แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - NOH1122

หน้า: [1] 2 3 ... 25
1
อื่นๆ / เสาวรส สรรพคุณเเละประโยชน์
« เมื่อ: ธันวาคม 05, 2018, 03:48:49 PM »


เสาวรส
ชื่อสมุนไพร  เสาวรส
ชื่ออื่นๆ / ชื่อท้องถิ่น  สุคนธรส (ภาคกลาง) , กะทกรกฝรั่ง กะทกรกสีดา , กะทกรกยักษ์ (ทั่วไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์            Passiflora edulis Sims. (พันธุ์สีม่วง)
Passiflora edulis f. flavicarpa O. Deg. (พันธุ์สีเหลือง)
ชื่อสามัญ  Passion fruit  , Yellow granadilla , Jamaica honey-suckle
วงศ์      Passifloraceae
ถิ่นกำเนิด 

เสาวรส มีถิ่นเกิดในทวีปอเมริกาใต้ในประเทศบราซิลปารากวัย และก็ประเทศอาร์เจนตินา แล้วมีการกระจายประเภทโดยการนำเสาวรสไปปลูกเพื่อผลดีทางการค้าในหลายประเทศทั้งโลก ดังเช่น อินเดีย นิวซีแลนด์ อินโดนีเซียเปอร์โตริโก สาธารณรัฐโดมินิกัน ประเทศสหรัฐอเมริกาออสเตรเลีย อิสราเอล คอสตาริกา แอฟริกาใต้โปรตุเกสรวมทั้งประเทศแถบสมุทรแคริบเบียนและก็แอฟริกาตะวันออก
สำหรับในประเทศไทย เสาวรสถูกนำเข้ามาทดสอบปลูกคราวแรกในภาคเหนือ โดยประมาณปี พุทธศักราช 2498 ปัจจุบัน เจอปลูกมากในภาคเหนือ แล้วก็ภาคทิศตะวันออก ในแถบจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน จังหวัดเพชรบูรณ์ ระยอง แล้วก็จังหวัดชลบุรี
 
ลักษณะทั่วไป
 
เสาวรสจัดเป็นไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่ ส่วนโคนเป็นไม้เนื้อแข็ง อายุนับเป็นเวลาหลายปี สามารถเลื้อยได้ไกลถึง 12 เมตร มีมือเกาะ ใบเดี่ยว รูปคล้ายโล่ หรือรูปไข่ ออกเรียงสลับกัน ขอบของใบมักเว้าลึกเป็น 3 พูปลายใบแหลม หรือเรียวแหลม โคนใบกลม หรือรูปหัวใจเว้าตื้น เนื้อใบออกจะเหนียว ขอบของใบจะฟันเลื่อย มีเส้นใบ 3 เส้น ออกมาจากโคนใบก้านใบยาว 4-4.5 ซม. ที่ปลายก้านมีต่อม หูใบรูปหอก ขอบเรียบ หรือจักฟันเลื่อย
ดอกเสาวรสจัดเป็นดอกบริบูรณ์เพศ สามารถผสมเกสรด้วยตัวเองเจริญ ตัวดอกแทงออกเป็นดอกเดี่ยว ดอกแทงออกรอบๆซอกใบตามเถา ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง ข้างนอกกลีบเลี้ยงมีสีเขียว ด้านในมีสีขาว และก็กลีบดอกสีครีมอมม่วง 5 กลีบ กลีบดอกไม้เรียงสลับเป็น 2 ชั้นถัดมาด้านในมีฝอยเป็นเส้นล้อมเป็นวงกลมหลายชิ้น โคนฝอยมีสีม่วง ปลายฝอยมีสีขาวตรงกลางดอกมีเกสรตัวผู้ 5 อัน ส่วนเกสรตัวเมียมีปลายแยกเป็น 3 แฉก เมื่อบานจะส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ
ผลเสาวรสออกเป็นผลเดี่ยวผลมีทรงกลมหรือรูปไข่ และอวบน้ำ ขนาดผลราว 5-7 ซม. มีน้ำหนักผลโดยประมาณ 35-115 กรัม ขึ้นกับขนาดผล ส่วนสีเปลือกแตกต่างกันตามสายพันธุ์ เป็นต้นว่า จำพวกสีม่วงจะมีเปลือกสีม่วงเข้ม ส่วนจำพวกสีเหลืองจะมีเปลือกสีเหลืองสด เปลือกผลทุกพันธุ์ค่อนข้างดก แล้วก็ เป็นมัน ภายในผลมีเมล็ดจำนวนไม่ใช่น้อย
ส่วนพันธุ์ที่เจอในประเทศไทยและนิยมนำมาปลูกกันมาก มี 3 ประเภท
1. จำพวกผลสีม่วง ( Passiflora edulis) พันธุ์ผลสีม่วงในธรรมชาติพบมากในที่สูงโดยประมาณ 1,000-2,000 เหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งมีอากาศค่อนข้างจะหนาวเย็นตลอดระยะเวลา ทำให้ผลมีขนาดเล็ก เมื่อผลสุกจะมีสีม่วงเข้มผิวเป็นเงา น้ำจาก จำพวกผลสีม่วง มีรสชาติดีมากกว่าจำพวกผลสีเหลือง มีกรดต่ำสีงามรวมทั้งหวาน ก็เลยเหมาะกับกิน ผลสดจุดด้วยของจำพวกนี้เป็น ค่อนจะอ่อนแอต่อโรค
2. พันธุ์ผลสีเหลือง (Passiflora edulis, var flaicarpa) พันธุ์ผลสีเหลือง ตามธรรมชาติพบขึ้นตามพื้นที่สูงในแถบประเทศชายฝั่งทะเลที่มีความสูงตั้งแต่ 800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ผลมีลักษณะเด่น เป็น ผลมีขนาดใหญ่เมื่อผลสุกจะมีสีเหลืองขมิ้น ผิวเป็นเงา น้ำคั้นของชนิดนี้ มีกรดมาก ซึ่งมีpH ต่ำยิ่งกว่า 3 เหมาะกับส่งเข้าโรงงานเพื่อแปรรูปมากกว่าการ รับประทานผลสด จุดเด่นของชนิดนี้คือ ได้ผลดกแล้วก็มีแรงต้านทานโรครวมทั้งแมลงสูงขึ้นมากยิ่งกว่าชนิดผลสีม่วง
3. พันธุ์ลูกผสม เป็นพันธุ์ที่เกิดขึ้นจากการผสมระหว่างจำพวกผลสีม่วงกับพันธุ์สีเหลือง เพื่อเลือกต้นพันธุ์ใหม่ ที่รวมลักษณะผลที่เด่นของแต่ละจำพวกไว้ ทำให้มีลักษณะผลใหญ่ ได้ผลดก มีเกลื่อนกลาดห่อหุ้ม เม็ดมากมายเปลือกบาง ต้านทานโรค แล้วก็มีขณะสำหรับในการได้ผลที่ช้านาน พันธุ์นี้จะให้ทั้งยังผลที่มีสีม่วงและก็ผลสีเหลือง สามารถเก็บผลิตผลได้ตลอดทั้งปี
 
การขยายพันธุ์
 
เสาวรส สามารถเจริญเติบโตได้ดีในลักษณะภูมิอากาศของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเขตอากาศเย็นทางภาคเหนือ หรือเขตอากาศร้อนชื้นทางภาคกลางรวมทั้ง ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย การดูแลและรักษาไม่ยุ่งยาก แม้กระนั้นได้ผลผลิตต่อไร่สูง
ส่วนการขยายพันธุ์เสาวรสสามารถแพร่พันธุ์ได้จากต้นกล้าที่เพาะเม็ด รวมถึงต้นกล้าที่ได้จากการปักชำหรือการทำหมันเถา แต่ส่วนใหญ่นิยมปลูกจากเม็ดสูงที่สุด โดยมีวิธีการดังนี้
การเตรียมเมล็ด เม็ดที่ใช้เพาะกล้า ควรจะเลือกจากผลเสาวรสที่มีผลขนาดใหญ่ ผลมีความสมบูรณ์ เปลือกผลเป็นเงาวาว ไม่มีรอยกัดแทะของแมลง โดยนำเม็ดมาใส่ผ้าขาวบางแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปขยี้ให้น้ำ รวมทั้งเยื่อห่อหุ้มเม็ดหลุดออกจากเมล็ด ต่อจากนั้นนำเม็ดมาล้างทำความสะอาด ก่อนจะนำเม็ดมาตากผึ่งแดดให้แห้ง นาน 5-7 วัน เก็บพักเอาไว้ภายในที่ร่มนาน 1-2 เดือน ค่อยเอามาเพาะ ภายหลังพักเม็ดไว้ 1-2 เดือนแล้ว ก่อนเพาะให้นำเม็ดมาแช่น้ำไว้ 1 คืน การเพาะเม็ดอาจเพาะในถุงเพาะชำได้โดยตรง หรือหยอดเพาะในกระบะเพาะก่อน แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยแยกลงเพาะต่อในถุงเพาะชำได้
การเตรียมแปลงปลูก การปลูกเสาวรสในแปลงใหญ่ปริมาณหลายต้นจำเป็นที่จะต้องจัดเตรียมแปลงก่อน โดยการไถลูกพรวนดิน 1-2 รอบ พร้อมกำจัดวัชพืชออกให้หมด แล้ว ขุดหลุมปลูกขนาดราว 30 ซม. โดยให้ลึกโดยประมาณ 30 ซม. ระยะห่างระหว่างแถว และก็ระยะห่างระหว่างต้นหรือหลุม โดยประมาณ 2-3 เมตร จากนั้น ปลดปล่อยหลุมตากแดดไว้ 3-5 วัน
วิธีการปลูก ก่อนปลูก ให้โรยก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก 3-5 กำมือ และปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 หยิบมือ ก่อนคลุกหน้าดินลงผสม ก่อนฉีกถุงดำออก แล้วนำต้นกล้าเสาวรสลงปลูกภายในหลุม พร้อมกลบดินให้แน่นพอประมาณ แล้ว นำไผ่มาปักข้างหลุม เพื่อให้ลำต้นอิงเติบโตสักระยะ
กระบวนการทำค้าง เป็นสิ่งจำเป็น ด้วยเหตุว่าเสาวรสเป็นไม้เถาเลื้อย ต้องเกาะเลื้อยตามอุปกรณ์ต่างๆการเตรียมค้าง ควรจัดเตรียมหลังการขุดหลุมปลูกเสร็จหรือทำร่วมกับการขุดหลุมปลูก หรืออาจทำข้างหลังการปลูก แม้กระนั้นระมัดระวังไม่ให้ต้นจำพวกเกิดอันตรายระหว่างทำค้าง
การเตรียมค้างทำได้โดยการใช้เสาคอนกรีตหรือเสาไม้มาฝังใกล้กับต้นเสาวรสตามแนวยาวของแถว แล้วหลังจากนั้น ใช้ลวดขึงโยงแต่ละเสาตามแนวยาว แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยขึงโยงตัดตามแนวขวางให้เป็นตารางสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดประมาณ 50×50 ซม.
 
องค์ประกอบทางเคมี
 
ในน้ำเสาวรสพบสาระสำคัญ ตัวอย่างเช่น Carotenoid (คาโรทีนอยด์) Pectin methyhesterase (โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี เพคทนเมทิลเอสเตอเรส) Catalase (ค้างทาเลส) Leucine (ลิวซีน) Valine (วาลีน) Tyrosine (โทโรซีน) Prline (โพรลีน) Threonine (ทรีโอนีน) Glycine (ไกลซีน) Aspertic acid (กรดแอสพาร์ทิก) Arginine (อาร์จินีน) Lysine (ไลซีน) Alkalod (อัลคาลอยด์) ส่วนคุณค่าทางโภชนาการของเสาวร
ประโยชน์/คุณประโยชน์
เม็ดพร้อมเยื่อหุ้มเมล็ดนำมาคั้นหรือปั่นเป็นน้ำผลไม้ดื่ม ให้รสเปรี้ยวจัด หรือปั่นผสมกับผลไม้อื่นที่มีรสหวาน เพื่อเพิ่มความหวาน อาทิ ประเทศทางแถบอเมริกาใต้นิยมนำเยื่อหุ้มห่อเม็ด และเปลือกมาปั่นผสมกับน้ำตาล ได้เครื่องดื่มที่เรียกว่า refresco หรือใช้ผสมกับน้ำผลไม้ชนิดอื่น ยกตัวอย่างเช่น น้ำแอปเปิ้ล น้ำส้ม น้ำสัปปะรด น้ำพีช ฯลฯ โดยอัตราการผสมน้ำเสาวรสราว 5 หรือ 10 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมสดชื่นแล้วก็รสที่ดี ซึ่งเป็นที่นำยมกันอปิ้งแพร่หลายในต่างประเทศ เพราะนอกจากทำให้เครื่องดื่มมีกลิ่นหอมและก็รสชาติที่ดียิ่งขึ้นแล้ว ยังมีคุณค่าทางของกินสูง แล้วก็น้ำเสาวรสยังสามารถนำไปใช้แต่งกลิ่นและก็รสชาติของไอศกรีม ขนมเค้ก เยลลี่ เชอร์เบท พาย ลูกกวาดเหล้าองุ่น เป็นต้น
และก็เยื่อห่อเม็ดยังดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆเช่น เสาวรสผง แยมเสาวรส แล้วก็เยลลี่เสาวรส ส่วนเปลือกเสาวรสมีคาร์โบไฮเดรต และก็โปรตีนสามารถเอามาตากแห้งหรือใช้สดเป็นของกินเลี้ยงวัว ควาย แกะแพะ และหมู ได้
นอกจากนี้ยังมีการนำเสาวรสเอามาสกัดสารสำหรับเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง โดยเฉพาะครีมที่มีไว้ดูแลผิว เพราะว่ามีสารที่สามารถสะท้อนรังสียูวีได้ และในงานวิจัยได้เจาะจงไว้ว่า เสาวรสอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ธาตุ วิตามินและไฟเบอร์ ในเวลาที่เสาวรส 100 กรัม ให้พลังงานเพียง 51-60แคลอรีเพียงแค่นั้น รวมทั้งเสาวรส100 กรัม ให้วิตามินซีถึง 30 มก. การกินเสาวรสเสมอๆแล้วจะไกลห่างจากไข้หวัด และก็ยังช่วยทำให้มีภูมิคุ้มกันโรคที่แข็งแรง
เสาวรสดีต่อการขับถ่าย ด้วยเหตุว่ามีเส้นใยสูง ก็เลยสามารถช่วยกำจัดคอเลสเตอรอลในร่างกายได้ ทั้งยังช่วยขับพิษในไส้ คุ้มครองปกป้องโรคมะเร็งไส้อีกด้วย
เสาวรสบำรุงสายตาได้อย่างยอดเยี่ยม เนื่องจากว่าอุดมไปด้วยวิตามินเอ รวมทั้งยังมีสารฟลาโวนอยด์อย่างเบต้าแคโรทีนและก็คยึดโทแซนทินเบต้า(cryptoxanthin-ß) ซึ่งสารพวกนี้มีคุณลักษณะของสารต้านอนุมูลอิสระ ควบคู่ไปกับวิตามินเอที่ช่วยบำรุงรักษาสายตาได้เป็นอย่างดี
ส่วนคุณประโยชน์ตามตำรายาไทยกำหนดไว้ว่า ยอด สามารถกินเป็นผักสด แต่ว่าจะมีรสขมนิดหน่อยอาจเอามาจิ้มน้ำพริกหรือนำไปแกงยอดเสาวรสก็ได้ แก่นไม้ ใช้เป็นยาควบคุมธาตุ ถอนพิษ และใช้รักษาบาดแผล ราก แก้ไข้ รักษาผื่นคัน และรักษาโรคกามโรค โดยนำรากไปต้มน้ำใบ เอามาตำแล้วคั้นมัวแต่น้ำ รับประทานเป็นยาถ่ายพยาธิได้ ดอกขับเสลด แก้ไอ ผลแก่ ใช้คั้นเอาน้ำดื่มเป็นน้ำผลไม้ช่วยลดไขมันในเลือดเป็นยาระบาย และยังมีคุณประโยชน์ ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ลดความดับเลือด แล้วก็โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
ต้นแบบ / ขนาดวิธีการใช้
โดยทั่วไปแล้ว ชอบนำเสาวรสสุกมาทำเป็นน้ำผลไม้หรือใช้กินสดๆก็สามารถได้ประโยชน์จากสารออกฤทธิ์ต่างๆของเสาวรสแล้วส่วนในค้านการนำมาใช้เป็นสมุนไพรก็มีการมาใช้ ดังเช่น นำรากเสาวรสไปต้มแล้วก็ใช้ดื่มช่วยแก้ไข้ รักษาตามโรค แก้ผื่นคัน หรือนำใบมาต้มกับน้ำใช้กินสามารถใช้เป็นยาถ่ายพยาธิได้ หรือจะใช้เนื้อในของผลสุกมาทำเป็นน้ำผลไม้ดื่ม จะช่วยลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตแล้วก็ช่วยทำให้ระบายได้ เป็นต้น
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
 
สำหรับเพื่อการทดสอบฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระในหลอดทดลอง (in vitro) พบว่า สารสกัดเอทานอล 80% จากเนื้อห่อเม็ดของเสาวรสทั้งยังจำพวกผลสีม่วงรวมทั้งผลสีเหลืองมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระเมื่อทดลองด้วยวิธี 2,2-azino-bis (3-ethylbenzthiazoline-6-sulphonic acid) decolorization assay (ABTS assay), H2O2 scavenging assay แล้วก็ 2,2-diphenyl-1-picrylhydrazyl radical scavenging capacity assay (DPPH assay) จากผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยดังที่กล่าวมาข้างต้นทำให้เห็นว่า น้ำเสาวรสมีคุณค่าทางโภชนาการและก็มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องดื่มเพื่อคนรักการดูแลสุขภาพ ใยอาหารส่วนที่ไม่ละลายน้ำ (insoluble fiber-rich fraction) จากเม็ดเสาวรสมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือด เมื่อทดสอบผสมลงในของกินที่มีไขมันสูง (hypercholesterolemic diet) ปริมาณ 5% แล้วก็ใช้เลี้ยงหนู แฮมสเตอร์นาน 30 วันพบว่า ไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลในเลือดและในตับหนูลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ แล้วก็พบว่ามีไขมันในน้ำดีรวมทั้งในอุจจาระที่ถ่ายออกมาเยอะขึ้นเรื่อยๆเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม แล้วก็สำหรับเพื่อการป้อน น้ำคั้นเสาวรสประเภทเปลือกสีเหลืองให้แก่หนูแรทขนาด 1,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม วันละ 2 ครั้ง นานติดต่อกัน 28 วัน มีผลลดค่าไขมันและ LDL (low-density lipoprotein) ใน เลือดและเพิ่มค่า HDL (high-density lipoprotein) นอกจากนี้ยังส่งผลลดค่า thiobarbituric acid reactive substance (TBARS) ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึง การเกิดปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชันของไขมัน (lipid peroxidation) ทำให้เห็นว่าเมล็ดเสาวรสรวมทั้งน้ำจากส่วนเยื่อหุ้มห่อเมล็ดมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือด และก็ต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นมาจากปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมันได้ ยิ่งกว่านั้นการป้อนส่วนเนื้อหุ้มห่อเมล็ดของเสาวรสประเภทเปลือกสีเหลืองให้แก่หนูแรทที่มีความดันโลหิตสูง ขนาดวันละ 5 – 8 กรัม/กก. นานต่อเนื่องกัน 5 วัน ส่งผลทำให้ค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวลดลง รวมทั้งพบว่าระดับglutathione ในเนื้อเยื่อไตสูงมากขึ้น และสามารถยับยั้งการเกิดสาร TBARS ได้ผลการทดลองดังกล่าวมาแล้วข้างต้นชี้ให้เห็นว่าส่วนเนื้อห่อเมล็ดของเสาวรสมีฤทธิ์ลดความดันเลือดรวมทั้งฤทธิ์ต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ
 
การเล่าเรียนทางสถานพยาบาล
การเล่าเรียนฤทธิ์

 
ต้านอนุมูลอิสระของน้ำคั้นเสาวรสในกรุ๊ปอาสาสมัครคนชรา (อายุ 60 ปีขึ้นไป) ที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและไม่มีภาวะของโรคร้ายแรงจำนวน 60 คน ทั้งสิ้นศชายและหญิง โดยให้อาสาสมัครดื่ม น้ำคั้นเสาวรสอีกทั้งจากจำพวกผลสีม่วงและผลสีเหลืองวันละ 1 แก้ว (ราว 125 มิลลิลิตร) ภายหลังจากกิน อาหารมื้อเที่ยง นานติดต่อกัน 4 อาทิตย์เก็บเนื้อเก็บตัวอย่างเลือดของอาสาสมัครอีกทั้งช่วงก่อนแล้วก็หลังดื่มน้ำคั้น เสาวรส เพื่อวัดค่าทางชีวเคมีในเลือดรวมทั้งเปรียบเทียบผลของการเปลี่ยนแปลง ผลจากการเรียนรู้พบว่า การดื่มน้ำคั้นเสาวรสทั้งยังชนิดผลสีม่วงแล้วก็สีเหลืองมีผลทำให้จำนวนวิตามินเอแล้วก็วิตามินอีในร่างกาย เพิ่มสูงมากขึ้น และมีผลเพิ่มรูปแบบการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการต้านทานการเกิดอนุมูลอิสระ ดังเช่น superoxide dismutase (SOD) และ catalase นอกเหนือจากนี้ยังส่งผลยั้งการแสดงออกของโปรตีนที่เกี่ยว ในขั้นตอนการอักเสบคือ interleukin-6 (IL-6) แล้วก็ tumor necrosing factor-α (TNF-α) อีกด้วย
ส่วนการเล่าเรียนทางสถานพยาบาลอีกชิ้นหนึ่งกล่าวว่าการทดสอบโดยให้อาสาสมัคร 9 คน(ทั้งยังชายรวมทั้งหญิง) ที่แก่ระหว่าง 20-35 ปี รับประทานแคปซูลสารสกัดน้ำหรือชา (เข้มข้น 10%) จากส่วนใบเสาวรส วันละ 4 แคปซูลก่อนอน ติดต่อกันเป็นเวลานาน 1 อาทิตย์ พบว่าไม่ต่างอะไรอย่างเป็นจริงเป็นจังระหว่างอาสาสมัครกรุ๊ปที่ระบบประทานแคปซูลเสาวรสรวมทั้งกรุ๊ปที่ได้รับยาหลอกในเรื่องผลของการนอนหลับ แต่กลับพบว่าอาสาสมัครกลุ่มที่ระบบประทานแคปซูลเสาวรสบางรายมีค่าโปรตีนและก็โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ไตและก็ตับเพิ่มสูงขึ้นอาทิเช่น bilirubin, uric acid, creatinine phosphokinase และ glutamic-oxaloacetic transaminase
 
คำแนะนำ / ข้อควรตรึกตรอง
 
1. การกินเสาวรสอาจจะทำให้เป็นผลข้างเคียง ได้แก่ ตาลายหัว รู้สึกงง กล้ามเนื้อปฏิบัติงานไม่ดีเหมือนปกติ ระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนไป เส้นโลหิตอักเสบ บางรายพบกล่าวว่ามีลักษณะอ้วก คลื่นไส้ ง่วงซึม หัวใจเต้นเร็วหรือเต้นแตกต่างจากปกติ
2. จากการทดสอบในหลอดทดสอบ (in vitro) น้ำคั้นเสาวรสมีฤทธิ์ยับยั้ง เอนไซม์CYP450 จำพวกCYP3A4 เมื่อทดสอบบนเซลล์human liver microsomes โดยเหตุนั้นจึงต้องควรระมัดระวัง การกินน้ำคั้นเสาวรสร่วมกับกรุ๊ปแผนปัจจุบันที่จำต้องอาศัยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีดังกล่าวมาแล้วข้างต้นในแนวทางการเผาผลาญยา
3. หญิงมีท้องไม่สมควรรับประทานเสาวรสเพราะเหตุว่าสารเคมีบางตัวในเสาวรสอาจจะทำให้มดลูกหดตัว
4. ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดควรจะหยุดกินเสาวรสอย่างต่ำ 2 อาทิตย์ เพราะเสาวรสอาจมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางซึ่งบางทีอาจไปหยุดฤทธิ์ยาสลบหรือยาตัวอื่นต่อสมองในช่วงผ่าตัดรวมทั้งภายหลังผ่าตัดได้
 

เอกสารอ้างอิง

  • ศุภวัชร สิงห์ทอง, เสนีย์ เครือเนตร, ศุภพงษ์ อาวรณ์. ผลของน้ำเสาวรสต่อการต้านอนุมูลอิสระและต้าน การอักเสบในผู้สูงอายุและในหลอดทดลอง. กรุงเทพมหานคร : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย; 2557. Report No. RDG5420047.
  • การใช้สมุนไพร.กระดานถาม-ตอบ สำนักงานข้อมูลสมุนไพร มหาวิทยาลัยมหิดล.ธิดารัตน์ จันทร์ดอน.ผลไม้โครงการหลวงกับงานวิจัยเกี่ยวกับสุขภาพ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • "Passion Fruit: Background, Nutrition, Preparation". Exotic Fruit for Health. 25 August สืบค้นเมื่อ 18 September 2011.
  • เสาวรส/กะทกรกฝรั่ง สรรพคุณและการปลูกเสาวรส.พืชเกษตรดอทคอมพิชานันท์ ลีแก้ว . เสาวรส ผลไม้สำหรับผู้รักสุขภาพ. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.https://www.disthai.com/
  • เสาวรส.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.Mallhi TH, Sarriff A, Adnan AS, Khan YH, Qadir MI, Hamzah AA, et al. Effect of fruit/vegetable-drug interactions on CYP450, OATP and p-glycoprotein: A systematic review. Trop J Pharm Res. 2015;14(10):1927-35.
  • de Souza Mda S, Barbalho SM, Damasceno DC, Rudge MV, de Campos KE, Madi AC, et al. Effects of Passiflora edulis (yellow passion) on serum lipids and oxidative stress status of Wistar rats. J Med Food. 2012;15(1):78-82.
  • Patel SS. Morphology and pharmacology of Passiflora edulis: a review. J Herb Med Toxicol. 2009;3(1):1-6
  • Konta EM, Almeida MR, do Amaral CL, Darin JD, de Rosso VV, Mercadante AZ. Evaluation of the antihypertensive properties of yellow passion fruit pulp (Passiflora edulis Sims f. flavicarpa Deg.) in spontaneously hypertensive rats. Phytother Res. 2014;28(1):28-32.
  • Chau CF, Huang YL. Effects of the insoluble fiber derived from Passiflora edulis seed on plasma and hepatic lipids and fecal output. Mol Nutr Food Res. 2005;49(8):786-90
  • Tala Y, Anavia S, Reismana M, Samachb A, Tirosha O, Aron M, et al. The neuroprotective properties of a novel variety of passion fruit. Journal of Functional Foods 2016;23:359- 69.
  • Hidaka M, Fujita K, Ogikubo T, Yamasaki K, Iwakiri T, Okumura M, et al. Potent inhibition by star fruit of human cytochrome P450 3A (CYP3A) activity. Drug Metab Dispos. 2004;32(6):581-3




Tags : เสาวรส

2

เปล้าน้อย
ชื่อสมุนไพร เปล้าน้อย
ชื่ออื่นๆ/ ชื่อเขตแดน เปล้าท่าโพ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Croton fluviatilis Esser.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Croton stellatopilosus Ohba. , Croton sublyratus Kurz.
ชื่อสามัญ Thai croton
วงศ์ EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด
[url=http://market2hands.com/go.php?https://www.disthai.com/17028795/%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2]เปล้าน้อย[/url] เป็นไม้ประจำถิ่นในเขตร้อนของทวีปเอเชีย เจอขึ้นกระจายในประเทศเมียนมาร์และไทย ตามป่าเบญจพรรณ ป่าแพะ รวมทั้งป่าริมทะเลบางพื้นที่ในประเทศไทยพบบ่อยในหลายจังหวัด ยกตัวอย่างเช่น สุรินทร์ , จังหวัดอุบลราชธานี , นครพนม , กาญจนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเปล้าน้อยนี้เป็นพืชที่รุ่งเรืองได้ดีในพื้นที่ที่เป็นดินร่วนคละเคล้าทรายที่มีการระบายน้ำก้าวหน้า โดยออกดอกในตอนเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนมิถุนายน และก็เริ่มติดผลในเดือน มีนาคม – เดือนสิงหาคม
ลักษณะทั่วไป
เปล้าน้อย จัดเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้น เป็นไม้ผลัดใบ มีความสูงของต้นราวๆ 1-5 เมตร แตกกิ่งก้านตั้งแต่โคนต้น ที่เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลคละเคล้าเทาผิวลำต้นค่อนข้างเรียบ
ใบเป็นแบบเรียงแบบสลับ เมื่อใบใกล้ตกจะกลายเป็นสีส้มเหลือง ก้านใบยาว 1-3.5 มม. มีขนสั้นนุ่มห่างๆ แผ่นใบตรงแคบยาว กว้าง 1.5 -2.44 ซม. ยาว 10-17 ซม. แผ่นใบบางเหมือนกระดาษ ฐานใบแหลม ขอบของใบจักฟันเลื่อยเป็นระยะ ขนาด 5-7 มิลลิเมตร ถึงเกือบเรียบ ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม ผิวใบด้านบนหมดจด ข้างล่างมีขนกระจัดกระจายบนเส้นกลางใบนิดหน่อย หรือแทบหมดจด ไม่มีนวล มีต่อมที่ฐานของก้านใบ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.7-1.0 มิลลิเมตร เส้นใบข้าง 11-16 คู่
ดอกออกเป็นช่อ กำเนิดช่อโดดเดี่ยวเล็ก ที่ปลายยอดขนาดยาว 7-19 เซนติเมตร แกนช่อเกลี้ยงหรือแทบหมดจด ดอกเพศภรรยา ปริมาณ 4-11 ดอก อาจมีหรือเปล่ามีดอกเพศผู้ ใบเสริมแต่งของดอกเพศผู้รูปไข่ ปริมาณยาว 2-3.5 มิลลิเมตร กว้าง 1.5-2 มิลลิเมตรบางเหมือนเยื่อ ดอกเพศผู้ปริมาณ 1-3-4 ดอกในหนึ่งใบตกแต่ง ก้านดอกย่อยยาว 4-5 มม. สะอาดกลีบเลี้ยง ขนาดกว้าง 1.5 มิลลิเมตร ยาว 2.5 มิลลิเมตร เชื่อมชิดกันน้อยที่ฐาน ปลายแหลมถึงเป็นติ่งแหลม ข้างนอกเกลี้ยง แต่ว่าเจอขนเสื้อครุยที่ปลายแจ่มแจ้ง กลีบดอกลักษณะคล้ายกลีบเลี้ยงแม้กระนั้นแคบกว่า ขนาดกว้าง 0.5 มิลลิเมตร ยาว 2.5 มิลลิเมตร เกสรเพศผู้ 10-12 อัน ก้านชูยาว 2.0-2.5 มม. อับเรณูยาว 0.6 มม. ดอกเพศเมีย ก้านดอกย่อยเกือบสะอาด ขนาดยาว 2 มม. กลีบเลี้ยง ขนาดกว้าง 1 มม. ยาว2 มม. ปลายแหลมถึงเป็นติ่งแหลม หมดจด มองไม่เห็นกลีบดอก รังไข่ยาว 1.5 มิลลิเมตร ขนสั้นนุ่มหนาแน่น ก้านยกเป็นอิสระ ขนาดยาว 3-5 มม. แบ่งเป็น 2 แฉก
ผลเปล้าน้อย ลักษณะของผลเป็นรูปทรงค่อนข้างกลมเปลือกผลเมื่อแห้งมีสีน้ำตาลรวมทั้งแตกได้ง่าย โดยผลจะแบ่งได้พู 3 พู มีรอยกลีบเลี้ยงติดอยู่กับตูดผล ในแต่ละพูจะมีเมล็ดอยู่ 1 เม็ด เม็ดมีสีน้ำตาลผิวเรียบ มีลายเส้นตามแนวยาวสีขาวหนึ่งเส้น มีขนาดกว้างราวๆ 2-3 มม. แล้วก็ยาวโดยประมาณ 3-4 มม.
การขยายพันธุ์ การขยายพันธุ์เปล้าน้อยสามารถได้หลายแนวทาง ยกตัวอย่างเช่น เพาะเมล็ด และก็กระเพาะเลี้ยงเยื่อ ในขณะนี้นิยมใช้กรรมวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมากกว่าเพราะเหตุว่าจะได้พันธุ์แท้โดยมีแถลงการณ์ว่าการขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้น ในการปลูกนั้นมีวิธีการคือ ขุดหลุมขนาด 50x50x50 เซนติเมตร (โดยบางทีอาจลดหรืเพิ่มได้ขึ้นอยู่กับขนาดของต้นกล้าที่จะนำมาปลูก) หลังจากนั้นนำดินที่ขุดออกมาผสมกับปุ๋ยหมักให้เหมาะ แล้วนำต้นกล้าลงปลูกโดยใช้ระยะห่าง 4x4 เมตร กลบดิน รดน้ำให้ชุ่มรวมทั้งปักไม้ค้ำกระทั่งถึงกันลมพัดล้ม
องค์ประกอบทางเคมี
ในใบเจอสาร (E.Z,E) -7- hydroxymethyl -3, 11, 15-trimethy-2,6,10,14-hexadecate traen-1-01 มีชื่อว่า CS-684 หรือ Plaunotol, Plaunotol A,B,C,D,E
Plaunotol
ประโยชน์ / คุณประโยชน์
แบบเรียนยาไทย ใบ รสร้อน แก้คันตามตัว รักษาแผลในกระเพาะอาหารรวมทั้งลำไส้ก้าวหน้า เปลือกแล้วก็ใบ รักษาโรคท้องเสียบำรุงเลือดรอบเดือน รักษาโรคผิวหนัง ราก รสร้อน แก้ลมจับเบื้องบนให้ปกติ ขับโลหิตแก้บอบช้ำใน ผล รสร้อน ต้มน้ำดื่ม ขับหนองให้กระจาย ดอก เป็นยาขับพยาธิ เปลือกต้น รสร้อน ช่วยย่อยอาหาร ใบ แล้วก็ ราก แก้คัน รักษาโรคมะเร็งไฟ รักษาโรคผิวหนัง กลาก โรคเกลื้อน แก้พยาธิต่างๆริดสีดวงทวาร แก้ไอเป็นโลหิต เป็นยาปฏิชีวนะในทางการแพทย์แผนปัจจุบันกล่าวว่า สาร plaunotol ออกฤทธิ์ช่วยลดการหลั่งกรดในกระเพาะและก็ กระตุ้นการสร้างเยื่อ ทำให้แผลหาย เร็วขึ้น มีฤทธิ์สมานแผลในกระเพาะ อาหาร
รูปแบบ / ขนาดวิธีใช้ ในการใช้ตามตำรายาไทยเพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหารและไส้ แก้คันตามตัว รักษาโรคผิวหนัง ใช้บำรุงธาตุ บำรุงโลหิต แก้พยาธิต่างๆ ให้นำใบ ค่อนข้างใบอ่อน ตากแห้ง บดละเอียดแล้วนำมาต้มหรือชงน้ำกิน หรือใช้ รากต้มน้ำกินตอนอุ่นๆแก้โรคกระเพาะอาหาร
ยิ่งกว่านั้นใบเปล้าน้อยยังสามารถนำไปสกัดเป็นยา “เปลาโนทอล” (Plaunotol) หรือยารักษาโรคกระเพาะได้อีกด้วย ความเป็นจริงแล้วสารเปลาโนทอลมีอยู่เกือบทุกส่วนของต้นเปล้าน้อย แต่มีจำนวนมากน้อยไม่เหมือนกันออกไป แม้กระนั้นส่วนที่มีสารเปลาโนทอลสูงสุดเป็นส่วนของใบอ่อนที่อยู่บริเวณปลายช่อที่ได้รับแสงแดด สำหรับเพื่อการใช้ยา Plaunotol นั้น ควรใช้ทีละ 80 มก. วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์อาการจะดีขึ้นถึง 80-90% ซึ่งอาจมีอาการข้างเคียงบ้างคือ ผื่นคัน ท้องเดิน แน่นท้อง ท้องผูก
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา ผลการศึกษาเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาของเปล้าน้อย
ในไทยมีน้อยมาก จะมีก็เพียงแค่ผลจากการทดสอบฤทธิ์ของเปลาโทนอลในคนไข้โรคกระเพาะที่มีแผลในกระเพาะ (ผลขนาดไม่เกิน 1 เซนติเมตร) ได้ผลว่า คนเจ็บปริมาณ 8 ใน 10 คนข้างหลังได้รับยาเปลาโนทอลเข้าไป แผลในกระเพาะจะหายสนิทภายในช่วงเวลา 6 อาทิตย์รวมทั้งการเรียนรู้ทางฤทธิ์ของ Plaunotol ที่กล่าวว่า มีฤทธิ์รักษาแผลในกระเพาะอาหาร และก็ลำไส้ มีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างเยื่อบุลำไส้ที่เสียหาย ทำให้แผลหายเร็วขึ้น มีฤทธิ์ลดจำนวนการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหาร แล้วก็ช่วยให้ระบบคุ้มครองป้องกัน การดูดดูดซึมกรดของเยื่อบุกระเพาะซึ่งถูกทำลายด้วยสารบางจำพวก กลับดีได้
การศึกษาทางพิษวิทยา ไม่มีข้อมุลการเล่าเรียนทางพิษวิทยา แต่มีข้อมูลระบุว่ายารักษาโรคกระเพาะจากเปล้าน้อย (Plaunotol) ผ่านการเล่าเรียนถึงความปลอดภัยก่อนนำออกจำหน่าย มีคุณภาพดีและมีผลข้างเคียงน้อยกว่ายาสังเคราะห์ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่การใช้เปล้าน้อยที่ไม่ใช่สารสกัดหรือการใช้ในทางท้องถิ่นยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัย แต่การใช้เปล้าน้อยในการรักษาโรคกระเพาะควรอยู่ภายใต้คำเสนอแนะของแพทย์เหมือนกับสมุนไพรจำพวกอื่น
ข้อเสนอ / ข้อพึงระวัง
สำหรับในการให้ยารักษาโรคกระเพาะที่สกัดมาจากเปล้าน้อย (Plaunotol) อาจมีอาการข้างเคียงได้ ยกตัวอย่างเช่น ท้องเดิน แน่นท้อง ท้องผูก หรือมีผื่นคัน ด้วยเหตุนั้นสำหรับการใช้ควรจะขอความเห็นหมอหรือผู้ชำนาญเสมอ
เอกสารอ้างอิง

  • ภโวทัย พาสนาโสภณ.สารออกฤทธิ์ในสมุนไพร.คอลัมน์บทความวิชาการ.วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ปีที่27.ฉบับที่1กันยายน2556-กุมภาพันธ์2559 .หน้า120-131https://www.disthai.com/
  • Khovidhunkit,S. O., Yingsaman, N., Chairachvit, K.,Surarit, R., Fuangtharnthip,P., & Petsom, A. (2011). In vitro study of the effects of plaunotol on oral cell proliferation and wound healing. Journal of Asian Natural Products Research, 13(2), 149-159.
  • เปล้าน้อย.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • เปล้าน้อยที่ไม่ใช่สารสกัดรักษาโรคกระเพาะได้หรือไม่.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • เปล้าน้อย .กลุ่มยาแก้บิด ท้องเดิน ท้องร่วง โรคกระเพาะ.โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.


เปล้าน้อย.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.

3

มะระจีน
ชื่อสมุนไพร  มะระจีน
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น มะระ (ทั่วไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Momordica charantia Linn. var. maxima Williums & Ng
ชื่อสามัญ  Bitter Gourd ,Balsam apple, Leprosy Gourd,   Bitter melon
วงศ์ CUCURBITACEAE
ถิ่นกำเนิด
 มะระจีนมีบ้านเกิดเมืองนอนในเขตร้อนทวีปเอเชีย แล้วก็ทวีปแอฟริกา เป็นพืชที่มีการปลูกไว้ในแถบประเทศเขตร้อนอย่างล้นหลาม โดยมีการปลูกกันในหลายประเทศ ดังเช่นว่าจีนประเทศอินเดีย , ประเทศพม่า , ไทย , เวียดนาม อื่นๆอีกมากมาย ส่วนในประเทศไทยปลูกมากในภาคเหนือ ซึ่งมีการปลูกหลายสายพันธุ์
ลักษณะทั่วไป เป็นไม้เถาเลื้อย ลำต้นมีลักษณะเหลี่ยม เถาเลื้อยมีสีเขียว มีขนเล็กๆจะมีมือเกาะบนเถา อยู่รอบๆใต้ข้อต่อของใบ
• ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกันคนละข้างตามเถา มีลักษณะเป็นแฉกเว้าลึก 5 แฉก โคนใบมีลักษณะกลม มีก้านใบยาว ใบมีสีเขียว มีขนสากเล็กๆมีมือเกาะยื่นออกมาจากที่ข้อ
• ราก เป็นระบบรากแก้ว รากมีลักษณะกลม แทงลึกลงดิน มีรากกิ้งก้านรวมทั้งรากฝอยเล็กๆแทงออกตามรอบๆมีสีน้ำตาล
• มือเกาะ มีลักษณะกลม เป็นเส้นเล็กๆเหมือนหนวดขนาดเล็กๆแตกออกรอบๆข้อใต้ใบของเถา จำนวนมือเกาะ 1 เส้นต่อข้อ ส่วนปลายมีขนาดเล็กสุดม้วนงอ จะม้วนงอเข้ายึดเกาะรอบข้าง ยึดลำต้นเพื่อเลื้อยแผ่ขึ้นที่สูง ใช้มือเกาะใช้ปลายหนวดม้วนใช้ยึดของ เป็นเกลียวพันรอบคล้ายสปริง
• ดอก ดอกเป็นดอกผู้เดียว มีลักษณะรูประฆัง กลีบดอกไม้จะมีเหลือง ก้านดอกยาว ออกตามซอกใบ
• ผล มีลักษณะทรงยาวรี เปลือกบาง ผิวตะปุ่มตะป่ำมีร่องลึกตามยาว ผลใหญ่เนื้อครึ้ม ผลดิบจะมีสีเขียวอ่อน ใช้รับประทาน เมื่อผลสุกจะมีสีแดง แม้กระนั้นกินมิได้ ภายในผลจะมีหลายเมล็ด มีเนื้อชุ่มฉ่ำน้ำ มีรสชาติขม
• เมล็ด จะอยู่ภายในผล จะมีเมล็ดเล็กๆเป็นจำนวนมาก เรียงอยู่ภายในผล เมล็ดมีลักษณะกลมแบนรี ผิวเรียบ เปลือกเม็ดแข็ง สีน้ำตาล
การขยายพันธุ์
มะระจีนเป็นพืชที่นิยมปลูกกันมากในประเทศไทย โดยมะระจีนเป็นพืชปีเดียว สามารถปลูกได้ทุกฤดู และปลูกขึ้นก้าวหน้ากับดินเกือบทุกประเภท แม้กระนั้นดินจะต้องมีความชุ่มชื้นสูงบ่อย แล้วก็ควรโดนแสงแดดสุดกำลังตลอดวัน มะระจีนที่ปลูกในประเทศส่วนใหญ่แก่เก็บเกี่ยวประมาณ 45-50 วัน การเก็บมะระควรเก็บวันเว้นวัน เลือกผลที่โตได้ขนาด มีสีเขียวยังไม่แก่เหลือเกิน หากเริ่มมีสีขาวและเริ่มแตกนับว่าแก่เกินไป
สำหรับแนวทางการขยายพันธุ์สามารถเพาะพันธุ์โดยกระบวนการหยอดเมล็ดหรือปลูกจากต้นกล้าเท่านั้น โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้
การเตรียมดิน ทำการไถพรวนดิน พร้อมกำจัดวัชพืช แล้วก็ผึ่งแดดโดยประมาณ 5-10 วัน ขึ้นอยู่กับประเภทดิน แล้วทำแนวปลูกด้วยการกางเชือกหรือกะระยะ ในระยะระหว่างแถว 1-1.5 เมตร แล้วกระทำไถตามจุดของแนวปลูกตามแนวยาวของแปลงให้เป็นร่องลึกประมาณ 30 ซม.แล้วหว่านโรยปุ๋ยคอกหรือขี้วัว จำนวน 1000 กก./ไร่ แล้วก็ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ปริมาณ 30 กก./ไร่ แล้วกระทำไถกลบหรือกลบแนวร่อง ตากดิน 2-3 วัน
การเตรียมกล้า ทำการเพาะกล้าในกระบะเพาะกล้า โดยใส่ดินผสมมูลสัตว์หรืออุปกรณ์อื่นๆได้แก่ เถ้าถ่าน กากมะพร้าว แล้วรดน้ำให้ชุ่ม วันละ 1-2 ครั้ง ยามเช้า-เย็น ถ้าเกิดกล้าเริ่มแตกใบ 4-6 ใบ หรือ 15-20 วัน สามารถเอามาปลูกได้
กรรมวิธีปลูก การปลูกด้วยกล้ามะระ ให้ปลูกภายในระยะห่างของหลุม 1.5-2 เมตร แม้กระนั้นแม้เป็น การปลูกด้วยการหยอดเม็ด ให้หยอดเมล็ด 1-2 เมล็ด/หลุม ในระยะห่างของหลุมเช่นเดียวกัน หลังการปลูกหรือหยอดเมล็ดเสร็จ จำต้องรดน้ำหลุมปลูกให้เปียกแฉะ
ส่วนประกอบทางเคมี
องค์ประกอบทางเคมีรวมทั้งสารออกฤทธิ์ จากส่วนต่างๆของมะระจีน ได้แก่ ผล เม็ด ใบ ลำต้น เอนโดสเปิร์ม และก็แคลลัส มีสารสำคัญมากถึง 228 ชนิด ที่บางทีก็อาจจะออกฤทธิ์แบบผู้เดียวๆหรือ ออกฤทธิ์แบบร่วมกัน charantin, polypeptide-p, vicine, momordin และสารอนุพันธ์ที่คล้ายกัน ดังเช่นว่า momordinol, momordicilin, momorcharin, momordicin , Gallic acid , Caffeic acid และก็ Catechin ฯลฯส่วนคุณประโยชน์ทางโภชนาการของมะระจีน (100 กรัม) ประกอบด้วย ใยอาหาร2.8 กรัม เถ้า 1.1 กรัม โปรตีน 1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 3.7 กรัม ไขมัน 0.17 กรัม พลังงาน 17 กิโลแคลอรี วิตามิน A 380 มิลลิกรัม วิตามิน B1 0.04

มก. วิตามิน B2 0.4 มิลลิกรัม วิตามิน B3 0.4 มิลลิกรัม วิตามิน B5 0.212 มก. วิตามิน B6 0.043 มก. วิตามิน C 84 มก. สังกะสี 0.8 มก. แคลเซียม 19 มก. ทองแดง 0.034 ไมโครกรัม เหล็ก 0.43 มก. แมกนีเซียม 17 มิลลิกรัม แมงกานีส 0.089 มก. ธาตุฟอสฟอรัส 31 มก. โพแทสเซียม 296 ไมโครกรัม โซเดียม 5 มิลลิกรัม
ผลดี/สรรพคุณ
มะระจีนนิยมเอามาทำเป็นอาหาร อาทิเช่น ต้มกับน้ำซุปกระดูกหมู หรือแกงจืดยัดไส้หมูสับบ้างพลิกแพลง นำมะระมาหั่นเป็นแว่นบางๆชุบไข่ทอด แบบชะอมหรือมะเขือยาว หรือจะใช้ฝานเป็นแว่นบางๆจิ้มกับน้ำพริก หรือจะทำมะระผัดไข่ก็นิยมกินกันมาก ซึ่งมะระจีนนับว่าเป็นผักที่นิยมรับประทานมากมายสำหรับคนที่มีอาการป่วยเป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากมีสารประกอบหลายอย่าง อาทิเช่น แคแรนทิน (charantin), โพลีเปปไทด์ พี (p-insulin) และก็วิซิน (vicine) ซึ่งมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้ ส่วนสรรพคุณทางยาตามตำรายาไทยกล่าวว่า ราก แก้พิษ รักษาโรคริดสีดวงทวาร ฝาดสมาน ยาบำรุง เถา บำรุงน้ำดี ยาระบายอ่อนๆเจริญอาหาร ใบ แก้ไข้ ดับพิษร้อน ขับพยาธิ ขับลม ดอก แก้พิษ แก้บิด ผล ขับลม ดับพิษร้อนแก้พิษฝี แก้ฟกบวม แก้อักเสบ บำรุงน้ำดี ขับพยาธิ เจริญอาหาร บำบัดรักษาเบาหวาน รวมทั้งเมล็ด แก้พิษ บำรุงธาตุนอกเหนือจากนั้นตำรายาแผนโบราณในต่างประเทศได้มีการใช้มะระแก้เบาหวาน ด้วยเหมือนกัน ดังเช่น อินเดีย ประเทศปากีสถาน ศรีลังกา แอฟริกาตะวันตก ฟิลิปปินส์ ซาอุดิอาระเบีย แล้วก็อังกฤษ เป็นต้น สำหรับในการหมอแผนปัจจุบันได้มีการศึกษาค้นคว้ากล่าวว่า มะระจีนมีฤทธิ์ต่อต้านเบาหวาน ช่วยระบายและทำลายเชื้อ โดยด้านการแพทย์แผนไทยใช้เข้าตำรับยาแก้ไข้ที่มีอาการติดเชื้อโรคต่างๆสารต้านเบาหวานในมะระจีนดังเช่นว่าสารชาแรนทิน ซึ่งมี ฤทธิ์ต้านทานโรคเบาหวานได้ดีมากยิ่งกว่ายา tolbutamide นอกจากนั้น เจอ สารไวซีน (vicine) โพลีเพปไทด์-พีรวมทั้งสารออกฤทธิ์อื่นที่ กำลังศึกษาเล่าเรียนกันอยู่ โพลีเพปไทด์-พี ออกฤทธิ์ลดน้ำตาลใน เลือดเมื่อฉีดแบบอินซูลินให้กับคนเจ็บเบาหวานชนิด ฤทธิ์ต้านทานเบาหวานของมะระจีนได้ถูกเรียนเป็นอย่างมาก ทั้งโดยการเพาะเลี้ยงเซลล์ การศึกษาเล่าเรียนในสัตว์ทดสอบ รวมทั้งการเล่าเรียนทางสถานพยาบาล สารจากมะระจีนให้ผลทั้งในด้านการควบคุมจำนวนการหลั่งอินซูลินและเปลี่ยนเมเกือบจะอลิซึมของกลูโคส การแพทย์โอกาสของประเทศสหรัฐอเมริกาแนะนำการใช้น้ำคั้นผลมะระจีน เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดผู้ป่วยเบาหวาน
แบบอย่าง / ขนาดวิธีใช้
• แก้ลักษณะของการป่วยไข้ ให้นำมะระจีนทั้งยัง 5 เป็น ดอก ผล ใบ ราก แล้วก็เถาอย่างละ 1 กำมือใส่น้ำให้ท่วมแล้วต้มจนกระทั่งเดือด รับประทานครั้งละ 1 แก้ว ก่อนอาหาร วันละ 3 - 4 ครั้งติดต่อกันเพียงแต่ 3-4 วันก็จะหายไข้
• แก้อาการคอแหบ เสียงไม่มี เนื่องจากว่าโรคไข้หวัด นำผลมะระจีนต้มกิน หรือใช้ประกอบเป็นอาหารช่วยรักษาให้ดีขึ้นกว่าเดิมจนถึงหายขาดได้
• ให้นำมะระจีนใกล้สุก มาหั่นทั้งเนื้อแล้วก็เม็ดแล้วค่อยนำไปตากแดดให้แห้ง คั่วจนถึงหอมแล้วตำให้รอบคอบผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอนขนาดนิ้วโป้งรับประทานทีละ 1 เม็ดก่อนนอน แก้ท้องผูก
• บำรุงสายตา ให้นำผลมะระจีนและยอดอ่อนมาปรุงอาหารตามใจชอบ ควรจะกินวันเว้นวันบ่อย สายตาจะดีขึ้น
• บำรุงเลือด
• บำรุงกำลัง เพิ่มสมรรถนะทางเพศ ให้นำเม็ดมะระจีนแก่จัดมาตากแห้งแล้วแกะเปลือกนอกออก ใช้เนื้อในบดจนกระทั่งละเอียดละลายน้ำร้อนรับประทานทีละ 1 ช้อนที่มีไว้ตักกาแฟวันละ 1 ครั้งกระโน้นนอน ติดต่อกัน 2 อาทิตย์ เว้น 2 อาทิตย์ กินอีก 2 อาทิตย์ จะมีผลให้เจริญอาหารมีกำลังขึ้น ยาขนานนี้ยังช่วยขับพยาธิตัวเล็กได้อีกด้วย
• ใบมะระจีนใช้ ต้มดื่ม แก้ไข้หวัด บำรุงน้ำดี ดับพิษฝี แก้ปากเปื่อย แก้ตับม้ามทุพพลภาพ แก้อักเสบ บวมช้ำบวม ใช้ทาภายนอก แก้ผิวแห้ง ลดอาการระคายเคือง อักเสบ
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา มีการศึกษาถึงผลของมะระจีนในมนุษย์หลายการเล่าเรียนอีกทั้งในผู้ที่มีสุขภาพดีรวมทั้งคนป่วยเบาหวานชนิดต่างๆพบว่า มีหลายการศึกษาวิจัยที่กล่าวว่าสารสกัดหรือน้ำจากผลมะระมีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้โดยการเรียนรู้เจอฤทธิ์รักษาเบาหวานของมะระจีนเริ่มตั้งแต่ปี 1942 โดยพบว่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในกระต่าย และก็เสริมฤทธิ์ยาลดน้ำตาลในกระต่ายที่เป็นเบาหวาน จึงได้มีผู้ศึกษาฤทธิ์ของมะระในสัตว์ทดลองต่างๆตัวอย่างเช่นกระต่าย หนูขาว หนูถีบจักร แมว gerbils ลิง ตลอดจนการทดลองทางคลินิก ซึ่งสำหรับการทดสอบได้ใช้มะระจันอีกทั้งในรูปสารสกัดด้วยอัลกอฮอล์ สารสกัดด้วยอะซีโตนสารสกัดด้วย้ำในรูปผลแห้งและก็น้ำคั้น แล้วก็ได้มีผู้ทดลองสกัดแยกสารซึ่งมีฤทธิ์ลดเบาหวาน ยกตัวอย่างเช่น charantin , polypeptide , polypeptide P แล้วก็ purified proteinสำหรับกลไกการออกฤทธิ์ พบว่ามะระจีนมีฤทธิ์ราวกับอินซูลินแล้วก็กระตุ้นการหลั่งอินซูลินจากเบต้าเซลล์ เพิ่มการใช้น้ำตาลกลูโคสในเนื้อเยื่อต่างๆโดยไปเพิ่ม tissue respiration เมื่อให้น้ำคั้นผลมะระจีนก่อนให้น้ำตาลเดกซ์โทรส พบว่ามีการนำกลูโคสไปใช้จึงมีการสะสมของglycogen ในตับรวมทั้งกล้ามเนื้อ ซึ่งอาจเนื่องจากว่าไปรีบการหลั่งอินซูลิน แล้วก็เร่งการดูดซึมของเดกซ์โทรสก็ได้ นอกจากนั้นน้ำคั้นยังมีผลต่อ gluconegensis ในไตคล้ายกับสาร hypoglycin ซึ่งลดน้ำตาลเนื่องจากว่าเบาหวาน รวมทั้งพบว่าการทดสอบให้หนูที่รั้งนำด้วย strepotozotocin ให้เป็นเบาหวาน มะระจีนไม่ได้ผล บางทีอาจเพราะเหตุว่าเบต้าเซลล์ถูกทำลายไปแล้วไม่เพียงแค่มีการทดสอบโดยใช้ผลมะระจีนเท่านั้น ยังมีการทดลองผลของเม็ดมะระจีนอีกด้วย
จากการเรียนของนักวิจัยในฮ่องกง
พบว่าในเม็ดมีสารซึ่งมีฤทธิ์เหมือนกันกับอินซูลินซึ่งต่อมาได้พบว่า เป็น α-momorcharin, β-momorcharin , α-trichosantin และเลคติน ในเวลาใกล้ๆกัน ได้มีผู้นำเมล็ดมะระมาสกัดด้วย 50% เมทานอล และก็ 0.9% น้ำเกลือ เมื่อนำสารสกัดไปทดสอบในหนูซึ่งไม่กินอาหาร พบว่าจำนวนน้ำตาลในเลือดต่ำลง รวมทั้งสารสกัดเมทานอลแล้วก็น้ำเกลือยังคุ้มครองไม่ให้ adrenaline ไปรั้งนำให้กำเนิดเบาหวานโดยมีรายงานว่า สารสกัดมะระจีนยั้ง glucose optake ใน cell Ehrlich ascites tumor cell ซึ่งใช้เป็นการตรวจทานพื้นฐานของพืชที่ยั้งโรคเบาหวาน มีการเรียนฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของตำรับยาซึ่งมีมะระจีนเป็นส่วนประกอบ (ไม่ระบุประเภทของสารสกัด) โดยฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร ขนาด 0.1 ก./กก. พบว่าลดน้ำตาลในเลือด เมื่อทดลองฉีดสารสกัดอินซูลินจากมะระจีนเข้าทางช่องท้องหรือให้ทางปากหนูขาวธรรมดา และก็หนูขาวที่ถูกรั้งนำให้เป็นเบาหวาน ด้วย alloxan หรือ streptozotocin พบว่าน้ำตาลในเลือดน้อยลง ต่อมามีการเล่าเรียนผลของสารสกัดเมทานอล:น้ำ ของดอกแห้งและใบมะระจีนขนาด 10 รวมทั้ง 30 มก./กิโลกรัม เมื่อกรอกเข้าทางกระเพาะหนูขาว พบว่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด แล้วก็สารสกัด 95% เอทานอลของผลสด ขนาด 200 มก./กิโลกรัม กรอกเข้าทางกระเพาะอาหารของหนูขาวที่ใช้ streptozotocin รั้งนำให้กำเนิดโรคเบาหวาน มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดลง 22% และก็น้ำคั้นผลดิบสดของมะระจีน(ไม่กำหนดขนาด) กรอกเข้าทางกระเพาะหนูขาว มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
ยิ่งไปกว่านี้เมื่อให้น้ำสกัดผลมะระจีน 2 มิลลิลิตรตรงเวลา 3 สัปดาห์ ในหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นเบาหวานด้วย alloxan ระดับน้ำตาลในเลือดลดน้อยลงจาก 220 มิลลิกรัม% เป็น 105 มก.%คิดเป็น 54% ซึ่งมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดได้มากกว่าผงแห้ง ซึ่งลดลง 25%
การเรียนฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูขาวที่ถูกรั้งนำโดย alloxan ทดลองใช้สารสกัดเอทานอลขนาด 250 มก./กิโลกรัม ทดลองเป็นเวลา 2 อาทิตย์ พบว่ามะระมีฤทธิ์อย่างแรงในการลดน้ำตาลในเลือด สารสกัดมะระ 3 แบบอย่างคือ สารสกัด A สำเร็จแห้งมะระ 0.5 กิโลกรัม ในเมทานอล (1:10) สารสกัด B สำเร็จแห้งมะระ 0.5 กก. ในคลอโรฟอร์ม (1:10) สารสกัด C ได้ผลสดมะระ 0.5 กก. ในน้ำ (10:25) ในขนาด 20 มก/กก มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในหนูขาวที่ถูกเหนี่ยวนำให้เป็นโรคเบาหวานด้วย alloxan เมื่อทดสอบการใช้ตรงเวลา 4 สัปดาห์ไม่พบความเป็นพิษต่อตับแล้วก็ไต รวมทั้งทดลองใช้ในขนาดสูงไม่เจอพิษต่อตับและก็ไตเช่นเดียวกัน โดยมองจากค่า SGOT , SGPT แล้วก็ lipid profile
การค้นคว้าที่
ประเทศแอฟริกาใต้ ปี พุทธศักราช2549 ถึงฤทธิ์ของการใช้สารสกัดมะระจีนทั้งยัง5เพื่อลดจำนวนน้ำตาลในเลือดของหนูที่ทำให้เป็นโรคเบาหวานโดยใช้สารสเตรปโทโซโทซิน พบว่าปริมาณน้ำตาลในเลือดหนูลดน้อยลงทั้งยังหนูธรรมดาและหนูที่เป็นเบาหวาน ผลของการลดปริมาณน้ำตาลผันตามปริมาณสารสกัดที่ได้รับ
ส่วนการทดลองให้สารสกัดมะระจีนอีกทั้ง 5 โดยการฉีดเข้าเส้นโลหิตกับหนูปกติแล้วก็หนูที่ถูกทำให้มีความดันสูง (hypertensive Dahl salt-sensitive rats) พบว่าลดความดันตอนบนแล้วก็อัตราการเต้นของหัวใจของหนูทั้งที่ปกติแล้วก็มีอาการความดันสูงอย่างแปรเปลี่ยนกับจำนวนสารสกัดดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว การให้สารอะโทรพีนต่อหนูไม่เป็นผลต่อการลดระดับความดันเลือดสำหรับเพื่อการทดลองนี้ ก็เลย เชื่อว่าผลของการลดระดับความดันดังที่กล่าวมาข้างต้นไม่ได้เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากกลไกวัวลิเนอร์จิก
ส่วนการศึกษาที่ญี่ปุ่น ปีพุทธศักราช2549 พบว่าไทรเทอร์พีนอะไกลโคนจากสารสกัดแอลกอฮอล์ของผลมะระจีนแห้งปริมาณ 2 ชนิด แสดงผลลัพธ์ลดจำนวนน้ำตาลในเลือดตัวทดลองที่เป็นเบาหวาน (หนูเบาหวานตัวผู้ ชนิด ddY) สารดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วคือ epoxydihydroxycucurbitadiene และ trihydroxycucurbitadien-al
การทดลองทางคลินิกในคนปกติพบว่า เมื่อรับประทานผลมะระจีนสด (ไม่ระบุขนาด) มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด มีการเรียนโดยใช้ใบมะระจีนพบว่า มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร (postpandrial glucose level) ทั้งยังในคนธรรมดาแล้วก็ผู้ป่วนปั่นเบาหวานประเภทที่ 2 และใบมะระจีน ลดน้ำตาลในเลือดผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ 60% อย่างมีนัยสำคัญเทียบกับกรุ๊ปควบคุมที่ได้รับเดกซ์โทรส75 กรัม (97%) แต่ระดับอินซูลินแล้วก็เดกซ์โทรสในเลือดไม่ได้ต่างอะไรกัน
นอกนั้นจากผลจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยังพบว่าอีกทั้งมะระจีนมีฤทธิ์ยั้งเชื้อ HIV โดยออกฤทธิ์ในการกระตุ้นภูมิต้านทาน มีรายงานศึกษาเรียนรู้ว่าชาวฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อโรคได้ใช้สารสกัดจากมะระจีนนาน 4 ปี พบว่ามีปริมาณ T lymphocytes มากขึ้น และก็มีหมอชาวจีนรายงานว่ามีผู้ใช้มะระจีนนาน 4 เดือน ถึง 3 ปี พบว่ามีปริมาณ T lymphocytes มากขึ้น ทำให้เห็นว่ามะระจีนมีฤทธิ์สำหรับในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดพืชทั้งต้นด้วยเอทานอล(50%) เข้าใต้ผิวหนังในขนาด 20 ก./กก. หรือให้หนูถีบจักรกินในขนาด 10 กรัม/กก. ไม่พบพิษ สารสกัดส่วนเหนือดินและไม่กำหนดส่วนที่ใช้ด้วยเอทานอล (50%) เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่าเท่ากับ 681 มก./กก. และมีค่าสูงยิ่งกว่า 1,000 มก./กิโลกรัม แอลคาลอยด์ที่แยกได้จากมะระจีน เมื่อให้กระต่ายกินขนาด 56 มก./ตัว หรือฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร 14 มก./กิโลกรัม ไม่เจอพิษ ฉีดน้ำคั้นจากผลเข้าช่องท้องหนูขาวขนาด 15 ซีซี/กก. หรือ 40 ซีซี/กก. พบว่าทำให้สัตว์ทดลองตายภายใน 18 ช.ม.แล้วก็เมื่อฉีดน้ำคั้นผลเข้าท้องของกระต่ายในขนาด 15 ซีซี/กก. พบว่าทำให้กระต่ายตายข้างใน 18 ช.ม. แต่เมื่อให้เข้าทางกระเพาะของกระต่ายในขนาด 6 ซีซี/กิโลกรัม พบว่ากระต่ายตายหลังจากได้รับสารสกัดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 23 วัน
ส่วนน้ำต้มผลสดฉีดเข้าช่องท้อง หรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนูถีบจักร ค่า LD50 เท่ากับ 16 มคกรัม/ซีซี แล้วก็ 270 มคก./ซีซี ตามลำดับ เมื่อฉีดสารสกัดผลด้วยเอทานอล (50%) เข้าท้องหนูถีบจักรพบว่าLD50 พอๆกับ 681 มิลลิกรัม/กก. ให้หนู gerbil กินสารสกัดผลขาดเอทานอล (95%) ขนาด 1.1 ก./กก. นานต่อเนื่องกัน 30 วัน รวมทั้งสารสกัด (ไม่กำหนดส่วนที่ใช้) ด้วยเอทานอล (95%) เมื่อผสมของกินในขนาด 50 มคก./ตัว ในหนูถีบจักรกิน พบว่าไม่ทำให้มีการเกิดพิษ เมื่อฉีดสารสกัดเม็ดด้วยน้ำเข้าช่องท้องหนูขาวพบว่า LD50 พอๆกับ 25 มก./กก.สารสกัดผลด้วยคลอโรฟอร์ม เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องหนูถีบจักรในขนาด 1,000 มก./กิโลกรัม ทำให้สัตว์ทดสอบอ่อนเพลีย แล้วก็ตายข้างหลังได้รับสารสกัดตรงเวลา 24 ช.ม.
พิษต่อระบบแพร่พันธุ์ เมื่อให้น้ำคั้นจากผล ขนาด 6 ซีซี/กก. ในกระต่ายที่ตั้งท้อง ทำให้มีเลือดออกจากมดลูกแล้วก็มีกระต่ายตายจากการตกเลือด เมื่อฉีดสารสกัดผลซึ่งมีสาร charantin และก็เม็ดซึ่งมีสาร vicine เข้าทางช่องท้องของสุนัขในขนาด 1.75 กรัม/ตัว พบว่าฤทธิ์ยั้งกรรมวิธีสร้างอสุจิรวมทั้งในหนูถีบจักรเพศเมีย เมื่อได้รับสารสกัด (ไม่กำหนดประเภท) พบว่ามีผลยับยั้งการผสมพันธุ์เมื่อให้ใบรวมทั้งเปลือกลำต้น (ไม่กำหนดขนาด) เข้าทางกระเพาะในหนูขาวที่ตั้งท้อง พบว่ามีเลือดไหลเปลี่ยนไปจากปกติจากมดลูก น้ำคั้นผลสดเมื่อให้ในหนูถีบจักรเพศภรรยามีฤทธิ์ยั้งการเจริญพันธุ์ และน้ำคั้นผลสดเมื่อให้เข้าทางกระเพาะของหนูขาว เมื่อให้น้ำคั้นจากผล (ไม่กำหนดขนาด)
สารสกัดด้วยน้ำ (ไม่กำหนดส่วนที่ใช้) ในขนาด 200 มก./กิโลกรัม เมื่อให้หนูขาวที่ท้องรับประทานไม่พบว่าเป็นพิษต่อตัวอ่อนหรือทำให้แท้ง รวมทั้งสารสกัดด้วยเอทานอลในขนาดที่พอๆกับ ก็ไม่พบว่ามีฤทธิ์ยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนหรือทำให้แท้ง น้ำสุกจากใบเมื่อให้หนูขาวเพศเมียกินในขนาด 500 มก./กก พบว่าไม่มีฤทธิ์ยับยั้งการฝังของตัวอ่อน และไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน
ผลต่อเม็ดเลือดขาว น้ำคั้นจากผลในขนาดที่มีผลทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวธรรมดา(lymphocyte) ตายกึ่งหนึ่ง มีค่าพอๆกับ 0.35 มก./จานเพาะเชื้อ สารสกัดด้วยน้ำเกลือ (ไม่เจาะจงส่วนที่ใช้) เมื่อทดลองกับเซลล์เม็ดเลือดขาว (lymphocyte) ในขนาด 40 มคกรัม/จากเพาะเชื้อ พบว่ามีความเป็นพิษต่อยืน (gene) lectin รวมทั้งโปรตีนบางจำพวกในเม็ดของมะระ มีผลยั้งบางกรรมวิธีสังเคราะห์ DNA ของทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาวปกติและเซลล์ของมะเร็ง ป้อนน้ำคั้นจากผลสดและก็เม็ดของมะระจีนให้หนูขาวเพศผู้ในขนาด 1 ซีซี/น้ำหนักตัว 100 กรัม เป็นเวลา 30 วัน พบว่าทำให้ enzyme serum Ƴ-glutamyltransferase รวมทั้ง alkaline phosphatase มีความเข้มข้นสูงขึ้นก็เลยคาดว่าน่าจะมีสารที่ทำให้เกิดความเป็นพิษต่อตับ
ข้อแนะนำ/ข้อควรตรึกตรอง
1. ใบมะระจีนใช้ ต้มดื่ม แก้ไข้หวัด บำรุงน้ำดี ดับพิษฝี แก้ปากยุ่ย แก้ตับม้ามทุพพลภาพ แก้อักเสบ ฟกช้ำบวม ใช้ทาด้านนอก แก้ผิวแห้ง ลดอาการระคาย อักเสบ
2. ผู้ที่มีภาวการณ์ขาดเอนไซม์จีซิกข์พีดี (G6PD) ไม่สมควรรับประทานเม็ดมะระ เนื่องจากว่าบางทีอาจเป็นผลใกล้กัน ดังเช่นว่า โลหิตจาง ปวดศีรษะ เจ็บท้อง เป็นไข้ และอาจมีภาวการณ์รุนแรงได้ในบางราย
3. หญิงท้องรวมทั้งอยู่ในช่วงให้นมบุตร ไม่ควรกินมะระจีน เพราะเหตุว่ามีการเรียนในสัตว์ทดสอบพบว่า สารเคมีในผลหรือเมล็ดมะเบื่อหน่ายจทำให้มีเลือดไหลระหว่างมีท้อง แล้วก็อาจเป็นต้นเหตุให้แท้งได้
4. คนป่วยโรคเบาหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่จำต้องใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด ดังเช่นว่า อินซูลิน ไกลพิไซด์ โทลบูตาไมด์ ไกลเบนติดอยู่ไมด์ ไพโอกลิตาโซน ฯลฯ ควรระมัดระวังในการรับประทานมะระ เนื่องมาจากมะเบื่อหน่ายจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลดน้อยลงมากจนเกินไป
เอกสารอ้างอิง

  • เสาวนิตย์ ดาวรัตนชัย.มะระกับเบาหวาน.จุลสารข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.ปีที่ 21 ฉบับที่ 1 .ตุลาคม .2546.หน้า 12-21
  • รศ.ดร.สุธาทิพ ภมรประวัติ.มะระต้านเบาหวาน. คอลัมน์ บทความพิเศษ.นิตยสารหมอขาวบ้าน.เล่มที่ 336.เมษายน 2550
  • นิรามัย ฝางกระโทก.”เบาหวาน” “มะระ”. บทความวิชาการ คณะเทคโนโลยีเกษตร มหาวิทยาลัยบูรพา .หน้า 1-5
  • นันทวัน บุณยะประภัศร อรนุช โชคชัยเจริญพร , บรรณาธิการ . สมุนไพรไม้พื้นบ้าน เล่ม 3.กรุงเทพฯ:ประชาชน จำกัด , 2542.823 หน้า.
  • การปลูกมะระจีน .พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย.(ออนไลน์). สอบถามเรื่องมะระ.กระดานถามตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.https://www.disthai.com/
  • Rajurkar NS, Pardeshi BM.Analysis of some herbal plants from lndia used in the control of diabeter mellitus by NAA and AAS techniques. Appl Radiat lsot 1997;48(8):1059-62.
  • Kar A, Choudhary BK, Bandyopadhyay NG. Preliminary studies on the inorganic constituents of some lndigenous hypoglycaemic herbs on oral glucose tolerance test. J Ethnopharmacol 1999;64:179-84.
  • Singh J, Cumming E, Manoharan G, Kalasz H,Adeghate E. 2011. Medicinal chemistry of the anti-diabetic effects of Momordica charantia: Active constituents and modes of actions. Open Medicinal Chemistry Journal.5:70-77
  • Aslam M, Stoclkley IH. Lnteraction between curry ingredient (karela) and drug (chloropamide). Lancet 1979;607.
  • Khanna P. Protein/polypeptide-K obtained from Momordica charantia, a process for the extraction thereof ,and therapeutic uses for diabetes mellitus. PCT lnt Appl Won00 61,619 2000;30pp.
  • Jain SR, Sharma SN. Hypoglycaemic drugd of lndian indigenous origin . Planta Med 1967;15(4):439-42.
  • Ng TB, Wong CM,Li WW,Yeung MW. Lnsulin like molecuies in Momordica charantia seeds. J Ethnopharmacol 1986;15107-17.
  • Murakami C, Myoka K, Kasai R, Ohtani K, Kurokawa T, lshibshi S, Sadahiko D, Fabian P, Willam G, Yamasaki K. Screening of plant constituents for effect on glucose transport activity on Ehrilich escites tumor cells. Chem Pha

4
อื่นๆ / สรรพคุณเเละประโชน์ ชุมเห็ดเทศ
« เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2018, 02:55:35 PM »

ชุมเห็ดเทศ
ชื่อสมุนไพร  ชุมเห็ดเทศ
ชื่ออื่นๆ / ชื่อท้องถิ่น ขี้คาก , ลับมืนหลวง , หมากกะลิงเทศ ,หญ้าเล็บมือหลวง (ภาคเหนือ) , ส้มเห็ด (เชียงราย) ,จุมเห็ด (มหาสารคาม) , ชุมเห็ดใหญ่ (ภาคกลาง) , ตะสีพอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) , ตุ๊ยเฮียะเต่า , ฮุยจิวบักทง (จีน) , ตุ้ยเย่โต้ว (จีนกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Senna alata (L.) Roxb.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Cassia alata (L.) Roxb. , Cassia bracteata L.f.
ชื่อสามัญ  Acapulo, Candelabra bush, Candle bush, Ringworm bush
วงศ์  FABACEAE (LEGUMINOSAE ) - Caesalpinioideae
ถิ่นกำเนิด
ชุมเห็ดเทศ มีบ้านเกิดในเขตร้อนของทวีปแอฟริกา อเมริกาออสเตรเลีย และเขตร้อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับในประเทศไทย สามารถพบได้บ่อยในประเทศไทย ดังที่ชุ่มชื้น ทุกภาวะดินแต่ไม่ขอบที่ร่มมาก พบได้มากอีกทั้งบริเวณที่ราบแล้วก็บนเขาที่มีความสูงไม่เกิน 1500 เมตร จากระดับน้ำทะเล
ลักษณะทั่วไป
ชุมเห็ดเทศจัดเป็นพุ่มขนาดกึ่งกลาง สูง 1.5-3 เมตร ลำต้นแข็งมีแก่นไม้ ลำต้นแตกกิ่งก้านเป็นแนวขนานกับพื้นดิน กิ่งจะแผ่ออกทางด้านข้าง มีขนสั้นนุ่ม เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล ใบเป็นใบประกอบแบบขนปลายคู่ ออกเรียงสลับ ใบย่อย 8-20 คู่ ยาว 5-15 เซนติเมตร ใบย่อยรูปขอบขนาน ยาว5-15 เซนติเมตร แกมรูปรี โคนใบมน ปลายใบมน กลม หรือเว้าน้อย ไม่มีต่อม ฐานใบมนไม่เท่ากันทั้งสองด้าน ขอบใบเรียบมีสีแดง แกนกลางใบครึ้ม ยาวราวๆ 30-60 เซนติเมตร ก้านใบประกอบยาวประมาณ 2 ซม. หูใบรูปติ่งหู สามเหลี่ยม ยาว 6-8 มม. ติดทน ดอกย่อยมีเส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 4 เซนติเมตร ก้านดอกย่อยสั้นมาก ใบเสริมแต่งเป็นแผ่นบางๆกลีบเลี้ยงสีเขียวปลายแหลมมี 5 กลีบ กลีบสีเหลืองปลายมนมี 5 กลีบ ลายเส้นที่กลีบดอกเห็นได้ชัด เกสรตัวผู้ยาว แตกต่างกัน เกสรตัวเมียมี 1 อัน ผลมีลักษณะเป็นฝักรูปแถบ ยาว แบน และก็หมดจดไม่มีขน ฝักมีขนาดยาวราว 10-20 ซม.แล้วก็กว้างราวๆ 1.5-2 เซนติเมตร มีสันหรือปีกกว้าง 4 ปีก ปีกกว้างราวๆ 5 มม.ตามความยาวของฝัก ฝักมีฝาผนังกั้น ฝักเมื่อแก่จะเป็นสีดำและแตกตามยาว ด้านในฝักมีเม็ดราว 50-60 เมล็ด เมล็ดเป็นสามเหลี่ยมสีดำ มีผิวขรุขระ มีขนาดกว้างประมาณ 5-8 มิลลิเมตรรวมทั้งยาวราวๆ 7-10 มม.
การขยายพันธุ์ ชุมเห็ดเทศสามารถแพร่พันธุ์ได้ 2 วิธีเป็นการใช้เม็ดและการปักชำ แต่ว่าส่วนมากจะนิยมเพาะพันธุ์ด้วยเม็ดมากยิ่งกว่าซึ่งมีวิธีการปลูกดังนี้
1. การเตรียมดินให้กำจัดวัชพืชแล้วก็เศษอุปกรณ์ พร้อมกับไถกระพรวนและก็ตากดินไว้ 7-15 วัน หลังจากนั้นให้ปุ๋ยคอกอัตรา 2 ตันต่อไร่
2. การเตรียมประเภท หยุดเลือดเม็ดที่แก่จัดแล้วนำมาแช่น้ำไว้ 1 คืน แล้วคลุกกับทรายในอัตรา 1: 1-2 แล้วห่อหุ้มด้วยผ้าขาวบาง รดน้ำให้เปียก เก็บในที่ร่ม 1-2 วัน เมล็ดก็จะเริ่มงอก
3. การปลูก หากปลูกแบบหยอดหลุมด้วยเม็ดที่เริ่มงอก ให้หยอดหลุมละ 5-6 เม็ดให้มีระยะห่างระหว่างต้น และระหว่างแถว 3x4 เมตร เมื่อปลูกเสร็จใช้ผางคลุมบางๆรดน้ำให้ชุ่ม ถ้าเกิดปลูกแบบใช้ต้นกล้าให้น้ำต้นกล้าที่เพาะจากเม็ดที่มีอายุ 30 วัน หรือมีใบจริง 5-7 ใบ มาปลูกลงแปลง รดน้ำให้ชุ่ม ปักไม้ค้ำจนถึงไว้แล้วก็ผูกชิดกับต้นกล้าแล้วคลุมโคนต้นด้วยผางและก็ควรรดน้ำให้เปียกเสมอในช่าง 2 เดือนแรก
องค์ประกอบทางเคมี ชุมเห็ดเทศมีองค์ประกอบทางเคมีที่สำคัญประกอบด้วยสารกลุ่ม Anthraquinone โดยในใบชุมเห็ดเทศ ควรจะมีสาระสำคัญ Hydroxy-anthracene derives ไม่น้อยกว่า 1.0% w/w (โดยคำนวณเป็น rhein-8-glucoside) อาทิเช่น Aloe-emodin, Chrysophanol , Chrysophanic acid, lsochrysophanol, Physcion glycoside, Terpenoids, Sennoside, Sitosterols, Lectin, Rhein.

ผลดี / คุณประโยชน์

ตำราเรียนยาไทย: ใช้ภายในแก้ท้องผูก เป็นยาระบาย ไปกระตุ้นทำให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวดีขึ้น สมานธาตุรักษากระเพาะอาหารอักเสบ แก้กระษัยเส้น ทำหัวใจให้ปกติขับฉี่ ขับพยาธิ ใช้ภายนอก รักษาฝี รวมทั้งแผลพุพอง รักษาขี้กลาก เกลื้อน โรคผิวหนัง อมบ้วนปาก รักษาผิวหนังอักเสบเป็นผื่นคัน เส้นประสาทอักเสบ โดยใช้ส่วนของ ใบ เป็นยาถ่าย ใช้ภายนอกรักษากลาก แก้แมลงสัตว์กัดต่อย รวมทั้งโรคผิวหนังอื่นๆใช้ถ่ายพยาธิตัวตืด ใบสด ใช้รักษาขี้กลากโรคเกลื้อน ตำพอก เร่งหัวฝี ใบแล้วก็ดอก ทำยาต้มกิน เป็นยาระบายแก้ท้องผูกขับเสลดในรายที่หลอดลมอักเสบ และก็แก้หืด เมล็ด มีกลิ่นเบื่อหน่าย รสเอียนน้อยใช้ขับพยาธิ แก้ตานซาง แก้ท้องขึ้นท้องเฟ้อ แก้นอนไม่หลับ ฝัก มีรสเหม็นเบื่อเบื่อ แก้พยาธิ เป็นยาระบาย ขับพยาธิตัวตืด พยาธิไส้เดือน ต้นแล้วก็ราก แก้กษัยเส้น แก้ท้องผูก บำรุงหัวใจเปลือกแล้วก็เนื้อไม้ ใช้ขับน้ำเหลืองเสีย ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันระบุว่า ชุมเห็ดเทศเป็นยาระบายที่ดี เพราะมีอีกทั้งแอนทราควิโนน ซึ่งเป็นยาระบาย แล้วก็แทนนิน ซึ่งเป็นยาฝาดสมาน ก็เลยเป็นยาระบายที่สมานธาตุในตัว และก็ในชุมเห็ดเทศยังมีพฤกษเคมีที่เป็นยาและสารต่อต้านนุมูลิอิสระสำคัญหลายชนิด โดยมีการทดสอบสารสกัดหยาบจากใบ เปลือกลำต้น ดอก ผล สกัด โดยใช้เอทิลอะสิเตทและก็เมทานอล พบสารฟลาโวนอยด์ แอนทราควิโนน คูมาริน ซาโปนิน แทนนิน เทอร์ปินอยด์ สเตอร์รอยด์ แล้วก็คาดิแอคไกลโคไซด์ แต่ไม่พบสารแอลค้างลอยด์ ในทุกส่วนของชุมเห็ดเทศ แล้วก็พบว่าสารสกัดทั้ง 8 แบบอย่าง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนั้น สารสกัดทั้งยัง 8 ตัวอย่างสารมารถต้านทานเชื้อ Bacillus subtilis และ Staphy-lococcus aureus ได้ โดยยิ่งไปกว่านั้นสารสกัดเมทานอลจากดอกชุมเห็ดเทศประเภทเดียวเท่านั้นที่ต้านเชื้อ Pseudomonas auroginosa ได้ แต่ว่าไม่มีสารใดที่มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อ E.coli การศึกษาเล่าเรียนการออกฤทธิ์ของ Senna alata (L.) Roxb. หรือชุมเห็ดเทศสำหรับเพื่อการยั้งการเจริญของเชื้อก่อโรคพบว่าสารสกัดจากชุมเห็ดเทศสามารถยั้งการเจริญของเชื้อก่อโรคได้หลายแบบ ดังเช่นว่า เชื้อรา แบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต และก็ยังมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ต้านทานการก่อยับยั้งเนื้องอก เป็นยาระบาย ขับฉี่ ลดการอักเสบ แก้ปวดอีกด้วย
รูปแบบ/ขนาดการใช้

ท้องผูก ใช้ใบปริมาณ 12-15 ใบย่อย ตากแห้ง คั่ว (แม้ไม่คั่วเสียก่อน จะกำเนิดอาการข้างๆ คืออาจมีอาการอ้วกอาเจียน เมื่อคั่วความร้อนจะช่วยทำให้สารที่ออกฤทธิ์ทำให้อ้วกคลื่นไส้สลายไป) แล้วนำไปต้มกับน้ำพอสมควร ดื่มครั้งเดียวก่อนที่จะกินอาหารรุ่งอรุณมืด หรือก่อนนอน หรือใช้ผงใบ 3-6 กรัม ชงน้ำเดือด 120 มล. เป็นเวลา 10 นาที ดื่มก่อนนอน อาจทำเป็นยาลูกกลอนก็ได้ หรือใช้ช่อดอกสด 1-3 ช่อดอก ลวก จิ้มน้ำพริก หรือใช้ดอก 1 ช่อ กินสดๆเป็นยาระบาย รวมทั้งใช้ใบรวมทั้งก้านขนาดใหญ่ ราว 3-5 ช่อ นำมาต้มกับน้ำราว 2 ขัน(1500 ซี.ซี.) ต้มให้เดือดเหลือน้ำราว 1/2 ขัน ใส่เกลือเพียงพอมีรสเค็มบางส่วน ดื่มวันละ 1 แก้ว (250 ซี.ซี.)คราวถัดมา กินดอกครั้งละราว 1 ช่อ
การใช้ชุมเห็ดเทศรักษากลาก โรคเกลื้อน นำใบสดมาตำให้ถี่ถ้วนใช้ทาบริเวณที่เป็นขี้กลากหรือผื่นคัน หรืออาจนำใบชุมเห็ดเทศ 3-4 ใบ มาตำให้รอบคอบเติมน้ำมะนาวนิดเดียว ทาบริเวณที่เป็นวันละ 2-3 ครั้ง หรือใช้ใบสดขยี้เช็ดนานๆแล้วก็บ่อยๆตรงรอบๆที่เป็น
รวมถึงใช้ใบสด 4-5 ใบ ตำรวมกับกระเทียม 4-5 กลีบ แล้วเพิ่มเติมปูนแดงนิดหน่อย ทาบริเวณที่เป็นซึ่งได้ใช้ไม้ไผ่บางๆทำลายเชื้อแล้วขูดผิวบริเวณที่นั้นให้มีสีแดง(กรณีขี้กลาก) ทาวันละ3-4 ครั้ง จวบจนกระทั่งจะหาย แล้วก็เมื่อหายแล้วให้ทาไปอีก 1 อาทิตย์ หรือจะใช้ใบสดตำแช่สุรา เอาส่วนเหล้าทาบริเวณที่เป็นวันละ 2-3 ครั้ง ตราบจนกระทั่งจะหาย พบว่าได้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ว่าไม่ค่อยสำเร็จในกลากที่ผมและเล็บ
รักษาฝีแผลพุพอง ใช้ใบชุมเห็ดเทศ 1 กำมือ ต้มกับน้ำเพียงพอท่วม ต้มให้เหลือ 1 ใน 3 เอามาชะล้างฝีที่แตกแล้ว หรือแผลพุพอง วันละ 2 ครั้งตอนเช้า เย็น ถ้าหากบริเวณที่เป็นกว้างมากมายใช้สมุนไพร 10-12 กำมือ ต้มกับน้ำใช้อาบตอนเช้าเย็น กระทั่งจะหาย
ใช้ใบสดตำพอก เพื่อรีบให้หัวฝีออกเร็วขึ้น หรือจะใช้ใบผสมกับน้ำปูนใสหรือเกลือหรือน้ำมันตำพอก รักษาขี้กลาก แมลงสัตว์กัดต่อย โรคผิวหนัง นอกจากนี้ยังใช้ใบตำพอกหรือคั้นเอาน้ำผสมน้ำปูนใสทาหรือผสมวาสลิน ใช้ทำเป็นยาขี้ผึ้งทาได้อีกด้วย
ส่วนยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติที่ชี้แนะให้ใช้คือ รับประทานทีละ 1 – 2 ซอง (ใบชุมเห็ดเทศแห้งซองละ 3 กรัม) (3 – 6 กรัม) ชงในน้ำเดือด 120 มล. นาน 10 นาที วันละ 1 ครั้งกระโน้นนอน ทุเลาท้องผูก
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของไส้ สารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำขนาดเสมอกันผงใบชุมเห็ดเทศแห้ง 5 กรัม/กิโล ทำให้ลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูตะเภาหดตัวได้ปริมาณร้อยละ 25 ของฤทธิ์จากฮีสตามีน 1 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำขนาดเสมอกันผงใบชุมเห็ดเทศแห้ง 10 และก็ 20 กรัม/กิโลกรัม มีผลเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้ของหนูเม้าส์ได้มากกว่ากรุ๊ปควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำในขนาด 15 ไมโครกรัม/มล. ทำให้ลำไส้เล็กส่วนปลายของหนูตะเภาหดตัวได้ในหลอดทดสอบ ในตอนที่สารกลัยวัวไซด์จากใบชุมเห็ดเทศมีฤทธิ์กระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบในไส้
ฤทธิ์สำหรับในการรักษาอาการท้องผูก เมื่อให้สารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศแห้งด้วยน้ำร้อนกับหนูแรททางปากในขนาด 500 และก็ 800 มิลลิกรัม/กก. พบว่ามีฤทธิ์ช่วยระบาย แล้วก็เมื่อให้สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำกับหนูเม้าส์ทางปากในขนาดเสมอกันผงใบชุมเห็ดเทศแห้ง 5, 10 และ 20 กรัม/กก. จะทำให้หนูเม้าส์ถ่ายเหลว โดยการให้ในขนาดต่ำ (5 กรัม/โล) จะออกฤทธิ์ช้ากว่าในขนาดสูง (10 และ 20 กรัม/กก.) สาร anthraquinone glycoside จากใบตัวอย่างเช่น isocrysophanol, physcion-l-glycoside, chrysophanol, emodine, rhein, และก็ aloe-emodin มีฤทธิ์เป็นยาถ่าย
ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อจุลชีวัน สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำ สารสกัดด้วยเอทานอล สารสกัดด้วยเมทานอล แล้วก็สาร aloe-emodin, rhein emodol, 4,5-dihydroxy-1-hydroxymethylanthrone, 4,5-dihydroxymethylanthraquinone และ chrysophanol จากใบชุมเห็ดเทศ มีฤทธิ์ต้านเชื้อราที่ผิวหนังอาทิเช่น Epidermophyton floccosum , Microsporium gypseum, Trichophyton rubrum , T. mentagrophytes รวมทั้ง M. canis เมื่อเทียบกับยา tolnaftate สารสกัดด้วยน้ำและเอทานอลจากเปลือกต้นชุมเห็ดเทศสามารถยับยั้งเชื้อยีสต์ Candida albicans ได้ โดยที่ความเข้มข้น 30 ไมโครกรัม/ไมโครลิตร จะให้ผลดีเมื่อเปรียบเทียบกับยา ticonazole 30 ไมโครกรัม/ไมโครลิตร แม้กระนั้นสารสกัดจากใบด้วยน้ำและเอทานอลไม่มีฤทธิ์ยั้งเชื้อยีสต์ น้ำมันหอมระเหยจากใบชุมเห็ดเทศ สารสกัดจากเปลือกต้นด้วยเมทานอล มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย Bacillus subtilis ในจานเพาะเชื้อได้ปานกลาง สารสกัดด้วยน้ำจากใบชุมเห็ดเทศสามารถยั้งเชื้อ Escherichia coli ในจานเพาะเลี้ยงเชื้อเหมาะความเข้มข้นมากยิ่งกว่า 21.8 มก./มิลลิลิตร
ผลจากการวิจัยทางคลินิก (clinical pharmacology) การเรียนรู้ฤทธิ์สำหรับเพื่อการรักษาท้องผูก การเรียนทางสถานพยาบาลแบบสุ่มมีกรุ๊ปควบคุมระหว่างชงชาชุมเห็ดเทศ มิสท์แอลบา แล้วก็ยาหลอก ในโรงหมอชุมชน 5 ที่ และโรงพยาบาลทั่วไป 1 ที่ ผู้ป่วยที่ไม่อุจจาระติดต่อกันเกิน 72 ชั่วโมง ปริมาณ 80 ราย แบ่งเป็น 3 กรุ๊ป กรุ๊ปแรก รับยาหลอกเป็นน้ำ เติมสีคาราเมล 120 มล. ปริมาณ 28 ราย กลุ่มที่สองรับยามิสท์แอทบา 30 มิลลิลิตร น้ำ 90 มิลลิลิตร จำนวน 28 รายแล้วก็กลุ่มลำดับที่สามรับน้ำละลายชุมเห็ดเทศ ได้จากการชงผงชุมเห็ดเทศจำนวน 3-6 กรัม ในถุงที่ทำจากกระดาษ แช่ลงไปในน้ำเดือด 120 มล. นาน 10 นาที จำนวน 24 ราย คนเจ็บทั้งยัง 3 กลุ่มมีลักษณะไม่มีความต่างกัน ได้รับยารับประทานก่อนนอนประมวลผลจากการถ่ายอุจจาระไหมอึด้านใน 1 วัน พบว่า สำเร็จถ่ายอุจจาระด้านใน 1 วัน จำนวนร้อยละ 18,86 แล้วก็ 83 ตามลำดับ ซึ่งพบว่าผลของกรุ๊ปชุมเห็ดเทศรวมทั้งมิสท์แอลบาดีกว่ายาหลอกอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติแต่ว่าพบอาการท้องร่วงในกรุ๊ปที่ได้รับมิสท์แอลบามากกว่า คนไข้กรุ๊ปที่ได้รับชุมเห็ดเทศมีความชอบใจมากกว่ายาหลอก สรุป ยาชงชุมเห็ดเทศมีคุณภาพที่ดีในการรักษาท้องผูก
ส่วนอีกการทดสอบหนึ่งพบว่าเมื่อผสมผงใบชุมเห็ดเทศในอาหารในขนาดร้อยละ 2 รวมทั้ง 10 ของอาหาร แล้วให้หนูแรทรับประทานนาน 4 อาทิตย์ จะพบแผลในไส้ ตับ และไต และมีระดับฮีโมโกลบินรวมทั้ง packed cell volume (PCV) สูงขึ้น แม้กระนั้นจำนวนเม็ดเลือดแดงน้อยลงใน 2 อาทิตย์แรก เมื่อใส่สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยเอทานอลขนาด 100 มก.ในน้ำให้หนูแรทรับประทานนาน 14 วัน พบว่ากำเนิดแผลในตับ เซลล์ตับตายเกลื่อนกลาดเรี่ยราดเรี่ยและมีการคั่งของเลือดในเส้นเลือดดำ การฉีดสารemodin และก็ kaemferol ขนาด
10 มิลลิกรัม เข้าช่องท้องหนูแรทต่อเนื่องกัน 14 วัน หรือฉีดสาร aloe-emodin ขนาด 100 มก. สาร rhein ขนาด 70 มก. เข้าท้องนาน 4 วัน พบว่าเกิดแผลในตับของหนูทุกกลุ่ม กลุ่มที่ได้รับ aloe-emodin จะพบเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลาย หนูทุกกรุ๊ปมีระดับฮีโมโกลบิน แล้วก็ PCV ต่ำลงภายใน 14 วัน เมื่อป้อนสารสกัดจากใบด้วยน้ำขนาด 10, 50, 100 และก็ 250 มิลลิกรัม/กก. ให้หนูแรทนาน 14 วัน จะเจอระดับฮีโมโกลบินและก็ เม็ดเลือดแดงมากขึ้น ในขณะเดียวกันหนูมีอาการเบื่อข้าว ผ่ายผอมและน้ำหนักลด
การเล่าเรียนในคนเจ็บที่เป็นโรคขี้กลากแล้วก็โรคเกลื้อนสารสกัดจากใบชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์และครีมชุมเห็ดเทศเข้มข้นร้อยละ 20 สามารถรักษาคนไข้โรคกลาก 30 ราย แล้วก็โรคเกลื้อน 10 ราย ได้ดีเสมอกันกับยาขี้ผึ้ง whitfield แต่ไม่เป็นผลรักษาราที่เล็บรวมทั้งหนังหัว ยาจัดเตรียมชุมเห็ดเทศในแบบอย่างทิงเจอร์แล้วก็ครีม(ซึ่งมีสารสำคัญ rhein 600 ไมโครกรัม/กรัม) ให้ผลในการรักษาผู้เจ็บป่วยโรคกลากโรคเกลื้อนที่ผิวหนังได้เหมือนกันกับยาครีมโคลสามมาโซลจำนวนร้อยละ 1 สารสกัดใบชุมเห็ดเทศสดด้วยน้ำ (ใบสด 100 กรัมต่อน้ำ 50 มิลลิลิตร) ความเข้มข้นจำนวนร้อยละ 100 ทาบริเวณแขน และก็ขา หรือความเข้มข้นร้อยละ 90 ทาบริเวณคอ รวมทั้งมือ แล้วก็ความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 80 ทาบริเวณหน้า วันละ 1 ครั้ง ก่อนนอน 2 ชั่วโมง ส่งผลรักษาโรคกลากเกลื้อนประเภท Pityraisis versicolor ที่มีต้นเหตุจากเชื้อรา Malassezia furfur ในผู้ป่วยปริมาณ200 คนได้
การเรียนทางพิษวิทยา การทดลองความเป็นพิษ การทดลองความเป็นพิษกะทันหัน พบว่าสารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์ปริมาณร้อยละ 50 ในขนาด 15 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล ไม่มีพิษเมื่อให้หนูเม้าส์ทางปากแล้วก็ฉีดเข้าใต้ผิวหนัง แต่มีความเป็นพิษนิดหน่อยเมื่อฉีดเข้าทางท้องหนูเม้าส์ และเมื่อฉีดสารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์ปริมาณร้อยละ85 เข้าทางท้องหนูเม้าส์ในขนาด 2 กรัม/กิโลกรัมก็ไม่เจอความเป็นพิษ สารสกัดจากใบด้วยน้ำรวมทั้งสารสกัดจากส่วนเหนือดินของชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 50 มีความเป็นพิษปานกลางเมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องหนูเม้าส์
โดยขนาดของสารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์จำนวนร้อยละ 50 ที่ทำให้หนูถีบจักรตายปริมาณร้อยละ 50 (LD50) คือ ขนาดที่ให้ทางปากและทางผิวหนังมากยิ่งกว่า 15 กรัมต่อกก.แล้วก็ทางท้อง 8.03 กรัมต่อโล
การทดสอบพิษครึ่งเรื้อรังของผงใบชุมเห็ดเทศในหนูขาววิสตาร์ 4 กลุ่ม กลุ่มละ 24 ตัว (เพศผู้ 12 ตัว เพศภรรยา 12 ตัว) เป็นกรุ๊ปควบคุมและก็กรุ๊ปที่ได้รับยาใช้ภายนอกงปากขนาด 0.03 , 0.15 และก็0.75 กรัมต่อกิโลต่อวัน (ซึ่งเปรียบได้กับได้รับ 1 5 และ 25 เท่า ของขนาดที่รักษาในคน) ผลคือ ไม่เจอพิษทุกกลุ่ม มีการเจริญเติบโตปกติการตรวจทางเลือดวิทยารวมทั้งวิชาชีวเคมีปกติ ไม่เจอพยาธิภาวะและก็จุลพยาธิวิทยาของอวัยวะภายในที่ไม่ปกติ
พิษต่อระบบขยายพันธุ์ เมื่อฉีดสารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์ปริมาณร้อยละ 50 เข้าท้องหนูแรทในขนาด 125 มก./กก. ไม่เป็นผลทำให้แท้งและไม่เจอพิษต่อตัวอ่อนแต่ผลต่อความเคลื่อนไหวของรอบเดือนกำกวม ส่วนสารสกัดจากใบด้วยน้ำขนาด300ไมโครกรัม/มล. มีฤทธิ์ทำให้มดลูกหนูแรทหดตัวในหลอดทดสอบแล้วก็มีฤทธิ์เสริม oxytocin
พิษต่อเซลล์ การทดลองความเป็นพิษต่อเซลล์โดยใช้ brine shrimp พบว่าสารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยน้ำในขนาด 7.74 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ทำให้ brine shrimp ตายไปกึ่งหนึ่ง แล้วก็สารสกัดนี้มีความเป็นพิษต่อเซลล์ Vero โดยความเข้มข้น 1,414 ไมโครกรัม/มล. ทำให้เซลล์ Vero ตายไปครึ่งหนึ่ง
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ สารสกัดใบชุมเห็ดเทศด้วยเอทานอล มีผลก่อกลายพันธุ์ในSalmonella typhimurium strain TA98 และพบว่าสารสกัดชุมเห็ดเทศด้วยแอลกอฮอล์ มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ S. typhimurium strain TA98 และTA100 โดยสำหรับในการออกฤทธิ์ปรารถนาโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีจากตับหนูกระตุ้นการออกฤทธิ์
ข้อเสนอ/ข้อควรคำนึง

1. ระแวดระวังการใช้ในเด็กอายุต่ำลงยิ่งกว่า 12 ปี ผู้ป่วย inflammatory bowel disease และสภาวะทางเดินอาหารอุดตัน ผู้สูงอายุ หญิงให้นมบุตร เพราะเหตุว่าสารmetabolite บางตัวได้แก่ rhein ถูกคัดหลั่งทางเรือนม
2. ควรที่จะใช้ยาระบายเป็นครั้งเป็นคราว ไม่สมควรใช้ติดต่อกัน เพราะเหตุว่าสารแอนทราควิโนนในใบชุมเห็ดเทศ มีฤทธิ์ทำให้ไส้บีบตัวและก็ขยับเขยื้อนเร็ว ใช้ติดต่อนานจะทำให้ลำไส้ชินต่อการใช้ยา ต่อไปถ้าไม่ใช้จะมีผลให้ไส้ไม่บีบตัวไม่ขยับเขยื้อนกำเนิดอาการท้องผูกhttps://www.disthai.com/
3. การรับประทานยาในขนาดสูงอาจจะเป็นผลให้เกิดไตอักเสบ มีเลือดหรือโปรตีนในฉี่มากยิ่งกว่าธรรมดา
4. การใช้ตลอดนานๆอาจมีผลลดจำนวนเม็ดเลือดแดง รวมทั้งฮีโมโกลบิตรวมทั้งอาจจะก่อให้กำเนิดแผลที่ตับ
5. การใช้ต่อเนื่องในขนาดสูงนานๆบางทีอาจเกิดระบบการดูดซึมไม่ปกติ มีการดูดกลับของเหลวลดน้อยลง เกิดภาวะระดับโพเทสเซียมและก็แคลเซียมในเลือดต่ำ
6. ห้ามใช้ในสตรีท้อง
7. การใช้ชุมเห็ดเทศในขั้นแรกๆอาจจะก่อให้กำเนิดอาการไม่ประสงค์ อย่างเช่น ลักษณะของการปวดมวนท้องเพราะว่าการบีบตัวของลำไส้ใหญ่แล้วก็อาจมีอาการอ้วก ของกินไม่ย่อยและก็ปวดท้องได้
เอกสารอ้างอิง
1. ภก.ชัยโย ชัยชาญทิพยุทธ.ชุมเห็ดไทย/ชุมเห็ดเทศ.คอลัมน์ สมุนไพรน่าสนใจ.วารสารหมอประชาชน.เล่มที่ 26 .กรกฎาคม .2524
2. ฉัตรโย สวัสดิไชย,สุรศักดิ์ อิ่มเอี่ยม.ชุมเห็ดเทศ.ยาน่าทราบ.วารสารศูนย์การเรียนแพทยศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลพระปกเกล้า.ปีที่ 34 ฉบับที่4.ตุลาคม-ธ.ค..2560 หน้า.352-355
3. ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.“ชุมเห็ดเทศ”. หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5. หน้า 271-274.
4. เปี่ยม บุณยะโชติ. หนังสือเรียนโบราณว่าด้วยโรคเด็กแล้วก็สุภาพสตรี. จ.กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์เฟื่องอักษร, 2514. หน้า 39.
5. กองศึกษาค้นคว้าทางการแพทย์. สมุนไพรประจำถิ่น ในช่วงเวลาที่ 1. จ.กรุงเทพฯ: กรมวิทยาศาตร์การแพทย์. กระทรวงสาธารณสุข, 2526. หน้า 34.
6. ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละระอุปต์. “ชุมเห็ดเทศChumhet Tet)”. หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1 หน้า 108.
7. พระเทวดาบริสุทธิ์เมาลี. หนังสือเรียนยากลางบ้าน. จังหวัดกรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มงกุฏราชวิทยาลัย, 2524. หน้า 140.
8. ชุมเห็ดเทศ.ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
9. วิทยา บุญวรพัฒน์. “ชุมเห็ดเทศ”. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีนที่ใช้บ่อยครั้งในประเทศไทย. หน้า 208.
10. เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก. “ชุมเห็ดเทศ”. หนังสือสมุนไพรบำบัดรักษาเบาหวาน 150 จำพวก. หน้า 74-75.
11. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล). “ชุมเห็ดเทศ Ringworm Bush”. หนังสือสมุนไพรสวนสิรีต้นไม้. หน้า 75.
12. ชุมเห็ดเทศ.ฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
13. คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา. บัญชียาจากสมุนไพร พุทธศักราช 2549 ตามประกาศคณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2549 เรื่องบัญชียาหลักแห่งชาติพ.ศ. 2547 (ฉบับที่ 4). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ประชุมสหกรณ์การเกษตรแห่งเมืองไทยจำกัด, 2549
14. วันดี กฤษณพันธ์ แม้สรวง วุฒิอุดมเลิศเลอ มัลลิกา ตรีอำนาจ สุภาวี อาชวาคม. การเรียนฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราของสารแอนทราควิโนนจากใบชุมเห็ดเทศ. การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเมืองไทย ครั้งที่ 24, 19-21 ต.ค. ณ. ศูนย์สัมมนาแห่งชาติสิริกิตติ์ จังหวัดกรุงเทพ, 2541.
15. Harrison J, Garro CV. Study on anthraquinone derivatives from Cassia alata L. (Leguminosae). Rev Peru Bioquim 1977;(1):31-2.
16. จินตนาการ สุทธชนาความรื่นเริง แล้วก็คณะ. ฤทธิ์ต้านเชื้อราของใบชุมเห็ดเทศ. รวมบทคัดย่องานศึกษาเรียนรู้วิจัยการแพทย์แผนไทยและก็แนวทางการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยในอนาคต สถาบันการแพทย์แผนไทย, 2543.
17. Akah PA. Abortifacient activity of some Nigerian medicinal plants. Phytother Res 1994;8(2):106-8.
18. Plengvidhya P, Suvagondha C. A study of diagnostic contents of leaves of some members in genus Cassia. J Pharm Assoc Siam, Third series 1957;10(1):10-2.
19. เกษร นันทจิต. ฤทธิ์ต้านจุลชีพของใบชุมเห็ดเทศ (Cassia alata Linn.). รายงานการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2538.
20. เสาวลักษณ์ พงษ์งาม. ฤทธิ์ต่อต้านจุลชีวันของสารสกัดจากพืชสกุล Cassia sp. รายงานการวิจัย สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2543.
21. Thamlikitkul V, Dechatiwonges T, Chantrakul C, et al. Randomized controlled trial of Cassia Alata Linn. for constipation. J Med Assoc Thai 1990;73(4):217-21.
22. Mokkhasmit M, Swatdimongkol K, Satrawaha P. Study on toxicity of Thai medicinal plants. Bull Dept Med Sci 1971;12(2/4):36-65.
23. Rao JVLN, Sastry PSR, Poa RVK, Vimaladevi M. Occurrence of kaempferol and aloe-emodin in the leaves of Cassia alata. Curr Sci 1975;44(20):736-7.
24. ท้องนาถฤดี สิทธิสมสกุล ทรงพล ชีวะพัฒน์ เอมมนัส หวังหมัด สุธิดา ไชยราช พัชรินทร์ รักษามั่น จรินทร์ จันทรฉายะ. พิษของใบชุมเห็ดเทศ. นิตยสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์2534;33(4):145-54.
25. Somchit MN, Reezal I, Nur IE, Mutalib AR. In vitro antimicrobial activity of ethanol and water extracts of Cassia alata. J Ethnopharmacol 2003;84:1-4.
26. Fuzellier MC, Mortier F

5
อื่นๆ / โกศเขมา สรรพคุณเเละประโยชน์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 30, 2018, 12:08:50 PM »


โกศเขมา
ชื่อสมุนไพร  โกศเขมา
ชื่ออื่นๆ / ชื่อท้องถิ่น โกศหอม (ไทย) , ซังตุ๊ก (จีนแต้จิ๋ว) , ซางจู๋ (จีนกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Atractylodes lancea (Thunb.) DC.
ชื่อสามัญ Atractylodes
วงศ์ Compositae
ถิ่นกำเนิด
โกศขมา มีถิ่นเกิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองจีนแล้วก็แมนจูเรีย แถมเขตเหอดกน เจียงซู หูเป่ย ซานตง อันฮุย เจ๋อเจียง เจียงซีเสฉวน อื่นๆอีกมากมาย แหล่งผลิตที่มีคุณภาพเยี่ยมที่สุด เป็น เขตเหอดกน แต่ว่าแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุด คือ มณฑลหูเป่ย

ทั้งนี้ โกศเขมา มีเขตการกระจายประเภทในประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี รวมทั้งรัสเซียโดยมักจะเจอต้นหญ้า ในป่า แล้วก็ตามซอกหิน
ลักษณะทั่วไป
โกศเขมา จัดเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง30-100 ซม. เหง้าทอดนอนหรือตั้ง มีรากพิเศษขนาดเท่าๆกันเยอะมากๆ โดยเหง้าค่อนข้างกลมหรือยาว ทรงกระบอกมีกลิ่นหอมหวนมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ 1-2 เซนติเมตร ผิวมีลักษณะตะปุ่มตะป่ำ ตะปุ่มตะป่ำ เปลือกเหมือนผิวมะกรูด มีสีน้ำตาลอมเทา สีน้ำตาลเข้ม หรือสีน้ำตาลแกมดำ มีรอยย่นและรอยบิดตามทางขวาง เนื้อในแน่น เมื่อฝานหัวออกใหม่ๆจะเป็นสีขาวขุ่นที่เนื้อใน และก็มีทาสีแสดของชันน้ำมันอยู่ประปรายทั่วไปมีกลิ่นหอมหวนเฉพาะ รสหวานอมขมเล็กน้อย และเผ็ดร้อน โดยเหง้าใต้ดินนี้เป็นส่วนที่ใช้ทำยาโดยจะเรียกว่า “โกฐเขมา” ส่วนลำต้นขึ้นเดี่ยวหรือเป็นกลุ่ม ไม่แตกกิ่งหรือแตกกิ่งเฉพาะตอนบน มีขนเหมือนใยแมงมุมน้อย
ใบเป็นใบผู้เดียว เรียงเวียนแผ่นใบบางเหมือนกระดาษซึ่งมีหลายแบบแม้กระนั้นส่วนมากเป็นรูปหอกหยักซี่ฟัน ใบใกล้โดนต้นรูปไข่ กว้าง 5-8 ซม. ยาว 8-12 ซม. ขอบเรียบหรือหยักแบบขนนก 3-5 แฉก แฉกข้างรูปรีหรือรูปไข่กลับปนรี แฉกปลายรูปกลม รูปไข่กลับ รูปไข่ หรือรูปรี ก้านใบสั้น ใบบริเวณกลางต้นรูปไข่กลับ รูปไข่กลับปนรี รูปรีแคบ หรือรูปใบหอกกลับ
ช่อดอกออกเป็นแบบช่อกลุ่มแน่น ออกคนเดียวหรือหลายช่อ ตามปลายกิ่ง วงใบประดับประดามี 5-7 แถวขอบมีขนเหมือนใยแมงมุมน้อย ปลายมน ใบเสริมแต่งวงนอกรูปไข่ถึงรูปใบหอก กว้าง 2-3 มม.ยาว 3-6 มม. ใบแต่งแต้มกึ่งกลางรูปไขถึงรูปไข่แกมรี หรือรูปรี กว้าง 3-4 มม. ยาว 0.6-1 ซม. ใบแต่งแต้มวงในรูปรีถึงรูปแถบ กว้าง 2-3 มม. ยาว 1.1-1.2 ซม. ปลายใบประดับประดาในสุดอาจมีสีแดง ด้านบนของฐานดอกแบน มีเกล็ดหนาแน่น ดอกสีขาวเป็นดอกบริบูรณ์เพศ หรือดอกเพศเมียที่มีเกสรเพศผู้ลดรูป กลีบสะอาดเป็นขน สีน้ำตาลถึงขาวหม่น มี 1 แถว โคนติดกันเป็นวง ยาว 7-8 มม. กลีบดอกยาวโดยประมาณ 9 มม. ปลายเป็น 5 หยัก เกสรเพศผู้ 5 อัน ติดที่หลอดกลีบดอก รังไข่อยู่ได้วงกลีบ มี 1 ช่อง ก้านยอดเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรเพศเมียเป็นสามเหลี่ยมมีขนนุ่ม เกสรเพศเมีย แยกเป็น 2 แฉก ผลแบบผลแห้งเม็ดล่อน รูปไข่กลับ
การขยายพันธุ์
โกศเขมา สามารถแพร่พันธุ์ได้โดยการใช้เหง้า เหมือนกับพืชหัวธรรมดา โดยเกฐเขมาสามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 700-2500 เมตร และก็อุณหภูมิที่สมควร คือ 15-22 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่สามารถทนต่ออากาศหนาวเย็นได้ แล้วก็เป็นพืชที่มีการเติบโตดีมาก โดยสามารถเจริญวัยได้ในดินที่นานัปการอีกทั้งบนเขา ช่องเขา ที่ราบบนเขา ซึ่งอยากได้ชั้นดินที่ครึ้มและก็ลึก เป็นดินร่วนอุดมสมบูรณ์ การระบายน้ำดี เกลียดน้ำหลากขัง และก็จะเจริญเติบโตได้ดีมากมาย รอบๆพื้นดินที่ไม่สูงนักและก็เป็นดินร่วนปนทราย โกศเขมามีดอกรวมทั้งเป็นผลตั้งแต่มิถานายนถึงต.ค.แก่การเก็บเกี่ยวประมาณ 2 ปี
ส่วนประกอบทางเคมี โกฐเขมามีองค์ประกอบทางเคมีเป็นน้ำมันระเหยง่ายจำนวนร้อยละ 3.5-5.6 น้ำมันระเหยง่ายนี้มีสารสำคัญเป็น สารเบตา-ยูเดสมอล (beta-eudesmol) สารอะแทร็กหนโลดิน (atractylodin), beta-selinene, alpha-phellandrene, สารไฮนีซอล (hinesol) สารเอลีมอล (elemol) และก็สารอะแทร็กทีลอน (atractylon) รวมทั้ง สารกรุ๊ปpolyacetyletylenes เช่น1-(2-furyl)-E-nonene-3,5-diyne-1,2-diacetata, erythro-(1,5E,11E)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate, threo-(1,5E,11E)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate, (3E,5E,11E)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate, (3Z,5Z,11Z)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate, (3E,5Z,11E)-tridecatriene-7,9-diyne-3,4-diacetate,(3Z,5E,11E),tridecatriene-7,9-diyne-5,6-diyldiacetate,(1Z)-atractylodin,(1Z)-atractylodinol,(1Z)-acetylatractylodinol(4E,6E,12E)-tetradecatriene-8,10-diyne-1,3-diyl diacetate,4,6,12-tetradecatriene-8,10-diyne-1,3,14-สารกลุ่ม polysacchaccharides อาทิเช่น arabino-3,6-galactans,galacturonic acid รวมทั้งสารกลุ่มอื่นๆอาทิเช่น coumarins (osthol) วิตามินเอ (vetinol) วิตามินบี (thiamine) วิตามินดี(calcifrol) กรดไขมัน (linoleic acid, oleic acid และ palmitic acid)คุณประโยชน์/สรรพคุณ โกศเขมา เป็นสมุนไพรที่ใช้ในยาหลายตำรับมากมาย ทั้งในตำราเรียนแพทย์แผนจีนและก็แผนไทย มีการยืนยันอยู่ในตำรับยาแห่งประเทศประเทศจีน ฉบับคริสต์ศักราช 2000 ในชื่อ Rhimosa atractylodis สำหรับเมืองไทยก็มีการใช้มากมาย ตัวยาสมุนไพรที่มีการจดทะเบียนยาแผนโบราณของอย. (อ.ย.) มี โกศเขมา ถึง 1,100 ตำรับ
ซึ่งแบบเรียนตามสรรพคุณยาไทยเจาะจงไว้ว่า โกศเขมา มีกลิ่นหอม รสร้อน ใช้เป็นยาบำรุงธาตุ เป็นยาบำรุงกำลัง แก้โรคเข้าข้อ เป็นยาเจริญอาหาร ยาขับปัสสาวะ แก้โรคในปากในคอ แก้หวัดคัดจมูก แก้ไข้ แก้ไข้รากสาดเรื้อรัง ระงับอาการหอบคล้ายยาอีเฟรดริน
ช่วยขับลม ใช้เป็นยาบำรุง แก้โรคในปากในคอเป็นแผลเปื่อยยุ่ย แก้เสียดแทงสองราวข้าง แก้จุกแน่น แก้อาการหอบหืด แก้ลมตะกัง แก้เหงื่อไหลมากมาย แก้ขาปวดบวม ขาไม่มีแรง ปวดข้อ แก้ท้องเดิน นอกนั้นโกฐเขมายังเป็นเลิศในพิกัดโกฐทั้งยัง 5 โกศทั้ง 7 และโกศทั้ง 9 ส่วนในสรรพคุณยาจีนบอกว่าแพทย์แผนจีนนิยมใช้โกฐเขมามาก เข้าในยาจีนหลายขนาน ตำรายาจีนว่าใช้แก้อาการท้องเดินท้องเดิน แก้อาการบวมโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการบวมที่ขา แก้ปวดข้อ เหตุเพราะโรคข้ออักเสบ แก้หวัดและก็แก้โรคตาบอดตอนค่ำ
ยิ่งไปกว่านี้บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้โกฐเขมาในยารักษาอาการโรคในระบบต่างๆของร่างกาย รวม 2 ตำรับ เป็นยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนเลือด (แก้ลม) ปรากฏตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” และตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” มีส่วนประกอบของโกฐเขมาอยู่ในพิกัดโกฐอีกทั้ง 9 ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับมีคุณประโยชน์สำหรับในการแก้ลมเวียนหัว แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียนอาเจียน อ้วก แก้ลมจุกแน่นในท้องยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบอาหาร ปรากฏตำรับ “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของโกฐเฉมาร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ ใช้บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ อาการอุจจาระธาตุพิการ ท้องเสียจำพวกที่ไม่เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการรับเชื้อ
ต้นแบบ/ขนาดวิธีการใช้
ในตำราเรียนยาแพทย์แผนจีนระบุให้ใช้เหง้าต้ม รับประทานทีละ 3-9 กรัม แม้กระนั้นในบางแบบเรียนก็ระบุให้ใช้ 5-12 กรัม ส่วนในแบบเรียนยาไทยมักจะใช้เป็นเครื่องยาตามตำรับยา มีวิธีการเตรียมเหง้าโกศเขมาเพื่อใช้ทำยา 3 แนวทางคือ
1. ตากแห้ง โดยแช่เหง้าโกศเขมาในน้ำสักครู่ เพื่อให้นุ่มลง แล้วหั่นเป็นแว่นดกๆนำไปตากให้แห้ง จะได้ตัวยารสเผ็ดขม อุ่น จะให้สรรพคุณ ขับความชุ่มชื้นเสริมระบบการย่อยอาหารแก้ความชุ่มชื้นกระทบส่วนกลาง (จุกเสียด อึดอัดลิ้นปี่ อ้วก เบื่ออาหาร ท้องเดิน) แก้ปวดข้อรวมทั้งกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการไข้หวัดจากลมเย็นหรือความชื้น (ป่วยไข้ หนาวๆร้อนๆปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตัว)
2. ผัดรำข้าวสาลี โดยนำรำข้าวสาลีใส่ลงในกระทะตั้งไฟปานกลางจนควันขึ้น แล้วนำเหง้าโกศเขมาตากแห้งใส่ลงไป คนอย่างเร็วจวบจนกระทั่งผิวของตัวยาเป็นสีเหลืองเข้ม นำออกมาจากเตา แล้วร่อนเอารำข้าวสาลีออก ตั้งทิ้งไว้ให้เย็นจะทำให้ความเผ็ดลดน้อยลง แต่ว่าเนื้อยาจะนุ่มนวลขึ้น แล้วก็มีกลิ่นหอมยวนใจ จะให้สรรพคุณ ช่วยรักษาอาการของม้ามและก็กระเพาะทำงานไม่เกี่ยวข้องกัน (กระเพาะอาหารปฏิบัติหน้าที่ย่อยอาหารจนได้สารจำเป็นต้อง ส่วนม้ามปฏิบัติภารกิจลำเลียงสารจำเป็นต้องนี้ไปใช้ทั่วร่างกาย) แก้เสลดข้น แก้ต้อหิน แก้ตาบอดเวลากลางคืน
3. ผัดไหม้เกรียม โดยนำเหง้าโกศเขมาตากแห้งใส่กระทะ ผัดโดยใช้ไฟปานกลาง จนกว่าผิวนอกมีสีน้ำตาลไหม้ ประพรมน้ำบางส่วน แล้วผัดต่อโดยใช้ไฟอ่อนๆจนถึงตัวยาแห้ง นำออกจากเตา ตั้งทิ้งไว้ให้เย็นแล้วร่อนเอาเศษเล็กๆจะจับตัวได้ยารสออกเผ็ด จะให้สรรพคุณ ช่วยให้ลักษณะการทำงานของไส้แข็งแรง แก้ท้องร่วงเป็นหลัก ใช้รักษาอาการท้องเดินเนื่องมาจากม้ามพร่อง โรคบิดเรื้อรัง
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของไส้ การเรียนฤทธิ์ของสารสกัดเหง้าโกฐเฉมา แล้วก็น้ำมันหอมระเหยที่ได้จากเหง้า เป็น β-eudesmol ต่อการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก รวมทั้งระยะเวลาที่ทำให้กระเพาะว่างในหนูเม้าส์เพศผู้ ที่ถูกกระตุ้นด้วย atropine, dopamine รวมทั้ง 5-hydroxytryptamine (5-HT)โดยให้สารสกัดโกฐเขมาในขนาด 500 หรือ 1000 มก./กิโลแล้วก็ β-eudesmol ขนาด 50 หรือ 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และก็ยามาตรฐาน itopride hydrochloride ขนาด 10 หรือ 50 มิลลิกรัม/โล ผลการทดลองพบว่าสารสกัดโกฐเขมามีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก และทำให้ของกินเคลื่อนผ่านกระเพาะอาหารเร็วขึ้น ในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยdopamine ขนาด 1 มก./กก. และก็สารสกัดโกฐเฉมาในขนาด 1000 มิลลิกรัม/โล รวมทั้ง β-eudesmol ขนาด 100 มก./โล มีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็กในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วยatropine แม้กระนั้นไม่เป็นผลต่อช่วงเวลาที่ทำให้กระเพาะว่างนอกจากนี้สารสกัดโกฐเขมาในขนาด 500 หรือ 1000 มก./กิโล และ β-eudesmol ขนาด 25, 50 หรือ 100 มิลลิกรัม/กิโล มีฤทธิ์กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้เล็ก และก็ทำให้ของกินเขยื้อนผ่านกระเพาะเร็วขึ้น ในหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย 5-HT ขนาด 4 มก./โลหรือ 5-HT3 receptor agonist จากงานค้นคว้าวิจัยนี้จึงสรุปว่าสารสกัดโกฐเฉมาและน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากโกฐเขมา คือ β-eudesmolทำให้อาหารเคลื่อนผ่านกระเพาะอาหารเร็วขึ้น และก็กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ผ่านมายากลไลการยับยั้ง dopamine D2 receptor รวมทั้ง 5-HT3 receptor สามารถนำมาปรับปรุงยารักษาอาการท้องอืดเฟ้อ อาการอ้วก อึดอัดแน่นจากอาหารที่อยู่ในกระเพาะ รักษาโรคกระเพาะ ซึ่งเกิดจากเส้นประสาทของกระเพาะอาหารถูกทำลาย (gastroparesis) ส่งผลให้กล้ามเนื้อกระเพาะเหน็ดเหนื่อย ทำให้ไม่สามารขับเคลื่อนของกินให้ผ่านไปยังส่วนต้นของไส้ (duodenum) ได้ จึงมีอาหารเหลือหลงเหลือในกระเพาะอาหาร
 
ฤทธิ์ต้านการปวด
 การทดลองในหนูพบว่า สาร β-eudesmol มีฤทธิ์ต้านปวดโดยยับยั้ง nicotinc Ach receptor channels ที่neuromuscular junction และก็พบว่าส่งผลต่อกล้ามเนื้อของหนูที่เป็นเบาหวานมากยิ่งกว่าหนูธรรมดา
ฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ สาร β-eudesmol , atractylochromene , 2-(2E0-3,7-dimethyl-2,6-octadienyl -6-methyi-2,5-cyclohexadiene-1,4-dione , 2-(2’E)-3’7’-dimethyl-2’6’-octadienyl-4-methoxy-6-methylphenol,(3Z,5E,11E)-tridecatriene-7,9-diynyl-1-0-(E)-fenulate มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งเอนไซม์ 5-lipoxygenase รวมทั้งcyclooxygenase-1
ฤทธิ์ยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะ สารสกัดจากเหง้าของโกฐเฉมาเมื่อป้อนให้หนูแรทสายพันธุ์ sprague-dawley ซึ่งถูกรั้งนำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารโดยใช้กรด acetic acid ทำเก็บเลือด และก็เซลล์เยื่อกระเพาะอาหารของหนู วัดระดับของ epidermal growth factor (EGF), trefoil factor 2 (TFF2), tumor necrosis factor-α(TNF-α), interleukin 6, 8 (IL-6, 8) แล้วก็ prostaglandin E2 (PGE2) ที่เกิดขึ้น โดยใช้เคล็ดวิธี (ELISA) และวัดการแสดงออกของ mRNA ได้แก่ EGF, TFF2, TNF-α รวมทั้ง IL-8 ในกระเพาะ จะถูกวิเคราะห์โดยใช้เคล็ดลับ real-time-PCR ผลการทดสอบพบว่าการถูกทำลายจากกรดของเซลล์เยื่อกระเพาะอาหารน้อยลงและก็ยังยับยั้งการผลิตสารที่เกี่ยงงอนข้องกับการอักเสบอย่างเช่นTNF-α, IL-8, IL-6, และ PGE2และมีฤทธิ์คุ้มครองปกป้องกระเพาะอาหารโดยเพิ่มการแสดงออกของ mRNA ของ EGF, TFF2เพิ่มการสร้างEGF, TFF2
ฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิต้านทาน สารสกัดน้ำที่มีสาร polysaccharides ที่มีน้ำตาลเชิงผู้เดียวเป็น galacturonic acid มีฤทธิ์กระตุ้นระบบคุ้มครองในหนูที่ติดเชื้อรา Candida albicans ทำให้หนูมีชีวิตรอดเยอะขึ้นเรื่อยๆ แล้วก็สารกลุ่ม arabino-3,6-galactan มีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิต้านทานในหนู
ฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร สารสกัดน้ำมีฤทธิ์ทำให้ของกินอยู่ในกระเพาะนานขึ้นสารสำคัญคือสารกลุ่ม polyacetylenes
ฤทธิ์ต้านทานการขาดออกสิเจนภายในร่างกาย สารสกัดอะซิโตนมีฤทธิ์ต้านทานการขาดออกสิเจนภายในร่างกายหนูถีบจักรเนื่องจากว่าสารโปตัสเซียมไซยาไนด์ สาระสำคัญเป็น β-eudesmol
ฤทธิ์แก้ท้องขึ้นเฟ้อ ฤทธิ์เพิ่มระยะเวลาที่ทำให้กระเพาะว่าง ของน้ำมันหอมระเหยจากเหง้าโกฐเขมา ในหนูแรทเพศผู้ สายพันธุ์วิสตาร์ ที่อยู่ในสภาวะเครียด และก็ผลของฮอร์โมนที่ควบคุมหลักการทำงานของกระเพาะอาหารรวมทั้งลำไส้ ซึ่งหลั่งจากต่อมไฮโปธาลามัส หรือ corticotropin-releasing factor (CRF) ทดลองโดยป้อนน้ำมันหอมระเหยจากเหง้า ในขนาดต่างๆเป็น 30,60 และ 120 mg/kg ต่อวัน แก่หนูตรงเวลา 7 วัน พบว่าไม่เป็นผลเปลี่ยนแปลงขณะที่ทำให้กระเพาะอาหารว่างในหนูปกติ แต่มีผลทำให้เพิ่มช่วงเวลาที่ทำให้กระเพาะอาหารว่างได้ในหนูที่มีภาวะเครียด น้ำมันหอมระเหยสามารถเพิ่มระดับฮอร์โมน motilin (MTL) แล้วก็ gastrin (GAS) แล้วก็ลดระดับ somatostatin (SS) แล้วก็ CRF อย่างเป็นจริงเป็นจัง โดยพบว่ากลไกสำคัญเกี่ยวโยงกับระดับฮอร์โมน เป็นยับยั้งการหลั่ง CRF ซึ่งผลกลุ่มนี้ทำให้เพิ่มระยะเวลาที่ทำให้กระเพาะว่างเร็วขึ้น จึงลดอาการป่วยไข้ท้อง ท้องขึ้นเฟ้อจากความตึงเครียดในหนู (สภาวะเครียดทำให้หลักการทำงานของกระเพาะอาหารและก็ไส้ลดลง)
การเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองพิษฉับพลันของสารสกัดเหง้าด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 โล (คิดเป็น 1,786 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 โล ไม่พบอาการเป็นพิษ
คำแนะนำ/เนื้อความระวัง
1. คนไข้ที่มีอาการท้องเดิน ที่มีอุจจาระตกเป็นน้ำ ควรใช้โกศเขมาด้วยความรอบคอบ
2. สตรีตั้งครรภ์แล้วก็สตรีให้นมบุตรควรขอคำแนะนำหมอ แล้วก็ผู้เชียวชาญก่อนใช้เพราะยังไม่มีข้อมูลด้านความปลอดภัยในสตรีตั้งครรภ์แล้วก็สตรีให้นมลูก
3. อาการข้างๆที่เจอได้ในผู้ที่ใช้  โกศเขมาเป็น อ้วก อ้วก ปากแห้ง และมีกลิ่นปาก
4. ไม่สมควรใช้โกฐเขมาในปริมาณที่มากเกินไปหรือใช้เป็นระยะเวลาที่ยาวนานเพราะเหตุว่าอาจส่งผลต่อระบบต่างๆของร่างกายได้
หนังสืออ้างอิง
1. วิทยา บุญวรพัฒน์.“โกฐเฉมา”.หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้หลายครั้งในประเทศไทย. หน้า 102.
2. นพมาศ เสนาะเจริญความยินดี.โกฐเฉมา จุลสารข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ปีที่28 .ฉบับที่ 3 เมษายน 2554.หน้า17-19
3. ชยันต์ พิเขียรสุนทร แม้นมาส ชวลิต วชิระ จีรวงศ์.คำอธิบายหนังสือเรียนพระโอสถพระนารายณ์.กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์อมรินทร์.2542 https://www.disthai.com/
4. “โกฐเขมา Atractylis”. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ. หน้า 217.
5. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลการค้นคว้าวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.สถานที่พิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร.
6. โกศเขมา.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ ม.อบ. (ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpaye&pid=27
7. Yu KW, Kiyohara H, Matsumoto T, Yang HC, Yamada H. lntestinal immune system modulating poly-saccharides from rhizomes of Atractylodes lancea. Planta Med 1998;64(8):714-9.
8. Kimura Y, Sumiyoshi M. Effects of an Atractylodes lancea rhizome extract and a volatile component beta-eudesmol on gastrointestinal motility in mice. J Ethnopharmacology. 2012;141:530-536.
9. Yu Y, Jia T-Z, Cai Q, Jiang N, Ma M-Y, Min D-Y, et al. Comparison of the anti-ulcer activity between the crude and bran-processed Atractylodes lancea in the rat model of gastric ulcer induced by acetic acid. J Ethnopharmacology. 2015;160:211-218.
10. Nakai Y, Kido T,Hashimoto K, Kase Y, Sakakibara l, Higuchi M, Sasaki H. Effect of the rhizomes of Atractylodes lancea and its constituents on the delay of gastric emptying. J Ethnopharmacol 2003;84(1):51-5.
11. Lehner MS, Steigel A, Bauer R. Diacetoxy-substituted polyacetyenes from Atractylodes lancea. Phyto-chemistry 1997;46(6):1023-8
12. Resch M, Heilmann J,Steigel A, Bauer Rauer R. Futher phenols and polyacetyenes from the rhizomes of Atractylodes lancea and their anti-inflammatory activity. Planta Med 2001;67(5):437-42.
13. Zhang H, Han T, Sun L-N, Huang B-K, ChenY-F, Zheng H-C, et al. Regulative effects of essential oil from Atractylodes lancea on delayed gastric emptying in stress-induced rats. Phytomedicine. 2008;15:602–611.
14. Chiou LC, Chang CC. Antagonism by β-eudesmol of neostigmine-induced neuromudcular failure in mouse diaphragms. Eur J Pharmacol 1992;216(2):199-206.
15. Kimura M, Nojima H, Muroi M, Kimura l. Mechanism of the blocking action of β-eudesmol on the nicotic acetylcholine receptor channel in mouse skeletal muscles. Neuropharmacology 1991;30(8):835-41.
16. Kimura M, Tanaka K, Takamura Y, Nojima H, Kimura l, Yano S, Tanaka M. Structural componets of beta-eudesmol essential for its potentiating effect on succinylcholine-induced neuromuscular blockade in mice. Biol Pharm Bull 1994;17(9): 1232-40.
17. Yamahara J, Matsuda H, Naitoh Y, Fujimura H, Tamai Y. Antianoxic action and active constituents of atractylodis lanceae rhizome. Chem Pharm Bull 1990;38(7):2033-4.
18. Lnagaki N, Komatsu Y, Sasaki H, Kiyohara H, Yamada H, lshibashi H, Tansho S, Yamaguchi H, Abe S, Acidic polysaccharides from rhizomes of Atractylodes lancea as protective principle in Candida-lnfected mice. Planta Med 2001;67(5):428-31.

6
กระชายดำมีดีอย่างไร

7
ตรีผลามีสรรพคุณดีอย่างไร

9
ตรีผลามีสรรพคุณดีอย่างไร

10
ว่านชักมดลูกราคาถูก

12

สมุนไพรตาตุ่มทะเล
ตาตุ่มทะเลExcoecaria agallocha Linn.
บางถิ่นเรียก ตาตุ่มทะเล} ตาตุ่ม (กึ่งกลาง); บูตอ (มลายู-จังหวัดปัตตานี).
ไม้ต้น ขนาดกลาง สูง 8-15 ม. เปลือกสีเทาวาว. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รี กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 3-9 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบสอบ หรือ มน; ขอบใบเรียบ หรือ หยักนิดหน่อย; ก้านใบยาว 1-2 ซม. ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อยาว 3-7 ซม.; กลีบรองกลีบดอกไม้ 3 กลีบ; เกสรผู้ 3 อัน ไม่ติดกัน อับเรณูมี 2 ช่อง กลม. สมุนไพร ดอกเพศเมีย ออกเป็นช่อยาว 1.5-3.5 เซนติเมตร กลีบรองกลีบโคนเชื่อมชิดกัน ปลายแยกเป็น 3 แฉก; รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย. ผล รูปกลมแป้น มี 3 พู กว้างโดยประมาณ 6 มม. ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร เม็ด ค่อนข้างจะกลม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าชายเลน.
สรรพคุณ : ราก ตำ หรือ ฝน ประสมกับขิง เป็นยาพอก หรือ ทา แก้อาการบวมตามมือและก็เท้า ต้น ยางมีฤทธิ์กัดทำลาย นำมาซึ่งอาการอักเสบ ถ้าหากเข้าตาจะมีผลให้ปวดอักเสบมากมาย ถึงทำให้ตาบอดได้ แก่นเรียกว่ากระลำพัก (ตาตุ่มทะเล) เมื่อเผาไฟจะมีกลิ่นหอมาก ใช้เข้าเครื่องยา เป็นยาขับลม ฟอกโลหิต ขับประจำเดือน ระบาย และก็ขับเสลด ถ้าเอาไม้จำพวกนี้ไปปักเลี้ยงหอยแมลงภู่ ผู้ที่รับประทานหอยที่เกาะไม้นี้ จะก่อให้ท้องเดินได้  ควันที่เกิดจากการเผาต้น ใช้รมแก้โรคเรื้อน  ยางต้นต้มรวมกับน้ำมัน ใช้ทาแก้โรคเรื้อน กัดแผลอักเสบเรื้อรัง ทาเช็ดนวดแก้ปวดตามข้อ และก็อัมพาต ถ้าเกิดกินยางต้นในขนาดต่ำๆเป็นยาถ่าย แต่ถ้าเกิดกินมากมายอาจทำให้สตรีแท้งลูกได้ ใบ เป็นพิษ น้ำสุกเปลือก รับประทานเป็นยาทำให้อาเจียน เป็นยาถ่าย แก้โรคลมชัก แล้วก็เป็นยาฝาดสมาน

Tags : สมุนไพร

13

ถั่งเช่าบำรุงไต สร้างเสริมระบบแพร่พันธุ์
 พ.ค. 2, 2016  kungtep
ไตแข็งแรง อวัยวะเพศแข็งตัว แพทย์แมะบอกมา หนังสือเรียนแพทย์ช่องทางจีน รับประทานถั่งเช่าบำรุงไต เสริมสร้างระบบสืบพันธุ์ผ่านไปฝั่งจีนบ้าง พบเจอแต่ว่าคนแข็งแรง คนจีนเน้นสุขภาพ และสมรรถภาพทางเพศ สมุนไพรจีนก็เกียรติศักดิ์เลื่องลือ เพราะเหตุว่ากินแล้วดี ได้ฟังแพทย์แมะ แพทย์แผนจีนแล้วยังอึ้ง ท่านต่างเอ่ยถึงเรื่องของสุขภาพ
สุขภาพทางเพศ รวมทั้งการผสมพันธุ์เป็นสิ่งจำเป็นถั่งเช่า รวมทั้งพูดว่า เครื่องเพศของคนเรานั้น เกี่ยวข้องกับไตสมรรถภาพทางเพศจะดีได้ จะต้องบำรุงไตให้แข็งแรง ชาวจีนเยอะมากๆก็เลยเลือกรับประทานถั่งเช่า ด้วยเหตุว่ามีฤทธิ์บำรุงไต คนเป็นโรคไตก็ประยุกต์ใช้กินกันมากมาย เพื่อช่วยบำบัดอาการ

แพทย์แผนจีน มีมุมมองว่าการปฏิบัติงานของไตจะเกี่ยวโยงกับระบบฮอร์โมน
สำหรับสตรี ไตจะแข็งแรงสมบูรณ์สูงที่สุดก็ตอนเป็นสาว รวมทั้งต่างหากคือช่วงเวลาที่หญิงเริ่มมีรอบเดือน ไตแข็งแรงมากมาย เลือดลมก็จะดี ระดูธรรมดา เลือดฝาด เปล่งปลั่ง อารมณ์ทางเพศสูง
ส่วนผู้ชายนั้น ไตจะแข็งแรงที่สุดตอนเป็นหนุ่มเหมือนกัน รวมทั้งถั่งเช่าจะบ่งบอกความแข็งแรงได้ด้วยการหลั่งน้ำอสุจิ คนที่ไตบริบูรณ์ น้ำกามจะมีปริมาณมาก น้ำกามแข็งแรง อวัยวะเพศแข็งตัวดี แต่ว่าคนเราพอเพียงอายุมากขึ้น ไตจะอ่อนแอลง ถั่งเช่าทิเบตความสามารถทางเพศเสื่อม จะเห็นว่าหญิงประจำเดือนหมด แล้วก็หมดความสามารถสำหรับในการขยายพันธุ์
ในทางตรงกันข้าม ถ้ามนุษย์เรามีความสามารถทางเพศดี ก็จะกลับไปเสริมลักษณะการทำงานของไต ไตไม่เสื่อม ดังที่หมอแมะท่านว่า มีเพศสัมพันธ์เสมอๆไตก็ได้แข็งแรงไปด้วย ข้อนี้สำคัญทีเดียว รู้แบบงี้จะรออะไร ซื้อถั่งเช่าทิเบตบำรุงไตมารับประทาน แต่ไม่ต้องไปไกลถึงจีน เดี๋ยวนี้มีจำหน่ายหลายยี่ห้อสินค้า หาซื้อมากินได้เลย แม้กระนั้นที่สำคัญเป็น เรื่องคุณภาพ ควรจะมีประสิทธิภาพและไม่ได้มาตรฐานGMP มีทะเบียนยายืนยันโดยกระทรวงสาธารณสุขไทย
ถ้าหากอยากได้ถั่งเช่าแคปซูลราคาขายส่ง ตามมาตรฐานGMPแล้วก็มีทะเบียนยา ผมแนะนำสินค้าของโรงงานเชียงดาว เป็นถั่งเช่าเพื่อส่งออกต่างประเทศ หากคุณภาพมิได้มาตรฐานไม่มีทางผ่านกฎเหล็กอย่างแน่แท้ โดยโรงงานแม่คำป้อ โอสถ เป็นผู้สร้างเชื่อถือได้ 100%
การกินแล้วจะเห็นผลมากน้อยแค่ไหน มิได้ขึ้นอยู่กับถั่งเช่าทิเบตอย่างเดียว อาหารเสริมทุกประเภทไม่ใช่ของกินหลัก และการกินอาหารเสริมสิ่งเดียว ถ้าหากไม่ดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีด้วย ยากจะได้ผล ท่านสามารถสอบถามเนื้อหาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ และเนื้อหาของถั่งเช่าบำรุงไตได้ที่เจ้าหน้าที่แล้วก็เภสัชกรโรงงาน

Tags : ถั่งเช่า,ถั่งเช่าทิเบต

14

น้ำมันเหลือง น้ำมันไพล นวดแก้ปวดเมื่อย
 ม.ย. 15, 2018  kungtep
น้ำมันเหลือง น้ำมันนวดสมุนไพร แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวกล้าม เข็ดหลาบขัดหยอกเย้าปวดเมื่อย นวดด้วยน้ำมันไพล คุณประโยชน์ช่วยผ่อนคลายของกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบกล้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่นั่งทำงานเวลานานๆจะมีลักษณะอาการปวดหลัง ปวดเอว เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวร่างกาย
น้ำมันเหลือง อีกทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ทานยาเกลียดชังรับประทานยา ถ้าหากมีลักษณะปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดน่อง ปวดหัวเข่า คอกลยุทธ์ ลองใช้น้ำมันเหลือง ใช้กันมานานตั้งแต่โบราณ รู้จักกันในชื่อ”น้ำมันเหลือง” น้ำมันเหลืองจะมีส่วนผสมหลักๆคือไพล สรรพคุณของไพลคือบรรเทาอาการปวดปวดเมื่อยตามร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม คนไหนกันเกลียดชังกินยาใช้น้ำมันลูกสมุนไพลเป็นอีกลู่ทาง  ยาทาภายนอก นวดได้ทุกจุดที่มีลักษณะปวดเมื่อย
ส่วนประกอบน้ำมันเหลือง นวดคลายกล้าม มีส่วนผสมสมุนไพรหลากหลายประเภทน้ำมันเหลือง ได้แก่
น้ำมันไพล
น้ำมันระกำ
น้ำมันก้านพลู
น้ำมันที่สกัดจากมะพร้าวสกัดเย็น
การบูร
เกล็ดสาระแหน่
เหง้าไพลสด
อื่นๆ
สรรพคุณน้ำมันเหลือง ใช้ลดการอักเสบกล้ามเนื้อ แก้ปวดเมื่อย โรคเหน็บชา ตะคิว แก้ฟกชำดำเขียว ข้อเข่าแล้วก็ข้อมืออักเสบ ช่วยบรรเทาเอ็นน้ำมันเหลือง

15

ถั่งเช่ายาบำรุงสุขภาพ เพิ่มประสิทธิภาพให้ร่างกาย
 เมษายน 21, 2018  kungtep
ถั่งเช่า “บำรุงสุขภาพ” เพิ่มฮอร์โมนเพศและก็ประสิทธิภาพที่ลดลงไป จิตใจหดหู่ไม่สดใสร่าเริง โรคภัยไข้เจ็บเข้ามาเบียดเบียน ผิวหน้าหมองคล้ำ ผิวหนังเริ่มเหี่ยวย่นด้วยเหตุว่าร่างกายขาดฮอร์โมนเพศ
 เพิ่มความกระปี้กระเปร่าให้กับชีวิตคุณ ควรจะทานอาหารดีเป็นประโยชน์พร้อมทั้งอาหารเสริมสุขภาพ “ถั่งเช่าทิเบตบำรุงสุขภาพ
สรรพคุณของถั่งเช่ามีอะไรบ้าง
ยาบำรุงกำลังถั่งเช่า กินได้อีกทั้งผู้ชายและก็สตรี รับประทานเสมอๆจะเป็นยาอายุวัฒนะ เลือดลมสูบฉีดดี ส่วนผู้ที่ยังไม่เข้าเกณฑ์โรคอามรมณ์ทางเพศเสื่อมนี้ อย่ามีความคิดว่าช่างเถอะ ถ้าท่านมองไปรอบข้าง ทั้งยังสิ่งแวดล้อมและการดำเนินชีวิตประจำวันมีต้นสายปลายเหตุหลายชนิดที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แล้วก็ทำให้แก่เร็ว
เพิ่มความแข็งแรง ความกำหนัด
ฮอร์โมนน้อยลง เนื่องจากว่าสถานการณ์โอบล้อม บางคนเครียดจัด จากการทำงาน ความเหนื่อยอ่อนล้าจากมลภาวะรอบกาย ส่งผลต่ออารมณ์และก็จิตใจ เปลี่ยนเป็นคนไร้ความรู้สึกทางเพศไปเลยก็มี

แนวทางกิน ถั่งเช่า
กินถั่งเช่าทิเบตเป็นประจำทุกวี่วัน จะช่วยบำรุงร่างกายรวมทั้งชะลอความแก่ก้าวหน้า จะมีผลให้ฮอร์โมนไม่หมดก่อนวัยอันควรจะ
ก่อนซื้อถั่งเช่ามารับประทาน พิจารณาผู้สร้าง เลือกแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน เพราะเห็ดถั่งเช่าทิเบตมีหลายประเภท มีทั้งยังเห็ดสังเคราะห์ เห็ดขึ้นธรรมชาติและที่เพาะจากฟาร์ม เห็ดถั่งเช่าจะมีคุณภาพดีสุดหมายถึงเห็ดที่เพาะจากฟาร์มและก็ที่เกิดจากธรรมชาติ ส่วนที่มาจากการสังเคราะห์ มีฤทธิ์ทางยาน้อยมาก
แนวทางสั่งซื้อ ถั่งเช่า
พอใจถั่งเช่า-ทิเบต หญ้าหนอนสีทองคำ ทดลองศึกษาข้อมูลอื่นๆอย่างรอบคอบ มีการวิจัยมากมายเกี่ยวกับสมุนไพรชนิดนี้ หลายๆท่านที่ได้รับข้อเสนอแนะเกี่ยวกับถั่งเช่าไปแล้ว ได้ไปหาข้อมูลเพิ่มแล้วก็ทดลองกินได้ผลลัพธ์ที่ดี กลับมาปึ๋งปั๋งเหมือนกับพึ่งปิ้งเข้าวัยชายหนุ่ม-สาว

Tags : ถั่งเช่า

หน้า: [1] 2 3 ... 25