาแพทย์ ใบเป็นใบลำพัง รูปแบบของใบมีหนามคมอยู่ริมขอบใบและก็ปลายใบ ขอบของใบเว้าเป็นระยะๆผิวใบเรียบเป็นเงาลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีชำเลืองสีขาวเป็นแนวก้างปลา เนื้อใบแข็งและก็เหนียว ใบกว้างราว 4-7 เซนติเมตร และก็ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ก้านใบสั้น
  • ดอกเหงือกปลาหมอ ออกดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวโดยประมาณ 4-6 นิ้ว ทั้งนี้สีของดอกขึ้นกับจำพวกของต้นเหงือกปลาแพทย์เป็น ดอกมีทั้งจำพวกดอกสีม่วง หรือสีฟ้า และพันธุ์ดอกสีขาว แต่ว่าลักษณะอื่นๆเหมือกันคือ ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน ส่วนกลีบดอกไม้เป็นท่อปลายบานโต ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร รอบๆกึ่งกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้และก็เกสรตัวเมียอยู่
  • ผลเหงือกปลาหมอ รูปแบบของผลเป็นฝักสีน้ำตาล ลักษณะของฝักเป็นทรงกระบอกกลมรี รูปไข่ ยาวราวๆ 2-3 ซม. เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ข้างในฝักมีเม็ด 4 เม็ด


การขยายพันธุ์ เหงือกปลาแพทย์สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดแล้วก็การใช้กิ่งปักชำ แม้กระนั้นวิธีที่เป็นที่ชื่นชอบแล้วก็เห็นผลผลิตที่ดีเป็นการใช้กิ่งปักชำ นำกิ่งที่ไม่แก่และไม่อ่อนจนกระทั่งเกินไป อายุ 1-2 ปี มาชำลงในดินโคลน รอรดน้ำให้เปียก ประมาณ 2 เดือน จะแตกออกราก จึงกระทำการย้ายปลูก ก่อนปลูกควรจะตระเตรียมแปลงปลูก ระยะปลูก 80x80 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ให้ปุ๋ยคอกหว่านรอบโคนต้นปีละ 2 ครั้งๆละ 1 กก./ต้น ใส่ปุ๋ยหลายครั้งขึ้นในกรณีที่เก็บเกี่ยวผลิตผลหลายครั้ง ทำให้ต้นโทรม ใบเป็นสีเหลือง กำจัดวัชพืชรักษาแปลงให้สะอาด
                ข้างหลังปลูก 1 ปี ก็เลยจะเก็บผลิตผล โดยตัดกิ่งให้แพทย์ต้น (โคน) ให้เหลือความยาวครึ่งหนึ่ง เพื่อแตกใหม่ในปีหน้า กิ่งที่ได้นำมาสับเป็นท่อนๆละ 6 นิ้ว นำไปตากแดดจนแห้งดี หรืออบแห้ง กิ่งและใบสด  3 กิโลกรัม จะตากแห้งได้ 1 กิโลกรัม รวมทั้งผลิตผลจากต้นอายุ 1 ปี ปริมาณ 4 ต้น (กอ) จะมีน้ำหนักสด 1 กก.
ส่วนประกอบทางเคมี ในใบเจอสาร : alpha-amyrin, beta-amyrin, ursolic acid apigenin-7-O-beta-D-glucuronide, methyl apigenin-7-O-beta-glucuronate campesterol, 28-isofucosterol, beta-sitosterol ในรากพบสาร : benzoxazoline-2-one, daucosterol, octacosan-1-ol, stigmasterol ทั้งยังต้นเจอสาร : acanthicifoline, lupeol, oleanolic acid, quercetin, isoquercetin, trigonelline , dimeric oxazolinone
คุณประโยชน์ ยาสมุนไพรพื้นเมือง ใช้  ใบ ต้มกับน้ำดื่ม แก้นิ่วในไต ทั้งยังต้น 10 ส่วน กับพริกไทย 5 ส่วน ทำเป็นยาลูกกลอน แก้โรคกระเพาะ ขับเลือด เป็นยาอายุวัฒนะ ต้น ใช้รักษาแผลฝีหนอง ใช้  ใบและก็ต้น แก้ตกขาว โดยตำเป็นผุยผงละลายน้ำผึ้ง หรือน้ำมันงา ปั้นเป็นลูกกลอนรับประทาน
               หนังสือเรียนยาไทย  ใช้  ใบ รสเค็มกร่อยร้อน ตัดรากฝีด้านใน และข้างนอกทุกประเภท แก้น้ำเหลืองเสีย ช่วยทำนุบำรุงรากผม แก้ประป่าดง ใบเป็นยาอายุวัฒนะ รักษาตกขาว , ระดูขาวของสตรี ใบสด แก้ไข้ ลมพิษฝี แก้ฝีทราง หรือใช้ใบสดนำมาตำอย่างรอบคอบ ใช้พอกรอบๆแผลที่ถูกงูกัด พอกฝี แล้วก็แผลอักเสบ ต้นและเม็ด มีรสเผ็ดร้อน รักษาฝี แก้โรคน้ำเหลืองเสีย เมล็ด ใช้เป็นยาขับพยาธิ เป็นยาแก้ไอ ขับเลือด แก้ฝี ต้น มีรสเค็มกร่อย ต้นสด รักษาโรคผิวหนังจำพวกพุพอง น้ำเหลืองเสีย แล้วก็ผื่นคันตามร่างกาย ต้มรับประทานแก้พิษโรคฝีดาษ พิษฝีข้างใน ตัดรากฝีทั้งปวง แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย เป็นยาอายุวัฒนะ ต้มอาบ แก้พิษไข้หัว แก้โรคผิวหนังผื่นคัน ตำพอก ปิดหัวฝี แผลเรื้อรัง คั้นเอาน้ำทาศีรษะบำรุงรากผม ใช้ยับยั้ง/ต่อต้านมะเร็ว ช่วยเจริญอาหาร บรรเทาอาการปวดหัว ราก ใช้รากสด เอามาต้มเอาน้ำดื่มเป็นยาแก้โรคงูสวัด บำรุงประสาท แก้อาการหอบหืด ขับเสมหะ เหงือกปลาแพทย์  5 (ราก,ต้น,ใบ,ผล,เม็ด) มีคุณประโยชน์ช่วยแก้พิษฝี แก้มะเร็ง ช่วยสำหรับในการเจริญอาหาร ช่วยให้เลือดลดปกติ เป็นยาอายุวัฒนะ
แบบ/ขนาดการใช้

  • ยั้งโรคมะเร็งต่อต้านโรคมะเร็ง นำเหงือกปลาหมอ 5 ส่วน (ราก,ต้น,ใบ,ผล,เม็ด) มาต้มกับน้ำ ดื่มกิน
  • รักษารอบเดือนมาผิดปกติ นำทั้งยังต้นมาตำผสมกับน้ำมันงาแล้วก็น้ำผึ้งนำมารับประทาน
  • แก้ผื่นคัน นำใบและต้นสดประมาณ 3-4 กำมือเอามาสับต้นน้ำอาบบ่อยๆ 3-4 ครั้ง
  • แก้ไข้หนาวสั่น นำทั้งยังต้นมาตำผสมกับขิง
  • แก้ผิวแตกตลอดตัว นำอีกทั้งต้นของเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน และก็ดีปลี 1 ส่วน ใช้ผสมกันบดให้เป็นผุยผงชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการ
  • ขับเสมหะ บำรุงประสาท แก้ไอ แก้หืด รักษามุตกิดระดูขาว นำรากมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  • รักษาโรคผิวหนัง ขับน้ำเหลืองเสียแก้แผลผุพอง เป็นฝีบ่อยๆนำต้น ใบรวมทั้งเมล็ดต้มกับน้ำอาบ
  • ปรับแต่งข้ออักเสบ แก้ปวดต่างๆนำใบมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  • ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง เลือดลมไหลเวียนดี เส้นเลือดไม่ตัน บำรุงผิวพรรณ ด้วยการใช้ทั้งต้นเหงือกปลาหมอนำมาตำผสมกับพริกไทยในอัตราส่วน 2:1 แล้วคลุกเคล้าผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอนไว้รับประทาน
  • ช่วยแก้โรคกระษัย อาการผอมแห้งแรงน้อยเหลืองตลอดตัว ด้วยการใช้อีกทั้งต้นของเหงือกปลาหมอนำมาตำเป็นผุยผงรับประทานทุกเมื่อเชื่อวัน
  • แก้อาการร้อนหมดทั้งตัว เจ็บระบบทั้งตัว ตัวแห้ง เวียนศีรษะ หน้ามืดตามัว มือตายตีนตาย ด้วยการใช้ต้นของเหงือกปลาหมอรวมทั้งเปลือกมะรุมอย่างละเสมอกัน ใส่หม้อต้มผสมกับเกลือบางส่วน หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ แล้วใช้ฟืน 30 ดุ้น ต้มกับน้ำเดือดจนกระทั่งงวดแล้วชูลง เมื่อเสร็จให้อั้นลมหายใจรับประทานขณะอุ่นๆกระทั่งหมด อาการก็จะ
  • รากช่วยแก้และทุเลาอาการไอ หรือจะใช้เมล็ดนำมาต้มดื่มแก้อาการไอก็ได้เช่นเดียวกัน
  • แก้อาการไอ เม็ดใช้ผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด นำมาต้มรวมกันแล้วเอาแต่น้ำมากินเป็นยาแก้ไอ
  • ช่วยแก้โรคกระเพาะ ด้วยการใช้ทั้งยังต้นแล้วก็พริกไทย (10:5 ส่วน) ตำผสมปั้นเป็นยาลูกกลอน
  • ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อย เอามาตำละลายกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นริดสีดวง หรือจะใช้ปรุงกับฟ้าทะลายโจร ใช้รมหัวริดสีดวงก็ได้


ในปัจจุบันเหงือกปลาแพทย์ มีการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาแคปซูลสมุนไพรเหงือกปลาแพทย์ ยาชงสมุนไพรและยาเม็ด มีคุณประโยชน์ใช้รักษาโรคผิวหนังอีกทั้งเหงือกปลาแพทย์ยังเป็นสมุนไพรที่ใช้สำหรับการอบตัวเป็นการอบตัวด้วยไอน้ำที่ได้จากการต้มสมุนไพร และก็การอบแฉะแบบเข้ากระโจม โดยเหงือกปลาแพทย์มีคุณประโยชน์สำหรับรักษาโรคผิวหนัง
ยิ่งกว่านั้นเหงือกปลาหมอยังเป็นส่วนประกอบในสินค้าเครื่องสำอางต่างๆยกตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมและก็สบู่สมุนไพร ฯลฯ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ  ทดสอบน้ำสกัดจากใบแห้ง ความเข้มข้น 500 มคกรัม/มิลลิลิตร กับหนูขาว พบว่าสารสกัดดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ โดยไปยั้งการผลิต leukotriene B-4 แต่สารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์เป็น serotonin antagonist  เมื่อเร็วๆนี้ มีงานศึกษาเรียนรู้วิจัยว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจากทั้งยังต้น ขนาด 500 มคกรัม/มล. มีฤทธิ์ยับยั้ง 5-lipoxygenase activity ด้วยกลไกสำหรับในการลดการสร้าง leukotriene B-4 ถึง 64% แล้วก็สารสกัดด้วยน้ำ ขนาด 500 มคก./มล. ลดได้ 44% แล้วก็มีการวิเคราะห์สารสำคัญของเหงือกปลาแพทย์ดอกม่วงที่มีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ พบว่าสารนั้นเป็นพวก dimeric oxazolinone ที่มีสูตรองค์ประกอบเป็น 5,5¢-bis-benzoxazoline-2,2¢-dione
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย มีการทดลองสารสกัดเอทานอล (90%) จากทั้งต้นแห้ง (ไม่เคยรู้ความเข้มข้น) กับ Staphylococcus aureus พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์ แม้กระนั้นการทดสอบเมล็ดเหงือกปลาแพทย์ พบว่ามีฤทธิ์ต้านทานเชื้อ S. aureus
ฤทธิ์ต่อต้านการเกิดออกซิเดชั่น          มีการทดสอบสารสกัดอัลกอฮอล์จากใบของเหงือกปลาหมอดอกม่วง พบว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์ต้านการเกิดอนุมูลอิสระหลายประเภท อาทิเช่น superoxide radical, hydroxyl radical, nitric oxide radical รวมทั้ง lipid peroxide เป็นต้น นอกจากนี้สารสกัดจากส่วนผลด้วยเมทานอล เมื่อทดลองในหนูถีบจักร พบฤทธิ์ต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ โดยมีขนาดที่ยับยั้งได้ 50% (IC50)เป็น79.67 มคล./มิลลิลิตร และก็เจอฤทธิ์ยั้งการเกิด lipid peroxide โดยขนาดที่ยั้งได้ 50% (IC50)เป็น38.4 มคล./มิลลิลิตร
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวกับการเพิ่มภูมิต้านทาน  มีการนำสารสกัดน้ำอย่างหยาบจากรากของเหงือกปลาแพทย์มาทำให้ครึ่งหนึ่งบริสุทธิ์ โดยวิธี gel filtration (Sephadex G-25) เพื่อเรียนฤทธิ์เสริมภูมิต้านทานที่มีต่อ mononuclear cell (PMBC) ของคนปกติ 20 ราย โดยวัดผลการเล่าเรียนจาก H3-thymidine uptake พบว่าสารสกัดครึ่งบริสุทธิ์ของเหงือกปลาหมอดอกม่วง ที่ความเข้มข้นต่ำ (10 มคก./มิลลิลิตร) สามารถกระตุ้นการแบ่งตัวของ lymphocytes ได้สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง (P < 0.05)
การเรียนทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษและการทดสอบความเป็นพิษ
          เมื่อให้สารสกัดลำต้นแห้งด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ ขนาดความเข้มข้น 5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่กระตุ้นให้เกิดการก่อกลายประเภท ใน Salmonella typhimurium TA98 และก็ TA100 แม้กระนั้นเมื่อให้สารสกัดด้วยน้ำจากส่วนรากกับหนูเพศเมียขนาด 2.7 แล้วก็ 13.5 กรัม/กก. ตรงเวลา 12 เดือน เจอความเป็นพิษต่อตับในหนูทดลอง
หลักฐานความเป็นพิษ และยังมีการทำการวิจัยเกี่ยววกับการทดสอบความเป็นพิษของเหงือกปลาแพทย์อีกหลายชิ้นระบุว่า เมื่อฉีดสารสกัดพืชต้นด้วยเอทานอล (90%) เข้าทางท้องของหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้หนูตายเป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่ามากยิ่งกว่า 1 ก./กก. ส่วนสารสกัดใบด้วยเมทานอลและน้ำ (1:1) ฉีดเข้าท้องหนูถีบจักรเพศผู้ ค่า LD50 มีค่ามากกว่า 1 กรัม/กก. และสารสกัดจากใบร่วมกับต้นด้วยเมทานอลและก็น้ำ (1:1) ฉีดเข้าท้องหนูถีบจักรเพศผู้เช่นเดียวกัน ค่า LD50 เท่ากับ 750 มก./กิโลกรัม สารสกัดจากต้นด้วยเมทานอลรวมทั้งน้ำ (1:1) ค่า LD50 มีค่ามากกว่า 1 กรัม/กิโลกรัม เมื่อกรอกสารสกัดใบร่วมกับก้านใบ ลำต้น รากแห้ง ด้วยน้ำหรือน้ำร้อน หรือฉีดเข้าท้องของหนูถีบจักร (ไม่ระบุขนาด) ไม่ทำให้เกิดพิษ รวมทั้งเมื่อกรอกสารสกัดรากแห้งด้วยน้ำให้หนูถีบจักร ในขนาด 0.013 มก./สัตว์ทดสอบ ไม่เจอพิษ  อีกทั้งมีการศึกษาถึงพิษของเหงือกปลาแพทย์ดอกม่วงแบบกระทันหันรวมทั้งแบบกึ่งทันควันในหนูประเภทสวิส โดยใช้ส่วนสกัดจากใบและก็รากแยกกัน ในขนาดความเข้มข้นต่างๆพบว่า สารสกัดดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นไม่มีพิษอย่างฉับพลัน แต่ว่าการใช้เหงือกปลาแพทย์ในขนาดสูงๆเป็นระยะเวลาที่ยาวนานอาจจะทำให้เป็นผลใกล้กันต่อระบบฟุตบาทปัสสาวะได้ รวมถึงมีการทดลองนำสารสกัดจากรากเหงือกปลาหมอกับ mononuclear cell (PMBC) ของคนภายในหลอดทดลองโดยใช้สารสกัดอย่างหยาบคาย พบว่าสารสกัดดังที่กล่าวมาแล้ว ขนาด 100 มคก./มล. เป็นพิษต่อ PBMC (P< 0.05) แม้กระนั้นเมื่อนำสารสกัดหยาบมาทำให้ครึ่งหนึ่งบริสุทธิ์โดยวิธี gel filtration (Sephadex G-25) พบว่าสารสกัดครึ่งบริสุทธิ์ที่ได้ไม่เป็นพิษต่อ PMBC ที่เลี้ยงเอาไว้ในหลอดทดลองแม้จะใช้ในความเข้มข้น 1,000 มคก./มิลลิลิตร
การต้านการฝังตัวของตัวอ่อน ให้สารสกัดเอทานอล (90%) ขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม กับหนูขาวที่ท้อง พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์ต่อต้านการฝังตัวของตัวอ่อน
ข้อเสนอแนะ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง แม้ในการค้นคว้าทางด้านพิษวิทยาและการทดสอบความเป็นพิษของเหงือกปลาแพทย์อีกทั้งประเภทดอกสีม่วงรวมทั้งจำพวกดอกสีขาว จะมีผลการศึกษาชี้ว่า ไม่มีพิษแต่ว่าอย่างไรก็ดี การใช้สมุนไพรเหงือกปลาหมอก็คล้ายกับการใช้สมุนไพรประเภทอื่นซึ่งก็คือ ไม่ควรใช้ในขนาดและจำนวนที่สูง และก็ใช้เป็นเวลานาน เนื่องจากว่าอาจจะเป็นผลให้กำเนิดความเปลี่ยนไปจากปกติหรือผลข้างเคียงต่อระบบต่างๆของร่างกายได้
เอกสารอ้างอิง

  • เอมอร โสมนะพันธุ์ 2543. สมุนไพรและผักพื้นบ้านกับโรคเอดส์และโรคฉวยโอกาส ในโครงการสัมมนาวิชาการ เรื่อง การดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์ด้วยสมุนไพรและผักพื้นบ้าน, 19-21 เมษายน 2543 ณ. ห้องประชุมตะกั่วป่า โรงแรมเจ.บี. อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หน้า 1-26.
  • Hoult JRS, Houghton PJ, Laupattarakesem P.  Investigation of four Thai medicinal plants for inhibition of pro-inflammatory eicosanoid synthesis in activated leukocytes.  J Pharm Pharmacol Suppl 1997;49(4):218.
  • Ghosh, A. et al. 1985. Phytochemistry, 24(8) : 1725-1727. http://www.disthai.com/
  • จงรัก วัจนคุปต์.  การตรวจหาสมุนไพรที่มีอำนาจทำลายเชื้อแบคทีเรีย.  Special Project Chulalongkorn Univ, 2495.
  • เหงือกปลาหมอ.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Nair, A.G.R. and Pouchaname, V. 1987. J. Indian Chem Soc. 64(4) : 228-229.
  • Bhakuni DS, Dhawan BN, Garg HS, Goel AK, Mehrotra BN, Srimal RC, Srivastava MN.  Bioactivity of marine organisms:part VI-screening of some marine flora from Indian coasts.  Indian J Exp Biol 1992;30(6):512-7.
  • Laupattarakesem P, Houghton PJ, Hoult JRS.  An evaluation of the activity related to inflammation of four plants used in Thailand to treat arthritis.  J Ethnopharmacol 2003;85:207-15
  • Bunyapraphatsara N, Srisukh V, Jutiviboonsuk A, et al. Vegetables from the mangrove areas. Thai J Phytopharm 2002;9(1):1-12
  • Minocha, P.K. and Tiwari, K.P. 1981. Phytochemistry, 20: 135-137.
  • ชุลี มาเสถียร ผ่องพรรณ ศิริพงษ์ จงรักษ์ เพิ่มมงคล.  ฤทธิ์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันของสารสกัดจากรากเหงือกปลาหมอที่มีต่อ lymphocytes ของคนในหลอดทดลอง.  Bull Fac Med Tech Mahidol Univ 1991;15(2):104.
  • D’Souza L, Wahidulla S, Mishra PD.  Bisoxazolinone from the mangrove Acanthus ilicifolius.  Indian J Chem, Sect B: Org Chem Incl Med Chem 1997;36B(11):1079-81.
  • เหงือกปลาหมอดอกขาว.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Babu BH, Shylesh BS, Padikkala J.  Antioxidant and hepatoprotective effect of Acanthus ilicifolius.  Fitoterapia 2001;72(3):272-7.
  • เหงือกปลาหมอดอกม่วง.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานสมุนไพรคณะเภสัชมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Srivatanakul P, Naka L.  Effect of Acanthus ilicifolius Linn. in treatment of leukemic mice.  Cancer J (Thailand) 1981;27(3):89-93.
  • ปิยวรรณ ญาณภิรัต สุนันทา จริยาเลิศศักดิ์ จงรักษ์ เพิ่มมงคล และคณะ.  การศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับพิษของสมุนไพรเหงือกปลาหมอในหนูขาว.  วารสารโรคมะเร็ง 530;13(1):158-64.
  • Piyaviriyakul S, Kupradinun P, Senapeng B, et al. Chronic toxicity of Acanthus ebracteatus Vahl. in rat.  Poster Session 6th National Cancer Conference, Bangkok, Dec. 3-4, 2001.
  • Nakanishi K, Sasaki SI, Kiang AK, et al.  Phytochemical survey of Malaysian plants. Preliminary chemical and pharmacological screening.  Chem Pharm Bull 1965;13(7):882-90. 
  •    Jongsuwat Y.  Antileukemic activity of Acanthus ilicifolius.  Master Thesis, Chulalongkorn University, 1981:151pp.
  • Rojanapo W, Tepsuwan A, Siripong P.  Mutagenicity and antimutagenicity of Thai medicinal plants.  Basic Life Sci 1990;52:447-52.



Tags : เหงือกปลาหมอ

15

โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal reflux disease : GERD)
โรคกรดไหลย้อนคืออะไร 
โรคกรดไหลย้อน” (Gastroesophageal reflux disease ,GERD) เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการไหลย้อนของกรด (น้ำย่อย) ในกระเพาะกลับไปที่หลอดอาหาร ซึ่งโดยทั่วไปร่างกายของเราจะมีการไหลย้อนของกรดในกระเพาะขึ้นไปในหลอดอาหารอยู่บ้าง โดยยิ่งไปกว่านั้นหลังรับประทานอาหารแม้กระนั้นคนที่เป็นโรคนี้จะมีปริมาณกรดที่ย้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหรือย้อนหลายครั้งกว่าผู้ที่ไม่เป็นโรค หรือหลอดอาหารมีความไวต่อกรดมากขึ้นแม้ว่าจะมีจำนวนกรดที่ย้อนขึ้นไปไม่เกินกว่าปกติ นำมาซึ่งการทำให้มีอาการระคายบริเวณลำคอ และแสบอกหรือจุกเสียดบริเวณใต้ลิ้นปี่ และมีอาการท้องอืดท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายๆกับอาการโรคกระเพาะ ทำให้คนจำนวนมากรู้ผิดว่าเป็นโรคกระเพาะอาหาร รวมทั้งไปซื้อยาลดกรด (antacids)  ที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดมารับประทานเพื่อบรรเทาอาการ ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ตรงจุด ก็เลยพบว่าในขณะนี้มีคนเจ็บมาพบแพทย์ด้วยโรคกรดไหลย้อนเพิ่มสูงขึ้น  และก็ถ้าเกิดปลดปล่อยให้เกิดอาการเรื้อรังและก็รักษาโดยใช้แนวทางที่ไม่ถูกจำเป็นต้อง บางทีอาจนำไปสู่การเกิดหลอดอาหารอักเสบ แผลที่หลอดของกิน หรือหลอดอาหารตีบ ซึ่งบางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงสำหรับในการเกิดโรคมะเร็งหลอดอาหารได้
นอกจากนี้ยังสามารถจัดหมวดหมู่ของโรคกรดไหลย้อนได้เป็น 2 ประเภท เป็น

  • โรคกรดไหลย้อนธรรมดา หรือ CLASSIC GERD ซึ่งกรดที่ไหลย้อนขึ้นมาจะอยู่ภายในหลอดของกิน ไม่ไหลย้อนเกินกล้ามหูรูดของหลอดของกินส่วนบน ส่วนมากจะมีลักษณะของหลอดของกินเท่านั้น
  • โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอและกล่องเสียง (Laryngopharyngeal Reflux : LPR) ซึ่งก็คือโรคที่มีอาการทางคอและกล่องเสียง ซึ่งเกิดขึ้นจากการไหลย้อนกลับมาของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะขึ้นมาเหนือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ ทำให้มีการเกิดลักษณะของคอแล้วก็กล่องเสียง จากการระคายเคืองของกรด


ซึ่งโรคกรดไหลย้อนนี้ เป็นโรคที่พบได้ประมาณ 10-15% ของคนที่มีอาการอาหารไม่ย่อย (Syspepsia) และพบได้บ่อยทั้งยังในสตรีและก็ในผู้ชาย โดยพบได้ใกล้เคียงกัน เป็นโรคที่เจอได้ในทุกช่วงอายุ ตั้งแต่ทารกไปจนถึงผู้สูงวัย แม้กระนั้นเจออัตราเกิดสูงขึ้นในอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป รวมทั้งพบได้สูงสุดในช่วงอายุ 60 - 70 ปีขึ้นไป มีกล่าวว่าประเทศแถมตะวันตกพบโรคนี้ได้ราวๆ 10 - 20% ของพลเมืองเลยทีเดียว
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อนมีสาเหตุที่เกี่ยวโยงกับความแปลก ของแนวทางการทำหน้าที่ของกล้ามเนื้อหูรูดที่อยู่ตรงส่วนล่างของหลอดของกิน (lower esophageal sphincter, LES) ในคนปกติขณะกลืนอาหารหูรูดนี้จะคลายตัวเพื่อเปิดช่องให้อาหารไหลผ่านเข้าสู่กระเพาะอาหาร เมื่อของกินผ่านลงกระเพาะอาหารจนหมดแล้วหูรูดนี้จะหดรัดเพื่อขัดขวางไม่ให้น้ำย่อย (ซึ่งเป็นกรดเกลือ) ที่อยู่ในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดอาหาร
แต่ว่าผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อน พบว่ากล้ามเนื้อหูรูดตรงข้างล่างของหลอด อาหารนี้หย่อนยานสมรรถภาพ ทำให้มีน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นไปที่หลอดของกินมากกว่าปกติ (คนทั่วไปหลังทานข้าวอาจมีน้ำย่อยไหลย้อนได้ 1-4 ครั้ง ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอาการ) ทำให้เกิดอาการแตกต่างจากปกติ และก็การอักเสบของเยื่อบุหลอด อาหารได้
ส่วนต้นสายปลายเหตุที่ทำให้หูรูดดังกล่าวมาแล้วข้างต้นปฏิบัติงานผิดปกติยังไม่รู้แจ่มกระจ่าง แต่มั่นใจว่าอาจเกิดขึ้นจากความเสื่อมโทรมตามอายุ (เจอในคนอายุมากกว่า 40 ปี) หรือหูรูดยังเจริญก้าวหน้าไม่เต็มกำลัง (เจอในทารก) หรือมีความผิดธรรมดาที่เป็นมาโดยกำเนิด
นอกเหนือจากนี้ความประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน หรือโรคบางจำพวกมีส่วนกระตุ้นการทำงานของหลอดอาหารให้กำเนิดความแตกต่างจากปกติได้ หรือทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดในปริมาณมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ไปนอนหลังรับประทานอาหารทันที รับประทานอาหารจำนวนมากภายในมื้อเดียว อยู่ในช่วงมีท้อง พฤติกรรมต่างๆเหมือนอย่างที่ได้กล่าวมาเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนได้ง่ายมากยิ่งขึ้นด้วยเหมือนกัน
ลักษณะโรคกรดไหลย้อน  ลักษณะของคนไข้นั้นขึ้นกับอวัยวะที่ถูกระคายโดยกรด อย่างเช่น

  • อาการทางคอหอยและหลอดอาหาร
  • ลักษณะของการปวดแสบร้อนรอบๆทรวงอก และก็ลิ้นปี่ (Heartburn) หลังกินอาหาร 30-60 นาที หรือหลังกินอาหารแล้วล้มตัวลงนอนราบ นั่งงอตัว โค้งตัวลงต่ำ รัดเข็มขัดแน่น หรือใส่กางเกงคับเอว มักมีอาการมากกว่า 2 ครั้งต่ออาทิตย์และอาการเป็นๆหายๆเรื้อรัง แต่ละครั้งมักปวดอยู่นาน 2 ชั่วโมงรวมทั้งบางครั้งบางคราวบางทีอาจเจ็บปวดรวดร้าวไปที่บริเวณคอได้
  • รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ หรือแน่นคอ
  • กลืนลำบาก กลืนเจ็บ หรือกลืนติดๆขัดๆคล้ายสะดุดสิ่งแปลกปลอมในคอ
  • เจ็บคอ แสบคอหรือปาก หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนเวลาเช้า
  • รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก (bile or acid regurgitation)
  • มีเสลดอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา
  • เรอบ่อย คลื่นไส้ เหมือนมีของกิน หรือน้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาในอก หรือคอ
  • รู้สึกจุกแน่นอยู่ในทรวงอก คล้ายอาหารไม่ย่อย (dyspepsia)
  • มีน้ำลายมากมายไม่ปกติ มีกลิ่นปาก เสียวฟัน หรือมีฟันผุได้
  • อาการทางกล่องเสียง แล้วก็หลอดลม
  • เสียงแหบเรื้อรัง หรือ แหบเฉพาะตอนเช้า หรือมีเสียงไม่ดีเหมือนปกติไปจากเดิม
  • ไอเรื้อรัง โดยยิ่งไปกว่านั้นหลังรับประทานอาหารหรือขณะนอน
  • ไอ หรือ รู้สึกสำลักน้ำลาย หรือหายใจไม่ออกในช่วงเวลาค่ำคืน
  • กระแอมไอหลายครั้ง
  • อาการหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ (หากมี) ห่วยแตกลง หรือไม่จากการใช้ยา
  • เจ็บหน้าอก (non – cardiac chest pain)
  • เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆหายๆ
  • อาการทางจมูก และหู
  • คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล หรือมีน้ำมูก หรือเสลดไหลลงคอ
  • หูอื้อเป็นๆหายๆหรือปวดหู
  • บางรายอาจมาเจอหมอด้วยภาวะแทรกซ้อน ตัวอย่างเช่น มีลักษณะอาการกลืนของกินแข็งตรากตรำ เหตุเพราะปล่อยให้เกิดภาวะหลอดอาหารอักเสบเรื้อรังจนถึงตีบ
  • ส่วนในเด็กแรกเกิดอาจเป็นโรคกรดไหลย้อนตั้งแต่ตอนแรกกำเนิดได้ เนื่องจากหูรูดข้างล่างของหลอดของกินยังรุ่งเรืองไม่สุดกำลัง เด็กแรกคลอดก็เลยมักมีลักษณะอาการงอแง ร้องกวน คลื่นไส้บ่อยครั้ง ไอบ่อยเวลากลางคืน เสียงแหบ หรือหายใจมีเสียงวี้ด ไม่อยากกินอาหาร น้ำหนักตัวไม่ขึ้น ทารกบางรายอาจสำลักน้ำย่อยเข้าปอดทำให้ปอดอักเสบ ซึ่งอาจกำเริบเสิบสานได้บ่อยครั้ง แต่ว่าอาการมักจะหายไปเมื่ออายุได้ราว 6-12 เดือน แม้กระนั้นบางรายก็อาจรอคอยจนถึงเข้าสู่วัยรุ่นอาการก็เลยจะดีขึ้น
ขั้นตอนการรักษาโรคกรดไหลย้อน
แพทย์วินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนได้จาก ประวัติความเป็นมาอาการ การตรวจลำคอ การตรวจร่างกาย การตรวจภาพปอดด้วยเอกซเรย์แยกจากโรคปอดต่างๆการส่องกล้องตรวจกล่องเสียง หลอดอาหาร กระเพาะ รวมทั้งไส้ รวมทั้งบางทีอาจตัดชิ้นเนื้อในรอบๆที่เปลี่ยนไปจากปกติเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อแยกจากโรคมะเร็งหลอดอาหาร และอาจมีการตรวจวิธีเฉพาะอื่นๆเพิ่มอีก เช่น ตรวจวัดภาวะความเป็นกรดของหลอดอาหารในขณะส่องกล้อง ดังนี้ขึ้นกับดุลยพินิจของหมอ ดังเช่น การเอกซเรย์กลืนสารทึบแสงสว่าง, การตรวจทางเวชศาสตร์ปรมาณู, การตรวจการบีบตัวของหลอดอาหาร ฯลฯ
แต่ว่าโดยส่วนมากแล้ว หมอชอบวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อนจากอาการแสดงก็เพียงพอต่อการวินิจฉัยโรคแล้ว ซึ่งอาการแสดงที่พบมาก เป็นต้นว่า อาการแสบลิ้นปี่ จุกแน่นยอดอก แล้วก็เรอเปรี้ยวหลังรับประทานอาหารที่เป็นตัวกระตุ้น หรือมีความประพฤติที่เป็นเหตุกำเริบ แต่ว่าในรายที่ไม่แน่ชัดอาจต้องกระทำการตรวจพิเศษ (ซึ่งพบได้นานๆครั้ง)
แนวทางการรักษาโรคกรดไหลย้อน

  • การเปลี่ยนแปลงนิสัย แล้วก็การดำเนินชีวิตประจำวัน (lifestyle modification) การดูแลรักษาแนวทางแบบนี้มีความสำคัญที่สุดในการทำให้คนไข้มีลักษณะลดน้อยลง ปกป้องไม่ให้กำเนิดอาการ และก็ลดการกลับเป็นซ้ำ โดยลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร และคุ้มครองปกป้องไม่ให้กรดไหลย้อนกลับไปขึ้นไปที่ หลอดของกิน คอรวมทั้งกล่องเสียงเพิ่มมากขึ้น เพราะว่าโรคนี้ไม่สามารถที่จะรักษาให้หายสนิท (เว้นเสียแต่จะผ่าตัดปรับแต่ง) การดูแลรักษาวิธีนี้ควรปฏิบัติไปตลอดชีพ ด้วยเหตุว่าเป็นการรักษาที่มูลเหตุ ถึงแม้ว่าคนป่วยจะมีอาการดียิ่งขึ้น หรือหายก็ดีโดยไม่ต้องกินยาและจากนั้นก็ตาม คนป่วยควรปฏิบัติตนดังต่อไปนี้


             ควรจะมานะลดน้ำหนัก
             เพียรพยายามเลี่ยงความตึงเครียด
             หลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่คับหรือรัดแน่นเหลือเกิน
             ถ้ามีลักษณะท้องผูก ควรจะรักษา รวมทั้งหลบหลีกการเบ่ง
             ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ
             ภายหลังกินอาหารในทันที พยายามหลีกเลี่ยงการนอนราบ
             เลี่ยงการทานอาหารมื้อดึกดื่น
             กินอาหารจำนวนพอดิบพอดีในแต่ละมื้อ
             หลบหลีกเครื่องดื่มบางประเภท ดังเช่นว่า กาแฟ น้ำอัดลม
             ถ้าเกิดจะนอนหลังรับประทานอาหาร ควรจะคอยประมาณ 3 ชั่วโมง

  • การดูแลและรักษาด้วยยา กรณีที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น จำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วย ควรจะกินยาตามที่มีการกำหนดอย่างเคร่งครัด แล้วก็หากมีข้อสงสัยควรจะขอคำแนะนำหมอหรือเภสัชกร


             ตอนนี้ยาที่ได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด หมายถึงยาลดกรดในกรุ๊ปยั้งโปรตอนปั๊ม (Proton pump inhibitors) เช่น โอเมพราโซล (omeprazole)ขนาด 20 มิลลิกรัม วันละ 1-2 ครั้ง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงมากมายสำหรับเพื่อการคุ้มครองป้องกันอาการโรคกรดไหลย้อน โดยให้กินยาติดต่อกันเป็นเวลา 6 - 8สัปดาห์ หรืออาจจะต้องใช้ยาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานยาวนานหลายเดือนขึ้นกับคนป่วยแต่ละราย ได้แก่กรณีที่เป็นมากหรือมีอาการมานาน ซึ่งอาจจะมีการปรับการรับประทานยาเป็นช่วงๆตามอาการที่มี  หรือรับประทานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
             บางครั้งบางคราวบางทีอาจใช้ยาเพิ่มการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น เมโทโคลพราไมด์ (metoclo-pramide) ขนาด 10 มิลลิกรัม 1 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง ซึ่งยานี้ควรรับประทานก่อนกินอาหารราวๆ 30 นาที

  • การผ่าตัด เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปที่ หลอดของกิน คอและก็กล่องเสียง การรักษาแนวทางลักษณะนี้จะทำใน


             คนเจ็บที่มีลักษณะร้ายแรง ซึ่งให้การรักษาโดยการใช้ยาอย่างมากแล้วไม่ดีขึ้น
             คนป่วยที่ไม่สามารถที่จะรับประทานยาที่ใช้ในการรักษาภาวะนี้ได้
             คนเจ็บที่ดีขึ้นภายหลังจากการใช้ยา แต่ว่าไม่ต้องการที่จะอยากที่จะกินยาต่อ
             คนเจ็บที่กลายเป็นซ้ำบ่อยครั้งหลังหยุดยา
ทั้งนี้คนเจ็บที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดมีเพียงแต่จำนวนร้อยละ 10 เพียงแค่นั้น การดูแลและรักษาโดยการผ่าตัดมีหลายแนวทาง ยกตัวอย่างเช่น endoscopic fundoplication, radiofrequency therapy, injection / implantation therapy ฯลฯ

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ก่อเกิดโรคกรดไหลย้อน

  • อายุ ยิ่งสูงขึ้น จังหวะเกิดโรคนี้ยิ่งสูงขึ้น
  • การกินอาหารแต่ละมื้อในจำนวนสูง โดยเฉพาะรับประทานมื้อเย็นก่อนนอน ด้วยเหตุว่าจำนวนอาหารยังค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร แล้วก็การนอนราบยังเพิ่มแรงดันในกระเพาะอาหาร ของกินรวมทั้งกรดก็เลยไหลย้อนกลับเข้าหลอดของกินได้ง่าย
  • การกินอิ่มมากมายไป (กินอาหารมื้อใหญ่หรือจำนวนมาก)กระตุ้นให้มีน้ำย่อยหลั่งออกมามากมาย ประกอบกับการขยายตัวของกระเพาะทำให้หูรูดคลายตัวมากยิ่งขึ้น
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือกาเฟอีน (อาทิเช่น กาแฟ ยาชูกำลัง) เว้นแต่กระตุ้นให้หลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเสริมให้หูรูดคลายตัวอีกด้วย
  • การกินอาหารที่ไขมันสูง ข้าวผัด ของทอดรวมทั้งของกินผัดน้ำมัน ทำให้กระเพาะเคลื่อนไหวช้าลง ทำให้มีโอกาสเกิดกรดไหลย้อนได้มากขึ้น
  • โรคหืด มั่นใจว่ามีเหตุมาจากการไอรวมทั้งหอบ ทำให้เพิ่มแรงกดดันในช่องท้อง ทำให้กรดไหลย้อน
  • การสูบยาสูบ การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาร์บอเนต (น้ำอัดลม) การกินของกินเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ น้ำองุ่น น้ำผลไม้เปรี้ยว (เป็นต้นว่า น้ำส้มคั้น) ผลไม้เปรี้ยว ช็อกโกแลต หรือสะระแหน่ การใช้ยาบางจำพวก (เป็นต้นว่า ยาขยายหลอดลม ยาแอนติโคลิเนอร์จิก ยาลดความดันกรุ๊ปขัดขวางอนุภาคเบตาและกลุ่มต้านทานแคลเซียม ยาทางจิตประสาท ฮอร์โมนโพรเจสเตอโรน เป็นต้น) จะเสริมให้หูรูดคลายตัว หรือมีกรดหลั่งมากขึ้นเรื่อยๆ
  • แผลเพ็ปติก และก็การใช้ยากลุ่มอนุพันธ์ฝิ่น ทำให้ของกินขับลงสู่ลำไส้ช้าลง ทำให้มีกรดไหลย้อนได้
  • โรคอ้วน เนื่องจากจะก่อให้มีความดันในท้องสูงมากขึ้น ความดันในกระเพาะก็เลยสูงมากขึ้นตามไปด้วย
  • การมีท้อง ด้วยเหตุว่าจะเป็นการเพิ่มระดับความดันในกระเพาะจากครรภ์ที่ใหญ่ขึ้น
  • เบาหวาน เมื่อเป็นโรคนี้นานๆจะมีการเสื่อมของประสาทกระเพาะ ทำให้กระเพาะเคลื่อนช้า จึงนำมาซึ่งกรดไหลย้อนได้
  • ความเคร่งเครียด เพราะว่าความเคร่งเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดในกระเพาะเยอะขึ้นเรื่อยๆ
  • การมีโรคไส้เลื่อนกะบังลม (Hiatal hernia, Diaphragmatic hernia ซึ่งมีกระเพาะเล็กน้อยไหลเลื่อนลงไปที่กะบังลม) ขนาดใหญ่ ทำให้หูรูดอ่อนแอมากเพิ่มขึ้น


การติดต่อของโรคกรดไหลย้อน โรคกรดไหลย้อนเกิดจากความเปลี่ยนไปจากปกติของกล้ามหูรูดส่วนล่างของหลอดของกิน ทำให้มีกรด (น้ำย่อย) จากกระเพาะไหลย้อนกลับมาขึ้นไปที่หลอดอาหารรวมทั้งเกิดการอักเสบแล้วก็อาการต่างๆตามมา ซึ่งโรคกรดไหลย้อนนี้ไม่ได้เป็นโรคติดต่อ ด้วยเหตุว่าไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคกรดไหลย้อน

  • กินยาให้ครบถ้วนและต่อเนื่องตามคำแนะนำของหมอ
  • สังเกตว่าบริโภคสิ่งใดบ้างที่ทำให้อาการเกิดขึ้นอีก แล้วอุตสาหะหลบหลีก เช่น อาหารมัน (รวมถึงข้าวผัด ของทอด ของผัดที่อมน้ำมัน) ของกินเผ็ดจัด หัวหอม กระเทียม แอลกอฮอล์ ยาสูบ ชา กาแฟ เครื่องดื่มผสมคาเฟอีน น้ำอัดลม     น้ำผลไม้เปรี้ยว ผลไม้เปรี้ยว ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ ช็อกโกแลต ยาบางประเภท
  • หลบหลีกการกินของกินจำนวนมาก (หรืออิ่มจัด) รวมทั้งเลี่ยงการกินน้ำมากๆระหว่างรับประทานอาหาร ควรจะกินอาหารมื้อเย็นในจำนวน น้อย แล้วก็ทิ้งช่วงห่างจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
  • ข้างหลังรับประทานอาหารควรปลดเข็มขัดรวมทั้งตาขอกางเกงให้หลวม ไม่สมควรนอนราบหรือนั่งงอตัว โค้งตัวลงต่ำ ควรนั่งตัวตรง ยืน หรือให้รู้สึกสบายท้อง หลบหลีกการชูของหนักและก็การบริหารร่างกายหลังรับประทานอาหารใหม่ๆ
  • หมั่นบริหารร่างกายและก็เครียดน้อยลง เนื่องเพราะความตึงเครียดมีส่วนทำให้หลั่งกรดมากยิ่งขึ้น ทำให้อาการกำเริบได้
  • ถ้าหากน้ำหนักเกินหรืออ้วน ควรจะหาทางลดความอ้วน
  • ถ้าหากมีอาการกำเริบเสิบสานตอนนอน หรือตื่นช่วงเวลาเช้า มีลักษณะอาการเจ็บคอ เจ็บลิ้น เสียงแหบ ไอ ควรหนุนศีรษะสูง 6-10 นิ้ว โดยการหนุนขาเตียงด้านศีรษะให้สูง หรือใช้เครื่องใช้ไม้สอยพิเศษ (bed wedge pillow) ใส่ใต้ที่พักผ่อนให้เอียงลาดจากศีรษะลงมาถึงระดับเอว หรือใช้เตียงที่มีกลไกปรับหัวเตียงให้สูงได้ ไม่ชี้แนะให้ใช้แนวทางหนุนหมอนหลายใบให้สูง เนื่องจากว่าอาจจะส่งผลให้ท้องโค้งงอ ทำให้ความดันในช่องท้องเยอะขึ้นเรื่อยๆ ดันให้น้ำย่อยไหลย้อนได้
  • งดเว้น/เลิก ไม่ดูดบุหรี่ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์
  • ควบคุมรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง
  • พบแพทย์ตามนัดเสมอ รวมทั้งรีบเจอหมอก่อนนัดเมื่ออาการต่างๆเลวลงหรือผิดไปจากเดิม


การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคกรดไหลย้อน การป้องกันโรคกรดไหลย้อนนั้นตัวเราเองเป็นหัวใจหลักที่จะสามารถคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคได้ โดยการปรับเปลี่ยนความประพฤติการดำเนินชีวิตของเรา ยกตัวอย่างเช่น

  • เลือกกินอาหารและก็เสี่ยงทานอาหารโดยของกินที่พึงจะหลีกเลี่ยง ได้แก่


             ชา กาแฟ แล้วก็น้ำอัดลมทุกชนิด
             ของกินทอด อาหารไขมันสูง
             ของกินรสจัด รสเผ็ด
             ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว มะเขือเทศ
             หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ เปปเปอร์มิ้นต์
             ช็อกโกแลต

  • กินอาหารมื้อเล็กๆพออิ่ม การกินอิ่มเกินไปจะมีผลให้หูรูดหลอดของกินเปิดง่ายดายมากยิ่งขึ้นและก็ส่งผลให้เกิดการย้อนของกรดง่ายมากยิ่งขึ้น
  • ไม่ควรเข้านอนหรือเอนหลังหลังอาหารทันที หลังรับประทานอาหารเสร็จควรคอยอย่างต่ำ 3 ชั่วโมงก็เลยเอนตัวนอน เพื่ออาหารเคลื่อนออกมาจากกระเพาะเสียก่อน
  • งดเว้นบุหรี่รวมทั้งเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์ สารนิโคตินในบุหรี่เพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะและทำให้หูรูดอ่อนแด ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮล์ทำให้หูรูดเปิดออกได้เหมือนกัน
  • ลดแรงกดต่อกระเพาะของกิน เสื้อผ้ารวมทั้งเข็มขัดที่รัดแน่นบริเวณฝาผนังหน้าท้อง การก้มตัวไปข้างหน้า น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐาน ล้วนเป็นต้นเหตุที่เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหารและก็ทำให้กรดไหลย้อนกลับไป
  • ระงับความเครียด ความเคร่งเครียดที่มากเหลือเกินจะทำให้อาการเกิดขึ้นอีก จำเป็นต้องหาเวลาพักผ่อนและก็ออกกำลังกายให้สมดุลกับตารางชีวิต
  • รักษาโรคประจำตัวที่เป็นเหตุที่จะนำไปสู่โรคกรดไหลย้อน เช่น เบาหวาน โรคหืด โรคอ้วน แผลเท็ปตำหนิก ฯลฯ
สมุนไพรที่ช่วยปกป้อง / รักษาโรคกรดไหลย้อน
ยอ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Morinda citrifolia วงศ์ Rubiaceae มีรายงานการศึกษาเรียนรู้วิจัยในหนู พบว่า “ยอ” ซึ่งมีสารสำคัญ คือ สวัวโปเลติน (scopoletin) เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยนั้น สามารถลดการอักเสบของหลอดอาหารจากการไหลย้อนของกรดได้ผลดี พอๆกับยามาตรฐานที่ใช้ในการรักษากรดไหลย้อนหมายถึงรานิติดีน (ranitidine) รวมทั้งแลนโสพราโซล (lansoprazole) เพราะว่ามีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ ต่อต้านการหลั่งของกรด ต้านการเกิดแผล รวมทั้งทำให้การบีบตัวของระบบทางเดินอาหารดียิ่งขึ้น โดยส่งผลต่อระบบประสาทที่เกี่ยวโยงโดยตรง รวมทั้งยังมีรายงานว่าสามารถเพิ่มการดูดซึมของรานิติดีน “ยอ” ก็เลยเหมาะสำหรับในการเป็นสมุนไพรสำหรับรักษาลักษณะของกรดไหลย้อนเป็นอย่างยิ่ง ทั้งจากการศึกษาค้นคว้าวิจัยข้างต้น รวมทั้งการที่ “ยอ” มีรสร้อน ช่วยสำหรับการย่อยอาหาร ทำให้อาหารไม่หลงเหลือ ไม่เกิดลมในกระเพาะอาหาร ลดการเกิดแรงดันที่ทำให้กรดไหลย้อน “ยอ” ยังช่วยให้กระเพาะบีบขับเคลื่อนเจริญขึ้น ทำให้อาหารเขยื้อนจากกระเพาะไปสู่ลำไส้เล็กได้ดีขึ้น
ทั้งนี้สมุนไพรที่บางทีอาจใช้ร่วมกันหมายถึงขมิ้นชัน เนื่องจากขมิ้นชันมีคุณประโยชน์สำหรับการรักษาอาการท้องอืด รวมทั้งช่วยขับน้ำดีเพื่อย่อยไขมัน ทำให้ของกินไม่ตกค้างในกระเพาะ และก็ลำไส้เล็กนานเกินความจำเป็น ทั้งช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย มีผู้แนะนำให้รับประทานขมิ้นชันก่อนที่จะกินอาหาร 1-2 ชั่วโมง เช้า ช่วงเวลากลางวัน เย็น และก็ก่อนนอน ขนาดรับประทานเป็น ทีละ 1 ช้อนชาสำหรับแบบผง หรือ 3 เม็ดๆละ 500 มิลลิกรัม
ขมิ้น ชื่อวิทยาศาสตร์     Curcuma longa L. วงศ์     Zingiberaceae ชื่อพ้อง  C. domestica Valeton  ชื่ออื่นๆ   ขมิ้นแกง ขมิ้นหยอกเย้า ขมิ้นหัว ขมิ้นชัน ขี้มิ้น หมิ้น ตายอ สะยอ Turmeric สารออกฤทธิ์                curcumin, ar-turmerone curcumin จากขมิ้นลดการอักเสบจากบาดแผลเจริญ การทดลองในหลอดทดลอง โดยใช้สารสกัดขมิ้น 160 มก./กก. กรอกเข้าทางกระเพาะ (intragastric) ของหนูขาว ยั้งการอักเสบคิดเป็น 29.5% curcumin มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบที่เกิดขึ้นมาจากการเหนี่ยวนำด้วยคาราจีแนน การทดลองเปรียบเทียบระหว่าง phenylbutazone กับ sodium curcuminate 30 มก./กก. พบว่าได้ประสิทธิภาพที่ดี แม้กระนั้นหากสูงมากขึ้นเป็น 60 มิลลิกรัม/กก. ฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบจะน้อยลง รวมทั้ง sodium curcuminate ยังสามารถยับยั้งการบีบตัวของไส้หนูในหลอดทดลองที่รั้งนำจากนิโคติน อะซีติเตียนลโคลีน 5-hydroxy-tryptamine ฮีสตามีนรวมทั้งแบเรียมคลอไรด์ นอกนั้น sodium curcuminate ยังลดจังหวะการบีบรัดตัวของลำไส้เล็กของกระต่าย โดยไปลดระยะห่างของจังหวะการบีบรัดตัวของไส้
ขมิ้นสามารถต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร โดยกระตุ้นการหลั่งไม่วสินมาฉาบและก็ยับยั้งการหลั่งน้ำย่อยต่างๆสารสำคัญในการออกฤทธิ์เป็น curcumin ในขนาด 50 มิลลิกรัม/กก. สามารถกระตุ้นการหลั่งไม่วสินออกมาฉาบกระเพาะ แต่หากใช้ในขนาดสูงอาจส่งผลให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้
มีการทดสอบในกระต่ายเปรียบเทียบกับกรุ๊ปที่มีการหลั่งกรดมาก พบว่าผงขมิ้นไม่เปลี่ยนแปลงจำนวนน้ำย่อยและก็กรดในกระเพาะ แม้กระนั้นเพิ่มองค์ประกอบของไม่วซิน
ย่านาง หรือใบย่านาง มีชื่อด้านวิทยาศาสตร์ว่า Tiliacora triandra (Colebr.) Diels มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Bamboo grass อยู่ในวงศ์ Menispermaceae ใบของย่านาง คือเป็นส่วนที่มีสาระรวมทั้งถูกนำมาใช้สำหรับในการรักษาโรคเยอะที่สุด ด้วยเหตุว่าเป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น รวมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง ยิ่งไปกว่านี้ถูกจัดไว้ในตำราสมุนไพรว่าเป็นยาอายุวัฒนะอีกด้วย ซึ่งคุณประโยช์จากใบย่านางสำหรับเพื่อการรักษาโรคมีดังนี้
ระบบทางเดินอาหาร -ช่วยรักษาโรคกระเพาะ ลำไส้อักเสบ   -ช่วยลดอาการหดเกร็งตามไส้          -ช่วยรักษาลักษณะของกรดไหลย้อน
รักษาแล้วก็ปกป้องโรคภัยต่างๆ-ช่วยรักษาโรคความดันเลือดสูง  -ช่วยคุ้มครองและก็บรรเทาการเกิดโรคหัวใจ  -ช่วยปกป้องแล้วก็ลดอัตราการเกิดโรคมะเร็งได้  -ช่วยรักษาอาการของโรคเบาหวาน โดยไปลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลดน้อยลง
ระบบผิวหนัง  -ช่วยสำหรับในการรักษาโรคเริม งูสวัด   -ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
ระบบขยายพันธุ์แล้วก็ฟุตบาทฉี่  -ช่วยรักษาโรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในถุงน้ำดี   -ช่วยรักษาอาการเยี่ยวแสบขัด ออกร้อนในทางเดินฉี่
ขึ้นฉ่าย (Apium graveolens L.) ช่วยบำรุงรักษาระบบที่ทำหน้าที่ในการย่อยอาหารภายในร่างกายและก็ช่วยลดอาการโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ซึ่งรวมทั้งโรคกรดไหลย้อน
เอกสารอ้างอิง

  • Rao TS, Basu N, Siddiqui HH.  Anti-inflammatory activity of curcumin analogs.  Indian J Med Res 1982;75:574-8.
  • รศ.ดร.สุจิตรา ทองประดิษฐ์โชติ.เกิร์ด (GERD)-โรคกรดไหลย้อน.ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “โรคกรดไหลย้อน/เกิร์ด (Gas

หน้า: [1] 2 3 4