แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - NOH1122

หน้า: [1] 2 3 4
1

[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพรเพกา[/url][/size][/b]
ชื่อประจำถิ่นอื่น  มะลิดไม้  มะลิ้นไม้  ลิดไม้ (ภาคเหนือ) หมากลิ้นก้าง หมากลิ้นช้าง (งู-ภาคเหนือ) ดอก๊ะ  ด๊อกก๊ะ  ดุเอ็ง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) กาโด้โด้ง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) เพกา (ภาคกึ่งกลาง) ลิ้นฟ้า (เลย) เบโก (มลายู-นราธิวาส)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
ชื่อวงศ์  BIGNONIACEAE
ชื่อสามัญ Indian trumpet flower.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ต้นไม้ขนาดเล็ก (ST) ผัดใบ สูงประมาณ 4-20 เมตร เปลือกต้น เรียบสีเทา บางโอกาสแตกเป็นรอยตื้นบางส่วน มีรูระบายอากาศเกลื่อนกลาดกระจัดกระจายตามลำต้นและก็กิ่งก้าน
ใบ เป็นใบประกอบแบบขน มีใบเดี่ยวๆขนาดใหญ่ที่ปลายก้าน ทรงกลม ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ก้านใบยาว ใบย่อยรูปไข่ ขอบใบเรียบ ออกตรงกันข้ามชิดกัน อยู่ราวปลายกิ่ง ก้านใบย่อยสั้น แผ่นใบสีเขียวเข้ม
ดอก มีดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ ช่อมีขนาดใหญ่ออกที่รอบๆปลายยอด มีก้านช่อดอกยาว มีดอกย่อยขนาดใหญ่ รูปปากเปิดแบบสามมาตรด้านข้าง กลีบดอกดก มี 5 กลีบ ด้านนอกสีม่วงแดงหรือน้ำตาลคล้ำ ข้างในสีเหลืองเปรอะเปื้อนๆครึ่งหนึ่งสีชมพู โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปลำโพง ส่วนปลายแยกออกเป็นกลีบร่นขยุกขยิก รอบๆปลายกลีบดอกด้านในสีขาวอมเหลือง หรือขาวอมเขียว มีเกสรตัวผู้ 5 อันติดกับท่อดอกโคนก้านจะมีขน ผล เป็นฝักแบน ยาวเหมือนรูปดาบ ห้อยระย้าอยู่เหนือเรือนยอด สีน้ำตาลดำ เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก
เม็ด เม็ดแบน มีปีกบางใสจำนวนไม่น้อย

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่ขึ้นได้ทั่วๆไปทุกภาคของเมืองไทย ถูกใจขึ้นบนที่แจ้ง รอบๆชายป่าดิบ แล้วก็ไร่ร้างธรรมดา
การปลูกรวมทั้งเพาะพันธุ์
เป็นไม้ที่ปลูกง่าย และไม่ต้องการเอาใจใส่มากสักเท่าไรนัก เจริญวัยเจริญในที่ชื้นระบายน้ำดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งดินที่ร่วนซุย ควรปลูกไว้ในหน้าฝน ขยายพันธ์ุด้วยการเพาะเมล็ดหรือการตัดชำราก
ส่วนที่ใช้ รส แล้วก็สรรพคคุณ   
เปลือกราก รสฝาดขม แก้ปวดท้อง ฝาดวสมาน เป็นยาบำรุง แก้บิด แก้ท้องเดิน ขับเหงื่อ
ราก รสฝาดขม เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ท้องวตก เจริญอาหาร ทำให้เกิดน้ำย่อยอาหาร ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการอักเสบ ฟกช้ำ บวม ลำต้น รสขม แก้แมลงป่องต่อย เปลือกต้น รสขมฝาด ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือด ขับเสลด ดับพิษเลือด เป็นยาขมเจริญอาหาร
ใบ รสฝาด ใช้ต้มดื่มแก้อาการปวดท้อง แก้ปวดข้อ แล้วก็เจริญอาหาร
ผลอ่อนหรือฝักอ่อน รสขมร้อน ขับผายลม เป็นยาบำรุงธาตุ                                                     
ผลแก่หรือฝักแก่ รสขมร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ
เม็ดแก่ รสขม เป็นยาอมปรับแก้ ขับเมหะ ใช้เป็นองค์ประกอบอย่างหึ่งในน้ำจับเลี้ยงของคนจีนแก้ร้อนใน
วิธีการใช้และก็จำนวนที่ใช้

  • ขับเลือด ขับน้ำเหลืองเสีย โดยใช้เปลือกต้นสด 1 กำมือ หรือหนักราวๆ 20 กรัม สับเป็นชิ้นต้มในน้ำที่สะอาด 1 ลิตร เคี่ยวให้เหลือ 3 ใน 4 ส่วน กรองเอาน้ำ เช้า-เย็น 2. แก้ปวดฝี โดยใช้เปลือกสด ราว 1 ฝ่ามือฝนกับสุราโรงทาบริเวณที่เป็นประจำ
  • แก้อาการร้อนใน แก้ไอ และขับเสมหะ เมล็กเป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งใน “น้ำจับเลี้ยง” ของคนจีน โดยใช้เม็ดทีละ 0.5-1 กำมือ (หนักโดยประมาณ 1.5-3 กรัม) ใส่น้ำราว 300 มิลลิลิตร ต้มไฟอ่อนพอเดือดนานราว 1 ชั่วโมง ดื่มวันละ 3 ครั้ง



Tags : สมุนไพร

2
อื่นๆ / สัตววัตถุ คางคก
« เมื่อ: วันนี้ เวลา 10:35:20 AM »

คางคก
คางคกเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มีกระดูกสันหลัง มี ๔ ขา เมื่อโตเต็มที่ไม่มีหาง จัดอยู่ในสกุล  Bufonidae คางคกแท้อันเป็นคางคกที่จัดอยู่ในสกุล Bufo พบได้แทบทั่วโลกกว่า ๑00 จำพวก ที่พบในประเทศไทยมีหลากหลายประเภท ได้แก่
คางคก อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo melanostictitcus  (Schneider)
คางคกป่า อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Bufo macrotis ( Boulenger)
คางคกไฟ หรือคางคกหัวจีบ อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ Bufo parvus (Boulenger)
ชีววิทยาของคางคก
คางคกมีรูปร่างเหมือนกบ จุดเด่นของคางคกเป็น หนังขรุขระเต็มไปด้วยปุ่มปมเล็กบ้างใหญ่บ้าง ปมใหญ่ๆมักอยู่ตามหลัง ปมใหญ่ที่สุดอยู่ด้านหลังตา เงื่อนพวกนี้เป็นต่อมพิษ มีน้ำพิษเป็นยางเหนียวๆ(น้ำพิษนี้เมื่อถูกผิวหนังจะมีผลให้คัน เมื่อกินเข้าไปจะก่อให้เมา อาจส่งผลให้ตายได้) คางคกมีขาสั้นกว่ากบ มีฟัน
คางคกอยู่ตามพื้นหรือใต้ดิน ออกหากินกลางคืน ตามเดิมหาเลี้ยงชีพตัวหนอนรวมทั้งแมลง โดยใช้ลิ้นที่เป็นแฉกแลบออกมาจับกุมตัวหนอนหรือแมลงแล้วตวัดเข้าปากตอนกลางวันมักแอบนอนอยู่ใต้ก้อนหินหรือขอนไม้ หรือนอนนิ่งอยู่ตามซอกหรือในโพรงดิน เมื่อถึงเวลาผสมมประเภท คางคกตัวผู้ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าตัวเมียจะเกาะบนพื้นหลังตัวเมีย แล้วปล่อยน้ำเชื้อเข้าสู่ช่องร่วมซึ่งใช้เป็นขับถ่ายแล้วก็แพร่พันธุ์ ตัวเมียออกไข่ในน้ำ ไข่ออกเป็นสายวุ้นยาวๆเมื่ออกเป็นตัวก็จะเป็นลูกอ๊อดเหมือนๆกับ ลูกกบ แต่ดำกว่า

ยางคางคก
ยางคางคกเป็นยางสีขาวที่ได้จากต่อมรอบๆใต้ตาของคางคก น้ำมาทำให้แห้งจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำ กระบวนการทำให้แห้งอาจใช้วิธีผึ่งงเอาไว้ภายในที่ร่มไม่ตากแดด จีนเรียกเครื่องยานี้ว่า เฉลียงยก (chansu) ประเทศญี่ปุ่นเรียก เซนโซ (senso) ตำรำยาที่ประเทศจีน ฉบับปี คริสต์ศักราช ๒000 ยืนยันเครื่องยานี้ในชื่อ  Venenum Bufonis ชื่อภาษาอังกฤษว่า Toad  Venom  หนังสือเรียนนี้ว่าบางทีอาจได้จากคางคก ๒ จำพวกเป็นคางคกจีน (Bufo gargarizans Cantor) หรือคางคก   Bofo melanostictus ( Schneider)
สมุนไพร ยางคางคกมีคุณสมบัติหวาน ฝาด อุ่น และก็เป็นพิษ ไปสู่เส้นไตและกระเพาะ มีคุณสมบัติทำลายพิษ แก้ปวด แล้วก็ทำให้ฟื้นคืนสติ ก็เลยใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้ปวด แก้เจ็บท้อง แก้ไอ ใช้ผสมเป็นยาทาภายนอกใช้สำหรับแก้คัน แล้วก็แก้โรคผิวหนังลางประเภท ด้วยเหตุว่ามีฤทธิ์ยับยั้งความรู้สึกที่ปลายประสาทใช้แก้พิษฝีต่างๆ
ยางคางคกมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อหัวดวงใจหลายชนิด สารกลุ่มนี้ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจ บีบตัวได้แรงขึ้นหลากหลายประเภท ที่สำคัญอย่างเช่น สารโฟทาลิน (bufotalin) สารบูโฟนิน (bufonin)
ผลดีทางยา
คางคกที่ ใช้ ทางยาเป็นคางคก มันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bofo meianostictus (schneider) ประเภทนี้มีความยาว จากปากถึงก้นราว ๑๐ ซม. หมอแผนไทยใช้คางคกตายซาก คือคางคกที่ตายแล้วแห้งไม่เน่าเหม็น เอาสุมไฟตลอดตัว จนกระทั่งเป็นถ่านแล้วบดผสมกับน้ำมันยาง (Dipterocarpus alatus Roxb) ทาแผลโรคเรื้อน โรคมะเร็ง คุดทะราด ฆ่าเชื้อโรคก้าวหน้า

3
อื่นๆ / สัตววัตถุ มดเเดง
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 07:04:49 PM »

มดแดง
มดแดงเป็นมดประเภทหนึ่ง มีสีแดง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Oecophyllasmaragdina(Fabricius)
จัดอยู่ในวงศ์ Formicidae
ชีววิทยาของมด
มดเป็นแมลงพวกหนึ่ง มีลักษณะที่สำคัญคือ  บริเวณส่วนท้องคอดกิ่วเวลาที่ตืดกับอกทางด้านหลังของส่วนท้องบ้องที่ ๑  หรือในมดบางชนิดที่รวมไปถึงข้อที่  มดมีลักษณะเป็นโหนกสูงมากขึ้น โหนกนี้อาจโค้งมนหรือมีลักษณะเป็นแผนแบนก็ได้ ลักษณะโหนกนี้เป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้มดแตกต่างไปจากกลุ่มแมลงที่มองดูคล้ายกัน  เช่น  พวกต่อรวมทั้งแตน หรือไม่เหมือนกันกับปลวกที่คนทั่วไปมักงงงวยกัน โดยเห็นมดกับปลวกแบบเดียวกันไปหมด เว้นแต่ไม่ราวกับมดตรงที่ไม่มีโหนกแล้วปลวกยังมีส่วนท้องไม่คอดกิ่วอีกดัวย ทั้งนี้เพราะบ้องแรกๆของส่วนท้องของปลวกนั้น มีขนาดโตเท่าๆกับส่วนนอก หรือโตกว่าส่วนนอก
มดอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเดียวกับปลวก มีชีวิตแบบสังคม โดยทำรังอยู่ดัวยกันรังหนึ่งๆเป็นร้อย เป็นพัน หรือ หลายหมื่น หลายแสนตัว ไม่มีประเภทใดอยู่สันโดษ ประกอบดัวยวรรณะ แต่ละวรรณะมีขนาด รูปร่าง ลักษณะ แล้วก็เพศต่างกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง มดตัวเมียเป็นแม่รัง ตัวผู้เป็นพ่อรัง รวมทั้งมดงานอันเป็นมดตัวเมียที่เป็นหมันปฏิบัติภารกิจสร้างรัง เลี้ยงรัง แล้วก็เฝ้ารัง แต่ละวรรณะอาจมีรูปร่างลักษณะไม่เหมือนกันออกไปอีก
อาทิเช่น มดงานซึ่งเป็นพวกที่ไม่มีปีกก็บางทีอาจทำหน้าที่สร้างรังและก็เลี้ยงรัง พวกนี้มีร่างกายขนาดปรกติ หัว อก รวมทั้งท้องได้สัดส่วนกัน แม้กระนั้นในขณะเดียวกันบางทีอาจเจอมดงานซึ่งทำหน้าที่เฝ้ารัง มดพวกนี้เว้นแต่ตัวใหญ่กว่ามดงานปกติอย่างมากแล้ว ยังมีหัวโต กรามใหญ่ มิได้รูปทรงกับลำตัวดัวย
ในหมู่มดตัวผู้แล้วก็มดตังเมียซึ่งเป็นบิดารังรวมทั้งแม่รังนั้น อาจพบได้ทั้งหมดที่มีปีกและไม่มีปีก หรือมีลำตัวโตหรือเล็กขนาดเท่าๆกับมดงานก็มี อย่างไรก็แล้วแต่มดตัวเมียที่เป็นแม่รังนั้นมักมีขนาดโตกว่าเพศผู้รวมทั้งมดงาน บางทีอาจพิจารณามดตัวผู้ได้จากดางตาที่โตกว่ามดแม่รังและก็มดงานลูกรัง ซึ่งพวกหลังนี้มักมีตาเล็ก จนบางคราวเกือบจะมองไม่เห็นว่าเป็นตา ส่วนมดพ่อรังหรือมดแม่รังที่มีปีกนั้น ลักษณะของปีกแตกต่างจากพวกปลวกหรือแมลงเม่าอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ ปีกคู่หน้าของมดโตกว่าปีกคู่หลังมาก รูปร่างของปีกคู่หน้าและก็ปีกคู่หลังก็ต่างกัน แล้วก็ที่สำคัญเป็นมีเส้นปีกน้อย ส่วนปลวกนั้น ปีกคู่หน้ากับปีกคู่หลังมีขนาดไล่เลี่ยกัน แล้วก็รูปร่างของปีกก็คล้ายคลึงกัน เส้นปีกมีมากกว่าเส้นปีกของมดมากมาย มองเห็นเป็นลวดลายเต็มไปทั้งปี

สมุนไพร ในปัจจุบันมีการราวๆกันว่า มดที่มีการแยกชื่อวิทยาศาสตร์ไว้แล้ว มีอยู่ไม่น้อยกว่า ๖,๐๐๐จำพวก ชาวไทยต่างคุ้นเคยกับมดเป็นอย่างดี เนื่องจากมีมดหลายอย่างอาศัยตามบ้านเรือน หรือในรอบๆใกล้เคียงกัยบ้านเรือน การเรียกชื่อมดของคนประเทศไทยอาจเรียกชื่อตามสีสันของมด โดยการเรียก “มด” นำหน้า อย่างเช่น มดแดง(OecophyllasmaragdinaFabrius) เนื่องจากว่ามีตัวสีแดง มดดำ (CataulacusgranulatusLatreillr, Hypocli-neathoracicus Smith) ซึ่งบ้าไปเป็นมด เป็นต้น มดบางประเภทเราเรียกชื่อตามอาการอันมีเหตุที่เกิดจากถูกมดนั้นกัด อย่างเช่น มดคัน (CamponotusmaculatusFabricius) ซึ่งเมื่อถูกกัดแล้วจะมีผลให้รู้สึกคันในรอบๆแผลที่กัด  หรือมัดคันไฟ  (Solenopsis  geminate Fabricius, SolenopsisgeminataFabricius var. rufaJerdon) ซึ่งเมื่อถูกกัด นอกจากมีอาการคันแล้ว ยังมีลักษณะแสบร้อนราวกับถูกไฟลวก
บางประเภทก็เรียกตามกิริยาอาการที่มดแสดงออก เป็นต้นว่า มดลนลาน (AnoploessislongipesJerdon) ซึ่งเป็นมดที่ชอบวิ่งเร็วและวิ่งพล่านไป เปรียบเหมือนคนที่วิ่งดัวยความตกอกตกใจ  มดจำพวกนี้บางที่เรียกสั้นๆว่า มดตะลาน  ที่บ้าเป็นมดตาลานก็มี หรือมดตูดงอล (CrematogasterdoheniiMaye) อันเป็นมดที่เวลาเดินหรือวิ่งมักยกท้องขึ้นท้องเฟ้อสูงตั้งฉากกับพื้น  ทำให้มองดูราวกับตูดงอล  เป็นต้น
มดบางจำพวกเป็นมดที่พสกนิกรตามท้องถิ่นใช้บริโภค  จึงเรียกไปตามรสชาติได้แก่  ทางภาคเหนือ  อันอย่างเช่น  ชาวจังหวัดแพร่  น่าน  ลำพูน  จังหวัดเชียงราย  เชียงใหม่  เป็นต้น  นิยมใช้มดแดงซึ่งมีรสเปรี้ยวแทนน้ำส้ม  ก็เรียกว่า มดส้มหรือมดมัน  ซึ่งราษฎรบางถิ่นนิยมกินกันเพราะมีรสชาติมันและก็อร่อย  ก็เลยเรียกชื่อตามรสชาตินั้น อย่างไรก็ตาม  มีมดบางชนิดที่ชาวบ้านมิได้รัชูชื่อโดยใข้คำ “มด” นำหน้าตัวอย่างเช่น เสี้ยนดิน (Doeylusorientalis  Westwood) ซึ่งเป็นมดที่ทำลายกัดรับประทานฝักถั่งลิสงที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวอยู่ในดิน
มดก็เช่นเดียวกับแมลงจำพวกอื่นที่อาจมีการรัชูชื่อฟั่นเฟือนไปตามท้องภิ่นดังเช่นว่า  แม่รังที่มีปีกของมดแดง (OecophyllasmsrhdineFabrius) คนบ้านนอกในเขตแดนภาคอีสาน  อันยกตัวอย่างเช่น  ชาวจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดนครพนม ร้อยเอ็ด อุบลราชธานีเรียกแม่เป้งในเวลาที่คนภาคกบางมัดเรียกมดโม่ง  ส่วนชาวจังหวัดภาคใต้  เช่น  จังหวัดชุมพร  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  สงขา  นครศรีธรรมราช  ภูเก็ต  เรียกว่าแม่เย้าหรือแม่เหยา
มดมีวงจรชีวิตในลักษณะที่พ่อรังและแม่รังที่มีปีกจะบินอกกจากรังและก็สืบพันธุ์กันเมื่อถึงเวลาแล้ว  มดตัวผู้มักตาย  มดตัวเมียซึ่งจัดแจงสร้างรังใหม่ก็จะหาที่พักอิงอันมิดชิด  แล้วสลัดปีกทิ้ง  คอยจนถึงไข่แก่ก็จะว่างไข่ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อนแม่รังก็จะให้อาหารเลี้ยงลูกอ่อนจนตราบเท่าเข้าดักแด้  แล้วก็อกกมาเป็นตัวโตเต็มที่เปลี่ยนเป็นมดงานที่อุปถัมภ์แม่ต่อไป  เมื่อมดงานทำหน้าที่เลี้ยงรังได้แล้ว  แม่รังก็ทำ
หน้าที่ตกไข่เพียงอย่างเดียว  การควบคุมวรรณะของรังอาจทำโดยการวางไข่ที่แตกต่างกัน  ยกตัวอย่างเช่น  ขนาดแตกต่างกัน  ไข่ขนาดเล็ฟกออกมาเป็นมดตัวเมียที่เป็นแม่รังรวมทั้งมดงาน  ส่วนไข่ขนาดใหญ่เป็นมดตัวผู้หรือมดพ่อรัง  รูปแบบของวงจรชีวิตแบบนี้ไม่เหมือนกับปลวก  เพราะเหตุว่าปลวกนั้นเป็ฯแมลงเม่า  ซึ่งประกอบดัสยพ่อและแม่ปลวกที่มีปีกบินขึ้นผสมกันแล้  บิดารังมักมีชืวิตอยู่แล้วก็ร่วมทำรักับแม่ปลวกซึ่งจัดแจงวางไข่  เมื่อไข่ฟักเป็นตัว  ก็จะเป็นปลวกงานที่สามารถทำงานอุปถัมภ์ค้ำชูพ่อแม่ได้โดยไม่ต้องคอยให้โตเต็มที่ซะก่อน
นิสัยคาวมเป็นอยู่ของมดก็มีลักษณะต่างๆกัน  บางพวกทำรังอยู่บนต้อนไม้โยใช่ใบไม้ที่อาศัยมาห่อทำเป็นรวงรัง  ตัวอย่างเช่นมดแดง  หรือขนเศษพืชดินผสมน้ำลายสร้างรังชิดกับไม้ที่อาศัย  ดังเช่นมดลี่หรือมดก้นงอล  บางพวกสร้างรังในดินมีลักษณะเป็นช่องสลับซับซ้อนคล้ายรังปวก  เป็นต้นว่ามดมันหรือแมลงมัน  รังของมดก็เลยมัรูปแบบของสิ่งของที่สร้าง  องค์ประกอบ  รวมทั้งรูปร่างต่างๆนาๆล้นหลามให้มองเห็นได้เสมอ
ชีวิวิทยาของมดแดง
เมื่อมดแม่รังได้รับการผสมพันธุ์แล้ว  เมื่อไข่แก่ก็จะตกไข่  ไข่มดแดงมีขนาดเล็กสีขาวขุ่น  จะถูกวางเป็นกระจุกติดกับใบไม้ข้างในรัง   ไข่ที่ได้รับการผสมจะก้าวหน้าไปเป็นมดงานและก็มดแม่รังส่วนไข่ที่ไม่ได้รับผสมจะก้าวหน้าไปเป็นมดเพศผู้  เมื่อไข่เจริญก้าวหน้าขึ้นก็จะเข้าสู้ระยะตัวอ่อนในขณะนี้อาจกินอาหารรวมทั้งขยับตัวได้บางส่วน  จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นดักแด้ซึ่งมีลักษณะคล้ายตัวสมบูรณ์เต็มวัยทุกสิ่งทุกอย่าง ขาแล้วก็ปีกเป็นอิสระจากลำตัว  รวมทั้งหยุดรับประทานอาหาร  และจะลอกตราบออกมาเป็นตัวเต็มวัย  และที่ขาวขุ่นก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีอื่นตามวรรณะมดตัวโตเต็มวัยอีกทั้ง๓ วรรณะได้แก่
๑. มดแม่รัง มีความยาว  ๑๕-๑๘ มม.  สีเขียวใสจนกระทั่งสีน้ำตาลปนแดงหัวและก็อกสีน้ำตาลคล้ายมดงาน  แต่หัวกว้างว่า  ส่วนนอกสั้น  อกปล้องแรกตรงอกบ้องที่ ๓ ทู่ ขาสั้นกว่ามดงาน ปีกกว้าง  ข้อต่อหนวดสั้นกว่ากว่ามดงาน  ส่วนท้องเป็นรูปไข่  เมื่อได้รับการผสมพันธุ์แล้ว  จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าตัว  ปฏิบัติหน้าที่แพร่พันธุ์  รังหนึ่งบางทีอาจพบมดแม่รังหลายตัว  แต่ว่าจะมีเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่จะผสมพันธุ์ได้
๒. มดตัวผู้  มีความยาว ๖-๗ มม.  ลำตัวสีดำ  หัวเล็ก  กรามแคบตาพอง  หนวดเป็นแบบเส้นด้าย  มี ๑๓ ปล้อง  ฐานหนวดยาว  ปลายเส้นหนวดเบาๆใหญ่ขึ้นเป็นรูปกระบอก  อกข้อที่ ๓ ใหญ่  ข้อต่อหนวดยาว  ท้องรูปไข่  ปีกสีนวลใสมีบทบาทผสมพันธุ์พียงอย่างเดียว  อายุสั้นมากมาย  เมื่อสืบพันธุ์แล้วจะตาย
๓.  มดงาน  มีความยาว ๗-๑๑ มม.  กว้าง ๑.๕– ๒ มม.  สีแดงหัวแล้วก็อกมีขนสั้นๆ หัวกลม  ด้านล่างแคบ  กรามไขว้กัน  ปลายแหลมโค้งตอนหน้าแคบ  อกข้อที่  ๒  กลม  โค้งขึ้น  อกข้อที่ ๓ คอด  คล้ายอาน  ขายาวเรียว  ข้อต่อหนวดรูปไข่  ส่วนท้องสั้น  เป็นมดตัวเมียที่เป็นหมันไม่มีปีก  มีหน้าที่หาร  ทำรัง  แล้วก็ป้องกันศัตรู
ผลดีทางยา
หนังสือเรียนสรรพคุณยาบาราณว่า  น้ำเยี่ยวมดแดงสีรสเปรี้ยว  ฉุน  สูดแก้ลมแก้พิษเสมหะเลือด ประชาชนบางถิ่นใช้มดแดงทำลายพิษ  โดยการเอารังมดแดงมาเคาะใส่รอบๆปากแผลที่ถูกงูที่มีพิษกัด  ให้มดต่อยที่รอบๆนั้น  ไม่นานมดแดงก็จะตาย  ใช้มือเฉือนเอามดแดงเอาไป  แล้วเคาะมดแดงลงไปใหม่  ทำซ้ำๆไปเรื่อยจยกว่าใกล้จะถึงมือแพทพ์  บางเวลาบางทีอาจจำเป็นต้องใช้มดแดงถึงกว่า ๑๐ รัง นอกจากนี้  ราษฎรบางถิ่นยังบางทีอาจใช้เยี่ยวมดแดงทำความสอาดบาดแผลได้โดยเฉพาะเมื่อเกิดบาดแผลขึ้น  และไม่อยู่ในข้อจำกัดที่จะชำระล้างรอยแผลหรือหายาใส่แผลได้  ดังเช่นว่า  เมือ่อยู่ในป่าหรือในทุ่งข้าว  ก็อาจเอามดแดง ๕-๑๐ ตัว (ตามขนาดของบาดแผล)  วางไว้รอบๆปากแผล  ให้ปวดแสบปวดร้อนมากมาย
พระคัมภีร์ธาตุวิภังค์ให้ยาแก้ “โรคฝีในท้อง ๗ ประการ”  อันกำเนิดอาจ “หนองทุพพลภาพหรือแตก” ซึ่งทำให้มีการเกิดอาการไอ  ผอมเกร็ง  เบื่ออาหารยาขนานนี้เข้า “รังมดแดง” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ปุพ์โพ  เป็นหนองทุพพลภาพหรือแตก ให้ไอเป็นกำลัง  ให้กายผอมเกร็งหนัก  ให้รับประทานอาหารไม่จักรส  มักเป็นฝีในท้อง ๗ ประการ  ถ้าจะแก้ท่านให้เอารังมดแดง ๑ ตำลึง  หัวหอม ๑ ตำลึง ๑ บาท ขมิ้นอ้อยยาว ๑ องคุลี  ยาทั้ง ๗ สิ่งนี้ ต้ม ๓ เอา ๑ แทรก ดีเกลือตามธาตุหนักและก็ธาตุเบาจ่ายบุมีดพร้ายซะก่อน แล้วจึงประกอบยาประจำธาตุในเสลดก็ได้

4
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาดุก
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:43:22 PM »

ปลาดุก
ปลาดุกเป็นสัตว์เลือดเย็น มีกระดูกสันสันหลัง ปลาที่คนประเทศไทยเรียก ปลาดุก หรือ walking catfish นั้น บางทีอาจคือปลาน้ำปลาน้ำจืดอย่างน้อย ๒ ชนิดในตระกูล Clariidae  คือ
๑. ปลาดุกด้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Clarias  batrachus  (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า walking  catfish
ลางตัวที่มีสีขาวตลอด ราษฎรเรียก ดุกเผือก หรือถ้าเกิดมีสีออกจะแดง  ก็เรียก ดุกแดง  แต่ว่าแม้มีจุดขาวบริเวณทั่วลำตัว  ก็เรียก ดุกเอ็น ปลาดุกด้านมีรูปร่างยาวเรียว ยาว  ๑๖-๔๐  เซนติเมตร (ในธรรมชาติบางทีอาจยาวได้ถึง ๖๑  ซม.) รอบๆด้านข้างของลำตัวมีสีเทาปนดำหรือสีน้ำตาลปนดำ บริเวณท้องมีสีค่อนข้างจะขาว ไม่มีเกล็ด ความยาวของลำตัวราว ๖-๗.๕ เท่าของความลึกของลำตัว แล้วก็ราว๓.๕ เท่าของความยาวส่วนหัว หัวค่อนข้างจะแหลมแม้มองทางด้านข้าง กระดูกหัวมีลักษณะตะปุ่มตะป่ำ กระดูกกำดันยื่นเป็นมุมค่อนข้างแหลม ส่วนฐานของครีบสันหลังยาวเกือบตลอดส่วนหลัง ครีบข้างหลังมีก้านครีบอ่อน ๖๕-๗๗  ก้าน ไม่มีก้านครีบแข็ง ครีบตูดมีก้านครีบอ่อน  ๔๑-๕๘  ก้าน ครีบท้องกลม ครีบอกกลม มีก้านครีบแข็งข้างละ ๑ ก้าน ปลายแหลม เป็นหยักทั้งยัง ๒ ข้าง ครีบหางแบน ปลายมน ไม่ต่อกับครีบหลังและครีบก้น ตามีขนาดเล็กอยู่ด้านบนของหัว มีหนวด ๔ คู่  หนวดที่ขากรรไกรข้างล่างยาวถึงส่วนปลายก้านครีบแข็งของครีบอก หนวดขากรรไกรบนยาวถึงก้านครีบหลังก้านที่  ๗-๘   หนวดที่บริเวณจมูกยาวเป็น ๑ ใน ๓ ของก้านครีบแข็งของครีบอก  แล้วก็หนวดคางยาวถึงส่วนปลายของครีบอก ภายในส่วนหัวเหนือช่องเหงือก ๒ ข้าง มีอวัยวะพิเศษที่ช่วยสำหรับในการหายใจ ฟันบนเพดานปากและฟันบนขากรรไกรบนเป็นฟันซี่เล็กๆกระดูกซี่กรองเหงือกมี  ๑๖-๑๙  อัน ปลาดุกด้านมีนิสัยดุ ว่องไว รังเกียจอยู่นิ่ง ลุกลี้ลุกลน ถูกใจดำว่ายดำผุดและถูกใจมุดไปตามพื้นโคลนตม ถูกใจว่ายทวนน้ำออกไปจากแหล่งอาศัยในขณะฝนตกและก็น้ำไหลบ่าลงสู่แหล่งน้ำแห่งใหม่ มีความทรหดอดทนต่อสภาพแวดล้อมที่เรวร้ายได้
๒. ปลาดุกอุย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clarias  microcephalus  Gunther
มีชื่อสามัญว่า  broadhead  walking  catfish
ปลาดุกอุยเป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด ลำตัวยาวเรียว ยาว  ๑๕-๓๕  ซม.  สีค่อนข้างจะเหลือง  มีจุดประตามด้านข้างลำตัวราว ๙-๑๐ แถบ แต่ว่าเมื่อโตจะเลือนหายไป ผนังท้องมีสีขาวถึงเหลืองเฉพาะรอบๆอกถึงครีบท้อง ท่อนหัวค่อนข้างทื่อ ปลายกระดูกท้ายทอยป้านและก็โค้งมนมาก   ส่วนหัวจะลื่น มีรอยยุบตรงกลางเล็กน้อย  มีหนวด  ๔  คู่  โคลนหนวดเล็ก ปากไม่ป้าน ค่อนข้างมนครีบอกมีครีบแข็งข้างละ ๑ ก้าง มีลักษณะคม ยื่นยาวหรือเท่ากับครีบอ่อน ครีบข้างหลังมีก้านครีบอ่อน  ๖๘-๗๒  ก้าน   ปลายครีบสีเทาปนดำและยาวตลอดถึงคอดหาง ครีบตูดมีก้านครีบอ่อน  ๔๗-๕๒  ก้าน ครีบหางกลม ไม่ใหญ่มากนัก สีเทาผสมดำ ครีบหางไม่ใกล้กับฐานครีบข้างหลังและก็ครีบก้น   ปริมาณกระดูกซี่กรองเหงือกราว  ๓๒  ซี่งเมื่อดูผิวเผินทั้งยังปลาดุกด้านแล้วก็ปลาดุกอุยมีลำตัวสั้นป้อมกว่า ลำตัวสีดำคละเคล้าเหลือง มีจุดเล็กๆสีขาวเรียงเป็นแถวตามขวางลำตัวหลายแถว หรืออาจมองมองเห็นเป็นจุดประสีขาวตามลำตัว ปลายกระดูกท้ายทอยโค้งมน ปลาดุกเป็นปลาที่เจอได้ตามคู ลำคลอง หนอง บ่อน้ำทั่วๆไป จัดเป็นปลาที่มีคุณค่าทางด้านเศรษฐกิจของไทยประเภทหนึ่ง
ผลดีทางยา
[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ปลาดุกผสมเป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน พระตำราไกษย ให้ยาที่เข้า “ปลาดุกปิ้ง” อยู่ ๒ ขนาน  ๒ ขนานเป็นยาแกง รับประทานเป็นยาถ่ายอย่างแรง สำหรับแก้กษัย ดังนี้ ยาแก้ไกษยปลาดุก เอาเปลือกราชพฤกษ์ ๑ เปลือกตาเสือ ๑  รากตอแตง  ๑  พิงไฉนนุ่น ๑  พริกไทยขิงแห้ง ๑  กระเทียม  ๑  ผลจันทน์ ๑  ดอกจันทน์  ๑  กระวาน  ๑  กานพลู  ๑  ข่า  ๑  กระชาย  ๑  กะทือ  ๑  ไพล  ๑  หอม  ๑  ขมิ้นอ้อย  ๑  กะปิ  ๑  ปลาดุกย่าง  ๑  ตัว ปลาแดกปลาส้อย ๕  ตัว   ยา  ๒๐  สิ่งนืทำเปนแกง แล้วเอาใบมะกาที่เพสลาดนั้นมาหั่นใส่ลงเปนผัก รับประทานให้ได้ถ้วยแกงหนึ่ง ลงจนถึงสิ้นโทษร้าย หายยอดเยี่ยมนัก รวมทั้งยางแกงเปนยารุ ท่านให้เอาเปลือกทองหลางใบมนที่ ๒ เปลือกมะรุม ๑ ลูกคัดเลือกเค้า ๑ เครื่องยาดังนี้เอาสิ่งละ ๗ ตัว ปลาดุกย่าง ๑ ตัว เอาใบสลอดที่กินลงที่อ่อนๆนั้น ๗ ใบ หั่นเป็นผักใส่ลง ทำเปนยาเถอะ ลงเสมหะเขียวเหลืองออกมา หายแล

Tags : สมุนไพร

5
อื่นๆ / สัตววัตถุ งูเหลือม
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:51:11 AM »

งูเหลือม
งูเหลือมเป็นงูไม่มีพิษมีขนาดใหญ่รวมทั้งยาวที่สุดในโลก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า python retculatus (schneider)
จัดอยู่ในวงศ์ Boidae
ตระกูลย่อย pythoninae
มีชื่อสามัญว่า reticulated python หรือ regal python
ชีววิทยาของงูเหลือม
งูเหลือมมีลำดับตัวยาว ดก บางทีอาจยาวได้ถึง ๑๐ เมตร ใจกลางลำตัวป่องออกมีเกล็ดปกคลุม โดยปกติเกล็ดมีสีเหลืองหรือสีเหลืองผสมสีน้ำตาล มีลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มีเกล็ดสีดำ มีเกล็ดสีเหลืองเป็นขอบใน รวมทั้งมี เกล็ดสีน้ำตาลผสมเทาอญุ่ข้างในอีกทีหนึ่ง ขอบนอกของเกล็ดมีสีดำ มีเกล็ดสีเหลืองทองสดกว่ารอบๆอื่น รอบๆด้านในข้างลำตัวมีแถบเกล็ดสีดำ ด้านในมีเกล็ดสีขาวเป็นแถบ เกล็ดข้างลำตัว บริเวณที่ติด กับเกร็ด ท้อง มีสีดำสลับกับขาวไม่เรียบร้อย เกล็ดท้อง สีนวลหรือสีเหลืองอ่อน แถวๆหัวมีสีเหลืองผสมน้ำตาล มีเส้นสีดำเล็กๆพาดผ่านกึ่งกลางหัว ซึ่งเป็นจุดแข็งของงูเหลือม ที่ใช้แบ่งประเภทและชนิด จากงูประเภทเดียวกันชนิดอื่นๆที่คล้ายคลึงกัน ( ดังเช่นงูหลาม) นัยน์ตาสีเหลืองหรือสีเหลืองเข้ม มีแถบสีดำเล็กๆภาพถ่านจากตาถึงมุมปาก งูเหลือมบางทีอาจ
งูเหลือม
ขายได้ถึงคราวละ๑๒๔ฟอง  แม่งูคอยดูแลจนไข่ฟักเป็นตัว ลูกงูเหลือมที่ฟักออกมาใหม่ยาวราว  ๕๕ เซนติเมตร
งูเหลือมเจอได้ในทุกภาคของประเทศ ในป่าดิบแล้วก็ป่าย่ำแย่ พบบ่อยหากินบนพื้นดิน โดยการดักรอเหยื่อ เมื่อเหยื่อผ่านเข้ามาในระยะใกล้ก็จะฉกกัด แล้วก็ม้วนตัวรัดเหยื่อจนตาย แล้วจึงกลืนกินเหยื่อที่ตายแล้ว
งูหลาม
ลวดลายบริเวณศีรษะของงูเหลือม งูหลาม แล้วก็งูหลามปากเป็ดงูหลาม(rook python)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าpython molunis bivittatus schiegel  เป็นงูที่มีขนาดใหญ่เป็นชั้น ๓ ของโลก รองจากงูเหลือม และงูแอนะคอนด้า | anaconda ชื่อวิทยาศาสตร์ Eunectes murinus (Linnaeus) ในวงศ์ Boidel พบได้มากในป่าโปร่ง ทุ่งหญ้า ยกเว้นทางภาคใต้ (มีเฉพาะจังหวัดชุมพร)งูนี้ มีลักษณะ อ้วน ครึ้ม ลำตัวสั้นกว่างูเหลือมมากมาย ยาวเต็มที่ไม่เกิน ๗ เมตร มีลวดลายต่างจากงูเหลือม โดยที่ลำดับตัวมีสีเหลืองหรือสีเหลืองอมสีน้ำตาลและก็ มีแผลสีน้ำตาลเข้มขนาดใหญ่ รูปร่างเป็นเหลี่ยมไม่แน่นอน เกล็ดท้องสีขาวหรือสีนวล จุดแข็งอยู่ที่ลวดลายแถวๆหัว ซึ่งมีลาย3สีน้ำตาลเข้ม เป็นรูปลูกศรอยู่กึ่งกลางหัว ข้างๆหัวมีแถบสีน้ำตาลเข้มเช่นกัน ในตามีสีน้ำตาลเข้ม งูหลามตกไข่คราวละ ๓๐-๕๐ ฟอง แม่งู คอยดูแลไข่โดยใช้ลำตัวออกรอบ ลูกงูหลามที่ฟักออกมามีความยาว ราว ๕๐- ๘๐ เซนติเมตร งูหลามอีกประเภทหนึ่งเรียบงูหลามปากเป็ด (blood python) มีชื่อด้านวิทยาศาสตร์ว่า python curtus schiegel เป็นงูที่มีขนาดเล็กที่สุดในสกุลงูเหลือม เจอในป่าดงดิบบริเวณริมน้ำ เหตุเพราะเป็นงูที่ชอบน้ำว่ายน้ำได้ พบได้บ่อยงูชนิดนี้ในน้ำ ซุกตัวอยู่ตามโคลนหรือตามพืชน้ำเพื่อดักรอเหยื่อ พบเฉพาะภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ลงไป งูนี้มีความยาวเต็มตัวที่ราว ๒.๕ -๓ เมตร รูปร่างสั้นและก็หนากว่าชนิดอื่น หัวมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับลำตัว พื้นลำตัวสีน้ำตาลอมสีส้มจนถึงสีแดงคล้ำ สีจะเข้มที่สุดทางด้านบนลำตัว ข้างๆมีสีอ่อน กว่า ข้างบนลำตัวมีแถบสีน้ำตาลเหลืองหรือสีน้ำตาล ยาวบ้างสั้นบ้างไม่แน่นอนกระจัดกระจายตามสันหลัง ข้างๆลำตัวมีเกล็ดสีขาว หรือสีนวลเรียงกันแบบซิกแซ็ก ไม่มีระเบียบ ข้างล่างของเส้นนี้มีเกร็ดสีดำ ท่อนหัวมีสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลเข้ม มีเส้นสีเข้มเล็กๆลากผ่าน หัวเหมือนงูเหลือม งูหลามปากเป็ดวางไข่คราวละ ๑๐-๑๕ ฟอง ลูกหมูที่ฟักออกมาจากไข่ใหม่ๆมีความยาวราว ๓๕เซนติเมตร

ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ดีงูงูเหลือมกระดูกงูงูเหลือมรวมทั้งน้ำมันงูเหลือมเป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน ดีงูเหลือมเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งที่ใช้มากมายในยาไทยใช้แทรก เป็นกระสายยารวมทั้งเป็นเครื่องยา ได้จากถุงน้ำดีของงูเหลือมนำมาผึ่งจนแห้งสนิท ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ช่วยทำให้ตัวยา แล่น เร็ว ดับพิษ ตานซางในเด็ก ใช้ฝนกับยาหยอดตา แก้ตาเฉอะแฉะตามัวตาฟางตาแดงและแก้ปวดตาได้ คู่มือฉันทศาสตร์อันเป็นตำราแพทย์ที่เรียบเรียงแล้วก็แต่งลางส่วน โดยพระยาวิชยาหัวหน้า (กล่อม) เจ้าผู้ครองนครจันทบุรีช่วงนี้เอ่ยถึงไข้ป่วง๘ ประการและก็ยาบำบัด มีเรื่องที่เกี่ยวกับการใช้ดีงูงูเหลือมเป็นกระสายยาดังนี้ จะอภิปรายในเรื่องรส เปรี้ยวปรากฏเคยตระหนัก ส้มมะขามเปียกฝักส้มป่อย เปรี้ยวอร่อยน้ำส้มซ่า ขมธรรมดาบอระเพ็ด กระจู๋ม ขมเป็นจอม ดีงูเหลือม เผ็ดเพียงพอเอื้อม ขิง ดีปลี ภิมเสนมีให้ใส่แซก อนึ่งเค็มแปลกนอกจาก เกลือ รู้ไว้เผื่อแก้ไม่หยุดมุตร์มนุษย์เปลือกลำภูเขา สองสิ่งทราบเถิดเค็มกร่อยอ่านบ่อยๆให้คิดออก จะได้ใช้แซก ลากยาในตำราเรียนป่วง เป็ด ประการตามคู่มือโบราณซึ่งท่านเมื่อก่อนกล่าวเอ่ย ภาพหนังสือปฐมจินดาร์ อันเป็นตำราแม่บทของแพทย์แผนไทยที่ว่าด้วยแม่และเด็กให้ยาหลายขนานที่ใช้ดีงูเหลือม มีอยู่ขนานหนึ่งที่ใช้ดีงูงูเหลือมเป็นเครื่องยาด้วยดังต่อไปนี้ ยาใช้ภายนอกหละ ขนานนี้ท่านให้เอาชาดหรคุณ ๑พิมเสน ๑ใบนมจิตร์ ๑ใบมะระใบแมลงสาบดีงูงูเหลือม รวมยา๖ สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากันตามเป็นผงทำแท่งไว้เอาเกลือรำฝึกหัดทาหละแลยอดทราง ที่ขึ้นลิ้นนั้นหายดีนักกประจำเดือนกงูงูเหลือมตำราคุณประโยชน์ ยาโบราณว่ากระดูกงูงูเหลือมมีรสเย็น เมาเบื่อมีคุณประโยชน์ดับพิษรอยดำ แก้เมื่อยล้าแก้ร้อนใน กระสับกระส่ายใช้เป็นเครื่องยาในไทยหลายขนาน อย่างเช่นยาขนานหนึ่งในพระตำราไกษย มีบันทึกไว้ว่า ยาแก้ลมไกษย เอาหินปูน 1 กระดูกงูงูเหลือม 1 หอยกาบเผา 1 ละลายเหล้ารับประทาน หากมิฟังยานี้ แล้ว ก็เป็นกรรมของผู้นั้นตายแลอย่าฉงนเลย
๓. น้ำมันงูเหลือมตระเตรียมไว้โดยการเอาไปเปลวมัน ในตัวงูเหลือมใส่ขวดตากแดดจัดจัด จนเปลวมันละลายใส่เกลือไว้ก้นขวดบางส่วนเพื่อการเหม็นเน่าแพทย์แผนไทยว่าน้ำมันงูเหลือมมีรสร้อน ใช้ป้ายยาแก้เคล็ดลับ ปวดเมื่อยแรงรอบฉายคาดหัวนวดเพื่อให้เอ็นอ่อนรวมทั้งหย่อนได้ ในหนังสือชวดารให้ยา 2 ๒ขนานที่เข้า “น้ำมันงูเหลือม” เป็นเครื่องยาด้วย ขนานหนึ่งมีบันทึกไว้ดังต่อไปนี้ ลมประเภทหนึ่งเข้าในไส้ใหญ่ไส้น้อย ผูกให้ช่างมือชักเท้าแขนงอจะเปิบเข้าก็มิได้ จะจับสิ่งอันใดก็มิได้สมมุติเรียกว่าลงตะคิว เอาน้ำมันหมู ๑ บาทหัวดองดึง ๑บาท พริกไท ๒๐ บาทใส่หม้อฝังไว้ใต้ดิน ๓ วันแล้วเอาขึ้นหุงให้อาจแม้กระนั้นน้ำมัน จึงเอาการะบูร ๑ พิมเสน ๑ กระวาน ๑  กานพลู ๑น้ำมันงูเหลือม ๑ ใส่ลงทา ผึ่งแดด สำหรับรมเท้าตาย หายแล นอกนั้นหนังงูเหลือมที่ฟอกก็ดีใช้ทำรองเท้าสายรัดเอวกระเป๋าเนื้องูเหลือมกินได้ชาวจีนถูกใจกินแม้กระนั้นหากินยากและมีราคาแพง

6
อื่นๆ / สัตววัตถุ ชั้นสัตว์ปีก
« เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 09:20:53 AM »

ชั้นสัตว์ปีก
ชั้นสัตว์ปีก (Class Aves) เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังพวกแรกที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีขน(feather) ลักษณะเป็นแผงปกคลุมตัว มีปีกซึ่งเปลี่ยนมาจากขาหน้าของสัตว์จเหม็นตุบาทอื่นๆปากไม่มีฟัน กระเพาะอาหารก็เลยต้องมีลักษณะเป็นกึ๋น (gizzard) ช่วยบดของกิน ปอดมีถุงลมแทรกอยู่ในกระดูกที่เป็นโพรง ทำให้หายใจได้ดีมากยิ่งกว่าสัตว์อื่น ไม่มีกระเพาะปัสสาวะ สืบพันธุ์ข้างใน คลอดเป็นไข่
สมุนไพร ตัวอย่างเช่น ไก่ เป็ด นกต่างๆ

7
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเมลงสาบ
« เมื่อ: ธันวาคม 10, 2017, 04:00:19 PM »

แมลงสาบ
แมลงสาบเป็นแมลงที่มนูษย์รู้จักกันดีมาตั้งแต่โบราณ ชื่อ “แมลงสาบ” และก็ “แมลงแกลบ” เป็นชื่อทั่งๆไปที่คนประเทศไทยทางภาคกึ่งกลางใช้เรียกแมลงสาบในสกุล  Blattidaeหลายชนิด ทางถาคเหนือเรียก แมลงแสบ หรืออร่อย ภาคอีสานเรียก แมงกะจั๊ว กะจั๊ว หรือ กาจั๊ว ส่วนภาคใต้เรียกแมลงแกลบว่า แมงแปะหรือ แมงแป้ แมลงในสกุลนี้พบทั่วทั้งโลกมีราว ๒๕๐ สกุล  ราว ๕,๐๐๐ จำพวก
แมลงสาบชนิดสำคัญ
แมลงสาบจำพวกหลักๆที่เจอแพร่หลายไปทั่วทั้งโลกมี ๕ ชนิด เช่น
๑.แมลงสาบเยอรมัน  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blattellagermanica(Linnaeus) มีชื่อสามัญว่า  German cockroach  หรือ water bug  หรือ croton bug  คนประเทศไทยเรามักเรียกแมลงแกลบบ้าน  เป็นชนิดที่รู้จักกกันดีเยี่ยมที่สุดรวมทั้งดพร่หลายแบบกว้างใหญ่พยได้มากที่สุด  เป็นแมลงสาบขนาดเล็ก  ลำตัวยาว ๑.๒-๑.๖ เซนติเมตร  สีน้ตาลเหลืองชีด  มีแถบสีน้ำตาลเข้มตามยาว ๒ แถบ  ทั้งคู่เพศมีปีก  ตัวเมียพบได้มากถุงไข่ที่ปลายของส่วนท้อง  ออกหากินตอนเวลากึ่งกลางเป็นน  พบในบ้านเรือน  ในที่มีของกิน เป็นต้นว่า ที่เปียกชื้นรวมทั้งอุ่น  กินของที่ตายแล้ว
๒.แมลงสาบชีบโลกทิศตะวันออกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าBlattellaorientalis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า  oriental  cockroach  หรือ  black  beetle  คนไทยเรียกแมลงสาบ  มีขนาดกลาง  ลำตัวยาวรวม ๒.๕ เซนติเมตร  ตัวเมียนั้นปีกไม่รุ่งเรือง  แม้กระนั้นเพศผู้มีปีกยาว  แม้กระนั้นปีกมัยยาวไม่พ้นส่วนท้อง  เข้ามาในหมู่บ้านทางท่ออาหารท่อที่มีไว้เพื่อระบายน้ำ  มักอยู่ตามดินที่ชื้อนแฉะ  เป็นแมลงสาบที่ทำให้มีกลิ่นเหม็น  กินอาหารทุกประเภท  มักพบตสม  กองขยะหรือของเน่าเสียต่างๆ ถูกใจรับประทานของที่มีแป้งอยู่ด้วย
๓.แมลงสาบอเมริกา  มีชื่อวิทยาศาสตร์Periplanetaamericana(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า  American  cockroach  คนไทยแมลงสาบ  มีขนาดใหญ่ที่สุด  ลำตัวยาว ๓-๔ ซม.  สีน้ำตาลปนแดง  มีถิ่นกำเนิดในอเมรกากึ่งกลาง  แต่ว่าตอนนี้แพร่หลายไปทั่วทั้งโลก  อีกทั้ง ๒ เพศมีปีกยาวคลุมถึงท้อง  เป็นแมลงที่รวดเร็ว  ชอบที่อุ่น  ที่ชื้นแฉะ  ชอบอยู่ในที่มืด  ออกหากินตรงกลางเป็น  กินของที่ตายแล้วและเศษอาหารทุกอย่าง
๔.แมลงสาบประเทศออสเตรเลีย  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Periplanetaaustralasiae(Fabeius) มีชื่อสามัญว่าAustralian  cockroach  ชาวไทยเรียกแมลงสาบ  ชนิดนี้มีสีน้ำตาลปนแดง  คล้ายแมลงสาบอเมริกัน  ทั้งยัง ๒ เพศมีปีกยาว  ถูกใจอาศัยอยู่นอกตึก  รับประทานอาหารทุกสิ่ง  ส่วนมากกินซากพืชที่ตายแล้ว
๕.แทลงสาบ  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Supellasupellectilium(Serville) มีชื่อสามัญว่าtropical  cockroachหรือ  brown-banded cockroachคนประเทศไทยมักเรียกแมลงสาบลาย  จำพวกนี้มีลัษณะคล้ายตามแมลงสาบเยอรมัน  แต่มีขนาดเล็กกว่า  ลำตัวยาว ๑-๑.๒ มิลลิเมตร  มีแถบสีเหลืองตามแนวขวาง ๒ แถบ แถบแรกอยู่โคนปีก  อีกแถบอยู่ปีก  ส่วนใหย่ปีกมักไม่ปิดปลายส่วนท้อง  พบทั่วไป  หากินกลางคืนถูกใจบิน  ชอบอยู่ในที่แห้งแล้วก็ร้อน  ชอบอยู่ที่สูง เช่นในตู้เสื้อผ้ส  กินอาหารทุกประเภทโดยยิ่งไปกว่านั้นของเสียและก็ของที่ตายแล้ว
๖.แมลงสาบสุรินัม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pycnocellissurinamensis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่าSurinamcockroach  คนไทยมักเรียก แมลงสาบหรือแกลบขี้เลื่อย  เพราะว่าเจอตามกองขี้เลื่อย  มีขนาดลำตัวยาวราว ๑.๕ เซนติเมตร  ส่วนท้องกว้างที่สุด ๑ เซนติเมตร  ส่วนหัวและก็อกบ้องแรกสีดำ ขอบข้างหน้ารวมทั้งด้านข้างเกือบตลอกมีสีเหลืองแก่  ปีกสีน้ำตาล  ขาสีน้ำตาลอ่อน  เว้นเสียแต่ขาหลังสีน้ำตาลเข้มตัวเมียปีกสั้นกว่าลำตัว  เมื่อหุบปีกจีงเห็นปลายท้องโผล่ออกมา  อาศัยอยู่นอกบ้านตามกองขี้เลื่อย  กองแกลบ  รวมทั้งกองขยะที่เน่าเปื่อย  นิมจับมาเกี่ยวเบ็ดเป็นเหยื่อสำหรับตกปลา

ผลดีทางยา
[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color] แพทย์แผนไทยใช้ “ขี้แมลงสาบ” เข้าเป็นเครื่องยาในยาไทยหลายขนาน  ขี้แมลงสาบที่ใช้นั้นเป็นขี้แมลงสาบที่อาศัยอยู่ตามอาคารบ้านเรือน  นำมารวมกัน  ก่อนใช้จำเป็นต้อง “ฆ่า” เสียก่อนวิธีการทำก็คือ  ให้นำไปคั่วให้เกรียมก่อนประยุกต์ใช้  หนังสือเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า  ขี้แมลงสาบคั่วมีรสจืดชืด  แก้อักเสบฟกบวม  แก้พิษร้อน  แก้กาฬโรค ในพระตำรามุจาปักขันทกาให้ยาแก้นิ่วขนานหนึ่งเข้า “มูลแมลงสาบ” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ถ้าจะแก้ท่านให้เอาพริกไท ๑ ขิงดีปลีกระเทียม ๑ ผิวมะกรูด ๑ ไพรขมิ้นอ้อย ๑ สุพรรณถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ เอาสิ่ง ๑ บาท  น้ำประสารทองสตุเท่ายาทั้งหลายแหล่  บดทำแท่งไว้  ก็เลยเอาสารส้มยัดเข้าในผลแตงกวา  หมกไฟแกลบห็สุกบีบเอาน้ำฝนยานี้กิน ในพระตำราปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่งชิอ “ยามหาไชยมงคล”  ใช้แก้หอบ  แก้ไข้  ยาขนานนี้เข้า “มูลแมลงสาบ” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ยาเชี่อมหาไชยมงคลแก้หอบ  ท่านให้เอา  กฤษณาจันทน์ชะมด ๑ เปลือกสันมีดพร้านางแอ ๑ ต้นหญ้าพันงูแดง ๑ กำมถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ ผลผักชี ๑ นอแรด ๑ งาเขากวาง ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาค  ทำเป็นจุณ  บดปั้นแท่ง  ละลายน้ำมะนาวรับประทานหอบทราง  หากจะแก้ไข้เหนือละลายน้ำใบทับทิมต้ม

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปูทะเล
« เมื่อ: ธันวาคม 10, 2017, 03:50:31 PM »

ปูทะเล
ปูทะเลเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังในชั้นครัสเตเชีย ที่เจอในประเทศมีขั้นต่ำ ๓ ประเภท ทุกประเภทจัดอยู่ในวงศ์  Portunidae คือ
๑.ปูดำ หรือ ปูแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scylla serrata (forsskal) ชนิดนี้เจอตามป่าชายเลนทั่วไป
๒.ปูขาว หรือ ปูทองหลาง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scylla oceanic dana จำพวกนี้พบตามพื้นสมุทรทั่วไป
๓.ปูเขียว หรือ ปูทองคำโหลง หรือ ปูลาย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Scylla transquebarica Fabricius
จำพวกนี้พบตามพื้นสมุทรทั่วไปทั้งยัง ๓ ชนิดมีลักษณะคล้ายกัน แต่ไม่เหมือนกันด้านสีและก็หนามที่ขอบกระดองและก็สภาพถิ่นอาศัย จนนักวิชาการลางสำนักจัดเป็นชนิดเดียวกันหมดเป็นScylla serrata  (Forsskal)
ชีววิทยาของปูทะเล
ปูทะเลอาจมีกระดองขนาดกว้างได้ถึง ๒๐ ซม. มีลำตัวที่แบ่งได้เป็น ๒ ส่วน คือ ส่วนหัวที่เชื่อมรวมกับอกมีกระดองเป็นเปลือกคลุมอยู่ด้านบน  กับส่วนท้องที่พับแนบติดกับลำตัวทางด้านล่าง ชาวบ้านเรียกส่วนนี้ว่า ตับปิ้ง ซึ่งในเพศผู้จะเป็นรูปสามเหลี่ยมแคบ ส่วนในตัวเมียจะแผ่กว้างออกเป็นรูปโค้งกลม มีขา ๕ คู่ คู่แรกแปรไปเป็นก้ามใหญ่ ใช้จับเหยื่อและป้องกันตัว และก็ตัวผู้ใช้จับตัวเมียเวลาผสมพันธุ์ ขาคู่ที่ ๒-๕ มักมีปลายแหลม ใช้สำหรับคลานหรือเดิน ส่วนขาสุดท้ายของปูทะเลจะแบนเป็นกรรเชียง ช่วยในการว่าย ปูทะเลหายใจโดยเหงือกซึ่งมีลักษณะเหมือนฟองน้ำ  ราษฎรเรียก  นมปู  เห็นได้เมื่อเปิดกระดองออก  ปูทะเลอาจสลัดก้ามทิ้งได้  โดยสร้างก้ามใหม่ขึ้นมาเมื่อลอกคราบคราวถัดไป  เป็นประจำภายหลังการลอกรอยเปื้อนเพียงแต่ ๒ รั้ง ก้ามปูอาจมีขนาดใหญ่เท่าเดิมได้  การลอกคราบของปูเป็นวิธีการช่วยเพิ่มขนาด  ภายหลังปูทานอาหารรวมทั้งสะสมไว้เพียงพอแล้ว  ก็จะสลัดเปลือกเดิมทั้งหมดทั้งปวงทิ้งไป  แล้วสร้างเปลือกใหม่ขึ้นมาแทน  ปูที่แก่น้อยนั้นลอกคราบบ่อย  แต่ว่าจะเบาๆห่างขึ้นเมื่อปูโตสุดกำลังแล้ว ฤดูสืบพันธุ์ของปูทะเลอยู่ในตอนเดือนตุลาคมถึงธันวาคม ในขณะนี้ปูทะเลมีไข่มาก ก่อนที่จะมีการผสมพันธุ์นั้น เพศผู้อุ้มตัวเมียไว้เพื่อรอกระทั่งตัวเมียลอกคราบ หลังจากผสมพันธุ์แล้ว ตัวเมียจะปลดปล่อยไข่ออกมาไว้กระจับปิ้ง ใช้รยางค์ของส่วนท้องโอบไข่เอาไว้ ไข่ในระยะเริ่มต้นมีสีเหลืองอ่อนๆแต่จะเปลี่ยนเป็นสีแก่ขึ้น จนถึงเป็นสีส้มและก็สีน้ำตาล ตามลำดับ หลังจากนั้นไข่ก็เลยฟักเป็นตัวอ่อน ดำรงชีพเป็นแพลงก์ตอนลอยไปกับน้ำทะเล แล้วลอกคราบเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นตัวอ่อนอีกระยะหนึ่ง ก็เลยจะจมลงสู่พื้นสมุทรเปลี่ยนแปลงรูปร่างเป็นปูขนาดเล็กถัดไป

ผลดีทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ “ก้ามปูสมุทรเผา” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งสำหรับการประกอบยาหลายขนาน เป็นต้นว่า ยาใช้ภายนอกแก้แผลอันมีสาเหตุมาจากไส้ด้วนไส้ลุกลาม นำไปสู่อาการปวดแสบปวดร้อนยิ่งนัก ซึ่งบึนทึกเอาไว้ภายใน พระคู่มือมุจฉาปักขันทิกา ดังนี้ ถ้าเกิดไม่หาย  ให้ร้อนหนัก ท่านให้เอา ก้ามปูสมุทรเผา ๑ กาบหอยโข่งเผา ๑ รากลำโพงแดง  ๑  รากขัดมอน  ๑  ฝางเสน  ๑  โปตัสเซี่ยมไนเตรด ๑ เปลือกจิกที่นา ๑ ผลจิกท้องนา  ๑  เอาเสมอ  บดด้วยน้ำลายจรเข้เป็นกระสาย  หายแล ยาแก้อยากกินน้ำแก้ร้อนข้างในอันทำให้หอบขนานหนึ่ง  ซึ่งบันทึกไว้ในพระตำราธาตุวิภังค์ เข้าเครื่องยาที่เรียก “ก้ามปูสมุทรเผาไฟ” ด้วย  ยาขนานนี้แบบเรียนว่าใช้ “กินอีกทั้งพ่น”  ดังต่อไปนี้ ขนานหนึ่งแก้ระหายน้ำให้ร้อนข้างในแลให้หอบ  ท่านให้เอาสังข์หนามเผาไฟ ๑  รากบัวหลวง ๑  ฝุ่นละอองจีน  ๑  รังสุนัขร่าเผาไฟ  ๑  ชาดก้อน  ๑ ดอกพิกุล ๑  ดอกสาระภี  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  เกสรบัวหลวง ๑ การบูร ๑ รากสลอดน้ำ ๑ รากคันทรง ๑ ก้ามปูทะเลเผาไฟ ๑ โปตัสเซี่ยมไนเตรดขาว ๑ ยาดังนี้เอาส่วนเสมอกัน บดเปนแท่ง ละลายน้ำดอกไม้สด อีกทั้งกินพ่น แก้ร้อนแก้ระหายน้ำ เสทตกก็หายแล

9
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาร้า
« เมื่อ: ธันวาคม 09, 2017, 10:50:33 PM »

ปลาร้า
ปลาร้าเป็นของกินทำด้วยปลาหมักกับเกลือ ปลาที่ใช้มากมายเป็นปลาสร้อยและก็ปลากระดี่ แต่ว่าบางทีอาจใช้ปลาช่อนได้ ทำเป็นโดยการเอาปลามาล้างน้ำให้สะอาด ขอดเกล็ดออก ตัดหัวแล้วเอาไส้ออก แล้วล้างให้สะอาด หากปลาตัวโตก็ให้หั่นเป็นชิ้นเล็กๆตามต้องการ ผสมกับเกลือใช้เกลือ ๑ ส่วนต่อปลา ๒ ส่วน คลุกจนเข้ากันดี ใส่ในไห อัดให้แน่น เอาไผ่ขัดตรงปากไห หมักไว้ ๒-๓ วัน แล้วจึงคัดออกมาล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งไว้ให้หมาด ผสมกับรำข้าวหรือข้าวคั่วที่บดละเอียด เพิ่มเกลือเม็ดละเอียดๆอีกน้อย บรรจุในไห อัดให้แน่นเหมือนกับหนแรก หมักไว้ ๑-๒ เดือน ก็จะได้ปลาแดก ปลาร้าที่เพิ่มรำข้าวลงไป เรียก ปลาร้ารำ (ใช้ปลา ๑ ส่วนต่อปลา ๒0 ส่วน โดยขนาด) ส่วนปลาแดกที่เพิ่มข้าวคั่วลงไปเรียก ปลาแดกข้าว (ใช้ข้าวสารที่คั่วให้เป็นสีน้ำตาลแล้วบดอย่างละเอียด ๑ส่วนต่อปลา ๔0 ส่วนโดยปริมาตร)
กรุ๊ป{ตุบาท
กรุ๊ปจตุๆบาท (Superclass Tetrapoda) เป็นกลุ่มสัตว์ที่มี ๔ ขา อาจเป็นแขน ขา หรือรยางค์ ลางจำพวกรยางค์บางทีอาจลดรูปลง เหลือแค่ร่องรอยให้มองเห็น  (ดังเช่นว่า งู) หัวใจ มี ๓-๔ ห้อง หายใจด้วยปอด ลางประเภทอาจหายใจทั้งยังทางปอดแล้วก็ทางผิวหนัง (ดังเช่น กบ) เส้นประสาทสมองมี ๑0-๑๒ คู่ แบ่งออกเป็น ๔ชั้นหมายถึงชั้นสัตว์สะเทินน้ำ สะเทินบก ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน ชั้นสัตว์ปีก และก็ชั้นสัตว์กินนม
[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color] ชั้นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก (class Amphibia) สัตว์ชั้นนี้มักถูกเรียกผิดเป็น “สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ” คำ amphibian  มาจากคำว่า amphi มีความหมายว่าด้วยกัน หรือทั้งสอง กับคำ bios แปลว่าชีวิต ซึ่งก็คือการมีชีวิตอยู่สองแบบ คือทั้งบนบกรวมทั้งในน้ำ ไม่ใช่ครึ่งเดียวอยู่บนบก อีกครึ่งอยู่ในน้ำ สัตว์ชั้นนี้มีชีวิตในระยะแรกตั้งแต่ระยะไข่จนกระทั่งตัวอ่อนอยู่ในน้ำ หายใจด้วยเหงือก ต่อมาก็เลยเปลี่ยนรูปร่างขึ้นไปอยู่บนบก หายใจทางปอดรวมทั้ง/หรือทางผิวหนัง ผิวหนังไม่มีเกล็ด มีต่อมสร้างเหมือกให้ผิวหนังชื้นแฉะและลื่น หัวใจมี ๓ ห้อง บน๒ ห้อง ข้างล่าง ๑ ห้อง เป็นสัตว์เลือดเย็น (คือไม่สามารถที่จะควบคุมอุณหภูมิของร่างกายได้ด้วยตัวเอง อุณหภูมิจะแปรไปตามสภาพแวดล้อม) สืบพันธุ์ภายนอก ผิวหนังของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกและก็เปียกชื้น ไม่สามารถเก็บความชื้นเอาไว้ได้นาน มีต่อมรวมทั้งเส้นเลือดฝอยเยอะมากๆ ผิวหนังที่มีลักษณะบางแล้วก็ชื้นเช่นนี้ ช่วยปฏิบัติภารกิจแลกเปลี่ยก๊าซ สัตว์เหล่านี้จึงจำเป็นต้องอยู่ใกล้น้ำ มีเพียงแค่ส่วนน้อย

วงจรชีวิตของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก
วงจรชีวิตของสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกเริ่มจากตัวผู้และตัวเมียที่โตเต็มวัยจับคู่กันออกไข่และก็น้ำเชื้อออกมาผสมกัน ไข่ของสัตว์เหล่านี้มักมีวุ้นใสห่อหุ้มอยู่ข้างนอกเพื่อป้องกันอันตรายอันบางทีอาจกำเนิดกับสิ่งที่มีชีวิตภายใน เมื่อฟักไข่ออกเป็นตัวอ่อน เรียก ลูกอ๊อด จะหายใจด้วยเหงือก ในระหว่างการเติบโตจะมีการสร้างอวัยวะต่างๆอาทิเช่น ปาก ช่องหู ขา ส่วนหางและเหงือกนั้นหดหายไปก่อนที่จะขึ้นมาอยู่บนบกด้วยรูปร่างที่เสมือนตัวคุณพ่อและก็รวมทั้งคุณแม่ เท่านั้นที่สามารถปรับนิสัยให้อยู่ได้ในที่แห้งแล้ง ยกตัวอย่างเช่น ในทะเลทราย แต่ส่วนใหญ่เมื่ออยู่กลางแจ้งหรือในที่แล้ง ก็จะตายในเวลาไม่นานนัก สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่ใช้ประโยชน์ทางยามีหลายชนิด เป็นต้นว่า คางคก ควรโคร่ง

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ จงโคร่ง
« เมื่อ: ธันวาคม 09, 2017, 04:30:30 PM »

จงโคร่ง
ควรโคร่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มี ๔ เท้า มีกระดูกสันหลัง
จัดอยู่ในวงศ์ Bufonidae สกุลเดียวกับคางคก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo asper
บางถิ่นเรียก จงโคร่ง นกกระทาหอพักง กระหอง หรือ กง ก็มี
ชีววิทยาของจงโคร่ง
จงโคร่งมีลักษณะทั่วไปคล้ายกับคางคกบ้าน แม้กระนั้นตัวโตกว่ามาก เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ที่มีตัวโตที่สุดในประเทศไทย มีลักษณะที่ไม่เหมือนกับคางคกบ้าน หลายอย่าง ที่สำคัญเป็น ความกว้างของแก้วหู สั้นกว่ากึ่งหนึ่งของความกว้างของตา รวมทั้งอยู่ห่างจากตามาก สันกระดูกเหนือแก้วหูหนานมาก กระดูกหน้าผาก ระหว่างตากับหู ทั้งสองข้าง บุบ กึ่งกลาง กระดูกสันหลังมีร่องลึกตรงกลาง ผิวหนังใต้คอใต้ท้องมีสีชมพู ส่วนบนออกจะดำ มีสีแดงเป็นหย่อมๆมากน้อยไม่เหมือนกันไปแต่ละตัว มีปุ่มนูนๆอยู่ทั่วๆไป ตามส่วนบนของตัว ใต้อุ้งเท้ามีปุ่มตามข้อนิ้วมาก ใต้ข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่ ต้ายข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่สองปุ่ม ๒ ปุ่มได้ข้อนิ้วมีตุ่มไม่ใหญ่นัก นิ้วเท้ามีพังผืด ซึ่งระหว่างนิ้วทุกนิ้ว ตัวโตเต็มวัยที่วัดจากปากถึงก้นราว ๒๖เซนติเมตร ต้องโคร่งมักอาศัยอยู่ตามซอกหินของภูเขา ที่มีป่าดงสุขสบายเปียกชื้น ลางตัวเข้าไป อาศัยอยู่ในบ้านคน เพื่อรอกินแมลงที่มาเล่นแสงไฟ เจอได้ตั้งแต่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ลงไปจนกระทั่งนานเลเซียแล้วก็เกาะ เกะสุมาตราของอินโดนีเซีย

สัตวศาสตร์เชื้อสายของ จงโคร่ง
สมุนไพร [/b]ชาวบ้านทางปักษ์ใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอเบตงจ.ยะลา มักถือกันว่าบ้านใดมีต้องโคร่งอาศัยอยู่ด้วย บ้านนั้นจะร่มเย็นเป็นสุข ถ้าผู้ใดรังควานต้องโคร่ง ผู้นั้นหรือวงศาคณาญาติ ก็จะเจอเคราะห์ไม่ดี ดังนั้นเจ้าของบ้านก็เลยมักปล่อยให้ต้องโคร่ง อาศัยอยู่ในบ้าน เปรียบเสมือนเป็นสัตว์เลี้ยง ปลดปล่อยให้หาเลี้ยงชีพแมลงที่มาเล่นแสงไฟในบ้าน ไม่มีใครกล้าก่อกวน รังควาน หรือทำร้าย หนังต้องโคร่งมีต่อมยางที่เป็นพิษเสมือนหนังคางคก ผู้ร้ายเคยใช้หนังต้องโคร่งแห้ง ผสมกับเห็ดเมาลางประเภท ใบรวมทั้งยางของสมุนไพรลางอย่าง ทำเป็นชุดไฟสำหรับรม เจ้าของบ้านได้สูดดมยานี้ก็จะเมา หลับ หรือสลบไป โจรผู้ร้ายก็จะเข้าไป ลักขโมยหรือชิงทรัพย์ได้ดุจตั้งใจ ขั้นตอนการแก้พิษนั้นให้กินน้ำมะพร้าวอ่อน แล้วล้างหน้าด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ก็จะฝืนได้เป็นประจำ หมอแผนไทยใช้หนังจงโคร่งแห้งผสมยาเบื่อเมา ทำให้นอนหลับใช้บำบัดโรคคุดทะราด
สัตวศาสตร์ชาติพันธุ์คืออะไร
คำ “สัตวศาสตร์เชื้อชาติ” นี้ แปลจากคำในภาษาอังกฤษว่า ethnozoologyเป็นศาสตร์ที่เรียนรู้ความเกี่ยวพัน โดยตรงในด้านมุมต่างๆระหว่างกันและกัน ของพรรณ สัตว์ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ กับมนุษย์เชื้อชาติต่างๆอย่างเช่นความเชื่อถือเรื่องสัตว์กับโชคลาง การใช้พรรณสัตว์เป็นอาหาร เป็นยาบำบัดโรค
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน(class Reptlia) สัตว์ในกลุ่มนี้มักถูกเรียกเป็น สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งไม่น่าจะถูกตามความเป็นจริง ด้วยเหตุว่าสัตว์กลุ่มนี้บางชนิดหรือไม่ได้แม้กระนั้นคลานไม่ได้ ได้แก่งูต่างๆลางประเภทเคลื่อนโดยการเลือกคลานแค่นั้น ไม่เลื้อย เป็นต้นว่า เต่า ตะไข้ สัตว์ที่อยู่ในกลุ่มนี้ส่วนมากเป็นสัตว์บกอย่างแท้จริง ผิวหนังเป็นเกล็ดน้ำแข็งไม่สามารถใช้หายใจได้ หายใจทางปอด ไม่มีความเคลื่อนไหวรูปร่าง มีหัวหัวใจ ๓ หรือ ๔ ห้องไม่สมบูรณ์เป็น หัวใจมีห้องบน ๒ ห้อง ส่วน ๒ ห้องด้านล่างแยกกันไม่สนิท นอกจากไอ้เข้ ส่วนเหล่านี้ออกลูกเป็นไข่ก่อน สัตว์เลื้อยหรือคลานที่ใช้ประโยชน์ทางยามีหลากหลายประเภท ได้แก่งูต่างๆตะไข้ ตุ๊กแก ตะพาบน้ำ และก็เต่า

11
อื่นๆ / สัตววัตถุ งูเห่า
« เมื่อ: ธันวาคม 09, 2017, 04:20:40 PM »

งูเห่า
งูเห่าเป็นงูพิษขนาดปานกลางถึงขั้นใหญ่
มีชื่อวิทยาศาสตร์ Naja naja kaouthia Lesson
มีชื่อสามัญว่า Thai cobra หรือ common cobra หรือ Siamwse cobra
จัดอยู่ในวงศ์ Elapidae งูเห่าหม้อ หรือ งูเห่าไทยก็เรียก
งูเห่าไทยที่โตสุดกำลังมีความยาวราว ๑๓๐ ซม. วัดขนาดผ่านศูนย์กลางของลำตัวราว ๕ เซนติเมตร มีลวดลายสีสันแตกต่างออกไปในแต่ละตัว สีที่พบได้มากเป็นสีเทนดำ  นอกเหนือจากนี้อาจมีสีน้ำตาลเข้ม เขียวหมอง หรืออมเขียว มักมีสีเดียวกันตลอดทั้งลำตัว ลวดลายบนตัวมีความมากมายมากมาย โดยเฉพาะลวดลายที่คอหรือ “ดอกจัน”งูเห่าไทยที่พบได้มากมีดอกจันเป็นวงกลมวงเดียว จึงมีชื่อเรียกในภาษษอังกฤษว่า monocellate cobra  บางชนิดมีดอกจันวงกลมตัดกัน ๒ วงคล้ายแว่นตา เรียกงูเห่าแว่น  บางประเภทมีดอกจันรูปดโป้อกส้านหรือตาลายอ้อย เรียกงูเห่าดอกส้าน  บางประเภทมีลายดอกจันเป็นรูปอานม้า ก็เรียกงูเห่าอานม้า งูเห่าพ้นพิษ งูเห่าอีกกรุ๊ปหนึ่ง เรียกงูเห่าพ้นพิษ (spitting  cobra) ที่พบในประเทศไทยมี ๓ จำพวก  ยกตัวอย่างเช่น
๑.งูเห่าด่างพ่นพิษ (black and white spitting cobra)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Naja naja siamensis Nutphand
ประเภทย่อยนี้มีลักษณะเหมือนงูเห่าไทย  แม้กระนั้นขนาดเล็กกว่า  ลำตัวยาวราว ๘๐  เซนติเมตร  ว่องไว  ปราดเปรี่ยว  และก็ดุกว่างูเห่าไทย  พ่นพิษได้ไกลราว ๒ เมตร  ลำตัวมีสีไม่แน่นอน  สีด่างถึงขาว  ดอกจันรูปตัวยู (U)  ในภาษาอังกฤษ  บางที่เรียก  งูเห่าโรคเรื้อน  พบได้มากในภาคตะวันตกแล้วก็ตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองไทย  ตัวอย่างเช่นที่จังหวัดกาญจนบุรี  อ่างทอง  สุพรรณบุรี  และก็ตาก  นอกจากยังบางทีอาจเจอทางภาคทิศตะวันออกด้วย  ได้แก่  จันทบุรี  จังหวัดชลบุรี  งูที่พบรอบๆนี้มักไม่มีลายด่างขาว
๒.งูเห่าทองพ่นพิษ (going  spitting  cobra)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Naja naja sumatranus Var
งูจำพวกย่อยนี้มีลำตัวยาวราว  ๙๐  ซม.  มีสีเหลืองปราศจากทั้งตัว  บางตัวอาจมีสีเหลืองอมเขียว  ไม่มีลายสีอื่นๆ ไม่มีดอกจันบนข้างหลังคอและท้องสีขาว  ภาคใต้พูดได้ว่างูเห่าปลวก  งูชนิดนี้มีน้ย  เจอเฉพาะทางภาคใต้ของเมืองไทย  อย่างเช่นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช  จังหวัดสุราษฎร์ธานี  จังหวัดพัทลุง  รวมทั้งสตูล
๓.งูเห่าอีสานพ่นพิษ (isan  spitting  cobra)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Naja naja isanensis (Nutphand)
งูชนิดย่อยนี้ลำตัวเล็กกว่าจำพวกย่อยอื่นๆ ยาวราว ๖๐-๗๐ เซนติเมตร  ดุ  รวดเร็ว  ปราดเปรี่ยว  พ่นพิษเก่งมากมาย  มีสีเขียวอมเทา  เขียวอมน้ำตาล  หรือเขียวหมองทั้งตัว  ไม่มีลายชัดแจ้ง  มักไม่มีดอกจัน  แต่บางตัวอาจมีดอกจันรูปตัวยู(U) ในภาษาอังกฤษแจ่มแจ้งกว่างูเห่าด่างพ่นพิษ  พบได้บ่อยทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย  บางถิ่นเรียก งูเห่าเป่าตา
งูเห่าอีก  มักพบที่จังหวัดสุพรรณบุรี  จำพวกนี้ลำตัวมีสีนวลและไม่มีดอกจัน เรียกงูเห่าสีนวล
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Naja  kaouthia  suphandensis (Nutphand)

ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยรู้จักใช้คราบงูเห่า กระดูกงูเห่า ดีงูเห่า และก็น้ำมันงูเห่า นอกจากนั้นแพทย์ตามบ้านนอกยังคงใช้งูเห่าหมดทั้งตัวปิ้งไฟจนแห้งกรอบ  ดองเหล้ากินแก้เมื่อย  แก้ปวดหลัง  รวมทั้งแก้ผอมบางในสตรีข้างหลังคลอดบุตร  แล้วก็ใช้หัวงูเห่าสุมไฟให้เป็นถ่าน  ปรุงเป็นยาแก้ชาชักในเด็ก  ลดความอ้วน  ว่ามีรสเย็นและก็เมา
๑.คราบงูเห่า  เป็นคราบที่งูเห่าลอกทิ้งเอาไว้ ในพระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่งที่เข้า “รอยเปื้อนงูเห่า” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ภาคหนึ่งยาทาตัวกุมาร   กันสรรพโรคทั้งผอง  แลจะจับไข้อภิฆาฎก็ดี  โอปักกะมิกาพาธก็ดี ท่าน ให้เอาใบมะชน คราบงูเห่า หอมแดง สาบอีแร้งสาบกา ขนเม่น ไพลดำ ไพลเหลือง บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำนมวัว  ทาตัวกุมาร  จ่ายมลทินโทษทั้งสิ้นดีนัก
๒.กระดูกงูเห่า  มีรสเมา  ร้อน  แก้พิษเลือดลม  แก้จุกเสียด  แก้ษนัย  แก้เมื่อย  แก้ชางตานขโมย  รวมทั้งปรุงเป็นยาแก้แผลเนื้อร้ายต่างๆ ในพระคัมภีร์จินดาร์ให้ยาอีกขนานหนึ่งเข้า “กระดูกงูเห่า”  เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ยาทาท้องแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ   ขนานนี้ท่านให้เอาใบหนาด ๑ ใบคนทีสอ ๑ ใบลูกประคำไก่ ๑ ใบผักเค็ด ๑ ใบผักเศษไม้ผี ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ เมล็ดในสะบ้ามอญ ๑ มดยอบ ๑ กำยานผี ๑ ตรีกะฎุก ๑ สานส้ม ๑ ดินประสิวขาว ๑ บอแร็ก ๑ กระชายกระทือไพล ๑ หอม ๑ กระเทียมขมิ้นอ้อย ๑ กระดูกงูเหลือม ๑ กระดูกงูเห่า ๑ กระดูกห่าน ๑ กระดูกแกงเลียงผา ๑ มหาหิงคุ์ยาดำ ๑ รงทอง ๑ รวมยา ๒๘ สิ่งนี้  ทำเปนจูณ  บดทำแท่ง  ละลายน้ำมะกรูดทาท้อง  แก้ท้องรุ้งท้องมาร  แก้มาเกลื่อนกลาดระไษยลม  แก้ไส้พองเอาเท่าเทียม  ท้องใหญ่  ท้องอืดท้องเฟ้อท้องเขียว  อุจจาระฉี่มิออก  ลมทักขิณคุณ  ลมประวาตคุณ  หายสิ้น
๓.ดีงูเห่า มีรสขม  ร้อน  ผสมยาหยอดตาแก้ตาฝ้า  ตาฝ้า  ตาแฉะ  ตาต้อ  แล้วก็บดเป็นกระสายยาช่วยให้ฤทธิ์ยาแล่นเร็ว  ในพระตำราปฐมจินดาร์  ให้ยาขนานหนึ่งเข้า “ดีงูเห่า”  เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ยาชื่ออินทรบรรจบคู่กัน  ขนานนี้ท่านให้เอาชะมดพิมเสน ๑ จันทน์ทั้งสอง๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ขอนดอก ๑ ว่านกลีบแรด ๑ ว่านร่อนทอง ๑ ผลมะขามป้อม ๑ ยาดำ ๑ มหาหิงคุ์ ๑ กระเทียม ๑ ดีงูเหลือม ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง  เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ เทียนแดง ๑ เทียนเยาวภานี ๑ เทียนบัวหลวง ๑ ผลจันทน์ดอกจันทน์กานพลูกระวาน ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง รวมยา ๒๓ สิ่งนี้  ทำเปนจุณ  แล้วจึงเอา ดีงูเห่า ๑ ดีตะไข้ ๑ ดีตะพาบ ๑ ดีปลาช่อน ๑ ดีปลาไหล ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง  แช่เอาน้ำเปนกระสาย  บดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำดอกไม้รับประทาน  แก้จนหนทาง  ถ้าเกิดไม่ฟัง  ละลายเหล้ากินแก้สรรพตาลทรางทั้งปวง  แลแก้ชักเท้ากำมือกำ  หายดีนัก
๔.น้ำมันงูเห่า  ตระเตรียมได้โดยการเอาเปลวมันในตัวงูเห่าใส่ขวด ผึ่งแดดจัดๆ จนถึงเปลวมันละลาย  ใส่เกลือไว้ตูดขวดนิดหน่อยเพื่อกันเหม็นเน่า  ในหนังสือเรียนพระยารักษาโรค  พระนารายณ์มียาขี้ผึ้งขนานหนึ่งว่า “น้ำมันงูเห่า” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ สีผึ้งบี้พระเส้น  ให้เอาชะมดทั้ง ๒ ไพล พิมเสน โกฏเชียง  กรุงเฉมา  ดีงูเหลือม  จันทน์ทั้งยัง ๒ กฤษณา  กระลำพัก สิ่งละเฟื้อง  โกฏสอ โกฏเฉมา โกฏจุลาลำภา  โกฏกัยี่ห้อ  โกฏสิงคี  โกฏหัวบัว  มัชะกิยพระสรัสวดี  กระวาน  กานพลู  ลูกจันทน์  ดอกจันทน์  เทียนดำ  เทียนขาว พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ดีปลี ลูกกราย  ฝิ่น  ขี้ผึ้ง สิ่งละสลึง  กะเทียม  หอมแดง  ขมิ้นอ้อย  ๒ สลึง  ทำเป็นจุณ  ละลายน้ำมะนาว ๑๐ ใบ  น้ำมันงาทนาน ๑  น้ำมันหมูหลิ่ง น้ำมันเสือ น้ำมันตะไข้  น้ำมันงูเห่า น้ำมันงูเหลือม  พอควร  หุงให้อาจแต่น้ำมัน  จึงเอาชันรำโรง ชันย้อย ชันระนัง ใส่ลงพอสมควร  กวนไปก็ดีจึงเอาทาแพรทาผ้าถวาย ทรงปิดไว้ ที่พระเส้นอันแข็งนั้นหย่อน

12
อื่นๆ / สัตววัตถุ ตะพาบน้ำ
« เมื่อ: ธันวาคม 09, 2017, 04:10:22 PM »

ตะพาบ
ตะพาบน้ำ (mud turtle หรือ soft-shelled turtle) เป็นสัตว์คลานประเภทหนึ่งจัดอยู่ในตระกูล Trionychidae มีลักษณะเหมือนคล้ายเต่าน้ำจืด แตกต่างกันตรงที่กระดองบน (carapace) และก็กระดองข้างล่าง (pastron) ไม่มีกระดูกเป็นแผ่นใหญ่ๆแม้กระนั้นมีหนังห่อแทน มีนิ้วยาว ตีนด้านหน้ามีแผ่นพังผืดกว้าง ใช้สำหรับพุ้ยน้ำ มีเล็บเพียงแค่ ๒-๓เล็บ คอหดในกระดองได้มิด แต่ว่าสามารถยืดคอออกได้ยาวมากเมื่อจะงับเหยื่อหรือกัดศัตรู ตะพาบน้ำทุกประเภทเป็นสัตว์น้ำจืดชืด พบได้มากอยู่ตามห้วย สระ หนอง และก็ตาม แม่น้ำลำคลอง ตะพาบน้ำสามารถขุดรูเป็นโพรงสำหรับอาศัย รวมทั้งยืดคอขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ หรือยืดคอออกไปฮุบกุ้งปลาที่ว่ายน้ำผ่าน โดยที่ตัวไม่ต้องออกมาจากโพรงเมื่อน้ำในบึงหนองแห้งลงในฤดูแล้ง ตะพาบจะทำโพรงอยู่ใต้ดินได้นาน จนกว่าฝนตกก็เลยออกมาจากโพรงรวมทั้งเริ่มหาสัตว์น้ำต่างๆรับประทานเป็นอาหาร ตะพาบน้ำกินกุ้งแล้วก็ปลาสดๆและก็เนื้อสัตว์ที่เน่า สามารถว่ายน้ำไปหากินไกลๆในการใช้มือจับตะพาบน้ำนั้นจับได้เฉพาะตรงที่ขอบกระดองข้างหน้าของโคนขาหลัง ถ้าเกิดจับไม่ถูกตำแหน่งตะพาบน้ำซึ่งมีคอยาวจะยืดคอออกมาแว้งกัดมือได้
ตะพาบน้ำในประเทศไทย
ตะพาบน้ำที่เจอในประเทศไทยมีอย่างน้อง ๖ ชนิด เป็น
๑.ตะพาบธรรมดา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amyda cartilaginea (Boddart)
สมุนไพร ชนิดนี้กระดองบนออกจะแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม เมื่อโตสุดกำลังกระดองบนอาจยาวได้ถึง ๘๓ เซนติเมตร ขอบข้างหน้าของกระดองบนเป็นปุ่มตะปุ่มตะป่ำ ขอบกระดองด้านล่างไม่มีสีเด่น ปากค่อนข้างแหลม ที่หนังบนข้างหลังเป็นริ้วเล็กๆนูนขึ้นมาทั่วทั้งหลัง ตัวอ่อนมีสีเขียวขี้ม้าปนเทา บางตัวมีจุดเหลืองๆหรือจุดดำๆขอบเหลือง หัวมีจุดเหลืองๆเป็นจุดใหญ่ทางด้านข้าง พอใช้แก่ จุดเหลืองบนหลังมักหายไป จุดที่หัวก็เลือนไป ที่ใต้ท้องของเพศผู้มีสีขาว แต่ว่าที่ใต้ท้องของตัวเมียเป็นสีเทา ตะพาบชนิดนี้มีมากมาย พบทั่วไปในแม่น้ำลำคลอง หนอง บ่อน้ำ ในภาคกึ่งกลางของประเทศไทย บางทีอาจพบตามสายธารและห้วยที่เชิงเขา นอกเหนือจากนี้ยังเจอในภาคใต้ของประเทศพม่า ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย และตามหมู่เกาะมลายู
๒.ตะพาบน้ำหัวทู่ หรือ ตะพาบหัวกบ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelochelys bibroni Owen
ประเภทนี้กระดองบนค่อนข้างแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มที่มีขนาดใหญ่ กระดองบนอาจยาวได้ถึง ๑๒๐ เซนติเมตร จมูกสั้น หัวค่อนข้างแบนรวมทั้งเล็กเมื่อเทียบกับลำตัว ความยาวของกะโหลกหัวใกล้เคียงกับความกว้าง ปากไม่แหลม ขาหน้าสั้น ตีนกว้าง กระดองข้างหลังมีสีเขียวขี้ม้าอมเทามีรูบุ๋มเล็กๆทั่วไป มีจุดเหลืองๆกระจายอยู่ทั่วๆไป กระดองด้านล่างสีขาว ในประเทศไทยเจออยู่ทางใต้ ยิ่งไปกว่านี้ยังเจอที่ประเทศ ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย อินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และภาคใต้ของจีน
๓.ตะพาบน้ำข้างหลังลายกะรัง หรือ ตะพาบน้ำม่านลาย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chitra chitra Gray
จำพวกนี้กระดองบนออกจะแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มที่มีขนาดใหญ่ กระดองบนอาจยาวได้ถึง ๑๒๒ ซม. เป็นชนิดที่มีตัวโตที่สุดของประเทศไทยและของโลก จมูกสั้น หัวค่อนข้างจะแบนรวมทั้งเล็ก ความยาวของกะโหลกหัวเป็น ๒ เท่าของความกว้าง มีลวดลายบนหนังข้างบน เมื่อยังอายุน้อย กระดองบนมีสีเขียวอมเทา มีจุดลายดำเลอะๆเพียงพอแก่มากยิ่งขึ้น รอบๆคอรวมทั้งกระดองบนจะมีลวดลายสีเหลืองหรือสีน้ำตาลเสมือนหินกะรังแต่ว่าพอสมควรแก่มากมาย ลายสีนี้กลับจางลงไปอีก พบรอบๆที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลองในประเทศไทยเขตที่ลุ่มอิระวดีในประเทศเมียนมาร์ ลุ่มแม่น้ำคงคาและแม่น้ำสินธุในประเทศประเทศอินเดีย
๔.ตะพาบน้ำขี้เกียจมาก หรือ ตะพาบน้ำแก้มแดง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dogania subplana Geoffrey
ชนิดนี้กระดองบนค่อนข้างจะแบน ยาว ขอบสองข้างค่อนข้างขนานกัน สีเขียวหม่นปนน้ำตาล ไม่กลมอย่างตะพาบชนิดอื่นๆขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบข้างหน้าของกระดองบนเรียบเมื่อโตสุดกำลังกระดองบนยาวได้ถึง ๒๖ เซนติเมตร หัวค่อนข้างจะใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว ปากแหลม กระดองข้างล่างไม่มีจุดสีดำชัดแจ้ง ที่ข้างคอรวมทั้งแก้มมีสีแดงอ่อนๆเจอได้ตามแหล่งน้ำสายธารบนที่สูงทางภาคตะวันตกและภาคใต้ของเมืองไทยนอกเหนือจากนั้นยังอาจพบในประเทศเมียนมาร์มาเลเซีย และฟิลิปปินส์
๕.ตะพาบน้ำไต้หวัน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelodiscus sinensis sinensis Wiegmann
ชนิดนี้กระดองบนค่อนข้างแบนขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มกำลังกระดองบนยาวได้ถึง ๒๕ ซม. กระดองบนมีสีเขียวขี้ม้าหรือสีน้ำตาล กระดองข้างล่างมีจุดสีดำแจ้งชัด และมีสีส้มในระยะก่อนวัยเจริญพันธุ์ ที่รอบตามีเส้นเล็กๆเป็นรัศมีเป็นตะพาบน้ำจำพวกท้องถิ่นของจีน นำมาเลี้ยงเป็นสัตว์อาสิน เล็กน้อยหลุดมาแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำธรรมชาติ
๖.ตะพาบน้ำหับ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lissemys punctate scutata (Peters)
เป็นตะพาบที่เจอใหม่และมีขนาดเล็กที่สุดของเมืองไทย เมื่อโตเต็มกำลังกระดองข้างหลังอาจยาวได้ถึง  ๑๖  เซนติเมตร  กระดองข้างหลังโค้ง นูน สีเขียวหมองหรือสีน้ำตาล  สามารถหับหรือปิดกระดองได้ทั้งปวง พบคราวแรกรอบๆชายแดนไทยพม่า แถบจังหวัดตาก  เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง มีจำนวนน้อยแล้วก็หายาก
คุณประโยชน์ทางยา
ตะพาบที่พบในยาไทยมักซึ่งก็คือตะพาบน้ำธรรมดา หมอแผนไทยใช้ดีตะพาบน้ำ เป็นเครื่องยา แบบเรียนยาคุณประโยชน์โบราณว่า ดีตะพาบมีรสขม  คาวมีสรรพคุณแก้ไข้สันนิบาต แก้พิษรอยแดง แก้โรคตา  และก็แก้ลมกองละเอียด  (ลมหน้ามืด   หน้ามืดตาลาย) ในตำราพระยาพระนารายณ์มียาขนานหนึ่งเข้า “ดีตะพาบน้ำ” เป็นเครื่องยาด้วยดังต่อไปนี้น้ำมันภาลาธิไตล ให้เอารากต้นหญ้าขัดหมอน รากขี้เหล็ก รากปะคำไก่ รากปะคำควาย รากมัน รากรักขาว รากลำโพงอีกทั้ง ๒ รากชุมเห็ด รากฝักส้มป่อย ขมิ้นอ้อย ขิง ข่า ยาดังนี้ควรจะต้มให้ต้ม ควรจะตำให้ตำ เอาน้ำสิ่งละทนาน   น้ำมันพรรณผักกาด  น้ำมันพิมเสน น้ำมันละหุ่ง น้ำมันงา สิ่งละทนาน หุงให้อาจแม้กระนั้นน้ำมัน แล้วจึงเอา ดีตะพาบน้ำ  ดีงูงูเหลือม พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ฝิ่น  สิ่งละสลึง เทียนทั้ง ๕  สิ่งละบาท ๑ บดปรุงลงในน้ำมันไว้ ๓ วัน ก็เลยทาแลนวดแก้พระเส้นอันทพฤกให้หย่อนยาน  แลฟกบวม เป็นขั้วเป็นหน่วยแข็งอยู่นั้นให้ละลายออกเป็นปรกติแลฯ
พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ให้ยาแก้ซางเด็กขนานหนึ่งที่เขา  “ดีตะพาบ” เป็นเครื่องยาด้วยดังต่อไปนี้
ขนานหนึ่ง ท่านให้เอาฟันกรามแรด ๑  กรามช้าง ๑  งา  นอแรด ๑  เขี้ยวเสือ ๑  เขี้ยวจระเข้  ๑  เขี้ยวหมู  ๑  กระดูกงูทับทาง ๑ โกฏทั้งยัง  ๕  ขมิ้นอ้อย  ๑ ไพลดีตะพาบ ๑  ดีงูงูเหลือม ๑ พิมเสน ๑  รวมยา  ๑๘  สิ่งนี้เอาส่วนเท่ากัน ตำเป็นผุยผงบดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำสุรา กินแก้ทรางทั้งสิ้น  หาย

13
อื่นๆ / สัตวว์ตถุ เต่าในประเทศไทย
« เมื่อ: ธันวาคม 09, 2017, 08:42:12 AM »

เต่าในประเทศไทย
เต่าที่เจอในประเทศไทย (ไม่รวมตะพาบ) มีอย่างน้อย ๒๒ ประเภท จัดอยู่ใน ๕ วงศ์ เป็น
๑.สกุลเต่าทะเล(Cheloniidea) พบ ๔ ประเภทคือ เต่าตนุ(เต่าแดด) เต่าหญ้า เต่ากระ รวมทั้งเต่าหัวโต เป็นเต่ากระดองแข็ง มีแผ่นเกล็ดปกคลุม อาจเรียงต่อกัน(อย่างเช่น เต่าตนุ) หรือซ้อนกันเล็กน้อย (ตัวอย่างเช่น เต่ากระ) ขาหน้าแผ่เป็นครีบสำหรับว่าย ขาข้างหลังเป็นครีบกว้างสำหรับใช้เป็นหางเสือ
[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color]
๒.สกุลเต่าเฟื่อง(dermochelyidae) พบเพียงแค่ชนิดเดียว คือ เต่าเฟือง (มักเรียกกันผิดเป็น “เต่ามะเฟือง”) เป็นเต่ากระดองอ่อน มีสันยาวตามตัวบนภายหลังคอลงไปถึงก้น ๕ สัน ข้างตัวอีกข้างละสัน รวมเป็น ๗ สัน ใต้ท้องมีอีก ๕ สัน สันที่ใต้ท้องจะเลือนหายไปเมื่อแก่ขึ้น ส่วนสันบนหลังหายไปบ้างเมื่อเทียบกับอายุยังน้อย บนหัวตัวอ่อนมีเกล็ด แต่จะหายไปเมื่อโตขึ้น มีหนังหุ้มแทน ขาหน้าแผ่เป็นครีบสำหรับว่ายน้ำ ยาวกว่าขาของเต่าสมุทรอื่นๆขาหลังเป็นครีบกว้างๆสำหรับใช้เป็นหางเสือ และใช้ขุดหลุมเมื่อจะออกไข่
๓.สกุลเต่าน้ำจืด(Emydidae) เจออย่างต่ำ ๑๓ ประเภท เป็นต้นว่า เต่ากระอาน เต่าลายตีนเป็ด เต่าหับ เต่าแดง (เต่าใบไม้) เต่าหวาย เต่าบัว เต่าจักร เต่านา เต่าจัน เต่าปากเหลือง เต่าดำ เต่าทับทิม และเต่าแก้มแดง เต่าในตระกูลนี้สามารถหดหัวเข้าไปไว้ภายในกระดองได้หมด ขาแบน นิ้วแล้วก็เล็บยาวกว่าเต่าบก ระหว่างนิ้วมีแผ่นพังผืดขึงไม่มากก็น้อย บนหัวคลุมด้วยหนัง ไม่เป็นเกล็ดราวกับหัวเต่าบก แต่บริเวณท้ายทอยนั้น ข้างหลังบางทีอาจลายทำให้มองเหมือนเกล็ด

๔.ตระกูลเต่าปูลู(Platysternidae) พบในประเทศไทยเพียงแต่ประเภทเดียว คือเต่าปูลู มีลักษณะสำคัญเป็นกระดองบนกับกระดองด้านล่างเป็นคนละชั้น ยึดติดกันด้วยพังผืด กระดองทั้งคู่แบนเข้าพบกันมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทรวงอก หัวโต หดหัวเข้าไปในกระดองไม่ได้ หัวปกคลุมด้วยแผ่นซึ่งไม่แบ่งได้เป็นชิ้นเกล็ดเสมือนเต่าอื่น ระหว่างนิ้วมีพังผืดบ้าง แต่ไม่เต็มนิ้ว นิ้วมีเล็บแหลมทุกนิ้ว เว้นนิ้วก้อย หางยาวมาก มีเกล็ดรูปสี่เหลี่ยมปกคลุมบนหาง
๕.สกุลเต่าบก(Testudinidae) พบ ๓ จำพวก คือ เต่าหก เต่าเดือย และ เต่าเหลือง เต่าในสกุลนี้แตกต่างจากเต่าน้ำในวงศ์อื่นๆตรงที่ขา ๔ กลม ไม่มีพังผืดยึดระหว่างนิ้ว เพราะไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ขาว่ายน้ำ มีเกล็ดบนหัวและก็ที่ขา

14
อื่นๆ / สัตววัตถุ เต่าบก
« เมื่อ: ธันวาคม 09, 2017, 02:00:39 AM »

สกุลเต่าบก
เต่าเดือยmanouria impressa(Gunther), ๓๐ เซนติเมตร
เต่าขนาดกึ่งกลาง มีเดือยแหลมที่โคนขาข้างหลังข้างละ ๑ อัน กระดองหลังสีเหลืองปนสีน้ำตาล มีลายดำ เจอตามเทือกเขาสูงจากระดับ ๖๐๐ เมตรขึ้นไป ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือและก็ ภาคอีสาน
เต่าเหลืองIndotestudo elongata(Blyth), ๓๖ ซม.
เต่าขนาดกึ่งกลาง กระดองยาวนูนสูง สีเหลือง มีลายดำ ไม่มีเดือยเหมือนเต่าบกจำพวกอื่น อยู่ในที่แห้งได้ พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าดงดิบแล้งทั้งประเทศ
สมุนไพร เต่าหกManouria emys(Schlegel & Muller), ๕๐ ซม.
เต่าบกที่ใหญ่ที่สุดของไทย เมื่อโตเต็มที่กระดองยาวได้ถึง ๖๐ ซม. โคนขาหลังทั้งยัง ๒ ข้างมีเดือยหลายเดือย กระดองสีน้ำตาลเข้มหรือดำ  พบในป่าดงดิบที่สูงทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้มี ๒ ประเภทย่อยหมายถึงเต่าหกเหลือง manouria emys emys (Schlegel & Muller) แล้วก็เต่าหกดำ manouria emys phayrei(Blyth)

ผลดีทางยา
เต่าที่แพทย์แผนไทยประยุกต์ใช้ประโยชน์ทางยาเป็นเต่าน้ำจืดแล้วก็เต่าบก แม้กระนั้นที่ใช้กันมากมายเป็นเต่าที่นา Malayemyssubtrijuga(Gray) อันเป็นเต่าน้ำจืดที่หาได้ง่ายดายกว่าเต่าจำพวกอื่นๆแล้วก็มีชื่อเสียงกันดีทั่วไป

Tags : สมุนไพร

15
อื่นๆ / สัตววัตถุ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
« เมื่อ: ธันวาคม 08, 2017, 06:41:01 PM »

สัตว์ชั้นเลี้ยงลูกด้วยนม
สัตว์ที่จัดอยู่ในชั้นนี้มีขน มีต่อมน้ำนมสำหรับใช้เลี้ยงตัวอ่อน มีกะบังลมสำหรับกันระหว่างช่องอกกับช่องท้อง หัวใจมี ๔ ห้อง เป็นสัตว์เลือดอุ่น กระดูกคอมี ๗ ชิ้น เส้นประสาทมี ๑๒  คู่  มีต่อมเหงื่ออยู่ใต้ผิวหนัง ใบหูเจริญก้าวหน้าดี ผสมพันธุ์ข้างในส่วนมากตัวอ่อนก้าวหน้าอยู่ข้างใน สมุนไพร ดังเช่น เม่น ลิ่น ช้าง  วัว ควาย หมี คน

หน้า: [1] 2 3 4