แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - แสงจันทร์5555

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1

คนท้องนวดขาได้ไหม ? ตอบเรื่องที่น่าสงสัยสำหรับคุณแม่
          คนท้องใช้น้ำมันนวดขาได้ไหม เชื่อว่าคำถามนี้คงเป็นปริศนายอดฮิตที่คุณแม่มือใหม่คนจำนวนไม่น้อยต้องการทราบกันแน่นอน เนื่องจากว่าคนท้องส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว โดยเฉพาะรอบๆต้นขา วันนี้เราจะพาแม่ไปไขข้อสงสัยหัวข้อนี้กันค่ะ
          น้ำมันนวดสำหรับแม่ที่กำลังมีครรภ์ ในระยะครรภ์แรกๆบางครั้งอาจจะไม่มีปัญหาเรื่องปวดเมื่อยสักมากแค่ไหน แต่ว่าพอเพียงอายุท้องเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆๆรวมทั้งด้วยฮอร์โมนในร่างกายที่มีการเปลี่ยน ประกอบกับสรีระม่าม้าเริ่มเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงน้ำหนักที่มากยิ่งขึ้นด้วย จึงทำให้คุณแม่ส่วนมากร้อยร้อยมักจะมีปัญหาเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามมา ซึ่งประเด็นนี้ม่าม้าไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลเนื่องจากว่านับว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนท้องค่ะ โดยยิ่งไปกว่านั้นในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 รวมทั้ง 3 คุณแม่จะมีอาการปวดไปหมดทั้งตัวอย่างยิ่งจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นปวดหลัง ปวดเอว แล้วก็ปวดต้นขา ด้วยเหตุว่าจะต้องแบกรับน้ำหนักที่มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งอาการปวดปวดเมื่อยเหล่านี้คุณแม่จะสามารถดีขึ้นกว่าเดิมได้ด้วยการนวดให้คลายปวด แต่ว่าถึงแบบงั้นม่าม้าผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยอาจไม่พ้นมีความรู้สึกกังวลใจว่า คนท้องนวดได้ไหม คนท้องนวดขาได้ไหม ? และเพื่อช่วยให้ม่าม้าคลายความกลุ้มใจ วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปพบคำตอบกันจ้ะ
          สำหรับแม่มีท้องที่มีลักษณะอาการเมื่อยกล้ามเนื้อตามร่างกายต่างๆปกติแล้วสามารถนวดได้ค่ะ แต่ควรเป็นการนวดที่ไม่ร้ายแรงเหลือเกิน นวดพอเพียงคลายเส้นและก็คลายปวดก็เพียงพอ อย่างรอบๆแขนและขาคุณแม่สามารถนวดได้บ่อยๆเพราะว่าเป็นจุดที่ไม่สัมพันธ์กับการแท้งลูก ดังนี้ควรหลบหลีกการนวดบริเวณท้อง เพราะอาจจะมีการกระทบสะเทือนทำให้มีผลกับการมีท้องหรือแท้งบุตรได้ค่ะ
          นอกจากนี้สำหรับแม่ที่ต้องการนวด เดี๋ยวนี้ยังมีสถานที่นวดคนท้องอย่าง ร้านสปา ร้านนวด แพทย์แผนไทย และแพทย์แผนไทยประยุกต์ ที่รับนวดสำหรับคนท้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยนะคะ ซึ่งคุณแม่สามารถเข้าไปใช้บริการได้ตั้งแต่นวดตัว นวดคอ บ่า ไหล่ นวดแขนขา แล้วก็นวดเท้าได้ แม้กระนั้นทั้งนี้ม่าม้าก็ควรที่จะทำการเลือกร้านหรือสถานที่ที่ได้มาตรฐาน มีผู้ชำนาญสำหรับในการนวดสำหรับคนท้องโดยยิ่งไปกว่านั้น เพราะเหตุว่าการนวดคนท้องนั้นจะไม่เสมือนการนวดคนธรรมดาทั่วไป โดยเหตุนี้ก็เลยจำต้องให้ได้รับการฝึกฝนหรือเรียนรู้วิธีนวดคนท้องอย่างถูกต้องเป็นคนนวดเพียงแค่นั้นค่ะ
          ต่อนี้ไปแม่ก็คงจะหายกังวลใจแล้วก็มั่นใจเวลาจะนวดเพื่อคลายเมื่อยกันแล้วใช่ไหมล่ะคะ ซึ่งการนวดนั้นนอกเหนือจากการที่จะช่วยทำให้อาการปวดต่ำลงแล้ว ยังจะช่วยทำให้ม่าม้าสามารถใช้[url=http://market2hands.com/go.php?https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3https://www.chiangdaonaturefood.com/product/45/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันนวด[/url]บรรเทา หายเครียด แล้วก็ยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นอีกด้วยนะคะ แต่ดังนี้ก็อย่างที่บอกไปตอนแรก ถ้าหากจะนวดก็ควรนวดเพียงเบาๆแค่นั้น หรือจะไปใช้บริการยังสถานที่นวดคนท้องโดยเฉพาะก็ได้จ้ะ จะได้แน่ใจว่าจะไม่กระเทือนกับลูกน้อยในท้องนั่นเอง
ปวดหลังทางขวา อย่าชะล่าใจว่าเป็นเพียงแค่มีต้นเหตุจากลักษณะของการปวดเมื่อยล้า เนื่องจากบางเวลานี่อาจเป็นสัญญาณของลักษณะของการเจ็บเจ็บป่วยที่คิดไม่ถึง
          น้ำมันนวดสามารถช่วยอาการปวดหลัง เป็นอาการที่ทุกคนจำเป็นต้องเคยเผชิญ ซึ่งพอปวดหลังขึ้นมาทีไรเราก็ต้องการจะนอนพัก หรือไม่ก็ไปนวดผ่อนคลายอาการปวดปวดเมื่อย ทั้งๆที่จริงแล้วอาการปวดข้างหลังบางครั้งก็อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากลักษณะของการปวดเมื่อยล้ากล้ามเพียงเท่านั้น แต่ว่ายังอาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพอื่นๆได้อีกเพียบเลย อาทิเช่นที่พวกเราจะพาทุกคนไปเรียนรู้ที่มาของลักษณะของการปวดข้างหลังด้านขวา ว่าเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากอะไรและอันตรายหรือไม่ เพื่อได้ทราบทันอาการเจ็บเจ็บไข้ของร่างกาย
ปวดหลังด้านขวาทางด้านบน
          ลักษณะของการปวดข้างหลังข้างขวาข้างบน เป็นอาการปวดข้างหลังที่อยู่รอบๆตั้งแต่รอบๆด้านหลังไหล่ไปจนกระทั่งใต้สะบัก เกิดขึ้นได้จากหลายกรณีร่วมกัน โดยต้นสายปลายเหตุที่มักนำมาซึ่งอาการปวดหลังข้างบนขวา มีดังนี้
ปวดหลังข้างขวา


การนั่งดำเนินงานเป็นเวลานานๆหรือยกของหนักผิดท่า


          น้ำมันนวด สามารถช่วย อาการการยกของหนักหรือการนั่งดำเนินการในท่าทางที่ผิดต้องติดต่อกันนานๆก็เป็นสาเหตุที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดลักษณะของการปวดกล้ามบริเวณหลังส่วนบนทางขวาได้  โดยรอบๆหลังส่วนบน นอกจากกล้ามเนื้อหลังแล้ว ก็ยังเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อไหล่และก็กล้ามเนื้อคอ โดยเหตุนี้ถ้าหากมีลักษณะอาการปวดหลังขวาที่อยู่ข้างบนจากการใช้แรงงานหนักก็มักจะมีลักษณะปวดคอแล้วก็ไหล่ในด้านเดียวกันร่วมด้วย ทราบอย่างงี้แล้วถ้าเกิดผู้ใดกันแน่ที่ยังนั่งทำงานในท่าเดิมนานๆก็ยืนขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้างนะคะ และก็น่าจะนั่งให้ถูกท่าด้วย โดยท่านั่งดำเนินงานที่ถูกต้องก็คือควรจะให้หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาค่ะ


ความผิดปกติของกระดูกและก็ข้อ


          กระดูกรอบๆข้างหลังส่วนบนนั้นประกอบไปด้วยกระดูกไหปลาร้า กระดูกไหล่ กระดูกสันหลัง และกระดูกต้นแขน ซึ่งถ้าหากเกิดความไม่ดีเหมือนปกติกับกระดูกกลุ่มนี้ก็อาจก่อให้บริเวณข้างหลังด้านขวาที่อยู่ข้างบนเกิดลักษณะของการปวดได้ โดยต้นเหตุที่ทำให้กระดูกแตกต่างจากปกติก็ได้แก่ การเกิดอุบัติเหตุ หรือข้อต่อของกระดูกที่ข้างหลังส่วนบนขวามีการอักเสบ นอกเหนือจากนั้นสภาวะกระดูกพรุนก็สามารถทำให้มีการเกิดลักษณะของการปวดที่กระดูกบริเวณขวาที่อยู่ข้างบนได้  ในเวลาที่ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งบางประเภทในระยะแพร่ขยาย อย่างโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก โรคมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ และมะเร็งไต ก็จะมีลักษณะอาการปวดกระดูกรอบๆหลังส่วนบนเช่นกัน


ความแตกต่างจากปกติของอวัยวะภายใน


          น้ำมันนวดสามารถช่วยรักษาอาการ ลักษณะของการปวดหลังส่วนบนขวาไม่ได้เป็นผลมาจากกล้ามรวมทั้งกระดูกบริเวณข้างหลังส่วนบนเท่านั้น แต่ยังอาจเกิดขึ้นจากลักษณะการเจ็บเจ็บไข้ของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายได้ อาทิเช่น โรคตับ นิ่วในไตและก็ในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โรคในถุงน้ำดี หรือแม้กระทั้งอาการติดโรคในไต หรืออาจจะเกิดจากอาการไส้ติ่งอักเสบที่ทำให้ปวดแผ่ขยายขึ้นรอบๆข้างหลังทางขวาก็ได้ ส่วนคุณผู้หญิง หากมีลักษณะปวดที่ข้างหลังส่วนบนขวา โน่นอาจเป็นสัญญาณของซีสต์ในรังไข่ การตำหนิดเชื้อของท่อรังไข่ หรือการตั้งครรภ์นอกมดลูกที่บริเวณท่อรังไข่ได้อีกด้วยค่ะ


โรคที่เกี่ยวกับปอด


          ปอดเป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนบนของร่างกายซึ่งตรงกับข้างหลังส่วนบนพอดิบพอดี ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อปอดมีความผิดธรรมดาก็สามารถทำให้เกิดลักษณะของการปวดหลังส่วนบนได้ โดยอาการที่จะก่อเกิดลักษณะของการปวดข้างหลังด้านบนขวาก็เป็นต้นว่า โรคปอดอักเสบ โรคมะเร็ง อาการติดเชื้อของเยื่อหุ้มปอดหรือช่องอก นอกจากนี้อาการน้ำหลากปอด หรือแม้แต่หัวใจล้มเหลว ก็เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดลักษณะของการปวดหลังขวาบนได้ ด้วยเหตุดังกล่าวถ้าเกิดมีอาการปวดที่หลังด้านบนขวาแบบเรื้อรังและก็รุนแรง ควรรีบไปพบหมอให้เร็วที่สุดจ้ะ

Tags : น้ำมันนวดสมุนไพร

2

ฝรั่ง
ชื่อสมุนไพร  ฝรั่ง
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อเขตแดน มะก้วย  มะก้วยกา มะกา (จังหวัดเชียงใหม่) , มะปั่น (จังหวัดลำปาง) , บักสีดา (อีสาน) , สีดา (นครพนม) จุ่มโป่ (สุราษฎร์) , ชมพู่ (ปัตตานี) , ยามู ,ย่าหมู (ภาคใต้) ยะมูบุเตบันยา (ที่นาราธิวาส , มลายู) , ยะริง (ละว้า) , ฮวงเจี๊ยะหลิ่วกังซิวก้วยแปะจีฉิ่ว (จีน)
ชื่อสามัญ  Guava
ชื่อวิทยาศาสตร์  Psidium guajava Linn
ตระกูล  MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด ฝรั่งคือผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดหรือเป็นพืชพื้นบ้านของเมริกาเขตร้อน De Candolle เชื่อว่าอยู่ระหว่างประเทศเม็กซิโก และก็ประเทศเปรู รวมทั้งหมู่เกาะอินดีสตะวันตกด้วยชาวสเปนนำจากฝั่งแปซิฟิคไปยังฟิลิปปินส์ แล้วก็โปรตุเกสนำจากฝั่งตะวันตกไปยังประเทศอินเดีย สำหรับในประเทศไทยนั้น คาดว่ามีการนำเข้ามาในประเทศไทยในตอนสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตอนนี้เป็นพืชมีขึ้นทั่วๆไปในเขตร้อนและกึ่งร้อน ปลูกเป็นไม้ผลตามบ้าน ตามสวนทั่วๆไป
ลักษณะทั่วไป ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 5-10 เมตร ลำต้นกิ่งมีแก่นไม้เหนียวแข็งดี เปลือกต้นเรียบมีเหลืองอ่อนออกเทา แล้วก็มีรอยลอกออกเป็นแผ่นๆก้านอ่อนมีลักษณะสี่เหลี่ยม มีขนสีขาวๆสั้น ก้านแก่ ขนร่วงไปหมด ยอดอ่อนมีขนสีขาวสั้นๆปกคลุม ใบเป็นใบคนเดียวออกตรงข้ามกันมีน้อยที่ออกเป็นวง (ที่ข้อเดียวกันออกเกินกว่า 2 ใบ) ใบรูปไข่ยาว 5-12 เซลเซียสม. หรือกว้าง 3-5 เซลเซียสม. ขยี้ใบดมดูจะมีกลิ่นหอมหวน ใบบางคล้ายแผ่นหนัง ปลายใบมนหรือแหลมสั้น ฐานใบค่อยๆขยายแหลมออกมายังกลางใบ ขอบของใบเรียบข้างหลังใบมีสีเขียวแก่ มีรอยเส้นใบ (บุ๋มลงไปน้อย) ท้องใบมีขนสั้นๆสีขาวนุ่ม และก็มีเส้นใบเป็นรอยนูนออกมา มีเส้นใบ 7-11 คู่ ก้านใบยาว 4 เซนติเมตร ดอกบางทีอาจออกเป็นช่อ 1-4 ดอก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวกลมมน กลีบสาวบางๆหลุดร่วงง่าย ยาว 2-2.5 เซลเซียสมัธยม มีเกสรตัวผู้มากมาย มีก้านเกสรตัวผู้สีขาวยาวพอกับกลีบดอกไม้ มีอับเรณูสีเหลืองอ่อน มีก้านเกสรตัวเมีย 1 อันยาวพุ่งขึ้นมาสูงยิ่งกว่าก้านเกสรตัวผู้ รังไข่อยู่ข้างล่างมี 5 ห้องแล้วก็ลักษณะทรงกลม และก็มีกลีบเลี้ยงเหลือติดอยู่ที่ปลายผล ผลรูปทรงกลม  มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวราว 3-15 เซลเซียสม. เนื้อผลโดยมากมีสีเหลือง ขาว หรือชมพู มีกลิ่นหอมหวน เม็ดแข็ง เป็นรูปไตมีไม่น้อยเลยทีเดียว ขนาดเม็ด 0.3-0.5 ซม. สีขาวอ่อน พบบ่อยปลูกตามบ้านหรือสวนทั่วไปเอาผลไว้กินหรือขาย
การขยายพันธุ์    สามารถเจริญวัยก้าวหน้าในทุกภาวะดิน และทนต่อความแล้ง และก็น้ำนองได้บางส่วน แต่โดยปกติมักชอบเจริญวัยเจริญในดินร่วนซุยผสมทราย ที่มีสภาพพื้นที่มีการระบายน้ำดี สามารถให้ผลผลิตได้ราวๆ 1 ปีหลังปลูก ผลสามารถเก็บได้ในช่วง 4-5 เดือน หลังติดดอก  โดยธรรมดาจะให้ผลได้ในช่วงปลายฤดูแล้งถึงต้นหน้าฝน คือ ช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน
                ในการแพร่พันธุ์ฝรั่งสามารถทำได้หลายแนวทาง ดังเช่นว่า การปลูกด้วยเม็ด การทาบกิ่ง การตำหนิดตา การปักชำ แต่วิธีที่นิยมเยอะที่สุดเป็นการตอนกิ่ง
การเตรียมดิน และก็การเตรียมแปลง สำหรับการปลูกฝรั่งนั้น สามารถทำได้ 2 แบบตามภาวะพื้นที่ เป็น

  • พื้นที่ดินเหนียว อุทกภัยขังง่าย แล้วก็มีระบบระเบียบน้ำมากเกินพอเพียง ให้กระทำการขุดร่องลุกราว 1 เมตร กว้าง 1-2 เมตร เพื่อเป็นแนวร่องสำหรับการให้น้ำ การเตรียมแปลง และการปลูกเอาไว้ภายในรูปแบบนี้พบบ่อยในพื้นที่ลุ่มภาคกึ่งกลางเป็นส่วนใหญ่
  • พื้นที่ทั่วๆไปที่มีระบบน้ำไม่พอ สามารถปลูกเอาไว้ในแปลงโดยไม่ยกร่องหรือการยกร่องสูงราว 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างร่องราว 3-4 เมตร ทั้งนี้ ให้กระทำการไถดะ 1 ครั้ง เพื่อตากดิน แล้วก็กำจัดวัชพืช และไถแปร 1 ครั้ง โดยเว้นตอนห่างโดยประมาณ 1-2 อาทิตย์ ต่อไปกระทำไถชูร่อง
ส่วนวิธีการปลูกฝรั่ง มีดังนี้

  • ใช้กิ่งจำพวกจากการทำหมันหรือการปักชำ
  • ขุดหลุมปลูก กว้าง ลึก ขนาด 50×50 เซนติเมตร แต่ละหลุมห่างกันประมาณ 3 เมตร ระยะห่างระหว่างแถวโดยประมาณ 3-4 เมตร หรือตามขนาดระยะห่างของร่อง
  • รองพื้นด้วยปุ๋ยธรรมชาติหรือมูลสัตว์ราว 0.5 กก./หลุม หรือขนาด 1 พลั่วตัก พร้อมคลุกดินผสมตูดหลุมให้สูงราวๆ 1 ฝ่ามือ ดังนี้บางทีอาจผสมปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 ในอัตรา 1 กำมือ/หลุมก็ได้
  • นำกิ่งประเภท จากการทำหมันหรือการปักชำลงหลุมปลูก โดยกลบดินสูงเหนือปากหลุมนิดหน่อย ดังนี้ควรให้ดินกลบเหนือเขตรากสูงราวๆ 10-15 เซนติเมตร
  • ใช้หลักไม้ปักหลุม รวมทั้งผูกเชือกยึดลำต้น
  • เมื่อปลูกเสร็จควรให้น้ำให้เปียกในทันที


การให้น้ำ เริ่มให้น้ำทีแรกข้างหลังการปลูกเสร็จให้เปียกชุ่ม หลังจากนั้น ให้น้ำทุก 2 ครั้ง/วัน ยามเช้า-เย็น กระทั่งต้นฝรั่งตั้งตัวได้ โดยบางทีอาจเลือกใช้ระบบการให้น้ำที่มีคุณภาพ ต่อจากนั้นบางทีอาจกระทำให้น้ำน้อยลง ขึ้นกับภาวะสภาพอากาศ แล้วก็ความชื้นของดิน ซึ่งไม่สมควรปลดปล่อยให้ดินแห้ง ขาดน้ำ โดยยิ่งไปกว่านั้นในตอนติดผล แม้กระนั้นในตอนติดดอกไม่สมควรให้น้ำมากมายซึ่งในตอนนี้เพียงแค่ระวังไม่หน้าดินแห้งก็ พอเพียง
                โดยสายพันธุ์ของฝรั่งที่ได้รับความนิยมในตอนนี้ ตัวอย่างเช่น ประเภท แป้นสีทองคำ , ประเภทกิมจู , ประเภทกลมสาลี่ , พันธุ์ไม่มีเม็ด , จำพวกเวียดนาม ฯลฯ
องค์ประกอบทางเคมี
quercetin, quercetin-3-arabinoside , quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin),                                    quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin),                             quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) รวมทั้ง quercetin 3-O gentiobioside , Tannin ในผิวฝรั่งเมื่อนำมาสกัดน้ำมันระเหย พบสารต่างๆดังเช่นว่า 1,8-cineole  ,   a-copaene,  trans-caryophyllene  , humulene  ,  a-amorphene ,    nerolidol   , caryophyllene oxide ,  epigiobulol, longitorenedehyde , aromaden dendrene , helifdenolC ฯลฯ  และก็สำหรับคุณประโยชน์ทางโภชนาการของฝรั่งต่อ (165 กรัม) เป็น

  • พลังงาน 112 กิโลแคลอรี
  • ใยอาหาร 8.9 กรัม
  • โปรตีน 4.2 กรัม
  • ไขมัน 1.6 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 23.6 กรัม
  • วิตามินเอ 1030 IU
  • วิตามินซี 377 มก.
  • วิตามินบี 1 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 3 1.8 มิลลิกรัม
  • กรดโฟลิก 81 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 30 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 66 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 0.4 มิลลิกรัม
  • ธาตุโพแทสเซียม 688 มิลลิกรัม
  • ธาตุทองแดง 0.4 มก. ที่มา : Wikipedia


คุณประโยชน์/สรรพคุณ ฝรั่งคือผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดหุ่น ลดความอ้วน หรือผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เพราะว่าฝรั่งอุดมไปด้วยกากใยอาหาร เมื่อรับประทานแล้วจะทำให้อิ่มนาน ช่วยกำจัดท้องร้อง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงเดิม ช่วยปรับให้ระดับการใช้อินซูลินของร่างกายให้สมควร และยังช่วยล้างพิษโดยรวมได้อีกด้วย ก็เลยมีผลทำให้ผิวพรรณมองสดใสสดใส โดยฝรั่งจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกประเภท และยังมีวิตามินซีสูงกเงินว่าส้มถึง 5 เท่า และยังนิยมนำฝรั่งไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆเป็นต้นว่า ฝรั่งดอง ฝรั่งแช่บ๊วย พายฝรั่ง และของหวานอีกหลายประเภท รวมทั้งนำมาใช้ทำเป็นยาแคปซูลแก้ท้องร่วงจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งใส่แคปซูลละ 250 มิลลิกรัม
                นอกเหนือจากนี้น้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่งยังมีการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมของกิน ดังเช่นว่า หมากฝรั่ง ลูกอม รวมถึงนำมาผสมหรือแต่งกลิ่นในน้ำยาบ้วนปากได้อีกด้วย ส่วนสรรพคุณทางยาของฝรั่งนั้นมีดังนี้ หนังสือเรียนยาไทยกล่าวว่า เปลือกต้น, ราก รสฝาด อ่อนโยน ใช้แก้แผลเป็นพิษ แก้ปวดฟัน โรคลักปิดลักเปิด แก้อาการเลือดกำเดา แก้น้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง ใบรสฝาดเปียกแฉะ อ่อนโยนไม่มีพิษ ใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเดิน บิดเรื้อรัง ลมพิษ ผื่นคัน บาดแผลที่มีเลือดออก ผลที่ยังไม่สุก รสเปรี้ยว ฝาดอ่อนโยน ใช้แก้ท้องเสีย บิด กำจัดกลิ่นปาก แก้ปวดฟัน ผลหมูสหวานหอมใช้เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ใช้ห้ามเลือดต้านทานการอักเสบ ลดน้ำตาลในเลือด โดยใช้เปลือกแห้งหนัก 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม ใบแห้งหนัก 3-5 กรัม หากเป็นใบสดใช้หนัก 15-30กรัม ต้มน้ำกิน ถ้าใช้ข้างนอกต้มเอาน้ำชะล้างหรือตำพอก ผลที่ยังไม่สุก แห้งหนัก 6-10 กรัม ต้มน้ำดื่ม
แบบอย่าง/ขนาดการใช้

  • แก้ลำไส้อักเสบ บิด ใช้ใบสด 30-60 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  • แก้กระเพาะไส้อักเสบกระทันหันรวมทั้งท้องเดิน ที่เกิดขึ้นมาจากการสรุปยไม่ดี ใช้ใบแห้งหนัก 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  • แก้บาดแผลมีเหตุมาจากการหกล้มหรือกระทบกระแทกหรือรอยแผลมีเลือดออก ใช้ใบสดตำพอกแผลด้านนอก
  • แก้ปวดฟัน ใช้เปลือกรากผสมน้ำส้มสายชูต้มเอามาอมแก้ปวดฟัน
  • แก้เด็กเป็นแผลเล็กแผลน้อยเรื้อรัง ใช้เปลือก ราก ต้มร่วมกับขนไก่ เอามาชำระล้างบาดแผล
  • แก้ผิวหนังเป็นผื่นผื่นคัน ใช้เปลือกต้นสดและใบต้นเอาน้ำชะล้างบริเวณที่เป็น
  • แก้ท้องร่วง ใช้ใบหรือผลดิบ ต้มรับประทานต่างชา (ใบแห้ง 5 กรัม ใส่น้ำ 100 มล.)
  • ใช้สวนล้างช่องคลอดหลังคลอด ใช้น้ำต้มจากใบสดอุ่นๆสวนล้าง
  • ใช้ในการกำจัดกลิ่นปาก ด้วยการนำใบสด 3-5 ใบมาเคี้ยวแล้วคายกากทิ้ง
  • ช่วยรักษาอาการเสียงแห้ง แก้คออักเสบโดยการใช้ผลที่ตากแห้งต้มน้ำกิน
  • ยอดอ่อนๆปิ้งไฟให้เหลืองกรอบ ชงน้ำดื่มแก้ท้องเดิน บิด ใบสดบดอมขจัดกลิ่นยาสูบ เหล้า แล้วก็กลิ่นปากได้ดี
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้ แก้ท้องร่วง             จากการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางยาของฝรั่งพบว่าการให้ยาเม็ดแคปซูลใบฝรั่งครั้งละ 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน กับผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคอุจจาระหล่น 122 คน สามารถลดจำนวนครั้งของการอุจจาระ ระยะเวลาที่ถ่ายอุจจาระ และจำนวนน้ำเกลือที่ให้ชดเชยได้  การให้ยาเม็ดแคปซูลฝรั่งขนาด 500 มก. (ที่มีสารฟลาโวนอยด์ 1 มก./แคปซูล 500 มก.)  ทุก 8 ชั่วโมง ตรงเวลา 3 วันในคนเจ็บที่มีลักษณะท้องเดิน ปวดท้อง ปริมาณ 50 คน จะสามารถลดการบีบตัวของลำไส้แล้วก็ลดช่วงเวลาเจ็บท้องได้   การให้ยาต้มของฝรั่งในคนเจ็บเด็กที่เป็นโรคไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) 62 คน ทำให้อาการข้างใน 3 วัน ช่วงเวลาท้องเดินสั้นลง และไม่เจอเชื้อ Rota virus ในอุจจาระมากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยคลอโรฟอร์ม เฮกเซน เมทานอล และน้ำ สามารถลดการเคลื่อนไหว และก็การหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภารวมทั้งหนูแรทที่ถูกรั้งนำให้มีการเคลื่อนไหวมากยิ่งขึ้นด้วยอะเซทิลโคลีน  สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 สามารถยับยั้งการยุบตัวของลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้หดตัวด้วยกระแสไฟฟ้า อะเซทิลโคลีน และก็ธาตุแบเรียมคลอไรด์ได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถยั้งอาการท้องเสียในหนูเม้าส์ที่ถูกชักนำให้กำเนิดอาการท้องร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง โดยฝรั่งจะไปเพิ่มการดูดซึมน้ำในไส้รวมทั้งลดการบีบตัวของลำไส้   สารสกัดด้วยน้ำของใบฝรั่งสดสามารถยั้งอาการท้องเดินได้ โดยลดปริมาณครั้งของการอุจจาระในหนูซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้กำเนิดอาการท้องเสียด้วยยา microlax ได้
                 ส่วนสกัดของสารกลุ่ม polyphenolic, saponin รวมทั้ง alkaloid จากใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาที่รั้งนำให้หดเกร็งด้วยอะเซทิลโคลีนและโปตัสเซียมคลอไรด์ได้   สาร quercetin และ quercetin-3-arabinoside จากใบฝรั่ง สามารถต้านทานการยุบตัวของลำไส้เล็กที่ถูกรั้งนำด้วยอะเซทิลโคลีน ทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวน้อยลง  ยิ่งไปกว่านี้สาร quercetin ในใบฝรั่งยังสามารถยับยั้งการยุบเกร็งของลำไส้เล็กในหนูแรทรวมทั้งหนูตะเภาซึ่งรั้งนำให้กำเนิดอาการหดเกร็งด้วยสารละลายโปตัสเซียม  อะเซทิลโคลีน ธาตุแบเรียมคลอไรด์ ฮีสตามีน รวมทั้งซีโรโทนินได้ แล้วก็สามารถลดความสามารถสำหรับในการซึมผ่านของๆเหลวของเส้นเลือดฝอยรอบๆท้องซึ่งส่งผลช่วยรักษาอาการท้องเดิน  สาร quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin), quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin), quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) รวมทั้ง quercetin 3-O-gentiobioside จากใบฝรั่ง สามารถลดการหดเกร็งของลำไส้เล็กหนูเม้าส์ได้   สาร asiatic acid จากใบฝรั่งมีผลทำให้กล้ามเนื้อลำไส้เล็กส่วนปลายของกระต่ายคลายตัว  สารสกัดผลฝรั่งดิบด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ต้านทานการหลั่งอะเซทิลโคลีนในลำไส้เล็กของหนูแรทรวมทั้งหนูตะเภาได้ แม้กระนั้นมีฤทธิ์น้อยกว่าอะโทรปีน โดยฝรั่งส่งผลทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนน้อยลง ทำให้รักษาอาการท้องร่วงได้    สารสกัดฝรั่ง (ไม่เจาะจงส่วน) สามารถลดการบีบตัวของลำไส้เล็กของหนูแรทได้
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียมีการเล่าเรียนการต้านเชื้อแบคทีเรียหลายรายงาน ได้แก่ สารสกัดเอทานอลของฝรั่ง สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Salmonella enteritidis, Shigella flexneri ได้  สารสกัดน้ำ ความเข้มข้น 10-5 มคลิตร/มล. ทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Shigella dysenteriae ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคบิดได้ สารสกัดเปลือกต้น
ด้วย 70% เอทานอล  ความเข้มข้น 250 มิลลิกรัม/มล. ทดลองในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ พบว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุที่นำมาซึ่งโรคอุจจาระหล่น คือ Staphylococcus aureus, Vibrio cholerae รวมทั้ง V. parahaemolyticus แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ E. coli, Shigella  flexneri, Salmonella typhimurium สารสกัดราก กิ่ง รวมทั้งใบฝรั่งด้วย 50% เอทิลอัลกอฮอล์  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, S. typhimurium ที่เป็นต้นเหตุกระตุ้นให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella enteritidis สารสกัดกิ่งฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ อัตราส่วน 1:1 ความเข้มข้น 50 มคล. สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae, Sh. flexneri (ซึ่งทำให้มีการเกิดโรคบิด) E. coli (แบคทีเรียในลำไส้) S. typhimurium (ส่งผลให้เกิดโรคไข้รากสาดน้อย) แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ S. enteritidis สารสกัดทิงเจอร์ของฝรั่ง สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย V. chlorea ที่เป็นต้นเหตุของอหิวาตกโรค ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้แต่ว่าได้ผลปานกลาง  น้ำมันหอมระเหยของใบฝรั่ง สามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli, S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำมันปิโตรเลียมอีเทอร์ ความเข้มข้น 1,000 มคก./มล. สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Enterococcus faecalis ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium, S. aureus สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำ ความเข้มข้น 20 มก./มิลลิลิตร พบว่าสามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย S. dysenteriae 1 (นำไปสู่โรคบิด) แล้วก็ V. chlorea (นำไปสู่อหิวาตกโรค) ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งขนาดความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 1.25, 5 มก./มล. ตามลำดับ
สารสกัดผลดิบของฝรั่งด้วยเมทานอล  ในขนาด 50,100, 300 มก./กิโลกรัม สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae 1, Sh. dysenteriae 2, Sh. dysenteriae 4, Sh. dysenteriae 8 รวมทั้ง V. chlorea 1350 ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 100-200 มคกรัม/มิลลิลิตร สารสกัดหยาบคายของใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Vibrio ที่แยกได้จากกุ้งว่าวจุฬาดำที่เป็นโรค 23 สายพันธุ์ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 1.25-5.00 มก./มิลลิลิตร สารสกัดใบฝรั่งด้วยอะซีโตน และก็ 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella B, S. newport, S. typhimurium, Sh.  flexneri นอกจากนั้นสารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ยังสามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้อีกด้วย  สารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วยน้ำ สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. flexneri, S. aureus แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. newport และ S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ
สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 10 มก./วัน แต่สำเร็จไม่แน่นอนต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium สารสกัดใบฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ความเข้มข้น 1,000 มคกรัม/มิลลิลิตร พบว่าสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคอุจจาระหล่น ได้แก่ Salmonella D, Sh. dysenteriae 1, Sh. flexneri 2A, Sh. flexneri 4A  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. typhimurium type 2, Shigella bodyii, Sh. bodyii 5, Sh. dysenteriae 2, Sh. flexneri 3A, Sh. sonnei  ส่วนสกัดแทนนินจากใบฝรั่ง ความเข้มข้น 85, 95, 95, 100, 110 มคก./มิลลิลิตร สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri, S. enteritidis, S. aureus , Escherichia piracoli, E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ เป็นลำดับ    สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Salmonella spp. ได้ 2 สายพันธุ์  รวมทั้งต้านเชื้อ Sh.  flexneri, Sh. virchow, Sh. dysenteriae แล้วก็เชื้อ E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ(1:1)แล้วก็อะซีโตน สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ที่เป็นสาเหตุของโรคอุจจาระหล่นได้ สารสกัดลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย S. newport รวมทั้ง S. typhimurium, Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. aureus   น้ำคั้นจากผลฝรั่ง ไม่อาจจะต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus typhosus ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไทฟอยด์ได้ สารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินด้วยอัลกอฮอล์ และก็น้ำ (1:1) ความเข้มข้นมากยิ่งกว่า 25 มคก./มิลลิลิตร ไม่อาจจะต้านเชื้อแบคทีเรีย B. subtilis, E. coli, S. typhosa
มีการทำการศึกษาเรียนรู้โดย ปัญจางค์ ธนังข้าล รวมทั้งภาควิชา ในคนไข้ 122 คน ที่เป็นโรคอุจจาระร่วง เป็นชาย 64 คน และหญิง 58 คน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 16-55 ปี ทำการค้นคว้าเปรียบเทียบโดยกระบวนการสุ่ม โดยนำใบฝรั่งอบแห้งแล้วบดเป็นผง ใส่แคปซูล ขนาด 250 มิลลิกรัม ลักษณะเดียวแล้วก็ขนาดเดียวกับ tetracyclin แล้วก็บริหารการรับประทานยาเหมือนกันเป็น500 มก. ทุก 6 ชม. ตรงเวลา 3 วัน ทั้งคู่กลุ่ม พบว่าใบฝรั่งสามารถลดปริมาณอุจจาระ ช่วงเวลาที่อึ แล้วก็จำนวนน้ำเกลือที่ให้ตอบแทนได้
มีการเรียนรู้ในคนเจ็บเด็ก 62 คน ที่เป็นโรคไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) โดยให้รับประทานยาต้มของฝรั่ง พบว่าอาการดีขึ้นด้านใน 3 วัน และก็ระยะเวลาท้องร่วงสั้นลงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง (p<0.05) จำนวนโซเดียมและเดกซ์โทรสในอุจจาระต่ำลง และผลการตรวจอุจจาระไม่เจอเชื้อ Rota virus มากถึง 87.1% เวลาที่กรุ๊ปควบคุมไม่พบเชื้อ Rota virus 58.1% แปลว่ายาต้มของฝรั่งมีประสิทธิภาพสำหรับเพื่อการรักษาอาการท้องร่วงในคนไข้ไส้อักเสบจากเชื้อ Rota virus ได้
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ   จากการเรียนทางคลินิกในผู้เจ็บป่วย 70 คน ที่มีเหงือกอักเสบ พบว่าน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบฝรั่งสามารถลดการอักเสบได้ร้อยละ 19.8 แล้วก็ลดรอยโรคที่ความรุนแรง ได้ปริมาณร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากใบฝรั่ง หลังจากที่ได้มีการใช้เป็นเวลา 3 สัปดาห์
            สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำขนาด 50-800 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เมื่อฉีดเข้าท้องพบว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบกะทันหัน  เมื่อทดสอบกับอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้มีการอักเสบด้วยไข่ขาวสด ยิ่งไปกว่านี้เมื่อฉีดน้ำมันหอมระเหยจากใบฝรั่งเข้าทางช่องท้องของหนูแรทในขนาด 0.8 มิลลิลิตร/โล พบว่าสามารถยั้งการอักเสบที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสาร carrageenan ได้
สารสกัดจากผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูแรท พบว่าสามารถยับยั้งการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการอักเสบด้วยสาร carrageenan, kaolin รวมทั้ง formaldehyde ได้ นอกเหนือจากนั้นสารสกัดผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูเม้าส์จะสามารถยับยั้งการอักเสบและลดลักษณะการเจ็บปวดที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย acetic acid  ได้ดีมากว่าแอสไพรินที่ให้ในขนาดเท่ากันนิดหน่อย
เมื่อนำใบฝรั่งมาหมักกับรารวมทั้งแบคทีเรียเช่น Phellinus linteus (ส่วนเส้นใย) Lactobacillus plantarum รวมทั้ง Saccharomyces cerevisiae แล้วนำมาสกัดด้วยเอทานอล พบว่าสารสกัดที่ได้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งการผลิตสารที่ก่อกำเนิดการอักเสบคือ ไนตริกออกไซด์และ พรอสต้ามึงรนดิน อี 2 ในหลอดทดลอง นอกจากนี้สารสกัดฝรั่งด้วยเอทานอลรวมทั้งน้ำยังออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์
             สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทิลอะซีเตตมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ แล้วก็แก้แพ้โดยยับยั้งการโต้ตอบต่อแอนติเจนที่ชักนำให้มีการแพ้และก็การอักเสบ
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูแรทที่ถูกชักพาให้เป็นโรคเบาหวานด้วยการฉีด alloxan เข้าหลอดเลือดดำโดยสารสกัดใบฝรั่งออกฤทธิ์ใน 2 ชั่วโมง มีฤทธิ์สูงสุดในชั่วโมงที่ 6 และก็สิ้นฤทธิ์ใน 1 วัน
ฤทธิ์ต้านทานเซลล์ของมะเร็ง      สารสกัดใบฝรั่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง murine fibrosarcoma และก็เซลล์ของมะเร็งเต้านม

การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ  พิษทันควัน  สารสกัดด้วยน้ำจากใบ LD50 มีค่ามากยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 20 กรัม/กก.  เมื่อให้ทางปากในหนูถีบจักรทั้งยัง 2 เพศ แล้วก็มีค่ามากยิ่งกว่า 5 ก./กิโลกรัม  เมื่อฉีดเข้าทางท้อง สารสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน LD50 มีค่าเท่ากับ 0.188 เมื่อฉีดเข้าท้องในหนูถีบจักร พิษเรื้อรัง  การให้สารสกัดน้ำจากใบทางปาก ขนาด 0.2, 2 รวมทั้ง 20 กรัม/กิโลกรัม แต่ละวันต่อเนื่องกันตรงเวลา 6 เดือน  พบว่าอัตราการเพิ่มของน้ำหนักตัวต่ำลง ในกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัด เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุมที่ได้รับน้ำ ในตอนที่ไม่พบความต่างของปริมาณของกินที่รับประทานในทุกกลุ่ม พฤติกรรมทั่วไปธรรมดาในทุกกรุ๊ป หนูเพศผู้มีระดับ ALP, SGPT (หลักการทำงานของตับ), BUN (การทำงานของไต) และ WBC สูงขึ้น ในตอนที่ระดับของโซเดียมรวมทั้งคลอเลสเตอรอลในเลือดต่ำลง น้ำหนักของตับรวมทั้งไตมากขึ้น การตรวจทางจุลทัศนกายวิภาค เจอกา

3

เห็ดหลินจือ
สมุนไพร เพื่อนๆบางคนอาจสงสัยว่าโรคตับที่เห็ดหลินจือรักษาได้นี่หมายถึงโรคอะไรกันแน่ใช่ไหม โรคตับเป็นทองคำกว้างๆที่รวมโรคหลายอย่างเกี่ยวกับตับ เช่นตับแข็ง มะเร็งในตับ และไวรัสตับเป็นทองคำกวางๆที่รวมหลายอย่างเกี่ยวกับตับ เช่น ตับแข็ง มะเร็งในตับ และไวรัสตับอักเสบบี ก็ล้วนโรคตับทั้งสิ้น
ผลการวิจัยพบว่า เห็ดหลินจือ มีสารสามารถยับยั้งมะเร็งไดและโดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติ สารดังกล่าวมีอยู่มากที่สปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มสปอร์แล้วนอกนี้ผลงานวิจัยจากกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยพบว่าเห็ดหลินจือมีสารกลุ่ม Polysaccharide ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้ม และสารกลุ่ม Triterpenes (พบที่สปอร์ของเห็ดหลินจือ มากที่สุด ) ซึ่งกลุ่มหลังสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ โดยสปอร์กะเทาะผนังหุ้มจะให้ผลดีกว่าแบบไม่กะเทาะมาก
อย่างไรก็ตามฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งของมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงผลการทดลองในหลอดทดลองเท่านั้น ขณะนี้คณะแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยเชียงใหม่กำลังวิจัยผลที่มีต่อผู้ป่วยโรคมะเร็วจริงๆและคาดว่าผลการศึกษานี้คงจะตีแผ่ให้เพื่อนๆได้ทราบกันในเร็วๆนี้ค่ะ แต่ตอนนี้มีรายงานการศึกษาจากประเทศจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิคุ้มกันได้จริงในผู้ป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งขั้นลุกลาม โดยไม่มีผลข้างเคียงและสามารถใช้ได้ติดต่อกันเป็นเวลานานได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามในประเทศไทย การใช้สมุนไพร เห็ดหลินจือในการรักษาโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่ช่องทางหลักในการรักษา เน้นเรื่องเสริมภูมิต้านทานมากกว่า
ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายมากมายตามท้องตลาด มีทั้งที่ผลิตในไทยและนำเข้าจากต่างประเทศ ถ้าเพื่อนๆอยากเลือกซื้อ ต้องดูให้ดี ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีที่มาและแหล่งผลิตน่าเชื่อถือหรือเปล่า มีการรับรองจาก อย. หรือไม่ และผลิตภัณฑ์ที่สามารถกันความชื้นได้ดีหรือป่าว
เห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่มีสาระสำคัญหลายกลุ่มที่มีฤทธิ์รักษาหรือบรรเทาโรคตับได้ครอบคลุมหลายตับ กลุ่ม Triterpenoid สารกลุ่มนี้มีสารออกฤทธิ์หลักๆคือ Ganoderic acid ซึ่งช่วยเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว ต้านสารพิษ และช่วยหยุดการเติบโตของมะเร็งตับ โปรตีน Lz-8 ช่วยรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบีและกลุ่ม Germanium ซึ่งเป็นอีกตัวที่ช่วยรักษามะเร็งตับ
มีงานวิจัยหลายชิ้นที่รายงานว่าเห็ดหลินจือสามารถรักษาโรคตับได้ และยังมีการจดสิทธิบัตรยาบำรุงตับตัวหนึ่งที่เกาหลีใต้ ซึ่งยาดังกล่าวมีส่วนประกอบของสารกาโนโดสเทอโรนในเห็ดหลินจืออีกด้วย
ถ้าไม่ได้เป็นโรคอะไรเกี่ยวกับตับแล้วจะยังทานเห็ดหลินจือได้หรือป่าว
คำตอบคือได้ เห็ดหลินไม่ได้รักษาโรคตับได้อย่างเดียว แต่ยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ได้อีกมามายตามที่เขียนไว้ในบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคในเว็บไซต์นี้ หรือจะทานแบบถือคติ กันไว้ดีกว่าแก้ ก็ไม่ผิด
สมุนไพร โรคภูมิแพ้คือโรคที่ร่างกายแพ้สารบางอย่างที่คนทั่วไปไม่แสดงอาการแพ้ เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดสนิทได้ ภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่ถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรมในเด็กอายุ 5-15 จะพบโรคนี้ได้มากที่สุดเมื่อร่างกายแสดงอาการแพ้ เช่น การเกิดผื่นคันหรือตุ่มตามตัว เพราะฉะนั้นถ้าเรายับยั้งการกล

เมื่อร่างกายได้รับสารที่ทำให้เกิดการแพ้สักอย่างหนึ่ง ร่างกายจะหลั่งสาร Histamine ออก ซึ้งสารตัวนี้จะไปทำให้ร่างกายแสดงอาการแพ้ เช่น การเกิดผื่นคันหรือตุ่มตามตัว เพราะฉะนั้นถ้าเรายับยั้งการหลั่งสาร Histamine นี้ ก็จะทำให้ร่างกายไม่แสดงอาการแพ้ออกมา
ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เพื่อนๆที่กำลังอ่านอยู่คงเข้าใจและเห็นด้วยกันทุกคนใช่ไหม แต่เพื่อนอาจกำลังสงสัยกันอยู่ว่า แล้วจะต้องทำยังไงไม่ให้ป่วยละ
คำตอบคือ เห็ดหลินจือทำให้ตัวเพื่อนเองมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงไง ซึ่งก็จะเป็นผลพวงจาการดูแลสุขภาพ แล้วเห็ดหลินจือจะมีผลยังเดี๋ยววันนี้จะค่อยไขความกระจ่าง
สมุนไพร ระบบภูมิคุ้มกันคือกลไกการกำจัดเชื้อโรค สารเคมีแปลกปลอม เซลล์มะเร็ง และสิ่งแปลกปลอมอื่ๆที่จะเข้ามาทำอัตรายต่อร่างกายเรานั้นเอง ดังนั้นถ้าเพื่อนๆมีระบบภูมิคุ้มกันดีก็จะไม่ป่วยง่าย หรือถ้าป่วยก็จะฟื้นเร็ว แต่ถ้าระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีก็จะป่วยบ่อยและเป็นหนักกว่าคนที่มีระบบูมิคุ้มกันแข็งแรง มาถึวตรงนี้แล้วเพื่อนๆคงเห็นความสำคัญของการมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกันแล้ว
คนจีนโบราณใช้เห็ดหลินจือมานานกว่า 2000 ปีแล้ว แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าทำไมคนที่ทานเห็ดหลินจือถึงมีอายุยืนและแข็งแรงไม่ค่อยเป็นโรค ตอนนี้เราสมารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสารกลุ่ม Polysacchayide ในเห็ดหลินจือนั้นสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเราได้จริง สารกลุ่มดังกล่าวสามารถกระตุ้นการสร้าง Interleukin และ Immuoglodulin ซึ่งส่งผลให้ระบบภูมคุ้มกันดีและแข็งแรงขึ้น
ระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกเสริมด้วยสาร Polysaccharide ในเห็ดหลินจือจะสามารถต้านวรัส เซลล์มะเร็ง และจำกัดสารอนุมูลอิสระได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้คนที่ถูกผลข้างเคียงที่โดนยาต้านมะเร็งบางตัวและการทำคีโมกดภูมิคุ้มกันให้มีระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นอีก และเห็ดหลินจือยังมีสารออกฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวของเชื้อ HIV อีกด้วย ซึ่ง กลุ่มดังกล่าวคือกลุ่ม Bitter Triterpenoids

4

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ รักษาโรคมะเร็ง
สมุนไพร เห็ดหลินจืออีกหนึ่งงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยที่เล่าเรียนเกี่ยวกับประสิทธิผลของสารโพลีแซ็คคาไรค์ในเห็ดหลินจือของผู้ในผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด จากการวิเคาะห์พบว่า สารดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมีส่วนในการยัยยั้งแนวทางการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว
จากการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยจำนวนมากถึงประสิทธิผลทางการรักษาโรคโรคมะเร็งของเห็ดหลินจืออาจส่งผลต่อการต้านการอักเสบในผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดบางราย แม้กระนั้นยังคงไม่มีหลักฐานทางด้านวิทยาศาสตร์หรือการทดลองด้านการแพทย์ที่ให้ข้อมูลพอเพียงที่สนับสนุนให้ใช้เห็ดหลินจือสำหรับเพื่อการรักษาโรคมะเร็งอย่างเป็นทางการ
เมื่อพินิจพิจารณาเปรียบจากการรวบงานศึกษาค้นคว้าวิจัยที่ศึกษาประสิทธิผลของเพื่อรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ 373 คน แม้ว่าจะพบว่าคนป่วยสนองตอบต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัดได้ดิบได้ดีขึ้นเมื่อรักษาร่วมกับการใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือ แต่ว่าเมื่อตรวจสอบและลองใช้เห็ดหลินจือเพียงอย่างเดียวกลับไม่มีประสิทธิผลในสำหรับเพื่อการทำให้มะเร็งลดขนาดลงประการใด
สมุนไพร นอกจากนี้ จาการทบทวนงานค้นคว้าพบว่ามีงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัย 4 ชิ้นที่ส่งผลลัพธ์สนับสนุนว่าเห็ดหลินจืออาจสมาคมต่อการปรับปรุงแก้ไขคุณภาพชีวิตของคนเจ็บให้ดีขึ้น แล้วก็ในเวลาเดียวกัน ก็มีผลลัพธ์จากงานศึกษาค้นคว้าวิจัยหนึ่งที่แสดงถึงผลข้างคียงของเห็ดหลินจือ เป็นอาการคลื่นใส้รวมทั้งนอนไม่หลับด้วย
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงอาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่ใช้พิสูจน์ทางคุณลักษณะและก็ประโยชน์ที่ได้รับมาจากเห็ดหลินจือยังคงมีจำกัด บาง งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยเป็นการทดลองขนาดเล็ก หลักฐานที่ได้ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หรือเป็นเพียงแต่การทดลองในผู้เจ็บป่วยบางกรุ๊ปแค่นั้น ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อโรคมะเร็ง จึงยังคงเป็นประเด็นการค้นคว้าที่ควรปฏิบัติการทดลองต่อไป เพื่อได้สำเร็จลัพ์ที่ชัดเจน แล้วก็เป็นประโยชน์ในวงกว้างต่อการดูแลรักษาคนป่วยมะเร็งได้ในอนาคต
สภาวะต่อมลูกหมากโต แล้วก็การเจ็บป่วยในระบบทางเดินปัสสาวะ
มีขั้นตอนการทดลองหนึ่งที่ใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือทดลองในคนไข้เพศ 88 รายซึ่งแก่เกินกว่า 49 ปีขึ้นไป ที่มีอาการปัสสาวะขัดข้อง หลังการทดลองกว่า 12 อาทิตย์ ผลสรุปที่ได้เป็น ผู้ป่วยต่างหรูหราคะแนน IPSS ที่ดีขึ้น ( TNE lnternational Prostate Symptom Score )ซึ่งเป็นค่าคะแนนสากลในการวัดปัญหาในระบบทางเท้าปัสวะของคนเจ็บจากการตอบคำถาม แต่กลับไม่ปรากฏผลในเชิงความเคลื่อนไหวคุณภาพชีวิต การขับถ่ายปัสวะ หรือขนาดของต่อมลูกหมากแต่อย่างใด
สมุนไพร ด้วยเหตุนั้น การทดสอบดังที่กล่าวถึงมาแล้วจึงยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาสตร์ที่ชัดเจนเพียงพอ จำเป็นต้องมีการค้นคว้าทดสอบในด้านนี้ต่อไปในอนาคต เพื่อค้นหาข้างหลังฐานที่ชัดแจ้งสำหรับการสรุปเกี่ยวกับประสิทธิของเห็ดหลินจือต่อการรักษาภาวะต่อมลูกหมากโตหรือปัญหาด้านสุขภาพใดๆก็ตามที่เกี่ยวพัน
ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ
จากการวิเคราะห์ผลของการทดลองทางการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีคนไข้เบาหวานชนิด 2 ร่วมทดสอบกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่มีผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพพอเพียงจะเกื้อหนุนผลทางการรักษาเหล่านั้น และไม่มีข้อมูลที่เพียงพอสำหรับเพื่อการรับรองด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจือเช่นเดียวกัน โดยหนึ่งในการวิจัยเหล่านั้น ได้แสดงถึงผลกระทบจากการบริโภคเห็ดหลินจือในคนเจ็บบางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องเดิน หรือท้องผูก
โดยเหตุนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการค้นคว้าทดลองถึงสมรรถนะของเห็ดหลินจือสำหรับการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆกลุ่มนี้เพื่อปกป้องแล้วก็การดูแลและรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจต่อไป และให้ได้การชัดเจนชัดดเจนในด้านดังกล่าวมากเพิ่มขึ้น อันเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการรักษาปกป้องโรคเส้นโลหิตหัวใจและอาการต่างๆที่เกี่ยวพันถัดไปในอนาคต
ปริมาณที่สมควรสำหรับในการบริโรคเห็ดหลินจืออปิ้งชัดแจ้ง เนื่องประสิทธิผลแล้วก็ผลข้างคียงจากการบริโภค โดยเหตุนี้ ผู้ซื้อ ควรศึกษาเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ แล้วก็ขอคำแนะนำแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการบริโรค เนื่องจากว่าหากแม้เห็ดหลินจือในแต่ละรูปแบบจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แต่สารเคมีและส่วนประต่างบางทีอาจส่งผลข้างเคียงที่เกิดอันตรายต่อสภาพร่างกายได้เหมือนกัน
โดยปกติ จำนวนการบริโภคเห็ดหลินจือ/วันดังเช่น
-เห็ดหลินจืออบแห้ง ไม่ควรบริโภคเกิน 1.5-9 กรัม/วัน
-ผงสารสกัดเห็ดหลินจือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1-1.5 กรัม
-สารละลายเห็ดหลินจือ ไม่สมควรบริโภคเกิน 1 มล./วัน
ความปลอดภัยสำหรับการบริโภคเห็ดหลินจือ
แม้ว่าจะมีการพิสูจน์ถึงคุณประโยชน์ในบางด้านที่อาจเกิดขึ้นได้จากการบริโภคเห็ดหลินจือ แต่คนซื้อก็ควรศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ และขอความเห็นหมอหรือเภสัชกรก่อนการบริโภค โดยเฉพาะ ควรระมัดระวังในด้านจำนวนและแบบอย่างเห็ดหลินจือที่บริโภค เพราะเหตุว่าบางทีอาจเกิดผลข้างๆต่อร่างกายได้ในคราวหลัง
โดยสิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังสำหรับเพื่อการบริโภคเห็ดหลินจืออาทิเช่น

ผู้ใช้ทั่วไป.......
-ควรบริโภคเห็ดหลินจือในจำนวนที่พอดี
-การบริโภคสารสกัดจากเห็ดหลินจือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 1 ปี อาจจะเป็นผลให้ทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายได้
-การบริโภคสารสกัดจากเห็ดหลินจือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 1 ปี อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้
-การบริโภคสารสกัดเห็ดหลินจืออาจก่อกำเนิดผลกระทบได้ ดังเช่นว่า ปากแห้ง คอแห้ง คันจมูก เลือดกำเดาไหล ท้องไส้ปั่นป่วน ถ่ายเป็นเลือด
-การดื่มไวน์เห็ดหลินจืออาจส่งผลให้เกิดผลกระทบเป็นอาการผื่นคัน
-การสูดหายใจเอาเซลล์ขยายพันธุ์ หรือ สปอร์ (Spores) ของเห็ดหลินจือเข้าไปอาจจะเป็นผลให้กำเนิดอาการแพ้
ผู้ที่พึงระวังสำหรับการบริโภคเป็นพิษ
ผู้ที่ท้อง หรือกำลังให้นมลูก ถึงแม้ยังไม่มีการพิสูจน์ผลกระทบที่บางทีอาจเกิดขึ้นได้ในกรุ๊ปผู้ใช้นี้แต่ว่าผู้ที่มีท้องแล้วก็ผู้ที่กำลังให้นมบุตรควรเลี่ยงการบริโภคเห็ดหลินจือ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของตนและลูกน้อย
คนที่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด การบริโภคเห็ดหลินจือในจำนวนมาก อาจเพิ่มความเสี่ยงสำหรับในการเกิดภาวะมีเลือดออกในผู้เจ็บป่วยบางรายที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัด ด้วยเหตุนี้ เพื่อลดการเสี่ยง ผู้ป่วยควรหยุดบริโภคเห็ดหลินจือ ขั้นต่ำ 2 สัปดาห์ก่อนวันผ่าตัด
คนที่มีปัญหาสุขภาพ
สมุนไพร  ความดันเลือดต่ำ เห็ดหลินจืออาจส่งผลให้ความดันโลหิตต่ำลง โดยเหตุนั้น คนป่วยภาวะความดันโลหิตต่ำจำเป็นจะต้องหลบหลีกการบริโภคเห็ดหลินจือ
ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ การบริโภคเห็ดหลินจือในจำนวนมาก อาจเพิ่มการเสี่ยงในการเกิดภาวะมีเลือดออกในคนที่มีเกล็ดเลือดต่ำ ฉะนั้น ผู้ป่วยภาวการณ์เกล็ดเลือดต่ำจึงไม่ควรบริโภคเห็ดหลินจือ
สภาวะมีเลือดออกไม่ดีเหมือนปกติ การบริโภคเห็ดหลินจือในจำนวนมาก บางทีอาจเพิ่มความเสี่ยงสำหรับในการเกิดภาวะมีเลือดออกในคนป่วยบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีภาวะเลือกออกไม่ดีเหมือนปกติอยู่แล้ว

Tags : สมุนไพรเห็ดหลินจือ

5

เห็ดหลินจือ
สปอร์เห็ดหลินจือแดง-ส่วนที่มีคุณค่าที่สุดของเห็ดหลินจือ
เมื่อ ค.ศ 2005 บริษัทของเรามีจุดกำเนิดขึ้นจากความอยากได้หาสมุนไพรคุณภาพสูงจากในหลายประเทศ จนถึงเราพบและมีส่วนร่วมกับบริษัทยยาของรัฐบาลจีน รวมทั้งได้ นำเข้าสปอร์เห็ดหลินจือประสิทธิภาพสูงหลังจากนั้นเป็นต้นมา
นับ 10 กว่าปี ที่พวกเราเป็นผู้ริเริ่ม และก็เป็นหัวหน้าในด้านสปอร์เห็ดหลินจือแดงคุณภาพสูง คุณภาพเป็นหัวใจสำคุณของเรา สปอร์เห็ดหลินจือของพวกเรา จะถูกคัดสรรอย่างยอดเยี่ยมก่อนถึงมือบริโภค เห็ดหลินจือแดงที่เรานำเข้ามา ถูกเพาะด้วยวิธีละเอียดลออ ทำให้จับตัวได้ดอกเห็ดที่มีขนาดใหญ่มากยิ่งกว่า
เราเอาใจใส่และตรวจดูประสิทธิภาพในทุกขั้นตอนการผลิตอย่างใกล้ชิด แล้วก็ด้วยกระบวนการผลิตที่ดูแลอย่างดี ทำให้เราได้รับการรับรองมาตฐาน GMP (GOOD Manufacturing Practice) ทุกล็อตที่พวกเราผลิตออกมา จะได้รับการตรวจประสิทธิภาพจากห้องแล็ปในโรงหมอ
เพื่อประโยชน์สูงสุดของท่านผู้ที่กำลังหาสินค้าเห็ดหลินจือมารับประทาน
งานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยรับรองว่าการกินสปอร์เห็ดหลินจือจะได้ผลลัพธ์ที่ดีมากกว่าการทานดอก เนื่องด้วยสปอร์มีสารออกฤทธิ์สำคัญมากกว่าแล้วก็สปอร์ที่ถูกกระเทาะนั้น เปลือกหุ้มจะต้านทานโรคมะเร็ง และเสริมภูมิคุ้มกันได้ดียิ่งไปกว่า เทียบกับแบบไม่ได้กระเทาะเปลือก
ที่พลาดมิได้ที่สุดเป็น.....
ท่านๆสามารถบริโภคเห็ดหลินจือได้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆโดยปลอดภัยใด อีกกด้วย เห็ดหลินจือมีมากว่า 100 สายพันธุ์แต่สายพันธุ์ที่มีสรรพคุณทางยาเยี่ยมที่สุดเป็นเห็ดหลินจือแดง เพราะสายพันธุ์นี้จะมีสารออกฤทธิ์กรุ๊ป Polysaccharide อยู่อย่างยิ่งที่สุด
ส่วนท่านที่กำลังเลือกซื้อเห็ดหลินจือออกมาขายในท้องตลาดแบบอย่างต่างๆมากมาย อีกทั้งในรูปแบบดอกอบแห้ง แคปซูล น้ำเห็ดหลินจือ กาแฟเห็ดหลินจืออื่นๆอีกเยอะมาก
ดังนั้นการจะเลือกซื้อเห็ดหลินจือให้ได้แบบที่มีคุณภาพดี ต้อง......
ดูตั้งแต่แนวทางการผลิต ว่าตัวเห็ดหลินจือนั้นได้รับการเลี้ยงที่เหมาะสมหรือปล่าว เพราะการควบคุมอณหภูมิ ความชื้น สารอาหาร รวมทั้งกรรมวิธีการแปลรูปล้วนส่งผลต่อปริมาณสาระสำคัญในตัวเห็ดหลินจือ บรรจุภัณฑ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากเห็ดหลินจือจะขึ้นราได้ง่ายเมื่อโดนความชื้อ ฉะนั้นตัวบรรจุภัณฑ์ควรต้องเลือกเป็นขวดที่กันความชื้อเจริญอีกด้วย
เห็ดหลินจือกับประโยชน์ต่อสุขภาพ
เห็ดหลินจือ (Lingzihi หรือ  REISHI)มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า กาโนเดอร์ มา ลูสิดัม (Ganoderma Lucidum) เป็นเห็ดที่มีขนาดใหญ่ มีสีเข้มมีพื้นผิวแวววาว มีลักษณะคล้ายไม้ และก็มีรสขม มีประวัตศาสตร์ช้านานสำหรับการใช้เห็ดหลินจือ เพื่อรักษาหรือบำรุงสุขภาพในประเทศแถบเอเซีย โดย เฉพาะจีนและญี่ปุ่น เพราะว่ามั่นใจว่าสารประกอบข้างในเหลืดหลินจือมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย
สมุนไพร ในเห็ดหลินจือมีสารอาหารที่อาจเกิดผลดีต่อร่างกายเยอะแยะ จำพวกเส้นใยต่างๆโปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและก็แร่ธาตุบางประเภท เชเนแคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัสแมกนีเซียม เซเลเนียม ธาตุเหล็ก สังกะสี ดูแดง สารโมเลกุลชีวภาพที่สำคัญ เย่างสเตียรอยด์(Steroids) เทอร์ปีนป่ายอยด์ (Terpenoide) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ไกลวัวโปรตีน (Glycoproteins)พอลิแซ็กคาไรค์ (Polrsacchayides) รวมทั้งสารอนุพันธ์อื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) และก็ลิวซีน (Leucine)ด้วยเหตุฉะนี้ มีบางบุคคลหรือในบางวัฒนธรรมนำเห็ดหลินจือมาเข้าครัวรวมทั้งดัดแปลงเพื่อการบริโภคอย่างนานาประการ นักวิทยาศาสตร์จึงสนใจและก็นำเห็ดหลินจือมาทดสอบหาประสิทธิผลทางการรักษาและการบำรุงสุขภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าเห็ดจำพวกนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์ใช่หรือไม่
เห็ดหลินมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพที่อาจเป็นได้จริงหรือ?
ถึงแม้มีการค้นคว้าทดสอบมากเกี่ยวกับคุณสมบัติรวมทั้งคุณประโยชน์ที่บางทีอาจเป็นไปได้ของเห็ดหลินจือ
แต่ว่าในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือข้อรับรองทางด้านวิทยาศาสตร์แล้วก็การแพทย์ที่กระจ่างถึงคุณสมบัติและก็คุณประโยชน์ที่บางทีอาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือแต่ว่า ในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์รวมทั้งการแพทย์ที่กระจ่างแจ้งถึงคุณสมบัติแล้วก็ประสิทธิผลด้านอะไรก็ตามดังนั้น ผู้ใช้ควรทำการศึกษาเรียนรู้และทำการค้นคว้าข้อมูลของเห็ดหลินจือ จำนวนและแนวทางการบริโภคที่เหมาะสม รวมทั้งความจำกัดต่างๆและก็เหตุทางสุขภาพของตัวเองให้ดีก่อนจะมีการบริโภค
แบบอย่างงานศึกษาเรียนรู้ที่เรียนรู้เกี่ยวกับเห็ดหลินจือที่อาจมีผลต่อสุขภาพ
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
งานศึกษาค้นคว้าวิจัยหนึ่งได้ทดลองหาประสิทธิผลและความปลอดภัยของการบริโภคอาหารเสริมเห็ดหลืนจือในผู้ป่วย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ จำนวน 32 ราย  ผลเป็น เห็ดหลินจืออาจมีคุณประโยชน์ในด้านการระงับลักษณะของการปวด ไม่เป็นอันตรายต่อการรับประทานไปสู่ร่างกายและไม่ส่งผลใกล้กัน อย่างไรก็ดี กลับไม่ปรากฏผลที่มีนัยสำคัญในการต่อต้านปฎิกิริยาออกซิเดชัน การต้านการอักเสบ หรือผลการปรับระบบภูมิคุ้มกันแต่อย่างใด

เพิ่มความสามารถร่างกาย
เห็ดหลินจือ มีการทดสอบที่ทดลองสมรรถนะของเห็ดหลินจือในด้านการเพิ่มสรรถยนต์ภาพของร่างกาย โดยได้ ทดสอบในผู้ป่วยโรคปวดกล้ามไฟโปรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)เพศหญิงจำนวน 64 ราย ตลอดเวลาการทดลอง 6 อาทิตย์ ผู้เจ็บป่วยบริโภคเห็ดหลินจือจำนวน 6 กรัม/วัน ต่อจากนั้นจึงทดสอบสมรรถนะร่างกายของคนไข้ ผลของการทดลองแล้วก็วางแผนรักษาผู้ป่วยโรคนี้ต่อไป แม้กระนั้นยังคงขาดหลักฐานเกื้อหนุนที่แจ่มชัด จะต้องมีการทำการศึกษาเรียนรู้ในด้าน เพื่อหาหลักฐานรวมทั้งสิ่งที่ใช้พิสูจน์ที่แนชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือถัดไป
ต้านการเกิดปฎิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน และก็คุ้มครองป้องกันการทำลายเซลล์ตับ
สมุนไพร จากการทดสอบหาความสามารถของสารตรีเทอร์พีนอยด์ (Trirpenoids)และก็โพลีแซ็กคาไรด์(Polysaccharide)ในเห็ดหลินจือในด้านการต้านการเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชัน และก็การป้องกันการทำลายเซลล์ตับในกลุ่มผู้ทดลองที่มีสุขภาพดี 42 คน ผลทีแสดงถึงคุณภาพของเห็ดหลินจือสำหรับในการช่วยต้านทานอนุมูลอิสระ และก็ยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบของตับ
อย่างไรก็ดี แม้เห็ดหลินจืออาจช่วยต้านปริกิรริยาขบวนการออกซิเดชันได้ แม้กระนั้นการทดสอบดังที่กล่าวถึงมาแล้วเป็นเพียงการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยขนาดเล็ก ควรศึกษาค้นคว้าต่อไปเพื่อหาหลักฐานและก็ข้อพสจน์ที่เด่นชัดที่ชัดเจนถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือ

6

ถั่งเช่า
‘ถั่งเช่า’ เป็นยังไง? 
ถั่งเช่า’ นั้นพบได้รอบๆแถบทุ่งหญ้าบนเทือกเขาสูงของจีน (ประเทศธิเบต) เนปาล และก็ภูเขาฏาน ซึ่ง ‘ถั่งเช่า’ ที่มาจากแนวเขาหิมาลัยมีความน่าดึงดูดใจเป็นอย่างยิ่ง ได้มีคำชี้แจงสมุนไพรประเภทนี้ว่า
“ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นต้นหญ้า” สมุนไพร สื่อความหมายบ่งบอกวิวัฒนาการของมันว่า ตลอดหน้าหนาวจะมีหนอนประเภทหนึ่งฝังตัวอยู่ในหิมะ เมื่ออากาศเปลี่ยนน้ำแข็งเริ่มละลาย ก็จะมีเห็ดอีกประเภทหนึ่งปล่อยสปอร์ออกมาเพื่อการขยายพันธุ์ โดยจะถูกพัดพาไปตกอยู่ตามพื้นดิน แล้วตัวหนอนที่เคยฝังตัวในหิมะเหล่านี้หลุดออกมาจากจำศีลขึ้นมาหาอาหารก็จะกินสปอร์เข้าไป เมื่อเวลาผ่านไปถึงฤดูร้อนสปอร์ก็จะเริ่มเจริญเติบโตโดยอาศัยการดูดสารอาหารและก็แร่จากตัวหนอน ต่อจากนั้นเห็ดก็จะเริ่มแตกออกออกจากตัวหนอน เพราะเห็ดเหล่านี้อยากได้แดดมันจึงงอกพุ่งขึ้นสู่พื้นดินโดยงอกออกจากปากของตัวหนอน ส่วนตัวหนอนเองก็จะค่อยๆเหน็ดเหนื่อยลง เพราะฉะนั้นถั่งเช่าที่นำมาใช้ทำเป็นยาก็คือ ส่วนผสมของตัวหนอนแล้วก็เห็ดที่แห้งแล้วนั่นเอง
‘ถั่งเช่า’ ราชาที่สมุนไพรจีน
สมุนไพร ถั่งเช่า นับเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่วงจรของหนอนประเภทนี้ได้กลายมาฯลฯกำเนิดของสมุนไพรที่เป็นประโยชน์หลายประการ สำหรับการนำมากินนั้น มีอีกทั้งกินสดๆนำมาต้ม ตุ๋น หรือบดเป็นผุยผงแล้วใส่ในแคปซูลเพื่อความสะดวกเพิ่มขึ้นเช่านับว่าเป็นสมุนไพรอันดับที่หนึ่งของโลกปัจจุบัน ด้วยคุณประโยชน์มากไม่น้อยเลยทีเดียวที่ได้จากถั่งเช่า ก็เลยทำให้ไม่ว่าใครก็ต่างสรรเสริญให้ ถั่งเช่านั้นเป็นสมุนไพรที่ดีที่สุด เมื่อก่อนหากเอ๋ยถึง ถั่งเช่าอาจมีไม่ค่อยมีใครรู้จักสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะชาวไทยอย่างพวกเราๆแต่ว่าลองถามในตอนนี้สิจะมีผู้ใดบ้างที่ไม่ทราบยอดเยี่ยมสมุนไพรประเภทนี้ ด้วยเหตุว่าในตอนนี้ถั่งเช่านั้นเป็นที่นิยมมากมายก่ายกอง และก็แพร่หลายด้วยสรรพคุณจำนวนมากดังเช่น ช่วยทำนุบำรุงร่ากาย บำรุงเกี่ยวกับทางเท้าหายใจรวมไปถึงยังสามารถช่วยเพิ่มสมรรถทางเพศได้อีกด้วย ไม่หนำซ้าผู้คนล้นหลามยังเชื่อว่าเจ้าตัว ถั่งเช่านั้นสามารถรักษามะเร็งได้ดิบได้ดีอีกด้วย
การศึกษาสมุนไพรถั่งเช่า
คุณทราบหรือเปล่า?......จากที่มีการเล่าเรียนสมุนไพร มามากกว่า 20 ปี ไม่เจอผลกระทบหรือสารตกค้างใดๆก็ตามเลย ในกลุ่มคนที่กินถั่งเช่า ในปริมาณมากติดต่อกันนาน รวมทั้งในผู้สูงอายุ
จากการศึกษาการค้นคว้าวิจัยจำนวนหลายชิ้นเกี่ยวกับผลทางชีวภาพแล้วก็ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของถั่งเช่ามีมาก จึงทำให้ ‘ถั่งเช่า’ เป็นสมุนไพรที่ให้ผลดีสำหรับเพื่อการกระตุ้นระบบภูมิต้านทานต่างๆของร่างกายให้ดำเนินงานดียิ่งขึ้น ซึ่ง นพ.สุริยน ธีรธรรมากุล แพทย์ผู้ที่มีความชำนาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัยกรุงเทพ โรงหมอกรุงเทพ ได้กล่าวว่ากว่า 20 ปี ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีคนไหนกันศึกษาและทำการค้นพบด้านลบหรือผลข้างเคียงใดๆที่เป็นอันตรายของ ‘ถั่งเช่า’  เลย เว้นเสียจะเกิดขึ้นในบางคราวของคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องของตนอยู่แล้วเท่านั้น
คุณประโยชน์ของถั่งเช่า
ถั่งเช่า ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับคนไข้ที่เป็นเบาหวาน และก็ลดคอเลสเตอรอล
ช่วยหลักการทำงานของตับในเรื่องของดีท็อกซ์ เพิ่มประสิทธิภาพแนวทางการทำงานของไตให้ดีขึ้น
สร้างโปรตีนจำพวกสำคัญ ที่ช่วยเพิ่มกระตุ้น สมรรถภาพทางเพศหญิงแล้วก็ชาย ซึ่งได้รับฉายานามอีกอย่างหนึ่งว่า ไวอกร้าที่เทือกเขาหิมาลัย
ต่อต้านอาการเหน็ดเหนื่อย และก็เพิ่มประสิทธิภาพรูปแบบการทำงานของร่างกาย
ถั่งเช่า ช่วยกระตุ้นรูปแบบการทำงานของเม็ดเลือดขาว ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง
ความนิยมบำรุงสุขภาพด้วยการรับประทานสมุนไพรจีนเพื่อบำรุงร่างกายมีมากยิ่งขึ้น ซึ่ง ‘ถั่งเช่า’ เองนั้นเป็นอีกหนึ่งชนิดของอาหารเสริมสำหรับผู้ที่อยากบำรุงร่างกายให้แข็งแรง เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่คนวัยหนุ่มสาวจนกว่าผู้สูงวัยหรือผู้ที่ต้องการปรับสมดุลในช่วงวัยทอง
โดยแพทย์เสนอแนะเรื่องการเลือกซื้อ ‘ถั่งเช่า’ ว่า “ปัจจุบันในตลาดจะมีแบบธรรมชาติหรือการเพาะเลี้ยงเองเป็นลู่ทาง มีสายพันธุ์มากกว่า 600 สายพันธุ์ ซึ่งจากการทดลองนั้น ‘ถั่งเช่า’ สายพันธุ์ Cordyceps Sinesis จะออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด แล้วก็มีผลศึกษาค้นคว้ารับรองแน่นอน การเลือกกินสมุนไพร ‘ถั่งเช่า’ เป็นอาหารเสริมนั้น จะต้องเลือกจากแหล่งผลิตเชื่อใจได้ผ่านขั้นตอนการที่ถูกต้อง

ทำไม....ทานถั่งเช่าแล้วบางเจ้ามองไม่เห็นผล
ทำไมถั่งเช่าถึงแพง
ด้วยความที่สมุนไพร ถั่งเช่านั้นได้รับความนิยมมากมายในตอนนี้ทำให้ราคาของสมุนไพรชนิดนี้สูงมากอย่างต่ำเกรดธรรมดาๆก็ตกอยู่ที่กิโลละ 2-3 แสนบาท แต่ว่าหากเป็นตัวอย่างดีราคาแพงสุดอยู่ที่2-3 ล้านบาทอย่างยิ่งจริงๆ มูลเหตุที่ทำให้ราคาของ ถั่งเช่าแพงได้ขนาดนี้ก็เนื่องจากถั่งเช่าไม่ได้หากันง่ายๆมีเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น ไม่เหมือนกับสมุนไพรชนิดอื่นๆซึ่งสามารถหากันง่ายดายยิ่งกว่านี้ ถั่งเช่าจะหาได้จากพื้นที่สูงเข้าถึงยาก รวมทั้งมีสภาพภูมิอากาศที่คนปกติทั่วไปไม่สามารถเข้าไปหาถึงได้อย่างไม่ยากเย็นจำเป็นต้องให้คนทื้นที่เป็นผู้เข้าไปหาในป่าแค่นั้น ทั้งยังถั่งเช่ายังมีคุณประโยชน์ยังมีคุณประโยชน์ต่างๆอีกเยอะแยะ ทั้งยังช่วยรักษโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับฟุตบาทหายใจ โรคภูมิแพ้ หรือช่วยทำนุบำรุงอาหารลดน้าตาลในเลือด เป็นต้น แถมยังช่วยชะลอความแก่ และก็ช่วยเพิ่มสามารถทางเพศ ได้ดิบได้ดีอีกด้วย ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานั้นจึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้ถั่งเช่าราคาแพงแพง แต่ว่าขณะนี้มีโรงงานในไทยสามารถเพาะถั่งเช่าได้ โดยไม่ต้องเดินไปเก็บตามเทือกเขาทำให้ราคาต้นทุนถั่งเช่าลดลดลงไปมากกว่าก่อนหน้า สามารถควบคุมจำนวนสาระสำคัญได้เป็นเพาะในภาวะควบคุม และก็ยังแก้ไขปัญหาสารโลหะหนักปนที่ไม่อาจจะควบคุมได้ในธรรมชาติได้อีกด้วย

7

ถั่งเช่า
ทานถั่งเช่าเห็นผลข้างในกี่วัน
-ถั่งเช่า ช่วยรักษาคนที่มีลักษณะจากการที่ต่อเนื่องมาจากการเป็นโรคไตตัวอย่างเช่นอาการ ปวดหลัง ปัสสาสะหลายครั้ง เป็นต้น
-ช่วยเพิ่มความฟิตให้กับร่างกายของนักกีฬาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักกีฬาประเภทวิ่งแข็ง หรือนักกีฬาที่ใช้ภาระหน้าที่กำลังเป็นอันมาก
-ช่วยเพิ่มความสามารถเพศได้อย่างดีเยี่ยมด้วยเหตุว่า ถั่งเช่านั้นช่วยทำให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงที่อวัยวะสืบพันธุ์ได้มากขึ้น-สมุนไพร ถั่งเช่าช่วยทำให้น้ำอสุจิน้ำอสุจิแข็งแร็ง
-ถั่งเช่า ช่วยลด และก็ต้านอนุมูอิสระภายในร่างกาย ช่วยยั้งแล้วก็ชะลอความแก่ได้ รวมทั้งซ่อมบำรุงเซลต่างๆที่เสื่อมภายในร่างกาย
-ช่วยเพิ่มความจำ รวมทั้งปกป้องโรคสมองเสท่อมได้
-ช่วยลดอาการใจสั่น รวมทั้งหัวใจเต้นเร็ว ที่เป็นผลมาจากโรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับความดันเลือด
-ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในเลือด รวมทั้งช่วยให้เลือดมีระบบระเบียบไหลเวียนที่
-ช่วยยั้งเชื้อร้ายอย่างแบคทีเรียในร่างกายได้แม้กระทั่งเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงอย่างวัณโรคก็ตาม
-ถั่งเช่า ช่วยทำให้เลือดลมของสุขภาพสตรีเดินดีขึ้น ระดูมาปกติ รวมถึงยังช่วยให้สุขภาพสตรีมีความพร้อมเพรียงที่จะมีบุตรมากยิ่งขึ้นดด้วย
-ช่วยต้านทานมะเร็ง เพราะว่าสารคอร์ไดเซปินใน ถั่งเช่าเป็นสารต่อต้านมะเร็งทำให้ยับยั้งการเป็นวัณโรคมะเร็งได้ รวมถึงช่วยไม่ให้คนเจ็บโรคมะเร็งที่หายแล้วกลับมาเป็นอีก
สารออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่า
ที่ตัวของ สมุนไพร ถั่งเช่านั้นมีคุณประโยชน์ต่างๆมากก็เพราะในตัวของถั่งเช่า มีสารออกฤทธิ์สำคัญนั้นเอง ขึ้นรถออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่าที่ออกจะเป็นอระโยชน์และก็ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วมีดังนี้
1.สาร Cordycepin งานเรียนรู้ทดลองพบว่าสารตัวนี้สามารถ ช่วยแก้อาการเมื่อยล้า บำรุงกำลัง ต้านทานเชื้อโรคช่วยให้การไหลเวียนเลือดดียิ่งขึ้น บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ ต้านการโตของเซลล์มะเร็ง บำรุงไต รักษาโรคไตอักเสบ บำรุงระบบแพร่พันธุ์ ปรับสมดุลร่างกาย แล้วก็ เสริมภูมิคุ้มกัน
2.สาร Nitric oxides สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยกรรมวิธีการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายให้ดำเนินการ แข็งเร็ว และ นานขึ้น มันจะออกฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดให้ไปสู่องคชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ถั่งเช่า ให้การแข็งของอวัยวะสืบพันธุ์นานขึ้นอย่างสมบูรณ์
3.สาร Adrenaline สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย มันจะมีผลให้สุขภาพดีขึ้น ไม่มีอาการอ่อนล้า รวมทั้งสามารถนอนได้อย่างเต็มเปี่ยมหลับเต็มที่มากเพิ่มขึ้น ทั้งยังสามารถช่วยชะลอความแก่ให้กับคนอย่างเราๆได้อีกด้วย
4.สารPolysaccharide สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของมนุษย์ มันจะสร้างกลไกการคุ้มครองโรค และก็คุ้มครองป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อย่างดีเยี่ยม
แบบอย่างงานค้นคว้าวิจัยบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ของ ถั่งเช่าในทางเภสัชวิทยา โดยที่เป็นงานศึกษาวิจัยในตัวของคน ดังต่อไปนี้
-จากการวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธิ์จาก ถั่งเช่าที่มีผลกระตุ้นสมรรถทางเพศของผู้ชายจากปริมาณตัวอย่างทั้งปวง 22 คน ผลปรากฏว่า ฤทธิ์ของ ถั่งเช่านั้นสามารถช่วยเพิ่มสเปิร์มในเชื้อน้ำอสุจิของเพศชายจากกลุ่มตัวอย่างได้ถึง33%และยังสามารถช่วยลดจำนวนสเปิร์มที่อ่อนแอ หรือเปล่าธรรมดาลงในเชื้อสเปิร์มของผู้ชายจากกลุ่มทดลอง29%จากการที่เพียงแค่ให้ผู้ชายจากกลุ่มของตัวอย่างนี้รับประทาน ถั่งเช่าเพียงแค่เป็นอาหารเสริมเท่านั้น ยิ่งไปกว่านี้ยังมีอีกหนึ่งแบบอย่างแบบอย่างด้วยกันที่เป็นการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความสามารถทางเพศ เป็นมีการให้กลุ่มทดลองทั้งสิ้นศ เป็นมีการให้กลุ่มของตัวอย่างทั้งสิ้นศชาย และผู้หญิงจำนวน 189 คน ที่มีภาวะอารมณ์ทางเพศต่ำลงได้ลองรับประทาน ถั่งเช่าผลปรากฏว่า สามารถช่วยให้กลุ่มทดลองทั้งหมดศชาย แล้เพศหญิงนั้นให้กลับมามีอารมณ์ทางเพศที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 66%
-จากการค้นคว้าเกี่ยวกับกรณีของฤทธ์จาก สมุนไพร ถั่งเช่าที่มีผลช่วยลดน้ำตาลในเลือด ศึกษาค้นพบว่าถั่งเช่านั้นสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สูงสุดถึง 95% โดยทานถั่งเช่าแค่เพียงวันละ 3 กรัมเท่านั้น โดยไม่เหมือนกับกรุ๊ปที่ยังคงรักษาโดยใช้ยาแผนปัจุบันโดยสิ้นเชิง เนื่องจากว่าการควบคุมระดับน้ำตาลจากยาแผนปัจจุบันนั้นสามารถคุมระดับน้ำตาลแค่ได้เพียงแต่ 54 % เท่านั้น

ถั่งเช่าสายพันธุ์ไหนที่ดีที่สุด?[/size][/b]
ถั่งเช่ามีมากมายก่ายกองหลายแบบ มากมายสายพันธุ์ และก็จากหลายพื้อที่ ทั้งยังแบบเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แล้วก็แบบที่เกิดจากขั้นตอนเพาะเลี้ยง ส่วนถั่งเช่าสายพันธ์ไหนที่แพงที่สุดในโลกนั้นก็อาจจะต้องพูดว่าเป็นถั่งเช่าสายพันธ์ทิเบต ต้นเหตุก็เนื่องจากหายาก แม้กระนั้นในตอนนี้ได้มีหลักฐานการตรวจสอบพบว่าสารออกฤทธิ์สำคัญสำหรับในการรักษาโรคของเห็ดถั่งเช่าสีทอง(ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย) มีมากกว่าถั่งเช่าทิเบตหลายเท่า นอกเหนือจากนั้นการที่เห็ดถั่งเช่าสีทองคำสามารถเพาะเลี้ยงได้ทให้สามารถควบคุมสารเจือปนและก็โลหะหนักให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ง่ายดายกว่าถั่งเช่าทิเบตที่เก็บมาจากธรรมชาติ
-เกรดของถั่งเช่า
นอกเหนือจากถั่งเช่ามีหลายสายพันธุ์แล้ว ถั่งเช่ายังมีหลายเกรดอีกด้วย โดยหลักๆที่พบในตอนนี้และตามตลาดก็จะมี 2 เกรดด้วยกันดังต่อไปนี้
-เกรด AAA –ถั่งเช่าเกรด AAAเป็นถั่งเช่าที่ได้รับการคัดสรรมาอย่าดีว่าเป็น ถั่งเช่าที่มีคุณประโยชน์ และสารอาหารมากมายว่า ถั่งเช่าธรรมดา รวมถึงเป็น ถั่งเช่าที่มีขนาดมาตรฐาน และถูกเก็บมาเวลาที่ถูก
-เกรด A-ถั่งเช่าเกรด Aเป็นสมุนไพร ถั่งเช่าที่มีคุณลักษณะแทบเหมือนถั่งเช่าเกรด AAA ทุกสิ่ง เพียงแต่ว่าขนาดของมันนั้นมิได้มาตรฐานเพียงเท่านั้น
เว้นเสียแต่ถั่งเช่า 2 เกรดที่ว่ามาแล้วนั้นยังมีเกรดอื่นๆแต่ไม่เป็นที่นิยมในตลาด ที่นิยมก็มีเพียงแค่ 2 เกรดสำคัญๆเท่านั้น เพื่อให้มีความปลอดภัยพวกเราควรจะซื้อ ถั่งเช่าจากร้านขายยา หรือสมุนไพรจีนที่เปิดให้บริการมาอย่างช้านาน หรือร้านที่ได้รับความนิยมกับคนทั่วไป ดังนี้นั้นก็เพื่อก็เพื่อความสบายใจแล้วก็จะได้ไม่ถูกหลอกให้จ่ายตลาดปลอมนั้นเอง

8
การบูร (Camphor)
การบูรเป็นยังไง การบูรเป็นชื่อของต้นไม้ ที่มีผลึกแทรกอยู่สะกดรอยแตกของเนื้อไม้และก็ยังสามารถนำลำต้น,ราก,ใบ มากลั่นหรือสกัดจนได้ผลึกดังที่กล่าวมาข้างต้นอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งแต่เดิมนั้น คำว่า “การบูร” มาจากภาษาสันสกฤตว่า “Karapur” หรือ “มือปูร” ซึ่งมีความหมายว่า “หินปูน” เนื่องจากโบราณเข้าใจว่าผนึกนี้เป็นพวกหินปูนที่มีกลิ่นหอมสดชื่น ต่อมาชื่อนี้สติไม่ดีเป็น “กรบูร” แล้วก็เป็น “การบูร” ในตอนนี้ (นักเขียนเข้าใจว่า ชื่อการบูรนี้คงถูกเรียกจากผลึกที่ได้แล้วจึงนำมาตั้งชื่อต้นไม้ที่ให้ผลึก) ส่วนลักษณะของผลึกการบูรนั้น มีลักษณะเป็นผลึกหรือเกล็ดกลมๆเล็กๆแวววาว สีขาวแห้ง มีกลิ่นหอมเย็นฉุน  ชอบจับกันเป็นก้อนร่วนๆแตกง่าย  หากทิ้งไว้ในอากาศ  จะระเหิดไปหมด มีรสร้อนปร่าเมา
สูตรทางเคมีและก็สูตรส่วนประกอบ ผลึกการบูรมีชื่อสามัญว่า Camphor, Gum camphor, Formosan camphor, Laurel camphor เป็นสารประกอบกรุ๊ปเทอร์พีนที่เจอได้จากต้นการบูรมีความไวไฟ มีชื่อตาม IUPAC ว่า 1,7,7-trimethylbicyclo 2.2.1heptan-2-one และมีชื่ออื่นๆเช่น 2-bornanone, 2-camphanone bornan-2-one, Formosa  มีสูตรเคมี C10H16O มีน้ำหนักโมเลกุล 152.23 ความหนาแน่น 0.990 มีจุดหลอมเหลวที่ 179.75 องศาเซลเซียส (452.9 K) จุดหลอมเหลว 204 องศาเซลเซียส (477K) สามารถละลายน้ำได้ รวมทั้งมีสูตรองค์ประกอบดังนี้
ที่มา ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผลึกการบูรได้มาจากการระเหิดของยางจากแก่นไม้ของต้นการบูรและการกลั้นหรือสกัด ลำต้น ราก ใบ ต้น การบูร ซึ่งมีข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ของต้นการบูรคือ สมุนไพรการบูร มีชื่อเขตแดนอื่นๆว่า การะบูน การบูร (ภาคกึ่งกลาง), อบเชยญวน (ไทย), ประพรมเส็ง (งู), เจียโล่ (จีนแต้จิ๋ว), จางมู่ จางหน่าว (ภาษาจีนกลาง) เป็นต้น ชื่อวิทยาศาสตร์  Cinnamomum camphora (L.) J. Presl.ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์Camphora camphora (L.) H.Karst., Camphora hahnemannii Lukman., Camphora hippocratei Lukman., Camphora officinarum Nees, Camphora vera Raf., Camphorina camphora (L.) Farw., Cinnamomum camphoriferum St.-Lag., Cinnamomum camphoroides Hayata, Cinnamomum nominale (Hats. & Hayata) Hayata, Cinnamomum officinarum Nees ex Steud., Laurus camphora L., Persea camphora (L.) Spreng.  ชื่อสกุล Lauraceae
การบูร เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของจีน ญี่ปุ่น รวมทั้งไต้หวัน และมีการกระจัดกระจายประเภทไปในแถบ   เมดิเตอร์เรเนียน อินโดนีเซีย ประเทศอินเดีย อียิปต์ แอฟริกาใต้ จาไมกา บราซิล อเมริกา และก็ประเทศไทย โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นทรงพุ่มกว้างและทึบ มีความสูงของต้นได้ถึง 30 เมตร ลำต้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1.5 เมตร เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาล ผิวหยาบคาย ส่วนเปลือกกิ่งเป็นสีเขียวหรือเป็นสีน้ำตาลอ่อน ลำต้นรวมทั้งกิ่งเรียบไม่มีขน ส่วนแก่นไม้เป็นสีน้ำตาลปนแดง เมื่อนำมากลั่นแล้วจะได้ “การบูร” ทุกส่วนของต้นการบูรจะมีกลิ่นหอมสดชื่น โดยยิ่งไปกว่านั้นที่ส่วนที่ของรากแล้วก็โคนต้น แพร่พันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเม็ด รวมทั้งกรรมวิธีการปักชำ
ใบเป็นใบคนเดียว ออกเรียงสลับ รูปรี หรือรูปรีแกมรูปไข่ กว้าง 2.5-5.5 เซนติเมตร ยาว 5.5-15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือกลม ขอบของใบเรียบหรือเป็นคลื่นนิดหน่อย แผ่นใบค่อนข้างจะเหนียว ข้างบนสีเขียวเข้ม เป็นเงา ด้านล่างสีเขียวอมเทาหรือนวล ไม่มีขน เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมหวนเหมือนกลิ่นการบูร เส้นใบขึ้นตรงมาจากโคนใบราว 3-8 มิลลิเมตร แล้วแยกออกเป็น 3 เส้น ตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกนั้นมีต่อม 2 ต่อม รวมทั้งตามเส้นกึ่งกลางใบอาจมีต่อมเกิดขึ้นตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกไป ก้านใบยาว 2-3 ซม. ไม่มีขน ตาใบมีเกล็ดซ้อนเหลื่อมล้ำห่อหุ้มอยู่ เกล็ดชั้นนอกเล็กมากยิ่งกว่าเกล็ดชั้นในตามลำดับ
ดอกช่อแบบแยกกิ่งก้านสาขาออกตามเป็นกระจุกรอบๆง่ามใบ ดอกเล็กสีขาวอมเหลืองหรืออมเขียว ก้านดอกสั้นมากมาย กลีบรวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วง วงละ 3 กลีบ รูปรี ปลายมน ข้างนอกสะอาด ข้างในมีขนละเอียด เกสรเพศผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วง วงละ 3 อัน อับเรณูของวงที่ 1 รวมทั้งวงที่ 2 เบือนหน้าเข้าภายใน ก้านเกสรมีขน ส่วนอับเรณูของวงที่ 3 เบือนหน้าออกภายนอก ก้านเกสรค่อนข้างจะใหญ่ มีต่อม 2 ต่อมอยู่ใกล้โคนก้าน  ต่อมรูปไข่กว้างและก็มีก้าน อับเรณูมีช่องเปิด 4 ช่อง เรียงเป็น 2 แถว แถวละ 2 ช่อง มีลิ้นเปิดทั้งยัง 4 ช่อง เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 3 อัน อยู่ข้างในสุด รูปร่างคล้ายลูกศร มีขนแม้กระนั้นไม่มีต่อม รังไข่รูปไข่ ไม่มีขน ก้านเกสรเพศเมียยาวราว 1 มม. ไม่มีขน ปลายเกสรเพศเมียกลม ใบแต่งแต้มเรียวยาว ร่วงง่าย มีขนอ่อนนุ่มผลรูปไข่ หรือกลม สำเร็จมีเนื้อ ยาว 6-10 มม. สีเขียวเข้ม เมื่อสุกกลายเป็นสีดำ มีฐานดอกซึ่งเจริญวัยขึ้นมาเป็นแป้นรองรับผลมีเม็ด 1 เมล็ด มีดอกราวมิถานายนถึงก.ค.ซึ่งการบูรจากธรรมชาตินั้น เป็นผลึกที่แทรกอยู่ในแก่นไม้ของต้นการบูร ที่เกิดอยู่ทั่วๆไปต้น ชอบอยู่สะกดรอยแตกของเนื้อไม้ มีเยอะที่สุดในแก่นของราก รองลงมาที่แก่นของต้น ส่วนที่อยู่ใกล้โคนต้นจะมีการบูรมากกว่าส่วนที่อยู่สูงขึ้นมา ในใบแล้วก็ยอดอ่อนมีการบูรอยู่น้อย และก็จะมีน้อชูว่าใบแก่  ส่วนการผลิตการบูร จะใช้กรรมวิธีกลั่นด้วยไอน้ำ (ซึ่งบางทีอาจไม่สามารถที่จะกลั่นการบูรได้เองด้านในครัวเรือน เนื่องมาจากต้องใช้เครื่องใช้ไม้สอยที่เฉพาะ) โดยนำส่วนต่างๆของลำต้นรวมทั้งรากการบูรที่มีอายุเกิน 40 ปี มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วค่อยนำไปกลั่น เมื่อกลั่นจนได้น้ำมันหอมระเหย การบูรจะกลายเป็นผลึกเป็นก้อนสีขาวๆแยกออกมาจากน้ำมันหอมระเหย หลังจากนั้นก็เลยกรองแยกเอาผลึกการบูร (อาจเอามาทำให้บริสุทธิ์โดยการระเหิด) การบูรที่ได้นี้เรียกว่า refined camphor หรือ resublimed camphor แต่ในประเทศอเมริกา จะใช้ใบและยอดอ่อนของต้นที่แก่ 5 ปีขึ้นไปแทน แม้ว่าจะให้จำนวนการบูรน้อยกว่า แม้กระนั้นสามารถตัดใบแล้วก็ยอดอ่อนมากมายลั่นได้ทุกๆสองเดือน ในตอนนี้การบูรแทบจะทั้งหมดได้จากแนวทางการครึ่งสังเคราะห์จากสารตั้งต้น คือ แอลฟา-ไพนีน (alpha-pinene) ที่ได้จากน้ำมันสน
ผลดี/สรรพคุณ
หนังสือเรียนยาไทย: “การบูร”  มีรสร้อนปร่าเมา ใช้ทาเช็ดนวดแก้ปวด แก้กลยุทธ์บวม ปวดเมื่อย พลิก แก้กระตุก แก้ปวดข้อ แก้ปวดเส้นประสาท แก้รอยผิวหนังแตก แก้พิษแมลงต่อย และก็โรคผิวหนังเรื้อรัง เป็นยาระงับเชื้ออย่างอ่อน ขับเหงื่อ ขับเสมหะ ขับฉี่ แก้ไข้หวัด รวมทั้งขับลม บำรุงธาตุ บำรุงกำหนัด ยากระตุ้นหัวใจ บำรุงหัวใจ ใช้เป็นส่วนผสมในยาหอมต่างๆเช่น ยาหอมเทพจิตร นอกเหนือจากนั้นยังคงใช้แก้อาการชักบางประเภท ใช้การบูร 1-2 เกรน แก้ปวดขัดตามเส้นประสาท ข้อบวมเป็นพิษ แก้เคล็ดบวม เส้นตกใจ กระตุก ขัดยอกพลิก แก้เจ็บท้อง ท้องร่วง ขับน้ำเหลือง แก้เลือดลม บำรุงกำหนัด ขับเหงื่อ ขับเสมะหะ บำรุงธาตุ แก้โรคตา กระจัดกระจายลม ขับผายลม นำมาผสมเป็นขี้ผึ้ง เป็นยาร้อน ใช้ทาแก้เพื่อทำลายพิษอักเสบเรื้อรัง ปวดยอกตามกล้ามเนื้อ สะบักจม หน้าอก เจ็บปวดรวดร้าวตามเอ็น โรคปวดผิวหนัง รอยผิวแตกในช่วงฤดูหนาว แก้พิษสัตว์กัดต่อย วางในห้องหรือตู้เสื้อผ้าไล่ยุงรวมทั้งแมลง
          บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศคณะกรรมการปรับปรุงระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปรากฏการใช้การบูร ร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ ในยารักษาหลายกลุ่มอาการ อย่างเช่น  “ยาธาตุบรรจบ” มีคุณประโยชน์ของตำรับ ใช้บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ รวมทั้งอาการอุจจาระธาตุพิการ ท้องเสียที่ไม่ติดเชื้อ ฯลฯ, ตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณของตำรับสำหรับเพื่อการทุเลาลักษณะของการปวดตามเอ็น กล้าม มือ เท้า ตึงหรือชา ตำรับ "ยาประสะไพล" มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณของตำรับสำหรับในการรักษาระดูมาไม่สม่ำเสมอหรือมาน้อยกว่าธรรมดา ทุเลาอาการปวดระดู  แล้วก็ขับน้ำคร่ำในหญิงหลังคลอดลูก
ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันพบว่าการบูรดูดซับทางผิวหนังเจริญ รวมทั้งรู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสกับผิวหนังเหมือนกันกับเมนทอล มีฤทธิ์เป็นยาชาและต้านจุลินทรีย์อย่างอ่อนๆใช้ทาเฉพาะที่แก้กลยุทธ์บวม ปวดเมื่อย แพลง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย รวมทั้งโรคผิวหนัง นอกนั้นยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง นอกนั้นยังมีการนำการบูรมาใช้ประโยชน์อื่นๆอีกดังเช่นว่า

  • ช่วยแก้รอยผิวหนังแตกในช่วงฤดูหนาว
  • การบูรเมื่อเอามาวางในห้องหรือตู้เสื้อผ้าจะสามารถช่วยไล่ยุงและแมลง รวมทั้งยังเอามาผสมเป็นตัวขจัดกลิ่นอับในรองเท้าได้อีกด้วย
  • กิ่งไม้และก็ใบสามารถประยุกต์ใช้แต่งกลิ่นอาหารและขนมได้ ดังเช่นว่า สินค้าเกี่ยวกับเนื้อสัตว์ ไส้กรอก เบคอน ข้าวบุหรี่ไก่ ทอฟฟี่ แยม เยลลี่ เครื่องดื่มโคค้างวัวลา สุรา หรือใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องพะโล้ เครื่องแกงแกงมัสมั่น ผงกะหยี คุกกี้ ขนมเค้ก อื่นๆอีกมากมาย ใช้แต่งกลิ่นยาแล้วก็ใช้เป็นองค์ประกอบของของกินประเภทผักดอง ซอส ฯลฯ
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา

  • รากของต้นการบูรมีน้ำมันหอมระเหย 3% ซึ่งประกอบไปด้วย azulene, cadinene, camphene, camphor, carvacrol, cineol, citronellol, citronellic acid, fenochen, limonene, phellandene, pinene, piperiton, piperonylic acid, safrole และ terpineol ส่วนใบของต้นการบูรพบ camphor และก็ camperol
  • เนื้อไม้ของต้นการบูรเมื่อเอามากลั่นด้วยไอน้ำ จะได้เรื่องบูรและน้ำมันหอมระเหยรวมกันราว 1% ซึ่งประกอบด้วย acetaldehyde, betelphenol, caryophyllen, cineole, eugenol, limonene, linalool, orthodene, p-cymol, รวมทั้ง salvene
  • ราก กิ่ง และก็ใบ เจอน้ำมันระเหยโดยเฉลี่ยราวๆ 3-6% โดยในน้ำมันระเหยจะมีสารการบูรอยู่โดยประมาณ 10-50% และก็พบว่าต้นการบูรยิ่งแก่เยอะแค่ไหน จะพบว่ามีสารการบูรมากมายตามไปด้วย โดยเจอสาร ต่างๆอาทิเช่น Azulene, Bisabolone, Cadinene, Camphorene, Carvacrol, Safrol ฯลฯ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ศึกษาฤทธิ์ต้านทานการอักเสบในหลอดทดลองของการบูร โดยนำสารสกัดหยาบคายจากใบการบูร สกัดด้วย 80% methanol แล้วนำสารสกัดที่ได้ มาผ่านการแยกโดยใช้  hexane และ ethyl acetate (EtOAc) จากการทดสอบพบว่าสารสกัด hexane รวมทั้ง EtOAc ขนาด 100 μg/ml ของการบูร สามารถยับยั้งการสร้างสารที่เกี่ยวกับการอักเสบตัวอย่างเช่น  interleukin (IL)-1b, IL-6 และก็ tumor necrosis factor (TNF-α) จากเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 cells ของหนู ซึ่งถูกกระตุ้นโดย  lipopolysaccharide (LPS) ได้อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติได้ในช่วง 20-70% และก็สามารถยั้งการสร้าง nitric oxide (NO) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มีการเกิดการอักเสบ ได้ 65% สารสกัดหยาบด้วย 80% methanol  และส่วนสกัดย่อย hexane และ ethyl acetate สามารถยับยั้งการสร้าง prostaglandin E2 (PGE2) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นในวิธีการอักเสบ ในเซลล์ macrophages ของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS หรือ IFN-gamma ได้ 70% รวมทั้งสารสกัด hexane  และ ethyl acetate ในขนาด 100 μg/ml สามารถยั้งการกระตุ้น β1-integrins (CD29) ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการขัดขวางไม่ให้เกิดการรวมกลุ่มของโมเลกุล แล้วก็เซลล์ในระบบภูมิต้านทานที่จะมารวมตัวกันรอบๆที่เกิดการอักเสบ โดยสามารถยับยั้งได้ 70-80% โดยเหตุนั้นจึงสรุปได้ว่าสารสกัดจากใบการบูรมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบโดยเกี่ยวเนื่องกับการขัดขวาง cytokine, NO รวมทั้ง PGE2
  • ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย การเรียนรู้ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญก้าวหน้าของเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Staphylococcus aureus (เป็นเชื้อที่ก่อโรคระบบทางเดินอาหาร แผล ฝีหนอง แล้วก็อีกหลายระบบในร่างกาย) ของสาร camphor ที่สกัดได้จากต้นการบูร แล้วก็เป็นส่วนประกอบหลักของ essential oil จากต้นการบูร ทดสอบด้วยวิธี agar disk diffusion วัดผลด้วยการวัดค่า inhibition zone พบว่า camphor ในขนาดความเข้มข้น 2% สามารถยั้งการก้าวหน้าของเชื้อ S. aureus ได้ แต่ไม่มีผลยั้งเชื้อ E.coli


การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา การทดสอบความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นการบูรด้วยเอธานอล-น้ำ เข้าท้องหนูถีบจักรพบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายกึ่งหนึ่งมากกว่า 1 ก./กก. เมื่อป้นส่วนที่เป็นไขมันให้หมาในขนาด 5 ซีซี/กก. ไม่พบพิษ
มีแถลงการณ์ว่าการรับประทานการบูร ขนาด 3.5 กรัม ทำให้เสียชีวิตได้ และถ้ากินเกินทีละ 2 กรัม จะมีผลให้สลบ รวมทั้งเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ไต แล้วก็สมอง อาการแสดงเมื่อได้รับพิษหมายถึงอ้วก อาเจียน ปวดหัว ตาลายศีรษะ กล้ามสั่น กระตุก มีการชัก สมองดำเนินงานผิดพลาด เกิดภาวะงงมาก ทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับขนาดที่ได้รับ ปกติแล้วร่างกายมีการกำจัดการบูรเมื่อกินเข้าไป ผ่านการเมทาบอลิซึมที่ตับ โดยการบูรจะถูกกลายเป็นสารกลุ่มแอลกอฮอล์ โดยการเติมออกสิเจนในโมเลกุล เกิดเป็นสาร campherolแล้วจะจับตัวกับ glucuronic acid ในตับ เกิดเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำได้ แล้วก็ถูกขับออกทางเยี่ยว แต่ถ้าหากได้รับในจำนวนสูงเกินความจำเป็น ก็จะเกิดการหลงเหลือจนกระทั่งมีอันตรายต่อตับ รวมทั้งไตได้
         การสูดดมการบูร ที่มีความเข้มข้นกลางอากาศมากยิ่งกว่า 2 ppm (2 ส่วนในล้านส่วน หรือ 2 mg/m3) จะก่อให้กำเนิดอาการนิดหน่อยถึงปานกลาง อาทิเช่น การระคายเคืองต่อจมูก ตา แล้วก็ลำคอ ขนาดที่ก่อให้เกิดพิษร้ายแรงต่อชีวิต แล้วก็สุขภาพคือ 200 mg/m3ความเป็นพิษของการบูรที่เกิดจากการรับประทาน ดังเช่น คลื่นไส้ คลื่นไส้ เจ็บท้อง ปวดศีรษะ ชัก สลบ หรืออาจเป็นอันตรายถึงชีวิตจากสภาวะระบบการหายใจล้มเหลว โดยขนาดของการบูรที่นำมาซึ่งอาการพิษที่รุนแรง (ชัก สลบ) ในคนแก่เป็น34 mg/kg
        ยิ่งไปกว่านี้ยังมีรายงานว่า การกินน้ำมันการบูรในขนาด 3-5 mL ที่มีความเข้มข้น  20% หรือมากกว่า 30 mg/Kg จะทำให้เสียชีวิตได้ มีรายงาน case report  เจาะจงไว้ว่า มีเด็กหญิงอายุ 3 ปีครึ่ง ทานการบูรเข้าไป โดยไม่เคยทราบขนาดที่กิน  ปรากฏว่ามีลักษณะชักแบบกล้ามเกร็งหมดทั้งตัวโดยไม่มีการกระตุก (generalised tonic seizures) นาน 20-30 นาที ก่อนจะมาถึงโรงพยาบาล  ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่า ระดับน้ำตาล ระดับ electrolytes รวมทั้งระดับแคลเซียม มีค่าธรรมดา การตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography (EEG) พบว่ามีค่าปกติ แล้วก็มีลักษณะอาการอ้วก 1 ครั้ง เมื่อมาถึงโรงหมอ เจอสารสีขาว และมีกลิ่นการบูรร้ายแรงจากการอาเจียน
ขนาด/จำนวนที่ควรจะใช้ ในการรักประทานยังไม่มีข้อมูลที่รับรองแจ่มกระจ่างว่าควรบริโภคการบูรเยอะแค่ไหน ที่จะไม่มีอันตรายต่อสภาพทางด้านร่างกายแต่ว่าในด้านการสูดดมมีการคำนวณว่าในสารที่ผสมการบูรเสร็จแล้ว ไม่สมควรเกินกว่า 2 ppm ซึ่งมีความหมายว่า มีปริมาณของการบูร 2 มิลลิกรัมในสารละลาย 1 ลิตร ดังนั้นในการใช้การบูรทั้งยัง การรับประทานและก็การสูดดมความต้องระวังแล้วก็ใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
ข้อเสนอ/ข้อควรปฏิบัติตาม

  • สตรีตั้งครรภ์ ไม่สมควรรับประทานการบูร
  • ผู้ที่เป็นโรคท้องผูกริดสีดวงทวารฉี่แสบขัดเป็นเลือดไม่ควรกิน
  • น้ำมันการบูรที่มีสีเหลืองหรือน้ำตาลห้ามใช้ เพราะเหตุว่ามีความเป็นพิษสูง
  • ความเข้มข้นของกลิ่นการบูรที่มีมากอาจจะเป็นผลให้มีอันตรายต่อสุขภาพ โดยยิ่งไปกว่านั้นปอดและตับได้
เอกสารอ้างอิง

  • (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “การะบูน , การบูร”.   หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  หน้า 60-62.
  • Chen W, Vermaak I, Viljoen A. Camphor-A Fumigant during the Black Death and a Coveted Fragrant Wood in Ancient Egypt and Babylon-A Review. Molecules. 2013:18;5434-5454.
  • “การบูร Camphor Tree”. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).    หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  หน้า 82.
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์Drug Tips.ฉบับที่5 กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า 6-7
  • Narayan LtCS, Singh CN. Camphor poisoning—An unusual cause of seizure. Medical Journal, Armed Forces India. 2012;68:252-253.
  • การบูร.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี http://www.disthai.com/.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “การบูรต้น”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  หน้า 72.
  • Gupta N, Saxena G.antimicrobial activity of constituents identified in essential oils from mentha and cinnamomum through gc-ms. International Journal of Pharma and Bio Sciences. 2010;1(4):715-720.
  • การบูร.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.Manoguerra AS, Erdman AR, Wax PM, Nelson LS, Caravati EM, Cobaugh DJ, et al. Camphor poisoning: an evidence-based practice guideline for out-of-hospital management. Clinical Toxicology. 2006;44:357-370.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์). “เกล็ดการบูร (Camphor)”. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.   หน้า 74.
  • การบูร.วิกิพีเดียสารานุกรม
  • Lee HJ, Hyun E-A, Yoon WJ, Kim BH, Rhee M, Kang HK, et al. In vitro anti-inflammatory and anti-oxidative effects of Cinnamomum camphora extracts. J Ethnopharmacology. 2006;103: 208–216.
  • การผลิตการบูรแบบง่าย.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • นันทวัน บุณยะประภัศร,อรนุช โชคชัยเจริญพร.การบูร.สมุนไพรไม้พื้นบ้าน.เล่ม1.พิมพ์ครั้งที่1.กรุงเทพฯ.2539.


9

น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate)
น้ำมันระกำเป็นอย่างไร  น้ำมันระกำ เมทิลซาลิไซเลต (Methyl salicylate หรือ Wintergreen oil หรือ Oil of wintergreen) เป็นสารอินทรีย์ในธรรมชาติเจอได้จากพืชหลายชนิดโดยยิ่งไปกว่านั้นพืชในกรุ๊ปวินเทอร์กรีน (Wintergreen) รวมทั้งพืชอีกหลากหลายประเภทที่ผลิต เมทิลซาลิไซเลต ในจำนวนนิดหน่อย ตัวอย่างเช่น

  • สปีชี่จำนวนมากของสกุล Pyrolaceae โดยเฉพาะในสกุล Pyrola
  • บางสปีชี่ของสกุล Gaultheria ในวงศ์ Ericaceae
  • บางสปีชี่ของสกุล Betula ในสกุล Betulaceae โดยยิ่งไปกว่านั้นในสกุลย่อย Betulenta


แต่ว่าในขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ สามารถสังเคราะห์สารเมทิลซาลิไซเลตแบบที่เจอในน้ำมันระกำได้เช่นกัน รวมทั้งถูกประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตน้ำหอม อาหาร เครื่องดื่ม รวมทั้งยาในบ้านพวกเรา น้ำมันระกำมักถูกนำมาเป็นส่วนผสมของ ครีม ขี้ผึ้ง น้ำมันทาเช็ดนวด สำหรับลดลักษณะของการปวดของกล้ามเนื้อรวมทั้งปวดข้อ ซึ่งสารเมทิลซาลิไซเลตในน้ำมันระกำมักใช้ได้กับลักษณะของการปวดประเภทกะทันหันไม่รุนแรง แม้กระนั้นลักษณะของการปวดประเภทเรื้อรังจะเห็นผลน้อย
สูตรเคมีและก็สูตรองค์ประกอบ น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) เป็นสารอินทรีย์ในสูตรส่วนประกอบมีหมู่ เอสเทอร์ (Esters) วงแหวนเบนซินซึ่งสามารถกลืนรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ เป็นส่วนประกอบหลักรวมทั้งมีชื่อทางเคมีตาม IUPAC คือ metyl 2-hydroxybenzoate มีสูตรเคมี C6H4(HD)COOCH3 มีน้ำหนักโมเลกุล 152.1494g/mal มีจุดหลอมเหลวที่ -9 องศาเซลเซียส (ºC) จุดเดือดอยู่ที่ 220-224 องศาเซลเซียส  (ºC) สามารถติดไฟได้ และสามารถละลายก้าวหน้าในแอลกอฮอลล์ กรดอะซิตำหนิก อีเทอร์ ส่วนในน้ำละลายได้น้อย
 
 
 
 
                สูตรโครงสร้างทางเคมีของเมทิลซาลิไซเลท
                           ที่มา : Wikipedia                                   ที่มา : Brahmachari (2009)                                                 
 
 
ที่มาที่ไป/แหล่งที่พบ น้ำมันระกำ หรือ เมทิลซาลิไซเลต ในอดีตนั้นสามารถสกัดได้จากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ว่าในปัจจุบัน เมื่อวงการวิทยาศาสตร์รุ่งเรืองขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้ ที่สามารถแยกสาเหตุของน้ำมันระกำได้เป็น

  • ได้มากจากธรรมชาติ จะได้มาจากการกลั่นใบของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มี ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gaultheria procumbens Linn. ชื่ออังกฤษ wintergreen, Checkerberry, Teaberry Tree, อยู่ในตระกูล ERICAEAE ลักษณะ เป็นไม้พุ่มเล็กๆแผ่ไปตามดิน ยอดจะชูขึ้นสูงราว10-15 เซนติเมตร มีอายุเกิน 1 ปี ใบ เดี่ยวออกสลับกัน ใบสีเขียวแก่ รูปไข่ ยาว 1-2 ซม. ใบมีกลิ่นหอมหวนหวานรสฝาด ดอก สีขาวเป็นรูประฆัง ยาว 5 มม. ออกที่ข้อข้างๆใบ ผล เป็น capsule สีม่วง มีส่วนของกลีบรองกสีบดอก สีแดงสดติดอยู่ ซึ่งในใบจะมีสาร methyl Salicylate อยู่ถึง 99% เลยทีเดียว โดยพืชประเภทนี้เป็นพืชประจำถิ่นของทวีปอเมริกาเหนือและก็
  • ได้มาจากการสังเคราะห์สารเคมี โดยการผลิต น้ำมันระกำด้านวิทยาศาสตร์ได้จากการสังเคราะห์สารมีชื่อทางเคมีว่า Salicylyl acetate เป็นอนุพันธ์เอสเธอร์ ของ Salicylic acid รวมทั้ง methyl salicylate โดยใช้ปฏิกิริยาคอนเดนเซซั่น ของกรดซาลิไซลิก กับ เมทานอล โดยการทำให้กรดซัลฟิวริกผ่าน esterification กรด Salicylic จะละลายในเมทานอลเพิ่มกรดกำมะถันแล้วก็ความร้อน เวลาสำหรับเพื่อการทำปฏิกิริยาคือ 3 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 90-100 ℃ เมื่อปลดปล่อยให้เย็นถึง 30 ℃ แล้วใช้น้ำมันล้างด้วยสารละลายโซเดียมคาร์บอเนตที่มีค่า pH 8 ด้านบนแล้วล้างด้วยน้ำ 1 ครั้ง น้ำ. ส่วนการกลั่นด้วยเครื่องสุญญากาศ 95-110 ℃ (1.33-2.0kPa) กลั่นให้ได้เมทิลซาลิไซเลต 80% หรือปริมาณเมทิลเซลิเซียลในอุตสาหกรรมทั่วๆไปพอๆกับ 99.5%
ผลดีแล้วก็สรรพคุณ
ประโยชน์รวมทั้งคุณประโยชน์ของน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate)เป็นใช้เป็นยาระงับปวดจำพวกใช้เฉพาะที่สำหรับทุเลาลักษณะของการปวดต่างๆที่ไม่รุนแรง ยกตัวอย่างเช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อจากภาวะตึงหรือเคล็ด ข้อต่ออักเสบ ช้ำ หรือปวดหลัง เป็นต้น โดยยานี้จะช่วยทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเย็นบริเวณผิวหนังในตอนแรก แล้วจะเบาๆอุ่นขึ้น ซึ่งช่วยเบี่ยงเบนความพึงพอใจจากการรู้สึกถึงอาการปวด นอกจากนั้น ยังบางทีอาจใช้รักษาโรคอื่นๆตามดุลยพินิจของแพทย์ด้วย  น้ำมันระกำมีกลไกการออกฤทธิ์ โดยตัวยาจะกระตุ้นปลายประสาทที่รับความรู้สึกถึงความร้อน - อบอุ่น ทำให้ร่างกายมีการสนองตอบถึงการบรรเทาลักษณะของการปวดน้อยลง จึงทำให้เกิดความรู้สึกถึงฤทธิ์การรักษาตามคุณประโยชน์ ในการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชยังเจออีกว่าน้ำมันระกำสามารถปรับปรุง ต้านการปวดบวมแล้วก็อักเสบ แถมมีฤทธิ์เป็นยาชาแบบอ่อนๆรวมทั้งมี pH เป็นกรด ออกจะแรง และมีโมเลกุลแบบ BHA ด้วย มีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะแบบอ่อนๆทำให้ทำลายแบคทีเรียที่ผิวหน้าได้มักใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยา แอสไพริน ซาลิโซเลต และก็ยาฆ่าเชื้อ
                นอกเหนือจากนั้นยังใช้เมทิลซาลีไซเลตในอุตสาหกรรมอื่นๆอีกยกตัวอย่างเช่น เป็นส่วนผสมในสินค้าต่างๆเป็นต้นว่า ยาสีฟัน แป้งทาตัว ยาหม่อง อุตสาหกรรมย้อม น้ำหอม ฯลฯ
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา รายงานทางเภสัชวิทยาของน้ำมันระกำนั้นไม่ค่อยรายงานมาก นักเขียนสามารถรวบรวมมาได้เพียงเล็กน้อยเพียงแค่นั้น เป็นต้นว่า กรดซาลิไซลิก มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ต้านทานสะเก็ดเงิน โดยสมุนไพรที่เจอกรดซาลิไซลิก จะพบได้ทั่วไปในพืชสกุล Salix ดังเช่นว่า สนุ่น willow นอกจากนั้นยังเจอในต้น wintergreen (Gaultheria procumbens) ที่เอามาทำน้ำมันระกำฯลฯ รวมทั้งการใช้น้ำมันระกำ(เมทิลซาลิไซเลต)ทาร่วมกับการรับประทานยาต่อต้านการแข็งตัวของเลือดเช่น Warfarin, Dicumarol สามารถทำให้เลือดออกตามร่างกายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวแม้แจ้งให้หมอรู้ก่อนใช้ยา หมอจะปรับขนาดรับประทานของ Warfarin และก็ Dicumarol ให้เหมาะสมกับคนป่วยเป็นกรณีๆไป

การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
มีรายงานการเรียนความเป็นพิษเฉียบพลันในน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) โดยให้ทางปากแก่ตัวทดลอง พบว่าค่า LD50=1110 มก./น้ำหนักตัว (โล) และก็เมื่อฉีดเข้ากล้ามหนูทดลองพบว่า ค่า LD50=887 มก./น้ำหนักตัว (โล) สารเมทิลซาลิไซเลตหรือน้ำมันระกำบริสุทธิ์จัดเป็นสารเคมีที่มีพิษ ร่างกายมนุษย์ไม่ควรได้รับเมทิลซาลิไซเลต เกิน 101 มก./น้ำหนักตัว 1 กิโล ในปี ค.ศ. 2007 (พุทธศักราช 2550) มีรายงานของนักกีฬาที่วิ่งข้ามประเทศเสียชีวิตเนื่องมาจากร่างกายของเขามีการซับเมทิลซาลิไซเลตมากเกินไปด้วยการใช้ยาใช้ภายนอก แก้ปวด ด้วยเหตุดังกล่าวจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับผู้ซื้อ/คนเจ็บ โดยยิ่งไปกว่านั้นการใช้ยาใช้ภายนอกเมทิลซาลิไซเลตกับเด็กเล็กซึ่งจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นมากยิ่งกว่าผู้ป่วยในกลุ่มอื่นๆซึ่งก่อนการเลือกใช้เภสัชภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของยานี้จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนที่จะมีการใช้ยาทุกครั้ง
ขนาด/จำนวนที่ควรจะใช้ น้ำมันระกำตามท้องตลาดในบ้านพวกเราจำนวนมากนั้นมักจะเห็นเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆที่มีส่วนผสมของน้ำมันระกำ หรือ เป็นส่วนผสมของยาถูนวดที่ใช้ทาภายนอกเป็นส่วนมาก ซึ่งก็มีกฏเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่าร่างกายมนุษย์ไม่สมควรได้รับเมทิลยาลิไซเลตเกิน 101 มก./น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) โดยถ้าหากใช้เป็นยาใช้ภายนอกก็บางทีก็อาจจะใช้ทาได้ในบริเวณที่ปวดวันละ 3-4 ครั้ง ก็คงจะพอเพียงแล้ว
ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  • เพราะน้ำมันระกำมีฤทธิ์คล้ายแอสไพรินโดยเหตุนั้นจำเป็นต้องแจ้งให้หมอรู้ก่อนใช้ยาถ้ามีประวัติแพ้ยาหรือองค์ประกอบของยาประเภทนี้ แพ้ยาแอสไพรินหรือยาในกลุ่มซาลิไซเลต และยาจำพวกอื่น อาหาร หรือสารอะไรก็ตาม
  • คนที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรควรเลี่ยงการใช้ทาบริเวณเต้านม
  • ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ใช้โดยมิได้หารือแพทย์
  • ห้ามทายานี้ในบริเวณที่เป็นแผลเปิด แผลไหม้
  • แม้ทายานี้แล้วมีลักษณะอาการแสบร้อนมากขึ้นให้ล้างออกด้วยน้ำสบู่แล้วขัดเบาๆเพื่อทำความสะ อาดกำจัดยาออกไป
  • ห้ามป้ายยานี้บริเวณ ตา อวัยวะสืบพันธุ์ ช่องปาก เพราะยาจะก่อให้เกิดอาการเคืองอย่างมากต่อเยื่อเหล่านั้น
  • เลี่ยงการใช้เพื่อสูดกลิ่น เนื่องจากบางทีอาจก่อการเคืองเยื่อเมือกบุทางเดินหายใจได้
  • ถ้าใช้ยาจำพวกครีม เจล โลชั่น ออยล์ ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ ให้ทาบางๆในบริเวณที่มีลักษณะปวด และนวดเบาๆให้ยาซึมเข้าสู่ผิวหนัง
  • การใช้ยาแบบเป็นน้ำหรือแท่ง ให้ป้ายยารอบๆที่มีอาการปวด หลังจากนั้นนวดช้าๆกระทั่งยาซึมลงผิวหนัง
  • การใช้ยาประเภทแผ่นแปะ ให้ลอกแผ่นฟิล์มออก แล้วต่อจากนั้นติดบริเวณที่มีอาการปวดให้แนบสนิทไปกับผิวหนัง โดยใช้วันละ 1-2 ครั้ง ตามอยาก
ส่วนผลข้างเคียงจากการใช้น้ำมันระกำ Methyl Salicylate
อาจก่อให้เป็นผลข้างๆ ดังเช่นว่า ผิวระคาย แสบ แดง มีอาการชา รู้สึกปวดคล้ายเข็มทิ่มตามผิวหนัง เกิดภาวะภูเขามิไวเกิน ฯลฯ
อย่างไรก็ดี แม้เจอผลกระทบรุนแรงจากการใช้น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) ดังต่อไปนี้ ควรหยุดใช้ยาและก็ไปพบหมอในทันที ได้แก่

  • มีลักษณะอาการแพ้ยา อาทิ เป็นลมเป็นแล้งพิษ หายใจไม่สะดวก หน้าบวม ริมฝีปากบวม ลิ้นบวม คอบวม เป็นต้น
  • มีลักษณะอาการแสบอย่างหนัก เจ็บ บวม หรือพุพองในรอบๆที่ใช้ยา ถ้าเจออาการดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นให้รีบล้างยาออกก่อนแล้วก็ไปพบหมอในทันที
เอกสารอ้างอิง

  • สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.สอบถามเกี่ยวกับสมุนไพร.กระดานถาม-ตอบ
  • Brahmachari, G. 2009. Natural products: chemistry, biochemistry and pharmacology. Alpha Science International Ltd, Oxford. http://www.disthai.com/
  • ต้นน้ำมันระกำมีประโยชน์อย่างไร.ไทยเกษตรศาสตร์.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Methyt Salicylate (เมทิลซาสิไซเลต)-รายละเอียดของยา.พบแพทย์ดอทคอม(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • เมทิลซาสิไซเลต.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Yü-Liang Chou 1952. Floral morphology of three species of Gaultheria: Contributions from the Hull Botanical Laboratory. Botanical Gazette 114:198–221 First page free
  • Gibbons, Euell. "Stalking the Healthful Herbs." New York: David McKay Company. 1966. pg. 92.


10
ผักปลัง
ชื่อสมุนไพร ผักปลัง
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อเขตแดน ผักปั๋ง (ภาคเหนือ) , ผักปลังแดง , ผักปลังขาว , ผักปลังใหญ่ (ภาคกึ่งกลาง) , ลั่วขุย (จีนกลาง) , เหลาะขุ้ย โปแดงฉ้าย (จีนแต้จิ๋ว) , มั้งฉ่าว (ม้ง)
ชื่อสามัญ East Indian spinach, Malabar nightshade , Ceylon spinach ,Indian spinach
ชื่อวิทยาศาสตร์                     Basella alba L. (ผักปลังขาว)
                                         Basella rubra L.(ผักปลังแดง)
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์     B. lucida L., B. cordifolia Lam., B, nigra Lour., B. japonica Burm.f.,
วงศ์  Basellaceae
ถิ่นเกิด ผักปลัง เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในแถบแอฟริกา รวมทั้งมีการกระจัดกระจายพันธุ์ในทวีปเอเชีย ดังเช่นว่า จีน ประเทศญี่ปุ่น พม่า ลาว เขมร เป็นต้น ในประเทศไทย เป็นพืชซึ่งพบมาก แทบทุกภาค อีกทั้งชนิดที่มีลำต้นสีเขียวที่เรียกว่า ผักปลังขาว และก็ชนิดลำต้นสีแดงซึ่งเรียกกันว่า ผักปลังแดง และมักพบในหมู่บ้านหรือตามนามากยิ่งกว่าในป่า พบได้บ่อยในภาคเหนือและก็อีสาน ส่วนภาคใต้ไม่ค่อยพบ เพราะไม่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับในการกินก็เลยไม่มีการปลูกไว้ตามบ้านเรือน
ลักษณะทั่วไป   ไม้เถาเลื้อยล้มลุก ลำต้นอวบน้ำ หมดจด กลม แตกกิ่งก้านสาขา ยาวประมาณ 2-6 เมตร ถ้าเกิดลำต้นมีสีเขียว เรียกว่า “ผักปลังขาว” มีใบสีเขียวเข้ม ส่วนจำพวกลำต้นสีม่วงแดง เรียกว่า “ผักปลังแดง” มีใบสีเขียวเข้ม ก้านใบสีม่วงแดง  ใบ เป็นใบลำพัง ออกสลับ รูปไข่ หรือรูปหัวใจ ใบกว้าง 2-8 ซม. ยาว 2.5-12 ซม. ใบอวบน้ำ มีลักษณะวาวครึ้มนุ่มมือ ฉีกขาดง่าย ข้างหลังใบรวมทั้งท้องใบหมดจดไม่มีขน ขยี้จะเป็นมูกเหนียว ปลายใบแหลม โคนใบรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ ก้านใบยาว 1-3 ซม. ดอกเป็นดอกช่อเชิงลด ออกตรงซอกใบ ยาว 3-21 ซม. ดอกย่อยเยอะๆ ขนาดเล็ก ไม่มีก้านชูดอก แต่ละดอกมี 5 กลีบ ผักปลังขาวออกดอกสีขาว ผักปลังแดงมีดอกสีม่วงแดง ยาวประมาณ 4 มม. มีใบตกแต่งเล็ก 2 ใบ ติดที่โคนของกลีบรวม กลีบรวมรูประฆัง ยาว 0.1-3 มิลลิเมตร โคนเชื่อมชิดกันเป็นท่อ ปลายแยกเป็นห้าแฉกนิดหน่อย เกสรเพศผู้มีปริมาณ 5 อัน ติดที่ฐานของกลีบดอก อับเรณูรูปกลม ยาว 0.1-0.5 มิลลิเมตร ติดก้านชูเกสรที่ข้างหลัง ก้านชูเกสรเพศผู้ เป็นแท่งยาว 0.1-1 มม. เกสรเพศเมีย 1 อัน กลม ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็น 3 แฉก แต่ละแฉกเป็นรูปแท่งปลายแหลม ยาว 0.1-0.5 มม. รังไข่ 1 ช่อง รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ รูปค่อนข้างรี ยาว 0.1-0.5 มิลลิเมตร ก้านยกเกสรเพศเมีย ยาว 0.1-0.5 มิลลิเมตร ผลสำเร็จสด รูปร่างกลมแป้น ฉ่ำน้ำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 มิลลิเมตร  ผิวเรียบ ปลายผลมีร่องแบ่งเป็นลอน ไม่มีก้านผล ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่มีสีม่วงอมดำ เนื้อข้างในนิ่ม ข้างในผลมีน้ำสีม่วงดำ เมล็ดเดี่ยว
การขยายพันธุ์ ผักปลังสามารถขยายได้ 2 วิธีหมายถึงการเพาะเมล็ดรวมทั้งปักชำ สำหรับการเพาะเมล็ดนั้นขั้นตอนแรกจำต้องจัดเตรียมหลุมก่อนและหลังจากนั้นก็ค่อยหยอดเมล็ดพันธุ์ (ที่ตากแห้งแล้ว) ลงไป หลุมละ 2 -3 เม็ด โดยให้ระยะห่างระหว่างต้น 30 เซนติเมตร และก็ระหว่างแถว 40 เซนติเมตร แล้วก็เมื่อต้นอายุได้ 20 – 25 วันให้ทำค้างเพื่อให้เถาเลื้อยขึ้น ส่วนการปักชำนั้น ทำได้โดยนำกิ่งแก่ที่มีข้อ 3 – 4 ข้อ ยาวราว 15 – 20 ซม. เด็ดใบออกให้หมดแล้วปักชำในดินร่วนหรือดินผสมทรายที่มีความชุ่มชื้น และมีแสงแดดรำไรในขณะนี้ให้หมั่นรดน้ำอย่าให้ดินแห้ง ราวๆ 7 วัน จะแตกรากและก็เริ่มผลิใบใหม่ออกมาในช่วงนี้ระวังอย่างให้น้ำมากมายเพราะว่ารากจะเน่าต่อจากนั้นอีก 15 – 20 วัน ให้เถาเลื้อยเกาะขึ้นไป
การดูแลและทำนุบำรุง การให้ปุ๋ย ครั้งที่ 1,2 เมื่อต้นพืชอายุได้ 20-25 วัน , 40-45 วัน, ควรใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่ผ่านการหมักแล้ว ส่วนการให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ให้เหมาะสมกับพืชไม่สมควรให้แห้งหรือเฉอะแฉะมากจนเกินไป ระยะเวลาสำหรับในการเก็บเกี่ยว   อายุการเก็บเกี่ยว 35-40 วัน ก็เก็บยอดได้แล้ว รวมทั้งผักปลังอายุ 90-100 วัน จะเริ่มมีดอก และก็ถ้าเกิดมีอายุ 120 วัน ผลเริ่มแก่ (ดูผลจะเป็นสีดำ) ก็สามารถเก็บเมล็ดข้างในผลแก่ไว้ขยายพันธุ์ต่อไปได้
องค์ประกอบทางเคมี
ใบผักปลังมีกรดอะมิโน ที่ประกอบไปด้วย Lysine, Leucine, Isoleucine แล้วก็สารจำพวก Glucan, Polysaccharide ประกอบไปด้วย D-galactose, L-arabinose, L-rhamnose, Uronic acid ต้นเจอสาร Glucan, Glucolin, Saponin, โปรตีน, วิตามินเอ, วิตามินบี, วิตามินซี, แร่, แคลเซียม, ธาตุเหล็ก
ที่มา : wikipedia
นอกนั้นยังพบสารต่างๆอีกเยอะมาก ดังเช่น สารกรุ๊ปฟีนอลิก สารกลุ่มบีทาเลน (จากผลสุกสีม่วงดำ) ตัวอย่างเช่น บีทานิดินมอโนกลูวัวไซด์, กอมเฟรนีน    สารคาโรทีนอยด์ อาทิเช่น นีออกแซนธิน, ไฟวโอลาแซนธิน, ลูเทอิน, ซีแซนธิน, แอลฟา แล้วก็เบต้าแคโรทีน       สารมูก (mucilage) ส่วนประกอบเป็นพอลีแซคคาไรด์ที่ละลายน้ำ         สารกลุ่มซาโปนิน ดังเช่น basellasaponin (เจอที่ลำต้น), betavulgaroside I, spinacoside C, momordin II B, momordin II C
ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของผักปลังมีดังนี้   ผักปลังสด 100 กรัม ให้พลังงานแก่ร่างกาย 21 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย น้ำ 93.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 2.7 กรัม โปรตีน 2.0 กรัม ไขมัน 0.2 กรัม กาก(ใยอาหาร) 0.8 กรัม แคลเซียม 4 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 50 มก. เหล็ก 1.5 มิลลิกรัม วิตามินเอ 9,316 IU วิตามินบี 1 0.07 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.20 มิลลิกรัม ไนอาซิน 1.1 มก. รวมทั้งวิตามินซี 26 มก.  ส่วนในใบผักปลังแห้ง 100 กรัม ให้พลังงาน 306.7 กิโลแคลอรี่ มีขี้เถ้า 15.9 กรัม โปรตีน 27.7 กรัม ไขมัน 3.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 42.1 กรัม เส้นใย 11.3 กรัม แคลเซียม 48.7 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 21.5 มก. วิตามินซี 400 มก.
ประโยชน์/คุณประโยชน์
ใช้เป็นของกิน  ผัก  ยอดผักปลัง ใบอ่อน แล้วก็ดอกอ่อน ใช้รับประทานเป็นของกิน ยกตัวอย่างเช่น ต้มหรือลวกกินกับน้ำพริก หรือใช้ดอกผักปลังปรุงเป็นแกงส้ม อาหารท้องถิ่นล้านนาใช้เป็นส่วนประกอบเพื่อเพิ่มความข้นหนืดในน้ำแกง ผักปลังนอกเหนือจากที่จะนำมาใช้เป็นอาหารแล้วในขณะนี้ยังมีการนำมาทำสินค้าต่างๆอีกเพียบเลย ดังเช่น น้ำสมุนไพรผักปลัง รวมถึงมีการเรียนรู้การใช้ผลดีจากสีของผลผักปลังเป็นต้นว่า ใช้แต่งสีของกินรวมทั้งของหวานต่างๆอีกด้วย ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของผักปลังนั้นมีดังนี้
ตำรายาไทย ทั้งยังต้น รสเย็น ต้มดื่มแก้ขัดเบา แก้ท้องผูก ลดไข้ ตำพอกแก้ขี้กลาก ผื่นคัน แก้พิษโรคฝีดาษ แก้อักเสบ ใบ มีรสหวานเหม็นเบื่อ ระบายท้อง ขับเยี่ยว แก้บิด แก้อักเสบ แก้โรคกระเพาะอักเสบ แก้กลาก แก้ผื่นคัน ฝี ดอก รสหวานเอียน ใช้ทาแก้กลากโรคเกลื้อน แก้โรคเรื้อน ดับพิษฝีดาษ แก้เกลื้อน คั้นเอาน้ำทาแก้หัวนมแตกเจ็บ ต้น รสหวานเหม็นเบื่อ แก้อึดอัดแน่นท้อง ระบายท้อง แก้พิษโรคฝีดาษ แก้พิษฝี แก้อักเสบบวม ต้มดื่มแก้ไส้ติ่งอักเสบ ราก รสหวานเอียน แก้มือเท้าด่าง แก้รังแค แก้โรคผิวหนัง แก้ท้องผูก แก้พรรดึก ใช้ทาถูนวดให้ร้อนเพื่อเลือดมาหล่อเลี้ยงรอบๆที่ทาให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ น้ำคั้นรากเป็นยาช่วยหล่อลื่นด้านใน และขับดำของเดือนเยี่ยว อินเดีย ใช้อีกทั้งต้น แก้ลมพิษ ผื่นคัน แผลไฟไหม้ ต้นแล้วก็ใบ ใช้แก้มะเร็งเม็ดสีผิว มะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งช่องปาก  ประเทศบังคลาเทศ ทั้งต้นใช้ตำพอกหน้า ป้องกันสิว รวมทั้งกระ
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นมีผลการค้นคว้าบอกว่าสารออกฤทธิ์ในผักปลังมีสรรพคุณตามกรุ๊ปของสารต่างๆดังนี้
สารกลุ่มบีทาเลน เป็นกลุ่มสารประกอบสีม่วงดำของเนื้อผลผักปลังสุก ประกอบด้วยสารบีทานิดินมอโนกลูโคไซด์เป็นส่วนมาก รองลงมาคือสารอนุพันธุ์ต่างๆของกอมเฟรนีนซึ่งละลายน้ำได้ สารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ และใช้เป็นสารแต่งสีอาหารที่มีความปลอดภัยกว่าการใช้สีสังเคราะห์
สารกรุ๊ปแคโรทีนอยด์ เป็นต้นว่า นีออกแซนธิน ไฟวโอลาแซนธิน ลูเทอิน (iutein) ซีแซนธิน (Zeaxanthin) แอลฟาแคโรทีน (α-carotene) และเบตาแคโรทีน (β-carotene) เหตุเพราะร่างกายใช้สารแคโรทีนอยด์ในการสังเคราะห์วิตามินเอโดยเหตุนี้การกินผักปลังเป็นประจำจะเพิ่มปริมาณวิตามินเอภายในร่างกายได้ เหมาะสมกับผู้ที่เสี่ยงต่อการขาดวิตามินเอ นอกจากนี้แคโรทีนอยด์ยังมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระอีกด้วย
กลุ่มกรดไขมัน น้ำมันจากเมล็ดผักปลังมีกรดไขมันหลายชนิด เช่น กรดปาลมิว่ากล่าวก เกลื่อนกลาดดสเตรียริก กรดโลเลอีก และกรดลิโนเลอิก
สารมูก (mucilage) พบในทุกๆส่วนของต้น สารมูกมีส่วนประกอบของพอลีย์แซคาไรด์ที่ละลายน้ำ มีทรัพย์สมบัติเป็นยาระบายอ่อนๆในพืชบางชนิดพบว่าสารมูกมีฤทธิ์ immunomodulator  ฤทธิ์ป้องกันเซลล์ โดยการเคลือบเนื้อเยื่อในกระเพาะแล้วก็ยับยั้งการหลั่งกรด ส่วนการใช้ในทางเวชสำอาง สารเมือกมีคุณสมบัติช่วยลดอาการอักเสบลดการต่อว่าดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวลดน้อยลง ช่วยสมาน รักษาไม่ถูกแห้งผื่นคัน และลดอาการระคาย
กรดอะมิโนและเพปไทด์ กรดอะมิโน เช่น อาร์จีนีน ลิวซีน (leucine) ไอโซลิวซีน ทรีโอนีน รวมทั้งทริโทแฟน ส่วนสารเพปไทด์ที่มีฤทธิ์ด้านชีววิทยา อย่างเช่น โปรตีนที่ยับยั้งลักษณะการทำงานของไรโบโซมในกรรมวิธีการสังเคราะห์โปรตีนในเม็ดผักปลังซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคไวรัสประเภท  Artichoke-mottled crinkle virus (AMCV) ในต้นยาสูบโดยยั้งกรรมวิธีเลียนแบบพันธุกรรมของไวรัส ก็เลยบางทีอาจนำไปเป็นนวทางในการพัฒนายาต่อต้านไวรัสถัดไปในอนาคต นอกจากนี้ยังมีสารแอลฟาบาสรูบริน  (α-basrubrins) และสารอนุภาคเบตาบาสรูบริน (β-basrubrins) ซึ่งเป็นเพปไทด์จากเม็ดผักปลังมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อราจำพวก Botrytiscinerea, ชนิด Fusarium oxysporum, แล้วก็ประเภท Mycosphaerella arachidicola โดยการหยุดยั้งกรรมวิธีสร้างโปรตีนในเชื้อรา
สารกรุ๊ปไทรเทอร์พีนแซโพนิน เป็นต้นว่า สารบาเซลลาเซโพนิน (basellasaponins)  ซึ่งพบในส่วนของก้านลำต้นของผักปลัง อนุภาคบีตาวุลการโรไซด์  (betavulgaroside I) มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด สไปที่นาวัวไซด์ซี  (spinacoside C), มอมอร์ดินทูบี (momordin IIb) และก็มอมอร์ดินทูซี (momordinIIc)
รูปแบบ/ขนาดการใช้ แก้อาการอึดอัดแน่นท้อง ด้วยการใช้ต้นสด 60 กรัม นำมาเคี่ยวกับน้ำให้ข้นแล้วกิน ช่วยแก้ท้องผูก และก็เป็นยาระบายอ่อนๆที่เหมาะสำหรับเด็กแล้วก็สตรีมีท้อง โดยเอามาต้มกินเป็นของกินจะช่วยแก้ท้องผูกได้ รวมทั้งมูกที่อยู่ในผักปลังจะมีคุณลักษณะเป็นยาระบายอ่อนๆช่วยแก้ขัดเบา ด้วยการใช้ต้นสด 60 กรัม เอามาต้มกับน้ำกิน หรือใช้ใบสด 60 กรัมนำมาต้มกับน้ำดื่มแบบชาต่อหนึ่งครั้ง  แพทย์เมือง (ภาคเหนือ) จะใช้ใบผักปลังเอามาตำอาหารสารเจ้า ใช้เป็นยาพอกแก้โรคมะเร็งไข่ปลา  ใบและก็ผลนำมาขยี้ทาบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อยหรือแผลที่ มีลักษณะเป็นแผลไหม้ก็จะช่วยบรรเทาอาการและก็ทำให้รู้สึกเย็นขึ้นได้ น้ำคั้นจากดอกใช้เป็นยาทาแก้ขี้กลากโรคเกลื้อน แก้โรคเรื้อน แก้โรคเกลื้อน รักษาฝี ด้วยการกางใบสดเอามาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็น โดยให้เปลี่ยนแปลงยาวันละ 1-2 ครั้ง แก้ลักษณะของการปวดแขนขา ด้วยการกางใบสด ยอดอ่อน 30 กรัม เอามาต้มกับน้ำดื่ม
การศึกษาทางเภสัชวิทยา สารสกัดผักปลังด้วยน้ำผสมกับสารสกัดจากใบของ Hi-biscus macranthus มีผลเพิ่มน้ำหนักตัวของหนู แล้วก็เพิ่มน้ำหนักของถุงน้ำกามสเปิร์ม  (seminal vesicle) ช่วยเพิ่มการสร้างและความเจริญของตัวน้ำอสุจิ รวมทั้งทำให้ระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในเลือดมากขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ ซึ่งอาจนำมาซึ่งการพัฒนาเพื่อใช้สำหรับในการรักษาผู้ป่วยในรายที่เป็นหมันเพราะเหตุว่าการมีตัวอสุจิน้อย
                สารสกัดในผักปลังด้วยน้ำสามารถยั้งการก่อมะเร็งตับในหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดโรคมะเร็งด้วยสารเอ็น ไนโตรโซไดเอทีลามีน (NDEA) และก็คาร์บอนเตตราคลอไรด์ (CCI) ได้โดยลดการทำลายของเซลล์ตับ ซึ่งวัดได้จากระดับเอนไซม์ในตับเป็นต้นว่า แกมมา-กลูตามิลทรานสเปปทิเดส (GGT) ซีรัมกลูทามิกออกซาโลแอซีติกทรานสแอมิเนศ (SGOT) ซีรัมกลูทามิกไพรูวิกทรานสแอมิเนศ (SGPT) รวมทั้งอัลคาไลน์ ฟอสฟาเทส (ALP) ที่อยู่ในระดับใกล้เคียงค่าปรกติ รวมทั้งยังมีผลลดการเกิดปฏิกิริยาเพอรอกสิเดชันของไขมัน (lipidperoxidation) โดยดูจากระดับของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีซุเปอร์ออกไซด์ดิสไม่วเทส (SOD) ติดอยู่ทาเลส กลูตาไทโอน เพอร์ออกสิเดส (GPX) ในร่างกายใกล้เคียงกับค่าปรกติ
                สารสกัดจากผักปลังในอาหารเพาะเลี้ยงเซลล์ม้ามของหนูถีบจักร (primary mouse splenocyte cultures) ส่งผลทำให้เพิ่มการหลั่ง IL-2 ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีผลการเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาอีกชิ้นหนึ่งบอกว่า จากการวิเคราะห์รงควัตุของสารสกัด 80% เอทานอลจากผลผักปลัง พบ gomphrerin I รงควัตถุสีแดงเป็นรงควัตถุหลัก ในผลผักปลังสด 100 กรัมเจอ gomphrerin I ถึง 3.6 กรัม นอกจากนั้นยังพบรงควัตถุสีแดงอื่นๆยกตัวอย่างเช่น betanidin-dihexose และก็ isobetanidin-dihexose แล้วก็เมื่อศึกษาค้นคว้าฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระของ gomphrerin I ที่ความเข้มข้น 180, 23, 45 และ 181 ไมโครโมลาร์ พบว่ามีค่าต่อต้านอนุมูลอิสระเสมอกันกับโทรลอกซ์ ขนาด 534 ไมโครโมลาร์, butylated hydroxytoluene (BHT) 103 ไมโครโมลาร์, ascorbic acid 129 ไมโครโมลาร์และ BHT 68 ไมโครโมลาร์ตามลำดับ และก็มีการเล่าเรียนฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยให้สารสกัด 80% เอทานอลขนาดความเข้มข้น 25, 50 และ 100 ไมโครโมลาร์แก่เซลล์ murine macrophage ที่ถูกกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอักเสบด้วย lipopolysaccharide (LPS) พบว่าสามารถยั้งการสร้าง nitric oxide ซึ่งการขัดขวางนี้จะเยอะขึ้นตามขนาดความเข้มข้นของสารสกัด แล้วก็สารสกัดจากผลผักปลังที่ความเข้มข้น 100 ไมโคลโมลาร์มีผลลดการหลั่ง prostaglandin E2 รวมทั้ง interleukin-1β ของเซลล์ และก็ยั้บยั้งการสังเคราะห์ยีนที่เกี่ยวเนื่องกับการเกิดการอักเสบ ดังเช่น nitric oxide synthase, cyclooxygenase-2, interleukin-1β, tumor necrosis factor-alpha และ interleukin-6 จากการทดสอบทั้งหมดทั้งปวงนี้แสดงให้ว่า gomphrerin I รงควัตถุสีแดงที่เจอในผลผักปลังมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระรวมทั้งต้านทานการอักเสบที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งสามารถนำผลผักปลังไปปรับปรุงเป็นผลิตภัณฑ์ทางโภชนาการได้
ยิ่งกว่านั้นยังมีผลการค้นคว้าพบว่าสารมูกมีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน ฤทธิ์คุ้มครองเซลล์ โดยการเคลือบเยื่อกระเพาะ แล้วก็ยับยั้งการหลั่งกรด ลดการอักเสบที่ผิว ลดการต่อว่าดเชื้อแบคทีเรียที่ผิว ช่วยสมานรักษาผิวแห้ง ผื่นคัน ลดอาการระคายที่ผิวได้อีกด้วย
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา ในการค้นคว้าทางพิษวิทยาของผักปลังนั้นยังมีน้อยมากที่เพียงพอจะมีข้อมูลในหัวข้อนี้อยู่บ้างก็คือ มีการศึกษาวิจัยของนักวิจัยประเทศอินเดียที่ได้เผยแพร่ผลที่ได้รับจากงานวิจัยเกี่ยวกับการทดลองผลของสารสกัดจากใบผักปลังด้วยเอทานอลและน้ำในหนูถีบจักรทดลอง ด้วยการกรอกสารสกัดน้ำของใบในขนาด 100-200 มิลลิกรัมต่อกก.น้ำหนักตัวให้หนูทดลองเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ผลปรากฎว่าไม่พบว่ามีความผิดปกติของค่าทางเลือดวิทยา ส่วนการทดลองในหนูขาวที่รับประทานสารสกัดจากใบผักปลังด้วยเอทานอล ,น้ำ และเฮกเซน ต่อเนื่องกัน 1 สัปดาห์ พบว่าหนูขาวที่ได้รับสารสกัดด้วยเอทานอลรวมทั้งเฮกเซนจากใบผักปลัง จะมีจำนวนน้ำย่อยอะไมเลสมากขึ้น ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งสำหรับเพื่อการช่วยลดภาวะเสี่ยงเป็นโรคโรคเบาหวานได้
ข้อแนะนำ/ข้อควรตรึกตรอง เพราะผักปลั่งเป็นผักที่เราเคยชินและก็เอามาทำเป็นอาหารรับประทานกันอยู่เป็นประจำแล้ว สำหรับการนำมากินเป็นของกินนั้นอาจไม่เป็นผลกระทบอะไรกับสุขภาพ แต่ถ้าหากใช้ผักปลังในต้นแบบสารสกัดหรือในรูปแบบอื่นๆนั้น เพื่อให้เกิดความปลอดภัยคงจะต้องขอความเห็นแพทย์หรือผู้ชำนาญถึงกับขนาดรวมทั้งการใช้ก่อนใช้เสมอ
เอกสารอ้างอิง

  • โชติอนันต์ และคณะ ,รักษาโรคด้วยสมุนไพรใกล้ตัว. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์The Knowledge Center; 2550 หน้า 215-8
  • Bolognesi A, Polito L, Olivierif F, Valbonesi P, Barbieri L, Battelli MG et al. New ribosome-inactivating proteins with polynucleotide:adenosine glycosidase and antiviral activities from Basella rubra L. and Bougainvillea spectabilis Willd. Planta 1997;203:422-9
  • สำนักงานคณะกรรมการการสาธารณสุขมูลฐาน.ผักพื้นบ้าน ความหมายและภูมิปัญญาของสามัญชนไทย.กรุงเทพฯ โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก 2538 หน้า 168-9
  • ผักปลัง ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบราชธานีAkhter S, Abdul H, Shawkat IS, Swapan KS, Mohammad SHC Sanjay SS. A review on the use of non-timber forest products in beauty-care in Bangladesh. J Forestry Res 2008;19:72-8.
  • หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ “ผักปลัง”.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  หน้า 499-501.
  • หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม “ผักปลัง”.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  หน้า 179.
  • กรมส่งเสริมการเกษตร. (2550). ผักพื้นบ้าน. ค้นวันที่ 10 มิถุนายน 2550 http://www.disthai.com/
  • ชื่นนภา ชัชวาล.นาฎศรี นวลแก้ว.ผักปลัง ผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการและมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ.คอลัมน์บทปริทัศน์.วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทยืทางเลือก.ปีที่7.ฉบับที่2-3 พฤษภาคม – ธันวาคม 2552 . หน้า 197-200
  • Saikia AP, Ryakala VK Sharma P, Goswami P, Bora U. Ethnobotany of medicinal plants used by Assamese people for various skin ailments and cosmetics. J Ethnopharmacol 2006;106:149-57
  • กัญจนา ดีวิเศษและคณะ, ผู้รวบรวม. (2548). ผักพื้นบ้านภาคเหนือ. เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ บรรณาธิการ. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี: ศูนย์พัฒนาตำราการแพทย์แผนไทย.
  • Khare CP. Indian medicinal plants: an illustrated dictionary. New York: Springer Science Business Media; 2007. p. 84.
  • Jin YL, Ching YT. Total phenolic contents in selected fruit and vegetable juices exhibit a positive correlation with interferon-γ, interleukin-5, and interleukin-2 secretions using primary mouse splenocytes. J Food Compos Anal 2008;21:45-53.
  • Choi EM, Koo SJ, Hwang JK. Immune cell stimulating activity of mucopolysaccharide isolated from yam (Dioscorea batatas). J Ethnopharmacol 2004;91:1-6.
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. “ผักปลัง”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 350.
  • Maisuthisakul P, Pasuk S, Ritthiruangdej P. Relationship of antioxidant properties and chemical composition of some Thai plants. J Food Compos Anal 2008;21:229-40
  • Raju M, Varakumar S, Lakshminarayana R, Krishnakantha TP, Baskaran V. Carotenoid composition and vitamin A activity of medicinally important green leafy vegetables. Food Chem 2007;101:1598-1605
  • . Dweck AC. The internal and external use of medicinal plants. Clin Dermatol 2009;27:148-58
  • Reddy GD, Kartik R, Rao CV, Unnikrishnan MK, Pushpangadan P. Basella alba extract act as antitumour and antioxidant potential against N-nitrosodiethylamine induced hepatocellular carcinoma in rats. Int J Infectious Diseases 2008;12 Suppl 3:S68
  • Toshiyuki M, Kazuhiro H, Masayuki Y. Medicinal foodstuffs. XXIII. Structures of new oleanane-type triterpene oligoglycosides, basellasaponins A, B, C, and D, from the fresh aerial parts of Basella rubra L. Chem Pharm Bull 2001;49:776-9.
  • Jadhav RB, Sonawane DS, Surana SJ. Cytoprotective effects of crude polysaccharide fraction of Abelmoschus esculentus fruits in rats. Pharmacogn Mag 2008;4:130-2.
  • Glassgen WE, Metzger JW, Heuer S, Strack D. Betacyanins from fruits of Basella rubra. Phytochemistry 1993;33:1525-7
  • ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. “ผักปลัง”.  [26 เม.ย. 2014].
  • Draelos ZD. Botanicals as topical agents. Clin Dermatol 2001;19:474- 7
  • Shahid M,. Akhtar JM, Yamin M, Shafiq MM. Fatty acid composition of lipid classes of Basella rubra Linn. Pak Acad Sci 2004;41:109-12
  • Haskell MJ, Jamil KM, Hassan F, Peerson JM, Hossain MI, Fuchs GJ et al. Daily consumption of Indian spinach (Basella alba) or sweet potatoes has a positive effect on total-body vitamin A stores in Bangladeshi men. Am J Clin Nutr 2004;80:705-714
  • Moundipa FP, Kamtchouing P, Kouetan N, Tantchou J, Foyang NPR, Mbiapo FT. Effects of aqueous extracts of Hibiscus macranthus and Basella alba in mature rat testis function. J Ethnopharmacol 1999;65:133-9
  • Hexiang W, Tzi BN. Antifungal peptides, a heat shock protein-like peptide, and a serine-threonine kinase-like protein from Ceylon spinach seeds. Peptides 2004;25:1209-14
  • ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบของรงควัตถุสีแดงในผักปลัง,ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล



Tags : ผักปลัง

11
มะกรูด
ชื่อสมุนไพร  มะกรูด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น มะขูด , มะขุน (ภาคเหนือ) , ส้มมั่วผี , ส้มกรูด (ภาคใต้) , โกร้ยเชีด (เขมร) , มะขู (แม่ฮ่องสอน)
ชื่อสามัญ    Kaffir lime , Mauritius papeda , Leech lime
ชื่อวิทยาศาสตร์  Citrus hystrix DC.
ตระกูล  RUTACEAE
บ้านเกิด เป็นพืชตระกูลส้ม และก็มะนาว เป็นพืชท้องถิ่นในเขตร้อนชื้นแถบประเทศเอเซียอาคเนย์ เช่น ไทย เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา ฯลฯ  ซึ่งถูกจัดเป็นไม้ผล สำหรับมะกรูดในประเทศไทยนั้น  คนประเทศไทยอาจคุ้นเคยกันอย่างดีเยี่ยม ด้วยเหตุว่าเป็นสมุนไพรคู่ห้องครัวไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยเหตุว่านิยมใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องแกงที่จำเป็นต้องอย่างห้ามให้ขาดเลยเด็ดขาดเลย (ซึ่งปกติแล้วเราชอบนิยมใช้ใบมะกรูดแล้วก็ผิวมะกรูดมาเป็นส่วนประกอบของพริกแกง) นอกเหนือจากนี้มะกรูดก็ยังมีคุณประโยชน์ในด้านอื่นๆอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของความงามและก็ในด้านของยาสมุนไพร ทั้งยังถือได้ว่าไม้มงคลที่นิยมนำมาปลูกไว้รอบๆบ้านอีกด้วย เนื่องจากมั่นใจว่าจะทำให้ผู้อาศัยมีความสุข โดยมักจะปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวบ้าน
ลักษณะทั่วไป
มะกรูด เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เนื้อไม้เป็นเนื้อแข็ง เปลือกเรียบมีสีน้ำตาลอ่อน ลำต้นแตกกิ่งก้านเป็นจำนวนมากตั้งแต่ระดับล่างของลำต้นทำให้มีลักษณะเป็นพุ่มไม้ ตามลำต้น และกิ่งมีหนามแหลมยาว ใบมะกรูด เป็นใบประกอบ ออกเป็นใบคนเดียว มีก้านใบแบออกเป็นครีบเหมือนแผ่นใบ ใบมีลักษณะครึ้ม เรียบ มีผิวมัน สีเขียว รวมทั้งเขียวเข้มตามอายุของใบ ใบมีคอดกิ่วที่กลางใบทำให้ใบแบ่งได้ 2 ตอน หรือ คล้ายใบไม้ 2 ใบ ต่อกัน ขนาดใบกว้างประมาณ 2.5-5 เซนติเมตร ยาวราวๆ 5-12 เซนติเมตร ใบมีกลิ่นหอมหวนมากเพราะมีต่อมน้ำมันอยู่  ดอกมะกรูดเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกออกเป็นช่อมีสีขาว แทงออกบริเวณส่วนยอดหรือตามซอกใบ แต่ละช่อมีดอกราวๆ 1-5 ดอก หลีบดอกมีสีขาวครีม 5 กลีบ มีขนปกคลุม ภายในดอกมีเกสรมีสีเหลือง ดอกมีกลิ่นหอมยวนใจเล็กน้อย และก็เมื่อแก่จะหล่นง่าย  ผลมะกรูดหรือลูกมะกรูด มีลักษณะค่อนข้างจะกลม มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-7 เซนติเมตร ผลคล้ายผลส้มซ่า ผลมีขนาดใหญ่กว่ามะนาวนิดหน่อย รูปแบบของผลมีรูปร่างนาๆประการแล้วแต่พันธุ์ เปลือกผลค่อนข้างหนา ผิวเปลือกมีสีเขียวเข้ม ผิวตะปุ่มตะป่ำเป็นคลื่นหรือเป็นปุ่มนูน ด้านในเปลือกมีต่อมน้ำมันหอมระเหยจำนวนมาก มีจุกที่หัว และด้านหลังของผล เมื่อสุก ผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง  ด้านในผลประกอบด้วยเนื้อฉ่ำน้ำ มีเม็ดแทรกรอบๆกึ่งกลางผล 5-10 เมล็ด เนื้อผลมีรสเปรี้ยวคละเคล้าขมนิดหน่อย
การขยายพันธุ์   การขยายพันธุ์มะกรูดสามารถทำได้ด้วยหลายวิธี อย่างเช่น การทำหมันกิ่ง การทาบกิ่ง การตำหนิดตา การต่อยอด และการเพาะเมล็ด แต่ว่าแนวทางที่ได้รับความนิยม ตัวอย่างเช่น การตอนกิ่ง การต่อยอด แล้วก็การเพาะด้วยเม็ด เมื่อได้ต้นกล้าที่จะนำไปปลูกแล้ว ลำดับต่อไป ให้ขุดหลุม ให้ขนาดหลุมกว้าง x ยาว x ลึก ราว 50 x 50 x 50 ซม. รองตูดหลุมด้วยขี้วัวผสมดิน กรีดถุงดำออก น้ำต้นกล้าลงปลูก กลบดิน รดน้ำ ปกคลุมฟาง แล้วก็ทำหลักปักกับต้นเพื่อกันโยกเวลาลมพัด  โดยปกตินิยมนำมาปลูกมะกรูดระยะใกล้ คือ 2×2 เมตร 1 ไร่จะได้มะกรูด 400 ต้น ถ้าเกิดปลูกระยะ 1.5 x 1.5 เมตร 1 ไร่จะได้ 1067 ต้น สำหรับเพื่อการปลูกระยะติดนี้จะเป็นการปลูกมะกรูดเพื่อขายใบ เนื่องมาจากมีการตัดใบขายทุกๆ3 – 4 เดือน พุ่มมะกรูดก็จะไม่ชิดกันมาก  ถ้าอยากได้ปลูกเพื่อจำหน่ายเป็นลูกมะกรูด ผู้ปลูกบางทีอาจปลูกระยะห่าง 4 x 4 เมตร 1 ไร่จะได้ 200 ต้น หรือ 5 x 5 เมตร 1 ไร่จะได้ 65 ต้น เป็นต้น
สำหรับมะกรูดปลูกก้าวหน้าในดินทุกชนิดแล้วก็ระยะปลูกมะกรูดนั้น ปลูกได้หลายระยะขึ้นกับเป้าประสงค์รวมทั้งพื้นที่ของผู้ปลูกดังกล่าวข้างต้น
ส่วนประกอบทางเคมี นํ้ามันหอมระเหยมะกรูดประกอบด้วย 2 โดยมากๆเป็น สารในกลุ่มเทอร์พีน ( terpenes) รวมทั้งสารที่ไม่ใช่กรุ๊ปเทอร์พีน ( non-terpene) หรือ oxygenated compounds ดังเช่น ในผิวมะกรูดมีน้ำมันระเหยง่ายปริมาณร้อยละ 4 มีองค์ประกอบหลักเป็น “เบตาไพนีน” (beta-pinene) โดยประมาณร้อยละ 30 , “ลิโมนีน” (limonene)  โดยประมาณร้อยละ 29 , beta-phellandrene, citronellal นอกจากนี้ยังเจอ linalool, borneol, camphor, sabinene, germacrene D, aviprin   
ที่มา :  Wikipedia
       สารกลุ่มคูมาริน เช่น umbelliferone, bergamottin,  oxypeucedanin, psoralen, N-(iminoethyl)-L-ornithine (L-NIO)       น้ำจากผลพบกรด citric
ส่วนในใบมะกรูดเมื่อกลั่นด้วยละอองน้ำ จะได้น้ำมันระเหยง่ายราวร้อยละ 0.08 มีองค์ประกอบหลักเป็น “แอล-สิโตรเนลลาล”(l-citronellal) โดยประมาณร้อยละ 65, citronellol, citronellol acetate นอกเหนือจากนั้นยังเจอ sabinene, alpha-pinene, beta-pinene, alpha –phellandrene, limonene, terpinene, cymene, linalool และก็สารอื่นที่พบยกตัวอย่างเช่น indole alkaloids, rutin, hesperidin, diosmin, alpha-tocopherol ส่วนค่าทางโภชนาการของมะกรูดนั้นสามารถแยกได้ดังต่อไปนี้
คุณประโยชน์ทางโภชนาการของใบมะกรูด (100 กรัม)

  • พลังงาน 171 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน 6.8 กรัม
  • ไขมัน 3.1 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 29.0 กรัม
  • เส้นใย 8.2 กรัม
  • แคลเซียม 1672 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 3.8 มิลลิกรัม
  • วิตามินเอ 303 ไมโครกรัม
  • ไทอามีน 0.20 มก.
  • ไรโบฟลาวิน 0.35 มก.
  • ไนอาสิน 1.0 มก.
  • วิตามินซี 20 มิลลิกรัม
  • เถ้า 4.0 กรัม


คุณประโยชน์ทางโภชนาการของผิวลูกมะกรูด (100 กรัม)

  • คาร์โบไฮเดรต 21.3 กรัม
  • โปรตีน 2.8 กรัม
  • ไขมัน 1.1 กรัม
  • ใยอาหาร 3.4 กรัม
  • แคลเซียม 322 มก.
  • ธาตุฟอสฟอรัส 62 มก.
  • เหล็ก 1.7 มก.
  • วิตามินบี 1 0 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.13 มก.
  • วิตามินซี 115 มก.


คุณประโยชน์ทางโภชนาการของน้ำมะกรูด (100 กรัม)

  • คาร์โบไฮเดรต 10.8 กรัม
  • โปรตีน 0.6 กรัม
  • ไขมัน 0 กรัม
  • ใยอาหาร 0 กรัม
  • แคลเซียม 20 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 0.6 มก.
  • วิตามินบี 1 0.02 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 58 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 55 มิลลิกรัม
ผลดี/สรรพคุณ
ใบมะกรูดและน้ำมะกรูดสามารถใช้ดับกลิ่นคาวในอาหารแล้วก็ใช้เพื่อการเตรียมอาหารและก็แต่งเหม็นกลิ่นคาวหวานของอาหาร เช่น ต้มยำ แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ฉู่ฉี่ ห่อหมก ฯลฯ มีการนำเปลือกของมะกรูดมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางบางจำพวก ตัวอย่างเช่น สบู่ แชมพูมะกรูดหรือยาสระผมมะกรูด สินค้าคุ้มครองป้องกันยุงและแมลง เป็นต้น ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของมะกรูดนั้นมีดังนี้
ตำรายาไทย: ใบมะกรูด มีรสปร่า หอม แก้ไอ แก้อ้วกเป็นโลหิต แก้บอบช้ำใน กัดเสมหะในคอ แก้น้ำลายเหนียว กัดเถาดานในท้อง แก้ประจำเดือนเสียฟอกโลหิตประจำเดือน ขับเมนส์ ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด ผิว มีรสปร่าหอม ร้อน เป็นยาขับลมในไส้ แก้แน่น ขับรอบเดือน ขับผายลม เป็นยาบำรุงหัวใจ ผล ดองเป็นยาฟอกโลหิตในสตรี ช่วยขับรอบเดือน ขับลมในไส้ แก้จุกเสียด ลักปิดลักเปิด น้ำมันจากผิวช่วยคุ้มครองรังแค และทำให้เส้นผมดกดำเป็นเงาสวย ผล รสเปรี้ยว กัดเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว กัดเถาดานในท้อง แก้รอบเดือนเสีย ฟอกโลหิตระดู ขับรอบเดือน ขับลมในลำไส้ ทำลายพิษผิดสำแดง ผล ปิ้งไฟให้สุก ผ่าครึ่งลูก เอาเช็ดขัดสระผม ทำให้ผมดกดำเป็นเงาสวย นิ่มสลวย แก้คัน แก้รังแค แก้ชันนะตุ ทำให้ผมสะอาดหมอตามต่างจังหวัดใช้ผลเอาไส้ออก ใส่มหาหิงคุ์แทน สุมไฟให้ไหม้เกรียม บดปัดกวาดปากลิ้นเด็กทารก ขับขี้เทา ขับลม แก้เจ็บท้องในเด็ก หรือใช้ผลสดเอามาผิงไฟให้เกรียม แล้วละลายให้กับน้ำผึ้ง ใช้ทาลิ้นให้เด็กที่เกิดใหม่ ยาพื้นบ้านบางถิ่นใช้น้ำมันมะกรูดดองยาที่เรียกว่า “ยาดองเปรี้ยวเค็ม” ที่ใช้รับประทานเป็นยาฟอกเลือดในสตรี น้ำผลมะกรูด มีรสเปรี้ยว แก้เสมหะในลำคอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิตเมนส์ ขับลมในลำไส้ แล้วก็ใช้ถนอมยาไม่ให้บูดเน่า แก้อาการท้องอืด ช่วยเจริญอาหาร ใช้สระผมกันรังแค  เนื้อของผล แก้ปวดศีรษะ
แบบเรียนยาไทย: ผิวมะกรูดจัดอยู่ใน “เปลือกส้ม 8 ประการ” ประกอบด้วย ผิวส้มเขียวหวาน ผิวส้มจีน ผิวส้มซ่า ผิวส้มโอ ผิวส้มจังหวัดตรังกานู ผิวมะงั่ว ผิวมะนาว หรือผิวส้มโอมือ แล้วก็ผิวมะกรูด มีสรรพคุณแก้ลมกองละเอียด กองหยาบคาย แก้เสมหะโลหะ ใช้ปรุงยาหอม แก้ทางลม
           ในตำราพระโอสถพระนารายณ์: กำหนดตำรับ “น้ำมันมหาจักร” จัดแจงได้ง่าย ใช้เครื่องยาน้อยสิ่ง หาซื้อได้ง่าย ในตำรับให้ใช้น้ำมันงา 1 ทะนาน (ขนาดทะนาน 600) มะกรูดสด 30 ลูก ปอกมัวแต่ผิว จัดเตรียมโดยเอาน้ำมันงาตั้งไฟให้ร้อน เอาผิวมะกรูดใส่ลง ทอดจนถึงเหลืองไหม้เกรียมก็ดีแล้วให้ยกน้ำมันลง กรองเอากากออก ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วเอาเครื่องยาอีก 7 สิ่ง บดให้เป็นผงละเอียด ใส่ลงในน้ำมันที่ได้ เครื่องยาที่ใช้มี เทียนอีกทั้ง 5 (เทียนตาตั๊กแตน เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนแดง รวมทั้งเทียนดำ) หนักสิ่งละ 2 สลึง ดีปลีหนัก 1 บาท รวมทั้งการบูรหนัก 2 บาท คุณประโยชน์ ใช้ยอนหู แก้ลม แก้ริดสีดวง แก้เปื่อยยุ่ยคันก็ได้ ทาแก้เมื่อยขบ และก็ใส่รอยแผล ที่มีลักษณะอาการปวด ที่เกิดขึ้นมาจากเศษไม้ จากหนาม จากหอกกระบี่ ระวังอย่าให้แผลถูกน้ำ จะไม่เป็นหนอง
           นอกเหนือจากนั้นบัญชียาจากสมุนไพร ที่มีการใช้ตามองค์วิชาความรู้เริ่มแรก ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้ผิวมะกรูด ในยารักษาอาการโรคในระบบต่างๆของร่างกาย อาทิเช่น ตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” มีส่วนประกอบของผิวมะกรูด อยู่ใน ”เปลือกส้ม 8 ประการ” ร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณในการแก้ลมเวียนหัว แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียนอาเจียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง  ตำรับ “ยาประสะไพล” มีส่วนประกอบของผิวมะกรูด ร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ ใช้ในสตรีที่ระดูมาไม่บ่อยนัก หรือมาน้อชูว่าธรรมดา และก็ขับน้ำคร่ำในสตรีข้างหลังคลอด
แบบ/ขนาดการใช้ ใช้ขับลมในลำไส้ แก้แน่น แก้เสลด ฝานผิวมะกรูดสดเป็นชิ้นเล็กๆ1 ช้อนแกง เพิ่มเติมการบูร หรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือดแช่ทิ้งเอาไว้ ดื่มแต่น้ำกิน 1-2 ครั้ง ถ้าหากยังไม่ดีขึ้นรับประทานต่อเนื่องกัน 2-3 วัน ใช้สระผม ให้ดกดำ เงาสวย รักษาชันนะตุ  ให้ผ่ามะกรูดเป็น 2 ชิ้น เมื่อสระผมเสร็จแล้ว เอามะกรูดมาสระซ้ำโดยยีไปบนผม น้ำมะกรูดเป็นกรดจะก่อให้ผมสะอาด แล้วล้างเอาสมุนไพรออกให้หมด หรือใช้ผลเผาไฟ เอามาผ่าซีกใช้สระผม  ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ด้วยการใช้ผิวมะกรูด รากชะเอม ไพล เฉียงมีดพร้า ขมิ้นอ้อย ในจำนวนเท่ากัน เอามาบดเป็นผุยผง นำมาชงละลายน้ำร้อนหรือต้มเป็นน้ำดื่ม  ช่วยฟอกโลหิต ด้วยการนำผลมะกรูดสดมาผ่าเป็น 2 ซีกแล้วค่อยนำไปดองกับเกลือหรือน้ำผึ้งประมาณ 1 เดือน แล้วรินเอาแต่น้ำ จะช่วยฟอกโลหิตได้อย่างดีเยี่ยม
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ สาร coumarins 2 ประเภทที่ได้จากผลมะกรูด ยกตัวอย่างเช่น bergamottin แล้วก็ N-(iminoethyl)-L-ornithine (L-NIO) มีฤทธิ์ยั้งการหลั่งไนตริกออกไซด์ (NO) ในหลอดทดลอง ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ซึ่งหลั่งจาก macrophage ของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide (LPS) และก็ interferon-g (IFN- g)  โดยมีค่า IC50 เท่ากับ 14.0 µM และ 7.9 µM เป็นลำดับ
      สารคูมาริน 3 จำพวก อาทิเช่น bergamottin, oxypeucedanin รวมทั้ง psoralen สามารถยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ เมื่อทดลองในเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 ของหนู ที่ถูกกระตุ้นด้วยลิโปพอลิแซ็กคาร์ไรด์ (LPS) และก็อินเตอร์เฟอรอน (interferon)
ฤทธิ์คุ้มครองป้องกันตับ    เรียนฤทธิ์คุ้มครองปกป้องตับของใบมะกรูดในหนูขาว โดยให้สารสกัด 80% เมทานอล จากใบมะกรูด ขนาด 200 mg/kg เป็นเวลา 7 วัน ก่อนให้ยา paracetamol ขนาด 2 g/kg ตรงเวลา 5 วัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดพิษต่อตับ ซึ่งยา paracetamol จะกระตุ้นให้ตับของหนูเกิดพิษในวันที่ 5 ใช้สาร Silymarin ขนาด 100 mg/kg เป็นสารมาตรฐาน ในวันที่ 7 จะมีการตรวจประเมินหลักการทำงานของตับ ดังเช่นว่า ระดับเอนไซม์ตับ (ALT, AST, ALP), total bilirubin, total protein,blood serums รวมทั้ง hepatic antioxidants (SOD, CAT, GSH and GPx) จากการทดลองพบว่าสารสกัดใบมะกรูดจะช่วยฟื้นฟูตับ โดยทำให้ระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีตับ และโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีต้านทานอนุมูลอิสระของตับกลับมาอยู่ในระดับปกติได้อย่งมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ซึ่งการศึกษาค้นคว้าวิจัยในครั้งนี้สรุปได้ว่าสารสกัดใบมะกรูดมีฤทธิ์ปกป้องตับไม่ให้เกิดพิษจากยา paracetamol ได้
การทดสอบพิษฉับพลันของสารสกัดใบด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 357 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และก็ให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ
มีการทดสอบความเป็นพิษอีกฉบับหนึ่งบอกว่า สารสกัดผิวมะกรูดด้วยเอทานอล (95%) เมื่อป้อนให้หนูรับประทานเพื่อเรียนความเป็นพิษฉับพลัน พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายเป็นจำนวนครึ่งเดียว (LD50) มีค่ามากยิ่งกว่า 100  ก./กิโลกรัม
ฤทธิ์เสริมการเกิดโรคมะเร็งตับ    จากการทบทวนงานศึกษาวิจัยพบว่ามะกรูดมีฤทธิ์ต่อต้านฤทธิ์ของสารเสริมการเกิดมะเร็ง (tumor promoter) สำหรับการทดสอบแบบ tumor promoter-induced Epstein-Barr virus activation ได้ งานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยนี้มีเป้าหมายที่จะเรียนฤทธิ์ของมะกรูดต่อการเกิดโรคมะเร็งตับของหนูขาว สายพันธุ์ F344 ที่ได้รับสารก่อโรคมะเร็ง 2-amino-3,8-dimethylimidazo 4,5-ƒ quinoxaline (MeIQx) สำหรับการทดลองแบบ medium-term bioassay ผลจากการศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่ามะกรูดมีฤทธิ์เสริมฤทธิ์ของ MelQx ในการทําให้กำเนิดมะเร็งตับ (preneoplastic liver foci) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ
พิษต่อระบบขยายพันธุ์   เมื่อป้อนสารสกัดผิวมะกรูดด้วยเอทานอล (95%) ให้กับหนูขาวที่ตั้งท้องขนาด 1 และก็ 2.5 ก./กก. ทางสายยางให้อาหารวันละ 2 ครั้ง พบว่าสามารถต้านทานการฝังตัวของตัวอ่อนได้ 42.5 ±14.8 และก็ 86.1±8.1% ตามลำดับ และส่งผลทำให้แท้งได้ 86.3±9.6 และก็ 96.9±3.1% ตามลำดับ แล้วก็สารสกัดผิวมะกรูดด้วยคลอโรฟอร์มเมื่อป้อนให้กับหนูที่ตั้งท้องในขนาด 0.5 และก็ 1.0 กรัม/กิโลกรัม ทางสายยางให้อาหารวันละ 2 ครั้ง เช่นเดียวกัน พบว่าสามารถต้านการฝังตัวของตัวอ่อนได้ 34.4±14.3 และ 62.2±14.5% ตามลำดับ รวมทั้งส่งผลทำให้แท้งได้ 62.2±14.5 และก็ 91.9± 5.5%
พิษต่อเซลล์สารสกัดใบด้วยเมทานอล กระทำการทดสอบกับเซลล์ ด้วยความเข้มข้น 20 มคก./มล. พบว่ามีพิษต่อ Cells-Raji (9) น้ำมันหอมระเหย (ไม่กำหนดส่วนที่ใช้และก็ขนาด) เป็นพิษต่อเซลล์ CEM-SS
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์     สารสกัดใบด้วยน้ำ และก็น้ำร้อน กระทำทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ ด้วยความเข้มข้น 0.5 มล./จาน พบว่าไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อ Bacillus subtilis H-17 (Rec+) แล้วก็ B. subtilis M-45 (Rec-)
ข้อเสนอแนะ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง การใช้น้ำมันหอมระเหยกับผิวหนังในปริมาณที่มาก  จำต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงสว่างเพราะน้ำมันที่ได้จากการบีบผิวผล อาจจะก่อให้กำเนิดพิษเมื่อสัมผัสกับแสงสว่างได้ และก็กำเนิดมีสารสีเกินที่ผิวหนัง ใบหน้า และก็ลำคอ เนื่องจากว่ามีสารกลุ่มคูมาริน แต่ว่าน้ำมันจากผิวผลที่ได้จากการกลั่นจะไม่มีสารนี้  น้ำมะกรูดมีความเป็นกรดสูง จำเป็นที่จะต้องรอบคอบการกินขณะท้องว่าง ด้วยเหตุว่าอาจจะส่งผลให้มีการเคืองต่อระบบทางเดินอาหารได้
เอกสารอ้างอิง

  • ดนัย ทิวาเวช, Hirose M, Futakuchi M, วิทยา ธรรมวิทย์, Ito N, Shirai T.  ฤทธิ์เสริมการเกิดมะเร็งตับของข่า กระชาย และมะกรูด ในหนูที่ได้รับสารก่อมะเร็ง 2-amino-3,8-dimethylimidazo(4,5-ƒ)quinoxaline (MeIQx).  การประชุมวิชาการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 11 “ วิทยาศาสตร์การแพทย์ไทยกับกติกาใหม่ของโลก ” กรุงเทพฯ, 9-11 ตุลาคม 2543:33
  • มะกรูด (ผิวผล).ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.2546.ประมวลผลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร. http://www.disthai.com/
  • Murakami A, Gao G, Kim OK, Omura M, Yano M, Ito C, et al. Identification of coumarins from the fruit of Citrus hystrix DC as inhibitors of nitric oxide generation in mouse macrophage RAW 264.7 cells. J Agric food chem. 1999;47:333-339.
  • กอบกุล เฉลิมพันธ์ชัย ดวงชัย บำเพ็ญบุญ ธิดา โตจิราการ และคณะ.  ตำรับยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทำลายจุลินทรีย์.  รวมบทคัดย่องานวิจัยการแพทย์แผนไทยและทิศทางการวิจัยในอนาคต สถาบันการแพทย์แผนไทย, 2543.
  • คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.2544.
  • มะกรูด/ใบมะกรูดประโยชน์และสรรพคุณมะกรูด.พืชเกษตรดอทคอม
  • Tangyuenyongwatana P, Gritsanapan W. Prasaplai: An essential Thai traditional formulation for primary dysmenorrhea treatment. TANG. 2014;4(2):10-11.
  • ชนิพรรณ บุตรยี่. การศึกษาชีวภาพความพร้อมและคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระของฟลาโวนอยด์จากใบมะกรูดในหลอดทดลองและศักยภาพในการป้องกันการแตกหักของโครโมโซมในหนูเม้าส์โดยวิธีการตรวจไมโครนิวเคลียสในเม็ดเลือดแดง [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต]. กรุงเทพฯ. มหาวิทยาลัยมหิดล;2551.
  • มะกรูด(ใบ).ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


12
ส้มป่อย
ชื่อสมุนไพร ส้มป่อย
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน  ส้มขอน , ส้มคอน (ไทยใหญ่,แม่ฮ่องสอน) , ส้มพอดี (อีสาน) , ผ่อชิละ ผ่อชิบูทู (กะเหรี่ยง)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Acacia concinna (Willd.) DC.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Acacia rugata (Lam.) Merr., Mimosa concinna (Willd.) DC.
สกุล FABACEAE
บ้านเกิด ส้มป่อย เป็นพืชที่มีชื่อเสียงดันดีในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเหนือที่ถือว่าส้มป่อยเป็นพืชที่มีความมงคล โดยมีความเห็นว่าถ้าเกิดบ้านใดมีต้นส้มป่อยในบ้าน จะช่วยคุ้มครองเพศภัยและก็เคราะห์ต่างๆให้ปลดปล่อยออกไปจากบ้านดังชื่อของส้มป่อย แล้วก็ฝักของส้มป่อยก็ใช้แช่น้ำมั่นใจว่าจะมีผลให้เป็นน้ำที่มีความศักดิ์สิทธิ์ใช้ขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายต่างๆได้ ซึ่งส้มป่อยนี้เป็นพืชที่มีถิ่นเกิดในเขตร้อนของทวีปเอเชีย อาทิเช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย , ประเทศพม่า , ลาว , กัมพูชา , มาเลเซีย , และประเทศในเอเชียใต้ ดังเช่นว่า อินเดีย ศรีลังกา บังคลาเทศ ฯลฯ  ส้มป่อยเป็นไม้ที่มีคงทนถาวรต่อภาวะแห้งได้ดี พบได้บ่อยขึ้นตามป่าคืนสภาพ ป่าดงดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณ ที่ราบตีนเขา และที่รกร้างว่างเปล่าทั่วๆไป  ในประเทศไทยสามารถพบได้ทุกภาคของประเทศ
ลักษณะทั่วไป ส้มป่อยจัดเป็นไม้พุ่มรอเลื้อยซึ่งจะ พาดพันต้นไม้อื่นได้โดยประมาณ สูง 3-6 เมตร เถามีเนื้อแข็ง ผิวเรียบสีน้ำตาล ขนาดใหญ่ มีหนามเล็กแหลมตามลำต้น กิ่งไม้และใบ ไม่มีมือเกาะจะเลื้อยพาดพันต้นไม้อื่น เถาอ่อนสีน้ำตาลปนแดง มีขนกำมะหยี่หรือขนสั้นครึ้มนุ่ม ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ช่อใบย่อย 5-10 คู่ ใบย่อย 10-35 คู่ ต่อช่อ ใบย่อยรูปขอบขนาน ขนาดเล็ก ออกเรียงตรงข้าม ปลายใบมนหรือแหลม ที่ปลายเป็นติ่งหนามแหลมอ่อนโค้ง โคนใบตัด ขอบใบดกเรียบ แผ่นใบเรียบ ก้านใบยาว 3.6-5.0 เซนติเมตร มีขนสั้นนุ่มและก็หนาแน่น พบก้อนนูนสีน้ำตาลเหมือนต่อม 1 อัน อยู่ที่โคนก้านใบ ศูนย์กลางยาว 6.6-8.5 เซนติเมตร ก้านใบย่อยสั้นมากมาย ยาว 0.5 มิลลิเมตร หรือน้อยกว่า เกลี้ยง แล้วก็มีขนนุ่มหนาแน่น ดอกเป็นช่อกลุ่มกลม ออกตามซอกใบข้างลำต้น 1-3 ช่อดอกต่อข้อ ขนาด 0.7-1.3 ซม. มี 35-45 ดอก ก้านช่อดอกยาว 2.5-3.2 มิลลิเมตร มีขนนุ่มหนาแน่น ใบประดับประดาดอก 1 อัน รูปแถบ ยาวไม่เกิน 1 มิลลิเมตร โคนสอบเรียว สีแดง มีขนกระจายทั่วๆไป ดอกขนาดเล็กอัดแน่นอยู่เป็นแกนดอก กลีบดอกเป็นหลอด สีขาวนวล กลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ 5 กลีบ กลีบเลี้ยง หลอดกลีบกว้าง 1.0-1.5 มม.ยาว 2.5-3.0 ซม. ปลายแหลม สีแดง อาจมีสีขาวคละเคล้าน้อย กลีบดอก หลอดกลีบกว้าง 1.0-1.5 มิลลิเมตร ยาว 3.5-4.0 มิลลิเมตร มีขนบางส่วนที่ปลายกลีบ เกสรเพศผู้ 200-250 อัน ยาว 4-6 มม. เกสรเพศเมีย รังไข่ยาว 1 มิลลิเมตร มี 10-12 ออวุล มีก้านรังไข่ยาว 1 มม. ก้านแล้วก็ยอดเกสรเพศเมียยาว 2.5-3.5 มม. สีขาวอมเหลืองหรือสีเขียวอมเหลือง ผลเป็นฝักรูปขอบขนาน แบนยาว ดก ขนาด กว้าง 1.3-1.4 เซนติเมตร ยาว 7.0-9.3 เซนติเมตร ฝักอ่อนเปลือกสีเขียวอมแดง เมื่อแก่สีน้ำตาลเข้ม ผิวฝักเป็นลอนคลื่นเป็นข้อ ปลายฝักมีหางแหลม สันฝักครึ้ม ผิวย่นมากเมื่อแห้ง ก้านผลยาว 2.8-3.0 เซนติเมตร แต่ละผลมี 5-12 เมล็ด เม็ดสีดำ แบนรี ผิวมัน กว้าง 4-5 มิลลิเมตร ยาว 7-8 มม. ออกดอกราวม.ค.ถึงเดือนพฤษภาคม ติดผลเดือนพฤษภาคมถึงต.ค.
การขยายพันธุ์ ส้มป่อยมักจะเจอได้ในป่าเบญจพรรณและก็ป่าดิบแล้วรอบๆที่ราบตีนเขาส่วนการขยายพันธุ์  ส้มป่อยนั้นสามารถทำได้ด้วยขั้นตอนการเพาะเม็ดแล้วก็การปักชำ แม้กระนั้นแนวทางที่เป็นที่นิยมกันมากมายเป็นการปักชำ โดยตัดกิ่งแก่ให้ยาวโดยประมาณ 50 ซม.มาปักชำในกระถางหรือในบริเวณที่ต้องการจะเพาะชำ ซึ่งในกระถางหรือรอบๆดังกล่าควรจะมีความชื้นมากมาย รวมทั้งรดน้ำทุกวันจนกิ่งที่ชำเกิดรากแล้วจึงย้ายลงหลุมที่จะปลูกถัดไป ในการปลูกส้มป่อยนั้นควรจะปลูกเอาไว้ในที่โล่งหรือที่ๆมีแสงมากมาย สามารถปลูกได้ในดิน      Malic acid ที่มา : Wikipedia     ทุกชนิดที่มีการระบายน้ำได้ดี เนื่องจากว่าส้มป่อยชอบความชื้นปานกลางถึงน้อยและถูกใจแดดมากมาย ส่วนการรักษานั้น ส้มป่อยไม่ค่อยมีโรคและก็ศัตรูพืชมาก แต่ควรจะตัดแต่งกิ่งหรือทำค้างให้ลำต้นของส้มป่อยพันเลื้อยขึ้นไปเพื่อสะดวกสำหรับในการเก็บเกี่ยวผลผลิตของส้มป่อย
ส่วนประกอบทางเคมี ฝักมีสารซาโปนิน 20.8% ดังเช่นว่า acasinin       Tannin   ที่มา : Wikipedia
A, B, C, D และก็ E   azepin , tannin , malic  acid , concinnamide, lupeol , machaerinic acid , menthiafolic, sonuside, sitosterol ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของส้มป่อยมีดังนี้
คุณประโยชน์ทางโภชนาการ ส้มป่อย 100 กรัม มี  น้ำ 85.6  กรัม  แคลเซียม 95 มิลลิกรัม ไทอะมีน 0.04 มก. เบต้าแคโรทีน 6568 ไมโครกรัม ไนอะซิน 1.1 มิลลิกรัม วิตามินเอรวม 1095 RE วิตามินซี 6 มิลลิกรัม วิตามินอี 6.7 มิลลิกรัม                                 
ประโยชน์/สรรพคุณ ยอดอ่อน แล้วก็ใบอ่อน ของส้มป่อย ใช้กินเป็นผักและเครื่องปรุงรส ช่วยทำให้ของกินมีรสเปรี้ยว รวมทั้งช่วยดับกลิ่น คาวปลา ยอดเอามาประกอบอาหารได้หลายแบบ ตัวอย่างเช่น machaerinic acid ที่มา : Wikipedia  แกงส้ม ต้มปลา ต้มน้ำกะทิปลาเค็ม น้ำของฝักส้มป่อย ใช้ขัดเครื่องเงิน เครื่องทองให้เงางามได้ ฝักแก่แห้งนำมาต้มเอาน้ำใช้สระผมแก้รังแค แก้อาการคันศีรษะ บำรุงเส้นผม ทำให้ผมเปียกชื้นเป็นเงาสวย เป็นยาปลูกผม และก็คุ้มครองปกป้องผมหงอกก่อนวัย  ใบส้มป่อยสามารถนำมาสกัดทำเป็นสีย้อมเส้นไหมได้ โดยสีที่ได้คือสีเขียวอ่อน สีเหลืองอ่อน สีน้ำตาลอ่อน หรือสีครีม  ในด้านของความเลื่อมใสส้มป่อยถือเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ของชาวล้านนา โดยชาวบ้านจะใช้ฝักในพิธีบูชาทำน้ำมนต์เพื่อสะเดาะเคราะห์ ใช้ในงานมงคล ทำน้ำมนต์รดน้ำดำหัวคนแก่ในตอนเทศกาลสงกรานต์  หรือใช้รดน้ำพระพุทธรูป  ทั้งส้มป่อยยังจัดเป็นพืชที่มีความมงคลของคนไทย โดยเชื่อว่าการปลูกส้มป่อยจะช่วยไล่ภูตผีปีศาจรวมทั้งเรื่องเลวร้ายไม่ให้มารบกวน ช่วยเสริมหรือคืนอำนาจให้ผู้มีโผลงติดอยู่คาถา โดยกำหนดให้ปลูกไว้ทางทิศเหนือ  ส่วนสรรพคุณทางยาของส้มป่อยนั้นมีดังนี้
ใบ แก้โรคตา จ่ายเมือกมันในลำไส้ ยาถ่ายเสมหะ ถ่ายระดูขาว แก้บิด ฟอกล้างโลหิตเมนส์ ประคบให้เอ็นหย่อนยาน ใบใช้ในสูตรยาอบสมุนไพร มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆช่วยชำระล้างสิ่งสกปรก เพิ่มความต้านทานโรคให้กับผิวหนัง บำรุงผิวพรรณ แก้หวัด แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว สูตรยาลูกประคบสมุนไพร ช่วยบำรุงผิว แก้โรคผิวหนัง ลดความดัน  ใบตำห่อผ้าประคบเส้นให้เส้นอ่อน ใช้ใบอ่อน ต้มเอาน้ำผสมกับน้ำผึ้ง กินเป็นยาขับปัสสาวะ ฝัก มีรสเปรี้ยว เป็นยาถ่าย ขับเสลด แก้ไอ แก้บิด แก้ไข้จับสั่น ฝักปิ้งให้เหลือง ชงน้ำจิบแก้ไอ ขับเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว เป็นยาถ่ายทำให้อาเจียน แก้ซางในเด็ก ใช้สระผม ทำให้ผมเปียกชื้นเป็นเงาสวย ไม่มีรังแค ต้มน้ำอาบข้างหลังคลอด ฝักตำพอกหรือชุบสำลีปิดแผลโรคผิวหนัง เปลือกฝัก รสขมเปรี้ยวเผ็ดปร่า เจริญอาหาร กัดเสลด แก้ไอ ต้น รสเปรี้ยวฝาด เป็นยาระบาย แก้โรคตาแดง แก้น้ำตาทุพพลภาพ  ยอดอ่อน เอามาต้มน้ำ แล้วก็ผสมกับน้ำผึ้งดื่มเป็นยาช่วยขับฉี่ หรือเอามาตำรวมกับขมิ้นอ้อย แล้วใส่น้ำมันพืชนิดหน่อย หมกไฟพออุ่น นำไปพอกแก้ฝี ดอก รสเปรี้ยว ฝาด มัน แก้เส้นเอ็นที่พิการให้สมบูรณ์ ใบและก็ฝัก ต้มอาบ ทำความสะอาด บำรุงผิว ราก รสขม แก้ไข้
บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5)    ปรากฏการใช้ใบแล้วก็ฝักส้มป่อย ร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ เป็นยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบทางเดินอาหาร ตำรับ “ยาถ่ายดีเกลือฝรั่ง” ประกอบด้วย ดีเกลือฝรั่ง ยาดำ ใบมะกา ใบมะขาม ใบส้มป่อย ฝักคูน รากขี้กาแดง รากขี้กาขาว รากตองแตก ฝักส้มป่อย สมอไทย สมอดีงู เถาวัลย์เปรียง ขี้เหล็ก หัวหอม หญ้าไทร ใบไผ่ป่า สรรพคุณ แก้ท้องผูก กรณีที่ใช้ยาอื่นแล้วไม่ได้ผล
แบบ/ขนาดวิธีการใช้   แก้ไอ ด้วยการใช้ฝักนำมาปิ้งให้เหลืองแล้วชงกับน้ำจิบรับประทานเป็นยา หรือจะใช้เปลือกเอามาแช่กับน้ำทำให้ชุ่มคอแก้ไอได้  เม็ดเอามาคั่วให้เกรียมแล้วบดอย่างระมัดระวัง ใช้เป่าจมูก ทำให้คันจมูกแล้วก็ทำให้จามได้  ยอดอ่อนหรือใบอ่อนเอามาต้มกับน้ำ และก็ผสมกับน้ำผึ้งใช้ดื่มรับประทานเป็นยาช่วยขับเยี่ยว  ยอดอ่อนเอามาตำผสมกับขมิ้นอ้อย แล้วใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย หมกไฟพออุ่น และจากนั้นจึงนำไปพอกจะช่วยแก้ฝี แก้พิษฝี ทำให้ฝีแตกเร็วหรือยุบไป ส่วนอีกวิธีการใช้รากส้มป่อยนำมาฝนใส่น้ำปูนใสทาบริเวณที่เป็นฝี  ใบใช้ตำประคบหรือตำห่อผ้าประคบเส้นช่วยทำให้เอ็นอ่อน แก้เส้นเอ็นพิการ ปวดเมื่อย  ช่วยทำให้สตรีตั้งท้องคลอดได้ง่าย ด้วยการใช้ฝักส้มป่อยโดยประมาณ 3-7 ข้อ นำมาต้มกับน้ำอาบตอนเวลาเย็น โดยให้อาบก่อนที่จะครบกำหนดคลอด 2-3 วัน แม้กระนั้นห้ามอาบมากเนื่องจากว่าจะก่อให้รู้สึกร้อน
การเรียนทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา สารสกัดน้ำจากผล ความเข้มข้น 20 มก./มล. มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา Epidermophyton floccosum ในหลอดทดสอบ แต่ว่าไม่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา Trichophyton rubrum แล้วก็ Microsporum gypseum เหมือนกันกับสารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 100 มก./มล. ไม่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา T. rubrum, M. gypseum และก็ E. floccosum
  • ฤทธิ์ต้านทานเชื้อยีสต์ สารสกัดน้ำ แล้วก็สารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 100 และก็ 200 มก./มิลลิลิตร เป็นลำดับ และก็สารสกัดน้ำจากส้มป่อย (ไม่ระบุส่วนที่ใช้และความเข้มข้น) ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อยีสต์ Candida albicans
  • ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย สารสกัดน้ำแล้วก็สารสกัดอัลกอฮอล์จากผล ความเข้มข้น 100 และก็ 200 มก./มิลลิลิตร เป็นลำดับ แล้วก็สารสกัดน้ำจากส้มป่อย (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้รวมทั้งความเข้มข้น) ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus
  • เมื่อปี ค.ศ.2006 ที่ประเทศอินเดีย ได้ทำทดลองสารสกัดจากดอกส้มป่อยกับหนูเพศผู้ โดยการให้สารสกัดในขนาด 50 มก.ต่อกก. โดยใช้ระยะเวลาการทดสอบนาน 3 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่า ค่าคอเลสเตอรอลในเลือดของหนูทดลองลดน้อยลง ไตรกลีเซอไรด์ลดน้อยลง อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ และก็สารสกัดจากส้มป่อยยังส่งผลลดอสุจิและ endometrial glands ในมดลูก มีการเปลี่ยนในชั้นเซลล์ในมดลูก สรุปว่าสมุนไพรส้มป่อยสามารถใช้เป็นยาคุมกำเนิดได้ด้วย
  • สารสกัดซาโปนินจากเปลือกส้มปอยและสารสกัดเอทานอลแล้วก็น้ำ ในอัตราส่วน 1:1 มีฤทธิ์ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก โดยค่าดัชนีการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงเท่ากับ 1,350
การศึกษาทางพิษวิทยา  หลักฐานความเป็นพิษและก็การทดสอบความเป็นพิษ
          เมื่อให้สารสกัดจากใบรวมทั้งลำต้น (ไม่เจาะจงสารสกัดที่ใช้) และสารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากใบและลำต้น ขนาด 10 กรัม/กิโลกรัม ทางสายยางให้อาหารหนูถีบจักร ไม่เจอพิษ เมื่อฉีดสารสกัดจากใบรวมทั้งลำต้น (ไม่กำหนดสารสกัดที่ใช้) ขนาด 10 ก./กิโลกรัม เข้าใต้ผิวหนังหนูถีบจักร ไม่เจอพิษเช่นเดียวกัน และก็เมื่อฉีดสารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดินเข้าท้องหนูถีบจักร มีค่า LD50พอๆกับ 125 มก./กิโลกรัม
          ส่วนสกัดซาโปนินจากเปลือก (ไม่กำหนดความเข้มข้น) แล้วก็สารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) (ไม่กำหนดส่วนที่ใช้) มีฤทธิ์ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแตก ค่าดัชนีการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงพอๆกับ 1,350
          สาร acacic acid จากเปลือก (ไม่เจาะจงความเข้มข้น) มีฤทธิ์ฆ่าสเปิร์ม แล้วก็ส่วนสกัดซาโปนินจากเปลือก ความเข้มข้น 0.004% มีฤทธิ์ฆ่าสเปิร์มในคนผู้ชาย
          สารสกัดเอทานอล:น้ำ (1:1) จากส่วนเหนือดิน ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ CA-9KB ขนาดของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ครึ่งหนึ่ง มากยิ่งกว่า 20 มคกรัม/มิลลิลิตร สารสกัดเมทานอล 75% จากผลเป็นพิษต่อเซลล์ Fibrosarcoma HT-1080 ความเข้มข้นของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์กึ่งหนึ่งเท่ากับ 2.1 มคกรัม/มล. โดยมีสารที่ออกฤทธิ์เป็น Kinmoonosides A, B และ C มีขนาดของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ครึ่งหนึ่งเท่ากับ  4.89,  1.43,  และก็  1.87 มคกรัม/มิลลิลิตร ตามลำดับ  ส่วนสารสกัดเมทานอล  ส่วนสกัดที่ละลายน้ำ  สารสกัดเมทานอล:เอทานอล (1:1) จากผล เป็นพิษต่อเซลล์ Fibrosarcoma HT-1080 อย่างอ่อน ความเข้มข้นของสารที่เป็นพิษต่อเซลล์กึ่งหนึ่งพอๆกับ 10, 17.9 แล้วก็ 21.5 มคก./มล. ตามลำดับ สารสกัดคลอโรฟอร์ม สารสกัดอะซีโตน ส่วนสกัดที่ละลายน้ำ สารสกัดเมทานอลแล้วก็สารสกัดเมทานอล:เอทานอล (1:1) จากผล เป็นพิษต่อเซลล์ CA-Colon-26-L5 อย่างอ่อน
คำแนะนำ/ข้อควรตรึกตรอง แม้ในตอนนี้ไม่มีข้อมูลในด้านข้อควรพิจารณาในการใช้ส้มป่อยแม้กระนั้นถึงอย่างนั้นก็ตามส้มป่อยก็ยังเป็นเสมือนสมุนไพรจำพวกอื่นๆที่ต้องมีการระมัดระวังสำหรับการรับประทานแม้รับประทานเป็นของกินหรือส่วนประกอบของอาหารอาจจะไม่มีอันตรายอะไร แต่แม้จะใช้เพื่อสรรพคุณทางยานั้นควรที่จะใช้แต่พอดี ไม่ใช้ในจำนวนที่มากและไม่ควรจะใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเพราะอาจทำให้เกิดโทษและส่งผลเสียรวมทั้งไม่ดีต่อสุขภาพได้
เอกสารอ้างอิง

  • มงคล โมกขะสมิต กมล สวัสดีมงคล ประยุทธ สาตราวาหะ.  การศึกษาพิษของสมุนไพรไทย.  วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2514;13:36-66.
  • ส้มป่อย.ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  “ส้มป่อย (Som Poi)”.  หน้า 282.
  • วันดี อวิรุทธ์นันท์ แม้นสรวง วุฒิอุดมเลิศ.  ฤทธิ์ต้านเชื้อราของพืชสมุนไพร.  วารสารเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล 2536;10(3):87-9.
  • Banerji R, Prakash D, Misra G, et al.  Cardiovascular and hemolytic activity of saponins.  Indian Drugs 1981;18(4):121-4.
  • วไลพร พงวิรุฬห์ วีณา ถือวิเศษสิน วีณา จิรัจฉริยากูล และคณะ.  ดัชนีการทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงในมาตรฐานสมุนไพรไทย.  โครงการพิเศษ ม.มหิดล, 2531-2532.
  • ส้มป่อย.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี. http://www.disthai.com/
  • หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “ส้มป่อย”.  หน้า 33.
  • Avirutnant W, Pongpan A.  The antimicrobial activity of some Thai flowers and plants.  Mahidol Univ J Pharm Sci 1983;10(3):81-6.
  • ส้มป่อย.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด.  (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก).  “ส้มป่อย”  หน้า 178.
  • Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P.  Study on toxicity of Thai medicinal plants.  Bull Dept Med Sci 1971;12(2/4):36-65.
  • Banerji R, Nigam SK.  Chemistry of Acacia concinna and a Cassia bark.  J Indian Chem Soc 1980;57:1043-4.
  • Ikegami F, Sekine T, Hjima O, Fujii Y, Okonogi S, Murakoshi I.  Anti-dermatophyte activities of “tea seed cake” and “pegu – catechu”.  Thai J Pharm Sci 1993;17(2):57-9.
  • ส้มป่อย.ฐานข้อมูลความปลอดภัยของสมุนไพรที่มีการขึ้นทะเบียนยาแผนโบราณ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Tezuka Y, Honda K, Banskota AH, Thet MM, Kadota S.  Kinmoonosides A-C, three new cytotoxic saponins from the fruits of Acacia concinna, a medicinal plant collected in Myanmar.  J Nat Prod 2000;63:1658-64.
  • Banergi R, Srivastava AK, Misra G, Nigam SK, Singh S, Nigam SC, Saxena RC.  Steroid and triterpenoid saponins as spermicidal agents.  Indian Drugs 1979;17(1):6-8.
  • Bhakuni DS, Dhar ML, Dhar MM, Dhawan BN, Gupta B, Srimali RC.  Screening of Indian plants for biological activity. Part III.  Indian J Exp Biol 1971;9:91.


13

นิ่วในไต (Kidney Stone)
นิ่วในไตเป็นยังไง ก่อนที่จะเราจะมาทำความรู้จักนิ่วในไตนั้น ก่อนอื่นจำต้องรู้จักโรคนิ่วกันก่อน โรคนิ่วเป็นขี้ตะกอนจากแร่ธาตุต่างๆศูนย์รวมตัวกันเป็นก้อนแข็งที่เกิดจากปัจจัยต่างๆเป็นต้นว่า ขาดสารอาหารต่างๆหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิเทรต โพแทสเซียม แมกนีเซียม และก็โปรตีนที่มาจากสัตว์ หรืออาจเกิดขึ้นจากการอักเสบ จากโรคบางประเภท เป็นต้นว่า โรคเก๊าท์เป็นต้น และก็โรคนิ่วนั้นยังสามารถแบ่งได้เป็นของชนิด เป็นนิ่วในถุงน้ำดี แล้วก็นิ่วในระบบทางเดินฉี่ รวมทั้งยังสามารถแบ่งประเภทและชนิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้อีกตามตำแหน่งที่เกิดนิ่ว เช่น นิ่วในไต นิ่วในทอไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ รวมทั้งนิ่วในทอฉี่ ซึ่งนิ่วทั้งสองประเภทนี้ มีความแตกต่างกันทั้งยังในองค์ประกอบ มูลเหตุ และการรักษา แม้กระนั้นในบทความนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงเฉพาะนิ่วในไตแค่นั้น
นิ่วในไต เป็นก้อนผลึกขนาดเล็ก มีหินปูน (แคลเซียม) กับสารเคมีรวมทั้งแร่ นๆอย่างเช่น ออกซาเลต ยูริก โปรตีน ฯลฯ หรือบางรายอาจจะมีขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นมาจากสารตกค้างต่างๆทั้งยังจากสารอาหารที่เรากินเข้าไป หรือกรดบางประเภทที่ร่างกายขับออกไม่หมด ซึ่งก้อนนิ่วในไตนี้ ยังไปเพิ่มอัตราเสี่ยงสำหรับการเป็นโรคไตอีก
ประเภทของนิ่วในไต ก้อนนิ่วมีองค์ประกอบ 2 ส่วนเป็นส่วนที่เป็น แร่ (mineral composition) รวมทั้งส่วนที่เป็นสาร อินทรีย์(organic matrix) ซึ่งมีราวๆปริมาณร้อยละ 5-10 เป็นสารโมเลกุลใหญ่ที่พบในปัสสาวะ เป็นต้นว่า โปรตีน ไขมัน และก็คาร์โบไฮเดรต เป็นต้น ส่วนที่เป็นแร่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจาก การตกผลึกของสารก่อนิ่วในฉี่ ดังเช่น แคลเซียม ออกซาเลต ฟอสเฟต และก็กรดยูริค สามารถจัดประเภทของนิ่วในไตได้ดังต่อไปนี้ นิ่วสสวยไวท์(struvite stones) พบ ร้อยละ 15 กำเนิดในคนเจ็บที่มีทางเดินปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง นิ่วกรดยูริค (uric acid stones) เจอโดยประมาณจำนวนร้อยละ 6 เกิดขึ้นจากรับประทานอาหารที่มีพิวรีน (purine) สูง ดังเช่น เครื่องใน สัตว์ปีก ฯลฯ นิ่วซีสตี (cystine stones) พบราวๆปริมาณร้อยละ 2 มีต้นเหตุจากความไม่ปกติของร่างกาย ในการดูดซับสารซีสตีน นิ่วแคลเซียมออกซาเลต (calcium oxalate stones) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ในประเทศไทย โดยเจอร้อยละ 75-80 ซึ่งจากรายงาน การศึกษาเรียนรู้ที่จังหวัดขอนแก่นพบนิ่วประเภทนี้ร้อยละ 88 และที่ประเทศอเมริกาพบอุบัติการณ์ปริมาณร้อยละ 90 นิ่วแคลเซียมออกซาเลตมีสาเหตุจากแคลเซียมรวมกับกรด ออกซาลิก (oxalic acid) เมื่อไปรวมกับแร่ธาตุตัวอื่น เป็นต้นว่า โซเดียม แมกนีเซียม แคลเซียม หรือโปแตสเซียม จะกลายเป็นผลึกออกซาเลต และกลายเป็นก้อนนิ่วในเวลาถัดมา
นิ่วในไตสามารถพบได้ทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็กจนถึงคนชรา แม้กระนั้นเจอได้สูงยิ่งกว่าในช่วงอายุ 40 - 50 ปี โดยพบในเพศชายสูงขึ้นมากยิ่งกว่าเพศหญิงโดยประมาณ 2 - 3 เท่า
นิ่วในไตบางทีอาจเกิดกับไตเพียงแต่ด้านเดียว โดยช่องทางเกิดใกล้เคียงกันทั้งข้างซ้ายและขวาหรือเกิดนิ่วพร้อมทั้งสองข้าง แต่ความร้ายแรงของนิ่วในทั้งสองไตมักไม่เท่ากันสังกัดขนาดและก็ตำแหน่งของนิ่ว ในประเทศที่รุ่งเรืองแล้ว จะเจอโรคนี้ได้ราวๆ 0.2% ของประชาชน ส่วนในทวีปเอเชียพบได้ประมาณ 2-5%
สำหรับในประเทศไทย พบอัตรา การเกิดโรคนิ่วในไตและก็ในระบบทางเดินฉี่ของผู้ป่วยใน จากสถิติกระทรวงสาธารณสุขมากขึ้นจาก 99.25 ต่อ 100,000 ของสามัญชน ในปีพุทธศักราช 2550 เป็น 122.46 ในปี พุทธศักราช 2553 พบมากที่สุดในประชาชน ภาคเหนือรวมทั้งภาคอีสาน ในอัตรา 188.55 และก็ 174.67 เป็นลำดับ จากการเล่าเรียน นิ่วในระบบทางเท้าเยี่ยว ในปีพุทธศักราช 2552 จัดประเภทตามครอบครัว แล้วก็ หมู่บ้าน ในมวลชนภาคอีสาน ที่จังหวัด ขอนแก่น จำนวน 1,034 ราย (โดยรวมผู้ที่เป็นนิ่ว อยู่แล้ว 135 ราย) จาก 551 ครอบครัว รวมทั้ง 348 หมู่บ้าน ศึกษาด้วยแนวทางถ่ายภาพรังสี Kidney-Ureter Bladder (KUB) พบว่า สมาชิกในครอบครัวปริมาณ 116 ครอบครัว (ร้อยละ 21.05) รวมทั้งใน 23 หมู่บ้าน (ร้อยละ 6.61) เป็นนิ่วในไต ตำแหน่งที่พบนิ่วเยอะที่สุดหมายถึงในไต ประมาณจำนวนร้อยละ 80 สำหรับในภูมิภาคอื่นๆมีการเล่าเรียนไม่มากเท่าไรนัก แต่มีรายงานการศึกษาเล่าเรียนพบว่า เจอนิ่วสูงที่สุดในช่วงอายุ 40-50 ปีรวมทั้ง เจอในผู้ชายมากยิ่งกว่าเพศหญิง 3 เท่า แล้วก็พบ การเกิดซ้ำ ข้างใน 2 ปี หลังผ่าตัดหรือสลายนิ่วมากถึง จำนวนร้อยละ 39
ในปัจจุบันโรคนิ่วในไตมีลักษณะท่าทางที่สูงขึ้น ทั้งยังในประเทศไทยและก็ทุกภูมิภาคทั่วโลก การมีนิ่วในไต ทำ ให้การทำ งานของไตเสื่อมลง รวมทั้งบางทีอาจรุนแรงจนถึง เกิดภาวะไตวายเรื้อรังและโรคไตระยะในที่สุด ซึ่งทำ ให้ เสียชีวิตได้ นอกจากนั้นโรคนิ่วในไตมีอุบัติการณ์เกิดนิ่วซ้ำ สูงมาก ทำ ให้คนป่วยและรัฐบาลจำต้องสูญเสียค่าใช้จ่าย สำหรับการรักษาอย่างมากมาย เพราะฉะนั้นการหลีกเลี่ยงปัจจัย เสี่ยงหรือต้นสายปลายเหตุที่ก่อเกิดนิ่ว เป็นต้นว่า พืชที่มีออกซาเลต สูง หรือการกินแคลเซียมเม็ดเสริม ควรจะเป็นสิ่งที่ ต้องคำ รำลึกถึงเพื่อป้องการกันเกิดนิ่ว
สิ่งที่ทำให้เกิดนิ่วในไต มีเหตุที่เกิดจากนานาประการต้นเหตุ อีกทั้งปัจจัยเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อม เมตตาบอลิซึม กรรมพันธุ์ วิถีการดำนงชีพ และก็อุปนิสัยการกินของกินของตัวผู้เจ็บป่วยเอง แม้กระนั้นปัจจัยที่สำคัญของการเกิดนิ่วในไต คือ การมีสารก่อนิ่วในฉี่สูงกว่าระดับสารยับยั้งนิ่ว ร่วมกับต้นสายปลายเหตุเสริมคือ ปริมาตรของฉี่น้อย ก่อให้เกิดภาวะอิ่มตัวยิ่งยวดของสารก่อนิ่วในเยี่ยว ก็เลยเกิดผลึกที่ไม่ละลายน้ำขึ้น อย่างเช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต แล้วก็ยูเรต ผลึกนิ่วที่เกิดขึ้นจะทำการกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ทำให้เซลล์บุภายในไตถูกทำลาย ตำแหน่งถูกทำลายนี้จะเป็นพื้นที่ให้ผลึกนิ่วเกาะยึดและก็รวมกลุ่มกัน มีการทับถมของผลึกนิ่วเป็นระยะเวลานานกระทั่งกลายเป็นก้อนนิ่วได้ท้ายที่สุด ในคนปกติที่มีสารยับยั้งนิ่วในปัสสาวะสูงเพียงพอจะสามารถยับยั้งการก่อตัวของผลึกนิ่วได้ ขึ้นรถพวกนี้จะไปแย่งจับกับสารก่อนิ่ว เป็นต้นว่า ซิเทรตจับกับแคลเซียม หรือแมกนีเซียมจับกับออกซาเลต ก่อให้เกิดเป็นสารที่ละลายน้ำได้ดี รวมทั้งขับออกไปพร้อมทั้งน้ำเยี่ยว ทำให้ปริมาณสารก่อนิ่วในฉี่น้อยลงและไม่สามารถรวมตัวกันเป็นผลึกนิ่วได้ นอกจากสารยั้งนิ่วกลุ่มนี้แล้วโปรตีนในฉี่หลายอย่างยังทำหน้าที่คุ้มครองป้องกันการก่อผลึกในเยี่ยว รวมทั้งเมื่อเคลือบที่ผิวผลึกจะช่วยขับผลึกออกไปกับปัสสาวะได้ง่ายขึ้น
ปัจจุบันมีหลายงานวิจัยระบุว่า ความผิดปกติของการสังเคราะห์รวมทั้งหลักการทำงานของโปรตีนยั้งนิ่วเหล่านี้เป็นต้นเหตุหนึ่งของการเกิดโรคนิ่วในไต  การเกิดนิ่วในไตยังอาจมีเหตุที่เกิดจากโรคอื่นที่เป็นอยู่ ตัวอย่างเช่น การติดเชื้อในระบบทางเท้าปัสสาวะ โรคเมตาบอลิก รวมถึงการใช้ยารักษาโรคบางจำพวกอย่างโรคเกาท์ ต่อมไทรอยด์ปฏิบัติงานเกินปกติ เบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง และก็การกินวิตามินดี รวมทั้งแคลเซียมเม็ดเสริมมากเกินไป
ลักษณะของนิ่วในไต สำหรับนิ่วในไตส่วนมาก คนไข้มักไม่มีอาการแสดง แต่ว่าจะมีอาการแสดงก็เมื่อมีการติดเชื้อซ้ำไปซ้ำมาและก้อนนิ่วที่มีขนาดเล็กมากมายๆอาจหลุดออกไปกับการขับฉี่โดยไม่นำมาซึ่งอาการหรือความรู้สึกเจ็บอะไรก็แล้วแต่อาการของนิ่วในไตบางทีอาจไม่ปรากฏให้มองเห็นจนกว่าก้อนนิ่วเริ่มเคลื่อนตัวบริเวณไตหรือไปยังท่อไต ซึ่งเป็นท่อเชื่อมต่อระหว่างไตและกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ผู้เจ็บป่วยที่มีนิ่วในไตอาจมีอาการเหล่านี้ตามมา ยกตัวอย่างเช่น ปวดบริเวณหลังหรือช่องท้องด้านล่างข้างใดข้างหนึ่ง บางทีอาจปวดร้าวลงไปถึงรอบๆขาหนีบ  มีลักษณะปวดบีบเป็นระยะ รวมทั้งปวดร้ายแรงเป็นระยะๆที่รอบๆดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ฉี่เป็นเลือด หรืออาจมีสีแดง ชมพู รวมทั้งน้ำตาล  เยี่ยวแล้วเจ็บ  ปวดฉี่บ่อยครั้ง  ฉี่น้อย  ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นฉุน อ้วก อาเจียน หนาวสั่น ป่วย และแม้ก้อนนิ่วมีขนาดเล็กและก็ตกลมมาที่ท่อไต จะทำให้กำเนิดลักษณะของการปวดบิดในท้องรุนแรง เรียกว่า “นิ่วในท่อไต” คนเจ็บจะมีลักษณะระคายเวลาปัสสาวะ อยากเยี่ยว แม้กระนั้นปัสสาวะขัด กะปริบกะปรอย ในกรณีที่มีการติดเชื้อโรคแทรกซ้อนจะมีลักษณะไข้ร่วมด้วย แม้ปล่อยให้เป็นนิ่วไปนานๆโดยไม่ได้รับการดูแลและรักษาจะทำให้ไตบาดเจ็บเรื้อรัง นำมาซึ่งการทำให้ไตมีรูปร่างแล้วก็ดำเนินงานแตกต่างจากปกติมากเพิ่มขึ้นและนำไปสู่ภาวะไตวายในที่สุด
กระบวนการรักษานิ่วในไต  หมอวินิจฉัยนิ่วในไตได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจฉี่ รวมทั้งอาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มเติมอีกสังกัดอาการคนป่วยและดุลพินิจของหมอ ได้แก่

  • การตรวจปัสสาวะ เพื่อดูว่าร่างกายมีการขับแร่ธาตุศูนย์รวมตัวเป็นก้อนนิ่วมากจนเกินความจำเป็น หรือมีสารคุ้มครองป้องกันการเกิดนิ่วที่ไม่เพียงพอหรือเปล่า รวมทั้งตรวจเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะ ตลอดจนตรวจหาภาวะติดโรค สามารถทำเป็นโดยเก็บฉี่ของผู้ป่วยทั้งหมดในตอน 1 วัน ดังเช่นว่า ถ้าเริ่มนับตั้งแต่ 8.00 นาฬิกา ในเวลานี้คนเจ็บจะต้องฉี่ทิ้งไปก่อน แล้วเก็บครั้งต่อๆไปทุกครั้งจนกระทั่ง 8.00 นาฬิกาของวันต่อไป
  • การพิสูจน์เลือด ผลการตรวจเลือดจะสามารถบ่งถึงสุขภาพไตของคนไข้ และช่วยทำให้หมอวินิจฉัยโรคต่างๆได้ รวมทั้งวัดระดับของสารที่อาจทำให้กำเนิดนิ่ว โดยคนไข้ที่มีนิ่วในไตอาจตรวจพบว่ามีปริมาณแคลเซียมหรือกรดยูริกในเลือดที่มากเกินไป
  • การตรวจโดยมองจากภาพถ่ายไต แนวทางแบบนี้จะช่วยให้แพทย์สามารถแลเห็นก้อนนิ่วที่เกิดขึ้นตามทางเดินเยี่ยว การถ่ายรูปไตมีมากมายหลากหลายวิธีให้เลือกใช้ ดังเช่นว่า การฉายรังสีเอกซ์เรย์ในท้อง ซึ่งอาจจะทำให้มองไม่เห็นก้อนนิ่วในไตขนาดเล็กหรือนิ่วบางประเภท การตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวน์ไต นอกเหนือจาก 2 แนวทางลักษณะนี้ หมอบางทีอาจตรึกตรองใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ซึ่งอาจจะก่อให้เห็นนิ่วก้อนเล็กๆได้และก็
  • การตรวจ x-ray เงาไตที่เรียก KUB (Kidney ureter and bladder) ถ้าเกิดเป็นนิ่วที่ทึบแสงก็สามารถมองเห็นนิ่วได้ ถ้าเป็นนิ่วที่ไม่ทึบแสงก็ไม่อาจจะมองเห็น รวมถึงการตรวจ IVP (Intravenous pyelogram) เป็นการฉีดสีเข้าเส้นเลือดดำ และก็สีนั้นจะถูกขับออกทางไตหลังจากฉีดจะ x-ray เงาไตที่เวลาต่างๆข้างหลังฉีดสี เพื่อมองรูปร่าง ลักษณะของไต ว่ามีการอุดตันจากนิ่วไหม รวมทั้งแนวทางการทำงานของไต ว่าดีเยี่ยมน้อยขนาดไหน
  • การดูแลรักษานิ่วในไต การดูแลรักษามีหลายแนวทาง แพทย์จะใคร่ครวญโดยอาศัยข้อมูลเรื่องขนาดของนิ่ว ตำแหน่งของนิ่ว ความแข็งของนิ่ว ไตบวมมากหรือน้อย การอักเสบของไตฯลฯ เพื่อตรึกตรองเลือกวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละราย บางคนบางทีก็อาจจะสมควรที่จะรักษาด้วยการใช้การสลายนิ่ว แม้กระนั้นบางท่านไม่เหมาะสมที่จะสลายนิ่ว อาจรักษาได้ด้วยแนวทางอื่นๆคนไข้ควรขอความเห็นแพทย์ถึงกรรมวิธีต่างๆพวกนี้เพื่อจะได้เข้าใจถึงเหตุผลที่หมอเลือกแนวทางนั้นๆสำหรับในการรักษา


การดูแลรักษานิ่วในไตขนาดเล็ก  การดูแลและรักษานิ่วขนาดเล็กที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 5 มิลลิเมตร อาจทำได้ด้วยการกินน้ำมากมายๆเพื่อช่วยขับก้อนนิ่วออกมาพร้อมปัสสาวะ และควรดื่มให้มากพอ (วันละ 8 – 10 แก้ว) กระทั่งเยี่ยวเจือจางปัสสาวะเป็นสีใสๆนิ่วบางทีอาจหลุดลงมาเป็นนิ่วในทอไต แม้กระนั้น ถ้าเกิดคนไข้ด้วยนิ่วจำพวกนี้มีอาการ หมออาจใคร่ครวญให้ผ่าตัดเอาก้อนนิ่วออกได้เช่นกัน
ถ้าหากกำเนิดก้อนนิ่วเล็กๆที่ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวด แพทย์อาจใช้ยาเพื่อบรรเทาลักษณะของการปวด ยกตัวอย่างเช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) อะเซตาไม่โนเฟ่น (Acetaminophen) หรือที่รู้จักในชื่อพาราเซตามอล และนาพรอกเซน (Naproxen)
ยิ่งกว่านั้น การใช้ยาช่วยขับก้อนนิ่วก็เป็นอีกหนึ่งกระบวนการรักษา หมออาจสั่งจ่ายยากลุ่มแอลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha Blocker) ซึ่งเป็นยาช่วยขับก้อนนิ่วออกมาทางปัสสาวะ ออกฤทธิ์โดยการทำให้กล้ามเนื้อบรรเทา ทำให้ให้ก้อนนิ่วในไตถูกขับออกมาได้เร็วและก็เจ็บน้อยกว่า
การดูแลและรักษานิ่วในไตขนาดใหญ่ ก้อนนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 มม.ขึ้นไปสามารถทำให้มีเลือดออก และก็คงจะนำมาซึ่งแผลที่ท่อไตหรือการตำหนิดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ จนถึงไม่อาจจะหลุดมาเองได้ หมอบางทีอาจจำเป็นต้องใช้การรักษาจำพวกอื่นๆดังต่อไปนี้

  • การใช้คลื่นเสียงแตกตัวก้อนนิ่ว เหมาะสมกับนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 2 ซม. รักษาด้วยการใช้เครื่อง Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy (ESWL) โดยใช้แรงสั่นของคลื่นเสียงทำให้นิ่วกระจายตัวเป็นชิ้นเล็กๆกระทั่งสามารถผ่านออกทางการขับเยี่ยวได้ วิธีการแบบนี้คนเจ็บอาจรู้สึกเจ็บปวดระดับปานกลาง หมอจึงบางทีอาจใช้ยาระงับประสาทเพื่อให้คนป่วยสงบหรือทำให้สลบแบบตื้น ขั้นตอนการรักษาใช้เวลาราวๆ 45-60 นาที และบางทีอาจส่งผลข้างๆให้ฉี่เป็นเลือด มีแผลฟกช้ำด้านหลังช่องท้อง เลือดออกรอบรอบๆไตรวมทั้งอวัยวะรอบข้าง รวมทั้งรู้สึกเจ็บเมื่อเสี้ยวก้อนนิ่วเคลื่อนผ่านทางเท้าฉี่ออกมา การรักษาโรคนิ่วแนวทางลักษณะนี้ช่วงเวลากว่าเศษนิ่วจะหลุดออกมาหมดนั้นไม่แน่นอน บางรายต้องสลายนิ่วซ้ำอีกหนึ่งหรือบ่อยมาก ไม่อาจจะรับรองผลการรักษาได้ทุกราย โดยมีอัตราปราศจากนิ่วที่ 3 เดือนประมาณปริมาณร้อยละ 75
  • การผ่าตัดก้อนนิ่วออก (Percutaneous Nephrolithotomy) เหมาะกับนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 3 ซม. อาจใช้ตามหลังการใช้คลื่นเสียงกระจายตัวก้อนนิ่ว (ESWL) ไม่เป็นผล แพทย์อาจเลือกใช้การผ่าตัดนิ่วด้วยการใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็กรวมทั้งอุปกรณ์ใส่เข้าไปบริเวณข้างหลังของคนไข้ โดยพักฟื้นที่โรงพยาบาลตรงเวลา 1-2 วัน และมีประสิทธิภาพถึง 72-99 เปอร์เซ็นต์
  • การส่องกล้อง สำหรับก้อนนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 3 ซม. หมอบางทีอาจใช้กล้องถ่ายภาพ Ureteroscope เพื่อฉายลำแสงแคบผ่านหลอดเยี่ยวรวมทั้งกระเพาะปัสสาวะ แล้วใช้อุปกรณ์ชนิดพิเศษจับหรือทำให้ก้อนนิ่วแตกตัวเป็นชิ้นเล็กจนถึงสามารถถูกขับออกมาฟุตบาทฉี่ได้ เพื่อลดอาการบวมข้างหลังผ่าตัดแล้วก็ช่วยให้หายเร็วขึ้น จึงอาจมีการใช้ท่อเล็กๆยึดไว้ที่หลอดปัสสาวะด้วย การส่องกล้องนี้พบว่ารักษาสำเร็จถึง 94 เปอร์เซ็นต์ หากเป็นนิ่วเขากวางมีกิ่งไม้มากกว่า 2 กิ่ง หรือนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร แพทย์มักตรึกตรองเป็นการผ่าตัดเปิดตามความเหมาะสม
  • การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ โรคต่อมไทรอยด์ดำเนินงานสูง มีการผลิตฮอร์โมนพาราต่อมไทรอยด์ขึ้นมามากผิดปกติ รวมทั้งเป็นสาเหตุให้เกิดก้อนนิ่วจากแคลเซียมฟอสเฟตได้ง่าย การทำงานที่ไม่ดีเหมือนปกตินี้แม้เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเนื้องอกที่เติบโตบนต่อมไทรอยด์ การผ่าตัดเอาเนื้องอกดังที่กล่าวถึงมาแล้วค่อนข้างจะเป็นช่วยลดการเกิดนิ่วในไตได้ด้วย

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะก่อกำเนิดนิ่วในไต

  • รับประทานอาหารมีสารที่ก่อการนอนก้นเป็นนิ่วปริมาณสูงสม่ำเสมอดังเช่นว่า กินอาหารมีออกซาเลตสูง ตัวอย่างเช่น โยเกิร์ต ถั่วที่มีรูปทรงราวกับไต เป็นต้นว่า ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเหลือง งา ลูกนัท ผลเบอร์รีต่างๆมะเดื่อ แครอด บีทรูท มะเขือ ผักกะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง บรอคโคลิ ผักโขม ชะพลู ผักกะเฉด แล้วก็ยอดผักต่างๆหรือมีกรดยูริคสูง เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ปลาทะเล หอยแครง น้ำเกรวี/Gravy รวมทั้งจากพืชบางจำพวกได้แก่ หน่อไม่ฝรั่ง ผักขม ยอดผัก และถั่วประเภทมีรูปร่างคล้ายไต/ถั่วดำ/ถั่วแดง
  • การตีบแคบของทางเดินฉี่ทำ ให้มี ปัสสาวะคั่งค้างข้างในไต
  • ความเข้มข้นของน้ำ เยี่ยว เกิดเหตุเพราะ คนเจ็บกินน้ำ น้อยกว่าปกติ หรือสูญเสียน้ำ ออกมาจาก ร่างกายมากยิ่งกว่าปกติ ผู้มีอาชีพเกษตรกรทำ งานกลางแจ้ง จะมีการเสียเหงื่อมากมายทำ ให้ฉี่มีความเข้มข้นสูง จังหวะที่สารละลายในปัสสาวะจะกลายเป็นผลึกก็เลยมีมากเพิ่มขึ้น แล้วก็ บางทีอาจเกี่ยวข้องกับเกลือแร่ที่ละลายอยู่ในน้ำที่ใช้ดื่ม ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละเขตแดนส่งผลให้เกิดเป็นนิ่วขึ้นได้ การออกกำลังกายอย่างมาก ทำ ให้มีการสูญเสียน้ำ และ เกลือแร่ไปกับเหงื่อ ทำให้ฉี่จะมีจำนวนซิเทรตต่ำ ซึ่งการขาดสิเทรตทำ ให้แคลเซียมรวมกับออกซาเลตเป็นแคลเซียมออกซาเลต หรือแคลเซียมรวมกับฟอสเฟตเป็นแคลเซียมฟอสเฟต ซึ่งละลายน้ำ ได้ไม่ดี
  • ความเป็นกรด-ด่างของฉี่ ปัสสาวะที่มี ฤทธิ์เป็นกรดมากบางทีอาจเกิดการตกผลึกของกรดยูริค และก็ซีสทีน ส่วนปัสสาวะที่มีฤทธิ์เป็นด่าง อาจมีการนอนก้น ของผลึกออกซาเลต ฟอสเฟส แล้วก็คาบอเนต ซึ่งคนปกติ ในตอน 06.00 น. ปัสสาวะจะมีความเป็นกรดที่ pH 5.2 ในตอน 18.00 น. จะมีความเป็นกลาง pH 7.0 จึงมี โอกาสเกิดผลึกได้ทั้งยังผลึกกรดยูริค และผลึกแคลเซียม ซึ่งการรวมตัวกันของผลึกทำ ให้เกิดเป็นก้อนนิ่วในที่สุด
  • โรคเรื้อรังบางชนิดที่ส่งผลให้ภายในร่างกายมีสารต่างๆที่ก่อนิ่วสูงกว่าธรรมดาอย่างเช่น โรคของ ต่อมพาราต่อมไทรอยด์(Parathyroid gland) ซึ่งเป็นต่อมไร้ท่อขนาดเล็กอยู่ใต้ต่อมไทรอยด์ มีหน้าที่ควบคุมแนวทางการทำงานของแคลเซียม) ดำเนินงานเกิน หรือโรคเกาต์ซึ่งมีกรดยูริคสูงภายในร่างกาย
  • อาจจากรับประทานวิตามินซี วิตามินดี แล้วก็แคลเซียมเสริมของกินจำนวนสูงต่อเนื่อง โดยเหตุนั้นการกินวิตามินเกลือแร่พวกนี้เสริมอาหาร ควรจะขอความเห็นแพทย์ก่อนเสมอ
  • ยาบางชนิดทำ ให้เกิดนิ่วได้ตัวอย่างเช่น ยาขับฉี่ ยากลุ่ม carbonic anhydrase inhibitors ยาระบาย หรือยาลดกรดที่กินอยู่เป็นเวลานาน ทำ ให้กำเนิด นิ่วด้วยกลไกผ่านทางเมตาบอลิค


การติดต่อของนิ่วในไต  นิ่วในไตเป็นโรคที่เกิดจากการตกขี้ตะกอนของแร่ธาตุต่างๆและก็แคลเซียม (หินปูน) เป็นก้อนผลึกขนาดต่างๆตามอวัยวะต่างๆของร่างกาย เป็นต้นว่า ถุงน้ำดี รวมทั้ง ระบบทางเดินฉี่ของร่างกาย ซึ่งไม่ได้มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การกระทำตนเมื่อเป็นนิ่วในไต การดูแลตนเองเมื่อเป็นนิ่วในไตและเพื่อคุ้มครองปกป้องนิ่วย้อนกลับไปเป็นซ้ำข้างหลังรักษานิ่วหายแล้ว ตัวอย่างเช่น

  • กินน้ำสะอาดมากๆอย่างน้อยวันละ 2 ลิตรถ้าหากว่าไม่มีโรคที่จะต้องจำกัดน้ำ
  • จำกัดของกินที่มีสารออกซาเลต กรดยูริค รวมทั้งสารซีสตีนสูง
  • ไม่กลั้นปัสสาวะนาน และพยายามเคลื่อนไหวร่างกายเสมอ
  • ทำตามแพทย์/พยาบาลแนะนำอย่างเคร่งครัด
  • รับประทานยาต่างๆให้ถูกครบบริบรูณ์ ไม่ขาดยา และไม่หยุดยาเอง
  • ดูสีและรูปแบบของเยี่ยวเสมอเพื่อรีบพบหมอก่อนนัดหมายเมื่อมีความผิดปกติกำเนิด ขึ้นอย่างเช่น ขุ่นมากมายหรือเป็นเลือดรวมทั้งเมื่อมีนิ่วหลุดออกมา ควรจะเก็บเอาไว้แล้วก็ค่อยนำไปเจอหมอ เพื่อเรียนรู้ทางห้องปฏิบัติการว่าเป็นนิ่วประเภทใด เพื่อการรักษาและการดูแลตนเองได้ถูกต้อง ซึ่งเมื่อหมอเสนอแนะให้เก็บนิ่วมาให้แพทย์มอง ควรจะเยี่ยวในกระโถนหรือปัสสาวะผ่านผ้ากรองเพื่อการเก็บนิ่วได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น
  • หลบหลีกเครื่องดื่มน้ำอัดลม เนื่องจากว่าอาจส่งผลให้ปริมาณของซิเทรดในฉี่ลดน้อยลง


การปกป้องคุ้มครองตนเองจากนิ่วในไต ช่วงอายุที่เสี่ยงต่อการเกิดนิ่วสูงสุดเป็น 40-60 ปี รวมทั้งอัตราการเกิดเป็นนิ่วซ้ำ พบสูงถึงปริมาณร้อยละ 50 ข้างใน 5 ปี การปฏิบัติตนเพื่อลดการเสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว หรือการเกิดนิ่วซ้ำ ควรปฏิบัติดังนี้

  • ควรกินน้ำ วันละ 6-8 แก้ว (2.5 ลิตรหรือมากยิ่งกว่า) หรือให้ได้ปริมาตรของปัสสาวะมากกว่า 2 ลิตรต่อวัน เพื่อลดความอิ่มตัวของสารก่อนิ่วในปัสสาวะ แล้วก็ลดจังหวะการก่อผลึกนิ่วในระบบฟุตบาทฉี่
  • ควรหลบหลีกการดื่มกาแฟที่เข้มข้นมากมาย โดยตลอด ซึ่งทำ ให้ระดับแคลเซียมสูงมากขึ้นในฉี่
  • ผู้ป่วยที่มีน
ตารางที่ 1 แสดงปริมาณกรดออกซาลิคในผักต่อน้ำ หนักผัก 100 กรัม
           ชื่อผัก                    ปริมาณกรดออกซาลิค ชื่อผัก            ปริมาณกรดออกซาลิค
                                    (มิลลิกรัม)                                            (มิลลิกรัม)
ผักชีฝรั่ง (parsley)               1,700                           หัวไชเท้า                        480
มันสำปะหลัง                       1,260                           ใบกระเจี๊ยบ                    389.5
ใบชะพลู                              1,088.4                        ใบยอ                            387.6
ผักโขม (amaranth)             1,090                           ผักปัง                            385.3
ผักโขม (spinach)                 970                              ผักกระเฉด                     310
ยอดพริกชี้ฟ้า                        761.7                           ผักแพงพวย                   243.9
แครอท                                500                              กระเทียม                       360

  • ทานอาหารประเภทผักและผลไม้ (ที่ไม่มีสารออกซาเลต , ยูริกสูง) ด้วยเหตุว่าเป็นแหล่งของสารยับยั้งการเกิดนิ่ว ช่วยทำให้จำนวนซิเทรต โพแทสเซียม แล้วก็ pH ของฉี่เพิ่มขึ้น และก็ลดการทำลายของเซลล์เยื่อบุหลอดไต จึงสามารถยับยั้งการเกิดนิ่วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • รับประทานไขมันจากพืชแล้วก็ไขมันจากปลา เนื่องจากว่าไขมันเหล่านี้สามารถลดปริมาณแคลเซียมในฉี่ได้ดีมากยิ่งกว่าไขมันที่ได้จากเนื้อสัตว์อื่นๆก็เลยช่วยลดจังหวะเกิดนิ่วซ้ำได้
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษานิ่วในไต
กระเจี๊ยบแดง Hibiscus sabdariffa L.

  • องค์ประกอบทางเคมี: มีสาร Anthocyanin และกรดอินทรีย์หลายตัว ตัวอย่างเช่น citric acid, mallic acid, tartaric acid, vitamin c ทำให้ฉี่มีฤทธิ์เป็นกรด
  • คุณประโยชน์: หนังสือเรียนยาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา แก้เสมหะ ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ ขับนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
  • การศึกษาเล่าเรียนทางสถานพยาบาล: ลดความดันเลือด ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินฉี่ ทำให้ผู้เจ็บป่วยโรคนิ่วในท่อไต เยี่ยวสะดวกขึ้น คนไข้กระเพาะปัสสาวะอักเสบมีลักษณะปวดแสบเวลาฉี่น้อยลง


ขลู่ Pluchea indica (L.) Less.

  • ส่วนประกอบทางเคมี: เจอสารอนุพันธ์ของ eudesmane กลุ่ม cauhtemone แล้วก็เจอเกลือแร่ sodium chloride เนื่องด้วยถูกใจขึ้นที่น้ำทะเลขึ้นถึง
  • คุณประโยชน์: ตำราเรียนยาไทย: ใช้ ใบ รสหอมฝาดเมาเค็ม เป็นยาขับปัสสาวะ อีกทั้งต้น รสหอมฝาดเมาเค็ม ใช้ต้มกินรักษาอาการขัดเบา แก้นิ่วในไต ขับฉี่ แก้เยี่ยวพิการ


ตะไคร้   Cymbopogon citratus  Stapf

  • คุณประโยชน์ ทั้งต้น แก้โรคทางเดินปัสสาวะ นิ่ว ขับเยี่ยว ประจำเดือนมาเปลี่ยนไปจากปกติ  แก้เยี่ยวเป็นเลือด แก้โรคหืด  ราก ขับฉี่ แก้นิ่ว แก้เยี่ยวพิการ แก้อาการขัดเบา


ทานตะวัน    Helianthus annuus  L.

  • สรรพคุณ แกนต้น – ขับปัสสาวะ แก้นิ่วในทางเดินเยี่ยว นิ่วในไต เมล็ด – ขับฉี่ ราก – ขับเยี่ยว


สับปะรด    Ananas comosus  (L.) Merr.

  • คุณประโยชน์ ราก – แก้นิ่ว ขับปัสสาวะ ใบสด – เป็นยาถ่าย ฆ่าพยาธิในท้อง ยาขับฉี่ ผลสุก – ขับเยี่ยว ไส้กลางสับปะรด – แก้ขัดเบา เปลือก – ขับปัสสาวะ ทำให้ไตมีร่างกายแข็งแรง จุก – ขับฉี่ แก้นิ่ว แขนง – แก้โรคนิ่ว ยอดอ่อนสับปะรด – แก้นิ่ว
เอกสารอ้างอิง

  • ผศ.วิทย์ วิเศษสินธ์.โรคนิ่ววในระบบทางเดินปัสสาวะ.หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
  • Sritippayawan

14

โรคต่อมลูกหมากโต (Benign prostatic hypertrophy-BPH)
โรคต่อมลูกหมากโตเป็นอย่างไร ต่อมลูกหมาก (prostate gland) คือต่อมของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ในเพศชาย อยู่ตรงข้างหลังของคอกระเพาะเยี่ยวในอุ้งเชิงกรานหลังกระดูกหัวหน่าว มีรูปร่างเหมือนลูกเกาลัด ต่อมมี 5 กลีบ หนักประมาณ 20 กรัม (ขนาดเท่าผลลิ้นย่าง) มีหน้าที่สร้างน้ำเมือก (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของน้ำเชื้อ) เพื่อให้ตัวน้ำเชื้อแหวกว่ายและก็รับประทานเป็นของกิน  โดยทั่วไปต่อมลูกหมากจะหยุดเจริญเติบโตหลังจากอายุ 20 ปี  จนกระทั่งอายุราว 45 ปี จะมีการเพิ่มขนาดขึ้นอีกครั้ง รวมทั้งเป็นจุดกำเนิดของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตถือว่าเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่น่ากังวลใจของคุณผู้ชายทั้งหลายแหล่ โดยธรรมดาคนไข้โรคต่อมลูกหมากโตจะอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป เมื่ออายุมากขึ้นต่อมลูกหมากจะเบาๆโตขึ้น ว่ากันว่าชายแก่ 2 ใน 5 คนจะมีลักษณะอาการเยี่ยวแตกต่างจากปกติ อาการดังที่กล่าวถึงมาแล้วมีสาเหตุจากการที่ต่อมลูกหมากซึ่งอยู่ล้อมท่อปัสสาวะมีขนาดโตขึ้นแล้วก็ไปบีบท่อปัสสาวะให้แคบลง
แล้วก็ยังมีรายงานการศึกษาเรียนรู้หลายๆชิ้นสรุปว่า ในเพศชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มักตรวจเจอโรคต่อมลูกหมากโต ด้วยเหตุว่าความไม่ดีเหมือนปกติทางด้านขนาดและปริมาณเซลล์ต่อมลูกหมาก เมื่อขนาดของต่อมลูกหมากโตขึ้น จะมีผลกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอุดกันของระบบทางเดินฉี่ ถ่ายปัสสาวะบ่อย ทุกข์ยากลำบาก จำเป็นต้องเบ่งเป็นเวลานาน กลั้นเยี่ยวไม่อยู่ ในที่สุดอาจถ่ายปัสสาวะไม่ออก และมีปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะเพศไม่แข็ง รูปแบบการทำงานของต่อมลูกหมากอาศัยการกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศชายซึ่งจำนวนมากสร้างมาจากอัณฑะ ซึ่งฮอร์โมนเพศชายนี้ยังเกี่ยวกับการกระตุ้นการโตของเซลล์ของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย โดยความไม่ดีเหมือนปกติของต่อมลูกหมากที่พบได้ทั่วไปในชายไทยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia; BPH) มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) รวมทั้งต่อมลูกหมากอักเสบ (prostatis) ปริมาณร้อยละ 80 18 แล้วก็ 2 ตามลําดับ  โดยโรคต่อมลูกหมากโตนี้ เป็นโรคพบได้ทั่วไปมากมายของผู้ชายวัยตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยเจอได้ราว 30-40% ของเพศชายวัย 50-60 ปี และเมื่ออายุ 85 ปีจะเจอโรคนี้ได้มากถึง 90% โรคนี้เจอได้ในเพศชายทั้งโลก ทุกเชื้อชาติ
ต้นเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต ในขณะนี้ ยังไม่รู้ต้นสายปลายเหตุที่แจ้งชัดของการเกิดโรคต่อมลูกหมากโต แต่แพทย์เชื่อว่า เมื่อชายชราขึ้นจะส่งผลต่อการผลิตกลุ่มฮอร์โมนเพศชายจากอัณฑะที่ชื่อ แอนโดรเจน (Androgen) ก็เลยทำให้ร่างกายขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายจำพวกต่างๆโดยเฉพาะระหว่างฮอร์โมน เทสโทสสเตอโรน  (Testosterone) กับฮอร์โมน ไดไฮโดรเทสโทสสเตอโรน () (DHT) ซึ่งภาวการณ์นี้นำมาซึ่งการทำให้เซลล์ของต่อมลูกหมากมีการเจริญเติบโตไม่ดีเหมือนปกติได้ ที่เรียกว่า โรคต่อมลูกหมากโต
ฮอร์โมนที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต
ที่มา :  Wikipedia
นอกเหนือจากนั้นยังสันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะพันธุกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีลักษณะค่อนข้างรุนแรงในกลุ่มคนที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งต้องรับการดูแลและรักษาโดยผ่าตัดชอบมีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
ยิ่งกว่านั้นยังสันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะพันธุกรรม โดยยิ่งไปกว่านั้นคนที่มีลักษณะค่อนข้างร้ายแรงในกลุ่มของผู้คนที่แก่น้อยกว่า 60 ปี ซึ่งต้องรับการรักษาโดยผ่าตัดมักจะมีประวัติว่าคนในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
อาการของโรคต่อมลูกหมากโต ลักษณะโรคต่อมลูกหมากโตนั้น เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเมื่อต่อมลูกหมากโตขึ้น จะไปนำไปสู่การระคายเคืองต่อท่อเยี่ยว และก็เมื่อต่อมฯยิ่งโตขึ้น ก็จะกดแทรกทับ หรือแทรกรัดรอบๆท่อเยี่ยว จึงนำมาซึ่งการทำให้ท่อเยี่ยวตีบแคบลง จนกระทั่งบางทีอาจตัน โดยเหตุนั้นลักษณะของโรคต่อมลูกหมากโต ก็คือ

  • ลุกขึ้นฉี่ยามดึกดื่นมากยิ่งกว่า 1 - 2 ครั้ง
  • สายปัสสาวะไม่พุ่ง ไหลช้า หรือไหลๆหยุดๆ
  • กำเนิดความรู้สึกว่าการขับถ่ายปัสสาวะเกิดเรื่องวุ่นวายในชีวิตประจำวัน
  • ไม่สามารถที่จะกลั้นเยี่ยวได้ ต้องรีบเข้าห้องสุขาทันทีที่ปวดฉี่
  • ต้องเบ่งหรือรอนานกว่าจะสามารถเยี่ยวออกมาได้
  • รู้สึกฉี่ไม่สุด ทำให้อยากฉี่อยู่เรื่อยๆ
  • ปัสสาวะหลายครั้ง ห่างกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง


แล้วก็ในผู้เจ็บป่วยบางรายอาจมีอาการฉี่เป็นเลือด ด้วยเหตุว่าเบ่งถ่ายนานๆอาจทำให้หลอดเลือดดำที่ท่อปัสสาวะคั่ง แล้วแตกกระทั่งมีเลือดออกมาได้  ดังนี้โรคต่อมลูกหมากโตอาจมีภาวะแทรกซ้อนได้แก่  ปัสสาวะไม่ออกเลย ฟุตบาทปัสสาวะอักเสบ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ไตเสื่อมหรือกระเพาะปัสสาวะเสื่อม เยี่ยวเป็นเลือด  ฯลฯ ซึ่งบางทีอาจเจอได้ไม่เกินจำนวนร้อยละ 20 ของคนเจ็บต่อมลูกหมากทั้งปวง
กระบวนการรักษาโรคต่อมลูกหมากโต การตรวจวินิจฉัยคนเจ็บโรคต่อมลูกหมากโต

  • การซักประวัติ หลายครั้งหมอให้คนเจ็บทำแบบสำรวจ (IPSS) เพื่อประเมินความรุนแรงของความแตกต่างจากปรกติของการถ่ายปัสสาวะ
  • การตรวจทวารหนักเพื่อคลำต่อมลูกหมาก เพราะเหตุว่าต่อมลูกหมากอยู่ภายในร่างกาย ดังนั้น การใช้นิ้วทาสารหล่อลื่นลูบคลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนักจะเป็นกรรมวิธีตรวจร่างกายที่ง่ายที่สุดสำหรับในการประเมินถึงลักษณะทางภายกายภาพของต่อมลูกหมาก แล้วก็ที่สำคัญยังสามารถบอกได้ถึงความแตกต่างจากปรกติที่สงสัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยโดยแม้พบว่ามีลักษณะโต ผิวเรียบมีความหมายว่าเป็นต่อมลูกหมากโตธรรมดา แม้กระนั้นถ้าเกิดมีลักษณะโตผิวไม่เรียบหรือออกจะแข็ง น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • การตรวจเยี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญ แล้วก็จำเป็นที่จะต้องทำในผู้ป่วยทุกราย เพื่อดูว่ามีการอักเสบติดโรค มีเม็ดเลือดแตกต่างจากปรกติหรือไม่ รวมทั้งยังเป็นการบอกถึงความเปลี่ยนไปจากปรกติของร่างกายในระบบอื่นได้
  • การพิสูจน์เลือดเพื่อหาค่า PSA (prostatic specific antigen) ซึ่งจะตรวจต่อเมื่อคนป่วยมีสุขภาพโดยรวมแข็งแรง และก็คงจะมีชีวิตยืนยาวมากยิ่งกว่า 10 ปีขึ้นไป ด้วยเหตุว่ามะเร็งต่อมลูกหมากระยะแรก มีแนวโน้มจะโตและก็ลุกลามช้าโดยหมอจะตรวจค้นเอนไซม์ในเลือด ชื่อ พี.เอส.เอ (PSA : Prostate Specific Antigen) ซึ่งมีค่าธรรมดาราวๆ 0 - 4 ng/ml (ทุ่งนาโนกรัมต่อมิลลิลิตร) แล้วก็ถ้าหากพบว่าผลเลือดสูงกว่าธรรมดา แพทย์จะชี้แนะให้ตัดชิ้นเนื้อของต่อมลูกหมาก โดยใช้เข็มเล็กๆผ่านทางทวารหนัก แล้วก็นำไปตรวจโดยกล้องจุลทรรศน์ว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากหรือเปล่า
  • การตรวจอัลยี่ห้อซาวน์ ส่วนมากมักใช้เมื่อมีความผิดธรรมดาสำหรับการตรวจปัสสาวะ แม้กระนั้นปัจจุบันนี้ได้รับความนิยมส่งไปตรวจกันมากขึ้นเรื่อยๆเหตุเพราะไม่เป็นอันตรายและก็ให้คุณประโยชน์สูง
  • การตรวจความแรงสำหรับเพื่อการไหลของเยี่ยว (Uroflowmetry) ชอบร่วมกับการตรวจปัสสาวะที่เหลือค้างหลังจากเยี่ยวหมดแล้ว มีสาระสำหรับเพื่อการประเมินความร้ายแรงรวมทั้งติดตามการดูแลรักษา
  • การตรวจอื่นๆเป็นต้นว่า การส่องกล้อง การตรวจยูโรวิชาพลศาสตร์จะทำเมื่อมีข้อชี้ชัดที่แจ่มชัด


การดูแลและรักษาโรคต่อมลูกหมากโตบางทีอาจต้องใช้หลายๆวิธีร่วมกัน แต่ว่าโดยหลักๆแล้วสามารถแบ่งได้ 3 วิธีดังนี้การเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต การใช้ยารักษา การผ่าตัด ซึ่งมีรายละเอียดเป็น

  • การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน: โดยหมอจะเลือกใช้วิธีการนี้ในกรณีคนป่วยมีลักษณะจากโรคต่อมลูกหมากโตค่อนข้างจะน้อย รวมทั้งอาการของผู้เจ็บป่วยยังไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้เจ็บป่วย โดยการปรับพฤติกรรมฯ คือการลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้อาการคนเจ็บห่วยแตกลง ตัวอย่างเช่น
  • เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน แนวทางนี้จะช่วยลดการปวดท้องฉี่ในกลางคืนได้ แต่ก็ไม่สมควรอดหรือลดจำนวนการกินน้ำในวันแล้ววันเล่า
  • งดเว้นดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน หรือลดปริมาณลงเพื่อไม่ให้เกิดการเคืองที่กระเพาะปัสสาวะแล้วก็ทำให้อาการแย่ลง
  • ออกกำลังกาย มีการวิจัยพบว่าการออกกำลังกายด้วยการเดินขั้นต่ำวันละ 30-60 นาทีต่อวันจะช่วยทำให้อาการดีขึ้น
  • จำกัดการรับประทานยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ การใช้ยาทั้งยัง 2 ประเภทจะทำให้ปัสสาวะได้ลำบาก เหตุเพราะยาจะเข้าไปทำให้กล้ามเนื้อรอบๆท่อปัสสาวะที่ควบคุมการไหลของฉี่หดตัว
  • รับประทานอาหารที่มีสาระ การกินอาหารที่ดีมีประโยชน์จะช่วยในเรื่องเกี่ยวกับการควบคุมน้ำหนัก ทำให้ความเสี่ยงโรคอ้วนลดน้อยลงซึ่งเกี่ยวของกับโรคต่อมลูกหมากโต
  • ฝึกฝนการเข้าส้วม การเข้าห้องสุขาทุกๆ4-6 ชั่วโมงเป็นกรรมวิธีการอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยได้มากในกรุ๊ปคนไข้ที่ปัสสาวะบ่อยมากและไม่สามารถกลั้นได้
  • เยี่ยวทีละ 2 ครั้ง เพื่อไม่ให้ปัสสาวะเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะนำไปสู่ลักษณะของการปวดเยี่ยวและก็ปัสสาวะหลายครั้ง ดังเช่น เมื่อเยี่ยวไปแล้ว ให้รออีกราว 5 นาที แล้วเยี่ยวซ้ำอีกครั้ง ระหว่างรอคอย อาจแปลงท่า ได้แก่ ลุกขึ้นยืน เป็นต้น
  • กระทำการฝึกฝนความแข็งแรงของกล้ามอุ้งเชิงกราน(ฝึกหัดขมิบตูดเพื่อกลั้นฉี่ วิธีฝึกเหมือนกับที่เพศหญิงฝึกฝนขมิบช่องคลอด) ตามหมอ/พยาบาลแนะนำอย่างเคร่งครัด
  • เมื่อต้องออกมาจากบ้าน ควรจะคิดแผนเรื่องการฉี่(การใช้ห้องอาบน้ำ)ไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อให้เกิดความสบายสำหรับการปัสสาวะ
  • การใช้ยาต่างๆ: ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้ในคนเจ็บที่ใช้ขั้นตอนการปรับพฤติกรรมฯไม่ได้ผล หรือในคนเจ็บที่ตั้งแต่เดิมมีลักษณะอาการร้ายแรงระดับปานกลาง หรือมีอาการที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิติประจำวัน ซึ่งยารักษาโรคต่อมลูกหมากโต ในขณะนี้มีอยู่ราวๆ 2-3 ชนิด บางประเภทเป็นยาลดอาการหดเกร็งกล้ามเนื้อที่บีบรัดท่อเยี่ยว บางชนิดมีสรรพคุณลดขนาดต่อมลูกหมาก รวมทั้งบางชนิดเป็นสมุนไพรที่สกัดขึ้นเพื่อลดอาการบวม หมอจะเป็นคนพิจารณาการให้ยาตามสมควรซึ่งยาที่ใช้รักษาอาการโรคต่อมลูกหมากโต สามารถแบ่งออกได้ 3 กรุ๊ปดังนี้ ยาในกรุ๊ปอัลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha adrenergic blockers)   ซึ่งแต่ก่อนจะใช้เป็นยาลดระดับความดัน แม้กระนั้นเดี๋ยวนี้ได้ปรับปรุงต่อจนส่งผลต่อความดันเลือดน้อยมาก ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์เร็ว ผู้เจ็บป่วยจะรู้สึกฉี่สะดวกขึ้นภายใน 3 วัน แม้กระนั้นถ้าหากหยุดยาและก็อาการก็จะกลับมาอย่างเร็ว ยาในกลุ่มนี้จะใช้กันแพร่หลายที่สุด พราโซสิน (prazosin) เทราโซซิน (tera-zosin) ดอกซาโซซิน (doxazosin) ยาที่ยั้งการผลิตฮอร์โมน (DHT) (Dihydrotestosterone)  ยาในกลุ่มนี้จะลดการสร้างฮอร์โมน DHT ซึ่งจำเป็นต่อการเติบโตของต่อมลูกหมาก แม้ว่าจะออกฤทธิ์ช้า แต่สามารถลดขนาดของต่อมลูกหมากได้ในระดับหนึ่ง จะเป็นประโยชน์เฉพาะคนไข้ที่มีต่อมลูกหมากค่อนข้างโต ไฟท้องนาสเตอไรด์ (fina-steride) ยาสมุนไพร มีอยู่หลายประเภท สำหรับชนิดที่แพร่หลายที่สุดเป็นจากสมุนไพรชื่อ Saw palmetto แต่ประสิทธิภาพยังไม่ชัดแจ้งนัก
  • การผ่าตัด: แพทย์จะเลือกใช้กรรมวิธีการนี้เมื่อผู้เจ็บป่วยใช้ยาแล้วไม่ได้ผล โดยการผ่าตัดมีหลายแนวทาง ขึ้นกับ อาการ สุขภาพผู้เจ็บป่วย ความอยากได้ของผู้เจ็บป่วยและครอบครัว และดุลพินิจของหมอ ใน ปัจจุบันนิยมผ่าตัดโดยการใช้กล้องถ่ายภาพส่องผ่านท่อปัสสาวะ (transurethral resection of the prostatic หรือ TURP) เป็นการผ่าตัดเป็นวิธีรักษาโดยขูดต่อมลูกหมากด้วยกล้องถ่ายรูปผ่านทางท่อปัสสาวะ หรือที่เพื่อตัดต่อมลูกหมากออกเป็นชิ้นเล็กๆที่สามารถทำได้โดยแพทย์ฟุตบาทเยี่ยว หรือศัลยแพทย์ผู้ชำนาญเพียงแค่นั้น ในระหว่างผ่าตัดผู้เจ็บป่วยจะได้รับการวางยาเฉพาะข้างล่าง ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บ ในระยะ 3 - 4 วันแรกหมอจะใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อให้กระเพาะปัสสาวะได้พัก และก็รอให้ฉี่ใสเสียก่อนจึงจะเอาสายสวนฉี่ออก ผู้ป่วยจะมีอาการดียิ่งขึ้นข้างใน 2 - 4 อาทิตย์ แนวทางลักษณะนี้หมอจะใช้กับคนป่วยที่มีลักษณะหนัก หรือมีภาวะแทรกซ้อน นอกเหนือจากนี้ยังมีแนวทางอื่นๆอีกตัวอย่างเช่น  การใช้คลื่นความร้อน ยกตัวอย่างเช่น ไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ หรือเลเซอร์ ผ่านเข้าไปที่ต่อมลูกหมาก เพื่อทำให้ต่อมลูกหมากฝ่อและก็เล็กลง ซึ่งเป็นแนวทางที่หมอเลือกใช้ในรายคนเจ็บที่ไม่เหมาะสมกับการผ่าตัดรวมทั้งแนวทาง การขยายท่อเยี่ยวโดยการใส่ท่อคาไว้ (prostatic urethral stent) ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยที่ผ่าตัดมิได้  หรือไม่ยอมรับการผ่าตัด
ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคต่อมลูกหมากโต

  • ผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีประวัติว่าคนในครอบครัวมีปัญหาหรือเคยป่วยด้วยโรคต่อมลูกหมากโต
  • ผู้ที่มีความผิดปกติของอัณฑะ
  • ผู้มีสภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย
  • ผู้ที่มีอาการป่วยเป็นโรคหัวใจรวมทั้งโรคเบาหวาน


การติดต่อของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่เกิดจากการขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายหลายๆชนิด ซึ่งจะก่อให้เซลล์ของต่อมลูกหมากเจริญเติบโตเปลี่ยนไปจากปกติ มักเกิดในเพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป รวมทั้งโรคต่อมลูกหมากโตนี้ ไม่ได้เป็นโรคติดต่อและไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน และจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต

  • ฝึกฝนฉี่ให้ตรงเวลา ได้แก่ ทุก 3 ชั่วโมง และก็หลังจากนั้นจึงค่อยๆปรับระยะเวลาตามอาการเพื่อคุ้มครองป้องกันผู้กระทำลั้นเยี่ยวไม่อยู่
  • ฉี่ทีละ 2 ที เพื่อไม่ให้เยี่ยวเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดปัสสาวะและก็เยี่ยวหลายครั้ง เช่น เมื่อฉี่ไปแล้ว ให้คอยอีกราวๆ 5 นาที แล้วฉี่ซ้ำอีกรอบ ระหว่างรอ บางทีอาจแปลงท่า เป็นต้นว่า ลุกขึ้นยืน เป็นต้น
  • ทำการฝึกความแข็งแรงของกล้ามอุ้งเชิงกราน โดยการฝึกขมิบก้น/ขมิบเพื่อกลั้นปัสสาวะ
  • ดื่มน้ำในแต่ละวันให้พอเหมาะ อย่าให้มากเกินไป
  • ลด หรือเลิกดื่มเครื่องดื่มมีกาเฟอีน
  • ไม่ดูดบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกประเภท
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางชนิดที่จะทำให้อาการคนป่วยแย่ลง เป็นต้นว่า ยาขับฉี่ ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาโรคไม่มีชีวิตชีวา
  • การกินอาหารมีประโยชน์ 5 กลุ่มให้ครบทุกวันในจำนวนที่เหมาะสม ร่วมกับการบริหารร่างกายตามความเหมาะสมกับสุขภาพวันแล้ววันเล่า เพื่อการควบคุมน้ำหนัก และไม่ให้เกิดโรคอ้วน
  • เมื่อจะต้องออกมาจากบ้าน ควรวางแผนประเด็นการใช้ห้องอาบน้ำไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อกำเนิดความสะดวกในการปัสสาวะ
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่น อากาศที่หนาว จะก่อให้อาการกำเริบ
  • ระวังไม่ให้ท้องผูก


การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคต่อมลูกหมากโต ขณะนี้ยังไม่มีวิธีใดที่ช่วยคุ้มครองป้องกันปัญหาต่อมลูกหมากโตได้อย่างแท้จริงเนื่องจากว่ายังไม่เคยรู้มูลเหตุที่เด่นชัดของโรคนี้ และก็การเสี่ยงต่อโรคที่สำคัญที่ไม่อาจจะปรับแต่งได้ซึ่งก็คืออายุที่มากขึ้น ด้วยเหตุนี้วิธีที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือเพศชายที่แก่ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปควรจะได้รับการตรวจต่อมลูกหมากบ่อยๆทุกปี รวมทั้งควรหมั่นดูความแปลกของระบบฟุตบาทเยี่ยว ได้แก่ ถ้าหากมีลักษณะอาการเยี่ยวลำบาก จำต้องใช้แรงเบ่งนานๆปัสสาวะไม่พุ่ง กลางคืนจำเป็นต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะ บ่อย หรือเยี่ยวเป็นเลือด ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวิเคราะห์สาเหตุให้ชัดเจน  เมื่อพบว่าคือต่อมลูกหมากโตก็ควรกินยารักษา หรือทำการผ่าตัดปรับแต่งตามคำแนะนำของหมอ 
สมุนไพรที่ช่วยปกป้อง/รักษาโรคต่อมลูกหมากโต พืชสมุนไพรที่มีรายงานการวิจัยทางคลินิกว่ามีฤทธิ์รักษาโรคต่อมลูกหมากโตตัวอย่างเช่น มะเขือเทศ รวมทั้งฟักทอง โดยให้คนป่วยที่ได้รับการวิเคราะห์ว่าอยู่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตระยะเริ่มต้นรับประทานซอสมะเขือเทศเข้มข้น (Tomato paste) วันละ 50 กรัม (มี lycopene อยู่ 13 มิลลิกรัม) ติดต่อกัน 10 สัปดาห์พบว่า มีผลทำให้ค่า prostate-specific antigen (PSA) ในเลือดซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงสภาวะต่อมลูกหมากโตลดลง แล้วก็การเรียนทางสถานพยาบาลโดยให้ผู้ป่วยกินแคปซูลสารสกัดเม็ดฟักทองขนาด 1000 มก.ต่อวัน ส่งผลทำให้คนป่วยโรคต่อมลูกหมากโตมีลักษณะดียิ่งขึ้น เมื่อกินติดต่อกันเป็นเวลานาน 12 อาทิตย์
มะเขือเทศ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum lycopersicum วงศ์ Solanaceae มีหลายการเรียนพบว่าไลโคพีนในมะเขือ เทศสามารถลดระดับ PSA และก็คุ้มครองป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยผ่านกลไกการทำงานต่างๆตัวอย่างเช่น การลดการ เกิด lipid oxidation ต้านทานอนุมูลอิสระ และก็ ลดการสังเคราะห์ 5- alpha dihydrotestosterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการโตของต่อมลูกหมาก รวมทั้งยังพบว่าการบริโภคไลโคพีนจากผลิตภัณฑ์ มะเขือเทศซึ่งทำให้ผู้บริโภคมีระดับไลโคพีนในเลือดสูงขึ้นจะสามารถลดระดับ PSA ในผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้  Schwarz และก็ภาควิชา (2008) เล่าเรียนในคนป่วยโรคต่อมลูกหมากโต (PSA > 4 mg/L) บริโภคไลวัวพีนวันละ 15 mg นาน 6 เดือน พบว่าสามารถคุ้มครองป้องกันต่อมลูกหมากโตได้เมื่อตรวจทางทาวรหนักและก็การตรวจอัลตราซาวด์แล้วก็ระดับ PSA น้อยลงปริมาณร้อยละ 11 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับยาหลอก (placebo) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.05) และการทำแบบสำรวจลักษณะของต่อมลูกหมากฉบับนานาชาติ (International Prostate Symptom Score; IPSS) พบว่ากลุ่มที่ได้รับไลโคพีนมีลักษณะของต่อมลูกหมากเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการเรียนรู้อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ มีการเรียนรู้ในคนไข้โรคต่อมลูกหมากโตที่มีการเสี่ยงสูงถึงจำนวนร้อยละ 80 ที่จะเป็นโรคโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในอนาคต (High Grade Prostatic Intraepithelial Neoplasia; HGPIN) โดยกลุ่มทดลองที่ได้รับไลโคพีนวันละ 8 mg ตลอดแต่ละวันนาน 1 ปี (20 คน) เปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม (20 คน) พบว่ากลุ่มที่ได้รับไลวัวพีนมีระดับ PSA ลดลง จาก 6.07 mg/L เป็น 3.5 mg/L คิดเป็นร้อยละ 42 รวมทั้งมีไลโคพีนในเลือดเพิ่มขึ้นจาก 360 เป็น 680 mg/L และเมื่อสิ้นสุดการเล่าเรียนพบว่ากลุ่มทดลองมีคนเจ็บปริมาณ 2 ผู้ที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ในขณะคนป่วยกลุ่มควบคุมจำนวน 6 มิได้รับประทานอาการที่มีไลวัวพีน (มะเขือเทศ แตงโม) ตลอดตอนที่ทำการศึกษามีระดับ PSA เพิ่มสูงขึ้น และผู้ที่หรูหราไลโคพีนในเลือดน้อยลงกลับเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้น ซึ่งมีความหมายว่าการบริโภคไลวัวพีนนาน 1 ปีสามารถป้องกันการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในคนไข้ที่มีความเสี่ยงสูงได้
ฟักข้าว มีชื่อสามัญว่า Spring bitter cucumber ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Momordica Cochinchinensis Spreng.  ฟักข้าว เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยไลวัวปีนป่าย และก็สารพฤษเคมีอื่นๆในกรุ๊ปแคโรทีนอยด์ ดังเช่นว่า เบต้า-แคโรทีน สูงขึ้นมากยิ่งกว่าแครอท 10 เท่า มีวิตามินซีมากกว่าส้ม 40 เท่า มีซีแซนทีนมากยิ่งกว่า ข้าวโพด 40 เท่า อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินเอ กรดไขมันโอเมก้า-3, โอเมก้า-6 แล้วก็โอเมก้า-9 ช่วยเสริมฤทธิ์สำหรับเพื่อการต้านอนุมูลอิสระสูง และการไหลเวียนของโลหิต  รวมทั้งในฟักข้าว มีไลวัวไต่ จำพวกพิเศษ เรียกว่า ไลโปแคโรทีน (Lipocarotene) เป็นกรดไขมันสายยาวที่ช่วยจับแคโรทีน ก็เลยช่วยซับแคโรทีน ฟักข้าว ก็เลยเป็นแหล่งของไลวัวไต่ ที่ยอดเยี่ยม  ไลวัวปีนป่าย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้รับการรับรองทางด้านการแพทย์แล้วว่า ช่วยชะลอความชรา ต้านทานความเสื่อมโทรมของร่างกาย ช่วยลดโรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมากในผู้ชาย โดยต่อมลูกหมาก คือต่อมที่สร้างน้ำเลี้ยงสเปิร์ม ต่อมลูกหมากตั้งอยู่ระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับท่อฉี่ เมื่อเพศชายอายุสูงมากขึ้นเป็น ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศชาย(เทสโทสเตอโรน) ลดลง ส่งผลให้เซลล์ในต่อมลูกหมาก แบ่งตัวมากยิ่งขึ้น ต่อมลูกหมากก็เลยโตขึ้น รวมทั้งหากมีการอักเสบร่วมด้วยก็จะมีโอกาสเกิดมะเร็ง ได้สูงมากขึ้น ไลวัวไต่ จะควบคุมการโตของต่อมลูกหมาก ช่วยทำให้เซลล์ของมะเร็งฝ่อตาย และก็ลด การแบ่งเซลล์ของมะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วย
หญ้าหนวดแมว ชื่อวิทยาศาสตร์ : Orthosiphon stamineus Benth.   ตระกูล : Labiatae หรือ Lamiaceae   สรรพคุณหญ้าหนวดแมว ช่วยขับเยี่ยว ทำให้การหลั่งปัสสาวะเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ในตำราเรียนยาหลายฉบับเอ่ยถึงคุณประโยชน์ต่างๆได้แก่  หนังสือเรียนยาใช้ใบ รวมทั้งลำต้นการดูแลรักษา และก็คุ้มครองโรคทางเท้าปัสสาวะ ลำต้น ใช้ทั้งยังแบบสดหรือแบบแห้ง ด้วยการต้มดื่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายสูงอายุที่ช่วยแก้โรคต่อมลูกหมากโต และก็ไขปัญหาเยี่ยวขัดข้อง รวมทั้งมีฤทธิ์ในการขับกรดยูริก
เถาวัลย์เปรียง ชื่อวิทยาศาสตร์ Derris scandens (Roxb.) Benth  ชื่อสกุล Papilionaceae  สรรพคุณ:           ตำราเรียนยาพื้นบ้าน: ใช้เถา ขับฉี่ แก้กระษัยเหน็บชา ถ่ายกษัย แก้เส้นเอ็นขอด ถ่ายเสมหะ ไม่อุจจาระ ทำให้เส้นเอ็นอ่อนลง ขับปัสสาวะ แก้ฉี่ทุพพลภาพ
กระเจี๊ยบแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa L. ชื่อวงศ์ Malvaceae  สรรพคุณ:     ตำรายาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา  การศึกษาทางคลินิก: ลดความดันโลหิต ยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินเยี่ยว ทำให้คนป่วยโรคนิ่วในท่อไต ถ่ายปัสสาวะสบายขึ้น คนเจ็บกระเพาะปัสสาวะอักเสบมีลักษณะอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะน้อยลง  รูปแบบและก็ขนาดวิธีการใช้ยา:   ขับฉี่ ใช้สมุนไพรแห้ง บดเป็นผง 3 กรัม (หรือ 1 ช้อนชา) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน หรือตราบจนกระทั่งอาการจะหาย
เอกสารอ้างอิง

  • โรคต่อมลูกหมายโต .สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
  • Mohanty NK, Saxena S, Singh UP, Goyal NK, Arora RP. Lycopene as a chemopreventive agent in the treatment of high-grade prostate intraepithelial neoplasia. Urol Oncol Sem Orig Invest 2005;23:383-385
  • สมุนไพรตัวไหนบ้างที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโต.กระดานถาม-ตอบ.สำรักงานสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติอาชานานุภาพ.ต่อมลูกหมากโต.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่345.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.มกราคม.2551
  • รศ.นพ.อนุพันธ์ ตันติวงศ์.ต่อมลูกหมากโต.ภาวิชาศัลย์ศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ต่อมลูกหมากโต-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Wei MY, Giovannucci EL. Lycopene, tomato products, and prostate cancer incidence: A review and reassessment in the PSA screening era. J Oncol 2012:2012:1-7. (doi: 10.1155/2012/271063)
  • เอมอร.ชัยประทีป.ผลของมะเขือเทศที่อุดมไปด้วยไลโคพีนในโรคต่

15

นิ่วในไต (Kidney Stone)
นิ่วในไตเป็นยังไง ก่อนที่เราจะมาทำความรู้จักนิ่วในไตนั้น อันดับแรกจำเป็นต้องรู้จักโรคนิ่วกันก่อน โรคนิ่วเป็นขี้ตะกอนจากแร่ธาตุต่างๆที่รวมตัวกันเป็นก้อนแข็งๆที่เกิดขึ้นจากปัจจัยต่างๆได้แก่ ขาดสารอาหารต่างๆหลายประเภท โดยยิ่งไปกว่านั้น สิเทรต โพแทสเซียม แมกนีเซียม แล้วก็โปรตีนจากเนื้อสัตว์ หรืออาจเกิดขึ้นเนื่องจากการอักเสบ จากโรคบางประเภท ยกตัวอย่างเช่น โรคเก๊าท์ฯลฯ และโรคนิ่วนั้นยังสามารถแบ่งได้เป็นของจำพวก เป็นนิ่วในถุงน้ำดี รวมทั้งนิ่วในระบบฟุตบาทเยี่ยว แล้วก็ยังสามารถแบ่งแยกนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้อีกตามตำแหน่งที่เกิดนิ่ว เป็นต้นว่า นิ่วในไต นิ่วในทอไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ และก็นิ่วในทอปัสสาวะ ซึ่งนิ่วทั้งสองชนิดนี้ มีความต่างกันทั้งยังในองค์ประกอบ ต้นเหตุ และการดูแลรักษา แต่ว่าในบทความนี้ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงเฉพาะนิ่วในไตเพียงแค่นั้น
นิ่วในไต เป็นก้อนผลึกขนาดเล็ก ประกอบด้วยหินปูน (แคลเซียม) กับสารเคมีแล้วก็ธาตุ นๆเช่น ออกซาเลต ยูริก โปรตีน ฯลฯ หรือบางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นจากสารตกค้างต่างๆจากสารอาหารที่พวกเรารับประทานเข้าไป หรือกรดบางจำพวกที่ร่างกายขับออกไม่หมด ซึ่งก้อนนิ่วในไตนี้ ยังไปเพิ่มอัตราเสี่ยงสำหรับในการเป็นโรคไตอีก
ประเภทของนิ่วในไต ก้อนนิ่วมีองค์ประกอบ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็น แร่ธาตุ (mineral composition) รวมทั้งส่วนที่เป็นสาร อินทรีย์(organic matrix) ซึ่งมีราวจำนวนร้อยละ 5-10 เป็นสารโมเลกุลใหญ่ที่พบในเยี่ยว ตัวอย่างเช่น โปรตีน ไขมัน รวมทั้งคาร์โบไฮเดรต เป็นต้น ส่วนที่เป็นธาตุมีสาเหตุมาจาก การตกผลึกของสารก่อนิ่วในฉี่ ดังเช่นว่า แคลเซียม ออกซาเลต ฟอสเฟต รวมทั้งกรดยูริค สามารถแยกประเภทของนิ่วในไตได้ดังต่อไปนี้ นิ่วสตรูไวท์(struvite stones) เจอ จำนวนร้อยละ 15 กำเนิดในคนไข้ที่มีทางเดินเยี่ยวอักเสบเรื้อรัง นิ่วกรดยูริค (uric acid stones) เจอโดยประมาณปริมาณร้อยละ 6 เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากกินอาหารที่มีพิวรีน (purine) สูง เป็นต้นว่า เครื่องใน สัตว์ปีก เป็นต้น นิ่วซีสตี (cystine stones) พบโดยประมาณจำนวนร้อยละ 2 เป็นผลมาจากความแปลกของร่างกาย สำหรับในการซึมซับสารซีสตีน นิ่วแคลเซียมออกซาเลต (calcium oxalate stones) เป็นประเภทที่พบได้มากที่สุด ในประเทศไทย โดยเจอจำนวนร้อยละ 75-80 ซึ่งจากรายงาน การค้นคว้าที่จังหวัดขอนแก่นพบนิ่วประเภทนี้จำนวนร้อยละ 88 และก็ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเจออุบัติการณ์จำนวนร้อยละ 90 นิ่วแคลเซียมออกซาเลตเป็นผลมาจากแคลเซียมรวมกับกรด ออกซาลิก (oxalic acid) เมื่อไปรวมกับแร่ตัวอื่น ได้แก่ โซเดียม แมกนีเซียม แคลเซียม หรือโปแตสเซียม จะกลายเป็นผลึกออกซาเลต รวมทั้งเปลี่ยนเป็นก้อนนิ่วในเวลาต่อมา
นิ่วในไตสามารถพบได้ทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็กจนถึงคนสูงอายุ แต่ว่าเจอได้สูงกว่าในช่วงอายุ 40 - 50 ปี โดยพบในเพศชายสูงกว่าสตรีราวๆ 2 - 3 เท่า
นิ่วในไตบางทีอาจเกิดกับไตเพียงด้านเดียว โดยโอกาสเกิดใกล้เคียงกันอีกทั้งข้างซ้ายและก็ขวาหรือกำเนิดนิ่วพร้อมทั้งสองข้าง แต่ว่าความร้ายแรงของนิ่วในทั้งสองไตมักไม่เท่ากันสังกัดขนาดแล้วก็ตำแหน่งของนิ่ว ในประเทศที่เจริญก้าวหน้าแล้ว จะเจอโรคนี้ได้ราว 0.2% ของสามัญชน ส่วนในทวีปเอเชียพบได้ราวๆ 2-5%
สำหรับในประเทศไทย เจออัตรา การเกิดโรคนิ่วในไตและในระบบทางเท้าเยี่ยวของผู้ป่วยใน จากสถิติกระทรวงสาธารณสุขมากขึ้นจาก 99.25 ต่อ 100,000 ของราษฎร ในปีพุทธศักราช 2550 เป็น 122.46 ในปี พ.ศ. 2553 พบได้บ่อยที่สุดในพลเมือง ภาคเหนือรวมทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในอัตรา 188.55 และ 174.67 ตามลำดับ จากการศึกษา นิ่วในระบบทางเท้าปัสสาวะ ในปีพุทธศักราช 2552 จัดประเภทตามครอบครัว และก็ หมู่บ้าน ในสามัญชนภาคอีสาน ที่จังหวัด ขอนแก่น จำนวน 1,034 ราย (โดยรวมคนที่เป็นนิ่ว อยู่แล้ว 135 ราย) จาก 551 ครอบครัว รวมทั้ง 348 หมู่บ้าน ศึกษาด้วยวิธีถ่ายภาพรังสี Kidney-Ureter Bladder (KUB) พบว่า สมาชิกในครอบครัวจำนวน 116 ครอบครัว (ร้อยละ 21.05) แล้วก็ใน 23 หมู่บ้าน (จำนวนร้อยละ 6.61) เป็นนิ่วในไต ตำแหน่งที่เจอนิ่วมากที่สุด คือ ในไต ประมาณร้อยละ 80 สำหรับในภูมิภาคอื่นๆมีการเรียนไม่มากนัก แม้กระนั้นมีรายงานการเรียนพบว่า เจอนิ่วมากที่สุดในช่วงอายุ 40-50 ปีและก็ พบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง 3 เท่า แล้วก็พบ การเกิดซ้ำ ด้านใน 2 ปี ข้างหลังผ่าตัดหรือสลายนิ่วสูงถึง ปริมาณร้อยละ 39
ในปัจจุบันโรคนิ่วในไตมีทิศทางที่สูงขึ้น ในประเทศไทยแล้วก็ทุกภูมิภาคทั้งโลก การมีนิ่วในไต ทำ ให้การทำ งานของไตเสื่อมลง รวมทั้งอาจร้ายแรงจนกระทั่ง เกิดภาวะไตวายเรื้อรังและโรคไตระยะสุดท้าย ซึ่งทำ ให้ เสียชีวิตได้ นอกจากนั้นโรคนิ่วในไตมีอุบัติการณ์เกิดนิ่วซ้ำ สูงมากมาย ทำ ให้ทั้งคนป่วยแล้วก็รัฐบาลจำต้องสูญเสียรายจ่าย ในการรักษาอย่างมาก ด้วยเหตุนั้นการหลีกเลี่ยงสาเหตุ เสี่ยงหรือปัจจัยที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดนิ่ว ดังเช่นว่า พืชที่มีออกซาเลต สูง หรือการกินแคลเซียมเม็ดเสริม ควรจะเป็นสิ่งที่ จำต้องคำ ระลึกถึงเพื่อป้องการป้องกันเกิดนิ่ว
ที่มาของนิ่วในไต เกิดจากหลากหลายต้นเหตุ ทั้งยังสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงทางด้านสภาพแวดล้อม เมตตาบอลิซึม พันธุกรรม วิถีการดำเนินชีวิต และอุปนิสัยการกินของกินของเพศผู้ป่วยไข้เอง แต่ว่าสาเหตุที่สำคัญของการเกิดนิ่วในไต คือ การมีสารก่อนิ่วในปัสสาวะสูงขึ้นยิ่งกว่าระดับสารยั้งนิ่ว ร่วมกับปัจจัยเสริมเป็น ขนาดของฉี่น้อย นำไปสู่สภาวะอิ่มตัวเยี่ยมที่สุดของสารก่อนิ่วในฉี่ ก็เลยเกิดผลึกที่ไม่ละลายน้ำขึ้น ตัวอย่างเช่น แคลเซียมออกซาเลต แคลเซียมฟอสเฟต และก็ยูเรต ผลึกนิ่วที่เกิดขึ้นจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ส่งผลให้เซลล์บุด้านในไตถูกทำลาย ตำแหน่งถูกทำลายนี้จะเป็นหลักที่ให้ผลึกนิ่วเกาะยึดแล้วก็รวมกลุ่มกัน มีการทับถมของผลึกนิ่วเป็นระยะเวลานานจนแปลงเป็นก้อนนิ่วได้ในที่สุด ในคนธรรมดาที่มีสารยั้งนิ่วในปัสสาวะสูงพอเพียงจะสามารถยับยั้งการก่อตัวของผลึกนิ่วได้ โดยสารพวกนี้จะไปแย่งจับกับสารก่อนิ่ว ดังเช่น ซิเทรตจับกับแคลเซียม หรือแมกนีเซียมจับกับออกซาเลต กระตุ้นให้เกิดเป็นสารที่ละลายน้ำได้ดี และขับออกไปพร้อมกับน้ำฉี่ ทำให้ปริมาณสารก่อนิ่วในปัสสาวะต่ำลงและไม่สามารถรวมตัวกันเป็นผลึกนิ่วได้ เว้นแต่สารยั้งนิ่วกลุ่มนี้แล้วโปรตีนในเยี่ยวหลากหลายประเภทยังปฏิบัติภารกิจป้องกันการก่อผลึกในฉี่ และเมื่อเคลือบที่ผิวผลึกจะช่วยขับผลึกออกไปกับปัสสาวะได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น
ปัจจุบันมีหลายงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยบอกว่า ความผิดปกติของการสังเคราะห์แล้วก็การทำงานของโปรตีนยั้งนิ่วกลุ่มนี้เป็นต้นเหตุหนึ่งของการเกิดโรคนิ่วในไต  การเกิดนิ่วในไตยังบางทีอาจเกิดขึ้นจากโรคอื่นที่เป็นอยู่ ตัวอย่างเช่น การต่อว่าดเชื้อในระบบฟุตบาทเยี่ยว โรคเมตาบอลิก รวมถึงการใช้ยารักษาโรคบางประเภทอย่างโรคเกาท์ ต่อมไทรอยด์ทำงานเกินปกติ โรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง และการกินวิตามินดี แล้วก็แคลเซียมเม็ดเสริมมากเกินความจำเป็น
อาการของนิ่วในไต สำหรับนิ่วในไตส่วนใหญ่ คนไข้มักไม่มีอาการแสดง แต่ว่าจะมีลักษณะแสดงก็ต่อเมื่อมีการติดเชื้อซ้ำซ้อนและก้อนนิ่วที่มีขนาดเล็กมากๆบางทีอาจหลุดออกไปพร้อมทั้งการขับปัสสาวะโดยไม่ส่งผลให้เกิดอาการหรือความรู้สึกปวดใดๆก็ตามลักษณะของนิ่วในไตอาจไม่ปรากฏให้มองเห็นจนตราบเท่าก้อนนิ่วเริ่มเคลื่อนบริเวณไตหรือไปยังท่อไต ซึ่งเป็นท่อเชื่อมต่อระหว่างไตแล้วก็กระเพาะปัสสาวะ นำมาซึ่งการทำให้ผู้ป่วยที่มีนิ่วในไตอาจมีอาการพวกนี้ตามมา เป็นต้นว่า ปวดรอบๆหลังหรือช่องท้องข้างล่างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง บางทีอาจปวดร้าวลงไปถึงบริเวณขาหนีบ  มีลักษณะอาการปวดบีบเป็นระยะ และปวดรุนแรงเป็นพักๆที่รอบๆดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ฉี่เป็นเลือด หรืออาจมีสีแดง ชมพู รวมทั้งน้ำตาล  เยี่ยวแล้วเจ็บ  ปวดฉี่บ่อยมาก  ปัสสาวะน้อย  เยี่ยวขุ่นหรือมีกลิ่นฉุน อ้วก อ้วก หนาวสั่น จับไข้ รวมทั้งถ้าเกิดก้อนนิ่วมีขนาดเล็กแล้วก็ตกลมมาที่ท่อไต จะทำให้กำเนิดลักษณะของการปวดบิดในท้องร้ายแรง เรียกว่า “นิ่วในท่อไต” ผู้เจ็บป่วยจะมีอาการระคายเคืองเวลาฉี่ ต้องการฉี่ แต่ว่าเยี่ยวขัด กะปริดกะปรอย ในเรื่องที่มีการติดโรคเข้าแทรกจะมีลักษณะไข้ร่วมด้วย หากปล่อยให้เป็นนิ่วไปนานๆโดยมิได้รับการดูแลรักษาจะก่อให้ไตบาดเจ็บเรื้อรัง นำมาซึ่งการทำให้ไตมีรูปร่างรวมทั้งดำเนินงานไม่ปกติมากเพิ่มขึ้นรวมทั้งนำมาซึ่งสภาวะไตวายสุดท้าย
แนวทางการรักษานิ่วในไต  หมอวินิจฉัยนิ่วในไตได้จากความเป็นมาอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจฉี่ และก็อาจมีการตรวจอื่นๆเพิ่มอีกสังกัดอาการผู้ป่วยรวมทั้งดุลยพินิจของหมอ เป็นต้นว่า

  • การตรวจฉี่ เพื่อดูว่าร่างกายมีการขับธาตุศูนย์รวมตัวเป็นก้อนนิ่วมากเกินความจำเป็น หรือมีสารป้องกันการเกิดนิ่วที่ไม่พอหรือเปล่า แล้วก็ตรวจเม็ดเลือดแดงในฉี่ ตลอดจนตรวจค้นภาวการณ์ติดเชื้อ สามารถทำได้โดยเก็บฉี่ของคนป่วยทั้งปวงในช่วง 1 วัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเริ่มตั้งแต่แมื่อ 8.00 นาฬิกา เวลานี้ผู้ป่วยจำเป็นต้องปัสสาวะทิ้งไปก่อน แล้วเก็บครั้งต่อๆไปทุกครั้งจนกระทั่ง 8.00 นาฬิกาของวันถัดไป
  • การพิสูจน์เลือด ผลของการตรวจเลือดจะสามารถบอกถึงสุขภาพไตของคนป่วย แล้วก็ช่วยทำให้หมอวินิจฉัยโรคต่างๆได้ และตรวจวัดระดับของสารที่อาจก่อให้กำเนิดนิ่ว โดยผู้เจ็บป่วยที่มีนิ่วในไตอาจตรวจเจอว่ามีปริมาณแคลเซียมหรือกรดยูริกในเลือดที่มากเหลือเกิน
  • การตรวจโดยดูจากรูปไต แนวทางนี้จะช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นก้อนนิ่วที่เกิดขึ้นตามทางเดินปัสสาวะ การถ่ายภาพไตมีมากมายหลากหลายวิธีให้เลือกใช้ อย่างเช่น การฉายรังสีเอกซ์เรย์ในช่องท้อง ซึ่งอาจจะเป็นผลให้ไม่เห็นก้อนนิ่วในไตขนาดเล็กหรือนิ่วบางชนิด การตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวน์ไต นอกเหนือจาก 2 วิธีแบบนี้ แพทย์อาจพิจารณาใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ซึ่งอาจจะส่งผลให้มองเห็นนิ่วก้อนเล็กๆได้รวมทั้ง
  • การตรวจ x-ray เงาไตที่เรียก KUB (Kidney ureter and bladder) หากว่าเป็นนิ่วที่ทึบแสงก็สามารถมองเห็นนิ่วได้ แม้เป็นนิ่วที่ไม่ทึบแสงก็ไม่สามารถที่จะมองเห็น รวมถึงการตรวจ IVP (Intravenous pyelogram) เป็นการฉีดสีเข้าเส้นเลือดดำ รวมทั้งสีนั้นจะถูกขับออกทางไตภายหลังฉีดจะ x-ray เงาไตที่เวลาต่างๆข้างหลังฉีดสี เพื่อมองรูปร่าง รูปแบบของไต ว่ามีการตันจากนิ่วหรือเปล่า รวมถึงลักษณะการทำงานของไต ว่าดีมากน้อยแค่ไหน
  • การดูแลและรักษานิ่วในไต การดูแลรักษามีหลายแนวทาง หมอจะใคร่ครวญโดยอาศัยข้อมูลเรื่องขนาดของนิ่ว ตำแหน่งของนิ่ว ความแข็งของนิ่ว ไตบวมมากหรือน้อย การอักเสบของไตฯลฯ เพื่อพิจารณาเลือกแนวทางการที่ยอดเยี่ยมในแต่ละราย บางท่านบางครั้งอาจจะเหมาะสมที่จะรักษาโดยใช้การสลายนิ่ว แต่ว่าบางท่านไม่เหมาะสมที่จะสลายนิ่ว อาจรักษาได้ด้วยวิธีอื่นๆคนป่วยควรขอความเห็นแพทย์ถึงขั้นตอนการต่างๆกลุ่มนี้เพื่อจะได้เข้าใจในเรื่องเหตุผลที่แพทย์เลือกวิธีนั้นๆสำหรับการรักษา


การรักษานิ่วในไตขนาดเล็ก  การรักษานิ่วขนาดเล็กที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 5 มม. อาจทำได้ด้วยการดื่มน้ำมากมายๆเพื่อช่วยขับก้อนนิ่วออกมาพร้อมเยี่ยว และควรดื่มให้มากพอ (วันละ 8 – 10 แก้ว) จนกระทั่งฉี่เจือจางปัสสาวะเป็นสีใสๆนิ่วอาจหลุดลงมาเป็นนิ่วในทอไต แม้กระนั้น ถ้าหากคนเจ็บด้วยนิ่วจำพวกนี้มีลักษณะ แพทย์บางทีอาจใคร่ครวญให้ผ่าตัดเอาก้อนนิ่วออกได้เหมือนกัน
แม้เกิดก้อนนิ่วเล็กๆที่นำไปสู่ความเจ็บปวด หมอบางทีอาจใช้ยาเพื่อทุเลาลักษณะของการปวด ดังเช่นว่า ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) อะเซตามิโนเฟ่น (Acetaminophen) หรือที่รู้จักในชื่อพาราเซตามอล รวมทั้งนาพรอกเซน (Naproxen)
นอกจากนั้น การใช้ยาช่วยขับก้อนนิ่วก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนการรักษา แพทย์บางทีอาจสั่งจ่ายยากลุ่มแอลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha Blocker) ซึ่งเป็นยาช่วยขับก้อนนิ่วออกมาทางฉี่ ออกฤทธิ์โดยทำให้กล้ามบรรเทา ทำให้ให้ก้อนนิ่วในไตถูกขับออกมาได้เร็วแล้วก็เจ็บน้อยกว่า
การดูแลรักษานิ่วในไตขนาดใหญ่ ก้อนนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 5 มม.ขึ้นไปสามารถทำให้มีเลือดออก และคงจะกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดแผลที่ท่อไตหรือการตำหนิดเชื้อในระบบฟุตบาทฉี่ จนกระทั่งไม่สามารถที่จะหลุดมาเองได้ แพทย์อาจจำต้องใช้การรักษาชนิดอื่นๆดังต่อไปนี้

  • การใช้คลื่นเสียงกระจายตัวก้อนนิ่ว เหมาะกับนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 2 ซม. รักษาด้วยเครื่อง Extracorporeal Shock Wave Lithotripsy (ESWL) โดยใช้แรงสั่นของคลื่นเสียงทำให้นิ่วแตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆกระทั่งสามารถผ่านออกทางการขับปัสสาวะได้ วิธีแบบนี้ผู้เจ็บป่วยอาจรู้สึกเจ็บปวดระดับปานกลาง แพทย์จึงอาจใช้ยาระงับประสาทเพื่อคนป่วยสงบหรือทำให้สลบแบบตื้น กระบวนการรักษาใช้เวลาราว 45-60 นาที รวมทั้งบางทีอาจมีผลข้างๆให้ปัสสาวะเป็นเลือด มีแผลฟกช้ำดำเขียวด้านหลังช่องท้อง เลือดออกรอบรอบๆไตรวมทั้งอวัยวะรอบกาย รวมทั้งรู้สึกเจ็บเมื่อเสี้ยวก้อนนิ่วเคลื่อนผ่านฟุตบาทปัสสาวะออกมา การดูแลและรักษาโรคนิ่ววิธีนี้ช่วงเวลากว่าเศษนิ่วจะหลุดออกมาหมดนั้นไม่แน่นอน บางรายจะต้องสลายนิ่วซ้ำอีกหนึ่งหรือบ่อย ไม่อาจจะรับประกันผลของการรักษาได้ทุกราย โดยมีอัตราปราศจากนิ่วที่ 3 เดือนราวๆปริมาณร้อยละ 75
  • การผ่าตัดก้อนนิ่วออก (Percutaneous Nephrolithotomy) เหมาะสมกับนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร อาจใช้ตามหลังการใช้คลื่นเสียงแตกตัวก้อนนิ่ว (ESWL) ไม่ได้ผล แพทย์บางทีอาจเลือกใช้การผ่าตัดนิ่วด้วยการใช้กล้องส่องทางไกลขนาดเล็กและวัสดุสอดเข้าไปบริเวณข้างหลังของคนป่วย โดยพักฟื้นที่โรงหมอเป็นเวลา 1-2 วัน แล้วก็มีคุณภาพถึง 72-99 เปอร์เซ็นต์
  • การส่องกล้อง สำหรับก้อนนิ่วที่มีขนาดไม่เกิน 3 เซนติเมตร หมออาจใช้กล้องถ่ายรูป Ureteroscope เพื่อฉายลำแสงแคบผ่านหลอดเยี่ยวและก็กระเพาะปัสสาวะ แล้วใช้เครื่องไม้เครื่องมือชนิดพิเศษจับหรือทำให้ก้อนนิ่วกระจายตัวเป็นชิ้นเล็กกระทั่งสามารถถูกขับออกมาทางเดินฉี่ได้ เพื่อลดอาการบวมหลังผ่าตัดและก็ช่วยทำให้หายเร็วขึ้น ก็เลยอาจมีการใช้ท่อเล็กๆยึดไว้ที่หลอดเยี่ยวด้วย การส่องกล้องนี้พบว่ารักษาได้ผลถึง 94 เปอร์เซ็นต์ ถ้าหากเป็นนิ่วเขากวางมีแขนงมากยิ่งกว่า 2 กิ่ง หรือนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 ซม. หมอมักพิจารณาเป็นการผ่าตัดเปิดตามความเหมาะสม
  • การผ่าตัดต่อมต่อมไทรอยด์ โรคต่อมไทรอยด์ทำงานสูง เกิดการผลิตฮอร์โมนพาราต่อมไทรอยด์ขึ้นมามากแตกต่างจากปกติ และก็เป็นต้นเหตุให้กำเนิดก้อนนิ่วจากแคลเซียมฟอสเฟตได้ง่าย การทำงานที่ผิดปกตินี้ถ้ามีสาเหตุจากเนื้องอกที่เติบโตบนต่อมไทรอยด์ การผ่าตัดเอาเนื้องอกดังกล่าวออกจะเป็นช่วยลดการเกิดนิ่วในไตได้ด้วย

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดนิ่วในไต

  • ทานอาหารมีสารที่ก่อการตกตะกอนเป็นนิ่วจำนวนสูงต่อเนื่องเช่น กินอาหารมีออกซาเลตสูง เช่น โยเกิร์ต ถั่วที่มีรูปทรงเหมือนไต อาทิเช่น ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเหลือง งา ลูกนัท ผลเบอร์รีต่างๆมะเดื่อ แครอด บีทรูท มะเขือ ผักกะหล่ำ หน่อไม้ฝรั่ง บรอคอยควัวลิ ผักโขม ชะพลู ผักกะเฉด และก็ยอดผักต่างๆหรือมีกรดยูริคสูง อาทิเช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ปลาสมุทร หอยแครง น้ำเกรวี/Gravy และก็จากพืชบางชนิดอาทิเช่น หน่อไม่ฝรั่ง ผักขม ยอดผัก และก็ถั่วประเภทมีรูปร่างเหมือนไต/ถั่วดำ/ถั่วแดง
  • การตีบแคบของทางเดินเยี่ยวทำ ให้มี ฉี่คั่งค้างข้างในไต
  • ความเข้มข้นของน้ำ ฉี่ กำเนิดด้วยเหตุว่า คนไข้ดื่มน้ำ น้อยกว่าปกติ หรือสูญเสียน้ำ ออกจาก ร่างกายมากยิ่งกว่าธรรมดา ผู้มีอาชีพเกษตรกรทำ งานกลางแจ้ง จะมีการเสียเหงื่อมากทำ ให้ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูง โอกาสที่สารละลายในเยี่ยวจะตกผลึกก็เลยมีมากยิ่งขึ้น และ อาจเกี่ยวกับเกลือแร่ที่ละลายอยู่ในน้ำที่ใช้ดื่ม ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละเขตแดนกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดเป็นนิ่วขึ้นได้ การบริหารร่างกายอย่างมาก ทำ ให้มีการสูญเสียน้ำ และ เกลือแร่ไปกับเหงื่อ ทำให้ฉี่จะมีจำนวนซิเทรตต่ำ ซึ่งการขาดสิเทรตทำ ให้แคลเซียมรวมกับออกซาเลตเป็นแคลเซียมออกซาเลต หรือแคลเซียมรวมกับฟอสเฟตเป็นแคลเซียมฟอสเฟต ซึ่งละลายน้ำ ได้ไม่ดี
  • ความเป็นกรด-ด่างของปัสสาวะ เยี่ยวที่มี ฤทธิ์เป็นกรดมากบางทีอาจเกิดการกลายเป็นผลึกของกรดยูริค และก็ซีสทีน ส่วนฉี่ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง บางทีอาจเกิดการนอนก้น ของผลึกออกซาเลต ฟอสเฟส แล้วก็คาบอเนต ซึ่งคนธรรมดา ในตอน 06.00 น. ฉี่จะมีความเป็นกรดที่ pH 5.2 ในตอน 18.00 น. จะมีความเป็นกลาง pH 7.0 จึงมี จังหวะเกิดผลึกได้ผลึกกรดยูริค และก็ผลึกแคลเซียม ซึ่งการรวมตัวกันของผลึกทำ ให้เกิดเป็นก้อนนิ่วท้ายที่สุด
  • โรคเรื้อรังบางประเภทที่ส่งผลให้ในร่างกายมีสารต่างๆที่ก่อนิ่วสูงขึ้นยิ่งกว่าปกติเช่น โรคของ ต่อมพาราต่อมไทรอยด์(Parathyroid gland) ซึ่งเป็นต่อมไร้ท่อขนาดเล็กอยู่ใต้ต่อมไทรอยด์ มีหน้าที่ควบคุมแนวทางการทำงานของแคลเซียม) ดำเนินงานเกิน หรือโรคเกาต์ซึ่งมีกรดยูริคสูงในร่างกาย
  • อาจจากกินวิตามินซี วิตามินดี แล้วก็แคลเซียมเสริมของกินจำนวนสูงต่อเนื่อง ด้วยเหตุนั้นการกินวิตามินเกลือแร่เหล่านี้เสริมของกิน ควรขอคำแนะนำหมอก่อนเสมอ
  • ยาบางประเภททำ ให้กำเนิดนิ่วได้อาทิเช่น ยาขับฉี่ ยากลุ่ม carbonic anhydrase inhibitors ยาระบาย หรือยาลดกรดที่รับประทานอยู่เป็นเวลานาน ทำ ให้กำเนิด นิ่วด้วยกลไกผ่านทางเมตาบอลิค


การติดต่อของนิ่วในไต  นิ่วในไตเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการตกขี้ตะกอนของแร่ธาตุต่างๆรวมทั้งแคลเซียม (หินปูน) เป็นก้อนผลึกขนาดต่างๆตามอวัยวะต่างๆของร่างกาย ดังเช่น ถุงน้ำดี รวมทั้ง ระบบทางเดินปัสสาวะของร่างกาย ซึ่งไม่ได้มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อเป็นนิ่วในไต การดูแลตัวเองเมื่อเป็นนิ่วในไตและก็เพื่อป้องกันนิ่วย้อนกลับมาเป็นซ้ำหลังรักษานิ่วหายแล้ว ตัวอย่างเช่น

  • กินน้ำสะอาดมากมายๆอย่างต่ำวันละ 2 ลิตรหากไม่มีโรคที่จำเป็นต้องจำกัดน้ำ
  • จำกัดของกินที่มีสารออกซาเลต กรดยูริค และก็สารซีสตีนสูง
  • ไม่กลั้นเยี่ยวนาน แล้วก็อุตสาหะขยับเขยื้อนร่างกายเสมอ
  • กระทำตามหมอ/พยาบาลเสนอแนะอย่างเคร่งครัด
  • รับประทานยาต่างๆให้ถูกต้องครบสมบูรณ์ ไม่ขาดยา และไม่หยุดยาเอง
  • ดูสีแล้วก็ลักษณะของเยี่ยวเสมอเพื่อรีบพบหมอก่อนนัดเมื่อมีความผิดธรรมดาเกิด ขึ้นตัวอย่างเช่น ขุ่นมากมายหรือเป็นเลือดรวมทั้งเมื่อมีนิ่วหลุดออกมา ควรจะเก็บไว้แล้วนำไปเจอหมอ เพื่อศึกษาเล่าเรียนทางห้องทดลองว่าเป็นนิ่วประเภทใด เพื่อการรักษาแล้วก็การดูแลตนเองได้ถูก ซึ่งเมื่อแพทย์เสนอแนะให้เก็บนิ่วมาให้หมอมอง ควรจะเยี่ยวในกระโถนหรือเยี่ยวผ่านผ้ากรองเพื่อการเก็บนิ่วได้ง่ายขึ้น
  • หลบหลีกเครื่องดื่มน้ำอัดลม เนื่องด้วยอาจจะเป็นผลให้จำนวนของสิเทรดในฉี่ลดน้อยลง


การป้องกันตัวเองจากนิ่วในไต ช่วงอายุที่เสี่ยงต่อการเกิดนิ่วสูงสุดคือ 40-60 ปี รวมทั้งอัตราการเกิดเป็นนิ่วซ้ำ พบสูงถึงปริมาณร้อยละ 50 ข้างใน 5 ปี การกระทำตนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว หรือการเกิดนิ่วซ้ำ ควรปฏิบัติดังนี้

  • ควรจะกินน้ำ วันละ 6-8 แก้ว (2.5 ลิตรหรือมากกว่า) หรือให้ได้ปริมาตรของปัสสาวะมากยิ่งกว่า 2 ลิตรต่อวัน เพื่อลดความอิ่มตัวของสารก่อนิ่วในเยี่ยว และลดช่องทางการก่อผลึกนิ่วในระบบทางเดินฉี่
  • ควรหลบหลีกการดื่มกาแฟที่เข้มข้นมากมาย อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำ ให้ระดับแคลเซียมสูงมากขึ้นในเยี่ยว
  • ผู้ป่วยที่มีน
ตารางที่ 1 แสดงปริมาณกรดออกซาลิคในผักต่อน้ำ หนักผัก 100 กรัม
           ชื่อผัก                    ปริมาณกรดออกซาลิค ชื่อผัก            ปริมาณกรดออกซาลิค
                                    (มิลลิกรัม)                                            (มิลลิกรัม)
ผักชีฝรั่ง (parsley)               1,700                           หัวไชเท้า                        480
มันสำปะหลัง                       1,260                           ใบกระเจี๊ยบ                    389.5
ใบชะพลู                              1,088.4                        ใบยอ                            387.6
ผักโขม (amaranth)             1,090                           ผักปัง                            385.3
ผักโขม (spinach)                 970                              ผักกระเฉด                     310
ยอดพริกชี้ฟ้า                        761.7                           ผักแพงพวย                   243.9
แครอท                                500                              กระเทียม                       360

  • ทานอาหารพวกผักรวมทั้งผลไม้ (ที่ไม่มีสารออกซาเลต , ยูริกสูง) เพราะเหตุว่าเป็นแหล่งของสารยั้งการเกิดนิ่ว ช่วยให้ปริมาณสิเทรต โพแทสเซียม และ pH ของฉี่มากขึ้น แล้วก็ลดการทำลายของเซลล์เยื่อบุหลอดไต จึงสามารถยั้งการเกิดนิ่วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • กินไขมันจากพืชรวมทั้งไขมันจากปลา เนื่องจากว่าไขมันพวกนี้สามารถลดจำนวนแคลเซียมในปัสสาวะได้ดียิ่งไปกว่าไขมันที่ได้จากเนื้อสัตว์อื่นๆจึงช่วยลดช่องทางเกิดนิ่วซ้ำได้
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษานิ่วในไต
กระเจี๊ยบแดง Hibiscus sabdariffa L.

  • ส่วนประกอบทางเคมี: มีสาร Anthocyanin รวมทั้งกรดอินทรีย์หลายตัว ได้แก่ citric acid, mallic acid, tartaric acid, vitamin c ทำให้เยี่ยวมีฤทธิ์เป็นกรด
  • สรรพคุณ: ตำราเรียนยาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา แก้เสมหะ ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ ขับนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
  • การศึกษาเล่าเรียนทางคลินิก: ลดความดันโลหิต ยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินฉี่ ทำให้ผู้เจ็บป่วยโรคนิ่วในท่อไต ชิ้งฉ่องสะดวกขึ้น คนไข้กระเพาะปัสสาวะอักเสบมีลักษณะอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะลดลง


ขทาง Pluchea indica (L.) Less.

  • ส่วนประกอบทางเคมี: พบสารอนุพันธ์ของ eudesmane กรุ๊ป cauhtemone และก็เจอเกลือแร่ sodium chloride ด้วยเหตุว่าชอบขึ้นที่น้ำทะเลขึ้นถึง
  • คุณประโยชน์: หนังสือเรียนยาไทย: ใช้ ใบ รสหอมฝาดเมาเค็ม เป็นยาขับฉี่ ทั้งต้น รสหอมฝาดเมาเค็ม ใช้ต้มรับประทานรักษาอาการขัดเบา แก้นิ่วในไต ขับเยี่ยว แก้เยี่ยวทุพพลภาพ


ตะไคร้   Cymbopogon citratus  Stapf

  • สรรพคุณ อีกทั้งต้น แก้โรคฟุตบาทฉี่ นิ่ว ขับปัสสาวะ ประจำเดือนมาไม่ปกติ  แก้ปัสสาวะเป็นเลือด แก้โรคหืด  ราก ขับเยี่ยว แก้นิ่ว แก้เยี่ยวทุพพลภาพ แก้อาการขัดเบา


ทานตะวัน    Helianthus annuus  L.

  • คุณประโยชน์ แกนต้น – ขับปัสสาวะ แก้นิ่วในทางเดินฉี่ นิ่วในไต เม็ด – ขับปัสสาวะ ราก – ขับฉี่


สับปะรด    Ananas comosus  (L.) Merr.

  • สรรพคุณ ราก – แก้นิ่ว ขับเยี่ยว ใบสด – เป็นยาถ่าย ฆ่าพยาธิในท้อง ยาขับฉี่ ผลสุก – ขับฉี่ ไส้กลางสับปะรด – แก้ขัดเบา เปลือก – ขับปัสสาวะ ทำให้ไตมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง จุก – ขับเยี่ยว แก้นิ่ว แขนง – แก้โรคนิ่ว ยอดอ่อนสับปะรด – แก้นิ่ว
เอกสารอ้างอิง

  • ผศ.วิทย์ วิเศษสินธ์.โรคนิ่ววในระบบทางเดินปัสสาวะ.หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
[*

หน้า: [1] 2 3 ... 5