แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - BeerCH0212

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1
อื่นๆ / ตะไคร้มีประโยชน์มากกว่าที่คิด
« เมื่อ: สิงหาคม 10, 2018, 08:34:40 AM »

ตะไคร้
ตะไคร้ เป็นพืชสมุนไพรแคว้นในประเทศแถบทวีปเอเชียเขตร้อน มีลักษณะเหมือนต้นหญ้าและมีใบสูงยาวส่งกลิ่นเฉพาะตัว เว้นเสียแต่ประยุกต์ใช้ทำกับข้าว ปรุงแต่งกลิ่นในอาหาร รวมทั้งทำเครื่องดื่มแล้ว ตะไคร้ยังถูกนำไปใช้ในหลากสาขา ดังเช่น อุตสาหกรรมสบู่ เครื่องแต่งตัว การบำบัดด้วยกลิ่น หรือการสกัดเป็นยารักษา โดยมีความเห็นว่าสารเคมีในตะไคร้ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ อาจสามารถช่วยปกป้องการเจริญเติบโตของแบคทีเรียกับยีสต์ได้ ช่วยลดอาการปวดเมื่อยล้ากล้าม บรรเทาลักษณะของการปวดและลดไข้ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในระหว่างมีเมนส์ แล้วก็เป็นส่วนประกอบในสารที่ช่วยไล่ยุงได้ ฯลฯ
ตะไคร้ ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citratus จัดเป็นพืชล้มลุก มีลักษณะเป็นกอ มักนิยมนำมาปลูกไว้ตามบ้านแล้วก็เอามาทำกับข้าว เป็นสมุนไพรที่เป็นประโยชน์และช่วยบรรเทาอาการของโรคบางชนิดได้ แม้กระนั้นหารู้หรือเปล่าว่าในความเป็นจริงแล้ว ภายใต้ต้นแข็งและก็ใบที่คมของตะไคร้ยังแอบซ่อนคุณประโยชน์เอาไว้จำนวนมากจนนึกไม่ถึง วันนี้เราไปดูคุณประโยชน์ของตะไคร้ที่รู้แล้วจะต้องตลึงที่นำมาจากเว็บไซต์ allwomenstalk กันเลยดีกว่าจ้ะ คนไหนที่ชอบกลิ่นหอมๆของมัน ต้องยิ่งรักเจ้าสมุนไพรชนิดนี้เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมแน่ๆ
คุณประโยชน์ของตะไคร้ ประโยชน์ดีๆของสมุนไพรใกล้ตัว
อุดมไปด้วยวิตามิน
          อย่ามีความรู้สึกว่าตะไคร้มีคุณประโยชน์เพียงแค่ใช้ประกอบอาหารเพียงแค่นั้น เนื่องจากว่าในความเป็นจริงแล้วตะไคร้นั้นอุดมไปด้วยวิตามินรวมทั้งแร่ธาตุล้นหลาม ทั้งยังวิตามินเอ วิตามินซี แล้วก็วิตามินบี ยิ่งกว่านั้นยังมีโฟเลต แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม แมงกานีส โอ้โห้... วิตามินเยอะแยะขนาดนี้ครั้งหลังเจอตะไคร้ในของกินก็อย่าเขี่ยทิ้งนะ
ช่วยไล่แมลง
          นอกเหนือจากที่จะเอามาประกอบอาหารแล้ว ตะไคร้ยังเป็นประโยชน์สำหรับในการไล่แมลงอีกด้วย เนื่องจากว่าในตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหยอยู่อีกทั้งในใบและในลำต้น ซึ่งน้ำมันหอมระเหยกลุ่มนี้มีคุณลักษณะสำหรับการไล่แมลงได้อย่างยอดเยี่ยม ก็เลยไม่น่าสนเท่ห์ใจที่พวกเราจะได้เห็นผลิตภัณฑ์สบู่ สินค้าไล่แมลงที่มีส่วนผสมของตะไคร้ขายอยู่ในท้องตลาดเยอะแยะ ใครที่ชอบกลิ่นตะไคร้ละก็ลองหามาใช้ได้นะคะ

ล้างพิษ
          สำหรับรักสุขภาพและก็ชอบล้างพิษในร่างกายบ่อยๆไม่ควรพลาดเจ้าตะไคร้เลยจ้ะ เพราะว่ามันมีคุณสมบัติสำหรับเพื่อการล้างสารพิษภายในร่างกายด้วยกระบวนการทำให้คุณเยี่ยวบ่อยครั้งขึ้น เพราะสารเคมีที่อยู่ในตะไคร้จะช่วยชำระล้างระบบที่ทำหน้าที่ในการย่อยอาหาร อาทิเช่น ตับ ตับอ่อน ไต รวมทั้งกระเพาะปัสสาวะ ขับสารพิษแล้วก็กรดยูริกออกจากร่างกาย ทำให้ระบบการทำงานเกี่ยวกับการย่อยอาหารของคุณสะอาดขึ้น และดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพเยอะขึ้นจ้ะ
ตะไคร้ กับ 7 คุณประโยชน์
ช่วยสำหรับการย่อยของกิน
          ตะไคร้ ช่วยทำให้ระบบการทำงานเกี่ยวกับการย่อยอาหารดำเนินการเจริญขึ้นค่ะ ด้วยเหตุว่ามีการเรียนรู้หนึ่งพบว่าการดื่มเกิดไคร้จะช่วยสำหรับการย่อย ลดอาการปวดท้อง แก้หวัด ลดอาการตะคริวในไส้ แล้วก็ท้องเสียได้ นอกจากนั้นยังช่วยป้องกันและก็ลดก๊าซในไส้ได้อีกด้วย
ช่วยซ่อมและก็บำรุงระบบประสาท
          มีการศึกษาเล่าเรียนหลายชิ้นพบว่าตะไคร้สามารถช่วยปรับปรุงแก้ไขซ่อนแซมแล้วก็เสริมความแข็งแรงให้กับระบบประสาทได้ พิสูจน์ได้อย่างไม่ยากเย็นด้วยการนำน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มาหยดลงบนผิว คุณจะรู้สึกได้ว่ามันอุ่นๆซึ่งมันจะทำให้กล้ามของคุณผ่อนคลายมากมายและลดอาการตะคริวได้ แต่ก็อย่าลืมว่าเมื่อใดก็ตามจะใช้น้ำมันหอมระเหยตะไคร้คุณควรที่จะผสมมันกับน้ำมันตัวพา (Carrier oil) และก็ห้ามใช้น้ำมันหอมระเหยโดยตรงกับผิวเด็ดขาดจ้ะ
ตะไคร้
ช่วยรักษาอาการอักเสบ
          ตะไคร้สามารถช่วยทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายแล้วก็บรรเทาอาการปวดต่างๆได้ นอกเหนือจากนี้ยังช่วยลดอาการอักเสบซึ่งเป็นสาเหตุของอาการปวดต่างๆยกตัวอย่างเช่น ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ หรือการปวดตามข้อได้อีกด้วย ฉะนั้นถ้าเกิดคุณรู้สึกปวดตามส่วนต่างๆของร่างกาย ลองหาน้ำมันที่ผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มานวดดูนะคะยืนยันว่าหายแน่นอน
ช่วยบำรุงรักษาผิว
          ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ด้วยเหตุนั้นมันก็เลยสามารถช่วยบำรุงรักษาผิวของคุณได้ ทำให้ผิวของคุณเปล่งประกายความมีร่างกายแข็งแรงออกมา แถมยังช่วยให้ผิวของคุณดูอ่อนวัยอยู่เป็นประจำ และก็ช่วยลดสิวต่างๆได้อีกด้วย
โทษของตะไคร้
พิษของน้ำมันตะไคร้ จำนวนน้ำมันตะไคร้ ที่ทำให้หนูขาวตายที่กึ่งหนึ่งของปริมาณหนูขาวทั้งหมด ด้วยการให้ทางปาก  ที่ความเข้มข้น 5,000 มก./โล แล้วก็การให้น้ำมันหอมระเหยทางกระเพาของกินแก่กระต่ายที่ทำให้กระต่ายตายที่ครึ่งหนึ่ง พบว่า มีจำนวนความเข้มข้นเดียวกันกับการให้แก่หนูขาว พิษเฉียบพลันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่ความเข้มข้น 1,500 ppm ในระยะเวลา 60 วัน กลับได้มาพบว่า หนูขาวที่ได้รับน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้มีการเติบโตเร็วกว่ากลุ่มที่ไคุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้
การศึกษาเล่าเรียนของตะไคร้ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่ มีสารอาหารสำคัญประกอบด้วย โปรตีน 1.2 กรัม ไขมัน 2.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม เส้นใย 4.2 กรัม แคลเซียม 35 มก. ธาตุฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม เหล็ก 2.6 มิลลิกรัม วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม ไทอามีน 0.05 มก. ไรโบฟลาวิน 0.02 มิลลิกรัม ไนอาซิน 2.2 มิลลิกรัม วิตามินซี 1 มิลลิกรัม และก็ ขี้เถ้า 1.4 กรัมม้ได้รับ แล้วก็ค่าทางเคมีของเลือดไม่มีความเคลื่อนไหวแต่อย่างใด http://www.disthai.com/

Tags : ประโยชน์ตะไคร้

2

บุก (Amorphophallus spp.) มีชื่อสามัญว่า Konjac (คอนจัค)12 ในไทยจะใช้บุกที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus paeoniifolius (Dennst.) Nicolson หรือที่เราเรียกว่า “บุกคางคก” ซึ่งเป็นพืชตระกูลเดียวกันกับบุกชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amorphophallus konjac K.Koch แต่ต่างชนิดกัน ซึ่งมีคุณสมบัติและก็คุณประโยชน์ทางยาที่ใกล้เคียงกัน และก็สามารถประยุกต์ใช้แทนกันได้
บุก
บุก ชื่อสามัญ Devil’s tongue, Shade palm, Umbrella arum
บุก ชื่อวิทยาศาสตร์ Amorphophallus konjac K.Koch (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Amorphophallus rivieri Durand ex Carrière) จัดอยู่ในสกุลบอน (ARACEAE)
สมุนไพรบุก มีชื่อเรียกอื่นว่า แพทย์ ยวี จวี๋ ยั่ว (จีนแต้จิ๋ว), หมอยื่อ (จีนแมนดาริน) ฯลฯ
ต้นบุก จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกที่มีอายุหลาย ลำต้นแทงขึ้นมาจากหัวใต้ดิน มีความสูงของต้นราว 50-150 เซนติเมตร หัวที่อยู่ใต้ดินนั้นมีขนาดใหญ่ รูปแบบของหัวเป็นรูปค่อนข้างจะกลมแบนนิดหน่อย หรือกลมแป้น มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว 25 เซนติเมตร ผิวเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ลำต้นและกิ่งไม้มีลักษณะกลมใหญ่ เปลือกลำต้นเป็นสีเขียวมีลายแต้มสีขาวปนเปอยู่
หัวบุก
ใบบุก ใบเป็นใบประกอบแบบขน มีใบย่อยเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลมรี ปลายใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร
ใบบุก
ดอกบุก มีดอกเป็นดอกโดดเดี่ยว รูปแบบของดอกเป็นทรงทรงกระบอกกลมแบน มีกลิ่นเหม็น สีม่วงแดงอมเขียว มีกาบใบยาวราวๆ 30 ซม. สีม่วงอมเหลือง โผล่ขึ้นพ้นจากกลีบเลี้ยงที่มีสีม่วง
ผลบุก ลักษณะของผลเป็นรูปกลมแบน เมื่อสุกจะเป็นสีส้ม
ดอกรวมทั้งผลบุก
บุกคางคก
บุกคางคก ชื่อสามัญ Stanley’s water-tub, Elephant yam
บุกคางคก ชื่อวิทยาศาสตร์ Amorphophallus paeoniifolius (Dennst.) Nicolson (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Amorphophallus campanulatus Decne.) จัดอยู่ในตระกูลบอน (ARACEAE)
สมุนไพรบุกคางคก มีชื่อเขตแดนอื่นๆว่า บุกหลวง บุกหนาม เบีย เบือ (แม่ฮ่องสอน), บักกะเดื่อ (สกลนคร), กระบุก (จังหวัดบุรีรัมย์), บุกคางคก บุกลุกงคก (ชลบุรี), หัวบุก (ปัตตานี), มันซูรัน (ภาคกึ่งกลาง), บุก (ทั่วๆไป), กระแท่ง บุกรอ หัววุ้น (ไทย), บุกอีรอคอยกเขา ฯลฯ
ต้นบุกคางคก จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกประเภทกะแท่งหรือเท้ายายม่อมหัว มีอายุได้นานหลายปี มีความสูงของต้นราว 5 ฟุต มีลักษณะของลำต้นอวบและอวบน้ำไม่มีแก่น ผิวตะปุ่มตะป่ำ ลำต้นกลมและมีลายเขียวๆแดงๆลักษณะก็จะคล้ายกับคนเป็นโรคผิวหนัง ต้นบุกนั้นขยายพันธุ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ พรรณไม้จำพวกนี้จะเจริญงอกงามในฤดูฝน รวมทั้งจะเหี่ยวเฉาไปในตอนต้นหน้าหนาว ในประเทศไทยพบมากขึ้นเองตามป่าราบริมหาดและที่อำเภอศรีราชา ส่วนในต่างแดนบุกคางคกนั้นเป็นพืชพื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เจอได้ตั้งแต่ศรีลังกาไปจนถึงอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์
ต้นบุกคางคก
หัวบุกคางคก เป็นส่วนของหัวที่อยู่ใต้ดิน มีลักษณะค่อนข้างกลมแล้วก็มีขนาดใหญ่สีน้ำตาล ผิวตะปุ่มตะป่ำ เส้นผ่านศูนย์กลางของหัวบุกนั้นจะมีขนาดตั้งแต่ 15 ซม.ขึ้นไป เนื้อในหัวเป็นสีเหลืองอมชมพู สีชมพูสด สีขาวขุ่น สีครีม สีเหลืองอ่อน สีเหลืองอมขาวละเอียดและก็เป็นเมือกลื่น มียาง โดยยิ่งไปกว่านั้นหัวสด แม้สัมผัสเข้าจะมีผลให้กำเนิดอาการคันได้ ก่อนนำมาปรุงเป็นของกินนั้นจึงจำต้องทำให้เป็นเมือกโดยการต้มในน้ำเดือดเสียก่อน โดยน้ำหนักของหัวนั้นมีตั้งแม้กระนั้น 1 กรัม ไปจนกระทั่ง 35 กิโล
บุกคางคก
ใบบุกคางคก ใบเป็นใบเดี่ยว ออกที่ปลายยอดของต้น ใบแบออกคล้ายกางร่มแล้วหยักเว้าเข้าพบเส้นกึ่งกลางใบ ส่วนขอบใบจะเว้าลึก ก้านใบกลม อวบน้ำและยาวได้ราวๆ 150-180 เซนติเมตร
ใบบุกคางคก
ดอกบุกคางคก ออกดอกเป็นช่อ ดอกแทงขึ้นมาจากพื้นดินรอบๆของโคนต้น เป็นแท่งมีลายสีเขียวหรือสีแดงแกมสีน้ำตาล (ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์) ดอกออกเป็นช่อ แทงขึ้นมาจากหัวที่อยู่ใต้ดิน ก้านช่อดอกสั้น มีใบเสริมแต่งเป็นรูปห่อหุ้มช่อดอก ขอบหยักเป็นคลื่นรวมทั้งบานออก ปลายช่อดอกเป็นรูปกรวยคว่ำขนาดใหญ่ ยับเป็นร่องลึก สีแดงอมน้ำตาลหรือสีม่วงเข้ม ดอกเพศผู้อยู่ตอนบน ส่วนดอกเพศภรรยาอยู่ตอนล่าง ดอกมีกลิ่นเหม็นเหมือนซากสัตว์เน่า
ดอกบุกคางคุก
ผลบุกคางคก ผลได้ผลสด เนื้อนุ่ม รูปแบบของผลเป็นรูปทรงรียาว ปริมาณยาวราวๆ 1.2 ซม. ผลมีมากไม่น้อยเลยทีเดียวติดกันเป็นช่อๆ(สิบถึงร้อยร้อยผลต่อหนึ่งช่อดอก)ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนสีเหลือง สีส้ม จนถึงสีแดง ข้างในผลมีเม็ดราวๆ 1-3 เมล็ด โดยมีสันขั้วเม็ดของแต่ว่าเม็ดแยกออกมาจากกัน เมล็ดมีลักษณะกลมรีหรือเป็นรูปไข่
สรรพคุณของบุก
หัวบุกมีรสเผ็ด เป็นยาร้อน เป็นพิษ ออกฤทธิ์ต่อม้าม ตับ รวมทั้งระบบทางเดินอาหาร มีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด (หัว)
ใช้เป็นของกินสำหรับคนเจ็บโรคเบาหวานและคนไข้โรคไขมันในเลือดสูง ด้วยการแยกแป้งจากส่วนที่เป็นเนื้อทราย แล้วชงกับน้ำกิน โดยให้ใช้แป้ง 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้ว นำมาชงกับน้ำกินก่อนที่จะกินอาหารครึ่งชั่วโมงวันละ 2-3 มื้อ
หัวใช้เป็นยารักษาโรคมะเร็ง (หัว)
ใช้เป็นยาแก้ไข้จับสั่น (หัว)
ช่วยแก้อาการไอ (หัว)
หัวใช้เป็นยากัดเสลด ละลายเสลด ช่วยกระจายเสลดที่ตันรอบๆหลอดลม (หัว)
หัวบุกมีรสเบื่อคัน ใช้เป็นยากัดเสมหะเถาดาน รวมทั้งเลือดจับกันเป็นก้อน (หัว)
หัวเอามาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้โรคท้องมาน (หัว)
ช่วยแก้ริดสีดวงทวาร (ราก)
ช่วยแก้เมนส์ไม่มาของสตรี (หัว)6 ช่วยขับประจำเดือนของสตรี (ราก)
หัวเอามาต้มกับน้ำกินเป็นยาแก้โรคตับ (หัว)
ใช้แก้พิษงู (หัว)
ใช้เป็นยาแก้แผลไฟเผาน้ำร้อนลวก (หัว)
หัวใช้หุงเป็นน้ำมัน ใช้ใส่บาดแผล กัดฝ้าแล้วก็กัดหนองก้าวหน้า (หัว)1,2,3,4 บางข้อมูลบอกว่ารากใช้เป็นยาพอกฝีได้ (ราก)
ใช้แก้ฝีหนองบวมอักเสบ (หัว)6
หัวใช้เป็นยาพาราบวม แก้บวมช้ำ (หัว)
บุก เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากกว่าไวอากร้า หรือเป็นยาเพิ่มความสามารถทางเพศ โดยคุณนิล วิหค (บ้านหนองพลวง ต.โคกกึ่งกลาง อ.ลำปลายกนก จ.จังหวัดบุรีรัมย์) ชี้แนะให้ลองพิสูจน์ ด้วยการเอาไม้พาดปากหม้อแล้วนำสมุนไพรบุกคางคก เอาพวงเมล็ดเอามาปิ้งไฟให้หอมก่อน แล้วใช้ผูกกับไม้ห้อยจุ่มลงไปในหม้อต้มใส่น้ำเพียงพอท่วมเมล็ดบุก ต้มจนถึงเมล็ดบุกร่วงลงหม้อ ตัวยาก็จะไหลลงมาด้วย เมื่อเดือดแล้วก็ให้เติมน้ำตาลทรายแดงพอควรลงไปต้มให้เพียงพอหวาน ต่อไปทดลองชิมมอง หากยังมีลักษณะคันคออยู่ก็ให้เพิ่มน้ำตาลเพิ่มแล้วค่อยลองใหม่ ถ้าหากไม่มีอาการคันคอก็แสลงว่าใช้ได้ และก็ให้นำสมุนไพรโด่ไม่รู้จักล้มใส่เข้าไปด้วยราว 1 กำมือ แล้วต้มให้เดือด ปลดปล่อยให้เย็นรวมทั้งเก็บไว้ในตู้เย็น ใช้ดื่ม 1 เป็ก ราวๆ 30 นาที จะปวดฉี่โดยธรรมชาติ หลังจากอาวุธนั้นจะพร้อมสู้ในทันที (ผล)
หมายเหตุ : สำหรับวิธีการใช้ให้แยกแป้งจากส่วนที่เป็นเนื้อทราย แล้วเอามาชงกับน้ำ ส่วนขนาดที่ใช้นั้นให้ใช้แป้ง 1 ช้อนชา ต่อน้ำ 1 แก้ว ชงกับน้ำกินก่อนที่จะรับประทานอาหารครึ่งชั่วโมงวันละ 2-3 มื้อ2 ส่วนการใช้ตาม 6 ให้ใช้ทีละ 10-15 กรัม (รู้เรื่องว่าคือส่วนของหัว) นำมาต้มกับน้ำนาน 2 ชั่วโมง ก็เลยสามารถนำมารับประทานได้ ถ้าเกิดเป็นยาสดให้ใช้ตำพอกหรือนำมาฝนกับน้ำส้มสายชู หรือต้มเอาน้ำใช้ชะล้างรอบๆที่เป็นแผล
ในเนื้อหัวบุกป่าจะมีผลึกของแคลเซียมออกซาเลท (Calcium oxalate) เป็นจำนวนมาก ที่ส่งผลให้เกิดอาการคัน ส่วนเหง้ารวมทั้งก้านใบหากปรุงไม่ดีแล้วรับประทานเข้าไปจะทำให้ลิ้นพองและคันปากได้8ก่อนเอามากินจะต้องกำจัดพิษออกก่อน และไม่กินกากยาหรือยาสด6
วิธีการกำจัดพิษจากหัวบุก ให้นำหัวบุกมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆตำพอเพียงแหลก คั้นเอาน้ำออกพักไว้ นำกากที่ได้ไปต้มน้ำ แล้วคั้นเอาแต่น้ำ นำไปผสมกับน้ำที่คั้นทีแรก แล้วก็ค่อยนำไปต้มกับน้ำปูนใสเพื่อพิษหมดไป เมื่อเดือดก็พักไว้ให้เย็น จะจับกุมตัวกันเป็นก้อน จึงสามารถใช้ก้อนดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วสำหรับในการทำกับข้าวหรือนำไปตากแห้งเพื่อใช้เป็นยาได้6หากอาการเป็นพิษจากการรับประทานบุก ให้รับประทานน้ำส้มสายชูหรือชาแก่ แล้วตามด้วยไข่ขาวสด แล้วให้รีบไปพบแพทย์
เนื่องจากว่าวุ้นบุกสามารถขยายตัวได้มาก (ไม่ต่ำกว่า 20 เท่าของเนื้อวุ้นแห้ง) จึงไม่สมควรบริโภควุ้นบกวันหลังการกิน แต่ให้รับประทานก่อนกินอาหารไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง ส่วนการบริโภคอาหารที่ผลิตขึ้นจากวุ้น เป็นต้นว่า วุ้นก้อนและก็เส้นวุ้น สามารถบริโภคพร้อมอาหารหรือหลังอาหารได้ เพราะเหตุว่าวุ้นดังกล่าวข้างต้นได้ผ่านวิธีการรวมทั้งได้ขยายตัวมาก่อนแล้ว และการการที่จะขยายตัวหรือพองตัวได้อีกนั้นก็เลยเป็นไปได้ยาก ส่วนในเรื่องของค่าทางโภชนาการนั้นพบว่าวุ้นบุกไม่ให้พลังงานแก่ร่างกาย เหตุเพราะไม่มีการย่อยสลายเป็นน้ำตาลภายในร่างกาย และไม่มีวิตามินรวมทั้งแร่ธาตุ หรือสารอาหารอะไรก็แล้วแต่ที่มีคุณประโยชน์ต่อสภาพร่างกายเลยกลูโคแมนแนนส่งผลทำให้การดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมันลดน้อยลง (ดังเช่น วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี รวมทั้งวิตามินเค) ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดโทษและส่งผลเสียรวมทั้งไม่ดีต่อสุขภาพโดยรวมได้ แม้กระนั้นจะไม่มีผลต่อการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในน้ำ (เช่น วิตามินบีรวม วิตามินซี)
การกินผงวุ้นบุกในจำนวนมาก อาจทำให้มีอาการท้องเดินหรือท้องขึ้น มีลักษณะอาการอยากกินน้ำมากกว่าเดิม บางบุคคลอาจมีอาการอ่อนล้าเนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดลดลงได้

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของบุก
สารที่พบ ยกตัวอย่างเช่น สาร Glucomannan, Konjacmannan, D-mannose, Takadiastase, แป้ง, โปรตีนบุก, วิตามินบี, วิตามินซี แล้วก็ยังพบสารที่เป็นพิษ คือ Coniine, Cyanophoric glycoside ก้านบุกเจอสาร Uniine และวิตามินบีที่ก้านช่อดอก6 แล้วก็หัวบุกยังมีโปรตีนอยู่ปริมาณร้อยละ 5-6 และก็มีคาร์โบไฮเดรตอยู่สูงปริมาณร้อยละ 672หัวบุกมีสารสำคัญหมายถึงกลูโคแมนแนน (Glucomannan) เป็นสารชนิดคาร์โบไฮเดรต ซึ่งมีเดกซ์โทรส แมนโนส และฟรุคโตส สารกลูวัวแมนแนนสามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เนื่องด้วยมีความเหนียว ช่วยยับยั้งการดูดซึมของเดกซ์โทรสจากทางเดินอาหาร ยิ่งเหนียวหนืดมากมายก็ยิ่งมีผลการดูดซึมเดกซ์โทรส โดยเหตุนี้ กลูวัวแมนแนน ซึ่งเหนียวกว่า gua gum จึงสามารถลดน้ำตาลได้ดีมากว่า จึงใช้แป้งเป็นวุ้นเป็นอาหารสำหรับผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวานแล้วก็สำหรับคนที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูงสารกลูวัวแมนแนน (Glucomannan) จะมีปริมาณต่างกันออกไปตามชนิดของบุก5
แป้งจากหัวบุกนั้นประกอบไปด้วยกลูโคนแมนแนนประมาณ 90% รวมทั้งสิ่งแปลกปลอมอื่นๆเช่น alkaloid, starch, สารประกอบไนโตเจนต่างๆsulfates, chloride, แล้วก็สารพิษอื่น โมเลกุลของกลูวัวแมนแนนนั้นสำคัญๆแล้วจะประกอบไปด้วยน้ำตาลสองประเภทหมายถึงเดกซ์โทรส 2 ส่วน แล้วก็แมนโนส 3 ส่วน โดยประมาณ เชื่อมต่อกันระหว่างคาร์บอนตำแหน่งที่ 1 ของน้ำตาลประเภทลำดับที่สอง กับคาร์บอนตำแหน่งที่ 4 ของน้ำตาลชนิดแรกแบบ ?-1, 4-glucosidic linkage ซึ่งแตกต่างจากแป้งที่เจอในพืชทั่วๆไป จึงผิดย่อยโดยกรดและก็น้ำย่อยในกระเพาะ เพื่อให้น้ำตาลที่ให้พลังงานได้8 เว้นแต่กลูโคแมนแนนจะเจอได้ในบุกแล้ว ยังพบได้ในว่านหางจระเข้อีกด้วย9
กลูโคแมนแนน (Glucomannan) สามารถดูดน้ำและก็พองตัวได้มากถึง 200 เท่า ของจำนวนเดิม เมื่อเรารับประทานกลูโคแมนแนนก่อนกินอาหารครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงครั้งละ 1 กรัม กลูวัวแมนแนนจะดูดน้ำที่มีมากมายในกระเพาะอาหารของเรา แล้วมีการพองตัวจนกระทั่งทำให้พวกเรารู้สึกอิ่มอาหารได้เร็วและก็อิ่มได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้พวกเรากินได้ลดน้อยลงกว่าธรรมดาด้วย ทั้งยังกลูวัวแมนแนนจากบุกก็มีพลังงานต่ำมาก กลูวัวแมนแนนก็เลยช่วยสำหรับในการควบคุมน้ำหนักและก็เป็นของกินของคนที่อยากลดความอ้วนได้อย่างดีเยี่ยม8
เมื่อนำสารที่สกัดได้จากบุกที่มีการกำจัดพิษแล้ว ให้หนูใหญ่รับประทานครั้งละ 15 กรัม ต่อ 1 กิโลกรัม ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 2-3 อาทิตย์ พบว่าระดับของคอเลสเตอรอลในเลือดของหนูต่ำลงคิดเป็น 44% และก็ Triglyceride ลดน้อยลงคิดเป็น 9.5%6
สาร Glucomannan มีฤทธิ์ซึมซับน้ำในกระเพาะและไส้ได้ดีมากมาย แล้วก็ยังสามารถไปกระตุ้นน้ำย่อยในไส้ให้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีการขับของที่ค้างในลำไส้ได้เร็วขึ้น6สารสกัดแอลกอฮอล์จากหัวบุก สามารถยั้งการก้าวหน้าของเชื้อวัณโรคในหลอดแก้วได้5
เมื่อนำสารที่สกัดได้จากบุกที่มีการกำจัดพิษแล้ว ให้หนูใหญ่ที่มีอาการบวมที่ขารับประทานครั้งละ 15 กรัม ต่อ 1 กก. พบว่าอาการบวมที่ขาของหนูลดลง6
คุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากบุกชาวไทยเรานิ http://www.disthai.com/

Tags : สมุนไพรบุก

3

น้ำมันนวดสมุนไพร

ลักษณะโรคปวดต่างๆ
ปวดหลังด้านขวาที่อยู่ข้างล่าง
          น้ำมันนวดสมุนไพรข้างหลังข้างล่างก็คือบริเวณข้างหลังตั้งแต่ใต้สะบักไปจนถึงก้นกบ ซึ่งเป็นส่วนที่พบมากอาการปวดได้บ่อยที่สุด แถมเมื่อมีลักษณะอาการปวดแล้วหลังจากนั้นก็มักจะทำให้ทำอะไรก็ทำได้ทุกข์ยากลำบาก ดังนี้ต้นเหตุที่ส่งผลให้เกิดลักษณะของการปวดข้างหลังด้านขวาด้านล่าง นอกเหนือจากการใช้กล้ามเนื้อมากจนเกินความจำเป็นรวมทั้งไม่ถูกท่าทีแล้ว ยังมีต้นสายปลายเหตุอื่นๆอีกได้แก่

  • ท้อง

              ลักษณะของการปวดข้างหลังเป็นเรื่องปกติของว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งท้อง เนื่องจากบริเวณหลังส่วนล่าง เป็นบริเวณที่จำเป็นต้องรองรับทารกตัวน้อย ยิ่งหากว่าที่คุณแม่จำต้องนั่ง ยืน หรือเดิน ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆก็บางทีอาจจะยิ่งรู้สึกปวดหลังด้านล่างทางด้านขวาได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น น้ำมันนวดสมุนไพรดังนี้อาการจะเป็นๆหายๆขึ้นอยู่กับท่าทางที่ทำอยู่ หากว่าได้เอนหลังพักสักครู่ก็จะดีขึ้น แม้กระนั้นหากว่าเกิดอาการนี้เรื้อรัง แถมยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น ควรรีบไปพบหมอ เพราะโน่นบางทีอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากเพียงแค่ความเจ็บปวดปวดเมื่อย แต่ว่าอาจเกิดขึ้นจากความไม่ปกติของครรภ์ได้ค่ะ


    โรคติดเชื้อในกระดูก


              หนึ่งในอาการติดเชื้อโรคที่คนทั่วๆไปสามารถพบได้ โดยอาการชอบเกิดขึ้นที่รอบๆกระดูกสันหลัง ทำให้รู้สึกปวดที่กระดูกสันหลังและก็แผ่ขยายไปทั่วรอบๆหลังข้างล่างทางด้านขวา โดยส่วนมากแล้วการติดเชื้อในกระดูกชอบเกิดกับผู้สูงวัย ผู้ที่มีปัญหาภูมิต้านทานขาดตกบกพร่อง แล้วก็จะมีแนวโน้มมีการติดเชื้อมากยิ่งขึ้นแม้มีปัญหาสุขภาพอื่นๆอยู่ก่อนแล้วค่ะ


    กระดูกสันหลังหักจากแรงดัน


              แค่เพียงไอ หรือจาม ก็สามารถทำให้กระดูกสันหลังหักได้ โดยยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่มีอาการโรคกระดูกพรุน หรือผู้สูงอายุที่มีสภาวะกระดูกเปราะกว่าธรรมดา โดยถ้ากำเนิดอาการกระดูกสันหลังหักเนื่องมาจากแรงกดดัน จะก่อให้เกิดอาการปวดที่ข้างหลังด้านขวาล่าง ในลักษณะปวดถ่วงๆบางครั้งบางคราวอาจะมีลักษณะอาการปวดร้ายแรงน้ำมันนวดสมุนไพร ด้วยเหตุผลดังกล่าวหากคุณจาม หรือไอแล้วมีลักษณะอาการปวดที่หลังด้านขวาที่อยู่ทางด้านล่าง อย่าชะล่าใจและก็ปล่อยทิ้งเอาไว้ ควรจะรีบไปหาหมออย่างด่วนเลยค่ะ


    หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท


              น้ำมันนวดสมุนไพรสามารถ อาการปวดที่เกิดขึ้นจากปัจจัยนี้สามารถพบได้มากเยอะที่สุด โดยต้นเหตุที่ทำให้หมอนรองกระดูกเขยื้อนทับเส้นประสาทนั้นอาจะกำเนิดได้จากอาการเจ็บ หรือเกิดจากปัญหาหมอนรองกระดูกเสื่อม โดยอาการนี้นอกจากจะทำให้ปวดหลังส่วนล่างทางขวาแล้ว ก็จะมีลักษณะชาบริเวณขาร่วมด้วย ยิ่งถ้าหากเพราะว่าหมอนรองกระดูกไปทับเส้นประสาท ทำให้รูปแบบการทำงานของระบบประสาทที่สั่งงานไปยังขากำเนิดความไม่ปกติ ยิ่งถ้าหากว่าเส้นประสาทที่ถูกกดทับนั้นเป็นเส้นประสาทไซอาติก (Sciatic) ซึ่งเป็นประสาทขนาดใหญ่ที่อยู่รอบๆกระสันหลังส่วนเอวด้วย จะก่อให้กำเนิดอาการปวดร้าวลงขา บางครั้งอาจจะทำให้ถึงกับขนาดไม่อาจจะเดินได้ โดยเหตุนี้หากว่าเกิดอาการปวดข้างหลังร่วมกับอาการชา หรือเจ็บปวดรวดร้าวลงขาอย่างเรื้อรังละก็ ควรรีบไปกระทำการตรวจโดยเร็ว เพื่อจะได้วางแนวทางการรักษาได้อย่างแม่นยำค่ะ


    โรคไต


    ไม่ว่าจะเป็นอาการไตอักเสบ หรือนิ่วในไต ก็ส่งผลให้รู้สึกปวดหลังด้านล่างได้ เพราะว่าไตเป็นอวัยวะที่อยู่ใกล้หลังเยอะที่สุด โดยถ้าเกิดอาการไตอักเสบ หรือนิ่วในไตที่ไตข้างขวาก็จะทำให้รู้สึกเจ็บปวดข้างหลังด้านขวาล่างมากเป็นพิเศษ และอาการนี้ไม่สามารถที่จะหายสนิทได้ ถ้าเกิดไม่ได้กระทำการรักษาอย่างถูกต้องค่ะ


    การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (Urinary Tract Infection)


              การต่อว่าดเชื้อในทางเดินเยี่ยวไม่เพียงแค่ทำให้เจ็บท้องส่วนล่าง แม้กระนั้นยังทำให้ปวดหลังส่วนล่างด้านขวาได้อีก ยิ่งหากว่าการติดเชื้อแพร่ขยายไปที่ไต ทำให้กรวยไต หรือไตอักเสบ ก็จะยิ่งทำให้ลักษณะของการปวดข้างหลังรุนแรงมากขึ้น และมีลักษณะอาการไข้ต่ำๆเกิดขึ้นร่วมด้วย ด้วยเหตุนี้หากมีอาการปวดหลังด้านขวาทางด้านล่างน้ำมันนวดสมุนไพร ควรสังเกตว่ามีลักษณะปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีกลิ่นเหม็น รวมทั้งมีอาการเจ็บเวลาเยี่ยวหรือไม่ ถ้าหากมีละก็ ควรจะไปพบหมอเลยค่ะ


    โรคอ้วน


              ความอ้วนเป็นอีกหนึ่งต้นเหตุสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวดหลังส่วนล่างได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอ้วนมากมายๆเพราะน้ำหนักส่วนเกินจะไปกดนอนทับที่บริเวณกระดูกสันหลัง แล้วก็กล้ามรอบๆหลังจนทำให้ปวดหลัง ซึ่งถ้าเรื้อรังเป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆก็จะมีผลให้กระดูกสันหลังผิดแบบได้ค่ะ


    ไม่บริหารร่างกายกล้ามเนื้อหลัง


              เหมือนกันกับกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆกล้ามน้ำมันนวดสมุนไพรข้างหลังก็อยากออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของกล้ามด้วยเหมือนกัน ซึ่งถ้าเราไม่ยอมบริหารร่างกายกล้ามหลัง กล้ามเนื้อก็จะอ่อนแอลง และไม่สามารถรองรับน้ำหนักตัวที่กดทับลงมาได้ จนเป็นต้นเหตุทำให้ปวดหลังด้านขวาล่างน้ำมันนวดสมุนไพร ทราบแบบนี้และจากนั้นก็อย่าลืมหมั่นบริหารร่างกายกล้ามข้างหลังเป็นประจำนะคะ เพียงแค่บริหารร่างกายด้วยท่ายืดกล้าม หรือฝึกโยคะก็จะช่วยกล้ามหลังแข็งแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแล้วล่ะค่ะ
              สาเหตุของอาการปวดหลังข้างขวาพวกนี้ล้วนแต่เป็นต้นเหตุที่พบมาก แต่ทั้งนี้เองก็ยังมีโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆที่ก่อให้เกิดอาการปวดข้างหลังทางด้านขวาได้ด้วยเหมือนกัน ซึ่งถ้าปวดแบบเรื้อรังไม่หายสักครั้ง แทนที่จะพึ่งยาพาราหรือนวดทุเลาอาการก็น่าจะไปพบหมอเพื่อรับการวินิจฉัยอย่างถูกต้องจ้ะ
              น้ำมันนวดสมุนไพร แต่สำหรับผู้ใดกันแน่ที่มีลักษณะปวดหลังเพราะว่ามีอิริยาบถที่ผิดท่า เสนอแนะให้ออกกำลังกาย หรือยืดดูหมิ่นเหยียดหยามร่างกายตามนี้เลย
              - 6 ท่าโยคะแก้ปวดหลังสุดเบสิก หยุดทุกลักษณะของการปวดก่อนหรือหลังพังทลาย
              - 10 ท่าโยคะแก้ปวดหลัง ยืดดูถูกทุกวี่ทุกวัน ลักษณะของการปวดหายไว !
              แล้วก็ลองปรับท่านอนมานอน 4 ท่านอนแก้ปวดหลัง ไม่ได้อยากต้องการข้างหลังพังทลายรีบแปลงท่านอนด่วน ! อาจจะช่วยให้หายปวดหลังได้ค่ะ

4
อื่นๆ / น้ำมันนวดใช้สำหรับใครได้บ้าง?
« เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2018, 01:09:53 PM »

น้ำมันนวดสมุนไพร
อาการปวดหายได้อย่างไร เมื่อใช้น้ำมันนวด
ซึ่ง การใช้น้ำมันตัวนี้นะคะ พวกเราแค่ทาลงไปในส่วนที่พวกเราปวดนะคะ หรือมีการอักเสบของกล้าม เท่านี้ค่ะตัวยาจะซึมเข้าไปทำให้ลักษณะของการปวดเมื่อยลดน้อยลง อีกอย่างที่สำคัญนะคะ
นํ้ามันนวด ตัวนี้เหมาะกับผู้ใดกันแน่บ้าง?

  • ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • เมื่อยจากการทำงานหนัก
  • ปวดมือและคอจากการเล่นมือถือ
  • คนที่ปวดหลังจาก Office syndrome
  • ผู้ที่ปวดข้อจากโรคเกาท์
  • ปวดเข่าจากโรคข้อต่ออักเสบ
  • คนที่ปวดขาจากการเดิน Shopping
  • เจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ตีดอท จนปวดมือ
  • ปวดคอจากการเล่นมือถือ
น้ำมันนวดสมุนไพร ที่ดีเลิศของคุณบรรเทาร่างกายแล้วก็ผลักดันการนอนที่ดีมากกว่าสำหรับวัน.
ผู้คนจำนวนมากทุกข์ทรมานจากความแปลกของการนอนต่างๆได้มองเห็นการปรับปรุงแก้ไขในนิสัยการนอนของพวกเขาข้างหลังการรักษาด้วยการนวดผ่อนคลาย. น้ำมันนวดกระตุ้นจิตใจแล้วก็จิตวิญญาณ การบำบัด, น้ำมันนวดสมุนไพรโดยเหตุนี้คนจำนวนมากมีประสบการณ์การนอนลึกแล้วก็พักผ่อนเพิ่มมากขึ้น.
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น
น้ำมันนวดสมุนไพรเพิ่มขึ้นแล้วก็รักษาความยืดหยุ่นของข้อต่อของคุณ. นวดตัวที่มีประสิทธิภาพหลักการทำงานของกล้ามทั้งหมดทั้งปวง, เยื่อแล้วก็ข้อต่อก็เลยปรับปรุงแก้ไขการแสดงกีฬาแล้วก็การให้ความสะดวกสบายในการเคลื่อนไหวร่างกายของคุณง่ายขึ้น. นอกเหนือจากสิ่งพวกนี้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย, นวดยังช่วยคุ้มครองป้องกันการบาดเจ็บและเพิ่มความเร็วสำหรับเพื่อการหาย. นวดแผนโบราณยังเป็นวิธีที่เยี่ยมสำหรับการบรรเทาความตึงเครียดของกล้ามเนื้อแล้วก็บำรุงรักษาร่างกายของคุณ พอดี และก็มีความยืดหยุ่นเป็นเวลานาน.
กำจัดพิษ
ข้อเด่นที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการนวดน้ำมันซึ่งมันช่วยทำให้ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพกำจัดพิษจากสิ่งมีชีวิตโดยเหตุนั้นการช่วยสนับสนุนสุขภาพที่แข็งแรงขึ้น.
ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน
บริการนวดน้ำมันนวดสมุรไพรและจำนวนมากสร้างความแข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันและก็ช่วยในการย่อยอาหาร.
ศิลป์ที่สวยสดงดงามของการนวดได้ทวีความรุนแรงมากเพิ่มขึ้นด้วยการนวดน้ำมันบางมากมาย. น้ำมันนวดแต่ละคนมีคุณสมบัติรักษาโรคต่างๆที่มีเพื่อบริการด้านต่างๆสำหรับการรักษาร่างกายและจิตใจของคุณอีกด้วย. เลือกน้ำมันที่ดีที่สุดสำหรับความต้องการเฉพาะบุคคลของคุณและน้ำมันนวดสมุนไพรบรรเทาร่างกายของคุณด้วยการน้ำมันนวดสมุนไพรบรรเทาแล้วก็ฟื้นฟูอย่างสม่ำเสมอ, เพื่อรักษาความสมดุลทางด้านจิตวิญญาณของคุณและก็สุขภาพที่แข็งแรงที่สุดของร่างกายของคุณ.
โรคนี้จะไม่สามารถที่จะหายไปได้เอง!
โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่สามารถที่จะหายขาดได้เอง ถึงแม้อาการที่แสดงออกมาจะร้ายแรงน้อยลงก็ตาม แล้วก็สุดท้ายก็จะเปลี่ยนเป็นโรคเรื้อรังรวมทั้งนำมาซึ่งความลำบากน้ำมันนวดสมุนไพรในการดำรงชีวิตเพิ่มมากขึ้น
1.น้ำมันนวดสมุนไพรจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ให้ทำงานได้ดีมากเพิ่มขึ้น ลดอาการตึงเครียดให้เราบรรเทาจากการความเมื่อยล้าและก็ความอ่อนเพลียสะสม
2.สงน้ำมันนวดสมุนไพร จะเข้าช่วยการกระตุ้นแนวทางการทำงานของโลหิต ให้ดำเนินงานเจริญมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นแล้วก็สามารถหล่อเลี้ยงออกสิเจนและก็สารอาหารต่างๆไปทั่วร่างกายอย่างสมบูรณ์ ปกป้องโรคต่างๆและก็ลดความดันเลือดได้ดิบได้ดีด้วย
3.น้ำมันนวดสมุนไพรเพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปปรับปรุงแก้ไขซ่อนแซมแล้วก็ฟื้นฟูระบบกล้าม ข้อต่อต่างๆภายในร่างกายให้ปฏิบัติงานก้าวหน้ารวมทั้งมีคุณภาพมากเพิ่มขึ้น
4.เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ด้วยเข้าไปกำจัดพิษ ทั้งภายในร่างกายและภาวะผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมาส่งให้ผิวของคุณเรียบเนียนเปียกชื้น ดูผุดผ่องแล้วก็ชีวิตชีวาเยอะขึ้น
5.ช่วยในเรื่องการนอนหลับให้ดีมากยิ่งกว่าเดิม ผ่อนคลายสมองและร่างกายต่างๆมีผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนสนิทได้ดียิ่งไปกว่ากว่า ลดอาการนอนไม่หลับได้เป็นอย่างดี
นอกเหนือจากนี้น้ำมันนวดสมุนไพรยังเป็นประโยชน์อีกหลายชนิดต่อร่างกาย ซึ่งนับได้ว่าเป็นทางเลือกแก่คนรักสุขภาพได้อย่างดีเยี่ยม
ลดอาการปวดหัวไมเกรน
     สำหรับเคยทรมานจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อย แพทย์ก็ได้ชี้แนะให้ทดลองไปนวดบรรเทาสุขภาพดูบ้าง ด้วยเหตุว่าจากผลวิจัยของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า คนที่มีลักษณะอาการปวดศีรษะไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวติดต่อกัน 2-3 อาทิตย์ จะสามารถทุเลาอาการใกล้กันของโรคไมเกรน และนอนได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ
การเลือกน้ำมันนวด
การเลือกน้ำมันนวดสมุนไพรขึ้นกับการใช้แรงงาน และก็คุณประโยชน์ต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละจำพวก โดยส่วนใหญ่น้ำมันเบื้องต้นที่นิยมนำมาผสมทำน้ำมันนวด ได้แก่ น้ำมันที่ทำจากเมล็ดทานตะวัน ฯลฯ ซึ่งมีวิตามินอี สูงขึ้นยิ่งกว่าน้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากถั่วเหลือง แล้วก็น้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ปฏิบัติหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ และก็ทำลายของเสียที่ทำร้ายเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นโลหิต คุ้มครองป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง ยิ่งกว่านั้นน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อสุขภาพร่างกาย ทั้งยังยังช่วยทำให้ผิวพรรณนุ่มสดชื่น
โดยทั้งนี้น้ำมันนวดสมุนไพรแต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติ แล้วก็คุณค่าที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ให้สมควรตามการใช้แรงงาน

5

น้ำมันนวดสมุนไพร
ฆ่าความเจ็บปวด หวดความเหน็ดเหนื่อย
            สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกรอบ คราวนี้พวกเราจะมารีทิวทัศน์ผลิตภัณฑ์เหมือนเดิมแต่ว่าจะแน่นวิชาการสักนิด เพราะครั้งนี้จะมีรายละเอียดข้อมูลจากแหลงต่างๆมาชี้แจงด้วยคะ ด้วยเหตุว่าเป็นผลิตภัณฑ์คลายกล้าม ซึ่งพวกเราเองเคยใช้ยามาหลายตัวเหมือนกัน มาดูกันเลยดีกว่าค่ะ
          น้ำมันนวด ลักษณะของการปวดเมื่อยเนื้อตัวเกิดขึ้นได้ทุกเวลา รวมทั้งเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำกิจกรรมบางสิ่งบางอย่างในท่าเดิมนานๆได้แก่ บุคลากรสำนักงาน หรือออกแรงกล้ามเนื้อมากเกินไป ซึ่งถ้าเกิดกำเนิดลักษณะของการปวดปวดเมื่อยขึ้นมาแล้ว ผู้คนจำนวนมากก็เลือกที่จะทุเลาลักษณะของการปวดด้วยยาคลายกล้าม เพื่อลักษณะของการปวดเมื่อยเนื้อตัวหายไปเร็ว วันนี้ เราจะมารีทิวทัศน์สินค้า ที่ช่วยสำหรับเพื่อการลดอาการปวดเมื่อยล้ากล้ามกันนะคะ มาดูกันว่ายาคลายกล้ามเนื้อจำนวนมากแล้วคืออะไร บอกกันกล้วยๆคือ ถ้าเกิดเราเกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามคนจำนวนมากแล้วหลังจากนั้นก็จะเลือกหาน้ำมันนวดยาคลายกล้ามเนื้อ อาทิเช่น ยาแก้ปวด บางครั้งอาจจะเป็นยาคลายกล้ามเนื้อแบบเม็ด หรือแบบที่เป็นครีมนวด ซึ่งมักจะเป็นยาใช้ทุเลาลักษณะของการเจ็บปวดฉับพลันจากการที่กล้ามหดเกร็ง เนื่องจากว่าการบาดเจ็บหรือโรคที่เกี่ยวพันกับกล้ามแล้วก็กระดูก ซึ่งยาบางจำพวกจะมีสารสเตอรอยด์ผสมอยู่ด้วย รวมทั้งถ้าหากรับประทานยาคลายกล้ามมากๆอาจเสี่ยง กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคแทรกอื่นขึ้นมาอีก ซึ่งวันนี้ เรามีผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งมาเสนอแนะ ซึ่งทุเลาอาการปวดกล้ามเนื้อ เอ็น ข้อต่อได้ ลองมองกันนะคะว่า สินค้าตัวนี้เป็นยังไง
            มาดูคุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากน้ำมันนวดกันจ้ะ

  • ปวดก้านคอ บ่า ไหล่ จากการนั่งทํางานนานๆทํางานหน้าคอมฯ Office syndrome เป็นต้น
  • คนทํางานที่ต้องใช้กล้ามเนื้อ เช่น ยกของหนัก
  • นักกีฬา หรือคนที่บาดเจ็บจากการออกกําลังกาย
  • นักเดินทาง นักเดินทาง
  • ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับ กระดูก ข้อต่อ เอ็น กล้าม เป็นต้นว่า ข้อเข่าอักเสบ, เอ็นอักเสบ, กระดูกทับ เส้นประสาท เป็นต้น
          ซึ่งเรามาดูผลเสียจากการทานยาคลายกล้ามกัน
เพราะอะไรถึงจำเป็นต้องเลือก น้ำมันนวดเนื่องจาก ยาคลายกล้ามปกติที่พวกเราทาน ทำให้กล้ามเนื้อรู้สึกหายปกติจริง เราจะมีความคิดว่ามันหายปกติ รวมทั้งออกกำลังกายได้ธรรมดาไม่เจ็บ แม้กระนั้นในความเป็นจริงแล้วกล้ามเนื้อยังอักเสบอยู่ หากพวกเรายังคงใช้งานกล้ามเนื้ออย่างเดิมจะทำให้กล้ามเนื้ออักเสบมากขึ้น การที่รับประทานยาแล้วบริหารร่างกายส่วนนั้นต่อเป็นระยะเวลานานๆเข้า ก็อาจจะอัดเสบเรื้อรังได้ อันนี้เป็นข้อผลร้ายทางอ้อมมาจากการทานยาคลายกล้าม ซึ่งคนส่วนใหญ่แล้วหลังจากนั้นก็จะใช้กล้ามหรือปฏิบัติงานปกติทั้งหมดทุกอย่างด้วยเหตุว่าเราไม่รู้สึกปวดหรือเจ็บแล้ว ซึ่งมันเป็นอะไรที่ผิดเนื่องจากการทานยาคลายกล้ามยาเมื่อเราทาน
ข้อเสนอเป็น หลังใช้ยาแล้ว 48 ชั่วโมงให้ยาสิ้นฤทธิ์แล้วจริงๆนะคะ จึงค่อยไปบริหารร่างกายหรือทำงานตามเดิมค่ะ ส่วนต้องพักนานแค่ไหนนั้น ไม่มีใครเข้าใจกันอยู่เท่าตัวคุณว่าร่างกายของคุณเป็นยังไงเพราะเหตุว่ามีหลายต้นสายปลายเหตุร่วมกัน อย่างเช่นเราเจ็บมากแค่ไหน รักษายังไง รับประทานยาแล้วปลดปล่อยให้ร่างกายซ่อมตัวเอง แบบนี้นานหน่อยนะคะ ซึ่งนอกเหนือจากการที่จะกินยาแล้วเนี่ยจำต้องกายภาพบำบัดช่วยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ยืดกล้ามเนื้อ ประคบ นวด อย่างถูกทางนะคะ ขอย้ำนะคะจำต้องถูกทาง
นํ้ามันนวด ตัวนี้เหมาะสำหรับคนไหนกันแน่บ้าง?

  • ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ผู้ที่เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวจากการทำงานหนัก
  • ผู้ที่ปวดมือและก็คอจากการเล่นโทรศัพท์เคลื่อนที่
  • ผู้ที่ปวดหลังจาก Office syndrome
  • ปวดข้อจากโรคเกาท์
  • คนที่ปวดเข่าจากโรคข้อต่ออักเสบ
  • ผู้ที่ปวดขาจากการเดิน Shopping
  • เจ็บจากการเล่นกีฬา
  • ตีดอท จนกระทั่งปวดมือ
  • ปวดคอจากการเล่นโทรศัพท์มือถือ
  • ปวดเมื่อยจากการทำงานหนัก
  • ช๊อปจัดหนัก จนปวดขา


          และก็ภายหลังที่ พวกเราได้ทดสอบการใช้แล้วนะคะ มันเห็นผลดีจังๆข้อดีของมันเป็น ซึมซาบเร็วแห้งเร็วไม่เหนียวเหนอะหนะ อีกอย่างก็คือใช้ง่ายจ้ะ ข้อเสนอสำหรับเพื่อการใช้นะคะ เป็นนอกเหนือจากการที่จะพ้นตัวยาจะเบาๆซึมเข้าไปด้านใน 5 นาที อากาศจะเริ่มบรรเทาลง ซึ่งบางคนอาจจะพ้นสเปรย์ไปเฉยๆและก็คอยให้มันแห้งก็ได้ แม้กระนั้นหากนวดอย่านวดแรงเกินไป ให้นวดเบาๆพอนะขา มันจะก่อให้เห็นผลก้าวหน้าขึ้น ซึ่งผลที่ได้นะคะ หลังจากที่ได้ทำการใช้แล้วทีนี้คืออาการปวดเมื่อยล้าจากการหักโหมออกกำลังกายของเราก็หายไป ทีแรกๆเราปวดขามากมายเลยด้วยเหตุว่าวิ่งเกินความจำเป็น ลงไปแล้วเช็ดเบาๆแล้วทิ้งไว้สักราว 5 นาทีนะ จะคิดว่าอากาศมันดีขึ้น ไม่เป็นผลข้างๆอะไรก็แล้วแต่เลยนะคะ เป็นเคยปวดขาจนกระทั่งอยากตัดขาทิ้งนะ แม้กระนั้นปานกลางสเปรย์ตัวนี้ไปแล้วนอนพักตื่นยามเช้ามาหายเป็นปลิดทิ้งเลย ความรู้สึกก่อนหน้าที่ผ่านมาที่แบบปวดขามากมายก็หาย ในช่วงเวลานี้ผ่านมาได้7 วันแล้ว ไม่มีอาการปวดกลับมาคะ ซึ่งได้ผลก้าวหน้าทีเดียว ดีมากกว่าทานยาเม็ดอีก
          สำหรับใครกันแน่ที่  มีน้ำมันนวดติดบ้านกันไว้ก็ดีแล้วนะคะ บทความนี้เป็นเพียงรีวิวการใช้สินค้า ซึ่งเป็นความความเห็นส่วนตัวเพียงแค่นั้นนะคะมิได้ขายคอแต่อย่างใด เราใช้แล้วได้ผลจริงก็เลยมาบอกต่อซึ่ง บทความนี้พวกเราได้หารายละเอียดเพิ่มเติมจากเว็บต่างๆนะคะ เพื่อมาประกอบสำหรับเพื่อการรีวิว ซึ่งถ้าหากมีข้อผิดพลาดประการใด สามารถวิพากษ์วิจารณ์และเสนอแนะกันเข้ามาได้ และสามารถติดตามบทความรีวิว ของพวกเราได้เรื่อยเลย และก็เราจะมีผลิตภัณฑ์ดีๆตัวไหนมาชี้แนะอีกห้ามพลาดเป็นอันขาดนะคะ เจอะกันในบทความหน้า สวัสดีค่ะ

Tags : น้ำมันนวด

6

น้ำมันนวดสมุนไพร
โรคนี้จะไม่อาจจะหายไปได้เอง!
โรคต่างๆเกี่ยวกับข้อจะไม่อาจจะหายสนิทได้เอง แม้อาการที่แสดงออกมาจะรุนแรงลดลงก็ตาม แล้วก็สุดท้ายก็จะกลายเป็นโรคเรื้อรังรวมทั้งก่อให้เกิดความทุกข์ยากสำหรับเพื่อการดำรงชีพมากขึ้น
1.[url=http://market2hands.com/go.php?https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3https://www.chiangdaonaturefood.com/product/45/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันนวด[/url] จะเข้าไปช่วยกระตุ้นลักษณะการทำงานของระบบประสาท ให้ดำเนินงานได้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ ลดอาการตึงเครียดให้พวกเราบรรเทาจากการความอ่อนแรงแล้วก็ความเหน็ดเหนื่อยสะสม
2.การนวดน้ำมัน จะเข้าช่วยการกระตุ้นการทำงานของโลหิต ให้ดำเนินการเจริญมีคุณภาพมากยิ่งขึ้นรวมทั้งสามารถหล่อเลี้ยงออกซิเจนรวมทั้งสารอาหารต่างๆไปทั่วร่างกายอย่างครบถ้วน คุ้มครองป้องกันโรคต่างๆและลดระดับความดันเลือดเจริญด้วย
3.เพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมแซมแล้วก็ฟื้นฟูระบบกล้าม ข้อต่อต่างๆในร่างกายให้ปฏิบัติงานได้ดิบได้ดีและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
4.เพิ่มความชื้นให้กับผิว ด้วยเข้าไปกำจัดสารพิษ ภายในร่างกายและสภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมาส่งให้ผิวของคุณเรียบเนียนชุ่มชื้น มองเปล่งปลั่งและก็ชีวิตชีวามากขึ้นเรื่อยๆ
5.น้ำมันนวดช่วยในประเด็นการนอนให้ดีขึ้นกว่าเดิม ผ่อนคลายสมองรวมทั้งร่างกายต่างๆส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนสนิทได้ดีมากยิ่งกว่ากว่า ลดอาการนอนไม่หลับได้อย่างดีเยี่ยม
ยิ่งกว่านั้นการนวดน้ำมันยังมีประโยชน์อีกหลายสิ่งหลายอย่างต่อสถาพทางร่างกาย ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสแก่คู่รักสุขภาพได้อย่างยอดเยี่ยม
ลดอาการปวดหัวไมเกรน
     สำหรับเคยทรมานจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่หลายครั้ง หมอก็ได้ชี้แนะให้ทดลองไปนวดบรรเทาสุขภาพดูบ้าง ด้วยเหตุว่าจากผลการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวต่อเนื่องกัน 2-3 สัปดาห์ จะสามารถทุเลาอาการใกล้กันของโรคไมเกรน รวมทั้งนอนได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ
น้ำมันนวด สมารถเเก้อาการปวดหลัง เป็นอาการที่ทุกคนจะต้องเคยพบเจอ ซึ่งพอเพียงปวดหลังขึ้นมาทีไรพวกเราก็อยากจะเอนกายพักผ่อน หรือไม่ก็ไปนวดผ่อนคลายลักษณะของการปวดเมื่อยล้า ถึงแม้ว่าจริงแล้วอาการปวดข้างหลังบางทีก็อาจจะมิได้มีต้นเหตุจากอาการปวดเมื่อยกล้ามเพียงเท่านั้น แต่ว่ายังอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากปัญหาด้านสุขภาพอื่นๆได้อีกมากมาย ได้แก่ที่เราจะพาทุกคนไปศึกษาสาเหตุของอาการปวดหลังทางขวา ว่ามีต้นเหตุจากอะไรแล้วก็อันตรายหรือไม่ เพื่อได้รู้ทันลักษณะการเจ็บเจ็บไข้ของร่างกาย
ปวดหลังด้านขวาบน
          อาการปวดหลังข้างขวาข้างบน เป็นลักษณะของการปวดข้างหลังที่อยู่รอบๆตั้งแต่รอบๆข้างหลังไหล่ไปจนกระทั่งใต้สะบัก เกิดขึ้นได้จากหลายกรณีร่วมกัน โดยต้นเหตุที่มักนำไปสู่ลักษณะของการปวดหลังด้านบนขวา มีดังนี้
ปวดหลังข้างขวา


การนั่งดำเนินการเป็นระยะเวลานานๆหรือยกของหนักผิดท่า


          น้ำมันนวดสามารถช่วยการชูของหนักหรือการนั่งทำงานในอิริยาบถที่ไม่ถูกจำต้องต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆก็เป็นต้นเหตุที่นำไปสู่ลักษณะของการปวดกล้ามรอบๆหลังส่วนบนทางด้านขวาได้  โดยรอบๆหลังส่วนบน นอกเหนือจากกล้ามเนื้อหลังแล้ว ก็ยังเชื่อมต่อกับกล้ามไหล่รวมทั้งกล้ามคอ ฉะนั้นหากมีลักษณะอาการปวดหลังด้านขวาที่อยู่ทางด้านบนจากการใช้งานหนักก็มักจะมีอาการปวดคอรวมทั้งไหล่ในด้านเดียวกันร่วมด้วย รู้แบบงี้แล้วถ้าเกิดใครกันแน่ที่ยังนั่งทำงานในท่าเดิมนานๆก็ลุกขึ้นยืนมายืดเส้นยืดสายบ้างนะคะ และน่าจะนั่งให้ถูกท่าด้วย โดยท่านั่งปฏิบัติงานที่ถูกต้องก็คือควรจะให้จอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาค่ะ


ความไม่ดีเหมือนปกติของกระดูกรวมทั้งข้อ


          ม้ำมันนวดกระดูกบริเวณหลังส่วนบนนั้นประกอบไปด้วยกระดูกไหปลาร้า กระดูกไหล่ กระดูกสันหลัง และกระดูกต้นแขน ซึ่งถ้าหากว่ากำเนิดความผิดปกติกับกระดูกกลุ่มนี้ก็อาจทำให้บริเวณข้างหลังด้านขวาทางด้านบนเกิดลักษณะของการปวดได้ โดยสาเหตุที่ทำให้กระดูกเปลี่ยนไปจากปกติก็ได้แก่ การเกิดอุบัติเหตุ หรือข้อต่อของกระดูกที่หลังส่วนบนขวาเกิดการอักเสบ นอกจากนี้สภาวะกระดูกพรุนก็สามารถทำให้มีการเกิดลักษณะของการปวดที่กระดูกบริเวณขวาบนได้ ช่วงเวลาที่ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งบางประเภทในระยะแพร่ไป อย่างโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ และก็โรคมะเร็งไต ก็จะมีอาการปวดกระดูกบริเวณข้างหลังส่วนบนเหมือนกัน


ความเปลี่ยนไปจากปกติของอวัยวะภายใน


          ลักษณะของการปวดข้างหลังส่วนบนขวามิได้มีเหตุมาจากกล้ามรวมทั้งกระดูกบริเวณข้างหลังส่วนบนแค่นั้น แต่ยังอาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะลักษณะการเจ็บป่วยไข้ของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายได้ เป็นต้นว่า โรคตับ นิ่วในไตและก็ในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โรคในถุงน้ำดี หรือแม้แต่อาการติดเชื้อโรคในไต หรืออาจจะเกิดจากอาการไส้ติ่งอักเสบที่ทำให้ปวดแพร่กระจายขึ้นบริเวณข้างหลังทางขวาก็ได้ ส่วนคุณผู้หญิง แม้มีลักษณะปวดที่ข้างหลังส่วนบนขวา นั่นบางทีอาจเป็นสัญญาณของซีสต์ในรังไข่ การตำหนิดเชื้อของท่อรังไข่ หรือการตั้งท้องนอกมดลูกที่บริเวณท่อรังไข่ได้อีกด้วยค่ะ


โรคที่เกี่ยวกับปอด


          น้ำมันนวด ปอดเป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนบนของร่างกายซึ่งตรงกับหลังส่วนบนพอดี โดยเหตุนี้เมื่อปอดมีความผิดปกติก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดข้างหลังส่วนบนได้ โดยอาการที่จะนำไปสู่อาการปวดหลังข้างบนขวาก็อาทิเช่น โรคปอดบวม โรคมะเร็ง อาการติดเชื้อโรคของเยื่อห่อหุ้มปอดหรือช่องอก นอกเหนือจากนั้นอาการน้ำท่วมปอด หรือแม้กระทั้งหัวใจล้มเหลว ก็เป็นต้นเหตุสำคัญที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดลักษณะของการปวดหลังขวาที่อยู่ข้างบนได้ โดยเหตุนี้ถ้าเกิดมีอาการปวดที่หลังข้างบนขวาแบบเรื้อรังและร้ายแรง ควรรีบไปพบหมอให้เร็วที่สุดจ้ะ

7

ฝรั่ง
ชื่อสมุนไพร  ฝรั่ง
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อเขตแดน มะก้วย  มะก้วยกา มะกา (จังหวัดเชียงใหม่) , มะปั่น (จังหวัดลำปาง) , บักสีดา (อีสาน) , สีดา (จังหวัดนครพนม) จุ่มโป่ (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) , ชมพู่ (ปัตตานี) , ยามู ,ย่าหมู (ภาคใต้) ยะมูบุเตบันยา (ท้องนาราธิวาส , มลายู) , ยะริง (ละว้า) , ฮวงเจี๊ยะหลิ่วกังซิวก้วยแปะจีฉิ่ว (จีน)
ชื่อสามัญ  Guava
ชื่อวิทยาศาสตร์  Psidium guajava Linn
สกุล  MYRTACEAE
ถิ่นเกิด ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีบ้านเกิดเมืองนอนหรือเป็นพืชท้องถิ่นของเมริกาเขตร้อน De Candolle เชื่อว่าอยู่ระหว่างเม็กซิโก และเปรู รวมทั้งหมู่เกาะอินดีสตะวันตกด้วยชาวสเปนนำจากฝั่งแปซิฟิคไปยังฟิลิปปินส์ และก็โปรตุเกสนำจากฝั่งตะวันตกไปยังอินเดีย สำหรับในประเทศไทยนั้น คาดว่ามีการนำเข้ามาในประเทศไทยในช่วงสมัยของสมเด็จพระที่นารายณ์มหาราช ตอนนี้เป็นพืชมีขึ้นทั่วๆไปในเขตร้อนและครึ่งหนึ่งร้อน ปลูกเป็นไม้ผลตามบ้าน ตามสวนทั่วไป
ลักษณะทั่วไป ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 5-10 เมตร ลำต้นกิ่งไม้มีแก่นไม้เหนียวแข็งดี เปลือกต้นเรียบมีเหลืองอ่อนออกเทา แล้วก็มีรอยลอกออกเป็นแผ่นๆก้านอ่อนมีลักษณะสี่เหลี่ยม มีขนสีขาวๆสั้น ก้านแก่ ขนหล่นไปหมด ยอดอ่อนมีขนสีขาวสั้นๆปกคลุม ใบเป็นใบโดดเดี่ยวออกตรงกันข้ามกันมีน้อยที่ออกเป็นวง (ที่ข้อเดียวกันออกเกินกว่า 2 ใบ) ใบรูปไข่ยาว 5-12 เซลเซียสม. หรือกว้าง 3-5 ซ.มัธยม ขยี้ใบสูดดมดูเหมือนมีกลิ่นหอม ใบบางคล้ายแผ่นหนัง ปลายใบมนหรือแหลมสั้น ฐานใบเบาๆขยายแหลมออกมายังกึ่งกลางใบ ขอบใบเรียบข้างหลังใบมีสีเขียวแก่ มีรอยเส้นใบ (บุ๋มลงไปน้อย) ท้องใบมีขนสั้นๆสีขาวอ่อนนุ่ม รวมทั้งมีเส้นใบเป็นรอยนูนออกมา มีเส้นใบ 7-11 คู่ ก้านใบยาว 4 เซนติเมตร ดอกอาจออกเป็นช่อ 1-4 ดอก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวกลมมน กลีบดอกสาวบางๆหลุดร่วงง่าย ยาว 2-2.5 เซลเซียสม. มีเกสรตัวผู้มาก มีก้านเกสรตัวผู้สีขาวยาวพอๆกับกลีบ มีอับเรณูสีเหลืองอ่อน มีก้านเกสรตัวเมีย 1 อันยาวพุ่งขึ้นมาสูงขึ้นมากยิ่งกว่าก้านเกสรตัวผู้ รังไข่อยู่ด้านล่างมี 5 ห้องและลักษณะทรงกลม และก็มีกลีบเลี้ยงเหลือติดอยู่กับปลายผล ผลทรงกลม  มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ 3-15 ซ.ม. เนื้อผลส่วนใหญ่มีสีเหลือง ขาว หรือชมพู มีกลิ่นหอมสดชื่น เม็ดแข็ง เป็นรูปไตมีไม่น้อยเลยทีเดียว ขนาดเมล็ด 0.3-0.5 เซนติเมตร สีขาวอ่อน พบบ่อยปลูกตามบ้านหรือสวนทั่วๆไปเอาผลไว้รับประทานหรือขาย
การขยายพันธุ์    สามารถเติบโตเจริญในทุกภาวะดิน แล้วก็ทนต่อความแล้ง และน้ำนองได้บางส่วน แต่โดยธรรมดามักถูกใจเจริญเติบโตก้าวหน้าในดินร่วนซุยคละเคล้าทราย ที่มีสภาพพื้นที่มีการระบายน้ำดี สามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ 1 ปีข้างหลังปลูก ผลสามารถเก็บได้ในตอน 4-5 เดือน หลังติดดอก  โดยปกติจะให้ผลได้ในช่วงปลายฤดูแล้งถึงต้นหน้าฝนหมายถึงตอนมี.ค.-เดือนมิถุนายน
                สำหรับการเพาะพันธุ์ฝรั่งสามารถทำเป็นหลายวิธี ดังเช่นว่า การปลูกด้วยเม็ด การทาบกิ่ง การติดตา การปักชำ แต่วิธีที่นิยมสูงที่สุดเป็นการทำหมันกิ่ง
การเตรียมดิน รวมทั้งการเตรียมแปลง สำหรับในการปลูกฝรั่งนั้น สามารถทำเป็น 2 แบบอย่างตามสภาพพื้นที่ คือ

  • พื้นที่ดินเหนียว น้ำหลากขังง่าย รวมทั้งมีระบบระเบียบน้ำมากเกินเพียงพอ ให้กระทำการขุดร่องลุกประมาณ 1 เมตร กว้าง 1-2 เมตร เพื่อเป็นแถวร่องสำหรับในการให้น้ำ การเตรียมแปลง และการปลูกเอาไว้ภายในลักษณะนี้พบมากในพื้นที่ลุ่มภาคกลางเป็นส่วนมาก
  • พื้นที่ทั่วๆไปที่มีระบบน้ำน้อยเกินไป สามารถปลูกในแปลงโดยไม่ยกร่องหรือการชูร่องสูงโดยประมาณ 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างร่องราว 3-4 เมตร ดังนี้ ให้กระทำไถดะ 1 ครั้ง เพื่อตากดิน และก็กำจัดวัชพืช แล้วก็ไถแปร 1 ครั้ง โดยเว้นช่วงห่างราวๆ 1-2 อาทิตย์ หลังจากนั้นกระทำการไถชูร่อง
สำหรับแนวทางการปลูกฝรั่ง มีดังนี้

  • ใช้กิ่งจำพวกจากการทำหมันหรือการปักชำ
  • ขุดหลุมปลูก กว้าง ลึก ขนาด 50×50 ซม. แต่ละหลุมห่างกันราวๆ 3 เมตร ระยะห่างระหว่างแถวโดยประมาณ 3-4 เมตร หรือตามขนาดระยะห่างของร่อง
  • รองพื้นด้วยปุ๋ยธรรมชาติหรือมูลสัตว์โดยประมาณ 0.5 กิโลกรัม/หลุม หรือขนาด 1 พลั่วตัก พร้อมคลุกดินผสมตูดหลุมให้สูงโดยประมาณ 1 ฝ่ามือ ดังนี้บางทีอาจผสมปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 ในอัตรา 1 กำมือ/หลุมก็ได้
  • นำกิ่งจำพวก จากการทำหมันหรือการปักชำลงหลุมปลูก โดยกลบดินสูงเหนือปากหลุมน้อย ทั้งนี้ควรให้ดินกลบเหนือเขตรากสูงราว 10-15 ซม.
  • ใช้หลักไม้ปักหลุม และผูกเชือกยึดลำต้น
  • เมื่อปลูกเสร็จควรจะให้น้ำให้เปียกทันที


การให้น้ำ เริ่มให้น้ำทีแรกข้างหลังการปลูกเสร็จให้เปียกชุ่ม จากนั้น ให้น้ำทุก 2 ครั้ง/วัน เช้าตรู่-เย็น จนกระทั่งต้นฝรั่งตั้งตัวได้ โดยบางทีอาจเลือกใช้ระบบการให้น้ำที่มีคุณภาพ ต่อไปบางทีอาจกระทำการให้น้ำลดลง ขึ้นกับสภาพภูมิอากาศ และความชุ่มชื้นของดิน ซึ่งไม่ควรปล่อยให้ดินแห้ง ขาดน้ำ โดยเฉพาะในตอนติดผล แต่ในช่วงติดดอกไม่ควรให้น้ำมากซึ่งในระยะนี้เพียงระวังไม่หน้าดินแห้งก็ เพียงพอ
                โดยสายพันธุ์ของฝรั่งที่ได้รับความนิยมในตอนนี้ ดังเช่น ประเภท แป้นสีทองคำ , ชนิดกิมจู , พันธุ์กลมสาลี่ , จำพวกไม่มีเม็ด , จำพวกเวียดนาม ฯลฯ
ส่วนประกอบทางเคมี
quercetin, quercetin-3-arabinoside , quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin),                                    quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin),                             quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) แล้วก็ quercetin 3-O gentiobioside , Tannin ในผิวฝรั่งเมื่อเอามาสกัดน้ำมันระเหย พบสารต่างๆดังเช่นว่า 1,8-cineole  ,   a-copaene,  trans-caryophyllene  , humulene  ,  a-amorphene ,    nerolidol   , caryophyllene oxide ,  epigiobulol, longitorenedehyde , aromaden dendrene , helifdenolC อื่นๆอีกมากมาย  และก็สำหรับคุณประโยชน์ทางโภชนาการของฝรั่งต่อ (165 กรัม) คือ

  • พลังงาน 112 กิโลแคลอรี
  • เส้นใยอาหาร 8.9 กรัม
  • โปรตีน 4.2 กรัม
  • ไขมัน 1.6 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 23.6 กรัม
  • วิตามินเอ 1030 IU
  • วิตามินซี 377 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 1 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.1 มก.
  • วิตามินบี 3 1.8 มิลลิกรัม
  • กรดโฟลิก 81 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 30 มก.
  • ธาตุฟอสฟอรัส 66 มก.
  • ธาตุเหล็ก 0.4 มิลลิกรัม
  • ธาตุโพแทสเซียม 688 มก.
  • ธาตุทองแดง 0.4 มก. ที่มา : Wikipedia


คุณประโยชน์/คุณประโยชน์ ฝรั่งเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะกับผู้ที่อยากลดน้ำหนัก ลดหุ่น หรือคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เพราะฝรั่งอุดมไปด้วยกากใยอาหาร เมื่อกินแล้วจะมีผลให้อิ่มนาน ช่วยกำจัดท้องร้อง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงเดิม ช่วยปรับระดับการใช้อินซูลินของร่างกายให้เหมาะสม และยังช่วยล้างพิษโดยรวมได้อีกด้วย ก็เลยส่งผลทำให้ผิวพรรณดูผ่องใสสดใส โดยฝรั่งจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกชนิด แล้วก็ยังมีวิตามินซีสูโลภว่าส้มถึง 5 เท่า และก็ยังนิยมนำฝรั่งไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆดังเช่นว่า ฝรั่งดอง ฝรั่งแช่บ๊วย พายฝรั่ง แล้วก็ของหวานอีกหลายประเภท รวมถึงนำมาใช้ทำเป็นยาแคปซูลแก้ท้องเสียจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งใส่แคปซูลละ 250 มก.
                นอกจากนั้นน้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่งยังมีการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมของกิน อาทิเช่น หมากฝรั่ง ลูกอม รวมถึงนำมาผสมหรือแต่งกลิ่นในน้ำยาบ้วนปากได้อีกด้วย ส่วนสรรพคุณทางยาของฝรั่งนั้นมีดังนี้ แบบเรียนยาไทยบอกว่า เปลือกต้น, ราก รสฝาด อ่อนโยน ใช้แก้แผลมีพิษ แก้ปวดฟัน โรคลักปิดลักเปิด แก้อาการเลือดกำเดา แก้น้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง ใบรสฝาดเปียกแฉะ อ่อนโยนไม่มีพิษ ใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสีย บิดเรื้อรัง ลมพิษ ผื่นคัน บาดแผลที่มีเลือดออก ผลที่ยังไม่สุก รสเปรี้ยว ฝาดสุขุม ใช้แก้ท้องเสีย บิด ดับกลิ่นปาก แก้ปวดฟัน ผลหมูสหวานหอมใช้เป็นยาระบาย แก้อาการท้องผูก ใช้ห้ามเลือดต้านทานการอักเสบ ลดน้ำตาลในเลือด โดยใช้เปลือกแห้งหนัก 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม ใบแห้งหนัก 3-5 กรัม ถ้าเป็นใบสดใช้หนัก 15-30กรัม ต้มน้ำกิน หากใช้ข้างนอกต้มเอาน้ำชะล้างหรือตำพอก ผลที่ยังไม่สุก แห้งหนัก 6-10 กรัม ต้มน้ำดื่ม
ต้นแบบ/ขนาดวิธีใช้

  • แก้ลำไส้อักเสบ บิด ใช้ใบสด 30-60 กรัม ต้มน้ำกิน
  • แก้กระเพาะไส้อักเสบกระทันหันแล้วก็ท้องร่วง ที่เกิดขึ้นจากการสรุปยไม่ดี ใช้ใบแห้งหนัก 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  • แก้บาดแผลมีต้นเหตุที่เกิดจากการหกล้มหรือกระทบกระแทกหรือรอยแผลมีเลือดออก ใช้ใบสดตำพอกแผลภายนอก
  • แก้ปวดฟัน ใช้เปลือกรากผสมน้ำส้มสายชูต้มเอามาอมแก้ปวดฟัน
  • แก้เด็กเป็นแผลเล็กแผลน้อยเรื้อรัง ใช้เปลือก ราก ต้มร่วมกับขนไก่ เอามาชำระล้างบาดแผล
  • แก้ผิวหนังเป็นผดผื่นคัน ใช้เปลือกต้นสดและก็ใบต้นเอาน้ำล้างรอบๆที่เป็น
  • แก้ท้องเดิน ใช้ใบหรือผลดิบ ต้มรับประทานต่างชา (ใบแห้ง 5 กรัม ใส่น้ำ 100 มิลลิลิตร)
  • ใช้สวนล้างช่องคลอดข้างหลังคลอด ใช้น้ำต้มจากใบสดอุ่นๆสวนล้าง
  • ใช้สำหรับในการดับกลิ่นปาก ด้วยการนำใบสด 3-5 ใบมาบดแล้วคายกากทิ้ง
  • ช่วยรักษาอาการเสียงแห้ง แก้คออักเสบโดยการใช้ผลที่ตากแห้งต้มน้ำกิน
  • ยอดอ่อนๆปิ้งไฟให้เหลืองกรอบ ชงน้ำกินแก้ท้องร่วง บิด ใบสดบดอมขจัดกลิ่นบุหรี่ เหล้า และกลิ่นปากเจริญ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้ แก้ท้องเสีย             จากการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยฤทธิ์ทางยาของฝรั่งพบว่าการให้ยาเม็ดแคปซูลใบฝรั่งทีละ 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน กับคนป่วยที่เป็นโรคอุจจาระร่วง 122 คน สามารถลดปริมาณครั้งของการอึ ช่วงเวลาที่อุจจาระ แล้วก็จำนวนน้ำเกลือที่ให้ตอบแทนได้  การให้ยาเม็ดแคปซูลฝรั่งขนาด 500 มก. (ที่มีสารฟลาโวนอยด์ 1 มก./แคปซูล 500 มิลลิกรัม)  ทุก 8 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วันในผู้ป่วยที่มีอาการท้องร่วง ปวดท้อง จำนวน 50 คน จะสามารถลดการบีบตัวของลำไส้และลดระยะเวลาปวดท้องได้   การให้ยาต้มของฝรั่งในคนเจ็บเด็กที่เป็นโรคลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) 62 คน ทำให้อาการดีขึ้นด้านใน 3 วัน ช่วงเวลาท้องเดินสั้นลง และไม่เจอเชื้อ Rota virus ในอุจจาระมากยิ่งกว่าเมื่อเทียบกับกรุ๊ปควบคุม
                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยคลอโรฟอร์ม เฮกเซน เมทานอล และก็น้ำ สามารถลดการเคลื่อนไหว แล้วก็การหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาแล้วก็หนูแรทที่ถูกรั้งนำให้มีการขยับเขยื้อนเยอะขึ้นด้วยอะเซทิลโคลีน  สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลจำนวนร้อยละ 50 สามารถยั้งการหดตัวของลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูเม้าส์ที่ถูกรั้งนำให้หดตัวด้วยกระแสไฟฟ้า อะเซทิลโคลีน และแบเรียมคลอไรด์ได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถยั้งอาการท้องเสียในหนูเม้าส์ที่ถูกชักนำให้เกิดอาการท้องร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง โดยฝรั่งจะไปเพิ่มการดูดซึมน้ำในไส้และก็ลดการบีบตัวของไส้   สารสกัดด้วยน้ำของใบฝรั่งสดสามารถยั้งอาการท้องร่วงได้ โดยลดปริมาณครั้งของการอุจจาระในหนูซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการท้องเสียด้วยยา microlax ได้
                 ส่วนสกัดของสารกรุ๊ป polyphenolic, saponin แล้วก็ alkaloid จากใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาที่รั้งนำให้หดเกร็งด้วยอะเซทิลโคลีนและโปแตสเซียมคลอไรด์ได้   สาร quercetin รวมทั้ง quercetin-3-arabinoside จากใบฝรั่ง สามารถต่อต้านการหดตัวของลำไส้เล็กที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยอะเซทิลโคลีน ทำให้ไส้มีการขยับเขยื้อนลดลง  นอกเหนือจากนั้นสาร quercetin ในใบฝรั่งยังสามารถยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กในหนูแรทแล้วก็หนูตะเภาซึ่งรั้งนำให้กำเนิดอาการหดเกร็งด้วยสารละลายโปแตสเซียม  อะเซทิลโคลีน ธาตุแบเรียมคลอไรด์ ฮีสตามีน และก็ซีโรโทนินได้ และสามารถลดความสามารถสำหรับเพื่อการซึมผ่านของๆเหลวของหลอดเลือดฝอยบริเวณท้องซึ่งมีผลช่วยรักษาอาการท้องร่วง  สาร quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin), quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin), quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) และ quercetin 3-O-gentiobioside จากใบฝรั่ง สามารถลดการยุบเกร็งของลำไส้เล็กหนูเม้าส์ได้   สาร asiatic acid จากใบฝรั่งส่งผลทำให้กล้ามเนื้อลำไส้เล็กส่วนปลายของกระต่ายคลายตัว  สารสกัดผลฝรั่งดิบด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ต้านการหลั่งอะเซทิลโคลีนในลำไส้เล็กของหนูแรทและหนูตะเภาได้ แต่ว่ามีฤทธิ์น้อยกว่าอะโทรไต่ โดยฝรั่งส่งผลทำให้ลำไส้มีการขยับเขยื้อนลดน้อยลง ทำให้รักษาอาการท้องเสียได้    สารสกัดฝรั่ง (ไม่กำหนดส่วน) สามารถลดการบีบตัวของลำไส้เล็กของหนูแรทได้
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียมีการศึกษาการต้านเชื้อแบคทีเรียหลายรายงาน ตัวอย่างเช่น สารสกัดเอทานอลของฝรั่ง สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Salmonella enteritidis, Shigella flexneri ได้  สารสกัดน้ำ ความเข้มข้น 10-5 มคลิตร/มล. ทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Shigella dysenteriae ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคบิดได้ สารสกัดเปลือกต้น
ด้วย 70% เอทานอล  ความเข้มข้น 250 มก./มิลลิลิตร ทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ พบว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุที่นำไปสู่โรคอุจจาระตกหมายถึงStaphylococcus aureus, Vibrio cholerae แล้วก็ V. parahaemolyticus แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ E. coli, Shigella  flexneri, Salmonella typhimurium สารสกัดราก กิ่ง และใบฝรั่งด้วย 50% เอทิลอัลกอฮอล์  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, S. typhimurium ที่เป็นสาเหตุส่งผลให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella enteritidis สารสกัดกิ่งฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ อัตราส่วน 1:1 ความเข้มข้น 50 มคล. สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae, Sh. flexneri (ซึ่งทำให้เกิดโรคบิด) E. coli (แบคทีเรียในลำไส้) S. typhimurium (นำมาซึ่งโรคไทฟอยด์) แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ S. enteritidis สารสกัดทิงเจอร์ของฝรั่ง สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย V. chlorea ที่เป็นต้นเหตุของอหิวาตกโรค ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้แต่ว่าเห็นผลปานกลาง  น้ำมันหอมระเหยของใบฝรั่ง สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli, S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  สารสกัดใบฝรั่งด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ ความเข้มข้น 1,000 มคก./มิลลิลิตร สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Enterococcus faecalis ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium, S. aureus สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำ ความเข้มข้น 20 มก./มิลลิลิตร พบว่าสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย S. dysenteriae 1 (ทำให้เกิดโรคบิด) และก็ V. chlorea (ส่งผลให้เกิดอหิวาต์) ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งขนาดความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 1.25, 5 มิลลิกรัม/มล. เป็นลำดับ
สารสกัดผลดิบของฝรั่งด้วยเมทานอล  ในขนาด 50,100, 300 มก./กก. สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae 1, Sh. dysenteriae 2, Sh. dysenteriae 4, Sh. dysenteriae 8 แล้วก็ V. chlorea 1350 ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 100-200 มคก./มล. สารสกัดหยาบของใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Vibrio ที่แยกได้จากกุ้งกุลาดำที่เป็นโรค 23 สายพันธุ์ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 1.25-5.00 มิลลิกรัม/มล. สารสกัดใบฝรั่งด้วยอะซีโตน และก็ 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella B, S. newport, S. typhimurium, Sh.  flexneri นอกนั้นสารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ยังสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้อีกด้วย  สารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วยน้ำ สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. flexneri, S. aureus แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. newport และก็ S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ
สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 10 มิลลิกรัม/วัน แต่ว่าเห็นผลไม่แน่นอนต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium สารสกัดใบฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ความเข้มข้น 1,000 มคก./มล. พบว่าสามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคอุจจาระตก อย่างเช่น Salmonella D, Sh. dysenteriae 1, Sh. flexneri 2A, Sh. flexneri 4A  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. typhimurium type 2, Shigella bodyii, Sh. bodyii 5, Sh. dysenteriae 2, Sh. flexneri 3A, Sh. sonnei  ส่วนสกัดแทนนินจากใบฝรั่ง ความเข้มข้น 85, 95, 95, 100, 110 มคกรัม/มิลลิลิตร สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri, S. enteritidis, S. aureus , Escherichia piracoli, E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ตามลำดับ    สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Salmonella spp. ได้ 2 สายพันธุ์  และก็ต้านทานเชื้อ Sh.  flexneri, Sh. virchow, Sh. dysenteriae รวมถึงเชื้อ E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ(1:1)รวมทั้งอะซีโตน สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย E. coli ที่เป็นสาเหตุของโรคอุจจาระหล่นได้ สารสกัดลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย S. newport และ S. typhimurium, Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แต่ว่าไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. aureus   น้ำคั้นจากผลฝรั่ง ไม่อาจจะต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus typhosus ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไทฟอยด์ได้ สารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินด้วยอัลกอฮอล์ รวมทั้งน้ำ (1:1) ความเข้มข้นมากกว่า 25 มคก./มิลลิลิตร ไม่สามารถที่จะต้านเชื้อแบคทีเรีย B. subtilis, E. coli, S. typhosa
มีการศึกษาค้นคว้าโดย ปัญจางค์ ธนังกูล แล้วก็แผนก ในคนป่วย 122 คน ที่เป็นโรคอุจจาระตก เป็นชาย 64 คน รวมทั้งหญิง 58 คน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 16-55 ปี ทำการวิจัยเปรียบโดยแนวทางการสุ่มตัวอย่าง โดยนำใบฝรั่งอบแห้งแล้วบดเป็นผุยผง บรรจุแคปซูล ขนาด 250 มิลลิกรัม ลักษณะเดียวแล้วก็ขนาดเดียวกับ tetracyclin และบริหารการกินยาสิ่งเดียวกัน คือ 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชม. ตรงเวลา 3 วัน ทั้งสองกรุ๊ป พบว่าใบฝรั่งสามารถลดปริมาณอุจจาระ ช่วงเวลาที่ถ่ายอุจจาระ และจำนวนน้ำเกลือที่ให้ตอบแทนได้
มีการเล่าเรียนในคนเจ็บเด็ก 62 คน ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) โดยให้รับประทานยาต้มของฝรั่ง พบว่าอาการข้างใน 3 วัน และระยะเวลาท้องร่วงสั้นลงกว่ากรุ๊ปควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) จำนวนโซเดียมและก็เดกซ์โทรสในอุจจาระต่ำลง รวมทั้งผลการตรวจอุจจาระไม่เจอเชื้อ Rota virus สูงถึง 87.1% ในเวลาที่กรุ๊ปควบคุมไม่เจอเชื้อ Rota virus 58.1% มีความหมายว่ายาต้มของฝรั่งมีประสิทธิภาพสำหรับการรักษาอาการท้องร่วงในคนเจ็บลำไส้อักเสบจากเชื้อ Rota virus ได้
ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ   จากการเรียนรู้ทางคลินิกในคนเจ็บ 70 คน ที่มีเหงือกอักเสบ พบว่าน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบฝรั่งสามารถลดการอักเสบได้จำนวนร้อยละ 19.8 แล้วก็ลดรอยโรคที่ความร้ายแรง ได้จำนวนร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากใบฝรั่ง หลังจากที่ได้มีการใช้ตรงเวลา 3 สัปดาห์
            สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำขนาด 50-800 มก./โล เมื่อฉีดเข้าช่องท้องพบว่ามีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบแบบเฉียบพลัน  เมื่อทดสอบกับอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้มีการอักเสบด้วยไข่ขาวสด ยิ่งไปกว่านี้เมื่อฉีดน้ำมันหอมระเหยจากใบฝรั่งเข้าทางท้องของหนูแรทในขนาด 0.8 มล./กิโล พบว่าสามารถยับยั้งการอักเสบที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสาร carrageenan ได้
สารสกัดจากผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางท้องของหนูแรท พบว่าสามารถยั้งการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการอักเสบด้วยสาร carrageenan, kaolin และก็ formaldehyde ได้ ยิ่งไปกว่านี้สารสกัดผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูเม้าส์จะสามารถยับยั้งการอักเสบรวมทั้งลดอาการเจ็บปวดที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย acetic acid  ได้ดีมากยิ่งกว่าแอสไพรินที่ให้ในขนาดเท่ากันนิดหน่อย
เมื่อนำใบฝรั่งมาหมักกับราและแบคทีเรียเช่น Phellinus linteus (ส่วนเส้นใย) Lactobacillus plantarum และก็ Saccharomyces cerevisiae แล้วเอามาสกัดด้วยเอทานอล พบว่าสารสกัดที่ได้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยั้งการสร้างสารที่ทำให้เกิดการอักเสบคือ ไนตริกออกไซด์รวมทั้ง พรอสต้าแกรนดิน อี 2 ในหลอดทดสอบ นอกเหนือจากนี้สารสกัดฝรั่งด้วยเอทานอลแล้วก็น้ำยังออกฤทธิ์ยับยั้งการผลิตไนตริกออกไซด์
             สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทิลอะซีเตตมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ และก็แก้แพ้โดยยั้งการตอบสนองต่อแอนติเจนที่ชักพาให้เกิดการแพ้รวมทั้งการอักเสบ
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูแรทที่ถูกชักชวนให้เป็นโรคเบาหวานด้วยการฉีด alloxan เข้าเส้นเลือดดำขึ้นรถสกัดใบฝรั่งออกฤทธิ์ใน 2 ชั่วโมง มีฤทธิ์สูงสุดในชั่วโมงที่ 6 แล้วก็หมดฤทธิ์ใน 24 ชั่วโมง
ฤทธิ์ต่อต้านเซลล์ของมะเร็ง      สารสกัดใบฝรั่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง murine fibrosarcoma และก็เซลล์ของโรคมะเร็งเต้านม

การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ  พิษฉับพลัน  สารสกัดด้วยน้ำจากใบ LD50 มีค่ามากยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 20 ก./กก.  เมื่อให้ทางปากในหนูถีบจักรทั้ง 2 เพศ แล้วก็มีค่ามากกว่า 5 ก./กิโลกรัม  เมื่อฉีดเข้าทางท้อง สารสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน LD50 มีค่าเท่ากับ 0.188 เมื่อฉีดเข้าช่องท้องในหนูถีบจักร พิษเรื้อรัง  การให้สารสกัดน้ำจากใบทางปาก ขนาด 0.2, 2 รวมทั้ง 20 กรัม/กก. ทุกวี่วันติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน  พบว่าอัตราการเพิ่มของน้ำหนักตัวน้อยลง ในกลุ่มที่ได้รับสารสกัด เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุมที่ได้รับน้ำ เวลาที่ไม่เจอความต่างของจำนวนอาหารที่กินในทุกกลุ่ม ความประพฤติปฏิบัติทั่วๆไปธรรมดาในทุกกลุ่ม หนูเพศผู้มีระดับ ALP, SGPT (ลักษณะการทำงานของตับ), BUN (ลักษณะการทำงานของไต) และก็ WBC สูงมากขึ้น ในตอนที่ระดับของโซเดียมรวมทั้งคลอเลสเตอรอลในเลือดลดน้อยลง น้ำหนักของตับแล้วก็ไตมากขึ้น การตรวจทางจุลทัศนกายตอน เจอความเคลื่อนไหวของไขมันและก็ลักษณะ hydronep

8

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายมากตามตลาด มีในขณะที่ผลิตในไทยและก็นำเข้าจากต่างถิ่น หากเพื่อนพ้องๆต้องการเลือกซื้อ จำเป็นต้องมองให้ดี ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีที่มารวมทั้งแหล่งผลิตน่าไว้วางใจหรือเปล่า มีการยืนยันจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือเปล่า แล้วก็สินค้าซึ่งสามารถกันความชุ่มชื้นเจริญหรือป่าวประกาศ
คุณประโยชน์สมุนไพร เห็ดหลินจือที่มีงานศึกษาเรียนรู้ยืนยัน....มีอะไรบ้าง
มีความเชื่อกันมานานแล้วว่าเห็ดหลินจือแดงสามารถทำให้หัวใจแข็งแรง เลือดลมดี ผิวพรรณแจ่มใส ช่วยทำให้แก่ช้าลง ความจำดีขึ้น และช่วยอายุยืนนาน
ส่วนสรรพคุณในทางการรักษาโรคถูกกล่าวไว้อย่างมากมายเช่นเดียวกัน ได้แก่ แก้โรคตับแข็ง รักษาโรคมะเร็ง รักษาโรคความดัน และภูมิแพ้ฯลฯ
แต่ทีเด็ดคือ......
มีงานค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือรักษาโรคจากคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งสำหรับการทดสอบศึกษาทางคลีนิครวมทั้งยืนยันว่าเห็ดหลินจือมีคุณประโยชน์ดังนี้จริง ไม่ใช่แค่ความเลื่อมใสอีกต่อไป อันยกตัวอย่างเช่น
-กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
-ต้านทานเนื้องอกรวมทั้งมะเร็ง
-รักษาโรคฟุตบาทเยี่ยว
-รักษาโรคหัวใจ
-ช่วยให้การนอนหลับ
-ลดไขมันในเลือด
-ต้านทานอนุมูลอิสระ
-ต้านการอักเสบ
ในเห็ดหลินจือมีสารอาหารที่บางทีอาจส่งผลดีต่อสุขภาพมาก พวกเส้นใยต่างๆโปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินรวมทั้งธาตุบางประเภท เชเนแคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัสแมกนีเซียม เซเลเนียม ธาตุเหล็ก สังกะสี มองแดง สารโมเลกุลชีวภาพที่สำคัญ เย่างสเตียรอยด์(Steroids) เทอร์ปีนป่ายอยด์ (Terpenoide) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ไกลโคโปรตีน (Glycoproteins)พอลิแซ็กคาไรค์ (Polrsacchayides) รวมทั้งสารอนุพันธ์อื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) และก็ลิวซีน (Leucine)ดังนี้ มีบางบุคคลหรือในบางวัฒนธรรมนำเห็ดหลินจือมาทำครัวแล้วก็แปรรูปเพื่อการบริโภคอย่างนานัปการ นักวิทยาศาสตร์ก็เลยให้ความสนใจและนำเห็ดหลินจือมาทดลองหาประสิทธิผลทางการรักษาแล้วก็การบำรุงสุขภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าเห็ดชนิดนี้มีสาระต่อร่างกายของคนเราจริงหรือไม่

เห็ดหลินมีผลดีต่อสุขภาพที่บางทีอาจเป็นได้จริงหรือ?
ถึงแม้มีการค้นคว้าทดสอบมากมายก่ายกองเกี่ยวกับคุณลักษณะแล้วก็คุณประโยชน์ที่บางทีอาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือ
แม้กระนั้นในตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือข้อยืนยันด้านวิทยาศาสตร์รวมทั้งการแพทย์ที่แจ้งชัดถึงคุณลักษณะแล้วก็คุณค่าที่บางทีอาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือแม้กระนั้น ในตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือสิ่งที่ใช้ในการพิสูจน์ด้านวิทยาศาสตร์และก็การแพทย์ที่กระจ่างถึงคุณสมบัติรวมทั้งประสิทธิผลด้านอะไรก็ตามโดยเหตุนั้น ผู้บริโภคควรศึกษาข้อมูลของเห็ดหลินจือ ปริมาณรวมทั้งขั้นตอนการบริโภคที่เหมาะสม รวมทั้งความจำกัดต่างๆแล้วก็สาเหตุทางสุขภาพของตนให้ดีก่อนการบริโภค
เพิ่มสมรรถนะร่างกาย
สมุนไพร มีการทดสอบที่ทดลองประสิทธิภาพของเห็ดหลินจือในด้านการเพิ่มสรรถภาพของร่างกาย โดยได้ ทดลองในคนเจ็บโรคปวดกล้ามไฟโปรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)ผู้หญิงจำนวน 64 ราย ตลอดเวลาการทดลอง 6 สัปดาห์ คนไข้บริโภคเห็ดหลินจือปริมาณ 6 กรัม/วัน แล้วต่อจากนั้นจึงทดลองสมรรถภาพร่างกายของผู้เจ็บป่วย ผลการทดสอบและวางแผนการรักษาคนป่วยโรคนี้ถัดไป แต่ยังคงขาดหลักฐานส่งเสริมที่กระจ่าง ควรต้องมีการศึกษาค้นคว้าในด้าน เพื่อหาหลักฐานและข้อยืนยันที่ชัดแจ้งถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือถัดไป
ธรรมดาในกระแสเลือดพวกเราจะมีไขมันอยู่แล้วทุกคน จากมากน้อยก็แล้วแต่คนไป แต่ถ้าเกิดในกระแสโลหิตของเรามีปริมาณไขมันมากเกินไปนี่มีปัญหาแน่ค่ะ เรียกสภาวะนี้ว่า โรคไขมันในเส้นเลือดสูง ซึ่งโรคนี้มีต้นเหตุมาจากหลายกรณี อีกทั้งจากของกิน สภาพจิตใจ เห็ดหลินจือสภาพแวดล้อม พันธุรวมทั้งบางทีอาจกำเนิดจาผลกระทบของยาบางชนิดอีกด้วย(ไขมันที่พูดถึง คือ ไตรกลีเซอไรค์แล้วก็คอลเรสเตอรอคอยล โรคไขมันในเลือดสูงสามารถก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆตามมาอีก ดังเช่นว่า เบาหวาน โรคความดันเลือดสูง เส้นโลหิตหัวใจตีบ หัวใจขาดเลือด รวมทั้งเส้นเลือดสมองตีบ ฯลฯ
เมื่อพินิจพิจารณาเปรียบจากการรวบงานค้นคว้าที่เรียนรู้ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือเพื่อรักษาโรคโรคมะเร็งในมนุษย์ 373 คน แม้ว่าจะพบว่าคนไข้สนองตอบต่อการดูแลรักษาด้วยเคมีบรรเทาหรือรังสีบำบัดเจริญขึ้นเมื่อรักษาร่วมกับการใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือ แต่ว่าเมื่อทดสอบการใช้เห็ดหลินจือเพียงอย่างเดียวกลับไม่มีประสิทธิผลในสำหรับในการทำให้มะเร็งลดขนาดลงประการใด
นอกเหนือจากนั้น สมุนไพร จาการทวนงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยพบว่ามีงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัย 4 ชิ้นที่มีผลลัพธ์ส่งเสริมว่าเห็ดหลินจืออาจสมาคมต่อการแก้ไขคุณภาพชีวิตของผู้เจ็บป่วยให้ดีขึ้น และในเวลาเดียวกัน ก็ส่งผลลัพธ์จากงานศึกษาเรียนรู้หนึ่งที่แสดงถึงผลข้างคียงของเห็ดหลินจือ เป็นอาการคลื่นใส้แล้วก็นอนไม่หดังนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการค้นคว้าทดสอบถึงสมรรถนะของ สมุนไพร เห็ดหลินจือสำหรับเพื่อการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เพื่อคุ้มครองป้องกันแล้วก็การดูแลรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจถัดไป รวมทั้งให้ได้การชัดเจนชัดดเจนในด้านดังที่กล่าวผ่านมาแล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นคุณประโยชน์ต่อกรรมวิธีการรักษาคุ้มครองโรคเส้นเลือดหัวใจและก็อาการต่างๆที่เกี่ยวพันต่อไปในอนาคต
ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการบริโรคเห็ดหลินจืออย่างกระจ่างแจ้ง เนื่องประสิทธิผลและก็ผลกระทบจากการบริโภค โดยเหตุนี้ คนซื้อ ควรศึกษาเนื้อหาสาระเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ และปรึกษาหมอหรือเภสัชกรก่อนจะมีการบริโรค เพราะแม้เห็ดหลินจือในแต่ละแบบอย่างจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แม้กระนั้นสารเคมีรวมทั้งส่วนประต่างบางทีอาจมีผลข้างๆที่เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้เช่นเดียวกันลับด้วย

9

ถั่งเช่า
สมุนไพร [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/16484912/%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2]ถั่งเช่า[/url] จำพวกนี้เกิดขึ้นมาจากสปอร์เห็ดราที่ไปเติบโตบนตัวอ่อนหนอนผีเสื้อ (Cordyceps Sinensis) ซึ่งจำศีลอยู่ใต้ดินในช่วงฤดูหนาว แต่ว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนจึงทำให้สปอร์เห็ดเติบโตขึ้นโดยดูดสารอาหารจากตัวอ่อนหนอนและผลิออกขึ้นบริเวณส่วนหัวของตัวหนอน จึงพบว่าถั่งเช่าจะมี 2 ส่วน ส่วนที่เป็นตัวอ่อนของผีเสื้อและอีกส่วนเป็นสปอร์เห็ด
การรับประทานถั่งเช่าเพื่อคุณประโยชน์ด้านการแพทย์มีมานานตั้งแต่อดีต เพราะเหตุว่าอุดมไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพซึ่งเกิดผลดีต่อร่างกาย โดยเช้าใจกันว่าช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับการออกกำลังกาย รักษาโรคไตรวมทั้งตับ เสริมความสามารถของผู้ชาย ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยเพิ่มการทำงานของตับในคนเจ็บโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี รักษาความไม่ปกติในระบบทางเดินหายใจ เพิ่มกำลังและความแข็งแรงของร่างกาย นอกนั้น ยังช่วยทุเลาอาการไอ บรรเทาอาการของผู้เจ็บป่วยที่ติดยาเสพติดในกลุ่มสารแอลคาลอยด์ เวียนหัว เป็นต้น ด้วยสรรพคุณนานัปการของถั่งเช่า ก็เลยทำให้ได้รับฉายาว่าเป็นยอดสมุนไพรจีนที่คนจำนวนไม่น้อยเลือกสรรมาบำรุงร่างกาย รวมทั้งยังแพงสูง แต่ ก่อนที่จะมีการเลือกกินหรือใช้ถั่งเช่าเพื่อรักษาโรคใดๆก็ตามตามคำกล่าวอ้าง ควรศึกษาค้นคว้าข้อมูลทางด้านการแพทย์ที่เสนอแนะการใช้โดยสวัสดิภาพซะก่อน สำหรับงานศึกษาเรียนรู้และก็ค้นคว้าเกี่ยวกับคุณลักษณะของถั่งเช่าสำหรับการรักษาโรคมีมากไม่น้อยเลยทีเดียวหลายด้าน ดังต่อไปนี้
ผลดีทางด้านการแพทย์ของถั่งเช่า
จากฐานข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการแพทย์ทางธรรมชาติ (Natural Medicines Comprehensive Database) ได้แบ่งระดับความน่านับถือของการใช้ถั่งเช่าเป็นการรักษาช่องทางจากธรรมชาติโดยมากอยู่ในระดับที่ยังมีหลักฐานน้อยเกินไปต่อการบ่งบอกสมรรถนะ (Insufficient Evidence to Rate) รวมทั้งในด้านเสริมประสิทธิภาพในการบริหารร่างกายถูกจัดให้อยู่ในระดับที่อาจไม่ได้เรื่อง (Possibly Ineffective)
การดูแลรักษาที่ยังไม่มีหลักฐานพอเพียงต่อการเจาะจงประสิทธิภาพ
โรคหอบหืด ถั่งเช่าเป็นยาแผนโบราณของจีนที่ได้เอ่ยถึงคุณลักษณะต้านทานการอักเสบ โดยมีการเรียนรู้สมรรถนะของถั่งเช่าในผู้ป่วยโรคหอบหืดที่มีลักษณะอาการปานกลางถึงร้ายแรง 120 คน เพื่อดูผลของถั่งเช่าต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วย เป็นระยะเวลา 3 เดือน โดยให้กลุ่มแรกกินถั่งเช่ารวมทั้งอีกกลุ่มมิได้กิน เวลาเดียวกัน 2 กรุ๊ปยังได้รับยาแบบสูดดมคอร์ติวัวสเตียรอยด์และก็สารกรุ๊ปเบต้าอะโกนิสท์ (β-agonists) ซึ่งเป็นตัวยาสำคัญที่ช่วยทุเลาโรคหอบหืด สำหรับในการวัดผลมองจากการกำเริบของโรค การทดลองสมรรถภาพของปอด แล้วก็การประมาณค่าการอักเสบในเลือด ผลจากการศึกษาเล่าเรียนพบว่าถั่งเช่าช่วยให้ผู้เจ็บป่วยโรคหอบหืดในระดับปานกลางถึงรุนแรงมีวิวัฒนาการดีขึ้นในด้านอาการของโรค การทำงานของปอด ภาวการณ์อาการอักเสบของ และก็คุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็แล้วแต่ ยังมีการทดลองที่ให้ผลตรงกันข้าม จากการทดสอบให้คนป่วยโรคหืดหอบ อายุ 7-15 ปี กินยาสมุนไพรที่มีส่วนผสมของถั่งเช่ากับสมุนไพรชนิดอื่นอีก 4 จำพวกพร้อมกันกับยาคอร์ติโคสเตียรอยด์แบบสูดกลิ่นเป็นระยะเวลา 6 เดือน เพื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก ผลที่ได้พบว่า ไม่ได้ต่างอะไรระหว่างกรุ๊ปที่กินยาสมุนไพรและยาหลอกอย่างแจ่มแจ้งในด้านต่างๆของกรุ๊ปผู้เจ็บป่วยเด็กที่เป็นโรคอาการหอบหืด
การศึกษาทางวิทยา
จากการเรียนข้างต้นนับว่ายังไม่มีหลักฐานพอเพียงต่อการสรุปข้อมูล เพราะว่ายังเป็นการตรวจสอบและลองใช้ถั่งเช่าในรูปแบบการรักษาเสริมควบคู่กับยาหลักหวานใจษาโรค อีกทั้งระยะเวลาสำหรับเพื่อการทดสอบค่อนข้างสั้น กลุ่มคนเจ็บเป็นเด็ก และไม่มีการติดตามผลในระยะยาว ก็เลยจำต้องเรียนเสริมเติมในอนาคตด้านอื่นๆผู้ดูแลหรือคนป่วยควรขอความเห็นหมอก่อนจะมีการใช้สินค้าสมุนไพรใดๆก็ตามและถั่งเช่าสำหรับในการรักษาโรค
ยืดอายุการเสียชีวิตของผู้เจ็บป่วย ถั่งเช่ายังคงใช้เป็นการรักษาลู่ทางจากธรรมชาติที่ช่วยต่ออายุคนไข้โรคไตให้ยาวนานขึ้น โดยให้คนไข้โรคมะเร็งตับที่เกิดขึ้นมาจากปัจจัยต่างๆจำนวน 101 คน ทดสอบรับประทานถั่งเช่าและสารจากธรรมชาติอื่น 11 ชนิด ในจำนวนที่ไม่เหมือนกันเป็นระยะเวลาประมาณ 13 เดือน ข้างหลังถึงกำหนดก็เลยวัดผลด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ สารระบุมะเร็ง และตรวจการดำเนินงานของตับ ผลพบว่า ผู้ป่วยหวานใจษาด้วยการใช้ถั่งเช่าและสารจากธรรมชาติ 4 ชนิดหรือมากกว่าขึ้นไป รอดชีวิตช้านานอย่างเห็นได้ชัดกว่าคนไข้ที่ได้รับสารจากธรรมชาติน้อยกว่า 3 ชนิด และยังไม่เจอผลกระทบ ทั้งนี้ เป็นการศึกษาค้นคว้าที่เก็บข้อมูลย้อนหลัง และก็เป็นการเรียนถั่งเช่าร่วมกับสารธรรมชาติตัวอื่น จึงไม่สามารถเอามาสรุปผลได้แจ้งชัด แม้กระนั้นอาจรอข้อส่งเสริมอื่นเพิ่ม เพื่อช่วยยืนยันประสิทธิภาพของถั่งเช่า
โรคไวรัสตับอักเสบ บี มีการใช้ถั่งเช่าสำหรับการรักษาโรคที่เกี่ยวพันกับโรคตับอยู่หลายโรค ซึ่งรวมทั้งโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี โดยมีการเรียนรู้ความสามารถของการใช้ถั่งเช่าในผู้เจ็บป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรังปริมาณ 25 คน ในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อเปรียบเทียบผลก่อนและหลังการทดลอง จากการทดลองพบว่าระดับเซลล์เม็ดเลือดขาวครั้งลิมโฟไซต์ที่บ่งบอกระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายมากขึ้น อาจมีประโยชน์ต่อการดูแลและรักษาพังผืดในตับของคนไข้โรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง
นอกเหนือจากนั้น ยังมีการเรียนผลจากการรับประทานสารสกัดถั่งเช่าในผู้เจ็บป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง ปริมาณ 60 คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยแบ่งได้ 2 กรุ๊ป กลุ่มแรกได้รับประทานสารสกัดถั่งเช่า ทีละ 8 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง และอีกกรุ๊ปได้รับยาสมุนไพรชนิดอื่น ทีละ 5 เม็ด วันละ 3 ครั้งเช่นเดียวกัน ผลพบว่า คนป่วยที่รับประทานสารสกัดจากถั่งเช่ามีการอักเสบของตับน้อยลงราว 81% แล้วก็การเกิดพังผืดลดลง 52% แม้กระนั้นยังมีคนไข้อีก 33% ที่ไม่พบความเคลื่อนไหวของการเกิดพังผืดในตับ ก็เลยบางทีอาจเป็นหลักฐานที่มั่นใจว่าถั่งเช่าบางทีอาจช่วยเพิ่มหลักการทำงานของตับ ลดการอักเสบของตับลงแล้วก็การเสี่ยงสำหรับการกำเนิดพังผืดที่ตับ

ลดผลกระทบของการปลูกถ่ายไต การดูแลและรักษาด้วยากดภูมิต้านทานในคนไข้ปลูกถ่ายไตอาจก่อให้เกิดผลข้างๆได้สูง ด้วยคุณสมบัติของถั่งเช่าที่เช้าใจกันว่าช่วยรักษาโรคไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีการศึกษาผลการกินถั่งเช่าในคนไข้เปลี่ยนถ่ายไต ปริมาณ 180 คน โดยแบ่งได้กรุ๊ปที่กินสารสกัดจากถั่งเช่ารวมทั้งกลุ่มที่มิได้รับประทาน เพื่อเปรียบการเกิดปฏิกิริยาต่อต้านไตของร่างกาย การต่อว่าดเชื้อ รวมทั้งอัตราการรอดชีวิตหลังการปลูกถ่ายไต โดยมีการติดตามผลในช่วง 1-5 ปี ผลพบว่า กรุ๊ปที่กินสารสกัดจากถั่งเช่ามีอัตราการต่อว่าดเชื้อ ค่าการทำงานของตับรวมทั้งค่าโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีต่างๆลดลงกว่ากรุ๊ปที่ไม่ได้รับประทานในตอน 3-5 ปี นอกจากนั้น อัตราการรอดชีวิตและผลปลูกถ่ายไตได้สำเร็จของผู้ป่วยในกลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากถั่งเช่าสูงกว่ากรุ๊ปมิได้กิน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสารสกัดจากถั่งเช่าบางทีอาจลดอัตราการปฏิเสธการปลูกถ่ายไตของร่างกาย ช่วยรูปแบบการทำงานของตับแล้วก็ไต กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด และก็ลดการต่อว่าดเชื้อในผู้ป่วยไข้ที่เข้ารับการปลูกถ่ายไต
ยิ่งกว่านั้น อีกงานศึกษาเรียนรู้วิจัยที่แสดงให้เห็นว่าถั่งเช่าอาจมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่เปลี่ยนถ่ายไต โดยใช้เป็นการรักษาเสริมพร้อมกันกับยากดภูมิต้านทาน จากการทดลองให้ผู้ป่วยปลูกถ่ายไต 202 คน กรุ๊ปหนึ่งกินถั่งเช่าในปริมาณ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง พร้อมกันกับยากดภูมิต้านทาน รวมทั้งอีกกรุ๊ปกินเฉพาะยากดภูมิคุ้มกันเพียงอย่างเดียว ผลปรากฏว่า คนเจ็บไม่พบผลกระทบจากการใช้ถั่งเช่า รวมทั้งยังลดอัตราการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะแล้วก็การเสี่ยงต่อภาวะไตเปลี่ยนถ่ายเสื่อมเรื้อรังให้ช้าลง
ผลการค้นคว้าในข้างต้นก็เลยชี้ให้เห็นว่าถั่งเช่าอาจมีคุณประโยชน์ต่อการรักษาผู้ป่วยเปลี่ยนถ่ายไต โดยช่วยลดจำนวนการใช้ยาให้ลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการมีชีวิตอยู่ของคนเจ็บที่ได้รับการปลูกถ่ายไตในระยะยาว
โรคหรือสภาวะอื่นๆตัวอย่างเช่น ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งหลังวิธีการทำเคมีบำบัดรักษา (คีโม) เพิ่มสิ่งที่จำเป็นทางเพศ บรรเทาอาการอิดโรยง่าย แก้ไอ รักษาโรคหลอดลมอักเสบ ความแตกต่างจากปกติของการหายใจ สภาวะองคชาติไม่แข็งตัว โรคโลหิตจาง สภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ คอเลสเตอรอลสูง ความแปลกของตับ มึนหัว ฯลฯ ซึ่งยังขาดหลักฐานที่ดีพอเพียงในการรับรองคุณประโยชน์พวกนี้
การรักษาที่อาจไม่ได้ผล
เสริมประสิทธิภาพสำหรับในการบริหารร่างกาย เป็นสมุนไพรที่ใช้ในยาแผนโบราณของจีน เพื่อรักษาลักษณะของการป่วยหลายประเภทแล้วก็ยังช่วยทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นของร่างกาย ก็เลยมักนิยมรับประทานเป็นยาบำรุงกำลัง จากการทดสอบเทียบผลของการกินและสมุนไพรชนิดอื่นกับยาหลอกในนักปั่นจักรยานชาย 8 คน เพื่อดูความเปลี่ยนแปลงของระบบไหลเวียนโลหิตภายในร่างกาย โดยประเมินผลก่อนแล้วก็หลังของทั้งยัง 2 กลุ่ม กลับไม่พบความไม่เหมือนอย่างเห็นได้ชัดต่อค่าที่วัดได้ แปลว่าการรับประทานไม่ส่งผลต่อคุณภาพของการออกกำลังในนักกีฬา
นอกเหนือจากนี้ ยังมีงานเรียนรู้อื่นที่ชี้ว่าการรับประทานไม่ช่วยเพิ่มความคงทนต่อการออกกำลังกายในกลุ่มนักกีฬา โดยทดลองให้นักปั่นจักรยาน 22 คน ทานอาหารเสริมจากถั่งเช่า 3 กรัมต่อวัน เปรียบเทียบกับยาหลอกติดต่อกัน 5 สัปดาห์ แล้วหลังจากนั้นวัดผลทุกๆสัปดาห์ ทำให้รู้ว่าอาหารเสริมจากถั่งเช่าแล้วก็ยาหลอกไม่มีผลใดๆต่อคงทนถาวรสำหรับเพื่อการบริหารร่างกายที่มากขึ้น ในเวลาเดียวกัน การทดสอบวัดสมรรถนะของนักปั่นจักยานมือสมัครเล่น 17 คน หลังรับประทานผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีส่วนประกอบหลักจากถั่งเช่า 1,000 มก. รวมทั้งสมุนไพรชนิดอื่นในปริมาณที่แตกต่างกันเปรียบเทียบกับยาหลอก โดยครั้งที่ 1 และก็ครั้งที่ 2 ห่างกัน 14 วัน เมื่อผ่านไป 2 สัปดาห์ก็ไม่เจอความเคลื่อนไหวในทิศทางที่ หากว่าความเชื่อแล้วก็การเล่าเรียนก่อนหน้าที่มีความหมายว่าถั่งเช่าอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของนักกีฬา ผลการค้นคว้าในตอนนี้ไม่เจอความไม่เหมือนอย่างแจ่มแจ้งของการกินถั่งเช่าต่อสถาพทางร่างกายอะไร

Tags : สมุนไพรถั่งเช่า

10

ถั่งเช่า
การรับประทานถั่งเช่าโดยสวัสดิภาพ
หากรับประทานในระยะเวลาสั้นและปริมาณที่พอเหมาะ ถั่งเช่าค่อนข้างจะมีความปลอดภัย แต่มีข้อควรพิจารณาบางประการ ดังต่อไปนี้
การเลือกกินสมุนไพรถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมควรที่จะทำการเลือกจากแหล่งผลิตที่ไว้ใจได้และผ่านกรรมวิธีที่ถูก เนื่องจากมีความน่าจะเป็นไปได้ต่อการปนเปื้อนพิษและสารเคมีที่เป็นโทษต่อสุขภาพ
ถั่งเช่าอาจจะทำให้กำเนิดอาการท้องเดิน คลื่นไส้ หรือปากแห้งในบางราย
การรับประทานถั่งเช่าควบคู่กับยาบางประเภท ยกตัวอย่างเช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยายับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ยาซัยวัวลฟอสฟาไมด์ หรือคาเฟอีน อาจทำให้ปฏิกิริยาระหว่างยา คนที่มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาบางตัวในขณะนั้นควรจะปรึกษาหมอก่อนทุกหน
ก่อนจะมีการกินถั่งเช่าในรูปแบบปกติหรืออาหารเสริม ควรจะปรึกษาแพทย์หรือผู้ชำนาญเกี่ยวกับจำนวนและระยะเวลาสำหรับการรับประทาน เพื่อลดความเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดผลใกล้กันหรือปฏิกิริยาระหว่างยาและก็ร่างกาย
สตรีมีท้องหรืออยู่ในช่วงให้นมบุตรควรหลบหลีกที่จะกิน เหตุเพราะยังไม่มีข้อมูลยืนยันความปลอดภัยสำหรับเพื่อการรับประทานมากมายพอเพียง ถ้าหากต้องการกินควรหารือแพทย์ทุกครั้ง
ผู้ป่วยในกรุ๊ปโรคภูไม่ต้านตัวเอง อย่างเช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งหรือโรคเอมเอส โรคลูปัส โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์  ไม่สมควรรับประทาน เหตุเพราะถั่งเช่าอาจจะส่งผลให้ระบบภูมิต้านทานร่างกายไวต่อการกระตุ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลให้ลักษณะของคนไข้ห่วยลง
ถั่งเช่าอาจทำให้เลือดแข็งช้า ผู้ป่วยภาวะเลือดออกเปลี่ยนไปจากปกติอาจมีความเสี่ยงสำหรับในการเกิดเลือดออกได้ง่ายมากยิ่งขึ้น รวมถึงผู้เข้ารับการผ่าตัดควรหลีกเลี่ยงที่จะรับประทานถั่งเช่าก่อนเข้ารับการผ่าตัดอย่างต่ำ 2 อาทิตย์ เพื่อลดการเสี่ยงจากการเกิดเลือดออกมากในขณะผ่าตัด
การศึกษาทาวิทยา
จากการศึกษาเล่าเรียนข้างต้นถือว่ายังไม่มีหลักฐานพอเพียงต่อการสรุปข้อมูล เนื่องด้วยยังเป็นการตรวจสอบและลองใช้ถั่งเช่าในต้นแบบการดูแลและรักษาเสริมพร้อมกันกับยาหลักสุดที่รักษาโรค ทั้งระยะเวลาสำหรับในการทดลองค่อนข้างจะสั้น กลุ่มคนไข้เป็นเด็ก และไม่มีการติดตามผลในระยะยาว จึงต้องเล่าเรียนเพิ่มอีกในอนาคตด้านอื่นๆผู้ดูแลหรือคนไข้ควรจะขอความเห็นหมอก่อนการใช้สินค้าสมุนไพรอะไรก็แล้วแต่แล้วก็ถั่งเช่าในการรักษาโรค
ยืดอายุการตายของคนไข้ ถั่งเช่ายังใช้เป็นการรักษาช่องทางจากธรรมชาติที่ช่วยต่ออายุคนเจ็บโรคไตให้ยาวนานขึ้น โดยให้ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งตับที่เกิดขึ้นจากสาเหตุต่างๆปริมาณ 101 คน ทดสอบกินถั่งเช่ารวมทั้งสารจากธรรมชาติอื่น 11 ประเภท ในจำนวนที่ต่างกันเป็นระยะเวลาโดยประมาณ 13 เดือน หลังครบกำหนดก็เลยวัดผลด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ สารบ่งชี้มะเร็ง แล้วก็ตรวจการดำเนินการของตับ ผลพบว่า คนไข้ที่รักษาด้วยการใช้ถั่งเช่ารวมทั้งสารจากธรรมชาติ 4 ประเภทหรือมากกว่าขึ้นไป รอดชีวิตช้านานอย่างเห็นได้ชัดกว่าคนป่วยที่ได้รับสารจากธรรมชาติน้อยกว่า 3 จำพวก รวมทั้งยังไม่พบผลกระทบ ดังนี้ เป็นการวิจัยที่เก็บข้อมูลย้อนไป แล้วก็เป็นการศึกษาถั่งเช่าร่วมกับสารธรรมชาติตัวอื่น ก็เลยไม่อาจจะเอามาสรุปผลได้เด่นชัด แม้กระนั้นบางทีอาจคอยข้อส่งเสริมอื่นเพิ่มอีก เพื่อช่วยยืนยันคุณภาพของถั่งเช่า
โรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี มีการใช้ถั่งเช่าสำหรับการรักษาโรคที่เกี่ยวกับโรคตับอยู่หลายโรค ซึ่งรวมถึงโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี โดยมีการเรียนประสิทธิภาพของการใช้ถั่งเช่าในผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรังจำนวน 25 คน ในระยะเวลา 3 เดือน เพื่อเปรียบผลก่อนรวมทั้งหลังการทดสอบ จากการทดสอบพบว่าระดับเซลล์เม็ดเลือดขาวคราวลิมโฟไซต์ที่บ่งบอกระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายมากขึ้น อาจมีประโยชน์ต่อการดูแลรักษาพังผืดในตับของคนเจ็บโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง
นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาสมุนไพรผลจากการกินสารสกัดถั่งเช่าในผู้เจ็บป่วยโรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง จำนวน 60 คน เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยแบ่งได้ 2 กลุ่ม กรุ๊ปแรกได้รับประทานสารสกัดถั่งเช่า ทีละ 8 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง รวมทั้งอีกกลุ่มได้รับยาสมุนไพรจำพวกอื่น ทีละ 5 เม็ด วันละ 3 ครั้งสิ่งเดียวกัน ผลพบว่า คนไข้ที่รับประทานสารสกัดจากถั่งเช่ามีการอักเสบของตับลดน้อยลงราวๆ 81% และการเกิดพังผืดลดลง 52% แต่ยังมีคนป่วยอีก 33% ที่ไม่เจอการเปลี่ยนแปลงของการเกิดพังผืดในตับ จึงอาจเป็นหลักฐานที่มั่นใจว่าสมุนไพร ถั่งเช่าบางทีอาจช่วยเพิ่มการทำงานของตับ ลดการอักเสบของตับลงแล้วก็ความเสี่ยงสำหรับในการเกิดพังผืดที่ตับ

มองยังไงอันไหนถั่งเช่าเลียนแบบ
สำหรับถั่งเช่าทิเบตซึ่งเป็นถั่งเช่าที่ราคาแพงแพง ก็เลยมีการทำปลอมกันเยอะ เอาเข้าจริงเกิดเรื่องยากมากๆที่จะมองออกจำต้องดูหลายสิ่งหลายอย่าง อย่างไรก็แล้วแต่หนทางโดยประมาณก็จะเป็นไปตามนี้
1.ท่อนหัวของ ถั่งเช่านั้นควรจะเป็นแท่งทรงกลมเป็นเงาคล้ายทรงกระบอก
2.ด้วยเหตุว่า ถั่งเช่าเคยเป็นหนอนมาก่อน ของแท้ต้องเป็นหยักๆเรียงกันสวยงามเหมือนตัวหนอน
3.ราคาจะต้องผิดกระทั่งเหลือเกิน ถ้ามีคนไหนเสนอขาย ถั่งเช่าให้พวกเราราคาถูกสันนิฐานไว้ก่อนเลยว่าปลอม
แม้กระนั้นถ้าว่าเป็นถั่งเช่าในแคปซูลพวกเราก็จะต้องดูว่าได้รับการยืนยันจากหน่วยราชการอย่างถูกต้องไหม ด้วยเหตุว่าถ้าหากเป็นของแท้จะมี ถ้าไม่มีแปลว่ามีโอการเป็นของปลอมสูงมากมาย ไหมไม่มีอันตราย
วิธีทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชน์สูงสุด
การที่จะทานถั่งเช่าให้ได้ประโยชนสูงสุดนั้นพวกเราก็จำเป็นต้องเลือกทานตามแบบของถั่งเช่าเป็นหลัก โดยที่มีสำคัญๆอยู่ 2 แบบก็คือ แบบธรรมชาติ และแบบ แคปซูล
1.ถั่งเช่าแบบธรรมชาติ-คนจำนวนไม่น้อยนิยมถั่งเช่าแบบธรรมชาติด้วยการเคี้ยว ซึ้งถือเป็นการกินที่ไม่ค่อยถูกทางเท่าไร เนื่องจากคุณลักษณะในตัวถั่งเช่านั้น จะทำงานก้าวหน้าเมื่อถูกความร้อนด้วยเหตุผลดังกล่าวควรรับประทานแบบที่โนความร้อนดียิ่งกว่าโดยแนวทางที่ค่อนข้างได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดก็คือการนำถั่งเช่าประมาณ 2-3 ตัว ไปแช่ลงไปภายในน้ำร้อน ทิ้งไว้ซัก 5 นาทีแล้วหลังจากนั้นก็ให้นำน้ำมาดื่มกระทั่งน้ำหมด ต่อจากนั้นให้เพิ่มเติมน้ำร้อน ได้อีก 2 ครั้ง ร่างกายก็จะได้สารคอร์ไดเซปินไปอย่างสมบูรณ์
2.ถั่งเช่าแบบแคปซูล- ตัวถั่งเช่าแบบแคปซูลเวลาทานจะดูสิ่งที่มีความต้องการเป็นหลักว่า ต้องการทานเพื่อสุขภาพ หรือเฉพาะเจาะจงที่โรคอะไร และทานตามจำนวนที่เหมาะสม อย่างถ้าหากพวกเราต้องการทารเพื่อสุขภาพ ให้ทาน เช้า-เย็น อย่างละ 1 แคปซูล ย้ำโรคภูมิแพ้และอื่นๆทาน ตอนเช้า เย็น อย่างละ 2 แคปซูลเวลาทานจะทานตอนหลังอาหารหรือท้องว่างก็ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดอันตรายหรือกัดกระเพาะ

11

น้ำมันกานพลู (Clove Oil)
น้ำมันกานพลูเป็นยังไง น้ำมันกานพลูเป็นน้ำมันหอมระเหยประเภทหนึ่งที่สกัดได้จากการกลั่นโดยใช้ละอองน้ำจากพืชที่เราเรียกกันว่าต้นกานพลู ซึ่งจำพวกของน้ำมันมีอยู่ 3 จำพวกคือ

  • น้ำมันจากดอกได้มาจากดอกตูมของต้นกานพลู ซึ่งประกอบไปด้วย 60% eugenol, acetyl eugenol, caryophyllene และส่วนประกอบย่อยอื่นๆ
  • น้ำมันจากใบที่ได้มาจากใบของต้นกานพลู ประกอบด้วยยูจินอล 82-88% ซึ่งอาจจะมีอะสิเตตน้อยหรือไม่มีเลยแล้วก็ยังส่วนประกอบย่อยอื่นๆอีกด้วย
  • น้ำมันจากต้นมาจากกิ่งและเปลือกต้นของต้านกานพลู ประกอบด้วยยูจินอล 90 - 95% แล้วก็ส่วนประกอบย่อยอื่นๆ


ส่วนรูปแบบของน้ำมันกานพลูนั้นจะเป็นของเหลว (น้ำมัน) มีกลิ่นเฉพาะบุคคลซึ่งจะฉุนเล็กน้อยมีสีใสถึงเหลืองอ่อน หรือสีเหลืองผสมน้ำตาลอ่อน น้ำมันกานพลูชอบมีการนำไปใช้เป็นส่วนผสมของยานวด, น้ำหอม และก็สินค้าอื่นๆรวมถึงใช้สำหรับการปรุงรสของยาเพื่อลดความขมลง แต่ว่าถ้าเป็นสมุนไพรจากส่วนต่างๆของกานพลูนั้น มีการใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่ากว้างใหญ่รวมทั้งมากมายในด้านคุณประโยชน์ทางยาในพืชประเภทนี้
สูตรทางเคมีรวมทั้งสูตรโครงสร้าง น้ำมันกานพลู (Clove oil) ได้จากการสกัด ดอก, ใบ เปลือกแล้วก็กิ่ง ของต้นกานพลู โดยผู้กระทำลั่นโดยใช้ไอน้ำมีน้ำหนักโมเลกุล 205.647 g/mal มีจุดเดือดอยู่ที่ 251 องศาเซลเซียส (Cº) มีจุดวาบไฟที่ > 250 องศาฟาเรนไฮท์ (Fº) มีความไวไฟพอสมควร
ที่มา/แหล่งที่พบ น้ำมันกานพลู (Clove oil) เป็นน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากกรรมวิธีการกลั่นโดยใช้ละอองน้ำ (Stream distillation) จากนั้นสกัดแยกน้ำมันกานพลูกับน้ำด้วย dichloromethane แล้วระเหยเอา dichloromethane ออกมา ก็จะได้น้ำมันกานพลู ส่วนลักษณะของต้นกานพลูที่เป็นแหล่งที่มาของน้ำมันกานพลูนั้นมีลักษณะดังต่อไปนี้

ชื่อสมุนไพร กานพลู
ชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium aromaticum (L.) Merr. & Perry     
ชื่อสกุล                        MYRTACEAE
ชื่อพ้อง                   Eugenia caryophyllata Thunb.
                Eugenia caryophyllus (Spreng.) Bullock & Harrison,
                Eugenia aromatica Kuntze
ชื่ออังกฤษ              Clove, Clove tree
ชื่อเขตแดน              จันย่าง (ภาคเหนือ)
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น กานพลูเป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ สูง 5-20 เมตร เรือนยอดทึบ เป็นรูปกรวยคว่ำ แตกกิ่งต่ำ ลำต้นตั้งชัน เปลือกเรียบมีสีน้ำตาลอ่อน มีต่อมน้ามันมาก
  • ใบ ใบกานพลู เป็นใบโดดเดี่ยว ออกเรียงตรงกันข้าม มีก้านใบเล็กเรียว ยาว 1-3 เซนติเมตร รูปใบขอบขนานแกมรูปไข่กลับ กว้าง 3-6 ซม. ยาว 6-13 เซนติเมตร ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบเรียบ โคนสอบเป็นรูปลิ่ม แผ่นใบด้านบนวาว ตอนล่างของใบมีต่อมมากมาย ใบมีเส้นใบเป็นจำนวนมาก
  • ดอก ดอกกานพลูออกเป็นช่อดอกสั้นๆแทงออกบริเวณปลายยอดหรือง่ามใบบริเวณยอด ดอกแตกกิ่งก้านสาขาออกเป็นกลุ่ม 3 ช่อ มีปริมาณ 6-20 ดอก ดอกมีใบประดับรูปสามเหลี่ยม ยาว 2-3 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยง 4 กลีบ สีเขียวอมเหลือง รวมทั้งมีสีแดงประปราย โคนติดกันเป็นหลอดยาว 5-7 มม. กลีบ 4 กลีบ กลีบดอกมีรูปสามเหลี่ยมปนรูปไข่ ยาว 7-8 มิลลิเมตร มีต่อมน้ำมันมากมาย กลีบดอกไม้มักร่วงง่าย ข้างในมีเกสรเพศผู้ ก้านยกเกสรยาว 3-7 มิลลิเมตร ก้านเกสรเพศเมียยาวราวๆ 4 มม. ยอดเกสรตัวเมียแบ่งเป็น 2 พู มีรังไข่ 2-3 ห้อง แต่ละห้องมีไข่เป็นจำนวนมาก
  • ผล ผลกานพลู ได้ผลเดี่ยว มี 1 เมล็ด มีรูปไข่กลับแกมรูปรี ยาว 2-2.5 ซม. เมื่อแก่จะมีสีแดงเข้มออกคล้ำ


สารสำคัญที่เจอ

  • ดอก – Eugenol 72-90 % – Eugenyl acetate 2-27 % – β-caryophyllene 5-12 % – trans-β-caryophyllene 6.3-12.7 % – Vanillin
  • ใบ – Eugenol 94.4 % – β-caryophyllene 2.9 %


สารอื่นๆเป็นต้นว่า methyl salicylate, methyl eugenol, benzaldehyde, methyl amyl ketone รวมทั้ง rhamnetin
ผลดี/สรรพคุณ น้ำมันกานพลูมีสรรพคุณทางยา คือ น้ำมันกานพลู (Clove oil) เป็นยาชาเฉพาะที่ แก้ปวดฟัน โดยใช้สำสีชุบเอามาอุดที่ฟัน ระงับการกระตุก ตะคริว ขับผายลม แก้เจ็บท้อง แก้ท้องอืด ผสมยากลั้วคอ ขับลม แก้ท้องขึ้น ท้องร่วง แก้ไอ  ฆ่าเชื้อโรค แก้ชาปลายมือปลายเท้า ทุเลาอาการจากแมลงสัตว์กัดต่อย แก้โรคลมระงับปวด ใช้ผสมกับ เมนทอล เมทิลซาลิไซเลต เป็นยานวดแก้ปวดบวมช้ำ ส่วนคุณประโยชน์ของน้ำมันกานพลูมีดังนี้   น้ำมันหอมระเหยจากดอกใช้เป็นส่วนประกอบสารกำจัดศัตรูพืชไล่ยุง หรือใช้ฉีดพ่นกำจัดแมลงซึ่งตรง โดยมี สารยูจีนอล (Eugenol) เป็นตัวที่ออกฤทธิ์สำคัญสำหรับเพื่อการกีดกันแนวทางการทำงานของเอนไซม์ทำให้โปรตีนอื่นๆเสียภาวะไป น้ำมันหอมระเหยของกานพลูใช้สำหรับทำให้ปลาสลบ โดยมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญเป็นยูจีนอล (Eugenol) ใช้โดยการหยด  ใช้น้ำมันกานพลูใช้เป็นส่วนประกอบหรือใช้เป็นยาต้านเชื้อแบคทีเรียหลายประเภท น้ำมันจากก้านดอก และดอกกานพลูใช้ในการจัดแจงสาร eugenol, isoeugenol รวมทั้งvanillin รวมทั้งน้ำมันที่เหลือใช้สำหรับการทำสบู่   น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูใช้เป็นส่วนผสมของยาสีฟัน รวมทั้งน้ำยาบ้วนปาก น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูใช้สำหรับแต่งกลิ่นรสของกิน และก็ใช้เป็นวัตถุกันเสีย

ส่วนคุณประโยชน์รวมทั้งสรรพคุณทางยาของส่วนต่างๆของต้นกานพลูนั้นมีดังนี้ 
  หนังสือเรียนยาไทย ดอก รสเผ็ด กระจายเสมหะ แก้เสมหะเหนียว แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ปวดฟัน ดับกลิ่นปาก แก้โรคหืด เป็นยาทำให้ร้อนเมื่อถูกผิวหนังทำให้ชา เป็นยาฆ่าเชื้อ แก้ปวดฟัน แก้รำมะนาด แก้ปวดท้อง มวนในลำไส้ แก้ลม แก้เหน็บชา แก้พิษเลือด พิษน้ำเหลือง ขับน้ำคาวปลา ทำอุจจาระให้ธรรมดา แก้ธาตุทั้งยัง 4 พิการ แก้ปวดท้อง แก้ท้องขึ้น อาหารไม่
ย่อย อาเจียนอาเจียน แก้จุกเสียด แก้ท้องเดิน ขับผายลม กดลมให้ลงสู่เบื้องต่ำ แก้สะอึก แก้ซางต่างๆขับระดู ใน ”พิกัดตรีพิษจักร” เป็นการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีรสซึมซาบไวดังกงจักร  3 อย่าง มี ผลผักชีล้อม ผลจันทน์เทศ รวมทั้งกานพลู สรรพคุณแก้ลม แก้พิษเลือด แก้ธาตุพิการ บำรุงเลือด ”พิกัดตรีคันธวาต” คือการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีกลิ่นหอมสดชื่นแก้ลม  3 อย่าง มี ผลเร่วใหญ่ ผลจันทน์เทศ แล้วก็กานพลู มีคุณประโยชน์ แก้ธาตุพิการ แก้ไข้อันเกิดแต่ว่าดี แก้จุกเสียด บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา มีการใช้กานพลู ในยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบไหลเวียนเลือด (แก้ลม) ปรากฏในตำรับ”ยาหอมเทวดาจิตร” และตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” โดยมีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณสำหรับการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นไส้ อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง ตำรับยารักษากลุ่มอาการทางระบบอาหาร มี “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณทุเลาอาการท้องอืดเฟ้อ และก็อาการท้องเสียที่ไม่เป็นผลมาจากการต่อว่าดเชื้อ และก็ตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีกานพลูเป็นองค์ประกอบหลัก และก็มีสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณบรรเทาลักษณะของการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากของกินไม่ย่อย เพราะว่าธาตุไม่ดีเหมือนปกติ
การเรียนทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ กานพลูมีสาร eugenol ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ มีการใช้น้ำมันกานพลูเป็นส่วนประกอบในตำรับยาเพื่อลดลักษณะของการปวด  นอกนั้นสาร eugenol ในน้ำมันกานพลูยังออกฤทธิ์เป็นยาสลบในปลาอีกหลายอย่าง
  • สารสกัดน้ำจากดอก จากผล  และก็จากเปลือกต้น  แล้วก็น้ำมันกานพลู มีฤทธิ์ลดการอักเสบ โดยไปยับยั้งการสังเคราะห์ prostaglandin โดยยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี cyclooxygenase-1, cyclooxygenase-2 และก็เพิ่มการสังเคราะห์ nitric oxide
  • ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียอันเป็นมูลเหตุอาการแน่นจุกเสียดจากท้องเดิน และแผลในกระเพาะ สารสกัดด้วยเอทานอล สารสกัดด้วยเอทานอล:น้ำ ในอัตราส่วน 3:1  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ เมทานอลแล้วก็น้ำจากดอก  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากดอกที่กลั่นเอาน้ำมันหอมระเหยออกแล้ว  รวมทั้งน้ำมันกานพลู มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการแน่นจุกเสียด อาทิเช่น  Escherichia coli , Salmonella typhi , S. typhosa, S. enteritidis, S. paratyphi, Shigella, Sh. paradysenteriae, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, Bacillus anthracis, B. subtilis, B. mesentericus, B. cereus, Proteus vulgaris, Rabbit Cholera, Vibrio comma, V. cholerae, V. parahemolyticus, Helicobacter pyroli และ Clostridium botulinum
  • ฤทธ์ต่อต้านการเกิดแผนในกระเพาะอาหาร มีการทดสอบฤทธิ์ในการกระตุ้นหลักการทำงานของไส้ในหลอดทดสอบ โดยใช้ลำไส้กระต่าย เทียบกับ acetylcholine 5.5 x 10(-5) M ซึ่งสารสกัดกานพลูด้วยการต้ม ความเข้มข้น 200-6400 μg/ml มีฤทธิ์กระตุ้นรูปแบบการทำงานของไส้ได้น้อยกว่า acetylcholine และก็เมื่อมีการให้สารสกัดกานพลูร่วมกับ atropine sulphate พบว่าจะมีฤทธิ์ในกระตุ้นการเคลื่อนไหวของไส้ได้น้อยลง
  • ฤทธิ์ต้านการบีบตัวของลำไส้ การทดลองฤทธิ์ต้านทานการบีบตัวของลำไส้สัตว์ทดสอบของน้ำมันกานพลู ทำในหลอดทดสอบ ไส้ถูกรั้งนำให้มีการบีบตัวโดยใช้สารหลากหลายประเภท อาทิเช่น acetylcholine (ใช้ลำไส้หนูแรทส่วน duodenum), barium chloride, histamine (ใช้ลำไส้ส่วน ileum ของหนูตะเภา) แล้วก็ nicotine (ใช้ลำไส้กระต่ายส่วน jejunum)ที่สามารถยั้งการบีบตัวของสำไส้ได้  20-40%, 40-60%, >60% รวมทั้ง >60% เป็นลำดับ
  • ฤทธิ์ป้องกันเยื่อบุกระเพาะ น้ำมันกานพลู รวมทั้งสาร eugenol ในกานพลู กระตุ้นให้เยื่อบุเซลล์กระเพาะอาหารมีการหลั่งสารเมือก (mucin) ออกมาเพื่อคุ้มครองปกป้องเยื่อบุกระเพาะ
  • น้ำมันสกัดจากกานพลูความเข้มข้น 30 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรสามารถยับยั้งการเจริญของ Lactococcus garvieae ในอาหารเลี้ยงเชื้อได้ เมื่อนำอาหารปลาที่ผสมน้ำมันกานพลูในอัตราส่วน 3% (w/w) มาเลี้ยงปลานิล ทำให้จำนวนการเสียชีวิตเนื่องจากว่าการตำหนิดเชื้อ L. garvieae ในปลานิลลดลง
ในส่วนของการเรียนรู้ทางสถานพยาบาลมีดังนี้
      ฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชา   การเรียนรู้ฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชาของสารสกัดของกานพลูเทียบกับยาชา benzocaine ในอาสาสมัคร 73 คน โดยอาสาสมัครกรุ๊ปที่ 1ได้รับเจลที่มีส่วนผสมของสารสกัดกานพลู ปริมาณ 2 กรัม (40% ผงกานพลูผสมกับ 60% glycerine) กลุ่มที่ 2 ได้รับเจลที่มีส่วนผสมของ 20% benzocaine ปริมาณ 2 กรัม ทาบนเยื่อบุกระพุ้งแก้ม กรุ๊ปที่ 3 ได้รับยาหลอก เมื่อเวลาผ่านไป 5 นาที ก็เลยทำการทดสอบฤทธิ์ โดยการแทงเข็มบริเวณที่ทา แล้ววัดระดับความเจ็บปวด (pain score) ผลของการเทียบระหว่างสารสกัดกานพลู และก็ benzocaine พบว่าสามารถลดการปวดได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง (p=0.005) รวมทั้งให้ผลไม่ต่างอะไรกัน นอกเหนือจากนี้
พบว่า สารสกัดกานพลูสามารถที่จะเพิ่มความเสี่ยงสำหรับการเกิดภาวะเลือดออกได้ ขณะใช้ร่วมกับยาต่อต้านเกล็ดเลือด แล้วก็บางทีอาจเพิ่มระดับของยากันชัก phenytoin ในเลือดได้
การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดสอบพิษทันควันของสารสกัดดอกด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 โล (คิดเป็น 16,667 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) ตรวจไม่เจออาการเป็นพิษ  แม้กระนั้นเมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่งเป็น 6.184 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก.
          การเรียนการเกิดพิษรุนแรงของสารสกัด eugenol  จากดอกกานพลู  ทำการวิจัยในหนูแรท สายพันธุ์ Sprague-Dawley แบ่งหนูทดลองออกเป็น 4 กลุ่ม  กลุ่ม 1,2,3 ได้รับสาร eugenol ความเข้มข้น 2.58, 1.37, 0.77 มิลลิกรัม/ลิตร ตามลำดับ  กรุ๊ปที่ 4 เป็นกลุ่มควบคุม  กระทำการทดสอบโดยการพ่นสารทดสอบให้หนูทดลองสูดดมตรงเวลา 4 ชั่วโมง แล้วติดตามอาการของหนูตรงเวลา 14 วัน  ผลของการทดลองไม่เจอการเสียชีวิตของหนู ส่วนอาการ รวมทั้งพฤติกรรม พบว่าหนูทดลองมีน้ำลายไหลระดับปานกลาง มีลักษณะอาการกระวนกระวายใจ และก็หายใจติดขัด แต่อาการกลุ่มนี้หายเองได้ภายในช่วงระยะเวลา 1 วัน  แต่ว่าเมื่อให้สารนี้ทางหลอดเลือดดำแก่หนูแรท ในขนาดเข้มข้น 6.25 โมล/ลิตร พบว่าตัวทดลองมีลักษณะอาการหายใจล้มเหลวรุนแรง น้ำท่วมปอด และก็เลือดออกที่ปอด
การฉีด eugenol เข้าระบบไหลเวียนโลหิตโดยตรง จะทำให้ความดันโลหิตแล้วก็การเต้นของหัวใจลดลงครู่เดียว โดยไม่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเปลี่ยนแปลง   eugenol สามารถทำลายโปรตีนในเซลล์ของเยื่ออ่อนในปาก การจับกุมของเซลล์ลดลง บวม และเกิดเป็นไต  ชั้นใต้ผิวหนังชั้นนอกบวมและกล้ามอ่อนแอ เมื่อป้อนน้ำมันจากใบขนาด 40 มก./กิโลกรัม ให้หนูแรทเพศภรรยาที่ตั้งท้องได้ 1-10 วันพบว่ามีฤทธิ์ยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนจำนวนร้อยละ 20
ขนาด/ปริมาณที่ควรจะใช้ เนื่องแต่น้ำมันกานพลู (Cove oil) นั้นส่วนใหญ่แล้วนิยมใช้เป็นส่วนผสมกับภัณฑ์อื่นด้วยเหตุดังกล่าวขนาดรวมทั้งปริมาณที่ควรที่จะใช้ของน้ำมันกานพลู (Cove oil) ดังนี้ สำหรับในการใช้ผสมยาสีฟันนั้นควรที่จะใช้ประมาณ0.1-0.5% ใช้ผสมยาดม ยาหม่อง ควรใช้ราว 3-5% ส่วนสำหรับในการใช้ทำยาสลบปลาควรใช้ 10-30% (กับเอทิลแอลกอฮอลส์)  ส่วนการใช้กานพลูรักษาลักษณะของการปวดฟันตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ให้      กลั่นเอาเฉพาะส่วนน้ำมันใช้ใส่ฟัน หรือใช้อีกทั้งดอกบดแล้วอมไว้ตรงบริเวณฟันที่ปวด เพื่อระงับอาการปวดฟัน        ตำกานพลูเพียงพอแหลก ผสมกับเหล้าขาวเพียงนิดหน่อยพอแฉะ ใช้สำลีจิ้มอุดฟันที่ปวดและใช้แก้โรครำมะนาด       เอาดอกกานพลูแช่สุราหยอดฟัน ส่วนการใช้น้ำมันหอมระเหย(น้ำมันกานพลู) ที่ใช้สำหรับขับลม และบรรเทาอาการท้องอืด ท้องอืด 0.05-0.2 ซีซี อนึ่ง การใช้กานพลูในปริมาณมากทำให้เลือดแข็งช้าลง จึงต้องระมัดระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ต่อต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น  warfarin,  aspirin, heparin ฯลฯ และระวังการใช้ร่วมกับยาต้านทานการอักเสบจำพวกไม่ใช่สเตียรอยด์  (NSAIDs; ดังเช่นว่า ibuprofen),  รวมทั้งระวังการใช้ร่วมกับสมุนไพรหรือยาที่ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ  แล้วก็ยาลดน้ำตาลในเลือด เช่น  insulin,  metformin
ข้อแนะนำ/ข้อควรไตร่ตรอง

  • สาร eugenol จากน้ำมันกานพลูที่มีความเข้มข้นสูงอาจจะส่งผลให้เกิดการเคืองต่อผิวหนังได้ถ้าเกิดใช้ในจำนวนที่สูง และก็ใช้ติดต่อกัน
  • การใช้น้ำมันกานพลูเพื่อรักษาลักษณะของการปวดฟันหรือใช้เพื่อระงับกลิ่นปากโดยตรง และใช้ในจำนวนสูงหรือใช้ติดต่อกันบ่อยมาก อาจจะก่อให้เคืองต่อเหงือก รวมทั้งเยื่อบุในช่องปากได้
  • สาร eugenol สามารถออกฤทธิ์ต่อต้านรูปแบบการทำงานของเกล็ดเลือดได้ จึงควรหลบหลีกการใช้ร่วมกับยาในกรุ๊ป anticoagulant และยากลุ่ม NSADs
  • ไม่สมควรใช้ดอกกานพลูในหญิงมีท้อง หญิงให้นมลูก  เด็ก  คนป่วยโรคตับไต  รวมทั้งคนเจ็บโรคเบาหวาน
เอกสารอ้างอิง

  • กันยารัตน์ ศึกษากิจ,2557.ฤทธิ์ทางชีวภาพของน้ำมันและสารสกัดจากดอกกานพลูในการบรรเทาอาการปวดไมเกรนและอาการข้างเคียงในสัตว์ทดลอง.
  • การพลู,ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร. http://www.disthai.com/
  • กานพลู.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สุนีย์ จันทร์สกาวและวรรณนรี เจริญทรัพย์,2543.การตรวจสอบคุณภาพกานพลูและผลิตภัณฑ์ยาเตรียมสมุนไพรที่มีการพลูเป็นส่วน ประกอบ.รายงานการวิจัย ปี พ.ศ.2543.
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์, นงลักษณ์ เรืองวิเศษ. วิเคราะห์ วิจัย คุณภาพเครื่องยาไทย. คอนเซ็พท์  เมดิคัส จำกัด: กรุงเทพมหานคร, 2551.
  • Kamatou GP, Vermaak I, Viljoen AM. Eugenol-From the Remote Maluku Islands to the International Market Place: A Review of a Remarkable and Versatile Molecule. Molecules 2012:17;6953-6981.
  • Clove oil. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.
  • Perry LM. Assessment report on Syzygium aromaticum (L.). European Medicines Agency;London. 2011.


12
มะกรูด
ชื่อสมุนไพร  มะกรูด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น มะขูด , มะขุน (ภาคเหนือ) , ส้มมั่วผี , ส้มกรูด (ภาคใต้) , โกร้ยเชีด (เขมร) , มะขู (แม่ฮ่องสอน)
ชื่อสามัญ    Kaffir lime , Mauritius papeda , Leech lime
ชื่อวิทยาศาสตร์  Citrus hystrix DC.
สกุล  RUTACEAE
ถิ่นกำเนิด เป็นพืชเชื้อสายส้ม และมะนาว เป็นพืชประจำถิ่นในเขตร้อนชื้นแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเช่น ไทย พม่า ลาว เขมร ฯลฯ  ซึ่งถูกจัดเป็นไม้ผล สำหรับมะกรูดในประเทศไทยนั้น  คนไทยอาจเคยชินกันเป็นอย่างดี เนื่องจากว่าเป็นสมุนไพรคู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน เพราะว่านิยมใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแกงที่ต้องอย่างห้ามให้ขาดเลยเด็ดขาดเลย (ซึ่งโดยธรรมดาแล้วเรามักจะนิยมใช้ใบมะกรูดรวมทั้งผิวมะกรูดมาเป็นส่วนผสมของพริกแกง) นอกจากนั้นมะกรูดก็ยังมีคุณประโยชน์ในด้านอื่นๆอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านของความสวยแล้วก็ในด้านของยาสมุนไพร ทั้งยังนับว่าเป็นพืชที่มีความเป็นสิริมงคลที่นิยมปลูกไว้บริเวณบ้านอีกด้วย เพราะเหตุว่ามั่นใจว่าจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุข โดยมักจะปลูกไว้ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของตัวบ้าน
ลักษณะทั่วไป
มะกรูด เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แก่นไม้เป็นเนื้อแข็ง เปลือกเรียบมีสีน้ำตาลอ่อน ลำต้นแตกกิ่งก้านมากไม่น้อยเลยทีเดียวตั้งแต่ระดับล่างของลำต้นทำให้มีลักษณะเป็นพุ่มไม้ ตามลำต้น รวมทั้งกิ่งมีหนามแหลมยาว ใบมะกรูด เป็นใบประกอบ ออกเป็นใบโดดเดี่ยว มีก้านใบแผ่ออกเป็นครีบคล้ายแผ่นใบ ใบมีลักษณะดก เรียบ มีผิวมัน สีเขียว และเขียวเข้มตามอายุของใบ ใบมีคอดกิ่วที่กึ่งกลางใบทำให้ใบแบ่งได้ 2 ตอน หรือ คล้ายใบไม้ 2 ใบ ต่อกัน ขนาดใบกว้างโดยประมาณ 2.5-5 ซม. ยาวราวๆ 5-12 เซนติเมตร ใบมีกลิ่นหอมสดชื่นมากมายด้วยเหตุว่ามีต่อมน้ำมันอยู่  ดอกมะกรูดเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกออกเป็นช่อมีสีขาว แทงออกบริเวณส่วนยอดหรือตามซอกใบ แต่ละช่อมีดอกโดยประมาณ 1-5 ดอก หลีบดอกมีสีขาวครีม 5 กลีบ มีขนปกคลุม ภายในดอกมีเกสรมีสีเหลือง ดอกมีกลิ่นหอมยวนใจเล็กน้อย รวมทั้งเมื่อแก่จะตกง่าย  ผลมะกรูดหรือลูกมะกรูด มีลักษณะค่อนข้างกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7 เซนติเมตร ผลคล้ายผลส้มซ่า ผลมีขนาดใหญ่กว่ามะนาวนิดหน่อย ลักษณะของผลมีรูปร่างนาๆประการสุดแต่ประเภท เปลือกผลค่อนข้างหนา ผิวเปลือกมีสีเขียวเข้ม ผิวตะปุ่มตะป่ำเป็นลูกคลื่นหรือเป็นปุ่มนูน ด้านในเปลือกมีต่อมน้ำมันหอมระเหยเยอะมากๆ มีจุกที่ศีรษะ แล้วก็ท้ายของผล เมื่อสุก ผลจะกลายเป็นสีเหลือง  ภายในผลมีเนื้อชุ่มฉ่ำน้ำ มีเมล็ดแทรกบริเวณกลางผล 5-10 เมล็ด เนื้อผลมีรสเปรี้ยวผสมขมเล็กน้อย
การขยายพันธุ์   การขยายพันธุ์มะกรูดสามารถทำได้ด้วยหลายแนวทาง เช่น การทำหมันกิ่ง การทาบกิ่ง การต่อว่าดตา การต่อยอด แล้วก็การเพาะเมล็ด แต่แนวทางที่เป็นที่นิยม ยกตัวอย่างเช่น การตอนกิ่ง การต่อยอด รวมทั้งการเพาะด้วยเม็ด เมื่อได้ต้นกล้าที่จะนำไปปลูกแล้ว ขั้นตอนต่อไป ให้ขุดหลุม ให้ขนาดหลุมกว้าง x ยาว x ลึก ราว 50 x 50 x 50 เซนติเมตร รองตูดหลุมด้วยขี้วัวผสมดิน กรีดถุงสีดำออก น้ำต้นกล้าลงปลูก กลบดิน รดน้ำ คลุมฟาง แล้วก็ทำหลักปักกับต้นเพื่อกันโยกเวลาลมพัด  โดยปกตินิยมปลูกมะกรูดระยะติดเป็น2×2 เมตร 1 ไร่จะได้มะกรูด 400 ต้น ถ้าเกิดปลูกระยะ 1.5 x 1.5 เมตร 1 ไร่จะได้ 1067 ต้น สำหรับในการปลูกระยะชิดนี้จะเป็นการปลูกมะกรูดเพื่อจำหน่ายใบ เพราะว่ามีการตัดใบขายทุกๆ3 – 4 เดือน พุ่มมะกรูดก็จะไม่ชิดกันมาก  ถ้าอยากปลูกเพื่อจำหน่ายเป็นลูกมะกรูด ผู้ปลูกอาจปลูกระยะห่าง 4 x 4 เมตร 1 ไร่จะได้ 200 ต้น หรือ 5 x 5 เมตร 1 ไร่จะได้ 65 ต้น ฯลฯ
สำหรับมะกรูดปลูกได้ดีในดินทุกชนิดรวมทั้งระยะปลูกมะกรูดนั้น ปลูกได้หลายระยะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์แล้วก็พื้นที่ของผู้ปลูกดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
ส่วนประกอบทางเคมี นํ้ามันหอมระเหยมะกรูดมี 2 โดยมากๆเป็น สารในกลุ่มเทอร์พีน ( terpenes) แล้วก็สารที่ไม่ใช่กลุ่มเทอร์พีน ( non-terpene) หรือ oxygenated compounds เช่น ในผิวมะกรูดมีน้ำมันระเหยง่ายจำนวนร้อยละ 4 มีองค์ประกอบหลักเป็น “เบตาไพนีน” (beta-pinene) ประมาณร้อยละ 30 , “ลิโมนีน” (limonene)  โดยประมาณร้อยละ 29 , beta-phellandrene, citronellal ยิ่งกว่านั้นยังพบ linalool, borneol, camphor, sabinene, germacrene D, aviprin   
ที่มา :  Wikipedia
       สารกรุ๊ปคูมาริน เป็นต้นว่า umbelliferone, bergamottin,  oxypeucedanin, psoralen, N-(iminoethyl)-L-ornithine (L-NIO)       น้ำจากผลพบกรด citric
ส่วนในใบมะกรูดเมื่อกลั่นด้วยละอองน้ำ จะได้น้ำมันระเหยง่ายราวปริมาณร้อยละ 0.08 มีองค์ประกอบหลักเป็น “แอล-ซิโตรเนลลาล”(l-citronellal) ประมาณปริมาณร้อยละ 65, citronellol, citronellol acetate ยิ่งกว่านั้นยังพบ sabinene, alpha-pinene, beta-pinene, alpha –phellandrene, limonene, terpinene, cymene, linalool รวมทั้งสารอื่นที่พบยกตัวอย่างเช่น indole alkaloids, rutin, hesperidin, diosmin, alpha-tocopherol ส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของมะกรูดนั้นสามารถแยกได้ดังนี้
ค่าทางโภชนาการของใบมะกรูด (100 กรัม)

  • พลังงาน 171 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน 6.8 กรัม
  • ไขมัน 3.1 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 29.0 กรัม
  • เส้นใย 8.2 กรัม
  • แคลเซียม 1672 มก.
  • ฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 3.8 มิลลิกรัม
  • วิตามินเอ 303 ไมโครกรัม
  • ไทอามีน 0.20 มก.
  • ไรโบฟลาวิน 0.35 มิลลิกรัม
  • ไนอาสิน 1.0 มก.
  • วิตามินซี 20 มก.
  • ขี้เถ้า 4.0 กรัม


คุณประโยชน์ทางโภชนาการของผิวลูกมะกรูด (100 กรัม)

  • คาร์โบไฮเดรต 21.3 กรัม
  • โปรตีน 2.8 กรัม
  • ไขมัน 1.1 กรัม
  • ใยอาหาร 3.4 กรัม
  • แคลเซียม 322 มก.
  • ธาตุฟอสฟอรัส 62 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 1.7 มก.
  • วิตามินบี 1 0 มก.
  • วิตามินบี 2 0.13 มก.
  • วิตามินซี 115 มิลลิกรัม


ค่าทางโภชนาการของน้ำมะกรูด (100 กรัม)

  • คาร์โบไฮเดรต 10.8 กรัม
  • โปรตีน 0.6 กรัม
  • ไขมัน 0 กรัม
  • ใยอาหาร 0 กรัม
  • แคลเซียม 20 มก.
  • ฟอสฟอรัส 20 มิลลิกรัม
  • เหล็ก 0.6 มก.
  • วิตามินบี 1 0.02 มก.
  • วิตามินบี 2 58 มิลลิกรัม
  • วิตามินซี 55 มก.
คุณประโยชน์/สรรพคุณ
ใบมะกรูดและน้ำมะกรูดสามารถใช้ดับกลิ่นคาวในของกินแล้วก็ใช้เพื่อการทำกับข้าวและแต่งกลิ่นคาวหวานของของกิน ยกตัวอย่างเช่น ต้มยำ แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ฉู่ฉี่ ห่อหมก อื่นๆอีกมากมาย มีการนำเปลือกของมะกรูดมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องแต่งตัวบางชนิด ได้แก่ สบู่ แชมพูมะกรูดหรือแชมพูมะกรูด ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงและก็แมลง เป็นต้น ส่วนสรรพคุณทางยาของมะกรูดนั้นมีดังนี้
หนังสือเรียนยาไทย: ใบมะกรูด มีรสปร่า หอม แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้บอบช้ำใน กัดเสมหะในคอ แก้น้ำลายเหนียว กัดเถาดานในท้อง แก้เมนส์เสียฟอกโลหิตรอบเดือน ขับเมนส์ ขับลมในไส้ แก้จุกเสียด ผิว มีรสปร่าหอม ร้อน เป็นยาขับลมในไส้ แก้แน่น ขับเมนส์ ขับผายลม เป็นยาบำรุงหัวใจ ผล ดองเป็นยาฟอกเลือดในสตรี ช่วยขับรอบเดือน ขับลมในไส้ แก้จุกเสียด ลักปิดลักเปิด น้ำมันจากผิวช่วยป้องกันรังแค รวมทั้งทำให้เส้นผมดกดำเป็นเงางาม ผล รสเปรี้ยว กัดเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว กัดเถาดานในท้อง แก้เมนส์เสีย ฟอกเลือดเมนส์ ขับรอบเดือน ขับลมในลำไส้ ทำลายพิษผิดสำแดง ผล ปิ้งไฟให้สุก ผ่าครึ่งลูก เอาเช็ดฟอกสระผม ทำให้ผมดกดำเป็นเงาสวย นุ่มสลวย แก้คัน แก้รังแค แก้ชันนะตุ ทำให้ผมสะอาดแพทย์ตามบ้านนอกใช้ผลเอาไส้ออก ใส่มหาหิงคุ์แทน สุมไฟให้ไหม้เกรียม บดปัดกวาดปากลิ้นเด็กแรกเกิด ขับขี้เทา ขับลม แก้ปวดท้องในเด็ก หรือใช้ผลสดนำมาผิงไฟให้ไหม้เกรียม แล้วละลายให้เข้ากับน้ำผึ้ง ใช้ทาลิ้นให้เด็กที่เกิดใหม่ ยาท้องถิ่นบางถิ่นใช้น้ำมันมะกรูดดองยาที่เรียกว่า “ยาดองเปรี้ยวเค็ม” ที่ใช้รับประทานเป็นยาฟอกโลหิตในสตรี น้ำผลมะกรูด มีรสเปรี้ยว แก้เสลดในคอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกเลือดประจำเดือน ขับลมในไส้ และใช้ถนอมยาไม่ให้บูดเน่า แก้อาการท้องอืด ช่วยเจริญอาหาร ใช้สระผมกันรังแค  เนื้อของผล แก้ปวดศีรษะ
แบบเรียนยาไทย: ผิวมะกรูดจัดอยู่ใน “เปลือกส้ม 8 ประการ” มี ผิวส้มเขียวหวาน ผิวส้มจีน ผิวส้มซ่า ผิวส้มโอ ผิวส้มจังหวัดตรังกานู ผิวมะงั่ว ผิวมะนาว หรือผิวส้มโอมือ แล้วก็ผิวมะกรูด มีสรรพคุณแก้ลมกองละเอียด กองหยาบ แก้เสลดโลหะ ใช้ปรุงยาหอม แก้ทางลม
           ในหนังสือเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์: เจาะจงตำรับ “น้ำมันมหาจักร” จัดเตรียมได้ง่าย ใช้เครื่องยาน้อยสิ่ง หาซื้อได้ง่าย ในตำรับให้ใช้น้ำมันงา 1 ทะนาน (ขนาดทะนาน 600) มะกรูดสด 30 ลูก ปอกมัวแต่ผิว จัดเตรียมโดยเอาน้ำมันงาตั้งไฟให้ร้อน เอาผิวมะกรูดใส่ลง ทอดกระทั่งเหลืองไหม้เกรียมดีแล้วให้ชูน้ำมันลง กรองเอากากออก ทิ้งเอาไว้ให้เย็น แล้วเอาเครื่องยาอีก 7 สิ่ง บดให้เป็นผุยผงละเอียด ใส่ลงในน้ำมันที่ได้ เครื่องยาที่ใช้มี เทียนอีกทั้ง 5 (เทียนตาตั๊กแตน เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนแดง แล้วก็เทียนดำ) หนักสิ่งละ 2 สลึง ดีปลีหนัก 1 บาท แล้วก็การบูรหนัก 2 บาท คุณประโยชน์ ใช้ยอนหู แก้ลม แก้ริดสีดวง แก้ยุ่ยคันก็ได้ ทาแก้เมื่อยขบ และใส่บาดแผล ที่มีอาการปวด ที่เกิดขึ้นจากเศษไม้ จากหนาม จากหอกดาบ ระวังไม่ให้แผลถูกน้ำ จะไม่เป็นหนอง
           ยิ่งไปกว่านี้บัญชียาจากสมุนไพร ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้ผิวมะกรูด ในยารักษาอาการโรคในระบบต่างๆของร่างกาย เช่น ตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” มีส่วนประกอบของผิวมะกรูด อยู่ใน ”เปลือกส้ม 8 ประการ” ร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์สำหรับการแก้ลมหน้ามืด แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นไส้ อ้วก แก้ลมจุกแน่นในท้อง  ตำรับ “ยาประสะไพล” มีส่วนประกอบของผิวมะกรูด ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ ใช้ในสตรีที่ระดูมาไม่สม่ำเสมอ หรือมาน้อชูว่าปกติ แล้วก็ขับน้ำคาวปลาในสตรีหลังคลอด
แบบ/ขนาดวิธีการใช้ ใช้ขับลมในไส้ แก้แน่น แก้เสมหะ ฝานผิวมะกรูดสดเป็นชิ้นเล็กๆ1 ช้อนแกง เติมการบูร หรือพิมเสน 1 จับมือ ชงด้วยน้ำเดือดแช่ทิ้งไว้ ดื่มแต่ว่าน้ำกิน 1-2 ครั้ง ถ้าหากยังไม่ดีขึ้นกว่าเดิมรับประทานต่อเนื่องกัน 2-3 วัน ใช้สระผม ให้ดกดำ เงาสวย รักษาชันนะตุ  ให้ผ่ามะกรูดเป็น 2 ชิ้น เมื่อสระผมเสร็จแล้ว เอามะกรูดมาสระซ้ำโดยยีไปบนผม น้ำมะกรูดเป็นกรดจะทำให้ผมสะอาด แล้วล้างเอาสมุนไพรออกให้หมด หรือใช้ผลเผาไฟ นำมาผ่าซีกใช้สระผม  ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ด้วยการใช้ผิวมะกรูด รากชะเอม ไพล เฉียงพร้า ขมิ้นอ้อย ในจำนวนเสมอกัน เอามาบดเป็นผุยผง เอามาชงละลายน้ำร้อนหรือต้มเป็นน้ำดื่ม  ช่วยฟอกโลหิต ด้วยการนำผลมะกรูดสดมาผ่าเป็น 2 ส่วนแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปดองกับเกลือหรือน้ำผึ้งราว 1 เดือน แล้วรินมัวแต่น้ำดื่ม จะช่วยฟอกเลือดได้อย่างดีเยี่ยม
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ สาร coumarins 2 ประเภทที่ได้จากผลมะกรูด ดังเช่นว่า bergamottin รวมทั้ง N-(iminoethyl)-L-ornithine (L-NIO) มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งไนตริกออกไซด์ (NO) ในหลอดทดลอง ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอักเสบ ซึ่งหลั่งจาก macrophage ของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide (LPS) และก็ interferon-g (IFN- g)  โดยมีค่า IC50 พอๆกับ 14.0 µM รวมทั้ง 7.9 µM ตามลำดับ
      สารคูมาริน 3 จำพวก ได้แก่ bergamottin, oxypeucedanin แล้วก็ psoralen สามารถยั้งการผลิตไนตริกออกไซด์ เมื่อทดลองในเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 ของหนู ที่ถูกกระตุ้นด้วยลิโปพอลิแซ็กคาร์ไรด์ (LPS) และก็อินเตอร์เฟอรอน (interferon)
ฤทธิ์คุ้มครองปกป้องตับ    เรียนรู้ฤทธิ์คุ้มครองป้องกันตับของใบมะกรูดในหนูขาว โดยให้สารสกัด 80% เมทานอล จากใบมะกรูด ขนาด 200 mg/kg เป็นเวลา 7 วัน ก่อนให้ยา paracetamol ขนาด 2 g/kg ตรงเวลา 5 วัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดพิษต่อตับ ซึ่งยา paracetamol จะเป็นตัวกระตุ้นให้ตับของหนูกำเนิดพิษในวันที่ 5 ใช้สาร Silymarin ขนาด 100 mg/kg เป็นสารมาตรฐาน ในวันที่ 7 จะมีการตรวจประเมินการทำงานของตับ เป็นต้นว่า ระดับเอนไซม์ตับ (ALT, AST, ALP), total bilirubin, total protein,blood serums และ hepatic antioxidants (SOD, CAT, GSH and GPx) จากการทดลองพบว่าสารสกัดใบมะกรูดจะช่วยฟื้นฟูตับ โดยการทำให้ระดับเอนไซม์ตับ แล้วก็เอนไซม์ต้านทานอนุมูลอิสระของตับกลับมาอยู่ในระดับธรรมดาได้อย่งมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.001) ซึ่งการศึกษาค้นคว้าวิจัยนี้สรุปได้ว่าสารสกัดใบมะกรูดมีฤทธิ์คุ้มครองตับไม่ให้กำเนิดพิษจากยา paracetamol ได้
การทดลองพิษกระทันหันของสารสกัดใบด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล (คิดเป็น 357 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ
มีการทดลองความเป็นพิษอีกฉบับหนึ่งระบุว่า สารสกัดผิวมะกรูดด้วยเอทานอล (95%) เมื่อป้อนให้หนูรับประทานเพื่อเรียนความเป็นพิษกระทันหัน พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดสอบตายเป็นปริมาณกึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่ามากกว่า 100  ก./กก.
ฤทธิ์เสริมการเกิดโรคมะเร็งตับ    จากการทบทวนการค้นคว้าวิจัยพบว่ามะกรูดมีฤทธิ์ต่อต้านฤทธิ์ของสารเสริมการเกิดโรคมะเร็ง (tumor promoter) สำหรับการทดลองแบบ tumor promoter-induced Epstein-Barr virus activation ได้ งานค้นคว้าวิจัยนี้มีจุดประสงค์ที่จะเรียนฤทธิ์ของมะกรูดต่อการเกิดมะเร็งตับของหนูขาว สายพันธุ์ F344 ที่ได้รับสารก่อโรคมะเร็ง 2-amino-3,8-dimethylimidazo 4,5-ƒ quinoxaline (MeIQx) สำหรับการทดสอบแบบ medium-term bioassay ผลการวิเคาะห์พบว่ามะกรูดมีฤทธิ์เสริมฤทธิ์ของ MelQx ในการทําให้กำเนิดมะเร็งตับ (preneoplastic liver foci) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ
พิษต่อระบบขยายพันธุ์   เมื่อป้อนสารสกัดผิวมะกรูดด้วยเอทานอล (95%) ให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ขนาด 1 และ 2.5 กรัม/กิโลกรัม ทางสายยางให้อาหารวันละ 2 ครั้ง พบว่าสามารถต้านทานการฝังตัวของตัวอ่อนได้ 42.5 ±14.8 รวมทั้ง 86.1±8.1% ตามลำดับ แล้วก็ส่งผลทำให้แท้งได้ 86.3±9.6 รวมทั้ง 96.9±3.1% ตามลำดับ และก็สารสกัดผิวมะกรูดด้วยคลอโรฟอร์มเมื่อป้อนให้กับหนูที่ตั้งท้องในขนาด 0.5 และ 1.0 กรัม/กิโลกรัม ทางสายยางให้อาหารวันละ 2 ครั้ง เหมือนกัน พบว่าสามารถต้านทานการฝังตัวของตัวอ่อนได้ 34.4±14.3 และก็ 62.2±14.5% เป็นลำดับ แล้วก็ส่งผลทำให้แท้งได้ 62.2±14.5 และก็ 91.9± 5.5%
พิษต่อเซลล์สารสกัดใบด้วยเมทานอล กระทำการทดสอบกับเซลล์ ด้วยความเข้มข้น 20 มคก./มล. พบว่ามีพิษต่อ Cells-Raji (9) น้ำมันหอมระเหย (ไม่กำหนดส่วนที่ใช้แล้วก็ขนาด) เป็นพิษต่อเซลล์ CEM-SS
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์     สารสกัดใบด้วยน้ำ และก็น้ำร้อน ทำการทดลองในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ ด้วยความเข้มข้น 0.5 มล./จาน พบว่าไม่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ต่อเชื้อ Bacillus subtilis H-17 (Rec+) และ B. subtilis M-45 (Rec-)
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรคำนึง การใช้น้ำมันหอมระเหยกับผิวหนังในจำนวนที่มาก  จำต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงสว่างเพราะว่าน้ำมันที่ได้จากการบีบผิวผล อาจทำให้เกิดพิษเมื่อสัมผัสกับแสงสว่างได้ แล้วก็กำเนิดมีสารสีเกินที่ผิวหนัง ใบหน้า และลำคอ เพราะมีสารกรุ๊ปคูมาริน แต่ว่าน้ำมันจากผิวผลที่ได้จากผู้กระทำลั่นจะไม่มีสารนี้  น้ำมะกรูดมีความเป็นกรดสูง จำเป็นที่จะต้องระมัดระวังการกินขณะท้องว่าง เนื่องจากว่าอาจส่งผลให้เกิดการระคายต่อระบบทางเดินอาหารได้
เอกสารอ้างอิง

  • ดนัย ทิวาเวช, Hirose M, Futakuchi M, วิทยา ธรรมวิทย์, Ito N, Shirai T.  ฤทธิ์เสริมการเกิดมะเร็งตับของข่า กระชาย และมะกรูด ในหนูที่ได้รับสารก่อมะเร็ง 2-amino-3,8-dimethylimidazo(4,5-ƒ)quinoxaline (MeIQx).  การประชุมวิชาการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ครั้งที่ 11 “ วิทยาศาสตร์การแพทย์ไทยกับกติกาใหม่ของโลก ” กรุงเทพฯ, 9-11 ตุลาคม 2543:33
  • มะกรูด (ผิวผล).ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.2546.ประมวลผลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร. http://www.disthai.com/
  • Murakami A, Gao G, Kim OK, Omura M, Yano M, Ito C, et al. Identification of coumarins from the fruit of Citrus hystrix DC as inhibitors of nitric oxide generation in mouse macrophage RAW 264.7 cells. J Agric food chem. 1999;47:333-339.
  • กอบกุล เฉลิมพันธ์ชัย ดวงชัย บำเพ็ญบุญ ธิดา โตจิราการ และคณะ.  ตำรับยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์ทำลายจุลินทรีย์.  รวมบทคัดย่องานวิจัยการแพทย์แผนไทยและทิศทางการวิจัยในอนาคต สถาบันการแพทย์แผนไทย, 2543.
  • คุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย.กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.2544.
  • มะกรูด/ใบมะกรูดประโยชน์และสรรพคุณมะกรูด.พืชเกษตรดอทคอม
  • Tangyuenyongwatana P, Gritsanapan W. Prasaplai: An essential Thai traditional formulation for primary dysmenorrhea treatment. TANG. 2014;4(2):10-11.
  • ชนิพรรณ บุตรยี่. การศึกษาชีวภาพความพร้อมและคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระของฟลาโวนอยด์จากใบมะกรูดในหลอดทดลองและศักยภาพในการป้องกันการแตกหักของโครโมโซมในหนูเม้าส์โดยวิธีการตรวจไมโครนิวเคลียสในเม็ดเลือดแดง [วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต]. กรุงเทพฯ. มหาวิทยาลัยมหิดล;2551.
  • มะกรูด(ใบ).ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี


13

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)
โรคกระดูกรุน เป็นยังไง โรคกระดูกพรุนโดยทั่วไปแล้ว เป็นภาวการณ์ที่ปริมาณธาตุ (ที่สำคัญคือแคลเซียม) ในกระดูกน้อยลง ร่วมกับความเสื่อมถอยของเนื้อเยื่อที่ประกอบเป็นองค์ประกอบข้างในกระดูก ทำให้เนื้อหรือมวลกระดูกลดความหนาแน่น ก็เลยบอบบางแตกหักง่าย รอบๆที่พบการหักของกระดูกได้บ่อย ตัวอย่างเช่น ข้อมือ สะโพก รวมทั้งสันหลัง  ส่วนคำอธิบายศัพท์ของภาวการณ์กระดูกพรุนหรือโรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่ความหนาแน่นของมวลกระดูก (bone mineral density : BMD) ลดลงซึ่งส่งผลให้กระดูกเปราะบาง แล้วก็มีการเสี่ยงที่จะกำเนิดกระดูกหักได้ง่าย โดยใช้ความหนาแน่นของมวลกระดูก เป็นกฏเกณฑ์ในการวินิจฉัยสภาวะกระดูกพรุนที่องค์การอนามัยโลกได้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี คริสต์ศักราช1994 โดยเปรียบเทียบเทียงค่า BMD ของคนไข้กับของวัยหนุ่มวัยสาวที่มีสุขภาพดีโดยใช้ค่า T-score เป็นหลักเกณฑ์ คนที่มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation : SD) ต่ำยิ่งกว่า -2.5 วินิจฉัยว่ามีภาวการณ์กระดูกพรุน ขณะที่ค่า -1.0 ถึง -2.5 ถือว่ามีภาวการณ์กระดูกบาง (osteopenia) และก็ ค่ามากกว่า -1.0 ถือว่ากระดูกธรรมดา
โรคกระดูกพรุนเป็นโรคเรื้อรังที่พบได้มากในผู้สูงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหญิงวัยหมดระดู (มักไม่ค่อยพบในเด็กแล้วก็คนหนุ่มสาว นอกจากในเรื่องที่มีภาวการณ์ปัจจัยเสี่ยง) โดยเพศหญิงมีโอกาสกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนมากถึงปริมาณร้อยละ 30-40 ในตอนที่ผู้ชายมีโอกาสปริมาณร้อยละ 13 โดย หญิงช่วงอายุ 10 ปีแรกข้างหลังหมดรอบเดือน กระดูกจะบางลงเร็วมาก ชี้แจงได้ว่าเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการที่ขาดฮอร์โมนเพศหญิงที่มีชื่อว่าเอสโตรเจน นอกเหนือจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนแล้ว ยังมีเหตุที่เกิดจากความเสื่อมตามวัยซึ่งพบได้ทั้งยังในผู้ชายแล้วก็หญิง  และก็เป็นโรคที่คนจำนวนมากมักมองข้ามเพราะเหตุว่าจะไม่ออกอาการจนกว่าจะเกิดภาวะแทรก(การหักของกระดูกต่างๆอย่างเช่น กระดูกข้อมือ กระดูกบั้นท้าย กระดูกสันหลัง) ทำให้คนส่วนใหญ่มิได้รับการตรวจหรือรักษา อย่างทันทีทันควันกระทั่งเป็นเหตุให้เกิดการหักของกระดูกตามอวัยวะต่างๆตามที่กล่าวมา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดูกสะโพก)
                จากการคะเนราวขององค์การอนามัยโลก คาดว่าใน ค.ศ.2050 จะมีผู้ป่วยเพราะว่ากระดูกบั้นท้ายหักมากถึง 6.25 ล้านคน ซึ่งมากขึ้นจากการแถลงการณ์ในปี คริสต์ศักราช 1990 ที่มีปริมาณคนเจ็บเพียง 1.33 ล้านคน เหตุเพราะสภาวะกระดูกพรุนมีความเกี่ยวพันกับกระดูกสันหลังสถิติดังกล่าวจึงสะท้อนถึงจำนวนคนที่มีสภาวะกระดูกพรุนที่จะมากขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มทวีปเอเชียซึ่งพบว่าในปริมาณประชากร
กระดูกบั้นท้ายหักทั้งโลกในปี คริสต์ศักราช1990 จำนวนร้อยละ 30 เป็นชาวเอเชียรวมทั้งในปี 2050 คาดว่าชาวเอเชียจะประชาชนผู้ป่วยกระดูกบั้นท้ายหักถึงร้อยละ 50 ของประชากรโลกทั้งปวง
สำหรับเมืองไทย (ข้อมูลเมื่อปี 2555) ยังไม่มีคุณวุฒิถึงสถิติโรคกระดูกพรุนเป็นรายปี แต่ว่าจากสถิติปริมาณสามัญชนคนแก่ของประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็เลยทำให้ความชุกของโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่แก่ตั้งแต่ 70 ปีขึ้นไปจะพบโรคกระดูกพรุนได้มากกว่า 50% โดยพบสภาวะกระดูกพรุนบริเวณสันหลังส่วนเอว 15.7-24.7% บริเวณกระดูกบั้นท้าย 9.5-19.3% อุบัติการณ์ของกระดูกบั้นท้ายหักในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปได้ปริมาณ 289 ครั้งต่อประชาชน 1 แสนรายต่อปี
ต้นเหตุของโรคกระดูกพรุน เนื่องจากว่ากระดูกประกอบด้วย โปรตีน คอลลาเจน และแคลเซียม โดยมีแคลเซียมฟอสเฟตเป็นตัวทำให้กระดูกแข็งแรง ทนต่อแรงดึงรั้ง กระดูกมีการสร้างแล้วก็สลายตัวอยู่ตลอดระยะเวลา พูดอีกนัยหนึ่ง ระหว่างที่มีการสร้างกระดูกใหม่โดยใช้แคลเซียมจากของกินที่กินเข้าไป ก็มีการสลายแคลเซียมในเนื้อกระดูกเก่าออกมาในเลือดแล้วก็ถูกขับออกมาทางฉี่รวมทั้งอุจจาระ ปกติในเด็กจะมีการสร้างกระดูกมากยิ่งกว่าการสลาย ทำให้กระดูกมีการเติบโต มวลกระดูกจะเบาๆเพิ่มขึ้นจนกระทั่งมีความหนาแน่นสูงสุด เมื่ออายุราว ๓๐-๓๕ ปี หลังจากนั้นจะเริ่มมีการสลายกระดูกมากกว่าการผลิต ทำให้กระดูกเบาๆบางตัวลงตามอายุที่มากขึ้น โดยเฉพาะ ในหญิงช่วงหลังวัยหมดประจำเดือน ซึ่งมีการน้อยลงของฮอร์โมนเอสโทรเจนอย่างเร็ว ฮอร์โมนชนิดนี้ช่วยการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายแล้วก็ชะลอการสลายของแคลเซียมในเนื้อกระดูก เมื่อพร่องฮอร์โมนประเภทนี้ก็จะทำให้กระดูกบางตัวลงอย่างรวดเร็ว จนถึงเกิดภาวะกระดูกพรุน
ส่วนกลไกการเกิดกระดูกพรุนที่แน่นอนยังไม่เคยทราบ แต่ในเบื้องต้นพบว่ามีเหตุมาจากการเสียสมดุลระหว่างเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblast) และเซลล์ซึมซับทำลายกระดูก (Osteoclast) ซึ่งการมีกระดูกที่แข็งแรงควรมีสมดุลระหว่างเซลล์ทั้งสองประเภทนี้เสมอ ซึ่งการเสียสมดุลกำเนิดได้จากหลายกรณีคือ

  • อายุ: อายุที่มากขึ้น เซลล์ต่างๆก็เลยเสื่อมลงและเซลล์สร้างกระดูก การผลิตกระดูกจึงลดลง แม้กระนั้นเซลล์ทำลายกระดูกยังปฏิบัติงานได้ตามเดิมหรืออาจทำงานมากขึ้น
  • ฮอร์โมน - การลดระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิง อย่างการเข้าสู่วัยหมดระดู ก็เป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้กระดูกพรุนและเปราะบางลง ส่วนในเพศชายจะมีการเสี่ยงกำเนิดโรคกระดูกพรุนเมื่อมีการผลิตฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน (Testosterone) ต่ำลง
  • พันธุกรรม - ผู้ที่มีญาติสนิทสนมทางสายโลหิตที่มีประวัติมีอาการป่วยด้วยโรคกระดูกพรุน ก็มีการเสี่ยงที่จะได้รับพันธุกรรมโรคดังที่กล่าวมาแล้วไปด้วย
  • ความแปลกในการปฏิบัติงานของต่อมและอวัยวะต่างๆ- ตัวอย่างเช่น ต่อมไทรอยด์ ต่อมพาราต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต ไตและก็ตับทำงานแตกต่างจากปกติ
  • โรคและก็การเจ็บป่วย - ผู้เจ็บป่วยที่มีภาวะกระดูกพรุนอาจเป็นเพราะการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆเช่น โรคที่เกี่ยวพันกับตับ ไต กระเพาะ ไส้อักเสบ โรคทางเดินอาหาร กรดไหลย้อน โรคความไม่ปกติทางการรับประทาน โรคภูมิแพ้ตัวเอง โรคแพ้กลูเตน โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคมะเร็งเม็ดเลือด โรคมะเร็งกระดูก
  • การบริโภค - รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมน้อยเกินไปต่อความปรารถนาของร่างกายสำหรับในการสร้างกระดูกแล้วก็การเจริญเติบโต กินอาหารที่ทำให้แคลเซียมเสียสมดุล อย่างอาหารพวกโปรตีนจากเนื้อสัตว์ซึ่งมีความเป็นกรดสูง น้ำอัดลม ชา กาแฟ เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และก็สูบบุหรี่
  • การใช้ยา - คนที่ป่วยไข้รวมทั้งจำเป็นต้องรักษาด้วยการใช้ยาบางประเภทต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆ อย่างเช่น กลุ่มยาสเตียรอยด์ ก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนด้วยเหมือนกัน เนื่องจากตัวยาบางจำพวกจะออกฤทธิ์ไปก่อกวนขั้นตอนการสร้างกระดูก เป็นต้นว่า ยาเพรดนิโซโลน (Prednisolone)
  • การใช้ชีวิตประจำวัน - การนั่งหรืออยู่ในอิริยาบถท่าใดท่าเดิมเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน หรือการขาดการออกกำลังกายอย่างเพียงพอ


อาการของโรคกระดูกพรุน โดยมากชอบไม่มีอาการแสดง กระทั่งเกิดผิดปกติของส่วนประกอบกระดูก เช่น ปวดข้อมือ บั้นท้าย หรือหลัง (เนื่องจากว่ากระดูกข้อมือ บั้นท้าย หรือสันหลังแตกหัก) ส่วนสูงลดลงจากเดิม (ด้วยเหตุว่าการหักแล้วก็ยุบตัวของกระดูกสันหลัง ซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิด เป็นต้น) ถ้าเกิดเป็นโรคกระดูกพรุนชนิดทุติยภูมิก็อาจมีอาการแสดงของโรคที่เป็นสาเหตุ
อีกทั้งคนที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะเสี่ยงต่อการหักของกระดูกซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ทั่วไปชองภาวการณ์กระดูกพรุนโดยเฉพาะกระดูกบั้นท้าย กระดูกสันหลัง และก็กระดูกข้อมือ ซึ่งมีผลกระทบต่อการ
สูญเสียอีกทั้งเศรษฐกิจของประเทศชาติและคุณภาพชีวิตของคนป่วย และโดยส่วนมากจะมีสาเหตุจากอุบัติเหตุที่ไม่ร้ายแรงหรือมีแรงชนต่ำ ตัวอย่างเช่น กระดูกหักจากการเปลี่ยนท่ายืนหรือนั่ง, กระดูกหักขณะก้มถือของหรือชูของหนัก, กระดูกซี่โครงหักแค่เพียงไอหรือจาม, กระดูกข้อมือหักจากการใช้มือจนถึงตัวเอาไว้จากการลื่นหรือหกล้ม, กระดูกบั้นท้ายหักจากก้นชนกับพื้น ฯลฯ
แนวทางการรักษาของโรคกระดูกพรุน เนื่องมาจากภาวการณ์กระดูกพรุนโดยมากไม่ปรากฏอาการแสดงที่ไม่ปกติจนกว่าจะมีการหักของกระดูก รวมทั้งมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆอย่างเช่น อาการปวดเกิดขึ้น การตรวจรวมทั้งวินิจฉัยการสูญเสียมวลกระดูกให้ได้ก่อนจะเกิดการหักของกระดูกจึงเป็นประเด็นสำคัญ โดยแพทย์จะวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน จากประวัติอาการ เรื่องราวเจ็บป่วยต่างๆประวัติการออกกำ ลังกาย อายุ การตรวจร่างกาย และก็จะทำวินิจฉัยด้วยการเอกซเรย์กระดูก ตรวจความหนาแน่นของกระดูก (bone mineral density)  แล้วนำค่าที่ได้ไปเปรียบเทียบกับค่าธรรมดาในเพศและอายุช่วงเดียวกัน ถ้าหากกระดูกมีค่ามวลกระดูกน้อยกว่า 1.00 gm/cm2 จะมีโอกาสกระดูกหักได้ง่าย ซึ่งการแบ่งกระดูกตามค่ามวลกระดูกจะแบ่งได้ 4 จำพวก ดังนี้

  • กระดูกปกติ (Normal bone) คือ กระดูกมีค่ามวลกระดูกอยู่ในตอน 1 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานจากค่าเฉลี่ย (-1 SD)
  • กระดูกบาง (Osteopenia)เป็นกระดูกมีค่ามวลกระดูกอยู่ระหว่างตอน -2.5 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย (-1 ถึง -2.5 SD )
  • กระดูกพรุน (Osteoporosis)เป็นกระดูกที่มีค่ามวลกระดูกอยู่ต่ำยิ่งกว่าค่าเฉลี่ยเกินกว่า 2.5 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (ต่ำกว่า -2.5 SD)
  • กระดูกพรุนอย่างหนัก (Severe or Established osteoporosis) คือ กระดูกที่มีค่ามวลกระดูกอยู่ต่ำกว่าค่าถัวเฉลี่ยมากกว่า 2.5 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานร่วมกับการมีกระดูกหัก


การตรวจด้วย dual-energy x-ray absorptiometry (DEXA) ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีการตรวจที่เป็นมาตรฐาน (gold standard) มีความถูกต้องแน่ใจแม่นยำที่สุดสำหรับการตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกแม้ว่าจะสูญเสียมวลกระดูกไปเพียงแค่จำนวนร้อยละ  1 ก็ตาม วิธีการรักษาโรคกระดูกพรุนเป็น เพิ่มแนวทางการทำงานของเซลล์สร้างกระดูกแล้วก็หยุดหรือลดหลักการทำงานของเซลล์ทำลายกระดูก
โดยแพทย์จะมีแนวทางการรักษาคนที่มีภาวะกระดุพรุน ดังต่อไปนี้

  • สำหรับคนเจ็บที่มีกระดูกพรุน โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน แพทย์จะให้รับประทานแคลเซียม อย่างเช่น แคลเซียมคาร์บอเนต ครั้งละ ๖๐๐-๑,๒๕๐ มิลลิกรัม วันละ ๒ ครั้ง แล้วก็อาจให้วิตามินดีวันละ ๔๐๐-๘๐๐ มก. ร่วมด้วยในรายที่อยู่แต่ในร่ม (ไม่ได้รับแสงแดด) ตลอดระยะเวลา
  • สำหรับหญิงหลังวัยหมดระดู หมอบางทีอาจพิเคราะห์ให้ฮอร์โมนเอสโทรเจนตอบแทน อาทิเช่น conjugated equine estrogen (ชื่อเชิงพาณิชย์ อย่างเช่น Premalin) ๐.๓-๐.๖๒๕ มิลลิกรัม หรือ micronized estradiol ๐.๕-๑ มก. วันละครั้ง ในรายที่มีข้อกำหนดใช้หรือส่งผลข้างๆมาก อาจให้ราล็อกสิฟิน (raloxifene) แทนในขนาดวันละ ๖๐-๑๒๐ มก. ยานี้ออกฤทธิ์เหมือนเอสโทรเจน แต่มีผลข้างๆน้อยกว่า
  • สำหรับเพศชายเฒ่าที่มีภาวะฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนร่วมด้วย อาจจำต้องให้ฮอร์โมนชนิดนี้เสริม
นอกนั้น บางทีอาจพินิจพิเคราะห์ให้ยากระตุ้นการดูดซึมแคลเซียม และก็/หรือยาลดการสลายกระดูกเพิ่มแก่คนป่วยบางราย อย่างเช่น

  • ยากลุ่มบิสฟอสโฟเนต (bisphosphonate) ที่นิยมใช้ได้แก่ อะเลนโดรเนต (alendronate) ๑๐ มก. ให้กินวันละ ๑ ครั้ง หรือ ๗๐ มก. สัปดาห์ละ ๑ ครั้ง ยานี้ช่วยลดการสลายกระดูก แล้วก็เพิ่มความหนาแน่นของกระดูก คุ้มครองปกป้องการแตกหักของกระดูกสันหลังแล้วก็สะโพก เหมาะสำหรับคนไข้ชาย คนป่วยหญิงที่มิได้รับฮอร์โมนตอบแทน และใช้ป้องกันภาวการณ์กระดูกพรุนในคนที่ต้องกินยาสตีรอยด์นานๆ
  • แคลสิโทนิน (calcitonin) มีอีกทั้งจำพวกพ่นจมูกแล้วก็ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ยานี้ช่วยลดการสลายกระดูก รวมทั้งมีประโยชน์สำหรับในการใช้ลดลักษณะของการปวด เนื่องจากว่าการแตกหักและก็ยุบตัวของกระดูกสันหลังอีกด้วย


คนป่วยต้องใช้ยาเป็นประจำ แพทย์จะนัดมาตรวจเป็นระยะ อาจจะต้องทำตรวจกรองมะเร็งเต้านมและปากมดลูก (สำหรับผู้ที่รับประทานเอสโทรเจน) ปีละ ๑ ครั้ง ตรวจความหนาแน่นของกระดูกทุก ๒-๓ ปี เอกซเรย์ในรายที่สงสัยมีกระดูกหัก เป็นต้น
ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อน ดังเช่น กระดูกหัก ก็ให้การรักษา อย่างเช่น การเข้าเฝือก การผ่าตัด การทำกายภาพบำบัด เป็นต้น
ในรายที่มีโรคหรือภาวการณ์ที่เป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุนชนิดทุติยภูมิ ก็ให้การรักษาไปพร้อมๆกัน
ปัจจัยเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุน สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนนั้น สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงอยู่ 2 ประเภทเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ รวมทั้ง ปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ (ตารางที่ 1) ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงหลายปัจจัยก็จะได้โอกาสสูงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุน แล้วก็จะได้โอกาสสูงที่จะกำเนิดกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุน

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของการเกิดภาวการณ์กระดูกพรุน
สาเหตุที่ปรับแก้มิได้            ปัจจัยที่ปรับปรุงแก้ไขได้

  • อายุ(ผู้สูงวัย 65 ปีขึ้นไป)
  • เพศ (หญิง)
  • เชื้อชาติ (ชาวผิวขาวหรือชาวเอเชีย)
  • พันธุกรรม (ประวัติความเป็นมาคนในครอบคัวโดยยิ่งไปกว่านั้นคุณแม่)
  • รูปร่างเล็ก ผอมบาง บาง
  • หมดระดู ก่อนอายุ 45
  • มีพยาธิสภาพที่จำเป็นต้องผ่าตัดเอารับไขทั้งยัง 2 ข้างออกก่อนหมดระดู
  • เคยกระดูกหักจากสภาวะกระดูกบอบบาง •             ขาดฮอร์โมนเพศ : estrogen
  • หมดเมนส์
  • รับประทานแคลเซียมน้อย บริโภคเกลือสมุทรและเนื้อสัตว์สูง
  • ดูดบุหรี่ กินเหล้า ดื่มกาแฟ
  • ขาดการออกกำลังกาย
  • ได้รับยาบางชนิด ดังเช่น glucocorticosteroids รวมทั้ง thyroid hormone ฯลฯ
  • เป็นโรคบางชนิด อาทิเช่น chronic illness, kidney disease , hyperthyroidism , แล้วก็ Cushing’s syndrome ฯลฯ
  • มี BMI (ดัชนีมวลกาย)ต่ำกว่า 19 กิโล/ตารางเมตร


การติดต่อของโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่ร่างกายมีภาวการณ์ที่ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดต่ำกว่าค่ามาตรฐาน ซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากกลไกการย่อยสลายของเซลล์สร้างกระดูก ส่งผลให้ความสมดุลของเซลล์สร้างกระดูกแล้วก็เซลล์ซับทำลายกระดูกสูญเสียไป ซึ่งมีล้นหลามหลายสาเหตุ แต่ว่าโรคกระดูกพรุนนี้ไม่ใช่โรคติดต่อเพราะว่าไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคกระดูกพรุน

  • รับประทานวิตามินเกลือแร่เสริมอาหาร หรือยาต่างๆตามแพทย์แนะนำ
  • การกินของกินเป็นประโยชน์ 5 กลุ่มครบสมบูรณ์ทุกเมื่อเชื่อวันในจำนวนเหมาะสมที่
  • ออกกำลังกายเป็นประจำพอควรกับสุขภาพ
  • เลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่หลบหลีกได้
  • ไปพบแพทย์ตามที่แพทย์นัดหมายบ่อยๆ
  • หมั่นดูแลความมีระเบียบเรียบร้อยในบ้าน รวมถึงไม่วางของขวางตามทางเดินที่อาจจะทำให้ลื่นล้มหรือมีการชนจนกระทั่งทำให้กระดูกหักได้
การปกป้องคุ้มครองตัวเองจากโรคกระดูกพรุน

  • คนที่อยู่ในกรุ๊ปเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนดังที่กล่าวมา ควรปรึกษาหมอเพื่อตรวจกรองโรคกระดูกพรุน ได้แก่ หญิงวัยหมดระดู, ผู้สูงอายุ, คนที่ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานานๆ, ผู้ที่มีโรคที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน เป็นต้น
  • รับประทานแคลเซียมให้พอเพียงทุกๆวันให้พอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย(ดังตารางดังกล่าวมาแล้วข้างต้น)


อายุจำนวนแคลเซียมที่ต้องการ (mg/day)
แรกเกิด – 6 เดือน
6 เดือน – 1 ปี
1 ปี – 5 ปี
6 ปี – 10 ปี
11 ปี – 24 ปี
เพศชาย
25 ปี – 65 ปี
มากยิ่งกว่า 65 ปี
ผู้หญิง
25 ปี – 50 ปี
มากกว่า 50 ปี (ข้างหลังวัยหมดระดู)
 
อายุ        400
600
800
800-1200
1200-1500
1000
1500 
1000
 
 
ปริมาณแคลเซียมที่อยากได้ (mg/day)
  -ได้รับการดูแลรักษาด้วย estrogen
  - มิได้รับการดูแลและรักษาด้วย estrogen
อายุมากกว่า 65 ปี
ระหว่ามีครรภ์ หรือให้นมลูก            1000
1500
1500
1200-1500
โดยอาหารที่มีแคลเซียมสูง ดังเช่นว่า นม เนยแข็ง ปลาที่กินได้อีกทั้งกระดูก (ยกตัวอย่างเช่น ปลาไส้ตัน) กุ้งแห้ง เต้าหู้แข็ง ถั่วแดง ผักสีเขียวเข้ม (เช่น คะน้า ใบชะพู) งาดำคั่ว
หนทางปฏิบัติ สำหรับเด็กและวัยรุ่นควรดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว คนแก่และคนชราดื่มนมวันละ 1-2 แก้วเสมอๆ จะทำให้ได้รับแคลเซียมร้อยละ 50 ของปริมาณที่อยาก ส่วนแคลเซียมที่ยังขาดให้รับประทานจากอาหารแหล่งอื่นๆประกอบ
ผู้ใหญ่บางบุคคลที่มีความจำกัดสำหรับเพื่อการดื่มนม (เป็นต้นว่า มีสภาวะไขมันในเลือดสูง อ้วน เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด) ให้เลือกกินเนยแข็ง นมเปรี้ยว นมพร่องมันเนย แทน หรือบริโภคของกินที่มีแคลเซียมสูงในแต่ละมื้อให้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

  • ออกกำลังกายบ่อยๆ โดยเฉพาะการออกกำลังที่มีการถ่วงหรือต่อต้านน้ำหนัก (weight bearing) ดังเช่น การเดิน การวิ่ง เต้นแอโรบิก กระโจนเชือก รำมวยจีน เต้นรำ ฯลฯ ร่วมกับการกีฬายกน้ำหนัก จะช่วยทำให้มีมวลกระดูกเยอะขึ้นเรื่อยๆ และกระดูกมีความแข็งแรง ทั้งแขน ขา และกระดูกสันหลัง
  • รักษาน้ำหนักตัวอย่าให้ต่ำกว่ามาตรฐาน (ผอมบางเกินความจำเป็น) เพราะว่าคนผอมจะมีมวลกระดูกน้อย เสี่ยงต่อกระดูกพรุนได้
  • รับแสงแดด ช่วยทำให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งเป็นฮอร็ความนิ่งกระตุ้นการสร้างกระดูก ในบ้านพวกเราคนส่วนใหญ่จะได้รับแสงแดดพอเพียงอยู่แล้ว นอกเหนือจากในรายที่อยู่แต่ในบ้านตลอดระยะเวลา ก็ควรออกไปรับแสงอาทิตย์อ่อนๆรุ่งแจ้งหรือยามเย็น วันละ 10-15 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน ถ้าหากอยู่แม้กระนั้นในที่ร่ม ไม่ถูกแสงแดด บางทีอาจจำเป็นต้องกินวิตามินดีเสริมวันละ 400-800 มก.
  • หลีกเลี่ยงการกระทำที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน ดังเช่นว่า
  • อดอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากจนเกินความจำเป็น เพราะว่าของกินพวกนี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกทางฉี่มากเกินปกติ
  • ไม่กินอาหารเค็มจัดหรือของกินที่มีโซเดียมสูง เนื่องจากเกลือโซเดียมจะมีผลให้ลำไส้ซึมซับแคลเซียมได้ลดน้อยลง แล้วก็เพิ่มการขับแคลเซียมทางไตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
  • ไม่กินน้ำอัดลมจำนวนมาก เพราะว่ากรดฟอสฟอริกในน้ำอัดลมนำมาซึ่งการสลายแคลเซียมออกจากกระดูกมากขึ้นเรื่อยๆ
  • หลบหลีกการดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ ช็อกโกแลต ในปริมาณมาก เพราะแอลกอฮอล์รวมทั้งกาเฟอีนในเครื่องดื่มเหล่านี้จะกีดกั้นการดูดซึมแคลเซียมของลำไส้เล็ก (กาแฟไม่สมควรดื่มเกินวันละ ๓ แก้ว แอลกอฮอล์ไม่เกินวันละ ๒ หน่วยดื่ม ซึ่งเทียบเท่าแอลกอฮอล์สุทธิ ๓๐ มล.)
  • งดการสูบบุหรี่ ด้วยเหตุว่ายาสูบทำให้มีการเกิดการสลายแคลเซียมออกมาจากกระดูกเยอะขึ้น (เพราะเหตุว่าลดระดับเอสโทรเจนในเลือด)
  • ระวังการใช้ยาบางประเภท เป็นต้นว่า ยาสตีรอยด์ ซึ่งจะเร่งการขับแคลเซียมออกมาจากร่างกาย
  • รักษาโรคหรือภาวการณ์ที่ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุน ยกตัวอย่างเช่น ต่อมไทรอยด์ดำเนินการเกิน โรคลุกชชิง
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง / รักษาโรคกระดูกพรุน
เพชรสังฆาต ชื่อวิทยาศาสตร์ Cissus guadrangu laris L. วงศ์ Vitaceae "เพชรสังฆาต" เป็นสมุนไพรที่ใช้บำรุงกระดูกมาตั้งแต่โบราณกาล ในพระคัมภีร์สรรพลักษณะ เอ๋ยถึงคุณประโยชน์ของ "เพชรสังฆาต" ไว้ว่า "เพชรสังฆาต แก้จุกเสียด แก้บิด แก้ปวดในข้อในกระดูก ชอบแก้ลมทั้งมวลแล" ในแบบเรียนแพทย์แผนโบราณทั่วๆไป สาขาเภสัชกรรม ของกองประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า "เพชรสังฆาต" มีคุณประโยชน์ แก้กระดูกแตก หัก ซ้น ขับลมในไส้ แก้ริดสีดวงทวารหนัก ส่วนแพทย์พื้นบ้านนั้นใช้เถาตำละเอียดเป็นยาพอกบริเวณกระดูกหักช่วยลดอาการบวม อักเสบได้
ตอนนี้ได้มีงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยพบว่า "เพชรสังฆาต" มีวิตามินซีสูงมากซึ่งยืนยันคุณประโยชน์รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน อุดมด้วยแคโรทีนซึ่งเป็นสารเริ่มของวิตามินเอ มีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ ที่สำคัญมีองค์ประกอบของแคลเซียมสูงมาก และก็สารอท้องนาโบลิก สเตียรอยด์ (Anabolic  Steroids) มีฤทธิ์รีบปฏิกิริยาการสมานกระดูกที่แตกหักโดยกระตุ้นการผลิตเซลล์ออสเตโอบลาสต์ (Osteoblast) ซึ่งทำหน้าที่สร้างกระดูกและก็ยังช่วยทำให้มีการสร้างสารมิววัวโพลีแซกคาไรด์ (Mucopolysaccharides) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในกรรมวิธีสมานกระดูก นอกนั้นสารคอลลาเจน (Collagen) ในเพชรสังฆาตยังเป็นสารอินทรีย์โปรตีนที่มาจับกุมตัวกับผลึกแคลเซียมฟอสเฟตจนแปลงเป็นกระดูกแข็งที่สามารถรับน้ำหนักและมีความยืดหยุ่นในตนเอง
ผลของการทดสอบการใช้เถาเพชรสังฆาตในสตรีวัยทองซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภาวะกระดูกพรุน พบว่าช่วยเพิ่มมวลกระดูกรวมทั้งรักษากระดูกแตก กระดูกหักได้
ฝอยทองคำ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cuscuta chinensis Lam. สกุล Convlvulaceae ในประเทศจีนและก็บางประเทศในแถบทวีปเอเชีย ได้มีการใช้เมล็ดฝอยทองคำสำหรับในการรักษาโรคกระดูกพรุน จากการวิเคราะห์ทางเคมีพบว่า สารประกอบที่แยกได้จากสารสกัดเอทานอลเป็นสารในกรุ๊ป astragalin, flavonoids, quercetin, hyperoside isorhamnetin และก็ kaempferol เมื่อนำมาทดลองฤทธิ์พบว่าสาร kaempferol รวมทั้ง hyperoside สามารถเพิ่มฤทธิ์ของ alkaline phosphatase (ALP) ในเซลล์ osteoblast-like UMR-106 โดยที่ ALP เป็นตัวชี้ในการเพิ่มการสร้างเซลล์กระดูกของเซลล์ขึ้นต้น และก็สาร astragalin ยังกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ UMR-106
ด้วย ส่วนสารอื่นๆไม่พบว่ามีฤทธิ์ดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ยิ่งกว่านั้นยังพบว่าสารที่แยกได้มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยสาร quercetin, kaempferol แล้วก็ isorhamnetin ออกฤทธิ์กระตุ้น ERβ (estrogen receptor agonist) แม้กระนั้นเมื่อเทียบกันในแง่ของการกระตุ้น ER จะมีเพียงแต่สาร quercetin และ kaempferol ที่ออกฤทธิ์แรงสำหรับเพื่อการยับยั้งตัวรับ estrogen ประเภท ERα/β โดยที่กลไกดังกล่าวคาดว่าจะเทียบกับยา raloxifene ที่ออกฤทธิ์กระตุ้น ER ที่บริเวณกระดูก ไขมัน หัวใจและเส้นโลหิต แต่ว่าออกฤทธิ์ยั้ง ER ที่บริเวณเต้านมรวมทั้งมดลูก
ยิ่งไปกว่านี้สาร quercetin และ kaempferol ยังกระตุ้นการแสดงออกของ ERα/β-mediated AP-1 reporter (activator protein) ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตกระดูก เหมือนกับยา raloxifene จากการทดลองทั้งผองทำให้สรุปได้ว่าเม็ดฝอยทองมีประสิทธิภาพสำหรับเพื่อการรักษาโรคกระดูกพรุน และสารสำคัญที่มีฤทธิ์สำหรับการสร้างเซลล์กระดูกเป็น kaempferol และ hyperoside
เอกสารอ้างอิง

  • สุภาพ อารีเอื้อ,สินจง โปธิบาล .ภาวะกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ : ทำไมต้องรอจนกระดูกหัก? .รามาธิบดีพยาบาลสาร.ปีที่7.ฉบับที่3.กันยายน-ธันวาคม.2544 หน้า 208-218
  • Liscum B. Osteoprosis : The silent disease. Orthopaedic Nursing 1992; 11:21-5.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • Gaisworthy TD & Wilson PL. Osteoporosis it steais more than bone, AJN 1996;96: 27-33.
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.โรคกระดูกพรุน.นิต

14

หญ้าหวาน
ชื่อสมุนไพร หญ้าหวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์   Stevia rebaudiana Bertoni
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Eupatorium rebaudianum Bertoni, Stevia rebaudiana (Bertoni) Hemsl.)
ชื่อสามัญ  Stevia
สกุล    Asteraceae
บ้านเกิด  หญ้าหวาน เป็นพืชที่มนุษย์รู้จักมาเป็นเวลายาวนานกว่า 1,500 ปี ชนพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้เป็นผู้ค้นพบรวมทั้งนำมาใช้เป็นครั้งแรก มนุษย์ได้นำสารสกัดของหญ้าหวานมาเป็นส่วนประกอบในชาที่ชงดื่มรวมทั้งยาสมุนไพรโบราณ โดยเฉพาะในประเทศปารากวัย รวมทั้งบราซิล ซึ่งชื่อเดิมของหญ้าหวานที่ชนท้องที่ปารากวัยเรียก คือ kar-he-e หรือภาษาสเปน เรียกว่า yerba ducle แสดงว่า สมุนไพรหวาน เป็นสมุนไพรที่ชาวพื้นเมืองของขว้างรากวัย และบราซิล ใช้ผสมในของกิน หรือเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความหวาน แล้วก็ใช้ชงเป็นชาดื่ม ที่เรียกว่า “ มะเตะ” มานานมากกว่า 400 ปีแล้วส่วนในแถบทวีปเอเชียพบว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆที่มีการใช้สารสกัดจากต้นหญ้าหวานอย่างมากมาย โดยนำไปเป็นส่วนประกอบของของกินและเครื่องดื่มต่างๆ  เช่น ผักดอง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เนื้อปลาบด เป็นต้น
สำหรับในประเทศไทยหญ้าหวานเริ่มเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อปี พุทธศักราช 2518 โดยเป็นการนำมาทดลองปลูก ในภาคเหนือ โดยยิ่งไปกว่านั้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และเชียงราย ในตอนนี้อย.ได้อนุญาตให้มีการใช้สารสตีวิโอไซด์เพื่อการบริโภค หญ้าหวานก็เลยจัดอยู่ในพืชสมุนไพรอีกประเภทหนึ่ง
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชล้มลุกอายุนับเป็นเวลาหลายปี ลำต้นแตกกิ่งสาขาตั้งแต่ระดับโคนต้น ทำให้มองดูเป็นทรงพุ่มไม้เตี้ย สูงราว 30-90 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรง มีลักษณะทรงกลม เปลือกลำต้นบาง สีเขียวอ่อน ห่อชิดกับแกนลำต้น แกนเนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน เปราะหักง่าย
  • ใบ ต้นหญ้าหวานเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบออกเดี่ยวๆเรียงตรงกันข้ามกันเป็นคู่ตามลำต้น รวมทั้งกิ่ง รวมทั้งเหนือซอกใบจะแตกยอดสั้นๆทั้งสองข้าง แต่ละใบมีรูปหอกกลับ กว้างราวๆ 1-1.5 ซม. ยาว


ประมาณ 3-4 ซม. แผ่นใบเรียบ สีเขียวสด ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อย รวมทั้งโค้งเข้ากึ่งกลางแผ่นใบ เมื่อบดหรือต้มน้ำดื่มจะมีรสหวานจัด

  • ดอก ต้นหญ้าหวานมีดอกเป็นช่อที่ปลายยอด มีก้านดอกสั้น กลีบดอกไม้มีปริมาณ 5 กลีบ รูปหอกหรือรูปไข่ แผ่นกลีบมีสีขาว ด้านในมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอมน้ำตาล แล้วก็เกสรตัวเมีย 1 อัน ที่มีก้านเกสรสีขาวยาวยื่นออกมาจากกลางดอก เหมือนหนวดปลาดุก ดังนี้ ต้นหญ้าหวานจะมีดอกทั้งปี ในช่วงฤดูฝนจะออกดอกสีม่วง ส่วนฤดูอื่นๆออกดอกสีขาว
  • ผล ผล ได้ผลแห้งขนาดเล็ก ไม่ปริแตก ภายในมีเม็ดโดดเดี่ยวเยอะๆ เม็ดสีดำ มีขนปุยนุ่นปกคลุม


การขยายพันธุ์  หญ้าหวาน เป็นพืชที่ชอบอากาศที่ออกจะเย็น ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิราวๆ 20-26 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุยหรือดินร่วนซุยผสมทรายที่ระบายน้ำได้ดิบได้ดี และก็พืชประเภทนี้จะเจริญวัยได้เป็นอย่างดีเมื่อเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราว 600-700 เมตร
                โดยเหตุนี้ก็เลยมีการนำเข้ามาทดสอบปลูกไว้ในเมืองไทยเมื่อปี พุทธศักราช2518 ที่แถบภาคเหนือ ในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน จังหวัดพะเยา ซึ่งปรากฏว่าให้ผลผลิตเป็นที่ถูกใจ ก็เลยมีการผลักดันให้มีการปลูกมาจนกระทั่งตอนนี้
ต้นหญ้าหวานขยายพันธุ์ได้ 2 แนวทาง คือ

  • การเพาะกล้าจากเม็ด มีข้อดีเป็นทำได้เร็วทันใจ ลำต้นแตกกิ่งมากมาย ได้ผลผลิตสูง แล้วก็นานหลายฤดู รวมทั้งทนต่อโรค แล้วก็แมลงก้าวหน้า แต่มีข้อเสียหมายถึงมีค่าเมล็ดพันธุ์สูง และก็มีความเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์สูง อาจมีผลทำให้จำนวนสารให้ความหวานน้อยลงหรือได้ผลผลิตใบต่ำลง
  • การปักชำกิ่ง มีข้อดี คือ ประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์ ไม่เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ แต่มีข้อเสียหมายถึงใช้เวลานาน มีต้นทุนการปักชำ ลำต้นแตกกิ่งน้อย มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ผลิตผลให้ต่ำยิ่งกว่ากล้าจากเมล็ด รวมทั้ง ลำต้นอ่อนแอ ไม่ทนต่อโรค และแมลง


ในการเก็บเกี่ยว  การเก็บใบต้นหญ้าหวานจะเริ่มเก็บหนแรกได้ 25-30 วัน หลังปลูก ถ้าเกิดต้นสมบูรณ์เพียงพอ จะเก็บได้ต่อเนื่องเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี จะเก็บได้โดยประมาณ 10-12 ครั้ง แต่ละครั้งเก็บใบสดได้โดยประมาณ 40-60 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งให้ผลผลิตใบสูงสุดในช่วงฤดูฝน แล้วก็ได้ผลผลิตต่ำในฤดูหนาว และก็ฤดูแล้ง ทั้งนี้ ต้นหญ้าหวาน 1 รุ่นจะแก่เก็บเกี่ยวไดนานถึง 3 ปี
สำหรับต้นหญ้าหวานสดที่เก็บเกี่ยวได้ ต้องล้างชำระล้าง และก็ผึ่งแดดให้แห้งก่อนส่งโรงงาน แบ่งออกเป็น 2 เกรด คือ เกรด Aและเกรด B หากภาวะใบไม่สมบูรณ์ ใบมีสีเหลืองหรือซีดเผือด จะถูกคัดเป็นเกรด B แม้กระนั้นเกรดของใบไม่มีผลทำให้ความหวานแตกต่างกัน
หญ้าหวานแห้ง เกรด B จะเจอราวๆ 1 ใน 3 ของปริมาณหญ้าหวานแห้งทั้งปวง ต้นหญ้าหวานแห้งเกรด A บางทีอาจขายเป็นใบชา ในราคา 200-500 บาท/กิโล ส่วนเกรด B จะถูกขายในราคาราวๆ 150 บาท/กิโลกรัม รวมทั้งใช้บดเป็นผงหญ้าหวานแห้ง ที่ขายในกิโลกรัมละ 500 บาท 5 ส่วนราคารับซื้อต้นหญ้าหวานแห้งหน้าโรงงาน อาจมีราคาในช่วงเดียวกันหรือสูงกว่า (ข้อมูล ราคาปี 2555)
องค์ประกอบทางเคมี  ใบหญ้าหวานแห้ง สกัดด้วยน้ำได้สารหวานราวๆจำนวนร้อยละหนึ่ง ซึ่งสารหวานเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า สตีวิโอไซด์ (Stevioside) ซึ่งมีความหวานมากยิ่งกว่าน้ำตาล 150 - 300 เท่า มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน แล้วก็ทนความร้อนได้ถึง 200 องศาเซลเซียส จึงไม่เสื่อมสภาพหรือเปลี่ยนสภาพจากความร้อนในการทำอาหาร ใช้ในปริมาณน้อย ไม่มีพิษรวมทั้งไม่มีอันตรายสำหรับการบริโภคซึ่งนักวิทยาศาสตร์ศึกษาค้นพบว่าสารสกัดจากหญ้าหวานประกอบไปด้วยกรุ๊ปสารที่มีชื่อเรียกว่า ไกลโคไซด์ (Glycoside) และ อะไกลโคน (Aglycone) สารไกลโคไซด์จะประกอบไปด้วยโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ส่วนสารอะไกลโคนจะประกอบไปด้วยน้ำตาลที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้นหรือบางทีอาจเรียกรวมๆว่า โพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharides) ซึ่งกลุ่มน้ำตาลพวกนี้นี่เองที่ทำให้สารสกัดของต้นหญ้าหวานมีรสหวาน
โดยสารสำคัญต่างๆที่เจอในหญ้าหวานมีหลายแบบ เช่น
– Stevioside พบได้ทั่วไปที่สุด 2.0-7.7%
– Rebaudioside A ถึง F เจอลำดับรองลงมา ราว 0.8-2.9%
– Steviol
– Steviolbioside
– Dulcoside A
สารสติวิออลไกลโคไซด์ (รูปที่ 1) มีลักษณะเป็นผุยผงสีขาวถึงสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่น มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน รวมทั้งทนความร้อน
คุณสมบัติด้านกายภาพ แล้วก็เคมีของ stevioside
– สูตรทางเคมี : C35H60O18
– น้ำหนักโมเลกุล : 804.9
– จุดหลอมเหลว : 198 °C
รูปที่   2    Stevioside
ที่มา : อ้างถึงใน ศิวาพร (2546) รวมทั้งสาโรจน์ (2547)
คุณประโยชน์/สรรพคุณ 
สารสกัดที่ได้จากต้นหญ้าหวานชื่อว่า สตีวิโอไซด์ (stevioside) เป็นสารที่ให้ความหวานมากกว่า 200-300 เท่าของน้ำตาลแต่ว่าไม่ก่อเกิดพลังงาน (แคลลอปรี่) ภายในร่างกายแต่อย่างใด ด้วยความพิเศษของต้นหญ้าหวานนี้  จึงมีคุณประโยชน์รวมทั้งคุณประโยชน์ต่างๆมาก อาทิเช่น
ลดระดับน้ำตาลในเลือด คนไข้เบาหวานนั้นเสี่ยงมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ง่าย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดเซลล์ที่ผลิตอินซูลินหรือเกิดภาวะดื้ออินซูลิน นอกจากนั้น ยังมีเหตุอื่นที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ ดังเช่นว่า มิได้รับอินซูลินหรือยารักษาโรคเบาหวาน รับประทานคาร์โบไฮเดรตมากจนเกินไป เกิดความตึงเครียด ได้รับบาดเจ็บ เข้ารับการผ่าตัด หรือติดเชื้อ ซึ่งคุณประโยชน์อีกประการหนึ่งของหญ้าหวานที่บางทีอาจมีคุณประโยชน์ต่อคนเจ็บโรคเบาหวานก็คือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยปรากฏงานศึกษาเรียนรู้วิจัยที่ศึกษาประเด็นนี้มาก งานค้นคว้าหนึ่งได้ให้ผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 รับประทานสารสกัดต้นหญ้าหวาน 1 กรัม พร้อมเข้ารับการตรวจเลือดหลังผ่านไป 4 ชั่วโมง พบว่าคนป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลง สอดคล้องกับการวิจัยอีกชิ้นที่พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคนเจ็บโรคเบาหวานประเภทที่ 2 น้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังภายหลังจากกินแป้งที่ทำจากหญ้าหวาน
ยิ่งกว่านั้น การรับประทานต้นหญ้าหวานอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดของคนที่มีสุขภาพปกติด้วยเหมือนกัน งานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยหนึ่งได้สุ่มให้ผู้เข้าร่วมทดสอบกินซูโครส แอสปาแตม แล้วก็หญ้าหวานก่อนที่จะกินอาหารมื้อกลางวันแล้วก็มื้อเย็น ตรงเวลา 3 วัน ผลการศึกษาเรียนรู้พบว่าผู้ที่รับประทานหญ้าหวานหรูหราน้ำตาลในเลือดและก็อินซูลินหลังรับประทานอาหารน้อยลงมากกว่าคนที่รับประทานซูโครสและก็แอสปาแตมอย่างเป็นจริงเป็นจัง นอกนั้น กรุ๊ปที่รับประทานต้นหญ้าหวานแล้วก็แอสปาแตมก่อนมื้อของกินยังรู้สึกอิ่มและไม่รับประทานอาหารอื่นเพิ่มเติมจากมื้อหลัก เหมือนกับงานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยอีกชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการกินสารสกัดจากใบต้นหญ้าหวานช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เข้าร่วมการทดสอบที่ไม่ได้มีอาการป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือมีภาวการณ์น้ำตาลในเลือดสูงได้
ทั้งยังมีคุณลักษณะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในปากหลายประเภท ก็เลยไม่ทำให้อาหารหรือเครื่องดื่มที่เก็บไว้นานเกิดการบูดเน่า ไม่ทำให้ฟันผุหรือเหงือกบวมอักเสบได้ง่าย จึงมีการใช้ ผสมในอาหาร และเครื่องดื่ม รวมถึงผสมในยาสีฟันหรือยาบ้วนปาก เพื่อแต่งรส และช่วยป้องกันโรคฟันผุ
อนึ่งฤทธิ์สำหรับการมีรสหวานของสารสตีวิโอไซด์จะต่างจากน้ำตาลซะทีเดียว เหตุเพราะสารสตีวิโอไซด์จะออกรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายเล็กน้อย จะเลือนลางจางหายไปช้ากว่าน้ำตาลทราย นอกจากนี้สารดังที่กล่าวถึงมาแล้วยังเป็นสารที่ไร้ค่าทางอาหารอะไร เพราะว่ามีแคลอรีต่ำมากมายไหมมีเลย และจะไม่ถูกย่อยให้กำเนิดเป็นพลังงานกับร่างกาย แต่จากข้อด้อยนี้นี่เองก็ถือเป็นคุณลักษณะเด่นที่เหมาะเป็นอย่างมากสำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิต โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน และก็โรคหัวใจ
ในปัจจุบันมีการอนุญาตให้ใช้สารสกัดจากต้นหญ้าหวานเป็นสารทดแทนน้ำตาลในประเทศต่างๆไม่น้อยกว่า 30 ประเทศ อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น จีน เกาหลี แคนที่นาดา ออสเตเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมทั้งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นองค์การของกินรวมทั้งยาของสหรัฐฯและกลุ่มประเทศในยุโรปอนุญาตให้มีการใช้สารหวานจากต้นหญ้าหวานเป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่ม ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2551 แล้วก็ พ.ศ. 2554 เป็นลำดับ ประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ประกาศอนุญาตให้มีการผลิต และก็ต้นหญ้าหวานในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 262) พ.ศ. 2545 เรื่อง สตีวิโอไซด์และก็ของกินที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์) และประกาศให้สารสกัดสติวิออลไกลโคไซด์เป็นวัตถุเจือปนอาหาร ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2556 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360) พุทธศักราช 2556 เรื่อง สตีวิออลไกลโคไซด์) โดยอ้างอิงข้อมูลของคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญกล่าวถึงวัตถุเจือปนอาหารขององค์การอาหารและเกษตร รวมทั้งองค์การอนามัยโลก แห่งองค์การสหประชาชาติ (The Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives, JECFA) ซึ่งได้ประเมินรวมทั้งกำหนดค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake, ADI) แล้ว
รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้  จากผลการวิจัยของทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สรุปว่า สารสกัดจากต้นหญ้าหวานมีความปลอดภัยในทุกๆกรณี โดยค่าสูงสุดที่กินได้โดยสวัสดิภาพเป็น 7,938 มก./กิโลกรัม(น้ำหนักตัว)/วัน ซึ่งสูงมากถ้าเทียบกับการผสมในเครื่องดื่มหรือกาแฟถึง 73 ถ้วยต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะว่าคนส่วนใหญ่กินกันราว 2-3 ก็นับว่ามากมายเพียงพอต่อวันแล้ว ซึ่งการใช้หญ้าหวานโดยสวัสดิภาพเป็นราว 1-2 ใบต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วย นับว่าเป็นจำนวนที่สมควรและไม่หวานมากจนเกินไป  แต่ว่าคณะกรรมการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญของของกินรวมทั้งเกษตรแห่งยูเอ็น องค์การอนามัยโลกที่เกี่ยวกับสารเจือปนในของกิน ได้กำหนดค่าความปลอดภัย พื้นฐานไว้ไม่เกิน 2 มก.ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกก.ต่อวัน อย่างไรก็ตามอาจต้องระวังการใช้ในใช้ในขนาดสูงติดต่อกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีภาวะโรคไตและตับ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360 พ.ศ.2556 เรื่องสตีวิออลไกลโคไซด์) สตีวิออลไกลโคไซด์ หมายความว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากใบต้นหญ้าหวาน ซึ่งประกอบด้วย สตีวิโอไซด์ รีบาวดิโอไซด์ เอ รีบาวดิโอไซด์ บี รีบาวดิโอไซด์ ซี รีบาวดิโอไซด์ ดี รีบาวดิโอไซด์ วัวไซด์ เอ รูบุโซไซด์ รวมทั้ง สตีวิออลไบโอไซด์ สารสกัดจากหญ้าหวานที่อนุญาตให้ใช้เป็นส่วนประกอบของกินควรมีปริมาณสารในกลุ่มสตีวิออลไกลโคไซด์ รวมทั้งสิ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐาน หน่วยงานอาหารและเกษตร แล้วก็องค์การอนามัยโลก ที่ยูเอ็น
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา  ในปี คริสต์ศักราช1991 มีนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า Emily Procinska และก็ภาควิชา ได้ออกมาค้นคว้ารายงานศึกษาค้นคว้าของ John M. Pezzuto ว่าอาจมีข้อบกพร่อง โดยเผยแพร่ในวารสาร Mutagenesis ระบุว่า หญ้าหวานไม่มีผลกระตุ้นให้เกิด Mutagenic (สารก่อกลายพันธุ์) อะไร ทั้งนี้ได้ทำการทดลองซ้ำอยู่บ่อยมาก ต่อจากนั้นเป็นต้นมาก็ได้มีรายงานต่างๆออกตามมาอีกเพียบเลยที่กล่าวว่าผลของ mutagenic ในสารสกัดต้นหญ้าหวานส่งผลน้อยมาก หรือบางทีก็อาจจะไม่เป็นผลเลย และก็ต่อมาก็เลยได้มีการตรวจทานความเป็นพิษพบว่า งานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยส่วนมากกล่าวว่าต้นหญ้าหวานไม่มีพิษ และไม่มีหลักฐานอะไรก็แล้วแต่ระบุว่าหญ้าหวานให้กำเนิดโรคมะเร็งอะไร  และก็ยังมีการเล่าเรียนทางคลินิกอีกหลายๆฉบับ ซึ่งส่ววนใหญ่ส่งผลการเรียนรู้เจาะจงถึงกลไกการออกฤทธิ์ในร่างกายมนุษย์เป็น   กลไกการออกฤทธิ์ของต้นหญ้าหวานคือ สารสกัดของหญ้าหวานที่เป็นไกลโคไซด์ซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำตาลกลูโคสและก็สารอะไกลโคนซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น (Polysaccharides) จะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของลิ้น ทำให้พวกเรารับรสชาติความหวานซึ่งมีมากกว่าน้ำตาลถึง 150 เท่า และก็ต่อมรับรสนิดหน่อยจะทำปฏิกิริยากับสารอะไกลโคนซึ่งทำให้รู้สึกถึงรสขมได้เล็กน้อย  และก็ระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ก็สามารถย่อยสลายรวมทั้งแยกไกลโคไซด์ของหญ้าหวานออกมาเป็นน้ำตาลเดกซ์โทรสได้อีกด้วย โดยน้ำตาลกลูโคสที่ได้นี้ส่วนมากจะถูกแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ดึงไปใช้เป็นพลังงานของตัวไส้เอง ก็เลยมีกลูโคสจากสารสกัดต้นหญ้าหวานเพียงแต่ส่วนน้อยที่ถูกดูดซับเข้าสู่กระแสเลือด ส่วนสารสตีวิออลแล้วก็สารโพลีแซคค้างไรด์ (Poly saccharides) บางส่วนจะถูกซึมซับไปสู่ร่างกาย รวมทั้งจำนวนมากที่เหลือจะถูกขับทิ้งไปกับอุจจาระ

การศึกษาทางพิษวิทยา จากการศึกษาความเป็นพิษในหนูหลายๆการเรียน
โดยให้สาร สตีวิโอไซด์ ผสมในอาหารในขนาดต่างๆจนกระทั่ง 5% (ขนาดมากถึง 2 g/kg น้ำหนักตัว ให้ติดต่อกัน 3 เดือน จนถึง 2 ปี ไม่เจอความเป็นพิษที่รุนแรงต่อตับ แล้วก็ไต อย่างไรก็ดีมีแถลงการณ์ว่าหนูที่ได้รับ สตีวิโอไซด์ โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาดสูงถึง 1.5 g/kg น้ำหนักตัว ส่งผลต่อไตโดยมี blood urea nitrogen (BUN) และ creatinine ในเลือดสูงขึ้น แต่ขนาดดังกล่าวเป็นขนาดที่สูงยิ่งกว่าขนาดที่ใช้รับประทานในคนมากมายประกอบกับเป็นการให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง เพราะฉะนั้นผลการศึกษาเรียนรู้ถึงความปลอดภัยของสตีวิโอไซด์ในของกิน เป็นเวลานานจนถึงปัจจุบันนี้ปรากฏว่ามีแนวโน้มทางด้านความปลอดภัยที่ดี เมื่อต้นปี คริสต์ศักราช 2009 ประเทศสหรัฐอเมริกาโดย USFDA ได้พิเคราะห์และประกาศว่า ต้นหญ้าหวานได้รับการยอมรับโดยธรรมดาว่าไม่เป็นอันตราย "Generally Recognized As Safe (GRAS)  ส่วนการทดสอบการกลายพันธุ์ของสารสกัดหญ้าหวาน โดย Fujita และแผนก (1979), Okumura
แล้วก็ภาควิชา (1978) แล้วก็ Tama Biochemical Co-Ltd. (1981) ทำทดสอบกับเชื้อ Salmonella typhimurium, Escherichia coli แล้วก็ Bacillus subtilis ผลของการทดลอง พบว่า สารดังที่กล่าวถึงมาแล้วไม่ก่อกลายพันธุ์แต่อย่างใด
ข้อเสนอ/ข้อควรตรึกตรอง
ถึงแม้ปัจจุบันนี้ยังไม่เจอข้อบังคับใช้ต้นหญ้าหวานที่แจ้งชัด แต่สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังคือ

  • ไม่สมควรบริโภคต้นหญ้าหวานใน ปริมาณที่เกินกว่าที่ระบุในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับคำรับรองความปลอดภัยการบริโภคจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (อย)
  • หลีกเลี่ยงบริโภคต้นหญ้าหวานในเรื่องที่แพ้พืชตระกูลเดียวกับต้นหญ้าหวาน เป็นต้นว่า ดอกเบญจมาศ ดาวเรือง เป็นต้น เนื่องมาจากคนที่แพ้พืชกลุ่มนี้บางทีอาจเสี่ยงมีอาการแพ้ต้นหญ้าหวานได้เช่นกัน
  • ผู้ป่วยเบาหวานที่รับประทานหญ้าหวานควรหมั่นวัดระดับน้ำตาลในเลือด แล้วก็ปรึกษาแพทย์ทันทีถ้าเกิดมีลักษณะไม่ดีเหมือนปกติใดๆก็ตามเพราะเหตุว่าต้นหญ้าหวานหรือสินค้าที่มีสารสกัดจากต้นหญ้าหวานอาจจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปได้
  • สตรีท้อง สตรีให้นมบุตร รวมทั้งเด็ก ควรจะขอความเห็นหมอก่อนจะมีการบริโภคต้นหญ้าหวานเสมอ
  • ผู้บริโภคต้นหญ้าหวานบางรายอาจเกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ ตาลายศีรษะ ปวดกล้าม หรือชะตามร่างกายได้
  • ไม่บริโภคสินค้าหญ้าหวานที่หมดอายุ

    เอกสารอ้างอิง

  • รศ.ดร.ภก.พิสมัย กุลกาญจนาธร. หญ้าหวาน.....หวานทางเลือก....เพื่อสุขภาพ.ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • มตรี สุทธจิตต์ และคณะ, 2540, การรวบรวม การทบทวน การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยและการสังเคราะห์แนวความคิดที่-เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของหญ้าหวาน-และผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน.
  • เชาวนี สุวรรณโชติ, 2556, การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน-โรงงานสกัดผงหญ้าหวาน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่.
  • Rajab R., Mohankumar C., Murugan K., Harish M. and Mohanan PV. Purification and toxicity studies of stevioside from Stevia rebaudiana Bertoni.Article. 2009; 16(1):49-54.
  • มัทนียา วังประภา, 2548, การผลิตสารสตีวิโอไซด์-โดยการเพาะเลี้ยงหญ้าหวาน-ในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ.
  • หญ้าหวาน.วิกิพีเดีย.สารานุกรมเสรี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.th.wikipedia.org/wiki/
  • กล้าณรงค์ ศรีรอต. 2542. สารให้ความหวาน(sweeteners) : คุณสมบัติและการใช้ประโยชน์. http://www.disthai.com/
  • หญ้าหวาน(Stevia) สรรพคุณและการปลูกหญ้าหวาน.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพือเกษตรกรไทย
  • CODEX-2010: JECFA Monograph (2010) INS no. 960
  • Kroyer G. Stevioside and Stevia-sweetener in food: application, stability and interaction with food ingredients. J. Verbr. Lebensm. 2010; 5:225-229
  • หญ้าหวานต้านโรค พิสูจน์ได้จริงหรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • Goyal SK., Samsher And Goyal RK. Stevia (Stevia rebaudiana) a bio-sweetener: a review. International Journal of Food Sciences and Nutrition. 2010; 61(1):1-10.
  • การใช้หญ้าหวานมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วยเบาหวาน.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Munish P, Deepika S, Ashok T and Kdownstream. Processing of stevioside and its potential applications. Biotechnology Advances 2011; 29: 781-791.
  • Madan S, Ahmad S; Singh G.N, Kohli, Kanchan, Kumar Y, Singh R, Garg M. Stevia rebaudiana (Bert.) Bertoni-A review. Indian Journal of Natural Products and Resources 2010; 1:267-286.


15

พิมเสน (Bomed Camphor)
พิมเสนเป็นยังไง พิมเสนมีชื่อเรียกหลายชื่อ อาทิเช่น ภิมเสน ภีมเสน พิมเสนเกล็ด พิมเสนตรังกานู ประพรมแสน มีชื่อสามัญว่า “Borneo Camphor” แขกอินเดียในบอมเบย์เรียก “Bhimseni” หรือ “Boras” ชาวฮินดูเรียก “Bhimsaini-kapur” หรือ “Barus kapur”  โดยธรรมดาพิมเสนแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหมายถึงพิมเสนที่ได้จากธรรมชาติหรือพิมเสนแท้ ชื่อสามัญ Borneol camphorและก็พิมเสนสังเคราะห์ หรือพิมเสนเทียม ชื่อสามัญ Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนจะมีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆแบนๆมีสีขาวขุ่นหรือออกแดงอ่อนๆ(ถ้าเกิดเป็นพิมเสนบริสุทธิ์จะเป็นผลึกรูปแผ่นทรงหกเหลี่ยม) มีเนื้อแน่นกว่าการบูร ระเหิดได้ช้ากว่าการบูร ติดไฟให้แสงสว่างแรงรวมทั้งมีควันมากมาย ไม่มีขี้เถ้า ละลายได้ยากในน้ำ ละลายเจริญในตัวทำละลายชนิดขั้วต่ำ พิมเสนมีกลิ่นหอมเย็น ฉุน รสหอม เย็นปากเย็นคอ แต่ก่อนชาวไทยนิยมใช้ใส่เอาไว้ภายในหมากพลูเคี้ยว
สูตรทางเคมีและสูตรส่วนประกอบ พิมเสนแท้ (Borneo Camphor) เป็นสารประกอบอินทรีย์ประเภทไบไซคิก  และก็เป็นสารกลุ่มเทอร์พีน มีสูตรเคมีคือ C10H18O มีชื่อทางเคมีว่า(+)-borneol หรือ endo-2-camphanol หรือ endo-2-hydroxycamphane  มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาว 6 เหลี่ยม มีกลิ่นหอมสดชื่นฉุนคล้ายการบูร ติดไฟให้แสงแรงรวมทั้งมีควันมากมาย ไม่มีขี้เถ้า มีมวลโมเลกุล 154.25                gmd -1 แล้วก็มีความถ่วงจำเพาะพอๆกับ 1.011 มีจุดหลอมตัว 208 องศาเซลเซียส เกือบไม่ละลายน้ำ ละลายได้ในตัวทำละลายจำพวกขั้วต่ำ ดังเช่น น้ำมันปิโตรเลียมอีเธอ(1:6) ในเบนซีน (1:5)
 
ที่มา : Wikiperdia
ที่มาที่ไป พิมเสนธรรมชาติ หรือ พิมเสนแท้ คือ พิมเสนที่ได้มาจากการระเหิด (การกลั่นของเนื้อไม้โดยธรรมชาติ) ของยางจากต้นไม้ชนิด (รู้เรื่องว่าตัวต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้มิได้ถูกข้อกำหนดชื่อไทยไว้ ซึ่งในหนังสือเรียนยาแผนโบราณส่วนใหญ่ก็จะเอ่ยถึงแต่ว่าสิ่งที่สกัดได้จากเจ้าพืชต้นใหญ่นี้ว่า พิมเสน เนื่องจากถ้าเรียกว่าต้นพิมเสนบางทีอาจกำเนิดความสับสน เพราะเหตุว่าต้นพิมเสน นั้นยังซึ่งก็คือพืชอีกจำพวก เป็นไม้เนื้ออ่อน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pogostemon cablin (Blanco) Benth. เครือญาติ Labiatae ซึ่งเจ้าต้นนี้ สกัดได้น้ำมันหอมระเหย ที่ฝรั่งเรียกว่า Patchouli) ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Dryobalanops aromatica Gaertn. จัดอยู่ในตระกูลยางท้องนา (DIPTEROCARPACEAE) (ภาษาจีนกลางเรียกว่า “หลงเหน่าเซียงสู้”) ซึ่งพบมากในเมืองตรังกานู ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพืชชนิดนี้(Dryobalanops aromatic Gaertn.) มีชื่อเรียกหลายชื่อ ดังเช่นว่า Borneo Camphor Tree, Pokok Kapur Barus (มลายู), Pokok Kapurum (อินโดนีเซีย-สุมาตรา), Mahoborn Teak(อินโดนีเซีย-บอร์เนียว) เป็นไม้ขนาดใหญ่ บางทีอาจสูงได้ถึง 70 เมตร มีพูพอนใหญ่มาก วัดรอบๆลำต้นได้ 2-10 เมตร เปลาตรง เรือนยอดเป็นรูปฉัตร มีกิ่งก้านใหญ่ ปลายกิ่งตก ยอดทรงแหลม ใบเป็นใบคนเดียว ใบที่อยู่ตอนบนของต้นเรียงสลับกัน ส่วนใบที่อยู่ตอนล่างของต้นออกตรงกันข้าม รูปไข่ เบาๆเรียวแหลมสู่ปลายใบ ขนาดกว้าง 2.5-5 เซนติเมตร ยาว 7.5-17.8 ซม. ขอบของใบเรียบ ผิวใบเรียบ ก้านใบสั้น ใบอ่อนสีแดงและก็แขวน ดอกเป็นดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมหวน กลีบชั้นนอกมี 5 กลีบ ขนาดเท่าๆกัน แข็ง กลีบชั้นในห่อตามทางยาว เกสรตัวผู้มีมากไม่น้อยเลยทีเดียว ก้านเกสรชิดกันเป็น 2 แถว รวมกันเป็นหลอดยาวกว่าเกสรตัวเมีย เกสรตัวเมียมีรังไข่อยู่เหนือกลีบดอก มี 3 ห้อง ผลได้ผลแห้ง ไม่แตก กลีบนอกจะแผ่ออกเป็นปีก มี 1 เมล็ด
พิมเสนสังเคราะห์ หรือ พิมเสนเทียมหมายถึงพิมเสนที่ได้จากสารสกัดจากต้นการบูร (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora (L.) Presl. จัดอยู่ในจัดอยู่ในวงศ์อบเชย (LAURACEAE), รวมทั้งต้นหนาด (หนาดหลวง หนาดใหญ่ หรือพิมเสนหนาด ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blumea balsamifera (L.) DC. จัดอยู่ในสกุลทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) โดยผ่านวิธีทางเคมีวิทยา  ซึ่งพิมเสนที่ได้จากผู้กระทำลั่นพืชชนิดนี้ จีน(แต้จิ๋ว) เรียก “ไหง่เผี่ยง” ก็เลยเรียกกันว่า “Ngai Camphor” หรือ “Blumea Camphor” นิยมใช้กันมากมายในเกาะไหหลำ
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์ แม้พิมเสนจะสกัดได้มาจากต้นไม้แต่ว่า ตามตำรายาแผนโบราณ จัดพิมเสน เป็นประเภทธาตุวัตถุ ไม่ใข่พืชวัตถุ แพทย์แผนโบราณใช้พิมเสนเป็นยาขับเหงื่อ ขับเสมหะ กระตุ้นการหายใจ กระตุ้นสมองบำรุงหัวใจ ใช้เป็นยาหยุดความกระวายกระวน ทำให้ง่วงซึมแก้เคล็ดลับปวดเมื่อยคลายเส้นการอบสมุนไพรมีพิมเสนเป็นองค์ประกอบในตัวยา พิมเสนซึ่งระเหิดเมื่อถูกความร้อน มีกลิ่นหอมสดชื่น ใช้แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ แก้โรคผิวหนัง ผสมในลูกประคบ เพื่อช่วยแต่งกลิ่น มีฤทธิ์แก้พุพอง แก้หวัดนอกจากนี้ยังผสมอยู่ในยาหม่อง น้ำอบไทย
                ในแบบเรียนพระยาพระนารายณ์: ระบุ “ตำรับยาทรงนัตถุ์”  เข้าเครื่องยา 17 สิ่ง ใช้ปริมาณเท่าๆกัน รวมถึง พิมเสนด้วย ผสมกัน บดเป็นผุยผงละเอียด ใช้นัตถุ์แก้ลมทั้งหลายแหล่ ตลอดจนโรคที่เกิดในหัว ตา และจมูก อีกขนานหนึ่งเข้าเครื่องยา 15 สิ่ง รวมถึงพิมเสนด้วย บดเป็นผุยผงละเอียด ห่อผ้าบาง ทำเป็นยาดม แก้ปวดศีรษะ วิงเวียน แก้สลบ แก้ริดสีดวงจมูก คอ แล้วก็ตา ยิ่งไปกว่านี้พิมเสนยังคงใช้เป็นส่วนผสมใน “ตำรับยาขี้ผึ้งบี้พระเส้น” ใช้เช็ดนวดเส้นที่แข็งให้หย่อนได้ รวมทั้งในตำรับ “สีปากขาวแก้พิษแสบร้อนให้เย็น”
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา ถึงแม้ชาวไทยพวกเราจะรู้จักพิมเสนกันมานาน แต่ว่าข้อมูลเกี่ยวกับพิมเสนกลับไม่มีให้ค้นคว้ามากเท่าไรนัก เนื่องจากว่าต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ เป็นพืชที่มีเฉพาะถิ่นที่ขึ้นอยู่กับเฉพาะในเขตป่าของ เกาะสุมาตรา บอร์เนียว และคาบสมุทรมลายู จึงทำให้การศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยในต้นไม้ชนิดนี้เป็นไปแบบแคบๆไม่กว้างใหญ่แต่ก็ยังมีตัวอปิ้งข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพิมเสนบางฉบับที่มีการเผยแพร่กัน ดังเช่น

  • สารที่เจอในพิเสนแท้ เป็นต้นว่า d-Borneol, Humulene, Caryophyllene, Asiatic acid, Dryobalanon Erythrodiol, Dipterocarpol, Hydroxydammarenone2
  • จากการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยทางเภสัชวิทยาฉบับหนึ่งบอกว่า พิมเสนมีฤทธิ์สำหรับการฆ่าเชื้อโรคได้หลายอย่าง ตัวอย่างเช่น เชื้อในลำไส้ใหญ่, เชื้อราบนผิวหนัง, Staphelo coccus, Steptro coccus รวมทั้งยังคงใช้สำหรับเพื่อการรักษาลักษณะของการปวดเส้นประสาทหรืออาการอักเสบได้เป็นอย่างดี
  • กลไกสำหรับการออกฤทธิ์ของพิมเสนในการลดการอักเสบคือ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณใต้ผิวหนังรอบๆที่ทา ยับยั้งสารที่นำไปสู่การอักเสบจากกลไกของร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น prostaglandin E2,interleukin เป็นต้น ซึ่งการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดนี้ จะช่วยทำให้ลดลักษณะของการปวดได้เร็วขึ้น


การศึกษาทางพิษวิทยา เช่นเดียวกับการเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาพิมเสนกับการเล่าเรียนทางพิษวิทยานี้ก็การศึกษาต่ำกันอย่างมากมาย ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเนื่องจากการที่ต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้เป็นต้นไม้เฉพาะถิ่น แม้กระนั้นก็มีการกำหนดความจำกัดสำหรับในการใช้พิมเสนไว้ว่า ถ้าเกิดดมต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆบางทีอาจมีอันตรายได้ เนื่องมาจากสารนี้ส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจ นอกเหนือจากนั้นสารนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นแล้วก็สงบระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งรวมไปถึงการใช้เกิดขนาดด้วย
ขนาด/ปริมาณที่ควรที่จะใช้ ในหนังสือเรียนยาไทยกำหนดไว้ว่า การใช้พิมเสนสำหรับกิน ให้ใช้ทีละ 0.15-0.3 กรัมเอามาบดเป็นผงเข้ากับแบบเรียนยาอื่น หรือใช้ทำเป็นยาเม็ด และไม่ควรจะปรุงยาด้วยวิธีการต้ม ถ้าเกิดใช้ข้างนอกให้นำมาบดเป็นผงใช้โรยแผลดังที่อยากได้ ส่วนขนาด/จำนวนของพิมเสนที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยอนุญาตให้ใช้เป็นส่วนประกอบกับตัวยาอื่นๆนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจะกำหนดให้ใช้เป็นตำรับๆไป

ข้อเสนอแนะ/ข้อควรตรึกตรอง

  • ห้ามสูดดมพิมเสนตอดต่อกันเป็นระยะเวลานานเพราะเหตุว่าจะมีผลให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณทางเท้าหายใจ
  • พิมเสนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทศูนย์กลางก็เลยไม่ควรใช้เกินขนาดที่ระบุ
  • สตรีตั้งท้องห้ามรับประทานพิมเสน
  • การเก็บพิมเสนจะต้องเก็บเอาไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดอย่างมิดชิด ควรที่จะเก็บรักษาเอาไว้ภายในที่แห้งและมีอุณหภูมิต่ำ


อนึ่งในตอนนี้พิมเสนแท้แทบจะไม่มีแล้ว เพราะแพงแพง โดยมากก็เลยใช้พิมเสนสังเคราะห์ ซึ่งได้มาจากปฏิกิริยารีดักชันของการบูร (dl-camphor) ได้เป็น (dl-borneol) ก็คือ พิมเสนเกล็ดขาวๆที่เห็นกันโดยทั่วไป จึงเรียก พิมเสนเทียมนี้ ว่า "พิมเสนเกล็ด" Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนสังเคราะห์ (หรือพิมเสนเทียม)นี้มักจะมีรสเผ็ดกัดลิ้น ถ้าเป็นของจากธรรมชาติจะไม่กัดลิ้นแต่ว่าจะก่อให้เย็นปากเย็นคอ จะต้องต้องระมัดระวังสำหรับการใช้พิมเสนสังเคราะห์นี้ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์ พิเชียรสุนทร และคณะ, ตำราพระโอสถพระนารายณ์, หน้า 499, พ.ศ. 2544, สำนักพิมพ์อมรินทร์ กรุงเทพฯ
  • ผศ.สุปรียา ยืนยงสวัสดิ์.พิมเสน.ภาควิชา เภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.หน้า1-3
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  “พิมเสน”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 386.
  • ชัยนต์ พิเชียรสุนทร และวิเชียร จีรวงส์ 2545 คู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม 2 เครื่องยาพฤกษวัตถุ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) http://www.disthai.com/
  • พิมเสน.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก.
  • เภสัชจุลศาสตร์ของยาหม่องน้ำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • นันทวัน กลิ่นจำปา 2545 เครื่องหอมไทย ภูมิปัญญาไทย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชัน จำกัด (มหาชน)
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดม อันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์ Drug Tips.ฉบับที่5กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า6-7


หน้า: [1] 2 3 ... 5