แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - แสงจันทร์5555

หน้า: [1] 2 3
1

สมุนไพรลูกใต้ใบ
ลูกใต้ใบ Phyllanthus amarus Schum. & Thonn.
บางถิ่นเรียก ลูกใต้ใบ (กึ่งกลาง) มะขามป้อมดิน (เหนือ) หญ้าใต้ใบ (จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดอ่างทอง จังหวัดชุมพร) หญ้าใต้ใบขาว (สุราษฎร์).
    [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url]   พืชล้มลุก แก่เพียงปีเดียว สูงได้ถึง 30 ซม. ลำต้นไม่มีขน แตกกิ่งก้านสาขามาก. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกัน รูปขอบขนานปนรูปรี กว้าง 3-4 มม. ยาว 5-9 มิลลิเมตร ปลายใบกลม หรือ มน โคนใบแหลม ขอบของใบเรียบ ไม่มีขน ข้างล่างสีอ่อน ก้านใบสั้น หูใบปลายแหลม. ดอก แยกเพศ ดอกเพศผู้ มีขนาดเล็กมาก ออกตามง่านใบที่อยู่ต่ำสุด 1-4 ง่าม มักจะออกเป็นกลุ่มๆละ 2-3 ดอก เกสรผู้มี 3 อัน โคนก้านเกสรเชื่อมกันน้อย อับเรณูแตกตามแนวนอน. ดอกเพศเมีย มีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ 2 เท่า ออกลำพังๆตามง่ามใบที่อยู่เหนือขึ้นไป กลีบรองกลีบรูปไข่ ขอบกลีบสีอ่อน. ผล มีขนาดเล็ก ไปกลมแป้น ผิวเกลี้ยง. เม็ด มีสันตามยาวทางด้นหลัง

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามที่รกร้าง และก็ตามข้างทาง
คุณประโยชน์ : ราก ฝนกับน้ำซาวข้าว รับประทานแก้โรคดีซ่าน และแก้เมนส์ไหลไม่หยุด ต้น น้ำสุกอีกทั้งต้นรับประทานเป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ เป็นยาฝาดสมาน บำรุงธาตุ ขับน้ำดี บำรุงร่างกาย แก้อาการบวมตามร่างกาย ดีซ่าน ทางเดินเยี่ยวอักเสบ แก้เจ็บท้อง ช่วยสำหรับในการย่อย และขับระดู น้ำสุกเปลือกต้น กินเป็นยาระบาย ใบ น้ำสุกใบ กินเป็นยาแก้ปวดท้อง บำรุงธาตุ ลดไข้ ขับนิ่วในไต ขับปัสสาวะ แก้น้ำเหลืองเสีย และแก้ไอเด็ก ตำเป็นยาพอกรอยแผล แก้บวมน้ำ รวมทั้งถ้าหากผสมเกลือนิดหน่อย ใช้พอกแก้อาการคัน รวมทั้งอักเสบของผิวหนังบางชนิด

2

สมุนไพรผักหวานดง
ผักหวานดง Phyllanthus elegans Wall. Ex Muell. Arg.
ชื่อพ้อง P. glaucifolius Ridl.
บางถิ่นเรียกว่า ผักหวานดง (จังหวัดตราด) จ๊าผักหวาน (ลำพูน) ต้นใต้ใบ ใต้ใบหยาบคาย ผักหวานช้าง (จังหวัดสุราษฎร์ธานี) ผักหวาน (สตูล) ผักหวานพระจันทร์ว (จังหวัดชุมพร).
 ไม้พุ่ม สูง 0.6-3 มัธยม ไม่มีขน กิ่งกลม หักงอไปมาเป็นรูปสิกข์แซก. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รูปขอบขนานปนรูปหอก กว้าง 4-6 ซม. ยาว 8-12 ซม. ปลายใบแหลม ขอบของใบม้วนลงเล็กน้อย โคนใบกลม หรือ แหลม อาจเบี้ยวบางส่วน เส้นแขนงใบเล็กมาก มี 5-6 คู่ ข้างล่างสีขาวนวล ก้านใบยาว 2-3 มิลลิเมตร หูใบรูปยาวแคบ ปลายแหลม ยาวกว่ากานใบ. สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน. ดอกเพศผู้ กลม เล็ก ติดเป็นกระจุกเล็กๆก้านดอกยาวราว 2 มม. กลีบรองกลีบดอกไม้ 4 กลีบ รูปไข่ ขอบกลีบเว้าลึกแหลมเข้าไป มีเกสรผู้ 2 อัน อับเรณูกลม ที่ฐานดอกมีต่อมรูปไต 4 ต่อม. ดอกเพศภรรยา มักจะออกลำพังๆทางตอนบนของกิ่ง ก้านดอกยาวถึง 30 มม. กลีบรองกลีบ 6 กลีบ ยาว 5-6 มม. รูปไข่ ใส ขอบกลีบเว้าลึกแหลมเข้าไป ฐานดอกเป็นรูปถ้วยสูงหนึ่งในสามของรังไข่ รังไข่กลม ด้านในมี 3 ช่อง ท่อรังไข่ 3 อัน แต่ละอันปลายแยกเป็น 2 แฉก. ผล กลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 10-12 มม. ผิวบางสะอาด พองลม แก่แล้วแห้ง สีอ่อน. เมล็ด มีลายเล็กๆตามทางยาว.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วๆไปในป่าดงดิบ หรือ ป่าโปร่ง เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 600 ม.
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มรากกินเป็นยาลดไข้ ใบ ใบอ่อนกินได้ น้ำยางใบใช้กวาดคอเด็กที่ลิ้นเป็นฝ้าขาว

Tags : สมุนไพร

3

สมุนไพรมะขามป้อม
มะขามป้อม Phyllanthus emblica Linn.
บางถิ่นเรียก มะขามป้อม (ทั่วๆไป) กันโตด (เขมร-จันทบุรี) กำทวด (ราชบุรี) มั่งลู่ สันยาส่า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน).
ไม้ใหญ่ ขนาดกลาง สูง 8-12 ม. เปลือกสีเขียวอมเทา ลอกออกเป็นแผ่นๆเนื้อไม้สีแดงอมน้ำตาล. ใบ โดดเดี่ยว สีเขียวอ่อน กว้าง 0.25-0.5 ซม. ยาว 0.8-1.2 เซนติเมตร เรียงชิดกัน ดูผาดๆราวกับใบเกาะติด ก้านใบสั้นมากมาย. ดอก เล็ก สีขาว หรือ นวล ดอกแยกเพศ แม้กระนั้นเกิดบนต้นเดียวกัน ออกตามง่ามใบ 6 ดอก มีกลีบรองกลีบดอกไม้ 6 กลีบ ไม่มีกลีบดอกไม้. สมุนไพร ดอกเพศผู้ มีเกสรผู้ 3 อัน ฐานรองดอกมีต่อม 6 ต่อม. ดอกเพศเมีย มีฐานรองดอกเป็นรูปถ้วย ขอบถ้วยหยัก รังไข่มี 3 ช่อง หลอดท่อรังไข่ปลายแยกเป็น 2 แฉก แตกต่างกัน. ผล กลม มีเนื้อหนา เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.2-2 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียวอ่อน ผลแก่สีเขียวอมเหลือง เนื้อรับประทานได้ มีรสฝาก เปรี้ยว ขม และก็อมหวาน เปลือกเม็ดแข็ง มีสันตามยาว 6 สัน ภายในมี 6 เม็ด.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นเรี่ยรายเป็นหมู่ๆตามป่าเบญจพรรณแล้ง ป่าเต็งรัง รวมทั้งป่าดิบธรรมดา
คุณประโยชน์ : ราก น้ำสุกรากกินเป็นยาลดไข้ เป็นยาเย็น ฟอกโลหิต รวมทั้งทำให้คลื่นไส้ ถ้ากลั่นราก จะได้สารที่มีคุณลักษณะเป็นยาฝาดสมานที่ดีกว่าสีเสียด (catechu) (55). ต้น เปลือกเป็นยาฝาดสมาน ใบ น้ำสุกใบใช้อาบลดไข้ ดอก มีกลิ่นหอมยวนใจคล้ายผิวมะนาว ใช้เข้าเครื่องยาเป็นยาเย็น รวมทั้งยาระบาย. ผล ใช้ได้อีกทั้งผลสด รวมทั้งผลแห้ง มีฤทธิ์กัดทำลาย เป็นยาเย็น ยาฝาดสมาน แก้ไข้ ขับเยี่ยว ระบาย บำรุงหัวใจ ฟอกเลือด น้ำคั้นผลสด มีปริมาณวิตามินซีสูขี้งกว่าน้ำส้มคั้นราว 20 เท่า ในจำนวนเท่ากัน ใช้แก้โรคลักปิดลักเปิด (scurvy) ยางผลใช้หยอดแก้ตาอักเสบ กินเป็นยาช่วยสำหรับในการย่อย รวมทั้งขับฉี่ เนื้อผลแห้งที่เรียกว่า Emblic myrobalan ใช้เป็นยาฝาดสมาน เนื่องจากว่ามี tannin แก้โรคริดสีดวงทวาร แก้บิด ท้องเดิน ใช้กับธาตุเหล็กแก้โรคดีซ่านและก็ช่วยย่อย หากหมักผลจะได้แอลกอฮอล์ กินแก้อาหารไม่ย่อย แก้ไอ รวมทั้งแก้โรคดีซ่าน

Tags : สมุนไพร

4

มะยม
มะยม Phyllanthus acidus (Linn.) Skeels
ชื่อพ้อง P. distichus Muell. Arg.  มะยม (ทั่วๆไป).
  ไม้ต้น ขนาดเล็ก สูง 3-10 ม. ลำต้นสั้น คดงอ เปลือกตะปุ่มตะป่ำ สีออกชมพูเรื่อยแตกกิ่งก้านกระจัดกระจาย. ใบ โดดเดี่ยว เรียงสลับกันบนกิ่งเล็กๆซึ่งเรียงอยู่บริเวณใกล้ปลายกิ่ง ถ้าหากมองดูผิวเผินจะมีความคิดเห็นว่าเหมือนใบประกอบมากมาย ใบรูปไข่เบี้ยวๆหรือ ไข่ปนขอบขนาน กว้าง 1.7-4 ซม. ยาว 3.5-9 ซม. ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบกลม รวมทั้งมักจะเบี้ยวนิดหน่อย เนื้อใบบาง ข้างบนสีเขียวอ่อน หรือ เขียวอมเหลือง ข้างล่างสีนวล ก้านใบยาว 2-3 มิลลิเมตร ดอก สีชมพู ออกเป็นช่อเล็กๆตามลำต้น และก็กิ่งที่ไร้ใบ ช่อยาว 2-9 ซม. ช่อดอกประกอบด้วย [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอกเพศผู้เป็นส่วนมาก มีดอกเพศภรรยาเพียง 1-2 ดอก หรือ บางโอกาสไม่มีเลย ก้านดอกยาว 1-1.5 มิลลิเมตร ดอกเล็ก กลม กลีบดอกไม้กลมแกมรูปไข่ สีเขียวอ่อน หรือ เขียวอมเหลือง ด้านล่างสีนวล ก้านใบยาว 1-1.5 มิลลิเมตร ดอกเพศผู้ ต่อมที่ฐานไม่ชิดกัน เกสรผู้ยาวกว่ากลีบมาก. ดอกเพศเมีย ฐานดอกเป็นรูปวงแหวน ขอบหยักมนๆบางโอกาสมีเกสรผู้ 1-3 อัน รังไข่มี 3-4 ช่อง. ผล กลม ค่อนข้างจะแป้น เส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 มม. มีพูตื้นๆ6-8 พู ข้างบนบุบ ด้านล่างแบน เนื้อชุ่มฉ่ำน้ำ สุกนุ่ม สีเขียวอ่อน หรือ ขาวอมเหลือง รสเปรี้ยว ก้านผลยาว 3-4 มิลลิเมตร ห้อยเป็นพวงตามกิ่ง และลำต้น. เมล็ด แข็ง เป็นเหลี่ยม มีหนึ่งเมล็ด.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นได้ในดินดูเหมือนจะทุกชนิด ชอบดินร่วนซุย น้ำไม่ขัง นิยมนำมาปลูกตามบ้าน.
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกรากเป็นยาฝาดสมาน ทาแก้คัน สูดไอร้อนแก้ไอ แก้หืดหอบ และแก้ปวดหัว น้ำยางเปลือกรากมีพิษเล็กน้อย ถ้ารับประทานเข้าไปจะมีลักษณะอาการปวดท้องอย่างหนัก ปวดหัวและก็ง่วงซึม ผล ตำรวมกับพริกไทยเป็นยาพอกแก้ปวดกล้าม รวมทั้งปวดหลัง หากต้มใบรับประทานกับผล เป็นยาขับเหงื่อ ผล กินได้ทั้งยังดิบแล้วก็สุก มีรสเปรี้ยว มีฤทธิ์เป็นกรด ใช้ทำของหวาน หรือ เชื่อมก็ได้ เป็นยาฝาดสมาน แก้หลอดลมอักเสบ และขับเยี่ยว

Tags : สมุนไพร

5

สมุนไพรหญ้า ใต้ใบ
หญ้าใต้ใบ Phyllanthus urinaria Linn.
บางถิ่นเรียก หญ้าใต้ใบ (จังหวัดอ่างทอง สุราษฎร์) ไฟเดือนห้า (จังหวัดชลบุรี) มะขามป้อมดิน (เหนือ) หมากไข่ข้างหลัง (เลย).
       ไม้ล้มลุก สูงได้ถึง 50 เซนติเมตร ลำต้นตรง ตามกิ่งมักจะออกสีแดง กิ่งที่มีใบติดอยู่นั้นแบน รวมทั้งมีปีกแคบๆ. ใบ โดดเดี่ยว เรียงสลับกัน รูปขอบขนานถึงรูปไข่กลับปนขอบขนาน กว้าง 3-5 มม. ยาว 6-14 มม. ปลายใบกลม ปลายสุดเป็นติ่งแหลมเล็กๆโคนใบกลมแม้กระนั้นเบี้ยว ขอบของใบสาก ข้างล่างสีออกขาว ก้านใบสั้นมากมายจนกระทั่งแทบไม่มี. ดอก ก้านสั้นมาก และก็แยกเพศ. ดอกเพศผู้ มี 1-2 ดอก สมุนไพร ออกตามง่ามใบที่อยู่สูงมากขึ้นไป กลีบรองกลีบดอกกลม เกสรผู้ 3 อัน อับเรณุแตกตัวตามแนวดิ่ง. ดอกเพศเมีย ออกลำพังๆตามง่ามใบที่อยู่ต่ำลงไป; กลีบรองกลีบดอกรูปขอบขนาน. ผล รูปกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.5 มิลลิเมตร ผิวตะปุ่มตะป่ำ มีรอยย่นบางส่วนตามขวาง.

นิเวศน์วิทยา
: เกิดจากที่รกร้างทั่วๆไป รวมทั้งตามข้างทาง.
สรรพคุณ : เหมือนลูกใต้ใบ (P. amarus Schum. & Thonn.) แม้กระนั้นก็มีการใช้น้อยกว่า. ราก ฝนให้เด็กกินแก้อาการกวน รวมทั้งนอนไม่หลับ ต้น น้ำสุกทั้งต้น รับประทานเป็นยาขับฉี่ สำหรับคนป่วยที่มีลักษณะอาการบวมตามตัว แก้ทางเดินฉี่อักเสบ และแก้บิด ยางต้นใช้กวาดลิ้นเด็ก ใบ น้ำยางใบผสมกับกะทิให้เด็กกิน ช่วยเจริญอาหาร น้ำต้มใบกินแก้เจ็บอก

Tags : สมุนไพร

6

สมุนไพรปอกะปลา
ปอกะปลา Thyrsanthera suborbicularis Pierre ex Gagnep. ปอกะปลา (นครสวรรค์).
    ไม้พุ่มเตี้ย สูงไม่เกิน 20-50 เซนติเมตร รากแก้วแข็ง มีขนาดเท่านิ้วมือ มีขนเป็นรูปดาว. ใบ คนเดียว. เรียงแบบบันไดเวียนห่างๆรูปออกจะกลม หรือ รูปไข่ กว้าง 5.5-12 เซนติเมตร ยาว 6-12 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือ กลม ขอบใบเป็นขอบนูน มีขนสีน้ำตาล หรือ น้ำตาลอ่อน โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ เส้นใบมี 3-5 คู่ คู่ล่างสุดออกจากโคนใบ เส้นใบย่อยเรียงเป็นขั้นบันได ข้างล่างมีขนหนาแน่น เส้นใบนูนเห็นกระจ่างกว่าข้างบน ก้านใบยาว 1.5-8 เซนติเมตร มีขนหนาแน่น หูใบรูปยาวแคบ หลุดร่วงง่าย. ดอก ออกเป็นช่อที่ยอดยาวโดยประมาณ 7 เซนติเมตร ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศภรรยาอยู่บนช่อเดียวกันดอกส่วนใหญ่จะเป็นดอกเพศผู้ ดอกเพศเมียมีเฉพาะที่โคนช่อเพียงแต่ 2-3 ดอกเพียงแค่นั้น. ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 1-4 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบดอกไม้ 5 กลีบ รูปขอบขนาน ยาว 3.5-4 มิลลิเมตร ภายนอกมีขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น ข้างในเกลี้ยง กลีบดอกไม้ 5 กลีบ รูปไข่ ยาวราวๆ 2.5 มิลลิเมตร โคนกลีบมักจะไม่ติดกัน มีขนทั้งคู่ด้าน มีเกสรผู้ 40-60 อัน ก้านเกสรเชื่อมชิดกันเป็นแท่ง ส่วนบนมีขน ข้างล่างเกลี้ยง มีต่อมเล็กๆเรียงอยู่รอบโคนแท่ง อับเรณูค่อนข้างกลม ชิดกันเป็นกระจุกกลมอยู่ที่ปลาย. ดอกเพศภรรยา ก้านดอกสั้นมาก มีขน กลีบรองกลีบ 5 กลีบ. รูปยาวแคบ ยาวราวๆ 3 มิลลิเมตร มีขน ไม่มีกลีบดอกไม้; รังไข่รูปกลมแกมสามเหลี่ยม มีขนหนานแน่น ภายในมี 3 ช่อง ท่อรังไข่ 3 ท่อ แต่ละท่อปลายแยกเป็น 2 แฉก รวมทั้งมีตุ่มนูนๆมากไม่น้อยเลยทีเดียว. ผล [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] รูปกลมแป้น มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10-11 มิลลิเมตร ยาว 4-5 มิลลิเมตร มี 3 พู มีขนปกลุกลมหนาแน่นเป็นกระจุกๆแก่จัดจะแตกเป็นเสี่ยงตามแนวยาว. เม็ด รูปไข่ปลายแหลมสั้นๆมีเส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 3 มม. ยาว 4 มม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าเต็งรัง. ป่าหนาม และก็ดังที่รกร้าง เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 150 มัธยม
สรรพคุณ : ราก ยาชงรากกินเป็นยาแก้ไข้ไข้จับสั่น

Tags : สมุนไพร

7

สมุนไพรหวายลิง
หวายลิง Flagellaria indica L.
บางถิ่นเรียก หวายลิง หวายเย็บจาก (ภาคใต้) หวายลี (สงขลา)
ไม้เถา ต้นยาวได้ถึง 20 ม. สะอาด โคนต้นเนื้อแข็ง เหนือขึ้นไปเนื้ออ่อน มีเส้นผ่าศูนย์กลางต้น 2-8 มม. ใบ คนเดียว ออกเวียนสลับ รูปใบหอก กว้าง 0.5-6.5 เซนติเมตร ยาว 3-50 ซม. ปลายใบเรียวแหลม ปลายสุดม้วนเป็นมือพัน ยาวตั้งแต่ 3-13 ซม. กาบใบยาว 1-7 เซนติเมตร มีสันตามทางยาว มีติ่งหู 2 ติ่งอยู่ที่ปลาย ก้านใบสั้น หรือ ไม่มี ดอก ออกเป็นช่อกระจัดกระจาย ที่ยอดมักประกอบด้วยกิ่ง 2 กิ่ง ยาว 2-30 เซนติเมตร ดอกย่อยไม่มีก้านดอก ออกโดดเดี่ยวๆหรือ ติดเป็นกระจุก [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] มีใบเสริมแต่งที่มีลักษณะเป็นเกล็ดล้อมอยู่ กลีบดอกไม้มี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น สีขาวปนสีเนื้อ ยาวราวๆ 2 มิลลิเมตร กลีบชั้นนอกยาวกว่ากลีบชั้นในเล็กน้อย เกสรเพศผู้มี 6 อัน ยาวกว่ากลีบดอกไม้ 2 เท่า อับเรณูสีเหลือง ก้านเกสรไม่ชิดกัน รังไข่แคบ ด้านในมี 3 ช่อง มีไข่ช่องละ 1 เมล็ด ก้านเกสรเพศเมียปลายแยกเป็น 3 แฉก โผล่พ้นกลีบ ผล เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 มม. ข้างในมี 1 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: จำนวนมากขึ้นตามที่ราบลุ่ม สูงขึ้นมากยิ่งกว่าระดับน้ำทะเลไม่เกิน 200 มัธยม รวมทั้งตามป่าชายเลน ตามชายฝั่งทะเล ตั้งแต่ภาคกึ่งกลางลงไปจนถึงภาคใต้
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำต้มต้นและก็เหง้า กินเป็นยาขับเยี่ยว ใบ ใบอ่อนใช้สระผม น้ำสุกใบและดอกกินเป็นยาขับเยี่ยว ขับนิ่ว รวมทั้งแก้ฟุตบาทเยี่ยวอักเสบ เมล็ดพิษ

Tags : สมุนไพร

8

สมุนไพรต้นหญ้าไข่เหา
หญ้าไข่เหา Panicum sarmentosum Roxb.
ต้นหญ้าไข่เหา (ลำปาง) หญ้าฝรั่ง (จังหวัดกรุงเทพมหานคร)
  ไม้ล้มลุก พวกหญ้า ชอบเลื้อยคลุมต้นไม้อื่น ลำต้นกลมแข็ง ยาวได้ถึง 17 ม. เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-5 มิลลิเมตร มีขนน้อย หรือ สะอาด โคนต้นมีรากเล็กๆออกรอบข้อ ใบ รูปแถบแกมรูปใบหอก หรือรูปขอบขนาน กว้าง 1.2-3.0 ซม. ยาว 30-37.5 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบกลม หรือเว้าบางส่วน ผิวเนียนหรือมีขนอีกทั้ง 2 ด้าน หรือมีขนเฉพาะด้านล่าง ขอบใบหยาบมีเส้นใบเยอะๆ ก้านใบเป็นกาบสะอาด หรือมีขนห่างๆที่รอยต่อระหว่างโคนใบแล้วก็กาบใบมีขนกลุ่มหนึ่ง ดอก ออกเป็นช่อแบบกระจาย ยาว 15-30 เซนติเมตร ประกอบด้วยแขนงช่อจำนวนมาก สมุนไพร ช่อดอกย่อยสีออกน้ำตาล วาว ยาว 2-2.5 มม. กาบช่อดอกย่อยอันด้านล่างยาวกึ่งหนึ่งของช่อดอกย่อย มีเส้นตามทางยาว 3 เส้น อันบนและกาบดอกอันด้านล่างมีเส้น 5 เส้น กาบดอกอันบนสั้นและแคบ มีเส้น 2 เส้น ส่วนกาบดอกของดอกย่อยบนเป็นมัน เกลี้ยง เกสรเพศผู้มี 3 อัน รังไข่เกลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียมี 2 เส้น ยอดเกสรเพศเมียเป็นขน ผลอยู่ในกาบดอก

นิเวศน์วิทยา
: มีบ้านเกิดเมืองนอนในเกาะเกะสุมาตรา ในประเทศไทยพบขึ้นตามป่าเขารวมทั้งดังที่ราบต่ำ
สรรพคุณ : ราก ใช้เคี้ยวรับประทานกับหมากสำหรับกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ต้น น้ำยางจากต้นใช้รวมกับสมุนไพรอื่นๆกินแก้ประจำเดือนแตกต่างจากปกติ

9

สมุนไพรกระทิง
กระทิงCalophyllum inophyllum L.
บางถิ่นเรียกว่า กระทิง (ภาคกลาง) ทิง (กระบี่) เนาวกาน (น่าน) สารภีสมุทร (ประจวบฯ) สารภี แนน (ภาคเหนือ)
      ต้นไม้ สูง 8-20 ม. ไม่ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ไม่เป็นระเบียบ ลำต้นค่อนข้างจะสั้น และมักบิด แตกเป็นกิ่งใหญ่ๆจำนวนมากทั้งในแนวดิ่งรวมทั้งนอน หรือห้อยลง เปลือกเรียบสีน้ำตาลปนเทา หรือ ค่อนข้างดำ ด้านในมีน้ำยางสีเหลืองใส ตายอดเป็นรูปกรวยคว่ำ มีขนสีน้ำตาลปนแดงเล็กน้อย ใบ คนเดียว ออกตรงกันข้าม รูปรีถึงไข่กลับ กว้าง 4.5-8 เซนติเมตร ยาว 8-15 เซนติเมตร ปลายใบนกว้างเวิ้ง และมักหยักเว้ากึ่งกลางน้อย โคนใบสอบ ขอบของใบเรียบ เนื้อใบหนา สะอาด วาว เส้นใบถี่มาก แล้วก็ขนานกัน ก้านใบยาว 1-2 เซนติเมตร สมุนไพร ดอก สีขาว กลิ่นหอมสดชื่น ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกบานเต็มกำลังกว้างราวๆ 2 ซม. กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ ยาว 2.7-10 มม. ชั้นนอกรูปร่างกลมค่อนข้างดก หมดจด ชั้นในรูปไข่กลับ เหมือนกลีบ กลีบดอกไม้มี 4 กลีบ กว้าง 7-8 มิลลิเมตร ยาว 9-12 มม. รูปไข่กลับ หรือ รูปช้อน ขอบงอ เกสรเพศผู้มีเป็นจำนวนมาก รังไข่ออกจะกลม สีชมพู ก้านเกสรเพศเมียยาว ผล ค่อนข้างกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5-3 เซนติเมตร ปลายเป็นติ่งแหลม ผิวเรียบ สีเขียว เปลือกค่อนข้างหนา

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าใกล้ชายฝั่งทะเล ในพื้นที่ที่เป็นโขดหิน เหนือระดับน้ำทะเล 5-50 ม.
สรรพคุณ : ราก ยาชงรากใช้หยอดตาแก้ตาอักเสบ และก็ใช้ล้างแผล ต้น แล้วก็ เปลือกต้น ให้ยางใช้สำหรับทาแผล เป็นยาฝาดสมานพอกหน้าอกแก้วัณโรคปอด หากกินจะทำให้อาเจียน เป็นยาระบาย ใช้แต่งกลิ่น ให้มีกลิ่นคล้ายผักชีฝรั่ง หรือดอก lavender หรือ สารหอม coumarin ขับเยี่ยว ใช้ภายนอกสำหรับล้างแผนอักเสบเรื้อรัง ใบ ใช้เบื่อปลา หากเอามาแช่น้ำทิ้งเอาไว้ค้างจะได้น้ำที่มีสีน้ำเงิน กลิ่นหอมใช้ล้างตา แก้ตาอักเสบ น้ำคั้นจากใบเป็นยาฝาดสมานภายนอกใช้กับโรคริดสีดวงทวาร เมล็ด ให้น้ำมันแล้วก็ยางอยู่รวมกัน แยกน้ำมันออกมาใช้ทาถูกนวดแก้ปวด rhuematism แก้ผื่นคัน แก้โรคผิวหนังบางจำพวก แก้เหา น้ำมันจากเมล็ดทำให้บริสุทธิ์ กินแก้โรคหนองใน

10

ข้าวโพด
ข้าวโพด Zea mays L.
บางถิ่นเรียกว่า ข้าวโพด (ภาคกลาง) ข้าวแข่ (งู-แม่ฮ่องสอน) ข้าวสาลี ข้าวสาลี (ภาคเหนือ) บือเคส่ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) โพด (ภาคใต้)
       ไม้ล้มลุก จำพวกต้นหญ้า อายุปีเดียว สูง 0.6-3 มัธยม ที่โคนมักมีรากค้ำกระทั่งถึง ใบ รูปแถบกว้าง 3-12 ซม. ยาว 35-100 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบกลม ขอบใบมันสาก รวมทั้งเป็นคลื่น กาบใบหยาบคาย มีขนนุ่ม ขอบเรียบหรือมีขนยาว ลิ้นใบยาว 4-6 มิลลิเมตร ดอก ออกเป็นช่อแยกเพศ ช่อดอกเพศผู้ อยู่ที่ปลายมีช่อดอกออกทุกด้านของแกนกลาง ช่อดอกที่ปลายยาว 20-40 เซนติเมตร ช่อดอกตามข้างๆ ยาว 12-30 ซม. แกนกลางเป็นสัน มีขนนิดหน่อย ช่อดอกย่อยยาว 8-13 มิลลิเมตร รูปขอบขนาน ปลายแหลม มักมีทาสีม่วง กาบช่อดอกอันล่างบาง มีขน ขอบใบมีขนยาว มีเส้นตามทางยาว 7-13 เส้น กาบบนคล้ายคลึงกัน มี เส้น 6-8 เส้น กาบดอกที่ 1 สั้นกว่าบางส่วน มี 3 เส้น กาบบนยาวเสมอกัน มี 2 เส้น อับเรณูยาว 4.5-5.5 มม. สีม่วงหรือเหลือง กาบดอกที่ 2 สั้นกว่ากาบดอกที่ 1 มี 1 เส้น กาบบนใหญ่กว่า ไม่มีสัน เกสรเพศผู้คล้ายดอกที่ 1 ช่อดอกเพศเมีย ออกตามง่ามใบ โดยมีแกนกลางแข็ง มักออกโดดเดี่ยวๆบางทีก็ไม่พบช่อดอกเพศเมียในต้นที่อ่อนแอ แต่ละช่อดอกจะมีกาบ 8-13 กาบหุ้มห่ออยู่ ช่อดอกย่อยมี 8-30 แถว สมุนไพร กาบช่อดอกย่อยอันข้างล่างยาว 3.5-6 มิลลิเมตร รูปไข่กลับ โคนสอบแคบ ปลายตัด มีขนที่ขอบ อันบนรูปรียาว 3-5.5 มิลลิเมตร กาบดอกที่ 1 ใส ไม่มีเส้น กาบบนปลายเว้าเป็นแอ่ง โคนสอบแคบ ไม่มีเส้น กาบดอกที่ 2 ใส ไม่มีเส้น กาบบนโค้งนูนคลุมรังไข่ ก้านเกสรเพศเมียที่เรียกว่าฝอยข้าวโพด ยาว 20-30 เซนติเมตร สีม่วง เขียว หรือขาว ปลายม่วง แตกเป็นสองแฉกสั้นๆผล หวานใจเรียกว่าเมล็ดข้าวโพด ติดบนแกน (ซังโพด) มีใบเป็นกาบห่อหุ้ม ผล รูปไข่กลับหรือรูปไข่ ปลายแหลม มน หรือตัด โคนแหลม หรือมน มักแบน สีเหลืองอ่อน เหลืองทองคำ แดงอมส้ม หรือสีม่วง

นิเวศน์วิทยา
: มีถิ่นเกิดในอเมริกาเขตร้อน นิยมปลูกเป็นพืชไร่ทั่วๆไป
สรรพคุณ : ผล ใช้ทำแป้งข้าวโพดเมื่อเปียกจะเป็นของกินที่ดีสำหรับคนฟื้นไข้ เนื่องจากเป็นแป้งที่ย่อยง่าย ฝอยข้าวโพดเป็นยาขับเยี่ยว และทำให้เยื่อบุภายในชุ่มชื้น เหมาะกับคนที่เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง ใช้แก้ขัดค่อยในคนที่เป็นโรคหนองใน น้ำมันใช้เตรียมอาหาร เป็นตัวทำละลายของ ergosterol

11

[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพรอ้อเล็ก[/url][/size][/b]
อ้อเล็ก Phragmites australis Trin. ex Steud.
บางถิ่นเรียก อ้อเล็ก อ้อลาย (ภาคกลาง) อ้อ (ทั่วไป) อ้อน้อย (เชียงใหม่)
ไม้ล้มลุก พวกหญ้า อายุนับเป็นเวลาหลายปี มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นตรง กลวง สูงได้ถึง 4 มิลลิเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 1.2 เซนติเมตร ใบ รูปยาวแคบ หรือรูปใบหอกกว้าง กว้างโดยประมาณ 2.5เซนติเมตร ยาวได้ถึง 60 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อใหญ่ที่ยอด ยาว 50 ซม. หรือมากกว่า มีกิ่งเล็กๆหนาแน่น สีออกม่วงหรือน้ำตาล มีช่อย่อย (spikelet) เยอะแยะ โตเต็มกำลังยาวราว 1.2 ซม. ประกอบด้วยดอกย่อย 3-7 ดอก สมุนไพร ดอกด้านล่างสุดมันจะเป็นดอกเพศผู้ นอกเหนือจากนั้นเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ช่อดอกย่อยติดตามแกนกลางห่างๆเป็นระยะ มีขนเสมือนไหมอยู่ระหว่างดอกย่อย กาบช่อดอกย่อยมีเส้นตามแนวยาว 3 เส้น กาบดอกบาง เกลี้ยง ปลายแหลม มีกลีบเกล็ด (lodicule) 2 อัน  ผล ที่ปลายมีโคนของก้านเกสรเพศเมียติดอยู่

นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นเป็นกรุ๊ปหนาแน่น ตามที่เปียกชื้นรวมทั้งริมฝั่งน้ำ
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มเป็นยาเย็น กินขับเหงื่อ ขับเยี่ยว แก้ปวดข้อ และแก้อ้วก

12

[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพรอบเชยญวณ[/url][/size][/b]
อบเชยญวณ Cinnamomum camphora (L.) Presl.
บางถิ่นเรียกว่า อบเชยญวณ (ทั่วๆไป) ประพรมเส็ง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน)
      ไม้ต้น ขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30 ม. ทรงพุ่มกว้าง ทึบ ลำต้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1.5 ม. เปลือกต้นสีน้ำตาล ผิวหยาบคาย เปลือกกิ่งสีเขียว หรือน้ำตาลอ่อน ผิวเรียบ ไม่มีขน แก่นไม้สีน้ำตาลปนแดง ใบ เดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรี หรือรูปรีปนรูปไข่ กว้าง 2.5-5.5 เซนติเมตร ยาว 5.5-15 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือกลม ขอบของใบเรียบหรือเป็นคลื่นนิดหน่อย เนื้อใบออกจะครึ้ม ข้างบนสีเขียวเข้ม เป็นมัน ข้างล่างสีเขียวอมเทาหรือนวล ไม่มีขน เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมหวนคล้ายกลิ่นการบูร เส้นใบขึ้นตรงมาจากโคนใบราวๆ 3-8 มิลลิเมตร แล้วแยกออกเป็น 3 เส้น ตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกนั้นมีต่อม 2 ต่อม แล้วก็ตามเส้นกึ่งกลางใบอาจมีต่อมเกิดขึ้นตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกไป ก้านใบยาว 2-3 ซม. ไม่มีขน ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ยาวประมาณ 5 ซม. สีขาวอมเหลืองหรืออมเขียว ก้านดอกย่อยยาว 1-2 มิลลิเมตร กลีบรวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วงๆละ 3 กลีบ รูปรี ด้านนอกหมดจด ก้านในมีขนละเอียด เกสรเพศผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วงๆละ 3 อัน อับเรณูของวงที่ 1 แล้วก็วงที่ 2 เบือนหน้าเข้าข้างใน ก้านเกสรมีขน ส่วนอับเรณูของวงที่ 3 หันออก ภายนอก ก้านเกสรออกจะใหญ่ มีต่อม 2 ต่อมอยู่ใกล้โคนก้าน ต่อมรูปไข่กว้างรวมทั้งมีก้าน อับเรณูมีช่องเปิด 4 ช่อง เรียงเป็น 2 แถวละ 2 ช่อง มีลิ้นเปิดอีกทั้ง 4 ช่อง เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 3 อันอยู่ด้านในสุด รูปร่างคล้ายลูกศร มีขนแต่ไม่มีต่อม รังไข่รูปไข่ ไม่มีขน ก้านเกสรเพศเมียยาว โดยประมาณ 1 มม. ไม่มีขน ปลายเกสรเพศเมียกลม ผล รูปไข่ หรือกลม ยาว 6-10 มม. สุกสีม่วงดำ มีฐานดอกซึ่งเจริญวัยขึ้นมาเป็นแป้นรองรับผล

นิเวศน์วิทยา
: เป็นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นได้ทั้งในเขตอบอุ่นและก็เขตร้อน
คุณประโยชน์ : ต้น กลั่นแก่นไม้จะได้ camphor หรือ การบูรธรรมชาติ ใช้ผสมเป็นยาเพื่อคุ้มครองแมลงบางชนิด เป็นยาระงับประสาท แก้อาการชักบางจำพวก ฆ่าเชื้อโรคบางชนิด ขับเหงื่อ แก้ไข้หวัด แล้วก็ขับลม ใช้ทาเช็ดนวดแก้ปวดและเป็นยาฆ่าเชื้อโรคอย่างอ่อน

13

สมุนไพรสะระแหน่ประเทศญี่ปุ่น
สะระแหน่ประเทศญี่ปุ่น Mentha arvensis L. var. piperascens Malinv.
บางถิ่นเรียกว่า สะระแหน่ประเทศญี่ปุ่น ต้นน้ำมันหม่อง ไม่ญี่ปุ่น (จ.กรุงเทพฯ)
  ไม้ล้มลุก อายุหลายปี ต้นสูง 20-40 ซม. มีขนประปราย ใบ โดดเดี่ยว ออกตรงข้ามรูปไข่ รูปไข่ออกจะแคบ หรือ รูปขอบขนาน กว้าง 1-2.5 ซม. ยาว 2-5 เซนติเมตร ปลายโคนสอบ ขอบจักเป็นฟันเลื่อย มีต่อมเป็นจุดๆรวมทั้งมีขนอีกทั้งข้างบนรวมทั้งข้างล่าง ก้านใบยาว 3-10 มม. ดอก ออกเป็นช่อกลุ่มตามง่ามใบ ก้านช่อดอกสั้น ก้านดอกย่อยสั้นกว่ากลีบเลี้ยง หมดจด  [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] หรือมีขนกลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันเป็นหลอดรูประฆัง ยาว 2.5-3 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก มักจะมีขนยาวที่คอหลอด ที่แฉกมีขนรูปสามเหลี่ยมแคบๆปลายเรียวแหลม กลีบดอกสีขาว หรือชมพูอ่อน เชื่อมติดกันเป็นหลอดรูประฆัง ยาว 4-5 มิลลิเมตร ปลายหลอดแยกเป็น 4 แฉกเท่าๆกัน เกสรเพศผู้มี 4 อัน ก้านเกสรตรง ยาวเท่าๆกัน อับเรณูเป็น 2 พู เรียงขนานกัน ผล ขนาดเล็ก รูปรีแบนนิดหน่อย ยาว 0.7 มม. ฐานสอบป้านๆและก็เป็นสามเหลี่ยม

นิเวศน์วิทยา
: สามารถปลูกได้ในแทบทุกภาคของประเทศ ขึ้นได้ในดินแทบทุกจำพวก ถูกใจน้ำมากมายแต่ไม่แฉะ ถูกใจแสงสว่างมาก อุณหภูมิที่สมควรอยู่ระหว่าง 25๐-30­๐ C
คุณประโยชน์ : ใบ กินได้ใช้แต่งรสของกิน ดังเช่น ใส่ยำต่างๆใบแห้งเป็นยาฆ่าเชื้อโรคพอกแก้ปวดข้อ รับประทานเป็นยาเย็น ขับลม บำรุงธาตุ ขับเมนส์ ขับเหงื่อ ขับฉี่ แล้วก็บำรุงปลายประสาท สกัดให้น้ำมันไม่นต์มี menthol 80-90% ต้น ขยี้ทาขมับ แก้ปวดศีรษะ ดมแก้ลม ทาแก้ฟกบวม รับประทานแก้ปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อ

15
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาซ่อน
« เมื่อ: มกราคม 09, 2018, 03:32:30 PM »

ปลาช่อน
ปลาช่อนเป็นสัตว์เลือดเย็น มีกระดูกสันหลัง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Channa striata (Bloch)
จัดอยู่ในวงศ์ Channidae
มีชื่อสามัญว่า snakehead murrel
บางถิ่น (ตะวันตกเฉียงเหนือและก็อีสาน) เรียก ปลาค้อ ก็มี
ชีววิทยาของปลาช่อน
ปลาช่อนมีรูปร่างกลมเป็นทรงกระบอก ลำตัวข้างหางจะแบนน้อย ความยาวของลำตัวเมื่อโตสุดกำลัง ๖๐-๗๕ ซม. (มีรายงานว่าลำตัวยาวได้ถึง ๑ เมตร) หรือ มีความยาวเป็น ๕.๕-๖ เท่าของความลึกของลำตัว และก็เป็น ๓.๒-๓.๓ เท่าของท่อนหัว ลำตัวด้านบนโค้งลงเล็กน้อย ส่วนท้องแบน ด้านข้างของส่วนหางแบน ลำตัวมีตั้งแม้กระนั้นสีเทาถึงสีเทาคละเคล้าน้ำตาล ข้างหลังสีดำ ส่วนท้องสีขาว และอาจมีจุดประสีดำหรือสีน้ำตาลกระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป ด้านข้างของลำตัวมีลายสีน้ำตาลหรือสีเทาผสมดำ (ขนาดและรูปร่างไม่สม่ำเสมอ) พิงขวางลำตัวจากบริเวณใต้เส้นข้างตัวไปยังรอบๆท้อง ในลางตัวลายพวกนี้บางทีอาจพาดขวางลำตัวต่อเนื่องกันจากบริเวณครีบหูถึงคอดหางราว ๑๕ แถบ   แต่ สีและก็ลายนี้เปลี่ยนแปลงไปตามถิ่นที่อยู่แล้วก็ฤดู หัวปลาช่อนมีขนาดใหญ่ ลักษณะแบนจากบนลงด้านล่าง ตามีขนาดใหญ่ อยู่ข้างๆของส่วนหัว จะงอยปากกลมมน ปากกว้างและก็เฉียงลง มุมปากลึกรวมทั้งยื่นเลยจากตามาก ขากรรไกรสามารถยึดหดได้ ขากรรไกรข้างล่างยื่นล้ำขากรรไกรบนบางส่วน ฟันที่ขากรรไกรบนและข้างล่างเป็นซี่เล็กมาก ชิดกันเป็นแผ่นและคม ขากรรไกรบนมีเขี้ยว มีฟันที่เพดานด้านหน้ารวมทั้งเพดานส่วนใน ฟันที่กรามรวมทั้งเพดานมีราว ๔ แถว แผ่นปิดกระพุ้งแก้มเปิดกว้างได้ บริเวณบ้องคอเหนือเหงือกมีอวัยวะพิเศษช่วยหายใจ  ทำให้เคลื่อนอยู่บนบกและก็ฝังตัวอยู่ในโคลนได้เป็นระยะเวลานาน  ส่วนบนรวมทั้งด้านข้างหัวมีเกล็ดปกคลุมครีบหลังรวมทั้งครีบก้นยาวเกือบจะถึงโคนครีบหาง ครีบหลังมีก้านครีบ ๓๘-๔๒ ก้าน ครีบตูดมีก้านครีบ ๒๔-๒๖ ก้าน ครีบอยู่ทางด้านท้องใกล้ช่องเปิดทวารรวมทั้งครีบก้น ครีบหูอยู่ด้านข้างของลำตัวต่อจากช่องเหงือก ครีบหางกลม คอดหางแบนข้าง  ครีบทุกครีบมีสีเทาผสมสีน้ำตาลดำ และก็ครีบทุกครีบไม่มีก้านครีบแข็ง เกล็ดปลาช่อนมีลักษณะกลมมน ขอบเรียบ เกล็ดตามลำตัวมีสีเทาถึงสีน้ำตาลอมเทา ส่วนหลังสีดำ เกล็ดบนเส้นข้างลำตัวมี ๕๒-๕๗ เกล็ด เส้นข้างลำตัวไม่ต่อกันเป็นแนวเดียว แต่มีรอยหักลงไปตรงรอบๆเกล็ดที่ ๑๗-๒๐ ข้างบนรวมทั้งข้างๆของลำตัวมีเกล็ดขนาดใหญ่ แต่ว่าเกล็ดที่แถวๆศีรษะแข็งกว่าเกล็ดที่รอบๆลำตัว ปลาช่อนเป็นปลาที่มีนิสัยดุร้าย   ทรหดอดทน   หากินตั้งแต่ระดับพื้นดินจนถึงผิวน้ำ ชอบอาศัยอยู่ในน้ำที่มีความลึกไม่เกิน ๑ เมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มีพรรณไม้น้ำให้แอบตัวได้ ปลาช่อนสืบพันธุ์กันในหน้าฝน  โดยที่เพศผู้รวมทั้งตัวเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์จะจับคู่กัน  ช่วยกันกัดหญ้าชายน้ำเพื่อทำแอ่งออกไข่ ต่อจากนั้นตัวเมียก็วางไข่ แล้วตัวผู้ฉัดน้ำเชื้อเข้าผสม เพศผู้ปฏิบัติหน้าที่คอยดูแลลูก  ราษฎรเรียกลูกอ่อนของปลาช่อนว่า ลูกครอก เมื่อยังเล็กตัวมีสีออกแดง ดำผุดดำว่ายอยู่ตามแอ่งน้ำไม่ลึกนัก โดยมีพ่อปลาช่อนซุ่มตัวคอยระวังอยู่ ปลาช่อนกินปลาเล็กรวมทั้งเนื้อสัตว์อื่นเป็นของกิน เป็นปลาที่พบได้มากในทุกภาคของเมืองไทย

ผลดีทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ปลาช่อนเป็นเครื่องยามาแต่โบราณ ตำราสรรพคุณยาโบราณว่า เนื้อสด มีรสหวาน ชอบกับธาตุทั้งผอง นำมาซึ่งเสมหะ ปิดตะหยุดวาตะ เนื้อแห้ง มีรสหวาน มัน มีคุณประโยชน์ชูกำลัง แก้หมดแรง แก้เด็กตัวร้อน นอนผวา   มือเท้าเย็น ข้างหลังร้อน หอบ  ชักจากไข้สูง แก้ชางทับสำรอก ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ดี มีรสขม   แก้ตาอักเสบ ตาแดง แก้ลอยแผล   หางแห้ง มีรสเย็น คาว แก้เม็ดยอดในปาก แก้ฝ้าละออง รวมทั้งเกล็ด มีรสจืดชืด  คาว ส่งผลให้เกิดลมเบ่งเวลาคลอด พระหนังสือโรคนิทาน ให้ยาขนานหนึ่งสำหรับใช้หยอดตาแก้ “น้ำตาตกหนักให้ตามัว” ยาขนานนี้เข้า “หินในสีสะปลาช่อน” หรือหินในหัวปลาช่อน   เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ น้ำตานั้น  แตกทุพพลภาพให้ตามัว  ให้น้ำตาตกหนัก  แล้วตั้งแต่แห้งไปตานั้นก็เปนดุจเยื่อ ผลลำไย ถ้าเกิดจะแก้ให้ประกอบยานี้  รากคนทิสอ ๑  รากเสนียด ๑  ผลมะตูมอ่อน  ๑  ขิงแห้ง ๑ ทำเสมอภาค  ต้มรับประทาน  แล้วจึงประกอบยาหยอดตาให้ประชุม  หินในสีสะปลาช่อน  ๑  บัลลังก์หินผา ๑ พิมเสน  ๑ ฝนหยอดตา  สังเกตดูถ้ามีน้ำตาไหลออกมาถึงแก้ม  คนป่วยนั้นก็ยังไม่ตาย  ถ้าเกิดไม่มีน้ำตา  ตายแล   พระตำราธาตุภิวังค์ ให้ยาแก้ไข้ที่ทำให้ชักขนานหนึ่ง ชื่อ “ยาอนันตไกรวาต” ยาขนานนี้เข้า “คางปลาช่อน” เป็นยาเครื่องด้วย ดังต่อไปนี้ ยาชื่ออนันตไกรวาต  แก้พิษไข้ทำให้ชักลิ้นกระด้างคางแข็ง  และก็ชักให้สั่นไปกาย  แลทำพิษต่างๆ ถ้าหากจะแก้ท่านให้เอากระดูกงูเหลือม ๑  กระดูกงูทับสมิงคลา  ๑  คางปลาช่อน ๑ งาช้าง ๑  ฟันกรามแรด ๑ ยาดังนี้ขั้วให้เกรียม โกฐหัวบัว  ๑  โกฐสอ  ๑  หีบศพกระดูก  ๑  เทียนดำ  ๑  ผลโหระพา  ๑  ผลผักชี  ๑  น้ำประสานทอง  ๑ ใบพิมเสน  ๑ ใบสันพร้าหอม ๑ ใบผักหวาน ๑ ใบทองหลางน้ำ  ๑  รากถั่วภู  ๑  รากตำลึงตัวผู้  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  ดอกพิกุล  ๑  ยาทั้งนี้เอาส่วนเสมอกัน  บดทำแท่งไว้ น้ำกระสายยานั้นให้เอาน้ำชาวเข้าหรือน้ำดอกไม้ก็ได้ แซกดีงูแลพิมเสน กินแก้ยัด แก้ชัก แก้เชื่อมมึน แก้ลิ้นหยาบคางแข็ง อีกทั้งรับประทานซะโลมก็ได้แล ยานี้ได้เชื่อมาแล้ว เปนมหายอดเยี่ยมนัก

หน้า: [1] 2 3