แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - NOH1122

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1

[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพรพิลังกาสา[/url][/b]
ชื่อพื้นเมืองอื่น  ผักจำ  ผักจ้ำแดง (จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย) พิลังกาสา (ภาคกึ่งกลาง) ตีนจำ (เลย)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Ardisia polycephala Wall. ex A.DC.
ชื่อสกุล  MYRSINACEAE
ชื่อสามัญ Philangkaasaa.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่มครึ่งหนึ่งไม้ต้นขนาดเล็ก (S/ST) ขนาดย่อม มีความสูงราวๆ 2-3 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบต้น แต่ว่าไม่มากสักเท่าไรนัก ลักษณะลำต้นสีเทา ผิวตะปุ่มตะป่ำ
สมุนไพร ใบ เป็นใบผู้เดียว ออกเรียงสลับกันเป็นคู่ๆตามข้อต้น ลักษณะใบรูปไข่ ปลายแหลม โคนใบสอบ ขอบของใบเรียบ ใบหนาดกทึบ และก็ใหญ่ มีสีเขียววาว
ดอก ออกดอกเป็นช่อ อยู่ตามปลายกิ่ง หรือตามส่วนยอด ดอกสีขาวเหลือบม่วง เป็นกรุ๊ปใหญ่
ผล ขนาดเท่าเม็ดนุ่น เป็นพวงช่อใหญ่สีม่วงแดง เมื่อแก่สีแก่จนกระทั่งแทบดำ

นิเวศวิทยา
กำเนิดตามที่รกร้างว่างเปล่า ป่าเบญจพรรณธรรมดา นิยมปลูกเป็นไม้ประดับรวมทั้งบังร่มเงา่ได้ดิบได้ดี ตามสวนสาธารณะ
การปลูกรวมทั้งเพาะพันธุ์
เป็นไม้กลางแจ้ง เจริญวัยได้ในดินที่ร่วนซุยที่มีอินทรียวัตถุมาก ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้ รส และสรรพคคุณ
ราก รสขื่นเปรีี้ยว แก้กามโรค โรคหนองใน พอกปิดแผลทำลายพิษงูกัด ใช้กากพอกแผล
ต้น   รสฝาด แก้โรคเรื้อน โรคผิวหนัง
ใบ รสเฝื่อนฝาดร้อน แก้ตับทุพพลภาพ แก้ปอดดทุพพลภาพ
ดอก รสขื่น ฆ่าเชื้อโรค
ผล รสร้อนฝาดอ่อนโยน แก้ไข้ ท้องเสีย โรคเรื้อน กุฏฐัง
การใช้และปริมาณที่ใช้

  • แก้โรคผิวหนัง หรือ โรคเรื้้อน กุฏฐัง โดยใช้ผลสด 10-15 กรัม เอามาโขลกอย่างถี่ถ้วน ผสมเหล้าโรงน้อย ใช้ทาและพอกรอบๆที่เป็นวันละ 2 เวลา ยามเช้าเย็น หรืออาจจะใช้เปลือกต้น 1 ฝ่ามือ หรือ หนักประมาณ 20 กรัม สับเป็นขิ้นแล้วโขลกให้ถี่ถ้วนผสมสุราโรงเล็กน้อยคั้นเอาน้ำทาและพอกด้วยกากวันละ 2 เวลา


2

สมุนไพรเลี่ยน
ชื่อท้องถิ่นอื่น เหี้ยน เฮี่ยน (ภาคเหนือ) เคี่ยน เลี่ยน เลีี่ยนใบใหญ่ (ภาคกึ่งกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Melia azedarach L.
ชื่อพ้อง Melia dubia Cav.. Melia toosendan Siebola & Zucc..
ชื่อวงศ์  MELIACEAE
ชื่อสามัญ Bead tree, Bastard cedar , Perisian lilac , White cedar.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้ใหญ่ (T/ST) ขนาดกลาง สูง 10-20 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดรูปกรวยหรือทรงกระบอก ค่อนข้างโปร่ง เปลือกต้นสีน้ำตาลแตกเป็นร่อง โตเร็ว เติบโตก้าวหน้าในดินที่ร่วนซุย แสงแดดจัด
ใบ ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ปลายคี่ เรียงสลลับที่ปลายกิ่ง ศูนย์กลางใบประกอบยาว 30-60 ซม. ใบย่อยเป็นจำนวนมาก รูปรีแกมรูปขอบขนาน เรียงตรงกันข้าม กว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร ยาว 3-6 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบแหลมหรือสอบแล้วก็มักเบี้ยว ขอบใบจะฟันเลื่อยห่างๆ
[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอก ออกดอกเป็นช่อที่ซอกรอบๆปลายกิ่ง กลีบ 5-6 กลีบ สีชมพูหรือขาวอมม่วงอ่อนๆเส้นผ่าศูนย์กลางดอกราวๆ 2 ซม. เกสรเพศผู้ 10 อัน สีม่วง อยู่ติดกันเป็นหลอด ดอกมีกลิ่นหอมหวน ออกดอก ธ.ค.-มี.ค.
ผล รูปกลมหรือรี กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาว 2.5 เซนติเมตร เมื่อแก่เป็นสีเหลือง เมล็ดต่อเมล็ด

นิเวศวิทยา
มีถิ่นเกิดในทวีปเอเชียเขตร้อน จีน ทางภาคเหนือของประเทศอินเดียและประเทศออสเตรเลีย พบตามป่าเขาดิบรวมทั้งป่าเบญจพรรณทั่วภาคทุกภาคไทย
การปลูกรวมทั้งขยายพันธุ์
เป็นไม่ที่ปลูกได้ไม่ยาก เติบโตเจริญในดินธรรมดา เพาะพันธุ์ด้วยการเพาะเม็ดหรือปักขำราก
ส่วนที่ใช้ รส และก็สรรพคุณ
อีกทั้งต้น รสขม แก้โรคผิวหนัง แก้โรคเรื้อน เป็นยาอายุวัฒนะ
เม็ด ให้น้ำมัน ใช้ทาแก้ปวดข้อ
ใบ ให้สีเขียวใช้ย้อมผ้า
วิธีใช้และปริมาณที่ใช้

  • แก้โรคผิวหนัง แก้โรคเรื้อน โดยใช้ต้นสด 10-20 กรัม หรือยาวประมาณ 1 ฝ่ามือ สับเป็นชิ้น ต้มในน้ำที่สะอาด 1 ลิตร ต้มให้เหลือ 3 ใน 4 ส่วน กรองเอาน้ำดื่ม วันละ 2-3 เวลา


4

สมุนไพรกะทือ
ชื่อพื้นบ้านอื่น กะทือป่า กะแวน กะแอน แฮวดำ (ภาคเหนือ) เฮียวข่า (งู-แม่ฮ่องสอน) เปลพ้อ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เฮียวแดง เฮียวดำ (แม่ฮ่องสอน) กะทือ (ภาคกึ่งกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Zingiber zerumbet. (L.) Sm.
ชื่อพ้อง Amomum Zerumbet L. Zingiber amaricans Blume
ชื่อวงศ์   ZINGIBERACEAE
ชื่อสามัญ Wild Ginger.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (H) ที่มีลำต้นใต้ดินลักษณะเป็นเหง้า มีกลิ่นน้ำมันระเหย เนื้อในเหง้าหรือลำต้นใต้ดินมีสีขาวอมเหลืองอ่อน มีกลิ่นแรง เปลือกนอกสีน้ำตาลปนเหลือง แทงหน่อออกด้านข้างและก็นอกสุด ลำต้นส่วนของกาบใบที่แบออกแล้วห่อหุ้มซ้อนทับกันจนแปลงเป็นลำต้นเทียมมีสีเขียว สูงราว 2 เมตร
ใบ เป็นใบลำพัง ออกเรียงสลับ ลักษณะใบรูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนและก็สอบเรียวเข้าหาก้านใบ ขอบใบเป็นคลื่น แผ่นใบสีเขียวเข้ม ท้องใบหรือใต้ใบมีขนสีขาวท้องนาลปกคลุมก้านใบสั้น
ดอก มีดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงสด แตกช่อจากหัวใต้ดินดโผล่พ้นดินขึ้นมา ช่อดอกที่เห็นเป็นรูปทรงกระบอกสีเขียวคละเคล้าแดง ปลายแล้วก็โคนมนโค้ง มีใบประดับประดาที่เรียงซ้อนกันแน่น เมื่อดอกยังอ่อนจะปิดแน่น และก็จะขยายอ้าออกให้เห็น ดอกที่อยู่ด้านในลักษณะเป็นหลอดโผล่ออกมาจากซอกใบประดับประดา กลีบดอกมีสีเหลืองอ่อนหรือสีขาวนวล โคนกลีบม้วนห่อส่วนปลายกลีบผายกว้างผล ลักษณะกลม โต แข็ง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร มีสีแดง เป็นแบบผลแห้งแตก

นิเวศวิทยา
พบขึ้นเป็นกอๆตามป่าดงดิบทั่วๆไป ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 100-1,000 เมตร
การปลูกรวมทั้งขยายพันธุ์
เจริญเติบโตก้าวหน้าในดินที่ร่วนซุย ไม่ชอบน้ำนอง สามารถปลูกได้ทุกฤดู ปลูกโดยการตัดใบออกให้เหลือเกิน 15 เซนติเมตร แพร่พันธุ์ด้วยการแยกหน่อหรือเหง้า
ส่วนที่ใช้รสและสรรพคุณ
ราก รสชื่นขมเล็กน้อย แก้ไข้ แก้ไข้ตัวเย็น แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้ต่างๆแก้เคล็ดลับปวดเมื่อย
สมุนไพร เหง้าหรือลำต้นใต้ดิน  รสชื่นขมปร่า แก้แน่นหน้าอก แก้ปวดมวนในท้อง บำรุงน้ำนมให้สมบูรณ์ เป็นยาขับลม แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ ขับปัสสาวะ แก้เสมหะเป็นพิษ แก้บิด ขับน้ำย่อย เจริญอาหาร แก้บิดปวดเบ่ง เป็นยาบำรุงกำลัง แก้ฝี ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรตัวอื่น แก้ไข้ตัวเย็น แก้กระษัย แก้ท้องขึ้น แก้โรคลม เป็นยาระบาย แก้เยี่ยวขุ่นขัน แก้บิด บำรุงธาตุลำต้น รสชื่นขม เป็นยาแก้เบื่่ออาหาร ทำให้เจริญอาหาร แก้ไข้
ใบ รสชื่นขมน้อย ใช้ใบต้มเอาน้ำเป็นยาขับเลือดเน่าในมดลูก (เลือดเน่าร้ายในเรือนไฟ) ขับน้ำคร่ำ ใช้ผสมในตำหรับยาร่วม กับสมุนไพรอื่น เป็นยาแก้ไข้ป่า อีสุกอีใส เป็นยาประคบเส้นบวมช้ำ ทำลายพิษไข้ แก้ไข้ กระแทกพิษไข้ แก้ไข้อีดำอีแดง แก้ฝึกหัด ไข้ร้อนในอยากดื่มน้ำ แก้ไข้แปลงฤดู แก้ไข้เชื่องซึมผิดสำแดง
ดอกรวมทั้งเกสร รสชื่นขมนิดหน่อย แก้ไข้เรื้อรัง แก้ผอมโซ แก้ไข้ตัวเย็น แก้ไข้จับสั่น แก้ผอมเหลือง บำรุงธาตุ แก้ลม
วิธีใช้รวมทั้งปริมาณที่ใช้

  • ขับเลือดเน่าในมดลูก ขับน้ำคร่ำ โดยใช้ใบสด 1 กำมือ หรือราวๆ 20 กรัม ต้มในน้ำสะอาด 1 ลิตร ต้มให้เหลือครึ่งหนึ่ง กรองเอาน้ำวันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร 2. รักษาอาการท้องอืด ท้องอืด แน่นจุกเสียดรวมทั้งเจ็บท้อง โดยใช้ลำต้นหัวใจต้ดินหรือเหง้าแก่สดขนาดเท่าหัวแม่มือ 2 หัวหรือหนักประมาณ 20 กรัม ย่างไฟเพียงพอสุกโขลกกับน้ำปูนใสคั้นเอาน้ำเวลามีลักษณะ


5

[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพรกะตังใบ[/url][/size][/b]
กะตังใบ Leea indica (Burm.f.) Merr.
บางถิ่นเรียกว่า กะตังใบ (กรุงเทพมหานคร จันทบุรี จังหวัดเชียงใหม่) นางใบ (จังหวัดตราด) ช้างเขิง (ฉาน) ตองจ้วม โคนงต้อม (ภาคเหนือ) บั่งบายต้น (จังหวัดตรัง)
         ต้นไม้ หรือ ไม้ใหญ่ขนาดเล็ก สูงได้ถึง 10 มัธยม ลำต้นหมดจด หรือปกคลุมด้วยขนสั้นๆใบ เป็นใบประกอบแบบขน (1-)2- หรือ 3 ชั้น ใบย่อยมี 7- ถึงจำนวนมาก หูใบรูปไข่กลับ กว้างได้ถึง 4 ซม. ยาว 6 เซนติเมตร ชอบเกลี้ยง หรือมีขนกระจาย หูใบร่วงง่าย นำไปสู่รอยแผลเป็นรูปสามเหลี่ยมกว้าง แกนกลางใบยาว 10-35 ซม. สะอาด หรือมีขนสั้นปกคลุม ใบย่อยรูปขอบขนานปนรูปไข่ ถึงรูปหอกปนรูปไข่ หรือรูปรี หรือรูปใบหอกแกมรี กว้าง 3-12 เซนติเมตร ยาว 10-24 ซม. ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบสอบ หรือกลม หรือเว้า นิดหน่อย สมุนไพร ขอบใบจะมน หรือจะแบบฟันเลื่อย หรือแบบซี่ฟันตื้นๆเนื้อใบครึ้มปานกลาง ข้างล่างมีต่อมขนาดเล็กรูปเหลี่ยม หรือกลม เส้นใบมี 6-16 คู่ ก้านใบย่อยยาวได้ถึง 25 มม. เกลี้ยง หรือมีขน ก้านใบรวมยาว 10-25 เซนติเมตร ดอก สีขาวอมเขียว ออกเป็นช่อกว้าง ดอกติดห่างๆยาว 10-25 ซม. เกลี้ยง หรือมีขนนิดหน่อย ริ้วประดับประดามีตั้งแต่สามเหลี่ยมออกจะกว้าง ถึงสามเหลี่ยมแคบ ยาวประมาณ 4 มม. ก้านช่อดอกยาวได้ถึง 15 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงยาว 2-3 มม. เชื่อมติดกันที่โคน ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก กลีบ 5 กลีบ เชื่อมชิดกันที่โคน เกสรเพศผู้มี 5 อัน ติดอยู่กับหลอดเกสรเพศผู้ ปลายอับเรณูจะโผล่พ้นหลอดออกไปเป็นแฉกมนๆปลายแฉกเว้า เกสรเพศเมียมี 6 ช่อง แต่ละช่องมีไข่ 1 เม็ด ก้านเกสรสั้น ปลายมน ผล กลม แป้น ผิวบาง มีเนื้อนุ่ม สีม่วงดำ มี 6 เม็ด

นิเวศน์วิทยา : ขึ้นได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกรับประทานเป็นยาพาราท้อง ท้องเสีย แก้บิด ขับเหงื่อ รวมทั้งเป็นยาเย็น แก้อาการอยากกินน้ำ ใบ ปิ้งไฟให้เกรียม ใช้พอกหัว แก้วิงเวียน มึนงง ตำเป็นยาพอกแก้เมื่อยกล้าม แล้วก็แก้ผื่นคันตามผิวหนัง น้ำยางจากใบอ่อนกินเป็นยาช่วยในการย่อย ผล กินได้

Tags : สมุนไพร

7

สมุนไพรใบระนาด
ชื่อท้องถิ่นอื่น  ใบระนาด , ผักระบาด (ภาคกลาง) เมืองมอน (จังหวัดกรุงเทพมหานคร)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Argyreia nervosa (Burm.f.) Bojer
ชื่อพ้อง Argyreia speciosa (L.f.) Sweet
ชื่อตระกูล  CONVOLVULACEAE
ชื่อสามัญ Bai rabaat.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้เถา (ExC) ลักษณะเลื้อยยาว ตามลำต้นและก็กิ่งไม้มีขนนุ่มสีขาวหรือน้ำตาลปนเหลือง หนาแน่น มียางเหนียวสีขาว
ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว ลักษณะใบรูปไข่หรือรูปกลม กว้าง 8-25 ซม. ยาวโดยประมาณ 10-30 ซม. ปลายใบมน แหลมหรือแหลมเป็นหาง มีติ่งเล็กสั้น โคนใบรูปหัวใจเว้าลึก แผ่นใบเกลี้ยงหรือค่อนข้างจะหมดจด ด้านท้องใบมีขนคล้ายเส้นไหมสีขาว เทาหรือน้ำตาลแกมเหลือง หนาแน่น เส้นกลางใบ และเส้นใบจะแจ่มแจ้งทางด้านท้องใบ เส้นกิ้งก้านใบมีจำนวนมากเรียงขนานกันเป็นขันบันได ก้านใบสั้นกว่า หรือยาวเท่ากับตัวใบ
[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอก ออกใกล้เป็นช่อ ก้านช่อดอกแข็ง ยาวถึง 20 เซนติเมตร ก้านดอกสั้นเป็นเหลี่ยม ใบประดับประดาใหญ่ ลักษณะรูปไข่ขอบขนาน หรือรูปรี ยาว 3.5-5 ซม. ปลายเรียวแหลมคม ภายนอกมีขนนุ่มฟู ข้างในเกลี้ยง หลุดร่วงง่าย กลีบรองกลีบรูปรีกว้าง ปลายใบมนหรือแหลม รวมทั้งสองกลีบนอกยาว 15 ม.ม ส่วนสามกลีบในสั้น ภายนอกนั้น มีขนสีขาวนุ่มหนาแน่น ภายในสะอาด กลีบใหญ่ เชื่อมติดกันเป็นรูปท่อหรือกรวย ยาว 6 ซม. สีม่วงแกมชมพู ลาบกลีบจะเป็นแฉกตื้นๆที่รอบๆกลางกลีบแต่ละกลีบมีขนุ่มหนาแน่น ก้านเกสรผู้มีขนฟูที่โคน
ผล ลักษณะกลม เส้นผ่าศูนย์กลางราว 2เซนติเมตร ปลายมีติ่งสีน้ำตาลอมเหลือง

นิเวศวิทยา
มีถิ่นเกิดในประเทศประเทศอินเดีย ในประเทศไทยเกิดตามที่รกร้างว่างเปล่า ป่าเขาดงดิบ แล้วก็ป่าเบญจพรรณปกติ ส่วนมากปลูกขึ้นร้านค้าเป็นไม้ประดับและก็บังร่มเงาก้าวหน้า
การปลูกและเพาะพันธุ์
เป็นไม้ที่โล่งแจ้ง ชอบแสงแดดจัด จะขึ้นเกาะพาดตามต้รไม้ต้นๆเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วยซุยที่มีสารอินทรีย์มาก ขยายพันธ์ุด้วยการตอนทาบกิ่ง หรือการปักชำ
ส่วนที่ใช้ รส รวมทั้งสรรพคุณ   
ราก รสจืดเฝื่อน เป็นยาขับน้ำเหลืองเสีย บำรุงแก้ไขข้ออักเสบ กระตุ้นความกำหนัด ขับเยี่ยว แก้โรคเท้าช้าง โรคอ้วนที่่เป็นผลมาจากการสั่งสมไขมันมากใบ   รสฝาด ใช้พอกฝีและก็บาดแผลแก้อักเสบ แก้โรคผิวหนังทั่วๆไป น้ำคั้นหยอดหูแก้หูอักเสบ
วิธีใช้และก็ปริมาณที่ใช้

  • เป็นยารักษาโรคผิวหนัง โดยใช้ใบสด 4-7 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วเอามาโขลกอย่างละเอียด ใช้ทาและพอกบริเวณที่เป็น วันละ 2-3 ครั้ง บ่อยๆ ตราบจนกระทั่งจะหาย


8

สมุนไพรลิ้นงูเห่า
ชื่อพื้นเมืองอื่น  ลิ้นงูเห่า (เมืองจันท์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Clinacanthus siamensis Bremek.
ชื่อตระกูล  ACANTHACEAE
ชื่อสามัญ Lin gnu hao.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้เถาล้มลุก (HC) ลักษณะพุ่มไม้เลื้อย คล้าบต้นเสลดพังพอนตัวเมีย ลำต้นกลมสีเขียวเรียวยาว ใบ เป็นใบลำพัง ลักษณะใบรูปหอกหรือรูปหอกปนขอบขนาน กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 6-12 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ขอบของใบเรียบ ก้านใบเล็กกลม แผ่นใบมีสีเขียวเข้ม ใบดกรวมทั้งหนาทึบดอก ออกดอกเป็นช่อกระจุก สีแดงผสมส้ม แต่ละข่อมีดอกย่อยอัดแน่น 10-15 ดอก ลักษณะก็จะคล้ายดอกเสมหะพังพอนตัวเมีย กลีบเลี้ยงสีเขียวเป็นรูประฆังตื้นๆโคนดอกชิดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็นกลีบดอกไม้ 2 กลีบมีเกสรตัวผู้เป็นสีเหลืองแทงพ้นกลีบดอก ผล เมื่อแห้งแตกได้ ข้างในมีเม็ด

นิเวศวิทยา
กำเนิดจากที่รกร้างว่างเปล่าธรรมดา นิยมปลูกตามสถานที่ต่างๆทั้งยังสวนสาธารณะ วัดและอาคารบ้านเรือน เพื่อเป็นไม้ประดับรวมทั้งใช้ประโยชน์ทางยา
การปลูกแล้วก็ขยายพันธุ์
เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบแดดแรง น้ำไม่ขัง เติบโตได้ในดินร่วนซุย นิยมปลูกเป็นแปลงหรือเป็นแนว ขยายพันธ์ฺด้วยการเพาะเมล็ดหรือการปักชำกื่ง
ส่วนที่ใช้รสรวมทั้งสรรพคุณ
[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ราก รสจืดเย็น ตำพอกดับพิษแมลงกัดต่อย
ใบ รสจืดเย็น ตำหรือขยี้ทาแก้พิษร้อน โรคผิวหนัง พิษอักเสบและปวดฝี รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ลดอาการอักเสบ
วิธีใช้รวมทั้งจำนวนที่ใช้

  • เป็นยารักษาโรคผิวหนัง โดยใช้ใบสด 10-20 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วเอามาโขลกให้รอบคอบ ใช้ทาและพอกรอบๆที่เป็น วันละ 2-3 ครั้ง เป็นประจำ จนกว่าจะหาย 2. ลดอาการปวดแสบปวดร้อนของตุ่มแผลงูสวัด โดยใช้ใบสด 10-20 ใบ ล้างให้สะอาดเอามาตำอย่างระมัดระวังผสมสุราโรงเล็กน้อย เอามาทาและพอกบริเวณที่มีอาการร เช้า-เย็น เสมอๆ


9

สมุนไพรเสลดพังพอน
ชื่อพื้นบ้านอื่น  พิมเสนต้น  เสมหะพังพอน  เสมหะพังพอนเพศผู้ (ภาคกึ่งกลาง) เช็กเชเกี่ยม (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Barleria lupulina Lindl.
ชื่อวงศ์   ACANTHACEAE
ชื่อสามัญ Salet phangphon tuapuu.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่ม (S) แตกกิ่งก้านสาขาเยอะแยะบริเวณลำต้น สูงราวๆ 1 เมตร มีหนามสีน้ำตาลคู่ ตามข้อและก็โคนใบ กิ่งก้านมีสีน้ำตาลปนแดง
ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามเป็นคู่ๆลักษณะใบรูปยาว เรียวแคบ โคนแล้วก็ปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ ผิวใบหมดจด พื้นใบมีสีเขียวเข้มและมัน ก้านใบสั้น ก้านใบตลอดจนเส้นกลางใบมีสีแดง ที่โคนกว้างมีหนามแหลม 1 คู่ สีม่วง ชี้ลง
[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอก มีดอกเป็นช่อตามยอดหรือที่ปลายกิ่ง เมื่อดอกยังอ่อนนมีใบแต่งแต้มหุ้มห่อมิด เมื่อดอกบานจะโผล่เลยใบตกแต่งออกมากึ่งหนึ่ง ใบตกแต่งรูปกลมรี ตอนปลายมีสีน้ำตาลอมแดง กลีบรองกลีบดอกไม้สีเขียวมี 5 กลีบ กลีบดอกสีเหลืองจำปา ตรงโคนเป็นหลอดตรงปลายแยกเป็น 5 กลีบผล เป็นฝัก ลักษณะรูปมนรี แบนรวมทั้งยาว โคนกว้าง ปลายแหลม ภายในผลมีเม็ด 2-4 เม็ด

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่โล่งแจ้งที่ไม่ขึ้นทั่วไป มีแต่ว่าเฉพาะตามบ้านซึ่งปลูกเอาไว้ใช้
การปลูกและขยายพันธุ์                                    
เติบโตได้ดิบได้ดีในดินซึ่งร่วนซุย มีความชื้น ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด หรือตัดลำต้นปักชำ โดยตัดเป็นท่อนๆยาวประมาณ 1-2 คืบ ปักชำในแปลงที่จัดแจงไว้หรือปักชำในที่ชุ่มชื่นก่อน เมื่อออกรากก็ดีแล้วก็เลยย้ายไปปลูกเอาไว้ในแปลง
ส่วนที่ใช้ รส และก็สรรพคุณ
ใบ รสจืดเย็น โขลกกับสุราคั้นเอาน้ำดืื่ม เอากากพอกแก้พิษงู แก้ไฟลามทุ่ง แผลฟกช้ำดำเขียวจากาเกลื่อนกลาดระทบกระแทก แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย ยกตัวอย่างเช่น ผึ้ง ตะขาบ ฯลฯราก รสจืดเย็น ฝนกับเหล้าหรือสุราโรงทาแก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย
วิธีการใช้และปริมาณที่ใช้

  • รักษาอาการปวดฝี ถอนพิษ ปวดอักเสบปวดร้อน โดยที่ใช้ใบสด 1 กำมือ หรือราว 20 กรัม ตำอย่างรอบคอบผสมกับสุราพอกบริเวณที่เป็นฝี หรือรอบๆที่เป็นวันละ 3 เวลา
  • รักษาอาการแพ้ อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย โดยใช้ใบสด 1 กำมือ โขลกอย่างถี่ถ้วนคั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็น หรือตำผสมเหล้าโรงน้อยด็ได้
ข้อควรจะรู้
ในประเทศมาเลเซีย ใช้แก้ปวดฟันและก็แก้งูกัด  และถือกันว่าฯลฯไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่จะปกป้องภัยยันอันตรายต่างๆได้ด้วย

10

สมุนไพรกำลังกระบือ
ชื่อประจำถิ่นอื่น  กระบือเจ็ดหัว  กำลังควาย  ลิ้นควาย (ภาคกึ่งกลาง) กะบือ (จังหวัดราชบุรี) ใบท้องแดง (เมืองจันท์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Excoecaria cochinchinensis Lour.  var.  cochinchinensis
ชื่อพ้อง Excoecaria bicolor (Hassk) Zollex Hassk.
ชื่อวงศ์  EUPHORBIACEAE
ชื่อสามัญ Kamlang kra bue.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่ม (ExS) สูงโดยประมาณ 70-150 เซนติเมตร ทุกส่วนมียางขาวเสมือนน้ำนม กิ่งเรียวเล็ก เปลือกสีแดงอมม่วงใบ เป็นใบลำพัง ออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกันหรือเรียงสลับ ลักษณะใบรูปขอบขนานหรือขอบขนานแกมไข่กลับ โคนใบแหลม ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆขอบของใบหยักห่างๆเส้นใบ 12-13 คู่ ใบอ่อนสีแดงผิววาว ใบแก่ข้างบนสีเขียว ด้านล่างสีแดงอมม่วง ก้านใบยาว 0.5-1 เซนติเมตร หูใบเป็นรูปหอกปลายแหลม
ดอก ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและที่่ยอด มีทั้งดอกเพศผู้ เพศเมีย และดอกสมบูรณ์เพศ บางทีก็อาจจะอยู่บนต้นเดียวกันหรือต่างกันก็ได้ ดอกเพศผู้และดอกสมบูรณ์เพศช่อยาวราวๆ 2 เซนติเมตร ใบเสริมแต่งสามเหลี่ยม ปลายเรียวแหลม กลีบรองกลีบดอกไม้ 3 กลีบ รูปยาวแคบ ปลายแหลม ดอกเพศภรรยา กลม ชอบออกทีละ 3 ดอก ใบตกแต่งเหมือนดอกเพศผู้ ก้านดอกสั้นมาก กลีบรองกลีบ 3 กลีบ รูปไข่ ปลายแหลม ขอบหยักเล็ฏน้อย ดอกมีสีเหลืองอมเขียวขนาดเล็กมีดอกทั้งปี ผล เป็นประเภทแก่แล้วแห้ง รู)ร่างค่อนข้างจะกลม ไม่มีเนื้อ มี 3 พู เมื่อแก่แตกเป็น 3 ส่วน

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ในเขตร้อน มีถิ่นเกิดแถบอินโดจีน นิยมปลูกทั่วไปเป็นไม้ประดับ
การปลูกรวมทั้งแพร่พันธุ์                                   
สามารถเจริญเติบโตเจริญในดินร่วนซุยธรรมดา แพร่พันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง หรือ การทำหมันกิ่ง
ส่วนที่ใช้รสและสรรพคุณ
สมุนไพร ลำต้น รสร้อนเฝื่อนฝาด ยางจากลำาต้นเป็นพิษมาก ใช้สำหรับการเบื่อปลา
ใบ  รสร้อนฝาดขื่น รักษาโรคที่เกี่ยวกับความแปลกของระบบเลือดบางจำพวก ชาวชวาใช้ใบโขลกเป็นยาพอกห้ามเลือด ตำรายาหมอแผนไทยนำใบตำผสมกับเหล้ากลั่นคั้นเอาน้ำดื่มแก้สันนิบาตหน้าเพลิง ยาขับเลือดเสียและก็ขับน้ำคร่ำในสตรีข้างหลังคลอดบุตร แก้อักเสบบริเวณปากมดลูก
การใช้และจำนวนที่ใช้

  • ขับน้ำคาวปลาข้างหลังคลอด ขับเลือดเน่า ขับระดู โดยใช้ใบสด 10-15 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด ตำอย่างละเอียด ผสมกับเหล้าโรงน้อย คั้นเอาน้ำเบาๆจิบ รุ่งเช้า-เย็น
ข้อควรจะทราบ
ไม่ควรใช้ในสตรีที่มีท้อง เพาะถ้าใช้ในบริมาณที่มาก อาจจะทำให้แท้งได้
ใบสดต้นกระบือเจ็ดตัว สามารถใช้ประโยชน์คุณประโยชน์ทำเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ได้อีกด้วย เพราะเหตุว่ามีสีแดงสดใส

Tags : สมุนไพร

11

สมุนไพรคำฝอย
ชื่อพื้นเมืองอื่น  ดอกคำฝอย (ภาคเหนือ) คำยอง (จังหวัดลำปาง) คำ (ทั่วๆไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Carthamus tinctorius L.
ชื่อตระกูล  COMPOSITAE
ชื่อสามัญ False saffron , Safflower , Saffron thistle.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (ExH) มีอายุราว 1 ปี สูงโดยประมาณ 1-1.5 เมตร ลักษณะลำต้นเป็นสัน ผิวเนียน
ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว ลักษณะใบรูปหอกปนขอบขนาน ก้านใบสั้น ปลายใบแหลม ขอบของใบมีหนามหยักเป็นซี่ฟัน กว้าง 2-4 ซม. ยาวประมาณ 3-15 ซม. เส้นกิ้งก้านใบมองเห็นแจ่มแจ้ง
ดอก เป็นกลุ่มที่ปลายลำต้น ก้านดอกใหญ่ ผิวเกลี้ยง กลีบดอกตอนแรกเหลือง ปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดงเมื่อแห้ง
ผล ผลแห้ง ลักษณะเป็นรูปไข่กลับเบี้ยว ยาวโดยประมาณ 5-8 ซม. มีสีขาวราวกับงวง ตรงปลายตัดมีสันอยู่ 4 สัน และมีรยางค์ยาว 5 ซม. รวมทั้งมีเกล็ดด้วย

นิเวศวิทยา
มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย สำหรับเมืองไทยได้เอามาปลูกเอาไว้ในภาคเหนือ
การปลูกแล้วก็แพร่พันธุ์
เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุย  ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมรวมทั้งสรรพคคุณ
ดอก รสหวานร้อน ใช้เป็นยาระบาย ขับเหงื่อ ระงับประสาท บำรุงเลือด ขับรอบเดือน รักษาอาการบวม แก้ไข้ข้างหลังคลอดบุตร รักษาแผลพุพอง ระงับลักษณะของการปวดในสตรีที่มีรอบเดือนมาไม่ปกติ เป็นยาบำรุงสำหรับคนที่เป็นอัมพาต ใช้ลดน้ำหนักแล้วก็ไขมันในเส้นโลหิตเกสร  รสหวานร้อน บำรุงโลหิตและก็น้ำเหลืองให้ธรรมดา แก้แสบร้อนตามผิวหนัง
[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] เมล็ด รสหวานร้อน เป็นยาระบาย ขับฉี่ ลดการอักเสบข้างหลังการคลอดลูก น้ำมันเม็ดคำฝอย รักษาอาการปวดปวดเมื่อยในโรคไขข้ออักเสบ รักษาแผล ทาปก้อัมพาต  ดอกแก่ รสหวานร้อน ใช้แต่งสีอาหารให้มีสีเหลืองส้มในอาหารโดยสาร carthamin ในกลีบดอก รวมทั้งใช้ย้อมผ้าได้
วิธีการใช้รวมทั้งจำนวนที่ใช้

  • ขับรอบเดือน บำรุงหัวใจ โดยใช้ดอกแห้ง 5 กรัม ชงเป็นน้ำชาดื่มก่อนที่จะรับประทานอาหาร ยามเช้า-เย็น เป็นประจำวันแล้ววันเล่า
  • ลดไขมันในเลือด แล้วก็แก้ปวดเมื่อย โดยใช้น้ำมันจากเม็ดใช้ปรุงเป็นอาหาร แล้วก็ทาแก้เมื่อย ไขข้ออักเสบ แล้วก็อัมพาต เสมอๆ
ข้อควรทราบ
น้ำมันที่่ใช้สำหรับในการประกอบอาหารและก็ทานวด ต้องเป็นน้ำมันที่่สกัดโดยไม่ใช้ความร้อน
ส่วนน้ำมันที่สกัดโดยใช้ความร้อน จะใช้เคลือบหนังไม้ให้เปียกน้ำ รวมทั้งใช้ผสมสีทาบ้านเรือน
สารสกัดจากดอกคำฝอยโดยใช้แอลกอฮอล์ สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและก็ยับยั้งเชื้อไวรัสได้

12

[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพรเพกา[/url][/size][/b]
ชื่อประจำถิ่นอื่น  มะลิดไม้  มะลิ้นไม้  ลิดไม้ (ภาคเหนือ) หมากลิ้นก้าง หมากลิ้นช้าง (งู-ภาคเหนือ) ดอก๊ะ  ด๊อกก๊ะ  ดุเอ็ง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) กาโด้โด้ง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) เพกา (ภาคกึ่งกลาง) ลิ้นฟ้า (เลย) เบโก (มลายู-นราธิวาส)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
ชื่อวงศ์  BIGNONIACEAE
ชื่อสามัญ Indian trumpet flower.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ต้นไม้ขนาดเล็ก (ST) ผัดใบ สูงประมาณ 4-20 เมตร เปลือกต้น เรียบสีเทา บางโอกาสแตกเป็นรอยตื้นบางส่วน มีรูระบายอากาศเกลื่อนกลาดกระจัดกระจายตามลำต้นและก็กิ่งก้าน
ใบ เป็นใบประกอบแบบขน มีใบเดี่ยวๆขนาดใหญ่ที่ปลายก้าน ทรงกลม ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ก้านใบยาว ใบย่อยรูปไข่ ขอบใบเรียบ ออกตรงกันข้ามชิดกัน อยู่ราวปลายกิ่ง ก้านใบย่อยสั้น แผ่นใบสีเขียวเข้ม
ดอก มีดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ ช่อมีขนาดใหญ่ออกที่รอบๆปลายยอด มีก้านช่อดอกยาว มีดอกย่อยขนาดใหญ่ รูปปากเปิดแบบสามมาตรด้านข้าง กลีบดอกดก มี 5 กลีบ ด้านนอกสีม่วงแดงหรือน้ำตาลคล้ำ ข้างในสีเหลืองเปรอะเปื้อนๆครึ่งหนึ่งสีชมพู โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปลำโพง ส่วนปลายแยกออกเป็นกลีบร่นขยุกขยิก รอบๆปลายกลีบดอกด้านในสีขาวอมเหลือง หรือขาวอมเขียว มีเกสรตัวผู้ 5 อันติดกับท่อดอกโคนก้านจะมีขน ผล เป็นฝักแบน ยาวเหมือนรูปดาบ ห้อยระย้าอยู่เหนือเรือนยอด สีน้ำตาลดำ เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก
เม็ด เม็ดแบน มีปีกบางใสจำนวนไม่น้อย

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่ขึ้นได้ทั่วๆไปทุกภาคของเมืองไทย ถูกใจขึ้นบนที่แจ้ง รอบๆชายป่าดิบ แล้วก็ไร่ร้างธรรมดา
การปลูกรวมทั้งเพาะพันธุ์
เป็นไม้ที่ปลูกง่าย และไม่ต้องการเอาใจใส่มากสักเท่าไรนัก เจริญวัยเจริญในที่ชื้นระบายน้ำดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งดินที่ร่วนซุย ควรปลูกไว้ในหน้าฝน ขยายพันธ์ุด้วยการเพาะเมล็ดหรือการตัดชำราก
ส่วนที่ใช้ รส แล้วก็สรรพคคุณ   
เปลือกราก รสฝาดขม แก้ปวดท้อง ฝาดวสมาน เป็นยาบำรุง แก้บิด แก้ท้องเดิน ขับเหงื่อ
ราก รสฝาดขม เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ท้องวตก เจริญอาหาร ทำให้เกิดน้ำย่อยอาหาร ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการอักเสบ ฟกช้ำ บวม ลำต้น รสขม แก้แมลงป่องต่อย เปลือกต้น รสขมฝาด ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือด ขับเสลด ดับพิษเลือด เป็นยาขมเจริญอาหาร
ใบ รสฝาด ใช้ต้มดื่มแก้อาการปวดท้อง แก้ปวดข้อ แล้วก็เจริญอาหาร
ผลอ่อนหรือฝักอ่อน รสขมร้อน ขับผายลม เป็นยาบำรุงธาตุ                                                     
ผลแก่หรือฝักแก่ รสขมร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ
เม็ดแก่ รสขม เป็นยาอมปรับแก้ ขับเมหะ ใช้เป็นองค์ประกอบอย่างหึ่งในน้ำจับเลี้ยงของคนจีนแก้ร้อนใน
วิธีการใช้และก็จำนวนที่ใช้

  • ขับเลือด ขับน้ำเหลืองเสีย โดยใช้เปลือกต้นสด 1 กำมือ หรือหนักราวๆ 20 กรัม สับเป็นชิ้นต้มในน้ำที่สะอาด 1 ลิตร เคี่ยวให้เหลือ 3 ใน 4 ส่วน กรองเอาน้ำ เช้า-เย็น 2. แก้ปวดฝี โดยใช้เปลือกสด ราว 1 ฝ่ามือฝนกับสุราโรงทาบริเวณที่เป็นประจำ
  • แก้อาการร้อนใน แก้ไอ และขับเสมหะ เมล็กเป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งใน “น้ำจับเลี้ยง” ของคนจีน โดยใช้เม็ดทีละ 0.5-1 กำมือ (หนักโดยประมาณ 1.5-3 กรัม) ใส่น้ำราว 300 มิลลิลิตร ต้มไฟอ่อนพอเดือดนานราว 1 ชั่วโมง ดื่มวันละ 3 ครั้ง



Tags : สมุนไพร

13
อื่นๆ / สัตววัตถุ คางคก
« เมื่อ: ธันวาคม 12, 2017, 10:35:20 AM »

คางคก
คางคกเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มีกระดูกสันหลัง มี ๔ ขา เมื่อโตเต็มที่ไม่มีหาง จัดอยู่ในสกุล  Bufonidae คางคกแท้อันเป็นคางคกที่จัดอยู่ในสกุล Bufo พบได้แทบทั่วโลกกว่า ๑00 จำพวก ที่พบในประเทศไทยมีหลากหลายประเภท ได้แก่
คางคก อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo melanostictitcus  (Schneider)
คางคกป่า อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Bufo macrotis ( Boulenger)
คางคกไฟ หรือคางคกหัวจีบ อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ Bufo parvus (Boulenger)
ชีววิทยาของคางคก
คางคกมีรูปร่างเหมือนกบ จุดเด่นของคางคกเป็น หนังขรุขระเต็มไปด้วยปุ่มปมเล็กบ้างใหญ่บ้าง ปมใหญ่ๆมักอยู่ตามหลัง ปมใหญ่ที่สุดอยู่ด้านหลังตา เงื่อนพวกนี้เป็นต่อมพิษ มีน้ำพิษเป็นยางเหนียวๆ(น้ำพิษนี้เมื่อถูกผิวหนังจะมีผลให้คัน เมื่อกินเข้าไปจะก่อให้เมา อาจส่งผลให้ตายได้) คางคกมีขาสั้นกว่ากบ มีฟัน
คางคกอยู่ตามพื้นหรือใต้ดิน ออกหากินกลางคืน ตามเดิมหาเลี้ยงชีพตัวหนอนรวมทั้งแมลง โดยใช้ลิ้นที่เป็นแฉกแลบออกมาจับกุมตัวหนอนหรือแมลงแล้วตวัดเข้าปากตอนกลางวันมักแอบนอนอยู่ใต้ก้อนหินหรือขอนไม้ หรือนอนนิ่งอยู่ตามซอกหรือในโพรงดิน เมื่อถึงเวลาผสมมประเภท คางคกตัวผู้ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าตัวเมียจะเกาะบนพื้นหลังตัวเมีย แล้วปล่อยน้ำเชื้อเข้าสู่ช่องร่วมซึ่งใช้เป็นขับถ่ายแล้วก็แพร่พันธุ์ ตัวเมียออกไข่ในน้ำ ไข่ออกเป็นสายวุ้นยาวๆเมื่ออกเป็นตัวก็จะเป็นลูกอ๊อดเหมือนๆกับ ลูกกบ แต่ดำกว่า

ยางคางคก
ยางคางคกเป็นยางสีขาวที่ได้จากต่อมรอบๆใต้ตาของคางคก น้ำมาทำให้แห้งจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ กระบวนการทำให้แห้งอาจใช้วิธีผึ่งงเอาไว้ภายในที่ร่มไม่ตากแดด จีนเรียกเครื่องยานี้ว่า เฉลียงยก (chansu) ประเทศญี่ปุ่นเรียก เซนโซ (senso) ตำรำยาที่ประเทศจีน ฉบับปี คริสต์ศักราช ๒000 ยืนยันเครื่องยานี้ในชื่อ  Venenum Bufonis ชื่อภาษาอังกฤษว่า Toad  Venom  หนังสือเรียนนี้ว่าบางทีอาจได้จากคางคก ๒ จำพวกเป็นคางคกจีน (Bufo gargarizans Cantor) หรือคางคก   Bofo melanostictus ( Schneider)
สมุนไพร ยางคางคกมีคุณสมบัติหวาน ฝาด อุ่น และก็เป็นพิษ ไปสู่เส้นไตและกระเพาะ มีคุณสมบัติทำลายพิษ แก้ปวด แล้วก็ทำให้ฟื้นคืนสติ ก็เลยใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้ปวด แก้เจ็บท้อง แก้ไอ ใช้ผสมเป็นยาทาภายนอกใช้สำหรับแก้คัน แล้วก็แก้โรคผิวหนังลางประเภท ด้วยเหตุว่ามีฤทธิ์ยับยั้งความรู้สึกที่ปลายประสาทใช้แก้พิษฝีต่างๆ
ยางคางคกมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อหัวดวงใจหลายชนิด สารกลุ่มนี้ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจ บีบตัวได้แรงขึ้นหลากหลายประเภท ที่สำคัญอย่างเช่น สารโฟทาลิน (bufotalin) สารบูโฟนิน (bufonin)
ผลดีทางยา
คางคกที่ ใช้ ทางยาเป็นคางคก มันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bofo meianostictus (schneider) ประเภทนี้มีความยาว จากปากถึงก้นราว ๑๐ ซม. หมอแผนไทยใช้คางคกตายซาก คือคางคกที่ตายแล้วแห้งไม่เน่าเหม็น เอาสุมไฟตลอดตัว จนกระทั่งเป็นถ่านแล้วบดผสมกับน้ำมันยาง (Dipterocarpus alatus Roxb) ทาแผลโรคเรื้อน โรคมะเร็ง คุดทะราด ฆ่าเชื้อโรคก้าวหน้า

14
อื่นๆ / สัตววัตถุ มดเเดง
« เมื่อ: ธันวาคม 11, 2017, 07:04:49 PM »

มดแดง
มดแดงเป็นมดประเภทหนึ่ง มีสีแดง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Oecophyllasmaragdina(Fabricius)
จัดอยู่ในวงศ์ Formicidae
ชีววิทยาของมด
มดเป็นแมลงพวกหนึ่ง มีลักษณะที่สำคัญคือ  บริเวณส่วนท้องคอดกิ่วเวลาที่ตืดกับอกทางด้านหลังของส่วนท้องบ้องที่ ๑  หรือในมดบางชนิดที่รวมไปถึงข้อที่  มดมีลักษณะเป็นโหนกสูงมากขึ้น โหนกนี้อาจโค้งมนหรือมีลักษณะเป็นแผนแบนก็ได้ ลักษณะโหนกนี้เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้มดแตกต่างไปจากกลุ่มแมลงที่มองดูคล้ายกัน  เช่น  พวกต่อรวมทั้งแตน หรือไม่เหมือนกันกับปลวกที่คนทั่วไปมักงงงวยกัน โดยเห็นมดกับปลวกแบบเดียวกันไปหมด เว้นแต่ไม่ราวกับมดตรงที่ไม่มีโหนกแล้วปลวกยังมีส่วนท้องไม่คอดกิ่วอีกดัวย ทั้งนี้เพราะบ้องแรกๆของส่วนท้องของปลวกนั้น มีขนาดโตเท่าๆกับส่วนนอก หรือโตกว่าส่วนนอก
มดอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเดียวกับปลวก มีชีวิตแบบสังคม โดยทำรังอยู่ดัวยกันรังหนึ่งๆเป็นร้อย เป็นพัน หรือ หลายหมื่น หลายแสนตัว ไม่มีประเภทใดอยู่สันโดษ ประกอบดัวยวรรณะ แต่ละวรรณะมีขนาด รูปร่าง ลักษณะ แล้วก็เพศต่างกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง มดตัวเมียเป็นแม่รัง ตัวผู้เป็นพ่อรัง รวมทั้งมดงานอันเป็นมดตัวเมียที่เป็นหมันปฏิบัติภารกิจสร้างรัง เลี้ยงรัง แล้วก็เฝ้ารัง แต่ละวรรณะอาจมีรูปร่างลักษณะไม่เหมือนกันออกไปอีก
อาทิเช่น มดงานซึ่งเป็นพวกที่ไม่มีปีกก็บางทีอาจทำหน้าที่สร้างรังและก็เลี้ยงรัง พวกนี้มีร่างกายขนาดปรกติ หัว อก รวมทั้งท้องได้สัดส่วนกัน แม้กระนั้นในขณะเดียวกันบางทีอาจเจอมดงานซึ่งทำหน้าที่เฝ้ารัง มดพวกนี้เว้นแต่ตัวใหญ่กว่ามดงานปกติอย่างมากแล้ว ยังมีหัวโต กรามใหญ่ มิได้รูปทรงกับลำตัวดัวย
ในหมู่มดตัวผู้แล้วก็มดตังเมียซึ่งเป็นบิดารังรวมทั้งแม่รังนั้น อาจพบได้ทั้งหมดที่มีปีกและไม่มีปีก หรือมีลำตัวโตหรือเล็กขนาดเท่าๆกับมดงานก็มี อย่างไรก็แล้วแต่มดตัวเมียที่เป็นแม่รังนั้นมักมีขนาดโตกว่าเพศผู้รวมทั้งมดงาน บางทีอาจพิจารณามดตัวผู้ได้จากดางตาที่โตกว่ามดแม่รังและก็มดงานลูกรัง ซึ่งพวกหลังนี้มักมีตาเล็ก จนบางคราวเกือบจะมองไม่เห็นว่าเป็นตา ส่วนมดพ่อรังหรือมดแม่รังที่มีปีกนั้น ลักษณะของปีกแตกต่างจากพวกปลวกหรือแมลงเม่าอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ ปีกคู่หน้าของมดโตกว่าปีกคู่หลังมาก รูปร่างของปีกคู่หน้าและก็ปีกคู่หลังก็ต่างกัน แล้วก็ที่สำคัญเป็นมีเส้นปีกน้อย ส่วนปลวกนั้น ปีกคู่หน้ากับปีกคู่หลังมีขนาดไล่เลี่ยกัน แล้วก็รูปร่างของปีกก็คล้ายคลึงกัน เส้นปีกมีมากกว่าเส้นปีกของมดมากมาย มองเห็นเป็นลวดลายเต็มไปทั้งปี

สมุนไพร ในปัจจุบันมีการราวๆกันว่า มดที่มีการแยกชื่อวิทยาศาสตร์ไว้แล้ว มีอยู่ไม่น้อยกว่า ๖,๐๐๐จำพวก ชาวไทยต่างคุ้นเคยกับมดเป็นอย่างดี เนื่องจากมีมดหลายอย่างอาศัยตามบ้านเรือน หรือในรอบๆใกล้เคียงกัยบ้านเรือน การเรียกชื่อมดของคนประเทศไทยอาจเรียกชื่อตามสีสันของมด โดยการเรียก “มด” นำหน้า อย่างเช่น มดแดง(OecophyllasmaragdinaFabrius) เนื่องจากว่ามีตัวสีแดง มดดำ (CataulacusgranulatusLatreillr, Hypocli-neathoracicus Smith) ซึ่งบ้าไปเป็นมด เป็นต้น มดบางประเภทเราเรียกชื่อตามอาการอันมีเหตุที่เกิดจากถูกมดนั้นกัด อย่างเช่น มดคัน (CamponotusmaculatusFabricius) ซึ่งเมื่อถูกกัดแล้วจะมีผลให้รู้สึกคันในรอบๆแผลที่กัด  หรือมัดคันไฟ  (Solenopsis  geminate Fabricius, SolenopsisgeminataFabricius var. rufaJerdon) ซึ่งเมื่อถูกกัด นอกจากมีอาการคันแล้ว ยังมีลักษณะแสบร้อนราวกับถูกไฟลวก
บางประเภทก็เรียกตามกิริยาอาการที่มดแสดงออก เป็นต้นว่า มดลนลาน (AnoploessislongipesJerdon) ซึ่งเป็นมดที่ชอบวิ่งเร็วและวิ่งพล่านไป เปรียบเหมือนคนที่วิ่งดัวยความตกอกตกใจ  มดจำพวกนี้บางที่เรียกสั้นๆว่า มดตะลาน  ที่บ้าเป็นมดตาลานก็มี หรือมดตูดงอล (CrematogasterdoheniiMaye) อันเป็นมดที่เวลาเดินหรือวิ่งมักยกท้องขึ้นท้องเฟ้อสูงตั้งฉากกับพื้น  ทำให้มองดูราวกับตูดงอล  เป็นต้น
มดบางจำพวกเป็นมดที่พสกนิกรตามท้องถิ่นใช้บริโภค  จึงเรียกไปตามรสชาติได้แก่  ทางภาคเหนือ  อันอย่างเช่น  ชาวจังหวัดแพร่  น่าน  ลำพูน  จังหวัดเชียงราย  เชียงใหม่  เป็นต้น  นิยมใช้มดแดงซึ่งมีรสเปรี้ยวแทนน้ำส้ม  ก็เรียกว่า มดส้มหรือมดมัน  ซึ่งราษฎรบางถิ่นนิยมกินกันเพราะมีรสชาติมันและก็อร่อย  ก็เลยเรียกชื่อตามรสชาตินั้น อย่างไรก็ตาม  มีมดบางชนิดที่ชาวบ้านมิได้รัชูชื่อโดยใข้คำ “มด” นำหน้าตัวอย่างเช่น เสี้ยนดิน (Doeylusorientalis  Westwood) ซึ่งเป็นมดที่ทำลายกัดรับประทานฝักถั่งลิสงที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวอยู่ในดิน
มดก็เช่นเดียวกับแมลงจำพวกอื่นที่อาจมีการรัชูชื่อฟั่นเฟือนไปตามท้องภิ่นดังเช่นว่า  แม่รังที่มีปีกของมดแดง (OecophyllasmsrhdineFabrius) คนบ้านนอกในเขตแดนภาคอีสาน  อันยกตัวอย่างเช่น  ชาวจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดนครพนม ร้อยเอ็ด อุบลราชธานีเรียกแม่เป้งในเวลาที่คนภาคกบางมัดเรียกมดโม่ง  ส่วนชาวจังหวัดภาคใต้  เช่น  จังหวัดชุมพร  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  สงขา  นครศรีธรรมราช  ภูเก็ต  เรียกว่าแม่เย้าหรือแม่เหยา
มดมีวงจรชีวิตในลักษณะที่พ่อรังและแม่รังที่มีปีกจะบินอกกจากรังและก็สืบพันธุ์กันเมื่อถึงเวลาแล้ว  มดตัวผู้มักตาย  มดตัวเมียซึ่งจัดแจงสร้างรังใหม่ก็จะหาที่พักอิงอันมิดชิด  แล้วสลัดปีกทิ้ง  คอยจนถึงไข่แก่ก็จะว่างไข่ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อนแม่รังก็จะให้อาหารเลี้ยงลูกอ่อนจนตราบเท่าเข้าดักแด้  แล้วก็อกกมาเป็นตัวโตเต็มที่เปลี่ยนเป็นมดงานที่อุปถัมภ์แม่ต่อไป  เมื่อมดงานทำหน้าที่เลี้ยงรังได้แล้ว  แม่รังก็ทำ
หน้าที่ตกไข่เพียงอย่างเดียว  การควบคุมวรรณะของรังอาจทำโดยการวางไข่ที่แตกต่างกัน  ยกตัวอย่างเช่น  ขนาดแตกต่างกัน  ไข่ขนาดเล็ฟกออกมาเป็นมดตัวเมียที่เป็นแม่รังรวมทั้งมดงาน  ส่วนไข่ขนาดใหญ่เป็นมดตัวผู้หรือมดพ่อรัง  รูปแบบของวงจรชีวิตแบบนี้ไม่เหมือนกับปลวก  เพราะเหตุว่าปลวกนั้นเป็ฯแมลงเม่า  ซึ่งประกอบดัสยพ่อและแม่ปลวกที่มีปีกบินขึ้นผสมกันแล้  บิดารังมักมีชืวิตอยู่แล้วก็ร่วมทำรักับแม่ปลวกซึ่งจัดแจงวางไข่  เมื่อไข่ฟักเป็นตัว  ก็จะเป็นปลวกงานที่สามารถทำงานอุปถัมภ์ค้ำชูพ่อแม่ได้โดยไม่ต้องคอยให้โตเต็มที่ซะก่อน
นิสัยคาวมเป็นอยู่ของมดก็มีลักษณะต่างๆกัน  บางพวกทำรังอยู่บนต้อนไม้โยใช่ใบไม้ที่อาศัยมาห่อทำเป็นรวงรัง  ตัวอย่างเช่นมดแดง  หรือขนเศษพืชดินผสมน้ำลายสร้างรังชิดกับไม้ที่อาศัย  ดังเช่นมดลี่หรือมดก้นงอล  บางพวกสร้างรังในดินมีลักษณะเป็นช่องสลับซับซ้อนคล้ายรังปวก  เป็นต้นว่ามดมันหรือแมลงมัน  รังของมดก็เลยมัรูปแบบของสิ่งของที่สร้าง  องค์ประกอบ  รวมทั้งรูปร่างต่างๆนาๆล้นหลามให้มองเห็นได้เสมอ
ชีวิวิทยาของมดแดง
เมื่อมดแม่รังได้รับการผสมพันธุ์แล้ว  เมื่อไข่แก่ก็จะตกไข่  ไข่มดแดงมีขนาดเล็กสีขาวขุ่น  จะถูกวางเป็นกระจุกติดกับใบไม้ข้างในรัง   ไข่ที่ได้รับการผสมจะก้าวหน้าไปเป็นมดงานและก็มดแม่รังส่วนไข่ที่ไม่ได้รับผสมจะก้าวหน้าไปเป็นมดเพศผู้  เมื่อไข่เจริญก้าวหน้าขึ้นก็จะเข้าสู้ระยะตัวอ่อนในขณะนี้อาจกินอาหารรวมทั้งขยับตัวได้บางส่วน  จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นดักแด้ซึ่งมีลักษณะคล้ายตัวสมบูรณ์เต็มวัยทุกสิ่งทุกอย่าง ขาแล้วก็ปีกเป็นอิสระจากลำตัว  รวมทั้งหยุดรับประทานอาหาร  และจะลอกตราบออกมาเป็นตัวเต็มวัย  และที่ขาวขุ่นก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีอื่นตามวรรณะมดตัวโตเต็มวัยอีกทั้ง๓ วรรณะได้แก่
๑. มดแม่รัง มีความยาว  ๑๕-๑๘ มม.  สีเขียวใสจนกระทั่งสีน้ำตาลปนแดงหัวและก็อกสีน้ำตาลคล้ายมดงาน  แต่หัวกว้างว่า  ส่วนนอกสั้น  อกปล้องแรกตรงอกบ้องที่ ๓ ทู่ ขาสั้นกว่ามดงาน ปีกกว้าง  ข้อต่อหนวดสั้นกว่ากว่ามดงาน  ส่วนท้องเป็นรูปไข่  เมื่อได้รับการผสมพันธุ์แล้ว  จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าตัว  ปฏิบัติหน้าที่แพร่พันธุ์  รังหนึ่งบางทีอาจพบมดแม่รังหลายตัว  แต่ว่าจะมีเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่จะผสมพันธุ์ได้
๒. มดตัวผู้  มีความยาว ๖-๗ มม.  ลำตัวสีดำ  หัวเล็ก  กรามแคบตาพอง  หนวดเป็นแบบเส้นด้าย  มี ๑๓ ปล้อง  ฐานหนวดยาว  ปลายเส้นหนวดเบาๆใหญ่ขึ้นเป็นรูปกระบอก  อกข้อที่ ๓ ใหญ่  ข้อต่อหนวดยาว  ท้องรูปไข่  ปีกสีนวลใสมีบทบาทผสมพันธุ์พียงอย่างเดียว  อายุสั้นมากมาย  เมื่อสืบพันธุ์แล้วจะตาย
๓.  มดงาน  มีความยาว ๗-๑๑ มม.  กว้าง ๑.๕– ๒ มม.  สีแดงหัวแล้วก็อกมีขนสั้นๆ หัวกลม  ด้านล่างแคบ  กรามไขว้กัน  ปลายแหลมโค้งตอนหน้าแคบ  อกข้อที่  ๒  กลม  โค้งขึ้น  อกข้อที่ ๓ คอด  คล้ายอาน  ขายาวเรียว  ข้อต่อหนวดรูปไข่  ส่วนท้องสั้น  เป็นมดตัวเมียที่เป็นหมันไม่มีปีก  มีหน้าที่หาร  ทำรัง  แล้วก็ป้องกันศัตรู
ผลดีทางยา
หนังสือเรียนสรรพคุณยาบาราณว่า  น้ำเยี่ยวมดแดงสีรสเปรี้ยว  ฉุน  สูดแก้ลมแก้พิษเสมหะเลือด ประชาชนบางถิ่นใช้มดแดงทำลายพิษ  โดยการเอารังมดแดงมาเคาะใส่รอบๆปากแผลที่ถูกงูที่มีพิษกัด  ให้มดต่อยที่รอบๆนั้น  ไม่นานมดแดงก็จะตาย  ใช้มือเฉือนเอามดแดงเอาไป  แล้วเคาะมดแดงลงไปใหม่  ทำซ้ำๆไปเรื่อยจยกว่าใกล้จะถึงมือแพทพ์  บางเวลาบางทีอาจจำเป็นต้องใช้มดแดงถึงกว่า ๑๐ รัง นอกจากนี้  ราษฎรบางถิ่นยังบางทีอาจใช้เยี่ยวมดแดงทำความสอาดบาดแผลได้โดยเฉพาะเมื่อเกิดบาดแผลขึ้น  และไม่อยู่ในข้อจำกัดที่จะชำระล้างรอยแผลหรือหายาใส่แผลได้  ดังเช่นว่า  เมือ่อยู่ในป่าหรือในทุ่งข้าว  ก็อาจเอามดแดง ๕-๑๐ ตัว (ตามขนาดของบาดแผล)  วางไว้รอบๆปากแผล  ให้ปวดแสบปวดร้อนมากมาย
พระคัมภีร์ธาตุวิภังค์ให้ยาแก้ “โรคฝีในท้อง ๗ ประการ”  อันกำเนิดอาจ “หนองทุพพลภาพหรือแตก” ซึ่งทำให้มีการเกิดอาการไอ  ผอมเกร็ง  เบื่ออาหารยาขนานนี้เข้า “รังมดแดง” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ปุพ์โพ  เป็นหนองทุพพลภาพหรือแตก ให้ไอเป็นกำลัง  ให้กายผอมเกร็งหนัก  ให้รับประทานอาหารไม่จักรส  มักเป็นฝีในท้อง ๗ ประการ  ถ้าจะแก้ท่านให้เอารังมดแดง ๑ ตำลึง  หัวหอม ๑ ตำลึง ๑ บาท ขมิ้นอ้อยยาว ๑ องคุลี  ยาทั้ง ๗ สิ่งนี้ ต้ม ๓ เอา ๑ แทรก ดีเกลือตามธาตุหนักและก็ธาตุเบาจ่ายบุมีดพร้ายซะก่อน แล้วจึงประกอบยาประจำธาตุในเสลดก็ได้

15
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาดุก
« เมื่อ: ธันวาคม 11, 2017, 03:43:22 PM »

ปลาดุก
ปลาดุกเป็นสัตว์เลือดเย็น มีกระดูกสันสันหลัง ปลาที่คนประเทศไทยเรียก ปลาดุก หรือ walking catfish นั้น บางทีอาจคือปลาน้ำปลาน้ำจืดอย่างน้อย ๒ ชนิดในตระกูล Clariidae  คือ
๑. ปลาดุกด้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Clarias  batrachus  (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า walking  catfish
ลางตัวที่มีสีขาวตลอด ราษฎรเรียก ดุกเผือก หรือถ้าเกิดมีสีออกจะแดง  ก็เรียก ดุกแดง  แต่ว่าแม้มีจุดขาวบริเวณทั่วลำตัว  ก็เรียก ดุกเอ็น ปลาดุกด้านมีรูปร่างยาวเรียว ยาว  ๑๖-๔๐  เซนติเมตร (ในธรรมชาติบางทีอาจยาวได้ถึง ๖๑  ซม.) รอบๆด้านข้างของลำตัวมีสีเทาปนดำหรือสีน้ำตาลปนดำ บริเวณท้องมีสีค่อนข้างจะขาว ไม่มีเกล็ด ความยาวของลำตัวราว ๖-๗.๕ เท่าของความลึกของลำตัว แล้วก็ราว๓.๕ เท่าของความยาวส่วนหัว หัวค่อนข้างจะแหลมแม้มองทางด้านข้าง กระดูกหัวมีลักษณะตะปุ่มตะป่ำ กระดูกกำดันยื่นเป็นมุมค่อนข้างแหลม ส่วนฐานของครีบสันหลังยาวเกือบตลอดส่วนหลัง ครีบข้างหลังมีก้านครีบอ่อน ๖๕-๗๗  ก้าน ไม่มีก้านครีบแข็ง ครีบตูดมีก้านครีบอ่อน  ๔๑-๕๘  ก้าน ครีบท้องกลม ครีบอกกลม มีก้านครีบแข็งข้างละ ๑ ก้าน ปลายแหลม เป็นหยักทั้งยัง ๒ ข้าง ครีบหางแบน ปลายมน ไม่ต่อกับครีบหลังและครีบก้น ตามีขนาดเล็กอยู่ด้านบนของหัว มีหนวด ๔ คู่  หนวดที่ขากรรไกรข้างล่างยาวถึงส่วนปลายก้านครีบแข็งของครีบอก หนวดขากรรไกรบนยาวถึงก้านครีบหลังก้านที่  ๗-๘   หนวดที่บริเวณจมูกยาวเป็น ๑ ใน ๓ ของก้านครีบแข็งของครีบอก  แล้วก็หนวดคางยาวถึงส่วนปลายของครีบอก ภายในส่วนหัวเหนือช่องเหงือก ๒ ข้าง มีอวัยวะพิเศษที่ช่วยสำหรับในการหายใจ ฟันบนเพดานปากและฟันบนขากรรไกรบนเป็นฟันซี่เล็กๆกระดูกซี่กรองเหงือกมี  ๑๖-๑๙  อัน ปลาดุกด้านมีนิสัยดุ ว่องไว รังเกียจอยู่นิ่ง ลุกลี้ลุกลน ถูกใจดำว่ายดำผุดและถูกใจมุดไปตามพื้นโคลนตม ถูกใจว่ายทวนน้ำออกไปจากแหล่งอาศัยในขณะฝนตกและก็น้ำไหลบ่าลงสู่แหล่งน้ำแห่งใหม่ มีความทรหดอดทนต่อสภาพแวดล้อมที่เรวร้ายได้
๒. ปลาดุกอุย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clarias  microcephalus  Gunther
มีชื่อสามัญว่า  broadhead  walking  catfish
ปลาดุกอุยเป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด ลำตัวยาวเรียว ยาว  ๑๕-๓๕  ซม.  สีค่อนข้างจะเหลือง  มีจุดประตามด้านข้างลำตัวราว ๙-๑๐ แถบ แต่ว่าเมื่อโตจะเลือนหายไป ผนังท้องมีสีขาวถึงเหลืองเฉพาะรอบๆอกถึงครีบท้อง ท่อนหัวค่อนข้างทื่อ ปลายกระดูกท้ายทอยป้านและก็โค้งมนมาก   ส่วนหัวจะลื่น มีรอยยุบตรงกลางเล็กน้อย  มีหนวด  ๔  คู่  โคลนหนวดเล็ก ปากไม่ป้าน ค่อนข้างมนครีบอกมีครีบแข็งข้างละ ๑ ก้าง มีลักษณะคม ยื่นยาวหรือเท่ากับครีบอ่อน ครีบข้างหลังมีก้านครีบอ่อน  ๖๘-๗๒  ก้าน   ปลายครีบสีเทาปนดำและยาวตลอดถึงคอดหาง ครีบตูดมีก้านครีบอ่อน  ๔๗-๕๒  ก้าน ครีบหางกลม ไม่ใหญ่มากนัก สีเทาผสมดำ ครีบหางไม่ใกล้กับฐานครีบข้างหลังและก็ครีบก้น   ปริมาณกระดูกซี่กรองเหงือกราว  ๓๒  ซี่งเมื่อดูผิวเผินทั้งยังปลาดุกด้านแล้วก็ปลาดุกอุยมีลำตัวสั้นป้อมกว่า ลำตัวสีดำคละเคล้าเหลือง มีจุดเล็กๆสีขาวเรียงเป็นแถวตามขวางลำตัวหลายแถว หรืออาจมองมองเห็นเป็นจุดประสีขาวตามลำตัว ปลายกระดูกท้ายทอยโค้งมน ปลาดุกเป็นปลาที่เจอได้ตามคู ลำคลอง หนอง บ่อน้ำทั่วๆไป จัดเป็นปลาที่มีคุณค่าทางด้านเศรษฐกิจของไทยประเภทหนึ่ง
ผลดีทางยา
[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ปลาดุกผสมเป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน พระตำราไกษย ให้ยาที่เข้า “ปลาดุกปิ้ง” อยู่ ๒ ขนาน  ๒ ขนานเป็นยาแกง รับประทานเป็นยาถ่ายอย่างแรง สำหรับแก้กษัย ดังนี้ ยาแก้ไกษยปลาดุก เอาเปลือกราชพฤกษ์ ๑ เปลือกตาเสือ ๑  รากตอแตง  ๑  พิงไฉนนุ่น ๑  พริกไทยขิงแห้ง ๑  กระเทียม  ๑  ผลจันทน์ ๑  ดอกจันทน์  ๑  กระวาน  ๑  กานพลู  ๑  ข่า  ๑  กระชาย  ๑  กะทือ  ๑  ไพล  ๑  หอม  ๑  ขมิ้นอ้อย  ๑  กะปิ  ๑  ปลาดุกย่าง  ๑  ตัว ปลาแดกปลาส้อย ๕  ตัว   ยา  ๒๐  สิ่งนืทำเปนแกง แล้วเอาใบมะกาที่เพสลาดนั้นมาหั่นใส่ลงเปนผัก รับประทานให้ได้ถ้วยแกงหนึ่ง ลงจนถึงสิ้นโทษร้าย หายยอดเยี่ยมนัก รวมทั้งยางแกงเปนยารุ ท่านให้เอาเปลือกทองหลางใบมนที่ ๒ เปลือกมะรุม ๑ ลูกคัดเลือกเค้า ๑ เครื่องยาดังนี้เอาสิ่งละ ๗ ตัว ปลาดุกย่าง ๑ ตัว เอาใบสลอดที่กินลงที่อ่อนๆนั้น ๗ ใบ หั่นเป็นผักใส่ลง ทำเปนยาเถอะ ลงเสมหะเขียวเหลืองออกมา หายแล

Tags : สมุนไพร

หน้า: [1] 2 3 ... 5