แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - แสงจันทร์5555

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1
อื่นๆ / ตะไคร้มีประโยชน์มากกว่าที่คิด
« เมื่อ: สิงหาคม 09, 2018, 02:32:57 PM »

ตะไคร้
ตะไคร้ เป็นพืชสมุนไพรเขตแดนในประเทศแถบเอเชียเขตร้อน มีลักษณะคล้ายหญ้าและก็มีใบสูงยาวส่งกลิ่นเฉพาะบุคคล เว้นแต่ประยุกต์ใช้เตรียมอาหาร ปรุงแต่งกลิ่นในของกิน และก็ทำเครื่องดื่มแล้ว ตะไคร้ยังถูกเอาไปใช้ในหลากสาขา ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมสบู่ เครื่องสำอาง การบำบัดด้วยกลิ่น หรือการสกัดเป็นยารักษา โดยมีความเห็นว่าสารเคมีในตะไคร้ที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ บางทีอาจสามารถช่วยคุ้มครองป้องกันการเติบโตของแบคทีเรียกับยีสต์ได้ ช่วยลดอาการปวดปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดและก็ลดไข้ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในระหว่างมีประจำเดือน และก็เป็นส่วนผสมในสารที่ช่วยไล่ยุงได้ เป็นต้น
ตะไคร้ ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cymbopogon citratus จัดเป็นไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นกอ มักนิยมปลูกไว้ตามบ้านแล้วก็เอามาทำกับข้าว เป็นสมุนไพรที่เป็นประโยชน์และก็ช่วยทุเลาอาการโรคบางชนิดได้ แต่ว่าหารู้หรือเปล่าว่าที่จริงแล้ว ภายใต้ต้นแข็งๆแล้วก็ใบที่คมของตะไคร้ยังแอบซ่อนคุณประโยชน์เอาไว้ล้นหลามจนกระทั่งไม่คาดฝัน วันนี้พวกเราไปดูประโยชน์ซึ่งมาจากตะไคร้ที่เข้าใจดีแล้วจะต้องทึ่งที่นำมาจากเว็บไซต์ allwomenstalk กันเลยดีกว่าจ้ะ ใครที่ชอบกลิ่นหอมๆของมัน จะต้องยิ่งรักเจ้าสมุนไพรประเภทนี้เยอะขึ้นกว่าเดิมแน่นอน
คุณประโยชน์ของตะไคร้ คุณประโยชน์ดีๆของสมุนไพรใกล้ตัว
อุดมไปด้วยวิตามิน
          อย่ามีความคิดว่าตะไคร้มีคุณประโยชน์แค่ใช้ทำอาหารเท่านั้น เนื่องจากจริงๆแล้วตะไคร้นั้นอุดมไปด้วยวิตามินแล้วก็แร่ธาตุมากไม่น้อยเลยทีเดียว อีกทั้งวิตามินเอ วิตามินซี แล้วก็วิตามินบี ยิ่งไปกว่านี้ยังมีโฟเลต แมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัส แคลเซียม แมงกานีส โอ้โห้... วิตามินเยอะแยะขนาดนี้คราวหลังพบตะไคร้ในอาหารก็อย่าเขี่ยทิ้งนะ
ช่วยไล่แมลง
          นอกเหนือจากที่จะเอามาทำครัวแล้ว ตะไคร้ยังมีสาระสำหรับการไล่แมลงอีกด้วย เพราะในตะไคร้มีน้ำมันหอมระเหยอยู่อีกทั้งในใบและก็ในลำต้น ซึ่งน้ำมันหอมระเหยเหล่านี้มีคุณสมบัติสำหรับในการไล่แมลงได้อย่างยอดเยี่ยม ก็เลยไม่น่าประหลาดใจที่เราจะได้เห็นผลิตภัณฑ์สบู่ สินค้าไล่แมลงที่มีส่วนผสมของตะไคร้วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดเยอะแยะ ผู้ใดกันที่ชอบกลิ่นตะไคร้ละก็ทดลองหามาใช้ได้นะคะ

ล้างพิษ
          สำหรับคนที่รักสุขภาพรวมทั้งถูกใจล้างพิษในร่างกายเสมอๆไม่สมควรพลาดเจ้าตะไคร้เลยจ้ะ เนื่องจากมันมีคุณสมบัติในการล้างสารพิษภายในร่างกายด้วยกระบวนการทำให้คุณปัสสาวะบ่อยขึ้น เพราะสารเคมีที่อยู่ในตะไคร้จะช่วยทำความสะอาดระบบที่ทำหน้าที่ย่อยอาหาร ตัวอย่างเช่น ตับ ตับอ่อน ไต แล้วก็กระเพาะปัสสาวะ ขับพิษและกรดยูริกออกมาจากร่างกาย ทำให้ระบบการทำงานเกี่ยวกับการย่อยอาหารของคุณสะอาดขึ้น แล้วก็ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเยอะขึ้นค่ะ
ตะไคร้ กับ 7 คุณประโยชน์
ช่วยสำหรับในการย่อยอาหาร
          ตะไคร้ ช่วยให้ระบบที่ทำการย่อยอาหารดำเนินการก้าวหน้าขึ้นค่ะ เพราะมีการศึกษาเล่าเรียนหนึ่งพบว่าการดื่มเกิดไคร้จะช่วยย่อย ลดลักษณะของการปวดท้อง แก้หวัด ลดอาการตะคริวในลำไส้ และท้องร่วงได้ นอกเหนือจากนั้นยังช่วยคุ้มครองป้องกันแล้วก็ลดแก๊สในลำไส้ได้อีกด้วย
ช่วยซ่อมแล้วก็บำรุงระบบประสาท
          มีการเล่าเรียนจำนวนมากพบว่าตะไคร้สามารถช่วยซ่อมบำรุงรวมทั้งเสริมความแข็งแรงให้กับระบบประสาทได้ พิสูจน์ได้อย่างไม่ยากเย็นด้วยการนำน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มาหยดลงบนผิว คุณจะรู้สึกได้ว่ามันอุ่นๆซึ่งมันจะก่อให้กล้ามของคุณบรรเทามากมายรวมทั้งลดอาการตะคริวได้ แต่ว่าก็อย่าลืมว่าครั้งใดก็ตามจะใช้น้ำมันหอมระเหยตะไคร้คุณควรที่จะผสมมันกับน้ำมันตัวพา (Carrier oil) รวมทั้งห้ามใช้น้ำมันหอมระเหยโดยตรงกับผิวเด็ดขาดค่ะ
ตะไคร้
ช่วยรักษาอาการอักเสบ
          ตะไคร้สามารถช่วยทำให้คุณรู้สึกบรรเทาแล้วก็ทุเลาอาการปวดต่างๆได้ นอกเหนือจากนี้ยังช่วยลดอาการอักเสบซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการปวดต่างๆดังเช่น ปวดฟัน ปวดกล้าม หรือการปวดตามข้อได้อีกด้วย โดยเหตุนี้หากว่าคุณรู้สึกเจ็บปวดตามส่วนต่างๆของร่างกาย ทดลองหาน้ำมันที่ผสมน้ำมันหอมระเหยตะไคร้มานวดดูนะคะรับประกันว่าหายแน่นอน
ช่วยบำรุงรักษาผิว
          ตะไคร้เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ด้วยเหตุดังกล่าวมันจึงสามารถช่วยทำนุบำรุงผิวของคุณได้ ทำให้ผิวของคุณแผ่รัศมีความมีร่างกายแข็งแรงออกมา แถมยังช่วยทำให้ผิวของคุณมองอ่อนเยาว์อยู่เสมอ แล้วก็ช่วยลดสิวต่างๆได้อีกด้วย
โทษของตะไคร้
พิษของน้ำมันตะไคร้ จำนวนน้ำมันตะไคร้ ที่ทำให้หนูขาวตายที่กึ่งหนึ่งของจำนวนหนูขาวทั้งปวง ด้วยการให้ทางปาก  ที่ความเข้มข้น 5,000 มก./กิโล แล้วก็การให้น้ำมันหอมระเหยทางกระเพาอาหารแก่กระต่ายที่ทำให้กระต่ายตายที่ครึ่งหนึ่ง พบว่า มีปริมาณความเข้มข้นเดียวกันกับการให้แก่หนูขาว พิษกระทันหันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่ความเข้มข้น 1,500 ppm ในระยะเวลา 60 วัน กลับพบว่า หนูขาวที่ได้รับน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้มีการเติบโตเร็วกว่ากลุ่มที่ไคุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้
การศึกษาของตะไคร้ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่ มีสารอาหารสำคัญประกอบด้วย โปรตีน 1.2 กรัม ไขมัน 2.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม เส้นใย 4.2 กรัม แคลเซียม 35 มิลลิกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 30 มก. เหล็ก 2.6 มิลลิกรัม วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม ไทอามีน 0.05 มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน 0.02 มก. ไนอาซิน 2.2 มิลลิกรัม วิตามินซี 1 มิลลิกรัม และก็ ขี้เถ้า 1.4 กรัมม้ได้รับ และก็ค่าทางเคมีของเลือดไม่มีความเคลื่อนไหวแต่อย่างใด http://www.disthai.com/

Tags : ประโยชน์ตะไคร้

2
อื่นๆ / ตะไคร้มีสรรพคุณ-ประโยชน์อย่างไร
« เมื่อ: สิงหาคม 08, 2018, 01:55:42 PM »

ตะไคร้
ตะไคร้ ชื่อสามัญ Lemongrass
ตะไคร้ ชื่อวิทยาศาสตร์ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf จัดอยู่ในตระกูลหญ้า (POACEAE หรือ GRAMINEAE)
ตะไคร้จัดเป็นไม้ล้มลุกตระกูลหญ้า ใบมีลักษณะเรียวยาว ปลายใบมีขนหนาม เป็นสมุนไพรไทยที่นิยมนำมาเข้าครัว โดยตะไคร้แบ่งได้ 6 จำพวก ยกตัวอย่างเช่น ตะไคร้หอม ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค และก็ตะไคร้หางราชสีห์ ซึ่งเป็นสมุนไพรไทยที่นิยมปลูกทั่วไปในบ้านเรา โดยมีถื่นกำเนิดในประเทศประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย เมียนมาร์ ศรีลังกา แล้วก็ไทย
ตะไคร้ เป็นทั้งยารักษาโรครวมทั้งยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่มีคุณประโยชน์ต่อสถาพทางร่างกายอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น วิตามินเอ ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ฯลฯ
คุณประโยชน์ของตะไคร้
มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการขับเหงื่อ
เป็นยาบำรุงธาตุไฟให้ก้าวหน้า (ต้นตะไคร้)
มีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยในการเจริญอาหาร
ช่วยแก้อาการไม่อยากอาหาร (ต้น)
สารสกัดจากตะไคร้มีส่วนช่วยสำหรับการปกป้องโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
แก้รวมทั้งบรรเทาอาการหวัด อาการไอ
ช่วยรักษาลักษณะของการมีไข้ (ใบสด)
ใช้เป็นยาแก้ไข้เหนือ (ราก)
น้ำมันหอมระเหยของใบตะไคร้สามารถบรรเทาอาการปวดได้
ช่วยแก้ลักษณะของการปวดศีรษะ
ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง (ใบสด)
ใช้เป็นยาแก้อาเจียนถ้าเอาไปใช้ร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆ(หัวตะไคร้)
ช่่วยแก้อาการกษัยเส้นแล้วก็แก้ลมใบ (หัวตะไคร้)
รักษาโรคอาการหอบหืดด้วยการใช้ต้นตะไคร้
ช่วยแก้อาการเสียดแน่นแสบรอบๆทรวงอก (ราก)
ใช้เป็นยาแก้ลักษณะของการปวดท้องแล้วก็อาการท้องเสีย (ราก)
ช่วยแก้และก็บรรเทาอาการปวดท้อง
ช่วยรักษาอาการท้องอืดท้องอืดท้องเฟ้อ (หัวตะไคร้)
ช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยสำหรับในการย่อยอาหาร
น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้มีส่วนช่วยลดการบีบตัวของลำไส้ได้
มีฤทธิ์ช่วยสำหรับเพื่อการขับฉี่
ช่วยแก้อาการเยี่ยวทุพพลภาพและก็รักษาโรคนิ่ว (หัวตะไคร้)
ช่วยแก้อาการขัดเบา (หัวตะไคร้)
ใช้เป็นยาแก้ขับลม (ต้น)
ช่วยรักษาอหิวาตกโรค
ช่วยแก้ลมอัมพาต (หัวตะไคร้)
ใช้เป็นยารักษาเกลื้อน (หัวตะไคร้)
น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สามารถช่วยต้านเชื้อราบนผิวหนังได้อย่างดีเยี่ยม
ช่วยแก้โรคหนองใน ถ้าหากนำไปผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ

คุณประโยชน์ของตะไคร้
ประยุกต์ใช้ทำเป็นน้ำตะไคร้หอม น้ำตะไคร้ใบเตย ช่วยดับร้อนแก้กระหายได้เป็นอย่างดี
ช่วยสำหรับในการบำรุงและก็รักษาสายตา
มีส่วนช่วยสำหรับเพื่อการบำรุงกระดูกแล้วก็ฟันให้แข็งแรง
มีส่วนช่วยสำหรับการบำรุงสมองรวมทั้งเพิ่มสมาธิ
สามารถประยุกต์ใช้ทำเป็นยานวดได้
ช่วยขจัดปัญหาผมแตกปลาย (ต้น)
มีฤทธิ์เป็นยาช่วยสำหรับในการนอนหลับ
การปลูกตะไคร้ร่วมกับผักประเภทอื่นๆจะช่วยคุ้มครองป้องกันแมลงได้เป็นอย่างดี
นำมาใช้เป็นส่วนประกอบของสารยับยั้งกลิ่นต่างๆ
ต้นตะไคร้ช่วยขจัดกลิ่นคาวหรือเหม็นกลิ่นคาวของปลาได้เป็นอย่างดี
กลิ่นหอมยวนใจของตะไคร้สามารถช่วยไล่ยุงรวมทั้งกำจัดยุงได้เป็นอย่างดี
เป็นองค์ประกอบของสินค้าจำพวกยากันยุงจำพวกต่างๆตัวอย่างเช่น ยากันยุงตะไคร้หอม
สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง อย่างเช่น เครื่องปรุงอบแห้ง ตะไคร้แห้งสำหรับชงดื่ม เอามาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย ฯลฯ
มักนิยมประยุกต์ใช้ในการทำอาหารหลายประเภท อาทิเช่น ต้มยำ และของกินไทยอื่นๆเพื่อเพิ่มรส
แนวทางทําน้ําตะไคร้หอม
คุณประโยชน์ตะไคร้จัดเตรียมวัตถุดิบดังนี้ ตะไคร้ 1 ต้น / น้ำเชื่อม 15 กรัม / น้ำดื่ม 240 กรัม
ล้างตะไคร้ให้สะอาด แล้วนำมาหั่นเป็นท่อน ตีให้แตก
ใส่ลงหม้อต้มกับน้ำให้เดือด กระทั่งน้ำตะไคร้ออกมาคละเคล้ากับน้ำจนกระทั่งเป็นสีเขียว
รอคอยสักประเดี๋ยวแล้วยกลง หลังจากนั้นกรองเอาตะไคร้ออกแล้วเติมน้ำเชื่อมให้ได้รสตามพอใจ
เสร็จแล้ววิธีทำน้ำตะไคร้
วิธีทําน้ําตะไคร้ใบเตย
น้ำตะไคร้ การทําน้ําตะไคร้ใบเตยนั้นอย่างแรกให้ตระเตรียมวัตถุดิบดังต่อไปนี้ ตะไคร้ 2 ต้น / ใบเตย 3 ใบ / น้ำ 1-2 ลิตร / น้ำตาลแดง 2 ช้อนชา (จะใส่หรือไม่ก็ได้)
นำตะไคร้มาตีให้แหลกพอควร แล้วใช้ใบเตยผูกตะไคร้ไว้ให้เป็นก้อน
ใส่ตะไคร้รวมทั้งใบเตยลงไปในหม้อแล้วเพิ่มน้ำ 1 ถึง 2 ลิตร แล้วต้มให้เดือดสักราว 5 นาที เป็นอันเสร็จสำหรับวิธีการทําน้ํา ตะไคร้
โดยตะไคร้แล้วก็ใบเตยชุดเดียวกัน สามารถเพิ่มเติมน้ำสุกใหม่ได้ 2-3 รอบ แต่รสอาจจืดชืดลงไปบ้าง นำมาดื่มแทนน้ำช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวา แถมช่วยทำนุบำรุงสุขภาพอีกด้วย
คุณค่าทางโภชนาการของตะไคร้
การศึกษาเล่าเรียนของตะไคร้ขนาด 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่ มีสารอาหารสำคัญมี โปรตีน 1.2 กรัม ไขมัน 2.1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม เส้นใย 4.2 กรัม แคลเซียม 35 มก. ธาตุฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม เหล็ก 2.6 มก. วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม ไทอามีน 0.05 มก. ไรโบฟลาวิน 0.02 มิลลิกรัม ไนอาซิน 2.2 มิลลิกรัม วิตามินซี 1 มก. และ เถ้า 1.4 กรัม
โทษของตะไคร้
พิษของน้ำมันตะไคร้ จำนวนน้ำมันตะไคร้ ที่ทำให้หนูขาวตายที่ครึ่งหนึ่งของปริมาณหนูขาวทั้งผอง ด้วยการให้ทางปาก  ที่ความเข้มข้น 5,000 มก./กิโล และการให้น้ำมันหอมระเหยทางกระเพาของกินแก่กระต่ายที่ทำให้กระต่ายตายที่กึ่งหนึ่ง พบว่า มีจำนวนความเข้มข้นเดียวกันกับการให้แก่หนูขาว พิษทันควันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่ความเข้มข้น 1,500 ppm ในช่วงเวลา 60 วัน กลับพบว่า หนูขาวที่ได้รับน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้มีการเติบโตเร็วกว่ากลุ่มที่ไม้ได้รับ และก็ค่าทางเคมีของเลือดไม่มีความเคลื่อนไหวแต่อย่างใด

3

น้ำมันเหลือง
น้ำมันเหลือง ไพล หรือปูลอย ปูเลย มิ้นสะด้านล่าง ว่านไฟ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Zingiber montanum (Koenig) Link ex Dietr. หรือ Zingiber cassumunar Roxb. สกุล Zingiberaceae เป็นสมุนไพรตัวหนึ่งในบัญชียาจากสมุนไพร ใน บัญชียาหลักแห่งชาติ ปี 2554 กลุ่มที่ 2 บัญชียาพัฒนาจากสมุนไพร กรุ๊ปยารักษาอาการทางกล้ามเนื้อแล้วก็กระดูก ยาสำหรับใช้ภายนอก อาทิเช่น ตำรับยาครีมไพล ประกอบด้วยน้ำมันไพลที่จากการกลั่น ร้อยละ 14 โดยปริมาตรต่อน้ำหนัก (v/w) และก็ ยาน้ำมันไพล สารสกัดน้ำมันไพลที่ได้จากการทอด (hot oil extract) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ในตำรับ ซึ่งเป็นสูตรเภสัชตำรับของโรงพยาบาล ข้อบ่งใช้ของทั้งสองตำรับเป็น ทุเลาอาการบวม บวมช้ำ เคล็ดยอก
[url=http://market2hands.com/go.php?https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3https://www.chiangdaonaturefood.com/product/45/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันเหลือง[/url] ไพลที่ได้จากการทอดรวมทั้งการกลั่นแตกต่างยังไง? น้ำมันไพลที่ได้จากการกลั่นเป็น น้ำมันหอมระเหย ซึ่งเป็นของเหลวที่เป็น hydrophobic ระเหยได้ บางครั้งก็อาจจะได้จากการกลั่นโดยการต้มด้วยน้ำ (water distillation) ไอน้ำจะพาเอาน้ำมันหอมระเหย ไปควบแน่นเมื่อสัมผัสกับความเย็นของเครื่องควบแน่น (condenser) วิธีการกลั่นอย่างนี้เป็นแนวทางที่ชาวยุโรปดั้งเดิมนิยมใช้กัน แต่ว่ามีข้อเสียตรงที่ไพลที่นำมากลั่นจะถูกความร้อนนาน อาจก่อให้น้ำมันไพลที่ได้มีกลิ่นผิดไปได้ หรือจะได้จากการกลั่นโดยใช้การผ่านของละอองน้ำเข้าสู่ภาชนะที่มีไพลใส่อยู่ (steam distillation) ละอองน้ำจะพาเอาน้ำมันเหลือง หอมระเหยไปควบแน่นที่เครื่องควบแน่น วิธีแบบนี้มีจุดเด่นกว่าเป็น ไพลจะถูกความร้อนไม่มากมาย น้ำมันหอมระเหยที่ได้จะไม่มีกลิ่นผิดเพี้ยนไป โน่นคือน้ำมันหอมระเหยที่ได้จาก 2 แนวทาง จะมีสารประกอบทางเคมีที่ไม่เหมือนกันบ้าง โดยปกติน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากผู้กระทำลั่นจะมีสารประกอบทางเคมีที่มีโมเลกุลเล็ก ดังเช่นว่า สารกรุ๊ป monoterpenes (สารที่ประกอบด้วยคาร์บอนปริมาณ 10 ตัว) และก็สารกลุ่ม sesquiterpenes (สารที่มีคาร์บอนจำนวน 15 ตัว) น้ำมันหอมระเหยไพลที่ได้จากผู้กระทำลั่นประกอบด้วย สารกลุ่ม monoterpenes เช่น sabinene, terpinen-4-ol, alpha-pinene, alpha-terpinene, gamma-terpinene, limonene, myrcene, p-cymene, terpinolene2, (E)-1-(3,4-dimethoxyphenyl)butadiene (DMPBD), (E)-4-(3’,4’-dimethoxyphenyl)but-3-en-1-ol (Compound D)3,4
ส่วนน้ำมันเหลือง ไพลที่ได้จากการทอดด้วยน้ำมันพืช เป็นแนวทางของคนประเทศไทยโบราณที่ใช้เตรียมน้ำมันไพลเพื่อใช้ในครอบครัว เป็นน้ำมันถูนวด แก้ปวดกล้าม เดี๋ยวนี้หลายโรงหมอของรัฐได้มีการตระเตรียมเป็นเภสัชตำรับของโรงหมอ รวมทั้งยอดเยี่ยมตำรับในบัญชียาจากสมุนไพร ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปี 2554 น้ำมันไพลสูตรนี้จัดแจงได้จากการนำไพลสดมาทอดกับน้ำมันพืชประเภทอิ่มตัว (ประกอบด้วยกรดไขมันประเภทอิ่มตัว) อาทิเช่น น้ำมันที่สกัดจากมะพร้าว น้ำมันเหลือง หรือน้ำมันปาล์ม ไม่สมควรใช้น้ำมันพืชประเภทไม่อิ่มตัว (ประกอบด้วยกรดไขมันประเภทไม่อิ่มตัว) ดังเช่นว่า น้ำมันงา น้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากมะกอก น้ำมันคำฝอย น้ำมันทานตะวัน หรือน้ำมันที่สกัดจากรำข้าวน้ำมันเหลือง แบบนี้ก็เพราะว่าน้ำมันประเภทไม่อิ่มตัวจะไม่ทนต่อความร้อน ทำให้ภาระคู่ในโมเลกุลมีการแตก และก็รวมตัวเป็นสาร “โพลีเมอร์” เกิดขึ้น นำไปสู่ความหนืด นอกจากนั้นจะมีผลให้กำเนิดควันได้ง่าย รวมทั้งน้ำมันเหม็นหืน น้ำมันพืชที่ใช้สำหรับในการทอดเป็นน้ำมันที่มีกรดไขมัน (fatty acids) ซึ่งนับว่าเป็นสารประกอบทางเคมีที่มีขั้วน้อย เป็นตัวทำละลายที่ดีสำหรับเพื่อการสกัดสารที่มีขั้วน้อยด้วย ด้วยเหตุนี้น้ำมันพืชก็สามารถจะสกัดน้ำมันหอมระเหยซึ่งประกอบด้วยสารประกอบที่มีขั้วน้อยรวมทั้งโมเลกุลเล็กได้ พร้อมด้วยสกัดสารประกอบที่มีขั้วน้อยแต่มีโมเลกุลใหญ่ได้ด้วย ซึ่งในไพลเว้นเสียแต่มีน้ำมันหอมระเหยแล้ว ยังประกอบสารกลุ่ม arylbutanoids, curcuminoids, และ cyclohexene derivatives เป็นสารที่มีโมเลกุลใหญ่มากยิ่งกว่าสารในน้ำมันหอมเหลือง แล้วก็เป็นสารที่ไม่ระเหย สรุปง่ายๆเป็น น้ำมันไพลที่ได้จากการกลั่นจะเป็นน้ำมันหอมระเหยที่ประกอบด้วยสารโมเลกุลเล็กและระเหยได้ ส่วนน้ำมันที่ได้จากการทอดจะประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยแล้วก็สารที่มีโมเลกุลใหญ่และไม่ระเหย
น้ำมันเหลือง หอมระเหยแล้วก็สารที่มีโมเลกุลใหญ่ (สารกลุ่ม arylbutanoids, curcuminoids, รวมทั้ง cyclohexene derivatives) เป็นกลุ่มสารที่มีผลการศึกษาเรียนรู้วิจัยพบว่า มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและก็แก้ปวดในสัตว์ทดลอง โดยมีกลไกการออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยากลุ่ม NSAIDs3,4-12 นอกจากนั้นยังมีรายงานการศึกษาน้ำมันเหลือง ทางสถานพยาบาลพบว่า ครีมไพลหรือไพลจีซาล (14% ของน้ำมันหอมระเหย) มีฤทธิ์ลดการอักเสบแล้วก็การปวดของข้อเท้าแพลงในคนป่วยนักกีฬาที่เจ็บข้อเท้าแพลงมากยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุมที่ได้รับยา หลอก13 และพบว่าครีมไพจีซาลได้ผลลัพธ์ที่ดีในการรักษาลักษณะของการปวดเมื่อยข้างหลัง ไหล่ ก้านคอ เอว เข่า14 แต่ตำรับยาน้ำมันเหลืองที่ได้จากการทอดด้วยน้ำมันพืช หรือการสกัดด้วยตัวทำละลายที่ไม่มีขั้ว ยังไม่เคยมีการเรียนรู้ทางคลินิกมาก่อน ซึ่งขณะนี้คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ปรึกษาแผนการ “การพัฒนาประสิทธิภาพผู้ประกอบการอุตสาหกรรมยาสมุนไพรไทยเพื่อลดผลพวงจากการเปิดเสรีทางด้านการค้า AFTA ด้วยสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ 2554” เป็นโครงงานที่ได้รับทุนส่งเสริมจากกองทุน FTA กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กำลังศึกษาทางสถานพยาบาลในคนเจ็บข้อเข่าเสื่อมของตำรับยาครีมไพลสกัด ซึ่งเป็นการเลียนแบบกรรมวิธีการสกัดแบบภูมิปัญญา ซึ่งเป็นการสกัดสารหลายๆชนิด ไม่เพียงแต่น้ำมันเหลือง หอมระเหยเพียงแค่นั้น และก็คือการใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า

4

น้ำมันเหลือง
ส่วนผสมของสินค้า "น้ำมันเหลืองสมุนไพรประกอบด้วย

  • ไพลแก่ อายุขั้นต่ำ 1 ปี 200 กรัม
  • น้ำมันงา 50 กรัม
  • เมนทอลเกล็ด 100 กรัม
  • การบูร 100 กรัม
  • พิมเสน 25 กรัม
  • น้ำมันเหลืองหอมระเหยเลือกกลิ่นที่อยาก 10 ซีซี

    แนวทางการทำผลิตภัณฑ์

  • นำไพลล้างให้สะอาด วางให้แห้ง และหลังจากนั้นก็ค่อยนำมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ
  • นำน้ำมันงาใส่กระทะใช้ไฟอ่อนๆใส่ไพลลงไปทอดให้เหลืองแล้วชูลง
  • กรอกกากของไพลออกให้เหลือแต่น้ำมันงา
  • นำเมนทอล การบูรและพิมเสน ผสมคนจะกว่าจะละลายกลมกลืน ละลายกระทั่งเป็นน้ำใส
  • เติมน้ำมันจากไพลที่ได้ในข้อ 3 น้ำหนัก 25 กรัม แล้วก็เติมน้ำมันหอมระเหยกลิ่นตามชอบ เป็นต้นว่าน้ำมันสะระแหน่ น้ำมันขิง ฯลฯ น้ำหนัก 10 ซีซี คนให้กลมกลืน บรรจุใส่ภาชนะที่อยาก พร้อมใช้
วิธีการใช้ผลิตภัณฑ์ "น้ำมันเหลืองสมุนไพร

  • ใช้ดม ใช้ทาและก็นวด ทุเลาอาการต่างๆ
คุณประโยชน์ของสินค้า "น้ำมันเหลืองสมุนไพร ตำรับชาววัง"


ทุเลาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล เป็นหวัด

  • แก้วิงเวียนหัว หน้ามืดเหมือนจะเป็นลม
  • แก้เคล็ดปวดเมื่อย ฟกช้ำดำเขียว
  • ทาถอดพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ปวดบวม
  • ทาท้องเพื่อขับลมข้างในท้อง
  • ทาแผลมีดบาด ไฟใหม้ เลือดจะหยุดในทันทีและแผลจะหายไวขึ้น
  • ทาแก้ผดผื่น ตุ่มคัน แผลพุพอง เป็นหนอง
  • ทาแล้วช่วยทำให้จิตใจสงบ ช่วยผ่อนคลายเครียด
  • ทาก่อนนอนช่วยให้หลับง่ายขึ้น
  • ทาถูนวดฝ่าตีน ไล่เลือดลม
คุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากการนวดน้ำมัน
นวดจริงหมายถึงการกระตุ้นเยื่อของร่างกายด้วยมือ, เพื่อผลักดันสุขภาพรวมทั้งฟื้นฟูให้ร่างกายทั้งหมด. น้ำมันนวดถูกออกแบบมาเพื่อให้มือเลื่อนได้ง่ายมากยิ่งขึ้นในระหว่างนวด และก็ในขณะเดียวกันเครื่องหอมอโรมาให้รู้สึกดีและผ่อนคลายมากที่สุดสำหรับทั้งกายใจ. อ่านต่อไปเพื่อหาข้อมูลอื่นๆเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับมาจากการนวดน้ำมันและผ่อนคลายร่างกายของคุณที่มีประสบการณ์นวดแจ่มใส.
เมื่อมาถึงการนวดน้ำมันเหลือง, มีหลายร้อยปิดตัวเลือกที่ต่างกันให้เลือก. คุณได้อย่างอิสระสามารถเลือกจากจำนวนหลายชิ้นน้ำหอมและสีที่ไม่เหมือนกันเพื่อบริการ. น้ำมันนวดบรรเทา, น้ำมันร้อน, น้ำมันนวดกระตุ้นความรู้สึก, น้ำมันหอม
จะสามารถเจอได้ในตลาดน้ำมันนวดเพื่อคุณสามารถเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความจำเป็นรวมทั้งความจำนงของคุณ.
สัมผัสของผู้คนสามารถมีการรักษาแล้วก็พลังความมีชีวิตชีวาสำหรับผิวและก็นวดน้ำมันออกมาจากผิวนุ่มและเรียบ. นอกเหนือจากความรู้สึกสบาย thei พวกเขาถ่ายทอด, น้ำมันนวดยิ่งไปกว่านี้ยังมีทางที่น่าประหลาดที่ช่วยบำรุงผิวของคุณรวมทั้งกำจัดจุดแห้งบนผิวของคุณ. แต่, ข้างหลังการนวด, จะเสนอแนะให้ใช้เวลาอาบน้ำที่บรรเทาเพื่อล้างน้ำมันออกจากร่างกายของคุณ. น้ำ จะยังช่วยผิวรูขุมขนจะเปิดจึงช่วยเหลือการดูดซึมของน้ำมันนวดไปสู่ผิวของคุณ. ลองมองกันประโยชน์ต่อร่างกายที่สำคัญของการนวดน้ำมันผ่อนคลาย.
ลดการ ความเคร่งเครียด
น้ำมันเหลือง เป็นวิธีที่ดีเลิศมากมาย ลดความเคร่งเครียด และความเคร่งเครียดที่มีการสะสมภายในร่างกายของคุณในระหว่างวันที่เหน็ดเหนื่อย.
น้ำมันนวดน้ำมันหอมระเหยที่มีน้ำมันหอมระเหยที่สงบประสาท, ช่วยทำให้คุณบรรเทาแล้วก็กำจัดความนึกคิดแง่ลบที่สะกิดความตึงเครียด.
อ่อนโยน, สัมผัสการดูแลการแสดงในงานนวด, ช่วยทำให้คุณ รักษา และก็คืนจิตวิญญาณและความสมดุลทางอารมณ์ของคุณ.
เสริมการไหลเวียนของเลือดดียิ่งขึ้น
หนึ่งในผลตอบแทนที่สำคัญที่สุดของน้ำมันเหลืองนวด คือมันช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและในขณะเดียวกันจะช่วยลดความดันเลือดซึ่งเป็น น.
ต้นเหตุ ajor สำหรับผู้ที่ประสบพบเจอปัญหาที่เกี่ยวกับ ความดันเลือดสูง.
นวดน้ำมันที่เหมาะสมที่สุดของคุณบรรเทาร่างกายรวมทั้งช่วยเหลือการนอนที่ดีกว่าสำหรับวัน.
หลายๆคนระทมทุกข์จากความไม่ดีเหมือนปกติของการนอนต่างๆได้สังเกตเห็นการปรับแก้ในนิสัยการนอนของพวกเขาข้างหลังการรักษาด้วยการนวดผ่อนคลาย. น้ำมันเหลืองนวดกระตุ้นจิตใจและจิตวิญญาณ การบำบัด, โดยเหตุนั้นคนโดยส่วนใหญ่มีประสบการณ์การนอนหลับลึกและพักผ่อนมากขึ้น.
1.การนวดน้ำมันเหลืองจะเข้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ให้ดำเนินการเจริญเยอะขึ้น ลดอาการเคร่งเคลียดให้เราผ่อนคลายจากการความเหน็ดเหนื่อยและก็ความเมื่อยล้าสะสม
2.การนวดน้ำมันเหลือง จะเข้าช่วยการกระตุ้นการทำงานของเลือด ให้ทำงานก้าวหน้ามีคุณภาพเยอะขึ้นเรื่อยๆรวมทั้งสามารถหล่อเลี้ยงออกซิเจนแล้วก็สารอาหารต่างๆไปทั่วร่างกายอย่างสมบูรณ์ คุ้มครองโรคต่างๆรวมถึงลดระดับความดันเลือดเจริญด้วย
3.เพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย ด้วยการเข้าไปซ่อมและก็ฟื้นฟูระบบกล้าม ข้อต่อต่างๆในร่างกายให้ทำงานได้ดีและก็มีคุณภาพมากขึ้น
4.เพิ่มความชื้นให้กับผิว ด้วยเข้าไปกำจัดพิษ ภายในร่างกายแล้วก็สภาพผิว ช่วยผลัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออกมาส่งให้ผิวของคุณเรียบเนียนชุ่มชื้น ดูเปล่งปลั่งรวมทั้งชีวิตชีวามากเพิ่มขึ้น
5.ช่วยในหัวข้อการนอนให้ดีขึ้นกว่าเดิม บรรเทาสมองรวมทั้งร่างกายต่างๆมีผลต่อระบบประสาท ทำให้นอนสนิทได้ดีมากว่ากว่า ลดอาการนอนไม่หลับได้อย่างยอดเยี่ยม
นอกเหนือจากนี้การนวดน้ำมันยังมีประโยชน์อีกหลายประเภทต่อสภาพทางด้านร่างกาย ซึ่งถือได้ว่าโอกาสแก่แฟนสุขภาพได้อย่างยอดเยี่ยม
ลดอาการปวดหัวไมเกรน
     สำหรับคนที่เคยทรมาทรกรรมจากอาการปวดหัวไมเกรนอยู่บ่อยครั้ง หมอก็ได้แนะนำให้ทดลองไปนวดบำบัดสุขภาพดูบ้าง เพราะจากผลการศึกษาเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ พบว่า คนที่มีลักษณะปวดศรีษะไมเกรนที่ได้รับบริการนวดตัวต่อเนื่องกัน 2-3 อาทิตย์ จะสามารถทุเลาอาการข้างเคียงของโรคไมเกรน และก็นอนหลับได้อย่างสนิทขึ้นด้วยค่ะ
น้ำมันเหลือง อาการปวดข้างหลัง เป็นอาการที่ทุกคนจำเป็นต้องเคยเผชิญ ซึ่งเพียงพอปวดหลังขึ้นมาทีไรพวกเราก็ต้องการจะนอนพัก หรือไม่ก็ไปนวดบรรเทาอาการปวดเมื่อยล้า ทั้งๆที่จริงแล้วลักษณะของการปวดหลังบางครั้งก็อาจจะมิได้มีต้นเหตุที่เกิดจากลักษณะของการปวดเมื่อยล้ากล้ามเพียงเท่านั้น แม้กระนั้นยังอาจเป็นเพราะปัญหาสุขภาพอื่นๆได้อีกเยอะแยะ ตัวอย่างเช่นที่พวกเราจะพาทุกคนไปศึกษาสิ่งที่ทำให้เกิดอาการปวดข้างหลังด้านขวา ว่ามีต้นเหตุมาจากอะไรรวมทั้งอันตรายหรือเปล่า เพื่อที่จะได้รู้เท่าทันลักษณะของการเจ็บเจ็บไข้ของร่างกาย

5

น้ำมันเหลือง
พวกเราแนะนำง่ายๆแค่ 2 ขั้นตอนเป็น"กด" + "ทา" โดยจะนวดไหมนวดก็ได้ ทาบริเวณที่มีลักษณะอาการ
เดี๋ยวนี้น้ำมันเหลืองได้รับความนิยมใช้มากมายก่ายกองมาก เพราะคุณประโยชน์ไม่แพ้ยาแผนปัจจุบันอย่างยิ่งจริงๆ ลูกค้าจำนวนไม่ใช่น้อยอยากใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธรรมชาติจริงๆเพราะว่านอกเหนือจากจะรู้สึกไม่เป็นอันตรายแล้ว ใช้นานหรือบ่อยแค่ไหนก็ไม่มีการสะสม
ผู้ใดที่ถูกอกถูกใจใช้ น้ำมันเหลือง บ่อยๆห้ามพลาด เพราะวันนี้เรานำน้ำมันเหลืองสูตรใหม่ กลิ่นไม่ฉุนจัด ซึ่งทั่วไปนั้นมีการทำกันกลายสูตรมากมายก่ายกอง สุดแท้แต่ว่าใครกันแน่ถูกใจสูตรไหน เป็นน้ำมันเหลืองที่ทำจากธรรมชาติล้วนๆใช้สมุนไพรดีๆของไทยทั้งหมดทั้งปวงมักใช้แก้ปวด แก้มึนหัว แก้ตะคริว รักษาอาการหอบหืด ไซนัส บางสูตรแก้ท้องเฟ้อได้ด้วย ไปดูสูตรการทำกันเลย
เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์
1.เมนทอล 300 กรัม
2.พิมเสน 100 กรัม
3.การบูร 100 กรัม
4.หัวไพลแก่จัด 200 กรัม
5.น้ำมันงาบริสูทธิ์ 50 กรัม
6.กระทะสำหรับทอดหัวไพล
7.ภาชนะสำหรับผสมสาร เช่น ขวดใส่กาแฟ ขวดแก้ว
แนวทางการทำ
1.ล้างหัวไพลให้สะอาดตากให้แห้ง หั่นเป็นชิ้นเล็กๆตากแห้ง
2.ทอดหัวไพลในน้ำมันงาโดยใช้ไฟอ่อนๆทอดไปจนกระทั่งน้ำมันเป็นสีเหลือง เสร็จแล้วใส่สมุนไพรตัวทอดต่อให้หมดฟองยกลงจากเตากรองเอากากทิ้ง
3.นำส่วนประกอบทั้ง 3 จำพวก ในอัตราส่วนที่ระบุหมายถึง(เมนทอล 3 ส่วน พิมเสน 1 ส่วน พิมเสน 1 การบูร 1 ส่วน )เทผสมรวมกันในภาชนะสำหรับผสมสาร
4.ใช้ไม้พายเล็กคนให้องค์ประกอบทั้งปวงละลายเป็นของเหลว (หากไม่ใช่ไม้คนอาจใช้กระบวนการเขย่าขวดให้ส่วนประกอบละลายก็ได้
5.เติมน้ำมันที่สกัดจากหัวไพลลงไป คนให้เข้ามาเป็นเนื้อเดียว
6.น้ำมันเหลืองที่ได้บรรจุขวดปิดฝาให้แน่น
น้ำมันเหลือง ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยบอสตันเปิดเผยว่า คนป่วยโรคมะเร็งระยะแพร่ไปที่ได้รับการนวดตัว จะสามารถนอนเจริญขึ้น ทุเลาอาการเจ็บปวด รวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นด้วย ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ Memorial Sloan-Kettering Cancer Center in New York City ในปี 2004 ที่เปิดเผยว่า ผู้บาดเจ็บโรคมะเร็งระยะแพร่ระบาด จะทรมานจากลักษณะของการเจ็บปวดน้อยลง อ้วกน้อยครั้ง ไหมอ้วกเลย รู้สึกสุขใจขึ้น ความดันดียิ่งกว่าเดิม และเครียดจากอาการป่วยลดน้อยลง ภายหลังได้รับการบำบัดด้วยวิธีการนวด
การเลือก[url=http://market2hands.com/go.php?https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3http://www.chiangdaoherb.com/product/19/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันเหลือง[/url][/size][/b]
การเลือกน้ำมันนวดขึ้นกับการใช้งาน แล้วก็คุณประโยชน์ต่างๆของน้ำมันนวดแต่ละจำพวก โดยส่วนมากน้ำมันพื้นฐานที่นิยมเอามาผสมทำน้ำมันนวด อาทิเช่น น้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากเมล็ดทานตะวัน ฯลฯ ซึ่งมีวิตามินอี สูงกว่าน้ำมันถั่วเหลือง และก็น้ำมันเมล็ดข้าวโพดถึง 3 เท่า วิตามินอี ทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ดักจับ และก็ทำลายของเสียที่รังควานเซลล์ต่างๆของร่างกาย ช่วยทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ลกไขมันในเส้นโลหิต ปกป้องรักษาการเกิดโรคมะเร็ง ยิ่งไปกว่านั้นน้ำมันเม็ดดอกทานตะวันยังมีกรดไขมันไม่อิ่ม กรดไลโนเลอิกสูง ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นที่จะต้องต่อสภาพร่างกาย ทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณนุ่มกระชุ่มกระชวย
โดยดังนี้น้ำมันแต่ละจำพวกจะมีคุณสมบัติ รวมถึงคุณค่าที่แตกต่างกันไป ขึ้นกับการเลือกใช้ให้สมควรตามการใช้

Tags : น้ำมันเหลือง

6

คนท้องนวดขาได้ไหม ? ตอบเรื่องที่น่าสงสัยสำหรับคุณแม่
          คนท้องใช้น้ำมันนวดขาได้ไหม เชื่อว่าคำถามนี้คงเป็นปริศนายอดฮิตที่คุณแม่มือใหม่คนจำนวนไม่น้อยต้องการทราบกันแน่นอน เนื่องจากว่าคนท้องส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว โดยเฉพาะรอบๆต้นขา วันนี้เราจะพาแม่ไปไขข้อสงสัยหัวข้อนี้กันค่ะ
          น้ำมันนวดสำหรับแม่ที่กำลังมีครรภ์ ในระยะครรภ์แรกๆบางครั้งอาจจะไม่มีปัญหาเรื่องปวดเมื่อยสักมากแค่ไหน แต่ว่าพอเพียงอายุท้องเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆๆรวมทั้งด้วยฮอร์โมนในร่างกายที่มีการเปลี่ยน ประกอบกับสรีระม่าม้าเริ่มเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงน้ำหนักที่มากยิ่งขึ้นด้วย จึงทำให้คุณแม่ส่วนมากร้อยร้อยมักจะมีปัญหาเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามมา ซึ่งประเด็นนี้ม่าม้าไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิตกกังวลเนื่องจากว่านับว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนท้องค่ะ โดยยิ่งไปกว่านั้นในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 รวมทั้ง 3 คุณแม่จะมีอาการปวดไปหมดทั้งตัวอย่างยิ่งจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นปวดหลัง ปวดเอว แล้วก็ปวดต้นขา ด้วยเหตุว่าจะต้องแบกรับน้ำหนักที่มากขึ้นนั่นเอง ซึ่งอาการปวดปวดเมื่อยเหล่านี้คุณแม่จะสามารถดีขึ้นกว่าเดิมได้ด้วยการนวดให้คลายปวด แต่ว่าถึงแบบงั้นม่าม้าผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยอาจไม่พ้นมีความรู้สึกกังวลใจว่า คนท้องนวดได้ไหม คนท้องนวดขาได้ไหม ? และเพื่อช่วยให้ม่าม้าคลายความกลุ้มใจ วันนี้กระปุกดอทคอมจะพาไปพบคำตอบกันจ้ะ
          สำหรับแม่มีท้องที่มีลักษณะอาการเมื่อยกล้ามเนื้อตามร่างกายต่างๆปกติแล้วสามารถนวดได้ค่ะ แต่ควรเป็นการนวดที่ไม่ร้ายแรงเหลือเกิน นวดพอเพียงคลายเส้นและก็คลายปวดก็เพียงพอ อย่างรอบๆแขนและขาคุณแม่สามารถนวดได้บ่อยๆเพราะว่าเป็นจุดที่ไม่สัมพันธ์กับการแท้งลูก ดังนี้ควรหลบหลีกการนวดบริเวณท้อง เพราะอาจจะมีการกระทบสะเทือนทำให้มีผลกับการมีท้องหรือแท้งบุตรได้ค่ะ
          นอกจากนี้สำหรับแม่ที่ต้องการนวด เดี๋ยวนี้ยังมีสถานที่นวดคนท้องอย่าง ร้านสปา ร้านนวด แพทย์แผนไทย และแพทย์แผนไทยประยุกต์ ที่รับนวดสำหรับคนท้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยนะคะ ซึ่งคุณแม่สามารถเข้าไปใช้บริการได้ตั้งแต่นวดตัว นวดคอ บ่า ไหล่ นวดแขนขา แล้วก็นวดเท้าได้ แม้กระนั้นทั้งนี้ม่าม้าก็ควรที่จะทำการเลือกร้านหรือสถานที่ที่ได้มาตรฐาน มีผู้ชำนาญสำหรับในการนวดสำหรับคนท้องโดยยิ่งไปกว่านั้น เพราะเหตุว่าการนวดคนท้องนั้นจะไม่เสมือนการนวดคนธรรมดาทั่วไป โดยเหตุนี้ก็เลยจำต้องให้ได้รับการฝึกฝนหรือเรียนรู้วิธีนวดคนท้องอย่างถูกต้องเป็นคนนวดเพียงแค่นั้นค่ะ
          ต่อนี้ไปแม่ก็คงจะหายกังวลใจแล้วก็มั่นใจเวลาจะนวดเพื่อคลายเมื่อยกันแล้วใช่ไหมล่ะคะ ซึ่งการนวดนั้นนอกเหนือจากการที่จะช่วยทำให้อาการปวดต่ำลงแล้ว ยังจะช่วยทำให้ม่าม้าสามารถใช้[url=http://market2hands.com/go.php?https://www.charmingfresh.com/product/49/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3https://www.chiangdaonaturefood.com/product/45/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3]น้ำมันนวด[/url]บรรเทา หายเครียด แล้วก็ยิ้มแย้มแจ่มใสขึ้นอีกด้วยนะคะ แต่ดังนี้ก็อย่างที่บอกไปตอนแรก ถ้าหากจะนวดก็ควรนวดเพียงเบาๆแค่นั้น หรือจะไปใช้บริการยังสถานที่นวดคนท้องโดยเฉพาะก็ได้จ้ะ จะได้แน่ใจว่าจะไม่กระเทือนกับลูกน้อยในท้องนั่นเอง
ปวดหลังทางขวา อย่าชะล่าใจว่าเป็นเพียงแค่มีต้นเหตุจากลักษณะของการปวดเมื่อยล้า เนื่องจากบางเวลานี่อาจเป็นสัญญาณของลักษณะของการเจ็บเจ็บป่วยที่คิดไม่ถึง
          น้ำมันนวดสามารถช่วยอาการปวดหลัง เป็นอาการที่ทุกคนจำเป็นต้องเคยเผชิญ ซึ่งพอปวดหลังขึ้นมาทีไรเราก็ต้องการจะนอนพัก หรือไม่ก็ไปนวดผ่อนคลายอาการปวดปวดเมื่อย ทั้งๆที่จริงแล้วอาการปวดข้างหลังบางครั้งก็อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากลักษณะของการปวดเมื่อยล้ากล้ามเพียงเท่านั้น แต่ว่ายังอาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพอื่นๆได้อีกเพียบเลย อาทิเช่นที่พวกเราจะพาทุกคนไปเรียนรู้ที่มาของลักษณะของการปวดข้างหลังด้านขวา ว่าเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากอะไรและอันตรายหรือไม่ เพื่อได้ทราบทันอาการเจ็บเจ็บไข้ของร่างกาย
ปวดหลังด้านขวาทางด้านบน
          ลักษณะของการปวดข้างหลังข้างขวาข้างบน เป็นอาการปวดข้างหลังที่อยู่รอบๆตั้งแต่รอบๆด้านหลังไหล่ไปจนกระทั่งใต้สะบัก เกิดขึ้นได้จากหลายกรณีร่วมกัน โดยต้นสายปลายเหตุที่มักนำมาซึ่งอาการปวดหลังข้างบนขวา มีดังนี้
ปวดหลังข้างขวา


การนั่งดำเนินงานเป็นเวลานานๆหรือยกของหนักผิดท่า


          น้ำมันนวด สามารถช่วย อาการการยกของหนักหรือการนั่งดำเนินการในท่าทางที่ผิดต้องติดต่อกันนานๆก็เป็นสาเหตุที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดลักษณะของการปวดกล้ามบริเวณหลังส่วนบนทางขวาได้  โดยรอบๆหลังส่วนบน นอกจากกล้ามเนื้อหลังแล้ว ก็ยังเชื่อมต่อกับกล้ามเนื้อไหล่และก็กล้ามเนื้อคอ โดยเหตุนี้ถ้าหากมีลักษณะอาการปวดหลังขวาที่อยู่ข้างบนจากการใช้แรงงานหนักก็มักจะมีลักษณะปวดคอแล้วก็ไหล่ในด้านเดียวกันร่วมด้วย ทราบอย่างงี้แล้วถ้าเกิดผู้ใดกันแน่ที่ยังนั่งทำงานในท่าเดิมนานๆก็ยืนขึ้นมายืดเส้นยืดสายบ้างนะคะ และก็น่าจะนั่งให้ถูกท่าด้วย โดยท่านั่งดำเนินงานที่ถูกต้องก็คือควรจะให้หน้าจอคอมพิวเตอร์อยู่ในระดับสายตาค่ะ


ความผิดปกติของกระดูกและก็ข้อ


          กระดูกรอบๆข้างหลังส่วนบนนั้นประกอบไปด้วยกระดูกไหปลาร้า กระดูกไหล่ กระดูกสันหลัง และกระดูกต้นแขน ซึ่งถ้าหากเกิดความไม่ดีเหมือนปกติกับกระดูกกลุ่มนี้ก็อาจก่อให้บริเวณข้างหลังด้านขวาที่อยู่ข้างบนเกิดลักษณะของการปวดได้ โดยต้นเหตุที่ทำให้กระดูกแตกต่างจากปกติก็ได้แก่ การเกิดอุบัติเหตุ หรือข้อต่อของกระดูกที่ข้างหลังส่วนบนขวามีการอักเสบ นอกเหนือจากนั้นสภาวะกระดูกพรุนก็สามารถทำให้มีการเกิดลักษณะของการปวดที่กระดูกบริเวณขวาที่อยู่ข้างบนได้  ในเวลาที่ผู้เจ็บป่วยโรคมะเร็งบางประเภทในระยะแพร่ขยาย อย่างโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งต่อมลูกหมาก โรคมะเร็งที่ต่อมไทรอยด์ และมะเร็งไต ก็จะมีลักษณะอาการปวดกระดูกรอบๆหลังส่วนบนเช่นกัน


ความแตกต่างจากปกติของอวัยวะภายใน


          น้ำมันนวดสามารถช่วยรักษาอาการ ลักษณะของการปวดหลังส่วนบนขวาไม่ได้เป็นผลมาจากกล้ามรวมทั้งกระดูกบริเวณข้างหลังส่วนบนเท่านั้น แต่ยังอาจเกิดขึ้นจากลักษณะการเจ็บเจ็บไข้ของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายได้ อาทิเช่น โรคตับ นิ่วในไตและก็ในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น โรคในถุงน้ำดี หรือแม้กระทั้งอาการติดโรคในไต หรืออาจจะเกิดจากอาการไส้ติ่งอักเสบที่ทำให้ปวดแผ่ขยายขึ้นรอบๆข้างหลังทางขวาก็ได้ ส่วนคุณผู้หญิง หากมีลักษณะปวดที่ข้างหลังส่วนบนขวา โน่นอาจเป็นสัญญาณของซีสต์ในรังไข่ การตำหนิดเชื้อของท่อรังไข่ หรือการตั้งครรภ์นอกมดลูกที่บริเวณท่อรังไข่ได้อีกด้วยค่ะ


โรคที่เกี่ยวกับปอด


          ปอดเป็นอวัยวะที่อยู่ส่วนบนของร่างกายซึ่งตรงกับข้างหลังส่วนบนพอดิบพอดี ด้วยเหตุดังกล่าวเมื่อปอดมีความผิดธรรมดาก็สามารถทำให้เกิดลักษณะของการปวดหลังส่วนบนได้ โดยอาการที่จะก่อเกิดลักษณะของการปวดข้างหลังด้านบนขวาก็เป็นต้นว่า โรคปอดอักเสบ โรคมะเร็ง อาการติดเชื้อของเยื่อหุ้มปอดหรือช่องอก นอกจากนี้อาการน้ำหลากปอด หรือแม้แต่หัวใจล้มเหลว ก็เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดลักษณะของการปวดหลังขวาบนได้ ด้วยเหตุดังกล่าวถ้าเกิดมีอาการปวดที่หลังด้านบนขวาแบบเรื้อรังและก็รุนแรง ควรรีบไปพบหมอให้เร็วที่สุดจ้ะ

Tags : น้ำมันนวดสมุนไพร

7

ฝรั่ง
ชื่อสมุนไพร  ฝรั่ง
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อเขตแดน มะก้วย  มะก้วยกา มะกา (จังหวัดเชียงใหม่) , มะปั่น (จังหวัดลำปาง) , บักสีดา (อีสาน) , สีดา (นครพนม) จุ่มโป่ (สุราษฎร์) , ชมพู่ (ปัตตานี) , ยามู ,ย่าหมู (ภาคใต้) ยะมูบุเตบันยา (ที่นาราธิวาส , มลายู) , ยะริง (ละว้า) , ฮวงเจี๊ยะหลิ่วกังซิวก้วยแปะจีฉิ่ว (จีน)
ชื่อสามัญ  Guava
ชื่อวิทยาศาสตร์  Psidium guajava Linn
ตระกูล  MYRTACEAE
ถิ่นกำเนิด ฝรั่งคือผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดหรือเป็นพืชพื้นบ้านของเมริกาเขตร้อน De Candolle เชื่อว่าอยู่ระหว่างประเทศเม็กซิโก และก็ประเทศเปรู รวมทั้งหมู่เกาะอินดีสตะวันตกด้วยชาวสเปนนำจากฝั่งแปซิฟิคไปยังฟิลิปปินส์ แล้วก็โปรตุเกสนำจากฝั่งตะวันตกไปยังประเทศอินเดีย สำหรับในประเทศไทยนั้น คาดว่ามีการนำเข้ามาในประเทศไทยในตอนสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตอนนี้เป็นพืชมีขึ้นทั่วๆไปในเขตร้อนและกึ่งร้อน ปลูกเป็นไม้ผลตามบ้าน ตามสวนทั่วๆไป
ลักษณะทั่วไป ฝรั่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูง 5-10 เมตร ลำต้นกิ่งมีแก่นไม้เหนียวแข็งดี เปลือกต้นเรียบมีเหลืองอ่อนออกเทา แล้วก็มีรอยลอกออกเป็นแผ่นๆก้านอ่อนมีลักษณะสี่เหลี่ยม มีขนสีขาวๆสั้น ก้านแก่ ขนร่วงไปหมด ยอดอ่อนมีขนสีขาวสั้นๆปกคลุม ใบเป็นใบคนเดียวออกตรงข้ามกันมีน้อยที่ออกเป็นวง (ที่ข้อเดียวกันออกเกินกว่า 2 ใบ) ใบรูปไข่ยาว 5-12 เซลเซียสม. หรือกว้าง 3-5 เซลเซียสม. ขยี้ใบดมดูจะมีกลิ่นหอมหวน ใบบางคล้ายแผ่นหนัง ปลายใบมนหรือแหลมสั้น ฐานใบค่อยๆขยายแหลมออกมายังกลางใบ ขอบของใบเรียบข้างหลังใบมีสีเขียวแก่ มีรอยเส้นใบ (บุ๋มลงไปน้อย) ท้องใบมีขนสั้นๆสีขาวนุ่ม และก็มีเส้นใบเป็นรอยนูนออกมา มีเส้นใบ 7-11 คู่ ก้านใบยาว 4 เซนติเมตร ดอกบางทีอาจออกเป็นช่อ 1-4 ดอก มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ สีเขียวกลมมน กลีบสาวบางๆหลุดร่วงง่าย ยาว 2-2.5 เซลเซียสมัธยม มีเกสรตัวผู้มากมาย มีก้านเกสรตัวผู้สีขาวยาวพอกับกลีบดอกไม้ มีอับเรณูสีเหลืองอ่อน มีก้านเกสรตัวเมีย 1 อันยาวพุ่งขึ้นมาสูงยิ่งกว่าก้านเกสรตัวผู้ รังไข่อยู่ข้างล่างมี 5 ห้องแล้วก็ลักษณะทรงกลม และก็มีกลีบเลี้ยงเหลือติดอยู่ที่ปลายผล ผลรูปทรงกลม  มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวราว 3-15 เซลเซียสม. เนื้อผลโดยมากมีสีเหลือง ขาว หรือชมพู มีกลิ่นหอมหวน เม็ดแข็ง เป็นรูปไตมีไม่น้อยเลยทีเดียว ขนาดเม็ด 0.3-0.5 ซม. สีขาวอ่อน พบบ่อยปลูกตามบ้านหรือสวนทั่วไปเอาผลไว้กินหรือขาย
การขยายพันธุ์    สามารถเจริญวัยก้าวหน้าในทุกภาวะดิน และทนต่อความแล้ง และก็น้ำนองได้บางส่วน แต่โดยปกติมักชอบเจริญวัยเจริญในดินร่วนซุยผสมทราย ที่มีสภาพพื้นที่มีการระบายน้ำดี สามารถให้ผลผลิตได้ราวๆ 1 ปีหลังปลูก ผลสามารถเก็บได้ในช่วง 4-5 เดือน หลังติดดอก  โดยธรรมดาจะให้ผลได้ในช่วงปลายฤดูแล้งถึงต้นหน้าฝน คือ ช่วงเดือนมีนาคม-มิถุนายน
                ในการแพร่พันธุ์ฝรั่งสามารถทำได้หลายแนวทาง ดังเช่นว่า การปลูกด้วยเม็ด การทาบกิ่ง การตำหนิดตา การปักชำ แต่วิธีที่นิยมเยอะที่สุดเป็นการตอนกิ่ง
การเตรียมดิน และก็การเตรียมแปลง สำหรับการปลูกฝรั่งนั้น สามารถทำได้ 2 แบบตามภาวะพื้นที่ เป็น

  • พื้นที่ดินเหนียว อุทกภัยขังง่าย แล้วก็มีระบบระเบียบน้ำมากเกินพอเพียง ให้กระทำการขุดร่องลุกราว 1 เมตร กว้าง 1-2 เมตร เพื่อเป็นแนวร่องสำหรับการให้น้ำ การเตรียมแปลง และการปลูกเอาไว้ภายในรูปแบบนี้พบบ่อยในพื้นที่ลุ่มภาคกึ่งกลางเป็นส่วนใหญ่
  • พื้นที่ทั่วๆไปที่มีระบบน้ำไม่พอ สามารถปลูกเอาไว้ในแปลงโดยไม่ยกร่องหรือการยกร่องสูงราว 30 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างร่องราว 3-4 เมตร ทั้งนี้ ให้กระทำการไถดะ 1 ครั้ง เพื่อตากดิน แล้วก็กำจัดวัชพืช และไถแปร 1 ครั้ง โดยเว้นตอนห่างโดยประมาณ 1-2 อาทิตย์ ต่อไปกระทำไถชูร่อง
ส่วนวิธีการปลูกฝรั่ง มีดังนี้

  • ใช้กิ่งจำพวกจากการทำหมันหรือการปักชำ
  • ขุดหลุมปลูก กว้าง ลึก ขนาด 50×50 เซนติเมตร แต่ละหลุมห่างกันประมาณ 3 เมตร ระยะห่างระหว่างแถวโดยประมาณ 3-4 เมตร หรือตามขนาดระยะห่างของร่อง
  • รองพื้นด้วยปุ๋ยธรรมชาติหรือมูลสัตว์ราว 0.5 กก./หลุม หรือขนาด 1 พลั่วตัก พร้อมคลุกดินผสมตูดหลุมให้สูงราวๆ 1 ฝ่ามือ ดังนี้บางทีอาจผสมปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 ในอัตรา 1 กำมือ/หลุมก็ได้
  • นำกิ่งประเภท จากการทำหมันหรือการปักชำลงหลุมปลูก โดยกลบดินสูงเหนือปากหลุมนิดหน่อย ดังนี้ควรให้ดินกลบเหนือเขตรากสูงราวๆ 10-15 เซนติเมตร
  • ใช้หลักไม้ปักหลุม รวมทั้งผูกเชือกยึดลำต้น
  • เมื่อปลูกเสร็จควรให้น้ำให้เปียกในทันที


การให้น้ำ เริ่มให้น้ำทีแรกข้างหลังการปลูกเสร็จให้เปียกชุ่ม หลังจากนั้น ให้น้ำทุก 2 ครั้ง/วัน ยามเช้า-เย็น กระทั่งต้นฝรั่งตั้งตัวได้ โดยบางทีอาจเลือกใช้ระบบการให้น้ำที่มีคุณภาพ ต่อจากนั้นบางทีอาจกระทำให้น้ำน้อยลง ขึ้นกับภาวะสภาพอากาศ แล้วก็ความชื้นของดิน ซึ่งไม่สมควรปลดปล่อยให้ดินแห้ง ขาดน้ำ โดยยิ่งไปกว่านั้นในตอนติดผล แม้กระนั้นในตอนติดดอกไม่สมควรให้น้ำมากมายซึ่งในตอนนี้เพียงแค่ระวังไม่หน้าดินแห้งก็ พอเพียง
                โดยสายพันธุ์ของฝรั่งที่ได้รับความนิยมในตอนนี้ ตัวอย่างเช่น ประเภท แป้นสีทองคำ , ประเภทกิมจู , ประเภทกลมสาลี่ , พันธุ์ไม่มีเม็ด , จำพวกเวียดนาม ฯลฯ
องค์ประกอบทางเคมี
quercetin, quercetin-3-arabinoside , quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin),                                    quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin),                             quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) รวมทั้ง quercetin 3-O gentiobioside , Tannin ในผิวฝรั่งเมื่อนำมาสกัดน้ำมันระเหย พบสารต่างๆดังเช่นว่า 1,8-cineole  ,   a-copaene,  trans-caryophyllene  , humulene  ,  a-amorphene ,    nerolidol   , caryophyllene oxide ,  epigiobulol, longitorenedehyde , aromaden dendrene , helifdenolC ฯลฯ  และก็สำหรับคุณประโยชน์ทางโภชนาการของฝรั่งต่อ (165 กรัม) เป็น

  • พลังงาน 112 กิโลแคลอรี
  • ใยอาหาร 8.9 กรัม
  • โปรตีน 4.2 กรัม
  • ไขมัน 1.6 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 23.6 กรัม
  • วิตามินเอ 1030 IU
  • วิตามินซี 377 มก.
  • วิตามินบี 1 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 2 0.1 มิลลิกรัม
  • วิตามินบี 3 1.8 มิลลิกรัม
  • กรดโฟลิก 81 ไมโครกรัม
  • ธาตุแคลเซียม 30 มิลลิกรัม
  • ธาตุฟอสฟอรัส 66 มิลลิกรัม
  • ธาตุเหล็ก 0.4 มิลลิกรัม
  • ธาตุโพแทสเซียม 688 มิลลิกรัม
  • ธาตุทองแดง 0.4 มก. ที่มา : Wikipedia


คุณประโยชน์/สรรพคุณ ฝรั่งคือผลไม้เพื่อสุขภาพที่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดหุ่น ลดความอ้วน หรือผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก เพราะว่าฝรั่งอุดมไปด้วยกากใยอาหาร เมื่อรับประทานแล้วจะทำให้อิ่มนาน ช่วยกำจัดท้องร้อง ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงเดิม ช่วยปรับให้ระดับการใช้อินซูลินของร่างกายให้สมควร และยังช่วยล้างพิษโดยรวมได้อีกด้วย ก็เลยมีผลทำให้ผิวพรรณมองสดใสสดใส โดยฝรั่งจัดเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงที่สุดในบรรดาผลไม้ทุกประเภท และยังมีวิตามินซีสูงกเงินว่าส้มถึง 5 เท่า และยังนิยมนำฝรั่งไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆเป็นต้นว่า ฝรั่งดอง ฝรั่งแช่บ๊วย พายฝรั่ง และของหวานอีกหลายประเภท รวมทั้งนำมาใช้ทำเป็นยาแคปซูลแก้ท้องร่วงจากใบฝรั่ง ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ซึ่งใส่แคปซูลละ 250 มิลลิกรัม
                นอกเหนือจากนี้น้ำมันหอมระเหยในใบฝรั่งยังมีการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมของกิน ดังเช่นว่า หมากฝรั่ง ลูกอม รวมถึงนำมาผสมหรือแต่งกลิ่นในน้ำยาบ้วนปากได้อีกด้วย ส่วนสรรพคุณทางยาของฝรั่งนั้นมีดังนี้ หนังสือเรียนยาไทยกล่าวว่า เปลือกต้น, ราก รสฝาด อ่อนโยน ใช้แก้แผลเป็นพิษ แก้ปวดฟัน โรคลักปิดลักเปิด แก้อาการเลือดกำเดา แก้น้ำเหลืองเสีย แผลพุพอง ใบรสฝาดเปียกแฉะ อ่อนโยนไม่มีพิษ ใช้เป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเดิน บิดเรื้อรัง ลมพิษ ผื่นคัน บาดแผลที่มีเลือดออก ผลที่ยังไม่สุก รสเปรี้ยว ฝาดอ่อนโยน ใช้แก้ท้องเสีย บิด กำจัดกลิ่นปาก แก้ปวดฟัน ผลหมูสหวานหอมใช้เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก ใช้ห้ามเลือดต้านทานการอักเสบ ลดน้ำตาลในเลือด โดยใช้เปลือกแห้งหนัก 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม ใบแห้งหนัก 3-5 กรัม หากเป็นใบสดใช้หนัก 15-30กรัม ต้มน้ำกิน ถ้าใช้ข้างนอกต้มเอาน้ำชะล้างหรือตำพอก ผลที่ยังไม่สุก แห้งหนัก 6-10 กรัม ต้มน้ำดื่ม
แบบอย่าง/ขนาดการใช้

  • แก้ลำไส้อักเสบ บิด ใช้ใบสด 30-60 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  • แก้กระเพาะไส้อักเสบกระทันหันรวมทั้งท้องเดิน ที่เกิดขึ้นมาจากการสรุปยไม่ดี ใช้ใบแห้งหนัก 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  • แก้บาดแผลมีเหตุมาจากการหกล้มหรือกระทบกระแทกหรือรอยแผลมีเลือดออก ใช้ใบสดตำพอกแผลด้านนอก
  • แก้ปวดฟัน ใช้เปลือกรากผสมน้ำส้มสายชูต้มเอามาอมแก้ปวดฟัน
  • แก้เด็กเป็นแผลเล็กแผลน้อยเรื้อรัง ใช้เปลือก ราก ต้มร่วมกับขนไก่ เอามาชำระล้างบาดแผล
  • แก้ผิวหนังเป็นผื่นผื่นคัน ใช้เปลือกต้นสดและใบต้นเอาน้ำชะล้างบริเวณที่เป็น
  • แก้ท้องร่วง ใช้ใบหรือผลดิบ ต้มรับประทานต่างชา (ใบแห้ง 5 กรัม ใส่น้ำ 100 มล.)
  • ใช้สวนล้างช่องคลอดหลังคลอด ใช้น้ำต้มจากใบสดอุ่นๆสวนล้าง
  • ใช้ในการกำจัดกลิ่นปาก ด้วยการนำใบสด 3-5 ใบมาเคี้ยวแล้วคายกากทิ้ง
  • ช่วยรักษาอาการเสียงแห้ง แก้คออักเสบโดยการใช้ผลที่ตากแห้งต้มน้ำกิน
  • ยอดอ่อนๆปิ้งไฟให้เหลืองกรอบ ชงน้ำดื่มแก้ท้องเดิน บิด ใบสดบดอมขจัดกลิ่นยาสูบ เหล้า แล้วก็กลิ่นปากได้ดี
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการบีบตัวของไส้ แก้ท้องร่วง             จากการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางยาของฝรั่งพบว่าการให้ยาเม็ดแคปซูลใบฝรั่งครั้งละ 500 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน กับผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคอุจจาระหล่น 122 คน สามารถลดจำนวนครั้งของการอุจจาระ ระยะเวลาที่ถ่ายอุจจาระ และจำนวนน้ำเกลือที่ให้ชดเชยได้  การให้ยาเม็ดแคปซูลฝรั่งขนาด 500 มก. (ที่มีสารฟลาโวนอยด์ 1 มก./แคปซูล 500 มก.)  ทุก 8 ชั่วโมง ตรงเวลา 3 วันในคนเจ็บที่มีลักษณะท้องเดิน ปวดท้อง ปริมาณ 50 คน จะสามารถลดการบีบตัวของลำไส้แล้วก็ลดช่วงเวลาเจ็บท้องได้   การให้ยาต้มของฝรั่งในคนเจ็บเด็กที่เป็นโรคไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) 62 คน ทำให้อาการข้างใน 3 วัน ช่วงเวลาท้องเดินสั้นลง และไม่เจอเชื้อ Rota virus ในอุจจาระมากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยคลอโรฟอร์ม เฮกเซน เมทานอล และน้ำ สามารถลดการเคลื่อนไหว และก็การหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภารวมทั้งหนูแรทที่ถูกรั้งนำให้มีการเคลื่อนไหวมากยิ่งขึ้นด้วยอะเซทิลโคลีน  สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลปริมาณร้อยละ 50 สามารถยับยั้งการยุบตัวของลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้หดตัวด้วยกระแสไฟฟ้า อะเซทิลโคลีน และก็ธาตุแบเรียมคลอไรด์ได้อย่างสมบูรณ์ และสามารถยั้งอาการท้องเสียในหนูเม้าส์ที่ถูกชักนำให้กำเนิดอาการท้องร่วงด้วยน้ำมันละหุ่ง โดยฝรั่งจะไปเพิ่มการดูดซึมน้ำในไส้รวมทั้งลดการบีบตัวของลำไส้   สารสกัดด้วยน้ำของใบฝรั่งสดสามารถยั้งอาการท้องเดินได้ โดยลดปริมาณครั้งของการอุจจาระในหนูซึ่งถูกเหนี่ยวนำให้กำเนิดอาการท้องเสียด้วยยา microlax ได้
                 ส่วนสกัดของสารกลุ่ม polyphenolic, saponin รวมทั้ง alkaloid จากใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการหดเกร็งของลำไส้เล็กของหนูตะเภาที่รั้งนำให้หดเกร็งด้วยอะเซทิลโคลีนและโปตัสเซียมคลอไรด์ได้   สาร quercetin และ quercetin-3-arabinoside จากใบฝรั่ง สามารถต้านทานการยุบตัวของลำไส้เล็กที่ถูกรั้งนำด้วยอะเซทิลโคลีน ทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวน้อยลง  ยิ่งไปกว่านี้สาร quercetin ในใบฝรั่งยังสามารถยับยั้งการยุบเกร็งของลำไส้เล็กในหนูแรทรวมทั้งหนูตะเภาซึ่งรั้งนำให้กำเนิดอาการหดเกร็งด้วยสารละลายโปตัสเซียม  อะเซทิลโคลีน ธาตุแบเรียมคลอไรด์ ฮีสตามีน รวมทั้งซีโรโทนินได้ แล้วก็สามารถลดความสามารถสำหรับในการซึมผ่านของๆเหลวของเส้นเลือดฝอยรอบๆท้องซึ่งส่งผลช่วยรักษาอาการท้องเดิน  สาร quercetin 3-O-b-L-arabinoside (guajavarin), quercetin 3-O-b-D-glucoside (isoquercetin), quercetin 3-O-b-D-galactoside (hyperin), quercetin 3-O-b-L-rhamnoside (quercitrin) รวมทั้ง quercetin 3-O-gentiobioside จากใบฝรั่ง สามารถลดการหดเกร็งของลำไส้เล็กหนูเม้าส์ได้   สาร asiatic acid จากใบฝรั่งมีผลทำให้กล้ามเนื้อลำไส้เล็กส่วนปลายของกระต่ายคลายตัว  สารสกัดผลฝรั่งดิบด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ต้านทานการหลั่งอะเซทิลโคลีนในลำไส้เล็กของหนูแรทรวมทั้งหนูตะเภาได้ แม้กระนั้นมีฤทธิ์น้อยกว่าอะโทรปีน โดยฝรั่งส่งผลทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนน้อยลง ทำให้รักษาอาการท้องร่วงได้    สารสกัดฝรั่ง (ไม่เจาะจงส่วน) สามารถลดการบีบตัวของลำไส้เล็กของหนูแรทได้
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียมีการเล่าเรียนการต้านเชื้อแบคทีเรียหลายรายงาน ได้แก่ สารสกัดเอทานอลของฝรั่ง สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Salmonella enteritidis, Shigella flexneri ได้  สารสกัดน้ำ ความเข้มข้น 10-5 มคลิตร/มล. ทดสอบในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Shigella dysenteriae ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคบิดได้ สารสกัดเปลือกต้น
ด้วย 70% เอทานอล  ความเข้มข้น 250 มิลลิกรัม/มล. ทดลองในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ พบว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุที่นำมาซึ่งโรคอุจจาระหล่น คือ Staphylococcus aureus, Vibrio cholerae รวมทั้ง V. parahaemolyticus แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ E. coli, Shigella  flexneri, Salmonella typhimurium สารสกัดราก กิ่ง รวมทั้งใบฝรั่งด้วย 50% เอทิลอัลกอฮอล์  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, S. typhimurium ที่เป็นต้นเหตุกระตุ้นให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร แต่ไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella enteritidis สารสกัดกิ่งฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ อัตราส่วน 1:1 ความเข้มข้น 50 มคล. สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae, Sh. flexneri (ซึ่งทำให้มีการเกิดโรคบิด) E. coli (แบคทีเรียในลำไส้) S. typhimurium (ส่งผลให้เกิดโรคไข้รากสาดน้อย) แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ S. enteritidis สารสกัดทิงเจอร์ของฝรั่ง สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย V. chlorea ที่เป็นต้นเหตุของอหิวาตกโรค ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้แต่ว่าได้ผลปานกลาง  น้ำมันหอมระเหยของใบฝรั่ง สามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ Bacillus subtilis, E. coli, S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำมันปิโตรเลียมอีเทอร์ ความเข้มข้น 1,000 มคก./มล. สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Enterococcus faecalis ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium, S. aureus สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำ ความเข้มข้น 20 มก./มิลลิลิตร พบว่าสามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย S. dysenteriae 1 (นำไปสู่โรคบิด) แล้วก็ V. chlorea (นำไปสู่อหิวาตกโรค) ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งขนาดความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 1.25, 5 มก./มล. ตามลำดับ
สารสกัดผลดิบของฝรั่งด้วยเมทานอล  ในขนาด 50,100, 300 มก./กิโลกรัม สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. dysenteriae 1, Sh. dysenteriae 2, Sh. dysenteriae 4, Sh. dysenteriae 8 รวมทั้ง V. chlorea 1350 ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยับยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 100-200 มคกรัม/มิลลิลิตร สารสกัดหยาบคายของใบฝรั่ง สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย Vibrio ที่แยกได้จากกุ้งว่าวจุฬาดำที่เป็นโรค 23 สายพันธุ์ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าพอๆกับ 1.25-5.00 มก./มิลลิลิตร สารสกัดใบฝรั่งด้วยอะซีโตน และก็ 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Salmonella B, S. newport, S. typhimurium, Sh.  flexneri นอกจากนั้นสารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ยังสามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้อีกด้วย  สารสกัดใบ ลำต้นฝรั่งด้วยน้ำ สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli, Sh. flexneri, S. aureus แต่ไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. newport และ S. typhimurium ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อ
สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ ซึ่งความเข้มข้นต่ำสุดที่ยั้งได้ (MIC) มีค่าเท่ากับ 10 มก./วัน แต่สำเร็จไม่แน่นอนต่อเชื้อ E. coli, S. typhimurium สารสกัดใบฝรั่งด้วย 95% เอทานอล ความเข้มข้น 1,000 มคกรัม/มิลลิลิตร พบว่าสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคอุจจาระหล่น ได้แก่ Salmonella D, Sh. dysenteriae 1, Sh. flexneri 2A, Sh. flexneri 4A  ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้  แม้กระนั้นไม่มีผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. typhimurium type 2, Shigella bodyii, Sh. bodyii 5, Sh. dysenteriae 2, Sh. flexneri 3A, Sh. sonnei  ส่วนสกัดแทนนินจากใบฝรั่ง ความเข้มข้น 85, 95, 95, 100, 110 มคก./มิลลิลิตร สามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Sh. flexneri, S. enteritidis, S. aureus , Escherichia piracoli, E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ เป็นลำดับ    สารสกัดใบฝรั่งด้วยเมทานอล  สามารถต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Salmonella spp. ได้ 2 สายพันธุ์  รวมทั้งต้านเชื้อ Sh.  flexneri, Sh. virchow, Sh. dysenteriae แล้วก็เชื้อ E. coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอล:น้ำ(1:1)แล้วก็อะซีโตน สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย E. coli ที่เป็นสาเหตุของโรคอุจจาระหล่นได้ สารสกัดลำต้นฝรั่งด้วย 95% เอทานอล สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย S. newport รวมทั้ง S. typhimurium, Sh. flexneri ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อได้ แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อเชื้อ Salmonella B, S. aureus   น้ำคั้นจากผลฝรั่ง ไม่อาจจะต้านเชื้อแบคทีเรีย Bacillus typhosus ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไทฟอยด์ได้ สารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินด้วยอัลกอฮอล์ และก็น้ำ (1:1) ความเข้มข้นมากยิ่งกว่า 25 มคก./มิลลิลิตร ไม่อาจจะต้านเชื้อแบคทีเรีย B. subtilis, E. coli, S. typhosa
มีการทำการศึกษาเรียนรู้โดย ปัญจางค์ ธนังข้าล รวมทั้งภาควิชา ในคนไข้ 122 คน ที่เป็นโรคอุจจาระร่วง เป็นชาย 64 คน และหญิง 58 คน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุ 16-55 ปี ทำการค้นคว้าเปรียบเทียบโดยกระบวนการสุ่ม โดยนำใบฝรั่งอบแห้งแล้วบดเป็นผง ใส่แคปซูล ขนาด 250 มิลลิกรัม ลักษณะเดียวแล้วก็ขนาดเดียวกับ tetracyclin แล้วก็บริหารการรับประทานยาเหมือนกันเป็น500 มก. ทุก 6 ชม. ตรงเวลา 3 วัน ทั้งคู่กลุ่ม พบว่าใบฝรั่งสามารถลดปริมาณอุจจาระ ช่วงเวลาที่อึ แล้วก็จำนวนน้ำเกลือที่ให้ตอบแทนได้
มีการเรียนรู้ในคนเจ็บเด็ก 62 คน ที่เป็นโรคไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส (Rota virus) โดยให้รับประทานยาต้มของฝรั่ง พบว่าอาการดีขึ้นด้านใน 3 วัน และก็ระยะเวลาท้องร่วงสั้นลงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง (p<0.05) จำนวนโซเดียมและเดกซ์โทรสในอุจจาระต่ำลง และผลการตรวจอุจจาระไม่เจอเชื้อ Rota virus มากถึง 87.1% เวลาที่กรุ๊ปควบคุมไม่พบเชื้อ Rota virus 58.1% แปลว่ายาต้มของฝรั่งมีประสิทธิภาพสำหรับเพื่อการรักษาอาการท้องร่วงในคนไข้ไส้อักเสบจากเชื้อ Rota virus ได้
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ   จากการเรียนทางคลินิกในผู้เจ็บป่วย 70 คน ที่มีเหงือกอักเสบ พบว่าน้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากใบฝรั่งสามารถลดการอักเสบได้ร้อยละ 19.8 แล้วก็ลดรอยโรคที่ความรุนแรง ได้ปริมาณร้อยละ 40 เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำยาบ้วนปากที่ไม่มีส่วนประกอบของสารสกัดจากใบฝรั่ง หลังจากที่ได้มีการใช้เป็นเวลา 3 สัปดาห์
            สารสกัดใบฝรั่งด้วยน้ำขนาด 50-800 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เมื่อฉีดเข้าท้องพบว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบกะทันหัน  เมื่อทดสอบกับอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้มีการอักเสบด้วยไข่ขาวสด ยิ่งไปกว่านี้เมื่อฉีดน้ำมันหอมระเหยจากใบฝรั่งเข้าทางช่องท้องของหนูแรทในขนาด 0.8 มิลลิลิตร/โล พบว่าสามารถยั้งการอักเสบที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยสาร carrageenan ได้
สารสกัดจากผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูแรท พบว่าสามารถยับยั้งการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้มีการอักเสบด้วยสาร carrageenan, kaolin รวมทั้ง formaldehyde ได้ นอกเหนือจากนั้นสารสกัดผลฝรั่งด้วยเมทานอลเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูเม้าส์จะสามารถยับยั้งการอักเสบและลดลักษณะการเจ็บปวดที่ถูกเหนี่ยวนำด้วย acetic acid  ได้ดีมากว่าแอสไพรินที่ให้ในขนาดเท่ากันนิดหน่อย
เมื่อนำใบฝรั่งมาหมักกับรารวมทั้งแบคทีเรียเช่น Phellinus linteus (ส่วนเส้นใย) Lactobacillus plantarum รวมทั้ง Saccharomyces cerevisiae แล้วนำมาสกัดด้วยเอทานอล พบว่าสารสกัดที่ได้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งการผลิตสารที่ก่อกำเนิดการอักเสบคือ ไนตริกออกไซด์และ พรอสต้ามึงรนดิน อี 2 ในหลอดทดลอง นอกจากนี้สารสกัดฝรั่งด้วยเอทานอลรวมทั้งน้ำยังออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์
             สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทิลอะซีเตตมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ แล้วก็แก้แพ้โดยยับยั้งการโต้ตอบต่อแอนติเจนที่ชักนำให้มีการแพ้และก็การอักเสบ
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด                 สารสกัดใบฝรั่งด้วยเอทานอลมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูแรทที่ถูกชักพาให้เป็นโรคเบาหวานด้วยการฉีด alloxan เข้าหลอดเลือดดำโดยสารสกัดใบฝรั่งออกฤทธิ์ใน 2 ชั่วโมง มีฤทธิ์สูงสุดในชั่วโมงที่ 6 และก็สิ้นฤทธิ์ใน 1 วัน
ฤทธิ์ต้านทานเซลล์ของมะเร็ง      สารสกัดใบฝรั่งมีความเป็นพิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง murine fibrosarcoma และก็เซลล์ของมะเร็งเต้านม

การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ  พิษทันควัน  สารสกัดด้วยน้ำจากใบ LD50 มีค่ามากยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 20 กรัม/กก.  เมื่อให้ทางปากในหนูถีบจักรทั้งยัง 2 เพศ แล้วก็มีค่ามากยิ่งกว่า 5 ก./กิโลกรัม  เมื่อฉีดเข้าทางท้อง สารสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน LD50 มีค่าเท่ากับ 0.188 เมื่อฉีดเข้าท้องในหนูถีบจักร พิษเรื้อรัง  การให้สารสกัดน้ำจากใบทางปาก ขนาด 0.2, 2 รวมทั้ง 20 กรัม/กิโลกรัม แต่ละวันต่อเนื่องกันตรงเวลา 6 เดือน  พบว่าอัตราการเพิ่มของน้ำหนักตัวต่ำลง ในกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัด เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุมที่ได้รับน้ำ ในตอนที่ไม่พบความต่างของปริมาณของกินที่รับประทานในทุกกลุ่ม พฤติกรรมทั่วไปธรรมดาในทุกกรุ๊ป หนูเพศผู้มีระดับ ALP, SGPT (หลักการทำงานของตับ), BUN (การทำงานของไต) และ WBC สูงขึ้น ในตอนที่ระดับของโซเดียมรวมทั้งคลอเลสเตอรอลในเลือดต่ำลง น้ำหนักของตับรวมทั้งไตมากขึ้น การตรวจทางจุลทัศนกายวิภาค เจอกา

8

เห็ดหลินจือ
สมุนไพร เพื่อนๆบางคนอาจสงสัยว่าโรคตับที่เห็ดหลินจือรักษาได้นี่หมายถึงโรคอะไรกันแน่ใช่ไหม โรคตับเป็นทองคำกว้างๆที่รวมโรคหลายอย่างเกี่ยวกับตับ เช่นตับแข็ง มะเร็งในตับ และไวรัสตับเป็นทองคำกวางๆที่รวมหลายอย่างเกี่ยวกับตับ เช่น ตับแข็ง มะเร็งในตับ และไวรัสตับอักเสบบี ก็ล้วนโรคตับทั้งสิ้น
ผลการวิจัยพบว่า เห็ดหลินจือ มีสารสามารถยับยั้งมะเร็งไดและโดยไม่กระทบต่อเซลล์ปกติ สารดังกล่าวมีอยู่มากที่สปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มสปอร์แล้วนอกนี้ผลงานวิจัยจากกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยพบว่าเห็ดหลินจือมีสารกลุ่ม Polysaccharide ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้ม และสารกลุ่ม Triterpenes (พบที่สปอร์ของเห็ดหลินจือ มากที่สุด ) ซึ่งกลุ่มหลังสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ โดยสปอร์กะเทาะผนังหุ้มจะให้ผลดีกว่าแบบไม่กะเทาะมาก
อย่างไรก็ตามฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งของมะเร็งของสารสกัดเห็ดหลินจือที่กล่าวไปนั้น ยังคงเป็นเพียงผลการทดลองในหลอดทดลองเท่านั้น ขณะนี้คณะแพทย์ศาสตร์ของมหาลัยเชียงใหม่กำลังวิจัยผลที่มีต่อผู้ป่วยโรคมะเร็วจริงๆและคาดว่าผลการศึกษานี้คงจะตีแผ่ให้เพื่อนๆได้ทราบกันในเร็วๆนี้ค่ะ แต่ตอนนี้มีรายงานการศึกษาจากประเทศจีนพบว่า เห็ดหลินจือสามารถเสริมภูมิคุ้มกันได้จริงในผู้ป่วยมะเล็กลำไส้ใหญ่ ปอด และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งขั้นลุกลาม โดยไม่มีผลข้างเคียงและสามารถใช้ได้ติดต่อกันเป็นเวลานานได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามในประเทศไทย การใช้สมุนไพร เห็ดหลินจือในการรักษาโรคมะเร็งนั้นยังไม่ใช่ช่องทางหลักในการรักษา เน้นเรื่องเสริมภูมิต้านทานมากกว่า
ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายมากมายตามท้องตลาด มีทั้งที่ผลิตในไทยและนำเข้าจากต่างประเทศ ถ้าเพื่อนๆอยากเลือกซื้อ ต้องดูให้ดี ว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีที่มาและแหล่งผลิตน่าเชื่อถือหรือเปล่า มีการรับรองจาก อย. หรือไม่ และผลิตภัณฑ์ที่สามารถกันความชื้นได้ดีหรือป่าว
เห็ดหลินจือเป็นสมุนไพรที่มีสาระสำคัญหลายกลุ่มที่มีฤทธิ์รักษาหรือบรรเทาโรคตับได้ครอบคลุมหลายตับ กลุ่ม Triterpenoid สารกลุ่มนี้มีสารออกฤทธิ์หลักๆคือ Ganoderic acid ซึ่งช่วยเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว ต้านสารพิษ และช่วยหยุดการเติบโตของมะเร็งตับ โปรตีน Lz-8 ช่วยรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบีและกลุ่ม Germanium ซึ่งเป็นอีกตัวที่ช่วยรักษามะเร็งตับ
มีงานวิจัยหลายชิ้นที่รายงานว่าเห็ดหลินจือสามารถรักษาโรคตับได้ และยังมีการจดสิทธิบัตรยาบำรุงตับตัวหนึ่งที่เกาหลีใต้ ซึ่งยาดังกล่าวมีส่วนประกอบของสารกาโนโดสเทอโรนในเห็ดหลินจืออีกด้วย
ถ้าไม่ได้เป็นโรคอะไรเกี่ยวกับตับแล้วจะยังทานเห็ดหลินจือได้หรือป่าว
คำตอบคือได้ เห็ดหลินไม่ได้รักษาโรคตับได้อย่างเดียว แต่ยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ได้อีกมามายตามที่เขียนไว้ในบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคในเว็บไซต์นี้ หรือจะทานแบบถือคติ กันไว้ดีกว่าแก้ ก็ไม่ผิด
สมุนไพร โรคภูมิแพ้คือโรคที่ร่างกายแพ้สารบางอย่างที่คนทั่วไปไม่แสดงอาการแพ้ เป็นหนึ่งในโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดสนิทได้ ภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่ถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรมในเด็กอายุ 5-15 จะพบโรคนี้ได้มากที่สุดเมื่อร่างกายแสดงอาการแพ้ เช่น การเกิดผื่นคันหรือตุ่มตามตัว เพราะฉะนั้นถ้าเรายับยั้งการกล

เมื่อร่างกายได้รับสารที่ทำให้เกิดการแพ้สักอย่างหนึ่ง ร่างกายจะหลั่งสาร Histamine ออก ซึ้งสารตัวนี้จะไปทำให้ร่างกายแสดงอาการแพ้ เช่น การเกิดผื่นคันหรือตุ่มตามตัว เพราะฉะนั้นถ้าเรายับยั้งการหลั่งสาร Histamine นี้ ก็จะทำให้ร่างกายไม่แสดงอาการแพ้ออกมา
ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ เพื่อนๆที่กำลังอ่านอยู่คงเข้าใจและเห็นด้วยกันทุกคนใช่ไหม แต่เพื่อนอาจกำลังสงสัยกันอยู่ว่า แล้วจะต้องทำยังไงไม่ให้ป่วยละ
คำตอบคือ เห็ดหลินจือทำให้ตัวเพื่อนเองมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงไง ซึ่งก็จะเป็นผลพวงจาการดูแลสุขภาพ แล้วเห็ดหลินจือจะมีผลยังเดี๋ยววันนี้จะค่อยไขความกระจ่าง
สมุนไพร ระบบภูมิคุ้มกันคือกลไกการกำจัดเชื้อโรค สารเคมีแปลกปลอม เซลล์มะเร็ง และสิ่งแปลกปลอมอื่ๆที่จะเข้ามาทำอัตรายต่อร่างกายเรานั้นเอง ดังนั้นถ้าเพื่อนๆมีระบบภูมิคุ้มกันดีก็จะไม่ป่วยง่าย หรือถ้าป่วยก็จะฟื้นเร็ว แต่ถ้าระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีก็จะป่วยบ่อยและเป็นหนักกว่าคนที่มีระบบูมิคุ้มกันแข็งแรง มาถึวตรงนี้แล้วเพื่อนๆคงเห็นความสำคัญของการมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกันแล้ว
คนจีนโบราณใช้เห็ดหลินจือมานานกว่า 2000 ปีแล้ว แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าทำไมคนที่ทานเห็ดหลินจือถึงมีอายุยืนและแข็งแรงไม่ค่อยเป็นโรค ตอนนี้เราสมารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสารกลุ่ม Polysacchayide ในเห็ดหลินจือนั้นสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเราได้จริง สารกลุ่มดังกล่าวสามารถกระตุ้นการสร้าง Interleukin และ Immuoglodulin ซึ่งส่งผลให้ระบบภูมคุ้มกันดีและแข็งแรงขึ้น
ระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกเสริมด้วยสาร Polysaccharide ในเห็ดหลินจือจะสามารถต้านวรัส เซลล์มะเร็ง และจำกัดสารอนุมูลอิสระได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้คนที่ถูกผลข้างเคียงที่โดนยาต้านมะเร็งบางตัวและการทำคีโมกดภูมิคุ้มกันให้มีระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้นอีก และเห็ดหลินจือยังมีสารออกฤทธิ์ต้านการแบ่งตัวของเชื้อ HIV อีกด้วย ซึ่ง กลุ่มดังกล่าวคือกลุ่ม Bitter Triterpenoids

9

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ รักษาโรคมะเร็ง
สมุนไพร เห็ดหลินจืออีกหนึ่งงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยที่เล่าเรียนเกี่ยวกับประสิทธิผลของสารโพลีแซ็คคาไรค์ในเห็ดหลินจือของผู้ในผู้ป่วยโรคมะเร็งปอด จากการวิเคาะห์พบว่า สารดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมีส่วนในการยัยยั้งแนวทางการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว
จากการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยจำนวนมากถึงประสิทธิผลทางการรักษาโรคโรคมะเร็งของเห็ดหลินจืออาจส่งผลต่อการต้านการอักเสบในผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดบางราย แม้กระนั้นยังคงไม่มีหลักฐานทางด้านวิทยาศาสตร์หรือการทดลองด้านการแพทย์ที่ให้ข้อมูลพอเพียงที่สนับสนุนให้ใช้เห็ดหลินจือสำหรับเพื่อการรักษาโรคมะเร็งอย่างเป็นทางการ
เมื่อพินิจพิจารณาเปรียบจากการรวบงานศึกษาค้นคว้าวิจัยที่ศึกษาประสิทธิผลของเพื่อรักษาโรคมะเร็งในมนุษย์ 373 คน แม้ว่าจะพบว่าคนป่วยสนองตอบต่อการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัดได้ดิบได้ดีขึ้นเมื่อรักษาร่วมกับการใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือ แต่ว่าเมื่อตรวจสอบและลองใช้เห็ดหลินจือเพียงอย่างเดียวกลับไม่มีประสิทธิผลในสำหรับเพื่อการทำให้มะเร็งลดขนาดลงประการใด
สมุนไพร นอกจากนี้ จาการทบทวนงานค้นคว้าพบว่ามีงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัย 4 ชิ้นที่ส่งผลลัพธ์สนับสนุนว่าเห็ดหลินจืออาจสมาคมต่อการปรับปรุงแก้ไขคุณภาพชีวิตของคนเจ็บให้ดีขึ้น แล้วก็ในเวลาเดียวกัน ก็มีผลลัพธ์จากงานศึกษาค้นคว้าวิจัยหนึ่งที่แสดงถึงผลข้างคียงของเห็ดหลินจือ เป็นอาการคลื่นใส้รวมทั้งนอนไม่หลับด้วย
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงอาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่ใช้พิสูจน์ทางคุณลักษณะและก็ประโยชน์ที่ได้รับมาจากเห็ดหลินจือยังคงมีจำกัด บาง งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยเป็นการทดลองขนาดเล็ก หลักฐานที่ได้ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หรือเป็นเพียงแต่การทดลองในผู้เจ็บป่วยบางกรุ๊ปแค่นั้น ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อโรคมะเร็ง จึงยังคงเป็นประเด็นการค้นคว้าที่ควรปฏิบัติการทดลองต่อไป เพื่อได้สำเร็จลัพ์ที่ชัดเจน แล้วก็เป็นประโยชน์ในวงกว้างต่อการดูแลรักษาคนป่วยมะเร็งได้ในอนาคต
สภาวะต่อมลูกหมากโต แล้วก็การเจ็บป่วยในระบบทางเดินปัสสาวะ
มีขั้นตอนการทดลองหนึ่งที่ใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือทดลองในคนไข้เพศ 88 รายซึ่งแก่เกินกว่า 49 ปีขึ้นไป ที่มีอาการปัสสาวะขัดข้อง หลังการทดลองกว่า 12 อาทิตย์ ผลสรุปที่ได้เป็น ผู้ป่วยต่างหรูหราคะแนน IPSS ที่ดีขึ้น ( TNE lnternational Prostate Symptom Score )ซึ่งเป็นค่าคะแนนสากลในการวัดปัญหาในระบบทางเท้าปัสวะของคนเจ็บจากการตอบคำถาม แต่กลับไม่ปรากฏผลในเชิงความเคลื่อนไหวคุณภาพชีวิต การขับถ่ายปัสวะ หรือขนาดของต่อมลูกหมากแต่อย่างใด
สมุนไพร ด้วยเหตุนั้น การทดสอบดังที่กล่าวถึงมาแล้วจึงยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาสตร์ที่ชัดเจนเพียงพอ จำเป็นต้องมีการค้นคว้าทดสอบในด้านนี้ต่อไปในอนาคต เพื่อค้นหาข้างหลังฐานที่ชัดแจ้งสำหรับการสรุปเกี่ยวกับประสิทธิของเห็ดหลินจือต่อการรักษาภาวะต่อมลูกหมากโตหรือปัญหาด้านสุขภาพใดๆก็ตามที่เกี่ยวพัน
ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจ
จากการวิเคราะห์ผลของการทดลองทางการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีคนไข้เบาหวานชนิด 2 ร่วมทดสอบกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่มีผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพพอเพียงจะเกื้อหนุนผลทางการรักษาเหล่านั้น และไม่มีข้อมูลที่เพียงพอสำหรับเพื่อการรับรองด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจือเช่นเดียวกัน โดยหนึ่งในการวิจัยเหล่านั้น ได้แสดงถึงผลกระทบจากการบริโภคเห็ดหลินจือในคนเจ็บบางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องเดิน หรือท้องผูก
โดยเหตุนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการค้นคว้าทดลองถึงสมรรถนะของเห็ดหลินจือสำหรับการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆกลุ่มนี้เพื่อปกป้องแล้วก็การดูแลและรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจต่อไป และให้ได้การชัดเจนชัดดเจนในด้านดังกล่าวมากเพิ่มขึ้น อันเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการรักษาปกป้องโรคเส้นโลหิตหัวใจและอาการต่างๆที่เกี่ยวพันถัดไปในอนาคต
ปริมาณที่สมควรสำหรับในการบริโรคเห็ดหลินจืออปิ้งชัดแจ้ง เนื่องประสิทธิผลแล้วก็ผลข้างคียงจากการบริโภค โดยเหตุนี้ ผู้ซื้อ ควรศึกษาเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ แล้วก็ขอคำแนะนำแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการบริโรค เนื่องจากว่าหากแม้เห็ดหลินจือในแต่ละรูปแบบจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แต่สารเคมีและส่วนประต่างบางทีอาจส่งผลข้างเคียงที่เกิดอันตรายต่อสภาพร่างกายได้เหมือนกัน
โดยปกติ จำนวนการบริโภคเห็ดหลินจือ/วันดังเช่น
-เห็ดหลินจืออบแห้ง ไม่ควรบริโภคเกิน 1.5-9 กรัม/วัน
-ผงสารสกัดเห็ดหลินจือ ไม่ควรบริโภคเกิน 1-1.5 กรัม
-สารละลายเห็ดหลินจือ ไม่สมควรบริโภคเกิน 1 มล./วัน
ความปลอดภัยสำหรับการบริโภคเห็ดหลินจือ
แม้ว่าจะมีการพิสูจน์ถึงคุณประโยชน์ในบางด้านที่อาจเกิดขึ้นได้จากการบริโภคเห็ดหลินจือ แต่คนซื้อก็ควรศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับเห็ดหลินจือ และขอความเห็นหมอหรือเภสัชกรก่อนการบริโภค โดยเฉพาะ ควรระมัดระวังในด้านจำนวนและแบบอย่างเห็ดหลินจือที่บริโภค เพราะเหตุว่าบางทีอาจเกิดผลข้างๆต่อร่างกายได้ในคราวหลัง
โดยสิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังสำหรับเพื่อการบริโภคเห็ดหลินจืออาทิเช่น

ผู้ใช้ทั่วไป.......
-ควรบริโภคเห็ดหลินจือในจำนวนที่พอดี
-การบริโภคสารสกัดจากเห็ดหลินจือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 1 ปี อาจจะเป็นผลให้ทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายได้
-การบริโภคสารสกัดจากเห็ดหลินจือติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่า 1 ปี อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้
-การบริโภคสารสกัดเห็ดหลินจืออาจก่อกำเนิดผลกระทบได้ ดังเช่นว่า ปากแห้ง คอแห้ง คันจมูก เลือดกำเดาไหล ท้องไส้ปั่นป่วน ถ่ายเป็นเลือด
-การดื่มไวน์เห็ดหลินจืออาจส่งผลให้เกิดผลกระทบเป็นอาการผื่นคัน
-การสูดหายใจเอาเซลล์ขยายพันธุ์ หรือ สปอร์ (Spores) ของเห็ดหลินจือเข้าไปอาจจะเป็นผลให้กำเนิดอาการแพ้
ผู้ที่พึงระวังสำหรับการบริโภคเป็นพิษ
ผู้ที่ท้อง หรือกำลังให้นมลูก ถึงแม้ยังไม่มีการพิสูจน์ผลกระทบที่บางทีอาจเกิดขึ้นได้ในกรุ๊ปผู้ใช้นี้แต่ว่าผู้ที่มีท้องแล้วก็ผู้ที่กำลังให้นมบุตรควรเลี่ยงการบริโภคเห็ดหลินจือ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของตนและลูกน้อย
คนที่จำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัด การบริโภคเห็ดหลินจือในจำนวนมาก อาจเพิ่มความเสี่ยงสำหรับในการเกิดภาวะมีเลือดออกในผู้เจ็บป่วยบางรายที่จะต้องเข้ารับการผ่าตัด ด้วยเหตุนี้ เพื่อลดการเสี่ยง ผู้ป่วยควรหยุดบริโภคเห็ดหลินจือ ขั้นต่ำ 2 สัปดาห์ก่อนวันผ่าตัด
คนที่มีปัญหาสุขภาพ
สมุนไพร  ความดันเลือดต่ำ เห็ดหลินจืออาจส่งผลให้ความดันโลหิตต่ำลง โดยเหตุนั้น คนป่วยภาวะความดันโลหิตต่ำจำเป็นจะต้องหลบหลีกการบริโภคเห็ดหลินจือ
ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ การบริโภคเห็ดหลินจือในจำนวนมาก อาจเพิ่มการเสี่ยงในการเกิดภาวะมีเลือดออกในคนที่มีเกล็ดเลือดต่ำ ฉะนั้น ผู้ป่วยภาวการณ์เกล็ดเลือดต่ำจึงไม่ควรบริโภคเห็ดหลินจือ
สภาวะมีเลือดออกไม่ดีเหมือนปกติ การบริโภคเห็ดหลินจือในจำนวนมาก บางทีอาจเพิ่มความเสี่ยงสำหรับในการเกิดภาวะมีเลือดออกในคนป่วยบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่มีภาวะเลือกออกไม่ดีเหมือนปกติอยู่แล้ว

Tags : สมุนไพรเห็ดหลินจือ

10

เห็ดหลินจือ
สปอร์เห็ดหลินจือแดง-ส่วนที่มีคุณค่าที่สุดของเห็ดหลินจือ
เมื่อ ค.ศ 2005 บริษัทของเรามีจุดกำเนิดขึ้นจากความอยากได้หาสมุนไพรคุณภาพสูงจากในหลายประเทศ จนถึงเราพบและมีส่วนร่วมกับบริษัทยยาของรัฐบาลจีน รวมทั้งได้ นำเข้าสปอร์เห็ดหลินจือประสิทธิภาพสูงหลังจากนั้นเป็นต้นมา
นับ 10 กว่าปี ที่พวกเราเป็นผู้ริเริ่ม และก็เป็นหัวหน้าในด้านสปอร์เห็ดหลินจือแดงคุณภาพสูง คุณภาพเป็นหัวใจสำคุณของเรา สปอร์เห็ดหลินจือของพวกเรา จะถูกคัดสรรอย่างยอดเยี่ยมก่อนถึงมือบริโภค เห็ดหลินจือแดงที่เรานำเข้ามา ถูกเพาะด้วยวิธีละเอียดลออ ทำให้จับตัวได้ดอกเห็ดที่มีขนาดใหญ่มากยิ่งกว่า
เราเอาใจใส่และตรวจดูประสิทธิภาพในทุกขั้นตอนการผลิตอย่างใกล้ชิด แล้วก็ด้วยกระบวนการผลิตที่ดูแลอย่างดี ทำให้เราได้รับการรับรองมาตฐาน GMP (GOOD Manufacturing Practice) ทุกล็อตที่พวกเราผลิตออกมา จะได้รับการตรวจประสิทธิภาพจากห้องแล็ปในโรงหมอ
เพื่อประโยชน์สูงสุดของท่านผู้ที่กำลังหาสินค้าเห็ดหลินจือมารับประทาน
งานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยรับรองว่าการกินสปอร์เห็ดหลินจือจะได้ผลลัพธ์ที่ดีมากกว่าการทานดอก เนื่องด้วยสปอร์มีสารออกฤทธิ์สำคัญมากกว่าแล้วก็สปอร์ที่ถูกกระเทาะนั้น เปลือกหุ้มจะต้านทานโรคมะเร็ง และเสริมภูมิคุ้มกันได้ดียิ่งไปกว่า เทียบกับแบบไม่ได้กระเทาะเปลือก
ที่พลาดมิได้ที่สุดเป็น.....
ท่านๆสามารถบริโภคเห็ดหลินจือได้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆโดยปลอดภัยใด อีกกด้วย เห็ดหลินจือมีมากว่า 100 สายพันธุ์แต่สายพันธุ์ที่มีสรรพคุณทางยาเยี่ยมที่สุดเป็นเห็ดหลินจือแดง เพราะสายพันธุ์นี้จะมีสารออกฤทธิ์กรุ๊ป Polysaccharide อยู่อย่างยิ่งที่สุด
ส่วนท่านที่กำลังเลือกซื้อเห็ดหลินจือออกมาขายในท้องตลาดแบบอย่างต่างๆมากมาย อีกทั้งในรูปแบบดอกอบแห้ง แคปซูล น้ำเห็ดหลินจือ กาแฟเห็ดหลินจืออื่นๆอีกเยอะมาก
ดังนั้นการจะเลือกซื้อเห็ดหลินจือให้ได้แบบที่มีคุณภาพดี ต้อง......
ดูตั้งแต่แนวทางการผลิต ว่าตัวเห็ดหลินจือนั้นได้รับการเลี้ยงที่เหมาะสมหรือปล่าว เพราะการควบคุมอณหภูมิ ความชื้น สารอาหาร รวมทั้งกรรมวิธีการแปลรูปล้วนส่งผลต่อปริมาณสาระสำคัญในตัวเห็ดหลินจือ บรรจุภัณฑ์ก็สำคัญไม่แพ้กัน เนื่องจากเห็ดหลินจือจะขึ้นราได้ง่ายเมื่อโดนความชื้อ ฉะนั้นตัวบรรจุภัณฑ์ควรต้องเลือกเป็นขวดที่กันความชื้อเจริญอีกด้วย
เห็ดหลินจือกับประโยชน์ต่อสุขภาพ
เห็ดหลินจือ (Lingzihi หรือ  REISHI)มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า กาโนเดอร์ มา ลูสิดัม (Ganoderma Lucidum) เป็นเห็ดที่มีขนาดใหญ่ มีสีเข้มมีพื้นผิวแวววาว มีลักษณะคล้ายไม้ และก็มีรสขม มีประวัตศาสตร์ช้านานสำหรับการใช้เห็ดหลินจือ เพื่อรักษาหรือบำรุงสุขภาพในประเทศแถบเอเซีย โดย เฉพาะจีนและญี่ปุ่น เพราะว่ามั่นใจว่าสารประกอบข้างในเหลืดหลินจือมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย
สมุนไพร ในเห็ดหลินจือมีสารอาหารที่อาจเกิดผลดีต่อร่างกายเยอะแยะ จำพวกเส้นใยต่างๆโปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและก็แร่ธาตุบางประเภท เชเนแคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุฟอสฟอรัสแมกนีเซียม เซเลเนียม ธาตุเหล็ก สังกะสี ดูแดง สารโมเลกุลชีวภาพที่สำคัญ เย่างสเตียรอยด์(Steroids) เทอร์ปีนป่ายอยด์ (Terpenoide) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ไกลวัวโปรตีน (Glycoproteins)พอลิแซ็กคาไรค์ (Polrsacchayides) รวมทั้งสารอนุพันธ์อื่นๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) และก็ลิวซีน (Leucine)ด้วยเหตุฉะนี้ มีบางบุคคลหรือในบางวัฒนธรรมนำเห็ดหลินจือมาเข้าครัวรวมทั้งดัดแปลงเพื่อการบริโภคอย่างนานาประการ นักวิทยาศาสตร์จึงสนใจและก็นำเห็ดหลินจือมาทดสอบหาประสิทธิผลทางการรักษาและการบำรุงสุขภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าเห็ดจำพวกนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์ใช่หรือไม่
เห็ดหลินมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพที่อาจเป็นได้จริงหรือ?
ถึงแม้มีการค้นคว้าทดสอบมากเกี่ยวกับคุณสมบัติรวมทั้งคุณประโยชน์ที่บางทีอาจเป็นไปได้ของเห็ดหลินจือ
แต่ว่าในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือข้อรับรองทางด้านวิทยาศาสตร์แล้วก็การแพทย์ที่กระจ่างถึงคุณสมบัติและก็คุณประโยชน์ที่บางทีอาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือแต่ว่า ในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์รวมทั้งการแพทย์ที่กระจ่างแจ้งถึงคุณสมบัติแล้วก็ประสิทธิผลด้านอะไรก็ตามดังนั้น ผู้ใช้ควรทำการศึกษาเรียนรู้และทำการค้นคว้าข้อมูลของเห็ดหลินจือ จำนวนและแนวทางการบริโภคที่เหมาะสม รวมทั้งความจำกัดต่างๆและก็เหตุทางสุขภาพของตัวเองให้ดีก่อนจะมีการบริโภค
แบบอย่างงานศึกษาเรียนรู้ที่เรียนรู้เกี่ยวกับเห็ดหลินจือที่อาจมีผลต่อสุขภาพ
โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
งานศึกษาค้นคว้าวิจัยหนึ่งได้ทดลองหาประสิทธิผลและความปลอดภัยของการบริโภคอาหารเสริมเห็ดหลืนจือในผู้ป่วย โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ จำนวน 32 ราย  ผลเป็น เห็ดหลินจืออาจมีคุณประโยชน์ในด้านการระงับลักษณะของการปวด ไม่เป็นอันตรายต่อการรับประทานไปสู่ร่างกายและไม่ส่งผลใกล้กัน อย่างไรก็ดี กลับไม่ปรากฏผลที่มีนัยสำคัญในการต่อต้านปฎิกิริยาออกซิเดชัน การต้านการอักเสบ หรือผลการปรับระบบภูมิคุ้มกันแต่อย่างใด

เพิ่มความสามารถร่างกาย
เห็ดหลินจือ มีการทดสอบที่ทดลองสมรรถนะของเห็ดหลินจือในด้านการเพิ่มสรรถยนต์ภาพของร่างกาย โดยได้ ทดสอบในผู้ป่วยโรคปวดกล้ามไฟโปรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)เพศหญิงจำนวน 64 ราย ตลอดเวลาการทดลอง 6 อาทิตย์ ผู้เจ็บป่วยบริโภคเห็ดหลินจือจำนวน 6 กรัม/วัน ต่อจากนั้นจึงทดสอบสมรรถนะร่างกายของคนไข้ ผลของการทดลองแล้วก็วางแผนรักษาผู้ป่วยโรคนี้ต่อไป แม้กระนั้นยังคงขาดหลักฐานเกื้อหนุนที่แจ่มชัด จะต้องมีการทำการศึกษาเรียนรู้ในด้าน เพื่อหาหลักฐานรวมทั้งสิ่งที่ใช้พิสูจน์ที่แนชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือถัดไป
ต้านการเกิดปฎิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน และก็คุ้มครองป้องกันการทำลายเซลล์ตับ
สมุนไพร จากการทดสอบหาความสามารถของสารตรีเทอร์พีนอยด์ (Trirpenoids)และก็โพลีแซ็กคาไรด์(Polysaccharide)ในเห็ดหลินจือในด้านการต้านการเกิดปฎิกิริยาออกซิเดชัน และก็การป้องกันการทำลายเซลล์ตับในกลุ่มผู้ทดลองที่มีสุขภาพดี 42 คน ผลทีแสดงถึงคุณภาพของเห็ดหลินจือสำหรับในการช่วยต้านทานอนุมูลอิสระ และก็ยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบของตับ
อย่างไรก็ดี แม้เห็ดหลินจืออาจช่วยต้านปริกิรริยาขบวนการออกซิเดชันได้ แม้กระนั้นการทดสอบดังที่กล่าวถึงมาแล้วเป็นเพียงการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยขนาดเล็ก ควรศึกษาค้นคว้าต่อไปเพื่อหาหลักฐานและก็ข้อพสจน์ที่เด่นชัดที่ชัดเจนถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือ

11

ถั่งเช่า
‘ถั่งเช่า’ เป็นยังไง? 
ถั่งเช่า’ นั้นพบได้รอบๆแถบทุ่งหญ้าบนเทือกเขาสูงของจีน (ประเทศธิเบต) เนปาล และก็ภูเขาฏาน ซึ่ง ‘ถั่งเช่า’ ที่มาจากแนวเขาหิมาลัยมีความน่าดึงดูดใจเป็นอย่างยิ่ง ได้มีคำชี้แจงสมุนไพรประเภทนี้ว่า
“ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นต้นหญ้า” สมุนไพร สื่อความหมายบ่งบอกวิวัฒนาการของมันว่า ตลอดหน้าหนาวจะมีหนอนประเภทหนึ่งฝังตัวอยู่ในหิมะ เมื่ออากาศเปลี่ยนน้ำแข็งเริ่มละลาย ก็จะมีเห็ดอีกประเภทหนึ่งปล่อยสปอร์ออกมาเพื่อการขยายพันธุ์ โดยจะถูกพัดพาไปตกอยู่ตามพื้นดิน แล้วตัวหนอนที่เคยฝังตัวในหิมะเหล่านี้หลุดออกมาจากจำศีลขึ้นมาหาอาหารก็จะกินสปอร์เข้าไป เมื่อเวลาผ่านไปถึงฤดูร้อนสปอร์ก็จะเริ่มเจริญเติบโตโดยอาศัยการดูดสารอาหารและก็แร่จากตัวหนอน ต่อจากนั้นเห็ดก็จะเริ่มแตกออกออกจากตัวหนอน เพราะเห็ดเหล่านี้อยากได้แดดมันจึงงอกพุ่งขึ้นสู่พื้นดินโดยงอกออกจากปากของตัวหนอน ส่วนตัวหนอนเองก็จะค่อยๆเหน็ดเหนื่อยลง เพราะฉะนั้นถั่งเช่าที่นำมาใช้ทำเป็นยาก็คือ ส่วนผสมของตัวหนอนแล้วก็เห็ดที่แห้งแล้วนั่นเอง
‘ถั่งเช่า’ ราชาที่สมุนไพรจีน
สมุนไพร ถั่งเช่า นับเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ที่วงจรของหนอนประเภทนี้ได้กลายมาฯลฯกำเนิดของสมุนไพรที่เป็นประโยชน์หลายประการ สำหรับการนำมากินนั้น มีอีกทั้งกินสดๆนำมาต้ม ตุ๋น หรือบดเป็นผุยผงแล้วใส่ในแคปซูลเพื่อความสะดวกเพิ่มขึ้นเช่านับว่าเป็นสมุนไพรอันดับที่หนึ่งของโลกปัจจุบัน ด้วยคุณประโยชน์มากไม่น้อยเลยทีเดียวที่ได้จากถั่งเช่า ก็เลยทำให้ไม่ว่าใครก็ต่างสรรเสริญให้ ถั่งเช่านั้นเป็นสมุนไพรที่ดีที่สุด เมื่อก่อนหากเอ๋ยถึง ถั่งเช่าอาจมีไม่ค่อยมีใครรู้จักสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะชาวไทยอย่างพวกเราๆแต่ว่าลองถามในตอนนี้สิจะมีผู้ใดบ้างที่ไม่ทราบยอดเยี่ยมสมุนไพรประเภทนี้ ด้วยเหตุว่าในตอนนี้ถั่งเช่านั้นเป็นที่นิยมมากมายก่ายกอง และก็แพร่หลายด้วยสรรพคุณจำนวนมากดังเช่น ช่วยทำนุบำรุงร่ากาย บำรุงเกี่ยวกับทางเท้าหายใจรวมไปถึงยังสามารถช่วยเพิ่มสมรรถทางเพศได้อีกด้วย ไม่หนำซ้าผู้คนล้นหลามยังเชื่อว่าเจ้าตัว ถั่งเช่านั้นสามารถรักษามะเร็งได้ดิบได้ดีอีกด้วย
การศึกษาสมุนไพรถั่งเช่า
คุณทราบหรือเปล่า?......จากที่มีการเล่าเรียนสมุนไพร มามากกว่า 20 ปี ไม่เจอผลกระทบหรือสารตกค้างใดๆก็ตามเลย ในกลุ่มคนที่กินถั่งเช่า ในปริมาณมากติดต่อกันนาน รวมทั้งในผู้สูงอายุ
จากการศึกษาการค้นคว้าวิจัยจำนวนหลายชิ้นเกี่ยวกับผลทางชีวภาพแล้วก็ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของถั่งเช่ามีมาก จึงทำให้ ‘ถั่งเช่า’ เป็นสมุนไพรที่ให้ผลดีสำหรับเพื่อการกระตุ้นระบบภูมิต้านทานต่างๆของร่างกายให้ดำเนินงานดียิ่งขึ้น ซึ่ง นพ.สุริยน ธีรธรรมากุล แพทย์ผู้ที่มีความชำนาญเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัยกรุงเทพ โรงหมอกรุงเทพ ได้กล่าวว่ากว่า 20 ปี ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีคนไหนกันศึกษาและทำการค้นพบด้านลบหรือผลข้างเคียงใดๆที่เป็นอันตรายของ ‘ถั่งเช่า’  เลย เว้นเสียจะเกิดขึ้นในบางคราวของคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องของตนอยู่แล้วเท่านั้น
คุณประโยชน์ของถั่งเช่า
ถั่งเช่า ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับคนไข้ที่เป็นเบาหวาน และก็ลดคอเลสเตอรอล
ช่วยหลักการทำงานของตับในเรื่องของดีท็อกซ์ เพิ่มประสิทธิภาพแนวทางการทำงานของไตให้ดีขึ้น
สร้างโปรตีนจำพวกสำคัญ ที่ช่วยเพิ่มกระตุ้น สมรรถภาพทางเพศหญิงแล้วก็ชาย ซึ่งได้รับฉายานามอีกอย่างหนึ่งว่า ไวอกร้าที่เทือกเขาหิมาลัย
ต่อต้านอาการเหน็ดเหนื่อย และก็เพิ่มประสิทธิภาพรูปแบบการทำงานของร่างกาย
ถั่งเช่า ช่วยกระตุ้นรูปแบบการทำงานของเม็ดเลือดขาว ลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง
ความนิยมบำรุงสุขภาพด้วยการรับประทานสมุนไพรจีนเพื่อบำรุงร่างกายมีมากยิ่งขึ้น ซึ่ง ‘ถั่งเช่า’ เองนั้นเป็นอีกหนึ่งชนิดของอาหารเสริมสำหรับผู้ที่อยากบำรุงร่างกายให้แข็งแรง เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่คนวัยหนุ่มสาวจนกว่าผู้สูงวัยหรือผู้ที่ต้องการปรับสมดุลในช่วงวัยทอง
โดยแพทย์เสนอแนะเรื่องการเลือกซื้อ ‘ถั่งเช่า’ ว่า “ปัจจุบันในตลาดจะมีแบบธรรมชาติหรือการเพาะเลี้ยงเองเป็นลู่ทาง มีสายพันธุ์มากกว่า 600 สายพันธุ์ ซึ่งจากการทดลองนั้น ‘ถั่งเช่า’ สายพันธุ์ Cordyceps Sinesis จะออกฤทธิ์ได้ดีที่สุด แล้วก็มีผลศึกษาค้นคว้ารับรองแน่นอน การเลือกกินสมุนไพร ‘ถั่งเช่า’ เป็นอาหารเสริมนั้น จะต้องเลือกจากแหล่งผลิตเชื่อใจได้ผ่านขั้นตอนการที่ถูกต้อง

ทำไม....ทานถั่งเช่าแล้วบางเจ้ามองไม่เห็นผล
ทำไมถั่งเช่าถึงแพง
ด้วยความที่สมุนไพร ถั่งเช่านั้นได้รับความนิยมมากมายในตอนนี้ทำให้ราคาของสมุนไพรชนิดนี้สูงมากอย่างต่ำเกรดธรรมดาๆก็ตกอยู่ที่กิโลละ 2-3 แสนบาท แต่ว่าหากเป็นตัวอย่างดีราคาแพงสุดอยู่ที่2-3 ล้านบาทอย่างยิ่งจริงๆ มูลเหตุที่ทำให้ราคาของ ถั่งเช่าแพงได้ขนาดนี้ก็เนื่องจากถั่งเช่าไม่ได้หากันง่ายๆมีเฉพาะบางพื้นที่เท่านั้น ไม่เหมือนกับสมุนไพรชนิดอื่นๆซึ่งสามารถหากันง่ายดายยิ่งกว่านี้ ถั่งเช่าจะหาได้จากพื้นที่สูงเข้าถึงยาก รวมทั้งมีสภาพภูมิอากาศที่คนปกติทั่วไปไม่สามารถเข้าไปหาถึงได้อย่างไม่ยากเย็นจำเป็นต้องให้คนทื้นที่เป็นผู้เข้าไปหาในป่าแค่นั้น ทั้งยังถั่งเช่ายังมีคุณประโยชน์ยังมีคุณประโยชน์ต่างๆอีกเยอะแยะ ทั้งยังช่วยรักษโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับฟุตบาทหายใจ โรคภูมิแพ้ หรือช่วยทำนุบำรุงอาหารลดน้าตาลในเลือด เป็นต้น แถมยังช่วยชะลอความแก่ และก็ช่วยเพิ่มสามารถทางเพศ ได้ดิบได้ดีอีกด้วย ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานั้นจึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้ถั่งเช่าราคาแพงแพง แต่ว่าขณะนี้มีโรงงานในไทยสามารถเพาะถั่งเช่าได้ โดยไม่ต้องเดินไปเก็บตามเทือกเขาทำให้ราคาต้นทุนถั่งเช่าลดลดลงไปมากกว่าก่อนหน้า สามารถควบคุมจำนวนสาระสำคัญได้เป็นเพาะในภาวะควบคุม และก็ยังแก้ไขปัญหาสารโลหะหนักปนที่ไม่อาจจะควบคุมได้ในธรรมชาติได้อีกด้วย

12

ถั่งเช่า
ทานถั่งเช่าเห็นผลข้างในกี่วัน
-ถั่งเช่า ช่วยรักษาคนที่มีลักษณะจากการที่ต่อเนื่องมาจากการเป็นโรคไตตัวอย่างเช่นอาการ ปวดหลัง ปัสสาสะหลายครั้ง เป็นต้น
-ช่วยเพิ่มความฟิตให้กับร่างกายของนักกีฬาได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักกีฬาประเภทวิ่งแข็ง หรือนักกีฬาที่ใช้ภาระหน้าที่กำลังเป็นอันมาก
-ช่วยเพิ่มความสามารถเพศได้อย่างดีเยี่ยมด้วยเหตุว่า ถั่งเช่านั้นช่วยทำให้เลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงที่อวัยวะสืบพันธุ์ได้มากขึ้น-สมุนไพร ถั่งเช่าช่วยทำให้น้ำอสุจิน้ำอสุจิแข็งแร็ง
-ถั่งเช่า ช่วยลด และก็ต้านอนุมูอิสระภายในร่างกาย ช่วยยั้งแล้วก็ชะลอความแก่ได้ รวมทั้งซ่อมบำรุงเซลต่างๆที่เสื่อมภายในร่างกาย
-ช่วยเพิ่มความจำ รวมทั้งปกป้องโรคสมองเสท่อมได้
-ช่วยลดอาการใจสั่น รวมทั้งหัวใจเต้นเร็ว ที่เป็นผลมาจากโรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับความดันเลือด
-ช่วยขยายหลอดเลือด ช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนในเลือด รวมทั้งช่วยให้เลือดมีระบบระเบียบไหลเวียนที่
-ช่วยยั้งเชื้อร้ายอย่างแบคทีเรียในร่างกายได้แม้กระทั่งเชื้อแบคทีเรียที่รุนแรงอย่างวัณโรคก็ตาม
-ถั่งเช่า ช่วยทำให้เลือดลมของสุขภาพสตรีเดินดีขึ้น ระดูมาปกติ รวมถึงยังช่วยให้สุขภาพสตรีมีความพร้อมเพรียงที่จะมีบุตรมากยิ่งขึ้นดด้วย
-ช่วยต้านทานมะเร็ง เพราะว่าสารคอร์ไดเซปินใน ถั่งเช่าเป็นสารต่อต้านมะเร็งทำให้ยับยั้งการเป็นวัณโรคมะเร็งได้ รวมถึงช่วยไม่ให้คนเจ็บโรคมะเร็งที่หายแล้วกลับมาเป็นอีก
สารออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่า
ที่ตัวของ สมุนไพร ถั่งเช่านั้นมีคุณประโยชน์ต่างๆมากก็เพราะในตัวของถั่งเช่า มีสารออกฤทธิ์สำคัญนั้นเอง ขึ้นรถออกฤทธิ์ที่สำคัญของถั่งเช่าที่ออกจะเป็นอระโยชน์และก็ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วมีดังนี้
1.สาร Cordycepin งานเรียนรู้ทดลองพบว่าสารตัวนี้สามารถ ช่วยแก้อาการเมื่อยล้า บำรุงกำลัง ต้านทานเชื้อโรคช่วยให้การไหลเวียนเลือดดียิ่งขึ้น บำรุงเลือด บำรุงหัวใจ ต้านการโตของเซลล์มะเร็ง บำรุงไต รักษาโรคไตอักเสบ บำรุงระบบแพร่พันธุ์ ปรับสมดุลร่างกาย แล้วก็ เสริมภูมิคุ้มกัน
2.สาร Nitric oxides สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยกรรมวิธีการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายให้ดำเนินการ แข็งเร็ว และ นานขึ้น มันจะออกฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดให้ไปสู่องคชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ถั่งเช่า ให้การแข็งของอวัยวะสืบพันธุ์นานขึ้นอย่างสมบูรณ์
3.สาร Adrenaline สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย มันจะมีผลให้สุขภาพดีขึ้น ไม่มีอาการอ่อนล้า รวมทั้งสามารถนอนได้อย่างเต็มเปี่ยมหลับเต็มที่มากเพิ่มขึ้น ทั้งยังสามารถช่วยชะลอความแก่ให้กับคนอย่างเราๆได้อีกด้วย
4.สารPolysaccharide สารตัวนี้เป็นสารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของมนุษย์ มันจะสร้างกลไกการคุ้มครองโรค และก็คุ้มครองป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อย่างดีเยี่ยม
แบบอย่างงานค้นคว้าวิจัยบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ของ ถั่งเช่าในทางเภสัชวิทยา โดยที่เป็นงานศึกษาวิจัยในตัวของคน ดังต่อไปนี้
-จากการวิจัยเกี่ยวกับกรณีของฤทธิ์จาก ถั่งเช่าที่มีผลกระตุ้นสมรรถทางเพศของผู้ชายจากปริมาณตัวอย่างทั้งปวง 22 คน ผลปรากฏว่า ฤทธิ์ของ ถั่งเช่านั้นสามารถช่วยเพิ่มสเปิร์มในเชื้อน้ำอสุจิของเพศชายจากกลุ่มตัวอย่างได้ถึง33%และยังสามารถช่วยลดจำนวนสเปิร์มที่อ่อนแอ หรือเปล่าธรรมดาลงในเชื้อสเปิร์มของผู้ชายจากกลุ่มทดลอง29%จากการที่เพียงแค่ให้ผู้ชายจากกลุ่มของตัวอย่างนี้รับประทาน ถั่งเช่าเพียงแค่เป็นอาหารเสริมเท่านั้น ยิ่งไปกว่านี้ยังมีอีกหนึ่งแบบอย่างแบบอย่างด้วยกันที่เป็นการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับความสามารถทางเพศ เป็นมีการให้กลุ่มทดลองทั้งสิ้นศ เป็นมีการให้กลุ่มของตัวอย่างทั้งสิ้นศชาย และผู้หญิงจำนวน 189 คน ที่มีภาวะอารมณ์ทางเพศต่ำลงได้ลองรับประทาน ถั่งเช่าผลปรากฏว่า สามารถช่วยให้กลุ่มทดลองทั้งหมดศชาย แล้เพศหญิงนั้นให้กลับมามีอารมณ์ทางเพศที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 66%
-จากการค้นคว้าเกี่ยวกับกรณีของฤทธ์จาก สมุนไพร ถั่งเช่าที่มีผลช่วยลดน้ำตาลในเลือด ศึกษาค้นพบว่าถั่งเช่านั้นสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้สูงสุดถึง 95% โดยทานถั่งเช่าแค่เพียงวันละ 3 กรัมเท่านั้น โดยไม่เหมือนกับกรุ๊ปที่ยังคงรักษาโดยใช้ยาแผนปัจุบันโดยสิ้นเชิง เนื่องจากว่าการควบคุมระดับน้ำตาลจากยาแผนปัจจุบันนั้นสามารถคุมระดับน้ำตาลแค่ได้เพียงแต่ 54 % เท่านั้น

ถั่งเช่าสายพันธุ์ไหนที่ดีที่สุด?[/size][/b]
ถั่งเช่ามีมากมายก่ายกองหลายแบบ มากมายสายพันธุ์ และก็จากหลายพื้อที่ ทั้งยังแบบเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แล้วก็แบบที่เกิดจากขั้นตอนเพาะเลี้ยง ส่วนถั่งเช่าสายพันธ์ไหนที่แพงที่สุดในโลกนั้นก็อาจจะต้องพูดว่าเป็นถั่งเช่าสายพันธ์ทิเบต ต้นเหตุก็เนื่องจากหายาก แม้กระนั้นในตอนนี้ได้มีหลักฐานการตรวจสอบพบว่าสารออกฤทธิ์สำคัญสำหรับในการรักษาโรคของเห็ดถั่งเช่าสีทอง(ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เพาะเลี้ยงได้ง่าย) มีมากกว่าถั่งเช่าทิเบตหลายเท่า นอกเหนือจากนั้นการที่เห็ดถั่งเช่าสีทองคำสามารถเพาะเลี้ยงได้ทให้สามารถควบคุมสารเจือปนและก็โลหะหนักให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ง่ายดายกว่าถั่งเช่าทิเบตที่เก็บมาจากธรรมชาติ
-เกรดของถั่งเช่า
นอกเหนือจากถั่งเช่ามีหลายสายพันธุ์แล้ว ถั่งเช่ายังมีหลายเกรดอีกด้วย โดยหลักๆที่พบในตอนนี้และตามตลาดก็จะมี 2 เกรดด้วยกันดังต่อไปนี้
-เกรด AAA –ถั่งเช่าเกรด AAAเป็นถั่งเช่าที่ได้รับการคัดสรรมาอย่าดีว่าเป็น ถั่งเช่าที่มีคุณประโยชน์ และสารอาหารมากมายว่า ถั่งเช่าธรรมดา รวมถึงเป็น ถั่งเช่าที่มีขนาดมาตรฐาน และถูกเก็บมาเวลาที่ถูก
-เกรด A-ถั่งเช่าเกรด Aเป็นสมุนไพร ถั่งเช่าที่มีคุณลักษณะแทบเหมือนถั่งเช่าเกรด AAA ทุกสิ่ง เพียงแต่ว่าขนาดของมันนั้นมิได้มาตรฐานเพียงเท่านั้น
เว้นเสียแต่ถั่งเช่า 2 เกรดที่ว่ามาแล้วนั้นยังมีเกรดอื่นๆแต่ไม่เป็นที่นิยมในตลาด ที่นิยมก็มีเพียงแค่ 2 เกรดสำคัญๆเท่านั้น เพื่อให้มีความปลอดภัยพวกเราควรจะซื้อ ถั่งเช่าจากร้านขายยา หรือสมุนไพรจีนที่เปิดให้บริการมาอย่างช้านาน หรือร้านที่ได้รับความนิยมกับคนทั่วไป ดังนี้นั้นก็เพื่อก็เพื่อความสบายใจแล้วก็จะได้ไม่ถูกหลอกให้จ่ายตลาดปลอมนั้นเอง

13
เห็ดหลินจือ ประโยชน์เห็ดหลินจือ ขายเห็ดหลินจือ

14
การบูร (Camphor)
การบูรเป็นยังไง การบูรเป็นชื่อของต้นไม้ ที่มีผลึกแทรกอยู่สะกดรอยแตกของเนื้อไม้และก็ยังสามารถนำลำต้น,ราก,ใบ มากลั่นหรือสกัดจนได้ผลึกดังที่กล่าวมาข้างต้นอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งแต่เดิมนั้น คำว่า “การบูร” มาจากภาษาสันสกฤตว่า “Karapur” หรือ “มือปูร” ซึ่งมีความหมายว่า “หินปูน” เนื่องจากโบราณเข้าใจว่าผนึกนี้เป็นพวกหินปูนที่มีกลิ่นหอมสดชื่น ต่อมาชื่อนี้สติไม่ดีเป็น “กรบูร” แล้วก็เป็น “การบูร” ในตอนนี้ (นักเขียนเข้าใจว่า ชื่อการบูรนี้คงถูกเรียกจากผลึกที่ได้แล้วจึงนำมาตั้งชื่อต้นไม้ที่ให้ผลึก) ส่วนลักษณะของผลึกการบูรนั้น มีลักษณะเป็นผลึกหรือเกล็ดกลมๆเล็กๆแวววาว สีขาวแห้ง มีกลิ่นหอมเย็นฉุน  ชอบจับกันเป็นก้อนร่วนๆแตกง่าย  หากทิ้งไว้ในอากาศ  จะระเหิดไปหมด มีรสร้อนปร่าเมา
สูตรทางเคมีและก็สูตรส่วนประกอบ ผลึกการบูรมีชื่อสามัญว่า Camphor, Gum camphor, Formosan camphor, Laurel camphor เป็นสารประกอบกรุ๊ปเทอร์พีนที่เจอได้จากต้นการบูรมีความไวไฟ มีชื่อตาม IUPAC ว่า 1,7,7-trimethylbicyclo 2.2.1heptan-2-one และมีชื่ออื่นๆเช่น 2-bornanone, 2-camphanone bornan-2-one, Formosa  มีสูตรเคมี C10H16O มีน้ำหนักโมเลกุล 152.23 ความหนาแน่น 0.990 มีจุดหลอมเหลวที่ 179.75 องศาเซลเซียส (452.9 K) จุดหลอมเหลว 204 องศาเซลเซียส (477K) สามารถละลายน้ำได้ รวมทั้งมีสูตรองค์ประกอบดังนี้
ที่มา ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผลึกการบูรได้มาจากการระเหิดของยางจากแก่นไม้ของต้นการบูรและการกลั้นหรือสกัด ลำต้น ราก ใบ ต้น การบูร ซึ่งมีข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ของต้นการบูรคือ สมุนไพรการบูร มีชื่อเขตแดนอื่นๆว่า การะบูน การบูร (ภาคกึ่งกลาง), อบเชยญวน (ไทย), ประพรมเส็ง (งู), เจียโล่ (จีนแต้จิ๋ว), จางมู่ จางหน่าว (ภาษาจีนกลาง) เป็นต้น ชื่อวิทยาศาสตร์  Cinnamomum camphora (L.) J. Presl.ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์Camphora camphora (L.) H.Karst., Camphora hahnemannii Lukman., Camphora hippocratei Lukman., Camphora officinarum Nees, Camphora vera Raf., Camphorina camphora (L.) Farw., Cinnamomum camphoriferum St.-Lag., Cinnamomum camphoroides Hayata, Cinnamomum nominale (Hats. & Hayata) Hayata, Cinnamomum officinarum Nees ex Steud., Laurus camphora L., Persea camphora (L.) Spreng.  ชื่อสกุล Lauraceae
การบูร เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของจีน ญี่ปุ่น รวมทั้งไต้หวัน และมีการกระจัดกระจายประเภทไปในแถบ   เมดิเตอร์เรเนียน อินโดนีเซีย ประเทศอินเดีย อียิปต์ แอฟริกาใต้ จาไมกา บราซิล อเมริกา และก็ประเทศไทย โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นทรงพุ่มกว้างและทึบ มีความสูงของต้นได้ถึง 30 เมตร ลำต้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1.5 เมตร เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาล ผิวหยาบคาย ส่วนเปลือกกิ่งเป็นสีเขียวหรือเป็นสีน้ำตาลอ่อน ลำต้นรวมทั้งกิ่งเรียบไม่มีขน ส่วนแก่นไม้เป็นสีน้ำตาลปนแดง เมื่อนำมากลั่นแล้วจะได้ “การบูร” ทุกส่วนของต้นการบูรจะมีกลิ่นหอมสดชื่น โดยยิ่งไปกว่านั้นที่ส่วนที่ของรากแล้วก็โคนต้น แพร่พันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเม็ด รวมทั้งกรรมวิธีการปักชำ
ใบเป็นใบคนเดียว ออกเรียงสลับ รูปรี หรือรูปรีแกมรูปไข่ กว้าง 2.5-5.5 เซนติเมตร ยาว 5.5-15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือกลม ขอบของใบเรียบหรือเป็นคลื่นนิดหน่อย แผ่นใบค่อนข้างจะเหนียว ข้างบนสีเขียวเข้ม เป็นเงา ด้านล่างสีเขียวอมเทาหรือนวล ไม่มีขน เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมหวนเหมือนกลิ่นการบูร เส้นใบขึ้นตรงมาจากโคนใบราว 3-8 มิลลิเมตร แล้วแยกออกเป็น 3 เส้น ตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกนั้นมีต่อม 2 ต่อม รวมทั้งตามเส้นกึ่งกลางใบอาจมีต่อมเกิดขึ้นตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกไป ก้านใบยาว 2-3 ซม. ไม่มีขน ตาใบมีเกล็ดซ้อนเหลื่อมล้ำห่อหุ้มอยู่ เกล็ดชั้นนอกเล็กมากยิ่งกว่าเกล็ดชั้นในตามลำดับ
ดอกช่อแบบแยกกิ่งก้านสาขาออกตามเป็นกระจุกรอบๆง่ามใบ ดอกเล็กสีขาวอมเหลืองหรืออมเขียว ก้านดอกสั้นมากมาย กลีบรวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วง วงละ 3 กลีบ รูปรี ปลายมน ข้างนอกสะอาด ข้างในมีขนละเอียด เกสรเพศผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วง วงละ 3 อัน อับเรณูของวงที่ 1 รวมทั้งวงที่ 2 เบือนหน้าเข้าภายใน ก้านเกสรมีขน ส่วนอับเรณูของวงที่ 3 เบือนหน้าออกภายนอก ก้านเกสรค่อนข้างจะใหญ่ มีต่อม 2 ต่อมอยู่ใกล้โคนก้าน  ต่อมรูปไข่กว้างและก็มีก้าน อับเรณูมีช่องเปิด 4 ช่อง เรียงเป็น 2 แถว แถวละ 2 ช่อง มีลิ้นเปิดทั้งยัง 4 ช่อง เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 3 อัน อยู่ข้างในสุด รูปร่างคล้ายลูกศร มีขนแม้กระนั้นไม่มีต่อม รังไข่รูปไข่ ไม่มีขน ก้านเกสรเพศเมียยาวราว 1 มม. ไม่มีขน ปลายเกสรเพศเมียกลม ใบแต่งแต้มเรียวยาว ร่วงง่าย มีขนอ่อนนุ่มผลรูปไข่ หรือกลม สำเร็จมีเนื้อ ยาว 6-10 มม. สีเขียวเข้ม เมื่อสุกกลายเป็นสีดำ มีฐานดอกซึ่งเจริญวัยขึ้นมาเป็นแป้นรองรับผลมีเม็ด 1 เมล็ด มีดอกราวมิถานายนถึงก.ค.ซึ่งการบูรจากธรรมชาตินั้น เป็นผลึกที่แทรกอยู่ในแก่นไม้ของต้นการบูร ที่เกิดอยู่ทั่วๆไปต้น ชอบอยู่สะกดรอยแตกของเนื้อไม้ มีเยอะที่สุดในแก่นของราก รองลงมาที่แก่นของต้น ส่วนที่อยู่ใกล้โคนต้นจะมีการบูรมากกว่าส่วนที่อยู่สูงขึ้นมา ในใบแล้วก็ยอดอ่อนมีการบูรอยู่น้อย และก็จะมีน้อชูว่าใบแก่  ส่วนการผลิตการบูร จะใช้กรรมวิธีกลั่นด้วยไอน้ำ (ซึ่งบางทีอาจไม่สามารถที่จะกลั่นการบูรได้เองด้านในครัวเรือน เนื่องมาจากต้องใช้เครื่องใช้ไม้สอยที่เฉพาะ) โดยนำส่วนต่างๆของลำต้นรวมทั้งรากการบูรที่มีอายุเกิน 40 ปี มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วค่อยนำไปกลั่น เมื่อกลั่นจนได้น้ำมันหอมระเหย การบูรจะกลายเป็นผลึกเป็นก้อนสีขาวๆแยกออกมาจากน้ำมันหอมระเหย หลังจากนั้นก็เลยกรองแยกเอาผลึกการบูร (อาจเอามาทำให้บริสุทธิ์โดยการระเหิด) การบูรที่ได้นี้เรียกว่า refined camphor หรือ resublimed camphor แต่ในประเทศอเมริกา จะใช้ใบและยอดอ่อนของต้นที่แก่ 5 ปีขึ้นไปแทน แม้ว่าจะให้จำนวนการบูรน้อยกว่า แม้กระนั้นสามารถตัดใบแล้วก็ยอดอ่อนมากมายลั่นได้ทุกๆสองเดือน ในตอนนี้การบูรแทบจะทั้งหมดได้จากแนวทางการครึ่งสังเคราะห์จากสารตั้งต้น คือ แอลฟา-ไพนีน (alpha-pinene) ที่ได้จากน้ำมันสน
ผลดี/สรรพคุณ
หนังสือเรียนยาไทย: “การบูร”  มีรสร้อนปร่าเมา ใช้ทาเช็ดนวดแก้ปวด แก้กลยุทธ์บวม ปวดเมื่อย พลิก แก้กระตุก แก้ปวดข้อ แก้ปวดเส้นประสาท แก้รอยผิวหนังแตก แก้พิษแมลงต่อย และก็โรคผิวหนังเรื้อรัง เป็นยาระงับเชื้ออย่างอ่อน ขับเหงื่อ ขับเสมหะ ขับฉี่ แก้ไข้หวัด รวมทั้งขับลม บำรุงธาตุ บำรุงกำหนัด ยากระตุ้นหัวใจ บำรุงหัวใจ ใช้เป็นส่วนผสมในยาหอมต่างๆเช่น ยาหอมเทพจิตร นอกเหนือจากนั้นยังคงใช้แก้อาการชักบางประเภท ใช้การบูร 1-2 เกรน แก้ปวดขัดตามเส้นประสาท ข้อบวมเป็นพิษ แก้เคล็ดบวม เส้นตกใจ กระตุก ขัดยอกพลิก แก้เจ็บท้อง ท้องร่วง ขับน้ำเหลือง แก้เลือดลม บำรุงกำหนัด ขับเหงื่อ ขับเสมะหะ บำรุงธาตุ แก้โรคตา กระจัดกระจายลม ขับผายลม นำมาผสมเป็นขี้ผึ้ง เป็นยาร้อน ใช้ทาแก้เพื่อทำลายพิษอักเสบเรื้อรัง ปวดยอกตามกล้ามเนื้อ สะบักจม หน้าอก เจ็บปวดรวดร้าวตามเอ็น โรคปวดผิวหนัง รอยผิวแตกในช่วงฤดูหนาว แก้พิษสัตว์กัดต่อย วางในห้องหรือตู้เสื้อผ้าไล่ยุงรวมทั้งแมลง
          บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศคณะกรรมการปรับปรุงระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปรากฏการใช้การบูร ร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ ในยารักษาหลายกลุ่มอาการ อย่างเช่น  “ยาธาตุบรรจบ” มีคุณประโยชน์ของตำรับ ใช้บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ รวมทั้งอาการอุจจาระธาตุพิการ ท้องเสียที่ไม่ติดเชื้อ ฯลฯ, ตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณของตำรับสำหรับเพื่อการทุเลาลักษณะของการปวดตามเอ็น กล้าม มือ เท้า ตึงหรือชา ตำรับ "ยาประสะไพล" มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณของตำรับสำหรับในการรักษาระดูมาไม่สม่ำเสมอหรือมาน้อยกว่าธรรมดา ทุเลาอาการปวดระดู  แล้วก็ขับน้ำคร่ำในหญิงหลังคลอดลูก
ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันพบว่าการบูรดูดซับทางผิวหนังเจริญ รวมทั้งรู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสกับผิวหนังเหมือนกันกับเมนทอล มีฤทธิ์เป็นยาชาและต้านจุลินทรีย์อย่างอ่อนๆใช้ทาเฉพาะที่แก้กลยุทธ์บวม ปวดเมื่อย แพลง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย รวมทั้งโรคผิวหนัง นอกนั้นยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง นอกนั้นยังมีการนำการบูรมาใช้ประโยชน์อื่นๆอีกดังเช่นว่า

  • ช่วยแก้รอยผิวหนังแตกในช่วงฤดูหนาว
  • การบูรเมื่อเอามาวางในห้องหรือตู้เสื้อผ้าจะสามารถช่วยไล่ยุงและแมลง รวมทั้งยังเอามาผสมเป็นตัวขจัดกลิ่นอับในรองเท้าได้อีกด้วย
  • กิ่งไม้และก็ใบสามารถประยุกต์ใช้แต่งกลิ่นอาหารและขนมได้ ดังเช่นว่า สินค้าเกี่ยวกับเนื้อสัตว์ ไส้กรอก เบคอน ข้าวบุหรี่ไก่ ทอฟฟี่ แยม เยลลี่ เครื่องดื่มโคค้างวัวลา สุรา หรือใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องพะโล้ เครื่องแกงแกงมัสมั่น ผงกะหยี คุกกี้ ขนมเค้ก อื่นๆอีกมากมาย ใช้แต่งกลิ่นยาแล้วก็ใช้เป็นองค์ประกอบของของกินประเภทผักดอง ซอส ฯลฯ
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา

  • รากของต้นการบูรมีน้ำมันหอมระเหย 3% ซึ่งประกอบไปด้วย azulene, cadinene, camphene, camphor, carvacrol, cineol, citronellol, citronellic acid, fenochen, limonene, phellandene, pinene, piperiton, piperonylic acid, safrole และ terpineol ส่วนใบของต้นการบูรพบ camphor และก็ camperol
  • เนื้อไม้ของต้นการบูรเมื่อเอามากลั่นด้วยไอน้ำ จะได้เรื่องบูรและน้ำมันหอมระเหยรวมกันราว 1% ซึ่งประกอบด้วย acetaldehyde, betelphenol, caryophyllen, cineole, eugenol, limonene, linalool, orthodene, p-cymol, รวมทั้ง salvene
  • ราก กิ่ง และก็ใบ เจอน้ำมันระเหยโดยเฉลี่ยราวๆ 3-6% โดยในน้ำมันระเหยจะมีสารการบูรอยู่โดยประมาณ 10-50% และก็พบว่าต้นการบูรยิ่งแก่เยอะแค่ไหน จะพบว่ามีสารการบูรมากมายตามไปด้วย โดยเจอสาร ต่างๆอาทิเช่น Azulene, Bisabolone, Cadinene, Camphorene, Carvacrol, Safrol ฯลฯ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ศึกษาฤทธิ์ต้านทานการอักเสบในหลอดทดลองของการบูร โดยนำสารสกัดหยาบคายจากใบการบูร สกัดด้วย 80% methanol แล้วนำสารสกัดที่ได้ มาผ่านการแยกโดยใช้  hexane และ ethyl acetate (EtOAc) จากการทดสอบพบว่าสารสกัด hexane รวมทั้ง EtOAc ขนาด 100 μg/ml ของการบูร สามารถยับยั้งการสร้างสารที่เกี่ยวกับการอักเสบตัวอย่างเช่น  interleukin (IL)-1b, IL-6 และก็ tumor necrosis factor (TNF-α) จากเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 cells ของหนู ซึ่งถูกกระตุ้นโดย  lipopolysaccharide (LPS) ได้อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติได้ในช่วง 20-70% และก็สามารถยั้งการสร้าง nitric oxide (NO) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มีการเกิดการอักเสบ ได้ 65% สารสกัดหยาบด้วย 80% methanol  และส่วนสกัดย่อย hexane และ ethyl acetate สามารถยับยั้งการสร้าง prostaglandin E2 (PGE2) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นในวิธีการอักเสบ ในเซลล์ macrophages ของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS หรือ IFN-gamma ได้ 70% รวมทั้งสารสกัด hexane  และ ethyl acetate ในขนาด 100 μg/ml สามารถยั้งการกระตุ้น β1-integrins (CD29) ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการขัดขวางไม่ให้เกิดการรวมกลุ่มของโมเลกุล แล้วก็เซลล์ในระบบภูมิต้านทานที่จะมารวมตัวกันรอบๆที่เกิดการอักเสบ โดยสามารถยับยั้งได้ 70-80% โดยเหตุนั้นจึงสรุปได้ว่าสารสกัดจากใบการบูรมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบโดยเกี่ยวเนื่องกับการขัดขวาง cytokine, NO รวมทั้ง PGE2
  • ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย การเรียนรู้ฤทธิ์ยับยั้งการเจริญก้าวหน้าของเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Staphylococcus aureus (เป็นเชื้อที่ก่อโรคระบบทางเดินอาหาร แผล ฝีหนอง แล้วก็อีกหลายระบบในร่างกาย) ของสาร camphor ที่สกัดได้จากต้นการบูร แล้วก็เป็นส่วนประกอบหลักของ essential oil จากต้นการบูร ทดสอบด้วยวิธี agar disk diffusion วัดผลด้วยการวัดค่า inhibition zone พบว่า camphor ในขนาดความเข้มข้น 2% สามารถยั้งการก้าวหน้าของเชื้อ S. aureus ได้ แต่ไม่มีผลยั้งเชื้อ E.coli


การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา การทดสอบความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นการบูรด้วยเอธานอล-น้ำ เข้าท้องหนูถีบจักรพบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายกึ่งหนึ่งมากกว่า 1 ก./กก. เมื่อป้นส่วนที่เป็นไขมันให้หมาในขนาด 5 ซีซี/กก. ไม่พบพิษ
มีแถลงการณ์ว่าการรับประทานการบูร ขนาด 3.5 กรัม ทำให้เสียชีวิตได้ และถ้ากินเกินทีละ 2 กรัม จะมีผลให้สลบ รวมทั้งเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ไต แล้วก็สมอง อาการแสดงเมื่อได้รับพิษหมายถึงอ้วก อาเจียน ปวดหัว ตาลายศีรษะ กล้ามสั่น กระตุก มีการชัก สมองดำเนินงานผิดพลาด เกิดภาวะงงมาก ทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับขนาดที่ได้รับ ปกติแล้วร่างกายมีการกำจัดการบูรเมื่อกินเข้าไป ผ่านการเมทาบอลิซึมที่ตับ โดยการบูรจะถูกกลายเป็นสารกลุ่มแอลกอฮอล์ โดยการเติมออกสิเจนในโมเลกุล เกิดเป็นสาร campherolแล้วจะจับตัวกับ glucuronic acid ในตับ เกิดเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำได้ แล้วก็ถูกขับออกทางเยี่ยว แต่ถ้าหากได้รับในจำนวนสูงเกินความจำเป็น ก็จะเกิดการหลงเหลือจนกระทั่งมีอันตรายต่อตับ รวมทั้งไตได้
         การสูดดมการบูร ที่มีความเข้มข้นกลางอากาศมากยิ่งกว่า 2 ppm (2 ส่วนในล้านส่วน หรือ 2 mg/m3) จะก่อให้กำเนิดอาการนิดหน่อยถึงปานกลาง อาทิเช่น การระคายเคืองต่อจมูก ตา แล้วก็ลำคอ ขนาดที่ก่อให้เกิดพิษร้ายแรงต่อชีวิต แล้วก็สุขภาพคือ 200 mg/m3ความเป็นพิษของการบูรที่เกิดจากการรับประทาน ดังเช่น คลื่นไส้ คลื่นไส้ เจ็บท้อง ปวดศีรษะ ชัก สลบ หรืออาจเป็นอันตรายถึงชีวิตจากสภาวะระบบการหายใจล้มเหลว โดยขนาดของการบูรที่นำมาซึ่งอาการพิษที่รุนแรง (ชัก สลบ) ในคนแก่เป็น34 mg/kg
        ยิ่งไปกว่านี้ยังมีรายงานว่า การกินน้ำมันการบูรในขนาด 3-5 mL ที่มีความเข้มข้น  20% หรือมากกว่า 30 mg/Kg จะทำให้เสียชีวิตได้ มีรายงาน case report  เจาะจงไว้ว่า มีเด็กหญิงอายุ 3 ปีครึ่ง ทานการบูรเข้าไป โดยไม่เคยทราบขนาดที่กิน  ปรากฏว่ามีลักษณะชักแบบกล้ามเกร็งหมดทั้งตัวโดยไม่มีการกระตุก (generalised tonic seizures) นาน 20-30 นาที ก่อนจะมาถึงโรงพยาบาล  ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบว่า ระดับน้ำตาล ระดับ electrolytes รวมทั้งระดับแคลเซียม มีค่าธรรมดา การตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography (EEG) พบว่ามีค่าปกติ แล้วก็มีลักษณะอาการอ้วก 1 ครั้ง เมื่อมาถึงโรงหมอ เจอสารสีขาว และมีกลิ่นการบูรร้ายแรงจากการอาเจียน
ขนาด/จำนวนที่ควรจะใช้ ในการรักประทานยังไม่มีข้อมูลที่รับรองแจ่มกระจ่างว่าควรบริโภคการบูรเยอะแค่ไหน ที่จะไม่มีอันตรายต่อสภาพทางด้านร่างกายแต่ว่าในด้านการสูดดมมีการคำนวณว่าในสารที่ผสมการบูรเสร็จแล้ว ไม่สมควรเกินกว่า 2 ppm ซึ่งมีความหมายว่า มีปริมาณของการบูร 2 มิลลิกรัมในสารละลาย 1 ลิตร ดังนั้นในการใช้การบูรทั้งยัง การรับประทานและก็การสูดดมความต้องระวังแล้วก็ใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
ข้อเสนอ/ข้อควรปฏิบัติตาม

  • สตรีตั้งครรภ์ ไม่สมควรรับประทานการบูร
  • ผู้ที่เป็นโรคท้องผูกริดสีดวงทวารฉี่แสบขัดเป็นเลือดไม่ควรกิน
  • น้ำมันการบูรที่มีสีเหลืองหรือน้ำตาลห้ามใช้ เพราะเหตุว่ามีความเป็นพิษสูง
  • ความเข้มข้นของกลิ่นการบูรที่มีมากอาจจะเป็นผลให้มีอันตรายต่อสุขภาพ โดยยิ่งไปกว่านั้นปอดและตับได้
เอกสารอ้างอิง

  • (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “การะบูน , การบูร”.   หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  หน้า 60-62.
  • Chen W, Vermaak I, Viljoen A. Camphor-A Fumigant during the Black Death and a Coveted Fragrant Wood in Ancient Egypt and Babylon-A Review. Molecules. 2013:18;5434-5454.
  • “การบูร Camphor Tree”. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).    หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  หน้า 82.
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์Drug Tips.ฉบับที่5 กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า 6-7
  • Narayan LtCS, Singh CN. Camphor poisoning—An unusual cause of seizure. Medical Journal, Armed Forces India. 2012;68:252-253.
  • การบูร.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี http://www.disthai.com/.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “การบูรต้น”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  หน้า 72.
  • Gupta N, Saxena G.antimicrobial activity of constituents identified in essential oils from mentha and cinnamomum through gc-ms. International Journal of Pharma and Bio Sciences. 2010;1(4):715-720.
  • การบูร.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.Manoguerra AS, Erdman AR, Wax PM, Nelson LS, Caravati EM, Cobaugh DJ, et al. Camphor poisoning: an evidence-based practice guideline for out-of-hospital management. Clinical Toxicology. 2006;44:357-370.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์). “เกล็ดการบูร (Camphor)”. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.   หน้า 74.
  • การบูร.วิกิพีเดียสารานุกรม
  • Lee HJ, Hyun E-A, Yoon WJ, Kim BH, Rhee M, Kang HK, et al. In vitro anti-inflammatory and anti-oxidative effects of Cinnamomum camphora extracts. J Ethnopharmacology. 2006;103: 208–216.
  • การผลิตการบูรแบบง่าย.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • นันทวัน บุณยะประภัศร,อรนุช โชคชัยเจริญพร.การบูร.สมุนไพรไม้พื้นบ้าน.เล่ม1.พิมพ์ครั้งที่1.กรุงเทพฯ.2539.


15

น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate)
น้ำมันระกำเป็นอย่างไร  น้ำมันระกำ เมทิลซาลิไซเลต (Methyl salicylate หรือ Wintergreen oil หรือ Oil of wintergreen) เป็นสารอินทรีย์ในธรรมชาติเจอได้จากพืชหลายชนิดโดยยิ่งไปกว่านั้นพืชในกรุ๊ปวินเทอร์กรีน (Wintergreen) รวมทั้งพืชอีกหลากหลายประเภทที่ผลิต เมทิลซาลิไซเลต ในจำนวนนิดหน่อย ตัวอย่างเช่น

  • สปีชี่จำนวนมากของสกุล Pyrolaceae โดยเฉพาะในสกุล Pyrola
  • บางสปีชี่ของสกุล Gaultheria ในวงศ์ Ericaceae
  • บางสปีชี่ของสกุล Betula ในสกุล Betulaceae โดยยิ่งไปกว่านั้นในสกุลย่อย Betulenta


แต่ว่าในขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ สามารถสังเคราะห์สารเมทิลซาลิไซเลตแบบที่เจอในน้ำมันระกำได้เช่นกัน รวมทั้งถูกประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตน้ำหอม อาหาร เครื่องดื่ม รวมทั้งยาในบ้านพวกเรา น้ำมันระกำมักถูกนำมาเป็นส่วนผสมของ ครีม ขี้ผึ้ง น้ำมันทาเช็ดนวด สำหรับลดลักษณะของการปวดของกล้ามเนื้อรวมทั้งปวดข้อ ซึ่งสารเมทิลซาลิไซเลตในน้ำมันระกำมักใช้ได้กับลักษณะของการปวดประเภทกะทันหันไม่รุนแรง แม้กระนั้นลักษณะของการปวดประเภทเรื้อรังจะเห็นผลน้อย
สูตรเคมีและก็สูตรองค์ประกอบ น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) เป็นสารอินทรีย์ในสูตรส่วนประกอบมีหมู่ เอสเทอร์ (Esters) วงแหวนเบนซินซึ่งสามารถกลืนรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ เป็นส่วนประกอบหลักรวมทั้งมีชื่อทางเคมีตาม IUPAC คือ metyl 2-hydroxybenzoate มีสูตรเคมี C6H4(HD)COOCH3 มีน้ำหนักโมเลกุล 152.1494g/mal มีจุดหลอมเหลวที่ -9 องศาเซลเซียส (ºC) จุดเดือดอยู่ที่ 220-224 องศาเซลเซียส  (ºC) สามารถติดไฟได้ และสามารถละลายก้าวหน้าในแอลกอฮอลล์ กรดอะซิตำหนิก อีเทอร์ ส่วนในน้ำละลายได้น้อย
 
 
 
 
                สูตรโครงสร้างทางเคมีของเมทิลซาลิไซเลท
                           ที่มา : Wikipedia                                   ที่มา : Brahmachari (2009)                                                 
 
 
ที่มาที่ไป/แหล่งที่พบ น้ำมันระกำ หรือ เมทิลซาลิไซเลต ในอดีตนั้นสามารถสกัดได้จากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ว่าในปัจจุบัน เมื่อวงการวิทยาศาสตร์รุ่งเรืองขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้ ที่สามารถแยกสาเหตุของน้ำมันระกำได้เป็น

  • ได้มากจากธรรมชาติ จะได้มาจากการกลั่นใบของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มี ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gaultheria procumbens Linn. ชื่ออังกฤษ wintergreen, Checkerberry, Teaberry Tree, อยู่ในตระกูล ERICAEAE ลักษณะ เป็นไม้พุ่มเล็กๆแผ่ไปตามดิน ยอดจะชูขึ้นสูงราว10-15 เซนติเมตร มีอายุเกิน 1 ปี ใบ เดี่ยวออกสลับกัน ใบสีเขียวแก่ รูปไข่ ยาว 1-2 ซม. ใบมีกลิ่นหอมหวนหวานรสฝาด ดอก สีขาวเป็นรูประฆัง ยาว 5 มม. ออกที่ข้อข้างๆใบ ผล เป็น capsule สีม่วง มีส่วนของกลีบรองกสีบดอก สีแดงสดติดอยู่ ซึ่งในใบจะมีสาร methyl Salicylate อยู่ถึง 99% เลยทีเดียว โดยพืชประเภทนี้เป็นพืชประจำถิ่นของทวีปอเมริกาเหนือและก็
  • ได้มาจากการสังเคราะห์สารเคมี โดยการผลิต น้ำมันระกำด้านวิทยาศาสตร์ได้จากการสังเคราะห์สารมีชื่อทางเคมีว่า Salicylyl acetate เป็นอนุพันธ์เอสเธอร์ ของ Salicylic acid รวมทั้ง methyl salicylate โดยใช้ปฏิกิริยาคอนเดนเซซั่น ของกรดซาลิไซลิก กับ เมทานอล โดยการทำให้กรดซัลฟิวริกผ่าน esterification กรด Salicylic จะละลายในเมทานอลเพิ่มกรดกำมะถันแล้วก็ความร้อน เวลาสำหรับเพื่อการทำปฏิกิริยาคือ 3 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 90-100 ℃ เมื่อปลดปล่อยให้เย็นถึง 30 ℃ แล้วใช้น้ำมันล้างด้วยสารละลายโซเดียมคาร์บอเนตที่มีค่า pH 8 ด้านบนแล้วล้างด้วยน้ำ 1 ครั้ง น้ำ. ส่วนการกลั่นด้วยเครื่องสุญญากาศ 95-110 ℃ (1.33-2.0kPa) กลั่นให้ได้เมทิลซาลิไซเลต 80% หรือปริมาณเมทิลเซลิเซียลในอุตสาหกรรมทั่วๆไปพอๆกับ 99.5%
ผลดีแล้วก็สรรพคุณ
ประโยชน์รวมทั้งคุณประโยชน์ของน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate)เป็นใช้เป็นยาระงับปวดจำพวกใช้เฉพาะที่สำหรับทุเลาลักษณะของการปวดต่างๆที่ไม่รุนแรง ยกตัวอย่างเช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อจากภาวะตึงหรือเคล็ด ข้อต่ออักเสบ ช้ำ หรือปวดหลัง เป็นต้น โดยยานี้จะช่วยทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเย็นบริเวณผิวหนังในตอนแรก แล้วจะเบาๆอุ่นขึ้น ซึ่งช่วยเบี่ยงเบนความพึงพอใจจากการรู้สึกถึงอาการปวด นอกจากนั้น ยังบางทีอาจใช้รักษาโรคอื่นๆตามดุลยพินิจของแพทย์ด้วย  น้ำมันระกำมีกลไกการออกฤทธิ์ โดยตัวยาจะกระตุ้นปลายประสาทที่รับความรู้สึกถึงความร้อน - อบอุ่น ทำให้ร่างกายมีการสนองตอบถึงการบรรเทาลักษณะของการปวดน้อยลง จึงทำให้เกิดความรู้สึกถึงฤทธิ์การรักษาตามคุณประโยชน์ ในการศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชยังเจออีกว่าน้ำมันระกำสามารถปรับปรุง ต้านการปวดบวมแล้วก็อักเสบ แถมมีฤทธิ์เป็นยาชาแบบอ่อนๆรวมทั้งมี pH เป็นกรด ออกจะแรง และมีโมเลกุลแบบ BHA ด้วย มีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะแบบอ่อนๆทำให้ทำลายแบคทีเรียที่ผิวหน้าได้มักใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยา แอสไพริน ซาลิโซเลต และก็ยาฆ่าเชื้อ
                นอกเหนือจากนั้นยังใช้เมทิลซาลีไซเลตในอุตสาหกรรมอื่นๆอีกยกตัวอย่างเช่น เป็นส่วนผสมในสินค้าต่างๆเป็นต้นว่า ยาสีฟัน แป้งทาตัว ยาหม่อง อุตสาหกรรมย้อม น้ำหอม ฯลฯ
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา รายงานทางเภสัชวิทยาของน้ำมันระกำนั้นไม่ค่อยรายงานมาก นักเขียนสามารถรวบรวมมาได้เพียงเล็กน้อยเพียงแค่นั้น เป็นต้นว่า กรดซาลิไซลิก มีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ต้านทานสะเก็ดเงิน โดยสมุนไพรที่เจอกรดซาลิไซลิก จะพบได้ทั่วไปในพืชสกุล Salix ดังเช่นว่า สนุ่น willow นอกจากนั้นยังเจอในต้น wintergreen (Gaultheria procumbens) ที่เอามาทำน้ำมันระกำฯลฯ รวมทั้งการใช้น้ำมันระกำ(เมทิลซาลิไซเลต)ทาร่วมกับการรับประทานยาต่อต้านการแข็งตัวของเลือดเช่น Warfarin, Dicumarol สามารถทำให้เลือดออกตามร่างกายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวแม้แจ้งให้หมอรู้ก่อนใช้ยา หมอจะปรับขนาดรับประทานของ Warfarin และก็ Dicumarol ให้เหมาะสมกับคนป่วยเป็นกรณีๆไป

การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
มีรายงานการเรียนความเป็นพิษเฉียบพลันในน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) โดยให้ทางปากแก่ตัวทดลอง พบว่าค่า LD50=1110 มก./น้ำหนักตัว (โล) และก็เมื่อฉีดเข้ากล้ามหนูทดลองพบว่า ค่า LD50=887 มก./น้ำหนักตัว (โล) สารเมทิลซาลิไซเลตหรือน้ำมันระกำบริสุทธิ์จัดเป็นสารเคมีที่มีพิษ ร่างกายมนุษย์ไม่ควรได้รับเมทิลซาลิไซเลต เกิน 101 มก./น้ำหนักตัว 1 กิโล ในปี ค.ศ. 2007 (พุทธศักราช 2550) มีรายงานของนักกีฬาที่วิ่งข้ามประเทศเสียชีวิตเนื่องมาจากร่างกายของเขามีการซับเมทิลซาลิไซเลตมากเกินไปด้วยการใช้ยาใช้ภายนอก แก้ปวด ด้วยเหตุดังกล่าวจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับผู้ซื้อ/คนเจ็บ โดยยิ่งไปกว่านั้นการใช้ยาใช้ภายนอกเมทิลซาลิไซเลตกับเด็กเล็กซึ่งจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นมากยิ่งกว่าผู้ป่วยในกลุ่มอื่นๆซึ่งก่อนการเลือกใช้เภสัชภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของยานี้จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนที่จะมีการใช้ยาทุกครั้ง
ขนาด/จำนวนที่ควรจะใช้ น้ำมันระกำตามท้องตลาดในบ้านพวกเราจำนวนมากนั้นมักจะเห็นเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆที่มีส่วนผสมของน้ำมันระกำ หรือ เป็นส่วนผสมของยาถูนวดที่ใช้ทาภายนอกเป็นส่วนมาก ซึ่งก็มีกฏเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่าร่างกายมนุษย์ไม่สมควรได้รับเมทิลยาลิไซเลตเกิน 101 มก./น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) โดยถ้าหากใช้เป็นยาใช้ภายนอกก็บางทีก็อาจจะใช้ทาได้ในบริเวณที่ปวดวันละ 3-4 ครั้ง ก็คงจะพอเพียงแล้ว
ข้อแนะนำ/ข้อควรระวัง

  • เพราะน้ำมันระกำมีฤทธิ์คล้ายแอสไพรินโดยเหตุนั้นจำเป็นต้องแจ้งให้หมอรู้ก่อนใช้ยาถ้ามีประวัติแพ้ยาหรือองค์ประกอบของยาประเภทนี้ แพ้ยาแอสไพรินหรือยาในกลุ่มซาลิไซเลต และยาจำพวกอื่น อาหาร หรือสารอะไรก็ตาม
  • คนที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรควรเลี่ยงการใช้ทาบริเวณเต้านม
  • ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ใช้โดยมิได้หารือแพทย์
  • ห้ามทายานี้ในบริเวณที่เป็นแผลเปิด แผลไหม้
  • แม้ทายานี้แล้วมีลักษณะอาการแสบร้อนมากขึ้นให้ล้างออกด้วยน้ำสบู่แล้วขัดเบาๆเพื่อทำความสะ อาดกำจัดยาออกไป
  • ห้ามป้ายยานี้บริเวณ ตา อวัยวะสืบพันธุ์ ช่องปาก เพราะยาจะก่อให้เกิดอาการเคืองอย่างมากต่อเยื่อเหล่านั้น
  • เลี่ยงการใช้เพื่อสูดกลิ่น เนื่องจากบางทีอาจก่อการเคืองเยื่อเมือกบุทางเดินหายใจได้
  • ถ้าใช้ยาจำพวกครีม เจล โลชั่น ออยล์ ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ ให้ทาบางๆในบริเวณที่มีลักษณะปวด และนวดเบาๆให้ยาซึมเข้าสู่ผิวหนัง
  • การใช้ยาแบบเป็นน้ำหรือแท่ง ให้ป้ายยารอบๆที่มีอาการปวด หลังจากนั้นนวดช้าๆกระทั่งยาซึมลงผิวหนัง
  • การใช้ยาประเภทแผ่นแปะ ให้ลอกแผ่นฟิล์มออก แล้วต่อจากนั้นติดบริเวณที่มีอาการปวดให้แนบสนิทไปกับผิวหนัง โดยใช้วันละ 1-2 ครั้ง ตามอยาก
ส่วนผลข้างเคียงจากการใช้น้ำมันระกำ Methyl Salicylate
อาจก่อให้เป็นผลข้างๆ ดังเช่นว่า ผิวระคาย แสบ แดง มีอาการชา รู้สึกปวดคล้ายเข็มทิ่มตามผิวหนัง เกิดภาวะภูเขามิไวเกิน ฯลฯ
อย่างไรก็ดี แม้เจอผลกระทบรุนแรงจากการใช้น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) ดังต่อไปนี้ ควรหยุดใช้ยาและก็ไปพบหมอในทันที ได้แก่

  • มีลักษณะอาการแพ้ยา อาทิ เป็นลมเป็นแล้งพิษ หายใจไม่สะดวก หน้าบวม ริมฝีปากบวม ลิ้นบวม คอบวม เป็นต้น
  • มีลักษณะอาการแสบอย่างหนัก เจ็บ บวม หรือพุพองในรอบๆที่ใช้ยา ถ้าเจออาการดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นให้รีบล้างยาออกก่อนแล้วก็ไปพบหมอในทันที
เอกสารอ้างอิง

  • สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.สอบถามเกี่ยวกับสมุนไพร.กระดานถาม-ตอบ
  • Brahmachari, G. 2009. Natural products: chemistry, biochemistry and pharmacology. Alpha Science International Ltd, Oxford. http://www.disthai.com/
  • ต้นน้ำมันระกำมีประโยชน์อย่างไร.ไทยเกษตรศาสตร์.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Methyt Salicylate (เมทิลซาสิไซเลต)-รายละเอียดของยา.พบแพทย์ดอทคอม(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • เมทิลซาสิไซเลต.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Yü-Liang Chou 1952. Floral morphology of three species of Gaultheria: Contributions from the Hull Botanical Laboratory. Botanical Gazette 114:198–221 First page free
  • Gibbons, Euell. "Stalking the Healthful Herbs." New York: David McKay Company. 1966. pg. 92.


หน้า: [1] 2 3 ... 5