แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - ณเดช2499

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1

หอมแดง
ชื่อสมุนไพร  หอมแดง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น หอมไทย,หอมเล็ก,หอมหัว หอมแดง(ภาคกึ่งกลาง), หอมปั่ว ,หมอแดง (ภาคเหนือ) , หัวหอมแดง (ภาคใต้) , ฝักบั่ว (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) , ปะเซ้ส่า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , ปะเซอก่อ (กะเหรี่ยง-ตาก) , ซัง , ตังซัง (จีน)
ชื่อสามัญ  Shallot
ชื่อวิทยาศาสตร์  Allium ascalonicum Linn.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Allium carneum Willd., Allium fissile Gray, Allium hierochuntinum Boiss., Porrum ascalonicum (L.) Rchb.
วงศ์             Amaryllidaceae
ถิ่นเกิด หอมแดง เป็นพืชขนาดเล็กที่ปลูกไว้เพื่อบริโภคส่วนของหัวหรือบัลบ์ นิยมใช้สำหรับการปรุงอาหาร แล้วก็เป็นสมุนไพร ดังนี้หอมแดง มีถิ่นเกิดดั้งเดิมในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ คาดคะเนว่าอยู่ในแถบประเทศทาจิกิสถานที่ อัฟกานิสถาน รวมทั้งอิหร่าน โดยเชื่อกันว่าหอมแดงกลายพันธุ์ตามธรรมชาติมาจากหอมหัวใหญ่และก็มีการคัดจำพวกเพื่อนำมาปลูกเป็นพืชอาหาร ในจีนแล้วก็ประเทศอินเดียแล้วก็มีการกระจายจำพวกไปทั้งโลก ซึ่งได้มีการเขียนบันทึกไว้ ในตอนคริสตวรรษที่ 12 ปัจจุบันนี้การปลูกหอมแดงได้แพร่หลายไปทั้งโลก แต่ว่าก็ยังมีการบริโภคน้อยกว่าหอมหัวใหญ่อยู่  หอมแดง จัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศในแถบเอเซียอาคเนย์ โดยในประเทศไทยพบว่ามีการปลูกมากทางภาคอีสานและก็ทางภาคเหนือ แม้กระนั้นหอมแดงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหอมแดงคุณภาพดีก็ได้แก่หอมแดงจากจังหวัดศรีสะเกษ
ลักษณะทั่วไป
ใบ ใบแทงออกมาจากลำต้นหรือหัว มีลักษณะเป็นหลอดกลม ข้างในกลวง มีสารสีนวลเป็นไขฉาบผิวใบ ใบมีลักษณะตั้งชันสูงประมาณ 15-50 เซนติเมตร แตกออกเป็นชั้นถี่ 5-8 ใบ ใบอ่อนสดของหอมแดงใช้สำหรับการบริโภค
ท่อนหัวหรือบัลบ์ หัวหรือบัลบ์เป็นส่วนของกาบใบที่เรียงซ้อนกันแน่นจากข้างในของหัวออกมา เป็นแหล่งสะสมอาหาร แล้วก็น้ำ มีลักษณะเป็นกระเปาะ เรียกว่า Bulbs มีลำต้นด้านใน มีลักษณะเป็นก้อนเล็กๆสีขาว ซึ่งเป็นที่เกิดของหัวหอม หัวหอมจะแตกใหม่ออกมาจากหัวเดิม โดยเฉลี่ย 2 - 20 หัวต่อกอ เส้นผ่าศูนย์กลางของหัวประมาณ 1.5-3.5 เซนติเมตร
ต้น ต้นที่เห็นเหนือดินเป็นส่วนที่อยู่ต่อจากบัลบ์ จัดเป็นลำต้นเทียมที่เกิดขึ้นมาจากกาบใบเรียงอัดกันแน่น ต่อมาก็เลยเป็นส่วนของใบ
ราก รากหอมแดงเป็นระบบรากฝอยเยอะมากๆ งอกออกจากด้านล่างของต้น มีลักษณะเป็นกลุ่มรวมกันที่ตูดหัว และแพร่ลงดินลึกในระดับตื้นราวๆ 10-15 เซนติเมตรรวมทั้งแผ่รอยต้นราวๆ 5-10 ซม.
การขยายพันธุ์ หอมแดงสามารถแพร่พันธุ์ได้ 2 วิธี คือ การใช้ส่วนหัวประเภท (sets) รวมทั้งการใช้เมล็ดพันธุ์ (seeds) การใช้หัวประเภท (sets) เป็นวิธีของเกษตรกรที่นิยมปฏิบัติกันมานาน หัวหอมแดงที่จะปลูกต้องผ่านการพักตัวมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน จึงจะปลูกได้  การใช้เมล็ดพันธุ์ (seeds)  เป็นวิธีที่ลดต้นทุนสำหรับเพื่อการผลิตสำหรับในการซื้อหัวพันธุ์ที่มีราคาแพง สำหรับวิธีการปลูกหอมแดงนั้นมีดังนี้
การเตรียมแปลงปลูก หอมแดงเป็นพืชที่มีระบบรากสั้น มีขอบเขตรากลึกโดยประมาณ 10-15 ซม. เพราะฉะนั้น ในระดับความลึกนี้ หอมแดงจึงอยากได้หน้าดินร่วนซุย และมีความชื้นบ่อย มีการระบายน้ำ และก็อากาศดี ไม่อยากดินแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะที่มีการแตกหัวใหม่ การเตรียมดินให้ร่วนซุยจะช่วยให้หอมแดงเติบโตได้ดี ด้วยการไถกระพรวนดินหนแรก ลึก 20 เซนติเมตร พร้อมกำจัดวัชพืช ตากแดดทิ้งเอาไว้ 7-15 วัน หลังจากนั้น ไถกระพรวนดินให้ร่วนด้วยเขาหินนที่เล็กลง ลึก 20-30 ซม. และตากดินก่อนปลูก 3-7 วัน ก่อนไถพรวนครั้งที่ให้หว่านปุ๋ยหมัก อัตรา 2-3 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 20-30 โล/ไร่ ในช่วงฤดูฝนแปลงปลูกหอมแดงต้องชูร่องกว้างประมาณ 1-1.2 เมตร ความยาวขึ้นอยู่กับพื้นที่สำหรับการเพาะปลูกเพื่อให้น้ำฝนระบายออกได้ ระยะห่างระหว่างแปลงจะเว้นไว้ประมาณ 30-50 ซม. เพื่อเป็นฟุตบาทสำหรับการให้น้ำหรือกำจัดวัชพืช
ก่อนปลูก 1-3 วัน ควรจะให้น้ำในแปลงให้เปียกแฉะก่อน กรรมวิธีปลูก นำหัวชนิดที่พักตัวการแล้วหรือหัวประเภทที่เก็บไว้นาน 2-4 เดือนภายหลังเก็บเกี่ยว มาตัดรากแห้งออก แยกหัวออกจากกันให้เป็นหัวเดี่ยวๆแล้วฝังหัวลงไปในดินให้ปลายของหัวอยู่เป็นประจำผิวดิน ระยะปลูกที่ 15 x 15 เซนติเมตร ปิดฟางดกราว 1 ซม. เมื่อหอมแดงงอกได้โดยประมาณ 15 วัน จึงหว่านปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟต 21% อัตรา 10 กิโลกรัม/ไร่ แล้วให้น้ำเช้าตรู่เย็นหรือวันละครั้ง สุดแท้แต่สภาพความชุ่มชื้นของผิวดิน  หอมแดงที่ปลูกจากหัวเก็บเกี่ยวเมื่ออายุโดยประมาณ 60 วัน หอมแดงที่สมควรในการเก็บเกี่ยวจำต้องแก่จัด มีใบแห้งตามธรรมชาติ โดยห้ามใช้สารกำจัดวัชพืชพ่นบังคับให้ใบแห้ง ด้วยเหตุว่าหัวหอมบางทีอาจเน่าหายหรือแก่เก็บไว้บริโภคสั้น ก่อนจะมีการเก็บเกี่ยวราว 10-15 วัน ต้องงดให้น้ำ รวมทั้งให้น้ำอีทีก่อนเก็บเกี่ยว 24 ชั่วโมง เพื่อให้หอมแดงถอนได้ง่าย การเก็บเกี่ยวจะใช้ขั้นตอนการมือถอนหรือใช้จอบหรือเสียมขุดร่วมด้วย ข้างหลังการเก็บเกี่ยว หอมแดงจะเก็บได้ไม่เกิน 6 เดือน ภายหลังเก็บเกี่ยวบนแปลง ถ้าเกิน 6 เดือน หัวหอมแดงจะฝ่อไม่อาจจะรับประทานและไม่สามารถนำไปเพาะปลูกได้
                ทั้งนี้หอมแดงสามารถผสมข้ามประเภทได้ กับหอมหัวใหญ่ ลูกผสมที่เกิดขึ้นมีลักษณะรูปร่างจัดเข้าอยู่ในกลุ่มของหอมหัวใหญ่ (A.cepa)  ส่วนชนิดหอมแดงที่นิยมปลูกในประเทศไทยมีอยู่ 3  พันธุ์ ซึ่งลักษณะคล้ายคลึงกันมาก
ประเภทศรีสะเกษ เปลือกหัวนอกดก มีสีม่วงแดง หัวมีลักษณะกลมป้อม มีกลิ่นแรง ให้รสหวาน ใบเขียวเข้มมรกต มีนวลจับบางส่วน
ประเภทบางช้าง มีลักษณะคล้ายกับพันธุ์จังหวัดศรีสะเกษ แม้กระนั้นสีเปลือกจางกว่า หัวมีลักษณะกลมป้อม ใบสีเขียวเข้ม มีนวลจับบางส่วน เป็นพันธุ์ที่ได้ผลผลิตต่อไร่สูงยิ่งกว่าทุกประเภท
พันธุ์จังหวัดเชียงใหม่ มีเปลือกบาง สีส้มอ่อน หัวมีลักษณะกลมรี  กลิ่นไม่ฉุนราวกับพันธุ์อื่น ให้รสหวาน หัวจะแบ่งเป็นกลีบเด่นชัด ไม่มีเปลือก ใบสีเขียวมีนวลจับ
ส่วนประกอบทางเคมี   หัวหอมมีน้ำมันระเหยง่ายที่มีกำมะถัน diallyl disulphide เป็นองค์ประกอบร่วมกับสารอื่นๆอีกเป็นต้นว่า Ethanol, Acetonc, methyl Ethyl, Methyl Disulfide, Methyl, Methyl Trisulfide, Methyl I-propyl Trisulfide, I-propyl Trisulfide, Ketone, I-propanol, 2 – propanol, Methanol, I-butanol, Hydrogen Sulfidc, I-propanethiol, I-propyl Disulfide , Thioalkanal-S-oxide, di-n- propyl Disulfide, n- propyl-allyl Disulfide,  Dithiocarbonate แล้วก็ Thiuram Sulfidc ,Linoleic , flavonoid Glycoside , pectin , alliin ส่วนสารที่นำมาซึ่งกลิ่นในหัวหอมมีอยู่ 3 จำพวกหมายถึงdipropyl trisulfide, methylpropyl disulfide , methylpropyl disulfide และ methylpropyl trisulfide  ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของหอมแดงนั้นมีดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการของหอมแดงดิบต่อ 100 กรัม

  • หอมแดงพลังงาน 72 กิโลแคลอรี่
  • คาร์โบไฮเดรต 16.8 กรัม
  • น้ำตาล 7.87 กรัม
  • เส้นใย 3.2 กรัม
  • ไขมัน 0.1 กรัม
  • โปรตีน 2.5 กรัม
  • วิตามินบี 1 0.06 มก.
  • วิตามินบี 2 0.02 มก.
  • วิตามินบี 3 0.2 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 5 0.29 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 6 0.345 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 9 34 ไมโครกรัม
  • วิตามินซี 8 มิลลิกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 37 มก.
  • ธาตุเหล็ก 1.2 มิลลิกรัม
  • ธาตุแมกนีเซียม 21 มิลลิกรัม
  • ธาตุแมงกานีส 0.292 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 60 มก.
  • ธาตุโพแทสเซียม 334 มก.
  • ธาตุสังกะสี 0.4 มก.


ประโยชน์/คุณประโยชน์  สำหรับเพื่อการใช้ประโยชน์จากหอมแดงนั้นส่วนมากกว่า 80% มักจะนิยมนำไปปรุงอาหารทั้งของคาว แล้วก็ขนม รวมถึงนำไปเป็นของเคียง ของของกินต่างๆดังเช่น ข้าวตรอก สเต๊ อื่นๆอีกมากมาย รวมทั้ง หัวหอม ใบและช่อดอกอ่อน รับประทานเป็นผักสดแล้วก็ปรุงเป็นของกิน หอมทั้งหัวแล้วก็ใบ ดอกเปรี้ยวรับประทานเป็นผักจิ้ม
ส่วนสำหรับในการใช้หัวหอมในด้านคุณประโยชน์รักษาโรคนั้นมีดังนี้ ตามสรรพคุณโบราณของไทยพูดว่า ใบมีรสเค็มหวาน เป็นมูก ใช้แก้หวัดและเลือดกำเดาออก หัวหอมรสเผ็ดร้อน แก้ไข้มีเสลด ใช้ในจำนวนน้อย ดูแลรักษาผมให้งอกงาม ทำให้ผิวหนังแจ่มใส แก้ไข้ เช็ดทาผิวหนังทำให้ร้อน ขับเสมหะ แก้โรคในปาก บำรุงธาตุ ใช้ข้างนอก
การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์คุ้มครองตับและก็ไต       การศึกษาความสามารถสำหรับในการคุ้มครองความเสียหายของตับแล้วก็ไตจากการติดเชื้อไข้มาลาเรีย โดยตระเตรียมสารสกัดหอมแดงอย่างหยาบคายด้วยน้ำ หลังจากนั้นนำไปทดลองฤทธิ์ในหนูถีบจักร สายพันธุ์ ICR ที่ติดเชื้อไข้มาลาเรีย Plasmodium berghei  ANKA จำนวน 6x106เซลล์ ต่อตัวทดลอง โดยให้ตัวทดลองได้รับสารสกัดทางหลอดของกินวันละครั้ง เป็นเวลา 4 วันต่อเนื่องกัน และก็กระทำตรวจวัดค่าบ่งชี้ความเสียหาย อย่างเช่น ระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีตับ aspartate aminotransferase (AST), alanine aminotransferase (ALT) แล้วก็ตัวบ่งชี้แนวทางการทำงานของไต ได้แก่ blood urea nitrogen (BUN) และก็ creatinine โดยใช้ชุดตรวจสำเร็จรูป ผลการทดลองพบว่าความเข้มข้นสูงสุดของสารสกัดหอมแดงที่ไม่ก่อเกิดความเป็นพิษหมายถึง3,000 มก.ต่อกิโลกรัม รวมทั้งตอนที่มีการติดเชื้อโรคไข้จับสั่นนั้นจะพบความเสื่อมโทรมของตับ รวมทั้งไตเกิดขึ้นในวันที่ 10 ภายหลังจากติดโรคโดยดูได้จากระดับของ AST, ALT, BUN รวมทั้ง creatinine ที่สูงที่สุด แต่ว่าสารสกัดหอมแดงที่ขนาด 3,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สามารถป้องกันความเสื่อมโทรมของตับและไต จากการตำหนิดเชื้อไข้จับสั่นได้โดยดูจากตัวบ่งชี้ที่หรูหราธรรมดา จากผลการศึกษาวิจัยสามารถสรุปได้ว่าสารสกัดหอมแดงมีฤทธิ์คุ้มครองความย่ำแย่ของตับรวมทั้งไตจากการตำหนิดเชื้อมาลาเรียในหนูทดลองได้
ฤทธิ์ต้านอักเสบ       ทดลองฤทธิ์ต้านการอักเสบของส่วนสกัดหัวหอมแดงในเอทานอลในหลอดทดสอบ กระทำการทดลองความอยู่รอดของเซลล์ด้วยวิธี 3-4,5-dimethylthiazol-2-yl-2,5-dyphenyl tetra-zolium bromide (MTT) เล่าเรียนผลของส่วนสกัดต่อการแสดงออกของยีนที่เป็นสื่อกลางการอักเสบอย่างเช่น inducible nitric oxide synthase (iNOS), cyclooxygenase (COX)-2, COX-1, tumor necrosis factor (TNF)-α, interleukin (IL)-1β แล้วก็ IL-6 ในเซลล์เพาะเลี้ยงมาโครฟาจ (RAW 264.7) ที่ได้รับการกระตุ้นด้วยสาร Lipopolysaccharide (LPS) โดยวัดจำนวนยีนที่แสดงออกด้วยวิธี reverse transcription polymerase chain reaction (RT-PCR) พินิจพิจารณาหาปริมาณฟีนอลรวม รวมทั้งฟลาโวนอยด์รวม ของส่วนสกัดโดยใช้ปฏิกิริยาการเกิดสีกับสาร Folin-Ciocalteu รวมทั้งสารอลูมิเนียมคลอไรด์ เป็นลำดับ ผลการศึกษาพบว่าที่ความเข้มข้น 62.5, 125 และ 250 ไมโครกรัม/มล. ส่วนสกัดหอมแดงในเอทานอลไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ และมีฤทธิ์ยับยั้งการแสดงออกของยีนที่เกี่ยวพันกับการอักเสบตัวอย่างเช่น iNOS, TNF-α, IL-1β รวมทั้ง IL-6 มากขึ้นตามความเข้มข้น ส่วนสกัดหอมแดงไม่มีผลต่อการแสดงออกของยีน COX-2 แต่ว่ายั้งการแสดงออกของยีน COX-1 อย่างเป็นจริงเป็นจัง โดยมีจำนวนสารฟีนอลรวมคิดเป็น 15.964±0.122 สมมูลกับกรดแกลลิก/กรัม แล้วก็มีปริมาณสารฟลาโวนอยด์รวม 11.742 ±0.012 มก. สมมูลกับสารเคอร์สิทิน/กรัม
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ การทดลองสารสกัดบิวทานอลจากหอมสด ความเข้มข้น 0.5 มล./แผ่น หรือความเข้มข้นอื่นๆกับ Bacillus subtilis M-45 (Rec-) ในจานเพาะเชื้อ พบว่าไม่มีฤทธิ์ รวมทั้งเมื่อเปลี่ยนมาใช้สารสกัดเอทานอล (95%) จากหอมสด ความเข้มข้น 0.5 มล./แผ่น กับ B. subtilis H-17 (Rec+) ในจานเพาะเชื้อ พบว่าไม่มีฤทธิ์เช่นเดียวกัน นอกนั้นการทดลองน้ำสกัดหรือน้ำสุกหอมสด ความเข้มข้น 0.5 มิลลิลิตร/แผ่น กับ B. subtilis M-45 (Rec-) และก็การทดสอบ B. subtilis H-17 (Rec+) ด้วยน้ำสกัดหอมสด ก็พบว่าสารสกัดพวกนี้ไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ แต่ว่าถ้าหากใช้ส่วนสกัดจาก chromatography (undiluted) หรือการใช้ oleoresin จากหอม (undiluted) มาทดลองกับ Salmonella typhimurium TA100 ในจานเพาะเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์ แต่ว่าเมื่อเอามาทดลองกับ S. typhimurium TA98 กลับไม่มีฤทธิ์ ใช้สารสกัดเมทานอลทดสอบกับ S. typhimurium TA98 พบว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์แรง และก็เมื่อเรียนรู้กลไกการเมตา-โบไลท์สารก่อกลายพันธุ์ของหอมภายในร่างกาย พบว่ากลูตาธัยโอน กลูคิวโรนายด์ ไดธัยโอธรีธอล สามารถลดฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของหอมได้ แม้กระนั้นไวตามินซีไม่เป็นผลต่อฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของหอมแต่อย่างใด มีการทดสอบฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของเครื่องเทศที่ใช้ตระเตรียมน้ำพริกแกง ใน S. typhimurium พบว่าสารสกัดจากหอมมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ถึง 100% ซึ่งเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากสารสำคัญที่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ซึ่งมีอยู่แล้วตามธรรมชาติในหอม เมื่อทำแยกแล้วก็วิเคราะห์สารสำคัญนั้นพบว่า เป็นสารประเภท ฟลาโวนอยด์ เคอร์สิว่ากล่าวน (quercetin) ขึ้นรถสำคัญที่แยกบริสุทธิ์ได้ 1 ตัว พบว่าหมายถึงquercetin-4-0-glycoside สารนี้เป็นสารก่อกลายพันธุ์ฤทธิ์อ่อน ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของมันจะสูงมากขึ้นเมื่อถูกกระตุ้นด้วยเอนไซม์ในร่างกาย เมื่อสลายสารนี้ด้วยเอนไซม์ b-glucuronidase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่เจอที่ลำไส้ใหญ่ พบว่าฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์จะร้ายแรงมากขึ้น
พิษต่อเซลล์ ทดลองสารสกัดเมทานอลจากรากหอมสด ความเข้มข้น 200 มคกรัม/มิลลิลิตร กับ macrophage cell line raw 264.7 พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีพิษต่อเซลล์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรพิจารณา

  • แบบเรียนยาไทยพูดว่า หัวหอม ไม่ควรกินมากจนเกินความจำเป็น หรือกินเสมอๆ เพราะว่าอาจส่งผลให้หงุดหงิด ให้หลงๆลืมๆได้ง่าย ทำให้มีกลิ่นเต่า ฟันเสีย เลือดน้อย แล้วก็ตาฝ้ามัวไม่แจ่มใส
  • สำหรับการเลือกหอมแดงมาใช้ประโยชน์ควรเลือกหอมแดงที่มีอายุเก็บเกี่ยวไม่เกิน 6 เดือน เนื่องจากถ้าหากเกิน 6 เดือนไปแล้ว จะได้หัวหอมที่ฝ่อ ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้หรืออาจมีสารออกฤทธิ์ที่ไม่มีคุณภาพ
  • น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากหอมแดง มีรสเผ็ดร้อน ทำให้เคืองตา  แสบจมูก  แล้วก็อาจส่งผลให้ผิวหนังปวดแสบปวดร้อน
  • น้ำหอมแดงมีสารกำมะถันซึ่งทำให้แสบตา แสบจมูก และก็ผิวหนังมีลักษณะอาการระคาย ก็เลยไม่สมควรใช้ทาใกล้รอบๆผิวหนังที่บอบบาง
เอกสารอ้างอิง

  • วรวุฒิ สมศักดิ์, สุกัญญา ชาชิโย, สมเดช ศรีชัยรัตนกูล, ชัยรัตน์ อุทัยพิบูลย์. ฤทธิ์ของสารสกัดหอมแดงต่อความเสียหายของตับและไตจากการติดเชื้อมาลาเรีย Plasmodium berghei ในหนูทดลอง. การประชุมหาดใหญ่วิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 6, วันที่ 26 มิถุนายน 2558 ณ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ จ.สงขลา.
  • จิรวัฒน์ เวชแพศน์.2526 การศึกษาระยะปลูกของหอมแดง.ปัญหาพิเศษปริญญาตรี ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,กรุงเทพฯ.
  • ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ.หอมเล็ก.คอลัมน์ สมุนไพรน่ารู้. นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่27.กรกฎาคม 2524 http://www.disthai.com/
  • หอม.ฐานข้อมูลพืชสมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • อาทิตย ศุขเกษม. การเปรียบเทียบผลผลิตของหอมแดงที่ปลูกด้วยหัวพันธุ์และเมล็ดพันธุ์.ปัญหาพิเศษปริญญาตรี.ภาควิชาพืชสวนคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกำแพงแสน.13 หน้า
  • Lorenz, O.A. and D.N. Maynard. 1980. Knott’s hand book for vegetable growers. John wily and Sons, Inc. New York. 390 p.
  • หอมแดง สรรพคุณและการปลูกหอมแดง.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพื่อพืชเกษตรไทย
  • พะยอม ตันดีวัฒน์.2530. เครื่องเทศ.119 หน้า.
  • หอมแดง.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • รัตนา พรหมพิชัย. (2542). หอมบั่ว. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ (เล่ม 14, หน้า 7530). กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
  • Werawattanachai N, Kaewamatawong R, Junlatat J, Sripanidkulchai B. Anti-Inflammatory potential of ethanolic bulb extract of Allium ascalonicum. Journal of Science & Technology, Ubon ratchathani University. 2015;17(2):63-68.
  • วิศิษย์ ว่องทิพยคงคา.2510. การเปรียบเทียบหาระยะปลูกที่เหมาะสม ของหอมต้นเพื่อเพิ่มผลผลิต ปัญหาพิเศษ ปริญญาตรี ภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,กรุงเทพฯ.


2

ฟ้าทะลายโจร
ชื่อสมุนไพร ฟ้าทะลายโจร
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน  น้ำลายพังพอน , ขุนโจรห้าร้อย (ภาคกึ่งกลาง,กรุงเทวดา), สามสิบดี (ร้อยเอ็ด) , ใกล้จะสว่าง (จังหวัดสกลนคร) , เขยตายายคลุม (จังหวัดราชบุรี) , ต้นหญ้ากันงู (จังหวัดสงขลา) , ฟ้าสะท้าน (จังหวัดพัทลุง) , ก้อนเมฆทะลาย (จังหวัดยะลา) ,เชื้อเชิญซิน , เจ๊กเกี้ยงฮี้ , โขว่เซ่า , ซีปังฮี (จีน)
ชื่อสามัญ  Kariyat, Creat, Herba  Andrographis, Indian Echinace
ชื่อวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm. f .) Nees
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees
วงศ์   Acanthaceae
บ้านเกิด ฟ้าทะลายโจร เป็นไม้ล้มลุกในตระกูลเดียวกับโหระพาหรือกระเพรา มีถิ่นกำเนิด และเจอแพร่ขยายตามประเทศต่างๆในทวีปเอเซีย ซึ่งจัดเป็นสมุนไพรแคว้นในประเทศแถบทวีปเอเชียรวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังเช่น อินเดีย จีน ศรีลังกา ไทย รวมทั้งยังใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วทวีปเอเชีย โดยนิยมนำส่วนของใบรวมทั้งลำต้นใต้ดินมาทำเป็นยารักษาโรค โดยเป็นไม้ล้มลุกที่มีรสขมจัด กระทั่งขึ้นชื่อว่าเป็นจ้าวที่ความขม “King of the Bitterness”  ในปัจจุบันสามารถเจอฟ้าทะลายโจรได้ทั่วไปในประเทศไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน ประเทศอินเดีย ศรีลังกา และก็หมู่เกาะในสมุทรแคริบเบียน ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถพบได้ทุกภาคของประเทศ และยังเป็นสมุนไพรที่กำลังได้รับความนิยมสำหรับการนำมาใช้คุณประโยชน์สำหรับเพื่อการรักษาโรคอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป ฟ้าทะลายโจร เป็นไม้พุ่มเตี้ยสูง 40-80 ซ.มัธยม ลำต้นลักษณะสี่เหลี่ยม แตกกิ่งก้านสาขามาก ทั้งยังต้นมีรสขมมากมาย ใบออกตรงกันข้ามกัน ตัวใบยาวรีปลายใบเรียวแหลม ยาว 2-8 เซลเซียสมัธยม กว้าง 1-3 เซลเซียสม. ขอบของใบมีรอยหยักน้อยเกือบเรียบ ก้านใบสั้นกระทั่งแทบจะเรียกว่า ไม่มีก้านใบ ดอกออกมาจากซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมีสีเขียว ยาวประมาณ 3 มัธยมม. ส่วนโคนชิดกันปลายแยกเป็น 5 กลีบเรียวแหลมกลีบติดกันเป็นหลอดสีขาว ปลายแยกเป็น 2 ซีกใหญ่ๆเหมือนปาก ซีกบนขนาดใหญ่กว่าด้านล่าง
ส่วนปลายยังแบ่งเป็นกลีบเล็กๆ3 กลีบ มีรอยกระสีม่วง ซีกข้างล่างมีขนาดเล็ก ส่วนปลายมีรอยแยกเป็น 2 กลีบสีขาว เกสรตัวผู้มี 2 อัน ใกล้กับกลีบดอกไม้ ก้านเกสรเป็นเส้นสีขาวบางๆยื่นออกมา 2 เส้น มีขนนุ่มๆปกคลุมอยู่ ปลายมีอับเรณูสีม่วงดำ ก้านเกสรตัวเมียเป็นเส้นยาวๆบางๆสีแดงอมาแตะที่อับเรณูของเกสรตัวผู้ รังไข่มี 1 อัน ผลเป็นฝักทรงกระบอกแบนมีร่องลึกกึ่งกลางด้านแบบทั้งคู่ด้าน ฝักยาวประมาณ 1.5 เซลเซียสมัธยม กว้าง 0.5 ซ.ม. ฝักแก่แล้วแตกตามรอยข้าง ฝักแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยมีร่องลึกนั้นอยู่ที่ด้านละร่อง เม็ดสีส้มแดงแข็ง ดูค่อนข้างจะโปร่งแสง ฝักหนึ่งมีเม็ดหลายเม็ด
การขยายพันธุ์
ฟ้าทะลายโจรเป็นไม้ล้มลุกนานหลายปี สามารถประสบพบเห็นได้ตามพื้นที่ทั่วไป เป็นพืชที่เติบโตเจริญในทุกภาวะดิน ชอบดินร่วน ดินมีความชื้น สามารถเติบโตในพื้นที่ที่มีวัชพืชขึ้นหนาได้ดี มักพบทั้งยังในที่โล่งแจ้งหรือแสงแดดรำไร
การขยายพันธุ์ฟ้าทะลายขโมยนิยม ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด เม็ดที่ใช้ควรจะเป็นเม็ดแก่ที่มีลักษณะสีดำ โดยการหว่านในแปลงดินหรือพื้นที่ว่างทั่วไป รวมถึงการหยอดเมล็ดในกระถาง เมล็ดจะแตกออกข้างใน 1-2 อาทิตย์
ฟ้าทะลายโจรข้างหลังเม็ดผลิออกแล้วไม่ได้อยากการดูแลมากราวกับพืชทั่วไป เนื่องจากว่าไม่มีโรคหรือแมลงคอยทำลายมากนัก เพียงแต่รอกำจัดวัชพืชรอบลำต้นก็สามารถเติบโตก้าวหน้า และไม่จะต้องใช้ปุ๋ยเคมีอะไร แม้กระนั้นควรจะรอให้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยคอก และพรวนดินให้ร่วนซุยสม่ำเสมอ
ในการเก็บเกี่ยวควรเก็บเกี่ยวในตอนที่พืชออกดอกนับตั้งแต่เริ่มมีดอกจนกระทั่งดอกบานร้อยละ 50 เพื่อให้มีจำนวนสารสำคัญสูง ซึ่งพืชจะแก่ราว 110-150 วัน
ส่วนประกอบทางเคมี
ส่วนเหนือดินฟ้าทะลายมิจฉาชีพ มีสารสำคัญพวกไดเทอร์พีนแล็กโทน (diterpene lactones) หลายประเภท อาทิเช่น แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) นีโอแอนโดร-กราโฟไลด์ (neoandrographolide) ดีออกซีแอนโดร-กราโฟไลด์ (deoxyandrographolide) ดีออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (deoxy-didehydro andrographolide) ทั้งนี้วัตถุดิบฟ้าทะลายโจรที่ดีต้องมีจำนวนแล็กโทนรวมคำนวณเป็นแอนโดรกราโฟไลด์ไม่ต่ำกว่าจำนวนร้อยละ 6 และไม่ควรที่จะเก็บวัตถุดิบไว้ใช้นานๆเพราะปริมาณสารสำคัญจะลดโดยประมาณปริมาณร้อยละ 25 เมื่อเก็บไว้ 1 ปี รวมทั้งยังมีสารกลุ่มฟลาโวน ดังเช่นว่า aroxylin, wagonin, andrographidine A , paniculide A ,paniculide B , paniculide C , andrographolide , neoandrographolide ,
deoxyandrographolide-19-B-D-glucopyranoside , deoxyandrographolide , caffeic acid (3, 4- dihydroxy-cinnamicacid) , chlorogenic acid , 3, 5-dicaffeoyl-d-quinic acid , Ninandrographolide
    Andrographoside                         Paniculide A               
คุณประโยชน์/สรรพคุณ สำหรับในการนำฟ้าทะลายมิจฉาชีพมาใช้ประโยชน์นั้นโดยมากจะเน้นย้ำในเรื่องคุณประโยชน์ทางยาสำหรับการรักษาโรคมากยิ่งกว่าจะนำมาทำประโยชน์อื่น ซึ่งสรรพคุณของฟ้าทะลายโจรนั้นมีดังนี้
แบบเรียนยาไทย ฟ้าทะลายขโมยเป็นยาเย็นมีรสขมใช้ดับร้อน , แก้พิษ , เพื่อรักษาไข้ หวัด ไข้หวัดใหญ่ ดับพิษร้อน ระงับอักเสบในอาการไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ  ขับเสลด ลดบวม แก้บิด แก้กระเพาะอักเสบ ไส้อักเสบ รักษาโรคผิวหนัง ฝี การติดเชื้อ ที่ทำให้มีอาการปวดท้อง ท้องร่วง บิด ทำให้เจริญอาหาร ลดความดันโลหิต คางทูม หูชั้นกึ่งกลางหรือปากอักเสบฯลฯ
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้เจาะจงสรรพคุณของฟ้าทะลายมิจฉาชีพไว้ดังต่อไปนี้  ช่วยรักษาโรคหวัด เนื่องจากว่ามีสารสำคัญทางวิชาพฤกษศาสตร์หลากหลายประเภท ดังเช่นว่า ไดเทอร์ปีนแลคโตน (Diterpene Lactones) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) และก็สารประกอบอื่นๆซึ่งเชื่อว่าช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ดำเนินการ รวมทั้งมีส่วนช่วยทุเลาอาการจากโรคหวัดสำหรับคนป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง และก็ค่อนข้างจะไม่มีอันตรายสำหรับเพื่อการกิน เนื่องจากว่าจากการศึกษาเล่าเรียนไม่พบผลข้างเคียง ซึ่งอาจเป็นอีกตัวเลือกเสริมของการดูแลและรักษาโรคหวัดทั่วไป
โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ ฟ้าทะลายมิจฉาชีพมีคุณลักษณะช่วยยั้งการหลั่งสารที่ส่งผลให้เกิดอาการอักเสบในร่างกาย ต้านทานอนุมูลอิสระ การแข็งตัวของเลือด และก็ยังพบรายงานว่าสารสกัดจากฟ้าทะลายขโมยช่วยคุ้มครองปกป้องโรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการทดลองในสัตว์ อีกทั้งยังถูกบรรจุเป็นยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติของกระทรวงสาธารณสุขในหมวดกรุ๊ปลักษณะของระบบทางเดินอาหาร ก็เลยมักประยุกต์ใช้คุณประโยชน์สำหรับเพื่อการรักษาและก็บรรเทาโรคไส้อักเสบ
จากข้อมูลในข้างต้นมั่นใจว่าฟ้าทะลายขโมย มีความน่าจะเป็นไปได้สำหรับเพื่อการทุเลาลักษณะโรคลำไส้ใหญ่อักเสบได้เหมือนกันกับยาเมซาลาซีนที่ใช้เป็นรักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบในตอนนี้ แต่ควรรอบคอบสำหรับเพื่อการใช้อย่างเหมาะสมแล้วก็อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เป็นหลัก เนื่องจากว่าการใช้ฟ้าทะลายโจรยังเป็นการหมอช่องทางและก็พบรายงานผลกระทบจากการศึกษาเล่าเรียนอยู่นิดหน่อย
ลดลักษณะของการมีไข้รวมทั้งลักษณะการเจ็บคอที่มีต้นเหตุจากต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นการอักเสบของต่อมทอนซิลจากการต่อว่าดเชื้อในช่องคอ ด้วยสรรพคุณช่วยระงับอาการอักเสบและก็ต่อต้านเชื้อการติดเชื้อของฟ้าทะลายมิจฉาชีพ รวมทั้งจากการวิจัยทดสอบจึงเชื่อว่าฟ้าทะลายมิจฉาชีพ ช่วยรักษาหรือทุเลาอาการติดเชื้อในทางเดินหายใจตอนแรกได้
โรคข้อรูมาตอยด์  เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดการอักเสบตามข้อแล้วก็หลายอวัยวะภายในร่างกาย ซึ่งฟ้าทะลายขโมยมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) จึงถูกนำมาใช้เป็นการรักษาหนทางในโรคภูไม่ต้านทานตัวเองหรือแพ้ภูไม่ตนเอง รวมทั้งจากการเรียนรู้การใช้ยาที่มีสารสกัดจากฟ้าทะลายโจรในผู้ป่วยโรคข้อรูมาตอยด์ที่มีลักษณะของโรคกำเริบ  จึงคาดว่าฟ้าทะลายโจรก็บางทีอาจนำไปใช้เป็นการรักษาเสริมในคนเจ็บโรคข้อรูมาตอยด์ได้
ไข้หวัดใหญ่ คุณลักษณะของฟ้าทะลายมิจฉาชีพเป็นช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทานของร่างกายให้ดำเนินการก้าวหน้าขึ้น ฟ้าทะลายขโมย จึงมีคุณภาพสำหรับเพื่อการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ได้ จากการศึกษาเล่าเรียนนำร่อง 2 ชิ้น เกี่ยวกับสมรรถนะของการใช้สารสกัดที่มีส่วนประกอบของฟ้าทะลายมิจฉาชีพในคนเจ็บโรคไข้หวัดใหญ่ ปริมาณ 540 คน เปรียบเทียบกับยาอะแมนตาดีน (Amantadine) ที่เป็นยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ผลพบว่า คนป่วยที่ได้รับสารสกัดฟ้าทะลายมิจฉาชีพมีลักษณะอาการดีขึ้นเร็วและอาการเข้าแทรกน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาอะแมนตาดีน ซึ่งทำให้เห็นว่าสารสกัดฟ้าทะลายขโมย มีคุณภาพต่อการดูแลรักษาไข้หวัดใหญ่
ต้นแบบ/ขนาดวิธีการใช้
ตำรับยาไทย

  • แก้บิดจากแบคทีเรีย (บิดไม่มีตัว หรือบิดชิเกลล่า) ไส้อักเสบ ใช้ใบสด 10-15 กรัม ต้มน้ำผสมน้ำผึ้งกิน
  • แก้บิดจากแบคทีเรียอย่างฉับพลัน ลำไส้อักเสบ กระเพาะอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำ รับประทานวันละชุด แบ่งกินเป็น 2 ครั้ง รุ่งเช้า-เย็น
  • แก้หวัด มีไข้ ปวดศรีษะ ท้องร่วง ใช้ต้นแห้งบดเป็นผง ผสมน้ำสุก กินทีละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง
  • แก้ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ ใช้ต้นแห้งบดเป็นผุยผงผสมน้ำสุก กินครั้งละ 3 กรัม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ใช้ใบแห้ง 10 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้วัณโรคปอดในระยะเริ่มแรก


           ใช้ใบแห้งบกเป็นผงผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดขนาดเม็ดถั่วเหลือง กินครั้งละ 15-30 เม็ด วันละ 2-3 ครั้ง กับน้ำสุก
           ใช้ต้นแห้ง 15 กรัม ใบจับไต่กงเล้า (Mahonia bealei (Fort) Carr) 15 กรัม เถาฮงอาเสี่ยโกยฮ๊วย (Milletia reticulate Benth) 30 กรัม ต้มน้ำ แบ่งให้กินเป็น 2 ครั้ง วันละ 1 ชุด ต่อเนื่องกัน 15-30 วัน เป็น 1 รอบ ของการดูแลรักษา

  • แก้ไอกรน ใช้ใบ 3 ใบ ชงน้ำ ผสมน้ำผึ้งรับประทานวันละ 3 ครั้ง
  • แก้ความดันโลหิตสูง กระทั่งมีอาการปรากฏให้มองเห็น ใช้ใบ 5-7 ใบ ชงน้ำกินวันละหลายๆครั้ง
  • แก้ปากอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ใช้ใบแห้งบดเป็นผงหนัก 3-5 กรัม ผสมน้ำผึ้งกินร่วมกับน้ำ
  • แก้คออักเสบ ใช้ต้นสดบดกลืนช้าๆให้ฆ่าเชื้อโรคที่บริเวณคอ
  • แก้ไส้ติ่งอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 25 กรัม กับดอกเบญจมาศสวน (Chrysanthemum indicum L.) 30 กรัม ต้มน้ำดื่มวันละ 2 ชุด
  • แก้จมูกอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ ปอดฟัน ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำกินหรือใช้ต้นสดตำคั้นเอาน้ำหยอดหูอีกด้วย
  • แก้โรคหนองใน ทางเดินเยี่ยวอักเสบ ใช้ใบสด 10-15 ใบ ตำผสมน้ำผึ้งชงน้ำกิน
  • แก้บาดแผลไฟเผา น้ำร้อนลวก ใช้ใบแห้งบดเป็นผุยผงละเอียดผสมน้ำมันพืชทา หรือใช้ใบสดต้ม เอาน้ำที่ต้มเย็นแล้วมาชำระล้างรอยแผล
  • แก้พิษงูกัด


           ใช้ใบสดตำ เอาไปอังเหนือควันจนกระทั่งติดน้ำมันจากควันไฟ เอามาพอกที่ปากแผล หรือใช้ใบแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่ม
           ใช้ต้นสด 30 กรัม ร่วมกับ Paris polyphylla 10 กรัม ฮั่งชิ้งเช่า (Scutellaria indica L.) เลือกเอาแบบใบแคบ 30 กรัม จั่วจิเช่า ชนิดดอกขาว (Oldenlandia diffusa Roxb) 30 กรัม ต้มน้ำกินวันละ 1-2 ชุด

  • แก้ผด ผื่นคัน ใช้ผงยานี้ 30 กรัม ผสมน้ำมันพืชลงไป กระทั่งมีความจุ 100 ม.ล. ใช้ทาบริเวณที่เป็น
การใช้ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)

  • ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาอาการท้องร่วง โดยใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายขโมยขนาด 250 มิลลิกรัม ปริมาณ 2 แคปซูล กิน 4 ครั้งต่อวัน
  • ใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพรักษาอาการไอและเจ็บคอ โดยนำใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพสดตากแห้งในร่ม บดเป็นผุยผงละเอียด เอามาปั้นเป็นยาลูกกลอน ขนาดปลายนิ้วก้อย ผึ่งลมให้แห้ง กิน 3-6 เม็ด วันละ 4 ครั้ง 3 เวลา หลังอาหารแล้วก็ก่อนนอน หรือใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพ ขนาด 250 มก. จำนวน 2 แคปซูล รับประทานวันละ 4 คราวหลังอาหารและก่อนนอน
  • ใช้ฟ้าทะลายมิจฉาชีพรักษาฝี โดยนำใบค่อนข้างจะแก่ราวๆ 1 กำมือ แล้วเอาเกลือ 3 เม็ด ใส่ผสมตำรวมกันในครกพอละเอียดดี เอาสุราครึ่งถ้วยชา น้ำครึ่งช้อนชา ใส่รวมลงไปคนจนเข้ากันดีเทน้ำกินค่อนถ้วยชา กากที่เหลือพอกแผลฝี แล้วเอาผ้าสะอาดพันไว้ พอกใหม่ๆจะรู้สึกปวดนิดหนึ่ง


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ    ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายมิจฉาชีพแห้ง 250 มก. แล้วก็ 500 มก.      บรรเทาอาการท้องเดินไม่ติดโรค กินทีละ 500 มิลลิกรัม – 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร    ทุเลาอาการเจ็บคอ กินวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารและก็ก่อนนอน                 ทุเลาอาการหวัด กินวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารและก็ก่อนนอน  การใช้เพื่อรักษาหรือบรรเทาโรคอื่น หรือใช้บำรุงร่างกาย ควรต้มน้ำกินหรือกิน 1-3 กรัม หลังอาหาร 1-7 วัน แล้วก็ควรเว้นระยะการกิน 3-4 วัน เพื่อลดผลที่อาจเป็นเพราะการสั่งสมของสารหรือได้รับสารในจำนวนมากในร่างกาย

การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดไข้     เมื่อป้อนส่วนสกัด 85% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน ขนาด 2.5 กรัม/กิโลกรัม แก่กระต่ายที่ถูกฉีดวัคซีนไทฟอยด์เข้าใต้ผิวหนังเพื่อให้ไม่สบาย พบว่าไข้ลดน้อยลง เช่นเดียวกับเมื่อป้อนสารสกัด 95% เอทานอล ขนาด 2 และก็ 4 มิลลิลิตร/กิโลกรัม แก่หนูขาว albino ที่ถูกฉีดเชื้อยีสต์เข้าใต้ผิวหนังขนาด 300 มก./กก. เพื่อจับไข้ พบว่าไข้จะต่ำลงหลังจากที่ได้รับสารสกัด 180 และ 270 นาที และมีความสามารถสำหรับการลดไข้เท่ากับยาลดไข้แอสไพริน แต่ว่าสารสกัดดังที่กล่าวถึงมาแล้วไม่สามารถลดไข้หนูขาวที่เจ็บป่วยเพราะถูกฉีดเชื้อยีสต์ขนาด 600 มก./กิโลกรัม ส่วนสกัดน้ำ หรือ 50% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน เมื่อให้ทางปากกระต่าย ขนาดสูงสุด 5 กรัม/กก. ไม่สามารถที่จะลดไข้กระต่ายที่ถูกทำให้เจ็บป่วยโดยการฉีดวัคซีนไข้รากสาดน้อยเข้าใต้ผิวหนัง  Madav S, et al. พบว่า andrographolide ขนาด 100 มิลลิกรัม/กก. ให้ทางสายยางลงไปในกระเพาะของกินหนูถีบจักร สามารถลดไข้หนูที่ถูกทำให้เจ็บป่วยโดย Brewer’s yeast
ส่วนการเล่าเรียนทางสถานพยาบาลในคนเจ็บอายุมากกว่า 12 ปี ปริมาณ 152 คน มีลักษณะอาการป่วย และก็เจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงหมอชุมชน 6 แห่ง แล้วก็องค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกลุ่มแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล จำนวน 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายโจรขนาด 3 ก./วัน จำนวน 48 คน ขนาด 6 กรัม/วัน ปริมาณ 51 คน กินติดต่อกันนาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการดูแลรักษาผู้เจ็บป่วยกรุ๊ปที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายขโมย ขนาด 6 ก./วัน ลักษณะของการมีไข้แล้วก็อาการเจ็บคอจะหายไปมากกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายโจรขนาด 3 กรัม/วัน แม้กระนั้นผลของการรักษาไม่แตกต่างกันในวันที่ 7 ของการดูแลรักษา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ        เมื่อป้อนส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 2 ก./กิโลกรัม แก่หนูขาว พบว่าสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan และฉีดส่วนสกัดน้ำ ส่วนสกัดเอทานอล (50%) และก็ส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดินเข้าช่องท้องหนูขาว ขนาด 0.5-2.5, 0.06-0.25 และก็ 1-2 ก./กิโลกรัม ตามลำดับ จะสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้ แต่หากป้อนส่วนสกัดน้ำ และก็ส่วนสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 0.125-2 กรัม/กิโลกรัม ไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนู
          เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพ 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สารสกัดอัลกอฮอล์จากใบ ขนาด 200 แล้วก็ 500 มิลลิกรัม/กก.  และสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มิลลิกรัม/กก. แก่หนูขาว พบว่าสามารถยับยั้งอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้อักเสบโดย carrageenan ได้เท่ากับ 54.97, 38.01, 53.22 แล้วก็ 41.23% ตามลำดับ และก็มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านการอักเสบ prednisolone ขนาด 5 มก./กก., indomethacin ขนาด 5 มก./กิโลกรัม และ ibuprofen ขนาด 10 มิลลิกรัม/กก. เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายโจร สารสกัดอัลกอฮอล์ แล้วก็สารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มิลลิกรัม/กก. จะยั้งการเคลื่อนที่ของเซลล์เม็ดเลือดขาวในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่บริเวณท้อง พอๆกับ 40.67, 45.63 และ 35.25% ตามลำดับ แล้วก็มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านการอักเสบ prednisolone แล้วก็ ibuprofen  แล้วก็เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายโจร สารสกัดอัลกอฮอล์ แล้วก็สารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 200 รวมทั้ง 500 มก./กิโลกรัม เสมอกัน 3 แบบอย่าง สามารถยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่รอบๆพุงทิ้งเอาไว้ 5 วัน เท่ากับ 11.86 และ 19.85%, 15.15 แล้วก็ 22.78%, 11.76 รวมทั้ง 15.89% ตามลำดับ และก็มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต่อต้านการอักเสบ ibuprofen ผงใบฟ้าทะลายโจรแล้วก็สารสกัดอัลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดการอักเสบสูงที่สุด
          สาร andrographolide จากฟ้าทะลายโจรสามารถยับยั้งขั้นตอนการอักเสบได้ เมื่อป้อนให้หนูขาวในขนาด 30, 100 แล้วก็ 300 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูขาวที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan, kaolin และ nystatin ยับยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีไว้ที่ท้อง และก็ลดบวมใน adjuvant ซึ่งจะมีผลให้เกิดข้ออักเสบ andrographolide ขนาด 300 มก./กิโลกรัม จะยับยั้งการรั่วซึมของ acetic acid ซึ่งจะทำให้เกิด vascular permeability andrographolide ขนาด 20 มคกรัม/มล. จะลดการสร้าง a-tumor necrosing factor (ซึ่งเป็น cytokine ที่อยู่ในวิธีการทำให้เกิดการอักเสบ) ของเม็ดเลือดขาวโมโนซัยท์ ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide รวมทั้งเพิ่มการผลิต interleukin-1-b และก็ interleukin-6 น้อย ลดการผลิต a-tumor necrosing factor ในเม็ดเลือดแดงของอาสาสมัครร่างกายแข็งแรงที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide ได้มากกว่า 96% แต่ไม่เป็นผลยับยั้ง interleukin-1-b แล้วก็ interleukin-6 สาร andrographolide ขนาด 0.1-10 ไมโครโมล ป้องกันการยึดติดแล้วก็เปลี่ยนที่ (adhesion and transmigration)ของเม็ดเลือดขาวนิวโตรฟิลที่ถูกเหนี่ยวนำโดย -formyl-methionyl-leucyl-phenylalanine (fMLP) โดยผ่านกระบวนการที่ andrographolide จะไปลดการแสดงออก (up-expression) ของ CD11b แล้วก็ CD18 แล้วก็ไปแย่ง fMLP จับกับ phorbol-12-myristate-13-acetate (PMA) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้น protein kinase C ที่จะไปกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการสร้าง ROS (reactive oxygen species)  ส่วนสกัดจากสารสกัดฟ้าทะลายขโมย (ไม่กำหนดจำพวกของสารสกัดและก็ส่วนที่ใช้) ความเข้มข้น 100 มค.กรัม/มิลลิลิตร จะยับยั้งสารที่เกี่ยวกับกรรมวิธีเกิดการอักเสบ โดยไปยับยั้ง platelet activating factor (PAF) 82±3% รวมทั้งยั้ง fMLP 79±4%  ซึ่งเป็นสารที่ไปกระตุ้น neutrophil granulocyte ให้ผลิตสารที่จะไปนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการอักเสบ นอกจากนั้นสามารถยับยั้ง neutrophil สำหรับในการผลิต elastase ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการอักเสบได้ 73±4%   สาร andrographolide ขนาด 1-100 ไมโครโมล จะยับยั้งการสร้าง NO ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide แล้วก็ g-interferon ขนาดของสารที่สามารถยั้งได้ 50% พอๆกับ 17.4±1.1 ไมโครโมล  ยิ่งกว่านั้นยังลด inducible NO synthase protein (iNOS protein) และลดความคงตัวของโปรตีนโดยผ่านขั้นตอนการ post-transcription และสารสกัดเมทานอลจากใบมีฤทธิ์ลดการผลิต nitric oxide ของ macrophage ที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide ขึ้นรถ andrographolide และก็ neoandrographolide ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ จะมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง nitric oxide ที่ความเข้มข้น 0.1-100 ไมโครโมล รวมทั้งความเข้มข้นซึ่งสามารถยับยั้งการสร้าง nitric oxide 50% เท่ากับ 7.9 รวมทั้ง 35.5 ไมโครโมล เป็นลำดับ ผลสำหรับการออกฤทธิ์ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสาร เมื่อให้สัตว์ทดลองที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide กิน neoandrographolide ขนาด 5 แล้วก็ 25 มิลลิกรัม/กก./วัน จะยั้งการสร้าง nitric oxide 35 และก็ 40% เป็นลำดับ ส่วน andrographolide เมื่อให้ทางปาก ไม่มีฤทธิ์ดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว (3)  ยิ่งกว่านั้นยังมีการศึกษาค้นคว้าพบว่าสาร deoxyandrographolide, didehydrodeoxyandrographolide แล้วก็ neoandrographolide มีฤทธิ์ลดการอักเสบเหมือนกัน
          การศึกษาเล่าเรียนทางสถานพยาบาลในคนไข้แก่กว่า 12 ปี จำนวน 152 คน มีอาการไม่สบาย และเจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน 6 ที่ แล้วก็องค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกรุ๊ปแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล ปริมาณ 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายขโมยขนาด 3 ก./วัน ปริมาณ 48 คน ขนาด 6 กรัม/วัน ปริมาณ 51 คน กินติดต่อกันนาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการดูแลและรักษาคนเจ็บกรุ๊ปที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายมิจฉาชีพ
ขนาด 6 กรัม/วัน อาการไข้และลักษณะของการเจ็บคอจะหายไปมากกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายขโมยขนาด 3 ก./วัน  แม้กระนั้นผลของการรักษาไม่ได้ต่างอะไรกันในวันที่ 7 ของการดูแลและรักษา
ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย  สารสกัดเอทานอล 95% จากใบอย่างเข้มข้น และก็สารสกัดน้ำจากราก ยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ สารสกัดเอทานอล 80% จากราก ขนาด 12.5 มิลลิกรัม/มล. และ 25 มิลลิกรัม/มล. ได้ผลกำกวมสำหรับเพื่อการยับยั้งเชื้อ Pseudomonas aeruginosa และ S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ เป็นลำดับ แล้วก็สารสกัดน้ำร้อนจากใบอย่างเข้มข้น ให้ผลไม่ชัดเจนสำหรับในการยับยั้งเชื้อ S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อด้วยเหมือนกัน ทดสอบสารสกัดเฮกเซน แล้วก็สารสกัดน้ำจากฟ้าทะลายขโมยต้น ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัม/มล. ด้วยวิธี agar well diffusion method ไม่เป็นผลยั้งเชื้อ S. aureus เมื่อป้อนสารแขวนลอยของผงใบรวมทั้งลำต้นฟ้าทะลายมิจฉาชีพแก่หนูขาว (Wistar albino weaning rats) 3 กรุ๊ปๆละ 24 ตัว ขนาด 0.12, 1.2 รวมทั้ง 2.4 กรัม/กิโลกรัม นาน 6 เดือน โดยมีหนูอีก 24 ตัว รับประทานอาหารตามปกติ เป็นกรุ๊ปควบคุม ต่อไปวางยาสลบหนู ดูดเอาเลือดจากห้องหัวใจ ตัดเยื่อปอดแล้วก็ตับมาวางไว้ที่จานเลี้ยงเชื้อที่มี B. subtilis และ pathogenic bacteria พบว่า ฟ้าทะลายมิจฉาชีพทุกขนาดความเข้มข้นไม่เป็นผลยับยั้งแบคทีเรีย S. aureus และก็ได้ทดลองในอาสาสมัคร 10 ราย สุ่มรับประทานสมุนไพรขนาดเดียวต่อหนึ่งสัปดาห์ ตรงเวลา 4 อาทิตย์ ขนาดต่างๆที่ใช้ คือ 1, 2, 3 และก็ 6 กรัม เจาะเลือดก่อนกิ

3

เพกา
ชื่อสมุนไพร เพกา
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น ลิ้นฟ้า , หมากลิ้นฟ้า (โคราช,เลย,ภาคอีสาน) , มะลิดไม้ , มะลิ้นไม้ , ลิดไม้ (ภาคเหนือ) ,เบโก (นราธิวาส,ภาคใต้) ,หมากลิ้นช้าง , หมากลิ้นก้าง (ไทยใหญ่) ,กาโดโด้ง(กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) , ดอก๊ะ ,ดุมึง ,ด๊อกก๊ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ,โชยเตี้ยจั้ง (จีน)
ชื่อสามัญ   Broken bone, Damocles tree, Indian trumpet flower, Indian trumpet tree
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Vent.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
ตระกูล             Bignoniaceae
ถิ่นกำเนิด เพกาเป็นพืชพื้นถิ่นที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมของทวีปเอเชีย ซึ่งพบในอินเดียแล้วก็เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นครั้งแรก ในปัจจุบันสามารพบได้หลายประเทศ อาทิเช่น อินเดีย เมียนมาร์ ไทย ลาว เขมร มาเลเซีย รวมถึง จีนตอนใต้ด้วย ซึ่งชอบพบเพกาตามป่าเบญจพรรณ และก็ป่าชื้นทั่วๆไป ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถเจอเพกาได้ทุกภาคของประเทศ อย่างไรก็ดีสำหรับในการนำเพกามาทำเป็นอาหานั้น ดูเหมือนจะมีแต่คนไทยแค่นั้นที่เอามาบริโภค ส่วนประเทศอื่นๆนั้นไม่พบข้อมูลสำหรับเพื่อการนำมาบริโภคเป็นอาหารแต่อย่างใด
ลักษณะทั่วไป   เพกาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกึ่งกลางและก็เป็นไม้ ครึ่งหนึ่งผลัดใบไหมผลัดใบ สูง 5-12 เมตร ขนาดลำต้นราว 10-30 ซม. เรือนยอดเล็ก กิ่งเปราะหักง่าย แตกกิ่งก้านน้อย ต้นที่แก่น้อยมีกิ่งใหญ่กึ่งกลางกิ่งเดียว เปลือกเรียบ มีใบเป็นกลุ่มกึ่งกลาง คล้ายกับต้นปาล์ม ภายหลังจากมีดอก ลำต้นจะแยกเป็นกิ่งเกะกะ เปลือกต้น สีน้ำตาลครีมอ่อน หรือเทาอ่อน แตกเป็นสะเก็ดสี่เหลี่ยม และแผลของใบยาวถึง 150 ซม. มีสาเหตุมาจากใบที่หล่นไปแล้ว ลำต้นและก็แขนงมีรูระบายอากาศ กระจายอยู่ทั่วไป เปลือกลำต้นเรียบสีเทา มีรอยแผลเป็น จากการหลุดตกของใบ ใบประกอบแบบขน 3 ชั้น ปลายคี่ ใบขนาดใหญ่ ยาว 60-200 ซม. เรียงตรงกันข้ามกันอยู่บริเวณปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่ หรือรูปไข่ปนวงรี กว้าง 4-8 ซม. ยาว 6-12 ซม. ปลายยาว ขอบของใบเรียบ ฐานใบสอบแคบ ใบเกลี้ยง หรือมีขนสีขาวสั้นๆด้านล่าง ท้องใบนวล ก้านใบบนสุดแยกออก 1 ครั้ง ก้านใบกึ่งกลางแยก 2 ครั้ง รวมทั้งก้านใบด้านล่างแยก 3 ครั้ง ทำให้มองเห็นใบทั้งปวงเป็นสามเหลี่ยม  ก้านใบย่อยยาว 5-8 มม. ก้านใบข้าง และก้านใบร่วมโค้งพองออกที่ฐานและที่ข้อ ก้านใบยาว 0.5-2 เมตร ดอกช่อขนาดใหญ่แบบกระจะ ออกที่ปลายยอดเป็นกระจุก มีดอกย่อย 20-35 ดอก จะบานพร้อมคราวละ 2-3 ดอก ก้านช่อดอกยาว 60-180 เซนติเมตร ยื่นออกมานอกทรงพุ่มของยอด ดอกย่อยขนาดใหญ่ 8-12 เซนติเมตร กลีบสีนวลแกมเขียวโคนกลีบเป็นหลอดสีม่วงแดง หรือม่วงด้านนอก หลอดกลีบดอกไม้ยาว 2-4 เซนติเมตร รูปแตร กลีบดอกไม้ครึ้ม ขอบย่นย่อ ไม่มีพู หรือพูไม่เท่ากัน มีต่อมกระจายอยู่ด้านนอก ภายในมีขนหนาแน่น ดอกบานกลางคืน มีกลิ่นสาบฉุน และตกเช้าตรู่ มักจะมีดอกแล้วก็ผลในกิ่งเดียวกัน เกสรตัวผู้ 5 อัน ใกล้กับหลอดดอก โคนก้านมีขน เกสรตัวเมียมี 1 อัน กลีบเลี้ยงยาว 2-4 เซนติเมตร มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นรูปทรงกระบอก ปลายไม่แยกเป็นกลีบอย่างกระจ่าง เมื่อสำเร็จ กลีบเลี้ยงนี้จะเจริญรุ่งเรืองเป็นเนื้อแข็งมาก ผลเป็นฝัก แบน โค้งนิดหน่อยที่ฐาน มีสันเล็กๆที่ด้านข้าง เหมือนรูปลิ้น แขวนอยู่เหนือเรือนยอด กว้าง 6-10 ซม. ยาว 30-120 เซนติเมตร สีน้ำตาลเข้ม สีแดง ติดฝักยาก ฝักเป็นรูปกระบี่ เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 ส่วน เมล็ดแบนสีขาว  ขนาด 4-8 ซม. มีปีกบางโปร่งแสง เยื่อนี้ช่วยให้เม็ดปลิวตามกระแสลมให้ตกห่างต้นเพื่อเพาะพันธุ์ได้ไกลขึ้น
การขยายพันธุ์ เพกาสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เม็ด  โดยเลือกเมล็ดจากฝักแก่ เปลือกฝักแห้ง มีสีดำ โดยให้เก็บฝักไว้สัก 2-3 เดือน ก่อนนำมาเพาะเมล็ด เนื่องจากว่าหลังจากฝักแก่ เมล็ดเพกาจะเข้าสู่ระยะพักตัวอยู่ช่วงหนึ่ง ถ้าเกิดนำเมล็ดมาเพาะในพักหลังฝักแก่มักมีอัตราการงอกต่ำ ด้วยเหตุนี้ ก็เลยทิ้งฝักไว้สักระยะหนึ่งก่อน
การเพาะเมล็ด ควรเพาะในถุงเพาะชำ เพื่อให้ย้ายต้นลงปลูกลงในแปลงได้สบาย โดยนำเมล็ดออกจากฝัก และผึ่งแดดสัก 2-3 วันก่อน จากนั้นค่อยเอามาเพาะ  สำหรับวัสดุเพาะ ควรใช้ดินผสมกับอุปกรณ์อินทรีย์ ยกตัวอย่างเช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยธรรมชาติ และก็แกลบดำ แม้กระนั้นแม้ไม่สบายให้ใช้เพียงแต่ปุ๋ยหมักสิ่งเดียวก็ได้ โดยใช้อัตราส่วนดิน:ปุ๋ยมูลสัตว์:แกลบดำ ที่ 1:3:1 ก่อนบรรจุลงถุงเพาะชำ หลังจากนั้น นำเม็ดลงกลบ และรดน้ำให้เปียก พร้อมกับดูแลด้วยการรดน้ำบ่อยๆทุกวี่วัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง จนกระทั่งต้นจะผลิออก แล้วก็แตกใบได้ 2 ข้อ ก่อนย้ายลงปลูกเอาไว้ภายในแปลง  การปลูกเพกานิยมปลูกในต้นฤดูฝน เมื่อต้นกล้าแตกยอดได้ 2 ข้อแล้ว ให้นำกล้าเพกาลงปลูกได้ สำหรับระยะปลูกให้มีระยะห่างที่ 4×4 เมตร โดยการขุดหลุมขนาดราว 30 เซนติเมตร ลึกโดยประมาณ 30 เซนติเมตร ก่อนจะรองตูดหลุมด้วยปุ๋ยมูลสัตว์ราว 3-5 กำ และก็ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ราวๆ 1 ถือมือ พร้อมคลุกหน้าดินผสม ก่อนที่จะนำกล้าเพกาลงปลูก
ส่วนประกอบทางเคมี
ในฝักพบสาร Oroxylin A , Chrysin     ,Baicalein , Triterpene  , Carboxyliv acid , Ursolic acid
ในเมล็ดเจอสาร Flavonoids , Chrysin , Oroxylin A ,Terpene , Baicalein , Saponins , Benzoic acid  , 6-Glucoside , Tetuin
สำหรับส่วนประกอบของน้ำมันของเม็ดเจอสาร
Caprylic, Lauric  , Myristic ,Palmitic ,Palmotoleic ,Stearic ,Oleic , Linoleic acid
ในใบพบสาร Flavones  ,Baicalein ,Glycosides ,6,7-Glucuronides,7-Glucuronides , Chrysin , Scutellarein , Anthraquinone , Aloe emodin
ส่วนของลำต้นพบสาร Oroxylin A  ,Baicalein  ,Chrysin ,7-Glucuronides, Biochanin A ,Ellagic acid , Puunetin ,B-sitosterols ,b-Methylbailein  ,Lapachol
ส่วนรากพบสาร  Oroxylin A  ,  Baicalein , Chrysin, Pterocarpan , Rhodioside  ,D-Galatose ,Sitosterol
ที่มา : wikipedia
ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของเพราะนั้นมีดังนี้
คุณประโยชน์ทางโภชนาการในยอดอ่อนเพกา (100 กรัม) พลังงาน 101 กิโลแคลอรี โปรตีน 6.4 กรัม ไขมัน 2.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 13.0 กรัม วิตามินบี1 0.18 มก. วิตามินบี2 0.69 มก.แล้วก็วิตามินบี3 2.4 มิลลิกรัม  ฝักอ่อนของเพกา (ต่อน้ำหนัก 100 กรัม) วิตามินซี 484 มิลลิกรัม วิตามินเอ 8,200 มก. แคลเซียม 13 มก., ฟอสฟอรัส 4 มก., โปรตีน 0.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 14 กรัม, ไขมัน 0.5 กรัม, เส้นใย 4 กรัม
ประโยชน์/สรรพคุณ  คุณประโยชน์ซึ่งมาจากเพกานั้นส่วนใหญ่นิยมเอามารับประทานเป็นของกิน ยกตัวอย่างเช่น ฝักอ่อน อายุฝักราว 1 เดือน (ที่ขนาดไม่ใหญ่มากนัก สามารถใช้เล็บมือจิกลงไปได้) จัดเป็นผักประจำถิ่นที่นิยมนำมากินด้วยการลวกหรือปิ้งไฟ คู่กับน้ำพริก เมนูลาบต่างๆและก็ซุปหน่อไม้ ซึ่งฝักอ่อนนี้ เมื่อกินจะมีรสขมอ่อนๆดังนี้ การปิ้งไฟ นิยมย่างไฟจากเตาถ่าน แม้กระนั้นบางทีอาจปิ้งจากไฟลุกไหม้ก็ได้ โดยย่างให้เปลือกฝักอ่อนร้อน และอ่อนตัวกระทั่งไหม้เกรียมเป็นสะเก็ดดำ แล้วหลังจากนั้นค่อยขูดสะเก็ดดำออก ก่อนนำมาหั่นกิน    ใบ รวมทั้งยอดอ่อน ประชาชนนิยมนำมารับประทานดิบหรือลวกหรือย่างไฟ คู่กับน้ำพริก ซุปหน่อไม้ รวมทั้งเมนูลาบต่างๆรวมทั้งนำมาผัดใส่กุ้ง หรือยำใส่กระเทียมเจียว ดังนี้ ใบอ่อน และก็ยอดอ่อน มักไม่นิยมเด็ดมารับประทานมากเท่าไรนัก เพราะจำเป็นต้องให้ยอดเติบโต และติด ดอกบานนิยมนำมาลวกแค่นั้น เนื้อดอกเมื่อลวกแล้วจะมีความนุ่ม รวมทั้งให้รสขมน้อยกว่าฝักอ่อน แล้วก็ยอดอ่อน นับได้ว่าเป็นส่วนที่อร่อยมากที่สุด และมักจะใช้สำหรับกินคู่กับน้ำพริก ส่วนการใช้ประโยชน์อื่นๆนั้น อาทิเช่น แก่นไม้เพกา ในบางพื้นของภาคอีสาน นิยมใช้เผาถ่านสำหรับทำผงถ่านผสมทำดินปืนหรือดินบั้งไฟ ดังนี้ สามารถเผาเป็นถ่านได้ในรูปไม้สด เนื่องจากว่าเนื้อไม้สดค่อนข้างจะแห้งอยู่แล้ว แล้วก็เผาในรูปขอนไม้แห้ง ซึ่งเผาได้ง่ายดายกว่า แต่ตอนนี้ ไม่ค่อยนิยมแล้ว เนื่องด้วย ต้นเพกาในอีสานหายากขึ้น แล้วก็หันมาใช้ไม้ยูคาลิปตัสแทน ส่วนฝักเพกาแก่ นิยมนำมาตากแห้ง รวมทั้งส่งออกต่างถิ่นเพื่อใช้ทำยาสมุนไพร สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ นอกจากนั้นคนภูเขายังคงใช้เปลือกต้นเพกาย้อมผ้าให้ได้สีเขียวอีกด้วย
นอกเหนือจากนี้เพกายังมีคุณประโยชน์ทางยาอีกด้วย ดังนี้  ตำรายาไทย  ใช้  เม็ด ต้มน้ำกิน แก้ไอแล้วก็ขับเสลด ใช้เป็นยาระบาย เมล็ดแก่ มีรสขม เป็นยาระบาย แก้ไอ ขับเสลด เม็ดแห้ง ทำน้ำจับเลี้ยงแก้ร้อนใน อยากดื่มน้ำ ฝักแก่ มีรสขมรับประทานได้ แก้ร้อนในอยากกินน้ำ ช่วยเจริญอาหาร หยุดไอ ฝักอ่อน มีรสขมร้อน ใช้เป็นยาขับลม
ใบ มีรสฝาดขม ต้มน้ำกินแก้เจ็บท้อง เจริญอาหาร แก้ปวดข้อต่างๆ
เปลือกต้น -รสฝาดเย็น แล้วก็ขมนิดหน่อย เป็นยาสมานแผล ทำน้ำเหลืองให้ปกติ ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือดดับพิษเลือด บำรุงโลหิต แก้เสลดจุกคอ ขับเสลด แก้บิด แก้อาการจุกเสียด
ราก   มีรสฝาดเย็น ขมน้อย ใช้บำรุงธาตุ ทำให้เกอดน้ำย่อยของกิน เจริญอาหาร   แก้ท้องเดิน แก้บิด แก้ไข้สันนิบาต
เพกาทั้งยัง 5    คือการใช้ส่วนราก ใบ ดอก ผล ต้น รวมกันจะมีรสฝาดเย็น มีคุณประโยชน์สมานแผล แก้อักเสบบวม แก้ท้องร่วง บำรุงธาตุ แก้น้ำเหลืองเสีย แก้ไข้เพื่อลม เพื่อเลือด

แบบ/ขนาดวิธีการใช้
ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข      นำเปลือกต้นฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการบวม ฟกช้ำ รวมทั้ง อักเสบ  หรือนำเปลือกเพกาฝนทาบริเวณฝีแก้ปวดฝี        เปลือกต้นตำผสมกับเหล้า     ใช้เป็นยากวาดประสะพิษซางเด็กรูปแบบเม็ดเหลือง      แก้ละอองขึ้นในปาก คอลิ้น แก้ละอองไข้     ใช้ฉีดพ่นตามตัวคนคลอดลูกที่ทนการอยู่ไฟมิได้ ทำให้ผิวหนังชา     ทาบริเวณฝี แก้ปวดฝีทาแก้อาการฟกบวมอักเสบ  เปลือกต้นสดตำผสมกับน้ำส้ม  (ซึ่งได้จากรังมดแดง) หรือเกลือสินเธาว์    รับประทานขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด แก้บิด แก้อาเจียนไม่หยุด    กินแก้เสลดจุกคอ (ขับเสลด) ขับเลือดเน่าในเรือนไฟ บำรุงเลือด
ยิ่งไปกว่านี้ ช่วยรักษาโรคโรคเบาหวาน ด้วยการใช้เปลือกเพกา เปลือกต้นไข่เน่า ใบไข่เน่า แก่นลั่นทม บอระเพ็ด ใบมัน รากหญ้าค้าง รวม 7 อย่าง น้ำหนักอย่างละ 2 บาท เอามาต้มกับน้ำดื่มครั้งละ 1 แก้วเล็ก ก่อนที่จะกินอาหาร เช้าและเย็น  ช่วยแก้แล้วก็ทุเลาอาการไอ และขับเสมหะโดยใช้เม็ดแก่เพการาวๆครึ่งกำมือถึงหนึ่งกำมือ (1.5 – 3 กรัม) ใส่เอาไว้ภายในหม้อที่เติมน้ำ 300 มล. แล้วต้มไฟอ่อนๆจนกระทั่งเดือดราวๆ 1 ชั่วโมง แล้วเอามาดื่มทีละ 1 แก้ว รุ่งเช้า ช่วงเวลากลางวัน เย็น จนกว่าอาการจะ  แก้โรคไส้เลื่อน ด้วยการใช้เปลือกต้นเพกา รากเขยตาย ต้นหญ้าตีนนก นำมาตำรวมกันให้รอบคอบ แล้วค่อยนำไปละลายกับน้ำข้าวขัดถู ใช้ขนไก่ชุบพาด นำมาทาลูกอัณฑะ
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ     ฟลาโวนอยด์ที่สกัดจากเพกาสามารถลดการอักเสบในเท้าของหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้บวมด้วย dextran และก็จะส่งผลลดบวมเยอะขึ้นเรื่อยๆเมื่อใช้ร่วมกับ a-chymotrypsin  สารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ลดการอักเสบในหนูที่ถูกกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอักเสบด้วยอัลบูมินจากไข่  ฟอร์มาลิน และก็ฮีสตามีน แม้กระนั้นไม่มีผลในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยซีรัมจากม้า หรือไซลีน (xylene)  นอกเหนือจากนี้ยังพบว่าสารสกัดจากเปลือกมีฤทธิ์ลดการแพ้ในหนูที่กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้ได้มากกว่าหนูปกติ
           จากการศึกษาฤทธิ์ต้านทานการอักเสบในหลอดทดลอง พบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นเพกามีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยั้งสารในร่างกายที่ก่อให้เกิดการอักเสบ คือ PGE2 รวมทั้ง NF-kB แล้วก็ยังออกฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดสอบด้วยการหยุดยั้งแนวทางการขบวนการออกซิเดชันของไขมัน (lipid-peroxidation)  นอกจากนี้ยังพบว่าสารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทนจากเปลือกต้น แล้วก็รากมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยยั้งเอนไซม์ 5-lipoxygenase รวมทั้งพบว่าสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นรวมทั้งรากของเพกาก็มีฤทธิ์ยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี 5-lipoxygenase ได้ด้วยเหมือนกัน โดยมีฤทธิ์ใกล้เคียงกับ fisetin ซึ่งใช้เป็นสารมาตรฐานสำหรับเพื่อการทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบ  นอกเหนือจากนั้นยังพบว่าสารสกัดด้วยน้ำจากเปลือกยังสามารถลดการอักเสบได้โดยลดการหลั่งเอนไซม์ myeloperoxidase
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งแก้ท้องเสียสารสกัดไดคลอโรมีเทนของเปลือกต้น แล้วก็รากของเพกา มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียได้หลายสายพันธุ์อาทิเช่น Bacillus subtilis, Staphylococcus aureus, Escherichia coli และก็ Pseudomonas aeruginosa รวมทั้งยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อราCandida albicans และเจอสาร lapachol ที่สกัดได้จากเปลือกต้นรวมทั้งรากของเพกา มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อ B. subtilis และ S. aureus ได้เสมอกันกับยา streptomycin  สารสกัดเพกาต้นด้วยการต้ม ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella typi type 2 (ค่า MIC พอๆกับ 125 มิลลิกรัม/มล.) แต่มีฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเชื้อ Staphylococcus aureus (ค่า MIC เท่ากับ 15.13 มก./มล.) (2) สารสกัดจากฝักด้วยเอทานอล (80%) ขนาด 12.5 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร มีฤทธิ์ไม่แน่นอนต่อเชื้อ S. aureus แล้วก็ Escherichia coli
สำหรับสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรซึ่งมีเปลือกเพกาเป็นองค์ประกอบ และก็ใช้ทุเลาอาการท้องร่วงที่มิได้เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการตำหนิดเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์ลดอาการท้องร่วงในหนูเม้าส์ที่ทำให้ท้องเดินด้วยน้ำมันละหุ่ง และก็มีฤทธิ์ยั้งการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเรียบในลำไส้เล็กขิงหนูตะเภา  นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอุจจาระตก 6 สายพันธุ์ในหลอดทดสอบหมายถึงBacillus cereus ATCC 14579, Escherichia coli ATCC 25922, Salmonella typhimurium ATCC 11331, Shigella flexneri  DMSC 1130, Staphylococcus aureus ATCC 25923, Vibrio parahaemolyticus DMST 5665 และ แบคทีเรียที่แยกได้จากอาหาร ขึ้นรถสกัดด้วยน้ำจะออกฤทธิ์ดีกว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์รวมทั้งสารสกัดของสมุนไพรลำพังแต่ละจำพวกที่เป็นส่วนประกอบในตำรับยานี้
ฤทธิ์ต้านทานการหดเกร็งกล้ามเนื้อ  สารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลและก็น้ำ (1:1) มีฤทธิ์ต้านทานการหดเกร็งของกล้ามเนื้อของลำไส้เล็ก เมื่อทำการทดลองในหนูตะเภาที่ถูกทำให้เกิดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อส่วนลำไส้เล็กด้วย acetylcholine รวมทั้ง histamine
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ การเล่าเรียนใช้สารสกัดจากใบเพกาในการต้านสารอนุมูลอิสระ DDPH และก็ยั้งสารอนุมูลอิสระ Nitric Oxide พบว่า สารสกัดสามารถออกฤทธิ์ยับยั้งในค่า IC50 = 24.22 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร รวมทั้ง ค่า IC10 = 129.81 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ของสารทั้ง 2 ตามลำดับ
ฤทธิ์ต้านทานโรคมะเร็ง การศึกษาทดสอบสารสกัดจากเพกาชื่อ Baicalein ในการต้านเซลล์ของมะเร็ง HL-60 พบว่า สาร Baicalein สามารถยั้งเซลล์ของโรคมะเร็ง HL-60 ได้มากกว่าร้อยละ 50 ข้างใน 36-48 ชั่วโมง
การเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ มีการทดลองกรอกสารสกัดรากเพกาด้วยน้ำร้อนแก่หนูเพศผู้ในขนาด 1 โมล/กิโลกรัม มีแถลงการณ์ว่าทำให้เกิดพิษ Dhar และแผนก กระทำการทดลองฉีดสารสกัดฝักเพกาด้วยเอทานอลและน้ำ (1:1) รวมทั้งสารสกัดรากเพกาด้วยเอทานอลรวมทั้งน้ำ (1:1) เข้าท้องหนู พบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดที่หนูสามารถทนได้ (maximum tolerated dose)หมายถึง100 มิลลิกรัม/กก. แล้วก็ 1 ก./กิโลกรัม เป็นลำดับ (4) ธีระยุทธ ได้กระทำการทดลองความเป็นพิษฉับพลันของสารสกัดเปลือกเพกาด้วยเอทานอล (70%) โดยการฉีดเข้าท้องรวมทั้งกรอกลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 100 มก./กก.น้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่ก่อให้เกิดพิษทันควันในหนู แล้วก็เมื่อทดสอบความเป็นพิษกระทันหันโดยใช้สารสกัดในขนาดสูงขึ้น คือ 400 และก็ 800 มิลลิกรัม/กก.น้ำหนักตัว พบว่าสารสกัดไม่ส่งผลให้เกิดพิษรุนแรงเมื่อให้โดยการกรอกลงกระเพาะหนู แม้กระนั้นนำมาซึ่งการก่อให้เกิดพิษกระทันหันได้เมื่อฉีดเข้าท้องในขนาด 800 มก./กิโลกรัม สำหรับความเป็นพิษครึ่งหนึ่งทันควันของสารสกัด พบว่าเมื่อกรอกสารสกัดลงกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 400 และก็ 800 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว ทุกวี่ทุกวันเป็นเวลา 30 วัน  พบว่าไม่กระตุ้นให้เกิดพิษกระทันหันในหนู
รวมทั้งเมื่อป้อนสารสกัดจากตำรับยาเหลืองปิดสมุทรขนาด 5 กรัม/กก. ครั้งเดียวให้หนูแรท ดูความประพฤติภายใน 14 วัน ไม่เจอพิษแบบกะทันหันแล้วก็ความแปลกของอวัยวะภายใน รวมทั้งเมื่อให้สารสกัดขนาด 1, 2 และ 4 กรัม/กก./วัน แก่สัตว์ทดสอบติดต่อกันตรงเวลา 90 วันไม่พบพิษแบบกึ่งเรื้อรัง ไม่พบความเปลี่ยนไปจากปกติของน้ำหนักตัว ค่าตรวจทางเลือดวิทยา และก็ทางวิชาชีวเคมี และก็การเปลี่ยนแปลงในพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน  สำหรับตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่มีเพกา ชุมเห็ดเทศ (Senna alata (L.) Roxb.) และยาเขียว (Thunbergia laurifolia Lindl.) ซึ่งออกฤทธิ์ต่อต้านโรคมะเร็งในหลอดทดลอง ก็พบว่ามีความปลอดภัยสำหรับในการทดลองความเป็นพิษแบบรุนแรงในสัตว์ทดลอง
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ จากการทดลองฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ โดยแนวทาง Ames’ test จากผลการทดสอบพบว่าสารสกัดในขนาดสูงสุดสำนักงานทดสอบ (2 มิลลิกรัม/จานเพาะเชื้อ) กับ Salmonella typhimurium สายพันธุ์ TA98 แล้วก็ TA100 พบว่าไม่มีคุณลักษณะสำหรับเพื่อการนำมาซึ่งการ กลายพันธุ์ อมรศรี และก็แผนก พบว่าสารสกัดเพกาที่ได้จากการต้มมีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ เมื่อทดสอบโดยแนวทาง Ames’ test
การวัดความเป็นพิษของสารสกัดจากเพกาโดยวิธี somatic mutation and recom bination test ในแมลงหวี่ พบว่าสารสกัดเพกาในขนาด 120 มก./มล. สามารถนำมาซึ่ง somatic mutation ได้  โดยพบว่าแมลงหวี่ที่ได้รับสารสกัดมีจำนวนจุดบนปีกน้อยลง เมื่อเปรียบเทียบกับแมลงหวี่กลุ่มควบคุม รวมทั้งมีกล่าวว่าส่วนสกัดอัลกอฮอล์ของเพกาเมื่อเอามาทำปฏิกิริยากับเกลือไนไตรท์ในสถานการณ์โอบล้อมที่เป็นกรดแล้วนำมาทดลองการกลายพันธุ์ พบว่าสินค้าที่เกิดขึ้นมีฤทธิ์ก่อการกลายพันธุ์
ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  • หญิงมีท้องไม่สมควรกินฝักอ่อนของเพกา เพราะมีฤทธิ์ร้อน โดยอาจจะทำให้แท้งลูกได้
  • พึงระวังสำหรับการใช้เพการ่วมกับยากลุ่มต้านทานการแข็งตัวของเกร็ดเลือด อย่างเช่น แอสไพริน (aspirin) ,วาฟาริน (warfarin) , สารสกัดแปะก๊วย (Ginko biloba)
  • เพกาเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อนอาจส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงได้ อาทิเช่น เกิดการระคายกระเพาะได้
เอกสารอ้างอิง

  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 1): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิก และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพร ที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา.สมุนไพรทีใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • จีรเดช มโนสร้อย วรพงษ์ กิจดำรงธรรม ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ อรัญญา มโนสร้อย. การทดสอบความเป็นพิษแบบเฉียบพลันของสารสกัดตำรับยารักษาโรคมะเร็งที่คัดเลือกจากฐานข้อมูลตำรายาสมุนไพรไทย มโนสร้อย 2. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก 2553;8(2):54.
  • อมรศรี ช่างปรีชากุล อริศรา เวชกัลยามิตร มาลิน จุลศิริ ปัญญา เต็มเจริญ.  การต้านสารก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดน้ำจากพืช สมุนไพรชนิดที่สามารถนำมาปรุงเป็นเครื่องดื่ม. Special project, Faculty of pharmacy, Mahidol university,1991.
  • เพกา.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหิทยาลัยอุบลราชธานี
  • Ali RM, Houghton PJ, Raman A, Hoult JRS.  Antimicrobial and antiinflammatory activities of extracts and  constituents of Oroxylum indicum (l.) Vent.  Phytomedicine 1988;5(5):375-81.
  • เพกา.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ป่วยติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • อุดมการณ์ อินทุใส และปาริชาติ ทะนานแก้ว . สมุนไพรไทย ตำรับยา บำบัดโรค บำรุงร่างกาย.2549.
  • ธีระยุทธ กลิ่นสุคนธ์.  รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน (ครั้งที่ 2): โครงการย่อย “การวิจัยด้านพิษวิทยา”.  การสัมมนาเรื่อง “การพัฒนาการใช้สมุนไพรทางคลินิกและการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคเขตร้อน” 26-27 ก.พ. 2530, มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เพกา/ลิ้นฟ้า สรรพคุณและการปลูกเพกา.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพิชเกษตรไทย http://www.disthai.com/
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์. การพัฒนาตำรับยาแผนโบราณเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน. การสัมมนาเรื่อง “การเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านสมุนไพรสู่ระดับอุตสาหกรรม ครั้งที่ 2”, 19-20 มีนาคม ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ, 2552.
  • ขวัญฤทัย คำฝาเชื้อ.2551.พฤกษศาสตร์พื้นบ้านของชาวกะเหรี่ยง ที่ตำบลบ้านจันทร์และแจ่มหลวง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ .วิทยานิพนธ์(วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.271 หน้า
  • Glinsukon T. Toxicological report. Symposium on Development of Medicinal Plants for Tropical Diseases, 26-27 February, Bangkok, Thailand, 1987. p.110-4.
  • เพกา.กลุ่มยาแก้โรคบิด ท้องเดิน ท้องร่วง โรคกระเพาะ.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด .โครงการอนุรักษ์พันธุกรมมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  •   Siriwatanametanon N, Fiebich BL, Efferth T, Prieto JM, Heinrich M. Traditional Used Thai Medicinal Plants: In Vitro Anti-inflammatory, anticancer and Antioxidant Activities. J Ethnopharmacol 2010; 130:196-207.
  • Golikov PP, Brekhman II. Pharmacological study of a liquid extract from the bark of Oroxylum indicum.  Rastit, Resur 1967; 3(3): 446.
  • พัฒน์ สุจำนงค์.  ตำรายาไทย-จีนยากลางบ้าน ยาสมุนไพร และยาแผนโบราณ.  ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แพร่วิทยา, 2524. หน้า 363.
  •   Chen CP, Lin CC, Namba T.  Development of natural crude drug resources from Taiwan. (VI). In vitro studies of the inhibitory effect on 12 microorganisms.  Shoyakugaku Zasshi 1987; 41(3):215-25.
  • แก้ว กังสดาลอำไพ วรรณี โรจนโพธิ์. การประเมินฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ของสมุนไพรไทยในรูปของยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และสมุนไพรบางชนิด โดยวิธีเอมส์เทสต์. รายงานผลการวิจัยเอกสารด้านการแพทย์แผนไทยโดยศูนย์ประสาน

4

งาขาว
ชื่อสมุนไพร งาขาว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น นีโซไอยู่มั้ว (จีน) ซะติด ซะเจี่ย (เมื่อน)
ชื่อสามัญ Sesame seeds (white)
ชื่อวิทยาศาสตร์   Sesamum  orientale Linn.
วงศ์ PEDALIACEAE
ถิ่นเกิด
งาขาวมีบ้านเกิดเมืองนอนเช่นเดียวกันกับ งาดำเป็นงาขาวเป็นไม้ล้มลุกที่มีมาแต่โบราณ มีแหล่งเกิดในแถบประเทศเอธิโอเปีย ถัดมาก็ถูกนำเข้าไปยังอินเดีย จีน รวมถึงแถบแอฟริกาเหนือและก็เอเชียใต้ ในราวราว 2000 ปี ก่อนคริศตกาลแล้วก็ในศตวรรษที่ 17 ได้ถูกนำเข้าไปในทวีปอเมริกาส่วนในประเทศไทย งา ก็เป็นที่รู้จักกันมาช้านาน ซึ่งประยุกต์ใช้ผลดีได้ทั้งยังทางยา อาหาร และก็เครื่องสำอาง
ลักษณะทั่วไป
งาขาว เป็นไม้ล้มลุกที่แก่ฤดูเดียว มีลำต้นตั้งตรงจรดยอด สูงประมาณ 50-150 เซนติเมตร ลำต้นไม่แตกกิ่งแขนง แต่บางจำพวกอาจมีการแตกกิ่งกิ่งก้านสาขา ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ เป็นสี่เหลี่ยม มีขนสั้นๆปกคลุมหนา ลำต้นมีร่องยาวตามความสูงของลำต้น เปลือกลำต้นบาง สีเขียวเข้มหรือมีสีอมม่วง สามารถดึงลอกเป็นเส้นได้
ใบงาขาว ออกเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงกันข้ามกันตามความสูงของลำต้น ประกอบด้วยก้านใบทรงกลมสีเขียวหรือสีม่วงแดง ยาวโดยประมาณ 5 เซนติเมตร ส่วนแผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปหอกยาว กว้างประมาณ 3-5 ซม. ยาวราวๆ 8-15 ซม. โคนใบมน เป็นฐานกว้าง และค่อยเรียวลงจนปลายใบแหลม แผ่นใบมีสีเขียวสด มีร่องตามเส้นกิ้งก้านใบ ขอบของใบเรียบหรือเป็นหยัก
ดอกงาขาวเป็นดอกลำพังหรือเป็นกลุ่มรอบๆซอกใบ 1-3 ดอก ประกอบด้วยก้านดอกสั้น ประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ถัดมาเป็นกลีบรองดอกสีเขียว จำนวน 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมชิดกันห่อฐานดอก ถัดมาเป็นกลีบที่มีลักษณะเป็นกรวยยาว กลีบดอกอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อแก่หรือบานจะมีสีขาว ยาวเป็นทรงกรวย ประมาณ 4-5 ซม. ปลายกลีบห้อยลงดิน และก็แยกออกเป็น 2 กลีบเป็นกลีบล่างที่ยาวกว่า รวมทั้งกลีบบนที่มีปลายหยักเป็น 3 แฉก ต่อมาข้างในดอกจะมีสีกลีบดอกภายในเป็นสีเหลือง มีเกสรตัวผู้ 4 อัน แบ่งเป็น 2 คู่ แต่งละคู่ยาวแตกต่างกันส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน ยาว 1.5-2 เซนติเมตร ปลายก้านเกสรแยกออกเป็น 2-4 แฉก ทั้งนี้ ดอกงาขาวจะเริ่มบานในช่วงเวลาเช้า แล้วก็กลีบจะตกลงดินในตอนเวลาเย็น
ผลของงาขาวเรียกว่า ฝัก ฝักอ่อนมีลักษณะทรงกระบอกออกจะกลม ปลายฝักเป็นจะงอยแหลม เมื่อฝักใหญ่จะแบ่งเป็นร่องๆตามความยาวของฝัก ยาวราวๆ 2-3 ซม. เปลือกฝักครึ้ม มีสีเขียว แล้วก็มีขนปกคลุม เมื่อฝักแก่กลายเป็นสีดำอมเทา และก็ปริแตก ทำให้เมล็ดตกลงดิน  ด้านในฝักมีเม็ดขนาดเล็กสีขาวมากมาย เรียงซ้อนแยกกันในแต่ละร่องพู เม็ดมีรูปไข่ เปลือกเม็ดบางมีสีขาว มีกลิ่นหอมสดชื่น ใน 1 ฝัก จะมีเมล็ดประมาณ 70-100 เม็ด
การขยายพันธุ์
                งาขาว ที่ปลูกกันทั่วไปมี 6 ชนิด เป็นต้นว่า

  • จำพวกเมืองเลย ปลูกมากมายที่จังหวัดเลยรวมทั้งรอบๆชายแดนไทย-ลาว แล้วก็ตอนจังหวัดเลยถึงอุตรดิตถ์
  • พันธุ์เชียงใหม่ ปลูกมากมายที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและก็จังหวัดเชียงใหม่
  • จำพวกชัยบาดาลหรือสมอทอด ปลูกมากมายที่จังหวัดเพชรบูรณ์และก็ลพบุรี แม้กระนั้นเดี๋ยวนี้มีจำนวนน้อยมาก
  • ชนิดร้อยเอ็ด.1
  • ประเภทมข.1
  • จำพวกมหาสารคาม 60 มีเขตเกื้อหนุนการปลูก ตัวอย่างเช่น จังหวัดสระบุรี จังหวัดลพบุรี เพชรบูรณ์ พิษณุโลก แล้วก็กาญจนบุรี


งาเป็นพืชเขตร้อนชอบอาการร้อนและแดดจัด อุณหภูมิที่สมควรต่อการเติบโต ราวๆ 27-30 องศาเซลเซียส ไม่ชอบอากาศหนาวเย็น ถ้าเกิดอุณหภูมิต่ำลงมากยิ่งกว่า 20 องศาเซลเซียส การงอกจะช้าลง หรือ บางครั้งก็อาจจะหยุดชะงักการเจริญเติบโต แต่หากอุณหภูมิสูงขึ้นมากยิ่งกว่า 40 องศาเซลเซียสจะก่อให้การผสมเกสรติดยาเสพย์ติดกการสร้างฝักเป็นได้ช้า
   ฤดูปลูก

  • ต้นฤดูฝน เริ่มปลูกตั้งแต่ก.พ.-ม.ย. แล้วก็เก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่สิ้นเดือน ม.ย.-เดือนมิถุนายน ส่วนมากจะปลูกภายในพื้นที่นาก่อนการปลูกข้าว มีพื้นที่ปลูกประมาณปริมาณร้อยละ 70 ของพื้นที่ปลูกงาทั่วประเทศ แหล่งปลูกงาต้นฤดูฝนได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ นครราชสีมา สระบุรี ลพบุรี จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดเพชรบูรณ์ สุโขทัย ลำพูน น่าน และสุราษฏร์ธานี
  • ปลายฤดูฝน เริ่มปลูกตั้งแต่ก.ค.-เดือนสิงหาคม และเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่สิ้นเดือน พฤศจิกายน-ธันวาคม ส่วนมากจะปลูกลงในภาวะพื้นที่ไร่หรือที่ดอน ปลูกหลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ มีพื้นที่ปลูกราวร้อยละ 30 ของพื้นที่ปลูกงาทั้งประเทศ แหล่งปลูกงาปลายฤดูฝนที่สำคัญ ได้แก่ จังหวัด กาญจนบุรี พิษณุโลก จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ และก็เลย
ส่วนการปลูกงาขาวนั้นสามารถทำเป็นดังต่อไปนี้

  • การเตรียมดิน การเตรียมดินเป็นปัจจัยที่สำคัญในการปลูกงาเหตุเพราะเมล็ดงามีขนาดเล็ก ต้องมีการเตรียมดินให้ร่วนซุย จะช่วยให้งาแตกหน่อก้าวหน้ารวมทั้งมีความสม่ำเสมอ การไถลูกพรวนจะมากหรือน้อยครั้งขึ้นอยู่กับองค์ประกอบและก็จำพวกของเนื้อดิน ถ้าเกิดเป็นดินร่วนทรายจะไถ 1-2 ครั้ง ส่วนดินเหนียวต้องไถมากมายครั้งกว่าดินร่วนซุยโดยไถ 2-3 ครั้ง เพื่อย่อยดินให้ละเอียดจะให้ผลผลิตสูงกว่าไถเพียงครั้งเดียว
  • วิธีปลูก การปลูกงาขาวมีอยู่ 2 แนวทางคือ
  • การปลูกแบบหว่าน เกษตรกรจำนวนมากนิยมนำมาปลูกงาด้วยวิธีนี้ โดยภายหลังจากตระเตรียมดินก็ดีแล้ว จะใช้เม็ดงาหว่านให้กระจายสม่ำเสมอ อัตราเมล็ดพันธุ์ 1-2 กิโลกรัม/ไร่
  • การปลูกแบบโรยเป็นแนว ในการทำร่องสำหรับโรยเมล็ด ส่วนมากใช้คราดกาแถว ระยะระหว่างแถว 50 เซนติเมตร อัตราเมล็ดพันธุ์ 2-3 กก./ไร่ การปลูกเป็นแนวจะให้ผลผลิตสูงกว่าการปลูกแบบหว่าน
  • การใส่ปุ๋ย ดินปนทรายหรือดินร่วนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 20-30 โล/ไร่ ดินร่วมปนดินเหนียว ใช้ปุ๋ยสูตร 20-20-0 ในอัตรา 20-25 โล/ไร่
  • การดูแลรักษา การปลูกงาขาวไม่ต้องการดูแลมากสักเท่าไรนัก ข้างหลังการหว่านเม็ดแล้วเกษตรกรจะปลดปล่อยให้งาเติบโตตามธรรมชาติ แต่มั่นตรวจทานแปลงเป็นระยะ ถ้าหากเจอโรคหรือแมลงระบาดให้ฉีดพ่นด้วยสารกำจัดศัตรูพืช ส่วนการปลูกเอาไว้ในหน้าแล้งหรือพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้งอาจมีการให้น้ำเป็นระยะ
  • การเก็บเกี่ยวผลผลิต งาขาวแก่เก็บเกี่ยวประมาณ 70-120 วัน ข้างหลังปลูก ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ แล้วก็เริ่มเก็บฝักได้ในระยะฝักแก่สีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ใบมีสีเหลือง และก็ร่วงหล่นใกล้หมด และเก็บในระยะที่เปลือกฝักยังไม่ปริแตก การเก็บเกี่ยวงาขาวจะใช้แนวทางถอนทั้งต้น ก่อนเด็ดฝักแยกออกมาจากลำต้น แล้วตีให้ฝักแตกสามัคคีเม็ดงาออก ซึ่งบางทีอาจใช้ไม้ตีหรือใช้เครื่องตีแยกฝัก


ส่วนประกอบทางเคมี เม็ดงาขาวมีน้ำมัน 44-58% โปรตีน 18-25% ที่มีกรดอะมิโนที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมือนกันกับถั่วเหลืองคาร์โบไฮเดรตโดยประมาณ 13.5% และก็ขี้เถ้า 5% (Borchani et al.,2010) น้ำมันงาราว 50% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว 35% รวมทั้งอีก 44% เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว ระหว่างที่ 45% ของกากงาประกอบด้วยโปรตีน 20% (Ghandi, 2009) ส่วนส่วนประกอบทางเคมีที่มีในเมล็ดงาขาวนั้นก็มีเช่นเดียวกับงาดำ เช่น กรดไขมันตัวอย่างเช่น oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid, สารกลุ่ม lignan, ชื่อ sesamol, d-sesamin, sesamolin, สารอื่นๆเช่น sitosterol  ส่วนค่าทางโภชนาการของงาขาวมีดังนี้

คุณค่าทางโภชนาการงาขาว (งาขาวดิบ 100 กรัม)
                งาขาวดิบ             
น้ำ                           3.9          กรัม
พลังงาน                 658         กิโลแคลอรี่
โปรตีน                    20.9        กรัม
ไขมัน                       57.1        กรัม
คาร์โบไฮเดรต                        15.0        กรัม
ใยอาหาร                                4.6          กรัม
เถ้า                           3.1          กรัม
แคลเซียม                               86           มก.
เหล็ก                       7.4          มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส                              650         มิลลิกรัม
เบต้า แคโรทีน                        0              มก.
ไทอะมีน                 1.08        มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน                           0.11        มก.
ไนอะซีน                  3.3          มก.
 
ประโยชน์/คุณประโยชน์
งาขาวใช้เป็นส่วนประกอบของของหวาน อาทิเช่น กระยาสาดข้าวเหนียวแดง หรือใช้ตกแต่งขนมปังหรือของหวานต่างๆรวมถึงใช้สกัดน้ำมันงาสำหรับใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆได้แก่ ใช้สำหรับทำครัว โดยเฉพาะของกินจำพวกทอดต่างๆ ใช้เป็นองค์ประกอบของอาหารเสริม  ใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง ได้แก่ โลชั่นที่มีไว้บำรุงผิว น้ำหอม สบู่ เป็นต้น ใช้ในอุตสาหกรรมยา รวมทั้งอาหาร เช่น ใช้เป็นส่วนผสมสำหรับการผลิตช็อกโกแลต การสร้างเนยเทียม เป็นต้น  ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์  ใช้ทารักษาแผล  ใช้ชโลมผม ช่วยทำให้ผมมันวาววับ ใช้ทารักษาโรผิวหนัง ผื่นผื่นคัน มีการทำการศึกษาในงาขาวพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับถั่วเหลืองและก็ใช่แล้วพบว่า มีไขมันสูงยิ่งกว่าถั่วเหลืองราวๆ 3 เท่า รวมทั้งสูงกว่าไข่ ราวๆ 4-6 เท่า มีโปรตีนสูงกว่าไข่ประมาณ 5% แต่ว่าต่ำยิ่งกว่าถั่วเหลืองประมาณ 2 เท่า นอกจากนี้โปรตีนในงาขาวยังต่างจากพืชเชื้อสายถั่วแล้วก็พืชให้น้ำมันอื่นๆเพราะมีกรดอะมิโนที่ต้องซึ่งพืชดังที่กล่าวมาแล้วขาดแคลน ดังเช่น เมธไธโอนินและซีสติเตียนน แต่งาขาวมีไลซีนต่ำ โดยเหตุนี้บางทีอาจใช้งาเป็นอาหารเสริมพวกของกินถั่วต่างๆเมื่อใช้เป็นของกิน หรือใช้เสริมโปรตีนจากเนื้อสัตว์ซึ่งแพงแพง นอกจากนี้ยังใช้เสริมของกินพวกธัญพืช กล้วย และก็ของกินแป้งอื่นๆได้เป็นอย่างดี
นอกนั้นเม็ดงาขาวยังประกอบไปด้วย เกลือแร่ 4.1 – 6.5 % ที่สำคัญคือ เหล็ก ไอโอดีน สังกะสี เซเลเนียม แคลเซียม และก็ธาตุฟอสฟอรัส โดยจะมีแคลเซียมมากกว่าพืชทั่วๆไปราวๆ 20 เท่า ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของงาขาวนั้น ตำราเรียนยาไทยระบุว่า งาขาวมีรสฝาด หวาน ขม ทำให้น้ำดี กำเริบเสิบสาน น้ำมันใช้หุงเป็นน้ำมันใส่บาดแผลได้ดี การหุงน้ำมันต้องใช้งาสดตำคั้นเอาน้ำ โดยใช้น้ำคั้นใบแล้วก็เถาตำลึง บอระเพ็ด ขมิ้นอ้อย  ไพล เอาน้ำมาอย่างละ 1 ถ้วย แล้วใส่น้ำมันงาลงไป 1 ถ้วย ตั้งไฟเคี่ยวไปจนถึงเหลือ 1 ถ้วย เอาน้ำมันที่ได้ปรุงด้วยสีเสียดเทศรวมทั้งไทยสิ่งละบางส่วน หลอมตะกั่วนมให้ละลายเทลงในน้ำมัน แล้วเอาขึ้นหลอมอีกจนได้ 3 ครั้ง ทิ้งตะกั่วเอาไว้ภายในนั้น ใช้น้ำมันใส่แผลจะช่วยสมานแผลได้ดีมาก
 ส่วนสรรพคุณทางยาของงาขาวนั้น แบบเรียนยาไทยบอกว่า สารเซซามินในเม็ดงาขาวสามารถลดระดับ LDL-cholesterol ในกระแสเลือดของคน (ซึ่ง LDL-cholesterol เป็นต้นเหตุที่ทำให้มีการเกิดโรค Athersclerosis (ไขมันตันในเส้นเลือด)  บรรเทาอาการของโรคคิดสีดวงทวาร (Hemmorhoids) ได้ โดยกรดไขมันในน้ำมันงา ยกตัวอย่างเช่น Linoleic acid , oleic acid , palmatic acid , stearic acid , สามารถบรรเทาลักษณะโรคริดสีดวงทวารได้
ดังนี้มีการศึกษาวิจัยน้ำมันงาพบว่าน้ำมันงาเป็นแหล่งของสารอาหาร เช่น กรดไขมันโอเมก้า 6 ฟลาโวนอยด์ ฟลีนอลิค สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามินและเส้นใย ซึ่งมีความสำคัญสำหรับการต่อต้านโรคมะเร็ง และก็เกื้อหนุนสุขภาพ
ต้นแบบ/ขนาดวิธีใช้ เหมือนกันกับงาดำ คือสำหรับเพื่อการนำงาขาวมาใช้ประโยชน์โดยมากจะนำไปใช้คุณประโยชน์ด้านอาหารแล้วก็ผลิตภัณฑ์เสริมความสวยมากยิ่งกว่าด้านการดูแลและรักษาโรคแต่ก็มีการใช้ประโยชน์ตามตำรายาไทยอยู่บ้าง อย่างเช่น

  • แก้ฉี่หรืออุจจาระขัด นำเมล็ดงา 20 – 30 กรัม หรือ 1 – 2 ช้อน ต้มแล้วนำน้ำมาดื่มในขณะท้องว่าง
  • ความดันเลือดสูง เมล็ดงาขาว น้ำส้ม  ซีอิ้ว และน้ำผึ้งอย่างละ 30 กรัม ผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง คนจะกว่าจะเข้ากันดี ต้มด้วยไฟอ่อนๆจนสุก รับประทานวันละ 3 ครั้งบ่อยๆ
  • บรรเทาอาการไอแห้ง ไม่มีเสมหะ ให้นำเมล็ดงา 3 – 5 ช้อน ตำบดอย่างถี่ถ้วน ก่อนผสมกับน้ำตาลทราย 2 ช้อน รับประทาน หรือ นำผงเม็ดงาชงน้ำร้อน และเดิมน้ำตาลดื่ม
  • บำรุงสมอง ตำราอายุรเวทให้ใช้งาผง 1 ส่วน ผงมะขามป้อม 1 ส่วน และน้ำผึ้ง 1 – 2 ช้อนชา เคล้าให้เหมาะ ปั้นเป็นลูกกลอนรับประทาน
  • ยาอายุวัฒนะ (ประเทศญี่ปุ่น) ใช้ไข่ไก่ 1 ฟอง ชงด้วยน้ำร้อน เพิ่มเติมน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ และก็น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
  • ขับพยาธิหมุด เมล็ดงาขาว 50 กรัม เติมน้ำต้นจนได้น้ำข้นๆกรองเอาส่วนน้ำมาปรุงด้วยน้ำตาล ดื่มขณะท้องว่างครั้งเดียวให้หมด
  • เจ็บคอ คัดจมูก แพ้อากาศ ปวดเมนส์ นอนไม่หลับ ปวดหัว รับประทานงับด 1 ข้อนชาก่อนนอน
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาของงาขาวนั้นโดยมากเป็นการศึกษาควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการเรียนรู้รวมกันอีกทั้งงาขาว งาดำ) โดยเหตุนั้นผลการศึกษาเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาของงาขาวก็เลยอย่างกับงาดำ (มองการเล่าเรียนทางเภสัชของงาดำ) แต่ว่าผู้เขียนสามารถรวบรวมข้อมูลการศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาของงามาเพิ่มเติมอีกได้อีก 2 ฉบับเป็น
                การเล่าเรียนฤทธิ์ลดความเป็นพิษจากนิโคตินของสารลิกแนนจากงาในหนูแรทผิวเผือกเพศผู้ที่ได้รับพิษจากนิโคติน โดยการฉีดนิโคตินทีละ 3.5 มก./กก.น้ำหนักตัว เข้าใต้ผิวหนัง ต่อเนื่องกัน 15 วัน ร่วมกับการป้อนอาหารที่มีส่วนผสมของสารลิกแนนจากงา ขนาด 0.1 หรือ 0.2 ก.ต่ออาหาร 100 ก. ผลการศึกษาวิจัยพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ Low Density Lipoprotein cholesterol และก็ Very Low Density Lipoprotein cholesterol ช่วยเพิ่มปริมาณ High Density Lipoprotein cholesterol และโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีต่อต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงลดความเข้มข้นของผลิตผลจากการเกิดการเพอรอกซิเดชั่นของไขมันที่มากขึ้นเนื่องด้วยพิษของนิโคติน นอกเหนือจากนี้ยังพบว่าสารลิกแนนจากงาช่วยเพิ่มปริมาณ DNA แล้วก็คุ้มครองป้องกันไม่ให้ DNA ในเยื่อตับถูกทำลายด้วยนิโคตินได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง แสดงให้เห็นว่าสารลิกแนนจากงาสามารถทุเลาความเป็นพิษของนิโคตินต่อการเกิดออกซิเดชั่นและความเป็นพิษต่อสารพันธุกรรมในร่างกายได้ และการเรียนทางคลินิกเรื่องฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดความดันโลหิตสูง คนเจ็บชายและหญิงที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงระดับน้อยถึงปานกลาง เป็นมีค่าความดันเลือดตัวบน ≥ 140 มม.ปรอท และค่าความดันเลือดตัวข้างล่าง ≥ 90 มม.ปรอท อายุ 35 – 60 ปี จำนวน 50 คน ได้รับยาเพื่อการรักษาเป็นยาขับฉี่ hydrochlorothiazide หรือ β-blocker atenolol มานาน 1 ปีก่อนเข้าร่วมการเล่าเรียน และยังคงได้รับยานี้ตามธรรมดาตลอดการเรียนรู้นี้ คนไข้จะได้รับน้ำมันงาเพื่อใช้ในการเข้าครัวในครอบครัว 4 – 5 กก. ต่อสมาชิกในครอบครัว 4 คน ต่อเดือน (ราวๆ 35 กรัม/วัน/คน) และจะต้องใช้เฉพาะน้ำมันงาเพียงแต่ประเภทเดียวตลอด 45 วัน แล้วหยุดเปลืองน้ำมันงา ให้เปลี่ยนมาใช้น้ำมันที่เคยใช้อยู่เดิมอีก 45 วัน ทำตรวจร่างกาย ความดันเลือด น้ำหนักตัว, Body mass index (BMI), ระดับไขมัน อิเลคโตรไลท์ รวมทั้งเอนไซม์ในเลือด ก่อนจะมีการศึกษาเล่าเรียน ภายหลังกินน้ำมันงา 45 วัน และก็ภายหลังจากหยุดกินน้ำมันงา 45 วัน พบว่า การใช้น้ำมันงาแทนที่น้ำมันจำพวกอื่นสำหรับในการเข้าครัวในคนป่วยความดันเลือดสูง ทำให้ค่าความดันโลหิตตัวบนรวมทั้งตัวด้านล่างกลับลงสู่ระดับธรรมดา น้ำหนักร่างกาย รวมทั้ง BMI ลดลง แม้กระนั้นหลังจากหยุดใช้น้ำมันงานค่าดังที่กล่าวผ่านมาแล้วกลับสูงขึ้น ระดับคอเลสเตอรอล, high density lipoprotein cholesterol แล้วก็ low density lipoprotein cholesterol ในเลือดไม่ต่างกันเมื่อวัดผลทั้ง 3 ขณะที่ศึกษาเล่าเรียน นอกจากระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดลดต่ำลงเมื่อใช้น้ำมันงา แล้วก็กลับสูงขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา ระดับโซเดียมในเลือดต่ำลงเมื่อใช้น้ำมันงาและก็กลับสูงมากขึ้นเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา   ระดับโปแตสเซียมในเลือดสูงมากขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงาแล้วก็ต่ำลงสู่ค่าธรรมดาเมื่อหยุดใช้น้ำมันงา การเกิด lipid peroxidation น้อยลงเมื่อใช้น้ำมันงาและค่ายังคงที่หลังจากที่หยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี catalase รวมทั้ง superoxide dismutase ในเลือดสูงขึ้น แล้วก็ glutathione peroxidase ในเลือดน้อยลง เมื่อใช้น้ำมันงารวมทั้งค่ายังคงเดิมภายหลังจากหยุดใช้น้ำมันงาแล้ว ระดับวิตามินซี วิตามินอี เบต้า-ค้างโรทีน และ reduced glutathione สูงมากขึ้นเมื่อใช้น้ำมันงาแล้วก็น้อยลงภายหลังหยุดใช้น้ำมันงา จากการเรียนรู้หมายความว่าน้ำมันงาสามารถช่วยลดระดับความดันโลหิต ลดการเกิด lipid peroxidation แล้วก็เพิ่มฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ในผู้เจ็บป่วยความดันโลหิตสูงร่วมกับยาขับฉี่ได้
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา การศึกษาทางพิษวิทยาของงาขาวเป็นการศึกษาควบรวมไปกับงาดำ (ซึ่งเป็นการศึกษารวมกันงาขาว งาดำ) โดยเหตุนั้นผลการค้นคว้าทางพิษวิทยาของงาขาวจึงอย่างกับงาดำ (ดูการเรียนรู้ทางพิษวิทยาของ งาดำ)
 
อเสนอแนะ/ข้อควรตรึกตรอง

  • สำหรับในการรับประทานงาขาวในบางรายอาจมีอาการแพ้ได้ เหตุเพราะมีสาร Sesamol ซึ่งจะมีผลให้กำเนิดอาการต่างๆดังเช่น ลมพิษ คันจมูก หายใจลำบาก กลีบตาแล้วก็ริมฝีปากบวมแดง
  • การรับประทานงาขาวอาจส่งผลให้ระดับความดันเลือดลดต่ำเกินไปได้ในผุ้ทีมีความดันโลหิตต่ำ
  • ถ้าเกิดกินงาขาวมากจนเหลือเกินอาจจะส่งผลให้มีการระบายท้องมากเกินความจำเป็นจนนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการท้องเสียได้
  • หนังสือเรียนจีน ห้ามใช้งานในคนที่ท้องเสียเรื้อรัง เสื่อมสมรรถนะทางเพศ มีตกขาว หรือ ถ้าเกิดจะใช้ควรใช้ในขนาดน้อย การใช้เกิน 4 ช้อนโต๊ะต่อวัน อาจจะเป็นผลให้ท้องเสียได้
  • ตำราอายุรเวท บอกว่า งา เป็นยาขับเมนส์ การใช้ในสตรีตั้งท้องระยะเริ่มต้น (1-3 เดือน) ในขนาดที่มากจนเกินความจำเป็น อาจจะก่อให้แท้งได้
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์  พิเชียรสุนทร , แม้นมาส  ชวลิต และ วิเชียร จีรวงส์ 2542. คำอธิบาย ตำราพระโอสถ พรนารายณ์ สำนักพิมพ์ อมรินทร์ กุมภาพันธ์ 2548
  • มนตรา ศรีษะแย้ม , นาถธิดา วีระปรียากูร , พนมพร ศรีบัวรินทร์.ฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นในหลอดทดลองของเมล็ด งา ขาว ดำ และ แดง .วารสารสารเภสัชศาสตร์อีสาน.ปีที่ 10 .ฉบับที่ 2.พฤษภาคม – สิงหาคม 2557.หน้า 136-146
  • ปราณี รัตนสุวรรณ . งา ...ธัญพืชเมล็ดจิ๋วดินทรงคุณค่า.ภาควิชาเภสัชงาขาวและเภสัชพฤกษศาสตร์.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • กรมวิชาการเกษตร.2549.รายงานความก้าวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาด้านพืชและเทคโนโลยีการเกษตร รอบ 12 เดือน.วันที่ 20 – 24 พฤศจิกายน 2549.
  • งาขาว สรรพคุณ และการปลูกงาขาว.พืชเกษตรดอทคอม.เว็บเพื่อเกษตรกรไทยนันทวัน บุณยะประภัศร (บรรณาธิการ) 2539.สมุนไพรพื้นบ้าน(1) คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/
  • ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย.2544
  • Bowden, Jonny. The 150 Healthiest foods on earth: The surprising, unbiased truth about what you should eat and why (PAP/COM). Fair Winds Pr,2007:309-310
  • สมุนไพรเพื่อสุขภาพ ปีที่ 2 ฉบับที่ 23 ประจำเดือน กันยายน 2545 บริษัท สำนักพิมพ์ยูทิไลซ์ จำกัด
  • สารลิกแนน จากงาช่วยลดพิษของนิโคติน.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • งา,ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • ฤทธิ์ของน้ำมันงาร่วมกับยาลดความดันโลหิตสูง.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.


5

เห็ดหลินจือ
เข้าใจมะเร็งโรคมะเร็งเป็นอย่างไรมีเหตุปัจจัย กลไกลการกำเนิดลักษณะของการมีอาการโรคมะเร็ง มะเร็งที่พบย่อยไม่ว่าจะเป็น ปากมดลูกโรคมะเร็งตับ ปอด แล้วจะคุ้มครองปกป้องได้ไหม รักษาอย่างไร
สมุนไพร-เห็ดหลินจือ[/b] โรคมะเร็ง ( Cancer1 ) พบได้ในทุกเพศทุกวัยตั้งแต่ตอนแรกเกิดไปจนถึงคนชรา ส่วนมากจะพบในอายุตั้งแต่ 50 ขึ้นไปส่วนในเด็กพบน้อยกว่าคนแก่ราวๆ 10 เท่า เดี๋ยวนี้ว่าหลายท่านจะเริ่มหันมาใสหัวใจในสุขภาพทางกายเห็ดหลินจือของตนกันมากยิ่งขึ้น แต่ว่าบรรดาเชื้อโรคต่างๆก็พัฒนาตนเองขึ้นมาอย่างไม่หยุดยั้งเหมือนกัน โดยเฉพาะโรคมะเร็งที่เรียกว่าเป็นโรคยอดฮิตที่ผู้คนเป็นกันเยอะมากๆมากกว่าโรคติดต่อ
โรคมะเร็งเป็น โรคของเซลล์ ที่มีการเติบโตอย่างแตกต่างจากปกติเปลี่ยนเป็นก้อนโรคมะเร็งซึ่งสามารถบุกรุง ทำลายเนื้อเยื่อใกล้เคียงและก็กระจัดกระจายไปยังอวัยวะอื่นๆได้โรคซึ่ง (เห็ดหลินจือ)โรคซึ่งเกิดมีเซลล์กำเนิดมีเซลล์แตกต่างจากปกติในร่างกาย แล้วก็เซลล์เหล่านี้มีการเจริญวัยเร็วเกินธรรมดา ร่างกายควบคุมไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เซลล์พวกนี้จึงเจริญลุกลามและก็แพร่ระบาดได้ทั่วร้างกายนำมาซึ่งการทำให้เซลล์ปกติของสมอง ไต กระดูก แล้วก็ไขกระดูก
ต้นเหตุแล้วก็สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
เห็ดหลินจือ-สำหรับปัจจัยที่ทำให้ผู้คนต่างมีอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งกันมากขึ้นเรื่อยๆมีต้นเหตุจากอีกทั้งปัจจัยภายใน เป็น
1.ปัจจัยภายนอก
-ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี  มักเกิดในไม่นิยมที่ไม่นิยมกินร้อนช้อนกลาง โดยอาจติดจากทางทะเลลายสำหรับเพื่อการรับประทานอาหารร่วมกัน
-การตำหนิดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ในกรณีที่ถูกใจกินอาหารแบบดิบๆหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
-ผู้ที่ชอบดื่มเครื่องดือแอลกอฮอล์เป็นชีวิตจิตใจ แล้วก็ผู้ที่สูบบุรีเสมอๆ
-คนที่เคยผ่านการฉายรักสีเอกซเรย์
สารอะฟลาทอกซินที่ปนเปื้อนอยู่ในของกินและก็เครื่องดื่มที่พวกเรารับประทานกันทุกวี่ทุกวัน โดยยิ่งไปกว่านั้นในพวกพริกแห้ง ถั่ว
-สารก่อโรคมะเร็งในอาหารประเภทปิ้ง ย่าง ทอด โดยยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่ปิ้งหรือปิ้งจนถึงไหม้เกรียม หรือพื้นที่ทอดโดยใช้น้ำมันบ่อยๆวันแล้ววันเล่า
-สารไฮโดรคาร์บอน เป็นสารเคมีที่นำมาใช้สำหรับการรักษาอาหารอย่างไนโตซาไม่น ซึ่งเป็นสีย้อมผ้าที่เอามาผสมอาร
2.ปัจจัยภายใน
-เห็ดหลินจือมีเหตุมาจากความคิดเปลี่ยนไปจากปกติในร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น เด็กไม่สมประกอบโดยกำเนิด ซึ้งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม
-ร่างกายมีภูมิต้านทานผิดพลาดหรือขาดสารอาหารบางสิ่งบางอย่าง ได้แก่ พวกวิตามินเอ หรือ ซี
ซึ่งจะเห็นได้ว่ามะเร็งส่วนใหญ่นั้นเกิดจากปัจจัยภายใน นั้นแปลว่าพวกเราสามารถป้องกันการก่อมะเร็งได้เยอะพอสมควร ดังนี้ ก็ขึ้นกับการกระทำและระเบียบวินัยการเลือกปฎิบัติของเราเป็นหลัก และก็วิชาความรู้ในเรื่องของสารก่อมะเร็งด้วย
เห็ดหลินจือ-ไม่มีอาการเฉพาะโรคมะเร็ง แต่ว่าเป็นอาการเหมือนกันกับการอักเสบเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เป็นโรคมะเร็ง โดยที่ผิดแผกคือมักเป็นอาการที่ห่วยแตกลงเรื่อยรวมทั้งเรื้อรัก โดยเหตุนี้เมื่อมีลักษณะต่างๆนานเกิน 1 – 2 อาทิตย์ ควรต้องรีบพบแพทย์ ยังไง ก็ตาม อาการที่น่าสงสัยว่าเนมะเร็ง ได้
-มีก้อนเนื้อโตเร็ว หรือ มีแผลเรื้อรังไม่หายภายใน 1-2 อาทิตย์ หลังจากการดูแลตนเองในพื้นฐาน
-มีต่อมน้ำเหลืองโต ลูบคลำเ มักจะแข็งไม่เจ็บ แล้วก็โตขึ้นเรื่อย
-ไฝ ปาน หูด ที่โตเร็วกว่าปกติ หรือเป็นแผลแตก
-หายใจ กรือ มีกลิ่นปากร้ายแรงจากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
-เลือดกำเดาออกเรื้อรัง มักออกเพียงฝ่ายเดียว (บางทีอาจออกทั้งสองข้างได้)
-ไอเรื้อรัง เรือ ไอเป็นเลือด
-มีเสลด น้ำลาย หรือเสมหะคละเคล้าเลือดบ่อยครั้ง
-คลื่นไส้เป็นเลือด
-ปัสสาวะเป็นเลือด
-ฉี่บ่อยครั้ง ขัดลำ ปัสสาวะเล็ด โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-อุจจาระเป็นเลือด  มูก หรือเป็นมูกเลือด
-ท้องผูก สลับท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
สมุนไพร เห็ดหลินจือ-มีเลือดออกทางช่องคลอดเปลี่ยนไปจากปกติ หรือ มีเมนส์ไม่ดีเหมือนปกติ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดในวัยหมดประจำเลือดหรือข้างหลังมีเซ็กส์ทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
-ท้องขึ้น ท้องอืด แน่ อึดอัดท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-มีไข้ต่ำๆหาสาเหตุไม่ได้
-เป็นไข้สูงบ่อยมาก หาต้นเหตุไม่ได้
-จับไข้สูงบ่อยมาก หาต้นสายปลายเหตุไม่ได้
-ผอมบางลงมากใน 6 เดือน น้ำหนักลดจากเดิมเป็น 10%
-มีจ้ำช้ำเลือดง่าย หรือ มีจุดแดงคล้ายไข้เลือดออกตามผิวหนังบ่อยมาก
-ปวดหัวรุนแรงเรื้อรัง หรือ แขน/โคนขาแรง หรือ ชัก โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
-ปวดหลังเรื้อรัง รวมทั้งปวดเยอะขึ้นอาร่วมกับ แขน/โคนขาแรง

สัญญาณอันตราย 7 ประการ ที่ควรรีบมาเจอแพทย์
เห็ดหลินจือ-มีเลือดหรือสิ่งผิดปกติออกจากร่างกาย อย่างเช่น มีตกขาวมากเกินความจำเป็น
-มีก้อนเลือดหรือตุ่ม เกิดขึ้นที่แห่งใดที่หนึ่งของร่างกายและก็ก้อนนั้นโตเร็วผิดปกติ
-มีแผลเรื้อรัง
-มีการอุจจาระ ปัสสาวะ ไม่ปกติหรือเปลี่ยนไปจากเดิม
-เสียงแหบ ไอเรื้อรัง
-กลืนอาหารทุกข์ยากลำบาก เบื่อข้าว น้ำหนักลด
สมุนไพร-มีการเปลี่ยนแปลงของหูด ไฝ ปาน เป็นต้นว่า โตไม่ปกติ ควรจะรีบมาพบแพทย์
รายนามโรคมะเร็งที่พบได้บ่อย
1.มะเร็งตับ
2.โรคมะเร็งปอด
3.มะเล็งเม็ดเลือดขาว
4.มะเร็งสมอง
5.มะเร็งปากมดลูก
6.โรคมะเร็งไส้
7.มะเร็งกล่องเสียง
8.มะเร็งผิวหนัง
9.โรคมะเร็งรังไข่
10.มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
11.มะเร็งต่อมลูกหมาก
12.โรคมะเร็งเต้านม
13.โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
14.มะเร็งกระดูก
15.มะเร็งหลอดของกิน
16.มะเล็งลิ้น
17.โรคมะเร็งโพรงปากรวมทั้งลำคอ
18.มะเร็งท่อน้ำดีแล้วก็ถุงน้ำดี
19.มะเร็งหลอดลม
20.มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ
21.มะเร็งตับอ่อน
22.มะเร็งไต
23.มะเร็งไทรอย์
24.มะเร็งโรงจมูก
สมุนไพร-เห็ดหลินจือ[/b] จะมองเห็นได้ว่าโรคมะเร็งนั้นเป็นโรคอันตรายซึ่งสามารถปกป้องให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งได้ ดังนี้ข้นอยู่กับความประพฤติปฏิบัติระเบียบวินัยของทุกคนเป็นหลักว่าจะสามารถข่มใจในอ่อนของกินกินได้มากมายน้อยเท่าใด เพราะว่าสิ่งที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งส่วนมากนั้นมีสาเหตุมาจากการรับประทานอาหาร เราจำเป็นที่จะต้องเลือกกินอาหารซึ่งมีก็เพียงแต่คุณประโยชน์แล้วก็ค่าทางโภชนาการรวมทั้งความสะอาดโดยไม่มีการปนเปื้อนของสารเคมีต่างๆเพื่อห่างไหลมายากลจากโรคร้ายอย่างโรคมะเร็ง

Tags : สารสกัดเห็ดหลินจือ

6

เห็ดหลินจือ
[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/16484916/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%AD]เห็ดหลินจือมีผล[/url]อย่างไรต่อเซลล์ต่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันสูง และโรคอื่นๆอันแสนเหนื่อยที่จะรักษา ติดตามผลการค้นคว้ายืนยันสรรพคุณได้ในบทความนี้จ้ะ
บทความกลุ่มนี้อ้างอิงคุณประโยชน์ของเห็ดหลินจือจากผลการศึกษาเรียนรู้ยืนยันจากที่ต่างๆเพื่อเพื่อนพ้องได้ใคร่ครวญด้วยตัวเองว่ารักษาโรคได้ดิบได้ดีแค่ไหนและก็น่าเชื่อถือแค่ไหน หากเพื่อนฝูงๆเคยอ่านบทความเกี่ยวกับสรรรพคุณหรือการวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือจากที่อื่นมาก่อน แล้วรู้สึกอ่านไม่ง่ายเท่าใดหรือไม่รู้เรื่อง บทความในเว็บไซต์นี้ผู้เขียนได้คัดเลือกรวมทั้งสะสมจากหลายที่และเขียนในภาษาที่อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำเป็น
เพื่อนพ้องๆถูกใจบทความนี้ก็จะเป็นกำลังหัวใจให้นักเขียนได้บทความดีๆให้เพื่อนฝูงอ่านกันอีกต่อไปบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคเด็ดๆที่เพื่อนพ้องๆจำเป็นต้องชอบ
ระบบภูมิคุ้มกันคือกลไกการกำจัดเชื้อโรค สารเคมีแปลกปลอม เซลล์ของมะเร็ง และสิ่งเจือปนอื่ๆที่จะเข้ามาทำอัตรายต่อสภาพทางด้านร่างกายเรานั้นเอง เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเพื่อนฝูงๆมีระบบภูมิคุ้มกันดีก็จะไม่ป่วยง่าย หรือถ้าป่วยไข้ก็จะฟื้นเร็ว แม้กระนั้นถ้าเกิดระบบภูมิต้านทานไม่ดีก็จะเจ็บป่วยบ่อยและเป็นหนักกว่ามีระบบูมิคุ้มกันแข็งแรง มาถึวตรงนี้แล้วเพื่อนๆอาจเห็นความสำคัญของการมีระบบระเบียบภูมิต้านทานที่แข็งแรงกันแล้ว
ชาวจีนโบราณใช้สมุนไพร เห็ดหลินจือมานานกว่า 2000 ปีแล้ว แม้กระนั้นในยุคนั้นยังไม่มีผู้ใดพิสูจน์ได้ว่าเพราะเหตุใดผู้ที่ทานเห็ดหลินจือถึงมีอายุยืนแล้วก็แข็งแรงไม่ค่อยเป็นโรค ตอนนี้พวกเราสมารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสารกลุ่ม Polysacchayide ในเห็ดหลินจือนั้นสามารถสร้างเสริมภูมิต้านทานให้กับเราได้จริง สารกลุ่มดังที่กล่าวถึงมาแล้วสามารถกระตุ้นการสร้าง Interleukin รวมทั้ง Immuoglodulin ซึ่งส่งผลให้ระบบภูมปกป้องดีแล้วก็แข็งแรงขึ้น
ระบบภูมิต้านทานที่ถูกเสริมด้วยสาร Polysaccharide ในเห็ดหลินจือจะสามารถต้านวรัส เซลล์ของโรคมะเร็ง และจำกัดสารอนุมูลอิสระเจริญขึ้น นอกเหนือจากนั้นยังช่วยทำให้ถูกผลกระทบที่โดนยาต้านทานมะเร็งบางตัวรวมทั้งการทำคีโมกดภูมิต้านทานให้มีระบบภูมิคุ้มกันอีก และเห็ดหลินจือยังมีสารออกฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวของเชื้อ HIV อีกด้วย ซึ่ง กรุ๊ปดังที่กล่าวผ่านมาแล้วคือกลุ่ม Bitter Triterpenoids
นักค้นคว้าได้ค้นพบสารหลายอย่างในสมุนไพร เห็ดหลินจือที่ช่วยลดจำนวนไขมันในเส้นเลือดเป็นGanoderic Acid และ Lucidenic Acid ซึ่งสาร 2 ประเภทที่กล่าวมาแล้ว เว้นแต่ช่วยลดไขมันในเส้นโลหิตได้แล้ว ยังคุ้มครองไม่ให้ไขมันตันเส้นเลือดได้โดยตรงอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีสารกรุ๊ป Nucleotide ที่สามารถช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือดในเส้นโลหิต รวมทั้งช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่ประเทศญี่ปุ่นทดลองให้สารสกัดเห็ดหลินจือกับผู้ที่เป็นโรคไขมันเส้นเลือดสูง 70 ราย และก็ทำการเก็บผลของการทดลองภายหลังผ่านไป 3 เดือน พบว่าโคเรสเตอรอลของคนรับการทดลองลดน้อยลงไปถึง 74% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลวิจัยจากทั่วทั้งโลก แล้วก็ยังพบว่าเห็ดหลินจือ นอกเหนือจากช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นโลหิตแล้ว ยังส่งผลให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นอีกด้วย
ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงอาจกล่าวได้ว่า ข้อรับรองทางคุณลักษณะและประโยช์จากเห็ดหลินจือยังคงมีจำกัด บาง การวิจัยเป็นการทดสอบขนาดเล็ก หลักฐานที่ได้ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หรือเป็นเพียงแค่การทดลองในผู้ป่วยบางกลุ่มแค่นั้น ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อโรคมะเร็ง จึงยังคงเป็นเรื่องการค้นคว้าที่ควรจะปฏิบัติงานทดลองถัดไป เพื่อให้ได้ได้ผลลัพ์ที่กระจ่างแจ้ง แล้วก็เป็นประโยชน์ในวงกว้างต่อการรักษาคนเจ็บมะเร็งได้ในอนาคต
ภาวะต่อมลูกหมากโต และก็การเจ็บป่วยในระบบทางเท้าปัสสาวะ
มีวิธีการทดลองหนึ่งที่ใช้สารสกัดจากสมุนไพร เห็ดหลินจือทดสอบในผู้เจ็บป่วยเพศ 88 รายซึ่งมีอายุเกินกว่า 49 ปีขึ้นไป ที่มีลักษณะอาการปัสสาวะขัดข้อง ข้างหลังการทดลองกว่า 12 อาทิตย์ คำตอบที่ได้เป็น คนไข้ต่างหรูหราคะแนน IPSS ที่ ( TNE lnternational Prostate Symptom Score )ซึ่งเป็นค่าคะแนนสากลสำหรับการวัดปัญหาในระบบฟุตบาทปัสวะของคนป่วยจากการตอบคำถาม แต่ไม่ปรากฏผลในเชิงการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิต การขับถ่ายปัสวะ หรือขนาดของต่อมลูกหมากอะไร
ด้วยเหตุผลดังกล่าว การทดสอบดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นจึงยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาสตร์ที่ชัดเจนเพียงพอ ควรต้องมีการค้นคว้าทดสอบในด้านนี้ถัดไปในอนาคต เพื่อค้นหาข้างหลังฐานที่กระจ่างแจ้งสำหรับในการสรุปเกี่ยวกับประสิทธิของเห็ดหลินจือต่อการรักษาภาวการณ์ต่อมลูกหมากโตหรือปัญหาสุขภาพอะไรก็ตามที่เกี่ยวโยง

ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นโลหิตหัวใจ
จากการวิเคราะห์ผลการทดสอบทางด้านการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีคนไข้เบาหวานชนิด 2 ร่วมทดสอบกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่เป็นผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพพอเพียงจะสนับสนุนผลทางการรักษาเหล่านั้น และไม่มีข้อมูลที่พอเพียงสำหรับในการรับรองด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจืออย่างเดียวกัน โดยหนึ่งในการวิจัยเหล่านั้น ได้แสดงถึงผลข้างเคียงจากการบริโภคเห็ดหลินจือในคนเจ็บบางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องร่วง หรือท้องผูก
สมุนไพร ดังนั้นจึงควรมีการค้นคว้าทดสอบถึงสมรรถนะของเห็ดหลินจือสำหรับการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เพื่อปกป้องรวมทั้งการดูแลและรักษาโรคเส้นโลหิตหัวใจถัดไป และให้รู้เรื่องแจ่มกระจ่างชัดดเจนในด้านดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมากเพิ่มขึ้น อันเป็นผลดีต่อขั้นตอนการรักษาคุ้มครองป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจและก็อาการต่างๆที่เกี่ยวโยงต่อไปในอนาคต

Tags : สมุนไพรเห็ดหลินจือ

7

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ ในขณะนี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายเยอะมากตามตลาด มีทั้งๆที่ผลิตในไทยและก็นำเข้าจากต่างชาติ ถ้าสหายๆต้องการเลือกซื้อ ต้องดูให้ดี ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีที่มาและก็แหล่งผลิตน่าไว้ใจหรือเปล่า มีการรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือไม่ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่สามารถกันความชื้นก้าวหน้าหรือป่าว
สรรพคุณสมุนไพร เห็ดหลินจือที่มีงานวิจัยรับรอง....มีอะไรบ้าง
มีความเชื่อมานานแล้วว่าเห็ดหลินจือแดงสามารถทำให้หัวใจแข็งแรง เลือดลมดี ผิวพรรณผ่องใส ช่วยให้แก่ช้าลง ความจำ แล้วก็ช่วยอายุยืนนาน
ส่วนคุณประโยชน์ในทางการดูแลรักษาโรคถูกกล่าวไว้อย่างมากมายด้วยเหมือนกัน อาทิเช่น แก้ตับแข็ง รักษาโรคมะเร็ง รักษาโรคความดัน แล้วก็ภูมิแพ้ฯลฯ
แม้กระนั้นทีเด็ดเป็น......
มีงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือรักษาโรคจากคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งในการทดลองศึกษาทางคลีนิครวมทั้งยืนยันว่าเห็ดหลินจือมีคุณประโยชน์ดังต่อไปนี้จริง ไม่ใช่แค่ความเชื่อถืออีกต่อไป อันได้แก่
-กระตุ้นภูมิต้านทาน
-ต่อต้านเนื้องอกรวมทั้งโรคมะเร็ง
-รักษาโรคฟุตบาทเยี่ยว
-รักษาโรคหัวใจ
-ช่วยทำให้การนอนหลับ
-ลดไขมันในเลือด
-ต้านทานอนุมูลอิสระ
-ต่อต้านการอักเสบ
ในเห็ดหลินจือมีสารอาหารที่บางทีอาจเป็นผลดีต่อร่างกายเยอะมาก จำพวกเส้นใยต่างๆโปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินรวมทั้งแร่ธาตุบางชนิด เชเนแคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัสแมกนีเซียม เซเลเนียม ธาตุเหล็ก สังกะสี มองดูแดง สารโมเลกุลชีวภาพที่สำคัญ เย่างสเตียรอยด์(Steroids) เทอร์ป่ายปีนอยด์ (Terpenoide) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ไกลโคโปรตีน (Glycoproteins)พอลิแซ็กคาไรค์ (Polrsacchayides) และก็สารอนุพันธ์อื่นๆโดยยิ่งไปกว่านั้นกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) และลิวซีน (Leucine)ดังนี้ มีบางบุคคลหรือในบางวัฒนธรรมนำเห็ดหลินจือมาทำกับข้าวรวมทั้งดัดแปลงเพื่อการบริโภคอย่างนานัปการ นักวิทยาศาสตร์จึงสนใจแล้วก็นำเห็ดหลินจือมาทดลองหาประสิทธิผลทางการรักษารวมทั้งการบำรุงสุขภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าเห็ดจำพวกนี้มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายของคนเราจริงหรือไม่

เห็ดหลินมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายที่บางทีอาจเป็นได้ใช่หรือ?
ถึงแม้มีการค้นคว้าทดลองจำนวนมากเกี่ยวกับคุณลักษณะและก็คุณค่าที่อาจเป็นไปได้ของเห็ดหลินจือ
แต่ในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือข้อรับรองด้านวิทยาศาสตร์และก็การแพทย์ที่แจ่มชัดถึงคุณลักษณะและคุณประโยชน์ที่อาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือแต่ ในตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือข้อยืนยันทางวิทยาศาสตร์และก็การแพทย์ที่แจ้งชัดถึงคุณลักษณะแล้วก็ประสิทธิผลด้านอะไรก็ตามโดยเหตุนี้ ผู้บริโภคควรศึกษาข้อมูลของเห็ดหลินจือ ปริมาณและก็กรรมวิธีการบริโภคที่เหมาะสม แล้วก็ข้อจำกัดต่างๆแล้วก็ต้นเหตุทางสุขภาพของตนให้ดีก่อนที่จะมีการบริโภค
เพิ่มสมรรถนะร่างกาย
สมุนไพร มีการทดลองที่ทดสอบประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือในด้านการเพิ่มสรรถภาพของร่างกาย โดยได้ ทดลองในคนไข้โรคปวดกล้ามไฟโปรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)เพศหญิงปริมาณ 64 ราย ตลอดเวลาการทดสอบ 6 อาทิตย์ ผู้ป่วยบริโภคเห็ดหลินจือปริมาณ 6 กรัม/วัน จากนั้นก็เลยทดสอบความสามารถร่างกายของคนไข้ ผลการทดลองรวมทั้งกำหนดแผนการรักษาคนไข้โรคนี้ต่อไป แต่ยังคงขาดหลักฐานเกื้อหนุนที่แจ่มแจ้ง จึงควรมีการทำการศึกษาเรียนรู้ในด้าน เพื่อหาหลักฐานและก็เครื่องพิสูจน์ที่กระจ่างแจ้งถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อไป
ธรรมดาในกระแสเลือดเราจะมีไขมันอยู่แล้วทุกคน จากมากน้อยก็แล้วแต่คนไป แต่หากในกระแสโลหิตของพวกเรามีจำนวนไขมันมากจนเกินไปนี่มีปัญหาแน่ค่ะ เรียกสภาวะนี้ว่า โรคไขมันในเส้นเลือดสูง ซึ่งโรคนี้มีเหตุที่เกิดจากหลายกรณี จากอาหาร สภาพจิตใจ เห็ดหลินจือสภาพแวดล้อม พันธุรวมทั้งอาจกำเนิดจาผลกระทบของยาบางประเภทอีกด้วย(ไขมันที่กล่าวถึง คือ สามกลีเซอไรค์และคอลเรสเตอรอล โรคไขมันในเลือดสูงสามารถกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคภัยต่างๆตามมาอีก ยกตัวอย่างเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบ หัวใจขาดเลือด และเส้นโลหิตสมองตีบ เป็นต้น
เมื่อพินิจพิจารณาเปรียบเทียบจากการรวบการค้นคว้าวิจัยที่เรียนประสิทธิผลของเห็ดหลินจือเพื่อรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ 373 คน แม้จะพบว่าคนเจ็บตอบสนองต่อการดูแลรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัดก้าวหน้าขึ้นเมื่อรักษาร่วมกับการใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือ แม้กระนั้นเมื่อตรวจสอบและลองใช้เห็ดหลินจือเพียงอย่างเดียวกลับไม่มีประสิทธิผลในสำหรับเพื่อการทำให้โรคมะเร็งลดขนาดลงอย่างใด
นอกจากนั้น สมุนไพร จาการทบทวนงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยพบว่ามีงานศึกษาวิจัย 4 ชิ้นที่ส่งผลลัพธ์เกื้อหนุนว่าเห็ดหลินจืออาจสโมสรต่อการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนเจ็บให้ดียิ่งขึ้น แล้วก็ในเวลาเดียวกัน ก็มีผลลัพธ์จากงานศึกษาวิจัยหนึ่งที่แสดงถึงผลข้างคียงของเห็ดหลินจือ เป็นอาการคลื่นใส้และก็นอนไม่หดังนั้นจึงควรมีการค้นคว้าทดลองถึงประสิทธิภาพของ สมุนไพร เห็ดหลินจือสำหรับการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เพื่อคุ้มครองปกป้องและการดูแลรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจต่อไป แล้วก็ให้รู้เรื่องแน่ชัดชัดดเจนในด้านดังที่ได้กล่าวมาแล้วมากขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกรรมวิธีรักษาป้องกันโรคเส้นโลหิตหัวใจและอาการต่างๆที่เกี่ยวถัดไปในอนาคต
จำนวนที่เหมาะสมสำหรับเพื่อการบริโรคเห็ดหลินจืออย่างแจ่มชัด เนื่องประสิทธิผลแล้วก็ผลกระทบจากการบริโภค ด้วยเหตุนี้ ลูกค้า ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ และหารือหมอหรือเภสัชกรก่อนการบริโรค เนื่องจากแม้เห็ดหลินจือในแต่ละแบบจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แต่สารเคมีและส่วนประต่างบางทีอาจส่งผลข้างๆที่เป็นโทษต่อสถาพทางร่างกายได้เช่นกันลับด้วย

Tags : สมุนไพรเห็ดหลินจือ

8

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือมีผลอย่างไรต่อเซลล์ต่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต เบาหวาน โรคความดันสูง รวมทั้งโรคอื่นๆอันแสนเหนื่อยที่จะรักษา ติดตามผลการศึกษายืนยันคุณประโยชน์ได้ในเนื้อหานี้จ้ะ
บทความสมุนไพร พวกนี้อ้างอิงคุณประโยชน์ของเห็ดหลินจือจากผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยยืนยันจากที่ต่างๆเพื่อเพื่อนฝูงได้พินิจพิเคราะห์ด้วยตัวเองว่ารักษาโรคได้ดีแค่ไหนแล้วก็น่าเชื่อถือเท่าใด ถ้าเพื่อนฝูงๆเคยอ่านบทความเกี่ยวกับสรรรพคุณหรือการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือจากที่อื่นมาก่อน แล้วรู้สึกอ่านไม่ง่ายเยอะแค่ไหนหรือเปล่ารู้เรื่อง บทความในเว็บนี้คนเขียนได้คัดและก็เก็บจากหลายที่และเขียนในภาษาที่อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้
สหายๆถูกใจเนื้อหานี้ก็จะเป็นอย่างยิ่งหัวใจให้ผู้เขียนได้บทความดีๆให้สหายอ่านกันอีกต่อไปบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคเด็ดๆที่สมุนไพร เพื่อนพ้องๆจะต้องถูกใจ
เห็ดหลินจือยับยั้งโรคมะเร็ง
เห็ดหลินจือ ผลการวิเคาะห์พบว่า เห็ดหลินจือ มีสารสามารถยั้งมะเร็งไดรวมทั้งโดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติ สารดังที่กล่าวถึงมาแล้วมีอยู่มากที่สปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มห่อสปอร์แล้วนอกนี้ผลวิจัยจากกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยพบว่าเห็ดหลินจือมีสารกลุ่ม Polysaccharide ซึ่งช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้ม และก็สารกลุ่ม Triterpenes (พบที่สปอร์ของเห็ดหลินจือ เยอะที่สุด ) ซึ่งกลุ่มหลังสามารถยั้งเซลล์ของโรคมะเร็งได้ โดยสปอร์กะเทาะผนังหุ้มห่อจะได้ผลดีมากกว่าแบบไม่กะเทาะมากมาย
อย่างไรก็แล้วแต่ฤทธิ์ฆ่าเซลล์ของโรคมะเร็งของโรคมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงแค่ผลของการทดสอบในหลอดทดลองแค่นั้น บัดนี้คณะแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยจังหวัดเชียงใหม่กำลังศึกษาค้นคว้าผลที่มีต่อผู้ป่วยโรคมะเร็วจริงๆรวมทั้งคาดว่าผลวิจัยนี้คงเผยแพร่ให้เพื่อนๆได้รู้กันในเร็วๆนี้จ้ะ แต่ว่าเดี๋ยวนี้มีรายงานการเรียนจากประเทศจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิต้านทานได้จริงในผู้ป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด และคนเจ็บที่เป็นโรคมะเร็งขั้นแผ่ขยาย โดยไม่มีผลข้างเคียงรวมทั้งสามารถใช้ได้ติดต่อกันนานได้โดยสวัสดิภาพ อย่างไรก็ตามในประเทศไทย การใช้เห็ดหลินจือสำหรับในการรักษาโรคโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่ช่องทางหลักสำหรับในการรักษา ย้ำเรื่องเสริมภูมิคุ้มกันมากยิ่งกว่า
สมุนไพร ในตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายเยอะแยะตามตลาด มีในขณะที่ผลิตในไทยรวมทั้งนำเข้าจากต่างชาติ ถ้าหากเพื่อนๆอยากเลือกซื้อ จะต้องมองให้ดี ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีที่มาแล้วก็แหล่งผลิตน่าไว้วางใจหรือไม่ มีการยืนยันจาก อย. ไหม และผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถกันความชื้นได้ดิบได้ดีหรือประกาศ
ชาวจีนรู้จักการใช้เห็ดหลินจือรักษาโรคหัวใจมาตั้งแต่ยุคราชวงค์หมิง ปัจจุบันแพทย์แผนจีนก็ยังคงใช้เห็ดหลินจือการรักษาโรคหัวใจมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจด้วยเหตุว่าถ้าเกิดไม่ดีจริงก็คงเลิกใช้กันไปนานแล้วใช่ไหม จึงมีการทำการศึกษากันอย่างจริงๆจังมากมายก่ายกองสำหรับประเด็นนี้

สมุนไพร ที่กรุงปักกิ่งได้มีการทดสอบจริงกับคนเจ็บที่มีอาการเจ็บทรวงอก จากเส้นโลหิตหัวใจตีบ พบว่าภายหลังการให้รับประทานเห็ดหลินจืออปิ้งสม่ำเสมอตรงเวลา 3 เดือน ผุ้ป่วยไข้ที่เข้ารับการทดสอบ 90% มีลักษณะที่ดียิ่งขึ้น จากการสังเกตร่วมร่วมกับการประมาณคลื่นหัวใจ ECG
เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา มีนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นกรุ๊ปหนึ่งได้เจอสารเคมีที่ช่วยลดความดันเลือดในเห็ดหลินจือแล้วก็เจอสารยับยั้งการจับตัวกันจบกลายเป็นก้อนของเลือดอีกด้วย จากการทดสอบใช้เห็ดหลินจือกับคนป่วยโรคหัวใจโรงพยาบาล พบว่าสามารถลดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะได้จริง
นักวิทยาศาสตร์รัสเชียรับรองอีกเสียงว่าเห็ดหลินจือช่วยเรื่องเลือดแล้วก็หัวใจได้จริง รวมทั้งพบว่าเห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่ยอดเยี่ยมสำหรับโรคหัวใจ จากกลุ่มตัวอย่างสมุนไพร 21 จำพวก ที่กรุ๊ปศึกษาค้นคว้าได้เลือกหยิบมาศึกษาทดลอง
เห็ดหลินจือ ธรรมดาในกระแสโลหิตพวกเราจะมีไขมันอยู่แล้วทุกคน จากมากมายน้อยก็ตามทีคนไป แม้กระนั้นหากในกระแสโลหิตของเรามีปริมาณไขมันมากเกินไปนี่มีปัญหาแน่ค่ะ เรียกภาวะนี้ว่า โรคไขมันในเส้นเลืดสูง ซึ่งโรคนี้เป็นผลมาจากหลายสาเหตุ อีกทั้งจากของกิน ภาวะจิตใจ สิ่งแวดล้อม พันธุรวมถึงอาจกำเนิดจาผลข้างเคียงของยาบางชนิดอีกด้วย(ไขมันที่เอ๋ยถึงเป็นสามกลีเซอไรค์รวมทั้งคอลเรสเตอรอล โรคไขมันในเลือดสูงสามารถนำไปสู่โรคภัยต่างๆตามมาอีก ยกตัวอย่างเช่น เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบ หัวใจขาดเลือด แล้วก็เส้นโลหิตสมองตีบ ฯลฯ
เห็ดหลินจือ นักวิจัยได้ศึกษาค้นพบสารหลายประเภทในเหล็ดหลินจือที่ช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือดหมายถึงGanoderic Acid รวมทั้ง Lucidenic Acid ซึ่งสาร 2 ชนิดที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เว้นแต่ช่วยลดไขมันในเส้นโลหิตได้แล้ว ยังคุ้มครองไม่ให้ไขมันอุดตันเส้นเลือดได้โดยตรงอีกด้วย นอกนั้นยังมีสารกรุ๊ป Nucleotide ซึ่งสามารถช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือดในเส้นเลือด และช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่ญี่ปุ่นทดลองให้สารสกัดเห็ดหลินจือกับผู้ที่เป็นโรคไขมันเส้นโลหิตสูง 70 ราย และทำเก็บผลของการทดสอบภายหลังผ่านไป 3 เดือน พบว่าวัวเรสเตอรอลของคนรับการทดลองต่ำลงไปถึง 74% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลที่ได้รับจากการวิจัยจากทั่วโลก และก็ยังพบว่าเห็ดหลินจือ เว้นเสียแต่ช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดแล้ว ยังมีผลให้เลือดไหลเวียนอีกด้วย
การที่เห็ดหลินจือสามารถจัดแจงกับภาวะไขมันในเส้นเลือดสูงได้นั้น ได้รับการรับรองจากนักค้นคว้าอีกทั้งในญี่ปุ่น จีน รัสเชีย และที่อื่นๆอีกทั้งโลกแล้วว่าสำเร็จจริงละไม่ได้เป็นเพาระความศรัทธาอีกต่อไป สุดท้ายก็ขอฝากไว้ สภาวะไขมันในเส้นเลือดสูงเป็นสภาวะที่อันตรายด้วยเหตุว่าสามารถเป็นเหตุให้เกิดโรคน่าขนลุกอื่นๆตามมาได้ ดังนั้นหากสหายๆตรวจเลือดแล้วพบสภาวะนี้ก็ควรรีบจัดแจงตั้งแต่เนิ่นๆไว้กิ่นจะดีมากกว่า

9

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือมีผลยังไงต่อเซลล์ต่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันสูง และโรคอื่นๆอันแสนเพลียที่จะรักษา ติดตามผลการค้นคว้ายืนยันคุณประโยชน์ได้ในเนื้อหานี้ค่ะ
สมุนไพร บทความกลุ่มนี้อ้างอิงคุณประโยชน์ของ[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/16484916/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%AD]เห็ดหลินจือ[/url]จากผลการศึกษาเรียนรู้ยืนยันจากที่ต่างๆเพื่อสหายได้พินิจพิเคราะห์ด้วยตัวเองว่ารักษาโรคเจริญขนาดไหนรวมทั้งน่าเชื่อถือเท่าใด ถ้าสหายๆเคยอ่านบทความเกี่ยวกับสรรรพคุณหรือการค้นคว้าเกี่ยวกับเห็ดหลินจือจากที่อื่นมาก่อน แล้วรู้สึกอ่านไม่ง่ายเท่าใดหรือไม่รู้เรื่อง บทความในเว็บแห่งนี้ผู้เขียนได้คัดเลือกและก็เก็บรวบรวมจากหลายที่รวมทั้งเขียนในภาษาที่อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำเป็น
เพื่อนๆถูกใจเนื้อหานี้ก็จะเป็นอย่างยิ่งดวงใจให้ผู้เขียนได้บทความดีๆให้เพื่อนอ่านกันอีกต่อไปบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคเด็ดๆที่เพื่อนฝูงๆต้องชอบ
เห็ดหลินจือยั้งโรคมะเร็ง
ผลงานวิจัยพบว่า เห็ดหลินจือ มีสารสามารถยับยั้งมะเร็งไดแล้วก็โดยไม่กระทบต่อเซลล์ธรรมดา สารดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมีอยู่มากที่สปอร์ที่กะเทาะผนังห่อสปอร์แล้วนอกนี้ผลวิจัยจากกรมความเจริญหมอแผนไทยพบว่าเห็ดหลินจือมีสารกลุ่ม Polysaccharide ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูเขามิคุ้ม และก็สารกลุ่ม Triterpenes (เจอที่สปอร์ของเห็ดหลินจือ มากที่สุด ) ซึ่งกรุ๊ปหลังสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ โดยสปอร์กะเทาะผนังห่อจะได้ผลดีมากกว่าแบบไม่กะเทาะมาก
อย่างไรก็แล้วแต่ฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งของมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงแต่ผลของการทดลองในหลอดทดสอบเท่านั้น ในตอนนี้คณะแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยเชียงใหม่กำลังวิจัยผลที่มีต่อคนเจ็บโรคมะเร็วจริงๆแล้วก็คาดว่าผลการศึกษาวิจัยนี้คงจะเปิดเผยให้เพื่อนพ้องๆได้รู้กันในเร็วๆนี้จ้ะ แต่ในขณะนี้มีรายงานการเรียนจากประเทศจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิต้านทานได้จริงในคนป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด และคนไข้ที่เป็นมะเร็งขั้นลุกลาม โดยไม่มีผลใกล้กันและสามารถใช้ได้ติดต่อกันนานได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามในประเทศไทย การใช้เห็ดหลินจือสำหรับการรักษาโรคโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่ช่องทางหลักสำหรับการรักษา ย้ำเรื่องเสริมภูมิต้านทานมากกว่า
ในช่วงเวลานี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายมากตามตลาด มีทั้งที่ผลิตในไทยและนำเข้าจากต่างประเทศ ถ้าหากเพื่อนฝูงๆต้องการเลือกซื้อ จำเป็นต้องดูให้ดี ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีที่มาและก็แหล่งผลิตน่าไว้ใจหรือเปล่า มีการยืนยันจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไหม รวมทั้งผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถกันความชุ่มชื้นก้าวหน้าหรือประกาศ
ชาวจีนรู้จักการใช้เห็ดหลินจือรักษาโรคหัวใจมาตั้งแต่ยุคราชวงค์หมิง ตอนนี้หมอแผนจีนก็ยังคงใช้เห็ดหลินจือการรักษาโรคหัวใจมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะเหตุว่าถ้าเกิดไม่ดีจริงก็คงเลิกใช้กันไปนานแล้วใช่ไหม จึงมีการทำการวิจัยกันอย่างจริงๆจังล้นหลามสำหรับประเด็นนี้
ที่กรุงปักกิ่งได้มีการทดสอบจริงกับผู้ป่วยที่มีลักษณะเจ็บอก จากเส้นโลหิตหัวใจตีบ พบว่าภายหลังการให้รับประทานเห็ดหลินจืออย่างสม่ำเสมอตรงเวลา 3 เดือน ผุ้เจ็บป่วยที่เข้ารับการทดสอบ 90% มีลักษณะอาการที่ดียิ่งขึ้น จากการสังเกตร่วมร่วมกับการวัดคลื่นหัวใจ ECG
เมื่อ 50 ปีที่แล้ว มีนักวิทยาศาสตร์คนญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งได้พบสารเคมีที่ช่วยลดความดันเลือดในเห็ดหลินจือแล้วก็พบสารยับยั้งการจับตัวกันมีลักษณะที่กลายเป็นก้อนของเลือดอีกด้วย จากการทดลองใช้เห็ดหลินจือกับผู้เจ็บป่วยโรคหัวใจโรงพยาบาล พบว่าสามารถลดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะได้จริง
นักวิทยาศาสตร์รัสเชียยืนยันอีกเสียงว่าเห็ดหลินจือช่วยเรื่องเลือดแล้วก็หัวใจได้จริง แล้วก็พบว่าเห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่ยอดเยี่ยมสำหรับโรคหัวใจ จากกลุ่มของตัวอย่างสมุนไพร 21 ประเภท ที่กลุ่มศึกษาค้นคว้าได้เลือกหยิบมาศึกษาทดสอบ

สมุนไพร ธรรมดาในกระแสเลือดเราจะมีไขมันอยู่แล้วทุกคน จากมากน้อยก็ตามทีคนไป แต่หากในกระแสเลือดของเรามีจำนวนไขมันมากเกินความจำเป็นนี่มีปัญหาแน่ค่ะ เรียกภาวะนี้ว่า โรคไขมันในเส้นเลืดสูง ซึ่งโรคนี้เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากหลายกรณี อีกทั้งจากของกิน ภาวะจิตใจ สภาพแวดล้อม พันธุรวมทั้งอาจเกิดจาผลกระทบของยาบางจำพวกอีกด้วย(ไขมันที่เอ่ยถึง คือ ตรีกลีเซอไรค์แล้วก็คอลเรสเตอรอคอยล โรคไขมันในเลือดสูงสามารถก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆตามมาอีก ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบ หัวใจขาดเลือด แล้วก็เส้นโลหิตสมองตีบ เป็นต้น
นักค้นคว้าได้ศึกษาค้นพบสารหลายชนิดในเห็ดหลินจือที่ช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด คือ Ganoderic Acid แล้วก็ Lucidenic Acid ซึ่งสาร 2 ชนิดที่ได้กล่าวมาแล้ว นอกจากช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้แล้ว ยังคุ้มครองป้องกันไม่ให้ไขมันตันเส้นโลหิตได้โดยตรงอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีสารกลุ่ม Nucleotide ที่สามารถช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือดในเส้นเลือด และช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่ประเทศญี่ปุ่นทดสอบให้สารสกัดเห็ดหลินจือกับผู้ที่เป็นโรคไขมันเส้นโลหิตสูง 70 ราย รวมทั้งกระทำการเก็บผลของการทดลองภายหลังจากผ่านไป 3 เดือน พบว่าวัวเรสเตอรอลของคนรับการทดลองลดลงไปถึง 74% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลจากการวิจัยจากทั่วทั้งโลก และยังพบว่าเห็ดหลินจือ นอกจากช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดแล้ว ยังมีผลให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้นอีกด้วย
การที่เห็ดหลินจือสามารถจัดการกับภาวะไขมันในเส้นเลือดสูงได้นั้น ได้รับการรับรองจากนักวิจัยทั้งยังในญี่ปุ่น จีน รัสเชีย และที่อื่นๆอีกทั่วทั้งโลกแล้วว่าได้ผลจริงละไม่ได้เป็นเพาระความศรัทธาอีกต่อไป สุดท้ายนี้ก็ขอฝากไว้ ภาวการณ์ไขมันในเส้นเลือดสูงเป็นสภาวะที่อันตรายด้วยเหตุว่าสามารถเป็นเหตุให้เกิดโรคน่าขนลุกอื่นๆตามมาได้ ดังนั้นถ้าหากสหายๆตรวจเลือดแล้วเจอภาวการณ์นี้ก็ควรจะรีบจัดแจงตั้งแต่เนิ่นๆไว้กิ่นจะดีมากยิ่งกว่า

10

ถั่งเช่า
คุณหรือคนรัก.......มีลักษณะอาการ/เป็นโรค เหล่านี้อยู่หรือเปล่า?
-ถั่งเช่า น้ำตาลในเลือดสูง เบาหวาน ความดันเลือด ไขมันเกิน หรือ โคเลสเตอคอยเกิน
-หมดแรงดำเนินการ เหนื่องาย หรือมีปัญหาการนอนภูมิแพ้ อาการหอบหืด ไซนัสอักเสบ หรือภูมิคุ้มกันอ่อน
-มีความรู้สึกว่าร่างกายเสื่มไว แก่เร็ว หรือผิวเสียเร็ว
-โรคไต โรคมะเร็ง ได้รับทำเคมีบำบัดรักษา/ฉายรังสี(รวมทั้งคนที่ไม่อยากเป็น)
-โรคหัวใจ
ถั่งเช่า ทั้งปวงนี้เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจาก การไม่ดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย การใช้ชีวิตไม่ถูกแนวทาง พันธุกรมม หรือมีเหตุมาจากความเสื่อมโทรมของร่างกาย
ในนี้ พวกเราจะมาดูกันว่า..........
งานศึกษาเรียนรู้จากทั่วโลกชี้ว่า ถั่งเช่าสมารถยนต์ช่วยโรคหรืออาการกลุ่มนี้ได้ใช่หรือปล่าว?
รวมทั้งท่านที่ยาก.....
-แก่ยืนแข็งแร็ง
-อยากบำรุงสุขภาพและความจำ รวมถึงบำรุงเลือด ร่างกายและอวัยวะภายใน
-ไม่ได้อยากเจ็บป่วย และต้องการสมุนไพร ห่างไกลจากโรคภัยน่าสะพรึงกลัว ที่เป็นต้นเหตุการตายลำดับต้นๆของไทย
ถั่งเช่าช่วยโรคความดัน
-งานศึกษาวิจัยทดลองที่แคลิฟอร์เนีย พบว่าถั่งเช่าสามารถปรับสมดุลความดันเลือดได้ด้วยหลายกลไก โดยมีอีกทั้งกลไกลทางตรงแล้วก็ทางอ้อม
ถั่งเช่าช่วยลดโคเลสเตอคอยลไขมันในเส้นโลหิต
-ที่สถาบันวิจัย NEL Biotech ประเทศเกาหลี พบว่าถั่งเช่าสกัดสามารถลดปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือดของหนูทดลองได้
ถั่งเช่าแก้อิดโรยง่าย เหน็ดเหนื่อยเหนื่อย ช่วยทำให้แจ่มใส ดำเนินการได้นานขึ้น สู้งานได้มากขึ้น
-ได้มีการทดลองในกลุ่มคนที่มีลักษณะเมื่อยล้าได้ง่าย 53 คนให้26คนทานถั่งเช่า 3 กรัมต่อวัน อีก 27 คนทานยาที่ไม่มีสารออกฤทธ์(กรุ๊ปควบคุม)ภายหลังจากผ่านไป 3 เดือน กรุ๊ปที่ทานถั่งเช่าหายจากอาการอ่อนล้าง่ายได้ถึง 92% ส่วนกรุ๊ปควบคุมหายเพียงแค่14%(5)
ถั่งเช่าช่วยให้หลับดี/หลับลึกขึ้น
-จากการให้หนูรับประทานสาร coydcepin ที่เจอในถั่งเช่า 4 ชั่วโมงก่อนนอน และก็ทำการวัดคลื่นสมอง ชี้ให้เห็นว่าหนูหลับลึกขึ้น รวมทั้งเป็นหลักฐานขึ้นฐานรากว่า Cordycepin สามารถช่วยคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนได้
ถั่งเช่าลดภูมิแพ้/โรคหอบหืด/ไซนัสปักเสบ
-ถั่งเช่าช่วยทำให้ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนเจ็บโรคหอบหืดเรื้อรัง จากการทดลองจากกลุ่มคนไข้โรคหอบหืด 120 คน 60 คนทานถั่งเช่าเป็นระยะเวลา 3 เดือน อีกกรุ๊ปได้ทานยาหลอก พบว่าหลุ่มได้รับถั่งเช่ามีคุณภาพชีวิตที่(จากการทดสอบ AQLQ)อย่างเป็นจริงเป็นจัง เทียบกับกรุ๊ปที่ได้รับยาหลอก ผลสรุปคือถั่งเช่าช่วยโรคหอบหืด ปอด รวมทั้งลดการอักเสบในกลุ่มผู้ป่วยโรคหอบหืดระดับกึ่งกลางถึงรุนแรงได้จริง
-จากการทดลองในหนู พบว่าถั่งเช่าสกัดช่วยลดอาการอักเสบในระบบทางเดินหายใจได้
สมุนไพร ถั่งเช่าช่วยเสริมภูมิต้านทานให้แข็งแรง
-การทดสอบที่แคนดาพบว่าถั่งเช่าช่วยเสริมแนวทางการทำงานของเม็ดเลือดขาวและก็กระตุ้นระบบภูมิต้านทานในหนูได้จริง
ถั่งเช่าช่วยบำรุงรักษาระบบแพร่พันธุ์
-ในจีนได้มีการทดสอบกับคนที่เผชิญปัญหาเสื่อมสมรรถนะทางเพศ 189 คน โดยให้ทานถั่งเช่า 3 กรัม ต่อวัน ตรงเวลาติดกัน 40 วัน พบว่าสามารถฟื้นฟูสมรรถนะผู้รับการทดสอบได้ถึง 66%
ถั่งเช่าเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอวัย ทำให้แก่ช้าลง ผิวพรรณผ่องใส ไม่ให้ผิวหนังเสื่อมเร็ว
-ได้มีการนำสาร Cordycepi ที่เจอในถั่งเช่า มาทดสอบการหยุดยั้งผลพวงจากแสงอาทิตย์ที่มีต่อผิว ผลปรากฎว่าสารดังที่กล่าวมาแล้วสามารถคุ้มครองการเหนียวนำการสร้าง MMP เมื่อผิวโดนรังสี UVB ได้ ซึ่งหมายถึงสามารถปกป้องการเสื่อมของผิวหนังเมื่อโดนแสงอาทิตย์ได้

ถั่งเช่าช่วยการรักษาโรคไตเรื้อรัง บำรุงไตรวมทั้งฟื้นฟูหลักการทำงานของไตได้
-ได้มีการทดสอบให้คนป่วยไตวายเรื้อรัง 37 คน ทานถั่งเช่า 5 กรัมต่อวันตรงเวลา 1 เดือน ผลปรากฏว่าค่าไตมาก ได้แก่ (creatinine,urinary proteins
-ถั่งเช่าช่วยให้ร่างกายสารภาพการเปลี่ยนถ่ายไต ได้มีการทดสอบเทียบในคนไข้สำนักงานเปลี่ยนถ่ายไต โดยให้ถั่งเช่า 3 กรัม ต่อวันควบคู่ไปกับยาแผนปัจจุบัน ส่วนอีกกลุ่มได้รับเพียงยาแผนปัจจุบันเท่านั้น ผลคือสาร Cyclosporing ในเลือด แล้วก็โปรตีนในฉี่ของกรุ๊ปที่ได้ทานถั่งเช่า ต่ำลงยิ่งกว่ากลุ่มไม่ได้ทาน แสดงให้เห็นว่าถั่งเช่าช่วยให้ร่างกายคนไข้เห็นด้วยการเปลี่ยนถ่ายไตเจริญมากยิ่งกว่าเดิม
-นอกเหนือจากนั้นมีแถลงการณ์ว่าการให้คนไข้ที่หลักการทำงานของไตบกพ่องจากการใช้ยา gentamicin กินถั่งเช่า4.5 กรัม/วัน ส่งผลทำให้ระบบการทำงานของไตปกติ 89% เปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุมหลังจากกินถั่งเช่าเพียงแค่ 6 วัน
สมุนไพร ถั่งเช่าฆ่าเนื้องอก ยั้งมะเร็ง
-ในปี 2011 ได้มีการนำสาร cordycepin จากถั่งเช่ามาทดสอบกับเซลล์ของโรคมะเร็งเต้านมของผู้คน cordycepin สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งเต้านมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-ที่ประเทศเกาหลีใต้ได้ทำทดลองกระตุ้นหนูทดลองให้กำเนิดมะเร็ง แล้วหลังจากนั้นให้หนูกรุ๊ปหนึ่งทานสารสกัดถั่งเช่า ส่วนอีกกรุ๊ปมิได้รับสารสกัดถั่งเช่า ข้างหลังผ่านไป 21 วัน พบโรคมะเร็งในกลุ่มหนูทดลองที่ได้รับสารสกัดถั่งเช่ามีขนาดเล็กกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับสารสกัดถั่งเช่า
ถั่งเช่าแก้พิษจากการฉายรังสี แล้วก็กระบวนการทำคีโม
-การทดสอบใน University of Louisville ประเทศอเมริกา พบว่าสารเบต้ากลูแคน(ซึ้งเจอได้ในกรุ๊ปถั่งเช่า)ช่วยทำให้ผู้เจ็บป่วยมะเร็งที่ได้รับฉายเคมีหรือเคมีบำบัดฟื้นได้เร็ว เนื่องจากว่ากระตุ้นการผลิตเม็ดเลือดขาวให้มีปริมาณเพิ่มสู่สถานการณ์ปกติได้เร็วขึ้น
ถั่งเช่าคุ้มครองปกป้องอัมพฤกษ์ อัมพาต ด้วยการคุ้มครองการแข็งตัวของเกล็ดเลือด
-จากการทดลองในเส้นเลือดทดลอง พบว่าสารโพลีแซคติดอยู่ไรค์ในถั่งเช่า สามารถช่วยปกกันการจับตัวของเกล็ดเลือดได้
ถั่งเช่าปกป้องความจำไม่ดี
-ลดการเสียชีวิตของ cell สมอง
ถั่งเช่าช่วยผู้เจ็บป่วยโรคหัวใจ
-สมุนไพร ได้มีการทดลองให้คนป่วยโรคหัวใจล้มเหลวเรื้อรังทานถั่งเช่าพร้อมกันไปกับยาแผนปัจจุบัน3-4 กรัมต่อวัน เป็นเวลา 23-29 เดือน พบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับถั่งเช่าควบคู่ไปด้วยมีอาการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เทียบกับกรุ๊ปที่ได้รับแต่ว่ายาแผนปัจจุบันสิ่งเดียวโดยกรุ๊ปที่ได้รับถั่งเช่ามอาการหายใจถี่ลดลง ไม่อ่อนล้าง่าย สภาพร่างกายรวมทั้งจิตใจสมบูรณ์แข็งแร็งขึ้น รวมทั้งมีสรรมภาพทางเพศดีขึ้นอีกด้วย

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

11

ถั่งเช่า
การกินถั่งเช่าโดยสวัสดิภาพ
แม้กินในช่วงเวลาสั้นและก็จำนวนที่พอเหมาะพอควร ถั่งเช่าออกจะมีความปลอดภัย แต่ว่ามีข้อควรคำนึงบางประการ ดังต่อไปนี้
การเลือกกินสมุนไพรถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมควรที่จะเลือกจากแหล่งผลิตที่ไว้ใจได้รวมทั้งผ่านกรรมวิธีที่ถูกต้อง เนื่องจากว่ามีความเป็นไปได้ต่อการปนเปื้อนพิษและก็สารเคมีที่มีอันตรายต่อสภาพร่างกาย
ถั่งเช่าอาจทำให้กำเนิดอาการท้องร่วง อาเจียน หรือปากแห้งในบางราย
การรับประทานถั่งเช่าพร้อมกันกับยาบางชนิด ยกตัวอย่างเช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยายับยั้งลักษณะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ยาซัยวัวลฟอสฟาไมด์ หรือคาเฟอีน อาจจะก่อให้ปฏิกิริยาระหว่างยา คนที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาบางตัวในช่วงเวลานั้นควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกหน
ก่อนจะมีการรับประทานถั่งเช่าในแบบปกติหรืออาหารเสริม ควรจะหารือหมอหรือผู้ชำนาญเกี่ยวกับปริมาณและช่วงเวลาสำหรับเพื่อการรับประทาน เพื่อลดการเสี่ยงสำหรับการเป็นผลข้างเคียงหรือปฏิกิริยาระหว่างยาและร่างกาย
สตรีตั้งครรภ์หรืออยู่ในตอนให้นมบุตรควรจะเลี่ยงที่จะกิน เพราะเหตุว่ายังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยสำหรับในการกินมากมายเพียงพอ ถ้าเกิดอยากได้รับประทานควรจะปรึกษาหมอทุกคราว
ผู้ป่วยในกรุ๊ปโรคภูไม่ต้านทานตัวเอง ดังเช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งหรือโรคเอมเอส โรคลูปัส โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์  ไม่สมควรรับประทาน เพราะเหตุว่าถั่งเช่าอาจจะก่อให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายไวต่อการกระตุ้นเยอะขึ้น ซึ่งนำมาซึ่งการทำให้ลักษณะของคนไข้ห่วยลง
ถั่งเช่าอาจจะส่งผลให้เลือดแข็งช้า คนเจ็บสภาวะเลือดออกไม่ปกติอาจมีการเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดเลือดออกได้ง่ายขึ้น และผู้เข้ารับการผ่าตัดควรหลีกเลี่ยงที่จะกินถั่งเช่าก่อนเข้ารับการผ่าตัดอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อลดการเสี่ยงจากการเกิดเลือดออกมากในขณะผ่าตัด
การศึกษาทาวิทยา
จากการเรียนรู้ข้างต้นถือว่ายังไม่มีหลักฐานเพียงพอต่อการสรุปข้อมูล เนื่องจากยังเป็นการทดสอบการใช้ถั่งเช่าในรูปแบบการรักษาเสริมควบคู่กับยาหลักหวานใจษาโรค ทั้งยังช่วงเวลาในการทดสอบค่อนข้างจะสั้น กรุ๊ปผู้ป่วยเป็นเด็ก และไม่มีการติดตามผลในระยะยาว จึงจะต้องเรียนรู้เพิ่มอีกในอนาคตด้านอื่นๆผู้ดูแลหรือผู้ป่วยควรขอความเห็นแพทย์ก่อนที่จะมีการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรใดๆแล้วก็ถั่งเช่าสำหรับในการรักษาโรค
ต่ออายุการตายของผู้เจ็บป่วย ถั่งเช่ายังคงใช้เป็นการรักษาโอกาสจากธรรมชาติที่ช่วยต่ออายุผู้เจ็บป่วยโรคไตให้ยาวนานขึ้น โดยให้ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งตับที่เกิดขึ้นมาจากต้นเหตุต่างๆปริมาณ 101 คน ทดสอบรับประทานถั่งเช่าและสารจากธรรมชาติอื่น 11 ประเภท ในปริมาณที่ไม่เหมือนกันเป็นระยะเวลาราว 13 เดือน ข้างหลังถึงกำหนดก็เลยวัดผลด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ สารชี้มะเร็ง และตรวจการดำเนินการของตับ ผลพบว่า ผู้เจ็บป่วยที่รักษาด้วยการใช้ถั่งเช่าและก็สารจากธรรมชาติ 4 ประเภทหรือมากกว่าขึ้นไป มีชีวิตรอดยาวนานอย่างชัดเจนกว่าคนเจ็บที่ได้รับสารจากธรรมชาติน้อยกว่า 3 จำพวก และยังไม่พบผลข้างเคียง ดังนี้ เป็นการศึกษาค้นคว้าที่เก็บข้อมูลย้อนหลัง รวมทั้งเป็นการศึกษาถั่งเช่าร่วมกับสารธรรมชาติตัวอื่น จึงไม่สามารถที่จะเอามาสรุปผลได้แจ่มชัด แม้กระนั้นบางทีอาจรอข้อสนับสนุนอื่นเพิ่ม เพื่อช่วยรับรองความสามารถของถั่งเช่า
โรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี มีการใช้ถั่งเช่าสำหรับในการรักษาโรคที่เกี่ยวโยงกับโรคตับอยู่หลายโรค ซึ่งรวมทั้งโรคไวรัสตับอักเสบ บี โดยมีการเล่าเรียนความสามารถของการใช้ถั่งเช่าในผู้เจ็บป่วยโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรังจำนวน 25 คน ในช่วงเวลา 3 เดือน เพื่อเทียบผลก่อนแล้วก็หลังการทดลอง จากการทดลองพบว่าระดับเซลล์เม็ดเลือดขาวทีลิมโฟไซต์ที่แสดงระดับภูมิต้านทานของร่างกายเพิ่มขึ้น อาจเป็นประโยชน์ต่อการดูแลและรักษาพังผืดในตับของคนเจ็บโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง
ยิ่งกว่านั้น ยังมีการเรียนรู้สมุนไพรผลจากการรับประทานสารสกัดถั่งเช่าในคนไข้โรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง ปริมาณ 60 คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม กรุ๊ปแรกได้รับประทานสารสกัดถั่งเช่า ครั้งละ 8 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง แล้วก็อีกกลุ่มได้รับยาสมุนไพรประเภทอื่น ครั้งละ 5 เม็ด วันละ 3 ครั้งเช่นกัน ผลพบว่า ผู้เจ็บป่วยที่รับประทานสารสกัดจากถั่งเช่ามีการอักเสบของตับลดน้อยลงราว 81% และการเกิดพังผืดต่ำลง 52% แต่ยังมีคนเจ็บอีก 33% ที่ไม่เจอความเคลื่อนไหวของการเกิดพังผืดในตับ จึงอาจเป็นหลักฐานที่มั่นใจว่าสมุนไพร ถั่งเช่าอาจช่วยเพิ่มลักษณะการทำงานของตับ ลดการอักเสบของตับลงและการเสี่ยงสำหรับการกำเนิดพังผืดที่ตับ

มองยังไงอันไหนถั่งเช่าเลียนแบบ
สำหรับถั่งเช่าประเทศทิเบตซึ่งเป็นถั่งเช่าที่ราคาแพงแพง ก็เลยมีการทำปลอมกันเยอะ เอาเข้าจริงเป็นเรื่องยากมากมายๆที่จะดูออกต้องมองหลายแบบ แต่หนทางคร่าวๆก็จะเป็นไปตามนี้
1.ท่อนหัวของ ถั่งเช่านั้นควรเป็นแท่งทรงกลมเป็นเงาคล้ายทรงกระบอก
2.เพราะเหตุว่า ถั่งเช่าเคยเป็นหนอนมาก่อน ของแท้จะต้องเป็นหยักๆเรียงกันสวยเสมือนตัวหนอน
3.ราคาจะต้องไม่ถูกจนถึงเหลือเกิน ถ้ามีใครกันแน่เสนอขาย ถั่งเช่าให้พวกเราราคาถูกสันนิฐานไว้ก่อนเลยว่าเลียนแบบ
แต่ถ้าเกิดว่าเป็นถั่งเช่าในแคปซูลพวกเราก็จำเป็นต้องมองว่าได้รับการรับรองจากหน่วยราชการอย่างถูกต้องหรือไม่ เพราะเหตุว่าหากเป็นของแท้จะมี หากไม่มีแสดงว่ามีโอการเป็นของปลอมสูงมาก ไหมไม่เป็นอันตราย
วิธีทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การที่จะทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชนสูงสุดนั้นเราก็จำเป็นต้องเลือกทานตามแบบของถั่งเช่าเป็นหลัก โดยที่มีหลักๆอยู่ 2 แบบก็คือ แบบธรรมชาติ แล้วก็แบบ แคปซูล
1.ถั่งเช่าแบบธรรมชาติ-หลายๆคนนิยมถั่งเช่าแบบธรรมชาติด้วยการเคี้ยว ซึ้งถือเป็นการเปลืองที่ไม่ค่อยถูกวิธีมากแค่ไหน ด้วยเหตุว่าคุณสมบัติในตัวถั่งเช่านั้น จะดำเนินการก้าวหน้าเมื่อถูกความร้อนด้วยเหตุนั้นควรรับประทานแบบที่โนความร้อนดีกว่าโดยวิธีที่ออกจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็คือการนำถั่งเช่าราว 2-3 ตัว ไปแช่ลงไปในน้ำร้อน ทิ้งไว้ซัก 5 นาทีแล้วจึงนำน้ำมาดื่มจนกว่าน้ำหมด แล้วให้เพิ่มเติมน้ำร้อน ได้อีก 2 ครั้ง ร่างกายก็จะได้สารคอร์ไดเซปินไปอย่างครบถ้วน
2.ถั่งเช่าแบบแคปซูล- ตัวถั่งเช่าแบบแคปซูลเวลาทานจะดูสิ่งที่มีความต้องการเป็นหลักว่า ต้องการทานเพื่อสุขภาพ หรือกำหนดที่โรคอะไร แล้วก็ทานตามปริมาณที่สมควร อย่างถ้าพวกเราอยากทารเพื่อสุขภาพ ให้ทาน เช้า-เย็น อย่างละ 1 แคปซูล เน้นโรคภูมิแพ้รวมทั้งอื่นๆทาน เช้าตรู่ เย็น อย่างละ 2 แคปซูลเวลาทานจะทานตอนหลังอาหารหรือท้องว่างก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นอันตรายหรือกัดกระเพาะ

12

ถั่งเช่า
ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรลำดับแรกๆของโลกยุคปัจจุบัน ด้วยสรรพคุณมากไม่น้อยเลยทีเดียวที่ได้จากถั่งเช่า จึงทำให้ไม่ว่าใครก็ต่างสรรเสริญให้ สมุนไพร ถั่งเช่านั้นเป็นสมุนไพรที่เยี่ยมที่สุด เมื่อก่อนถ้ากล่าวถึง ถั่งเช่าอาจจะมีไม่ค่อยเป็นที่รู้จักสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวไทยอย่างพวกเราๆแต่ลองมาถามในเวลานี้สิจะมีใครกันแน่บ้างที่ไม่รู้จักยอดเยี่ยมสมุนไพรจำพวกนี้ เพราะว่าในตอนนี้ถั่งเช่านั้นได้รับความนิยมอย่างมากมาย และก็แพร่หลายด้วยคุณประโยชน์มากมายก่ายกองอาทิเช่น ช่วยบำรุงรักษาร่ากาย บำรุงเกี่ยวกับทางเท้าหายใจรวมไปถึงยังสามารถช่วยเพิ่มสมรรถทางเพศได้อีกด้วย ไม่หนำซ้าผู้คนล้นหลามยังเชื่อว่าเจ้าตัว ถั่งเช่านั้นสามารถรักษาโรคมะเร็งเจริญอีกด้วย
ทานถั่งเช่าได้ผลภายในกี่วัน
-ช่วยรักษามีอาการจากการที่สืบไปมาจากการเป็นโรคไตได้แก่อาการ ปวดหลัง ปัสสาสะบ่อยมาก เป็นต้น
-ช่วยเพิ่มความฟิตให้กับร่างกายของนักกีฬาได้เป็นอย่างดี โดยยิ่งไปกว่านั้นนักกีฬาประเภทวิ่งแข็ง หรือนักกีฬาที่ใช้ภาระหน้าที่กำลังมหาศาล
-ถั่งเช่า ช่วยเพิ่มความสามารถเพศได้เป็นอย่างดีเนื่องจากว่า ถั่งเช่านั้นช่วยให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงที่ของลับได้มากขึ้น-ช่วยให้น้ำอสุจิอสุจิแข็งแร็ง
-ช่วยลด รวมทั้งต่อต้านอนุมูอิสระในร่างกาย ช่วยยั้งและชะลอความแก่ได้ รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขซ่อนแซมเซลต่างๆที่เสื่อมในร่างกาย
-ช่วยเพิ่มความจำ รวมทั้งคุ้มครองโรคสมองเสท่อมได้
-ช่วยลดอาการใจสั่น รวมทั้งหัวใจเต้นเร็ว ที่เกิดขึ้นจากโรคเกี่ยวกับความดันเลือด
-ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยเพิ่มระดับออกสิเจนในเลือด รวมถึงช่วยทำให้เลือดมีระบบระเบียบไหลเวียนที่
-ถั่งเช่า ช่วยยับยั้งเชื้อร้ายอย่างแบคทีเรียในร่างกายได้ถึงแม้ว่าจะเชื้อแบคทีเรียที่ร้ายแรงอย่างวัณโรคก็ตาม
-ช่วยทำให้เลือดลมของสุขภาพสตรีเดินดียิ่งขึ้น รอบเดือนมาปกติ รวมทั้งยังช่วยทำให้สุขภาพสตรีมีความพร้อมเพรียงที่จะมีบุตรเยอะขึ้นด้วย
-ช่วยต้านโรคมะเร็ง ด้วยความที่สารคอร์ไดเซปินใน ถั่งเช่าเป็นสารต้านโรคมะเร็งทำให้ยั้งการเป็นวัณโรคมะเร็งได้ รวมทั้งช่วยไม่ให้ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งที่หายแล้วกลับมาเป็นอีก

วิธีทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การที่จะทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชนสูงสุดนั้นพวกเราก็จำเป็นต้องเลือกทานตามแบบของถั่งเช่าเป็นหลัก โดยที่มีสำคัญๆอยู่ 2 แบบก็คือ แบบธรรมชาติ แล้วก็แบบ แคปซูล
1.ถั่งเช่าแบบธรรมชาติ-ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยนิยมถั่งเช่าแบบธรรมชาติด้วยการบด ซึ้งถือว่าเป็นการกินที่ไม่ค่อยถูกวิธีมากแค่ไหน เพราะว่าคุณสมบัติในตัวถั่งเช่านั้น จะดำเนินการได้ดีเมื่อถูกความร้อนฉะนั้นควรจะรับประทานแบบที่โนความร้อนดีกว่าโดยวิธีที่ค่อนข้างได้ผลดีที่สุดก็คือการนำถั่งเช่าโดยประมาณ 2-3 ตัว ไปแช่ในน้ำร้อน ทิ้งเอาไว้ซัก 5 นาทีแล้วหลังจากนั้นก็ให้นำน้ำมาดื่มจนกว่าน้ำหมด ต่อจากนั้นให้เพิ่มน้ำร้อน ได้อีก 2 ครั้ง ร่างกายก็จะได้สารคอร์ไดเซปินไปอย่างครบถ้วน
2.สมุนไพร ถั่งเช่าแบบแคปซูล- ตัวถั่งเช่าแบบแคปซูลเวลาทานจะดูสิ่งที่มีความต้องการเป็นหลักว่า อยากทานเพื่อสุขภาพ หรือเฉพาะเจาะจงที่โรคอะไร และก็ทานตามจำนวนที่สมควร อย่างถ้าเกิดเราอยากได้ทารเพื่อสุขภาพ ให้ทาน เช้าตรู่-เย็น อย่างละ 1 แคปซูล ย้ำโรคภูมิแพ้รวมทั้งอื่นๆทาน ตอนเช้า เย็น อย่างละ 2 แคปซูลเวลาทานจะทานตอนหลังของกินหรือท้องว่างก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นอันตรายหรือกัดกระเพาะ
สมุนไพร ถั่งเช่าตัวอย่างการวิจัยเล็กน้อยที่เกี่ยวโยงกับฤทธิ์ของ ถั่งเช่าในทางเภสัชวิทยา โดยที่เป็นการค้นคว้าวิจัยในตัวของคน ดังต่อไปนี้
-จากการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธิ์จาก ถั่งเช่าที่ส่งผลกระตุ้นสมรรถทางเพศของเพศชายจากจำนวนแบบอย่างทั้งปวง 22 คน ผลปรากฏว่า ฤทธิ์ของ ถั่งเช่านั้นสามารถช่วยเพิ่มสเปิร์มในเชื้อน้ำเชื้อของเพศชายจากกลุ่มทดลองได้ถึง33%รวมทั้งยังสามารถช่วยลดปริมาณสเปิร์มที่อ่อนแอ ไหมธรรมดาลงในเชื้อน้ำอสุจิของผู้ชายจากกลุ่มทดลอง29%จากการที่เพียงแค่ให้เพศชายจากกลุ่มของตัวอย่างนี้รับประทาน ถั่งเช่าเพียงแค่เป็นอาหารเสริมเพียงแค่นั้น ยิ่งกว่านั้นยังมีอีกหนึ่งแบบอย่างแบบอย่างร่วมกันที่เป็นการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความสามารถทางเพศ คือมีการให้กลุ่มของตัวอย่างทั้งหมดศ คือมีการให้กลุ่มของตัวอย่างทั้งสิ้นศชาย และก็ผู้หญิงปริมาณ 189 คน ที่มีภาวะอารมณ์ทางเพศลดน้อยลงได้ทดลองรับประทาน ถั่งเช่าผลปรากฏว่า สามารถช่วยทำให้กลุ่มทดลองทั้งหมดศชาย แล้ผู้หญิงนั้นให้กลับมามีอารมณ์ทางเพศที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 66%
-จากการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธ์จาก ถั่งเช่าที่ส่งผลช่วยลดน้ำตาลในเลือด ศึกษาและทำการค้นพบว่าถั่งเช่านั้นสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สูงสุดถึง 95% โดยทานถั่งเช่าแค่เพียงวันละ 3 กรัมเพียงแค่นั้น โดยต่างจากกรุ๊ปที่ยังคงรักษาด้วยยาแผนปัจุบันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากว่าการควบคุมระดับน้ำตาลจากยาแผนปัจจุบันนั้นสามารถคุมระดับน้ำตาลเพียงแค่ได้เพียงแต่ 54 % เท่านั้น
ถั่งเช่าสายพันธุ์ไหนที่ดีที่สุด?
ถั่งเช่ามีมากมายหลายแบบ นานัปการสายพันธุ์ แล้วก็จากหลายพื้อที่ ทั้งแบบเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แล้วก็แบบที่เกิดขึ้นมาจากวิธีการเพาะเลี้ยง ส่วนถั่งเช่าสายพันธ์ไหนที่แพงที่สุดในโลกนั้นก็คงจะจำเป็นต้องพูดว่าเป็นถั่งเช่าสายพันธ์ประเทศทิเบต ต้นเหตุก็เนื่องจากหายาก แม้กระนั้นในขณะนี้ได้มีหลักฐานการตรวจสอบแล้วก็พบว่าสารออกฤทธิ์สำคัญสำหรับในการรักษาโรคของเห็ดถั่งเช่าสีทอง(ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย) มีมากยิ่งกว่าถั่งเช่าประเทศทิเบตหลายเท่า นอกเหนือจากนี้การที่เห็ดถั่งเช่าสีทองคำสามารถเพาะเลี้ยงได้ทให้สามารถควบคุมสารเจือปนและโลหะหนักให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ง่ายดายกว่าถั่งเช่าทิเบตที่เก็บมาจากธรรมชาติ
เกรดของถั่งเช่า
เว้นแต่ถั่งเช่ามีหลายสายพันธุ์แล้ว ถั่งเช่ายังมีหลายเกรดอีกด้วย โดยหลักๆที่พบในตอนนี้และตามตลาดก็จะมี 2 เกรดร่วมกันดังนี้
-เกรด AAA –ถั่งเช่าเกรด AAAเป็นถั่งเช่าที่ได้รับการคัดสรรมาอย่าดีว่าเป็น ถั่งเช่าที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งสารอาหารมากมายว่า ถั่งเช่าธรรมดา รวมทั้งเป็น ถั่งเช่าที่มีขนาดมาตรฐาน และถูกเก็บมาในขณะที่ถูก
-เกรด A-ถั่งเช่าเกรด Aหมายถึงถั่งเช่าที่มีคุณสมบัติแทบราวกับถั่งเช่าเกรด AAA ทุกอย่าง เพียงแต่ว่าขนาดของมันนั้นไม่ได้มาตรฐานเพียงเท่านั้น
นอกเหนือจากถั่งเช่า 2 เกรดที่ว่ามาแล้วนั้นยังมีเกรดอื่นๆแม้กระนั้นไม่เป็นที่ชื่นชอบในท้องตลาด ที่นิยมก็มีแค่ 2 เกรดหลักๆแค่นั้น เพื่อความปลอดภัยเราควรจะซื้อ ถั่งเช่าจากร้านขายยา หรือสมุนไพรจีนที่เปิดให้บริการมาอย่างยาวนาน หรือร้านค้าที่เป็นที่นิยมกับคนทั่วไป ดังนี้นั้นก็เพื่อก็เพื่อความไม่รู้สึกกลุ้มใจรวมทั้งจะได้ไม่ถูกหลอกให้จับจ่ายซื้อของเลียนแบบนั้นเอง

13

ลูกใต้ใบ
ชื่อสมุนไพร  ลูกใต้ใบ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน  ต้นหญ้าใต้ใบ,มะขามป้อมดิน,หน่วยใต้ใบ (ภาคเหนือ) ,หญ้าใต้ใบขาว (สุราษฎร์ธานี),จูเกี๋ยเช่า (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn.
ชื่อสามัญ Egg woman, Tamalaki, Stonebreaker.
สกุล  EUPHORBIACEAE
ถิ่นเกิด ลูกใต้ใบมีถิ่นเกิดในแถบเขตร้อนต่างๆของโลกอีกทั้งในทวีป อเมริกาใต้ แอฟริกา รวมทั้งทวีปเอเชีย และมีการกระจัดกระจายจำพวกไปอยู่ในหลายๆประเทศเขตร้อนของภูมิภาคดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น อาทิเช่น เปรู บราซิล ทางตอนใต้ของอเมริกา อินเดีย ไทย พม่า ลาว อื่นๆอีกมากมาย ส่วนในประเทศไทยนั้น ต้นลูกใต้ใบสามารถเจอได้ทั่วทุกจังหวัด ตั้งแต่ในสมัยก่อนจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ โดยพบบ่อยในหรือตามบริเวณเงาไม้ใหญ่ในที่แจ้งทั่วไป หรือขึ้นแซมกับพืชที่เกษตรกรปลูก จนถึงจำเป็นต้องถูกกำจัดราวกับวัชพืชอื่นๆเลยทีเดียว
ลักษณะทั่วไป ลูกใต้ใบ เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กจัดอยู่ในสกุล Euphorbiaceae จีนัส Phyllanthus เหตุที่มีชื่อเรียกว่า ลูกใต้ใบ, หญ้าลูกใต้ใบ หรือ หญ้าใต้ใบ เนื่องด้วยส่งผลขนาด เล็กออกตามซอกก้านใบย่อยแล้วก็แขวนลงให้มีความเห็นว่าลูกอยู่ใต้ใบ ในประเทศไทยมีไม้ล้มลุกที่ มีลักษณะดังที่กล่าวถึงแล้วคล้ายกันแล้วก็ถูกเรียกว่าลูกใต้ใบอยู่ขั้นต่ำ 5 ประเภทหรือสปีชีส์ (species) ยกตัวอย่างเช่น Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn., P. debilis, P. niruri, P. urinary Linn (ต้นหญ้าใต้ใบ) และ P. virgatus G. Forst. แต่มีรายงานการศึกษาเรียนรู้พบว่าลูกใต้ใบประเภท P.amarus Schumach. & Thonn. นั้นเป็นชนิดที่ให้สารที่มีสรรพคุณทางยามากที่สุด ซึ่งลูกใต้ใบฃนิดนี้มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ดังต่อไปนี้

  • ต้นลูกใต้ใบ จัดเป็นไม้ล้มลุก แก่เพียงแต่ปีเดียว มีความสูงประมาณ 10-50 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านสาขามาก ลำต้นไม่มีขน และก็ทุกส่วนของต้นมีรสขม
  • ใบลูกใต้ใบ ใบเป็นใบผู้เดียวประกอบแบบขนนกเรียงสลับกันชั้นเดี่ยวปลายคี่ มีใบย่อยโดยประมาณ 23-25 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานปนรูปไข่กลับ โคนใบมนแคบ ส่วนปลายใบมนกว้างของใบเรียบไม่มีขน ใบด้านล่างสีอ่อนกว่าข้างบน ใบมีขนาดกว้างโดยประมาณ 3-4 มม.แล้วก็ยาวประมาณ


5-10 มม. มีก้านใบสั้นมาก มีหูใบสีขาวนวล ลักษณะเป็นสามเหลี่ยมปลายแหลมเกาะติดอยู่ 2 อัน

  • ดอกลูกใต้ใบ ดอกเป็นแบบแยกเพศ มีขนาดเล็กสีขาว เส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 0.08 เซติเมตร ดอกเพศเมียมักจะอยู่รอบๆโคนก้านใบ ส่วนดอกเพศผู้ชอบอยู่บริเวณส่วนปลายของก้านใบ มักออกเป็นกระจุกๆละ 2-3 ดอก โดยดอกตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าดอกตัวผู้โดยประมาณ 2 เท่า และดอกลำพังๆเกสรตัวผู้มี 3 ก้าน โคนก้านเกสรเชื่อมกันเล็กน้อย มีอับเรณูแตกอยู่ตามแนวยาว ส่วนกลีบรองและกลีบเป็นรูปไข่ ขอบกลีบมีสีอ่อน
  • ผลลูกใต้ใบ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมแป้น ผิวเรียบมีสีเขียวอ่อนนวล ผลมีขนาดราว 0.15 เซนติเมตร โดยผลชอบเกาะติดอยู่รอบๆใต้โคนของใบย่อย และอยู่ในรอบๆกลางก้านใบ ผลเมื่อแก่จะแตกเป็นพู 6 พู ในแต่ละพูจะมีเมล็ด 1 เม็ด สีน้ำตาล มีลักษณะเป็นรูปเสี้ยว 1 ส่วน 6 ของทรงกลม มีสันตามแนวยาวทางข้างหลัง และมีขนาดเล็กมากมายโดยประมาณ 0.1 ซม.


การขยายพันธุ์  ลูกใต้ใบเป็นพันธุ์พืชซึ่งสามารถพบได้บ่อยในและก็ตามขอบไม้ในที่แจ้งทั่วทุกภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าฝนจึงไม่มีการนิยมปลูกในเชิงพาณิชย์อะไร  ส่วนการขยายพันธุ์ของลูกใต้ใบนั้นสามารถแพร่พันธุ์ได้โดยการใช้เม็ด  ในขณะนี้นั้นเมื่อเริ่มมีการตื่นตัวถึงสรรพคุณของลูกใต้ใบที่มีรายงานการศึกษาค้นคว้าวิจัยมารับรองแล้วนั้น  ก็เลยเริ่มเห็นมีการเพาะกล้าของลูกใต้ใบมาและเกษตรกรก็เริ่มเพาะปลูกลูกใต้ใบเพื่อจัดจำหน่ายมากเพิ่มขึ้นกว่าสมัยก่อน
องค์ประกอบทางเคมี ส่วนประกอบทางเคมีของลูกใต้ใบจะประกอบไปด้วยสารแทนนิน (Tannins), ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids), ลิกแนนส์ (Lignans), ไกลโคไซด์ (Glycosides), ซาโปนิน (Saponin) อื่นๆอีกมากมาย  และสมุนไพรลูกใต้ใบยังประกอบไปด้วยแร่ที่สำคัญอีกได้แก่  ธาตุโซเดียม 0.86 %, ธาตุโพแทสเซียม 12.84 %,  ธาตุเหล็ก 10.68 %, ธาตุแคลเซียม 6.57 %, ธาตุแมกนีเซียม 0.34 %, ธาตุอะลูมิเนียม 3.92 %, ธาตุฟอสฟอรัส 0.34 %
 
 
 
 
 
 
                                                       ที่มา  :  Wikipedia
สรรพคุณ  ด้านคุณประโยชน์ของลุกใต้ใบนั้นชาวไทยมีความเชื่อมาตั้งแต่ครั้งโบราณว่าลูกใต้ใบสามารถป้องกันตับจากพิษของสารเคมี และถูกประยุกต์ใช้เป็นสมุนไพรเพื่อช่วยรักษาคนเจ็บที่เป็นโรคมะเร็งตับให้แก่ยาวขึ้น รวมทั้งยังมีสรรพคุณตามตำรายาไทยอีกหลายอย่างดังเช่นว่า ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย  บำรุงธาตุในร่างกาย เจริญอาหาร รักษาโรคตา ควบคุมและก็ลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความดันเลือด แก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยลดไข้ทุกประเภท ช่วยรักษาไข้มาลาเรีย ช่วยแก้อาการไอ ช่วยแก้หืด ช่วยแก้อาการร้อนในอยากดื่มน้ำ ช่วยขับเหงื่อ ขับฉี่ ช่วยขับเสมหะ แก้ท้องเดิน  แก้ปวดท้อง  ท้องมาน แก้บิด ข้อระดูขาวไข้ระดูของสตรี รักษาไข้ทับเมนส์  ช่วยทำนุบำรุงสายตา ทำให้สายตาดี แก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยลดไข้ทุกชนิด ช่วยแก้พิษตานซาง แก้น้ำเหลืองเสีย  บำรุงตับ รักษาดีซ่าน ยอดอ่อนใช้รักษาลักษณะของการปวดข้อ  ปวดกระดูก ลดอาการอักเสบ แก้เริม ฯลฯ
ต้นแบบ/ขนาดวิธีการใช้

  • แก้ไข้ ให้นำต้นสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำจำนวน 2 ถ้วยแก้ว แล้วต้มจนถึงเหลือน้ำ 1 1/2 ถ้วยแก้ว กินครั้งละครึ่งถ้วยแก้ว
  • รักษาโรคเริม ให้ใช้ลูกใต้ใบโดยประมาณ 5 ใบ ตำผสมกับสุราแล้วคั้นเอาแต่เอามา ต่อจากนั้นใช้สำลีชุบน้ำยามาติดตรงที่เป็น
  • รักษาอาการปวดข้อ ใช้ยอดอ่อนมาต้มกับน้ำแล้วดื่มรักษาอาการปวดกระดูก ปวดข้อ
  • แก้เมื่อย นำลูกใต้ใบมาล้างน้ำ และสับเป็นชิ้นเล็กๆผึ่งแดดให้แห้ง ต้มใส่หม้อดิน นำมาดื่มแทนชา
  • แก้ไอ นำใบอ่อนของต้นใต้ใบ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 แก้ว เคี่ยวกระทั่งเหลือน้ำ 1 1/2 แก้วใช้จิบแก้ไอ
  • ขับระดู นำต้นลูกใต้ใบมาต้มกิน ก็จะช่วยในการปรับสมดุลเลือดลมในร่างกาย ทำให้เมนส์มาเป็นปกติได้
  • ไข้ทับเมนส์ ให้นำลูกใต้ใบทั้งยัง 5 มาล้างน้ำสะอาด เอามาตำผสมเหล้าขาว คั้นเฉพาะน้ำยามาดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชา
  • บำรุงสายตาให้ใช้ผลต้มดื่มรวมทั้งยังช่วยรักษาโรคตา
  • กำจัดพิษออกจากตับ ใช้ต้มดื่มติดต่อกันประมาณ 1 อาทิตย์ ป้องกันไม่ให้ตับถูกทำลายจากสารพิษต่างๆและช่วยทำนุบำรุงตับ
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา  จากการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยในหลอดทดสอบ
หลายรายงานพบว่าลูกใต้ใบสามารถยั้ง DNA poly-merase ของ HBV ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีสำหรับสังเคราะห์ DNA ของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ดังเช่น สารสกัดเมทานอลจากลูกใต้ใบ (ไม่ระบุความเข้มข้น) สารสกัดเมทานอลจากทั้งต้น (ไม่ระบุความเข้มข้น) สารสกัดน้ำจากต้น มีค่า IC50 เท่ากับ 500 มค.กรัม/มล. สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้น ความเข้มข้น 75 มค.กรัม/มิลลิลิตร สารสกัดน้ำจากต้นมีฤทธิ์อ่ออนในการยั้ง DNA polymerase ของ HBV มีค่า IC50 พอๆกับ 59 มค.กรัม/มล. รวมทั้งขนาด 43 มค.กรัม/มล. มีฤทธิ์อ่อนสำหรับในการยังยั้ง HBV สารสกัดเมทานอลยังมีฤทธิ์ยั้ง HBV antigen
สารสกัดน้ำจากทั้งยังต้น ความเข้มข้น 100 มค.ก./มล. สามารถยับยั้งการแบ่งตัวด้านในเซลล์ HBV สารสกัดเอทานอล สารสักดเฮกเซน สารสกัดคลอโรฟอร์ม สารสกัดบิวทานอล รวมทั้งสารสกัดน้ำจากทั้งต้น ขนาด 4 มิลลิกรัม/มล. มีฤทธิ์ต่อต้าน HBV  antigen ขึ้นรถสัดบิวทานอลมีฤทธิ์สูงสุด และก็ยับยั้งปฏิกิริยาระหว่า HBs Ag/Hbe Ag ยั้งการสังเคราะห์ DNA ของ HBV และก็ยับยั้งการ expression ของ HBV antigen สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้น ความเข้มข้น 0.5 มก./มล. ทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยง hepatoma cell line HepA2 ที่ถูกทำให้ติดเชื้อโรค HBV พบว่าสารสกัดจะยั้งการแบ่งตัวของเซลล์แล้วก็กดการผลิต Hbs Ag แต่ว่าไม่ลดการสร้าง HBsAg gene promotor ซึ่งจะไปกระตุ้น CAT activity สารสกัดน้ำจากใบมีฤทธิ์ยับยั้งการ expression ของ HBV antigen โดยมี IC50 พอๆกับ 5 มค.กรัม/มล.
ส่วนการทดสอบในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดลูกใต้ใบให้ผลสำหรับเพื่อการยับยั้งเชื้อ HBV ในสัตว์ทดลองโดยเมื่อฉีดสารสกัดน้ำจากทั้งยังต้นขนาด 80 มก./กิโลกรัม เข้าช่องท้องหนู G26 transgenic mice จะยั้งการเกิด transcription ในตับหนูโดยลด HBV mRNA และขนาด 100 มค.ก./มิลลิลิตร (ไม่เจาะจงกรรมวิธีการบริหารยา) จะลดการเกิด  transgenic เช่นเดียวกัน โดยระดับของ HBs Ag mRNA ในเซลล์ตับลดน้อยลง และก็ยั้ง expression ของ HBV mRNA
นอกจากนี้ยังมีผู้ทำการวิจัยแยกสารประกอบกรุ๊ป lignan ได้จากสารสกัด ethyl acetate จากลูกใต้ใบซึ่งมี ฤทธิ์ต้านโรคมะเร็งโดยพบว่าไปยับยั้งการแสดงออกของ ยีน Bcl-2 และก็การยับยั้งหลักการทำงานของ โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี telomerase ร่วมกับการกระตุ้นการทำงานแสดงออกของ ยีน c-myc รวมทั้งลักษณะการทำงานของ โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี caspases นำไปสู่กรรมวิธีตายของเซลล์แบบ apoptosis และยังมีการทำการศึกษาทางเภสัชวิทยาต่างๆอีกเช่น

  • สารสกัดด้วยเอทานอลของรากลูกใต้ใบชนิด P. amarus มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้งยังสามารถช่วยลด Oxidative stress ได้เมื่อเรียนในหลอดทดลอง ส่วนในสารสกัดแบบชาของลูกใต้ใบก็พบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระด้วยเหมือนกัน
  • สารสกัดด้วยเมทานอลของลูกใต้ใบประเภท P. amarus มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูที่เป็นโรคโรคเบาหวานจากการฉีดสาร Alloxan และก็สารสกัดด้วยน้ำจากใบแล้วก็เม็ดของ P. amarus ก็มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน โดยมีการตรวจสอบและลองใช้ดื่มน้ำตาลซูโครส 10% ตรงเวลา 30 วันเพื่อทำให้ภาวการณ์น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น แม้กระนั้นผลของการทดสอบก็พบว่าสามารถช่วยลดภาวะโรคเบาหวานได้
  • มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง สารสกัดด้วยน้ำแล้วก็แอลกอฮอล์ของลูกใต้ใบประเภท P. amarus มีฤทธิ์แรงสำหรับการช่วยยับยั้ง HIV-1 โดยเป็นสารออกฤทธิ์ในกลุ่ม Gallotannin ซึ่งสาร Corilagin, Ellagitannins รวมทั้ง Geraniin นั้นจะมีฤทธิ์แรงที่สุด ยิ่งกว่านั้นยังช่วยยั้งเชื้อ HIVE ได้ถึง 30% และก็มีผลยับยั้งเชื้อ HIVE ทั้งยังใน in vitro และก็ใน in vivo
  • ช่วยคุ้มครองปกป้องการเกิดพิษต่อตับของหนูขาวจากการได้รับยาพาราเซตามอล โดยพบว่าการให้ต้มหรือผงของลูกใต้ใบปริมาณ 1 ครั้งในขนาด 3.2 กรัม/น้ำหนักตัว 1 โลในตัวทดลอง ก่อนให้พาราเซตามอลเป็นเวลา 1 ชั่วโมง มีผลช่วยลดความเป็นพิษเจริญที่สุด
  • สารสกัดด้วยเมทานอลของลูกใต้ใบ P. amarus มีฤทธิ์สำหรับในการต้านการก่อกลายพันธุ์ของสาร 2-acetaminofluorene (2-AFF), 4-nitro-O-phenylenediamine, Aflatoxin B1, Sodium azide และก็ N-methyl-N-nitro-N- nitrosoguanidine เมื่อศึกษาวิจัยด้วย Ames test ในตัวทดลอง โดยผลของการต่อต้านการก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดใน in vitro จะดียิ่งกว่าใน in vivo


ฤทธิ์ป้องกันตับของลูกใต้ใบในหนูขาว  การศึกษาในหนูขาวโดยแบ่งหนูขาวออกเป็น 5 กลุ่ม กรุ๊ปที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุมให้กินสารละลายเดกซ์โทรส (Isocaloric glucose solution) กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารละลายเอทานอล (20% น้ำหนัก/ขนาด) ขนาด 5 กรัม/กก./วัน กรุ๊ปที่ 3 ได้รับสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลขนาด 250 มิลลิกรัม/กก./วัน ร่วมกับสารละลายกลูโคส กลุ่มที่ 4 แล้วก็ 5 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลขนาด 250 รวมทั้ง 500 มิลลิกรัม/กก./วัน ร่วมกับสารละลายเอทานอลขนาด 5 ก./กก./วัน ตามลำดับ นาน 4 สัปดาห์ (เอทานอลให้นาน 3 สัปดาห์) พบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเอทานอลเพียงอย่างเดียว สารสกัดลูกใต้ใบขนาด 250 แล้วก็ 500 มก./กิโลกรัม/วัน ในหนูกลุ่มที่ 4 และ 5 ที่รั้งนำให้กำเนิดความเป็นพิษที่ตับด้วย เอทานอลสามารถลดระดับการเกิด lipid peroxidation ได้ 29.10 และก็ 45.67% ตามลำดับ แล้วก็ยังสามารถเพิ่มระดับรูปแบบการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี reduced glutathione (GSH), superoxide dimutase (SOD), catalase (CAT) ในตับ โดยกลุ่มที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบขนาด 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน สามารถเพิ่มระดับแนวทางการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี GSH, SOD แล้วก็ CAT ได้ 27.60, 36.36 แล้วก็ 28.61% เป็นลำดับ ในขณะกลุ่มที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบขนาด 500 มก./กก./วัน สามารถเพิ่มลักษณะการทำงานของเอนไซม์ดังที่กล่าวถึงมาแล้วได้ 81.60, 51.03 และ 37.41% เป็นลำดับ แล้วก็หนูในกรุ๊ปที่ 4 และก็ 5 ยังสามารถลดแนวทางการทำงานของเอนไซม์ glutathione-S transferase ได้ 28.19 และ 47.99% นอกจากนี้ยังพบว่าหนูกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบ 250 มก./กิโลกรัม/วัน ร่วมกับ เอทานอล (กลุ่มที่ 4) การทำงานของเอนไซม์ alanine transaminase (ALT) aspartate transaminase (AST) แล้วก็ alkaline phosphatase (ALP) ในตับมากขึ้น 12.68, 42.35 รวมทั้ง 40.01% ตามลำดับ เวลาที่ ALT แล้วก็ AST ในพลาสมาน้อยลง 41.38 รวมทั้ง 51.90% เช่นเดียวกับหนูในกลุ่มที่ 5 ที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบ 500 มิลลิกรัม/กก./วัน ร่วมกับเอทานอล ระดับของ ALT, AST และก็ ALP ในตับมากขึ้น 42.35, 21.63 และ 116.9% ในตอนที่ค่า ALT และก็ AST ในพลาสมาลดลง 51.90 แล้วก็ 51.20% จากการเรียนรู้สรุปได้ว่าสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลสามารถปกป้องการเช็ดกทำลายของตับในหนูขาวที่เหนี่ยวนำให้เกิดพิษที่ตับได้

การเรียนรู้ทางคลินิก การเรียนรู้คนเจ็บที่เป็นยานพาหนะของโรคตับอักเสบบีจำนวน 78 คน (แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 คน กรุ๊ปควบคุม 38 คน) สามารถติดตามผลข้างหลังการทดลอง 1 เดือน ได้เพียง 60 คน (แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 37 คน กลุ่มควบคุม 23 คน) กลุ่มทดลองจะกินยาผงลูกใต้ใบทั้งต้นบรรจุแคปซูลขนาด 200 มก. วันละ 3 ครั้ง นาน 30 วัน กรุ๊ปควบคุมจะรับประทานยาหลอกเป็น lactose แทน ใช้การตรวจค้น HBs Ag รวมทั้ง HBe Ag ในซีรัมของผู้ป่วยด้วยวิธี ELISA
ภายหลังจากทดลอง 1 เดือน พบว่าผู้ป่วยในกลุ่มทดลอง 22 คน ใน 37 คน (59%) ตรวจเจอ HBs Ag ในซีรัมได้ผลลบ ในเวลาที่มีผู้ป่วยในกรุ๊ปที่ได้รับยาหลอกเพียง 1 คนเท่านั้น (4%) ที่ตรวจเจอ HBs Ag ในซีรัมได้ผลลบ ในคนป่วยที่ตรวจพบ HBs Ag ในซีรัมได้ผลสำเร็จลบใน 1 เดือนแรก ปริมาณ 22 คน ในกลุ่มทดลอง และ 1คนในกรุ๊ปควบคุม รวมทั้งเมื่อติดตามการรักษาจนถึง 9 เดือน เหลือผู้ป่วยในกลุ่มทดลองเพียง 1 คน ยังตรวจพบ HBs Ag สำเร็จลบอย่างเช่นเดิมผู้เจ็บป่วยที่เป็นพาหะที่มี HBs Ag และ HBe Ag จะมีผลตอบสนองต่อการดูแลและรักษาน้อยกว่ากลุ่มพาหะที่ไม่มี HBe Ag กลุ่มที่มี HBs Ag แล้วก็ HBe Ag จะปลอดการเป็นพาหะข้างหลังการทดสอบเพียงแค่ 29% (5 ใน 17 คน) และกรุ๊ปที่ไม่มี HBe Ag จะปลอดการเป็นพาหนะหลังการทดสอบถึง 85% (17 ใน 20 คน) ส่วนคนไข้ที่เป็นพาหะที่ได้รับยาหลอก 1 คน ที่ตรวจเจอ HBs Ag ได้ผลลบนั้นเป็นพาหะที่เดิมมีเพียงแต่ HBs Ag เท่านั้น แล้วก็เป็นพาหะที่ไม่มีอาการ ไม่เจออาการข้างๆในผู้ป่วยทุกคนสำนักงานศึกษาเล่าเรียนในครั้งนี้ แม้กระนั้นแต่ภายหลังติดตามผลได้ 3 เดือน พบว่าปริมาณผู้ป่วยในกลุ่มทดลองแล้วก็กลุ่มควบคุมมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยกรุ๊ปควบคุมเหลือเพียง 19 คน ในตอนที่กลุ่มทดลองมีถึง 36 คน
นอกจากนั้นลูกใต้ใบยังสามารถลดการอักเสบของตับได้ ดังสำหรับการทดสอบให้คนไข้ชายแล้วก็หญิงที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง รับประทานผลจากลูกใต้ใบอีกทั้งต้นขนาด 1.5 กรัม/วัน ให้ผู้เจ็บป่วยตับอักเสบเรื้อรังทั้งสองเพศกินต้นลูกใต้ใบ (ไม่เจาะจงขนาด) พบว่าสาร catechin จะลดระดับบิลิรูบินในพลาสมา และก็ลด Bromsulfthalein clearance (BSP clearance) การศึกษาเล่าเรียนในผู้เจ็บป่วยตับอักเสบจากเชื้อไวรัส 120 ราย กินยาตำรับของอายุรเวท 4 ชนิด ประกอบด้วยสมุนไพรพลายประเภทรวมทั้งลูกใต้ใบด้วย (ไม่ระบุขนาดที่รับประทาน) คนเจ็บทุกคนมิได้รับยาแผนปัจจุบัน พบว่าผู้เจ็บป่วยส่วนมากจะมีค่า serum glutamic oxaloacetic transaminase (SGOT). Serum glutamic pyruvic transaminase (SGPT) และก็บิลิรูบินลดลง แล้วก็มีผู้เจ็บป่วย 1 รายที่ตรวจพบ HBs Ag ได้ผลสำเร็จลบ
การเรียนทางพิษวิทยา

  • การทดลองความเป็นพิษ สารสกัดเซลล์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงด้วยเอทานอล (50%) เมื่อให้หนูถีบจักรกิน พบว่าขนาดสูงสุดก่อนกำเนิดอาการพิษเป็น1 ก./กิโลกรัม สารสกัด 50% อัลกฮออส์จากอีกทั้งต้น เมื่อให้หนูกินหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ขนาด 10 ก./กก. ไม่พบพิษ สารสกัดน้ำจากพืชทั้งต้น เมื่อฉีดเข้าท้องหนูถีบจักร ขนาด .01 มิลลิกรัม หรือ 1.8 มิลลิกรัม ไม่เจอพิษ สารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทน เอทานอล รวมทั้งสารสกัดด้วยน้ำ เมื่อให้เข้าทางกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 500 มก./กก. ไม่พบพิษ สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้นฉีดเข้าท้องลูกเป็ดขนาด 500 มก./กิโลกรัม ไม่พบพิษ สารสกัดเอทานอล 95% จากต้น เมื่อให้เข้าทางกระเพาะหนูถีบจักร ขนาด 100 มก./กก. นาน 30 วัน ไม่เจอพิษ หนูที่รับประทานสารสกัดจากพืชที่อยู่เหนือดิน (ไม่กำหนดชนิดของสารสกัด) ขนาด 0.2 มก.วัน ตรงเวลา 90 วัน ไม่พบพิษ เมื่อให้ผู้ใหญ่ทั้งสิ้นศชาย และก็หญิงกินลูกใต้ใบขนาด 2.7 กรัม/วัน ไม่พบพิษ คนแก่กินพืชส่วนที่อยู่เหนือดินขนาด 1.5 กรัมไม่เจอพิษ และเมื่อให้เด็กกินพืชอีกทั้งต้น (ไม่กำหนดขนาดที่รับประทาน) ไม่เจอพิษ


ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่เจาะจงประเภทและขนาดของสารสกัด) เมื่อให้เข้าทางท้องหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูถีบจักรและก็หนูขาว กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดแนวทางในการซัก ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่ระบุจำพวกรวมทั้งขนาด) มีฤทธิ์ลดอัตราการเต้นรวมทั้งบีบตัวของหัวใจกบ หนูขาว รวมทั้งหนูถีบจักร ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่ระบุประเภทแล้วก็ขนาด) มีฤทธิ์ลดความดันในสุนัข

  • ผลต่อระบบขยายพันธุ์ เมื่อให้หนูถีบจักรเพศผู้ กินสารสกัดอัลกอออล์จากทั้งต้น ขนาด 100,250,400 แล้วก็ 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะลดอัตราการมีลูกลง 10,32,52 แล้วก็ 72% ตามลำดับ และเมื่อให้หนูรับประทานสารสกัดดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นในขนาดสูงเท่ากับ 500 มก./กก. จะลด cauda epididymal sperm counts ลดการเคลื่องที่ของสเปิร์ม ยังยั้ง succinate dehydrogenase ใน epididymis และก็ testis เปอร์เซ็นต์ของสเปิร์มที่มีชีวิตลดลง


เมื่อให้สารสกัดเอทานอล 95% จากอีกทั้งต้น ทางสายยางให้อาหารแก่หนูถีบจักรเพศเมีย ขนาด 100 มิลลิกรัม/กก. นาน 30 วัน จะก่อให้หนูมีลูกยาก

  • เป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัดน้ำจากทั้งยังต้น ความเข้มข้น 1 มิลลิกรัม/มล.,200 มค.กรัม/มิลลิลิตร และก็ 500 มค.กรัม/มิลลิลิตร เป็นพิษต่อเซลล์ sarcoma (Rous virus) (11), Ca-Hepatocarinoma-G2(7) รวมทั้ง cell  line HuH-7 (13) เป็นลำดับ
ข้อแนะนำ/ข้อพึงระวัง

  • สตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานลูกใต้ใบเนื่องจากว่าลูกใต้ใบมีสรรพคุณสำหรับในการขับระดูซึ่งอาจจะส่งผลให้ก่อให้เกิดอันตรายได้
  • ลูกใต้ใบมีฤทธิ์ทางเภสัชที่อย่างกับยาแอสไพริน โดยเหตุนั้นคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข่งตัวของเลือดไม่ควรกิน
  • การใช้สมุนไพรลูกใต้ใบนั้น ไม่สมควรใช้ติดต่อกันนานเหลือเกิน และไม่ควรที่จะใช้กำเนิดขนาดที่กำหนดในฉลากสินค้า
  • คนที่เป็นโรคตับ โรคไตควรจะขอคำแนะนำหมอก่อนใช้เสมอ
หนังสืออ้างอิง

  • ศรีพร เหลียตระหนี่อบธุระ.ลูกใต้ใบ&ตับอักเสบบี.จุลสารข้อมูลสมุนไพร.
  • รองศาสตราจารย์ภกญ.นวลน้อย จูฑะพงษ์.รายงานการวิจัยฤทธิ์ของลูกใต้ใบเฉพาะหน้าที่ไมโตคอนเดรียในตับหนูขาว.สาขาวิชาเภสัชวิทยา สำนักวิชาวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.
  • ฤทธิ์ปกป้องตับของลูกใต้ใบในหนูขาว.ข่าวสารการเปลี่ยนแปลงสมุนไพร.ที่ทำการข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ลีท้องนา ผู้พัฒนวงศ์, 2530. สมุนไพรไทยตอนที่ 5 . ฝ่ายพฤกษศาสตร์ป่าดง กองบำรุง กรมป่าไม้, จังหวัดกรุงเทพ http://www.disthai.com/
  • Faremi TY, Suru SM, Fafunso MA, Obioha UE.Hepatoprotective potentials of Phyllanthus amarus againt etanol-induced oxidative stress in rats. Food Chem Toxicol.2008;46:2658-64
  • Van Welzen, P., Chayamarit, K. (2007) Euphorbiaceae, in: Santisuk, T., Larsen, K. (Eds.),


Flora of Thailand. Prachachon Co. LTD., Bangkok, pp. 473-507.

  • เต็ม สมิตำหนินันทน์,2544. ชื่อพรรณไม้ที่ประเทศไทย. ส่วนวิชาพฤกษศาสตร์ป่าดง สำนักวิชาการป่าดง กรมป่าไม้, จังหวัดกรุงเทพมหานคร.
  • Giridharan, P., Somasundaram, S.T., Perumal, K., Vishwakarma, R.A., Karthikeyan, N.P., Velmurugan, R., Balakrishnan, A. (2002) Novel substituted methylenedioxy lignan suppresses proliferation of cancer cells by inhibiting telomerase and activation of c-myc and caspases leading to apoptosis. British Journal of Cancer 87: 98-105.


14

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction Diseases : ED)
โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ คืออะไร โรค อี.ดี. (E.D.) หรือ คำเต็ม คือ erectile dysfunction diseases ความหมายคือ ความบกพร่องของการแข็งตัวขององคชาต  นี่คือความหมายที่ตรงที่สุด ส่วนคำว่า "หย่อนสมรรถภาพทางเพศ" แพทย์จะใช้ศัพท์ว่า impotent เพราะมีความหมายกว้างกว่า เช่น ความสนใจทางเพศลดลง อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ร่วมเพศไม่ได้ มีความผิดปกติของการหลั่งอสุจิ เช่น หลั่งเร็วเกินไป เป็นต้น ก็จะเรียกอาการเหล่านี้รวมๆ กันว่า หย่อนสมรรถภาพทางเพศ  แต่ในปัจจุบันมักจะเรียกอาการเหล่านี้รวมๆ กันว่า โรค ED.  โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นปัญหาสุขภาพ เพศชายที่สำคัญ เนื่องจากมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วย และมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของชีวิต ซึ่งผู้ป่วยโรคหย่อน สมรรถภาพทางเพศส่วนใหญ่มีโรคหัวใจและโรคความดัน โลหิตสูงเป็นโรคประจำตัว ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีการเก็บข้อมูลที่ชัดเจน จึงขาด ข้อมูลทางสถิติที่เป็นปัจจุบัน จากการสืบค้นข้อมูลความชุก โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศที่เก็บอย่างเป็นระบบใน ประเทศไทย พบข้อมูลล่าสุดเมื่อปีพ.ศ.2542 ซึ่งพบอัตรา ความชุกร้อยละ37.50โดยโรคนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ และการมีโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นโรคร่วม
            ส่วนกลไกการแข็งตัวขององคชาตนั้นโดยปกติแล้ว "แข็ง" หรือ "ไม่แข็ง" เป็นสิ่งที่ผู้ชายทุกคนรู้สึกได้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับอวัยวะเพศของตนเอง แต่เชื่อว่ามีไม่กี่คนที่จะเข้าใจถึงกลไกตามธรรมชาติ ว่าเกิดขึ้นอย่างไร ศ.นพ.กฤษฎา รัตนโอฬาร ได้อธิบายให้ฟังตามหลักวิชาการแพทย์ว่า
"อวัยวะเพศชายเปรียบเทียบเหมือนฟองน้ำ ถ้าหากเราตัดตามขวาง จะเห็นเป็นโพรงเต็มไปหมด ซึ่งโพรงเหล่านี้มีผนังที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียบและเนื้อเยื่อต่างๆ แล้วก็เป็นโพรงที่เลือดจะไหลเข้าไป คือเวลาปกติเลือดแดงจะไหลเข้าไปในโพรงนี้ เพื่อเอาอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ แล้วก็ไหลออกมาเป็นเลือดดำ ทีนี้เวลาจะแข็งตัวเลือดก็จะเข้าไปคั่งในโพรงนี้มากขึ้น โพรงนี้ก็ยืดออกทำให้อวัยวะเพศขยายตัวออกไป พอยืดออกไปมากๆ จะเหมือนปลิงดูดเลือด คือจะเป่งออกก็จะไปกดเลือดดำทำให้ไหลออกไม่ได้ เลือดก็จะขังอยู่ในโพรงนี้มาก นั่นคือการแข็งตัวเต็มที่
"การแข็งตัวขององคชาตต้องมีสิ่งเร้า ซึ่งก็มีหลายองค์ประกอบ เช่น ประการแรกจะเกิดจากการกระตุ้นที่อวัยวะเพศโดยตรง สองเกิดจากการกระตุ้นเร้าอารมณ์ ทางด้านรูป รส กลิ่น เสียง เป็นจินตนาการ และสามเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสรีรวิทยาของผู้ชายตอนนอนหลับ ซึ่งจะมีการแข็งตัวเป็นระยะๆ ขณะที่หลับไปแล้วโดยที่เจ้าตัวไม่ทราบ บางคนสงสัยว่านอนหลับแล้ว ทำไมองคชาตจึงแข็งตัวได้ อันนี้เข้าใจว่าคงเป็นกลไกตามธรรมชาติ ที่จะนำเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อให้มากขึ้น เพราะถ้าไม่มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนนั้น หรือว่าได้อาหารน้อย ก็จะเสื่อมเหมือนอวัยวะทั่วๆ ไป การแข็งตัวจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้ชาย มีการหลั่งอสุจิ หรือหมดความสนใจทางเพศ ภาวะดังกล่าวเลือดที่จะไหลเข้าไปก็ลดลง ฉะนั้นเลือดดำก็จะไหลออกไป เมื่อมีเลือดคั่งอยู่ในฟองน้ำน้อยลง อวัยวะเพศก็อ่อนตัว"
สาเหตุของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ การหย่อนสมรรถภาพทางเพศมีสาเหตุที่สำคัญ 2 ประการได้แก่ สาเหตุทางกาย และสาเหตุทางจิตใจ สามารถจัดหมวดหมู่ข้อมูล ของสาเหตุได้เป็น 7 สาเหตุกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้

  • อายุที่เพิ่มขึ้น พบว่าอายุที่เพิ่มมากขึ้นพบอุบัติการณ์ การเกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งเกิดจากการเสื่อมของต่อมที่ผลิตฮอร์โมน testosterone ทำให้ระดับฮอร์โมนลดลง
  • โรคประจำตัวพบว่าโรคประจำตัวหลายโรค เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ตามมา ดังนี้


2.1โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยมีผลกระทบ ทำให้การไหลเวียนของเลือดแดงไปยัง      องคชาตลดลง นอกจากนี้ยาที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงยังมีผลทำให้องคชาตไม่แข็งตัวอีกด้วย
2.2 โรคเบาหวาน มักพบเมื่อมีอาการแสดง ของโรคเบาหวานตั้งแต่5 ปีขึ้นไป โดยผลกระทบของโรค มีผลต่อการทำลายหลอดเลือด ระบบประสาท และระบบ ฮอร์โมน ประกอบกับการมีโภชนาการต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม เช่น รับประทานอาหารพวกแป้งและไขมันมากเกินไป ทำให้ มีไขมันไปสะสมตามหลอดเลือด ซึ่งนำไปสู่การเสื่อมของ หลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น
2.3โรคต่อมลูกหมากอักเสบ พบว่าเป็นสาเหตุ หนึ่งที่ทำให้การแข็งตัวขององคชาตไม่เต็มที่และไม่สามารถ ควบคุมการหลั่งอสุจิได้ความรุนแรงขึ้นอยู่กับการอักเสบ ที่เกิดขึ้น

  • การผ่าตัดและการบาดเจ็บในอุ้งเชิงกราน ทำให้ใยประสาทจากบริเวณไขสันหลังที่ไปควบคุมการ


แข็งตัว ขององคชาตถูกตัดหรือถูกทำลาย ส่งผลต่อการหย่อน สมรรถภาพทางเพศตามมา
4.ยาที่ใช้ในการรักษาโรคประจำตัวบางชนิด ซึ่งเป็น สาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ทั้งที่มีหลักฐานที่ชัดเจน
ว่าหลัง การใช้ยาจะส่งผลให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ เช่น ยาฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือยาฮอร์โมนโกลนาโดโทรฟิน ที่ใช้ในการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก ยาต้านโรคลมชัก ยาต้านความดันโลหิตสูงล้วนมีผลให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพ ทางเพศที่รุนแรงมากขึ้น

  • ภาวะทางจิตใจเช่น ความเครียด ความวิตกกังวล โรคซึมเศร้า รวมถึงผลจากความคิดด้านลบที่มีต่อ


ตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้ความรู้สึกต้องการทางเพศลดลง ทำให้เกิด การหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้

  • สังคมและเศรษฐกิจ พบว่าอาชีพและรายได้ มีผลต่อการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดยผู้ที่มี


การศึกษา และรายได้สูง มีโอกาสเกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ได้น้อยกว่าผู้ที่มีรายได้ต่ำ เนื่องจากมีการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ในการดูแลสุขภาพอนามัยทั่วไป รวมถึงเรื่องสุขภาพ ทางเพศ และเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ดีกว่า

  • พฤติกรรมสุขภาพและปัจจัยอื่นๆ ดังนี้


            7.1  การสูบบุหรี่สารเคมีในบุหรี่จะทำลายหลอดเลือด และก่อให้เกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูงมะเร็งต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตที่ทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศตามมา
             7.2  การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการนอน
พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง
             7.3 การออกกำลังกายผลจากการออกกำลังกายสม่ำเสมอทำให้ร่างกายแข็งแรงฮอร์โมนในร่างกายสมดุล อารมณ์ร่าเริง แจ่มใส ซึ่งผู้ที่ออกกำลังกายมีโอกาสเกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้น้อยกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกายเลย
             7.4 พฤติกรรมทางเพศ เช่น รูปแบบการมีกิจกรรมทางเพศ ค่านิยม ความรู้ความต้องการทางเพศคุณค่า และความรู้สึกนึกคิดต่อการมีเพศสัมพันธ์เช่น การมีพฤติกรรมทางเพศที่รุนแรงแล้วทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเจ็บหรือมีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์จนต้องหยุดการมีเพศสัมพันธ์อย่างกะทันหัน ทำให้รู้สึกสูญเสียคุณค่าและ เกิดความรู้สึกผิดต่อการมีเพศสัมพันธ์บางคนจำฝังใจจนถึงขั้นที่พออีกฝ่ายบอกว่าเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ องคชาตจะอ่อนตัวลงอย่างกะทันหันและไม่กลับมาแข็งตัวอีก ส่งผลให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้
อาการของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศนั้นจะมี 3 ลักษณะ
             1. ไม่มีความรู้สึกหรือความต้องการทางเพศ
             2. อวัยวะเพศไม่แข็งตัว หรือแข็งได้ไม่ดีพอ หรือไม่นานพอที่จะเกิดความพึงพอใจ ในเพศสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย

  • การหลั่งน้ำกามเร็วเกินไป


            นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของการหย่อนสมรรถภาพทางเพศออกเป็น 3 ระดับดังนี้
            ระดับที่ 1 การหย่อยสมรรถภาพทางเพศระดับเล็กน้อย คือ องคชาตสามารถแข็งตัวได้ดีพอสำหรับที่จะมีเพศสัมพันธ์เกือบทุกครั้ง
            ระดับที่ 2 การหย่อนสมรรถภาพทางเพศระดับปานกลาง คือ องคชาตสามารถภาพทางเพศโดยสิ้นเชิง คือ องคชาตไม่สามารถแข็งตัวได้ดีพอสำหรับที่จะมีเพศสัมพันธ์โดยเกิดอาการนี้ทุกครั้งที่มีความรู้สึกต้องการทางเพศ
แนวทางการรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ  การวินิจฉัยภาวะนี้ไม่ยาก คนเป็นเองก็รู้อยู่แก่ใจแล้ว ซึ่งแพทย์เพียงแต่จะช่วยหาสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยการซักถามจากประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการง่ายๆ ดังนั้นหน้าที่ของคนไข้คือบอกความจริงแก่แพทย์ให้มากที่สุด
การรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ปัจจุบัน การรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศส่วนใหญ่รักษาตามสาเหตุที่เกิด โดยวิธีการรักษาเริ่มตั้งแต่การชี้แนะให้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง การกระตุ้นด้วยอุปกรณ์การใช้ยา และการผ่าตัด ดังรายละเอียดต่อไปนี้คือ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ คือ ควรเข้านอนไม่เกิน 5 ทุ่ม เพราะถ้าเข้านอนดึกกว่านั้นและยังนอนหลับไม่สนิท จะทำให้การสร้างฮอร์โมนเพศทำได้ไม่สมบูรณ์

การชี้แนะให้ปฏิบัติตัว

  • ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ ฝึกโยคะ เต้นรำ หรือหางานอดิเรกที่ไม่เกี่ยวกับงานที่ทำประจำ ซึ่งควรเป็นงานที่ทำแล้วเพลิดเพลิน สามารถดึงตัวเองออกมาจากความเครียดได้
  • ให้คนอื่นช่วย เช่น เข้าคอร์สการบำบัดความเครียดตามโรงพยาบาลหรือคลินิกสุขภาพ การทำสปา อบไอน้ำ นวดตัวซึ่งมีการนวดหลายแบบให้เลือก อบสมุนไพร อบเซาว์น่า การเข้าคอร์สเพื่อล้างพิษ หรือการฝังเข็มเป็นต้น
  • เมื่อความเครียดลดลงแล้ว เริ่มฟื้นฟูความสามารถทางเพศอย่างที่เคยมีมา ถ้าคุณแต่งงานแล้ว คนที่ควรพูดคุยและขอความร่วมมือก็คือภรรยา ไม่แนะนำให้ไปมีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการ เพราะอาจติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • การกระตุ้นด้วยอุปกรณ์ การใช้ปั๊มสุญญากาศ เป็นวิธีการรักษาง่ายๆที่ได้ผลดีเกือบร้อยละ 90 แต่อาจรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติอีกทั้งการต้องใช้ยางรัดที่โคนองคชาต อาจทำให้ผู้ใช้รำคาญ รู้สึกชา หลั่งน้ำอสุจิไม่สะดวก จึงได้รับความนิยมไม่มากนักอย่างไรก็ตาม การใช้ปั๊มสุญญากาศเป็นวิธีทางเลือกที่เหมาะกับผู้ที่มีรายได้น้อย เพราะลงทุนเพียงแค่ครั้งเดียว
  • การรักษาด้วยยา


3.1 ยากลุ่มยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ phosphodiesterase-5 (PDE-5 inhibitor) เนื่องจากการกระตุ้นให้องคชาตแข็งตัวนั้น เส้นประสาทในองคชาติจะมีการปล่อยสาร “ไนตริกออกไซด์” ออกมากระตุ้นให้มีการสร้างสารไซคลิกจีเอ็มพี (cGMP) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มีการคลายตัวของกล้ามเนื้อเรียบ sinusoid ในองคชาตหลังจากนั้นองคชาตจึงแข็งตัว โดยสารไซคลิกจีเอ็มพีจะถูกทำลายโดยเอ็นไซม์ PDE-5 ดังนั้น การรับประทานยากลุ่ม PDE-5 inhibitor จึงช่วยชดเชยให้การแข็งตัวขององคชาตดีขึ้น ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ได้แก่ ยาซิลเดนาฟิล (sildenafil) และที่กำลังจะวางจำหน่ายอีกหลายชนิด เช่น ทาดาลาฟิล (tadalafil)  และวาเดนาฟิล (vardenafil) โดยให้รับประทานก่อนมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 1 ชั่วโมง ผลข้างเคียงของยาที่พบได้แก่ อาการปวดศีรษะ ร้อนวูบ จากการที่มีหลอดเลือดขยายตัว ซึ่งยามีค่าครึ่งชีวิตที่ยาวนาน คือ ประมาณ 17 ชั่วโมง
3.2 ยากลุ่มอะโปอมร์ฟีน  (apomorphine) ให้อมใต้ลิ้น ประมาณ 10 นาที ก่อนมีเพศสัมพันธ์ยากลุ่มนี้ไม่มีข้อห้ามในการรับประทานกับยากลุ่มไนเตรต ประสิทธิภาพประมาณร้อยละ 50 ได้ผลเร็วภายใน 30 นาที ผลข้างเคียงของยาที่พบได้คือ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ที่บริเวณศูนย์ควบคุมการแข็งตัวขององคชาตบริเวณ paraventricular nucleus (PVN) ซึ่งอยู่ในบริเวณก้านสมอง
3.3 ยากลุ่มที่ใช้สอดทางท่อปัสสาวะ หรือ medicatedurethral system forerection (MUSE)จะมีตัวยาprostaglandin E-1 ซึ่งออกฤทธิ์เป็นยาขยาย หลอดเลือด แต่การสอดทางท่อปัสสาวะต้องใช้ขนาดยาสูง และร้อยละ30 มีอาการแสบภายในท่อปัสสาวะขณะสอดยา อีกทั้งยามีราคาค่อนข้างสูงจึงไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้จัดว่าเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง
3.4 ยาฉีดเข้าโคนองคชาต (intracavernous injection therapy: ICI) กลุ่มนี้มียาขยายหลอดเลือด หลายๆ ชนิด แต่ที่นิยมมากที่สุดจะเป็นกลุ่ม prostaglandin E-1(caverject) เช่นเดียวกับยาสอด แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ กลัวการฉีดยาเข้าตัวเอง และมีอาการปวดหลังการฉีดได้บ่อย อีกทั้งยามีราคาแพง จึงหมดความนิยมลงไป ทั้งๆ ที่ได้ ผลดีถึงร้อยละ 90

  • การผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม แกนองคชาต เทียมที่ได้รับความนิยมจะเป็นแบบ 3 ชิ้น คือ มีแกน 2แกน ปั๊มน้ำ และถุงเก็บน้ำ การผ่าตัดทำได้ง่ายมาก มีเพียงแผล ขนาดเล็กระหว่างโคนองคชาตกับถุงอัณฑะ ยาว 1 นิ้ว การผ่าตัดเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ได้ผลใกล้เคียง กับธรรมชาติแต่มีข้อเสียคือ มีราคาแพงมาก การรักษาแต่ละวิธีนั้น มีข้อดีข้อเสียและความเหมาะสม กับผู้ป่วยแต่ละรายที่แตกต่างกัน
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • โรคเรื้อรังทางระบบหลอดเลือดและประสาท เช่น โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดตีบเป็นต้น
  • โรคระบบต่อมไร้ท่อ ที่สำคัญคือโรคเบาหวาน
  • โรคเกิดจากการผ่าตัด หรือภยันตรายต่าง ๆ เช่น การผ่าตัดรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก หรือกระเพาะปัสสาวะ โรคของไขสันหลัง
  • โรคทางจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า
  • บุหรี่และเหล้า
  • ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงบางตัว ยากล่อมประสาท ยาฮอร์โมน และยาโรคกระเพาะเป็นต้น
การติดต่อของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาทางด้านร่างกาย ซึ่งก็คือโรคภัยต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคระบบต่อมไร้ท่อ ฯลฯ ภาวะโรคทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า รวมถึงการขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และการใช้ยาบางชนิด ซึ่งโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศนี้ ไม่ได้เป็นโรคติดต่อเพราะไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • ปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำ หรือกินยา หรือฮอร์โมนตามที่แนะนำ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยให้ระบบต่างๆของร่างกายแข็งแรง ซึ่งจะมีผลทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้นด้วย
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ เพราะจะช่วยในเรื่องการบำรุงสมรรถภาพทางเพศอีกทางหนึ่ง
  • หมั่นพูดคุยปรับความเข้าใจกับภรรยาและทำชีวิตครอบครัวให้เป็นสุข อันจะเป็นการลดความเครียดในครอบครัวที่ส่งผลถึงสมรรถภาพทางเพศ
  • หากเป็นโรคต่างๆที่มีผลกระทบทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศให้รีบทำการรักษาอย่างรวดเร็ว และควรปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำในโรคนั้นๆ
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มสุราเพราะมีผลการศึกษาวิจัยพบว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
การป้องกันตนเองจากโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • หลีกเลี่ยงเหตุปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะเหล้า บุหรี่ และอาหารไขมันสูง
  • ควบคุมโรคที่เป็นอยู่แต่เนิ่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
  • บำรุงร่างกาย และจิตใจให้ผ่องใส แข็งแรง
  • รักษาชีวิตครอบครัวให้เป็นสุข
  • ออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ โดยการออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง จะทำให้กล้ามเนื้อต่างแข็งแรง
  • การนวดกระตุ้นองคชาตจะช่วยเพิ่มปริมาณเลือดที่เข้าไปในองคชาติ เมื่อทำเป็นประจำทุกวันจะช่วยให้เส้นเลือดขยายตัวเนื้อเยื่อแข็งแรง
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ คือ ควรเข้านอนไม่เกิน 5 ทุ่ม เพราะถ้าเข้านอนดึกกว่านั้นและยังนอนหลับไม่สนิท จะทำให้การสร้างฮอร์โมนเพศทำได้ไม่สมบูรณ์

สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
กระชายดำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Kaempferia parviflora Wall. ex Baker ชื่อภาษาอังกฤษ คือ black ginger อยู่ในวงค์ (Zingiberaceae) ในเหง้ากระชายดำ ประกอบด้วยสารสำคัญต่างๆ ได้แก่ น้ำมันหอมระเหย สารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) กลุ่มฟลาโวน (flavones) เช่น 5,7-dimethoxyflavone, 5,7,4'-trimethoxyflavone, 5,7,3', 4'-tetramethoxyflavone และ 3,5,7,3',4'-pentamethoxyflavone กลุ่มสารแอนโทไซยานิน (antho-cyanins) และสารประกอบฟีนอลิก (phenolic compounds) อื่นๆ ส่วนใหญ่แล้วพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีเข้ม จะมีปริมาณสารฟีนอลิกรวมและสารฟลาโวนอยด์สูงกว่าพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีจาง ส่วนพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีจาง จะมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยสูงกว่าพันธุ์ที่มีสีเข้ม  สรรพคุณในตำรายาไทยของกระชายดำ ระบุว่าเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกาม เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ในการใช้แบบพื้นบ้าน จะนำมาทำเป็นยาลูกกลอน โดยเอาผงแห้งมาผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอน หรือทำเป็นยาดองเหล้าและดองน้ำผึ้ง
สำหรับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพ และเภสัชวิทยาของกระชายดำที่สนับสนุนสรรพคุณที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางเพศของกระชายดำ พบว่าสารสกัดเอทานอลจากเหง้ามีผลทำให้พฤติกรรมทางเพศของสัตว์ทดลองดีขึ้น และมีผลต่ออวัยวะสืบพันธุ์โดยเพิ่มน้ำหนักของท่อพักเชื้ออสุจิ ถุงน้ำอสุจิ ต่อมลูกหมาก และกล้ามเนื้อก้นของหนู
สารสกัดจากเหง้ายังมีผลเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศของสัตว์ทดลอง มีฤทธิ์ยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบองคชาต (carvernosum) ของหนูแรท และกล้ามเนื้อเรียบอวัยวะเพศผู้ของคนที่ได้จากการผ่าตัดแปลงเพศ ซึ่งส่งผลให้กล้ามเนื้อคลายตัว เลือดจึงไหลเวียนเข้าสู่อวัยวะเพศได้ดี ทำให้อวัยวะเพศเกิดการแข็งตัว นอกจากนี้สารสกัดเอทานอลและสารกลุ่มฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ phosphodiesterase ทำให้กล้ามเนื้อหลอดเลือดคลายตัวและขยาย เลือดจึงไหลเวียนเข้าสู่อวัยวะเพศได้ดี
การศึกษาในอาสาสมัครเพศชายที่มีสุขภาพดี อายุเฉลี่ย 65.05±3.5 ปี ที่รับประทานแคปซูลสารสกัดเอทานอลจากกระชายดำ ขนาด 25 และ 90 มก./วัน เป็นเวลา 2 เดือน พบว่าสารสกัด ขนาด 90 มก./วัน มีผลเพิ่มการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางเพศ (erotic stimuli) ของอาสาสมัครได้ โดยเพิ่มขนาดและความยาวขององคชาติ ลดระยะเวลาในการหลั่งน้ำกาม และเพิ่มความพึงพอใจต่อการแข็งตัว (erection satisfaction) และผลยังคงอยู่จนถึง 2 เดือนที่ได้รับสารสกัดอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อหยุดให้สารสกัดก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่แคปซูลกระชายดำไม่มีผลต่อระดับของฮอร์โมน testosterone, FSH, LH, cortisol และ prolactin
จากข้อมูลรายงานการวิจัยจะเห็นว่า กระชายดำมีผลเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ โดยมีผลต่อพฤติกรรมทางเพศ เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของอวัยวะเพศคลายตัว ส่งผลให้เกิดการแข็งตัวของอวัยวะเพศได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มาสนับสนุนสรรพคุณพื้นบ้านของกระชายดำในการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ กระชายดําไม่ได้เป็นยาปลุกอารมณ์ทางเพศ แต่ช่วยทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวได้ง่าย และบ่อยขึ้น มีระยะเวลาในการแข็งตัวที่นานขึ้น
กวาวเครือแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Butea superba Roxsb. วงศ์ Fabaceae สรรพคุณ หัวใต้ดิน ทำให้นอนหลับและเสพติดเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง บำรุงความกำหนัด เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ สาระสำคัญ Butenin สารในกลุ่ม Isoflavonvids flavonoids flavonoid glycosides
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นกำหนัด หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง

กวาเครือแดงและสารสกัดแอลกกอฮอล์

  • ทำให้จำนวนและการเคลื่อนที่ของอสุจิเพิ่มขึ้น
  • ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลและ testosterone เพิ่มขึ้น
  • ประสิทธิภาพจะขึ้นกับขนาดที่ให้
  • ออกฤทธิ์โดยยับยั้งเอนไซม์ phosphodiesterase (PDE) ทำให้ cavernosal smooth muscle เกิดการคลายตัว ทำให้ปริมาณเลือดที่เข้าไปในองคชาตของเพิ่มขึ้น ความยายขององคชาตเพิ่มขึ้น และเหนี่ยวนให้เกิดการแข็งตัวขององคชาต
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นกำหนด
การทดลองทางคลินิก การศึกษาในเพศชาย อายุระหว่าง 30-70 ปี 17 คน และมีประวัติว่ามีภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ให้รับประทานกวาวเครือแดงแคปซูลขนาด 250 มก. วันละ 2 แคปซูล ใน 4 วัน แรก หลังจากนั้นให้รับประทานวันละ 4 แคปซูล จนครบ 3 เดือนแล้ว ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับดัชนีชี้วัดสมรรถภาพทางเพศ (IIEF-5) ในทุกๆสองสัปดาห์ พบว่า กวาวเครือแดงไม่มีผลต่อค่าเลือดและระดับ testosterone ซึ่งไม่ต่างกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก แต่ผลคะแนนจากแบบสอบถาม  (IIEF-5) พบว่ากวาวเครือแดงทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น 82.4%
ถั่งเช่า (ตังถั่งเช่า ตังถั่งแห่เช่า หญ้าหนอน) ชื่อวิทยาศาสตร์ Ophiocordy ceps sinensis  วงศ์ Ophiocordycipitacceae สรรพคุณ กระตุ้นกำหนัด บำรุงร่างกาย บำรุงปอด ตับ ไต สาระสำคัญ galactomannan, adenosine, cordycepin , cordycepic acid, ergosterol, β-sitosterol, Vitamins, monerals
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นกำหนัด หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง การศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัขวิทยาในหลอดทอลองและสัตว์ทดลองพบว่าถั่งเข่ามีฤทธิ์ปรับสมดุลของร่างกาย กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดระดับน้ำตาลในเลือด ต้านการอักเสบ และกระตุ้นสมรรถภาพทางเพศ
การทดลองทางคลินิก การวิจัยในผู้ชาย 22 คน  ใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริม พบว่าช่วยเพิ่มจำนวนของอสุจิและลดปริมาณของอสุจิที่ผิดปกติลง กรณีศึกษาในผู้ป่วยทั้งชายและหญิง 189 คน ที่มีความต้องการทางเพศลดลง พบว่าถั่งเช่าสามารถให้อาการและความต้องการทางเพศสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าการรับประทานถั่งเช่าจะช่วยปกป้องและช่วยให้การทำงานของต่อมหมวกไตดีขึ้น ฮอร์โมนจากต่อมไทมัสและจำนวนของอสุจิที่สามารถปฏิสนธิได้เพิ่มขึ้น และช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศของผู้หญิงได้
ข้อควรระวังในการใช้ถั่งเช่า

  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด
  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
  • ไม่ควรใช้กับหญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร และเด็ก เนื่องจากยังขาดมีข้อมูลด้านความปลอดภัย
  • ห้ามใช้ในคนที่แพ้เห็ด Cordyceps ผู้ป่วยที่มีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และผู้ป่วยที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ


นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าอาหารรสเผ็ดร้อนต่างๆ จะช่วยกระตุ้นกำหนัดได้ เช่น เครื่องเทศต่างๆ หัวหอม กระเทียม พริกไทย โสมต่างๆ ในแปะก๊วย (จิงโกะ) เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง

  • พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์.(2547).คู่มือ “เซ็กซ์”กรุงเทพฯ ก.พล.
  • Hatzimouratidis, K., et al. (2554). เพศสัมพันธ์ในผู้สูงอายุ.วารสาร มฉก.วิชาการ,15(29),97-112.
  • จันทร์วิภา ดิลกสัมพันธ์.คุณผู้ชายกับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ.คอลัมน์ บทความวิชาการ.วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาส

15

โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)
รคสะเก็ดเงิน คืออะไร โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) โรคเกล็ดเงิน หรือโรคเรื้อนกวาง เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่งที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อและไม่ใช่โรคติดต่อ รอยโรคมีลักษณะขึ้นเป็นผื่นหรือปื้นแดง หนา เจ็บ คัน และตกสะเก็ดเป็นเกล็ดสีเงินปกคลุม จึงได้ชื่อว่าโรคสะเก็ดเงิน โดยเกิดจากการแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์ผิวหนังอย่างรวดเร็วกว่าปกติโดยการกระตุ้นของสารเคมีจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า ลิมโฟไซต์ (Lymphocytes) ชนิดเซลล์ที (T-cell) ทำให้เกิดการอักเสบจนเกิดเป็นผื่นหรือปื้นหนาขนาดใหญ่ และโรคสะเก็ดเงินนี้สามารถเกิดกับผิวหนังได้ทุกส่วน แต่ที่พบได้บ่อยคือ ผิวหนังส่วนข้อศอก (ด้านนอก) เข่า (ด้านนอก) ผิวหนังส่วนด้านหลัง หลังมือ หลังเท้า หนังศีรษะ และใบหน้า โรคสะเก็ดเงินจัดเป็นโรคผิวหนังที่พบได้เรื่อยๆไม่ถึงกับบ่อยมาก(ประมาณ 3% ของคนทั่วไปเกิดได้ในทุกอายุตั้ง แต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ แต่พบได้บ่อยกว่าเมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไป เพราะปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคในเด็กยังมีไม่มาก เช่น ความเครียด การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ส่วนโอกาสที่พบในผู้หญิงและในผู้ชายมีใกล้เคียงกัน ผู้ป่วยมักจะเริ่มมีอาการครั้งแรกในช่วงอายุ 10-40 ปี ผู้ป่วยประมาณ 30% พบว่ามีประวัติโรคนี้ในครอบครัว
ในปัจจุบัน โรคสะเก็ดเงินไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะทางผิวหนัง แต่อาจพบมีสัมพันธ์กับโรคอื่นๆได้แก่  โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน และกลุ่ม metabolic syndrome ได้แก่   โรคอ้วน   
                     ที่มา : Wikipedia                       ภาวะไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน เป็นต้น
สาเหตุของโรคสะเก็ดเงิน ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคสะเก็ดเงิน แต่จากการศึกษาเชื่อว่า เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกันเช่น อาจเกิดมาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันเกิดความผิดปกติ จึงได้ทำลายเซลล์ผิวหนังแทนสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย หรืออาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรม คือ โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคทางพันธุกรรม ที่มีแบบแผนการถ่ายทอดทางพันธุกรรมไม่ชัดเจน โดยพบว่าถ้าบิดาและมารดาเป็นโรคนี้ บุตรที่เกิดมาจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงถึง 65-83% ถ้าบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งเป็นโรค บุตรที่เกิดมาจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ลดลงเหลือ 28-50% หรือถ้ามีพี่น้องในครอบครัวเป็นโรคนี้โดยที่บิดาและมารดาไม่ได้เป็นโรค บุตรคนถัดไปที่เกิดมาก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงถึง 24% แต่ถ้าทั้งบิดาและมารดาไม่เป็นโรคนี้เลย บุตรที่เกิดมาจะมีโอกาสเป็นโรคนี้น้อยลงไปเหลือเพียง 4%  และยังพบว่ายังเกี่ยวข้องกับความผิดปกติอื่นๆ เช่น ความผิดปกติใน metabolism ของ Arachidonic acid และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของผิวหนัง บริเวณรอยโรคของ Psoriasis เซลล์ผิวหนังในชั้น epidermis มีการแบ่งตัวเร็วกว่าปกติหลายเท่า และเคลื่อนตัวมาที่ผิวนอกภายในเวลา 4วัน (ปกติใช้เวลา 28วัน) ทำให้ผิวหนังหนาเป็นปื้น แต่เซลล์ผิวหนังขาดแรงยึดเหนี่ยวกันตามปกติ ทำให้ keratin หลุดลอกออกเป็นแผ่นๆได้ง่าย มักพบมีอาการกำเริบเวลามีภาวะเครียดทางกาย และจิตใจที่มากเกินไป การติดเชื้อ การได้รับบาดเจ็บ การขูดข่วนผิวหนัง การแพ้แดด การแพ้ยา (เช่น Chloroquin, Beta-Blocker, Contraceptive, NSAIDs)
อาการของโรคสะเก็ดเงิน  อาการของโรคสะเก็ดเงินนี้มีหลายชนิด ซึ่งผู้ป่วยอาจเป็นชนิดเดียวหรือหลายชนิดก็ได้ โดยโรคสะเก็ดเงินจำแนกเป็นชนิดต่างๆตามลักษณะทางคลินิกดังต่อไปนี้

  • ชนิดผื่นหนา (Plaque psoriasis) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด (ประมาณ 80%) รอยโรคเป็นผื่นแดงหนา ขอบเขตชัด ขุยหนาสีขาวหรือสีเงินจึงได้ชื่อว่า”โรคสะเก็ดเงิน” พบบ่อยบริเวณหนังศีรษะ ลำตัว แขนขา โดยเฉพาะบริเวณ ข้อศอก และหัวเข่าซึ่งเป็นบริเวณที่มีการเสียดสี
  • ชนิดผื่นขนาดเล็ก (Guttate psoriasis) พบได้ประมาณ 10% มีรอยโรคเป็นตุ่มแดงเล็กคล้ายหยดน้ำขนาดเล็กไม่เกิน 1 เซนติเมตร มีขุย ผู้ป่วยมักมีอายุน้อยกว่า 30 ปี และอาจมีประวัติการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนนำมาก่อน
  • ชนิดที่มีตุ่มหนอง (Pustular Psoriasis) เป็นชนิดที่เกิดได้มากในวัยผู้ใหญ่ บริเวณผิวหนังมีตุ่มหนองสีขาวกระจายเป็นวงกว้างและเกิดการอักเสบจนแดง มักพบมากตามแขนขา อาจเกิดการแพร่กระจายไปทั่วลำตัวได้ บางรายอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไข้ขึ้น รู้สึกคันตามผิวหนัง ไม่อยากอาหาร
  • ชนิดผื่นแดงลอกทั่วตัว (Erythrodermic psoriasis) เป็นสะเก็ดเงินชนิดรุนแรงพบได้น้อย (ประมาณ 3%) โดนผิวหนังมีลักษณะแดงและมีขุยลอกเกือบทั่วพื้นที่ผิวทั้งหมดของร่างกาย อาจเกิดจากการขาดยาหรือมีปัจจัยกระตุ้น
  • สะเก็ดเงินบริเวณซอกพับ (Inverse psoriasis) เป็นโรคสะเก็ดเงินที่มีรอยโรคในบริเวณซอกพับของร่างกาย ได้แก่ รักแร้ ขาหนีบ และใต้ราวนม รอบอวัยวะเพศ เป็นต้น ลักษณะเป็นผื่นแดงเรื้อรังและมักไม่ค่อยมีขุย
  • สะเก็ดเงินบริเวณมือเท้า (Palmoplantar psoriasis) เป็นโรคสะเก็ดเงินบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลักษณะเป็นผื่นแดงขอบเขตชัดเจน ขุยลอก ผื่นอาจพบลามมาบริเวณหลังมือ หลังเท้าได้
  • เล็บสะเก็ดเงิน (Psoriatic nails) ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินมักพบมีความผิดปกติของเล็บร่วมด้วย ที่พบบ่อยได้แก่ เล็บเป็นหลุม, เล็บร่อน, เล็บหนาตัวขึ้นและเล็บผิดรูป
  • ข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (Psoriatic arthritis) ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินอาจพบมีความผิดปกติการอักเสบของข้อร่วมด้วย ซึ่งพบได้ทั้งข้อใหญ่ ข้อเล็ก อาจเป็นข้อเดียว หรือ หลายข้อ ส่วนใหญ่การอักเสบของมือจะเกิดที่ข้อนิ้วมือซึ่งหากเป็นเรื้อรังและทำให้เกิดการผิดรูปได้
แนวทางการรักษาโรคสะเก็ดเงิน การวินิจฉัย อาศัยประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลัก คือ

ลักษณะทางคลินิก

ซักประวัติอาการ

  • เป็นผื่นเรื้อรัง
  • มีหรือไม่มีอาการคัน
  • มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคสะเก็ดเงินหรือไม่
  • ผื่นกำเริบภายหลังภาวะติดเชื้อ ความเครียด หรือหลังได้รับยาบางชนิด เช่น lithium, antimalarial , beta-blocker, NSAID และ alcohol



การตรวจร่างกาย

  • ผิวหนัง มีผื่นหนาสีแดง ขอบชัดเจนคลุมด้วยขุยหนาขาวคล้ายสีเงิน ซึ่งสามารถขูดออกได้ง่าย และเมื่อขูดขุยหมาดจะมีจุดเลือดออกบนรอยผื่น (Auspitz’s sign) บนรอยแผลถลอกหรือรอยแผลผ่าตัด (Koebner phenomenon)






โดยผื่นผิวหนังพบได้หลายลักษณะ เช่น ผื่นหนาเฉพาะที่  (Chronic plaque type) ผื่นขนาดหยดน้ำ (Guttate psoriasis)  ผิวหนังแดงลอกทั่วตัว (Erythroderma) ตุ่มหนอง (Pustular psoriasis)

  • เล็บ พบมีหลุม (pitting) เล็บร่อน (onycholysis) ปลายเล็บหนามีขุยใต้เล็บ (subungual hyperkeratosis) หรือจุดสีน้ำตาลใต้เล็บ (oil spot)
  • ข้อ มีการอักเสบของข้อซึ่งอาจเป็นได้ทั้งข้อใหญ่ ข้อเล็ก เป็นข้อเดียว หรือหลายข้อ และอาจจะมีข้อพิการตามหลังการอักเสบเรื้อรัง

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • การตรวจทางพยาธิ พยาธิสภาพของผื่นสะเก็ดเงินจะมีลักษณะเฉพาะ แต่ไม่จำเป็นต้องทำทุกราย อาจทำเพื่อช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและช่วยวินิจฉัยโรคในกรณีที่มีปัญหา เช่น การตรวจ KOH เพื่อแยกโรคเชื้อรา และการทำ Patch Test เพื่อแยกโรค Contact dermatitis เป็นต้น




โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้หายขาด แต่การรักษาทำได้เพียงบรรเทาอาการให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น ลดการอักเสบและผิวหนังที่ตกสะเก็ด ชะลอการเติบโตของเซลล์ผิวหนัง และขจัดผิวหนังที่เป็นแผ่นแข็ง ซึ่งการรักษาสามารถทำได้หลายวิธี
โดยแนวทางการรักษาโรคสะเก็ดเงิน ขึ้นกับความรุนแรงของโรคดังนี้
     - สะเก็ดเงินความรุนแรงน้อย หมายถึง ผื่นน้อยกว่า10% ของพื้นที่ผิวทั่วร่างกาย (ผื่นขนาดประมาณ 1 ฝ่ามือเท่ากับพื้นที่ประมาณ1%) ให้การรักษาโดยใช้ยาทาเป็นอันดับแรก
     - สะเก็ดเงินความรุนแรงมากหมายถึง ผื่นมากกว่า10% ของพื้นที่ผิวทั่วร่างกาย พิจารณาให้การรักษาโดยใช้ยารับประทานหรือฉายแสงอาทิตย์เทียม หรืออาจใช้ร่วมกันระหว่างยารับประทานหรือฉายแสงอาทิตย์เทียมและยาทารวมถึงอาจต้องพิจารณาใช้ยาฉีด
การรักษาโรคสะเก็ดเงินในปัจจุบันมีการรักษาอยู่ 4 ประเภท ได้แก่
ยาทาภายนอก ยาทารักษาโรคสะเก็ดเงิน มีหลายชนิด ได้แก่
     1.ยาทาคอติโคสเตียรอยด์ (topical corticosteroids) ส่วนใหญ่นิยมใช้เนื่องจากเป็นครีมขาวใช้ง่าย และตอบสนองต่อการรักษาดีแต่หากใช้ยาที่แรงเกินไปร่วมกับทาเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดผิวหนังบางและเกิดรอยแตกของผิวหนังได้ รวมถึงอาจเกิดการดื้อยาและอาจกดการทำงานของต่อมหมวกไตได้

  • น้ำมันดิน (tar)มีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลผิวหนังที่ผิดปกติ ประสิทธิภาพดี แต่น้ำมันดินมีสีน้ำตาล กลิ่นเหม็น เวลาทาอาจทำให้เปรอะเปื้อนเสื้อผ้าอาจพบผลข้างเคียงคือเกิดรูขุมขนอักเสบ หรือระคายเคืองผิวหนังบริเวณที่ทายาได้
  • แอนทราลิน (anthralin, dithranol)มีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลผิวหนังที่ผิดปกติ แต่อาจทำให้ระคายเคืองผิวหนังรวมถึงผิวหนังบริเวณที่ทายามีสีคล้ำขึ้นได้
  • อนุพันธ์วิตามิน ดี (calipotriol)มีฤทธิ์ทำให้การแบ่งตัวของเซลผิวหนังกลับสู่ปกติข้อเสียของยานี้คือหากทาบริเวณผิวหนังที่บาง อาจมีการระคายเคืองได้ และยามีราคาแพงปัจจุบันมียาทาที่ผสมระหว่างอนุพันธ์วิตามิน ดี และยาทาคอติโคสเตียรอยด์เข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลข้างเคียง
  • ยาทากลุ่ม calcineurin inhibitor (tacrolimus,pimecrolimus) เป็นยากลุ่มใหม่แพทย์บางรายนำมาใช้ในการรักษาผื่นโรคสะเก็ดเงินบริเวณหน้าหรือตามซอกพับเพื่อต้องการหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากยาทาคอติโคสเตียรอยด์แต่ยังไม่แพร่หลายเนื่องจากยามีราคาแพง
ยารับประทานรักษาโรคสะเก็ดเงิน พิจารณาให้กรณีสะเก็ดเงินรุนแรงปานกลางถึงมาก ที่ใช้บ่อยในประเทศไทยมี 3 ชนิด

  • เมทโทเทรกเสท (methotrexate) เป็นยาที่ได้ผลดีกับสะเก็ดเงินเกือบทุกชนิด ออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลผิวหนังที่ผิดปกติ รวมถึงมีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ผลข้างเคียงของเมทโทเทรกเสทที่อาจพบ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน หากรับประทานยาติดต่อกันนานหลายปีจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดตับแข็งได้ แพทย์จึงต้องทำการตรวจเลือดผู้ป่วยเพื่อดูการทำงานของเม็ดเลือด ตับละไตเป็นระยะ
  • อาซิเทรติน (acitretin) เป็นยารับประทานในกลุ่ม vitamin A ได้ผลดีมากสำหรับสะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนอง ผลข้างเคียงที่อาจพบ ได้แก่ ปากแห้งลอก ผิวแห้ง มือเท้าตึงลอก รอบเล็บอักเสบ ระดับไขมันในเลือดสูง และอาจทำให้เกิดตับอักเสบได้ ข้อควรระวังสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยานี้คือ ห้ามตั้งครรภ์เนื่องจากทารกในครรภ์อาจพิการได้ โดยต้องคุมกำเนิดขณะรับประทานและต้องคุมกำเนิดต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปีหลังหยุดยา
  • ไซโคลสปอริน (cyclosporin) มีฤทธิ์ลดการอักเสบและยับยั้งภูมิคุ้มกันของร่างกาย ประสิทธิภาพในการรักษาดีใช้กรณีสะเก็ดเงินรุนแรงปานกลางถึงมาก ผลข้างเคียง ได้แก่ ขนยาว เหงือกบวม เป็นพิษต่อไต และความดันโลหิตสูง ดังนั้นจึงต้องเจาะเลือดติดตามการทำงานของไตและวัดความดันโลหิตเป็นระยะ
การฉายแสงอาทิตย์เทียม (Phototherapy)
     เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลดีในการรักษาสะเก็ดเงิน โดยจะใช้รังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งปัจจุบันที่ใช้ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ รังสีอัลตราไวโอเลต A (320-400nm) และรังสีอัลตราไวโอเลต B (290-320nm) ซึ่งผู้ป่วยต้องมารับการรักษา 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนติดต่อกัน โดยจะให้ผลดีประมาณ 70 - 80% ขึ้นไป พบผลข้างเคียงน้อย  ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคันและแดงบริเวณผิวหนังที่ฉายแสงหลังทำการรักษา ข้อดีคือส่วนใหญ่การกลับเป็นซ้ำของโรคจะน้อยกว่าการรักษาโดยใช้ยาทาหรือยารับประทาน
ยาฉีดกลุ่มชีวภาพ (Biological agents)
     เป็นยาใหม่ที่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย อยู่ในรูปยาฉีดเข้าเส้นหรือเข้าใต้ชั้นไขมัน ซึ่งยาบางชนิดฉีดสัปดาห์ละ  2 ครั้ง บางชนิดอาจฉีดห่างกันทุก 3 เดือน ซึ่งยาฉีดประเภทที่กล่าวมานี้ เช่น อะเลฟเซ็บ (Alefacept) อีทาเนอร์เซ็บ (Etanercept) อีฟาลิซูแม็บ (Efalizumab) อินฟลิกซิแมบ (Infliximab)  ข้อเสียคือ ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่เนื่องจากยาในกลุ่มนี้เป็นยาใหม่ จึงต้องติดตามผลข้างเคียงระยะยาว นอกจากการรักษาข้างต้นที่กล่าวมาแล้วนั้น การให้ความรู้ผู้ป่วยและญาติมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน การเข้าใจความจริงที่ว่าสะเก็ดเงินเป็นโรคไม่ติดต่อ ผู้ป่วยจะไม่ถูกรังเกียจจากคนรอบข้าง ญาติและคนใกล้ชิดควรเข้าใจและให้กำลังใจผู้ป่วย
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคสะเก็ดเงิน

  • พันธุกรรม เพราะพบโรคได้สูงในคนมีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้
  • อาจติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียบางชนิดบ่อยๆเช่น โรคต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อ สเตร็ปโตคอกคัส
  • ภาวะมีความเครียด เพราะความเครียดส่งผลให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำหรือ ผิดปกติได้
  • มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคผิดปกติหรือบกพร่อง เพราะพบโรคได้สูงขึ้นในคนกลุ่มนี้เช่น ผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) หรือโรคเอดส์
  • กินยาบางชนิดเช่น ยาลดความดันโลหิตบางชนิด หรือยาทางด้านจิตเวชบางชนิด หรือ ยาที่มีผลกดภูมิคุ้มกันต้านทานโรคเช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์
  • ในคนสูบบุหรี่ ซึ่งอาจจากสารพิษต่างๆในควันบุหรี่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันต้านทานโรค หรือ เพราะมีความเครียดจึงสูบบุหรี่
  • ในคนอ้วนหรือโรคอ้วน
การติดต่อของโรคสะเก็ดเงิน เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่นอนแต่เชื่อกันว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น พันธุกรรม ภูมิต้านทาน/ภูมิคุ้มกัน ที่ผิดปกติ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่ทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงินขึ้นมาและโรคสะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ ดังนั้นคนที่สัมผัสคนเป็นโรคสะเก็ดเงินหรือผิวหนังส่วนเกิดโรคหรือแม้แต่สะเก็ดของผิวหนังส่วนเกิดโรคจึงไม่เกิดเป็นโรคสะเก็ดเงินแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่มีรายงานว่าโรคสะเก็ดเงินมีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คน
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงิน

  • ปฏิบัติตามแพทย์/พยาบาลแนะนำ
  • ทายา กินยาตามแพทย์แนะนำอย่างถูกต้อง อย่าขาดยา
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยต่อความรุนแรงของโรคดังกล่าวแล้ว โดยเฉพาะบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • อาบน้ำโดยใช้สบู่เด็กอ่อน อาจใช้สบู่สำหรับผิวแห้งมาก (สบู่ผสมน้ำมัน) ในบริเวณผิว หนังส่วนเกิดโรค
  • กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบถ้วนในทุกวัน พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายแข็ง แรงลดโอกาสติดเชื้อ
  • ตากแดดอ่อนๆทุกวันตามแพทย์/พยาบาลแนะนำ
  • หลีกเลี่ยงภาวะที่จะทำให้เครียดเพราะความเครียดเป็นตัวเร็งให้อาการของโรคกำเริบ
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพจิตที่ดี
  • พบแพทย์ตามนัดเสมอ และรีบพบก่อนนัดเมื่ออาการต่างๆเลวลง หรือมีอาการผิดปกติไปจากเดิม หรือเมื่อกังวลกับอาการ
การป้องกันตนเองจากโรคสะเก็ดเงิน เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินยังไม่พบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัดดังนั้น การป้องกันโรคจึงยังไม่สามารถทำได้เต็มประสิทธิภาพ แต่ทางที่ดีที่สุดในการป้องกันโรค คือ ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นของการเกิดโรค เช่น พยายามหลีกเลี่ยงความเครียดในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด การรับประทานยาบางชนิดควรมีการปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา เช่น ยาลิเทียม ยาต่อต้านมาลาเรีย (Chlroquine)  ยาลดความดันโลหิต (Bota-Blocker) ยาในกลุ่มลดการอักเสบ (NSAIDs) พยายามดูแลผิวหนังไม่ให้บาดเจ็บจากสิ่งแวดล้อมภายนอก หากเกิดอาการผิดปกติบริเวณผิวหนังควรมีการพบแพทย์โดยด่วน
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคสะเก็ดเงิน
มีรายงานการศึกษาวิจัยในปัจจุบัน สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินในคนยังมีการศึกษาไม่มาก สมุนไพรที่มีการวิจัยในคนของโรคสะเก็ดเงิน ได้แก่ ว่านหางจระเข้ โดยทดสอบในผู้ที่เป็นโรคเรื้อนกวาง 60 คน ใช้สารสกัดว่านหางจระเข้ (0.5%) ในรูปครีมทาบริเวณที่เป็นวันละ 3 ครั้ง นาน 16 สัปดาห์ และติดตามผลทุกเดือนอีก 12 เดือน พบว่าสารสกัดว่านหางจระเข้สามารถรักษาโรคเรื้อนกวางได้ 83.3% เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอกที่รักษาได้เพียง 6.6% นอกจากนี้มีตำรับยาทาที่มีส่วนประกอบคือ dimethicone 6 ออนซ์ cyclomethicone 2 ออนซ์ mineral oil 7.5 ซีซี. เจลว่านหางจระเข้ 7.5 ซีซี. วิตามินอี 7.5 ซีซี. วิตามินเอ 3.75 ซีซี. สังกะสี 3.75 ซีซี. และน้ำ 0.625 ซีซี. ว่าสามารถรักษาโรคสะเก็ดเงินได้  และสารสกัดน้ำจากบัวบก สามารถต้านการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังชั้น keratin ที่ทดสอบในหลอดทดลองซึ่งในโรคเรื้อนกวางเป็นโรคที่มีการแบ่งตัวของผิวหนังชั้น keratin ที่เร็วกว่าปกติ ซึ่งผู้วิจัยคิดว่าบัวบกมีศักยภาพในการนำมาพัฒนาเป็นยาทาภายนอก
ว่านหางจระเข้ ชื่อวิทยาศาสตร์ Aloe vera (L.) Burm.f. จัดอยู่ในวงศ์ XANTHORRHOEACEAE และอยู่ในวงศ์ย่อย ASPHODELOIDEAE

สรรพคุณของว่านหางจระเข้

  • วุ้นว่านหางจระเข้มีสรรพคุณช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยป้องกันและลดการเกิดแผลในกระเพาะขณะท้องว่าง ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารต่าง ๆ
  • ใช้เป็นถ่าย ยาระบาย ที่เปลือกของว่านหางจระเข้จะมีน้ำยางสีเหลือง ในน้ำยางจะมีสารแอนทราควิโนน (Anthraquinone) ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบาย หากนำน้ำยางไปเคี่ยวให้น้ำระเหยออกแล้วทิ้งไว้ให้เย็น ก็จะได้สารสีน้ำตาลเกือบดำ หรือเรียกว่า “ยาดำ” ซึ่งยาดำนี้เองใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแผนโบราณที่ต้องการให้มีฤทธิ์เป็นยาระบายอยู่หลายตำรับ
  • ช่วยรักษาแผลสด แผลจากของมีคม แผลที่ริมฝีปาก แก้ฝี แก้ตะมอย ด้วยการใช้วุ้นจากใบนำมาแปะบริเวณแผลให้มิดชิดและใช้ผ้าปิดไว้ แล้วหยอดน้ำเมือกลงตรงแผลให้ชุ่มอยู่เสมอ หรือจะเตรียมเป็นขี้ผึ้งก็ได้
  • ช่วยรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ช่วยดับพิษร้อนบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนจากแผล ด้วยการใช้วุ้นจากใบสดที่ล้างน้ำสะอาด แล้วฝานบาง ๆ นำมาทาหรือแปะไว้บริเวณแผลตลอดเวลา จะช่วยทำให้แผลหายเร็วมากขึ้นและอาจไม่เกิดรอยแผลเป็นด้วย
  • ช่วยรักษาโรคสะเก็ดเงิน ช่วยลดการตกสะเก็ดและลดอาการคันของโรคเรื้อนกวาง ทำให้แผลดูดีขึ้น
บัวบก ชื่อสามัญ Gotu kola ชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica (L.) Urb. จัดอยู่ในวงศ์ผักชี (APIACEAE หรือ UMBELLIFERAE)
สรรพคุณของใบบัวบก

  • ช่วยรักษาอาการมีหนองออกจากปัสสาวะ
  • ช่วยแก้อาการน้ำดีในร่างกายมากเกินไป
  • ช่วยแก้อาการฟกช้ำ ด้วยการใช้ใบบัวบกมาทุบให้แหลกแล้วนำมาโปะบริเวณที่ฟกช้ำ หรือจะใช้ใบบัวบกประมาณ 40 กรัม ต้มกับเหล้าแดงประมาณ 250 ประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วนำมาดื่ม
  • ใช้บัวบกตำนำมาพอกรักษาความร้อนบวมของโรคไฟลามทุ่ง หรือใช้รักษาอาการด้วยการใช้น้ำคั้นบัวบกนำมาผสมกับแป้งข้าวเหนียวทำเป็นแป้งเหลว พอกบริเวณที่เป็น
  • ช่วยรักษาพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
  • ช่วยรักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ เช่น โรคเรื้อน โรคสะเก็ดเงิน หิด หัด เป็นต้น
  • บัวบกมีการนำมาผลิตเป็นแคปซูลวางจำหน่าย มีสรรพคุณในการช่วยบำรุงสมองเป็นหลัก (Brain tonic)
  • น้ำใบบัวบกเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับหน้าร้อนเป็นอย่างมาก เพราะมีฤทธิ์เป็นยาเย็นดับร้อนในร่างกายได้สารพัด
เอกสารอ้างอิง

  • ผศ.พญ.ชนิษฏา วงษ์ประภารัตน์.โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) .ภาควิชาอาจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล.
  • นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. สิงหาคม 2544 . Psoriasis. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. ครั้งที่ สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน กรุงเทพฯ 10400. พิมพ์ดี กรุงเทพฯ. หน้า 664-666
  • แนวทางเวชปฏิบัติโรคสะเก็ดเงิน Psoriasis . สถาบันโรคผิวหนัง.กรมการแพทย์.กระทรวงสาธารณสุข.หน้า14-26
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “โซริอาซิส/โรคเกล็ดเงิน (Psoriasis)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 1019-1024.
  • โรคสะเก็ดเงิน-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • Roger C. Cornell, M.D.,Richard B. Stoughton, M.D. Topical Corticosteroid. 1985 Hoechst Aktiengesellscsast. West Germany. Page 17,28-31
  • Luba, K., and Stulberg, D. (2006). Chronic plaque psoriasis. Am Fam Physician, 73, 636-644.
  • อภิชาติ ศิวยาธร. กรกฎาคม Psoriasis. คลินิกโรคผิวหนังต้องรู้. ครั้งที่ 4. สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน กรุงเทพฯ 10400. พิมพ์ดี กรุงเทพฯ. หน้า 102-108
  • สมุนไพรรักษาโรคสะเก็ดเงิน.หัวข้อถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัย.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก


หน้า: [1] 2 3 ... 5