แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - BeerCH0212

หน้า: [1] 2 3 4
1

โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer Disease)
โรคอัลไซเมอร์คืออะไร โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease) ยอดเยี่ยมในโรคสมองเสื่อมที่มักพบที่สุด โรคนี้ศึกษาและทำการค้นพบครั้งแรกโดยจิตแพทย์ชาวเยอรมันชื่อ Alois Alzheimer ในปี พ.ศ. 2499 ซึ่งมีเหตุที่เกิดจากการตายของเซลล์สมอง ทำให้รูปแบบการทำงานของสมองเสื่อมลง กระทั่งมีผลกระทบต่องานกิจวัตรของผู้ป่วย ในช่วง 8 -10 ปี หลังจากเริ่มมีอาการและไม่ได้รับการดูแลและรักษาผู้เจ็บป่วยโรคอัลไซเมอร์จะมีอาการโรคสมองเสื่อมรุนแรงเพิ่มขึ้น
            โดยโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) นี้มีรูปทรงคิดเป็นร้อยละ 50 ของผู้เจ็บป่วยภาวะสมองทั้งหมดทั้งปวง จะมีอาการหลงๆลืมๆ โดยจะลืมเรื่องที่เพิ่งจะเกิดขึ้นใหม่ๆในชีวิตประจำวัน เช่น ลืมว่าวันนี้กินอาหารเช้าหรือยัง ลืมว่าเคยพบผู้ใดกันในวันนี้ ชอบกล่าวย้ำ ถามคำถามซ้ำ เชาวน์ความฉลาดเฉลียวลดน้อยลง ความถนัดต่างๆเริ่มสูญเสียไป การดำเนินของโรคจะค่อยๆเป็นค่อยๆไป และก็เสื่อมโทรมลงไปเรื่อยๆซึ่งเป็นโรคที่ไม่สามารถที่จะรักษาให้หายสนิทได้
            ในปี ค.ศ.2007 มีการรายงานว่าอเมริการมีผู้ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer,s disease, AD) สูงถึง 5 ล้านคน รวมทั้งจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเป็น 16 ล้านคน ในอีก 40 ปีด้านหน้า ในประเทศทางแถบซีกโลกตะวันตก พบว่าโรคอัลไซเมอร์จะกำเนิดกับคนชราเป็นส่วนมาก โดยอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคเพิ่มขึ้นตามอายุ จากบุคคลที่แก่ 60-64 ปี มีอัตราเสี่ยงโดยประมาณ 1-3% บุคคลที่แก่มากยิ่งกว่า 65 ปี มีอัตราเสี่ยง 6-8% รวมทั้งเพิ่มขึ้นเป็น 30-40% ในบุคคลที่อายุมากกว่า 85 ปี
สาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ มูลเหตุและการดำเนินโรคของโรคอัลไซเมอร์ยังไม่เป็นที่ทราบดีนักในขณะนี้ การค้นคว้าวิจัยบ่งชี้ว่าโรคนี้มีความเกี่ยวพันกับโครงสร้างเหมือนคราบในสมองที่เรียกว่า พลาก (plaque) และก็แทงเกิล (tangle)  รวมทั้งความผิดปกติที่มีผลโดยตรงต่อสมอง ซึ่งเป็นศูนย์การสื่อสารที่น่าอัศจรรย์สำหรับในการควบคุมความรู้สึก แล้วก็การโต้ตอบ การติดต่อสื่อสารที่สำคัญต่างๆภายในร่างกายจะถูกส่งผ่านสมอง โดยมีสารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อประสาท (NEURO-TRANMITTER) เป็นตัวติดต่อ สารนี้จะช่วยนำคำสั่งจากสมองไปยังอวัยวะจุดหมายเพื่อมีการปฏิบัติงานขึ้น สำหรับสารสื่อประสาทที่มีความหมายอย่าง  ยิ่งต่อความจำของคนคือ สารอะเซติลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่าสารนี้ช่วยทำให้มนุษย์มีความรู้และมีความเข้าใจสำหรับเพื่อการจำ รวมทั้งหากในสมองมีสารนี้ต่ำลงมากมายจะก่อให้เซลล์สมองมีปัญหาสำหรับการสื่อสาร และพบว่าคนเจ็บโรคอัลไซเมอร์มีระดับของสารอะเซติลโคลีนต่ำลงอย่างมาก ซึ่งเชื่อว่าเป็นเหตุทำให้ความสามารถในการจำและก็การใช้เหตุผลของคนเจ็บต่ำลงตามไปด้วย  และก็ยังมีต้นสายปลายเหตุอื่นๆอีกอาทิเช่น คนเจ็บราว 7% เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากกรรมพันธุ์ แล้วก็สามารถถ่ายทอดสู่บุตรหลานได้ ตำแหน่งความผิดปกติบนโครโมโซมที่เจอแจ้งชัดแล้วว่าทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์อยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 21, 14, 1, แล้วก็ 19 คนที่มีความผิดปกติของกรรมพันธุ์พวกนี้ จะป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ที่อายุน้อยกว่าคนที่ไม่ได้มีความผิดธรรมดาทางพันธุกรรม นอกเหนือจากนั้นพบว่าในผู้ป่วยโรคกรุ๊ปอาการดาวน์ (Down’s syndrome) ซึ่งมีความผิดปกติคือมีสารพัดธุบาปของโครโมโซมแท่งที่ 21 เกินมา แม้มีชีวิตอยู่เกิน 40 ปี จะป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์สุดท้าย

อาการของโรคอัลไซเมอร์
ในระยะก่อนสมองเสื่อม (Predementia) อาการแรกสุดชอบเข้าใจผิดว่าเกิดขึ้นเองจากความชรา หรือเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากภาวการณ์เครียด ความผิดพลาดที่เห็นได้ชัดคือการสูญเสียความทรงจำ คือบากบั่นจำข้อมูลที่ศึกษาเมื่อไม่นานมานี้มิได้และไม่สามารถรับข้อมูลใหม่ๆได้ ในระยะก่อนแสดงอาการทางคลินิกนี้บางทีอาจเรียกอีกอย่างว่า ความบกพร่องทางการทราบบางส่วน (mild cognitive impairment)
สมองเสื่อมระยะเริ่มต้น (Early dementia) อาการเริ่มต้นมักเป็นการลืมเรื่องราวที่เพิ่มเกิดขึ้นใหม่ๆไม่นาน เวลาที่ความจำเรื่องเก่าๆในอดีตจะยังดีอยู่ ผู้ป่วยบางทีอาจถามซ้ำเรื่องที่เพิ่มบอกไปหรือพูดย้ำเรื่องที่พึ่งเล่าให้ฟัง นอกจากยังอาจมีอาการอื่นๆยกตัวอย่างเช่น วางของแล้วลืม ทำอะไรที่เคยทำประจำมิได้ งงมากเรื่อง วัน เวลา สถานที่ นึกคำกล่าวไม่ค่อยออกหรือใช้คำไม่ถูกๆแทน มีอารมณ์ ความประพฤติและก็บุคลิกที่เปลี่ยนไปจากเดิม การตัดสินใจห่วยลง ไม่สามารถมีความคิดริเริ่มใหม่ๆได้ อาการต่างๆกลุ่มนี้จะค่อยเริ่มเปลี่ยน จนกระทั่งก่อเรื่องต่อการทำงานรวมทั้งกิจวัตรที่ทำเป็นประจำ
สมองเสื่อมระยะปานกลาง (Moderate dementia) เมื่อลักษณะโรคเริ่มพัฒนาถึงขนาดต่อมา คนไข้จะยิ่งมีปัญหาด้านความจำ คนไข้มักจำต้องได้รับความช่วยเหลือเกื้อกูลสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิเช่น การทานอาหาร การอาบน้ำแต่งตัว รวมทั้งการเข้าห้องสุขาทำธุระส่วนตัว โดยอาการที่แสดงมากขึ้นอาจมีดังนี้
การจำชื่อของคนรู้จักกันเปลี่ยนเป็นเรื่องยากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกครั้ง พากเพียรคิดชื่อเพื่อนแล้วก็ครอบครัวแม้กระนั้นคิดไม่ออก
เกิดภาวะสับสนรวมทั้งสูญเสียการรับรู้ด้านสถานที่ เวลา และก็บุคคล เป็นต้นว่า หลงทาง หรือเดินไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่เคยรู้วันเวลา
แนวทางการทำงานประจำวันที่มีหลายกระบวนการเปลี่ยนเป็นเรื่องยากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การแต่งตัว
มีการกระทำหมกมุ่น ทำอะไรซ้ำๆหรือวู่วาม
ไม่สามารถที่จะศึกษาสิ่งใหม่ๆมีปัญหาสำหรับเพื่อการต่อกรกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
มีลักษณะอาการหลงผิด เชื่อในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงอย่างวางใจ รวมทั้งอาจรู้สึกหวาดระแวงหรือสงสัยในตัวผู้ดูแลหรือครอบครัวของตัวเอง
มีปัญหาเกี่ยวกับการพูดหรือการใช้ภาษาติดต่อสื่อสาร
มีปัญหาด้านการนอนหลับ
กำเนิดการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ดังเช่นว่า อารมณ์ไม่คงที่ ปรวนแปรหลายครั้ง มีภาวะซึมเศร้า หรือตื่นตระหนก รำคาญ วุ่นวายใจยิ่งขึ้นเรื่อย
ดำเนินงานที่ต้องใช้การกะระยะได้ทุกข์ยากลำบาก
มีลักษณะประสาทหลอน
สมองเสื่อมระยะในที่สุด (Advanced dementioa) ระยะที่อาการโรครุนแรงขึ้นอย่างยิ่งจนถึงนำความเศร้าเสียใจและก็ไม่สบายใจมาให้บุคคลสนิทสนม ในช่วงนี้คนเจ็บบางทีอาจต้องได้รับการดูแลรวมทั้งให้ความช่วยเหลือตลอด ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหาร การเคลื่อนไหว หรือการเข้าห้องน้ำ
อาการหลงผิดหรือจิตหลอนที่เป็นๆหายๆกลับยิ่งแย่ลงเรื่อย
คนป่วยอาจก่อกวน เรียกร้องความพึงพอใจ และไม่ไว้ใจผู้คนรอบตัว
กลืนและก็ทานอาหารลำบาก
เปลี่ยนท่าทางหรือเคลื่อนไหวตัวเองลำบาก จะต้องได้รับการช่วยเหลือ
น้ำหนักน้อยลงมาก แม้จะกินอาหารมากมายหรือมานะเพิ่มน้ำหนักแล้วหลังจากนั้นก็ตาม
มีลักษณะชัก
กลั้นฉี่หรืออุจจาระไม่อยู่
ค่อยๆสูญเสียความสามารถสำหรับการพูดลงไปทีละน้อยๆจนไม่อาจจะติดต่อได้
มีปัญหาด้านความทรงจำในระยะสั้นและระยะยาวอย่างร้ายแรง
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์
อายุ โดยภาวการณ์เสี่ยงจะมากขึ้น เมื่อแก่เยอะขึ้นโดยช่วงอายุระหว่าง 65-74 ปี พบว่าจะมีอัตราเสี่ยงโดยเฉลี่ย 3% ช่วงอายุระหว่าง 75-84 ปี พบว่ามีอัตราเสี่ยงสูงมากขึ้นเป็น 19%
กรรมพันธุ์ และก็ กลุ่มอาการ Down Syndrome จากการศึกษาเล่าเรียนพบว่าในคู่แฝดหากแม้ ถ้าฝาแฝดคนหนึ่งป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์แล้ว แฝดอีกคนหนึ่งจะมีภาวการณ์ความเสี่ยงสูงถึง 40-50% และก็นอกเหนือจากนั้นหากว่ามีญาติในครอบครัวป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ พบว่าก็จะโอกาสเสี่ยงสำหรับในการเป็นเพิ่มสูงมากขึ้น ในเรื่องพันธุกรรมพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของยีนและก็ในคนที่เป็น Down Syndrome หากมีอายุยืนถึง 40-50 ปี จะพบว่ามีภาวะโรคสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้
สาเหตุทางสภาพแวดล้อม ถึงยีนจะเป็นเหตุที่บอกถึงอัลไซเมอร์ในฝาแฝดแท้ แม้กระนั้นแม้กระนั้นสภาพแวดล้อมก็น่าจะเป็นอีกต้นสายปลายเหตุหนึ่งที่เสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคอัลไซเมอร์ เนื่องมาจากพบว่าคู่แฝดนั้นบางทีอาจได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์แตกต่างถึง 15 ปี และคนวัยแก่คนประเทศญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในฮาวายจะมีอัตราการเป็นอัลไซเมอร์สูงกว่าคนวัยชราที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น
การตรวจพบโปรตีนในยีนที่อยู่ในโครโมโซมคู่ที่ 19 ผลจากหายๆการศึกษาเรียนรู้วิจัยระบุว่า apolipoprotein E4 (APOE4) จะเพิ่มสภาวะความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอัลไซเมอร์
การใช้ยาต่อต้านการอักเสบที่ไม่ใช้สเตียรอยด์อย่างไม่บ่อยนัก จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ใช้ยาในกรุ๊ป NSAIDS เป็นประจำ เป็นระยะเวลาอย่างต่ำ 2 ปี มีอัตราเสี่ยงลดลงถึง 30-60% ที่จะเป็นอัลไซเมอร์ การวิจัยอีกขั้นหนึ่งกล่าวว่าหลังจากใช้ NSAIDS เพิ่มขึ้นพบว่า ภาวการณ์ความเคลื่อนไหวทางจิตและอารมณ์ลดลง
การใช้ไหมได้ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ระยะสั้นในวัยหมดระดูจากหลายๆกรณีการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัย พบว่าหญิงในวัยหมดระดูที่ได้รับฮอร์โมนทดแทนสามารถปกป้องหรือ ชะลอโรคอัลไซเมอร์ได้ ฉะนั้นฮอร์โมนเอสโตรเจนอาจมีผลต่อการช่วยรักษาโรคนี้ได้
สภาวะขาดสารอาหารที่มีแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นที่ชื่อกันว่า โมเลกุลออกซิเจน ภายในร่างกาย หรือ เรียกว่า Free radicles ฯลฯต่อของการเกิดมะเร็งโรคลำไส้แล้วก็ยังมีส่วนนำไปสู่โรคอัลไซเมอร์ได้สารอาหารที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์เป็นส่วนประกอบ เช่น วิตามินเอ ซี อี ซีเลเนียม
ภาวการณ์เกิดสมองกระทบกระเทือน มีหลักฐานที่ชี้แนะว่าการที่สมองได้รับการกระทบสะเทือนกระทั่งทำให้สลบ จะส่งผลนำมาซึ่งโอกาสเป็นอัลไซเมอร์สูงขึ้น
โรคเส้นโลหิตหัวใจ โรคนี้มีสาเหตุการเกิดมาจากการกระทำการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ทางที่ดีควรเปลี่ยนแปลงด้วยการเลิกดูดบุหรี่ ทานอาหารมีประโยชน์ รักษาน้ำหนักให้ไม่มากเกิน ดื่มแอลกอฮอล์ให้น้อยลง รวมทั้งตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจแล้วก็โรคอัลไซเมอร์ไปในครั้งเดียวกัน เพศ (SeX) จากรายงานการเรียนทางระบาดวิทยา พบว่าเพศเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของวิวัฒนาการของภาวการณ์สมองเสื่อมเหมือนกัน โดยพบว่าผู้หญิงมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์มากยิ่งกว่าเพศชายถึง 3.5 เท่าการออกกำลังกาย (Physical activity) จากรายงานการวิจัยหลายฉบับรับรองได้ว่า การออกกำลังกายในคนชราจะตอนเพิ่มความสามารถสำหรับในการทำความเข้าใจ (cognitive function)  นอกจากนั้นยังช่วยลดความถดถอยสำหรับเพื่อการศึกษา (cognitive decline) ลงได้ ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจึงมีโอกาสเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้มากกว่าผู้ที่บริหารร่างกาย
แนวทางการรักษาโรคอัลไซเมอร์  สำหรับในการตรวจเบื้องต้นจะพิเคราะห์จากอาการที่คนป่วยหรือคนสนิทบอกให้ทราบ แล้วก็ไต่ถามครอบครัวหรือคนรอบข้างของผู้เจ็บป่วยเกี่ยวกับสุขภาพโดยรวม ความเป็นมาสุขภาพ ความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน ความประพฤติปฏิบัติและก็ลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนไปของคนเจ็บ รวมทั้งใช้การถามคำถามหรือทำข้อสอบความจำ การแก้ปัญหา การนับเลข หรือความสามารถทางด้านภาษา เพื่อตรวจทานการทำงานของสมองในแต่ละส่วนรวมทั้งพิเคราะห์ว่าควรจะรับการตรวจเสริมเติมหรือส่งให้ผู้ชำนาญเฉพาะทางตรวจรักษาถัดไปหรือเปล่า
โดยเหตุนั้นเมื่อวิเคราะห์จากอาการได้แล้วว่าคนเจ็บมีภาวะของความจำไม่ดีเกิดขึ้น ขั้นต่อไปแพทย์จะต้องตรวจหาสาเหตุของความจำเสื่อมนั้น โดยอาศัยการตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องทดลองและการเอกซเรย์ต่างๆเพื่อการวินิจฉัยโรคที่เป็นสาเหตุของสูญเสียความจำ รวมทั้งให้การรักษาที่ถูกต้องต่อไป ดังเช่น การเจาะเลือดดูภาวการณ์ต่อมไทรอยด์ฮอร์โมน การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเพื่อดูว่ามีเนื้องอกในสมอง มีเลือดออกใต้ชั้นเยื่อหุ้มสมองไหม ฯลฯ   ถ้าหากการตรวจวินิจฉัยไม่เจอปัจจัยอื่นๆประกอบกับอาการแล้วก็การทดสอบทางสมองและภาวะจิต เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยของโรคอัลไซเมอร์ ก็เลยจะวิเคราะห์ว่าคนป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์    ในกรณีที่มีปัญหาสำหรับการวิเคราะห์ อาจจะต้องอาศัยการตัดชิ้นเนื้อสมองเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา
เดี๋ยวนี้ยังไม่มีกรรมวิธีรักษาโรคอัลไซเมอร์ให้หายสนิท การดูแลและรักษาด้วยยาอาจช่วยรักษาอาการที่เป็นไปได้มากมายน้อยต่างๆนาๆ แม้กระนั้นไม่มียาตัวไหนที่จะสามารถชะลอหรือหยุดการดำ เนินของโรคได้ แบ่งการรักษาออกได้เป็น3 แบบ ได้แก่
การดูแลรักษาด้วยยา แบ่งเป็น
การดูแลและรักษาอาการสูญเสียความทรงจำ ตอนนี้มียาอยู่ 4 ชนิดที่ได้รับการรับรองจากแผนก ผู้ตัดสินอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ ในการประยุกต์ใช้กับผู้เจ็บป่วยโรคอัลไซเมอร์ คือ Donezpezil , Rivastigmin, Galantamine, แล้วก็ Memantine มีการศึกษาเล่าเรียนพบว่า การใช้สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginkgo biloba) ช่วยบรร เทาลักษณะของคนเจ็บได้ แต่ก็ยังการศึกษาต่ำรับรองชัดแจ้ง บางการเรียนพบว่าการให้วิตามินอี เสริมในขนาดสูงจะช่วยชะลอการเสียชีวิตได้ แม้กระนั้นก็อาจมีผลข้างเคียงต่อระบบหัวใจแล้วก็เส้นโลหิตได้
การรักษาอารมณ์และความประพฤติปฏิบัติที่รุนแรง และก็อาการจิตหลอน โดยการใช้ยารักษาโรคจิตมารักษาตามอาการที่ปรากฏ
การดูแลและรักษาทางด้านจิตสังคม ยกตัวอย่างเช่น
การดูแลรักษาที่เน้นการกระตุ้นสมอง ตัวอย่างเช่น ศิลปะบำบัดรักษา ดนตรีบำบัดรักษา การบำบัดโดยอาศัยสัตว์เลี้ยง
การบำบัดด้วยการระลึกถึงเรื่องราวในอดีต เช่น การรวมกลุ่มทำกิจกรรมแลกเปลี่ยน แปลงประสบการณ์ในอดีตกาล การใช้รูป สิ่งของเครื่องใช้ในบ้าน ดนตรี ที่คนป่วยคุ้นเคยในอดีตมาช่วยฟื้นฟูความจำ
การให้เข้าไปอยู่ด้านในห้องที่เรียกว่า Snoezelen room ซึ่งเป็นห้องที่วางแบบให้มีสิ่งแวดล้อมด้านในที่เหมาะสมกับวิธีการกระตุ้นการรับทราบแล้วก็ความรู้สึกที่นานาประการ ที่เรียกว่า Multisensory integration อันดังเช่นว่า การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับสัมผัส และการเคลื่อนไหว
การให้การดูแลคนเจ็บ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดต้องเข้าใจลักษณะของโรคจำเป็นต้องทำใจ ยอมรับ และก็ทรหดอดทน ไม่ละทิ้งคนป่วยไว้คนเดียว และก็เข้าใจการดำเนินของโรคว่า ผู้ป่วยจำต้องอาศัยความให้การช่วยเหลือเพื่อตอบสนองสิ่งที่จำเป็นพื้นฐานมากขึ้น
การติดต่อของโรคอัลไซเมอร์ เนื่องด้วยโรคอัลไซเมอร์เป็นเลิศในโรคของภาวะสมองเสื่อมที่เกิดจากความไม่ปกติของสมอง ด้วยเหตุนี้ก็เลยไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คน

การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์
 ผู้ป่วยที่เริ่มมีลักษณะอาการของสูญเสียความจำควรหยุดขับขี่รถด้วยตนเองคนเดียว ไม่สมควรไปยังสถานที่ไม่คุ้นเคยเพียงคนเดียวหรือไปทำธุระผู้เดียวโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นสิ่งสำคัญ เป็นต้นว่า ธุรกรรมทางการเงิน และก็เมื่อมีลักษณะมากมายแล้วควรมีผู้ดูแลสนิทสนมตลอดระยะเวลา
ผู้เจ็บป่วยต้องไปพบหมอหรือให้ผู้ดูแลพาไปพบแพยท์ตามนัดสม่ำเสมอ เพื่อประเมินอาการต่างๆติดตามการใช้ยา และภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
ผู้เจ็บป่วยควรจะพกป้ายประจำตัว หรือใส่สายข้อมือที่ระบุชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรติด แม้กระทั่งแจ่มแจ้ง เพื่อปกป้องการพลัดหลงแม้ต้องออกนอกบ้าน หรือเกิดเดินหนีออกนอกบ้านไปคนเดียว
ควรมีการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมภายในบ้าน เพื่อให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยรวมทั้งลดภาระต่อผู้ดูแลได้บ้าง ตัวอย่างเช่น การล็อกบ้านรวมทั้งรั้วไม่ให้คนเจ็บออกนอกบ้านไปผู้เดียว การตำหนิดป้ายบนของใช้ต่างๆในบ้านให้แจ้งชัดโดยกล่าวว่าเป็นอย่างไร ใช้งานอย่าง ไร การตำหนิดป้ายหน้าห้องต่างๆให้แจ้งชัดว่าเป็นห้องอะไร เป็นต้น
คนไข้ควรหากิจบาปทำ แล้วก็ควรจะเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกับผู้ที่ดูแลและก็อยู่ในบ้าน เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้คนไข้บ่อย
คนเจ็บควรจะบริหารร่างกายเท่าที่จะทำได้เพื่อมีร่างกายที่แข็งแรงซึ่งมีผลที่ดีไปถึงสมองได้
การป้องกันตนเองจากโรคอัลไซเมอร์ ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลพอเพียงสำหรับเพื่อการคุ้มครองโรคนี้ อย่างไรก็ดีการปฏิบัติตัวบางสิ่งอาจช่วยทำให้สมองมีความจำที่ดีได้ ตัวอย่างเช่น
หลบหลีกยาหรือสารที่จะก่อให้ทำให้เป็นอันตรายแก่สมอง อาทิเช่น การดื่มเหล้าจัด การสูบบุหรี่ การรับประทานยาโดยไม่จำเป็น
การฝึกหัดสมอง ยกตัวอย่างเช่น การพยายามฝึกฝนให้สมองได้คิดบ่อยๆดังเช่น อ่านหนังสือ แต่งหนังสือบ่อยๆคิดเลข ดูเกมส์ตอบปัญหา ฝึกฝนการใช้เครื่องมือใหม่ๆเป็นต้น
บริหารร่างกายบ่อย อาทิตย์ละ 3-5 ครั้ง ตัวอย่างเช่น เดินเที่ยว รำมวยจีน ฯลฯ
การคุย พบปะสนทนาคนอื่นๆบ่อยๆเช่น ไปวัด ไปงานเลี้ยงต่างๆหรือเข้าชมรมคนชรา ฯลฯ
ตรวจสุขภาพประจำปี หรือหากมีโรคประจำตัวอยู่เดิมก็ต้องติดตามการดูแลและรักษาเป็นระยะ เป็นต้นว่า การตรวจค้น ดูแลแล้วก็รักษาโรคความดันเลือดสูง เบาหวาน เป็นต้น
ระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุต่อสมอง ระวังการหกล้ม เป็นต้น
บากบั่นมีสติในสิ่งต่างๆที่กำลังทำและก็ฝึกให้มีสมาธีอยู่ตลอดระยะเวลา
อุตสาหะไม่คิดมากมาย ไม่เครียด หากิจบาปต่างๆทำเพื่อผ่อนคลาย เพราะความตึงเครียดและอาการไม่มีชีวิตชีวาอาจจะเป็นผลให้จำอะไรได้ไม่ดี
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคอัลไซเมอร์
ขมิ้นชัน  หรือ  ขมิ้น  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa L. มีรายงานการวิจัยหลายฉบับรับรองว่าสาร curcumin มีคุณภาพสำหรับการต้านอนุมูลอิสระ สาร curcumin มีคุณลักษณะคุ้มครองปกป้องเซลประสาทในสมองของสัตว์ทดลองจากการทำลายของสารเอทานอล (ethanol-induced brain injury) สารชนิดนี้ยังช่วยลดปริมาณ lipid peroxide และก็เพิ่มปริมาณ glutathione ในสมองหนูแรท สาร curcumin และ curcuminoids ที่ได้จากเหง้าขมิ้น มีฤทธิ์สมาคมกับการต้านอนุมูลอิสระแล้วก็การต้านการอักเสบ ที่เป็นต้นเหตุหนึ่งของโรคอัลไซเมอร์
บัวบก มีชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica L. มีรายงานการวิจัยพบว่า น้ำมันหอมระเหยจากใบบัวบก ซึ่งมีสารกลุ่ม monoterpenes เป็นต้นว่า bornyl acetate, α-pinene, β-pinene, γ-terpinene มีฤทธิ์ยั้งการทำงานของเอ็นไซม์acetylcholinesterase  พบว่าสารสกัดจำพวกนี้มีฤทธิ์กล่อมประสาท (tranquilizing) ซึ่งมีสาเหตุมาจากสารสามเทอร์ไต่ (triterpenes) ที่ชื่อว่า brahmoside สารสกัดจากใบบัวบกยังมีฤทธิ์กดประสาท (sedatvie) ต่อต้านอาการเหงาหงอย (antidepressant) รวมทั้งมีฤทธิ์เป็น cholinomimetic ในสัตว์ทดสอบ จากการศึกษาค้นพบนีจึงอาจนำบัวบกไปใช้รักษาอาการซึมเศร้ารวมทั้งอาการไม่สบายใจในคนป่วยอัลไซเมอร์ได้ โดยส่งผลกระตุ้นระบบ cholinergic activity และก็เพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการเรียนรู้ (cognitive function)
ถั่ว  นอกจากถั่วจะเป็นแหล่งโปรตีนที่ก็ดีแล้ว ถั่วยังเป็นแหล่งของวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระระดับแม่ทัพตามธรรมชาติ รวมทั้งเป็นแหล่งของเกลือแร่ที่มีส่วนสำคัญในระบบแนวทางการทำงานของร่างกาย รวมทั้งระบบการนำประสาทต่างๆด้วย ยกตัวอย่างเช่น แมกนีเซียม สังกะสี ซีลีเนียม ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่ช่วยปกป้องการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้
ใบติดก้วย (Ginkgo biloba) เป็นสมุนไพรจีนที่ได้รับความนิยมไปทั้งโลกมีสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอดเยี่ยม แล้วก็มีสรรพคุณสำหรับการเพิ่มสมาธิแล้วก็ความจำ
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.อารีย์ ตัณฑ์เจริญรัตน์. โรคอัลไซเมอร์  ALZHE1MER DISEASE. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.ปีที่ฉบับที่2 พฤษภาคม-สิงหาคม 2553.หน้า 169-182.
  • ภก.ผศ.ชาญชัย สาดแสงจันทร์.ศักยภาพของพืชสมุนไพรไทยกับภาวะสมองเสื่อม.วารสารไทภษัชยนิพนธ์(ฉบับการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์) มศก.ปีที่ฉบับเดือน มกราคม-เดือนธันวาคม 2555 หน้า 1-21
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).เวชศาสตร์ผู้สูงอายุ.กรุงเทพฯ.กรมการแพทย์.
  • อัลไซเมอร์ โรคอัลไซเมอร์ หาหมอ.com  (ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://haamor.com/th
  • Barnes DE,Yaffe K, Satariano WA, et al.A longitudinal study of cardiorespiratory fitness and cognitive function in older adults. Journal of the American Geriatric Society 2003;51:459-65.
  • ผศ.นพ.วีรศักดิ์ เมืองไพศาล โรคสมองเสื่อม.ภาควิชาเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Karp A, Paillard-Borg S, Wang HX, et al. Mental, physical and social components in leisure activities equally contribute to dementia  risk. Dementia Geriatric Cognitive Disorders 2006; 21: 65-73.
  • บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล.(2551).ตำราบำบัดโรคด้วยอาหารและสารเสริม.กรุงเทพฯ: บริษัท รวมทรรศน์ จำกัด  http://www.disthai.com/
  • อัลไซม์เมอร์-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://pobpad.com
  • พนัส ธัญญะกิจไพศาล.(2544).คู่มือการดูแลผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา.
  • กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข.(2544).ความรู้เรื่องอัลไซเมอร์.กรุงเทพฯ:ศูนย์สารนิเทศและประชาสัมพันธ์.
  • Alzheimer’s disease, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 17th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2008 (electronic book)
  • Berchtold NC, Cotman CW (1998). "Evolution in the conceptualization of dementia and Alzheimer's disease: Greco-Roman period to the 1960s". Neurobiol. Aging 19 (3): 173–89. PMID 9661992. doi:10.1016/S0197-4580 (98) 00052-9
  • Tiraboschi P, Hansen LA, Thal LJ, Corey-Bloom J (June 2004). "The importance of neuritic plaques and tangles to the development and evolution of AD". Neurology 62 (11): 1984–9. PMID 15184601
  • Albert MS. Changing the trajectory of cognitive decline? The New England Journal


Medicine 2007; 357: 502-3.

  • Walsh DM, Selkoe DJ. Deciphering the molecular basis of memory failure in Alzheimer’s disease. Neuron 2004; 44: 181-93.
  • May AB, Adel B, Marwan S, et al, Sex differences in the association of the apolipoprotein E epsilon 4 allele with incidence of dementia, cognitive impairment, and decline. Neurobiology of Aging 2012; 33(4): 720-731.
  • Yaffe K, Barnes D, Nevitt M, et al. A prospective study of physical activity and cognitive decline in elderly women: women who walk. Archives International Medicine 2001; 161: 1703-8.



Tags : โรคอัลไซเมอร์

2

หวัด (Common cold)
โรคไข้หวัด เป็นอย่างไร โรคหวัด หรือหวัด ในที่นี้ หมายถึง โรคไข้หวัดปกติ (Common cold) ไม่ใช่โรคไข้หวัดใหญ่ หรือ ฟลู (Influenza หรือ Flu)   หวัด เป็น โรคที่เกิดจากการตำหนิดเชื้อไวรัสรอบๆทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น จมูก คอ ไซนัส และก็กล่องเสียง โดยเชื้อที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดหวัดมักเป็นเชื้อไวรัสจำพวกไม่รุนแรง และสามารถหายได้ด้านใน 1-2 สัปดาห์ หวัดเป็นโรคติดโรคยอดฮิตพบบ่อยมาก ในผู้ใหญ่และเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กในวัยเยาว์ ซึ่งพบได้ทั่วไปเป็นหวัดได้บ่อยมากถึงปีละ 6-8 ครั้ง เนื่องจากเด็กมีภูมิต้านทานขัดขวางโรคน้อยกว่าคนแก่ จึงมีโอกาสเป็นหวัดได้บ่อยกว่าคนแก่มากมาย และโรคหวัดยังเป็นโรคกำเนิดได้ทั้งปี แต่ว่าพบมากในฤดูฝนและหน้าหนาว โรคไข้หวัดนับว่าเป็นโรคที่เป็นแล้วสามารถหายเองได้ โดยไม่จำเป็นจำเป็นต้องใช้ยาอะไรพิเศษ ซึ่งยาที่จำเป็นต้องมีเพียงแค่พาราเซตามอล ที่ใช้สำหรับลดไข้ แก้ปวด เฉพาะเมื่อจับไข้สูงหรือปวดศีรษะ
ข้อผิดพลาดในตอนนี้เป็น มีการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็นอย่างมากเกินไป ซึ่งไม่ได้คุณประโยชน์ เหตุเพราะไม่ได้มีส่วนทำลายเชื้อไวรัสหวัดที่เป็นสาเหตุยังอาจจะก่อให้กำเนิดปัญหาเชื้อดื้อยาง่าย แพ้ยาง่าย และทำให้ร่างกายอ่อนแอตามมาได้  โดยเหตุนั้น จำเป็นต้องศึกษาแนวทางดูแลหวัดด้วยตัวเองรวมทั้งปลอดภัย
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัด สาเหตุจำนวนมากของการเป็นโรคหวัดเป็นผลมาจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสก่อโรค ร่วมกับสภาพการณ์ที่ภูมิต้านทานของร่างกายลดน้อยลง ตัวอย่างเช่น เครียด พักน้อยเกินไป ส่วนเชื้อที่เป็นสาเหตุ : มีต้นเหตุมาจาก “เชื้อโรคหวัด” ที่มีอยู่มากยิ่งกว่า 200 ประเภทจากกรุ๊ปไวรัสปริมาณ 8 กลุ่มด้วยกัน โดยกลุ่มเชื้อไวรัสที่สำคัญ อย่างเช่น กลุ่มไวรัสไรโน (Rhinovirus) ซึ่งมีมากยิ่งกว่า 100 ประเภท มักพบที่สุดราว 30-50% นอกเหนือจากนี้ก็มีกรุ๊ปเชื้อไวรัสโคโรนา (Coronavirus) ที่เจอได้โดยประมาณ 10-15%,แล้วก็กรุ๊ปเชื้อไวรัสอะดีโน (Adenovirus) ฯลฯ
                ซึ่งการเกิดโรคขึ้นแต่ละครั้งจะเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเชื้อไวรัสหวัดเพียงแต่ชนิดเดียว เมื่อเป็นแล้วร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสหวัดชนิดนั้น ในการเป็นไข้หวัดครั้งใหม่ก็จะเป็นผลมาจากเชื้อไวรัสหวัดชนิดใหม่ที่ร่างกายยังไม่เคยติดเข้ามา หมุนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆเพราะฉะนั้น คนเราจึงจับไข้หวัดได้หลายครั้ง เด็กตัวเล็กๆที่ยังไม่ค่อยได้ติดเชื้อโรคหวัดมาก่อน ก็บางทีอาจเจ็บป่วยหวัดจำเจได้ แล้วก็บางทีอาจเป็นไข้หวัดได้บ่อยมากถึงเดือนละ 1-2 ครั้ง หรือทุกสัปดาห์
อาการของโรคหวัด โดยธรรมดามักมีลักษณะไม่รุนแรง มีไข้ไม่สูง ครั่นเนื้อครั่นตัวเป็นช่วงปวดหนักหัวนิดหน่อย เมื่อยล้านิดหน่อย อาจมีอาการคอแห้งผาก แสบคอหรือเจ็บคอเล็กน้อยเอามาก่อน ถัดมาจะมีน้ำมูกไหลใสๆคัดจมูก ไอแห้งๆหรือไอมีเสลดนิดหน่อย ลักษณะใสหรือขาวๆคนไข้ส่วนมาก เดินเหิน ทำงานได้ และก็จะทานอาหารได้ ในเด็กตัวเล็กๆ อาจมีไข้สูงฉับพลัน ตัวร้อนเป็นตอนๆเวลาไข้ขึ้นบางทีอาจซึมนิดหน่อย เวลาไข้ลง (ตัวเย็น) ก็จะวิ่งเล่นหรือเค้าหน้าแจ่มใสเหมือนเช่นเคย ถัดมาจะมีน้ำมูกใส ไอน้อย ในผู้ใหญ่ บางทีอาจไม่มีไข้ มีเพียงแต่อาการเจ็บคอเล็กน้อย น้ำมูกใส ไอเล็กน้อย ในเด็กแบเบาะอาจมีอาการอ้วก หรือท้องร่วง ร่วมด้วย ลักษณะของการมีไข้มักเป็นอยู่นาน 48-96 ชั่วโมง (2-4 วันเต็มๆ) และจากนั้นก็ทุเลาไปได้เอง
                อาการน้ำมูกไหลจะเป็นมากอยู่ 2-3 วัน ส่วนอาการไอ บางทีอาจไอนานเป็นอาทิตย์ หรือบางรายอาจไอนานเป็นนานแรมเดือน ภายหลังอาการอื่นๆหายก็ดี
ในรายที่การตำหนิดเชื้อแบคทีเรียสอดแทรก ผู้ป่วยจะเป็นไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 24 ชั่วโมง หรือไอมีเสมหะสีเหลืองหรือเขียวทุกครั้ง
ทั้งนี้ลักษณะของการมีไข้หวัดและก็ไข้หวัดใหญ่ จะค่อนข้างคล้ายกัน อาจสับสนได้ แต่ว่าคนเจ็บแล้วก็ผู้ดูแลสามารถพินิจไม่เหมือนกันได้ตามตารางนี้




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมแพ้




ไข้


ไข้ต่ำๆหรือไม่มี


มักมีไข้สูง อาจสูงถึง 40
องศาเซลเซียส


ไม่มีไข้




ปวดหัว


ไม่ค่อยพบ


พบได้ปกติ


ไม่พบ




ปวดเมื่อย
กล้ามเนื้อ
อ่อนเพลีย


อาจมีอาการเล็กน้อย


พบได้บ่อยและอาการรุนแรง


ไม่พบ (อาจอ่อนเพลียหากพักผ่อนน้อย)




น้ำมูกไหล คัดจมูก


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




จาม


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




เจ็บคอ


พบได้บ่อย


อาจพบได้บางครั้ง


อาจพบได้บางครั้ง




ไอ


พบได้บ่อย


พบได้บ่อย และมีความรุนแรงมากกว่า


อาจพบได้บางครั้ง




เจ็บหน้าอก


อาบพบได้แต่อาการไม่รุนแรง


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ(ยกเว้นเป็นโรคหอบหืด)




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมิแพ้




สาเหตุการเกิด


เกิดจากไวรัส
(Rhinoviruses เป็นสาเหตุหลักประมาณ 30-50%)


เกิดจากไวรัส (influenza virus type A and B)


เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น อากาศเย็น/ร้อน ละอองเกสร




การดูและการรักษา


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอากาต่างๆ เช่น ยาแก้คัดจมูก หรือยาลดไข้
-มักดีขึ้นและหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอบ (แต่ไม่ควรใช้ยากลุ่ม NSAIDs กรณีสงสัยไข้เลือดออกด้วย)
-หากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และอาจต้องได้รับยาต้านไวรัสตลอดจนการรักษาให้ถูกต้อง


-หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ เช่นหลีกเลี่ยงฝุ่นอากาศเย็น
-ใช้ยาบรรเทาอาการเช่นยาแก้แพ้ ยาแก้คัดจมูก
-หากรุนแรงควรพบแพทยืเพื่อพิจารณาใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูก




การป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ไม่มีวัคซีนป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่


หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้




แล้วก็ในระหว่างที่มีอาการป่วยเป็นไข้หวัด คนป่วยหรือผู้ดูแล (ในเด็กเล็ก) ควรจะติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และควรจะรีบไปพบแพทย์ในทันทีหากมีลักษณะอาการดังนี้
คนแก่
           ไข้สูงไปกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเกิน 5 วันขึ้นไป
           กลับมาจับไข้ซ้ำภายหลังอาการไข้หายแล้ว
           หายใจหอบอ่อนเพลีย และหายใจมีเสียงกรีดร้อง
           เจ็บคออย่างรุนแรง ปวดหัว หรือมีลักษณะปวดรอบๆไซนัส
เด็ก
           มีไข้สูงขึ้นมากยิ่งกว่า 38 องศาเซลเซียส ในเด็กทารก-12 อาทิตย์
           มีลักษณะไข้สูงต่อเนื่องกันมากยิ่งกว่า 2 วัน
           อาการต่างๆของไข้หวัดรุนแรงเยอะขึ้นเรื่อยๆ หรือรักษาแล้วอาการเกิดขึ้นอีก
           มีอาการปวดศีรษะ หรือไออย่างหนัก
           หายใจมีเสียงหวีดร้อง
           เด็กมีลักษณะอาการงอแงอย่างหนัก
           ง่วงงุนมากมายไม่ปกติ
           ความอยากอาหารลดน้อยลง ไม่ยอมรับประทานอาหาร
ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อกำเนิดโรคไข้หวัด คนที่มีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้ มักเจ็บป่วยหวัดได้ง่ายดายยิ่งกว่าคนปกติ เช่น

  • อายุ เด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี มีความเสี่ยงมีอาการป่วยเป็นหวัดสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่รับเลี้ยงเด็ก หรือเนอสเซอปรี่
  • ภูมิต้านทานอ่อนแอ ผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการเจ็บไข้เรื้อรัง หรือมีภาวการณ์สุขภาพที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอมีแนวโน้มที่จะมีอาการป่วยเป็นไข้หวัดได้ง่ายกว่าปกติ
  • ขณะ โดยส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าจะเด็ก หรือคนแก่ชอบไม่สบายหวัดได้ง่ายในช่วงฤดูฝน และก็หรือหน้าหนาว
  • ดูดบุหรี่ ผู้ที่สูบบุหรี่มีทิศทางจะมีอาการป่วยเป็นไข้หวัดได้ง่าย แล้วก็แม้เป็นก็จะอาการร้ายแรงกว่าธรรมดาอีกด้วย
  • อยู่ในที่ที่ผู้คนขวักไขว่ยัดเยียด สถานที่ที่มีคนจอแจ ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโรคไข้หวัดได้ง่าย
  • คนที่จะต้องดูแลผู้ป่วยโรคไข้หวัด ซึ่งกรุ๊ปบุคคลเหล่านี้จะต้องสัมผัสกับสารคัดเลือกหลั่งของคนเจ็บอีกทั้งน้ำลาย น้ำมูก หรือละอองน้ำมูก น้ำลาย จากลมหายใจของคนไข้


ขั้นตอนการรักษาโรคหวัด โดยทั่วไปแล้วคนเจ็บ (คนแก่) สามารถวินิจฉัยโรคหวัดเองได้ จากอาการที่แสดง แม้กระนั้นหากคนเจ็บไปพบหมอ แพทย์จะวินิจฉัยโรคหวัดได้จากอาการที่แสดง เรื่องราวระบาดของโรค ฤดูกาล แล้วก็จากการตรวจร่างกาย อาทิเช่น อาการไข้ มีน้ำมูก เยื่อจมูกบวมและก็แดง คอแดงนิดหน่อย ส่วนในเด็กบางทีอาจเจอทอนซิลโต แต่ว่าไม่แดงมาก และไม่มีหนอง แต่ในคนเจ็บที่มีลักษณะร้ายแรง เช่น ไข้สูง หมออาจมีการพิสูจน์เลือดซีบีซี (CBC) เพื่อแยกว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสหรือติดโรคแบคทีเรีย และอาจมีการตรวจค้นหาอื่นๆเพิ่มตามดุลยพินิจของแพทย์ อย่างเช่น การวิเคราะห์เลือดมองค่าเกล็ดเลือดเพื่อแยกจากโรคไข้เลือดออก ฯลฯ
         เพราะว่าไข้หวัดเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะ เพียงแต่ให้การรักษาไปตามอาการแค่นั้น ซึ่งการปรับปรุงแก้ไขอาการที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นหมอจะจ่ายยาที่เป็น ยาสามัญประจำบ้านเพื่อทุเลาอาการก่อน ดังเช่นพาราเซตามอล (paracetamol) สำหรับลดไข้ คลอเฟนนิรามีน (chlorpheniramine) สำหรับลดน้ำมูก และก็จะแนะนำให้พักให้พอเพียง ดื่มน้ำอุ่นเพื่อละลายเสมหะ การดื่มน้ำมากๆแล้วก็การเช็ดตัวจะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้
       โดยทั่วไปยาที่ใช้เมื่อเป็นหวัดจะเป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาตามอาการ เพราะไม่มีการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัสก่อโรคโดยตรง และเมื่ออาการและก็สามารถหยุดใช้ยาได้ ยาที่นิยมใช้ทั่วไปเมื่อเป็นหวัดมีดังนี้

  • ยาลดไข้ โดยปกติยาที่นิยมสำหรับลดไข้เป็นparacetamol สำหรับผู้ใหญ่ รับประทานยาขนาด 500 mg ต่อเม็ด จำนวน 1-2 เม็ด สามารถรับประทานซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ใช้ไม่เกิน 8 เม็ดต่อวัน และไม่ควรที่จะใช้ต่อเนื่องกันตรงเวลา 5 วัน เนื่องมาจากมีโอกาสกำเนิดพิษต่อตับ สำหรับเด็กจะต้องมีการปรับปริมาณยาตามน้ำหนักตัว ด้วยเหตุดังกล่าวควรจะถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากหมอหรือเภสัชกร ยาอีกกรุ๊ปที่ได้รับความนิยมสำหรับในการใช้ลดไข้หมายถึงยากลุ่มต่อต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti Inflammatory Drugs:-NSAIDs) อาทิเช่นแอสไพริน (aspirin), ibuprofen ซึ่งการใช้ยาในกลุ่มหลังนี้ได้ผลสำหรับในการลดไข้ได้อย่างเร็ว แต่ว่ามีข้อควรพิจารณาในการใช้สำหรับลดไข้ในกรณีของโรคไข้เลือดออก แต่ในเด็กที่แก่ต่ำลงมากยิ่งกว่า 18 ปี หน่วยงานอนามัยโลก (WHO) เสนอแนะว่าไม่ให้ใช้ยาแอสไพริน
  • ยาลดน้ำมูกแก้คัดจมูก


ในกรุ๊ปของยาลดน้ำมูกนั้น สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กลุ่ม เป็นยาแก้คัดจมูก ออกฤทธิ์โดยการหดหลอดเลือด ทำให้อาการคัดจมูกน้อยลง แบ่งเป็น

  • สำหรับกิน ยกตัวอย่างเช่น phenylephrine, pseudoephedrine (pseudoephedrine รับได้จากสถานพยาบาลเพียงแค่นั้น ไม่มีจัดจำหน่ายตามร้านค้ายา)
  • สำหรับหยดหรือพ่นรูจมูก อย่างเช่น oxymetazoline ซึ่งก่อนใช้จำต้องสั่งน้ำมูกออกก่อน


ยาลดน้ำมูก ออกฤทธิ์โดยการหยุดยั้งผลของฮีสตามีน (histamine) ซึ่งส่งผลทำให้การหลั่งน้ำมูกลดน้อยลง แต่ว่าจะได้ผลน้อยกับอาการคัดจมูก สามารถแบ่งย่อย เป็น 2 กลุ่มเป็น

  • ยาลดน้ำมูกกรุ๊ปที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการง่วงซึม อย่างเช่น chlorpheniramine, brompheniramine, hydroxyzine, cyproheptadine ฯลฯ ยากลุ่มนี้จะลดจำนวนสารคัดเลือกหลั่งในระบบฟุตบาทหายใจ อาทิเช่น น้ำมูก เสลด แต่จะมีผลให้กำเนิดอาการง่วงซึมได้ ด้วยเหตุว่ามีฤทธิ์กดระบบประสาท อย่างไรก็ตาม ยาในกลุ่มนี้สามารถคุมอาการได้ดีมากยิ่งกว่าเมื่อเทียบกับยาในกรุ๊ปที่ไม่ทำให้ง่วงซึม หากคนไข้ใช้ยาในกลุ่มนี้ควรเลี่ยงการขับรถรวมทั้งการทำงานที่เกี่ยวเนื่องกับเครื่องจักร และก็บางทีอาจนับว่าเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการพักผ่อน
  • ยาลดน้ำมูกกรุ๊ปที่ไม่ทำให้มีการเกิดอาการง่วงซึม ได้แก่ cetirizine, loratadine, desloratadine, fexofenadine เป็นต้น ซึ่งจุดเด่นของยาในกลุ่มนี้ก็คือ ไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการง่วงซึม หรืออาจมีอาการง่วงซึมได้บ้างนิดหน่อย โดยเหตุนี้จึงนิยมใช้ยาในกลุ่มนี้ในคนไข้โรคภูมิแพ้ด้วย
  • ยาบรรเทาอาการไอ ในกลุ่มของยาบรรเทาอาการไอ ก็สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กลุ่มเช่นกัน เป็น
  • ยาสำหรับอาการไอมีเสมหะ โดยสาเหตุของอาการไอชนิดนี้ เนื่องด้วยมีเสมหะเป็นตัวกระตุ้นส่งผลให้เกิดการไอ ด้วยเหตุผลดังกล่าวต้องใช้ยารักษาที่สาเหตุซึ่งก็คือ กระบวนการทำให้เสลดเหลวหรือขับออกได้ง่ายขึ้น ยาละลายเสลด อาทิเช่น acetylcysteine, carbocysteine, bromhexine, ambroxol เป็นต้น ยาขับเสมหะ ยกตัวอย่างเช่น glyceryl guaiacolate (guaifenesin) ฯลฯ ซึ่งการใช้ยาพวกนี้อาจทำให้ผู้เจ็บป่วยมีลักษณะไอเยอะขึ้นเรื่อยๆในทีแรกๆ เพื่อนำเสลดออกจากทางเท้าหายใจ แต่ว่าหลังจากนั้นอาการไอจะลดน้อยลงตามลำดับ
  • ยาสำหรับอาการไอที่ไม่มีเสลด หรือ ไอแห้ง ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนที่ก่อให้เกิดการไอ ซึ่งผู้กระทำดระบบประสาทนั้นอาจส่งผลให้ตัวผู้ป่วยง่วงซึมได้ ถ้าหากคนไข้ใช้ยาในกลุ่มนี้จะต้องเลี่ยงการขับรถแล้วก็การทำงานที่เกี่ยวโยงกับเครื่องจักร ยาที่ออกฤทธิ์กดการไอดังเช่น dextromethorphan, codeine, brown mixture เป็นต้น


โดยเหตุนี้ก็เลยต้องหาสิ่งที่ทำให้เกิดการไอ และก็แก้ไขให้ถูกจุด ถ้าหากคนไข้ใช้ยาแก้ไอไม่ถูกกับต้นเหตุของอาการไอที่เป็นอยู่ ได้แก่ ใช้ยากดการไอในกรณีที่การไอมีเหตุมาจากเสมหะ เว้นแต่เสมหะจะขวางทางเท้าหายใจแล้ว ร่างกายก็ยังไม่สามารถขับเสมหะออกโดยการไอได้อีกด้วย

  • ยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้เบื้องต้น (ในเรื่องที่พบว่ามีการติดเชื้อโรคแบคทีเรียแทรกซ้อน อย่างเช่น มีไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 4 ชั่วโมง
  • ยากลุ่มแพนิซิลิน (penicillins) อย่างเช่น amoxicillin ซึ่งโครงสร้างของยาตัวนี้ทนประมือดในทางเดินของกิน สามารถกินหลังอาหารได้
  • ยากลุ่มแมคโครไลด์ (macrolides) อาทิเช่น erythromycin, roxithromycin เนื่องมาจากองค์ประกอบของยาในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่ทนต่อกรดในทางเดินอาหาร จึงควรรับประทานก่อนที่จะรับประทานอาหาร เว้นเสียแต่ erythromycin estolate แล้วก็ erythromycin ethylsuccinate ที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไของค์ประกอบของยาแล้ว ทำให้สามารถรับประทานหลังอาหารได้


แต่การใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่สม่ำเสมอ และไม่ครบตามจำนวนที่กำหนด เว้นเสียแต่ผู้เจ็บป่วยจะไม่หายจากอาการที่เป็นอยู่ ยังเป็นการผลักดันให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา แล้วก็อาจไม่มียาปฏิชีวนะสำหรับรักษาอาการของผู้ป่วยในอนาคต
การติดต่อของหวัด โรคไข้หวัดเป็นโรคติดต่อในระบบฟุตบาทหายใจ โดยเชื้อหวัดมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย แล้วก็เสลดของผู้เจ็บป่วย ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่คนไข้ไอหรือจามรด ข้างในระยะไม่เกิน 1 เมตร
ยิ่งไปกว่านี้ เชื้อหวัดยังบางทีอาจติดต่อโดยการสัมผัส กล่าวคือ เชื้อหวัดบางทีอาจติดที่มือของผู้เจ็บป่วย สิ่งของ เครื่องใช้สอย ดังเช่นว่า ผ้าสำหรับเช็ดหน้า ผ้าที่เอาไว้เช็ดตัว แก้วน้ำ จาน ถ้วยชาม ของเล่นเด็ก หนังสือ โทรศัพท์ หรือสภาพแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ เมื่อคนธรรมดาสัมผัสถูกมือของคนป่วย สิ่งของเครื่องใช้หรือสภาพแวดล้อมที่ปนเปื้อนเชื้อหวัด เชื้อหวัดก็จะติดมือของคนคนนั้น และเมื่อเผลอใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะจมูก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายของคนคนนั้น จนแปลงเป็นไข้หวัดได้  ส่วนระยะฟักตัวของโรค (ตั้งแต่คนไข้รับเชื้อเข้าไปกระทั่งออกอาการ) : ราว 1-3 วัน โดยเฉลี่ย แล้วก็มักมีลักษณะอาการรุนแรงที่สุดในช่วง 2-3 คราวหน้าเริ่มมีลักษณะอาการ

การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรคหวัด ข้อเสนอแนะการกระทำตัวของคนไข้มีดังนี้


  • พักผ่อนมากๆห้ามทุกข์ยากลำบากงานหนักหรือออกกำลังกายมากจนเกินไป
  • ใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น อย่าถูกฝนหรือถูกอากาศเย็นจัด รวมทั้งอย่าอาบน้ำเย็น
  • ดื่มน้ำมากๆเพื่อช่วยลดไข้ แล้วก็ชดเชยน้ำที่เสียไปเหตุเพราะไข้สูง
  • ควรรับประทานอาหารอ่อน น้ำข้าว น้ำหวาน น้ำส้ม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำ (ควรที่จะใช้น้ำอุ่น หรือน้ำก๊อกธรรมดา อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลาเป็นไข้สูง
  • ถ้าเกิดมีไข้สูง ให้พาราเซตามอล (คนที่มีอายุต่ำลงยิ่งกว่า 18 ปี ควรจะหลีกเลี่ยงการใช้แอสไพริน เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม ซึ่งทำให้เป็นอันตรายรุนแรงได้) ควรจะให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราวเฉพาะเวลาเป็นไข้สูง หากมีไข้ต่ำๆ หรือไข้พอทนได้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องกิน
  • ถ้ามีอาการน้ำมูกไหลมากกระทั่งสร้างความหงุดหงิด ให้ยาแก้แพ้ ดังเช่นว่า คลอร์เฟนิรามีน ใน 2-3 วันแรก เมื่อทุเลาแล้วควรจะหยุดยา หรือในกรณีที่มีลักษณะไม่มากมาย ก็ไม่จำเป็นต้องให้ยานี้
  • ถ้าเกิดมีอาการไอ จิบน้ำอุ่นมากมายๆหรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว (น้ำผึ้ง 4 ส่วน น้ำมะนาว 1 ส่วน) ถ้าหากไอมากลักษณะไอแห้งๆไม่มีเสลดควร ให้ยาแก้ไอ
  • ถ้าหากมีลักษณะหอบ หรือนับการหายใจได้เร็วกว่าธรรมดา (เด็กอายุ 0-2 เดือนหายใจมากยิ่งกว่า 60 ครั้ง/นาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ขวบหายใจมากยิ่งกว่า 50 ครั้ง/นาที อายุ 1-5 ขวบหายใจมากยิ่งกว่า 40 ครั้ง/นาที) หรือจับไข้นานเกิน 7 วัน ควรส่งโรงหมออย่างรวดเร็ว บางทีอาจเป็นปอดอักเสบหรือสภาวะรุนแรงอื่นๆได้ อาจจำเป็นต้องเอกซเรย์ ตรวจเลือด ตรวจเสมหะ ฯลฯ
  • ถ้ามีลักษณะอาการเจ็บคอมาก ไข้สูงตลอดเวลา ซึม ไม่อยากกินอาหารมาก ปวดเมื่อยมากมาย ปวดหู หูอื้อ หรือสงสัยไข้หวัดใหญ่ หรือหวัดนก (มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกที่เจ็บป่วยหรือตายข้างใน 7 วัน หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้หวัดนกด้านใน 14 วัน) หรือเป็นไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 24 ชั่วโมง ควรไปพบหมออย่างเร็ว


การป้องกันตัวเองจากโรคไข้หวัด รักษาสุขอนามัยฐานราก เพื่อให้มีสุขภาพด้านร่างกายแข็งแรง กินอาหารเป็นประโยชน์ห้าหมู่ทุกวัน เพื่อมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง กินน้ำสะอาดให้ได้วันละอย่างน้อย 6-8 แก้วเมื่อไม่มีโรคจำเป็นต้องจำกัดน้ำกิน พักผ่อนให้เพียงพอเป็นประจำ ไม่ไปในที่ยัดเยียด อย่างเช่น ศูนย์การค้า ในช่วงที่มีการระบาดของโรคหวัดรู้จักใช้หน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็นต้องไปในย่านที่มีคนพลุลนลานหรือไปโรงพยาบาล  รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่มีอากาศเปลี่ยนไม่ควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่มีอากาศเย็น  อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับคนป่วย ถ้าหากจำเป็นที่จะต้องดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิด ควรจะสวมหน้ากากอนามัยและหมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่  อย่าใช้สิ่งของเครื่องใช้ (ยกตัวอย่างเช่น ผ้าสำหรับเช็ดหน้า ผ้าที่เอาไว้สำหรับเช็ดตัว แก้วน้ำ โทรศัพท์ ของเด็กเล่น ฯลฯ) ร่วมกับคนเจ็บ รวมทั้งควรจะหลบหลีกการสัมผัสมือผู้ป่วย
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคหวัด

  • ฟ้าทะลายโจร สารสำคัญสำหรับการออกฤทธิ์เป็นAndrographolide มีฤทธิ์รักษาอาการไอ เจ็บคอ ปกป้องแล้วก็บรรเทาหวัด จากการศึกษาเล่าเรียนการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อรักษาลักษณะของการมีไข้และก็เจ็บคอเปรียบเทียบกับยาลดไข้พาราเซตามอล พบว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายขโมยขนาด 6 กรัมต่อวัน จะมีลักษณะอาการไข้แล้วก็การเจ็บคอต่ำลงในวันที่ 3 ซึ่งดีกว่ากลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจร 3 กรัม/วัน หรือได้รับพาราเซตามอล  ในการศึกษาเทียบการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อปกป้องหวัด ซึ่งทำในฤดูหนาว โดยให้ผู้เรียนรับประทานยาเม็ดฟ้าทะลายโจรแห้ง ขนาด 200 มก./วัน หลังจาก 3 เดือนของการทดลองพบว่าอุบัติการณ์การเป็นหวัดในกรุ๊ปที่ได้ฟ้าทะลายขโมยน้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจัง ทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยอัตราการเป็นหวัดในกลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจรเท่ากับปริมาณร้อยละ 20 เวลาที่กรุ๊ปควบคุมมีอัตราการเป็นหวัดเท่ากับร้อยละ 62  อาจสรุปได้ว่าฟ้าทะลายมิจฉาชีพให้ผลคุ้มครองของยา พอๆกับร้อยละ 33


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายโจรแห้ง 250 มก. รวมทั้ง 500 มิลลิกรัม
o             บรรเทาลักษณะของการเจ็บคอ รับประทานวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารรวมทั้งก่อนนอน
o             บรรเทาอาการหวัด กินวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารรวมทั้งก่อนนอน

  • กระเทียม มีฤทธิ์สำหรับในการฆ่าเชื้อไวรัส เชื้อรา ลดอาการภูมิแพ้ มีฤทธิ์เหมือนแอสไพริน จึงทำให้ไข้ลด รวมทั้งยังป้องกันการจับไข้หวัดได้
  • ใบกระเพรา ใบกระเพราช่วยขับเสลด ทำให้จมูกเตียน ฆ่าเชื้อในทางเดินหายใจ
  • ชา ใบชามีสารโพลีฟีนนอล เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการติดเชื้อ ทำใหเยื้อบุโพรงจมูกชุ่มชื้น หายใจสะดวก
  • ขิง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน มีกลิ่นเฉพาะตัว สามารถช่วยลดอาการหวัด แก้ไอ ทำให้หายใจเตียนขึ้น ขับเหงื่อ
  • กระเจี๊ยบ อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง เจอสารแอนโธไซยานินในกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส ลดการต่อว่าเชื้อ
เอกสารอ้างอิง

  • รับมือโรคหวัดอย่างไรให้เหมาะสม.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาสรีรวิทยา.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “ไข้หวัด (Common cold/Upper respiratory tract infection/URI)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 389-392.
  • ฟ้าทะลายโจร.(ฉบับประชาชน).หน่วยปริการฐานข้อมูลสมุนไพร.สำนักงานสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J.(2001). Harrrison’s:Principles of internal medicine. New York. McGraw-Hill.
  • ผศ.ภก.ธีรวิชญ์ อัชฌาศัย.ไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือแพ้อากาศ เป็นอะไรกันแน่? .บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • ไข้หวัด-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้หวัด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่389.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กันยายน.2554
  • Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information Handbook, 20th ed. Hudson, Ohio, Lexi-Comp, Inc.;


3

โรคมือเท้าปาก  (Hand Foot and Mouth  disease – HFMD)
โรคมือเท้าปาก คืออะไร โรคมือ-เท้า-ปาก ป่วยเกิดผื่นที่ต่อเนื่องกันง่าย แต่ว่ามักไม่ร้ายแรงรวมทั้งหายได้เองเป็นส่วนมาก ส่วนน้อยที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ซึ่งโรค มือเท้าปาก เป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน มักเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากไวรัสกลุ่ม Enterovirus  แม้กระนั้นในแถบร้อนเปียกชื้น พบได้มากได้ตลอดปีโดยส่วนมากแล้ว มักพบในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีแต่ว่าบางทีอาจเจอในเด็กแก่กว่านี้ก็ได้ และแม้มีการกำเนิดโรคในสถานเลี้ยงเด็กหรือในโรงเรียนสำหรับสอนเด็กอนุบาล ก็จะพบผู้เจ็บป่วยจำนวนหลายชิ้นขึ้นเนื่องจากว่าโรคนี้ระบาดได้ง่าย
                อนึ่งโรคนี้เป็นโรคคนละชนิดกับโรคปากยุ่ยเท้าเปื่อยยุ่ยที่เจอได้ในสัตว์กีบคู่ ซึ่งโดยธรรมดาจะไม่ติดต่อมาสู่คน เว้นเสียแต่ในกรณีที่คนไปสัมผัสคลุกคลีอยู่กับสัตว์ที่เจ็บไข้หรือผู้ที่ดำเนินงานในห้องแลปเกี่ยวกับโรคในสัตว์เหล่านี้ ที่อาจมีรายงานการติดเชื้อได้บ้าง
                ในความเป็นจริงแล้ว โรคมือ เท้า ปาก ว่าไม่ใช่โรคใหม่ แต่รู้จักกันมานานมากกว่า 50 ปีแล้ว  โดยมีประวัติภูมิหลังของโรค ดังนี้

  • พ.ศ. 2500 มีรายงานการระบาดของกลุ่มลักษณะของการมีไข้ซึ่งพบร่วมกับตุ่มน้ำใสในโพรงปาก มือแล้วก็เท้าในคนไข้เด็กที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยพบสาเหตุจากเชื้อ Coxsackie virus A16(Cox A16)1
  • พุทธศักราช 2502 พบการระบาดของกลุ่มอาการเหมือนกันในเมือง Bermingham ประเทศอังกฤษ และก็ได้มีการเรียกกลุ่มอาการนี้ว่า Hand-Foot-and Mouth Disease (HFMD)


จากนั้นก็มีรายงานการระบาดจากประเทศต่างๆทั่วโลก ซึ่งไวรัสที่ก่อให้เกิดกรุ๊ปอาการมือ เท้า ปาก ไม่ได้เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากเชื้อไวรัสประเภทเดียวแม้กระนั้นมีมากยิ่งกว่า 10 สายพันธุ์
สำหรับในการระบาดใหญ่ของกรุ๊ปลักษณะของโรคมือ เท้า ปาก พบว่ามีรายงานตั้งแต่ พุทธศักราช2540-2555 มีดังนี้

  • พุทธศักราช2540 มาเลเซีย (เสียชีวิต 31 ราย) พุทธศักราช2541 ไต้หวัน (ผู้เจ็บป่วย 1.5 ล้านราย เสียชีวิต 78 ราย)
  • พุทธศักราช2550 ประเทศอินเดีย (คนป่วย 38 ราย) แล้วก็ พ.ศ.2551 อินเดีย (คนป่วย 25,000 ราย เสียชีวิต 42 ราย) ประเทศสิงคโปร์ (คนป่วยมากกว่า 2,600 ราย) เวียดนาม (ผู้ป่วย 2,300 ราย เสียชีวิต 11 ราย) ดูโกเลีย (ผู้เจ็บป่วย 2,600 ราย) รวมทั้งบรูไน (ผู้ป่วย 1,053 ราย)
  • พุทธศักราช2552 จีน (คนป่วย 115,000 ราย เสียชีวิต 85 ราย) และก็ พ.ศ.2553 จีน (ผู้ป่วย 1.6 ล้านราย เสียชีวิต 537 ราย)
  • พุทธศักราช2554 เวียดนาม (คนไข้ 42,000 ราย เสียชีวิต 98 ราย) แล้วก็จีน (ผู้ป่วย 1.3 ล้านราย เสียชีวิต 437 ราย)
  • พ.ศ.2555 เขมร (เสียชีวิต 52 ราย) จีน (ผู้เจ็บป่วย 460,000 ราย เสียชีวิต 112 ราย) ไทย (คนไข้ 168,60 ราย เสียชีวิต 1 ราย)


สำหรับเหตุการณ์โรคมือเท้าปากในประเทศไทย อ้างอิงข้อมูลที่ได้มาจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2558 มีคนป่วยทั้งหมด 40,417 ราย คิดเป็นอัตราส่วน 62.21 ต่อสามัญชน 1 แสนคน รวมทั้งมีคนป่วยเสียชีวิต 3 ราย ส่วนในปี 2559 ข้อมูลปัจจุบันในวันที่ 28 เดือนมีนาคม 2559 มีผู้ป่วย 8,973 ราย คิดเป็นอัตราส่วน 13.78 ต่อประชากร 1 แสนคน แล้วก็ยังไม่มีผู้ตาย
ตั้งแต่เริ่มมีการตรวจพบเชื้อ EV71 ในคนป่วยโรค HFMD ในปี2541 ในประเทศไทยก็เริ่มมีการเฝ้าระวังรายงานรวมทั้งสอบสวนคนเจ็บสงสัยติดเชื้อโรค EV71 และก็ปกป้องควบคุมโรคต่อจากนั้นเป็นต้นมา พบว่าคนเจ็บส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำลงยิ่งกว่า 2 ปีแล้วก็ราวครึ่งเดียวติดเชื้อ EV71 ที่มีอาการไม่รุนแรง
ส่วนในด้านรายงานการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปากจากสำนักระบาดวิทยา พบว่า เมื่อวันที่ 1 เดือนมกราคม ถึง 1 เดือนเมษายน 2559 มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อนทั้งตามสถานที่เรียนแล้วก็ในชุมชน 8 เหตุ จากจำนวนผู้เจ็บป่วย 22 ราย ดังนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขได้เสนอแนะให้สถานศึกษากระทำตามมาตรการที่กรมควบคุมโรคระบุ เพื่อปกป้องการเกิดโรคแล้วก็การแพร่ระบาดของโรค
สาเหตุของโรคมือเท้าปาก โรคมือเท้าปากมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อกลุ่มเชื้อไวรัสเอนเทอโร (Enterovirus) ซึ่งมีอยู่ร่วมกันนานาประการสาย อย่างเช่น ค็อกแซคกีเอรวมทั้งบี (Coxsackie A, B), เชื้อไวรัสเอนเทอโรประเภท 71 (Enterovirus 71 – EV71) ต้นสายปลายเหตุที่พบได้มากที่สุดก็คือการระบาดจากการติดเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 16 (Coxsackievirus A 16) ซึ่งอาการชอบไม่รุนแรง และก็ผู้ป่วยมักจะหายได้เองเป็นส่วนมาก ส่วนปัจจัยที่เจอได้น้อยแล้วก็มีลักษณะรุนแรง คือ การติดเชื้อไวรัสเอนเทอโรจำพวก 71 ซึ่งอาจจะก่อให้คนไข้เกิดภาวะสอดแทรกรุนแรงจนกระทั่งขั้นเสียชีวิตได้ นอกเหนือจากนี้โรคมือเท้าปากยังบางทีอาจกำเนิดได้จากเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 5, 7, 9, 10 และก็เชื้อไวรัสค็อกแซคกีบีชนิด 2 และ 5 ได้บ้าง
                ซึ่งโรคนี้โดยมากมักจะต่อเนื่องกันที่เกิดจากการกินของกิน น้ำดื่ม การดูดเลียนิ้วมือ หรือของเล่นที่ปนเปื้อนเชื้อที่ออกมากับอุจจาระ น้ำเหลืองจากตุ่มน้ำที่ผิวหนัง หรือละอองน้ำมูก น้ำลายของคนไข้ ส่วนน้อยที่ติดต่อโดยการสูดเอาฝอยละอองน้ำมูก น้ำลายที่คนป่วยไอหรือจามรด  ซึ่งเมื่อเชื้อไปสู่ร่างกายแล้ว ประมาณ 3-6 วัน คนป่วยก็เลยจะมีลักษณะอาการ
ลักษณะของโรคมือเท้าปาก  ภายหลังจากติดเชื้อโรค 3-7 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการเริ่มต้น คือ เป็นไข้ตํ่าๆราวๆ 38-39o C รวมทั้งมีลักษณะอาการปวดเหมื่อยตามเนื้อตามตัวระยะนี้จะมีช่วงเวลา โดยประมาณ 1-2 วัน แล้วหลังจากนั้นจะเริ่มมีลักษณะอาการเจ็บปาก ตรวจร่างกายจะพบมีรอยโรคในบริเวณปาก มือและเท้าได้ดังต่อไปนี้

  • รอยโรคบริเวณปาก เจอในผู้เจ็บป่วยปริมาณร้อยละ 100 มีรอยโรคจํานวน 5-10 แห้ง พบได้ทุกรอบๆในปากแม้กระนั้นที่พบได้บ่อย คือ เพดานปาก ลิ้น และเยื่อบุกระพุ้งแก้ม รอยโรคระยะเริ่มต้น ลักษณะเป็นรอยสีแดงบางทีอาจนูนนิดหน่อยขนาด 2-8 มิลลิเมตรจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นตุ่มนํ้าสีเทาขนาดเล็กขอบแดงช่วงที่รอยโรคเป็นตุ่มนํ้าจะสั้น จึงมักตรวจไม่พบ  รอยโรคในตอนนี้แม้กระนั้นก็พบบ่อยลักษณะเป็นแผลตื้นๆสีเหลืองถึงเทาของแดงซึ่งบางทีอาจจะมารวมกันเป็นรอยโรคใหญ่ได้


ปริมาณร้อยละ 80 ของคนเจ็บลักษณะของการเจ็บปากจะไม่รุนแรงรวมทั้งหายได้เองโดยไม่ต้องรักษาด้านใน 5-10 วัน

  • รอยโรคที่ผิวหนัง


อาจเกิดขึ้นพร้อมรอยโรคที่ปาก หรือหลังจากนั้นน้อยจํานวนตั้งแต่ 2-3 แห้งไปจนกระทั่ง 100 แห่ง พบ ที่มือบ่อยมากกว่าเท่า ลักษณะเป็นรอยแดงๆอาจนูนน้อยขนาด 2-10 มิลลิเมตร ตรงกลางสีเทา บางรอยโรคมี ลักษณะเป็นตุ่มนํ้าใสขอบแดง มีกระจัดกระจายขนานไปกับแนวของผิวหนังอาจเจ็บหรือไม่ก็ได้หลังจากนั้น 2-3 วัน จะ เริ่มตกสะเก็ด รวมทั้งเบาๆหายไปภายใน 7-10 วัน โดยไม่มีรอยแผลเป็นหลงเหลือ
บริเวณอื่นๆที่อาจเจอรอยโรคได้เหมือนกันเป็นตูด แขน ขา รวมทั้งอวัยวะสืบพันธุ์ในเด็กทารกอาจพบ กระจายทั่วตัวได้
โดยปกติโรคมือเท้า ปากจัดว่ามีอาการน้อยโดยมากมักมีเพียงไข้ปวดเหมื่อยตามตัวแล้วก็เจ็บปาก แต่ ในผู้ป่วยบางรายอาจเจอภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้โดยเฉพาะจากการติดเชื้อ enterovirus 71 ปัจจัยเสี่ยงต่อ การเจอภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง คือ

  • อายุในกลุ่มผู้เจ็บป่วยอายุน้อยจะพบอาการเข้าแทรกรุนแรงและก็เสียชีวิตมากกว่าในกลุ่มคนป่วยที่อายุมาก ดังเช่นการระบาดในปีพุทธศักราช2541 ที่ประเทศไต้หวัน พบว่าอัตราการเสียชีวิตโดยรวมหมายถึง44.4/100,000 รายแต่ว่ากรุ๊ปที่อัตราการเสียชีวิตสูงสุดเป็น6-11 เดือนพอๆกับ 96.96/100,000 ราย
  • มีไข้สูงมากไปกว่า 39o C และนานเกิน 3 วัน
  • มีอาการอ้วกมากมายทานอาหารมิได้


ซึ่งสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในข้อ 2 รวมทั้ง 3 จากการศึกษาวิจัยที่โรงหมอเด็ก Chang Gung ประเทศไต้หวัน พบว่า สัมพันธ์กับการตำหนิดเชื้อ EV มากยิ่งกว่า Cox A  โดยชอบทำให้เกิดภาวะแทรก/ทางระบบประสาท ระบบหัวใจ รวมทั้งปอดได้สูง ทำให้คนไข้เสียชีวิตอย่างเร็วจากภาวะปอดบวมน้ำ เลือดออกในปอด รวมทั้งภาวะช็อก
อย่างไรก็ดีเชื้อคอกแซคก็ไวรัส เอ 16 ก็อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกคือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ และภาวะช็อกได้ แต่ว่าเจอได้น้อยกว่าจากเชื้อ เอนเทอโรเชื้อไวรัส 71 มากมาย
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมือเท้าปาก

  • เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นกลุ่มอายุที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมากที่สุด เพราะมักพบการติดเชื้อและการระบาดของโรคใน สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือศูนย์เด็กเล็กเป็นส่วนใหญ่
  • การที่ผู้ดูแลเด็กไม่ได้ให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อของโรคมือเท้าปาก
  • สภาพที่อยู่อาศัย หรือโรงเรียน/ศูนย์เด็กเล็กไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น มีลักษณะอับ ทึบ แสงแดดส่องไม่ถึง
  • การใช้ข้าวของเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ช้อน ร่วมกัน
  • การไอ จาม รดกัน หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว
แนวทางการรักษาโรคมือ เท้าปาก การวินิจฉัยโรคมือเท้าปากโดยทั่วไปใช่อาการและอาการแสดงเป็นสําคัญ (clinical diagnosis) โดยแพทย์จะตรวจร่างกายหารอยโรคจําเพาะที่บริเวณมือเท้า ปากร่วมกับมีไข้ ได้แก่  ผู้ป่วยมีไข้ 38 – 39 องศาเซลเซียส  พบจุดนูนแดง ตุ่มน้ำใส หรือ แผลที่เยื่อบุปาก ลิ้น และเหงือก พบจุดแดงราบ ตุ่มนูน หรือตุ่มน้ำที่มือ เท้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และแก้มก้น
การตรวจรอยโรคที่ผิวหนัง (cutaneous lesion) ทางพยาธิวิทยา(histology) จะพบเม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil และ lymphocyte เพิ่มขึ้น แต่จะไม้พบmultinucleated giant cell หรือ inclusion body 11 สําหรับในกรณีที่ต้องการทราบชนิดของเชื้อไวรัสที่ก้อโรค สามารถทําได้โดยการแยกเชื้อไวรัส หรือตรวจ ร่องรอยการติดเชื้อจากนํ้าเหลือง สําหรับประเทศไทยใช้วิธี micro-neutralization หากพบผู้ป่วยในข่ายสงสัยให้ เก็บตัวอย่างดังนี้

  • อุจจาระภายใน 14 วันของการป่วยโดยเก็บประมาณ 8 กรัม ใส่กล่องพลาสติกสะอาด
  • สวอบลําคอ (throat swab) โดยจุ่มปลายสวอบลงใน viral transport media ให้จมปลาย ตัวอย่างในข้อ 1 และ 2 ให้เก็บส่งโดยแช่เย็นในกระติกนํ้าแข็งอุณหภูมิ 4-8o C และส่งห้องปฏิบัติ การโดยเร็วที่สุด
  • เก็บเลือด 2 ครั้งประมาณ 3-5 มล.ต่อครั้ง ครั้งแรกที่สุดภายใน 3-5 วันหลังป่วยและครั้งที่ 2 หลัง จากครั้งแรก 14วัน โดยใส่ในหลอดแก้วปราศจากเชื้อพันพลาสเตอร์ให้แน่น เก็บตัวอย่างในตู้เย็น เพื่อรอส่งตรวจพร้อมกัน
โรคมือเท้าปากไม่มีวัคซีนหรือยาสำหรับรักษาโรคโดยตรง การรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการ เช่นการให้ยาลดไข้ paracetamol หรือให้ยาบ้วนปากเพื่อช่วยลดอาการเจ็บของแผลในช่องปาก ถ้าตุ่มกลายเป็นหนองหรือพุพองก็จะให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนิซิลลินวี อะม็อกซีซิลลิน อีริโทรไมซิน เป็นต้น ถ้ามีภาวะขาดน้ำเนื่องจากกินและดื่มไม่ได้ ก็จะให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ก็จำเป็นต้องรับเด็กไว้รักษาในโรงพยาบาลหรือส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2539 มีการศึกษาที่ Medical College of Ohio ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีการทดลองใช้ acyclovir ในการรักษาผู้ป่วยโรคมือเท้า ปาก 13 รายซึ่ง 12 รายเป็นเด็กอายุ 1-5 ปีและอีก 1 รายเป็นผู้ใหญ่ โดยเริ่มใช้ยา acyclovir ภายใน 1-2 วัน หลังเริ่มมีรอยโรคพบว่าอาการของผู้ป่วยดีขึ้น และรอยโรคเปลี่ยนแปลงดี ขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเริ่มรักษา ได้ให้ acyclovir ต่ออีก 5 วันจนรอยโรคหายไปหมด ผู้ศึกษาเชื่อว่า acyclovir อาจไปยับยั้งเอนไซม์ thymidine kinase ของ Cox A16แต่ก็อาจมีประโยชน์ ด้านอื่นด้วยเช่น อาจทําให้ผู้ป่วยสร้าง interferon เพื่อยับยั้งไวรัสมากขึ้น15 อย่างไรก็ดียังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ acyclovir ในการ ลดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
และหลังจากการติดเชื้อผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสที่ก่อโรค แต่อาจเกิดโรคมือเท้า ปากซํ้าได้จาก enterovirus ตัวอื่นๆ
การติดต่อของโรค มือ เท้า ปาก  โรคมือเท้าปากสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากตุ่มน้ำใส หรือสารคัดหลั่งจากจมูกและปากอันได้แก่ น้ำมูก เสมหะ หรือน้ำลาย นอกจากนี้แล้วไวรัสยังสามารถพบได้ในอุจจาระ โดยไวรัสสามารถแพร่กระจายได้ตั้งแต่ในระยะแรกที่แสดงอาการโดยช่วงที่มีการแพร่กระจายมากที่สุด คือ สัปดาห์แรกที่ผู้ป่วยมีอาการและอาจจะยังพบได้อีกหลายสัปดาห์ในอุจจาระของผู้ป่วยที่หายจากอาการของโรคแล้ว นอกจากนี้แล้วในผู้ใหญ่อาจจะสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสได้โดยไม่แสดงอาการใดๆ ซึ่งการได้รับไวรัสอาจเป็นการได้รับโดยตรงเช่นจากการไอหรือจาม หรืออาจจะได้รับไวรัสโดยอ้อมโดยการสัมผัสกับพื้นผิวหรือสิ่งของที่มีเชื้อไวรัสอยู่ เช่นในสถานรับเลี้ยงเด็กซึ่งอาจมีของเล่นหรือของใช้เด็กที่ปนเปื้อนน้ำลายเนื่องจากเด็กเล็กมักชอบนำสิ่งของเข้าปาก  ดูดเลียนิ้วมือ รวมถึงจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ มือของผู้เลี้ยงดูเด็กที่ไม่สะอาด เป็นต้น  เนื่องจากโรคมือเท้าปากมักพบในเด็กเล็ก ดังนั้นการระบาดมักพบในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือตามโรงเรียนอนุบาล  เชื้อเอนเทอโรไวรัสสามารถทนสภาวะกรดในทางเดินอาหารมนุษย์ได้ และมีชีวิตอยู่ในอุณหภูมิห้องได้ 2-3วัน
โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างเย็นหรือชื้นแฉะเชื้ออาจอยู่ได้เป็นเดือน  นอกจากนี้ การทำลายเชื้อต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม น้ำยาฆ่าเชื้อทั่วๆ ไปบางชนิด เช่น แอลกอฮอล์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์และแอลกอฮอล์เจลใช้ป้องกันไวรัสไข้หวัดได้ แต่สำหรับเชื้อไวรัสเอนเทอโร แอลกอฮอล์ไม่มีผลโดยตรง
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องให้ยารักษาจำเพาะ เพียงแต่ให้การดูแลตามอาการ และเฝ้าติดตามอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด โดยมีวิธีปฏิบัติ ดังนี้

  • ทานยาลดไข้ พาราเซตามอล เป็นครั้งคราวเวลา มีไข้สูง
  • ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยสังเกตดูว่ามีปัสสาวะออกมากและใส จึงนับว่าได้น้ำพอเพียง
  • ในช่วงที่มีอาการเจ็บแผลในปาก ให้กินอาหารเหลวหรือของน้ำๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก แกงจืด นม น้ำเต้าหู้ น้ำหวาน เพื่อบรรเทาอาการเจ็บในปาก อาจใช้วิธีอมน้ำแข็งก้อนเล็กๆ ดื่มน้ำหรือนมเย็นๆ กินไอศกรีม หรือบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ (ผสมเกลือป่นครึ่งช้อนชาในน้ำอุ่น ๑ แก้ว) วันละหลายๆ ครั้ง เพื่อบรรเทาอาการเจ็บแผลในปาก
  • แยกของใช้ไม่ใช้ร่วมกับคนอื่น เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อน-ส้อม ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดมือ ขับถ่ายอุจจาระลงในในโถส้วม
  • ควรทำความสะอาดพื้นห้องและพื้นผิวอื่นๆ ที่สัมผัสบ่อยๆ รวมถึงห้องสุขาและห้องน้ำ โดยล้างด้วยน้ำและผงซักฟอก แล้วตามด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของคลอรีน เช่น ไฮเตอร์ ไฮยีน คลอร็อกซ์ โดยผสมตามฉลากปิดข้างขวด ทิ้งไว้ ๑๐ นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำให้สะอาดเพื่อป้องกันสารเคมีตกค้าง
  • แยกเด็กที่ป่วยไม่ให้คลุกคลีกับเด็กคนอื่นๆ ทั้งเพื่อนบ้าน และพี่น้องที่อยู่ในบ้านเดียวกัน เช่น การกอดรัด การเล่นของเล่นที่เปื้อนน้ำลายหรือน้ำมูกของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกรณีที่มีน้องเล็กๆ อายุ ๑-๒ ปีหรือน้อยกว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดอาการรุนแรง ไม่นำเด็กไปในที่ที่มีคนอยู่จำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด สระว่ายน้ำ ควรให้เด็กอยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี
  • ขอให้เด็กหยุดเรียนเป็นเวลา ๗ วันนับจากวันเริ่มมีอาการ (ถึงแม้ว่าเด็กอาจมีอาการดีขึ้นก่อนครบ ๗ วัน) หากเด็กมีอาการป่วยรุนแรงขึ้น เช่น ไข้สูง อาเจียน หอบเหนื่อย ซึม ชัก หรืออาการแย่ลง ต้องรีบพาไปรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที ในกรณีผู้ป่วยเป็นผู้ใหญ่ให้หยุดงานเป็นเวลา 7 วันเช่นกัน
  • ควรปรึกษาแพทย์ เมื่อมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
  • ตุ่มน้ำ กลายเป็นตุ่มหนองหรือพุพองจากการเกาให้แพทย์พิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะรักษา
  • มีอาการเจ็บแผลในปาก จนกินอาหารและดื่มน้ำไม่ได้ มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อย
  • มีอาการปวดศีรษะมาก อาเจียนรุนแรง ไม่ค่อยรู้ตัว ชัก แขนขาอ่อนแรง หรือหายใจหอบเหนื่อย ควรส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
  • อาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์

การป้องกันตนเองจากโรคมือเท้าปาก

  • สำหรับเด็ก ให้ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งข้างหลังการขับถ่าย ก่อนกินอาหาร หรือเมื่อสัมผัสกับน้ำมูก น้ำลาย
  • สำหรับผู้ที่คอยทำหน้าที่ดูแลเด็ก ให้ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำแล้วก็สบู่ทุกหนก่อนจะมีการเตรียมอาหาร ก่อนที่จะรับประทานอาหาร รวมทั้งหลังการขับถ่าย และข้างหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก หลังการช่วยล้างตูดให้แก่เด็กเล็กที่พึ่งขับถ่าย หรือสัมผัสกับสิ่งคัดเลือกหลั่งของเด็ก อาทิเช่น น้ำมูก น้ำลาย
  • ให้ลูกหลานหลีกเลี่ยงการเล่น หรือคลุกคลีกับเด็กที่มีอาการป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก
  • ไม่นำเด็กเล็กไปในที่ที่มีคนอยู่เยอะแยะ ตัวอย่างเช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด สระว่ายน้ำ แล้วก็ควรจะให้อยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี ในช่วงที่มีการระบาดของโรคมือเท้าปากในพื้นที่
  • หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของ ได้แก่ แก้วน้ำ หลอดดูด ขวดสำหรับใส่นม ช้อนชาม เสื้อผ้า ผ้าขนหนู ของเล่น ฯลฯ  ร่วมกับคนอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนที่มีการระบาดของโรคนี้
  • ฝึกฝนเด็กให้มีสุขนิสัยที่ดี และก็หลีกเลี่ยงการใส่นิ้วมือหรือของเล่นเด็กเข้าปาก
  • ทําความสะอาดพื้น เครื่องใช้สอยเสื้อผ้าที่บางทีอาจปนเปื้อนเชื้อ ด้วยนํ้ายาฆ่าเชื้อที่ใช้ทั่วไปในบ้าน
  • บิดามารดาผู้ดูแลช่วยตรวจดูอาการของบุตรหลานแต่ละวัน ถ้าเกิดมีแผลในปากหลายแผล โดยยิ่งไปกว่านั้นถ้าเจ็บมากจนทำให้ไม่ค่อยกินอาหาร ให้ช่วยแจ้งแก่โรงเรียนเพื่อมีการปฏิบัติการควบคุมโรคที่เหมาะสม
  • สำหรับพ่อแม่ผู้ดูแลที่จะพาบุตรหลานที่เป็นเด็กตัวเล็กๆไปต่างประเทศที่มีการระบาด สามารถเดินทางได้ตามธรรมดา โดยให้ประพฤติตัวตามความถูกอนามัยที่ดี หลีกเลี่ยงพาลูกหลานไปสถานที่แออัดคับแคบ รวมทั้งหากลูกหลานมีอาการเจ็บไข้ที่สงสัยโรคมือ เท้า ปาก ให้พาไปพบแพทย์


สมุนไพรที่ใช้รักษา/ทุเลาอาการของโรคมือเท้าปาก สมุนไพรที่สามารถประยุกต์ใช้ทุเลาอาการโรคมือเท้าปากนั้นมีดังนี้ ถ้ามีแผลในปากก็สามารถใช้กลีเซอรีนพญายอหยอดรอบๆแผลได้ ด้วยเหตุว่าในใบพญายอมีสารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ ทำให้แผลหายเร็วขึ้นแล้วก็ไม่มีอันตราย ไม่เป็นผลข้างเคียง
            สมุนไพรในโรค มือ-เท้า-ปากหมายถึงฟ้าทลายขโมย (Andrographis paniculata (Burm.F.) Nees.) เป็นงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยที่ทำในประเทศจีน โดยนักค้นคว้าได้สกัดสารสำคัญของฟ้าทลายมิจฉาชีพและก็ทำให้อยู่ในรูปแบบของยาฉีดเป็นAndrographolide Sulfonate injection
งานค้นคว้านี้ทำในเด็กที่เป็นโรค มือ-เท้า-ปาก อายุ 1-13 ปี จำนวน 230 คน โดยแบ่งเป็น 2 กรุ๊ป กลุ่มแรกจะได้รับการรักษาแบบแผนเดิมร่วมกับ สารสกัดฟ้าทะลายมิจฉาชีพในต้นแบบบาฉีด (Andrographolide Sulfonate injection) อีกกลุ่มจะได้รับการรักษาแบบแผนเดิม โดยติดตามผล 7-10 วัน ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยพบว่า กลุ่มแรกจะเจออาการเข้าแทรกแบบรุนแรงน้อยกว่ากรุ๊ปลำดับที่สองอย่างเป็นจริงเป็นจัง นอกเหนือจากนี้ยังเป็นเหตุให้ไข้ต่ำลงได้เร็วขึ้น ทำให้แผลที่ผิวหนังรวมทั้งแผลในปากหายมากกว่ากลุ่มสุดที่รักษาแบบแผนเดิม และไม่พบการตายรวมทั้งผลกระทบที่ร้ายแรงในกลุ่มทดลองอีกด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ดร.ภก.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์.โรคมือเท้าปากในเด็ก.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาจุลชีววิทยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Chang L, Lin T, Huang Y, et al. Comparison of enterovirus 71 and coxsackie-virus A16 clinical illnesses during the Taiwan enterovirus epidemic, 1998. Pediatr Infect Dis J 1999;18(12): 1092-6.
  • Abzug MJ. Hand-Foot-and-Mouth Disease. Kliegman: Nelson Textbook of Pediatrics, 19th ed.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.โรคมือ-เท้า-ปาก.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 326.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.มิถุนายน.2549
  • โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand-Food-and-Mouth Disease; HEMD) และโรคจากเชื้อ Enterovirus 71 (EV-71) .หน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand-foot-and-mouth-disease)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 1121-1123. http://www.disthai.com/
  • Alsop J. Hand-foot-and-mouth disease in Birmingham in 1959. Br Med J 1960;2:1708.
  • Shelley WB, Hashin M, Shelley ED. Acyclovir in the treatment of hand-foot-and-mouth disease.Cutis 1996;57:232-4.
  • โรคมือ เท้า ปาก พ.ศ.2555. หมอชาวบ้าน(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Ho M, Chen E, Hsu K, et al. An epidemic of enterovirus 71 infection in Taiwan. N Engl J Med 1999; 341(13): 929-35.
  • Jennifer CH, Antoinette FH. Hand-food-and-mouth disease. In: Freedberg IM, Eisen AZ, editors. Fitzpatrick’s Dermatology in General Medicine. 5th ed. New York: McGraw-Hill; 1999. p. 2403-7.
  • สมุนไพรที่เคยมีการทำวิจัยในโรคมือเท้าปาก.อภัยภูเบศสาร.ปีที่ 12 .ฉบับที่133.กรกฎาคม.2557
  • Luan YC, Tzou YL, Yhu CH, Kou CT, Shin RS, Ming LK, et al. Comparison of enterovirus 71 and coxsackie virus A16 clinical illnesses during the Taiwan enterovirus epidemic, 1998.Pediatr Infect Dis J 1999;18:1092-6.
  • Robinson CR. Report on an outbreak of febrile illness with pharyngeal lesions and examthem. Toronto, Summer 1957-isolation group A Coxsackie virus. Can Med Assoc J 1958;79:615.
  • Theokiss Z, Joel DK. Enterovirus infection. Pediatrics in Review 1998;19:183-91.
  • พญ.ชนิกานต์ คีรีวิเชียร,พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ.โรคมือเท้าปาก (Hand-Food-and-Mouth-Disease).คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.กันยายน 2545.หน้า 1- 9
  • โรคมือเท้าปาก-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก


4

สมุนไพรต้นหญ้าถอดปล้อง
หญ้าถอดบ้อง Equisetum debile Roxb.
บางถิ่นเรียกว่า ต้นหญ้าถอดบ้อง หญ้านางเงือก หญ้าหูหนวก (เหนือ) เครือเซาะปอยวา แยปอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) หญ้าข้อ หญ้าสองบ้อง (กลาง).
    พืชล้มลุก ลำต้นสีเขียว ตั้งชัน สูง 30-100 ซม. มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-5 มิลลิเมตร เป็นปล้องๆภายในกลวง ข้างนอกมีร่องตามแนวยาว. ใบ ชิดกันเป็นทรงกระบอกห่อหุ้มรอบข้อ ยาว 4-12 มม. สีเขียว ขอบแยกเป็นแฉกๆสีน้ำตาล หรือ ขาว แฉกกลุ่มนี้แห้งและก็ร่วงง่าย แตกกิ่งตามข้อๆละ 1-4 กิ่ง. อวัยวะสืบพันธุ์ เกิดที่ยอด เป็นรูปขอบขนานปนรูปรี สร้างหน่วยขยายพันธุ์เรียกสปอร์ สปอร์มีลักษณะกลม สีเขียว แล้วก็มีสายยาวๆ4 สาย พันอยู่บริเวณปลายของสายทั้ง 4 นี้ พองออกเป็นรูปตะบอง.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามริมสายธารทางภาคเหนือ.
สรรพคุณ : ต้น น้ำสุกอีกทั้งต้น รับประทานเป็นยาขับเยี่ยว เป็นยาเย็น ตำเป็นยาพอกรอยแผล พอกกระดูกที่เดาะ หรือ หัก แล้วก็พอกแก้ปวดตามข้อ

Tags : สมุนไพร

5

โรคออทิสติก (Autistic spectrum disorder)
โรคออทิสติกเป็นยังไง “ออทิสติก” (Autism Spectrum Disorder) เป็นโรคที่มีชื่อเรียกมากมาย และก็มีการเปลี่ยนการเรียกชื่อเป็นระยะ อาทิเช่น ออทิสติก (Autistic Disorder), ออทิสซึม (Autism), ออทิสติก สเปกตรัม (Autism Spectrum Disorder), พีดีดี (Pervasive Developmental Disorders; PDDs), พีดีดี เอ็นโอเอส (PDD, Not Otherwise Specified) แล้วก็แอสเพอร์เกอร์ (Asperger’s Disorder)  จนในขณะนี้จึงมีการตกลงใช้คำว่า “Autism Spectrum Disorder” ตามเกณฑ์คู่มือการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชฉบับล่าสุด DSM-5 ของชมรมจิตแพทย์อเมริกัน ซึ่งใช้อย่างเป็นทางการในระดับสากลตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 สำหรับในภาษาไทย ใช้ชื่อว่า “ออทิสติก” โรคออทิสติก(Autistic Disorder) หรือ ออทิสซึม(Autism) เป็นความไม่ปกติของวิวัฒนาการเด็กต้นแบบหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะส่วนตัว  เป็นโรคที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากความผิดปกติของสมอง ทำให้มีความบกพร่องของพัฒนาการหลายด้านเป็นกรุ๊ปอาการความแปลก 3 ด้านหลักเป็น

  • ภาษาแล้วก็การสื่อความหมาย
  • การผลิตความเกี่ยวข้องระหว่างบุคคล
  • ความประพฤติแล้วก็ความพึงพอใจแบบเฉพาะซ้ำเดิมซึ่งมักจะเกี่ยวพันกับงานประจำวันและก็การเคลื่อนไหว ซึ่งอาการพวกนี้กำเนิดในช่วงต้นของชีวิต มักเริ่มมีอาการก่อนอายุ 3 ปี


คำว่า “Autism” มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก ว่า “Auto” ซึ่งแสดงว่า Self หมายถึง แยกตัวอยู่ตามลำพังคนเดียวในโลกของตนเอง เปรียบมีกำแพงใส หรือกระจกเงา กั้นบุคคลเหล่านี้ออกมาจากสังคมรอบตัว
ประวัติความเป็นมา ปี พุทธศักราช2486 มีการรายงานคนไข้เป็นครั้งแรก โดยนายแพทย์ลีโอ แคนเนอร์ (Leo Kanner) จิตแพทย์ สถาบันจอห์น ฮอปกินส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา รายงานผู้เจ็บป่วยเด็กปริมาณ 11 คน ที่มีลักษณะอาการแปลกๆเป็นต้นว่า กล่าวเลียนเสียง พูดช้า ติดต่อไม่รู้เรื่อง ทำซ้ำๆเกลียดชังการเปลี่ยนแปลง ไม่สนใจบุคคลอื่น เล่นไม่เป็น รวมทั้งได้ติดตามเด็กอยู่นาน 5 ปี พบว่าเด็กเหล่านี้ต่างจากเด็กที่ขาดตกบกพร่องทางเชาวน์ ก็เลยเรียกชื่อเด็กที่มีลักษณะเช่นนี้ว่า “Early Infantile Autism”
ปี พ.ศ.2487 หมอฮานส์ แอสเพอร์เกอร์ (Hans Asperger) กุมารแพทย์ ชาวออสเตรีย อธิบายถึงเด็กที่มีลักษณะเข้าสังคมลำบาก หมกมุ่นอยู่กับการทำอะไรซ้ำๆแปลกๆกลับพูดเก่งมาก และก็ดูเหมือนจะชาญฉลาดด้วย เรียกชื่อเด็กที่มีลักษณะแบบนี้ว่า “Autistic Psychopathy” ปี พุทธศักราช2524 Lorna Wing เอามาอ้างอิงถึง ออทิสติกในความหมายของแอสเพอร์เกอร์ คล้ายกับของแคนเนอร์มาก นักวิจัยรุ่นหลานก็เลยสรุปว่า แพทย์ 2 คนนี้พูดถึงเรื่องเดียวกัน แต่ในรายละเอียดที่แตกต่าง ซึ่งในตอนนี้จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน คือ “Autism Spectrum Disorder”
                จากการเรียนรู้ระยะต้นพบอัตราความชุกของโรคออทิสติกราว 4-5 รายต่อ 10000 ราย แต่แถลงการณ์ในระยะหลังพบอัตราความชุกเยอะขึ้นเรื่อยๆในประเทศต่างๆทั่วทั้งโลก เป็น 20-60 รายต่อ 10000 ราย ความชุกที่มากขึ้นเรื่อยๆนี้ ส่วนหนึ่งมาจากความเข้าใจเรื่องออทิสติกที่มากขึ้น การใช้งานเครื่องมือในการวินิจฉัยที่ไม่เหมือนกัน รวมทั้งปริมาณผู้เจ็บป่วยที่อาจมีมากขึ้น โรคออทิสติกเจอในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงอัตราส่วนราว 2-4:1 อัตราส่วนนี้สูงขึ้นในกรุ๊ปเด็กที่มีลักษณะอาการน้อยรวมทั้งในทางตรงกันข้ามอัตราส่วนเพศชายต่อเพศหญิงต่ำลงในกลุ่มที่มีสภาวะปัญญาอ่อนรุนแรงร่วมด้วย
ต้นเหตุของโรคออทิสติก  มีความเพียรพยายามในการศึกษาเรียนรู้ถึงสาเหตุของออทิสติก แม้กระนั้นก็ยังไม่เคยรู้สาเหตุของความแตกต่างจากปกติที่แจ่มแจ้งได้ ในตอนนี้มีหลักฐานสนับสนุนกระจ่างว่าเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากรูปแบบการทำงานของสมองที่เปลี่ยนไปจากปกติ มากกว่าเป็นผลจากสภาพแวดล้อม
            ในอดีตเคยมั่นใจว่าออทิสติก มีเหตุมาจากการชุบเลี้ยงในลักษณะที่เย็นชา (Refrigerator Mother) (บิดามารดาที่ประสบความสำเร็จในเรื่องงาน จนถึงความเชื่อมโยงระหว่างพ่อแม่กับลูกมีความเหินห่างเย็นชา ซึ่งมีการเปรียบเทียบว่า เป็นบิดามารดาตู้เย็น) แต่จากหลักฐานข้อมูลในขณะนี้ยืนยันได้กระจ่างแจ้งว่า แบบอย่างการอุปถัมภ์ค้ำชูไม่ใช่ต้นสายปลายเหตุที่ทำให้เป็นออทิสติก แต่ว่าถ้าเกิดอุปถัมภ์ค้ำชูอย่างเหมาะสมก็จะช่วยให้เด็กพัฒนาดียิ่งขึ้นได้มาก
           แต่ในขณะนี้นักวิจัย/นักวิทยาศาสตร์ พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับต้นเหตุด้านกรรมพันธุ์สูงมาก มีความเชื่อมโยงกับโครโมโซมหลายตำแหน่ง อย่างเช่น ตำแหน่งที่ 15q 11-13, 7q และก็ 16p ฯลฯ และก็จากการเรียนรู้ในแฝด พบว่าแฝดราวกับ ซึ่งมีรหัสพันธุกรรมแบบเดียวกัน ได้โอกาสเป็นออทิสติกทั้งสองสูงขึ้นยิ่งกว่าแฝดไม่ราวกับอย่างแจ่มแจ้ง
                และก็การศึกษาทางด้านกายตอนรวมทั้งสารสื่อประสาทในสมองของคนเจ็บออทิสติก จากทั้งยังทางภาพถ่ายรังสี สัญญาณคลื่นสมอง สารเคมีในสมองรวมถึงชิ้นเนื้อ พบความไม่ปกติหลายสิ่งหลายอย่างในผู้เจ็บป่วยออทิสติกแต่ว่ายังไม่พบรูปแบบที่เฉพาะ ในทางกายวิภาคพบว่าสมองของผู้ป่วยออทิสติกมีขนาดใหญ่กว่าของคนทั่วๆไป รวมทั้งบางส่วนของสมองมีขนาดแตกต่างจากปกติ ตำแหน่งที่มีรายงานเจอความไม่ปกติของเนื้อสมอง อาทิเช่น brain stem, cerebellum, limbic system และ บางตำแหน่งของ cerebral cortex
                ยิ่งไปกว่านี้การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ในคนเจ็บออทิสติก พบความแตกต่างจากปกติร้อยละ 10-83 เป็นความไม่ดีเหมือนปกติของคลื่นไฟฟ้าสมองแบบไม่จำเพาะ  (non-specific abnormalities) อุบัติการณ์ของโรคลมชักในเด็กออทิสติกสูงกว่าของคนทั่วไปคือ เจอร้อยละ 5-38 ยิ่งไปกว่านี้ยังมีการเรียนเกี่ยวกับสารสื่อประสาทหลายชนิดโดยเฉพาะ  serotonin ที่พบว่าสูงขึ้นในผู้เจ็บป่วยบางราย แต่ว่าก็ยังไม่ได้ผลสรุปที่เด่นชัดถึงความเกี่ยวข้องของความไม่ดีเหมือนปกติพวกนี้กับการเกิดออทิสติก
                ในทุกวันนี้สรุปได้ว่า ปัจจัยจำนวนมากของออทิสติกมีต้นเหตุจากพันธุกรรมแบบหลายปัจจัย (multifactorial inheritance) ซึ่งมียีนที่เกี่ยวโยงหลายตำแหน่งและมีภูเขาไม่ไวรับ (susceptibility) ต่อการเกิดโรคจากการสัมผัสสภาพแวดล้อมต่างๆ
อาการโรคออทิสติก การที่จะรู้ดีว่าเด็กผู้ใดเป็นไหมเป็นออทิสติกนั้น  เริ่มแรกจะพินิจได้จากความประพฤติในวัยเด็ก    ซึ่งสังเกตเห็นได้ตั้งแต่ขวบปีแรก       บิดามารดาบางครั้งก็อาจจะมองเห็นตั้งแต่ความสัมพันธ์ทางสังคมกับคนอื่นๆ  ด้านการสื่อความหมาย    มีการกระทำที่ทำอะไรซ้ำๆ    การกระทำจะเริ่มแสดงชัดเจนมากเพิ่มขึ้นเมื่อเด็กอายุราว 2 ขวบครึ่ง หรือ 30  เดือน  โดยมีลักษณะปรากฏเด่นในเรื่องความชักช้าด้านการพูดและการใช้ภาษา      ด้านปฏิสัมพันธ์กับสังคมดูได้จากการที่เด็กจะไม่สบตา  ไม่แสดงออกทางสีหน้าแล้วก็อาการเหมือนไม่สนใจ  จะผูกสัมพันธ์หรือเล่นกับผู้ใด  และไม่สามารถแสดงออกทางอารมณ์ให้สมควรได้เมื่ออยู่ในสังคม   สามารถแยกเป็นด้าน อย่างเช่น

  • ความผิดพลาดในการมีความเกี่ยวข้องด้านสังคม (impairment in social interaction) ความผิดพลาดสำหรับการมีความสัมพันธ์ด้านสังคมเป็นอาการสำคัญของออทิสติก ซึ่งมีระดับความรุนแรงที่ต่างๆนาๆ ถึงแม้ว่าเด็กออทิสติกสามารถสร้างความผูกพันโดยเพียรพยายามที่จะอยู่ใกล้ผู้เลี้ยงดู แต่สิ่งที่ต่างจากเด็กทั่วไปเป็น การขาดความรู้สึกแล้วก็ความพึงพอใจร่วมกับคนอื่นๆ  (attention-sharing behaviours) ไม่สามารถที่จะเข้าใจหรือรับทราบว่าผื่อนกำลังคิดหรือรู้สึกอย่างไร ฯลฯ


ถึงแม้เด็กออทิสติกที่มีระดับปัญญาธรรมดา ก็ยังมีความผิดพลาดในด้านการเข้าสังคม อย่างเช่น ไม่รู้จักกรรมวิธีเริ่มหรือจบทบพูดคุย บิดามารดาบางคนอาจมองเห็นความผิดปกติในด้านสังคมตั้งแต่ในขวบปีแรก และก็เมื่อเด็กเข้าสู่วัยศึกษา อาการจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น เนื่องจากเหตุการณ์ด้านสังคมที่ซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง เด็กจะไม่อาจจะรู้เรื่องหรือรับทราบว่าคนอื่นกำลังคิดหรือรู้สึกเช่นไรเข้ากับเพื่อนฝูงได้ยาก มักถูกเด็กอื่นเห็นว่าแปลกหรือเป็นตัวตลกโปกฮา

  • ความผิดพลาดสำหรับเพื่อการติดต่อสื่อสาร (impairment in communication) เด็กออทิสติกส่วนมากมีปัญหาพูดช้า ซึ่งเป็นอาการนำสำคัญที่ทำให้ผู้ดูแลพาเด็กมาพบแพทย์ การใช้ภาษาของเด็กออทิสติกมักเป็นในรูปแบบของการท่องบ่อยๆและไม่สื่อความหมาย อาจมีการพูดซ้ำคำท้ายประโยค ใช้คำสรรพนามผิดจำเป็นต้องพูดจาวกวนอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือใช้น้ำเสียงทำนองเพลงการพูดที่เปลี่ยนไปจากปกติ


เด็กออทิสติดบางบุคคลเริ่มกล่าวคำแรกเมื่ออายุ 2-3 ปี การใช้ภาษาในตอนแรกจะเป็นการพูดทวนสิ่งที่ได้ยิน ส่วนในเด็กที่หรูหราสติปัญญาธรรมดาหรือใกล้เคียงธรรมดาจะมีพัฒนาการทางภาษาที่ค่อนข้างจะดี และสามารถใช้ประโยคสำหรับในการติดต่อได้เมื่ออายุโดยประมาณ 5 ปี เมื่อถึงวัยศึกษาความผิดพลาดด้านภาษายังคงมีอยู่ โดยยิ่งไปกว่านั้นการคุยกันตอบโต้ อาจพูดจาวนเวียน พูดเฉพาะในเรื่องที่ตนพอใจ และก็มีปัญหาที่ภาษาที่เป็นนามธรรม หรือพูดไม่ออกกาลเทศะ

  • ความประพฤติรวมทั้งความพอใจแบบเฉพาะซ้ำเดิมเพียงแค่ไม่กี่ประเภท (restricted, repetitive and stereotypic behaviors and interests) พฤติกรรมซ้ำๆเป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัด จึงช่วยสำหรับการวินิจฉัยโรคก้าวหน้า การกระทำที่ถูกกล่าวมาแล้วเหล่านี้อาจเป็นความประพฤติทางกายรวมทั้งการเคลื่อนไหวที่จำกัดอยู่กับความสนใจในกิจกรรมหรือข้าวของไม่กี่จำพวก เป็นต้นว่า การสะบัดมือ หมุนข้อเท้า โยกหัว หมุนวัตถุ เปิดปิดไฟ กดชักโครก รวมทั้งเมื่อมีความระทึกใจหรือมีภาวะกดดัน การเคลื่อนไหวบ่อยๆพบได้บ่อยได้มากขึ้น เด็กออทิสติกบางคนสนใจในเนื้อหานิดๆหน่อยๆที่ผู้อื่นมองข้าม


เด็กออทิสติกแบบ  high functioning ที่เป็นเด็กโตให้ความสนใจบางเรื่องอย่างจำกัด โดยสิ่งที่พึงพอใจนั้นอาจเป็นเรื่องที่เด็กธรรมดาพึงพอใจ แต่ว่าเด็กกลุ่มนี้มีความหมกมุ่นกับประเด็นนั้นเป็นอย่างมาก ดังเช่นว่า จดจำรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งนั้นได้ รวมทั้งคุยเกี่ยวกับหัวข้อนั้นอยู่เป็นประจำ ในเด็กกลุ่มนี้เมื่อโตขึ้นสิ่งที่พอใจอาจเป็นความรู้ทางด้านวิชาการบางสาขา ดังเช่น คณิต คอมพิวเตอร์ และก็วิทยาศาสตร์สาขาต่างๆซึ่งความรู้เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าเมื่อยู่ในสถานที่เรียน จึงช่วยให้เด็กออทิสติกเข้าร่วมสังคมในโรงเรียนเจริญขึ้น
นอกเหนือจากนั้นเด็กออทิสติกอาจจะซุกซนมากรวมทั้งมีสมาธิสั้นต่อสิ่งที่ไม่ได้พึงพอใจเป็นพิเศษ จนบางทีได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นเด็กซุกซนสมาธิสั้น (Attention deficit and hyperactivity disorder หรือ ADHD) โดยเฉพาะเมื่ออาการของออทิสติกไม่ชัดแจ้ง ในเด็กที่มีวิวัฒนาการช้าอย่างยิ่งอาจพบพฤติกรรมรังควานตนเอง อาทิเช่น กระแทกศีรษะหรือกัดตนเอง เป็นต้น
ในด้านสติปัญญา เด็กออทิสติกบางคนมีความรู้ความสามารถพิเศษในด้านความจำหรือคำนวณโดยเฉพาะกรุ๊ป high functioning บางทีอาจสามารถจำตัวหนังสือแล้วก็นับเลขได้ตั้งแต่อายุ 2-3 ปี เด็กบางกลุ่มสามารถอ่อนหนังสือได้ก่อนอายุ 5 ปี (hyperlexia)
แนวทางการรักษาโรคออทิสติก ในการตรวจวินิจฉัยว่าเด็กเป็นออทิสติกหรือเปล่า  ไม่มีเครื่องตวงที่เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์   แต่อาจมีการตรวจประกอบการวิเคราะห์จากความประพฤติปฏิบัติ
                โดยเกณฑ์การวินิจฉัยโรคออทิสติกตามระบบ Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders (DSM) เริ่มมีตั้งแม้กระนั้น DSM-III (พุทธศักราช 2523) แล้วก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็น DSM-IIIR (พุทธศักราช 2530) ในขณะนี้ใช้หลักเกณฑ์การวิเคราะห์ตาม DSM-IV (พ.ศ. 2537) โดยคำว่า pervasive developmental disorder (PDD) หมายความว่าความผิดปกติในด้านพัฒนาการหลายด้าน ซึ่งแบ่งการวิเคราะห์ PDD เป็น 5 ชนิด ได้แก่ autistic disorder, Rett’s disorder, childhood disintegrative disorder, Asperger’s disorder รวมทั้งpervasive developmental disorder not otherwise specified (PDD-NOS ในตอนนี้ได้รวมออทิสติกเป็นกรุ๊ปโรคที่มีความมากมายของลักษณะทางคลินิก (autistic spectrum disorder ASD) แล้วก็มีคำที่เรียกกรุ๊ปออทิสติกที่มีความบกพร่องน้อยกว่า  high-functioning autism

     โดยหมอจะมองอาการเบื้องต้นว่ามีปัญหาด้านความก้าวหน้าหรือเปล่า ซึ่งอาการของเด็กที่มีความก้าวหน้าช้าจะมีลักษณะดังต่อไปนี้
โรคออทิสติก (Autistic disorder/Autism)  สามารถวินิจฉัยได้โดยการสังเกตความประพฤติ ซึ่ง มีอาการครบ 6 ข้อ โดยมีลักษณะจากข้อ (1) ขั้นต่ำ 2 ข้อ และก็มีลักษณะอาการ จากข้อ (2) และก็ข้อ (3) ขั้นต่ำข้อละ 2 อาการ ดังนี้


  • ความผิดปกติของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างน้อย 2 ข้อ ดังต่อไปนี้
  • ไม่สามารถใช้ภาษาท่าทางสื่อสารทางสังคมกับบุคคลอื่น เช่น การสบตา การแสดงอารมณ์ความรู้สึกทางสีหน้า และภาษาท่าทางอื่นๆ เพื่อการสื่อสาร
  • ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลให้เหมาะสมตามวัย
  • ขาดความสามารถในการแสวงหาการมีกิจกรรม ความสนใจ และความสนุก สนานร่วมกับผู้อื่น
  • ขาดทักษะการสื่อสารทางสังคมและทางอารมณ์กับบุคคลอื่น
  • ความผิดปกติด้านการสื่อสารอย่างน้อย 1 ข้อ ดังต่อไปนี้
  • มีความล่าช้าหรือไม่มีการพัฒนาในด้านภาษาพูด
  • ในรายที่สามารถพูดได้แล้วแต่ไม่สามารถที่จะเริ่มต้นบทสนทนาหรือโต้ตอบบทสนทนากับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม
  • พูดซ้ำๆ หรือมีรูปแบบจำกัดในการใช้ภาษา เพื่อสื่อสารหรือส่งเสียงไม่เป็นภาษา (ภาษาต่างดาว) อย่างไม่เหมาะสม
  • ไม่สามารถเล่นสมมุติหรือเล่นลอกตามจินตนาการได้เหมาะสมกับระดับพัฒนา การ
  • มีพฤติกรรม ความสนใจ และกิจกรรมที่ซ้ำๆ และจำกัด อย่างน้อย 1 ข้อ ดังต่อไปนี้
  • มีความสนใจที่ซ้ำๆ อย่างผิดปกติ
  • มีกิจวัตรประจำวันหรือกฎเกณฑ์ที่ต้องทำโดยไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ถึงแม้นว่ากิจวัตรหรือกฎเกณฑ์นั้นจะไม่มีประโยชน์
  • มีการเคลื่อนไหวร่างกายซ้ำๆ เช่น สะบัดมือ เล่นมือ หมุนตัว
  • สนใจเพียงบางส่วนของวัตถุ
  • พบความผิดปกติอย่างน้อย 1 ด้านดังต่อไปนี้ (โดยอาการเกิดก่อนอายุ 3 ขวบ)
  • ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
  • การใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย
  • การเล่นสมมติหรือการเล่นตามจินตนาการ
  • ความผิดปกติที่พบไม่เข้าเกณฑ์วินิจฉัยของความผิดปกติจากโรคอื่นๆ เช่น กลุ่มอาการดาวน์ (Down’s syndrome)
การรักษา แม้ว่าในปัจจุบันนี้ยังไม่มียาหรือวิธีการรักษาออทิสติกให้หายขาดได้ แต่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าการได้รับการรักษาก่อนอายุ 3 ปี  (early intervention) โดยการกระตุ้นพัฒนาการปรับพฤติกรรมฝึกพูดและให้การศึกษาที่เหมาะสม ช่วยให้เด็กมีอาการดีขึ้น แต่ไม่มีวิธีใดที่ดีที่สุดหรือเหมาะสมสำหรับเด็กทุกคนดังนั้นจึงต้องเลือดและปรับการรักษาให้เหมาะสมในแต่ละราย  และการรักษาออทิสติกให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานเท่าไหร่ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด เพราะการรักษาให้ประสบผลสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกันไปของผู้ป่วย เช่น ความรุนแรงของโรค ความผิดปกติซ้ำซ้อนที่เกิดกับเด็ก อาการเจ็บป่วยทางกายของเด็ก อายุที่เด็กเริ่มเข้ารับการรักษา รูปแบบการเลี้ยงดู  หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก เป็นต้น นอกจากนี้ แพทย์ต้องเฝ้าระวังอาการของเด็กร่วมด้วย เนื่องจากเด็กอาจมีความผิดปกติด้านพฤติกรรมเพิ่มขึ้นมาระหว่างรับการรักษา แพทย์จึงต้องปรับวิธีการรักษาให้เหมาะสมตลอดช่วงอายุของเด็กอยู่เสมอ
อีกทั้งการดูแลรักษาออทิสติก จำเป็นต้องอาศัยทีมงานผู้เชี่ยวชาญจากสหวิชาชีพ (Multidisciplinary Team Approach) ซึ่งประกอบด้วย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น (Child and Adolescent Psychiatrist) นักจิตวิทยา (Psychologist) พยาบาลจิตเวชเด็ก (Child Psychiatric Nurse) นักเวชศาสตร์การสื่อความหมาย (Speech Therapist) นักกิจกรรมบำบัด (Occupational Therapist) ครูการศึกษาพิเศษ (Special Educator) นักสังคมสงเคราะห์ (Social Worker) ฯลฯ
แต่หัวใจสำคัญของการดูแลรักษาไม่ได้อยู่ที่ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่อยู่ที่ครอบครัวด้วยว่าจะสามารถนำวิธีการบำบัดรักษาต่างๆ ที่ได้รับ มาประยุกต์ใช้ที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องหรือไม่
โดยวิธีการรักษาที่เหมาะสมคือ บูรณาการ การรักษาด้านต่างๆเข้าด้วยกันตามความจำเป็นของเด็กแต่ละคน วิธีการรักษา ได้แก่

  • การปรับพฤติกรรมและฝึกทักษะทางสังคม เพื่อเพิ่มพฤติกรรมที่เหมาะสมและลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การลดพฤติกรรมซ้ำๆ การลดพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง ซึ่งแนวคิดพื้น ฐานของพฤติกรรมบำบัดคือ ถ้าผลที่ตามมาหลังเกิดพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ชอบก็จะทำให้พฤติกรรมเพิ่มขึ้น แต่ถ้าผลที่เกิดขึ้นหลังพฤติกรรมเป็นสิ่งที่ไม่ชอบก็จะทำให้พฤติกรรมลดลง โดยมีเทคนิคการปรับพฤติกรรมที่หลากหลาย เช่น การให้รางวัลหรือคำชมเมื่อมีพฤติกรรมที่เหมาะสม การเพิกเฉยเมื่อเด็กงอแง หรือการเบี่ยงเบนความสนใจเด็กไปยังสิ่งอื่นที่เด็กชอบในขณะที่เด็กงอ แง เป็นต้น
  • การฝึกพูด เป็นการรักษาที่สำคัญโดยเฉพาะในรายที่มีพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อความหมายล่าช้า การฝึกการสื่อสารได้เร็วเท่าไหร่จะทำให้เด็กเรียนรู้จากการใช้ภาษาได้เร็วเท่า นั้น และช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวที่เกิดจากการไม่สามารถสื่อสารความต้องการได้
  • การส่งเสริมพัฒนาการ ส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นที่ล่าช้าควบคู่กับการพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร สังคม และการปรับพฤติกรรม
  • การศึกษาพิเศษ มีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาทักษะสังคม การสื่อสาร และพัฒนาการด้านอื่นๆ ควรจัดบริการการศึกษาที่มีระบบชัดเจน ไม่มีสิ่งเร้าที่มากเกินไป และมีครูการศึกษาพิเศษดูแลโดยควรวางแผนการศึกษาร่วมกันระหว่างผู้ปกครองและโรงเรียน ควรจัดกิจกรรมและการเรียนการสอนช่วงหยุดเรียนภาคฤดูร้อนเพื่อให้เด็กมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เมื่อเด็กสามารถพัฒนาความสามารถด้านการช่วยเหลือตัวเอง ภาษา สังคม และจัดการกับปัญหาพฤติกรรมที่รบกวนได้แล้ว สามารถเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติได้เพื่อพัฒนาความ สามารถทางสังคมต่อไป โดยมีการจัดแผนการสอนเฉพาะบุคคล (Individual Educational Plan; IEP) และนำกระบวนการส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมไปประยุกต์ใช้ร่วมกับการศึกษาด้วย

    หากมีข้อจำกัดด้านพัฒนาการ หรือปัญหาพฤติกรรม ก็จำเป็นต้องเรียนในห้องเรียนพิ เศษเฉพาะเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ชั้นเรียนปกติต่อไป
    นอกจากนี้ยังมีการรักษาด้วยยา เป็นการรักษาเพื่อลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและช่วยให้ฝึกเด็กได้ง่ายขึ้นแต่ควรคำนึงเสมอว่า การรักษาด้วยยานี้ ไม่ได้เป็นการรักษาอาการหลักของโรค
    บรรดายาชนิดต่างๆ ที่ใช้เพื่อบรรเทาอาการบางอย่างของโรคออทิสติกนั้น ส่วนใหญ่เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบสมอง เช่น ยากระตุ้นประสาทส่วนกลาง ยาต้านอาการซึมเศร้า ยาต้านลมชัก เป็นต้น ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นการสั่งจ่ายให้กับผู้ป่วยโดยที่ยังไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ให้รักษาโรคนี้ได้
    ปัจจุบันมียาเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยา แห่งสหรัฐอเมริกาให้ใช้ในผู้ป่วยออทิสติกได้คือ ยา risperidone (มีชื่อทางการค้าว่า Risperdal®) ซึ่งได้รับอนุมัติให้ใช้บรรเทาอาการหงุดหงิด ฉุนเฉียว ก้าวร้าว หรือการทำร้ายตนเอง ของผู้ป่วยโรคออทิสติกที่มีอายุระหว่าง 5-16 ปี
    ยาชนิดนี้เป็นยารักษาโรคจิตเภทมา 10 กว่าปีแล้ว และพบผลข้างเคียงได้บ้าง ตัวอย่างผลข้างเคียงที่พบได้แก่ ง่วงนอน ท้องผูก อ่อนเพลีย เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เจริญอาหารและน้ำหนักเพิ่ม น้ำลายไหล ปากแห้ง มือสั่น ซึม เป็นต้น
    นอกจากนี้ บางคนอาจพบมีน้ำนมไหลออกมาจากเต้านม ขี้โมโหมากขึ้น หัวใจเต้นผิดปกติ และกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติได้ โดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักเพิ่มนี้พบได้บ่อย ทำให้เด็กเจริญอาหาร กินเก่ง น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เด็กส่วนใหญ่เมื่อได้ใช้ยานี้แล้วมักจะช่วยให้นอนง่าย นอนเร็วขึ้น หลับตลอดทั้งคืน สมาธิและอารมณ์ดีขึ้น
    ขนาดยาที่ใช้ เด็กที่มีน้ำหนักตัว 15-19 กิโลกรัม ควรเริ่มต้นด้วยขนาดยาวันละ 0.25 มิลลิกรัม และถ้าน้ำหนักตัวตั้งแต่ 20 กิโลกรัมขึ้นไป ควรใช้ยาวันละ 0.50 มิลลิกรัม โดยให้ใช้วันละ 1 ครั้ง ตอนเย็นหรือก่อนนอน และอาจเพิ่มขนาดยานี้ได้ทุกๆ 2 สัปดาห์ครั้งละ 0.25-0.50 มิลลิกรัม จนกว่าจะได้ผลดีที่สุด ซึ่งขนาดยาที่ได้ผลดี จะอยู่ระหว่าง 0.5-3.0 มิลลิกรัม/วัน
    ประเทศไทยมีทั้งชนิดเม็ด ขนาดเม็ดละ 1 และ 2 มิลลิกรัม/เม็ด และมีชนิดน้ำ ขนาด 30 มิลลิลิตร (โดยมีความเข้มข้นของ 1 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร)
    ภาวะแทรกซ้อนของโรคออทิสติก

  • ปัญญาอ่อน เด็กกลุ่มโรคออทิสติก 70% มีสภาวะปัญญาอ่อนร่วมด้วยเว้นเสียแต่ โรค Asperger’s disorder จะหรูหราเชาวน์ปัญญาปกติ
  • ชัก เด็กกรุ๊ปโรคออทิสติก ได้โอกาสชักสูงขึ้นมากยิ่งกว่าพลเมืองทั่วๆไป และพบว่าการชักสัมพันธ์กับ IQ ต่ำ โดย 25% ของเด็กกรุ๊ปที่มี IQ ต่ำจะพบอาการชัก แต่ว่าพบอาการชักในกลุ่มมี IQ ปกติเพียงแค่ 5% ส่วนใหญ่อาการชักมักเริ่มในวัยรุ่น โดยช่วงอายุที่มีโอกาสชักมากที่สุดคือ 10 -14 ปี
  • ความประพฤตินิสัยไม่ดีและการกระทำทำร้ายตนเอง พบบ่อย มีต้นเหตุที่เกิดจากการไม่สามารถติดต่อความอยากได้ได้ แล้วก็กิจวัตรประจำวันที่ปฏิบัติเสมอๆไม่สามารถที่จะทำได้ตามปกติ พบปัญหานี้หลายครั้งขึ้นในช่วงวัยรุ่น ส่วนความประพฤติทำร้ายตนเองมักพบในโรคกรุ๊ปที่มี IQ ต่ำ
  • ความประพฤติซุกซน/อยู่ไม่นิ่ง/ใจร้อน/ขาดสมาธิ มักพบ มีผลกระทบต่อปัญ หาการเรียน แล้วก็วิธีการทำกิจกรรมอื่นๆ
  • ปัญหาด้านการนอน เจอปัญหาเกี่ยวกับการนอนได้หลายครั้งในเด็กกรุ๊ปโรคออทิสติกโดยเฉพาะปัญหานอนยาก นอนน้อย แล้วก็นอนไม่ตรงเวลา
  • ปัญหาการกิน กินยาก/เลือกรับประทาน หรือกินอาหารเพียงบางชนิด หรือรับประทานสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร
  • เนื้องอก ทูเบอรัส สเคลอโรซิส (Tuberous Sclerosis) โรคที่เกี่ยวเนื่องกับความไม่ปกติทางพันธุกรรม ถือเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้น้อย โดยทูเบอรัส สเคลอโรซิสกระตุ้นให้เกิดก้อนเนื้อนิ่มๆงอกขึ้นมาที่อวัยวะรวมทั้งสมองของเด็ก แม้ว่าจะไม่มีมูลเหตุแจ่มแจ้งว่าเนื้องอกเกี่ยวกับอาการออทิสติกเช่นไร แม้กระนั้นจากศูนย์ควบคุมรวมทั้งคุ้มครองโรค (Centers for Disease Control and Prevention) รายงานว่าเด็กออทิสติกมีอัตราการเป็นทูเบอรัส สเคลอโรซิสสูง


การติดต่อของโรคออทิสติก โรคออทิสติกเป็นโรคที่ยังไม่ทราบต้นเหตุการเกิดโรคที่เด่นชัดแน่นอนแม้กระนั้นส่งผลการศึกษาวิจัยจำนวนไม่น้อยกล่าวว่า เกี่ยวกับปัจจัยด้านกรรมพันธุ์ รวมทั้งข้อผิดพลาดเปกติของสมอง ซึ่งโรคออทิสติกนี้ ไม่ได้ถูกกล่าวว่าเป็นโรคติดต่อ เนื่องจากไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนอะไร
กรรมวิธีดูแลช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยออทิสติก ด้วยเหตุว่าโรคออทิสติกพบได้มากมากในเด็ก โดยเหตุนี้จึงต้ออาศัยการดูแลและรักษาแบบบูรณาการโดยใช้วิธีบำบัดรักษาหลายๆวิธี รวมทั้งใช้บุคคลหลายท่านที่จะจะต้องมีความเชื่อมโยงในชีวิตประจำวั

6

โรคพาร์กินสัน (Parkinson ‘s disease)

  • โรคพาร์กินสัน คืออะไร ทุกท่านคงเคยพบเห็นผู้สูงอายุ ซึ่งอาจเป็นคนในครอบครัว หรืออื่นๆที่พบเห็นทั่วไป มีอาการ แขนและมือสั่นข้างใดข้างหนึ่ง หรืออาจ ๒ ข้าง ซึ่งมักสั่นในท่าพักที่ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไร มีอาการเคลื่อนไหวเชื่องช้า และมีอาการทรงตัวผิดปกติ  โดยปกติร่างกายคนเราเมื่อเข้าสู่วัยชราก็เป็นธรรมดาที่โรคภัยไข้เจ็บจะมาเยือนอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ซึ่งหนึ่งในจำนวนหลาย ๆ โรคที่เกิดได้แก่ "โรคพาร์กินสัน" ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลางที่จะส่งผลให้เกิดอาการสั่น เกร็ง และเคลื่อนไหวช้า

    โรคพาร์กินสันมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โรคสันนิบาต หรือโรคสั่นสันนิบาต (Parkinson’s disease) หรือโรคที่คนไทยสมัยโบราณรู้จักกันในชื่อ “โรคสันนิบาตลูกนก” เป็นโรคทางสมองที่เกิดจากเซลล์สมองในบางตำแหน่งเกิดมีการตายโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จึงทำให้สารสื่อประสาทในสมองที่มีชื่อว่า “โดพามีน” (Dopamine) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายมีการตายและลดจำนวนลง จึงทำให้ร่างกายของผู้ป่วยเกิดอาการสั่น แขนขาเกร็ง เคลื่อนไหวร่างกายช้า และสูญเสียการทรงตัว ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างช้า ๆ และในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้  ชื่อโรคพาร์กินสัน ได้มาจากชื่อของแพทย์ชาวอังกฤษชื่อ นายแพทย์เจมส์ พาร์กินสัน ซึ่งเป็นแพทย์คนแรกที่ได้อธิบายถึงลักษณะอาการของโรคนี้ในปี พ.ศ.๒๓๖๐ โรคพาร์กินสันมักพบในผู้ป่วยสูงอายุ โดยมากจะพบตั้งแต่อายุ ๖๐ ปีขึ้นไป โดยพบในผู้ป่วยเพศหญิงมากกว่าเพศชายเล็กน้อย
    ในอดีตคนไทยน้อยคนที่จะรู้จักโรคนี้ ในยุคปัจจุบัน (ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๐เป็นต้นมา) คนไทยมีอายุเฉลี่ยยืนยาวกว่าเดิมมาก คือ ผู้ชายอายุเฉลี่ยถึง ๖๗.๔ ปี ส่วนผู้หญิงอายุเฉลี่ย ๗๑.๗ ปี (อดีตคนไทยเราอายุเฉลี่ยเพียง ๔๕ ปี) ดังนั้นโรคในผู้สูงอายุจึงพบบ่อยขึ้นมากในคนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคทางระบบประสาทอย่างโรค  โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease)
    เนื่องจากโรคพาร์กินสันเป็นโรคที่พบได้บ่อยและมีปัญหาต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมาก จึงได้มีการจัดตั้ง “วันโรคพาร์กินสัน” ขึ้น ซึ่งตรงกับวันที่ 11 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันเกิดของนายแพทย์ชาวอังกฤษ ชื่อ “เจมส์ พาร์กินสัน” (James Parkinson; เป็นแพทย์คนแรกที่ได้อธิบายลักษณะของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ในปี พ.ศ.2360 ในบทความที่ชื่อว่า “Shaking Palsy”) และมีการใช้ดอกทิวลิปสีแดงเป็นสัญลักษณ์

  • สาเหตุของโรคพาร์กินสัน สาเหตุของการเกิดพาร์กินสันในผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบชัดเจน มีส่วนน้อยที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม โรคนี้ยังไม่มีวิธีสำหรับป้องกัน และมียารักษาอาการต่างๆ แต่ยังไม่มียาที่จะรักษาให้โรคหายขาดได้ ประมาณ 5% ของผู้ป่วยที่เป็นโรคพาร์กินสันมีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทราบตำแหน่งบนโครโมโซม (Chromosome) ชัดเจน และสามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จะปรากฏอาการของโรคพาร์กินสันก่อนอายุ 45 ปี ซึ่งแตกต่างจากผู้ป่วยที่ไม่ได้มีสาเหตุจากพันธุกรรมเป็นหลัก ที่จะปรากฏอาการเมื่ออายุมากกว่า 60 ปีไปแล้ว  สำหรับสาเหตุการเกิดโรคที่เหลือไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่สัญนิษฐานได้ว่าเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้
  • ความชราภาพของสมอง มีผลทำให้เซลล์สมองที่สร้างสารโดปามีน (เกิดจากกลุ่มเซลล์ประสาทที่มีสีดำที่อยู่บริเวณก้านสมอง โดยทำหน้าที่สำคัญในการสั่งร่างกายให้เคลื่อนไหว) มีจำนวนลดลง โดยมากพบในผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิง และจัดว่าเป็นกลุ่มที่ไม่มีสาเหตุจำเพาะแน่นอน นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มที่พบบ่อยที่สุด
  • ยากล่อมประสาทหลัก หรือยานอนหลับที่ออกฤทธิ์กดหรือต้านการสร้างสารโดปามีน โดยมากพบในผู้ป่วยโรคทางจิตเวชที่ต้องได้รับยากลุ่มนี้เพื่อป้องกันการคลุ้มคลั่ง รวมถึงอาการอื่น ๆ ทางประสาท แต่ปัจจุบันยากลุ่มนี้ลดความนิยมในการใช้ลง แต่ปลอดภัยสูงกว่าและไม่มีผลต่อการเกิดโรคพาร์กินสัน
  • ยาลดความดันโลหิตสูง ในอดีตมียาลดความดันโลหิตที่มีคุณสมบัติออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลาง จึงทำให้สมองลดการสร้างสารโดปามีน แต่ในระยะหลัง ๆ ยาควบคุมความดันโลหิตส่วนใหญ่จะมีฤทธิ์นอกระบบประสาทส่วนกลาง แต่มีผลทำให้ขยายหลอดเลือดส่วนปลาย จึงไม่ส่งต่อสมองที่จะทำให้เกิดโรคพาร์กินสันต่อไป
  • หลอดเลือดในสมองอุดตัน ทำให้เซลล์สมองที่สร้างโดปามีนมีจำนวนน้อย หรือหมดไป
  • สารพิษทำลายสมอง ได้แก่ สารแมงกานีสในโรงงานถ่านไฟฉาย พิษจากสารคาร์บอนมอนนอกไซด์
  • สมองขาดออกซิเจน ในกรณีที่จมน้ำ ถูกบีบคอ เกิดการอุดตันในทางเดินหายใจจากเสมหะหรืออาหาร เป็นต้น
  • ศีรษะถูกกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุ หรือโรคเมาหมัดในนักมวย
  • การอักเสบของสมอง
  • โรคทางพันธุกรรม เช่น โรควิลสัน ซึ่งเกิดจากการที่มีอาการของโรคตับพิการร่วมกับโรคสมอง สาเหตุมาจากธาตุทองแดงไปเกาะในตับและสมองมากจนเป็นอันตรายขึ้นมา
  • ยากลุ่มต้านแคลเซียมที่ใช้ในโรคหัวใจ โรคสมอง ยาแก้เวียนศีรษะ และยาแก้อาเจียนบางชนิด
  • อาการของโรคพาร์กินสัน ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันอาจมีอาการและอาการแสดงของโรคมากน้อยแตกต่างกันได้มาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุผู้ป่วย ระยะเวลาการเป็นโรค และภาวะแทรกซ้อนที่ตามมา โรคพาร์กินสันนั้นนอกจากจะมีอาการเด่น ๔ อย่าง ดังกล่าวแล้วอาจเกิดมีอาการอื่นๆ เพิ่มเติมได้อีกดังในรายละเอียด ดังนี้
  • อาการสั่น ประมาณร้อยละ ๖๐-๗๐ ของผู้ป่วยจะมีอาการสั่น เป็นอาการเริ่มต้นของโรค อาการสั่นนี้จะมีลักษณะเฉพาะ คือ สั่นมากเวลาอยู่นิ่งๆ แต่ถ้าเคลื่อนไหวหรือยื่นมือทำอะไรอาการสั่นจะลดลงหรือหายไป (ผิดจากอาการสั่นอีกแบบที่พบบ่อยในผู้สูงอายุทั่วๆไปที่จะสั่นมากเวลาทำงาน เมื่ออยู่เฉยๆ ไม่สั่น) อาการสั่นในโรคพาร์กินสันนี้ ถ้านับอัตราเร็วจะพบว่า สั่นประมาณ ๔-๘ ครั้งต่อวินาที และอาจสั่นของนิ้วหัวแม่มือ-นิ้วมืออื่นๆ คล้ายแบบปั้นลูกกลอน อาการสั่นของโรคอาจเริ่มเกิดขึ้นที่มือ แขน ขา คาง ศีรษะ หรือลำตัวก็ได้ ระยะแรกของโรคอาจเกิดข้างเดียวก่อนและต่อมาจึงมีอาการทั้งสองข้างก็ได้
  • อาการเกร็ง จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อของร่างกาย โดยเฉพาะแขน ขา และลำตัว โดยที่ผู้ป่วยไม่ได้เคลื่อนไหว หรือทำงานหนักแต่อย่างใด กล้ามเนื้อของร่างกาย จะมีความดึงตัวสูงและเกร็งแข็งอยู่ตลอดเวลา จนผู้ป่วยบางรายต้องกินยาแก้ปวดเมื่อย หรือหายามาทา บรรเทาตามร่างกายส่วนต่างๆ หรือหาหมอนวดมาบีบคลายเส้นเป็นประจำ
  • อาการเคลื่อนไหวช้า ผู้ป่วยในระยะแรกๆ จะรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรช้าลงไปจากเดิมมาก ไม่กระฉับกระเฉงว่องไวแบบเดิม เดินช้า และงุ่มง่าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะต้นๆ ของการเคลื่อนไหวในรายที่เป็นมากขึ้นอาจพบว่า อาจหกล้มบ่อยๆ จนบางรายกระดูกต้นขาหัก สะโพกหัก หลังเดาะ แขนหัก ศีรษะแตก เป็นต้น ในรายที่เป็นมากอาจเดินเองไม่ได้ต้องใช้ไม้เท้าหรือคนคอยพยุง
  • ท่าเดินผิดปกติ ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันจะมีลักษณะท่าเดินจำเพาะตัวที่ผิดจากโรคอื่น คือ จะเดินก้าวสั้น ๆ แบบซอยเท้าในช่วงแรกๆ และต่อมาจะก้าวยาวขึ้นเรื่อยๆ จนเร็วมากและหยุดทันทีทันใดไม่ได้จะล้มหน้าคว่ำเลย นอกจากนี้ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะเดินหลังค่อม ตัวงอโค้งและแขนไม่แกว่งตามเท้าที่ก้าวออกไป มือจะชิดแนบตัวเดินแข็งทื่อแบบหุ่นยนต์
  • การแสดงสีหน้า ผู้ป่วยพาร์กินสันจะมีใบหน้าแบบเฉยเมย ไม่มีอารมณ์เหมือนคนใส่หน้ากาก ไม่ยิ้มหัวเราะ หน้าตาทื่อเวลาพูดก็จะมีมุมปากขยับเพียงเล็กน้อย เหมือนคนไม่มีอารมณ์
  • เสียงพูด ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะพูดเสียงเครือๆ และเบามากฟังไม่ชัดเจน และยิ่งพูดนานไปๆ เสียงจะค่อยๆ หายไปในลำคอ บางรายที่เป็นไม่มากเสียงพูดจะค่อนข้างเรียบ รัวและอยู่ในระดับเดียวกันตลอด ไม่มีพูดเสียงหนักเบาแต่อย่างใด
  • การเขียนของผู้ป่วยกลุ่มนี้ จะทำได้ลำบากและตัวเขียนจะค่อยๆ เขียนเล็กลงๆ จนอ่านไม่ออก
  • การกลอกตา ในผู้ป่วยโรคนี้ จะทำได้ลำบาก ช้า และไม่คล่องแคล่วในการมองซ้ายหรือขวาบนหรือล่าง ลูกตาจะเคลื่อนไหวแบบกระตุกไม่เรียบ
  • น้ำลายไหล เป็นอาการที่พบได้บ่อยอันหนึ่ง คือ มีน้ำลายมาสอยอยู่ที่มุมปากสองข้าง และไหลเยิ้มลงมาที่บริเวณคาง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีลักษณะแบบมีน้ำลายมากอยู่ตลอดเวลา


นอกจากนี้ยังอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอีกเช่น   คนไข้อาจมีอาการปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย (เช่น ขา หลัง) โดยเฉพาะเวลานอน หรือช่วงกลางคืน อาจปวดจนนอนไม่หลับ บางรายอาจมีอาการซึมเศร้า ความดันตก ในท่ายืน ท้องผูก มีภาวะความจำเสื่อม หรืออาจมีปัญหากินอาหารและดื่มน้ำได้น้อย น้ำหนักลด ในรายที่เดินลำบาก อาจหกล้ม กระดูกหักหรือศีรษะแตก ในรายที่เป็นมาก อาจนอนบนเตียงมากจนเป็นแผลกดทับ อาจมีอาการถ่ายปัสสาวะลำบาก และมีการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะได้ง่าย คนไข้ที่ปล่อยไว้ไม่รักษาจนมีอาการรุนแรง (กินเวลา ๓-๑๐ ปี) มักจะตายด้วยโรคปอดอักเสบแทรกซ้อนหรือภาวะเลือดเป็นพิษจากการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะ

  • ปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่โรคพาร์กินสัน
  • อายุ แม้มีอายุมากขึ้นเรื่อยๆก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมากขึ้นเรื่อยๆโดยยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่แก่ 60 ปีขึ้นไป
  • พันธุกรรม โดยพบว่าคนไข้ประมาณ 15-20% จะมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคพาร์กินสัน (ถ้ามีเครือญาติสายตรงเป็นโรคนี้ 1 คนจะเพิ่มจังหวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้ 3 เท่า แล้วก็ถ้าเกิดมี 2 คนก็จะเพิ่มความเสี่ยงเป็น 10 เท่าตามลำดับ)
  • เป็นคนที่สัมผัสกับยาฆ่าแมลงหรือยาฆ่าวัชพืช กินน้ำจากบ่อและก็อาศัยอยู่ในเขตกันดาร เพราะว่ามีรายงานว่าเจอโรคนี้ได้มากในเกษตรกรที่กินน้ำจากบ่อ
  • เป็นคนที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ อาทิเช่น ในหญิงที่ตัดรังไข่และก็มดลูก สตรีวัยทองยังไม่ครบกำหนด ซึ่งคนกลุ่มนี้จะได้โอกาสเป็นโรคนี้ได้สูง แต่หากได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทนก็อาจจะช่วยลดการเกิดโรคนี้ได้
  • เคยเผชิญอุบัติเหตุที่กระเทือนทางสมอง
  • นอกนั้นยังมีกล่าวว่า คนที่ขาดกรดโฟลิกจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพาร์กินสันด้วยเหมือนกัน
  • กรรมวิธีรักษาโรคพาร์กินสัน โดยทั่วไปถ้าหากผู้ป่วยปรากฏอาการแน่ชัด สามารถวิเคราะห์ได้จากลักษณะของการเกิดอาการและก็การตรวจร่างกายทางระบบประสาทอย่างระมัดระวัง ระยะต้นเริ่ม บางทีอาจวินิจฉัยยาก ควรต้องวินิจฉัยแยกโรคก่อนเสมอคนที่สงสัยว่าจะมีอาการป่วยด้วยโรคพาร์คินสัน ควรได้รับการตรวจวิเคราะห์จากอายุรเวชผู้ที่มีความชำนาญทางด้านประสาทวิทยา หรือที่เรียกว่าประสาทหมอ


การวินิจฉัยโรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) ก็เลยต้องแยกโรคอื่นๆที่มีลักษณะของพาร์กินสัน รวมทั้งแยกอาการ หรือภาวการณ์พาร์กินสันทุติยภูมิ (Secondary parkinsonism) ออก ไปด้วย เหตุเพราะการรักษาจะไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าจะมีอาการบางอย่างคล้ายคลึงกันก็ตาม
การวิเคราะห์โรคพาร์กินสันจะอาศัยอาการคนเจ็บ รวมทั้งความแตกต่างจากปกติที่แพทย์ตรวจพบเป็นหลัก แล้วก็ลักษณะของการเกิดอาการที่ค่อยๆเป็นค่อยๆไป อายุที่เริ่มเป็น รวมทั้งประวัติความเป็นมาในครอบครัว ไม่มีการตรวจพิเศษทางห้องทดลองใดที่ตรวจแล้วบอกได้ว่าผู้เจ็บป่วยกำลังเป็นโรคพาร์กินสันอยู่ การตรวจทางห้องปฏิบัติการจะใช้เพื่อรับรองการวินิจฉัยโรคอื่นๆบางโรคที่มีลักษณะของโรคพาร์กินสันและมีอาการเฉพาะของโรคนั้นๆร่วมด้วย เพื่อซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่ไม่เหมือนกันออกไปแค่นั้น อาทิเช่น การตรวจค้นระดับสารพิษในกระแสโลหิต การตรวจค้นระดับสาร Ceruloplasmin ในเลือดเพื่อวินิจฉัยโรค Wilson’s disease การเอกซเรย์สมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เอมอาร์ไอ/MRI) เพื่อวิเคราะห์ โรค Normal pressure hydrocephalus เป็นต้น
ในอดีตกาลหมอรู้เรื่องว่าโรคพาร์กินสันนี้มีความผิดธรรมดาที่ไขสันหลัง แต่ในตอนนี้เป็นที่ทราบกันแน่นอนแล้วว่า พยาธิสภาพของโรคนี้กำเนิดที่รอบๆตัวสมองเองในส่วนลึกๆรอบๆก้านสมอง ซึ่งมีกลุ่มเซลล์ประสาทที่มีสีดำมีจำนวนเซลล์น้อยลง หรือผิดพลาดในหน้าที่สำหรับเพื่อการปล่อยสารเคมีที่เรียกว่า โดพามีน (dopamine) ก็เลยทำให้มีการเกิดอาการเคลื่อนไหวช้า เกร็งแล้วก็สั่นเกิดขึ้นเป็นลำดับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวในตอนนี้การดูแลและรักษาโรคนี้จึงหวังมุ่งให้สมองมีระดับสารโดพามีนกลับสู่ค่าปกติ ซึ่งอาจทำเป็นโดยการกินยาการทำกายภาพบำบัด หรือผ่าตัดสมอง
การดูแลรักษาโรคพาร์กินสันมี 3 แนวทาง เป็น

  • รักษาด้วยยา ซึ่งแม้ว่ายาจะไม่สามารถที่จะทำให้เซลล์สมองที่ตายไปแล้วฟื้นตัวหรือกลับมางอกทดแทนเซลล์เดิมได้ แม้กระนั้นก็จะก่อให้สารเคมีโดปามีนในสมองมีปริมาณพอเพียงกับความต้องการของร่างกายได้ สำหรับยาที่ใช้ในตอนนี้เป็นยากลุ่ม LEVODOPA รวมทั้งยากลุ่ม DOPAMINE AGONIST เป็นหลัก (การใช้ยาแต่ละชนิดขึ้นกับการวิเคราะห์จากแพทย์ ตามสมควร)
  • ทำกายภาพบำบัด จุดหมายของการรักษาก็คือ ให้ผู้เจ็บป่วยคืนสู่สภาพชีวิตที่ใกล้เคียงคนธรรมดาที่สุด สามารถเข้าสังคมได้อย่างยอดเยี่ยม สุขสบายทั้งกายและจิตใจ ซึ่งมีหลักวิธีปฏิบัติง่ายๆเป็น


ก) ฝึกการเดินให้เบาๆก้าวขาแม้กระนั้นพอดี โดยเอาส้นตีนลงเต็มอุ้งเท้า และแกว่งแขนไปด้วยขณะเดินเพื่อช่วยสำหรับในการทรงตัวดี นอกจากนั้นควรจะหมั่นจัดท่าทางในท่าทางต่างๆให้ถูกสุขลักษณะ รองเท้าที่ใช้ควรเป็นแบบส้นเตี้ย รวมทั้งพื้นจำต้องไม่ทำมาจากยาง หรือวัสดุที่เหนียวติดพื้นง่าย
ข) เมื่อถึงเวลานอน ไม่สมควรให้นอนเตียงที่สูงเกินความจำเป็น เวลาจะขึ้นเตียงต้องค่อยๆเอนตัวลงนอนตะแคงข้างโดยใช้ศอกกระทั่งถึงก่อนยกเท้าขึ้นเตียง
ค) ฝึกการพูด โดยเครือญาติจะต้องให้ความเข้าอกรู้เรื่องเบาๆฝึกหัดคนเจ็บ รวมทั้งควรทำในสถานที่ที่สงบเงียบ

  • การผ่าตัด โดยมากจะได้ประสิทธิภาพที่ดีในคนป่วยที่มีอายุน้อย รวมทั้งมีอาการไม่มากนัก หรือในผู้ที่มีลักษณะแทรกจากยาที่ใช้มาเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆดังเช่น อาการสั่นที่รุนแรง หรือมีการเคลื่อนแขน ขา มากมายไม่ดีเหมือนปกติจากยา ปัจจุบันนี้มีการใช้แนวทางกระตุ้นไฟฟ้าที่สมองส่วนลึกโดยผ่าตัดฝังเอาไว้ในร่างกาย พบว่าส่งผลดี แต่ว่ารายจ่ายสูงมากมาย คนป่วยโรคพาร์กินสัน จำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่จากคนรอบข้างในการพัฒนาฟื้นฟูด้านร่างกาย รวมถึงจิตใจ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดท่านมีคนสนิทที่เป็นโรคประเภทนี้ ควรต้องรีบเอามาพบหมอเพื่อรับการวิเคราะห์โรคอันจะก่อให้เกิดการดูแลรักษาที่ถูกแล้วก็สมควรถัดไป


  • การติดต่อของโรคพาร์กินสัน เหตุเพราะโรคพาร์กินสันเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากเซลล์สมองมีการตาย และทำให้สารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายมีปริมาณลดลง ก็เลยก่อให้เกิดอาการต่างๆของโรค ซึ่งไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คน หรือ จากสัตว์สู่คนได้ (แม้กระนั้นสามารถถ่ายทอดทางชนิดกรรมไปสู่ลูกหลานได้)
  • การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคพาร์กินสัน ผู้เจ็บป่วยแล้วก็ญาติสามารถดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอและก็สม่ำเสมอ ดังนี้
  • ติดตามรักษากับแพทย์เป็นประจำ
  • กินยาควบคุมอาการตามที่หมอชี้แนะให้ใช้
  • กินอาหารประเภทที่มีกากใยเพื่อช่วยลดอาการท้องผูก
  • หมั่นฝึกหัดออกกำลังกาย โดยการเคลื่อนไหวร่างกายให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่านอนหรือนั่งนิ่งๆรวมทั้งวิธีการทำกิจวัตรที่ทำเป็นประจำ ออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและก็ความยืดหยุ่นของกล้าม ลดเกร็งแล้วก็ปรับการเลี้ยงตัวให้ดีขึ้น ดังเช่น การเดิน วิ่งเหยาะๆรำไท้วางท่า หรือเต้นแอโรบิก    ฝึกเดิน ยืนยืดตัวตรง วางเท้าห่างกัน ๘-๑๐ นิ้ว นับจังหวะก้าวเท้าแกว่งไกวแขน ราวกับเดินสวนสนามหรือเดินก้าวผ่านเส้นที่ขีดไว้ เมื่อใดที่ก้าวไม่ออกให้จังหวะกับตัวเองกระดกข้อเท้าแล้วก้าวเดิน    ฝึกบอกโดยให้คนเจ็บเป็นข้างบอกก่อน หายใจลึกๆแล้วเปล่งเสียงให้ดังกว่าที่ตั้งหัวใจไว้
  • บริเวณทางเดินหรือในห้องสุขาควรจะมีราวเกาะและไม่วางของขวางทางเท้า
  • การแต่งตัว ควรจะใส่เสื้อผ้าที่ถอดใส่ง่าย ตัวอย่างเช่น กางเกงเอวยางยืด เสื้อติดแถบกาวแทนกระดุม
  • วงศาคณาญาติ ควรจะเอาใจใส่ดูแลผู้เจ็บป่วยอย่างใกล้ชิด ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุ เช่น การเดินหกล้ม เป็นต้น


สิ่งสำคัญก็คือ คนสนิทของผู้เจ็บป่วยและก็ญาติ ควรทำความเข้าใจแล้วก็ทำความเข้าใจคนเจ็บพาร์กินสัน  แม้จะมีข้อมูลว่าการดื่มกาแฟ การสูบบุหรี่ การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน(ในหญิงวัยหมดประจำเดือน) จะช่วยลดการเกิดโรคพาร์กินสันได้ แต่ก็ไม่ชี้แนะ เนื่องจากมีโทษกระตุ้นให้เกิดโรคอื่นๆที่น่าขนลุกก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้มากกว่า

  • การปกป้องตัวเองจากโรคพาร์กินสัน ด้วยเหตุว่าปัจจัยที่จริงจริงของการเกิดโรคพาร์กินสันยังไม่เคยทราบกระจ่างแจ้ง ดังนั้นการปกป้องเต็มที่จึงเป็นไปไม่ได้ แต่ว่าบางการศึกษาเล่าเรียนพบว่า การกินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ในจำนวนที่สมควร โดยจำกัดอาหารกลุ่มไขมันแล้วก็เนื้อแดง (เนื้อของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) จำกัดอาหารในกรุ๊ปผลิตภัณฑ์จากนม รับประทานผัก ผลไม้มากขึ้นให้มากมายๆเพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง บางทีอาจช่วยลดช่องทางเกิดอาการ หรือ ลดความรุนแรงจากอาการโรคนี้ลงได้บ้าง นักค้นคว้าที่แผนกแพทยศาสตร์ Chapel Hill มหาวิทยาลัยนอร์ธแคโลไรท้องนาได้คิดแนวทางทดลองแบบง่ายๆที่ใครๆก็ทำได้ รวมทั้งทำเสร็จภายในระยะเวลาเพียงแต่ ๑ นาที

แนวทางทดสอบดังที่กล่าวถึงมาแล้วมี 3 ขั้นตอนกล้วยๆคือ

  • ให้คนป่วยยิ้มให้ดู
  • ให้ยกแขนขึ้นอีกทั้ง 2 ข้างและก็ให้ค้างเอาไว้
  • ในที่สุดให้ผู้เจ็บป่วยกล่าวประโยคกล้วยๆให้ฟังสักประโยค


นักค้นคว้าทดลอง ด้วยการให้ผู้ที่เคยมีลักษณะสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เป็นตัวแสดงร่วมกับคนธรรมดาคนอื่นๆรวมแล้ว ๑๐๐ คน แล้วหลังจากนั้นให้อาสาสมัครสมมติตัวเป็นคนผ่านมาพบเหตุที่มีผู้เจ็บป่วยกำเนิดอาการสมองขาดเลือดไปเลี้ยง ให้อาสาสมัครทดลองทดลองด้วยคำสั่งข้างต้นกับดารา ๓ ข้อ ช่วงเวลาเดียวกันก็โทรศัพท์บอกผลของการทดลองให้ผู้ศึกษาค้นคว้าและวิจัยทราบ โดยผู้ศึกษาวิจัยอยู่ในอีกสถานที่หนึ่ง ซึ่งมองไม่เห็นลีลาหรือการแสดงออกของคนที่สงสัยจะมีอาการสมองขาดเลือดไปเลี้ยง ผลที่ออกมาพบว่า นักค้นคว้าสามารถแยกคนป่วยออกจากคนปกติได้อย่างแม่นยำถึงจำนวนร้อยละ ๙๖ ทีเดียว โดยแยกอาการกล้ามเนื้อใบหน้าเหน็ดเหนื่อย (facial weakness) ได้ร้อยละ ๗๑ แยกกล้ามเนื้อแขนเหน็ดเหนื่อยได้ถึง ร้อยละ ๙๕ และแยก  ประสาทกลางสถานที่ทำงานผิดปกติทางคำพูดได้ร้อยละ ๘๘ ซึ่งถือว่าแม่นมากข้างในสถานการณ์ที่ผู้รักษาไม่อยู่ในที่เกิดเหตุ

  • สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคพาร์กินสัน สารสกัดจากบอระเพ็ด ชื่อ columbamine เป็นสารกรุ๊ปอัลคาลอยด์ ที่มีงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยพบว่า สามารถยั้งฤทธิ์ของเอ็นไซม์ชื่อ acetyl cholinesterase ได้สูงมาก ซึ่งการขัดขวางโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี acetyl cholinesterase เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญของการเป็นยารักษาคนป่วยสมองเสื่อม (Senile dementia), คนเจ็บสูญเสียความทรงจำ (Alzheimer’s diseases), โรคพาร์กินสันที่มีภาวการณ์โรคสมองเสื่อมร่วมด้วย (Parkinson’s disease with dementia, PDD) อาการเซ หรือ ภาวะกล้ามเสียสหการ (Ataxia) และก็โรคกล้ามเหน็ดเหนื่อย (myasthenia gravis)


               ผลการรักษาโดยใช้บอระเพ็ดในคนไข้พาร์กินสัน สอดคล้องกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่มีการศึกษาค้นพบในงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัย โดยเห็นผลสำหรับเพื่อการรักษาชัดเจนในด้านภาวการณ์รู้คิด     การกระทำโดยรวมแล้วก็ อาการทางประสาทดีขึ้นในสภาวะโรคสมองเสื่อมที่เจอในผู้เจ็บป่วยพาร์กินสัน เนื่องด้วยโรคพาร์กินสันเมื่อมีการดำเนินของโรคมานาน 5-10 ปี จะกำเนิดความเสื่อมของสมองในส่วนอื่นๆตามมา ทำให้เกิดความไม่ดีเหมือนปกตินอกเหนือจากการเคลื่อนไหว อาทิเช่น การนอน ความแปลกทางด้านอารมณ์และจิตใจ ภาวะย้ำคิดย้ำทำ อาการเซื่องซึม ไม่สบายใจ เป็นต้น
                แม้กระนั้นยังไม่มีข้อมูลในทางคลินิก หรือการศึกษาในคนเจ็บกลุ่มโรคดังกล่าวอย่างเป็นระบบ แนะนำถ้าหากพึงพอใจใช้บอระเพ็ด ควรที่จะใช้ในทางเสริมการดูแลรักษาควบคู่กับยาแผนปัจจุบันเป็นหลัก และก็ควรมีช่วงที่หยุดยาม้าง ดังเช่นว่า แนะนำใช้ยาเดือนเว้นเดือน หรือ 2-3 เดือน เว้น 1 เดือน
นอกจากนี้ข้อควรคำนึงหมายถึงห้ามใช้บอระเพ็ดในผู้ที่มีภาวะเอนไซม์ตับขาดตกบกพร่อง หรือคนเจ็บที่มีประวัติเป็นโรคตับ หรือโรคไตรุนแรง ผู้ที่มีทิศทางความดันโลหิตต่ำเหลือเกิน หรือน้ำตาลในเลือดต่ำ สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมลูก
หมามุ่ยอินเดีย เป็นสมุนไพรที่ศาสตร์อายรุเวทของอินเดีย ใช้รักษาโรคพาร์กินสันมาเป็นระยะเวลานาน ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยพบว่าเม็ดหมามุ่ยอินเดีย เป็นแหล่งธรรมชาติของสาร แอล-โดขว้าง (L-dopa)พบ 3.1-6.1% รวมทั้งบางทีอาจเจอสูงถึง 12.5% ซึ่งสารแอล-โดปานี้จะเป็นสารเริ่มของโดพามีน โดยพบว่าสารแอล-โดปาในหมามุ่ยอินเดียมีจุดเด่นกว่ายาสังเคราะห์ Levodapa ตรงที่มีความแรงสำหรับเพื่อการออกฤทธิ์มากยิ่งกว่า Levodopa 2-3 เท่า เมื่อเปรียบในขนาดเสมอกันกับ Levodapa ลำพัง
โดยมีการตั้งสมมติฐานว่าในสารสกัดเมล็ดหมามุ่ยอินเดียอาจมีสารสำคัญบางตัวที่ทำหน้าเสมือน Dopamine Decarboxylase Inhibitors ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ต้องให้ร่วมกับ Levodopa เสมอ เพื่อยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี Dopamine Decarboxylase ที่จะทำลาย Levodopa อันจะมีผลให้การออกฤทธิ์ของ Levodopa ลดลง นอกจากนี้ยังพบว่าเมล็ดหมามุ่ยอินเดียยังออกฤทธิ์ได้เร็วกว่า รวมทั้งมีช่วงเวลาการออกฤทธิ์ยาวนานกว่า  Levodopa/Carbidopa
แต่ยังไม่มีข้อมูลในการค้นคว้าทางสถานพยาบาลแล้วก็การศึกษาในผู้เจ็บป่วยโรคพาร์กินสัน ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องรอคอยให้มีการทำการวิจัยเพิ่มอีก รวมทั้งมีผลการวิจัยยืนยันว่าไม่มีอันตรายก่อนจะใช้
เอกสารอ้างอิง

  • นพ.อัครวุฒิ วิริยเวชกุล.โรคพาร์กินสัน.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่382.คอลัมน์ โรคน่ารู้.กุมภาพันธ์.2554
  • ศ.นพ.นิพนธ์ พวงวรินทร์.โรคพาร์กินสันกับผู้สูงอายุ.ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล
  • Kedar, NP. (2003). Can we prevent Parkinson,s and Alzheimer,s disease?. Journal of Postgraduate Medicine. 49, 236-245.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 641-645.
  • Parkinson’s disease, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 17th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2008 (electronic book). http://www.disthai.com/
  • โรคพาร์กินสัน.วิกิพีเดียสารานุกรม
  • โรคพาร์กินสัน-โรคสั่นสันนิบาต.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่219.คอลัมน์โรคน่ารู้.กรกฎาคม.2540
  • พญ.สลิล ศิริอุดมภาส.โรคพาร

7

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง MG (Myasthenia gravis)

  • โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) เป็นยังไง โรคกล้ามอ่อนเพลีย (Myasthenia gravis) โรคกล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ยเพลียแรง (myasthenia gravis) หรือ โรคเอ็มจี เป็นชื่อภาษากรีกรวมทั้งภาษาละติน แสดงว่า "grave muscular weakness" เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ยเพลียแรง ชนิดหนึ่งที่เป็นโรค ออโตอิมมูน (Autoimmune) ชนิดเรื้อรังชนิดหนึ่ง ที่นำมาซึ่งการทำให้กล้ามเนื้อลาย (กล้ามที่อยู่สำหรับการควบคุมของสมอง ซึ่งเป็น กล้ามข้างนอกร่างกาย ที่ร่างกายใช้ในการเคลื่อนต่างๆดังเช่นว่า กล้าม แขน ขา ดวงตา บริเวณใบหน้า ช่องปาก กล่องเสียง รวมทั้งกล้ามซี่โครงที่ใช้ในการหายใจ เกิดการเมื่อยล้าจนกระทั่งไม่สามารถที่จะดำเนินการหดตัวได้ตามเดิม หรืออีกนัยหนึ่งเป็นโรคกล้ามเหน็ดเหนื่อย (Myasthenia Gravis; MG) เป็นโรคภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานไม่ดีเหมือนปกติ ซึ่งไปทำลายตัวรับสัญญาณประสาท (receptor) ที่อยู่บนกล้ามของตนกระตุ้นให้เกิดอาการกล้ามอ่อนแรง เหตุเพราะไม่อาจจะรับสัญญาณประสาทที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อหดตัวได้ โดยคนไข้จะมีอาการหนังตาตก ยิ้มได้ลดน้อยลง หายใจไม่สะดวก มีปัญหาการพูด การบด การกลืน รวมถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย โรคกล้ามอ่อนล้าเกิดขึ้นได้ในผู้เจ็บป่วยทุกเพศทุกวัย เดี๋ยวนี้ อีกทั้งการดูแลและรักษาทำเป็นเพียงแค่เพื่อทุเลาอาการเท่านั้น

    ทั้งนี้ โรคกล้ามเนื้อเมื่อยล้า MG  ไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นโรคที่มีการบันทึกว่าพบผู้ป่วย มาตั้งแต่ 300 ปีกลาย  แล้วก็โรคกล้ามเนื้ออ่อนกำลัง MG เป็นโรคเจอได้ไม่บ่อยนัก ประมาณ 10 ราย ต่อประชาชน 100,000 คน พบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กทารกจนกระทั่งคนแก่ โดยพบในหญิงมากยิ่งกว่าในผู้ชายโดยประมาณ 3:2 เท่า ทั้งนี้พบโรคนี้ในเด็กได้ราว 10%ของผู้ที่เจ็บป่วยซึ่งเป็นผลมาจากการเป็นโรคชนิดนี้ทั้งผอง ในผู้ใหญ่ผู้หญิง พบได้บ่อยโรคได้สูงในช่วงอายุ 30-40 ปี แต่ในคนแก่ผู้ชาย มักพบโรคได้สูงในช่วงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป

  • สิ่งที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนเปลี้ยเพลียแรง (MG) สำหรับในการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อแต่ละมัด สมองจำเป็นต้องส่งสัญญาณประสาทไปตามเส้นประสาท และจะเกิดการกระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาทที่รอบๆรอยต่อระหว่างเส้นประสาทและก็กล้ามเนื้อสารสื่อประสาทนี้จะไปส่งสัญญาณที่ตัวรับสัญญาณรอบๆกล้ามแต่ละผูกเพื่อกล้ามมีการหดตัว ผู้ป่วยโรคกล้ามอ่อนแรง (MG) เมื่อปลายประสาทเกิดการหลั่งสารสื่อประสาทออกมาจะไม่สามารถส่งสัญญาณสู่ตัวรับบนกล้ามเนื้อได้ เพราะเหตุว่าร่างกายได้สร้างแอนติบอดีมากีดขวางและก็ทำลายตัวรับสัญญาณบนกล้ามไป ซึ่งเมื่อการเช็ดกทำลายขึ้นแล้วนั้น ถึงแม้เซลล์ประสาทจะหลั่งสารเคมีให้เกิดไฟฟ้าส่งมายังเซลล์กล้ามเนื้อยังไงก็ตาม เซลล์กล้ามก็ไม่ทำงานเพราะถูกทำลายไปแล้วอย่างสิ้นเชิง


ส่วนที่มาของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้น มักมีต้นเหตุที่เกิดจากปัญหาเรื่องการแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune Disorder) โดยมีเนื้อหาสิ่งที่ทำให้เกิดอาการกล้ามเหน็ดเหนื่อย ดังต่อไปนี้  สารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี้ (Antibodies) และการส่งสัญญาณประสาท ปกติระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะผลิตแอนติบอดี้ออกมาเพื่อทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งปลอมปนที่เข้ามาในร่างกาย แม้กระนั้นในคนเจ็บกล้ามเนื้ออ่อนแรง แอนติบอดี้จะไปทำลายหรือกัดกันการทำงานของสารสื่อประสาทแอซิติลโคลีน (Acetylcholine) โดยถูกส่งไปที่ตัวรับ (Receptor) ซึ่งอยู่ที่ปลายระบบประสาทบนกล้ามแต่ละผูก ทำให้กล้ามไม่สามารถหดตัวได้  ดังนี้ อวัยวะที่แพทย์เชื่อว่าเป็นตัวก่อกำเนิดการสร้างสารภูมิต้านทานแตกต่างจากปกติตัวนี้เป็นต่อมไทมัส (Thymus gland) ต่อมไทมัส เป็นต่อมที่มีบทบาทเกี่ยวพันกับการผลิตภูมิคุ้มกันต้นทานโรคของร่างกาย (Immune system) คือต่อมที่อยู่ในช่องอกตอนบน ต่อมอยู่ใต้กระดูกอก (Sternum) โดยวางอยู่บนข้างหน้าของหัวใจโดยต่อมไทมัสจะผลิตสารภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี้ไปกีดกันการทำงานของสารสื่อประสาทแอซิติลโคลีน (Acetylcholine) ก็เลยก่อให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งปกติแล้วเด็กจะมีต่อมไทมัสขนาดใหญ่และก็จะค่อยๆเล็กลงเรื่อยเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ว่าคนไข้กล้ามอ่อนล้าจะมีขนาดของต่อมไทมัสที่ใหญ่ไม่ปกติ หรือคนเจ็บบางรายมีสภาวะกล้ามอ่อนกำลังที่มีเหตุที่เกิดจากเนื้องอกของต่อมไทมัส ซึ่งพบโดยประมาณจำนวนร้อยละ 10 ในคนป่วยแก่

  • ลักษณะของโรคกล้ามอ่อนเปลี้ยเพลียแรง (MG) อาการสำคัญของโรคกล้ามเนื้ออ่อนกำลัง (MG) คือจะมีลักษณะอาการอิดโรย อ่อนเพลีย กล้ามอ่อนเปลี้ยเพลียแรง และจะอ่อนล้าเพิ่มมากขึ้นเมื่อออกแรงมากขึ้น แต่ว่าอาการจะดีขึ้นเมื่อกล้ามหยุดพักการออกแรง


นอกจากนั้น อาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย โดยจะสังกัดว่า โรคกำเนิดกับกล้ามส่วนไหนของร่างกาย ทั้งนี้ ราว 85% ของคนป่วยจะมีลักษณะอาการกล้ามเนื้ออ่อนกำลังในทุกมัดของกล้ามลายส่วนอาการที่พบมากที่สุดของโรคกล้ามอ่อนแรง (MG) คือ อาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงของกล้ามเนื้อที่ช่วยยกเปลือกตาแล้วก็กล้ามเนื้อตา นำมาซึ่งการก่อให้เกิดหนังตาตกและก็เห็นภาพซ้อน ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือ 2 ข้างก็ได้ และก็พบบ่อยอาการไม่ดีเหมือนปกติอื่นๆของกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆได้อีกได้แก่
บริเวณใบหน้า หากกล้ามที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกบนใบหน้าได้รับผลกระทบ จะก่อให้การแสดงออกทางสีหน้าท่าทางถูกจำกัด ตัวอย่างเช่น ยิ้มได้น้อยลง หรือแปลงเป็นยิ้มแยกเขี้ยวเพราะว่าไม่อาจจะควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้
การหายใจ คนเจ็บกล้ามอ่อนแรงปริมาณหนึ่งมีลักษณะอาการหายใจลำบาก โดยเฉพาะเมื่อนอนราบอยู่บนเตียงหรือภายหลังการบริหารร่างกาย
การพูด การบดรวมทั้งการกลืน เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากกล้ามรอบปาก เพดานอ่อน หรือลิ้นอ่อนเปลี้ยเพลียแรง นำมาซึ่งอาการเปลี่ยนไปจากปกติ อย่างเช่น พูดเสียงค่อยแหบ พูดเสียงขึ้นจมูก บดไม่ได้ กลืนตรากตรำ ไอ สำลักของกิน บางครั้งบางทีอาจเป็นต้นเหตุไปสู่การต่อว่าดเชื้อที่ปอด
คอ แขนและก็ขา บางทีอาจเกิดขึ้นร่วมกับอาการอ่อนกำลังของกล้ามส่วนอื่นๆมักเกิดขึ้นที่แขนมากกว่าที่ขา ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย ดังเช่นว่า เดินกระเตาะกระแตะ เดินตัวตรงได้ยาก กล้ามเนื้อบริเวณคออ่อนเปลี้ยเพลียแรง ทำให้ตั้งศีรษะหรือชูคอลำบาก ก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการทำกิจกรรมต่างๆ

  • ปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดโรคกล้ามเนื้อเหน็ดเหนื่อย (MG) ในปัจจุบันยังไม่อาจจะอธิบายสาเหตุของความไม่ดีเหมือนปกติของระบบภูมิต้านทานที่ไปทำลายตัวรับสัญญาณบนกล้ามเนื้อได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี พบว่าโรคกล้ามอ่อนแรง (MG) มักมีความเชื่อมโยงกับโรคของต่อมไทมัส โดย ประมาณ 85%พบเกิดร่วมกับมีโรคเซลล์ต่อมไทมัสเจริญรุ่งเรืองเกินปกติ (Thymus hyperplasia) และราว 10-15% เกิดร่วมกับโรคเนื้องอกต่อมไทมัส (Thymoma)


นอกเหนือจากนี้ มีแถลงการณ์ว่า พบโรคกล้ามอ่อนล้า (MG) กำเนิดร่วมกับโรคมะเร็งปอดจำพวกเซลล์ตัวเล็ก แล้วก็โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์รับประทาน อีกทั้งคนป่วยอาจพบความแตกต่างจากปกติและก็โรคที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากภูมิคุ้มกันตัวเองจำพวกอื่นๆร่วมด้วยได้ ดังเช่น โรคตาจากต่อมไทรอยด์ (Thyroidorbitopathy) โรคกล้ามเนื้ออ่อนกำลัง (MG)จะสามารถดียิ่งขึ้นได้เองแล้วบางทีอาจกลับเป็นซ้ำได้อีกคล้ายกับโรคภูมิต้านทานตนเองจำพวกอื่นๆ

  • กรรมวิธีรักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนกำลัง (MG)

การวิเคราะห์ MG เป็นโรคที่มีลักษณะสำคัญเป็น fatigue รวมทั้งfluctuation ของกล้ามเนื้อบริเวณตาแขนขารวมถึงการพูดรวมทั้งกลืนของกิน ผู้ป่วยจะมีอาการมากขึ้นเรื่อยๆเมื่อได้ใช้งานหน้าที่นั้นๆไประยะหนึ่ง รวมทั้งอาการร้ายแรงในตอนที่แตกต่างกันโดยมีลักษณะมากช่วงเวลาบ่ายๆบางทีคนเจ็บมาพบแพทย์ตอนที่ไม่มีอาการ หมอก็ตรวจไม่พบความเปลี่ยนไปจากปกติ จึงไม่อาจจะให้การวินิจฉัยโรคได้ และก็บางทีอาจวินิจฉัยบกพร่องว่าเป็น anxiety แต่ว่าการให้การวินิจฉัยโรคMG ทำ ได้ง่ายๆในผู้ป่วยส่วนมากด้วยเหตุว่ามีลักษณะจำ เพาะทางคลินิกที่ได้กล่าวมาแล้ว การตรวจเพิ่มเติมเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แน่นอนและก็ในรายที่อาการไม่กระจ่างเป็นต้นว่า

  • การตรวจ ระบบประสาท ดังเช่นว่าการให้คนเจ็บได้ทำกิจกรรมสม่ำเสมอที่ทำ     ให้ผู้ป่วยมีลักษณะอาการ


อ่อนเพลียได้เช่นการมองขึ้นนาน1นาทีแล้วตรวจว่าคนป่วยมีภาวะหนังตาตก มากขึ้นหรือเปล่า โดยวัดความกว้างของ palpablefissure ที่ตาทั้ง 2 ข้างการให้ผู้เจ็บป่วยเดินขึ้นบันไดหรือลุก-นั่ง สลับกันเป็นระยะเวลาหนึ่งผู้ป่วยจะมีลักษณะอ่อนล้าขึ้นอย่างแจ่มแจ้งและอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงดีขึ้นเมื่อพักสักประเดี๋ยวการให้คนป่วยบอกหรืออ่านออกเสียงดังๆผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะอาการเสียงแหบหรือหายไปเมื่อพักแล้ว

  • Ice test โดยการนำนํ้าแข็งห่อใส่วัสดุตัวอย่างเช่น นิ้วของถุงมือยาง แล้วนำ ไปวางที่กลีบตาของผู้ป่วยนาน2นาทีประเมินอาการptosisว่าดีขึ้นหรือเปล่าคนเจ็บ MG จะให้ผลบวก
  • Prostigmintest โดยการฉีด prostigmin ขนาด 1-1.5 มิลลิกรัม ฉีดเข้าทางกล้าม แล้วประเมินที่ 15, 20, 25 รวมทั้ง 30 นาทีโดยประเมินอาการสภาวะหนังตาตกอาการอ่อนแรงหรือเสียงแหบได้ผลบวกราวๆปริมาณร้อยละ90 เป็นผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะอาการอย่างแจ่มแจ้ง คนป่วยบางทีอาจเกิดลักษณะของการปวดท้องอย่างหนัก หรือหัวใจเต้นช้าลงจากฤทธิ์ของยาวิธีปรับปรุงแก้ไขคือฉีดยา atropine 0.6 มก.ทางเส้นเลือดดำ ซึ่งหมอบางท่านเสนอแนะ ให้ฉีดยาatropineก่อนจะทำทดสอบ
  • การพิสูจน์เลือด หมอจะตรวจนับจำนวนของแอนติบอดี้ ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนกำลังนั้นจะมีปริมาณของแอนติบอดี้ที่ไปยั้งการทำงานของกล้ามมากไม่ดีเหมือนปกติ ส่วนมากจะตรวจเจอแอนติบอดี้ชนิด Anti-MuSK
  • การตรวจการโน้มน้าวประสาท (Nerve Conduction Test) ทำได้ 2 แนวทางเป็นRepetitive Nerve Stimulation Test เป็นการทดลองด้วยการกระตุ้นเส้นประสาทซ้ำๆเพื่อดูการทำงานของผูกกล้าม โดยการติดขั้วกระแสไฟฟ้าที่ผิวหนังบริเวณที่พบอาการเหน็ดเหนื่อย และส่งไฟฟ้าจำนวนบางส่วนเข้าไปเพื่อตรวจดูความรู้ความเข้าใจของเส้นประสาทสำหรับในการส่งสัญญาณไปที่ผูกกล้ามเนื้อ แล้วก็การตรวจด้วยกระแสไฟฟ้า (Electromyography) เป็นการวัดไฟฟ้าจากสมองที่ส่งไปยังกล้ามเพื่อดูหลักการทำงานของเส้นใยกล้ามเพียงแต่เส้นเดียว (Single-fiber Electromyography หรือ EMG)


การรักษา จุดหมายสำหรับในการรักษาผู้ป่วย MG ของแพทย์เป็นการที่คนป่วยหายจากอาการโดยไม่ต้องรับประทานยาซึ่งมีกลไกในการรักษา 2 ประการคือ เพิ่มแนวทางการทำ งานของ neuromusculartransmissionลดผลของ autoimmunity ต่อโรค
การดูแลและรักษาจะแบ่งผู้เจ็บป่วยเป็น 2 กรุ๊ปซึ่งมีแนวทางการดูแลและรักษาไม่เหมือนกัน

  • คนไข้ที่มีภาวการณ์กล้ามเนื้ออ่อนล้าที่บริเวณกล้ามเนื้อตา ( Ocula MG ) ควรจะเริ่มด้วยยา ace-tylcholinesteraseinhibitors อาทิเช่น pyridostigmine (mestinon) ขนาดเม็ดละ 60 มิลลิกรัม ครึ่งถึง 1 เม็ด 3 เวลาหลังรับประทานอาหาร แล้วมองการโต้ตอบว่าอาการหนังตาตกลืมตาลำบากมากมายน้อยแค่ไหน ส่งผลสอดแทรกจากยาหรือไม่ ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นควรจะเพิ่มยา prednisoloneขนาดราวๆ 15-30มก.ต่อวันรวมทั้งร่วมกับการปรับปริมาณยา mestinon ตามอาการ ซึ่งส่วนใหญ่คนป่วยจะใช้ยาขนาดไม่สูงราวๆ 180-240มิลลิกรัมต่อวัน(3-4 เม็ดต่อวัน) โดยมากจะสนองตอบดีต่อยา mestinonและ prednisoloneเมื่ออาการจนถึงเป็นปกติช่วงเวลาหนึ่งราวๆ 3-6 เดือนเบาๆลดยา prednisoloneลงอย่างช้าๆราว 5มิลลิกรัมทุกๆเดือนกระทั่งหยุดยาพร้อมๆกับ mestinon การลดผลเข้าแทรกของยา prednisolone โดยการให้ยาวันเว้นวันในผู้ป่วย MG ได้ผลดีเช่นเดียวกันแม้กระนั้นในวันที่คนป่วยมิได้ยาprednisolone อาจมีลักษณะโรคMG ได้ถ้าเกิดกรณีดังที่กล่าวถึงแล้วบางทีอาจจำเป็นต้องให้ยาprednisolone5มก. 1 เม็ดในวันดังกล่าวข้างต้นผู้เจ็บป่วยบางรายอาจมีการดำเนินโรคเป็นgeneralized MG โดยมักเกิดขึ้นในปีแรกก็ต้องให้การรักษาแบบ generalizedMG ถัดไป
  • คนป่วยที่มีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนล้าบริเวณอื่นๆ(Generalized MG) การรักษาประกอบด้วยยาmestinon,ยากดภูมิคุ้มกันและการผ่าตัดthymectomyมีแนวทางการปฏิบัติดังต่อไปนี้


o  ผู้ป่วยทุกคนจะต้องได้รับยา mestinon ขนาดเริ่มต้น 1 เม็ด 3 เวลาหลังอาหารแล้วประเมินผลการโต้ตอบว่าดีหรือเปล่า โดยการคาดการณ์ช่วงยาออกฤทธิ์สูงสุดชั่วโมงที่ 1 และก็ 2 หลังกินยารวมทั้งประเมินช่วงก่อนรับประทานยาเม็ดถัดไปเพื่อได้รู้ว่าขนาดของยาและก็ความถี่ของการรับประทานยาสมควรหรือไม่เป็นลำดับสิ่งที่ประเมินคืออาการของคนเจ็บ ดังเช่น อาการลืมตาลำบาก อาการอ่อนแรง พูดแล้วเสียงแหบควรปรับขนาดยาแล้วก็ความถี่ทุก2-4สัปดาห์  ปริมาณยาส่วนมากราวๆ 6-8 เม็ดต่อวัน ขนาดยาสูงสุดไม่สมควรเกิน16 เม็ดต่อวัน
o  การผ่าตัด thymectomy คนป่วยgeneralized MG ที่แก่น้อยกว่า 45ปีทุกรายควรจะแนะนำ ให้ผ่าตัด thymectomy ปริมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วยได้ผลลัพธ์ที่ดีประมาณร้อยละ 40 สามารถหยุดยา mestinon ข้างหลังผ่าตัดได้ร้อยละ 50 ลดยา mestinon ลงได้เพียงแค่จำนวนร้อยละ 10 เพียงแค่นั้นที่ไม่เป็นผล ช่วงเวลาที่ผ่าตัดควรทำ ในทีแรกๆของการรักษา
o    การให้ยากดภูมิต้านทาน ที่ใช้บ่อยมาก เช่น prednisolone รวมทั้ง azathioprine (immuran)การให้ยาดังกล่าวมาแล้วข้างต้นมีข้อบ่งชี้ในกรณี
   การผ่าตัด thymectomyแล้วไม่ได้เรื่อง ระยะเวลาที่ประเมินว่าการผ่าตัดไม่ได้ผลคือประมาณ 1 ปี
  ผู้ป่วยที่มิได้รับการผ่าตัดโดยใช้ร่วมกับยา mestinon
   คนไข้ทีมีภาวะการหายใจล้มเหลวจากการดำเนินโรคที่รุนแรง

  • การติดต่อของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) เนื่องจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) เป็นโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติจึงไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนและจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
  • การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG)


  • กินยาตามแพทย์แนะนำให้ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่ขาดยา
  • ใช้ชีวิตประจำวันในการออกแรงให้สม่ำเสมอ เหมือนๆกันในทุกๆวันเพื่อแพทย์จะได้จัดปริมาณยา (Dose) ที่กินได้อย่างถูกต้อง
  • กินอาหารคำละน้อยๆ เป็นอาหารอ่อน เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อช่องปาก และจะได้ไม่สำลัก ระหว่างกิน
  • มีที่ยึดจับในบ้าน เพื่อช่วยในการลุก นั่ง ยืน เดิน ร่วมกับจัดบ้านให้ปลอดภัย ง่ายแก่การใช้ชีวิตที่ไม่ต้องออกแรงมาก รวมทั้งเพื่อการใช้ชีวิตประจำวัน
  • เมื่อออกนอกบ้านต้องวางแผนล่วงหน้า ไม่รีบร้อน ไม่ออกแรงมากเกินปกติ
  • เมื่อเห็นภาพซ้อน ควรปิดตาข้างที่เกิดอาการ จะช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น
  • มีป้ายติดตัวเสมอว่าเป็นโรคอะไร กินยาอะไร รักษาโรงพยาบาลไหน เพื่อมีอาการฉุกเฉิน คนจะได้ช่วยได้ถูกต้องรวดเร็ว
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน
  • กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบถ้วนในทุกวัน ในปริมาณที่ไม่ทำให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน เพื่อลดการแบกน้ำหนักของกล้ามเนื้อและเพื่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
  • พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลตามนัดเสมอ
  • รีบไปโรงพยาบาลฉุกเฉินเมื่อมีอาการทางการหายใจ เช่น หายใจไม่ออก/หายใจลำบาก
  • การป้องกันตนเองจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) เนื่องจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงยังเป็นโรคที่ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด และโรคที่มีความสัมพันธ์กันก็ยังเป็นโรคที่ส่วนใหญ่ไม่รู้สาเหตุเช่นกันอาทิ เช่น โรคของต่อมไทมัส และโรคของต่อมไทรอยด์ ดังนั้น ปัจจุบัน จึงยังไม่มีวิธีป้องกันโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG)

    ดังนั้นเมื่อมีอาการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมีหนังตาตกหรือแขนขาอ่อนแรงเฉียบพลัน จึงควรรีบพบแพทย์เสมอ เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่รวดเร็วเหมาะสม ซึ่งจะส่งผลให้การรักษาโรคได้ผลดีจนสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

  • สมุนไพรที่ช่วยป้องกันโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG)

    พืชสมุนไพรที่จะช่วยป้องกันโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) ได้นั้นควรที่จะต้องมี “สารปรับสมดุล” (adaptogens) เพราะโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) นั้นเกิดขึ้นจากภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติดังนั้น สารปรับสมดุลจึงจำเป็นสำหรับใช้ป้องกันโรคนี้ มีผู้ให้คำจำกัดความของสารปรับสมดุลไว้หลายประการเช่น หมายถึงสารที่เพิ่มความสามารถของร่างกายในการปรับตัวให้เข้ากับความเครียด โดยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาทสารสื่อประสาท และการทำงานของต่อมต่างๆภายในร่างกาย เพิ่มความทนทานของอวัยวะต่างๆต่อความเครียด พยาธิสภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงรักษาการทำงานของระบบเมตาบอไลท์ของร่างกายให้ปกติและมีประสิทธิภาพ มีฤทธิ์ในการนำสมดุลกลับคืนสู่ร่างกาย (balancing) และบำรุงร่างกาย (tonic) นอกจากนี้ยังช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของคนเราโดยลดผลที่เกิดจากการถูกกระตุ้นโดยปัจจัยต่างๆโดยเฉพาะความเครียด การอักเสบ และการเกิดออกซิเดชั่น (oxidation)
    พืชสมุนไพรที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในการปรับสมดุลมีหลายชนิดโดยเฉพาะรากของพืชในวงศ์โสม (Araliaceae) ได้แก่ โสมเกาหลี (Panax ginseng) โสมอเมริกัน (Panax quinquefolius) รวมทั้งพืชสมุนไพรอื่นๆ เช่น ผลมะขามป้อม (Emblica officinalis) ต้นปัญจขันธ์ (Gynostemma pentaphyllum) เห็ดหลินจือ (Ganoderma lucidum) รากชะเอมเทศ (Glycyrrhiza glabra) ผลเก๋ากี้ (Lycium chinensis) และถั่งเช่า (Cordyceps sinensis) เป็นต้น สารสำคัญต่างๆในพืชเหล่านี้ที่แสดงฤทธิ์ปรับสมดุลที่มีรายงานนั้นมีหลายกลุ่ม ได้แก่ สารกลุ่มฟีโนลิก (phenolics) เช่น eleutheroside B ในรากของโสม และ ellagic acid ในผลมะขามป้อม สารกลุ่มเทอร์พีนอยด์ (terpenoids) เช่น zeaxanthin ในผลเก๋ากี้ และไตรเทอร์พีนอยด์ซาโปนิน (triterpenoid saponin) เช่น ginsenosides ในรากโสมเกาหลีและโสมอเมริกัน และ glycyrrhizin ในรากชะเอมเทศเป็นต้น
    เอกสารอ้างอิง

  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์
  • รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า.Common Pittalls in Myasthenia Gravis.วารสารสมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.ปีที่6.ฉบับที่3(กรกฎาคม-กันยายน2554).159-168
  • นพ.เกษมสิน ภาวะกุล (2552). Generalized myasthenia gravis. วารสารอายุรศาสตร์อีสาน.ปีที่ 8. 84-91.
  • สมศักดิ์เทียมเก่า, ศิริพร เทียมเก่า, วีรจิตต์โชติมงคล, สุทธิพันธ์จิตพิมลมาศ.ความชุกและลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยmyasthenia gravis อย่างเดียว และ myasthenia gravisที่มี Srinagarind MedJ 1994;9:8-13. http://www.disthai.com/
  • Anesthesia issues in the perioperative management of myasthenia gravis.Semin Neurol 2004;24:83-94.
  • Drachman, D. (1994). Myasthenia gravis. N Engl J Med. 330,1797-1810.
  • ศ.เกียรติคุณ พญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์.โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอมจี (Myasthenia gravis หรือ MG).หาหมอ.
  • Hughes BW, Moro De Casillas ML,KaminskiHJ.Pathophysiology of myasthenia gravis. Semin Neurol2004;24:21-30
  • Meriggioli MN,Sanders DB. Myasthenia gravis: diagnosis. Semin Neurol 2004;24:31-9.
  • ดร.ปองทิพย์ สิทธิสาร.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน ผักแปม สมุนไพรปรับสมดุล.ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาบัยมหิดล
  • Juel VC. Myasthenia gravis: management of myasthenic crisis and perioperativeSemin Neurol 2004;24:75- 81.
  • Alsheklee, A. et al.(2009) Incidence and mortality rates of myasthenia gravis and myasthenic crisis in US hospitals.Neurology.72, 1548-1554.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • Saguil, A. (2005). Evaluation of the patient with muscle weakness. Am Fam Physician. 71, 1327-1336.


8

โรคมะเร็ง (Canaer)

  • โรคมะเร็งเป็นยังไง โรคมะเร็งเป็นโรคที่มีความผิดปกติของเซลล์ในอวัยวะต่างๆของร่างกาย โดยเกิดการเปลี่ยนทางพันธุกรรมของเซลล์ ก่อเกิดเป็นเซลล์มะเร็งที่มีการเจริญวัยอย่างรวดเร็วโดยไม่อยู่ภายใต้อำนาจบังคับที่เหมาะสม คำตอบคือ การเกิดเป็นก้อนเนื้อโรคมะเร็งที่เติบโตรบกวนแนวทางการทำงานของเซลล์ปกติในอวัยวะ นอกนั้นยังสามารถแผ่ขยายแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้โดยผ่านระบบกระแสโลหิตหรือน้ำเหลืองของพวกเราเป็นตัวน้ำกาม มะเร็งอาจมีความไม่เหมือนได้มากมาย ตามตำแหน่งของอวัยวะที่เป็นจุดเริ่มต้นของโรคมะเร็ง รวมทั้งจำพวกของเยื่อที่อยู่ด้านในอวัยวะนั้นๆโดยอวัยวะที่มีการตรวจเจอเซลล์ของมะเร็ง ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือดขาวโรคมะเร็งสมอง โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งไส้ มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งผิวหนัง โรคมะเร็งรังไข่ โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งต่อมลูกหมาก โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งกระดูก มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลิ้น มะเร็งช่องปากและคอ โรคมะเร็งท่อน้ำดีและก็ถุงน้ำดี มะเร็งหลอดลม มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ โรคมะเร็งตับอ่อน มะเร็งไต มะเร็งไทรอยด์ โรคมะเร็งโพรงมดลูก และโรคมะเร็งพบมากในเด็กไทย เรียงจากขั้นแรก 4 ลำดับ ตัวอย่างเช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งสมอง และโรคมะเร็งนิวโรบลาสโตมา
  • สาเหตุของโรคมะเร็ง เป็นผลมาจากสภาพแวดล้อมหรือ ด้านนอกร่างกาย ซึ่งทุกวันนี้เช้าใจกันว่าโรคมะเร็ง ส่วนใหญ่ เกิดจากต้นเหตุเช่น
  • สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหารและเครื่องดื่ม เช่น สารพิษจาก เชื้อราที่มีชื่อ อัลฟาทอกสิน (Alfatoxin) สารก่อมะเร็งที่เกิดขึ้นมาจากการปิ้ง ย่าง พวกไฮโดคาร์บอน (Hydrocarbon) สารเคมีที่ใช้ในขั้นตอนถนอมอาหาร ชื่อไนโตรซาไม่น (Nitosamine) สีผสมอาหารที่มาจากสีย้อมผ้า
  • ยาสูบ เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง การสูบยาสูบหรือการอยู่ในบริเวณที่มีควันของบุหรี่ ทำให้เป็นโรคมะเร็ง รวมทั้งโรคระบบฟุตบาทหายใจต่างๆและก็ถึงแก่ความตายได้
  • แอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก ได้โอกาสเป็นมะเร็งในช่องปาก ลำคอ หลอดของกิน รวมทั้งกล่องเสียงได้ นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังไปทำลายตับ และได้โอกาสเป็นมะเร็งตับได้
  • ฮอร์โมน หญิงที่ใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนควบคุมอาการร้อนวูบวาบ หรืออาการเสื่อมของกระดูก ซึ่งมักจะเกิดในวัยหมดประจำเดือน จากการเล่าเรียนพบว่า การใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้ได้โอกาสเป็นมะเร็งมดลูก แล้วก็มะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น
  • รังสี รังสีเอกซเรย์ที่ใช้สำหรับการวินิจฉัยโรค เพิ่มอัตราเสี่ยงของการเกิดมะเร็งได้ แม้ว่าจะมีปริมาณเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ แม้กระนั้นถ้าได้รับรังสีซ้ำๆกันหลายๆครั้ง อาจจะเป็นผลให้มีอันตรายได้
  • แสงอุลตร้าไวโอเล็ต แสงจากดวงอาทิตย์ หรือจากแหล่งอื่นๆอาจทำลายผิวหนังรวมทั้งก่อกำเนิดมะเร็งผิวหนังได้ ดังนั้นจึงควรหลบหลีกการถูกแสงอาทิตย์ในระยะเวลา 11.00-15.00 น. เนื่องจากว่าเป็นตอนที่แสงแดดแรงจัด
  • มีต้นเหตุที่เกิดจากความเปลี่ยนไปจากปกติในร่างกาย ซึ่งมีเป็นส่วนน้อย ตัวอย่างเช่น เด็กที่มีความพิการ มาแม้กระนั้น เกิดมีโอกาสเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ฯลฯ การมีภูมิคุ้มกันที่บกพร่องและภาวะ ทุพโภชนาการ ดังเช่น การขาดไวตามินบางชนิด ดังเช่น ไวตามินเอ ซี


รวมทั้งมูลเหตุทางด้านกรรมพันธุ์ โรคมะเร็งบางประเภท อาทิเช่น โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ รวมทั้งโรคมะเร็งลำไส้ มีลักษณะท่าทางเกิดขึ้นได้กับบุคคลภายในครอบครัวที่มีประวัติเป็นมะเร็งดังกล่าวมาแล้วข้างต้นต้นเหตุของมะเร็งที่หลักๆในปัจจุบัน อย่างเช่น

  • มะเร็งที่ผิวหนัง ต้นสายปลายเหตุเป็นผลมาจากถูกแสงอาทิตย์หรือแสงอุลตราไวโอเลตและเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากพวกสารหนู หรือการรักษาโดยใช้ยาที่เข้าน้ำมันดิน ทั้งยังยาไทย-จีน ซึ่งน้ำมันดินเป็นส่วนประกอบ สำหรับเล็บแล้วก็ขน ไม่เป็นโรคมะเร็ง
  • โรคมะเร็งที่ปอด ต้นเหตุเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากหายใจในอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ มีฝุ่นที่มีสารพวกไฮโดรคาร์บอน ดังเช่น ควันดำจากท่อไอเสียรถยนต์ หรือเขม่าจากโรงงาน สำหรับบุหรี่ ส่งผลกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดมะเร็งปอดได้
  • โรคมะเร็งที่โพรงปาก ชอบเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการระคายเคืองเรื้อรัง เช่น กินเหล้าเพียวๆรับประทานหมาก แล้วรักษาสุขภาพไม่สะอาดด้วย แล้วก็ที่สำคัญคือยาฉุน การบดของกินแล้วมีการเคือง ดังเช่น ฟันเก หรือใส่ฟันปลอมไม่กระชับ ทำให้เป็นแผลเล็กๆจนตราบเท่าเป็นโรคมะเร็งได้
  • มะเร็งที่หลอดของกิน จำนวนมากมีเหตุมาจากการระคายเรื้อรัง การกินของร้อน เช่น จิบชา กาแฟร้อนๆ
  • มะเร็งที่กระเพาะอาหาร ส่วนใหญ่เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากสารไนโตรซามีนส์ ยกตัวอย่างเช่น ทานอาหารพวกโปรตีนหมัก สารที่เข้าโปตัสเซี่ยมไนเตรดที่ใช้เพื่อทำให้เนื้อมีสีแดง เนื้อเปื่อย และ ดี.ดี.ครั้ง.ซึ่งเมื่อเข้าไปในร่างกายแล้ว มันจะเปลี่ยนเป็นไดเมธิลไนโตรซามีนส์ พวกที่กินผักที่มี ดี.ดี.หน. นอกเหนือจากการที่จะตายจาก ดี.ดี.ที. แล้ว ยังอาจตายจากมะเร็งได้อีกด้วย
  • โรคมะเร็งที่ลำไส้เล็ก-ใหญ่ ปัจจัยคล้ายคลึงกันกับมะเร็งที่กระเพาะอาหาร
  • โรคมะเร็งที่เต้านม ปัจจัยมีต้นเหตุมาจากเชื้อไวรัส เมื่อก่อนมั่นใจว่าเกิดจากด้านเชื้อชาติรวมทั้งการกระทบกระแทกที่เต้านม
  • โรคมะเร็งที่ตับ มูลเหตุมีสาเหตุมาจากไนโตรซามีนต์ อะฟล่าท็อกสิน รวมทั้งจากพยาธิใบไม้ในตับ รวมทั้งจากโรคตับแข็ง
  • มะเร็งปากมดลูก มีเหตุมาจากไวรัส แล้วก็จากการระคายเคืองเรื้อรัง ตัวอย่างเช่น คนที่ออกลูกเป็นประจำมีเพศสัมพันธ์บ่อยๆหรือคนที่เป็นผู้หญิงหากิน แล้วก็ผู้ที่ไม่รักษาความสะอาดรอบๆอวัยวะสืบพันธุ์
  • โรคมะเร็งของกระเพาะปัสสาวะ จำนวนมากมีสาเหตุจากบุหรี่ สีย้อมผ้าที่ใช้ผสมของกิน ยิ่งกว่านั้นพวกโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว (ลิวคีภรรยา), โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (ลิมโฟม่า) ก็เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเชื้อไวรัสเช่นกัน
  • ลักษณะของโรคโรคมะเร็ง สำหรับในขั้นแรกของการเกิดโรคมะเร็งขึ้นภายในร่างกายนั้นเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีอาการอะไรส่อแวว หรือบอกให้ผู้ป่วยรู้ได้เลยว่ากำลังพบเจอกับโรคมะเร็งนี้อยู่ ทำให้กว่าที่จะรู้สึกตัวก็สายเกินแก้ เมื่อเป็นประสักระยะหนึ่ง ผู้ที่มีอาการป่วยเป็นโรคมะเร็งส่วนใหญ่ชอบเริ่มรู้สึกอ่อนแรงง่าย ไม่อยากกินอาหาร กินอาหารได้ลดน้อยลง อิ่มเร็ว ซูบผอมซูบ น้ำหนักลด ร่างกายเริ่มมองเสื่อมโทรมลง ไม่สดชื่นกระชุ่มกระชวยอย่างเดิม และก็เมื่ออยู่ในระยะที่โรคมะเร็งเริ่มแผ่ขยายเยอะขึ้นก็จะเริ่มปรากฏอาการอย่างแจ่มแจ้งในช่วงนี้ จะรู้สึกปวดรวมทั้งทรมาทรกรรมอย่างมากตามจุดต่างๆที่เกิดมะเร็งขึ้น ทั้งนี้จะมีลักษณะมากน้อยอย่างไรก็ขึ้นกับโรคมะเร็งที่เป็นว่าเป็นมะเร็งจำพวกใด ประเภทไหน และการกระจายของเซลล์ของมะเร็งข้างในนั้นไปเบียดบังอวัยวะส่วนใดบ้าง


  • ไอมีเสลดคละเคล้าเลือด เป็นอาการของโรคมะเร็งปอด
  • ไอเรื้อรังรวมทั้งมีเสียงแหบ เป็นลักษณะของโรคโรคมะเร็งกล่องเสียงหรือมะเร็งปอดโดยไม่มีอาการของไข้หวัดหมายถึงเป็นไข้ มีน้ำมูก รวมทั้งมีเสมหะมาก่อนหน้า
  • คลำก้อนเหมาะเต้านมหรือที่อื่นของร่างกายที่ไม่เคยลูบคลำได้มาก่อนเป็นอาการของมะเร็งเต้านมแล้วก็เร็งอื่น
  • อุจจาระทุกข์ยากลำบาก ท้องผูกสลับกับท้องร่วง เป็นลักษณะของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากมีลักษณะอาการตลอดมากยิ่งกว่า 2 สัปดาห์ ร่วมกับน้ำหนักลด
  • มูกหรือเลือดออกทางทวารหนักหรือช่องคลอด เป็นอาการของโรคมะเร็งทางนรีเวช ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก หรือ มะเร็งลำไส้ใหญ่ส่วนไส้ตรง
  • ปัสสาวะมีเลือดปน บางทีอาจเป็นลักษณะโรคมะเร็งฟุตบาทฉี่ ดังเช่น กระเพาะปัสสาวะต่อมลูกหมาก
  • น้ำหนักลดน้อยลงโดยไม่มีมูลเหตุ
  • ไข้เรื้อรัง ไข้ที่เป็นมาเป็นเวลานานกว่า 1 อาทิตย์ เป็นลักษณะของมะเร็งเม็ดเลือดหรือต่อมน้ำเหลือง
  • ปวดตามตัวหรือที่กระดูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะของการปวดที่ต่อเนื่อง และมีลักษณะอาการปวดยามค่ำคืนเป็นอาการของมะเร็งแพร่ขยายเข้ากระดูกได้
  • อ่อนแรง ไม่อยากอาหาร เป็นอาการของโรคมะเร็งระบบทางเดินอาหาร เช่น กระเพาะลำไส้ใหญ่ ตับอ่อน หรือเป็นแค่อาการที่เกิดจากโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ


โดยทั่วไปโรคมะเร็งมี 4 ระยะ อย่างเช่น ระยะที่ 1-4 ซึ่งอีกทั้ง 4 ระยะ ส่วนโรคมะเร็งระยะศูนย์ (0) ยังไม่จัดเป็นโรคโรคมะเร็งอย่างแท้จริง เพราะว่าเซลล์เพียงมีลักษณะเป็นมะเร็ง แม้กระนั้นยังไม่มีการรุกราน (Invasive) เข้าเนื้อเยื่อข้างเคียง

  • ระยะที่ 1: ก้อนเนื้อหรือแผลมะเร็งมีขนาดเล็ก ยังไม่แพร่กระจาย
  • ระยะที่ 2: ก้อนหรือแผลโรคมะเร็งขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มแพร่กระจายภายในเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ
  • ระยะที่ 3: ก้อนหรือแผลโรคมะเร็งขนาดใหญ่ขึ้น เริ่มขยายขาดทุนเยื่อหรืออวัยวะข้างๆ แล้วก็ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เยื่อหรืออวัยวะที่เป็นมะเร็ง
  • ระยะที่ 4: ก้อนหรือแผลโรคมะเร็งขนาดโตมากมาย ซึ่งขยายเข้าเนื้อเยื่อหรืออวัยวะใกล้กัน จนถึงทะ ลุ รวมทั้งเข้าต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้ก้อนมะเร็ง โดยเจอต่อมน้ำเหลืองโตคลำได้ และก็/หรือ แพร่ไปเข้ากระแสโลหิต หรือกระแสน้ำเหลือง ไปยังเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่อยู่ไกลออกไป อาทิเช่น ปอด ตับ สมอง กระดูก ไขกระดูก ต่อมหมวกไต ต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง ในช่องอก ต่อมน้ำเหลืองเหนือกระดูกไหปลาร้า
  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ที่ สำคัญ มี 2 ข้อ


ข้อ แรกหมายถึงต้นเหตุจากสภาพแวดล้อมภายนอกร่างกาย เช่น สารก่อมะเร็งที่แปดเปื้อน ในของกิน อากาศ เครื่องดื่ม ยารักษาโรค เป็นต้น และก็การได้รับรังสี เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย และก็พยาธิบางจำพวก
ข้อลำดับที่สองหมายถึงเช่นปัจจัยภายในร่างกาย ได้แก่ ความแปลกทางพันธุกรรม ความผิดพลาดของระบบภูมิคุ้มกัน แล้วก็สภาวะทุพโภชนา ฯลฯ   
 
ดังนั้นผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการ เป็นโรคมะเร็งคือผู้ที่มีความประพฤติปฏิบัติดังนี้
ผู้ที่สูบบุหรี่  ทั้งบุหรี่มวนเอง ยาสูบ กล้องยาเส้น หรือการบดยาสูบ จะเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดเป็นโรคมะเร็งปอด โรคมะเร็งในโพรงปาก กล่องเสียง โรคมะเร็ง หลอดของกิน โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ แล้วก็โรคมะเร็งของตับอ่อน
คนที่ดื่มสุราเสมอๆ สามารถก่อให้เกิดตับอักเสบรวมทั้งโรคตับแข็ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับตามมา นอกเหนือจากนั้น สุรายังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งในโพรงปากและคอ
ผู้ที่ติดเชื้อโรค ไวรัสบางชนิด เป็นต้นว่า   เชื้อไวรัสตับอักเสบจำพวกบีแล้วก็ซี มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคตับแข็งและก็มะเร็งตับ ไวรัสเอปสไตน์บารร์มีความเกี่ยวข้องกับโรคมะเร็งข้างหลังโพรงจมูกหรือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด Burkitt เชื้อไวรัสเอชพีวี (Human Papilloma Virus) เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งปากมดลูกในสตรี หรือ โรคมะเร็งช่องปากและก็คอ  หรือผู้ที่ถูกใจทานอาหารที่มี พิษ ชื่อ อัลฟาทอกซิล ที่พบจากเชื้อราที่แปดเปื้อนในอาหารอย่างเช่น ถั่วดินป่น เป็นต้น หากกินประจำจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งตับ รวมทั้งถ้าได้รับทั้งยัง 2 อย่าง จังหวะ จะเป็นโรคมะเร็งตับเยอะขึ้น
คนที่กินอาหารที่มีไขมันสูงเสมอๆ จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง เต้านม ลำไส้ใหญ่ เยื่อบุมดลูก และก็ต่อมลูกหมาก
คนที่ติดโรคพยาธิใบไม้ตับ แล้วก็ทานอาหารที่ใส่ดิน ประสิวบ่อยๆ จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดีในตับ
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอันมีเหตุที่เกิดจากความเปลี่ยนไปจากปกติจากกรรมพันธุ์หรือติดเชื้อไวรัส โรคภูมิคุมกันบกพร่อง จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งของหลอดเลือด ฯลฯ
ผู้ที่รับประทานอาหารเค็ม จัด ของกินที่มีส่วนผสมดินประสิวรวมทั้งส่วนไหม้เกรียม ของอาหารบ่อยๆจะเสี่ยง ต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะ อาหารรวมทั้งลำไส้ใหญ่
ผู้ที่มีประวัติโรคมะเร็งในครอบครัว อาทิเช่น โรคมะเร็งของจอตา โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ แล้วก็โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่จำพวกที่ เป็นติ่งเนื้อ เป็นต้น
ผู้ที่ผึ่งแดดจัดเสมอๆจะ ได้รับอันตรายจากแสงแดดที่ มีปริมาณของแสงสว่างอุลตรา ไวโอเลต มากไม่น้อยเลยทีเดียว มีผลทำให้เป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้
สัญญาณเตือน 7 ประการ ที่อาจมีความหมายว่าเป็นลักษณะโรคโรคมะเร็ง มีดังนี้

  • มีการเปลี่ยนแปลงสำหรับในการขี้ ฉี่ ที่แตกต่างจากปกติ ดังเช่น มีเลือดออก ท้องร่วงหรือท้องผูกไม่ปกติ
  • มีแผลเรื้อรังที่ไม่หาย โดยเป็นนานมากกว่า 3 อาทิตย์
  • มีเลือดออก หรือมีสารคัดเลือกหลั่งออกมาจากรอบๆช่องต่างๆของร่างกายไม่ดีเหมือนปกติ ยกตัวอย่างเช่น จุกนม, จมูก, ช่องคลอด ทวารหนัก ฯลฯ
  • ลูบคลำพบก้อนที่เต้านม หรือที่อื่นๆของร่างกาย
  • ท้องขึ้น อาหารไม่ย่อย มีอาการปวดท้อง กลืนอาหารตรากตรำ เป็นต้น
  • ไฝหรือจุดเล็กๆตามร่างกายเกิดการเปลี่ยน อย่างเช่น โตขึ้น มีสีไม่ดีเหมือนปกติหรือมีเลือดออก
  • มีอาการไอที่แตกต่างจากปกติ ดังเช่น ไอผสมเลือด ไอเรื้อรัง หรือเสียงแหบ
  • กรรมวิธีรักษาโรคมะเร็ง หมอวินิจฉัยโรคมะเร็งได้จาก ความเป็นมาอาการต่างๆของคนเจ็บ การตรวจร่างกาย การตรวจภาพเยื่อรวมทั้งอวัยวะที่มีลักษณะอาการด้วยเอกซเรย์ หรือ เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ เอมอาร์ไอ แม้กระนั้นที่ให้ผลแน่นอนหมายถึงการตรวจเซลล์จากก้อนเนื้อเพื่อ การตรวจทางเซลล์วิทยา หรือ ตัดชิ้นเนื้อจากก้อนเนื้อเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา


แนวทางรักษาโรคมะเร็ง สำหรับเพื่อการรักษาโรคมะเร็งนี้ภายหลังจากแพทย์วินิจฉัยอาการโรคเสร็จแล้ว จะมีการตรวจให้ถี่ถ้วนอีกครั้งว่าเซลล์ของมะเร็งร้ายกระจัดกระจายไปอยู่ในบริเวณใดของร่างกายบ้าง เมื่อเข้าใจดีแล้วก็จะรักษาไปตามอาการ โดยโรคมะเร็งแต่ละชนิดการดูแลรักษาก็บางครั้งอาจจะไม่เหมือนกันออกไปบ้าง แต่ดังนี้ก็มีแนวทางที่แพทย์นิยมรักษากันอยู่ เป็น
การผ่าตัด มะเร็งระยะเริ่มต้นจำนวนมากชอบใช้การผ่าตัดเป็นส่วนมาก อาทิเช่น โรคมะเร็งศรีษะแล้วก็คอ โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยแพทย์จะทำการผ่าตัดก่อนเป็นลำดับแรก เพื่อกำจัดก้อนเนื้อร้ายที่อยู่ในร่างกายพวกเราออกไป แต่ว่าแนวทางแบบนี้มิได้สามารถกระทำรักษาได้กับโรคมะเร็งทุกหมวดหมู่ และการผ่าตัดก็ยังไม่แน่ว่าจะหายสนิท หรือเปล่า ด้วยเหตุว่าเซลล์ของโรคมะเร็งบางทีอาจยังหลงเหลือหรือซ่อนอยู่ในร่างกาย โดยอาจเป็นเซลล์มะเร็งที่กำลังเริ่มจะกำเนิด ทำให้หมอไม่สามารถที่จะรู้หรือสังเกตเห็น เมื่อปล่อยไปสักระยะก็จะกลับเข้าสู่วังวนเดิม คือเริ่มก่อตัวขยายใหญ่ขึ้น ก็จำเป็นต้องมาผ่าตัดกันใหม่อีกรอบ แม้กระนั้นส่วนใหญ่กับกรรมวิธีการผ่าตัดนี้แพทย์มักแนะนำให้ทำคีโมหรือเคมีบำบัดรักษาร่วมด้วย เพื่อเพิ่มจังหวะที่จะช่วยให้หายขาดจากโรคมะเร็งนี้ได้
การใช้รังสีรักษา เป็นการฉายแสงไปยังเซลล์มะเร็งในร่างกาย เพื่อทำลายกลุ่มก้อนเซลล์ของมะเร็งนั้น ในการฉายแสงนี้เป็นการรักษาแบบเฉพาะที่ โดยอาศัยต้นเหตุจากชนิดของมะเร็งที่เป็น ช่วงเวลาที่เกิดมะเร็ง ตลอดจนสุขภาพของผู้เจ็บป่วยเพราะแข็งแรงพอเพียงหรือเปล่า ซึ่งถ้าผู้เจ็บป่วยพร้อมก็จะกระทำการส่องแสงราวๆ 2 – 10 นาที โดยจำเป็นต้องทำส่องแสงสัปดาห์ละ 5 วัน รวมราว 5 – 8 อาทิตย์ ขึ้นกับการวิเคราะห์ของหมอ แม้กระนั้นการดูแลและรักษาด้วยรังสีรักษานี้จะก่อให้เป็นผลข้างๆขึ้น ได้
เคมีบำบัดรักษา (คีโม) สำหรับวิธีนี้ถือได้ว่าเป็นการรักษาอย่างตรงประเด็น แก้ที่ต้นสายปลายเหตุโดยตรงของปัญหา เนื่องจากเป็นการให้ยาเข้าไปทำลายเซลล์มะเร็งทั้งสิ้นที่อยู่ในร่างกาย รวมทั้งที่กระจายเข้าไปตามต่อมน้ำเหลืองหรือกระแสเลือดด้วย โดยแพทย์จะนัดหมายมาทำตรวจร่างกายวัดความดันรวมทั้งกระทำการเจาะเลือด ซึ่งถ้าเกิดผลการตรวจร่างกายผ่าน หมอก็จะให้ไปกระทำให้คีโมซึ่งก็เหมือนกับการให้น้ำเกลือทั่วไป เพียงแต่จำต้องนอนรอหลายชั่วโมงจนกระทั่งตัวยาจะหมด แล้วก็ในระหว่างการให้คีโมนี้คนไข้บางบุคคลบางทีอาจกำเนิดอาการแพ้ได้ ซึ่งอาจรู้สึกเวียนศีรษะ อ้วก หรืออาเจียน แล้วก็ผลกระทบที่ตามมาภายหลังการให้คีโมราว 1 – 2 สัปดาห์ ผมจะเริ่มหล่น รู้สึกอ้วก อ้วก เป็นแผลในปาก รวมทั้งปริมาณเม็ดเลือดลดลงทำให้มีความรู้สึกหมดแรง ตลอดจนอาจรู้สึกหายใจลำบาก มีผื่นขึ้น ท้องผูกถ่ายไม่ออก หรือจับไข้ เป็นต้น แต่การดูแลรักษาด้วยวิธีนี้ก็มีค่ารักษาที่ออกจะแพงเลยรวมทั้งยังจะต้องทำหลายคราว ขึ้นกับหมอเป็นผู้วินิจฉัยว่าจะต้องทำทั้งหมดกี่ครั้งก็เลยจะหายเป็นปกติ

  • การติดต่อของโรคมะเร็ง โรคมะเร็งเป็นโรคที่ไม่ติดต่อจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งหรือติดต่อจากสัตว์สู่คน แต่โรคมะเร็งบางจำพวกอาจมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ อย่างเช่น โรคมะเร็งเต้านม ถ้ามีประวัติบุคคลในครอบครัวเคยเป็นโรคนี้ สมาชิกข้างในครอบครัวนั้นก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีจังหวะเป็นโรคนี้สูงขึ้นมากยิ่งกว่าคนทั่วไปบางส่วน
  • การกระทำตนเมื่อเป็นโรคมะเร็ง


การดูแลตัวเองในเรื่องทั่วๆไป รักษาสุขลักษณะอย่างเคร่งครัด ด้วยเหตุว่าเป็นช่วงติดเชื้อโรคได้ง่าย พักให้เต็มกำลัง ถ้าเหน็ดเหนื่อย ควรจะลาหยุดงาน แต่ว่าหากไม่เมื่อยล้า ก็สามารถปฏิบัติงานได้ แต่ว่าควรเป็นงานเบาๆไม่ใช้แรงงาน และก็สมองมาก ทำงานบ้านได้ตามกำลัง งด/เลิก บุหรี่ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์
จำกัดเครื่องดื่มคาเฟอีนดังได้กล่าวแล้ว หลบหลีกการอยู่ในที่คับแคบเนื่องจากจะติดเชื้อได้ง่าย ยังคงจำต้อง ดูแล รักษา ควบคุมโรคร่วมอื่นๆโดยตลอดร่วมไปด้วยเสมอกับการรักษาโรคมะเร็ง
รักษาสุขภาพจิต ให้กำลังใจตัวเอง และก็คนที่อยู่รอบข้าง มองโลกในด้านบวกเสมอ พบหมอตามนัดหมายเสมอ เจอหมอก่อนนัด เมื่ออาการต่างๆชั่วช้าสารเลวลง หรือกำเนิดความไม่ปกติผิดไปจากเดิม หรือเมื่อไม่สบายใจในอาการ
การดูแลตนเองในเรื่องของกิน เมื่อกินอาหารได้น้อย ให้อุตสาหะกินในปริมาณมื้อที่บ่อยขึ้น รับประทานครั้งน้อยๆแต่ว่าเสมอๆแต่ว่ายังต้องจำกัดของหวาน รวมทั้งของกินเค็ม เนื่องจากว่าส่งผลต่อน้ำตาลในเลือด และก็ลักษณะการทำงานของไต ให้กำลังใจตัวเอง รู้เรื่องว่า ของกินเป็นตัวยาสำคัญยิ่งตัวยาหนึ่ง ของการรักษาโรคมะเร็ง ลองปรับเปลี่ยน ชนิดของกินให้กินได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น อาหารอ่อน ของกินเหลว แต่ควรจะหลบหลีกของกินทอด หรือผัด หรือมีกลิ่นรุนแรง เนื่องจากว่ามักกระตุ้นให้เกิดอาการอ้วก อาเจียน เตรียมอาหารครั้งละน้อยๆอย่าให้กินเหลือ เพราะจะได้เกิดพลังใจว่ากินหมดทุกมื้อ ควรจะแจ้งหมอ พยาบาลเมื่อกินมิได้ หรือกินได้น้อย แล้วก็ควรจะสารภาพ เมื่อแพทย์ชี้แนะการให้อาหารทางสายให้อาหาร การกินอาหารที่มีคุณประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่เป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะของกินโปรตีน (ยกตัวอย่างเช่น เนื้อ นม ไข่ ปลา ตับ) เนื่องจากว่าสำหรับในการรักษาโรคมะเร็ง ความแข็งแรงของไขกระดูก (เม็ดเลือดต่างๆ) เป็นเรื่องจำเป็นที่สุด เนื่องจากเป็นตัวช่วยทำให้ร่างกายตอบสนองที่ดีต่อรังสีรักษา และก็ยาเคมีบรรเทา และก็ช่วยลดโอกาสติดเชื้อ ซึ่งการตำหนิดเชื้อในขณะกำลังรักษาโรคมะเร็งมักเป็นการติดโรคที่ร้ายแรง

  • การคุ้มครองตนเองจากโรคมะเร็ง วิธีคุ้มครองป้องกันโรคมะเร็งที่เหมาะสมที่สุดหมายถึงเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง ที่หลบหลีกได้ เช่น รับประทานอาหารมีคุณประโยชน์ครบอีกทั้ง 5 หมู่ทุกวี่ทุกวัน ในปริมาณที่เหมาะสม คือ ไม่ให้อ้วนหรือ ผอม เกินไป โดยจำกัดเนื้อแดง แป้ง น้ำตาล ไขมัน เกลือ แต่ว่าเพิ่มผัก ผลไม้ให้มากๆและก็เลี่ยงอาหารประเภทปิ้งปิ้งที่มีลักษณะไหม้เกรียม ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสุขภาพ สม่ำเสมอ รับการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งเป็นปัจจุบัน
  • สมุนไพรที่ช่วยปกป้องโรคมะเร็ง สมุนไพรต่อแต่นี้ไปล้วนมีผลการทดสอบที่มีประโยชน์ต่อการรักษาโรคมะเร็ง


ฟ้าทะลายโจร(Andrographis paniculata) ในอินเดียใช้กันมานานรักษาไทฟอยด์ แก้อักเสบ แก้มาเลเรีย กระตุ้นภูมิคุ้มกัน สารสำคัญคือ andrographolide สามารถยับยั้งเซลล์ของโรคมะเร็งได้หลายอย่าง
บัวบก (Centella asiatica) มีสาร asiaticoside ที่ช่วยทำให้แผลเรื้อรังหายได้เร็วขึ้น เพิ่มภูมิต้านทาน และก็ในบราซิลมีการใช้เพื่อรักษามะเร็งมดลูก
ขมิ้น (Curcuma longa) สารสำคัญคือ curcumin มีฤทธิ์ต้านทานการอ็อกซิไดส์และต่อต้านการอักเสบที่แรง สามารถนำไปสู่การตายของเซลมะเร็งหลายประเภทเช่น โรคมะเร็งผิวหนัง โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะ มะเร็งลำไส้เล็ก มะเร็งรังไข่ และยังมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส แบคทีเรียและก็ราอีกด้วย
ว่านหางจรเข้ (Aloe vera) มีสาร aloe-emodin ที่กระตุ้น macrophage ให้กำจัดเซล์ลมะเร็ง และยังมี acemannan ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน ว่านหางจรเข้ช่วยกระตุ้นการเจริญก้าวหน้าของเซลล์ธรรมดารวมทั้งยั้งการก้าวหน้าของเซลล์มะเร็ง
ทุเรียนเทศ (Anona muricata) สาร acetogenin จากผลทำให้เซลล์มะเร็งตายได้
ดีปลี (Piper longum) มี piperine ซึ่งมีฤทธิ์ต้านทานการอ็อกซิไดส์อีกทั้ง in vitro และก็ in vivo จึงเป็นส่วนประกอบของตำรับยารักษามะเร็งของอายุรเวท
บอระเพ็ด (Tinospora cordifolia) สารสำคัญจากบอระเพ็ดกระตุ้นภูมิต้านทานโดยการเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาว และสามารถลดขนาดเนื้องอกได้ 58.8% เสมอกัน cyclophosphamide
เอกสารอ้างอิง

  • เอกสารเผยแพร่ทำความรู้จักกับโรคมะเร็งกับเถอะ.มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย.พิมพ์ครั้งที่ 1.59 หน้า.
  • Khuhaprema, T., Srivatanakul, P., Attasara, P., Sriplung, H., Wiangnon,S., and Sumitsawan, Y. (2010). Cancer in Thailand. Volume IV, 2001--2003. National Cancer Institute. Thailand
  • สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็ง.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ.http://www.disthai.com/
  • สาเหตุและการป้องกันภัยร้ายจากมะเร็ง.นิตยสารออนไลน์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก.
  • ศ.นพ.ไพรัช เทพมงคล.มะเร็ง.นิตยสารหมอชาวบ้าน,เล่มที่30.คอลัมน์โรคน่ารู้.ตุลาคม.2524
  • Kushi, L. et al. (2006). American Cancer Society Guidelines on nutrition and physical activity for cancer prevention: reducing the risk of cancer withy food choices and physical activity. CA Cancer J Clin. 56, 254-281.
  • ความรู้เรื่องโรคมะเร็ง.หน่วยสารสนเทศมะเร็ง คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • DeVita, V., Hellman, S., and Rosenberg, S. (2005). Cancer: principles& practice of oncology (7th edition). New York: Lippincott Williams & Wilkins.
  • Thomas, R., and Davies, N. (2007). Lifestyle during and after cancer treatment. Clinical Oncology. 19, 616-627.
  • Haffty, B., and Wilson, L. (2009). Handbook of radiation oncology: basic principles and clinical protocols. Boston: Jones and Bartlett Publishers
  • รศ.ดร.อ้อมบุญ วัลลิสุต.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน”การใช้สมุนไพรอายุรเวทรักษามะเร็ง”.ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Edge, S. et al. (2

9

โรความดันโลหิตสูง (Hypertension)

  • โรคความคันโลหิตสูง คืออะไร ความดันเลือดสูง ความดันโลหิต คือ แรงกดดันเลือด ที่เกิดจากหัวใจ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย การประมาณความดันเลือดสามารถทำโดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือหลากหลายประเภท แม้กระนั้นประเภทที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป ได้แก่ เครื่องตวงความดันโลหิตมาตรฐานชนิดปรอท เครื่องตวงความดันโลหิตดิจิตอลจำพวกอัตโนมัติ ค่าของความดันโลหิตมีหน่วยเป็น มิลลิเมตรปรอท จะมี ๒ ค่า ๑ ความดันตัวบน (ซีสโตลิก) เป็นแรงกดดันเลือด ขณะหัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัว  ๒ ความดันตัวล่าง (ไดแอสโตลิก) เป็นแรงกดดันเลือดขณะหัวใจห้องด้านล่างซ้ายคลายตัว  ระดับความดันเลือดที่จัดว่าสูงนั้น จะมีค่าความดันเลือดตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท

    เพราะฉะนั้นโรคความดันโลหิตสูง ก็เลยคือโรคหรือภาวการณ์ที่แรงดันเลือดในเส้นเลือดแดงมีค่าสูงขึ้นมากยิ่งกว่าค่ามาตรฐานขึ้นอยู่กับขั้นตอนการวัด โดยถ้าวัดที่สถานพยาบาล ค่าความดันโลหิตตัวบนสูงขึ้นยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 140 มม. ปรอท(มม.ปรอท, MMhg) และ/หรือความดันเลือดตัวล่างสูงขึ้นยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 90 มม.ปรอท อย่างต่ำ 2 ครั้ง แต่ว่าถ้าเกิดเป็นการวัดความดันเองที่บ้านค่าความดันโลหิตตัวบนสูงยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 135 มม.ปรอทและก็/หรือความดันเลือดตัวข้างล่างสูงกว่าหรือเท่ากับ 85 มิลลิเมตรปรอทฯลฯ ดังตารางที่ 1




     


    SBP


    DBP




    Office or clinic
    24-hour
    Day
    Night
    Home


    140
    125-130
    130-135
    120
    130-135


    90
    80
    85
    70
    85




    หมายเหตุ SBP=systolic blood pressure, DBP=diastolic blood pressure
    ปี 2556คนไทยมีอาการป่วยเป็นโรคความดันเลือดแทบ 11 ล้านคน เสียชีวิต 5,165 คน แล้วก็พบเจ็บไข้ราย ใหม่เพิ่มเกือบ 1 แสนคน ปริมาณร้อยละ 50 ไม่รู้ตัวเนื่องจากไม่เคยตรวจสุขภาพ ในกลุ่มที่ป่วยไข้แล้วพบว่ามีเพียงแต่ 1 ใน 4 ที่ควบคุมความดันได้ ที่เหลือยังมีการกระทำน่าห่วงองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า โรคความดันเลือดสูงเป็น 1 ในปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ราษฎรอายุสั้น ทั่วทั้งโลกมีผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงถึง 1,000 ล้านคน เสียชีวิตปี ละเกือบจะ 8 ล้านคน เฉลี่ยโดยประมาณนาทีละ 15 คน โดย 1 ใน 3 เจอในวัย ผู้ใหญ่และคาดว่า ในปีพ.ศ.2568 พลเมืองวัยผู้ใหญ่ทั่วโลกจะป่วยด้วยโรคนี้เพิ่ม 1,560 ล้านคน

  • สิ่งที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงแบ่งประเภทตามปัจจัยการเกิด แบ่งออกเป็น 2 จำพวก คือ
  • ความดันโลหิตสูงจำพวกไม่เคยรู้ต้นสายปลายเหตุ (primary or essential hypertension) พบได้ราวจำนวนร้อยละ95 ของจำนวนคนแก่โรคความดันเลือดสูงทั้งปวงส่วนใหญ่เจอในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปรวมทั้งพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย เดี๋ยวนี้ยังไม่รู้ต้นเหตุที่แจ่มกระจ่างแต่เช่นไร ตามคณะกรรมการร่วมแห่งชาติด้านการประมาณและก็รักษาโรคความดันโลหิตสูง ของสหรัฐอเมริกา พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่เกี่ยวพันและสนับสนุนให้กำเนิดโรคความดันโลหิตสูง ดังเช่น กรรมพันธุ์ความอ้วน การมีไขมันในเลือดสูงการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัดการไม่ออกกำลังกาย การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์การสูบบุหรี่ความเคร่งเครียดอายุแล้วก็มีประวัติครอบครัวเสี่ยงต่อโรคหัวใจและเส้นเลือดซึ่งความดันโลหิตสูงชนิดไม่เคยรู้ต้นสายปลายเหตุนี้เป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องให้การวิเคราะห์รักษาแล้วก็ควบคุมโรคให้ได้อย่างมีคุณภาพ
  • ความดันโลหิตสูงประเภทรู้ต้นเหตุ(secondary hypertension) ได้น้อยราวปริมาณร้อยละ5-10 จำนวนมากมีต้นเหตุเกิดขึ้นจากการมีพยาธิภาวะของอวัยวะต่างๆในร่างกายโดยจะส่งผลนำมาซึ่งการก่อให้เกิดแรงกดดันเลือดสูงส่วนใหญ่ บางทีอาจเกิดพยาธิสภาพที่ไตต่อมหมวกไตโรคหรือความแตกต่างจากปกติของระบบประสาทความแปลกของฮอร์โมนโรคของต่อมไร้ท่อร่วมโรคครรภ์เป็นพิษการบาดเจ็บของศีรษะยา แล้วก็สารเคมีเป็นต้น โดยเหตุนั้นเมื่อได้รับการรักษาที่ต้นสายปลายเหตุระดับความดันโลหิตจะลดน้อยลงเป็นปกติและสามารถรักษาให้หายได้


ด้วยเหตุนั้นก็เลยสรุปได้ว่า โรคความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่จะไม่มีมูลเหตุ การควบคุมระดับความดันเลือดได้ดิบได้ดี จะสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อน และก็การเสียชีวิตจากโรคระบบหัวใจ รวมทั้งหลอดเลือดลงได้

  • ลักษณะโรคความดันเลือดสูง ความสำคัญของโรคความดันเลือดสูงคือ เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ และที่เป็นโรคเรื้อรังที่ร้ายแรง (ถ้าไม่สามารถที่จะควบคุมโรคได้) แต่ว่ามักไม่มีอาการ หมอบางท่านจึงเรียกโรคความดันโลหิตสูงว่า “เพชฌฆาตเงียบ (Silent killer)” ทั้งนี้ส่วนใหญ่ของอาการจากโรคความดันเลือดสูง เป็นอาการจากผลกระทบ ดังเช่น จากโรคหัวใจ แล้วก็จากโรคเส้นเลือดในสมอง หรือ เป็นอาการจากโรคที่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง อาทิเช่น อาการจากโรคเบาหวาน หรือ จากโรคอ้วน หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นต้นเหตุ อาทิเช่น โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง


อาการและอาการแสดงที่พบได้ทั่วไป คนไข้ที่มีความดันโลหิตสูงนิดหน่อยหรือปานกลางไม่เจออาการแสดงเจาะจงที่บ่งบอกว่ามีสภาวะความดันโลหิตสูงโดยมาก การวิเคราะห์พบได้มากได้จากการที่คนไข้มาตรวจตามนัดหมายหรือพบได้ทั่วไปร่วมกับที่มาของอาการอื่นซึ่งไม่ใช่ความดันโลหิตสูง สำหรับผู้ป่วยที่มีระดับความดันโลหิตสูงมากหรือสูงในระดับรุนแรงและเป็นมานานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ยังไม่เคยได้รับการรักษาหรือรักษาแม้กระนั้นไม่สม่ำเสมอหรือเปล่าได้รับการดูแลและรักษาที่ถูกสมควรมักพบมีอาการ ดังต่อไปนี้

  • ปวดศีรษะพบได้บ่อยในผู้ป่วยที่หรูหราความดันโลหิตสูงร้ายแรง โดยลักษณะของการมีอาการปวดหัวมักปวด ที่บริเวณกำดันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาตื่นนอนในตอนเช้าถัดมาอาการจะเบาๆดียิ่งขึ้นจนหายไปเองภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงและก็อาจเจอมีลักษณะอาการอ้วกอ้วกตาพร่ามัวด้วยโดยพบว่าอาการปวดศีรษะกำเนิด จากมีการเพิ่มแรงดันในกะโหลกศีรษะมากในตอนช่วงเวลาหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้วด้วยเหตุว่าในช่วงกลางคืนขณะหลับศูนย์ควบคุมการหายใจในสมองจะลดการกระตุ้น ก็เลยทำให้มีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์มีผลทำให้เส้นโลหิตทั่ว ร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมองขยายขนาดมากเพิ่มขึ้นจึงเพิ่มแรงกดดันในกะโหลกศีรษะ
  • เวียนหัว (dizziness) เจอกำเนิดร่วมกับอาการปวดหัว
  • เลือดกา เดาไหล(epistaxis)
  • หอบขณะทา งานหรืออาการหอบนอนราบไม่ได้แสดงถึงการมีภาวะหัวใจห้องด้านล่างซ้ายล้มเหลว
  • อาการอื่นๆที่บางทีอาจพบร่วมเช่นลักษณะการเจ็บอกสัมพันธ์กับภาวการณ์กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากการมีเส้นเลือดหัวใจตีบหรือจากการมีกล้ามเนื้อหัวใจหนามากจากสภาวะความดันโลหิตสูงที่เป็นมานานๆ


ด้วยเหตุดังกล่าวถ้าหากมีภาวะความดันโลหิตสูงอยู่เป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆจึงอาจมีผลต่ออวัยวะที่สำคัญต่างๆของร่างกายนำไปสู่ความเสื่อมโทรมภาวะถูกทำลายและก็บางทีอาจเกิดภาวะแทรกตามมาได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง ในคนไข้โรคความดันโลหิตสูงบางรายบางทีอาจไม่พบมีอาการหรืออาการแสดงอะไรก็แล้วแต่รวมทั้งบางรายบางทีอาจ พบอาการแสดงจากภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันเลือดสูงต่ออวัยวะต่างๆได้ดังต่อไปนี้

  • สมองความดัน เลือดสูงจะทา ให้ฝาผนังเส้นโลหิตแดงที่ไปเลี้ยงสมองมีลักษณะดกตัวแล้วก็แข็งตัวภายในเส้นโลหิตตีบแคบรูของเส้นโลหิตแดงแคบลงทา ให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลงแล้วก็ขาดเลือดไปเลี้ยง นำมาซึ่งสภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วครั้งชั่วคราวคนเจ็บที่มีภาวะความดันโลหิตสูงก็เลยได้โอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ได้มากกว่า บุคคลธรรมดา


นอกเหนือจากนั้นยังส่งผลให้มีการเปลี่ยนที่ผนังเซลล์สมองทา ให้เซลล์สมองบวมคนป่วยจะมีลักษณะอาการไม่ดีเหมือนปกติของระบบประสาทการรับทราบความจำลดลงรวมทั้งอาจรุนแรงเสียชีวิตได้ ซึ่งเป็นต้นเหตุการถึงแก่กรรมถึงร้อยละ50 และก็ส่งผลทำให้ผู้ที่มีชีวิตรอดเกิดความพิการตามมา

  • หัวใจ ระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรังจะมีผลทา ให้ผนังเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจดกตัวขึ้นปริมาณเลือดเลี้ยงหัวใจลดลงหัวใจห้องล่างซ้ายทำงานหนักมาขึ้น จำเป็นต้องบีบตัวมากขึ้นเพื่อต่อต้านแรงดันเลือดในเส้นโลหิตแดงที่เพิ่มขึ้นโดยเหตุนั้น ในระยะต้นกล้ามเนื้อหัวใจจะปรับนิสัยจากภาวะความดันโลหิตสูงโดยหัวใจบีบตัวเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถต่อต้านกับแรงต้านทานที่เพิ่มมากขึ้นแล้วก็มีการขยายตัวทำให้เพิ่มความครึ้มของผนังหัวใจห้องด้านล่างซ้ายนำมาซึ่งการก่อให้เกิดสภาวะหัวใจห้องด้านล่างซ้ายโต (left ventricular hypertrophy) ถ้าหากยังมิได้รับการดูแลรักษาแล้วก็เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจไม่อาจจะขยายตัวได้อีก จะก่อให้รูปแบบการทำงานของหัวใจไม่มี
ความสามารถเกิดภาวะหัวใจวายกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวรวมทั้งเสียชีวิตได้

  • ไต ระดับความดันโลหิตเรื้อรังส่งผลทำให้มีการเกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตหนาตัวแล้วก็แข็งขึ้น หลอดเลือดตีบแคบลงส่งผลให้เส้นเลือดแดงเสื่อมจากการไหลเวียนของปริมาณเลือดไปเลี้ยงไตน้อยลงความสามารถการกรองของเสียน้อยลงและทา ให้มีการคั่งของเสียไตหมดสภาพ และขายหน้าที่เกิดภาวการณ์ไตวายและได้โอกาสเสียชีวิตได้ มีการเรียนพบว่าคนป่วยโรคความดันเลือดสูงโดยประมาณจำนวนร้อยละ10 มักเสียชีวิตด้วยภาวะไตวาย
  • ตา ผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงร้ายแรงรวมทั้งเรื้อรังจะทำให้มีผลต่อความเคลื่อนไหวของฝาผนังเส้นเลือดที่ตาครึ้มตัวขึ้นมีแรงกดดัน ในเส้นเลือดสูงมากขึ้นมีการเปลี่ยนของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงตาตีบลงหลอดเลือดฝอยตีบแคบอย่างเร็วมีการหดเกร็งเฉพาะที่อาจมีเลือดออกที่จอตาทำให้มีการบวมของจอภาพนัตย์ตา หรือหน้าจอประสาทตาบวม (papilledema) ทำให้การมองเห็นน้อยลงมีจุดบอดบางจุดที่ลานสายตา (scotomata) ตามัวและมีโอกาสตาบอดได้
  • เส้นเลือดภายในร่างกาย ความดันโลหิตสูงจากแรงต้านทานเส้นโลหิตส่วนปลายเพิ่มขึ้นผนังเส้นโลหิตหนาตัวจากเซลล์กล้ามเรียบถูกกระตุ้น ให้รุ่งเรืองเพิ่มขึ้นหรืออาจเกิดจากมีไขมัน ไปเกาะผนังหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดแดงแข็งตัว (artherosclerosis) มีการเปลี่ยนแปลงของฝาผนังเส้นโลหิตครึ้มและตีบแคบการไหลเวียนของโลหิตไป เลี้ยงสมองหัวใจไตและตาลดลงทา ให้เกิดภาวะแทรกของอวัยวะดังที่ได้กล่าวมาแล้วตามมาไดแก้โรคหัวใจและก็
หลอดเลือดโรคเส้นโลหิตสมองและไตวายฯลฯ

  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคความดันเลือด สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ยกตัวอย่างเช่น กรรมพันธุ์ จังหวะมีความดันเลือดสูง จะสูงขึ้นเมื่อมีคนภายในครอบครัวเป็นโรคนี้ เบาหวาน เพราะว่าก่อให้เกิดการอักเสบ ตีบแคบของเส้นเลือดต่างๆและเส้นโลหิตไต โรคอ้วน และน้ำหนักตัวเกิน เนื่องจากว่าเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดต่างๆตีบจากภาวการณ์ไขมันเกาะฝาผนังเส้นโลหิต โรคไตเรื้อรัง ด้วยเหตุว่าจะส่งผลถึงการสร้างเอ็นไซม์และก็ฮอร์โมนที่ควบคุมความดันโลหิตดังที่กล่าวถึงมาแล้วแล้ว โรคนอนแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea) สูบบุหรี่ ด้วยเหตุว่าพิษในควันที่เกิดจากบุหรี่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดการอักเสบ ลีบของเส้นโลหิตต่าง และหลอดเลือดไต รวมทั้งเส้นโลหิตหัวใจ การติดสุรา ซึ่งยังไม่รู้กระจ่างแจ้งถึงกลไกว่าเพราะอะไรดื่มสุราแล้วจึงเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดความดันเลือดสูง แม้กระนั้นการเล่าเรียนต่างๆให้ผลตรงกันว่า คนที่ติดสุรา จะนำมาซึ่งการทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าธรรมดา และก็มีโอกาสเป็นโรคความดันเลือดสูง ถึงราวๆ 50%ของผู้ติดเหล้าทั้งหมดทั้งปวง ทานอาหารเค็มเป็นประจำ ตลอด ดังเหตุผลดังได้กล่าวแล้ว ขาดการบริหารร่างกาย เนื่องจากเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคอ้วนแล้วก็เบาหวาน ผลกระทบจากยาบางจำพวก เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์
  • กรรมวิธีการรักษาโรคความดันโลหิตสูง การวิเคราะห์โรคความดันเลือดสูง โรคความดันโลหิตสูงวิเคราะห์จากการที่มีความดันเลือดสูงตลอดระยะเวลา ซึ่งตรวจพบติดต่อกัน 3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งควรจะห่างกัน 1 เดือน อย่างไรก็แล้วแต่ถ้าตรวจพบว่าความดันโลหิตสูงมากมาย (ความดันตัวบนสูงขึ้นยิ่งกว่า 180 mmHg หรือ ความดันตัวล่างสูงยิ่งกว่า 110 mmHg) หรือมีความผิดธรรมดาของแนวทางการทำงานของอวัยวะจากผลของ   ความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ก็ถือว่าวิเคราะห์เป็นโรคความดันโลหิตสูง และต้องรีบได้รับการดูแลและรักษา หมอวินิจฉัยโรค   ความดันเลือดสูงได้จาก ประวัติอาการ ความเป็นมาเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งยังในอดีตกาลรวมทั้งปัจจุบัน ประวัติการกิน/ใช้ยา การตรวจวัดความดันโลหิต (ควรวัดที่บ้านร่วมด้วยถ้าหากมีวัสดุ เพราะว่าบางเวลาค่าที่วัดเหมาะโรงพยาบาลสูงกว่าค่าที่วัดเหมาะบ้าน) เมื่อวิเคราะห์ว่าเป็นความดันโลหิตสูง ควรตรวจร่างกาย และก็ส่งไปทำการตรวจอื่นๆเพิ่มเติมเพื่อหามูลเหตุ หรือปัจจัยเสี่ยง ยิ่งไปกว่านี้ จำเป็นต้องตรวจค้นผลกระทบของความดันโลหิตสูงต่ออวัยวะต่างๆดังเช่น หัวใจ ตา แล้วก็ไต อาทิเช่น ตรวจเลือดมองค่าน้ำตาลรวมทั้งไขมันในเลือด มองการทำงานของไต และค่าเกลือแร่ภายในร่างกาย ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจมองรูปแบบการทำงานของหัวใจ และเอกซเรย์ปอด ทั้งนี้การตรวจเพิ่มเติมอีกต่างๆจะขึ้นอยู่กับอาการผู้เจ็บป่วย รวมทั้งดุลยพินิจของหมอเพียงแค่นั้น

    ชมรมความดันโลหิตสูงแห่งประเทศไทย ได้แบ่งระดับความร้ายแรงของความดันโลหิตสูง ดังนี้




    ระดับความรุนแรง


    ความดันโลหิตตัวบน


    ความดันโลหิตตัวล่าง




    ความดันโลหิตปกติ
    ระยะก่อนความดันโลหิต
    ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1
    ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2


    น้อยกว่า 120 และ
    120 – 139/หรือ
    140 – 159/หรือ
    มากกว่า 160/หรือ


    น้อยกว่า 80
    80 – 89
    90 – 99
    มากกว่า 100




    หมายเหตุ : หน่วยวัดความดันโลหิตเป็น มิลลิเมตรปรอท
    ผู้ที่มีความดันเลือดสูงควรควบคุมระดับความดันเลือดให้ต่ำยิ่งกว่า 140/90 มม.ปรอทและใน ผู้ที่มีภาวการณ์เสี่ยงควรจะควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำลงยิ่งกว่า 130/80 มม.ปรอท แล้วก็ลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดโรคหัวใจแล้วก็หลอดเลือดปกป้องความพิกลพิการแล้วก็ลดการเกิดภาวะแทรกซ้อมต่ออวัยวะแผนการที่สำคัญของร่างกายดังเช่นว่าสมองหัวใจไตและตารวมถึงอวัยวะสำคัญอื่นๆซึ่งสำหรับการรักษาแล้วก็ควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติประกอบด้วย 2 วิธีคือการดูแลและรักษาใช้ยารวมทั้งการรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือวิธีการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำนงชีพ
    การดูแลและรักษาโดยวิธีการใช้ยา  (pharmacologic treatment) จุดมุ่งหมายในการลดระดับความดันโลหิตโดยการใช้ยาคือการควบคุมระดับความดันเลือดให้ลดน้อยกว่า 140/90 มม.ปรอท โดยลดแรงต้านทานของเส้นเลือดส่วนปลายและก็เพิ่มปริมาณเลือดที่ออกมาจากหัวใจการเลือกใช้ยา ในผู้ป่วยโรคความดันเลือดสูงก็เลยขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของคนไข้แต่ละรายและควรพินิจต้นเหตุต่างๆดังเช่นความรุนแรงของระดับความดันโลหิตสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่ออวัยวะสำคัญ โรคที่มีอยู่เดิมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆซึ่งยาที่ใช้ในการรักษาภาวะความดันโลหิตสูงสามารถแบ่งออกเป็น 7 กลุ่มดังต่อไปนี้
    ยาขับปัสสาวะ  (diuretics) เป็นกรุ๊ปยาที่นิยมใช้ในคนไข้ที่มีการดำเนินงานของไตแล้วก็หัวใจไม่ปกติ ยากลุ่มนี้เป็นต้นว่า ฟูโรซีมายด์ (furosemide) สไปโรโนแลคโตน(spironolactone) เมโทลาโซน (metolazone)
    ยาต้านเบต้า (beta adrenergic receptor blockers) ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยรวมกับเบต้าอดรีเนอร์จิกรีเซฟเตอร์  (beta adrenergic receptors) อยู่ที่หัวดวงใจรวมทั้งหลอดเลือดแดงเพื่อยับยั้งการตอบสนองต่อประสาทซิมพาธิว่ากล่าวกลดอัตราการเต้นของหัวใจทำให้หัวใจเต้นช้าลงและก็ความดันเลือดลดน้อยลง ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ โพรพาโนลอล (propanolol)หรืออะครั้งโนลอล (atenolol)
    ยาที่ออกฤทธิ์ขวางตัวรับแองจิโอเทนสินทู (angiotensin II receptorblockersARBs) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ขยายเส้นเลือดโดยไม่ทำให้ระดับของเบรดดีไคนินเพิ่มขึ้นยากลุ่มนี้ ตัวอย่างเช่น แคนเดซาแทน  (candesartan), โลซาแทน (losartan) เป็นต้น
    ยาต้านแคลเซียม (calcium antagonists) ยากลุ่มนี้ยับยั้งการเขยื้อนเข้าของประจุแคลเซียมในเซลล์ทำให้กล้ามผนังหลอดเลือดคลายตัวอาจจะเป็นผลให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง เป็นต้นว่า ยาเวอราขว้างไม่วล์   (verapamil) หรือเนฟเฟดิป่ายปีน (nifedipine)
    ยาต้านอัลฟาวันอดรีเนอร์จิก (alpha I-adrenergic blockers) ยามีฤทธิ์ต่อต้านโพสไซแนปติเตียนกอัลฟาวันรีเซฟเตอร์ (postsynaptic alpha 1-receptors) แล้วก็ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดส่วนปลายทำให้เส้นโลหิตขยายตัว ยาในกลุ่มนี้ดังเช่น พราโซซีน prazosin) หรือดอกซาโซซีน (doxazosin)
    ยาที่ยั้งไม่ให้มีการสร้างแองจิโอเทนสินทู (angiotensin II convertingenzyme ACE inhibitors)ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยการยังยั้งแองจิโอเทนซินสำหรับการเปลี่ยนแองจิโอเทนซินวันเป็นแองจิโอเทนสินทูซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ทำให้เส้นเลือดหดตัว ยาในกลุ่มนี้เป็นต้นว่าอีที่นาลาพริล (enalapril)
    ยาขยายหลอดเลือด (vasodilators) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยตรงต่อกล้ามเนื้อเรียบที่อยู่รอบๆเส้นโลหิตแดงทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวรวมทั้งยาต่อต้านทางในฝาผนังเส้นโลหิตส่วนปลาย ยาในกลุ่มนี้เป็นต้นว่าไฮดราลาซีน (hydralazine), ไฮโดรคลอไรด์ (hydrochloride), ลาเบลทาลอล (labetalol)
    การดูแลและรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำนงชีพ (lifestylemodification)  เป็นความประพฤติปฏิบัติสุขภาพที่จำต้องปฏิบัติเป็นประจำเป็นประจำเพื่อลดระดับความดันโลหิต แล้วก็คุ้มครองภาวะแทรกซ้อนกับอวัยวะสำคัญผู้ป่วยโรคความดันเลือดสูงทุกราย ควรจะได้รับคำเสนอแนะเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำนงชีพควบคู่ไปกับการดูแลและรักษาด้วยยา ผู้เจ็บป่วยควรมีความประพฤติช่วยเหลือร่างกายที่แข็งแรง ดังต่อไปนี้ การควบคุมของกินและควบคุมน้ำหนักตัว  การจำกัดของกินที่มีเกลือโซเดียม  การออกกำลังกาย การงดดูดบุหรี่ การลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์  การจัดการกับความเครียด

  • การติดต่อของโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันเลือดสูงเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจาก ภาวการณ์แรงกดดันเลือดในเส้นเลือดสูงยิ่งกว่าค่ามาตรฐาน ด้วยเหตุนี้โรคความดันเลือดสูงจึงเป็นโรคที่ไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คน
  • การกระทำตนเมื่อเป็นโรคความดันโลหิตสูง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการบริโภค
  • การลดความอ้วนในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าในขั้นต้นควรลดความอ้วน อย่างน้อย 5 โล ในคนไข้ความดันโลหิตสูง ที่มีน้ำหนักเกิน
  • การลดจำนวนโซเดียม (เกลือ) ในอาหาร ลดโซเดียมในของกิน เหลือวันละ 0.5 – 2.3 กรัม หรือ เกลือโซเดียมคลอไรด์ 1.2 – 5.8 กรัม
  • ลดปริมาณแอลกอฮอล์ หรือจำกัดจำนวนแอลกอฮอล์ไม่เกิด 20 – 30 กรัมต่อวันในเพศชาย หรือ 10 – 20 กรัม ในผู้หญิง


จากการเล่าเรียนอาหารสำหรับผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงเราชอบได้ยินชื่อ DASH (Dietary Approaches to stop Hypertension) เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้ และก็ผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ ร่วมกับการลดปริมาณไขมัน รวมทั้งไขมันอิ่มตัวในของกิน
ตารางแสดงตัวอย่างอาหาร DASH diet/ต่อวัน ได้พลังงาน 2100 กิโลแคลอรี่




หมวดอาหาร


ตัวอย่างอาหารในแต่ละส่วน




ผัก


ผักดิบประมาณ 1 ถ้วยตวง
ผักสุกประมาณ ½ ถ้วยตวง




ผลไม้


มะม่วง ½ ผล ส้ม 1 ลูก เงาะ 6 ผล กล้วยน้ำว้า 1 ผล แตงโม 10 ชิ้น
ฝรั่ง 1 ผลเล็ก มังคุด 1 ผลเล็ก




นม

  • นมพร่องมันเนย
  • นมครบส่วน




 
1 กล่อง (240 ซีซี)
1 กล่อง (240 ซีซี)




ไขมัน
ปลาและสัตว์ปีก


น้ำมัน 5 ซีซี เนย/มาการีน 5 กรัม
ปริมาณ 30 กรัม (ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ)




แป้ง,ข้าว,ธัญพืช


ขนมปัง 1 แผ่น ข้าวสวย 1 ทัพพี




 
 
บริหารร่างกาย การออกกำลังกายสำหรับคนที่มีความดันโลหิตสูง ควรบริหารร่างกายแบบแอโรบิค (แบบใช้ออกสิเจน)หมายถึงการบริหารร่างกายที่มีการขยับเขยื้อนโดยตลอดในช่วงช่วงเวลาหนึ่งของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆซึ่งเป็นการใช้ออกสิเจนสำหรับการให้พลังงาน จะได้ประโยชน์ต่อระบบหัวใจแบะเส้นโลหิต ดังเช่น เดิน วิ่ง ว่าย ปั่นรถจักรยาน ฯลฯ ซึ่งการออกกกำลังกายควรปฏิบัติทุกวี่วัน ขั้นต่ำวันละ 30 นาที หากไม่มีข้อบังคับ
                บริหารผ่อนคลาย การจัดการคลายเครียดในชีวิตประจำวัน ตามหลักเหตุผลและหลักจิตวิทยามีอยู่ 2 แนวทาง
-              พยายามหลบหลีกเหตุหรือภาวะที่จะกระตุ้นให้เกิดความเคร่งเครียดมาก
-              ควบคุมปฏิกิริยาของตัวเอง ต่อสิ่งที่รู้สึกทำให้พวกเราเครียด
รับประทานยาแล้วก็รับการดูแลและรักษาตลอด รับประทานยาตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอไม่ขาดยา แล้วก็เจอหมอตามนัดทุกหน ไม่สมควรหยุดยาหรือเปลี่ยนแปลงยาด้วยตัวเอง สำหรับผู้เจ็บป่วยที่ทานยาขับเยี่ยว ควรรับประทานส้มหรือกล้วยเป็นประจำ เพื่อชดเชยโปตัสเซียมที่สูญเสียไปในเยี่ยวรีบเจอหมอภายใน 24 ชั่วโมง หรือ รีบด่วน มีลักษณะอาการดังนี้  ปวดหัวมาก เหนื่อยมากกว่าธรรมดามากมาย เท้าบวม (อาการของโรคหัวใจล้มเหลว) เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก จะเป็นลมเป็นแล้ง (อาการจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งจะต้องพบแพทย์เร่งด่วน) แขน ขาอ่อนแรง บอกไม่ชัด ปากเบี้ยว อ้วก คลื่นไส้ (อาการจากโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งจำต้องเจอหมอฉุกเฉิน)

  • การปกป้องตัวเองจากโรคความดันโลหิตสูง สิ่งสำคัญที่สุดที่จะคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคความดันเลือดสูง คือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งยังประเด็นการกิน การบริหารร่างกายโดย


-              ควรจะควบคุมน้ำหนัก
-              รับประทานอาหารที่มีสาระ ครบทั้งยัง 5 กลุ่ม ในจำนวนที่เหมาะสม เพิ่มผักผลไม้ในมื้อของกินชนิดไม่หวานมากมายให้มากมายๆ
-              ออกกำลังกาย โดยออกเป็นเวลายาวนานกว่า 30 นาที และก็ออกเกือบทุกวัน
-              ลดจำนวนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
-              พักให้เพียงพอ
-              รักษาสุขภาพจิต รวมทั้งอารมณ์
-              ตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งรวมถึงตรวจวัดความดันโลหิต เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี ต่อจากนั้นตรวจสุขภาพบ่อยครั้งตามหมอ และก็พยาบาลเสนอแนะ
-              ลดของกินเค็ม หรือโซเดียมคลอไรด์ น้อยกว่า 6 กรัม ต่อวัน) กินอาหารจำพวกผัก แล้วก็ผลไม้เพิ่มมากขึ้น
ข้อเสนอในการลดการบริโภคเกลือและก็โซเดียม :-
เลือกซื้อผัก ผลไม้รวมทั้งเนื้อสัตว์ที่สดใหม่แทนการเลือกซื้ออาหารกระป๋อง ผักดองและก็อาหารสำเร็จรูป
ถ้าจะต้องเลือกซื้ออาหารกระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปควรอ่านฉลากอาหารทุกครั้ง และก็เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมต่ำหรือน้อย (สำหรับประชากรทั่วไปควรจะบริโภคเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา หรือน้อยกว่า 6 กรัมต่อวัน) ล้างผักและก็เนื้อสัตว์ที่ใช้ทำอาหารให้สะอาด เพื่อล้างเกลือออก ลดการใช้เกลือและเครื่องปรุงรส หันมาใช้เครื่องเทศและสมุนไพรที่มีปริมาณโซเดียมต่ำ ยกตัวอย่างเช่น หัวหอม กระเทียม ขิง พริกไทย มะนาว ผงกระหรี่ แทนไม่วางภาชนะหรือขวดใส่เกลือและเครื่องปรุงรสต่างๆตัวอย่างเช่น ซอส  ซีอิ๊วขาวและก็น้ำปลาไว้บนโต๊ะอาหารทุกมื้อลองของกินก่อนรับประทาน ฝึกฝนการกินอาหารที่มีรสชาติพอดี ไม่เค็มจัดหรือหวานจัด

10

สมุนไพรเหมือนโลด
ราวกับโลด Aporusa villosa (Lindl.) Baill.
บางถิ่นเรียกว่า เหมือนโลด (ขอนแก่น) กรม (ใต้) ด่าง (สุโขทัย) ตีนครึน พลึง โลด (กลาง) ประดงข้อ (พิจิตร) เหมือดควาย เหมือดตบ (เหนือ) เหมือดหลวง (เชียงใหม่.
ต้นไม้ สูง 8-10 ม. ตามยอดอ่อน และกิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาลแกมเหลือง เปลือกหนา แตกเป็นร่องลึกตามยาว. ใบ รูปขอบขนาน ขอบขนานป้อมๆจนถึงรูปรีแกมรูปไข่กลับ กว้าง 6-10 ซม. ยาว 10-16 เซนติเมตร ปลายใบทื่อ หรือ เป็นติ่งทื่อๆขอบใบเรียบ หรือ เป็นคลื่นบางส่วน โคนใบมน หรือ แหลม เนื้อใบค่อนข้างจะหนา ด้านบนสะอาด หรือ มีขนกระจาย ตามเส้นกึ่งกลางใบและเส้นกิ้งก้านใบมีขน ด้านล่างมีขนสีน้ำตาลแกมเหลือง ก้านใบยาว 1.2-2.2 ซม. มีขนสีน้ำตาลปนเหลือง. สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้เล็ก ออกชิดกันเป็นแท่งยาว ยาว 2-4 ซม. จำนวนหลายช่ออยู่ด้วยกัน มีใบประดับประดารูปไข่ป้อม ปลายแหลม ภายนอก แล้วก็ขอบมีขน; กลีบรองกลีบดอกเชื่อมชิดกัน ปลายแยกเป็น 3-6 กลีบ ไม่มีกลีบ เกสรผู้มี 2 อัน อับเรณูแตกตามยาว. ดอกเพศภรรยา ออกเป็นช่อเหมือนกับดอกเพศผู้ แม้กระนั้นสั้นกว่ามากมาย ส่วนใหญ่จะออกเป็นแท่งลำพังๆรังไข่มีขนสีน้ำตาลแกมเหลือง ข้างในมี 1 ช่อง มีไขอ่อน 2 หน่วย ท่อรังไข่แยกเป็น 2 แฉก. ผล รูปไข่ ปลายมีติ่งแหลม มีขนสีน้ำตาลปนเหลืองหนาแน่น สีส้ม กว้าโดยประมาณ 7 มิลลิเมตร ยาว 10 มิลลิเมตร มี 1 เมล็ด อีก 1 เมล็ดฝ่อ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามที่โล่งแจ้งในป่าดิบเขาทางภาคเหนือ ป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณทั่วๆไป เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,400 มัธยม
สรรพคุณ : ต้น เปลือกมียางสีแดงใช้เป็นสีย้อม ปรุงเป็นยาขับลมในไส้ แล้วก็ขับระดู

Tags : สมุนไพร

11

[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพรระงับพิษ[/url][/size][/b]
หยุดพิษ Breynia glauca Craib
ชื่อพ้อง B. subterblanca Fischer
บางถิ่นเรียกว่า หยุดพิษ ดับพิษ (เชียงใหม่) แรงสีเสียด (ลำพูน) ปริก (ประจวบคีรีขันธ์).
ไม้พุ่ม สูงได้ถึง 7.5 มัธยม ไม่มีขน กิ่งอ่อนค่อนข้างแบน ต่อมาจะกลม. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกัน รูปไข่แกมรูปหอก โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ; ปลายใบแหลม หรือ มน ปลายสุดเป็นติ่งแข็งเล็กๆกว้าง 1.5-3.0 เซนติเมตร ยาว 2.5-7.0 ซม. เนื้อใบหนารวมทั้งแข็ง ข้างบนสีน้ำตาลเข้ม ข้างล่างสีขาวนวล เส้นใบเล็กมากมาย มี 5-6 คู่ มองเห็นไม่ชัดเจน ก้านใบยาว 2-3 มิลลิเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ รวมทั้งแยกเพศ. สมุนไพร ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาวประมาณ 4 มม. กลีบรองกลีบเชื่อมชิดกันเหมือนลูกข่าง ยาว 2 มิลลิเมตร เกสรผู้ 3 อัน ก้านเกสรเชื่อมติดกัน. ดอกเพศภรรยา ก้านดอกสั้น กลีบรองกลีบเชื่อมติดกันเป็นปราศจาก ยาว 2 มิลลิเมตร เป็น 3 เหลี่ยม ปลายแยกเป็น 6 แฉก ท่อรังไข่ 3 อัน ตั้งตรง แต่ละอันปลายแยกเป็น 2 แฉก. ผล รูปกลม แบน กว้างประมาณ 8 มม. ยาว 5 มม. แก่จัดสีดำ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามที่ลุ่มในป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ รวมทั้งที่รกร้างทั่วๆไป.
คุณประโยชน์ : แก้ไข้ กระทุ้งพิษ (ในประมวลสรรพคุณยาไทยของสมาคมหมอแผนโบราณ มิได้ระบุว่าใช้ส่วนไหนของพืช).

12
อื่นๆ / กระชายดำ ยอดเยี่ยมสมุนไพรไทย
« เมื่อ: มีนาคม 15, 2018, 11:34:27 AM »

ขายกระชายดำสุดยอดสมุนไพรไทย
ขายส่งกระชายดำ ถิ่นกำเนินจะอยู่รอบๆในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วก็ สามารถพบกระชายดำ ที่มีจำนวนไม่ใช่น้อยนั้นจะในรอบๆประเทศมาเล แล้วก็เกาะเกะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว อินโดวจีน รวมทั้งไทยซึ่งจะมี อยู่หนาแนนมากมายแล้วก็ยังมีการกระจัดกระจายจำพวกของ ขายกระชายดำไปทั่วในทวีปเอเชียเขตร้อน อย่างเช่นเมืองจีนตอนใต้ ประเทศอินเดีย และประเทศพม่า
สำหรับประเทศไทยกระชายดำ ได้เป็นสมุนไพร ที่นิยมใช้กันมากมายก็เลยได้เริ่มปลูกขายกระชายดำ เพิ่มมากขึ้นเลื่อยๆใน จังหวัดต่างๆดังเช่น เลย ตาก จังหวัดกาญจนบุรี และก็จังหวัดอื่นๆของภาคเหนือ
ขายกระชายดำ นั้นมีประโยชน์รวมทั้งสรรพคุณ เยอะแยะและก็ยังช่วยรักษาโรคต่างๆได้หลากหลายชนิด
สรรพคุณและประโยชน์ทั้งปวงของ{การขายกระชายดำ
สมุนไพรกระชายดำ มักใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยชะลอความแก่ลง คนรุ่นก่อนมีความคิดกันว่าเมื่อนำ กระชายดำ ไปปลุกเสกจะมีคุณทางคงกระพันชาตรี
คนรุ่นเก่าจะใช้กระชายดำ ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ แก้ราคะตายเส้นด้าย(เสื่อมความสามารถทางเพศ) โดยการใช้ เหง้าหรือท่อนหัวของ กระชายดำ ผสมกับสมุนไพรอื่นๆนำมาดอกสุราเพื่อใช้เป็นยาชูกำลัง
รับผลิตกระชายดำ[/url]กระชายดำสามารถบำรุงธาตุในร่างกายก้าวหน้า ช่วยกระตุ้นระบบประสาท บำรุงประสาท ทำให้ร่างกายชุ่มชื่นกระชุ่มกระชวย
ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ในยามค่ำคืน ทำให้นอนหลับสะบาย
ช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยจคุณยายเส้นโลหิตหัวใจ แก้โรคหัวใจ ช่วยทำนุบำรุงโลหิต (บำรุงเลือด)
ส่วนประกอบสำคัญ
 

ผงกระชายดำ
ขายกระชายดำ ขายส่งกระชายดำ จำหน่ายกระชายดำ
แคปซูลกระชายดำ รับผลิตกระชายดำ
กระชายดำ เป็นยาอายุวัฒนะที่ได้รับความนิยมกว้างขวาง
อีกทั้งผู้บริโภครวมทั้งในแวดวงแพทย์แผนไทย ได้มีประโยชน์ดังต่อไปนี้
บำรุงหัวใจ บำรุงกำลัง ขยายเส้นเลือดในหัวใจ แก้ปวดมวลท้อง ขับปัสวะ ลดอาการปวดเมื่อย เพิ่มฮอร์โมนให้แก่เพศชาย
เพิ่มความสามารถทางเพศให้แก่ท่านชายได้เป็นอย่างดี
เหมาะสำหรับบุรุษที่ต้องการต้องการกลับมาเป็นหนุ่มอีกครั้ง
ขายส่งกระชายดำ มีคุณประโยชน์ บำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง
แก้จุกเสียด แก้เจ็บท้อง ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ปวดเมื่อย
ในเพศชาย กระชายดำช่วยบำรุงรักษาฮอร์โมนเพศ เพิ่มสมรรถภาพ
ทางเพศ ช่วยให้อวัยวะแข็งนานขึ้น แล้วก็ในเพศหญิง
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษาอาการมดลูกพิการ มดลูกหย่อนยาน
ปรับสมดุลของฮอร์โมนเพศ ยิ่งไปกว่านี้กระชายดำยังช่วยกระตุ้น
ระบบประสาท ช่วยให้นอนหลับก้าวหน้าขึ้น แก้โรคบิด ขับเยี่ยว
และก็ช่วยรักษาอาการขัดเบา ช่วยขับพิษในร่างกาย และยังช่วย
รักษาโรคเกี่ยวกับช่องท้อง เนื่องจากว่ามีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียในไส้ได้
แคปซูลกระชายดำช่วยให้อวัยวะเพศชายแข็งได้ง่ายแล้วก็บ่อยครั้งขึ้น มีระยะเวลาสำหรับในการแข็งที่นาขึ้น แล้วก็สำหรับผู้ที่มิได้มีปัญหาดังที่กล่าวถึงมาแล้วก็สามารถรับประทานเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงขึ้นได้
นอกเหนือจากที่จะแคปซูลกระชายดำชูกำลังของ เพศชายแล้ว กระชายดำยังช่วยบำรุงโหลิตสตรี(บำรุงเลือดเพศหญิง)
ช่วยแก้อาการตกขาวของผู้หญิง
ช่วยขับระดู ช่วยทำให้เมนส์ที่มาผิดปกติ กลับมาปกติ
ช่วยแก้โรคมดลูกพิการ มดลูกย่อนยานได้ โดยการนำเหง้าหรือหัวของ สมุนไพรกระชายดำ มาโขลกแล้วก็สผมกับเหล้าขาว แล้วนำมาดื่ม
ช่วยขับพิษในร่างกาย
แก้อาการมือเท้าเย็น
แคปซูลกระชายดำช่วยรักษา อาการเหน็บชา
ช่วยรักษาลักษณะของการปวดตามข้อ
ช่วยรักษาโรคเก๊า
สมุนไพรอื่นๆ
เจียวกู่หลานสรรพคุณหมอแผนจีนใช้ส่วนเหนือดินหรือใบเป็นยาแก้อักเสบแก้ไอ ขับเสมหะแก้หลอดลมอักเสบประเภทเรื้อรัง แพทย์แผนไทยใช้ส่วนที่เป็นก้านตากแห้งบดละเอียดเช่นกันแก้เหน็ดเหนื่อย แก้แผลอักเสบ ช่วยทำให้ไม่เมื่อยล้าง่าย แคปซูลกระชายดำเจียวกู่หลาน ในเจียวกู่หลานมีสารจีแพนโนไซด์ (Gypenoside) ที่ออกฤทธิ์คล้ายกับจินเซนโนไซด์ เจอได้ในโสม ก็เลยทำให้มีสรรพคุณในหนังสือเรียนยาแผนโบราณเป็นช่วยบำรุงรักษาร่างกาย บำรุงกำลัง ช่วยเจริญอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ รวมถึงใช้ขับเสลด แก้ไอ แก้อักเสบ บรรเทาอาการปวดกระดูก ส่วนเจียวกู่หลานสำหรับในการขายส่งกระชายดำหมอแผนปัจจุบันมีสรรพคุณ ลดไขมันและก็คลอเรสเตอรอลในเลือด ลดการเสี่ยงสำหรับการเกิดโรคหัวใจ ปรับความสมดุลของระบบเลือด ลดความดันโลหิต ควบคุมน้ำตาลในเลือด ปกป้องโรคเบาหวาน ต้านอนุมูลอิสระ คุ้มครองปกป้องความเสื่อมถอยของเซลล์ต่างๆในร่างกายรับผลิตกระชายดำทั้งยังสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกัน มีฤทธิ์คุ้มครองป้องกันตับ ป้องกันโรคสูญเสียความทรงจำ ต้านทานเซลล์มะเร็ง คุ้มครองป้องกันการเกิดสภาวะตันของเส้นเลือดในสมองได้ขายส่งกระชายดำ
คุณประโยชน์ชาเชียว

  • ชาเขียว มีส่วนสำหรับเพื่อการรักษาโรคปวดหัวไปจนถึงโรคเศร้าใจได้เป็นอย่างดี โดยจีนได้มีการใช้ชาเขียวสำหรับการรักษาโรคต่างๆมาเป็นเวลามากกว่า 4,000 ปีมาแล้ว
  • มีส่วนช่วยแก้หวัด แก้อาการร้อนใน ช่วยสำหรับในการขับสารพิษ รวมทั้งช่วยขับเหงื่อภายในร่างกาย
  • ช่วยแก้อาการเมาสุรา ทั้งยังส่งผลให้สร่างเมาได้เป็นอย่างดีรับผลิตกระชายดำ
  • มีส่วนช่วยสำหรับในการนำไปสู่การเจริญของกิน มีส่วนช่วยในการเพิ่มจำนวนแบคทีเรียประเภทดีในไส้ ก็เลยมีส่วนช่วยสำหรับการล้างสารพิษและช่วยกำจัดพิษในไส้ได้
  • ช่วยปกป้องการเกิดลิ่มเลือดภายในร่างกาย
  • แคปซูลกระชายดำปกป้องตับจากพิษต่างๆและโรคประเภทอื่นๆที่สามารถเกิดขึ้นกับตับได้
  • มีฤทธิ์ในการต้านทานอาการอักเสบ ต้านทานจุลินทรีย์ที่อยู่ในไส้ ต้านเชื้อแบคทีเรียและก็เชื้อไวรัส รวมทั้งช่วยต้านเชื้อ Botulinus รวมทั้งเชื่อ Staphylococcus
  • มีส่วนช่วยสำหรับในการขับปัสสาวะ และก็ช่วยคุ้มครองป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีและก็ในไต
  • ช่วยสำหรับการห้ามเลือดหรือทำให้เลือดไหลได้ช้าลง
  • มีส่วนช่วยสำหรับการคุ้มครองปกป้องโรคข้ออักเสบรูมาติก ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการอักเสบบวมแดง มีผลทำให้ปวดเมื่อตามกล้ามเนื้อแล้วก็ข้อต่อ โดยอาการลักษณะนี้มักจะเกิดกับกลางคนขายส่งกระชายดำ
  • ใช้เป็นยาพอกเพื่อรักษาแผลอักเสบ แผลพุพอง ฝีหนอง ไฟเผา รวมถึงช่วยบรรเทาอาการผดผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย ใช้เป็นยากันยุง และก็แก้ผิวร้อนแห้งได้อย่างดีเยี่ยม
  • มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการกระตุ้นให้เกิดการคลายเครียดอารมณ์ ช่วยระบายความร้อนที่เกิดกับหัวรวมทั้งเบ้าตา ก็เลยทำให้ตาสว่าง ไม่ง่วง แถมยังเป็นเหตุให้หายใจมีชีวิตชีวาได้อีกด้วยรับผลิตกระชายดำ
  • ช่วยแก้อาการท้องเดิน ท้องเสีย และก็ท้องบิดได้อย่างดีเยี่ยม
  • มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการแก้อาการอยากกินน้ำ ช่วยในการระบายความร้อนให้ออกจากปอด แถมยังช่วยขับเสลดได้อีกด้วย


Tags : ขายกระชายดำ,ขายส่งกระชายดำ

13

สมุนไพรเต็งหนาม
เต็งหนาม Bridelia retusa (Linn.) Spreng.
ชื่อพ้อง B. spinosa (Roxb.) Willd.
บางถิ่นเรียกว่า เต็งหนาม (ราชบุรี) จาลีลึกป๊วก (เขมร-จังหวัดสุรินทร์) รังโทน (จังหวัดนครราชสีมา) ว้อโบ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี.
     ไม้พุ่ม หรือ  ไม้ต้น สูงได้ถึง 15 ม. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปรีแกมขอบขนาน กว้าง 4-9.5 เซนติเมตร ยาว 8-20 ซม. ปลายใบแหลม หรือ มน ขอบใบเรียบ หรือ เป็นคลื่นบางส่วน โคนใบมน เบี้ยวบางส่วน มีเส้นใบ 15-21 คู่ เรียงห่างกัน 3-5 มม. เส้นใบย่อยเรียงเป็นขั้นบันได ด้านบนหมดจด ข้างล่างมีขนละเอียดสีขาวนวล ก้านใบยาว 8-12 มิลลิเมตร ดอก เล็ก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ มีขน ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศภรรยาอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อ ยาว 3-15 เซนติเมตร ดอกกลม ติดกันเป็นกลุ่มเล็กๆตามศูนย์กลางช่อ เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 มม. กลีบรองกลีบรูปไข่ปลายแหลม 5(4-6) กลีบ  สมุนไพร ดอกตูม กลีบรองกลีบจะอยู่ชิดกันพอดิบพอดี ไม่ซ้อนกัน กลีบเล็กกว่ากลีบรองกลีบดอก รูปกลม ขอบหยักมนๆเกสรผู้มี 5 อัน ก้านเกสรผู้เชื่อมติดกันที่ฐาน ตอนบนกางออก อับเรณูเรียงขนานกัน ฐานดอกกว้าง รูปคล้ายหมอน หรือ เบาะ ใกล้กับท่อกลีบรองกลีบ. ดอกเพศเมีย ช่อดอก สั้นกว่าช่อดอกเพศผู้มากมาย ยาว 2-4 ซม. กลีบรองกลีบดอกไม้มีลักษณะราวกับดอกเพศผู้ กลีบดอกไม้เหมือนรูปช้อนปนขอบขนาน; รังไข่ขอบหยัก เมื่อยังอ่อนอยู่ในฐานดอก. ผล กลม เส้นผ่านศูนย์กลางราว 5 มม. ผลแก่สีม่วงแกมดำ แก่จัดแตกออกเป็น 3 เสี่ยง.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าเบญจพรรณแล้ง ป่าดิบแล้ง ดงไผ่และก็ตามทุ่งหญ้า เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 1,100 มัธยม
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกให้ยางสีแดง ผสมกับน้ำมันงา ใช้ทาถูนวดแก้ปวดข้อ น้ำต้มเปลือกเป็นยาฝาดสมาน กินเพื่อละลายนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ผล กินได้มีรสหวาน

14

สมุนไพรดีหมี
ดีหมี Cleidion spiciflorum (Burn.f.) Merr. ชื่อพ้อง C. javanicum Bl.
บางถิ่นเรียกว่า ดีหมี ดินหมี (จังหวัดลำปาง) กาดาวกระจัดกระจาย (ประจวบคีรีขันธ์) กาไล กำไล (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) คัดไล (จังหวัดระนอง) จ๊ามะไฟ มะดีหมี (เหนือ) เซยกะชู้รัก (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน).
  ไม้ใหญ่ ไม่ผลัดใบ สูง 10-20 ม. เปลือกสีเทาดำ หมดจด. ใบ คนเดียว เรียงสลับกัน รูปรี ขอบขนาน หรือ รีปนรูปหอก โคนใบแหลม หรือ มน ขอบของใบหยักตื้นแล้วก็ห่าง หรือ เรียบ; ปลายใบแหลม มีติ่งแหลมยื่นยาวออกไปน้อย กว้าง 3.5-8 ซม. ยาว 10-22 เซนติเมตร เส้นกิ่งก้านสาขาใบมี 6-10 คู่ มีขนเป็นกลุ่มเล็กๆที่มุมระหว่างเส้นกลางใบกับเส้นแขนงใบ; ก้านใบยาว 2-6 เซนติเมตร ดอก ดอกเพศผู้ แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อยาวตามง่ามใบ หรือ ใกล้ยอด ยาว 8-21 เซนติเมตร ก้านดอกยาว 1-2 มม.; กลีบรองกลีบดอกไม้รูปกลม มี 1-2 มม. กลีบรองกลีบดอกรูปกลม มี 3 กลีบ เกสรผู้เยอะแยะ เรียงกันเป็นกลุ่มกลม อยู่บนฐานรูปกรวย ก้านเกสรไม่ชิดกัน. ดอกเพศภรรยา ออกลำพังๆตามง่ามใบ ก้านดอกยาว 4-5 ซม. กลีบรองกลีบ มี 5 กลีบ รูปสามเหลี่ยม ปลายแหลม รังไข่ 1 อัน ภายในมี 2-3 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 1 หน่วย ท่อรังไข่โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกยาวๆ2-3 แฉก. ผล รูปค่อนข้างกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3.5 เซนติเมตร ยาวราวๆ 1.5 เซนติเมตร เมล็ด กลม ผิวเนียน สีขาว เส้นผ่าศูนย์กลาง 8-15 มม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบ.
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำต้มเปลือก กินเป็นยาแก้ปวดท้อง ใบ มีพิษ น้ำสุกใบ เมื่อดื่มมากๆอาจส่งผลให้สตรีแท้งบุตรได้ เม็ด กินเป็นยาระบาย

15

สมุนไพรเปล้าน้ำเงิน
เปล้าน้ำเงิน Croton cascarilloides Raeusch.
ชื่อพ้อง C. cumingii Muell. Arg. C. pierrei Gangnep.
บ้างถิ่นเรียก เปล้าน้ำเงิน (ประจวบคีรีขันธ์) เปล้าเงิน (สงขลา) เป้าสีน้ำเงิน (จังหวัดนครราชสีมา สุราษฎร์) กะโดนหิน (เลย).
  ไม้ต้น ขนาดเล็ก หรือ ไม้พุ่ม สูง 1-4.5 ม. กิ่งก้านเรียวเล็ก. ใบ ติดหนาแน่นเป็นช่วงๆตามข้อ รวมทั้งที่ปลายกิ่ว แผ่นใบรูปขอบขนานแกมรูปหอก ขอบขนานปนรูปไข่ รูปหอกกลับ หรือ รูปข้าวหลามตัด โคนใบสอบแคบ โคนสุดมน ขอบของใบเรียบ หรือ หยักเพียงเล็กน้อย ปลายใบแหลม หรือ เรียวแหลม; ใบกว้าง 3-7 เซนติเมตร ยาว 5-16 ซึม เส้นกิ่งก้านสาขาใบ 6-11 คู่ ด้านล่างเห็นกระจ่างกว่าข้างบน ข้างล่างปกคลุมด้วยเกล็ดหนาแน่น เกล็ดสีน้ำเงิน มีสีน้ำตาลสลับบ้างประปราย; ข้างบนเมื่อยังอ่อนอยู่มีเกล็ด ต่อมาจะหลุดหล่นไปจนกระทั่งหมดจด; ก้านใบยาว 1-6 ซม มีเกล็ดปกคลุม. ดอก สีขาว ออกเป็นช่อสั้นๆที่ยอด มักจะออก 2 ช่อ ยาว 1.5-7 ซม. ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศภรรยาอยู่บนช่อเดียวกัน.  สมุนไพร ดอกเพศผู้ รูปกลม เส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 3 มม. กลีบรองกลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่ ยาวราว 2 มม. ขอบกลีบมีขน เกสรผู้มี 15 อัน อับเรณูรูปขบขนานแกมรูปไข่ โคนก้านเกสรมีขน. ดอกเพศภรรยา ขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ มีกลีบรองกลีบดอกไม้ 5 กลีบ รูปไข่ หรือ รูปขอบขนาน ปลายมน โคนเชื่อมติดกัน ยาว 5-6 มิลลิเมตร กลีบ 5 กลีบ ลักษณะซึ่งคล้ายด้าย ยาวประมาณ 2 มม. รังไข่กลม ท่อรังไข่ 3 อัน แต่ละอันแยกเป็น 2 แฉก ยาวโดยประมาณ 3 มม.  ผล กลมปนสามเหลี่ยม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6-7 มม. สีเขียว. เม็ด รูปรี ด้านหนึ่งแบน ยาวโดยประมาณ 4 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นราดกระจัดกระจายตามไหล่เขาในป่าดงดิบ แล้วก็จากที่ราบในป่าโปร่ง เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 200 ม.
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกราก (หรือรวมกับเปลือกต้น) กินเป็นยาลดไข้ รวมทั้งแก้อ้วก. ใบ ใบแห้ง ใช้ดูดแทนบุหรี่ได้

หน้า: [1] 2 3 4