แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - NOH1122

หน้า: [1] 2 3 ... 20
1
ชื่อสมุนไพร  พญายอ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น เสลดพังพอนตัวเมีย , พญาบ้องทองคำ พญาข้อดำ (ภาคกึ่งกลาง) , พญาบ้องคำ (ลำปาง) , ผักมันไก่ , ผักลิ้นเขียด (เชียงใหม่) , โพะโซ่จาง (กะเหรี่ยง) , ชิงเจี้ยง หนิ่วซิ้วฮวา (ภาษาจีนกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Clinacanthus burmanni  Nees
สกุล  ACANTHACEAE
บ้านเกิด สมุนไพรพญายอเป็นสมุนไพรเขตร้อน เป็นต้นว่าทวีปแอฟริกา บราซิล และก็อเมริกา กึ่งกลาง ส่วนในทวีปเอเชียมีการกระจายในประเทศอินโดนีเซีย ไทย พม่า ลาว กัมพูชา ฯลฯ และเป็นสมุนไพรที่มีแพทย์ท้องถิ่นประเทศ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย จีน ใช้รักษาผื่นผิวหนัง แมลงสัตว์กัดต่อย งูกัด แมงป่องต่อย มาตั้งแต่ในอดีตกาลแล้ว ส่วนในประเทศไทยพบได้ทั่วไปขึ้นตามป่าเบญจพรรณ หรือพบปลูกกันตามบ้านทั่วๆไป ทั่วทุกภาคของประเทศ พญายอ หรือ เสมหะพังพอนตัวเมียมีชื่อคล้องจองกัน นั่นก็คือ เสมหะพังพอนตัวผู้ แต่ว่าต่างกันตรงที่เสลดพังพอนเพศผู้มีหนาม คุณประโยชน์อ่อนกว่าเสมหะพังพอนตัวเมียและเพื่อไม่ให้งงมากระหว่างสมุนไพร 2 ชนิดนี้ จึงเรียกเสลดพังพอนตัวเมียว่า "พญายอ"
ลักษณะทั่วไป
พญายอ จัดเป็นพรรณไม้พุ่มไม้ปนเถาหรือไม้พุ่มรอเลื้อย มักเลื้อยพาดไปตามต้นไม้อื่นๆมีความสูงได้โดยประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นมีลักษณะเกลี้ยง ต้นอ่อนเป็นสีเขียว ใบเป็นใบคนเดียว ออกเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ๆรูปแบบของใบเป็นรูปใบหอก รูปรีแคบขอบขนาน ปลายใบและก็โคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างโดยประมาณ 2-3 ซม. และยาวราว 7-9 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเรียบ ดอกเป็นช่อกลุ่มที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกราวๆ 3-6 ดอก กลีบเป็นสีแดงส้ม โคนกลีบดอกไม้เชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาวราวๆ 3-4 ซม. ปลายแยกออกเป็น 2 ปาก คือ ปากล่างรวมทั้งปากบน ดอกหนึ่งมี 5 กลีบ กลีบดอกเป็นทรงกระบอก ส่วนกลีบรองกลีบนั้นเป็นสีเขียว ยาวเท่าๆกัน มีขนคือต่อมเหนียวๆอยู่รอบๆ ดอกมีเกสรเพศผู้ 2 อัน ส่วนเกสรเพศเมียเกลี้ยงไม่มีขน มีดอกในตอนราวต.ค.ถึงเดือนมกราคม ผลได้ผลสำเร็จแห้งและแตกได้ รูปแบบของผลเป็นรูปกลมยาวรี ยาวได้ราว 0.5 ซม. ก้านสั้น ข้างในผลมีเม็ดโดยประมาณ 4 เมล็ด
การขยายพันธ์ การขยายพันธุ์พญายอนั้นสามารถได้ 2 วิธีเป็นการปักชำแล้วก็การแยกเหง้ากิ้งก้านไปปลูก แม้กระนั้นจำนวนมากชอบใช้วิธีการใช้กิ่งปักชำโดยเลือกกิ่งที่สมบูรณ์ไม่มีโรค ไม่แก่ หรือไม่อ่อนเกินความจำเป็น ตัดกิ่งจำพวกให้มีความยาว 6-8 นิ้ว รวมทั้งมีตาบนกิ่งราวๆ 1-3 ตา ให้มีใบคงเหลืออยู่ที่ปลายยอด ประมาณ 1/3 ของกิ่ง ทาปูนแดงรอบๆรอยตัดของต้นตอ และกิ่งประเภทเพื่อคุ้มครองปกป้องเชื้อรา ปักชำลงในถุงที่มีเป็นดินร่วนคละเคล้าทราย (จะช่วยทำให้อัตราการออกรากของกิ่งชำสูง รวมทั้งสะดวกสำหรับการย้ายต้นไปปลูก) โดยปักชำกิ่งลงในวัสดุปลูกลึกโดยประมาณ 3 นิ้ว แล้วก็ปักให้เอียง 45 องศา รดน้ำให้ชุ่มและก็รักษาความชื้นให้เพียงพอพึงระวังอย่าให้กิ่งชำถูกแสงแดดมากมาย กิ่งปักชำจะออกรากภายใน 3-4 สัปดาห์ แล้วก็ใช้ช้อนขุดหรือเสียมแซะกิ่งชำลงปลูกในหลุมปลูกที่ตระเตรียมไว้ 1 ต้นต่อหลุม กลบ รดน้ำหลังจากปลูกโดยทันที
การเก็บเกี่ยว ควรจะเก็บใบขนาดกลาง ที่ไม่แก่หรืออ่อนกระทั่งเกินความจำเป็น โดยให้ใช้ขั้นตอนการตัดต้นเหนือระดับผิวดินประมาณ 10 เซนติเมตร หลังจากเก็บเกี่ยวแล้ว ตัวการเดิมยังสามารถผลิออกแตกแขนงเติบโตได้อีก รวมทั้งสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไปได้
การดูแลและรักษา ในระยะ 1-2 เดือนแรก ควรจะรดน้ำทุกๆวัน ถ้าหากแดดจ้าควรจะรดน้ำรุ่งเช้า-เย็น เมื่ออายุ 2 ข้างขึ้นไปแล้วบางทีอาจให้น้ำวันเว้นวัน ในฤดูฝนถ้ามีฝนตกอาจจะไม่ต้องให้น้ำ พญายอสามารถเจริญวัยเจริญในดินทุกประเภทที่มีการระบายน้ำก้าวหน้า แต่ว่าถูกใจดินร่วนซุยผสมทรายที่ระบายน้ำดีมากที่สุด  ชอบอากาศร้อนเปียกชื้น ขึ้นได้ดิบได้ดีทั้งที่มีแดด(แดดไม่จัด) และที่ร่ม
ส่วนประกอบทางเคมี  รากของพญายอ ประกอบด้วยสาร Lupeol, B-Sitosterol, Stigmasterol และมีการทดสอบพบว่าสารสกัดด้วยสารละลายบิวทานอล    (butanol) จากใบของพญายอ มีสารประกอบฟลาโวนอยด์ (flavonoid) สามารถระงับอาการอักเสบได้ สารฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ลดการอักเสบสารกลุ่ม Monoglycosyl diglycerides ได้แก่    1,   2- di-O-linolenoyl-3-O-β-D-Galactopyranosyl-sn-glycerol รวมทั้งสารกลุ่ม Glycoglycerolipids จากใบมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสเริมรวมทั้งงูสวัด
                ยิ่งกว่านั้นพญายอ ยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพมากยิ่งกว่า 20 จำพวก โดยเป็นสารเคมีจากพืชที่มีความสำคัญต่อชีวิต ดังเช่นว่า   Stigmaster, Lupeol, B-Sitosterol Belutin, Myricyl alcohol และก็สารสกัดที่ได้จากเมทานอลในประเทศไทย 6  ประเภท    C-Glycosyl flavones อาทิเช่น    Vitexin, Isovitexin, Schaftoside, Isomoll-pentin, 7-0-B-Glucopyranoside, Orientin, Isori-entin รวมทั้งสารสกัดได้จากต้นแล้วก็ใบได้สาร Gluco-sides  5   จำพวก    (1)    Cerebrosides รวมทั้ง  Monoacylmonogalactosyl glycerol สาร    Triga-lactosyl และ    Digalactosyl diglycerides 4  สาร    8 ประเภท    สกัดได้จากส่วนเหนือดินสดด้วยคลอโรฟอร์มเป็น   Chlorophyll A,  Chlorophyll B,  และก็    Phacoph-orbide A  และก็สารประกอบที่มีซัลเฟอร์ 4  จำพวก   Clinamide A-C, 2-Cis- entadamide A  รวมทั้งสารประกอบที่พบมาก่อน 3  จำพวก    Entadamide A, Entadamide C   แล้วก็    Trans 3  methylsulfinyl-2-propenol
คุณประโยชน์ / คุณประโยชน์ คุณประโยชน์ของพญายอตามตำรายาไทย
บอกว่า ใบ – ใช้ถอนพิษไข้ ดับพิษร้อน แก้อาการผิดสำแดง แก้เจ็บคอ เจ็บปก แผลในปาก คางทูม รักษาโรคบิด ไข่ดัน รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก รักษาแผลน้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน แก้ฝี แก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย รักษาโรคฝึก ราก  - ปรุงเป็นยาขับเยี่ยว ขับเมนส์ แก้เมื่อยบั้นท้าย บำรุงกำลัง แก้ผิดสำแดง ส่วนทั้ง 5  (ต้น) -   ใช้ทำลายพิษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ตะขาบ แมลงป่อง รักษาอาการอักเสบ งูสวัด ผื่นคัน แผลน้ำร้อนลวก  ดีซ่าน รักษาแผลสด แผลเรื้อรัง แก้ปวดบวม เคล็ดลับปวดเมื่อย ฟกช้ำ  ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันยังมีการผลิตยาที่มีส่วนประกอบของพญายอหลายอย่าง ดังเช่นว่า ครีมพญายอ ใช้ทุเลาลักษณะโรคเริม และ งูสวัด ยาป้ายปากพญายอให้รักษาแผลในปาก (aphthaus ulcer) โลชั่นพญายอ ใช้ทุเลาอาการผดผื่นคัน ลมพิษ ตุ่มคัน เป็นต้น
ต้นแบบ / ขนาดการใช้

  • ทาบริเวณที่แมลงสัตว์กัดต่อยเป็นผื่นคัน


o             - ใช้ใบสด 5-10 ใบ ตำขยี้ทาบริเวณที่เป็นแผลที่แพ้ จะยุบหายได้ประสิทธิภาพที่ดี

  • แก้แผลน้ำร้อนลวก


o             ใช้ใบตำต้มกับน้ำมะพร้าวหรือน้ำมันงา เอากากพอกแผลที่ถูกน้ำร้อนลวกหรือไฟเผา แผลจะแห้ง
o             นำใบมาตำให้ละเอียดผสมกับสุรา ใช้พอกรอบๆที่ถูกไฟเผาหรือน้ำร้อนลวก มีคุณประโยชน์ดับพิษร้อนก้าวหน้า

  • รักษาอาการอักเสบ ทำลายพิษ รักษาแผลร้อนในในปาก เริม งูสวัด


o             ใช้ใบเสลดพังพอนตัวเมียสด 10-20 ใบ (เลือกใบสีเขียวเข้มสดวาวไม่อ่อนไม่แก่กระทั่งเกินไป)เอามาตำผสมกับสุราหรือน้ำมะนาว คั้นเอาน้ำดื่มหรือเอาน้ำทาแผลและก็เอากากพอกแผล
o             ใช้ใบเสลดพังพอน 1,000 กรัม หมักใน alcohol 70 % 1,000 ซีซี. หมักไว้ 7 วัน นำมากรองแล้วเอาไประเหยให้เหลือ 500 ซีซี. เพิ่มเติม glycerine pure ลงไปเท่ากับจำนวนที่ระเหยไป (500 ซีซี.) นำน้ำยาเสมหะพังพอนกรีเซอรีนที่ได้ทาแผลเริม งูสวัด แผลร้อนในปาก ถอนพิษต่างๆ

  • ใช้เป็นยาลดไข้ ด้วยการกางใบสด 1 กำมือ ตำอย่างถี่ถ้วน ผสมกับน้ำแช่ข้าว ใช้พอกบนหัวผู้ป่วยราว 30 นาที อาการไข้แล้วก็ลักษณะของการปวดหัวจะหายไป
  • ช่วยแก้อาการผิดสำแดง (รับประทานอาหารแสลงไข้ แล้วทำให้โรคกำเริบเสิบสาน) ด้วยการใช้รากสดนำมาต้มกินทีละราวๆ 2 ช้อนแกง
  • ใช้เป็นยาแก้เจ็บคอ ด้วยการนำใบสดมาเคี้ยวประมาณ 10 ใบ กลืนมัวแต่น้ำยาพอให้ยาจืด แล้วจึงคายกากทิ้ง
  • แก้คางทูม ด้วยการใช้ใบสดประมาณ 10-15 ใบ ตำอย่างละเอียดผสมกับเหล้าโรง คั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่บวม อาการบวมจะหายไป รวมทั้งลักษณะของการเจ็บปวดจะหายไปข้างใน 30 นาที
  • ใช้แก้ฝี ด้วยการใช้ใบเอามาตำผสมกับเกลือและก็เหล้า ใช้พอกรอบๆที่เป็น แปลงยาทุกรุ่งเช้ารวมทั้งเย็น


ส่วนการใช้พญายอรักษาอาการเหตุเพราะแมลงกัดต่อย รวมทั้งเริมตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น  ให้ใช้ใบขยี้ทาบริเวณที่ถูกแมลง สัตว์ กัดต่อย หรือเป็นเริมแล้วก็สำหรับครีม ที่มีสารสกัดพญายอจำนวนร้อยละ 4 – 5   แล้วก็สารละลาย (สำหรับป้ายปาก) ที่มีสารสกัดพญายอในกลีเซอรีนปริมาณร้อยละ 2.5 – 4                  รวมทั้งโลชัน ที่มีสารสกัดพญายอร้อยละ 1.25  ให้ใช้  ทาบริเวณที่มีอาการ วันละ 5 ครั้ง
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ  สารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบให้ทางปากหนูขาว จะลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำโดย carrageenan แล้วก็ลดการอักเสบของถุงลมหนูขาวที่รั้งนำให้เกิดโดยฉีดลมรวมทั้งน้ำมันละหุ่ง (1-3) แม้กระนั้นหากใช้วิธีทาสารสกัดที่ผิวหนังจะไม่สามารถที่จะลดน้ำหนองของถุงลมหนูได้ สารสกัดเอ็นบิวทานอล ขนาด 270 มก./กก. จะลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้พอกับแอสไพรินขนาด 100 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (2) เมื่อใช้ 5% ของพญายอในรูป cold cream สารสกัดเอทานอล 95% แล้วก็สารสกัดเอทานอลในน้ำ ทาเฉพาะที่ให้หนูขาว  สามารถลดหนองและก็การเกิด granuloma ได้ 50.98%, 50.10% รวมทั้ง 48.30% ตามลำดับ สารสกัดเอทานอลจากใบ ขนาด 20 มคก./มิลลิลิตร ส่งผลต่อ cytokines  ที่เกิดในแนวทางการอักเสบหมายถึงยับยั้ง  interleukin-1-b แต่ว่าไม่อาจจะยับยั้ง interleukin-6 รวมทั้ง  tumor necrosing factor-a
ฤทธิ์รักษาโรคงูสวัด  นำสารสกัดจากใบพญายอความเข้มข้นต่างๆมาตรวจ DNA hybridization และก็ plaque reduction assay พบว่า ขนาด 1:2,000 และก็ 1:1,200 เป็นลำดับ จะยับยั้งเชื้อไวรัส Varicella zoster ก่อนเข้าสู่เซลล์ได้ 50% ขนาด 1:6,000 และก็ 1:4,800 ตามลำดับ จะฆ่าเชื้อโรคไวรัส  Varicella zoster  ในเซลล์  ขนาดมากยิ่งกว่า 1:18,000 รวมทั้ง 1:9,600 เป็นลำดับ สามารถทำลายเชื้อเชื้อไวรัส Varicella zoster โดยตรงได้ 50% จะมีความเห็นว่าเมื่อเชื้อไปสู่เซลล์แล้วฤทธิ์ในการยั้งไวรัสน้อยลง
          ผู้ป่วยโรคงูสวัด ปริมาณ 51 ราย  ได้รับการรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอเปรียบเทียบกับยาหลอกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ตามประเภทของยา แล้วก็ให้ยาเรียงสลับแบบสุ่ม คนเจ็บทุกรายมาเจอหมอภายใน 48 ชม.หลังจากมีอาการ  โดยให้ป้ายยาวันละ 5 ครั้ง เป็นเวลา 7-14 วัน จนกระทั่งแผลจะหาย พบว่าคนไข้หวานใจษาด้วยสารสกัดใบพญายอแผลจะเป็นสะเก็ดด้านใน 3 วัน และก็หายภายใน 7-10 วัน มีจำนวนหลายชิ้นกว่ากลุ่มสุดที่รักษาด้วยยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีระดับความเจ็บปวดลดลงเร็วกว่า และไม่เจอผลกระทบอะไรก็แล้วแต่
ฤทธิ์ต้านทานเริม  สารสกัดน้ำจากใบ มีฤทธิ์ต่อต้านไวรัส Herpes simplex type 1 แล้วก็ type 2 โดยตรงก่อนที่ไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ และสารสกัดจากใบความเข้มข้นตั้งแต่ 1:1,200 นาน 30 นาที สามารถออกฤทธิ์ทำลายเชื้อ HSV 2 โดยตรงก่อนเพาะเลี้ยงลงเซลล์ สารสกัดเมทานอลรวมทั้งสารสกัดน้ำจากใบไม่สามารถที่จะยั้งเชื้อไวรัส HSV-2 และก็ HSV-1, HSV-2 ในเซลล์ ตามลำดับ
คนไข้โรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชายและก็หญิงปริมาณ 27 คน ได้รับการดูแลและรักษาด้วยครีมจากสารสกัดเอทานอลจากใบพญายอ 5% (dilution 1:4,800) เปรียบเทียบกับการดูแลและรักษาด้วยยา acyclovir cream จำนวน 26 คน และยาหลอก 24 คน  โดยทาแผลวันละ 4 ครั้ง ต่อเนื่องกัน 6 วัน พบว่า ผู้เจ็บป่วยที่ได้รับการดูแลรักษาด้วยครีมพญายอ รวมทั้ง acyclovir cream แผลเป็นสะเก็ดในวันที่ 3 รวมทั้งหายข้างในวันที่ 7 แตกต่างจากแผลของคนไข้ที่ใช้ยาหลอก จะตกสะเก็ดในวันที่ 4–7 แล้วก็หายในวันที่ 7-14 หรือยาวนานกว่านั้น ครีมพญายอไม่กระตุ้นให้เกิดอาการอักเสบ เคือง เวลาที่ acyclovir cream ทำให้แสบ
ผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์จำพวกเป็นซ้ำ ปริมาณ 56 ราย ได้รับการดูแลรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอ เทียบการรักษากับยา acyclovir cream ปริมาณ 54 คน รวมทั้งยาหลอก 53 คน ทาตุ่มหรือแผลวันละ 4 ครั้ง ตรงเวลา 6 วัน พบว่ากลุ่มสุดที่รักษาด้วยยาจากสารสกัดพญายอแผลจะเป็นสะเก็ดด้านใน 3 วัน รวมทั้งหายด้านใน 7 วัน ไม่มีอาการแสบแผล  และไม่มีไม่เหมือนกันจากการรักษาด้วย acyclovir cream แม้กระนั้นยา acyclovir cream จะทำให้แสบแผล (13)
ฤทธิ์แก้ปวด  เมื่อให้ส่วนสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบ ขนาด 30, 90, 270, 540, 810 รวมทั้ง 2,430 มก./กก.  แก่หนูถีบจักรทางปาก จะลดการบิดตัวของหนูที่ถูกเหนี่ยวนำโดยกรดอะซีว่ากล่าวค และเพิ่มการซึมผ่านของผนังเส้นโลหิต เป็นสัดส่วนกับขนาดของส่วนสกัด ส่วนสกัดเอ็นบิวทานอลขนาด 90 มก./กิโลกรัม จะมีความแรงพอๆกับเฟนนิวบิวทาโซนขนาด 100 มก./กิโลกรัม สำหรับการลดการบิดตัว แม้กระนั้นจะมีความแรงน้อยกว่าสำหรับการลดการซึมผ่านฝาผนังเส้นโลหิต เมื่อให้สารสกัดนี้โดยการฉีดเข้าช่องท้อง ไม่ทำให้เห็นว่ามีฤทธิ์ยับยั้งปวดเมื่อใช้วิธี hot water bath  และก็ให้ส่วนสกัดคลอโรฟอร์มจากใบขนาดดังที่กล่าวถึงแล้วทางปากหนูถีบจักร  ไม่เป็นผลลดการบิดตัวของหนูเช่นเดียวกัน
นอกจากนั้น พญายอมีสารออกฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ในหลอดทดสอบและมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย สารสกัดจากใบด้วยเอทธิลอะซิเตทเข้มข้น 1.39-6.31 มิลลิกรัม/มล. สามารถยั้ง Bacillus cereus แล้วก็ candida albican สาร    Flavonoids และก็    Phenolic compounds ในสมุนไพรทุกชนิด ยั้งแบคทีเรียได้เพราะมี Carbonyl group รวมทั้ง    พญายอยังมีฤทธิ์ต่อต้านพิษงู: มีการเรียนพบว่าสารสกัดพญายอมีฤทธิ์คุ้มครองป้องกันทําลายเซลล์เยื่อแผล แม้กระนั้นไม่มีฤทธิ์ยั้งพิษต่อระบบประสาทของงูเห่า ที่มีต่อNeuromuscular transmission
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษและก็การทดลองความเป็นพิษ
          การทดลองความเป็นพิษพบว่า สารสกัดเอ็นบิวทานอลมีค่า LD50 13.4 กรัม/กิโลกรัม 48 ชม. หลังให้ทางปาก และมีค่า 3.4 กรัม/กก. เมื่อฉีดเข้าท้อง การให้สารสกัดทุกวี่ทุกวันตรงเวลา 6 อาทิตย์ ไม่เป็นผลต่อการเติบโตของหนูขาว แต่ว่าพบน้ำหนักไธมัเสียใจลงในตอนที่น้ำหนักตับเพิ่มขึ้น ไม่พบความผิดแปลกต่ออวัยวะอื่นๆและไม่มีลักษณะไม่ปรารถนาอื่นๆส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลขนาด 1.3 กรัม/กก. (หรือเท่ากันใบแห้ง 5.44 กรัม/กก.) เมื่อป้อนเข้าทางปากหรือฉีดเข้าท้องหนูเม้าส์ ไม่ก่อให้เกิดอาการพิษอะไรก็ตามและเมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดเอ็นบิวทานอลจากใบขนาด 270 มิลลิกรัม/โล แล้วก็ 540 มก./โล วันแล้ววันเล่า นาน 6 สัปดาห์ พบว่าไม่มีผลต่อการเติบโต แต่น้ำหนักต่อมธัยมัเสียใจลง เวลาที่น้ำหนักตับมากขึ้น ไม่พบความผิดปกติต่ออวัยวะอื่น และไม่เจออาการไม่พึงประสงค์ใดๆก็ตาม
ข้อเสนอแนะ / ข้อควรตรึกตรอง พญายอก็ราวกับสมุนไพรชนิดอื่นๆเป็น ควรใช้ในจำนวนที่พอดิบพอดีไม่ควรใช้มากจนเกินไปหรือนานกระทั่งเกินความจำเป็นเพราะเหตุว่าบางทีอาจเกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ รวมทั้งแม้ในสมัยก่อนจะมีการใช้ใบสดนำมาตำแล้วพอกบริเวณที่เป็นแผล รวมทั้งได้ผลการดูแลรักษาที่ดี แต่ในตอนนี้วิธีการแบบนี้ไม่เป็นที่ชื่นชอบแล้ว เพราะเหตุว่าจะทำความสะอาดแผลได้ยาก รวมถึงอาจทำให้แผลติดเชื้อโรคแล้วก็เป็นหนองกระทั่งขยายไปยังรอบๆอื่นได้
เอกสารอ้างอิง

  • เสลดพังพอนตัวเมีย.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี.
  • ฉัตรชัย สวัสดิไขย,สุรศักดิ์ อิ่มเอี่ยม.พญายอ.คอลัมน์ยาน่ารู้.วารสารศูนย์การศึกษาแพยทศาสตร์คลินิกโรงพยาบาลพระปกเกล้า.ปีที่35. ฉบับที่1.มกราคม-มีนาคม 2561.หน้า106-110
  • สมชาย แสงกิจพร เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ธวัชสุภา ปราณี จันทเพ็ชร.  การรักษาผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเป็นซ้ำด้วยยาสารสกัดของใบพญายอ.  วารสารกรมการแพทย์ 2536;18(5):226-31
  • ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม.“พญาปล้องทอง”.  หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.    หน้า 521-522.
  • Alam A,   Ferdosh S,   Ghafoor K,   Hakim A, Juraimi AS,    Khatib A,   et  al.   Clinacanthus nutans: A  review of   the   medicinal uses, pharmacology and    phytochemistry. AsianPac J Trop Med 2016:9: 402-9.
  • Thamaree S, Rugrungtham K, Ruangrungsi N, Thaworn N, Kemsri W.  The inhibitory effects of extracts of some herbal medicines on the production of proinflammatory cytokines by in vitro stimulated humam blood cells.  Thai J Pharm Sci 1998;22(3):S47. http://www.disthai.com/
  • พญายอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Panyakom K.   Strutcural elucidation of bioactive compounds of   clinacanthusnutans (Burm. f.)  lindau leaves [disserta-tion].    Nakhon Rathchasima. SuranareeUniversity of Technology; 2006.
  • ชุตินันท์ กันตสุข.  การทดสอบเบื้องต้นเพื่อหาฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ของสารสกัดสมุนไพรไทยบางชนิด.  วิทยานิพนธ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2534.
  • “พญาปล้องทอง”.  หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  หน้า 88.
  • Kittisiripornkul S, Bunyapraphatsara, N, Tanasomwong W, Satayavivad J.  The antiinflammatory action and toxicological studies of Clinacanthus nutans.  การประชุม Princess Congress I, 10-13 Dec 1987, กรุงเทพฯ:AC-5.
  • Cherdchu C,   Poopyruchpong N,   Adchari-yasucha R,   Ratanabanangkoon K.   The absence of  antagonism between extracts of   Clinacanthus nutans Burm. and    Naja naja    siamensis venom. Southeast Asian J  Trop    Med    Public Health 1977;8:249-54.
  • Thamaree S, Rugrungtham K, Ruangrungsi N, Thaworn N, Kemsri W.  The inhibitory effects of extracts of some herbal medicines on the production of proinflammatory cytokines by in vitro stimulated humam blood cells.  Thai J Pharm Sci 1998;22(3):S47.
  • Sangkitporn S, Balachandra K, Bunjob M. Chaiwat S, Dechatiwongse Na-Ayudhaya T, Jayavasu C.  Treatment of Herpes zoster with Clinacanthus nutans (Bi Phaya Yaw) extract.  J Med Assoc Thai 1995;78(11):624-7.
  • Dampawan P,   Huntrakul C,   Reutrakul V, Raston CL,    White AH.    Constituents of Clinacanthus nutans and    crystal structureof   Lup-20(29)-Ene-3-One. J  Sci    Soc  Thailand 1977; 3: 14-26.
  • พญายอ.สมุนไพรที่มีการใช้ในสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • วิทยา บุญวรพัฒน์. “เสลดพังพอนตัวเมีย”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.   หน้า 562.
  • ชื่นฤดี ไชยวสุ ทวีผล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ชวลิตธำรง สุทธิโชค จงตระกูลศิริ.  การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบเสลดพังพอนและใบพญายอต่อเชื้อ Herpes simplex virus type-2 ในหลอดทดลอง.  วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2535;34(4):153-8.
  • Dechatiwongse T,  Sakkarat S, ShuypromA,   Pattamadilok D,   Bansiddhi J,   Water-man    PG,    et  al.   Chemical constituents of the   leaves of Clinacanthus nutans Lindau.Thai    Journal of  Phytopharm 2001;8(1):1.
  • Satayavivad J, Bunyapraphatsara N, Kittisiripornkul S, Tanasomwang W.  Analgesic and anti-inflammatory activities of extract of Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau.  Thai J Phytopharm 1996;3(1):7-17.
  • Thawaranantha D, Balachandra K, Jongtrakulsiri S, Chavalittumrong P, Bhumiswasdi J, Jayavasu C.  In vitro antiviral activity of Clinacanthus nutans on Varicella-zoster virus.  Siriraj Hosp Gaz 1992;44(4):285-91.
  • Yoosook C, Bunyapraphatsara N, Boonyakiat Y, Kantasuk C.  Anti-Herpes simplex virus activities of crude water extracts of Thai medicinal plants.  Phytomedicine 1999;6(6): 411-9.
  • Tanasomwang W.  The screening of anti-inflammatory action of Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau : a critical evaluation of carrangeenan-induced hind paw edema model.  MS Thesis, Mahidol Univ, 1986.
  • Yoosook C, Panpisutchai Y, Chaichana S, Santisuk T, Reutrakul V.  Evaluation of anti-HSV-2 activities of Barleria lupulina and Clinacanltus nutans.  J Ethnopharmacol 1999;67:179-87.
  • Suntararuks S, Satayavivad J, Vongsakul M, Wanichanon C, Thiantanawat A, Akanimanee J.  The study of immunologic effects of Clinacanthus nutans extract in male Wistar rats.  The Fourth Princess Chulabhorn International Science Congress Chemicals in the 21st Century, 28 Nov–2 Dec 1999, Bangkok, Thailand: P-24.


2
งาดำ
ชื่อสมุนไพร งาดำ
ชื่อสามัญ  Black Sasame seeds Black
ชื่อวิทยาศาสตร์ Sesamum indicum Linn
วงศ์ Pedaliaceae
บ้านเกิดเมืองนอน  งามีบ้านเกิดในทวีปแอฟริกา รอบๆประเทศเอธิโอเปีย แล้วแผ่กระจายไปยังอินเดีย จีน รวมทั้งประเทศต่างๆในแถบเอเชียรวมทั้งเมืองไทยด้วย ส่วนในประเทศอินเดียมีการบอกว่ามีการปลูกงามาแล้วหลายพันปี ก่อนที่จะพ่อค้าชาวอาหรับ และเมดิเตอร์เรเนียลจะนำงาไปปลูกแถบอาหรับ และก็ ยุโรป
ยิ่งไปกว่านี้ยังมีผู้เจอหลักฐานว่า ชาวบาบิโลนในประเทศโซมาเลียมีการปลูกงามาเป็นเวลายาวนานกว่า 2,500 ปี ก่อนคริสตกาล แล้วก็ใช้นํ้ามันงาสำหรับทำยา และอาหาร ซึ่งมีบันทึกใน Medical Papyrus of Thebes บอกว่า ทหารโรมันได้นำงาไปปลูกในประเทศอิตาลีในคริสศตวรรษที่ 1 แม้กระนั้นปรากฏว่าสภาพภูมิอากาศไม่เหมาะกับการปลูก และในช่วงปลายศตวรรษที่17 และก็18 มีการนำงามาปลูกไว้ในประเทศอเมริกาโดยข้ารับใช้ชาวแอฟริกัน
ด้านการใช้คุณประโยชน์จากงาดำนั้นประเทศอินเดีย จีน และก็ประเทศอื่นๆในแถบเอเซียจะใช้งาทำเป็นนํ้ามันเพื่อปรุงอาหาร ส่วนคนยุโรปจะนำงามาทำขนมเค้ก ไวน์ และก็นํ้ามัน รวมถึงใช้ในการทำอาหาร รวมทั้งเป็นเครื่องหอม ส่วนชาวแอฟริกันใช้ใบงาทำ พลุ และก็พอกผิวหนัง รวมทั้งใช้เป็นสารไล่แมลงให้สัตว์เลี้ยงเป็นต้น
ลักษณะทั่วไป
งาดำ เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุฤดูเดียว มีลำต้นตั้งชัน บางทีอาจแตกกิ่งหรือเปล่าแตกกิ่งแขนง ลำต้นสูงราวๆ 50-150 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะสีเหลี่ยม มีร่องตามทางยาว ไม่มีแก่น มีลักษณะอวบน้ำ และก็มีขนสั้นปกคลุม เปลือกลำต้นบาง มีสีเขียว  ใบงาดำ ออกเป็นใบผู้เดียว เรียงตรงข้ามกันเป็นชั้นๆตามความสูง ประกอบด้วยก้านใบสั้น ยาวโดยประมาณ แผ่นใบมีรูปหอก สีเขียวสด กว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวราว 8-16 ซม. โคนใบมนกว้าง ปลายใบแหลม ขอบของใบหยักเล็กน้อย มีเส้นแขนงใบตรงกันข้ามกันเป็นคู่ๆยาวถึงขอบใบ ดอกงาดำเป็นดอกคนเดียวหรือเป็นกลุ่มตรงซอกใบ ปริมาณ 1-3 ดอก ดอกย่อยมีก้านดอกสั้น มีกลีบรองดอก จำนวน 5 กลีบ ส่วนกลีบดอกไม้มีลักษณะเป็นกรวย ห้วยลงดิน กลีบดอกไม้อ่อนมีสีเขียวอมเหลือง กลีบดอกเมื่อบานมีสีขาว ยาวราวๆ 4-5 ซม. แบ่งเป็น 2 ส่วนหมายถึงกลีบข้างล่าง แล้วก็กลีบบน โดยกลีบข้างล่างจะยาวกว่ากลีบบน ข้างในดอกมีเกสรตัวผู้ 2 คู่ มี 1 คู่ยาว ส่วนอีกคู่สั้นกว่า ส่วนเกสรตัวเมียมี 1 อัน มีก้านเกสรยาว 1.5-2 ซม. ปลายก้านเกสรเว้าแหว่งเป็น 2-4 แฉก  ผลงาดำเรียกว่า ฝัก มีลักษณะทรงกระบอกยาว ผิวฝักเรียบ ปลายฝักแหลมเป็นติ่ง แล้วก็แบ่งออกเป็นร่องพู 2-4 ร่อง กว้างราวๆ 1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2-3 ซม. ฝักอ่อนมีสีเขียว และก็มีขนปกคลุม ฝักแก่กลายเป็นสีน้ำตาล รวมทั้งเบาๆเปลี่ยนเป็นสีดำอมเทา แล้วหลังจากนั้น ร่องพูจะปริแตก เพื่อให้เม็ดร่วงลงดิน  ภายในฝักมีเม็ดขนาดเล็ก สีดำจำนวนไม่ใช่น้อย เมล็ดเรียงซ้อนในร่องพู เมล็ดมีรูปรี และแบน ขนาดเมล็ดประมาณ 2-3 มม. เปลือกเม็ดบางมีสีดำ มีกลิ่นหอมหวน แต่ละฝักมีเมล็ดประมาณ 80-100 เมล็ด
การขยายพันธุ์ งาดำแพร่พันธุ์ด้วยการใช้เม็ด ซึ่งนิยมนำมาปลูกด้วยกัน 2 แบบเป็นการหว่านเมล็ด แล้วก็โรยเม็ดเป็นแถว แบ่งตอนปลูกออกเป็น 3 ช่วง เป็น

  • ช่วงต้นฤดูฝน ประมาณพฤษภาคม-มิถุนายน แล้วก็เก็บเกี่ยวในช่วงกรกฎาคม-ส.ค.
  • ช่วงปลายหน้าฝน ราวๆกรกฎาคม-ส.ค. รวมทั้งเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนกันยายน-ต.ค.
  • พักหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ราวๆพฤศจิกายน-ธันวาคม รวมทั้งเก็บเกี่ยวในช่วงมกราคม-ก.พ.


การเตรียมแปลงปลูก ในพื้นที่ที่มีระบบชลประทานเข้าถึง สามารถปลูกงาดำได้ทุกฤดู ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีระบบชลประทานมักปลูกในตอนหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จ
พื้นที่แปลงปลูกต้องไถกลบดิน 1 รอบก่อน และตากดินนาน 7-10 วัน แล้วต่อจากนั้น หว่านด้วยปุ๋ยมูลสัตว์ ราวๆ 1-2 ตัน/ไร่ ก่อนไถพรวนดินกลบอีกรอบ หรือหว่านปุ๋ยคอกตั้งแต่ตอนไถรอบแรก (ใช้สำหรับพื้นที่ไม่รกมาก) เนื่องจากว่ารอบถัดมาจะเป็นการหว่านเมล็ดได้เลย ส่วนการปลูกแบบหยอดเม็ด ให้ไถร่องตื้นหรือใช้คราดดึงทำแนวร่องก่อน
การปลูก

  • การปลูกแบบหว่านลงแปลง หลังไถกลบรอบแรกหรือไถลูกพรวนดินในรอบ 2 แล้ว ให้หว่านเม็ดงาดำ อัตรา 0.5-1 โล/ไร่ ควรจะหว่านเมล็ดให้กระจายให้มากที่สุด ก่อนไถลูกพรวนหน้าดินตื้นๆกลบ
  • การปลูกแบบหยดเมล็ดเป็นแนว หลังไถยกร่องหรือดึงคราดทำแนวร่องเสร็จ ให้โรยเมล็ดตามความยาวของร่อง ให้เม็ดห่างกันอย่างสม่ำเสมอ ใช้เม็ดในอัตราเดียวกับการโปรยเมล็ด ก่อนคราดหรือเกลี่ยหน้าดินกลบ


การดูแลรักษา หลังการโปรยเมล็ด ถ้าเกิดปลูกในช่วงแล้ง เกษตรมักจัดตั้งระบบให้น้ำ ซึ่งควรให้บ่อยๆ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ ส่วนการปลูกลงในฤดูฝน เกษตรมักปล่อยให้งาดำเติบโตโดยอาศัยน้ำฝนจากธรรมชาติ ทั้งนี้ ถ้าเจอโรคหรือแมลงให้ฉีดพ่นด้วยสารเคมีกำจัด ส่วนการใส่ปุ๋ย ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ในระยะ 1-1.5 เดือน แรกหลังปลูก และก็บางทีอาจใส่ร่วมกับปุ๋ยมูลสัตว์ อัตรา 1-2 ตัน/ไร่ ส่วนการกำจัดวัชพืช ให้ลงแปลงถอนวัชพืชด้วยมือเสมอๆ ทุก 2 ครั้ง/ เดือน โดยเฉพาะใน 1-1.5 เดือนแรก
การเก็บเกี่ยวผลผลิต งาดำ สามารถเก็บเกี่ยวเมล็ดได้ข้างหลังการปลูกราว 70-120 วัน ขึ้นกับสายพันธุ์ โดยพิจารณาจากฝักที่เริ่มกลายเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาลอมดำ ส่วนใบจะเริ่มสีเหลือง แล้วก็บางจำพวกมีการตกแล้ว ทั้งนี้ ต้องเก็บฝักก่อนที่จะเปลือกฝักจะปริแตก ส่วนจำพวกงาดำที่นิยมปลูกในปัจจุบันนั้นมีด้วยกัน 4 จำพวกคือ

  • งาดำ บุรีรัมย์ จัดเป็นประเภทพื้นเมือง มีลักษณะเด่นหมายถึงฝักแบ่งได้เป็น 4 กลีบใหญ่ เม็ดมีขนาดใหญ่ สีแทบดำสนิท แก่เก็บเกี่ยวปานกลาง ราว 90-100 วัน ให้ผลผลิต โดยประมาณ 60-130 กิโลกรัม/ไร่
  • งาดำ นครสวรรค์ จัดเป็นจำพวกท้องถิ่นที่นิยมมากมายในเกือบทุกภาค โดยยิ่งไปกว่านั้นภาคกึ่งกลาง เหนือ และอีสาน มีลักษณะเด่น คือ ลำต้นค่อนข้างสูง มีการเลื้อย รวมทั้งแตกกิ่งก้านมากมาย ใบมีขนาดใหญ่ มีลักษณะค่อนข้างกลม ส่วนเมล็ดมีสีดำ เจ้าเนื้อ แล้วก็ขนาดใหญ่ มีอายุเก็บเกี่ยวปานกลาง ราว 95-100 วัน ได้ผลผลิต 60-130 กิโล/ไร่
  • งาดำ มก.18 เป็นจำพวกงาดำแท้ ที่พัฒนาขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในตอนปี 2528-2530 ที่ได้จากการผสมของงาจำพวก col.34 กับงาดำ นครสวรรค์ มีลักษณะเด่น คือ ลำต้นค่อนข้างสูง มีการทอดยอด แต่ไม่แตกกิ่ง ลำต้นมีข้อสั้น ทำให้จำนวนของฝักต่อต้นสูง เม็ดมีสีดำสนิท 1,000 เมล็ด มีน้ำหนักราว 3 กรัม ถ้าเกิดในฤดูฝนจะแก่การเก็บเกี่ยวโดยประมาณ 85 วัน ถ้าปลูกหน้าหนาวหรือฤดูแล้ง แก่การเก็บเกี่ยว โดยประมาณ 90 วัน ให้ผลผลิต แม้กระนั้นค่อนข้างจะสูง ในตอน 60-148 กก./ไร่
  • งาดำ มข.2 เป็นชนิดไม่ไวต่อช่วงแสงที่ปรับปรุงขึ้นโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีพันธุ์เริ่มแรกหมายถึงงาดำ ชนิด ซีบี 80 ที่นำเข้ามาจากเมืองจีน มีลักษณะเด่นหมายถึงลำต้นสูงโดยประมาณ 105-115 ซม. ลำต้นมีการแตกกิ่ง แต่ว่าแตกน้อย ประมาณ 3-4 กิ่ง/ต้น เมล็ดสีดำสนิท 1,000 เมล็ด หนักราว 2.77 กรัม มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่าจำพวกอื่นๆโดยประมาณ 70-75 วัน ให้ผลผลิตปานกลางถึงสูง ราว 80-150 โล/ไร่ เป็นชนิดที่ทนแล้ง แล้วก็ยับยั้งต่อโรค เน่าดำเจริญ
องค์ประกอบทางเคมี
ในเมล็ดมีน้ำมันอยู่ราว 45-55% มีกรดไขมันยกตัวอย่างเช่น oleic acid, linoleic acid, palmitic acid, stearic acid, ยิ่งกว่านั้นยังมี สารกรุ๊ป lignan, ชื่อ Sesamin , sesamol, 
d-sesamin, sesamolin, สารอื่นๆเช่น sitosterol  (สารกันหืนเป็น sesamol ทำให้น้ำมันงาไม่กลิ่นหืน)
                นอกจากนั้นงาดำยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้
ค่าทางโภชนาการของงาดำ (งาดำ 100 กรัม)
น้ำ                           4.2          กรัม
พลังงาน                 603         กิโลแคลอรี่
โปรตีน                    20.6        กรัม
ไขมัน                       48.2        กรัม
คาร์โบไฮเดรต                        21.8        กรัม
ใยอาหาร                                9.9          กรัม
ขี้เถ้า                           5.2          กรัม
แคลเซียม                               1228       มิลลิกรัม
เหล็ก                       8.8          มก.
ธาตุฟอสฟอรัส                              584         มิลลิกรัม
 
ไทอะมีน                 0.94        มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน                           0.27        มก.
ไนอะซีน                  3.5          มก.
กรดกลูดามิก                         3.955     กรัม
กรดแอสพาร์ติเตียนก                     1.646     กรัม
เมไธโอนีน                              0.586     กรัม
ทรีโอนีน                  0.736     กรัม
ซีสทีอีน                   0.358     กรัม
ซีรีน                         0.967     กรัม
ฟีนิลอะลานีน                        0.940     กรัม
อะลานีน                 0.927     กรัม
อาร์จินีน                 2.630     กรัม
โปรลีน                    0.810     กรัม
ไกลซีน                    1.215     กรัม
ฮิสทิดีน                   0.522     กรัม
ทริปโตเฟน                             0.388     กรัม
ไทโรซีน                   0.743     กรัม
วาลีน                      0.990     กรัม
ไอโซลิวซีน                              0.763     กรัม
ลิวซีน                      1.358     กรัม
ไลซีน                       0.569     กรัม
ธาตุแคลเซียม                        975         มก.
ธาตุเหล็ก                               14.55     มก.
ธาตุซีลีเนียม                          5.7          มิลลิกรัม
ธาตุโซเดียม                           11           มก.
ธาตุฟอสฟอรัส                      629         มก.
ธาตุสังกะสี                            7.75        มก.
ธาตุโพแทสเซียม                   468         มิลลิกรัม
ธาตุแมกนีเซียม                     351         มิลลิกรัม
ธาตุแมงกานีส                       2.460     มก.
ธาตุทองแดง                          4.082     มิลลิกรัม
 
ประโยชน์/สรรพคุณ งาดำนิยมประยุกต์ใช้เป็นสัดส่วนผสมของขนมต่างๆเช่น ไอติมงาดำ , คุกกี้งาดำ , ขนมเค้กงาดำ , นมงาดำ , กระยาสารท อื่นๆอีกมากมาย หรือใช้เป็นส่วนประกอบภัณฑ์เสริมความสวยสดงดงามต่างๆดังเช่น สบู่ โลชั่นที่เอาไว้สำหรับบำรุงผิว อื่นๆอีกมากมาย ส่วนคุณประโยชน์ทางยาของงาดำนั้นสามารถช่วยบำรุงร่างกายดูเหมือนจะทุกรูปร่าง ไม่ว่าจะเป็น ผม ผิวพรรณ กระดูก เล็บ ระบบขับถ่าย การบำรุงหัวใจ ก็เลยเหมาะสมกับทุกวัย กระทั่งเด็กที่มีลักษณะอาการป่วยไข้อยู่แล้ว หรือหญิงที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยทอง งาดำจะจำเป็นอย่างมาก เพราะจะช่วยคุ้มครองโรคภาวะกระดูกพรุนอย่างสำเร็จ โดยในตำราเรียนยาไทยกล่าวว่า ใช้น้ำมันระเหยยากที่บีบจากเมล็ด หุงเป็นน้ำมันใส่รอยแผล และผสมเป็นน้ำมันทาเช็ดนวดแก้กลยุทธ์ปวดเมื่อย ฟกช้ำดำเขียว ปวดบวม ลดการอักเสบ ใส่แผลรักษาอาการผื่นคัน ทำน้ำมันใส่ผม เป็นยาระบายอ่อนๆทาผิวหนังให้นุ่มและชุ่มชื้น หญิงไทยโบราณใช้ทาเพื่อประทินผิว คุณประโยชน์พื้นบ้านกล่าวว่า เม็ด กระตุ้นให้เกิดกำลัง ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย แม้กระนั้นทำให้ดีกำเริบ น้ำมัน ทำน้ำมันใส่แผล ใส่แผลเน่าเปื่อย มักใช้ผสมยาใช้ภายนอกสำหรับกระดูกหัก บำรุงเอ็น ไขข้อ ทานวดแก้กลยุทธ์ยอก ปวดบวม หรือใช้ทาบำรุงรากผม
ตำรับยาสมุนไพรล้านนา: ใช้รักษาโรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน น้ำร้อนลวก ไฟลุก
           ตำรับยาน้ำมันที่กำหนดในหนังสือเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์: มีรวม 3 ตำรับ ที่ใช้น้ำมันงาเป็นส่วนประกอบ ดังนี้ “น้ำมันทรงแก้พระเกศาตก (ผมหล่น)ให้คันให้หงอก” มีสมุนไพร 19 ประเภท นำมาต้มแล้วกรองกากออก เติมน้ำมันงา แล้วหุงให้เหลือแต่น้ำมันใช้แก้พระเกศหล่อน คัน หงอก “น้ำมันแก้เปื่อยพังทลาย” มีคุณประโยชน์ แก้ขัดค่อยหรือปัสสาวะไม่ออก แก้ปวดขบ แก้หนอง มีรวม 2 ตำรับ แต่ละตำรับ มีสมุนไพร 12 ชนิด และก็น้ำมันงาพอควร หุงให้เหลือแค่น้ำมัน ยานี้ใช้ ยอนเป่าเข้าไปในลำกล้องถ่ายรูป (ทางเดินเยี่ยวในองคชาติ)
ส่วนหนังสือเรียนหมอแผนปัจจุบันระบุว่าสารออกฤทธิ์ในงาดำมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระ ต่อต้านการอักเสบ ลดคอเลสเตอรอลในเลือด ต้านเซลล์ของมะเร็ง  รักษาอาการไอ จากการเจาะจงคุณภาพการดูแลและรักษาโรคของเมล็ดงาโดยฐานข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ว่าช่วยทุเลาอาการไอ นับมีคุณประโยชน์ข้อเดียวของงาดำรวมทั้งงาขาวที่มีข้อมูลมากที่สุดในตอนนี้  ลดระดับคอเลสเตอรอล น้ำมันงายอดเยี่ยมในน้ำมันจากพืชที่พูดกันว่าดีต่อร่างกาย โดยเชื่อว่าอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นไขมันชนิดดีที่ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลรวมทั้งในน้ำมันงานี้ยังพบไขมันอิ่มตัวในปริมาณน้อย วัยทอง หญิงที่ไปสู่วัยหมดประจำเดือนซึ่งเป็นภาวการณ์ของการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายและจิตใจจากการที่ร่างกายไม่ผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนอีกต่อไป อาจได้ใช้ประโยชน์จากสารเซซามิน (Sesamin) ในเมล็ดงาที่มั่นใจว่าเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกจุลินทรีย์ในลำไส้แปรไปเป็นสารสำคัญอย่างเอนเทอโรแลกเปลี่ยนโตน (Enterolactone) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์เอสโตรเจนและมีส่วนประกอบทางเคมีคล้ายฮอร์โมนเอสโตเจนของเพศหญิงอย่างไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogens) งาเป็นอาหารที่มีแร่ธาตุมากมายที่สำคัญเป็นธาตุเหล็ก ไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส โดยปริมาณแคลเซียมที่เจอจะมีมากกว่าพืชผักทั่วๆไปกว่า 40 เท่า รวมทั้งธาตุฟอสฟอรัสมากกว่าผักทั่วไปกว่า 20 เท่า ซึ่งเป็นธาตุที่ปฏิบัติหน้าที่เสริมสร้างกระดูก โดยยิ่งไปกว่านั้นเด็กตัวเล็กๆ แล้วก็สตรีวัยหมดประจำเดือน กรดไขมันไลโนเลอิค รวมทั้งกรดไขมันจำพวกโอเลอิค ช่วยในการลดระดับไขมันชนิดต่างๆในเส้นโลหิต และช่วยคุ้มครองปกป้องการเกิดเกล็ดเลือด แล้วก็ลิ่มเลือด  งามีคาร์โบไฮเดรตในปริมาณตํ่า แต่มีวิตามินบีทุกจำพวกสูงจึงนับได้ว่างามีวิตามินบีอยู่แทบทุกประเภท ก็เลยมีสรรพคุณช่วยบำรุงรักษาระบบประสาท บำรุงสมอง บรรเทาอาการเหน็บชา แก้ร่างกายหมดแรง แก้ลักษณะของการปวดเมื่อยล้า แล้วก็แก้การเบื่อข้าว  งามีจำนวนใยอาหารในปริมาณสูง ปฏิบัติภารกิจสร้างเสริม และกระตุ้นการทำงานของไส้ ทั้งยังการย่อย การดูดซึม รวมทั้งการขับถ่าย ช่วยคุ้มครองอาการท้องผูก ยั้ง และก็ซึมซับพิษ พร้อมขับออกทางอุจจาระ ทำให้ปกป้องโรคมะเร็งในลำไส้ แล้วก็ควบคุมระดับไขมันในเลือด      กรดไลโนเลอิคพบในเม็ดงาเป็นจำนวนมาก เป็นกรดที่มีหน้าที่สำคัญต่อการเจริญเติบโต และช่วยรักษาความชื้นของผิวหนัง เนื่องจากทำให้ผนังเซลล์ภายในด้านนอกดำเนินงานอย่างธรรมดา
ต้นแบบ/ขนาดการใช้ ในปัจจุบันงาดำนั้นส่วนมากจะนิยมนำมาทำเป็นขนมหรือส่วนผสมของขนมแล้วก็ผลิตภัณฑ์ที่ใช้บริโภคมากกว่าการใช้ผลดีในด้านอื่นๆแต่ก็มีตำรายาไทยแผนโบราณที่ได้ระบุปริมาณการใช้เพื่อรักษาโรคต่างๆอย่างเช่น

  • รักษาอาการปวดตามข้อ ใช้งาคั่วกิน 2-3 ช้อนโต๊ะ 2-3 อาทิตย์
  • รักษาอาการอ่อนเพลีย เมื่อตามร่างกาย รับประทานงาคั่ว 2-3 ช้อนโต๊ะ 2-3 อาทิตย์
  • รักษาอาการเหน็บชา คั่วเม็ดงา 1 ลิตร ร่วมกับรำข้าว 1 ลิตร และกระเทียมหั่น 1 กำมือ หลังจากนั้น ตำบดผสมกัน แล้วก็ผสมน้ำผึ้งหรือน้ำตาลกิน 1 เดือน
  • รักษาอาการคัดจมูก ใช้งาคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับอาหารสุกหรือน้ำนมถั่วเหลืองกิน 2-3 วัน
  • รักษาอาการเป็นหวัด กินงาคั่ว วันละ 4 ช้อนโต๊ะ
  • รักษาท้องผูก ใช้งาคั่วผสมกับเกลือกินร่วมกับข้าว
  • รักษาลักษณะของการปวดเมนส์ กินงาผง ½ ช้อนชา วันละ 2 ครั้ง
  • ใช้บำรุงสมอง และก็ระบบประสาท ใช้งาคั่วผสมกับมะขามป้อม และน้ำผึ้ง กินวันละ 1 ครั้ง
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ      สาร sesamin จากน้ำมันเมล็ดงา เมื่อกระทำทดสอบโดยผสมลงในของกินของหนูถีบจักร รวมทั้งป้อนให้หนูที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการติดโรค แล้วก็การอักเสบที่ลำไส้ใหญ่ ซึ่งหนูที่มีการอักเสบจะมีการหลั่งสาร dienoic, eicosanoids, TNF-a (tumor necrosis factor-a) และ cyclooxygenase เยอะขึ้นเรื่อยๆ จากผลการทดสอบ พบว่าสาร sesamin ในน้ำมันเม็ดงา มีฤทธิ์ลดการอักเสบที่ไส้ของหนูได้ โดยลดการผลิตสารชนิด Prostaglandin E2 (PGE2), Thromboxane B2 (TXB2) และ TNF-a อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ (1) เมื่อทำทดสอบในชายปกติ 11 คน โดยฉีดสารที่ทำให้มีการเกิดการอักเสบ Auromyose ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ของ TNF-a, PGE2 และก็ leukotriene B4 (LTB4) หลังจากนั้นให้ชายทั้ง 11 คน ทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา 18 กรัม/วัน นาน 12 สัปดาห์ แล้วก็กระทำการวัดระดับ TNF-a, PGE2  รวมทั้ง LTB4 ในกระแสโลหิตอีกทั้งก่อนแล้วก็หลังให้อาหารเสริมที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา พบว่าระดับของสารที่นำมาซึ่งการอักเสบดังกล่าวไม่มีการเปลี่ยนแปลง แปลว่าน้ำมันงาไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบ (2) 0.5 กรัม ของสารสกัดเมทานอล 100% จากเมล็ดงา 100 ก. ไม่เป็นผลยั้ง cyclooxygenase 2 และก็ nitric oxide ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกรั้งนำโดย lipopolysaccharide (3)
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย        สารสกัดอัลกอฮอล์หรืออะซีโตนจากเม็ดงา ความเข้มข้น 25 มคก./มิลลิลิตร (4) และสารสกัดเอทานอล 80% จากใบ ลำต้น ราก แล้วก็ผล ความเข้มข้น 500 มก./มิลลิลิตร (5) ไม่มีผลยับยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus (4, 5) รวมทั้งเชื้อ Pseudomonas aeruginosa (5)
การศึกษาเล่าเรียนเกี่ยวกับสรรพคุณของงาดำรวมทั้งงาขาวที่ช่วยรักษาอาการไอ เป็นการทดลองในเด็กอายุ 2-12 ปี ปริมาณ 107 คน ที่มีลักษณะไอจากหวัด โดยให้รับประทานน้ำมันงา 5 มล.ก่อนนอนติดต่อกัน 3 วัน เพื่อลดความร้ายแรงรวมทั้งความถี่ของการไอ คำตอบพบว่าในวันแรกอาการไอของเด็กที่รับประทานน้ำมันงาดีขึ้นกว่ากรุ๊ปรับประทานยาหลอก แม้กระนั้นอยู่ในระดับไม่เท่าไรนัก และก็เมื่อผ่านไป 3 วัน เด็กทั้ง 2 กรุ๊ปต่างมีอาการ และไม่พบว่าการใช้น้ำมันงาก่อให้เกิดผลข้างเคียงอะไรก็ตามทำการวิจัยคนเจ็บที่บาดเจ็บในโรงพยาบาลทั้งปวง 150 คน โดยกรุ๊ปหนึ่งให้การรักษาด้วยการทาน้ำมันงาพร้อมกันไปกับการรักษาธรรมดา ส่วนอีกกรุ๊ปให้การดูแลธรรมดาเพียงอย่างเดียว ผลปรากฏว่าน้ำมันงาช่วยลดความร้ายแรงของความเจ็บปวดแล้วก็นำมาซึ่งการทำให้คนป่วยรับประทานยาพาราลดลง
แผนกแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ศึกษาค้นพบว่าในเมล็ดงาดำ มีสารเซซามินอยู่ด้านในซึ่งสารตัวนี้สามารถที่จะช่วยสำหรับเพื่อการยั้งการพัฒนาเซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์สลายกระดูก ที่ให้กำเนิดโรคข้อเสื่อม โรคกระดูกพรุน ได้โดยจะเข้าไปทำให้แคลเซียมผสานกับกระดูกมากยิ่งขึ้นนอกเหนือจากนี้ยังช่วยในเรื่องของโรคสมอง ไม่ว่าจะมีลักษณะเป็นเส้นเลือดอุดตันในสมองเส้นโลหิตแตก ที่ทำให้เป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตโดยสารเซซามินจะเข้าไปช่วยปกป้องเซลล์ประสาทที่ยังดีอยู่ รวมทั้งช่วยฟื้นฟูเซลล์ประสาทที่ย่อยสลายท้ายที่สุดก็เป็นโรคโรคมะเร็ง ที่นับว่าเป็นโรคที่เกิดมากเป็นชั้น 1 ขณะนี้ซึ่งเซลล์มะเร็งนั้นจะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วเพราะมีเส้นเลือดใหม่ที่เกิดขึ้นมาแล้วไปสร้างการหลอมเลี้ยงให้กับเซลล์ของมะเร็งนั้นๆแล้วก็จะแพร่ขยายไปเรื่อยๆซึ่งสารเซซามิน ก็จะเข้าไปคุ้มครองเซลล์กับตัดวงจรหรือลดเส้นเลือดใหม่ที่เป็นน้ำเลี้ยงให้กับเซลล์มะเร็งกับค่อยๆฟื้นฟูสภาพเซลล์ให้กลับคืนมา
โดยผลที่ได้รับจากการวิจัยในห้องแลปที่ได้ร่วมกับนักศึกษาปริญญาโท ได้ทดสอบกับไข่ไก่ที่ปกติหลังจากนั้นได้ทำฉีดเซลล์หรือสารพิษเข้าไป ก็พบว่าไข่ไก่จะเกิดอาการเป็นพิษหรือคล้ายกับการเป็นมะเร็ง แล้วต่อจากนั้นก็ทำฉีดสารเซซามิน เข้าไปก็พบว่าการบูรณะของเซลล์เริ่มกลับคืนมาและได้ทดลองด้วยการฉีดสารเซซาไม่นเข้าไปในไข่ไก่ธรรมดา แล้วเมื่อเวลาผ่านไป 6 ชั่วโมงถึงฉีดสารพิษ หรือเซลล์ของโรคมะเร็งเข้าไป ก็พบว่ามีการปกป้องเซลล์ได้มากกว่าไข่ไก่ที่ผิดฉีดสารเซซามินอย่างเห็นได้ชัด
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา

  • การทดลองความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอลรวมทั้งน้ำ (1:1) เข้าทางท้องของหนูถีบจักร พบว่าขนาดที่ทำให้หนูตายเป็นจำนวนกึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่าเท่ากับ 500 มิลลิกรัม/กก. น้ำมันจากเมล็ดงาไม่ระบุความเข้มข้น พบว่ามีพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดแดง แล้วก็เมื่อฉีดน้ำมันจากเม็ดงาเข้าทางเส้นเลือดดำของกระต่าย พบว่า MIC มีค่าพอๆกับ 0.74 มล./กก. เมื่อป้อนของกินที่มีส่วนผสมของข้าวโพด เมล็ดฝ้าย น้ำมันที่ผลิตขึ้นมาจากมะกอก และก็น้ำมันงาให้กับหนูเพศผู้-เมีย ในขนาด 0.1, 0.5% ของอาหารเป็นระยะเวลานาน 105 วัน พบว่าหนูทุกตัวมีการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันที่ตับ และก็ในหนูเพศภรรยา เนื้อเยื่อที่
ต่อม thyroid ชนิด microfollicular จะมีจำนวนเซลล์เพิ่มขึ้นมากผิดปกติ  และในหนูทุกตัวที่ป้อนอาหารที่มีส่วนผสมในขนาด 0.5% ของอาหาร พบว่าน้ำหนักของหัวใจเพิ่มมากขึ้น

  • ทำให้เกิดอาการแพ้ มีรายงานว่าคนรับประทานเมล็ดงา แล้วเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง เช่น ในคนเพศชายพบว่ามีอาการแพ้ด้วยการสูดดม และทำ skin prick tests ผล positive และเมื่อรับประทานเมล็ดงาขนาด 2 มก./วัน พบว่าเกิดอาการผื่นขึ้นคล้ายลมพิษ นอกจากนี้มีรายงานในคนเพศหญิง เมื่อรับประทานเมล็ดงาขนาด 10 ก./คน และสูดดม พบว่าเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง มีอาการหอบ จมูกอักเสบ และมีผื่นขึ้นคล้ายลมพิษ และมีรายงานว่าผู้ที่รับประทานเมล็ดงา  และเกิดอาการแพ้แบบ anaphylactic shock เนื่องจากสารในเมล็ดงาไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันชนิด non-IgE ผู้ป่วยอายุ 46 ปี เกิดอาการแพ้หลังจากการใช้น้ำมันงาในเยื่อหุ้มฟัน ทำให้เกิด anaphylactic shock ด้วยเช่นกัน มีรายงานในผู้ป่วยที่รับประทานอาหารที่มีงาเป็นส่วนผสม และเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง 10 ราย ผู้ป่วยทุกคนทำ skin prick test ต่องา และตรวจ IgE antibodies พบว่าได้ผล positive ทั้ง 2 ชนิด ทุกคน  และพบว่าสารที่ทำให้เกิดการแพ้อย่างรุนแรงในงาคือ 2S albumin
  • พิษต่อระบบสืบพันธุ์ สารสกัดเมล็ดด้วยบิวทานอล เอทานอล (95%) และน้ำ เมื่อป้อนให้กับหนูขาวเพศเมียขนาด 3.05 ก./กก. กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร พบว่าไม่มีผลต้านการฝังตัวของตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอล เมื่อป้อนให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ขนาด 200 มก./กก. กรอกเข้าทางกระเพาะอาหาร พบว่าไม่มีผลทำให้แท้ง และไม่มีผลต้านการฝังตัวของตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเอทานอล:น้ำ (1:1) เมื่อป้อนให้กับหนูขาวเพศเมียทางปากขนาด 200 มก./กก.  พบว่าไม่มีพิษต่อตัวอ่อน สารสกัดเมล็ดด้วยเบนซีนและปิโตรเลียมอีเทอร์  เมื่อป้อนให้กับหนูขาวที่ตั้งครรภ์ทางสายยางให้อาหารขนาด 150 มก./กก. พบว่าไม่เป็นพิษต่อตัวอ่อน น้ำมันจากเมล็ดงาเมื่อป้อนให้หนูที่ตั้งครรภ์ทางสายยางสู่กระเพาะอาหาร ในขนาด 4 มล./ตัว  โดยให้ในช่วงสัปดาห์ที่ 6-10 ของการตั้งครรภ์ พบว่าไม่มีผลทำให้เกิดความพิการของตัวอ่อน
  • พิษต่อเซลล์ สารสกัดทั้งต้นด้วยเอทานอล (90%) ขนาด 0.25 มก./มล. พบว่ามีพิษต่อเซลล์เม็ดเลือดขาวในคน (Lymphocytes Human) และสารสกัดเดิมเมื่อทำการทดสอบกับ Cells vero, Cell-CHO (Chinese Hamster Ovary) และเซลล์ Lymphoma Daltons พบว่าขนาดที่มีผลทำให้เกิดพิษต่อเซลล์เป็นจำนวนครึ่งหนึ่ง (ED50)

3
เหงือกปลาหมอ
ชื่อสมุนไพร  เหงือกปลาหมอ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น  แก้มแพทย์ (สตูล) , อีเกร็ง (ภาคกึ่งกลาง) , แก้มหมอเล (กระบี่) , นางเกร็ง,จะเกร็ง อื่นๆอีกมากมาย
ชื่อวิทยาศาสตร์     Acanthus ebracteatus Vahl. (เหงือกปลาหมอดอกสีขาว)
Acanthus ilicifolius L. var. ilicifolius (เหงือกปลาหมอดอกสีม่วง)
ชื่อสามัญ  Sea Holly.
สกุล  ACANTHACEAE
บ้านเกิด เหงือกปลาหมอนับว่าเป็นสมุนไพรท้องถิ่นของไทยพวกเราเพราะว่ามีประวัติสำหรับในการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรมาตั้งแต่โบราณแล้ว ซึ่ง[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/16910138/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD]เหงือกปลาหมอ[/url]นี้เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นที่โล่งแจ้งและชอบพบมากในบริเวณป่าชายเลน หรือตามพื้นที่ชายน้ำริมฝั่งลำคลอง เจริญเติบโตเจริญในที่ร่มแล้วก็มีความชื้นสูง หรือในแถบที่ดินเค็มและไม่ถูกใจที่ดอน แถบภาคอีสารก็มีรายงายว่าปลูกได้เช่นเดียวกัน เหงือกปลาแพทย์ เจออยู่ 2 จำพวก คือ ชนิดดอกสีขาว Acanthus ebracteatus Vahl พบได้ทั่วไปในภาคกึ่งกลางและก็ภาคตะวันออก จำพวกดอกสีม่วง  Acanthus ilicifolius L. พบทางภาคใต้ ทั้งยังเหงือกปลาแพทย์ยังเป็นประเภทไม่ขึ้นชื่อลือชาของจังหวัดสมุทรปราการอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป

  • ต้นเหงือกปลาแพทย์ เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีความสูงโดยประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นแข็ง มีหนามอยู่ตามข้อของลำต้น ข้อละ 4 หนาม ลำต้นกลม กลวง ตั้งตรง มีสีขาวอมเขียว ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 1.5 เซนติเมตร
  • ใบเหงือกปลาแพทย์ ใบเป็นใบโดดเดี่ยว ลักษณะของใบมีหนามคมอยู่ขอบขอบของใบแล้วก็ปลายใบ ขอบของใบเว้าเป็นระยะๆผิวใบเรียบวาวลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีเหลือบสีขาวเป็นแนวก้าง เนื้อเรือใบแข็งและก็เหนียว ใบกว้างประมาณ 4-7 ซม. แล้วก็ยาวประมาณ 10-20 ซม. ใบจะออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกัน ก้านใบสั้น
  • ดอกเหงือกปลาหมอ ออกดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวราว 4-6 นิ้ว ดังนี้สีของดอกขึ้นกับพันธุ์ของต้นเหงือกปลาหมอคือ ดอกมีทั้งยังประเภทดอกสีม่วง หรือสีฟ้า และก็ประเภทดอกสีขาว แต่ลักษณะอื่นๆเหมือกันคือ ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน ส่วนกลีบเป็นท่อปลายบานโต ยาวราว 2-4 เซนติเมตร บริเวณกึ่งกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้และก็เกสรตัวเมียอยู่
  • ผลเหงือกปลาหมอ รูปแบบของผลเป็นฝักสีน้ำตาล รูปแบบของฝักเป็นทรงกระบอกกลมรี รูปไข่ ยาวประมาณ 2-3 ซม. เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ด้านในฝักมีเมล็ด 4 เม็ด


การขยายพันธุ์ เหงือกปลาแพทย์สามารถเพาะพันธุ์ได้ด้วยแนวทางเพาะเม็ดรวมทั้งการใช้กิ่งปักชำ แม้กระนั้นวิธีที่เป็นที่ชื่นชอบแล้วก็สำเร็จผลิตที่ดีเป็นการใช้กิ่งปักชำ นำกิ่งที่ไม่แก่และไม่อ่อนจนกระทั่งเกินความจำเป็น อายุ 1-2 ปี มาชำลงในดินโคลน คอยรดน้ำให้ชุ่ม โดยประมาณ 2 เดือน จะแตกออกราก จึงทำการย้ายปลูก ก่อนปลูกควรจะจัดเตรียมแปลงปลูก ระยะปลูก 80x80 ซม. รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยธรรมชาติ ให้ปุ๋ยคอกหว่านรอบโคนต้นปีละ 2 ครั้งๆละ 1 กก./ต้น ให้ปุ๋ยบ่อยขึ้นในกรณีที่เก็บเกี่ยวผลิตผลหลายครั้ง ทำให้ต้นชำรุดทรุดโทรม ใบเป็นสีเหลือง กำจัดวัชพืชดูแลรักษาแปลงให้สะอาด
                ข้างหลังปลูก 1 ปี ก็เลยจะเก็บผลผลิต โดยตัดกิ่งให้หมอต้น (ตอ) ให้เหลือความยาวครึ่งเดียว เพื่อแตกใหม่ในปีต่อไป กิ่งที่ได้นำมาสับเป็นท่อนๆละ 6 นิ้ว นำไปตากแดดจนแห้งดี หรืออบแห้ง กิ่งรวมทั้งใบสด  3 กิโลกรัม จะตากแห้งได้ 1 กิโลกรัม แล้วก็ผลผลิตจากต้นอายุ 1 ปี จำนวน 4 ต้น (กอ) จะมีน้ำหนักสด 1 กิโลกรัม
องค์ประกอบทางเคมี ในใบเจอสาร : alpha-amyrin, beta-amyrin, ursolic acid apigenin-7-O-beta-D-glucuronide, methyl apigenin-7-O-beta-glucuronate campesterol, 28-isofucosterol, beta-sitosterol ในรากพบสาร : benzoxazoline-2-one, daucosterol, octacosan-1-ol, stigmasterol ต้นเจอสาร : acanthicifoline, lupeol, oleanolic acid, quercetin, isoquercetin, trigonelline , dimeric oxazolinone
สรรพคุณ ยาสมุนไพรท้องถิ่น ใช้  ใบ ต้มกับน้ำ แก้นิ่วในไต ต้น 10 ส่วน เข้ากับพริกไทย 5 ส่วน ทำเป็นยาลูกกลอน แก้โรคกระเพาะ ขับเลือด เป็นยาอายุวัฒนะ ต้น ใช้รักษาแผลฝีหนอง ใช้  ใบแล้วก็ต้น แก้ตกขาว โดยตำเป็นผงละลายน้ำผึ้ง หรือน้ำมันงา ปั้นเป็นลูกกลอนรับประทาน
               แบบเรียนยาไทย  ใช้  ใบ รสเค็มกร่อยร้อน ตัดรากฝีภายใน และด้านนอกทุกชนิด แก้น้ำเหลืองเสีย ช่วยทำนุบำรุงรากผม แก้ประดง ใบเป็นยาอายุวัฒนะ รักษาตกขาว , ตกขาวของสตรี ใบสด แก้ไข้ ลมพิษฝี แก้ฝีทราง หรือใช้ใบสดนำมาตำอย่างถี่ถ้วน ใช้พอกรอบๆแผลที่ถูกงูกัด พอกฝี รวมทั้งแผลอักเสบ ต้นรวมทั้งเม็ด มีรสเผ็ดร้อน รักษาฝี แก้โรคน้ำเหลืองเสีย เม็ด ใช้เป็นยาขับพยาธิ เป็นยาแก้ไอ ขับเลือด แก้ฝี ทั้งยังต้น มีรสเค็มกร่อย อีกทั้งต้นสด รักษาโรคผิวหนังพวกพุพอง น้ำเหลืองเสีย แล้วก็ผื่นคันตามร่างกาย ต้มกินแก้พิษฝีดาษ พิษฝีภายใน ตัดรากฝีทั้งปวง แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย เป็นยาอายุวัฒนะ ต้มอาบ แก้พิษไข้หัว แก้โรคผิวหนังผื่นคัน ตำพอก ปิดหัวฝี แผลเรื้อรัง คั้นเอาน้ำทาศีรษะบำรุงรากผม ใช้ยั้ง/ต้านมะเร็ว ช่วยเจริญอาหาร ทุเลาลักษณะของการปวดหัว ราก ใช้รากสด เอามาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้โรคงูสวัด บำรุงประสาท แก้อาการหอบหืด ขับเสลด เหงือกปลาหมอ ทั้งยัง 5 (ราก,ต้น,ใบ,ผล,เมล็ด) มีคุณประโยชน์ช่วยแก้พิษฝี แก้มะเร็ง ช่วยสำหรับการเจริญอาหาร ช่วยทำให้เลือดลดปกติ เป็นยาอายุวัฒนะ
แบบอย่าง/ขนาดวิธีใช้

  • ยั้งโรคมะเร็งต้านทานโรคมะเร็ง นำเหงือกปลาหมอทั้ง 5 ส่วน (ราก,ต้น,ใบ,ผล,เม็ด) มาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  • รักษารอบเดือนมาผิดปกติ นำต้นมาตำผสมกับน้ำมันงารวมทั้งน้ำผึ้งนำมากิน
  • แก้ผื่นคัน นำใบและก็ต้นสดราวๆ 3-4 กำมือนำมาสับต้นน้ำอาบเสมอๆ 3-4 ครั้ง
  • แก้ไข้หนาวสั่น นำต้นมาตำผสมกับขิง
  • แก้ผิวแตกหมดทั้งตัว นำทั้งต้นของเหงือกปลาแพทย์ 1 ส่วน และดีปลี 1 ส่วน ใช้ผสมกันบดให้เป็นผุยผงชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการ
  • ขับเสลด บำรุงประสาท แก้ไอ แก้โรคหืด รักษามุตกิดระดูขาว นำรากมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  • รักษาโรคผิวหนัง ขับน้ำเหลืองเสียแก้แผลผุพอง เป็นฝีเป็นประจำนำต้น ใบรวมทั้งเม็ดต้มกับน้ำอาบ
  • แก้ไขข้ออักเสบ แก้ปวดต่างๆนำใบมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  • ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง เลือดลมไหลเวียนดี เส้นโลหิตไม่อุดตัน บำรุงผิวพรรณ ด้วยการใช้ทั้งยังต้นเหงือกปลาหมอนำมาตำผสมกับพริกไทยในอัตราส่วน 2:1 แล้วคลุกผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอนไว้รับประทาน
  • ช่วยแก้โรคกษัย อาการผอมโซเหลืองหมดทั้งตัว ด้วยการใช้อีกทั้งต้นของเหงือกปลาหมอนำมาตำเป็นผุยผงรับประทานวันแล้ววันเล่า
  • แก้อาการร้อนตลอดตัว เจ็บระบบตลอดตัว ตัวแห้ง เวียนหัว หน้ามืดตามัว มือตายตีนตาย ด้วยการใช้อีกทั้งต้นของเหงือกปลาหมอแล้วก็เปลือกมะรุมอย่างละเสมอกัน ใส่หม้อต้มผสมกับเกลือเล็กน้อย หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ แล้วก็ใช้ฟืน 30 แท่ง ต้มกับน้ำเดือดกระทั่งงวดแล้วชูลง เมื่อเสร็จให้กลั้นหายใจกินขณะอุ่นๆจนหมด อาการก็จะ
  • รากช่วยแก้แล้วก็บรรเทาอาการไอ หรือจะใช้เม็ดเอามาต้มดื่มแก้อาการไอก็ได้ด้วยเหมือนกัน
  • แก้อาการไอ เมล็ดใช้ผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด เอามาต้มรวมกันแล้วเอาแต่น้ำมากินเป็นยาแก้ไอ
  • ช่วยแก้โรคกระเพาะ ด้วยการใช้ต้นรวมทั้งพริกไทย (10:5 ส่วน) ตำผสมปั้นเป็นยาลูกกลอน
  • ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อย เอามาตำละลายกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นริดสีดวง หรือจะใช้ปรุงกับฟ้าทะลายขโมย ใช้รมหัวริดสีดวงก็ได้

    ในปัจจุบันเหงือกปลาหมอ มีการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาแคปซูลสมุนไพรเหงือกปลาแพทย์ ยาชงสมุนไพรรวมทั้งยาเม็ด มีสรรพคุณใช้รักษาโรคผิวหนังทั้งยังเหงือกปลาหมอยังเป็นสมุนไพรที่ใช้สำหรับการอบตัว คือ การอบตัวด้วยไอน้ำที่ได้จากการต้มสมุนไพร แล้วก็การอบแฉะแบบเข้ากระโจม โดยเหงือกปลาแพทย์มีคุณประโยชน์สำหรับรักษาโรคผิวหนัง
    ยิ่งไปกว่านี้เหงือกปลาหมอยังเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางต่างๆดังเช่น สินค้าเปลี่ยนสีผมแล้วก็สบู่สมุนไพร เป็นต้น
    การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
    ฤทธิ์ลดการอักเสบ  ทดสอบน้ำสกัดจากใบแห้ง ความเข้มข้น 500 มคก./มิลลิลิตร กับหนูขาว พบว่าสารสกัดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยไปยั้งการผลิต leukotriene B-4 แม้กระนั้นสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์เป็น serotonin antagonist  เมื่อเร็วๆนี้ มีงานค้นคว้าว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจากอีกทั้งต้น ขนาด 500 มคก./มิลลิลิตร มีฤทธิ์ยั้ง 5-lipoxygenase activity ด้วยกลไกสำหรับเพื่อการลดการสร้าง leukotriene B-4 ถึง 64% แล้วก็สารสกัดด้วยน้ำ ขนาด 500 มคกรัม/มิลลิลิตร ลดได้ 44% รวมทั้งมีการพินิจพิจารณาสารสำคัญของเหงือกปลาหมอดอกม่วงที่มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ พบว่าสารนั้นเป็นพวก dimeric oxazolinone ที่มีสูตรส่วนประกอบเป็น 5,5¢-bis-benzoxazoline-2,2¢-dione
    ฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการทดสอบสารสกัดเอทานอล (90%) จากทั้งต้นแห้ง (ไม่รู้ความเข้มข้น) กับ Staphylococcus aureus พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์ แม้กระนั้นการทดสอบเมล็ดเหงือกปลาหมอ พบว่ามีฤทธิ์ต้านทานเชื้อ S. aureus
    ฤทธิ์ต่อต้านการเกิดออกซิเดชั่น          มีการทดลองสารสกัดอัลกอฮอล์จากใบของเหงือกปลาแพทย์ดอกม่วง พบว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์ต้านการเกิดอนุมูลอิสระหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น superoxide radical, hydroxyl radical, nitric oxide radical รวมทั้ง lipid peroxide ฯลฯ นอกเหนือจากนี้สารสกัดจากส่วนผลด้วยเมทานอล เมื่อทดลองในหนูถีบจักร พบฤทธิ์ต้านการเกิดอนุมูลอิสระ โดยมีขนาดที่ยั้งได้ 50% (IC50)เป็น79.67 มคล./มล. และก็เจอฤทธิ์ยับยั้งการเกิด lipid peroxide โดยขนาดที่ยับยั้งได้ 50% (IC50)หมายถึง38.4 มคลิตร/มล.
    ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวกับการเพิ่มภูมิต้านทาน  มีการนำสารสกัดน้ำอย่างหยาบจากรากของเหงือกปลาแพทย์มาทำให้ครึ่งหนึ่งบริสุทธิ์ โดยวิธี gel filtration (Sephadex G-25) เพื่อเล่าเรียนฤทธิ์เสริมภูมิต้านทานที่มีต่อ mononuclear cell (PMBC) ของคนธรรมดา 20 ราย โดยประเมินผลการเรียนจาก H3-thymidine uptake พบว่าสารสกัดครึ่งหนึ่งบริสุทธิ์ของเหงือกปลาหมอดอกม่วง ที่ความเข้มข้นต่ำ (10 มคก./มล.) สามารถกระตุ้นการแบ่งตัวของ lymphocytes ได้สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ (P < 0.05)
    การเล่าเรียนทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษและก็การทดลองความเป็นพิษ
              เมื่อให้สารสกัดลำต้นแห้งด้วยน้ำมันปิโตรเลียมอีเทอร์ ขนาดความเข้มข้น 5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่ทำให้มีการเกิดการก่อกลายจำพวก ใน Salmonella typhimurium TA98 แล้วก็ TA100 แต่เมื่อให้สารสกัดด้วยน้ำจากส่วนรากกับหนูเพศเมียขนาด 2.7 แล้วก็ 13.5 ก./กิโลกรัม เป็นเวลา 12 เดือน พบความเป็นพิษต่อตับในหนูทดลอง
    หลักฐานความเป็นพิษ แล้วก็ยังมีการทำการค้นคว้าเกี่ยววกับการทดลองความเป็นพิษของเหงือกปลาหมออีกหลายชิ้นระบุว่า เมื่อฉีดสารสกัดพืชต้นด้วยเอทานอล (90%) เข้าทางท้องของหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้หนูตายเป็นปริมาณกึ่งหนึ่ง (LD50) มีค่ามากกว่า 1 ก./กิโลกรัม ส่วนสารสกัดใบด้วยเมทานอลและก็น้ำ (1:1) ฉีดเข้าท้องหนูถีบจักรเพศผู้ ค่า LD50 มีค่ามากยิ่งกว่า 1 กรัม/กิโลกรัม และก็สารสกัดจากใบร่วมกับต้นด้วยเมทานอลและก็น้ำ (1:1) ฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักรเพศผู้อย่างเดียวกัน ค่า LD50 พอๆกับ 750 มิลลิกรัม/กก. สารสกัดจากต้นด้วยเมทานอลและน้ำ (1:1) ค่า LD50 มีค่ามากกว่า 1 ก./กิโลกรัม เมื่อกรอกสารสกัดใบร่วมกับก้านใบ ลำต้น รากแห้ง ด้วยน้ำหรือน้ำร้อน หรือฉีดเข้าช่องท้องของหนูถีบจักร (ไม่ระบุขนาด) ไม่ส่งผลให้เกิดพิษ แล้วก็เมื่อกรอกสารสกัดรากแห้งด้วยน้ำให้หนูถีบจักร ในขนาด 0.013 มิลลิกรัม/สัตว์ทดสอบ ไม่พบพิษ  อีกทั้งมีการเรียนถึงพิษของเหงือกปลาแพทย์ดอกม่วงแบบรุนแรงแล้วก็แบบครึ่งกระทันหันในหนูพันธุ์สวิส โดยใช้ส่วนสกัดจากใบและรากแยกกัน ในขนาดความเข้มข้นต่างๆพบว่า สารสกัดดังที่กล่าวมาแล้วไม่มีพิษอย่างเฉียบพลัน แม้กระนั้นการใช้เหงือกปลาหมอในขนาดสูงๆเป็นระยะเวลานานอาจจะส่งผลให้เกิดผลข้างๆต่อระบบฟุตบาทเยี่ยวได้ รวมถึงมีการทดสอบนำสารสกัดจากรากเหงือกปลาหมอกับ mononuclear cell (PMBC) ของคนในหลอดทดลองโดยใช้สารสกัดอย่างหยาบ พบว่าสารสกัดดังที่กล่าวถึงมาแล้ว ขนาด 100 มคก./มิลลิลิตร เป็นพิษต่อ PBMC (P< 0.05) แต่ว่าเมื่อนำสารสกัดหยาบคายมาทำให้ครึ่งบริสุทธิ์โดยวิธี gel filtration (Sephadex G-25) พบว่าสารสกัดครึ่งบริสุทธิ์ที่ได้ไม่เป็นพิษต่อ PMBC ที่เลี้ยงไว้ในหลอดทดสอบหากแม้จะใช้ในความเข้มข้น 1,000 มคก./มล.
    การต้านการฝังตัวของตัวอ่อน ให้สารสกัดเอทานอล (90%) ขนาด 100 มก./กิโลกรัม กับหนูขาวที่ท้อง พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์ต้านทานการฝังตัวของตัวอ่อน
    ข้อเสนอแนะ/ข้อควรปฏิบัติตาม ถึงแม้ในการศึกษาวิจัยทางด้านพิษวิทยารวมทั้งการทดลองความเป็นพิษของเหงือกปลาหมอทั้งยังชนิดดอกสีม่วงแล้วก็จำพวกดอกสีขาว จะส่งผลการเรียนบ่งชี้ว่า ไม่มีพิษแต่ว่าแม้กระนั้น การใช้สมุนไพรเหงือกปลาหมอก็คล้ายกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นนั้นก็คือ ไม่ควรใช้ในขนาดแล้วก็ปริมาณที่สูง และก็ใช้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน เพราะว่าอาจก่อให้เกิดความผิดแปลกหรือผลข้างเคียงต่อระบบต่างๆของร่างกายได้
    เอกสารอ้างอิง

  • เอมอร โสมนะพันธุ์ 2543. สมุนไพรและผักพื้นบ้านกับโรคเอดส์และโรคฉวยโอกาส ในโครงการสัมมนาวิชาการ เรื่อง การดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์ด้วยสมุนไพรและผักพื้นบ้าน, 19-21 เมษายน 2543 ณ. ห้องประชุมตะกั่วป่า โรงแรมเจ.บี. อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หน้า 1-26.
  • Hoult JRS, Houghton PJ, Laupattarakesem P.  Investigation of four Thai medicinal plants for inhibition of pro-inflammatory eicosanoid synthesis in activated leukocytes.  J Pharm Pharmacol Suppl 1997;49(4):218.
  • Ghosh, A. et al. 1985. Phytochemistry, 24(8) : 1725-1727. http://www.disthai.com/
  • จงรัก วัจนคุปต์.  การตรวจหาสมุนไพรที่มีอำนาจทำลายเชื้อแบคทีเรีย.  Special Project Chulalongkorn Univ, 2495.
  • เหงือกปลาหมอ.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Nair, A.G.R. and Pouchaname, V. 1987. J. Indian Chem Soc. 64(4) : 228-229.
  • Bhakuni DS, Dhawan BN, Garg HS, Goel AK, Mehrotra BN, Srimal RC, Srivastava MN.  Bioactivity of marine organisms:part VI-screening of some marine flora from Indian coasts.  Indian J Exp Biol 1992;30(6):512-7.
  • Laupattarakesem P, Houghton PJ, Hoult JRS.  An evaluation of the activity related to inflammation of four plants used in Thailand to treat arthritis.  J Ethnopharmacol 2003;85:207-15
  • Bunyapraphatsara N, Srisukh V, Jutiviboonsuk A, et al. Vegetables from the mangrove areas. Thai J Phytopharm 2002;9(1):1-12
  • Minocha, P.K. and Tiwari, K.P. 1981. Phytochemistry, 20: 135-137.
  • ชุลี มาเสถียร ผ่องพรรณ ศิริพงษ์ จงรักษ์ เพิ่มมงคล.  ฤทธิ์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันของสารสกัดจากรากเหงือกปลาหมอที่มีต่อ lymphocytes ของคนในหลอดทดลอง.  Bull Fac Med Tech Mahidol Univ 1991;15(2):104.
  • D’Souza L, Wahidulla S, Mishra PD.  Bisoxazolinone from the mangrove Acanthus ilicifolius.  Indian J Chem, Sect B: Org Chem Incl Med Chem 1997;36B(11):1079-81.
  • เหงือกปลาหมอดอกขาว.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Babu BH, Shylesh BS, Padikkala J.  Antioxidant and hepatoprotective effect of Acanthus ilicifolius.  Fitoterapia 2001;72(3):272-7.
  • เหงือกปลาหมอดอกม่วง.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานสมุนไพรคณะเภสัชมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Srivatanakul P, Naka L.  Effect of Acanthus ilicifolius Linn. in treatment of leukemic mice.  Cancer J (Thailand) 1981;27(3):89-93.
  • ปิยวรรณ ญาณภิรัต สุนันทา จริยาเลิศศักดิ์ จงรักษ์ เพิ่มมงคล และคณะ.  การศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับพิษของสมุนไพรเหงือกปลาหมอในหนูขาว.  วารสารโรคมะเร็ง 530;13(1):158-64.
  • Piyaviriyakul S, Kupradinun P, Senapeng B, et al. Chronic toxicity of Acanthus ebracteatus Vahl. in rat.  Poster Session 6th National Cancer Conference, Bangkok, Dec. 3-4, 2001.
  • Nakanishi K, Sasaki SI, Kiang AK, et al.  Phytochemical survey of Malaysian plants. Preliminary chemical and pharmacological screening.  Chem Pharm Bull 1965;13(7):882-90. 
  •    Jongsuwat Y.  Antileukemic activity of Acanthus ilicifolius.  Master Thesis, Chulalongkorn University, 1981:151pp.
  • Rojanapo W, Tepsuwan A, Siripong P.  Mutagenicity and antimutagenicity of Thai medicinal plants.  Basic Life Sci 1990;52:447-52.


4
ทองพันชั่ง
ชื่อสมุนไพร ทองพันชั่ง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น ต้นหญ้าไก่ (ไทย) ,แปะเฮาะเล่งจือ (จีน-จีนแต้จิ๋ว) , หญ้ามันไก่ , ทองพันดุลย์ , ทองคันชั่ง (ภาคกึ่งกลาง) , ดอกไม้ฮ้อมบก (จังหวัดสุรินทร์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus nasutus (Linn.) Kurz.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus communis Nees
ชื่อสามัญ   White crane flower
วงศ์   Acanthaceae
ถิ่นกำเนิด ทองพันชั่งเป็นไม้ล้มลุกครึ่งไม้พุ่ม มีบ้านเกิดเมืองนอนในประเทศแถบทวีปเอเชียใต้และก็เอเซียอาคเนย์รอบๆแถบเส้นอีเควเตอร์ พบทั่วๆไปในประเทศเขตร้อนของภูมิภาคดังที่กล่าวถึงแล้ว ตัวอย่างเช่น ประเทศ ประเทศอินเดีย เกาะมาตุเรศกัสการ์ , มาเลเซีย ฯลฯ แล้วมีการกระจายพันธุ์ไปในประเทศเขตร้อนใกล้เคียง ตัวอย่างเช่น บังคลาเทศ , เมียนมาร์ ,ไทย , อินโดนีเซีย ฯลฯ ส่วนในประเทศไทย มีการประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพรรวมทั้งเอามาปลูกเป็นไม้ประดับ,พืชที่มีความเป็นสิริมงคลมาตั้งแต่อดีตกาลแล้ว
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น [url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/16910126/%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87]ทองพันชั่ง[/i][/b][/url]มีลักษณะเป็นไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก มีความสูงต้นราว 1 - 1.5 เมตร มักแตกหน่อรวมทั้งแผ่กิ่งไม้ออกเป็นกอ ลำต้นและก็กิ่งไม้มีขนเรี่ยรายทั่วๆไป กิ่งอ่อนมักเป็นสันสี่เหลี่ยมตามยาว ส่วนโคนของลำต้นแก่นไม้แกนแข็ง
  • ใบ เป็นใบผู้เดียวลักษณะรูปไข่ ปลายใบรวมทั้งโคนใบแหลม ขอบของใบเรียบ หรือเป็นคลื่นนิดหน่อย ออกตรงกันข้ามกันเป็นคู่ๆรวมทั้งแต่ละคู่ออกสลับแนวทางกัน เนื้อใบบางแล้วก็หมดจด ใบยาว 4 – 6 ซม. กว้าง 2 – 3 เซนติเมตร ใบมีสีเขียวอ่อน
  • ดอก เป็นดอกช่อขนาดเล็ก มีสีขาวออกเป็นช่อสั้นๆตรงซอกมุมใบ มองดูดอกมีลักษณะเหมือน นกยางกำลังบิน (แม้กระนั้นชาวจังหวัดสุรินทร์มีความเห็นว่าดอกทองพันชั่งคล้ายข้าวเม่าเป็นมีกลีบสี่กลีบตกออกเหมือนข้าวเม่า จึงเรียกต้นทองพันชั่งว่า “ผกาอ็อมบก” มีความหมายว่า ต้นดอกข้าวเม่า) กลีบรองดอกมี 5 กลีบ และก็มีขน กลีบสีขาวติดกันตรงโคนเป็นหลอด ยาวโดยประมาณ 2 ซม. ปลายแยกเป็น 2 กลีบ กลีบขนยาวราวๆ 0.8 ซม. กว้าง 0.1 ซม. ปลายแยกเป็น 2 แฉกแหลมสั้นๆกลีบล่างแผ่กว้าง 1.5 ซม. แยกเป็น 3 แฉก โคนกลีบมีจุดประสีม่วงแดง เกสรตัวผู้สีน้ำตาลอ่อน มีสองอันยื่นพ้นปากหลอดออกมาเล็กน้อย รังไข่มี 1 อัน รูปยาวรี มีหลอดท่อรังไข่คล้ายด้าย ยาวเสมอปากหลอดดอก ก้านเกสรสั้นติดอยู่ที่ปากท่อดอก
  • ผล มีลักษณะเป็นฝัก กลมยาว รวมทั้งมีขนด้านใน มี 4 เม็ดเมื่อแห้งสามารถแตกได้
การขยายพันธุ์ ทองคำพันชั่งสามารถแพร่พันธุ์ได้ด้วย การเพาะเม็ดและก็นำกิ่งมาปักชำ แม้กระนั้นในขณะนี้วิธียอดนิยมและก็มีอัตราการปลูกที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเป็นวิธีการเป็นตัดกิ่งแก่ที่มีตาติดอยู่ 2-3 ตา แล้วปลิดใบทิ้งให้หมดแล้วต่อจากนั้นตัดรอบๆกิ่งให้เฉทำมุม 45 องศา แล้วปักลงไปในดินที่ชุ่มน้ำโดยให้กิ่งเอียงเล็กน้อย ทองพันชั่งน้ำหนักเป็นพืชที่รังเกียจร่มเงามากมาย (อยากได้ที่ที่มีแสงอาทิตย์ลอดผ่านมารำไร) มักถูกใจที่ดินคละเคล้าทรายที่มีการระบายน้ำดี ไม่ขังแฉะ และก็จำเป็นต้องคอยดูแลการให้น้ำให้ดินเปียกชื้น รวมทั้งจะต้องคอยกำจัดวัชพืชอยู่เป็นประจำ เพราะหากว่าขาดน้ำหรือถูกแสงแดดมากเกินไปใบจะเป็นจุดเหลืองแล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยๆแห้งตาย ดังนั้นการปลูกควรต้องปลูกภายในฤดูฝน
ส่วนประกอบทางเคมี ใบพบสารสำคัญเป็น rhinacanthin แล้วก็ oxymethylanthraquinone รากมี Resin Rhinacanthin (1.9 เปอร์เซ็นต์) มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ มีเกลือโปตัสเซียส รวมทั้งมี Oxymethylanthraquinone นอกจากนั้นยังพบสาร  Quinone, Rutin (quercetin - 3 - rutinoside)
สรรพคุณ ตำรายาไทยใช้ ใบ รวมทั้งราก  รักษากลาก เกลื้อน ผื่นคัน ใบ รสเบื่อเย็น ดับพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้พยาธิผิวหนัง รักษาอาการผมหล่น , ปวดฝี , แก้พิษ , แก้อักเสบ , บำรุงร่างกาย เป็นยาขับฉี่ ยาระบาย  ราก รสเบื่อเมา แก้ขี้กลากเกลื้อน ผื่นคัน รวมทั้งโรคผิวหนังที่เป็นน้ำเหลืองบางชนิด   รักษาโรคมะเร็ง ดับพิษไข้ แก้พิษงู พยาธิวงแหวนตามผิวหนัง ทั้งยังต้น รักษาโรคผิวหนัง ขี้กลากโรคเกลื้อน แก้น้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน รักษาโรคมะเร็ง ขับพยาธิตามผิวหนังหรือรอยแผล รักษาอาการโรคไส้เลื่อน ฉี่ไม่ดีเหมือนปกติ ต้น บำรุงร่างกาย รักษาอาการผมตกยิ่งไปกว่านี้ยังคงใช้ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆรักษาโรคต่อแต่นี้ไปคือ

  • ราก - รักษามะเร็งเนื้องอก รักษาโรคมะเร็งปอด กระเพาะลำไส้ โรคมะเร็งตามร่างกาย ทำให้ผมดกดำ แก้ไอเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด แก้ริดสีดวงทวาร ดับพิษไข้ รักษาโรคผิวหนัง แก้กระษัย แก้ผมหงอก ผมหล่น รักษาโรคตับพิการ รักษาโรครูมาว่ากล่าวซึม รักษาโรคไขข้อพิการ แก้ลมเข้าข้อทำให้ปวดบวมต่างๆขับปัสสาวะ แก้แมงเคียนรับประทานรากผม แก้เหา แก้รังแค
  • ทั้งต้น - รักษาโรคผิวหนัง โรคกุฏฐัง แก้เม็ดผื่นคัน
  • ต้น - รักษาโรคมะเร็งเนื้องอก รักษาโรคมะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะ มะเร็งตามร่างกาย มะเร็งลำไส้ แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง
  • ใบ - แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง แก้ไข้ แก้ปวดหัวตัวร้อน แก้มะเร็งไช แก้หิดมะตอย รักษาโรคโรคมะเร็ง รักษาวัณโรค แก้หัวใจระส่ำระสาย แก้คลุ้มคลั่ง แก้สารพัดพิษ


นอกนั้นในตำราเรียนบางเล่ม ยังได้พูดถึงคุณประโยชน์ทองคำพันชั่งน้ำหนัก โดยไม่ได้กล่าวว่าใช้ส่วนใดของพืช หรือส่วนใดในหนังสือเรียนยาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆสำหรับการเยียวยาโรคต่างๆดังต่อไปนี้คือ
- รักษาโรคความดันโลหิตสูง รักษาโรคมะเร็ง แก้มุตกิตระดูขาว เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ผมร่วง รักษาโรคนิ่ว
- แก้กลยุทธ์ขัดยอกชายโครง มือเคล็ด คอเคล็ด แก้มะเร็งในกระเพาะ แก้ฝีประคำร้อย แก้มะเร็งในคอ แก้มะเร็งในปาก แก้ไข้เหนือ แก้จุกเสียด เป็นยาหยอดตา แก้ไอเป็นเลือด แก้ช้ำใน แก้นิ่ว แก้โรคผิวหนัง แก้ลมสาร แก้มะเร็งในปอด แก้มะเร็งข้างในและด้านนอก
ทองคำพันชั่งน้ำหนักรักษามะเร็ง ช่วยยับยั้งโรคมะเร็ง ตัวอย่างเช่น โรคมะเร็งในกระเพาะ มะเร็งในคอ โรคมะเร็งในปาก โรคมะเร็งในปอด เพราะต้นทองพันชั่งน้ำหนักมีสารสำคัญเป็น “สารแนพโทควิโนนเอสเทอร์” (Naphthoquinone Ester) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีการออกฤทธิ์สำหรับการช่วงยั้งมะเร็งเยื่อบุช่องปาก โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก  มีรายงานว่าในประเทศไต้หวันใช้ทองคำพันชั่งเป็นยาพื้นบ้านสำหรับในการบรรเทาเบาหวาน โรคผิวหนัง ความดันเลือดสูง และก็ตับอักเสบ
แบบ/ขนาดการใช้

  • ทาแก้กลากเกลื้อนหรือโรคผิวหนังผื่นคันอื่นๆใช้ใบสดผสมน้ำมันถ่านหินหรือแอลกอฮอล์ 75 เปอร์เซ็นต์ หรืออาจใช้รากบดเป็นผุยผงแช่แอลกอฮอลล์ 1 อาทิตย์ เอามาทาแก้โรคผิวหนัง ขี้กลากเกลื้อน รวมทั้งผื่นคันอื่นๆใช้ใบหรือรากสด ตำกับน้ำปูนใสผสมพริกไทย พอกแก้โรคผิวหนังเรื้อรัง ขี้กลาก และก็โรคผิวหนังอักเสบ หรือใช้ใบ (สดหรือแห้ง) หรือราก (สดหรือแห้ง) ตำอย่างถี่ถ้วน แช่เหล้าพอท่วมตั้งไว้ 7 วัน นำน้ำยาที่ได้มาทาบริเวณที่เป็นเสมอๆหรือทาวันละ 3-4 ครั้ง จนกระทั่งจะหาย เมื่อหายแล้วให้ทาต่ออีก 7 วัน เหตุที่จำเป็นต้องแช่ไว้นาน 7 วัน เป็นเนื่องจากว่าน้ำยาที่ยังแช่ไม่ถึงกำหนดจะมีฤทธิ์กัดผิวหนัง ถ้าหากนำไปทาจะทำให้ผิวหนังแสบและก็คันมากขึ้น น้ำยาจากรากแห้งกัดผิวมากยิ่งกว่าใบแห้ง
  • ส่วนน้ำยาจากใบสดไม่กัดผิว ใช้รับประทานเป็นยาภายใน รักษาโรคมะเร็ง แล้วก็วัณโรคระยะเริ่มต้น


o ใช้ทั้งต้น สด จำนวน 30 กรัม ต้มกับน้ำ จำนวนท่วมใบยา ต้มดื่มต่างน้ำ
o ใช้ก้านและใบสด 30 กรัม (แห้ง 10-15 กรัม) ผสมน้ำตาลกรวดต้มน้ำกิน รักษาโรคปอดระยะเริ่มแรก

  • ช่วยขับฉี่ ให้ใช้ใบสด คั่วให้แห้งนำมาชงเป็นชาใช้ดื่มจะช่วยขับฉี่ได้


การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ทำลายเชื้อราและยีสต์     ผลการศึกษาเรียนรู้การฆ่าเชื้อรา Trichophyton rubrum ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคกลาก โดยวิธี paper disc เทียบกับยาต้านทานเชื้อรา griseofulvin และก็ nystatin โดยใช้สารสกัดจากใบและกิ่ง ด้วยน้ำ แอลกอฮอล์ และก็คลอโรฟอร์ม พบว่าสารสกัดด้วยน้ำมีฤทธิ์น้อยมาก ส่วนสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์และคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อราเจริญพอเหมาะพอควร  สารสกัดทองพันชั่งน้ำหนักด้วยเมทานอล ไดคลอโรมีเทนรวมทั้งเฮก เซน ส่งผลยับยั้งเชื้อรา Epidermophyton floccousm, Microsporum gypseum, Trichophyton mentagrophytes และ T. rubrum ที่ทำให้มีการเกิดโรคผิวหนัง เมื่อทดลองบนจานเลี้ยงเชื้อ   สาร rhinacanthin C, D แล้วก็ N ซึ่งแยกจากใบเมื่อเอามาทดลองฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา บนจานเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสารดังที่ได้กล่าวมาแล้วอีกทั้ง 3 ชนิด สามารถต่อต้านเชื้อราที่ส่งผลให้เกิดโรคทางผิวหนัง อย่างเช่น  Trichophyton rubrum, T. mentagrophytes รวมทั้ง Microsporum gypseum  ได้ โดยที่สาร rhinacanthin C มีฤทธิ์แรงที่สุด  สารสกัด RN-A และ RN-B ซึ่งเป็นกรุ๊ป sesquiterpenoid จากใบทองพันชั่ง มีลักษณะองค์ประกอบคล้ายกับสาร pyrano-1,2-naphthoquinones  สามารถฆ่าสปอร์ของเชื้อรา  Pyricularia oryzae ซึ่งเป็นราที่เป็นต้นเหตุของโรคในข้าวเจ้าได้  สาร 3,4-dihydro-3,3-dimethyl-2H-naphtho(2,3-o)pyran-5,10-dione จากทองคำพันชั่งมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา              สาร rhinacanthin C, D รวมทั้ง N จากใบทองพันชั่งน้ำหนัก สามารถยั้งยีสต์ Candida albicans ซึ่งเป็นสาเหตุของการตำหนิดเชื้อราในช่องปากแล้วก็ช่องคลอด
ฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส  สารสกัดใบทองพันชั่งน้ำหนักด้วยน้ำและเอทานอล เมื่อนำมาทดลองฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยั้งเชื้อไวรัส Herpes simplex type1 (HSV-1) ซึ่งเป็นสาเหตุของเริม  สาร rhinacanthin C และก็ D จากต้นทองคำพันชั่งน้ำหนัก เมื่อเอามาทดสอบฤทธิ์ต้านทานไวรัส ในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อ cytomegalovirus ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนี่งของการติดเชื้อไวรัสในผู้เจ็บป่วยภูมิคุ้มกันผิดพลาด  สาร rhinacanthin E และก็ F จากส่วนเหนือดินของต้นทองคำพันชั่ง เมื่อนำมาทดลองฤทธิ์ต่อต้านไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ได้
การเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ    สารสกัดต้นทองพันชั่งน้ำหนักด้วยแอลกอฮอล์จำนวนร้อยละ 50  เมื่อป้อนหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาด 10 กรัม/กิโลกรัม ไม่เจออาการเป็นพิษในหนูเม้าส์ ซึ่งขนาดที่ใช้ทดลองนี้เป็น 3,333 เท่าของขนาดที่ใช้ในหนังสือเรียนยา
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรคำนึง   การเก็บมาใช้ ควรจะเก็บใบรวมทั้งรากจากต้นที่สมบูรณ์แข็งแรงได้รับปุ๋ย, แสงแดด และน้ำเพียงพอ กล่าวอีกนัยหนึ่งใบไม่มีจุดเหลือง มีสีเขียวสดวาว รวมทั้งควรที่จะทำการเลือกเก็บจากต้นที่แก่เกิน 1 ปี หรือออกดอกแล้ว รวมทั้งสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคหืด โรคโลหิตจาง โรคมะเร็งในเลือด โรคความดันโลหิตต่ำ ไม่สมควรรับประทานสมุนไพรทองคำพันชั่ง
เอกสารอ้างอิง

  • นันทวัน บุณยะประภัศร, บรรณาธิการ. 2530. ก้าวไปกับสุมนไพร เล่ม 3 พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพมหานคร:ธรรกมลการพิมพ์.
  • ทองพันชั่ง.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ทองพันชั่ง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Wu, T.S., Tien, J.J., Yeh, M.Y., and Lee, K.H. 1988. Isolation and cytotoxicity of rhinacanthin-A and - B, Two napthoquinones from Rhinacanthus nasutus. Phytochemistry 27 (12) : 3787-3788.
  • มาโนช วามานนท์ และเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, บรรณาธิการ. 2530. ยาสมุนไพร สำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. http://www.disthai.com/
  • ทองพันชั่ง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่6.คอลัมน์สมุนไพรน่ารู้.ตุลาคม 2522
  • ภโวทัย พาสนาดสภณ.สารออกฤทธิ์ในสมุนไพร (Active Ingradients in Herbs). คอลัมน์ บทความวิชาการ.วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี.ปีที่ 27 .ฉบับที่1.กันยายน 2558 – กุมภาพันธ์ .2559. หน้า 120-131
  • ทองพันชั่ง.กลุ่มสมุนไพรแก้มะเร็ง.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  • โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง. 2531. ทองพันชั่ง : แก้กลาก เกลื้อน สังคัง. ข่าวสารสมุนไพร 32 : 32-35.
  • Wongwanakul, R., Vardhanabhuti, N.,Siripong, P., &Jianmongkol, S. (2013). Effects of rhinacanthin-C on function andexpression ofdrugeffluxtransporters in Caco-2cells. Fitoterapia,89, 80-85.


5
การบูร (Camphor)
การบูรเป็นยังไง การบูรเป็นชื่อของต้นไม้ ที่มีผลึกแทรกอยู่สะกดรอยแตกของเนื้อไม้รวมทั้งยังสามารถนำลำต้น,ราก,ใบ มากลั่นหรือสกัดจนได้ผลึกดังที่กล่าวมาแล้วอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งแต่เดิมนั้น คำว่า “การบูร” มาจากภาษาสันสกฤตว่า “Karapur” หรือ “แขนปูร” ซึ่งแปลว่า “หินปูน” เพราะเหตุว่าโบราณรู้เรื่องว่าผนึกนี้เป็นพวกหินปูนที่มีกลิ่นหอมยวนใจ ต่อมาชื่อนี้บ้าเป็น “กรบูร” และก็เป็น “การบูร” ในปัจจุบัน (คนเขียนเข้าใจว่า ชื่อการบูรนี้คงถูกเรียกจากผลึกที่ได้แล้วหลังจากนั้นก็ให้นำมาตั้งชื่อต้นไม้ที่ให้ผลึก) ส่วนลักษณะของผลึกการบูรนั้น มีลักษณะเป็นผลึกหรือเกล็ดกลมๆเล็กๆมันวาว สีขาวแห้ง มีกลิ่นหอมยวนใจเย็นฉุน  ชอบจับกันเป็นก้อนร่วนๆแตกง่าย  ถ้าหากทิ้งเอาไว้ภายในอากาศ  จะระเหิดไปหมด มีรสร้อนปร่าเมา
สูตรทางเคมีและก็สูตรโครงสร้าง ผลึกการบูรมีชื่อสามัญว่า Camphor, Gum camphor, Formosan camphor, Laurel camphor เป็นสารประกอบกลุ่มเทอร์พีนที่พบได้จากต้นการบูรมีความไวไฟ มีชื่อตาม IUPAC ว่า 1,7,7-trimethylbicyclo 2.2.1heptan-2-one และก็มีชื่ออื่นๆอาทิเช่น 2-bornanone, 2-camphanone bornan-2-one, Formosa  มีสูตรเคมี C10H16O มีน้ำหนักโมเลกุล 152.23 ความหนาแน่น 0.990 มีจุดหลอมเหลวที่ 179.75 องศาเซลเซียส (452.9 K) จุดหลอมเหลว 204 องศาเซลเซียส (477K) สามารถละลายน้ำได้ แล้วก็มีสูตรโครงสร้างดังต่อไปนี้
ที่มา ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผลึกการบูรได้มาจากการระเหิดของยางจากเนื้อไม้ของต้นการบูรและการกลั้นหรือสกัด ลำต้น ราก ใบ ต้น การบูร ซึ่งมีข้อมูลทางวิชาพฤกษศาสตร์ของต้นการบูรคือ สมุนไพรการบูร มีชื่อแคว้นอื่นๆว่า การะบูน การบูร (ภาคกึ่งกลาง), อบเชยญวน (ไทย), ประพรมเส็ง (งู), เจียโล่ (จีนแต้จิ๋ว), จางมู่ จางหน่าว (จีนกลาง) เป็นต้น ชื่อวิทยาศาสตร์  Cinnamomum camphora (L.) J. Presl.ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์Camphora camphora (L.) H.Karst., Camphora hahnemannii Lukman., Camphora hippocratei Lukman., Camphora officinarum Nees, Camphora vera Raf., Camphorina camphora (L.) Farw., Cinnamomum camphoriferum St.-Lag., Cinnamomum camphoroides Hayata, Cinnamomum nominale (Hats. & Hayata) Hayata, Cinnamomum officinarum Nees ex Steud., Laurus camphora L., Persea camphora (L.) Spreng.  ชื่อวงศ์ Lauraceae
การบูร เป็นพรรณไม้พื้นบ้านของจีน ญี่ปุ่น แล้วก็ไต้หวัน รวมทั้งมีการกระจัดกระจายชนิดไปในแถบ   เมดิเตอร์เรเนียน อินโดนีเซีย อินเดีย อียิปต์ แอฟริกาใต้ จาไมกา บราซิล ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็ประเทศไทย โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นทรงพุ่มไม้กว้างแล้วก็ทึบ มีความสูงของต้นได้ถึง 30 เมตร ลำต้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1.5 เมตร เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาล ผิวหยาบคาย ส่วนเปลือกกิ่งเป็นสีเขียวหรือเป็นสีน้ำตาลอ่อน ลำต้นและกิ่งเรียบไม่มีขน ส่วนแก่นไม้เป็นสีน้ำตาลปนแดง เมื่อนำมากลั่นแล้วจะได้ “การบูร” ทุกส่วนของต้นการบูรจะมีกลิ่นหอม โดยยิ่งไปกว่านั้นที่ส่วนที่ของรากและโคนต้น แพร่พันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเม็ด รวมทั้งแนวทางการปักชำ
ใบเป็นใบคนเดียว ออกเรียงสลับ รูปรี หรือรูปรีปนรูปไข่ กว้าง 2.5-5.5 ซม. ยาว 5.5-15 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือกลม ขอบของใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย แผ่นใบค่อนข้างเหนียว ด้านบนสีเขียวเข้ม เป็นเงา ด้านล่างสีเขียวอมเทาหรือนวล ไม่มีขน เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมสดชื่นเหมือนกลิ่นการบูร เส้นใบขึ้นตรงมาจากโคนใบราวๆ 3-8 มม. แล้วแยกออกเป็น 3 เส้น ตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกนั้นมีต่อม 2 ต่อม และก็ตามเส้นกลางใบอาจมีต่อมเกิดขึ้นตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกไป ก้านใบยาว 2-3 ซม. ไม่มีขน ตาใบมีเกล็ดซ้อนเหลื่อมหุ้มอยู่ เกล็ดชั้นนอกเล็กมากยิ่งกว่าเกล็ดชั้นในเป็นลำดับ
ดอกช่อแบบแยกกิ่งก้านสาขาออกตามเป็นกลุ่มรอบๆง่ามใบ ดอกเล็กสีขาวอมเหลืองหรืออมเขียว ก้านดอกสั้นมาก กลีบรวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วง วงละ 3 กลีบ รูปรี ปลายมน ข้างนอกหมดจด ข้างในมีขนละเอียด เกสรเพศผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วง วงละ 3 อัน อับเรณูของวงที่ 1 และวงที่ 2 หันหน้าเข้าภายใน ก้านเกสรมีขน ส่วนอับเรณูของวงที่ 3 เบือนหน้าออกภายนอก ก้านเกสรออกจะใหญ่ มีต่อม 2 ต่อมอยู่ใกล้โคนก้าน  ต่อมรูปไข่กว้างและก็มีก้าน อับเรณูมีช่องเปิด 4 ช่อง เรียงเป็น 2 แถว แถวละ 2 ช่อง มีลิ้นเปิดทั้ง 4 ช่อง เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 3 อัน อยู่ข้างในสุด รูปร่างเหมือนลูกศร มีขนแต่ว่าไม่มีต่อม รังไข่รูปไข่ ไม่มีขน ก้านเกสรเพศเมียยาวราวๆ 1 มิลลิเมตร ไม่มีขน ปลายเกสรเพศเมียกลม ใบแต่งแต้มเรียวยาว หล่นง่าย มีขนอ่อนนุ่มผลรูปไข่ หรือกลม เป็นผลมีเนื้อ ยาว 6-10 มม. สีเขียวเข้ม เมื่อสุกกลายเป็นสีดำ มีฐานดอกซึ่งเจริญวัยขึ้นมาเป็นแป้นรองรับผลมีเม็ด 1 เม็ด มีดอกราวเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคมซึ่งการบูรจากธรรมชาตินั้น เป็นผลึกที่แทรกอยู่ในเนื้อไม้ของต้นการบูร ที่เกิดอยู่ทั่วไปทั้งต้น มักจะอยู่สะกดรอยแตกของเนื้อไม้ มีเยอะที่สุดในแก่นของราก รองลงมาที่แก่นของต้น ส่วนที่อยู่ใกล้โคนต้นจะมีการบูรมากกว่าส่วนที่อยู่สูงขึ้นมา ในใบแล้วก็ยอดอ่อนมีการบูรอยู่น้อย และจะมีน้อยกว่าใบแก่  ส่วนการผลิตการบูร จะใช้กรรมวิธีการกลั่นด้วยไอน้ำ (ซึ่งอาจไม่สามารถกลั่นการบูรได้เองภายในครัวเรือน เนื่องจากว่าจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ที่เฉพาะ) โดยนำส่วนต่างๆของลำต้นและรากการบูรที่มีอายุเกิน 40 ปี มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆและจากนั้นจึงนำไปกลั่น เมื่อกลั่นจนได้น้ำมันหอมระเหย การบูรจะกลายเป็นผลึกเป็นก้อนสีขาวๆแยกออกมาจากน้ำมันหอมระเหย ต่อจากนั้นจึงกรองแยกเอาผลึกการบูร (บางทีอาจเอามาทำให้บริสุทธิ์โดยการระเหิด) การบูรที่ได้นี้เรียกว่า refined camphor หรือ resublimed camphor แม้กระนั้นในประเทศอเมริกา จะใช้ใบและก็ยอดอ่อนของต้นที่แก่ 5 ปีขึ้นไปแทน แม้ว่าจะให้จำนวนการบูรน้อยกว่า แต่ว่าสามารถตัดใบและยอดอ่อนมากมายลั่นได้ทุกๆสองเดือน ในตอนนี้การบูรเกือบ 100%ได้จากกรรมวิธีกึ่งสังเคราะห์จากสารตั้งต้นหมายถึงแอลฟา-ไพนีน (alpha-pinene) ที่ได้จากน้ำมันสน
ประโยชน์/สรรพคุณ
ตำรายาไทย: “การบูร”  มีรสร้อนปร่าเมา ใช้ทาถูนวดแก้ปวด แก้เคล็ดบวม ปวดเมื่อย พลิก แก้กระตุก แก้ปวดข้อ แก้ปวดเส้นประสาท แก้รอยผิวหนังแตก แก้พิษแมลงต่อย และก็โรคผิวหนังเรื้อรัง เป็นยาระงับเชื้ออย่างอ่อน ขับเหงื่อ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ แก้ไข้หวัด แล้วก็ขับลม บำรุงธาตุ บำรุงกำหนัด ยากระตุ้นหัวใจ บำรุงหัวใจ ใช้เป็นส่วนผสมในยาหอมต่างๆดังเช่น ยาหอมเทพจิตร ยิ่งกว่านั้นยังคงใช้แก้อาการชักบางประเภท ใช้การบูร 1-2 เกรน แก้ปวดขัดตามเส้นประสาท ข้อบวมเป็นพิษ แก้เคล็ดลับบวม เส้นสะดุ้ง กระตุก ปวดเมื่อยแพลง แก้เจ็บท้อง ท้องร่วง ขับน้ำเหลือง แก้เลือดลม บำรุงกำหนัด ขับเหงื่อ ขับเสมะหะ บำรุงธาตุ แก้โรคตา กระจัดกระจายลม ขับผายลม นำมาผสมเป็นขี้ผึ้ง เป็นยาร้อน ใช้ทาแก้เพื่อถอนพิษอักเสบเรื้อรัง ปวดยอกตามกล้าม สะบักจม ทรวงอก เจ็บปวดรวดร้าวตามเอ็น โรคปวดผิวหนัง รอยผิวแตกในช่วงฤดูหนาว แก้พิษสัตว์กัดต่อย วางในห้องหรือตู้เสื้อผ้าไล่ยุงและก็แมลง
          บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปรากฏการใช้การบูร ร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ ในยารักษาหลายกรุ๊ปอาการ ตัวอย่างเช่น  “ยาธาตุบรรจบ” มีคุณประโยชน์ของตำรับ ใช้บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ แล้วก็อาการอุจจาระธาตุทุพพลภาพ ท้องเสียที่ไม่ติดโรค เป็นต้น, ตำรับ “ยาแก้ลมอัมพฤกษ์” มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์ของตำรับสำหรับในการทุเลาลักษณะของการปวดตามเส้นเอ็น กล้าม มือ เท้า ตึงหรือชา ตำรับ "ยาประสะไพล" มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณของตำรับในการรักษาเมนส์มาไม่บ่อยนักหรือมาน้อยกว่าปกติ บรรเทาลักษณะของการปวดเมนส์  รวมทั้งขับน้ำคร่ำในหญิงหลังคลอดลูก
ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันพบว่าการบูรซับทางผิวหนังเจริญ แล้วก็รู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสกับผิวหนังเหมือนกันกับเมนทอล มีฤทธิ์เป็นยาชาแล้วก็ต้านทานจุลอินทรีย์อย่างอ่อนๆใช้ทาเฉพาะที่แก้กลยุทธ์บวม ปวดเมื่อย พลิก แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย และโรคผิวหนัง นอกเหนือจากนั้นยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทศูนย์กลาง ยิ่งกว่านั้นยังมีการนำการบูรมาใช้ประโยชน์อื่นๆอีกตัวอย่างเช่น

  • ช่วยแก้รอยผิวหนังแตกในฤดูหนาว
  • การบูรเมื่อเอามาวางในห้องหรือตู้เก็บเสื้อผ้าจะสามารถช่วยไล่ยุงรวมทั้งแมลง รวมทั้งยังนำมาผสมเป็นตัวขจัดกลิ่นอับในรองเท้าได้อีกด้วย
  • กิ่งแล้วก็ใบสามารถนำมาใช้แต่งกลิ่นอาหารรวมทั้งของหวานได้ เป็นต้นว่า สินค้าเกี่ยวกับเนื้อสัตว์ ไส้กรอก เบคอน ข้าวหมกไก่ ลูกกวาด แยม เยลลี่ เครื่องดื่มโคติดอยู่วัวลา เหล้า หรือใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องพะโล้ เครื่องแกงแกงมัสมั่น ผงกะหรี่ คุกกี้ เค้ก อื่นๆอีกมากมาย ใช้แต่งกลิ่นยาแล้วก็ใช้เป็นส่วนประกอบของของกินจำพวกผักดอง ซอส ฯลฯ
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา

  • รากของต้นการบูรมีน้ำมันหอมระเหย 3% ซึ่งประกอบไปด้วย azulene, cadinene, camphene, camphor, carvacrol, cineol, citronellol, citronellic acid, fenochen, limonene, phellandene, pinene, piperiton, piperonylic acid, safrole และก็ terpineol ส่วนใบของต้นการบูรพบ camphor แล้วก็ camperol
  • เนื้อไม้ของต้นการบูรเมื่อเอามากลั่นด้วยละอองน้ำ จะได้เรื่องบูรและก็น้ำมันหอมระเหยรวมกันราว 1% ซึ่งมี acetaldehyde, betelphenol, caryophyllen, cineole, eugenol, limonene, linalool, orthodene, p-cymol, แล้วก็ salvene
  • ราก กิ่ง รวมทั้งใบ เจอน้ำมันระเหยโดยเฉลี่ยโดยประมาณ 3-6% โดยในน้ำมันระเหยจะมีสารการบูรอยู่โดยประมาณ 10-50% รวมทั้งพบว่าต้นการบูรยิ่งแก่มากแค่ไหน จะพบว่ามีสารการบูรมากตามไปด้วย โดยพบสาร ต่างๆอย่างเช่น Azulene, Bisabolone, Cadinene, Camphorene, Carvacrol, Safrol ฯลฯ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ เล่าเรียนฤทธิ์ต้านการอักเสบในหลอดทดลองของการบูร โดยนำสารสกัดหยาบคายจากใบการบูร สกัดด้วย 80% methanol แล้วนำสารสกัดที่ได้ มาผ่านการแยกโดยใช้  hexane รวมทั้ง ethyl acetate (EtOAc) จากการทดสอบพบว่าสารสกัด hexane และก็ EtOAc ขนาด 100 μg/ml ของการบูร สามารถยับยั้งการผลิตสารที่เกี่ยวโยงกับการอักเสบเช่น  interleukin (IL)-1b, IL-6 แล้วก็ tumor necrosis factor (TNF-α) จากเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 cells ของหนู ซึ่งถูกกระตุ้นโดย  lipopolysaccharide (LPS) ได้อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติได้ในช่วง 20-70% แล้วก็สามารถยั้งการสร้าง nitric oxide (NO) ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ได้ 65% สารสกัดหยาบคายด้วย 80% methanol  และก็ส่วนสกัดย่อย hexane รวมทั้ง ethyl acetate สามารถยับยั้งการผลิต prostaglandin E2 (PGE2) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นในขบวนการอักเสบ ในเซลล์ macrophages ของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS หรือ IFN-gamma ได้ 70% รวมทั้งสารสกัด hexane  และก็ ethyl acetate ในขนาด 100 μg/ml สามารถยั้งการกระตุ้น β1-integrins (CD29) ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการขัดขวางไม่ให้มีการรวมกลุ่มของโมเลกุล และเซลล์ในระบบภูมิต้านทานที่จะมารวมตัวกันรอบๆที่เกิดการอักเสบ โดยสามารถยั้งได้ 70-80% ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่าสารสกัดจากใบการบูรมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบโดยเกี่ยวพันกับการยับยั้ง cytokine, NO และ PGE2
  • ฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย การเรียนฤทธิ์ยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Staphylococcus aureus (เป็นเชื้อที่ก่อโรคระบบทางเดินอาหาร แผล ฝีหนอง รวมทั้งอีกหลายระบบภายในร่างกาย) ของสาร camphor ที่สกัดได้จากต้นการบูร แล้วก็เป็นองค์ประกอบหลักของ essential oil จากต้นการบูร ทดสอบด้วยวิธี agar disk diffusion ประเมินผลด้วยการประเมินค่า inhibition zone พบว่า camphor ในขนาดความเข้มข้น 2% สามารถยับยั้งการก้าวหน้าของเชื้อ S. aureus ได้ แม้กระนั้นไม่เป็นผลยั้งเชื้อ E.coli


การศึกษาทางพิษวิทยา การทดลองความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นการบูรด้วยเอธานอล-น้ำ เข้าท้องหนูถีบจักรพบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดสอบตายกึ่งหนึ่งมากกว่า 1 กรัม/กก. เมื่อป้นส่วนที่เป็นไขมันให้หมาในขนาด 5 ซีซี/กิโลกรัม ไม่เจอพิษ
มีรายงานว่าการกินการบูร ขนาด 3.5 กรัม ทำให้เสียชีวิตได้ แล้วก็ถ้ารับประทานเกินครั้งละ 2 กรัม จะทำให้หมดสติ และเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ไต แล้วก็สมอง อาการแสดงเมื่อได้รับพิษ คือ คลื่นไส้ อ้วก ปวดศีรษะ เวียนหัวหัว กล้ามสั่น กระตุก มีการชัก สมองปฏิบัติงานบกพร่อง เกิดภาวะงง ทั้งนี้
สังกัดขนาดที่ได้รับ ปกติแล้วร่างกายมีการกำจัดการบูรเมื่อรับประทานเข้าไป ผ่านการเมทาบอลิซึมที่ตับ โดยการบูรจะถูกเปลี่ยนเป็นสารกลุ่มแอลกอฮอล์ โดยการเติมออกซิเจนในโมเลกุล กำเนิดเป็นสาร campherolแล้วจะจับกุมกับ glucuronic acid ในตับ กำเนิดเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำได้ รวมทั้งถูกขับออกทางฉี่ แต่ว่าหากได้รับในปริมาณสูงเหลือเกิน ก็จะเกิดการหลงเหลือจนมีอันตรายต่อตับ และไตได้
         การสูดดมการบูร ที่มีความเข้มข้นในอากาศมากยิ่งกว่า 2 ppm (2 ส่วนในล้านส่วน หรือ 2 mg/m3) จะก่อให้เกิดอาการนิดหน่อยถึงปานกลาง ได้แก่ การระคายเคืองต่อจมูก ตา รวมทั้งลำคอ ขนาดที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดพิษร้ายแรงต่อชีวิต และก็สุขภาพเป็น 200 mg/m3ความเป็นพิษของการบูรที่เกิดขึ้นมาจากการกิน ตัวอย่างเช่น อาเจียน อาเจียน เจ็บท้อง ปวดหัว ชัก หมดสติ หรืออาจทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตจากสภาวะระบบการหายใจล้มเหลว โดยขนาดของการบูรที่ทำให้เกิดอาการพิษที่ร้ายแรง (ชัก หมดสติ) ในผู้ใหญ่ คือ 34 mg/kg
        ยิ่งไปกว่านี้ยังมีแถลงการณ์ว่า การกินน้ำมันการบูรในขนาด 3-5 mL ที่มีความเข้มข้น  20% หรือมากยิ่งกว่า 30 mg/Kg จะก่อให้เสียชีวิตได้ มีรายงาน case report  เจาะจงไว้ว่า มีเด็กผู้หญิงอายุ 3 ปีครึ่ง ทานการบูรเข้าไป โดยไม่ทราบขนาดที่รับประทาน  ปรากฏว่ามีอาการชักแบบกล้ามเนื้อเกร็งตลอดตัวโดยไม่มีการกระตุก (generalised tonic seizures) นาน 20-30 นาที ก่อนที่จะมาถึงโรงหมอ  ผลการตรวจทางห้องทดลองพบว่า ระดับน้ำตาล ระดับ electrolytes รวมทั้งระดับแคลเซียม มีค่าธรรมดา การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography (EEG) พบว่ามีค่าธรรมดา รวมทั้งมีอาการคลื่นไส้ 1 ครั้ง เมื่อมาถึงโรงพยาบาล เจอสารสีขาว และก็มีกลิ่นการบูรรุนแรงจากการอาเจียน
ขนาด/จำนวนที่ควรจะใช้ สำหรับเพื่อการรักประทานยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันแจ่มชัดว่าควรจะบริโภคการบูรเท่าไร ที่จะไม่ทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายแม้กระนั้นในด้านการสูดดมมีการคำนวณว่าในสารที่ผสมการบูรเสร็จแล้ว ไม่สมควรเกินกว่า 2 ppm ซึ่งแสดงว่า มีปริมาณของการบูร 2 มิลลิกรัมในสารละลาย 1 ลิตร เพราะฉะนั้นสำหรับในการใช้การบูรทั้ง การรับประทานรวมทั้งการสูดดมความต้องระวังแล้วก็ใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
ข้อเสนอ/ข้อควรตรึกตรอง

  • สตรีท้อง ไม่ควรกินการบูร
  • ผู้ที่เป็นโรคท้องผูกริดสีดวงทวารฉี่แสบขัดเป็นเลือดไม่สมควรกิน
  • น้ำมันการบูรที่มีสีเหลืองหรือน้ำตาลห้ามใช้ เพราะว่ามีความเป็นพิษสูง
  • ความเข้มข้นของกลิ่นการบูรที่มีมากอาจจะส่งผลให้ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย โดยยิ่งไปกว่านั้นปอดแล้วก็ตับได้
เอกสารอ้างอิง

  • (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). “การะบูน , การบูร”.   หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  หน้า 60-62.
  • Chen W, Vermaak I, Viljoen A. Camphor-A Fumigant during the Black Death and a Coveted Fragrant Wood in Ancient Egypt and Babylon-A Review. Molecules. 2013:18;5434-5454.
  • “การบูร Camphor Tree”. (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).    หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  หน้า 82.
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์Drug Tips.ฉบับที่5 กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า 6-7
  • Narayan LtCS, Singh CN. Camphor poisoning—An unusual cause of seizure. Medical Journal, Armed Forces India. 2012;68:252-253.
  • การบูร.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี http://www.disthai.com/.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “การบูรต้น”.  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  หน้า 72.
  • Gupta N, Saxena G.antimicrobial activity of constituents identified in essential oils from mentha and cinnamomum through gc-ms. International Journal of Pharma and Bio Sciences. 2010;1(4):715-720.
  • การบูร.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.Manoguerra AS, Erdman AR, Wax PM, Nelson LS, Caravati EM, Cobaugh DJ, et al. Camphor poisoning: an evidence-based practice guideline for out-of-hospital management. Clinical Toxicology. 2006;44:357-370.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์). “เกล็ดการบูร (Camphor)”. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.   หน้า 74.
  • การบูร.วิกิพีเดียสารานุกรม
  • Lee HJ, Hyun E-A, Yoon WJ, Kim BH, Rhee M, Kang HK, et al. In vitro anti-inflammatory and anti-oxidative effects of Cinnamomum camphora extracts. J Ethnopharmacology. 2006;103: 208–216.
  • การผลิตการบูรแบบง่าย.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • นันทวัน บุณยะประภัศร,อรนุช โชคชัยเจริญพร.การบูร.สมุนไพรไม้พื้นบ้าน.เล่ม1.พิมพ์ครั้งที่1.กรุงเทพฯ.2539.


6

[url=http://market2hands.com/go.php?http://www.disthai.com/]สมุนไพรตาตุ่มทะเล[/url][/size][/b]
ตาตุ่มทะเลExcoecaria agallocha Linn.
บางถิ่นเรียก ตาตุ่มทะเล} ตาตุ่ม (กลาง); บูโคน (มลายู-จังหวัดปัตตานี).
ต้นไม้ ขนาดกลาง สูง 8-15 ม. เปลือกสีเทาวาว. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รี กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 3-9 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบสอบ หรือ มน; ขอบของใบเรียบ หรือ หยักนิดหน่อย; ก้านใบยาว 1-2 ซม. ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศภรรยาอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อยาว 3-7 ซม.; กลีบรองกลีบ 3 กลีบ; เกสรผู้ 3 อัน ไม่ชิดกัน อับเรณูมี 2 ช่อง กลม. สมุนไพร ดอกเพศเมีย ออกเป็นช่อยาว 1.5-3.5 เซนติเมตร กลีบรองกลีบดอกไม้โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 3 แฉก; รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย. ผล รูปกลมแป้น มี 3 พู กว้างราวๆ 6 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร เม็ด ค่อนข้างกลม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าชายเลน.
คุณประโยชน์ : ราก ตำ หรือ ฝน ผสมกับขิง เป็นยาพอก หรือ ทา แก้อาการบวมตามมือรวมทั้งเท้า ต้น ยางมีฤทธิ์กัดทำลาย นำไปสู่อาการอักเสบ หากเข้าตาจะทำให้ปวดอักเสบมาก ถึงทำให้ตาบอดได้ แก่นเรียกว่ากระลำพัก (ตาตุ่มสมุทร) เมื่อเผาไฟจะมีกลิ่นหอมาก ใช้เข้าเครื่องยา เป็นยาขับลม ฟอกโลหิต ขับรอบเดือน ระบาย รวมทั้งขับเสลด หากเอาไม้ชนิดนี้ไปปักเลี้ยงหอยแมลงภู่ รับประทานหอยที่เกาะไม้นี้ จะมีผลให้ท้องร่วงได้  ควันที่เกิดจากการเผาต้น ใช้รมแก้โรคเรื้อน  ยางต้นต้มรวมกับน้ำมัน ใช้ทาแก้โรคเรื้อน กัดแผลอักเสบเรื้อรัง ทาถูนวดแก้ปวดตามข้อ แล้วก็อัมพาต หากกินยางต้นในขนาดต่ำๆเป็นยาถ่าย แต่ถ้าหากรับประทานมากมายอาจจะเป็นผลให้สตรีแท้งบุตรได้ ใบ เป็นพิษ น้ำสุกเปลือก กินเป็นยาทำให้อ้วก เป็นยาถ่าย แก้โรคลมชัก และก็เป็นยาฝาดสมาน

7

หญ้าหวาน
ชื่อสมุนไพร ต้นหญ้าหวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์   Stevia rebaudiana Bertoni
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Eupatorium rebaudianum Bertoni, Stevia rebaudiana (Bertoni) Hemsl.)
ชื่อสามัญ  Stevia
สกุล    Asteraceae
บ้านเกิด  หญ้าหวาน เป็นพืชที่มนุษย์รู้จักมายาวนานกว่า 1,500 ปี ชนพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้เป็นผู้ค้นพบและนำมาใช้เป็นครั้งแรก มนุษย์ได้นำสารสกัดของต้นหญ้าหวานมาเป็นองค์ประกอบในชาที่ชงดื่มรวมถึงยาสมุนไพรโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศขว้างรากวัย และบราซิล ซึ่งชื่อเดิมของหญ้าหวานที่ชาวพื้นเมืองขว้างรากวัยเรียกหมายถึงkar-he-e หรือภาษาประเทศสเปน เรียกว่า yerba ducle แสดงว่า สมุนไพรหวาน เป็นสมุนไพรที่ชาวพื้นเมืองของปารากวัย และบราซิล ใช้ผสมในอาหาร หรือเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความหวาน รวมทั้งใช้ชงเป็นชาดื่ม ที่เรียกว่า “ มะเตะ” มานานมากกว่า 400 ปีแล้วส่วนในแถบเอเชียพบว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆที่มีการใช้สารสกัดจากหญ้าหวานอย่างล้นหลาม โดยนำไปเป็นส่วนประกอบของของกินรวมทั้งเครื่องดื่มต่างๆ  ดังเช่นว่า ผักดอง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เนื้อปลาบด เป็นต้น
สำหรับในประเทศไทยต้นหญ้าหวานเริ่มเข้าสู่เมืองไทยเมื่อปี พุทธศักราช 2518 โดยเป็นการเอามาทดสอบปลูก ในภาคเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน และเชียงราย ในตอนนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้อนุญาตให้มีการใช้สารสตีวิโอไซด์เพื่อการบริโภค หญ้าหวานก็เลยจัดอยู่ในพืชสมุนไพรอีกประเภทหนึ่ง
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น หญ้าหวาน เป็นพืชล้มลุกอายุนับเป็นเวลาหลายปี ลำต้นแตกกิ่งสาขาตั้งแต่ระดับโคนต้น ทำให้แลดูเป็นทรงพุ่มเตี้ย สูงราวๆ 30-90 ซม. ลำต้นตั้งตรง มีลักษณะทรงกลม เปลือกลำต้นบาง สีเขียวอ่อน ห่อติดกับแกนลำต้น แกนแก่นไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน เปราะหักง่าย
  • ใบ หญ้าหวานเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบออกคนเดียวๆเรียงตรงกันข้ามกันเป็นคู่ตามลำต้น แล้วก็กิ่ง แล้วก็เหนือซอกใบจะแตกยอดสั้นๆทั้งสองข้าง แต่ละใบมีรูปหอกกลับ กว้างราวๆ 1-1.5 ซม. ยาว


ประมาณ 3-4 ซม. แผ่นใบเรียบ สีเขียวสด ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อย รวมทั้งโค้งเข้ากึ่งกลางแผ่นใบ เมื่อบดหรือต้มน้ำกินจะมีรสหวานจัด

  • ดอก ต้นหญ้าหวานมีดอกเป็นช่อที่ปลายยอด มีก้านดอกสั้น กลีบดอกมีปริมาณ 5 กลีบ รูปหอกหรือรูปไข่ แผ่นกลีบมีสีขาว ข้างในมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอมน้ำตาล และเกสรตัวเมีย 1 อัน ที่มีก้านเกสรสีขาวยาวยื่นออกมาจากกึ่งกลางดอก เหมือนหนวดปลาดุก ทั้งนี้ หญ้าหวานจะมีดอกทั้งปี ในช่วงฤดูฝนจะออกดอกสีม่วง ส่วนฤดูอื่นๆออกดอกสีขาว
  • ผล ผล ได้ผลสำเร็จแห้งขนาดเล็ก ไม่ปริแตก ด้านในมีเมล็ดลำพังจำนวนหลายชิ้น เมล็ดสีดำ มีขนปุกปุยปกคลุม


การขยายพันธุ์  หญ้าหวาน เป็นพืชที่ชอบอากาศที่ค่อนข้างเย็น ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิราวๆ 20-26 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ถูกใจดินร่วนซุยหรือดินร่วนซุยปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี รวมทั้งพืชประเภทนี้จะเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีเมื่อเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 600-700 เมตร
                เพราะฉะนั้นก็เลยมีการนำเข้ามาทดลองปลูกในเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ.2518 ที่แถบภาคเหนือ ในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน จังหวัดพะเยา ซึ่งปรากฏว่าให้ผลผลิตเป็นที่น่าพอใจ จึงมีการผลักดันให้มีการปลูกมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้
ต้นหญ้าหวานเพาะพันธุ์ได้ 2 วิธี คือ

  • การเพาะกล้าจากเมล็ด มีข้อดี คือ ทำเป็นรวดเร็วทันใจ ลำต้นแตกกิ่งมากมาย ได้ผลผลิตสูง และก็นานหลายฤดู รวมถึงทนต่อโรค และแมลงก้าวหน้า แต่มีข้อเสียหมายถึงมีค่าเมล็ดพันธุ์สูง แล้วก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์สูง อาจมีผลทำให้ปริมาณสารให้ความหวานต่ำลงหรือได้ผลผลิตใบลดน้อยลง
  • การปักชำกิ่ง มีข้อดี คือ ออมค่าเมล็ดพันธุ์ ไม่เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ แต่ว่ามีข้อเสียหมายถึงใช้เวลานาน มีต้นทุนการปักชำ ลำต้นแตกกิ่งน้อย แก่การเก็บเกี่ยวสั้น ผลิตผลให้น้อยกว่ากล้าจากเมล็ด รวมทั้ง ลำต้นอ่อนแอ ไม่ทนต่อโรค แล้วก็แมลง


สำหรับในการเก็บเกี่ยว  การเก็บใบหญ้าหวานจะเริ่มเก็บคราวแรกได้ 25-30 วัน หลังปลูก ถ้าหากต้นบริบูรณ์พอเพียง จะเก็บได้ตลอดเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี จะเก็บได้ราว 10-12 ครั้ง แต่ละครั้งเก็บใบสดได้ราว 40-60 โล/ไร่ ซึ่งให้ผลผลิตใบสูงสุดในช่วงฤดูฝน และก็ได้ผลผลิตต่ำในฤดูหนาว รวมทั้งฤดูแล้ง ดังนี้ หญ้าหวาน 1 รุ่นจะแก่เก็บเกี่ยวไดนานถึง 3 ปี
สำหรับต้นหญ้าหวานสดที่เก็บเกี่ยวได้ ต้องล้างทำความสะอาด รวมทั้งตากแดดให้แห้งก่อนส่งโรงงาน แบ่งได้เป็น 2 เกรด คือ เกรด Aรวมทั้งเกรด B หากภาวะใบไม่สมบูรณ์ ใบมีสีเหลืองหรือซีดเผือด จะถูกคัดเป็นเกรด B แต่เกรดของใบไม่เป็นผลทำให้ความหวานแตกต่าง
ต้นหญ้าหวานแห้ง เกรด B จะเจอโดยประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณต้นหญ้าหวานแห้งทั้งหมด หญ้าหวานแห้งเกรด A บางทีอาจขายเป็นใบชา ในราคา 200-500 บาท/โล ส่วนเกรด B จะถูกขายในราคาโดยประมาณ 150 บาท/กิโล และก็ใช้บดเป็นผงหญ้าหวานแห้ง ที่ขายในกิโลกรัมละ 500 บาท 5 ส่วนราคารับซื้อต้นหญ้าหวานแห้งหน้าโรงงาน อาจมีราคาในตอนเดียวกันหรือสูงยิ่งกว่า (ข้อมูล ราคาปี 2555)
องค์ประกอบทางเคมี  ใบต้นหญ้าหวานแห้ง สกัดด้วยน้ำได้สารหวานประมาณจำนวนร้อยละหนึ่ง ซึ่งสารหวานเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า สตีวิโอไซด์ (Stevioside) ซึ่งมีความหวานมากยิ่งกว่าน้ำตาล 150 - 300 เท่า มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน และก็ทนความร้อนได้ถึง 200 องศาเซลเซียส ก็เลยไม่ย่อยสลายหรือเปลี่ยนสภาพจากความร้อนสำหรับในการปรุงอาหาร ใช้ในจำนวนน้อย ไม่มีพิษแล้วก็ไม่เป็นอันตรายสำหรับการบริโภคซึ่งนักวิทยาศาสตร์ศึกษาและทำการค้นพบว่าสารสกัดจากต้นหญ้าหวานประกอบไปด้วยกรุ๊ปสารที่มีชื่อเรียกว่า ไกลโคไซด์ (Glycoside) แล้วก็ อะไกลโคน (Aglycone) สารไกลโคไซด์จะประกอบไปด้วยโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ส่วนสารอะไกลโคนจะประกอบไปด้วยน้ำตาลที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้นหรือบางทีอาจเรียกรวมๆว่า โพลีแซคติดอยู่ไรด์ (Polysaccharides) ซึ่งกรุ๊ปน้ำตาลพวกนี้นี่เองที่ทำให้สารสกัดของต้นหญ้าหวานมีรสหวาน
โดยสารสำคัญต่างๆที่พบในหญ้าหวานมีหลายอย่าง ดังเช่นว่า
– Stevioside มักพบที่สุด 2.0-7.7%
– Rebaudioside A ถึง F พบลำดับรองลงมา โดยประมาณ 0.8-2.9%
– Steviol
– Steviolbioside
– Dulcoside A
สารสติวิออลไกลโคไซด์ (รูปที่ 1) มีลักษณะเป็นผงสีขาวถึงสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่น มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน แล้วก็ทนความร้อน
คุณสมบัติด้านกายภาพ และก็เคมีของ stevioside
– สูตรทางเคมี : C35H60O18
– น้ำหนักโมเลกุล : 804.9
– จุดหลอมเหลว : 198 °C
รูปที่   2    Stevioside
ที่มา : อ้างถึงใน ศิวาพร (2546) และก็สาโรจน์ (2547)
คุณประโยชน์/สรรพคุณ 
สารสกัดที่ได้จากต้นหญ้าหวานชื่อว่า สตีวิโอไซด์ (stevioside) เป็นสารที่ให้ความหวานมากยิ่งกว่า 200-300 เท่าของน้ำตาลแต่ว่าไม่นำไปสู่พลังงาน (แคลลอปรี่) ภายในร่างกายแต่อย่างใด ด้วยความพิเศษของต้นหญ้าหวานนี้  ก็เลยมีคุณประโยชน์แล้วก็ผลดีต่างๆมากมาย เป็นต้นว่า
ลดระดับน้ำตาลในเลือด คนป่วยเบาหวานนั้นเสี่ยงมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ง่าย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดเซลล์ที่ผลิตอินซูลินหรือเกิดภาวะดื้ออินซูลิน นอกจากนั้น ยังมีต้นเหตุอื่นที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ เป็นต้นว่า มิได้รับอินซูลินหรือยารักษาเบาหวาน รับประทานคาร์โบไฮเดรตมากเกินความจำเป็น กำเนิดความเครียด ได้รับบาดเจ็บ เข้ารับการผ่าตัด หรือติดเชื้อ ซึ่งคุณประโยชน์อีกประการหนึ่งของหญ้าหวานที่อาจเป็นประโยชน์ต่อคนไข้โรคเบาหวานก็คือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยปรากฏงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยที่เรียนเรื่องนี้มากมาย งานศึกษาเรียนรู้หนึ่งได้ให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานจำพวกที่ 2 รับประทานสารสกัดต้นหญ้าหวาน 1 กรัม พร้อมเข้ารับการวิเคราะห์เลือดข้างหลังผ่านไป 4 ชั่วโมง พบว่าผู้ป่วยหรูหราน้ำตาลในเลือดลดลง สอดคล้องกับการค้นคว้าวิจัยอีกชิ้นที่ศึกษาค้นพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคนเจ็บโรคเบาหวานจำพวกที่ 2 ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากกินแป้งที่ทำจากต้นหญ้าหวาน
นอกเหนือจากนี้ การกินหญ้าหวานบางทีอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดของคนที่มีสุขภาพธรรมดาเช่นเดียวกัน การวิจัยหนึ่งได้สุ่มให้ผู้เข้าร่วมทดลองกินซูโครส แอสปาแตม รวมทั้งต้นหญ้าหวานก่อนกินอาหารมื้อกลางวันและมื้อเย็น เป็นเวลา 3 วัน ผลการศึกษาเรียนรู้พบว่าผู้ที่รับประทานหญ้าหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินหลังรับประทานอาหารลดน้อยลงมากกว่าคนที่รับประทานซูโครสแล้วก็แอสปาแตมอย่างเป็นจริงเป็นจัง นอกจากนั้น กลุ่มที่รับประทานหญ้าหวานและแอสปาแตมก่อนมื้ออาหารยังรู้สึกอิ่มและไม่รับประทานอาหารอื่นเสริมเติมจากมื้อหลัก เหมือนกันกับงานศึกษาเรียนรู้อีกชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากใบหญ้าหวานช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เข้าร่วมการทดลองที่ไม่ได้มีอาการป่วยเป็นเบาหวานหรือมีภาวการณ์น้ำตาลในเลือดสูงได้
ทั้งมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในปากหลายแบบ จึงไม่ทำให้ของกินหรือเครื่องดื่มที่เก็บไว้นานเกิดการบูดเน่า ไม่ทำให้ฟันผุหรือเหงือกบวมอักเสบได้ง่าย จึงมีการใช้ ผสมในของกิน รวมทั้งเครื่องดื่ม รวมถึงผสมในยาสีฟันหรือยาบ้วนปาก เพื่อแต่งรส และช่วยคุ้มครองป้องกันโรคฟันผุ
อนึ่งฤทธิ์ในการออกรสหวานของสารสตีวิโอไซด์จะไม่เหมือนกับน้ำตาลซะทีเดียว เนื่องจากสารสตีวิโอไซด์จะมีรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายเล็กน้อย จะเลือนรางไปช้ากว่าน้ำตาลทราย ยิ่งไปกว่านี้สารดังที่กล่าวมาแล้วยังเป็นสารที่ไม่มีค่าทางอาหารอะไร เพราะเหตุว่ามีแคลอรีต่ำมากมายไหมมีเลย และก็จะผิดย่อยให้เกิดเป็นพลังงานกับร่างกาย แต่ว่าจากข้อเสียนี้นี่เองก็ถือเป็นจุดแข็งที่เหมาะสมเป็นอย่างมากสำหรับคนที่เป็นโรคโรคเบาหวาน ความดันโลหิต โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน แล้วก็โรคหัวใจ
ในขณะนี้มีการอนุญาตให้ใช้สารสกัดจากต้นหญ้าหวานเป็นสารทดแทนน้ำตาลในประเทศต่างๆไม่น้อยกว่า 30 ประเทศ ตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น จีน เกาหลี แคนทุ่งนาดา ออสเตเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย แล้วก็มีทิศทางมากยิ่งขึ้นหน่วยงานของกินและก็ยาของสหรัฐอเมริกาและกรุ๊ปประเทศในยุโรปอนุญาตให้มีการใช้สารหวานจากต้นหญ้าหวานเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่ม ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2551 รวมทั้ง พ.ศ. 2554 เป็นลำดับ ประเทศไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ประกาศอนุญาตให้มีการผลิต แล้วก็ขายหญ้าหวานในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 262) พ.ศ. 2545 เรื่อง สตีวิโอไซด์และของกินที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์) และประกาศให้สารสกัดสติวิออลไกลโคไซด์เป็นวัตถุเจือปนของกิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360) พ.ศ. 2556 เรื่อง สตีวิออลไกลโคไซด์) โดยอ้างอิงข้อมูลของคณะกรรมการผู้ที่มีความชำนาญเกี่ยวกับวัตถุเจือปนของกินของหน่วยงานของกินแล้วก็เกษตร แล้วก็องค์การอนามัยโลก แห่งยูเอ็น (The Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives, JECFA) ซึ่งได้ประเมินและก็กำหนดค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake, ADI) แล้ว
รูปแบบ/ขนาดการใช้  จากผลงานวิจัยของทีมงานนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สรุปว่า สารสกัดจากต้นหญ้าหวานมีความปลอดภัยในทุกๆกรณี โดยค่าสูงสุดที่กินได้อย่างปลอดภัยเป็น 7,938 มิลลิกรัม/กิโล(น้ำหนักตัว)/วัน ซึ่งสูงมากมายหากเทียบกับการผสมในเครื่องดื่มหรือกาแฟถึง 73 ถ้วยต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะเหตุว่าคนจำนวนมากกินกันโดยประมาณ 2-3 ก็นับว่ามากมายพอเพียงต่อวันแล้ว ซึ่งการใช้หญ้าหวานอย่างปลอดภัยเป็นประมาณ 1-2 ใบต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วย ถือเป็นปริมาณที่สมควรและไม่หวานมากจนเกินความจำเป็น  แม้กระนั้นคณะกรรมการผู้ชำนาญของอาหารและก็เกษตรแห่งยูเอ็น องค์การอนามัยโลกที่เกี่ยวกับสารเจือปนในอาหาร ได้ระบุค่าความปลอดภัย พื้นฐานไว้ไม่เกิน 2 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกก.ต่อวัน อย่างไรก็ดีอาจต้องระวังการใช้ในใช้ในขนาดสูงติดต่อกันโดยยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่มีสภาวะโรคไตและตับ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360 พุทธศักราช2556 เรื่องสตีวิออลไกลโคไซด์) สตีวิออลไกลโคไซด์ แปลว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากใบต้นหญ้าหวาน ซึ่งประกอบด้วย สตีวิโอไซด์ รีบาวดิโอไซด์ เอ รีบาวดิโอไซด์ บี รีบาวดิโอไซด์ ซี รีบาวดิโอไซด์ ดี รีบาวดิโอไซด์ โคไซด์ เอ รูบุโซไซด์ แล้วก็ สตีวิออลไบโอไซด์ สารสกัดจากต้นหญ้าหวานที่อนุญาตให้ใช้เป็นองค์ประกอบของกินต้องมีปริมาณสารในกรุ๊ปสตีวิออลไกลโคไซด์ รวมทั้งสิ้นไม่น้อยกว่าจำนวนร้อยละ 95 ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐาน หน่วยงานอาหารและก็เกษตร และองค์การอนามัยโลก แห่งยูเอ็น
การเรียนทางเภสัชวิทยา  ในปี ค.ศ.1991 มีนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า Emily Procinska แล้วก็คณะ ได้ออกมาค้นคว้ารายงานวิจัยของ John M. Pezzuto ว่าอาจมีข้อผิดพลาด โดยเผยแพร่ในวารสาร Mutagenesis ระบุว่า ต้นหญ้าหวานไม่เป็นผลกระตุ้นให้เกิด Mutagenic (สารก่อกลายพันธุ์) อะไร ทั้งนี้ได้กระทำการทดสอบซ้ำอยู่หลายครั้ง ต่อจากนั้นเป็นต้นมาก็ได้มีรายงานต่างๆออกตามมาอีกมากมายที่บอกว่าผลของ mutagenic ในสารสกัดหญ้าหวานมีผลน้อยมาก หรือบางครั้งก็อาจจะไม่มีผลเลย และถัดมาจึงได้มีการวิเคราะห์ความเป็นพิษพบว่า งานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยส่วนใหญ่กล่าวว่าหญ้าหวานไม่มีพิษ และไม่มีหลักฐานอะไรก็แล้วแต่ระบุว่าหญ้าหวานให้กำเนิดโรคมะเร็งแต่อย่างใด  รวมทั้งยังมีการศึกษาทางสถานพยาบาลอีกหลายๆฉบับ ซึ่งส่ววนใหญ่ส่งผลการศึกษากำหนดถึงกลไกการออกฤทธิ์ในร่างกายมนุษย์เป็น   กลไกการออกฤทธิ์ของต้นหญ้าหวานเป็น สารสกัดของหญ้าหวานที่เป็นไกลโคไซด์ซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำตาลเดกซ์โทรสและสารอะไกลโคนซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น (Polysaccharides) จะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของลิ้น ทำให้พวกเรารับรสชาติความหวานซึ่งมีมากยิ่งกว่าน้ำตาลถึง 150 เท่า และก็ต่อมรับรสเล็กน้อยจะทำปฏิกิริยากับสารอะไกลโคนซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกถึงรสขมได้น้อย  และก็ระบบทางเดินอาหารของคนเราก็สามารถสลายตัวรวมทั้งแยกไกลโคไซด์ของหญ้าหวานออกมาเป็นน้ำตาลกลูโคสได้อีกด้วย โดยน้ำตาลกลูโคสที่ได้นี้ส่วนใหญ่จะถูกแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ดึงไปใช้เป็นพลังงานของตัวลำไส้เอง จึงมีเดกซ์โทรสจากสารสกัดต้นหญ้าหวานเพียงส่วนน้อยที่ถูกดูดซับไปสู่กระแสเลือด ส่วนสารสตีวิออลรวมทั้งสารโพลีแซคติดอยู่ไรด์ (Poly saccharides) นิดหน่อยจะถูกดูดซึมไปสู่ร่างกาย แล้วก็โดยมากที่เหลือจะถูกขับทิ้งไปกับอุจจาระ

การเรียนทางพิษวิทยา จากการศึกษาเล่าเรียนความเป็นพิษในหนูหลายๆการศึกษาเล่าเรียน
โดยให้สาร สตีวิโอไซด์ ผสมในอาหารในขนาดต่างๆจนกระทั่ง 5% (ขนาดมากถึง 2 g/kg น้ำหนักตัว ให้ติดต่อกัน 3 เดือน จนกระทั่ง 2 ปี ไม่เจอความเป็นพิษที่ร้ายแรงต่อตับ และก็ไต อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าหนูที่ได้รับ สตีวิโอไซด์ โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาดสูงถึง 1.5 g/kg น้ำหนักตัว ส่งผลต่อไตโดยมี blood urea nitrogen (BUN) แล้วก็ creatinine ในเลือดสูงมากขึ้น แต่ว่าขนาดดังที่กล่าวมาแล้วเป็นขนาดที่สูงขึ้นมากยิ่งกว่าขนาดที่ใช้รับประทานในคนมากมายประกอบกับเป็นการให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง โดยเหตุนี้ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยถึงความปลอดภัยของสตีวิโอไซด์ในของกิน เป็นเวลานานจนถึงปัจจุบันนี้ปรากฏว่ามีทิศทางทางด้านความปลอดภัยที่ดี เมื่อต้นปี ค.ศ. 2009 ประเทศอเมริกาโดย USFDA ได้พิเคราะห์รวมทั้งประกาศว่า ต้นหญ้าหวานได้รับการยินยอมรับโดยทั่วไปว่าปลอดภัย "Generally Recognized As Safe (GRAS)  ส่วนการทดสอบการกลายพันธุ์ของสารสกัดต้นหญ้าหวาน โดย Fujita แล้วก็คณะ (1979), Okumura
และคณะ (1978) รวมทั้ง Tama Biochemical Co-Ltd. (1981) ทำการทดสอบกับเชื้อ Salmonella typhimurium, Escherichia coli และก็ Bacillus subtilis ผลการทดลอง พบว่า สารดังที่กล่าวมาแล้วไม่ก่อกลายพันธุ์อะไร
คำแนะนำ/ข้อควรไตร่ตรอง
ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่พบข้อบังคับใช้ต้นหญ้าหวานที่ชัดแจ้ง แม้กระนั้นข้อควรระวังเป็น

  • ไม่ควรบริโภคหญ้าหวานใน ปริมาณที่เกินกว่าที่ระบุในสินค้าที่ได้รับคำรับรองความปลอดภัยการบริโภคจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (อย)
  • หลีกเลี่ยงบริโภคหญ้าหวานในกรณีที่แพ้พืชเครือญาติเดียวกับหญ้าหวาน ตัวอย่างเช่น ดอกต้นเบญจมาศ ดาวเรือง เป็นต้น เนื่องจากคนที่แพ้พืชพวกนี้อาจเสี่ยงมีลักษณะแพ้ต้นหญ้าหวานได้เหมือนกัน
  • คนเจ็บเบาหวานที่รับประทานต้นหญ้าหวานควรหมั่นตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด แล้วก็ขอคำแนะนำแพทย์โดยทันทีถ้าเกิดมีลักษณะอาการแตกต่างจากปกติใดๆก็ตามด้วยเหตุว่าหญ้าหวานหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากต้นหญ้าหวานอาจจะเป็นผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปได้
  • สตรีท้อง สตรีให้นมบุตร และก็เด็ก ควรจะหารือแพทย์ก่อนการบริโภคหญ้าหวานเสมอ
  • คนซื้อหญ้าหวานบางรายอาจกำเนิดอาการท้องอืด อ้วก วิงเวียนศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หรือชาตามร่างกายได้
  • ไม่บริโภคสินค้าต้นหญ้าหวานที่หมดอายุ

    เอกสารอ้างอิง

  • รศ.ดร.ภก.พิสมัย กุลกาญจนาธร. หญ้าหวาน.....หวานทางเลือก....เพื่อสุขภาพ.ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • มตรี สุทธจิตต์ และคณะ, 2540, การรวบรวม การทบทวน การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยและการสังเคราะห์แนวความคิดที่-เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของหญ้าหวาน-และผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน.
  • เชาวนี สุวรรณโชติ, 2556, การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน-โรงงานสกัดผงหญ้าหวาน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่.
  • Rajab R., Mohankumar C., Murugan K., Harish M. and Mohanan PV. Purification and toxicity studies of stevioside from Stevia rebaudiana Bertoni.Article. 2009; 16(1):49-54.
  • มัทนียา วังประภา, 2548, การผลิตสารสตีวิโอไซด์-โดยการเพาะเลี้ยงหญ้าหวาน-ในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ.
  • หญ้าหวาน.วิกิพีเดีย.สารานุกรมเสรี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.th.wikipedia.org/wiki/
  • กล้าณรงค์ ศรีรอต. 2542. สารให้ความหวาน(sweeteners) : คุณสมบัติและการใช้ประโยชน์. http://www.disthai.com/
  • หญ้าหวาน(Stevia) สรรพคุณและการปลูกหญ้าหวาน.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพือเกษตรกรไทย
  • CODEX-2010: JECFA Monograph (2010) INS no. 960
  • Kroyer G. Stevioside and Stevia-sweetener in food: application, stability and interaction with food ingredients. J. Verbr. Lebensm. 2010; 5:225-229
  • หญ้าหวานต้านโรค พิสูจน์ได้จริงหรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • Goyal SK., Samsher And Goyal RK. Stevia (Stevia rebaudiana) a bio-sweetener: a review. International Journal of Food Sciences and Nutrition. 2010; 61(1):1-10.
  • การใช้หญ้าหวานมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วยเบาหวาน.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Munish P, Deepika S, Ashok T and Kdownstream. Processing of stevioside and its potential applications. Biotechnology Advances 2011; 29: 781-791.
  • Madan S, Ahmad S; Singh G.N, Kohli, Kanchan, Kumar Y, Singh R, Garg M. Stevia rebaudiana (Bert.) Bertoni-A review. Indian Journal of Natural Products and Resources 2010; 1:267-286.


8

ต้นหญ้าหนวดแมว
ชื่อสมุนไพร  หญ้าหนวดแมว
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  พยับเมฆ (กรุงเทพฯ) บางรักป่า (ประจวบคีรีขันธ์), อีตู่ดง (เพชรบุรี) หญ้าหนวดเสือ
ชื่อสามัญ Kidney tea plant, Cat’s whiskers, Java tea, Hoorah grass
ชื่อวิทยาศาสตร์ Orthosiphon aristatus (Blume) Miq.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Orthosiphon grandiflorus Bold. ,Orthosiphon stamineus Benth.
ตระกูล Lamiaceae หรือ Lamiaceae
บ้านเกิด  หญ้าหนวดแมวจัดเป็นพืชป่าในเขตร้อนชื้นมีบ้านเกิดเมืองนอนแถวเอเชียใต้แถบประเทศอินเดีย , บังคลาเทศ , ศรีลังกาแล้วก็ทางตอนใต้ของจีนแล้วมีการกระจายชนิดไปสู่ในประเทศเขตร้อนที่ใกล้เคียง (ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) เช่น เมียนมาร์ ไทย ลาว เขมร มาเลเซีย อื่นๆอีกมากมาย ในประเทศไทย มีการนำต้นหญ้าหนวดแมวมาเป็นสมุนไพรรักษาโรคนิ่วและขับเยี่ยวมานานแล้ว ตราบจนกระทั่งในตอนนี้มีการทำการศึกษาเกี่ยวกับหญ้าหนวดแมวว่าสามารถบำบัดรักษาโรคแล้วก็ภาวการณ์ต่างๆได้มากมายหลายโรคจึงทำให้ความชื่นชอบในการใช้หญ้าหนวดแมวมากขึ้น
ลักษณะทั่วไป   หญ้าหนวดแมวมีลักษณะ ต้น เป็นไม้พุ่มล้มลุก ขนาดเล็ก เนื้ออ่อน สูง 30-60 เซนติเมตร แก่นับเป็นเวลาหลายปี ลำต้นและก็แขนงค่อนข้างจะเป็นสี่เหลี่ยมเห็นได้ชัดเจน มีสีม่วงแดง รวมทั้งมีขนน้อย แตกกิ่งก้านสาขามากมาย โคนต้นอ่อนโค้ง ปลายตั้งชัน ตามยอดอ่อนมีขนกระจัดกระจาย ใบเป็นคนเดียว ออกตรงข้าม สีเขียวเข้ม รูปไข่ หรือรูปสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัด ตามเส้นใบมักมีขน กว้าง 2-5 ซม. ยาว 5-10 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบจะเป็นฟันเลื่อยห่างๆนอกจากขอบที่โคนใบจะเรียบ มีขนตามเส้นใบอีกทั้งข้างบนรวมทั้งด้านล่าง เนื้อใบบาง ก้านใบยาว 2-4.5 เซนติเมตร มีขน ดอก มีสีขาว หรือขาวอมม่วงอ่อน ออกเป็นช่อกระจะตั้ง ที่ปลายยอด เป็นรูปฉัตร ยาว 7-29 ซม. มีดอกย่อยโดยประมาณ 6 ดอก ขนาดดอก 1.5 เซนติเมตร ดอกจะบานจากข้างล่างขึ้นไปด้านบน ริ้วประดับรูปไข่ ยาว 1-2 มิลลิเมตร ไม่มีก้าน กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูประฆัง งอน้อย ยาว 2.5-4.5 มิลลิเมตร เมื่อสำเร็จยาว 6.5-10 มม. ภายนอกมีต่อมน้ำมันหรือเป็นปุ่มๆกลีบดอกไม้โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดตรงเล็ก ยาว 10-20 มม. ปลายแยกเป็นปากสองปาก ปากบนใหญ่กว่า ปากบนมีหยักตื้นๆ4 หยัก โค้งไปทางข้างหลัง ปากข้างล่างตรง โค้งเป็นรูปช้อน เกสรเพศผู้มี 4 อัน เรียงเป็น 2 คู่ คู่ข้างล่างยาวกว่าคู่บนบางส่วน ก้านเกสรยาว สะอาด ไม่ชิดกัน ยื่นยาวออกมานอกกลีบเห็นได้ชัดเหมือนหนวดแมว อับเรณูเป็น 2 พู ข้างบนบรรจบกัน ก้านเกสรเพศเมียเรียวเล็ก ยาว 5-6 ซม. ปลายก้านเป็นรูปกระบอง ปลายสุดมี 2 พู ผลสำเร็จแห้งไม่แตก รูปขอบขนานกว้าง แบน แข็ง สีน้ำตาลเข้ม ขนาดเล็ก ยาวราว 1-2 มิลลิเมตร ผลจะรุ่งเรืองเป็น 4 ผลย่อยจากดอกหนึ่งดอก ตามผิวมีรอยย่น มีดอกรวมทั้งติดผลราวเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม ถูกใจขึ้นที่เปียกชื้น มีแดดรำไรในป่าริมลำน้ำ หรือน้ำตก
การขยายพันธุ์ ต้นหญ้าหนวดแมว เป็นไม้ล้มลุกที่เติบโตได้ดิบได้ดีในดินชื้น คล้ายกับกระเพราและก็โหระพา จึงทนต่อสภาพแห้งได้น้อย ด้วยเหตุผลดังกล่าว การปลูกหญ้านวดแมวจะต้องเลือกสถานที่ปลูกที่ค่อนข้างจะชื้นเสมอหรือมีระบบระเบียบให้น้ำอย่างทั่วถึง แต่ในช่วงฤดูฝนสามารถเติบโตได้ทุกพื้นที่
                ทั้งยังหญ้าหนวดแมวเป็นพืชชอบดินร่วน รวมทั้งมีอินทรียวัตถุสูง เพราะฉะนั้น ดินหรือแปลงปลูกควรเพิ่มสารอินทรีย์ อาทิเช่น ปุ๋ยธรรมชาติ ปุ๋ยธรรมชาติ ก่อนลูกพรวนผสมกันไปจนกว่าจะเข้ากันแล้วก็กำจัดวัชพืชออกให้หมด
ส่วนการปลูกหญ้าหนวดแมว ปลูกได้ด้วย 2 วิธี เป็น

  • การปักชำกิ่ง ตัดกิ่งที่ยังไม่มีดอก ยาวราวๆ 15-20 ซม. หลังจากนั้น เด็ดกิ่งแขนง และก็ใบออกด้านโคนกิ่งออก ในความยาวโดยประมาณ 5 เซ็นต์ พร้อมทั้งเด็ดยอดทิ้ง ก่อนเอามาปักชำ ซึ่งอาจปักชำในกระถางหรือปักชำลงแปลงปลูก
  • การโปรยเม็ด นำเม็ดหว่านลงแปลงที่เตรียมไว้ โดยหว่านให้เมล็ดมีระยะห่างกันประมาณ 3-5 เซนติเมตร ก่อนให้น้ำ ใส่ปุ๋ย รวมทั้งดูแลจนกระทั่งต้นกล้าอายุราว 20-30 วัน หรือสูงราวๆ 10-15 เซนติเมตร ก่อนแยกปลูกลงแปลงถัดไป


ต้นหญ้านวดแมว เป็นพืชที่อยากได้ความชุ่มชื้นสูง ถ้าขาดน้ำนาน ลำต้นจะเหี่ยวเฉา แล้วก็ตายได้เร็วทันใจ โดยเหตุนี้ กล้าหญ้าหนวดแมวหรือต้นที่ปลูกเอาไว้ภายในแปลงแล้ว ควรจะมีการให้น้ำขั้นต่ำ 2 วัน/ครั้ง
การเก็บเกี่ยว ต้นหญ้าหนวดแมว มีอายุเก็บเกี่ยวโดยประมาณ 120-140 วัน ข้างหลังปลูก บางทีอาจเก็บเกี่ยวด้วยการถอนต้นหรือทยอยเด็ดเก็บกิ่งมาใช้ประโยชน์ก็ได้
องค์ประกอบทางเคมี
ต้นหญ้าหนวดแมวมีองค์ประกอบทางด้านพฤกษเคมีที่เด่นคือ สารกรุ๊ป phenolic compoundsได้แก่ rosmarinic acid, 3’-hydroxy-5, 6,    7, 4’-tetramethoxyflavone, sinensetin และก็eupatorin และก็ pentacyclic triterpenoid ที่สำคัญคือ betulinic acid2 นอกจากนั้นยังเจอ glucoside orthosiphonin, myoinositol, essential oil, saponin, alkaloid, phytosterol, tannin พบสารกรุ๊ปฟลาโวน อาทิเช่น sinensetin, 3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxy flavones Potassium Salf ในใบ รวมทั้งHederagenin, Beta-Sitosterol, Ursolic acid ในต้นอีกด้วย
ซึ่งสารในต้นหญ้าหนวดแมวเหล่านี้มีรายงานฤทธิ์ทางสรีรวิทยารวมทั้งเภสัชวิทยามากมายก่ายกอง อย่างเช่น การขับฉี่ ลดระดับกรดยูริค (hypouricemic activity) คุ้มครองป้องกัน ตับ ไต และกระเพาะ ลดระดับความดันโลหิต ต้านทานสารอนุมูลอิสระหรือปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน ต่อต้านการอักเสบ เบาหวาน แล้วก็จุลินทรีย์ ลดไขมัน (antihyper-lipidemic activity) ลดความต้องการรับประทานอาหาร (anorexic  activity)  และก็ปรับสมดุลภูมิต้านทานของร่างกาย (immunomodulation)
 
 
 ส่วนประกอบทางเคมีของสารพฤกษเคมีในต้นหญ้าหนวดแมว (a)    rosmarinic acid, (b)  3’-hydroxy-5,6,7,4’-tetramethoxyflavone, (c) eupatorin, (d) sinensetin, (e) betulinic acid
                 
     Tannin ที่มา: Wikipedia                      Myo-inositol   ที่มา: Google
สรรพคุณ  หญ้าหนวดแมวเป็นสมุนไพรที่ชาวไทยได้นำมาใช้รักษาโรคมานานแล้ว โดยมีสรรพคุณตามตำราไทย คือ ใบมีรสจืด ใช้เป็นยาชงแทนใบชา กินขับเยี่ยว ขับนิ่ว แก้โรคไต แล้วก็กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แก้เมื่อย และไขข้ออักเสบ แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้ถุงน้ำดีอักเสบ ทุเลาอาการไอ แก้โรคหนองใน ราก ขับเยี่ยว ขับนิ่ว ต้น แก้โรคไต ขับปัสสาวะ รักษาโรคกษัย รักษาโรคปวดตามสันหลัง และบั้นเอว รักษาโรคนิ่ว แก้หนองใน รักษาโรคเยื่อจมูกอักเสบ ล้างพิษในไต
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้น ส่งผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยบอกว่า หญ้าหนวดแมวมีสรรพคุณ

  • ความดันเลือดสูง ต้นหญ้าหนวดแมวทำให้ความดันโลหิตลดน้อยลง รวมทั้งยังสามารถลดสภาวะหลอดเลือดหดตัวได้ด้วย ก็ยิ่งทำให้ไม่มีอันตรายในผู้เจ็บป่วยกลุ่มนี้มากขึ้น
  • การติดเชื้อระบบทางเดินเยี่ยว โรคนี้แพทย์มักแนะนำให้ผู้ป่วยกินน้ำมากมายๆโดยยิ่งไปกว่านั้นในระยะเริ่มแรกแม้ดื่มน้ำมากมายๆก็จะช่วยให้หายได้โดยไม่ต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ การดื่มน้ำมากมายๆเหมือนเป็นการช่วยให้เชื้อโรคถูกขับออกไทยจากระบบทางเท้าเยี่ยวไปเรื่อยยิ่งขับออกเร็วมากเท่าใดลักษณะของโรคก็จะหายเร็วขึ้นมากเพียงแค่นั้นแม้เชื้อสะสมอยู่ในระบบทางเดินปัสสาวะก็จะทำการกระตุ้นการหลั่งสารกลุ่ม cytokines โดยยิ่งไปกว่านั้น interleukin 6  ที่ได้ผลเฉพาะที่ในระบบทางเท้าฉี่แล้วก็กระทบไปทั่วร่างกาย (systemic effect) เป็นนำมาซึ่งการปวด อักเสบ และมีไข้ได้ หญ้าหนวดแมวก็ยังสามารถช่วยลดการอักเสบ ปวด ไข้ รวมถึงคุ้มครองปกป้องไม่ให้เชื้อติดตามเนื้อเยื่อระบบทางเท้าฉี่ เชื้อก็จะหลุดออกไปกับน้ำฉี่ได้เร็วขึ้น
  • เบาหวาน หญ้าหนวดแมวทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดลดน้อยลงด้วยเหตุว่ายั้งเอนไซม์ α-glucosidase และ  α-amylase  รวมทั้งลดพิษจากการได้รับเดกซ์โทรสปริมาณสูง จึงสามารถประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยเบาหวานได้อย่างปลอดภัยรวมทั้งตำรายาโบราณยังอาจใช้รักษาโรคเบาหวานได้ด้วย
  • นิ่ว ต้นหญ้าหนวดแมวเป็น hypourecimic agent เป็นขับกรดยูริกออกจากกระแสเลือด ลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริกได้ อีกทั้งยังลดการบิดเจ็บในไตที่เกิดจากนิ่ว calcium oxalate ได้ด้วย
  • โรคมะเร็ง หญ้านวดแมวเป็นพิษต่อเซลล์ของมะเร็งหลากหลายประเภทแล้วก็ลดการผลิตหลอดเลือดใหม่ไม่ให้ผลิออกไปเลี้ยงก้อนเนื้อโรคมะเร็ง จึงให้ผลดีสำหรับเพื่อการร่วมรักษาโรคมะเร็งได้
  • ท่อเยี่ยวตีบแคบ ต้นหญ้าหนวดแมวถือได้ว่าเป็นสมุนไพรที่เป็นประโยชน์มากมายสำหรับในการช่วยขับเยี่ยวในผู้เจ็บป่วยที่มีปัญหาในเรื่องท่อฉี่ตีบแคบซึ่งพบได้ย่อยในสุภาพสตรีสูงวัย ด้วยเหตุว่าทำให้กล้ามเนื้อเรียบของท่อเยี่ยวคลายตัว
แบบ/ขนาดการใช้ ตามตำรายาไทยระบุได้ว่า

  • ใช้ขับปัสสาวะ
  • ใช้กิ่งกับใบหญ้าหนวดแมว ขนาดกึ่งกลาง ไม่แก่หรืออ่อนจนถึงเหลือเกิน ล้างสะอาด นำมาผึ่งในที่ร่มให้แห้ง นำมา 4 กรัม หรือ 4 ถือมือ ชงกับน้ำเดือด 1 ขวดน้ำปลา (750 ซีซี.) เหมือนกันชงชา ดื่มต่างน้ำทั้งวัน รับประทานนาน 1-6 เดือน
  • ใช้ต้นกับใบวันละ 1 กอบมือ (สด 90- 120 กรัม แห้ง 40- 50 กรัม ) ต้มกับน้ำรับประทาน ทีละ 1 ถ้วยชา (75 ซีซี.) วันละ 3 ครั้ง ก่อนที่จะรับประทานอาหาร
  • ใช้แก้นิ่ว/ขับนิ่ว ให้นำใบอ่อน (ไม่ใช่ดอก) ขอบหญ้าหนวดแมว ราว 2-3 ใบ (ควรที่จะเก็บช่วงที่หญ้าหนวดแมวกำลังออกดอก) มาหั่นเป็นท่อนโดยประมาณ 2-3 เซนติเมตร ตากแดดให้แห้งแล้วนำมาชงกับน้ำร้อน (ราว 2 กรัมต่อน้ำร้อน 1 แก้ว) ปิดฝาทิ้งเอาไว้ 5-10 นาที ใช้ดื่ม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้อาการคลื่นเหียน อาเจียน หนังสือเรียนยาให้ใช้ใช้อีกทั้งใบ และก็กิ่งต้มน้ำรวมกับสารส้ม ดื่มวันละ 3 ครั้ง ก่อนกินอาหาร


การเรียนทางพิษวิทยา การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยาของต้นหญ้าหนวดแมวส่วนมากจะมีด้านฤทธิ์การขับเยี่ยวแล้วก็ฤทธิ์สำหรับการรักษานิ่ว เช่น

  • มีสารฤทธิ์ขับฉี่ ทดสอบป้อนทิงเจอร์ของสารสกัดจากใบด้วยเอทานอลร้อยละ 50 และก็จำนวนร้อยละ 70 ให้หนูแรทพบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจำนวนร้อยละ 50 มีฤทธิ์ขับเยี่ยวและก็ขับโซเดียมได้ดียิ่งไปกว่าสารสกัดด้วยเอทานอลความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 70 แต่ขับโปแตสเซียมออกได้น้อยกว่า ยิ่งกว่านั้นสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 ยังมีฤทธิ์ขับกรดยูริคได้ดิบได้ดีมาก และก็พบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 มีปริมาณสารสำคัญ ดังเช่น sinesetine, eupatorine, caffeic acid แล้วก็ cichoric acid สูงขึ้นยิ่งกว่าสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 70 แต่ว่ามีสาร rosemarinic acid น้อยกว่า
  • ฤทธิ์สำหรับในการรักษานิ่ว มีการเรียนรู้ฤทธิ์สำหรับเพื่อการรักษานิ่วในทางเดินเยี่ยวส่วนบนของหญ้าหนวดแมวเปรียบเทียบกับการดูแลและรักษามาตรฐานด้วยไฮโดรคลอไรไธอาไซด์ และโซเดียมไบคาร์บอเนต พบว่าคนป่วยที่ได้รับหญ้าหนวดแมวมีการเคลื่อนของนิ่วรอบๆกระดูกกระเบนเหน็บมากยิ่งกว่า แล้วก็ช่วยลดการใช้ยารับประทานแก้ปวดได้มากกว่ากลุ่มที่ใช้ยามาตรฐาน แม้กระนั้นไม่ได้มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คนไข้ที่ได้รับต้นหญ้าหนวดแมวจะมีความดันโลหิตลดลงน้อย ในระหว่างที่กลุ่มที่ได้ยามาตรฐานจะมีความดันเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผู้เจ็บป่วยที่ได้รับต้นหญ้าหนวดแมวจะมีชีพจรในระยะแรก (วันที่ 3 ของการทดสอบ) เร็วขึ้น แม้กระนั้นไม่พบการเปลี่ยนแปลงของระดับโปแตสเซียมในเลือด กลุ่มที่ได้ยามาตรฐานจะมีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะในวันที่ 30 ของการทดสอบลดลง ความเคลื่อนไหวของความถ่วงจำเพาะของฉี่ทั้งคู่กรุ๊ปไม่ได้ต่างอะไรกัน ในเวลาที่พบผลข้างเคียงในกลุ่มที่ใช้ต้นหญ้าหนวดแมวน้อยกว่ากลุ่มที่ใช้ยามาตรฐาน แม้กระนั้นไม่ต่างอะไรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนั้น มีรายงานผลของการรักษานิ่วในไตในผู้เจ็บป่วยที่ให้รับประทานยาต้มที่จัดเตรียมจากใบหญ้าหนวดแมวแห้ง ความเข้มข้นปริมาณร้อยละ 0.5 ขนาด 300 มล. ครั้งเดียว ติดต่อกันนาน 1-10 เดือน พบว่า 9 ราย มีการตอบสนองทางสถานพยาบาลที่ดี พบว่าเยี่ยวของคนเจ็บมีลัษณะทิศทางเป็นด่างมากขึ้น ซึ่งเสนอแนะว่าน่าจะช่วยลดการเกิดนิ่วจากกรดยูริคได้

ยิ่งกว่านั้นยังมีการทำการวิจัยในต่างแดนของฤทธิ์สำหรับการบรรเทาและรักษาลักษณะของโรคต่างๆดังต่อไปนี้

  • การขับเยี่ยว (diuresis) ปัจจุบันพบว่าเนื้อเยื่อบุผิวของกระเพาะปัสสาวะ (uroepithelial tissue) ที่มีตัวรับขอบ ที่มีตัวรับของ adenosinereceptor ทั้งยัง A1 A2A A2B และ A3    สาระสำคัญในหญ้าหนวดแมวมีกลไกการทำงานที่สำคัญเป็น กระตุ้น adenosine receptor ประเภท A1    receptor แต่ว่าก็ให้ฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องถึง adenosine receptor อีก 3 ประเภทด้วย ทำให้กล้ามเรียบของกระเพาะปัสสาวะหดตัวแต่ว่ากล้ามเนื้อเรียบของท่อปัสสาวะ (urethra) คลายตัวซึ่งเอื้อต่อการขับฉี่ ก็เลยน่าจะเป็นกลไกที่ประยุกต์ใช้ชี้แจงการขับฉี่ได้
  • นิ่วในไต (urolithiasis) เป็นโรคที่ยังนับว่าเป็นปัญหาอยู่มากมายแล้วก็ยังไม่ทราบกลไกที่กระจ่างแจ้ง ยาแผนโบราณใช้ต้นหญ้าหนวดแมวในการรักษานิ่ว Gao และก็คณะชี้ให้เห็นศักยภาพของต้นหญ้าหนวดแมวสำหรับการปรับแต่งนิ่วที่เกิดจากผลึกของ calcium oxalateในเยื่อไตของตัวทดลอง โดยทำให้สาร biomarker กว่า 20 จำพวกที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อไตเจ็บจากผลึกของ calcium oxalate สามารถกลับคืนสู่ภาวะธรรมดาได้เรื่องดำเนินการของสารในหญ้าหนวดแมวคาดว่าน่าจะผ่านหลายกลไกในลักษณะ multiple metabolicpathways โดยเฉพาะเมแทบจะอลิซึมของพลังงานต่างๆกรดอะมิโน taurine hypotaurine purine และก็ citrate cycle นอกนั้นยังมีรายงานเสริมเติมว่าการขับปัสสาวะอาจเป็นการช่วยละลายนิ่วแล้วก็ขับออกมากับฉี่ง่ายขึ้น ทั้งยังช่วยขับกรดยูริคและก็คุ้มครอง  uric acid stone formation
  • การตำหนิดเชื้อของระบบทางเท้าปัสสาวะ (urinary tract infection, UTI) เมื่อนำต้นหญ้าหนวดแมวมาใช้ในระบบทางเท้าปัสสาวะ ผลประโยชน์ที่น่าสนใจคือ นอกจากจะขับฉี่ที่ช่วยให้ลักษณะของการตำหนิดเชื้อดีขึ้นแล้ว ยังสามารถลดการยึดติดของเชื้อประเภท uropathognicEscherichia coli กับเซลล์กระเพาะปัสสาวะ ทำให้เชื้อถูกขับออกไปจากระบบทางเดินฉี่ได้ง่ายรวมทั้งเร็วขึ้น นอกจากนั้นคุณลักษณะสำหรับการต้านทานปฏิกิริยาออกซิเดชัน ที่จะลดความตึงเครียดจากสภาวะขบวนการออกซิเดชัน (oxidative stress) ก็เลยลดการเจ็บที่เกิดขึ้นมาจากปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชันสำคัญคือ lipid peroxidation ทำให้ลดการเกิดแผล (scar formation) ได้
  • การต้านอักเสบ (anti-inflammation) สารสกัดจากใบต้นหญ้าหนวดแมว  (chloroform extract) มีคุณสมบัติตามอักเสบเจริญ จึงมีการประยุกต์ใช้ใน rheumatoid arthritis gout และก็โรคอันเป็นผลมาจากการอักเสบต่างๆกลไกหนึ่งของสารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวที่ลดการอักเสบเป็นยับยั้ง cytosolic phospholipaseA2a (cPLA2a) ทำให้การสลาย phospholipid ลดลงสาร eupatorin และ sinensetin ยั้งการแสดงออกของยีน iNOS แล้วก็ COX-2 ทำให้การสังเคราะห์ nitric oxide และก็ PGE2 ต่ำลงตามลำดับ เว้นแต่สารกรุ๊ป phenolic compounds  คือ eupatorin รวมทั้งsinensetin แล้วสารกรุ๊ป diterpines ในต้นหญ้าหนวดแมวก็สามารถยั้งการสังเคราะห์ nitric oxide ได้เหมือนกัน นอกจากนั้นยังลดการสังเคราะห์ tumornecrosis factor a อีกด้วย คาดคะเนว่ากลไกการต้านอักเสบผ่าน transcription factor ที่ชื่อ STAT1a
  • การลดไข้ (antipyretic activity)สารสกัดจากหญ้าหนวดแมวมีคุณลักษณะลดการเกิดไข้ได้ขึ้นรถสำคัญที่ออกฤทธิ์เป็น rosmarinic acid,sinensetin, eupatorin และ tetramethoxy-flavone จุดเด่นที่นอกเหนือจากการต้านทานอักเสบแล้วก็ลดไข้แล้วยังช่วยลดอาหารปวดได้อีกด้วย31 ซึ่งอาการอักเสบ ไข้และปวดจะพบมากสำหรับการติดโรคของระบบฟุตบาทฉี่
  • สภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycaemia) การใช้ต้นหญ้าหนวดแมวในคนไข้โรคเบาหวานคงจะมีความปลอดภัยสูงเพราะสารสกัดหญ้าหนวดแมว สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดของตัวทดลองที่เป็นเบาหวานได้ โดยยั้งเอนไซม์ a-glucosidase เพิ่มการแสดงออกของยีนอินซูลินและป้องกันความเป็นพิษที่เกิดขึ้นจากการรับกลูโคสขนาดสูงๆ(high glucosetoxicity) โดยผ่านการเติมกลุ่มฟอสเฟตให้กับphosphatidylino-sitol 3-kinase (PI3K)


เมื่อกระทำการสกัดแยกสาร sinensetin ออกมาทดลองฤทธิ์การหยุดยั้งเอนไซม์ a-glucosidase และก็a-amylase ก็พบว่าคุณภาพของสารบริสุทธิ์sinensetin สำหรับเพื่อการยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี a-glucosidase สูงขึ้นมากยิ่งกว่าสารสกัดหญ้าหนวดแมว (ethanolic extract) ถึง 7 เท่า ด้วยค่า IC50 พอๆกับ 0.66 และก็ 4.63 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ ขณะที่คุณภาพของsinensetin สำหรับในการยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี a-amylase สูงขึ้นยิ่งกว่าสารสกัดหญ้าหนวดแมวถึง 32.5 เท่า ด้วยค่า IC50 เท่ากับ 1.13 รวมทั้ง 36.7 มก.ต่อมิลลิลิตรเป็นลำดับ ก็เลยคาดการณ์ว่าสาร sinensetin อาจเป็นสารสำคัญสำหรับในการออกฤทธิ์ของหญ้าหนวดแมวสำหรับเพื่อการต่อต้านโรคเบาหวานจำพวกที่ไม่ขึ้นกับอินซูลิน (non-insulin-dependent diabetes) ได้

  • ความดันโลหิตสูง (Hypertension) สารสกัดหญ้าหนวดแมว สามารถลดภาวการณ์หลอดเลือดหดรัด (vasoconstriction) ด้วยการยับยั้งตัวรับ alpha 1 adrenergic แล้วก็ angiotensin 1 ก็เลยน่าจะไม่มีอันตรายในคนไข้ความดันเลือดสูง นอกจากจะปลอดภัยในผู้เจ็บป่วยความดันเลือดสูงแล้วยังสามารถประยุกต์ใช้คุณประโยชน์สำหรับเพื่อการรักษาความดันเลือดสูงได้ด้วย คาดว่าสารสำคัญที่ออกฤทธิ์มาจากกรุ๊ป diterpenes และก็ methylripario-chromene A
  • พิษต่อเซลล์ของโรคมะเร็ง (cytotoxicity)หญ้าหนวดแมวที่สกัดด้วยแนวทาง supercritical carbon-dioxide ได้ผลที่น่าดึงดูด สำหรับเพื่อการยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยความเข้มข้นที่ยั้งการเจริญของเซลล์ (inhibitory concemtration) ได้ 50 % คือค่า IC50 ต่ำเพียงแค่ 28 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เมื่อเรียนลงไปในระดับเซลล์ก็พบว่าทำให้เซลล์ตายในลักษณะ apoptosis ซึ่งสามารถมองเห็น nuclearcondensation รวมทั้งความเปลี่ยนไปจากปกติของเยื่อไมโตคอนเดรียได้อย่างแจ่มแจ้ง เมื่อกระทำสกัดสาร eupatorin มาทดลองความเป็นพิษต่อเซลล์ของมะเร็งหลายๆประเภทก็ให้ค่า    IC50  ในระดับตำเป็นไมโครโมล่าร์ ด้วยการยับยั้งวงจรการแบ่งเซลล์ ระยะ G2/M phase ข้อดีที่เหนือยาเคมีบำบัดในขณะนี้คือ eupatorin ไม่เป็นพิษต่อเซลล์ปกติ
  • การต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (anti-oxidation) สารสกัดต้นหญ้าหนวดแมวสามารถลดสารอนุมูลอิสระ เช่น การลดปฏิกิริยา lipid peroxidation ทำให้เยื่อเซลล์คงทนและก็แข็งแรง จึงลดการเกิดแผลของระบบทางเท้าเยี่ยวได้  เว้นเสียแต่ลดการเกิดปฏิกิริยา lipid peroxidation แล้วยังสามารถลดการเกิด hydrogen peroxide ได้อีกด้วย ทำให้เซลล์รอดพ้นจากการเสียชีวิตแบบ apoptosis ด้วยการเพิ่มการแสดงออกของยีน  Bcl-2  พร้อมกับลดการแสดงออกของยีน Bax42  Ho และก็แผนกตรวจสอบและลองใช้วิธีultrasound-assisted extraction (UAE) มาช่วยสำหรับในการสกัดสารจากต้นหญ้าหนวดแมวทำได้สารสกัดที่มีฤทธิ์ต้านปฏิกิริยาขบวนการออกซิเดชัน โดยพบสารrosmarinic  acid,  kaempferol-rutinoside  และก็sinesetine อยู่ในสารสกัดดังที่กล่าวถึงแล้ว


การเล่าเรียนทางพิษวิทยา เมื่อฉีดสารสกัดด้วยน้ำร้อนจากใบและลำต้นเข้าช่องท้องหนูแรทเพศผู้และเพศภรรยา หนูเม้าส์เพศผู้และเพศภรรยา พบความเป็นพิษปานกลาง   เมื่อป้อนสารสกัดเดียวดันนี้ให้กับหนูแรททั้งสองเพศทุกเมื่อเชื่อวันต่อเนื่องกัน 30 วัน ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว ค่าการตรวจทางชีวเคมีในเลือด รวมทั้งพยาธิภาวะของอวัยวะสำคัญเมื่อดูด้วยตาเปล่า  และเมื่อเล่าเรียนความเป็นพิษในระยะยาวนาน 6 เดือน โดยการป้อนหนูแรทด้วยยาชงด้วยน้ำร้อน ซึ่งมีความแรงเทียบเท่ากับ 11.25, 112.5 และก็ 225 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนป่วยโรคนิ่วในท่อไต ไม่เจอความแตกต่างของการเติบโต  การกินอาหาร ลักษณะข้างนอกหรือความประพฤติที่ผิดปกติ แล้วก็ค่าการตรวจทางวิชาชีวเคมีในเลือดเมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม ยกเว้นปริมาณเกร็ดเลือดจะมากขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังเมื่อใช้ยาในขนาด 18 กรัม/กก./วัน พบว่าระดับโซเดียมในเลือดในกลุ่มทดลองทุกกลุ่ม โปแตสเซียมในหนูเพศภรรยา รวมทั้งคอเลสเตอรอลในหนูเพศผู้ จะมีระดับต่ำลงมากยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม   ยิ่งไปกว่านี้ เมื่อป้อนหนูแรทด้วยสารสกัดจากต้นหญ้าหนวดแมว ติดต่อกันเป็นเวลานาน 6 เดือน เปรียบกลุ่มควบคุม พบว่า หนูทุกกลุ่มมีการเจริญเติบโตแล้วก็กินอาหารได้ใกล้เคียงกัน ไม่เจอความไม่ดีเหมือนปกติในระบบโลหิตวิทยาแล้วก็ความไม่ปกติของอวัยวะภายใน ส่วนการตรวจผลทางวิชาชีวเคมีพบว่าหนูที่ได้รับสารสกัดทุกขนาดหรูหราโซเดียมต่ำลงยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุม แต่ระดับโปแตสเซียมมีทิศทางสูงขึ้น ในหนูเพศผู้ที่ได้รับสารสกัด 0.96 กรัม/กิโลกรัม/วัน จะมีน้ำหนักโดยเฉลี่ยของตับรวมทั้งม้ามมากกว่ากลุ่มควบคุม แม้กระนั้นการตรวจทางจุลพยาธิสภาพไม่พบความแตกต่างจากปกติที่เซลล์ตับและอวัยวะอื่นๆนอกจากการโป่งพองของกรวยไตในหนูขาวที่ได้รับสารสกัด 4.8 กรัม/กก./วัน ที่มีจำนวนเพิ่มมากยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม  กล่าวโดยสรุปสารสกัดหญ้าหนวดแมวเป็นพิษน้อย  แต่ต้องคอยติดตามวัดระดับโซเดียมรวมทั้งโปแตสเซียมถ้าเกิดใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
คำแนะนำ/ข้อควรตรึกตรอง

  • สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตหรือโรคหัวใจ ไม่ควรใช้สมุนไพรต้นหญ้าหนวดแมว เนื่องจากว่าสมุนไพรชนิดนี้มีสารโพแทสเซียมสูงมากมาย ถ้าไตไม่ดีเหมือนปกติก็จะไม่สามารถขับโพแทสเซียมออกมาได้ ทำให้เกิดโทษต่อสถาพทางร่างกายอย่างร้ายแรง และยังมีฤทธิ์ในการขับฉี่ให้ออกมามากกว่าปกติ และเกรงว่าขนาดของโพแทสเซียมที่สูงมากนั้น บางทีอาจจะไปกระตุ้นหัวใจให้เต้นเร็วแตกต่างจากปกติ จึงอาจมีผลเสียต่อโรคหัวใจได้
  • การกางใบชองหญ้าหนวดแมวไม่สมควรใช้การต้ม ให้ใช้การชง และก็ควรที่จะใช้ใบอ่อน เพราะว่าใบแก่จะมีความเข้มข้นอาจจะส่งผลให้มีฤทธิ์กดหัวดวงใจ
  • การเลือกต้นนำมาใช้เป็นยาสมุนไพร ควรเลือกต้นที่มองแข็งแรง แข็งและก็หนา ไม่อ่อนห้อยลงมา ลำต้นดูอวบเป็นเหลี่ยม ต้นมีสีม่วงแดงเข้ม รวมทั้งดูได้จากใบที่มีสีเขียวเข้มเป็นมันรวมทั้งใหญ่
  • การใช้สมุนไพรหญ้าหนวดแมวเพื่อรักษานิ่วจะได้ผลลัพธ์ที่ดีก็เมื่อใช้กับนิ่วก้อนเล็กๆแต่ว่าจะไม่ได้ผลกับก้อนนิ่วที่มีขนาดใหญ่
  • สมุนไพรต้นหญ้าหนวดแมว ไม่ควรใช้ร่วมกับยาแอสไพริน เนื่องจากว่าหญ้าหนวดแมวจะทำให้ยาแอสไพรินไปจับกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น
  • ผลข้างเคียงของต้นหญ้าหนวดแมว ซึ่งบางทีอาจเกิดขึ้นได้กับคนธรรมดาที่ไม่เคยเป็นโรคหัวใจมาก่อน โดยอาการที่อาจเจอได้เป็น ใจสั่น หายใจไม่สะดวก ดังนั้นการใช้สมุนไพรประเภทนี้ครั้งแรก หากใช้แนวทางการชงดื่มให้ใช้แนวทางจิบๆดูก่อน ถ้าเกิดมีอาการไม่ดีเหมือนปกติก็ควรจะหยุด แล้วดื่มน้ำตามให้มากๆสักพักอาการก็จะหายไปเอง
เอกสา

9

ลูกใต้ใบ
ชื่อสมุนไพร  ลูกใต้ใบ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น  หญ้าใต้ใบ,มะขามป้อมดิน,หน่วยใต้ใบ (ภาคเหนือ) ,ต้นหญ้าใต้ใบขาว (จังหวัดสุราษฎร์ธานี),จูเกี๋ยเช่า (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn.
ชื่อสามัญ Egg woman, Tamalaki, Stonebreaker.
สกุล  EUPHORBIACEAE
ถิ่นกำเนิด ลูกใต้ใบมีถิ่นกำเนิดในแถบเขตร้อนต่างๆของโลกในทวีป อเมริกาใต้ แอฟริกา รวมทั้งเอเชีย และมีการกระจายชนิดไปอยู่ในหลายๆประเทศเขตร้อนของภูมิภาคดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว อย่างเช่น เปรู บราซิล ทางตอนใต้ของอเมริกา ประเทศอินเดีย ไทย ประเทศพม่า ลาว ฯลฯ ส่วนในประเทศไทยนั้น ต้นลูกใต้ใบสามารถเจอได้ทั่วทุกจังหวัด ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยมักพบในหรือตามบริเวณเงาไม้ใหญ่ในที่โล่งทั่วๆไป หรือขึ้นแซมกับพืชที่เกษตรกรปลูก กระทั่งจำต้องถูกกำจัดเสมือนวัชพืชอื่นๆอย่างยิ่งจริงๆ
ลักษณะทั่วไป ลูกใต้ใบ เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็กจัดอยู่ในตระกูล Euphorbiaceae จีนัส Phyllanthus เหตุที่มีชื่อเรียกว่า ลูกใต้ใบ, ต้นหญ้าลูกใต้ใบ หรือ หญ้าใต้ใบ เพราะเหตุว่าส่งผลขนาด เล็กออกตามซอกก้านใบย่อยรวมทั้งแขวนลงให้มีความเห็นว่าลูกอยู่ใต้ใบ ในประเทศไทยมีพืชล้มลุกที่ มีลักษณะดังที่กล่าวมาแล้วคล้ายกันและก็ถูกเรียกว่าลูกใต้ใบอยู่อย่างน้อย 5 ชนิดหรือสปีชีส์ (species) อย่างเช่น Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn., P. debilis, P. niruri, P. urinary Linn (หญ้าใต้ใบ) รวมทั้ง P. virgatus G. Forst. แม้กระนั้นมีรายงานการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยพบว่าลูกใต้ใบประเภท P.amarus Schumach. & Thonn. นั้นเป็นชนิดที่ให้สารที่มีสรรพคุณทางยามากที่สุด ซึ่งลูกใต้ใบฃนิดนี้มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ดังต่อไปนี้

  • ต้นลูกใต้ใบ จัดเป็นพืชล้มลุก มีอายุเพียงแค่ปีเดียว มีความสูงประมาณ 10-50 ซม. แตกกิ่งก้านสาขามาก ลำต้นไม่มีขน รวมทั้งทุกส่วนของต้นมีรสขม
  • ใบลูกใต้ใบ ใบเป็นใบคนเดียวประกอบแบบขนเรียงสลับกันชั้นเดี่ยวปลายคี่ มีใบย่อยราว 23-25 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานปนรูปไข่กลับ โคนใบมนแคบ ส่วนปลายใบมนกว้างของใบเรียบไม่มีขน ใบข้างล่างสีอ่อนกว่าด้านบน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3-4 มม.และก็ยาวราวๆ


5-10 มม. มีก้านใบสั้นมาก มีหูใบสีขาวนวล ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมปลายแหลมเกาะติดอยู่ 2 อัน

  • ดอกลูกใต้ใบ ดอกเป็นแบบแยกเพศ มีขนาดเล็กสีขาว เส้นผ่าศูนย์กลางราว 0.08 เซติเมตร ดอกเพศเมียชอบอยู่รอบๆโคนก้านใบ ส่วนดอกเพศผู้ชอบอยู่รอบๆส่วนปลายของก้านใบ มักออกเป็นกลุ่มๆละ 2-3 ดอก โดยดอกตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ราวๆ 2 เท่า แล้วก็ดอกโดดเดี่ยวๆเกสรตัวผู้มี 3 ก้าน โคนก้านเกสรเชื่อมกันนิดหน่อย มีอับเรณูแตกอยู่ตามแนวขนาน ส่วนกลีบรองและก็กลีบดอกเป็นรูปไข่ ขอบกลีบมีสีอ่อน
  • ผลลูกใต้ใบ ลักษณะของผลเป็นทรงกลมแป้น ผิวเรียบมีสีเขียวอ่อนนวล ผลมีขนาดประมาณ 0.15 ซม. โดยผลมักจะติดตามอยู่บริเวณใต้โคนของใบย่อย รวมทั้งอยู่ในบริเวณกลางก้านใบ ผลเมื่อแก่จะแตกเป็นพู 6 พู ในแต่ละพูจะมีเม็ด 1 เม็ด สีน้ำตาล มีลักษณะเป็นรูปเสี้ยว 1 ส่วน 6 ของทรงกลม มีสันตามทางยาวทางข้างหลัง รวมทั้งมีขนาดเล็กมากมายราว 0.1 ซม.


การขยายพันธุ์  ลูกใต้ใบเป็นพันธุ์ไม้ซึ่งสามารถพบได้มากในที่โล่งแจ้งรวมทั้งตามริมไม้ในที่โล่งแจ้งทั่วทุกภูมิภาค โดยยิ่งไปกว่านั้นฤดูฝนจึงไม่มีการนิยมนำมาปลูกในเชิงการค้าแต่อย่างใด  ส่วนการขยายพันธุ์ของลูกใต้ใบนั้นสามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เม็ด  ในตอนนี้นั้นเมื่อเริ่มมีการตื่นตัวถึงคุณประโยชน์ของลูกใต้ใบที่มีรายงานการศึกษาวิจัยมารับรองแล้วนั้น  ก็เลยเริ่มเห็นมีการเพาะกล้าของลูกใต้ใบมาจำหน่ายรวมทั้งเกษตรกรก็เริ่มเพาะปลูกลูกใต้ใบเพื่อจำหน่ายเยอะขึ้นเรื่อยๆกว่าอดีต
ส่วนประกอบทางเคมี ส่วนประกอบทางเคมีของลูกใต้ใบจะประกอบไปด้วยสารแทนนิน (Tannins), ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids), ลิกแนนส์ (Lignans), ไกลโคไซด์ (Glycosides), ซาโปนิน (Saponin) ฯลฯ  แล้วก็สมุนไพรลูกใต้ใบยังประกอบไปด้วยธาตุที่สำคัญอีกเช่น  ธาตุโซเดียม 0.86 %, ธาตุโพแทสเซียม 12.84 %,  ธาตุเหล็ก 10.68 %, ธาตุแคลเซียม 6.57 %, ธาตุแมกนีเซียม 0.34 %, ธาตุอะลูมิเนียม 3.92 %, ธาตุฟอสฟอรัส 0.34 %
 
 
 
 
 
 
                                                       ที่มา  :  Wikipedia
สรรพคุณ  ด้านคุณประโยชน์ของลุกใต้ใบนั้นคนไทยมีความเชื่อมาตั้งแต่ครั้งโบราณว่าลูกใต้ใบสามารถคุ้มครองตับจากพิษของสารเคมี และถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพรเพื่อช่วยรักษาคนไข้ที่เป็นโรคมะเร็งตับให้แก่ยาวขึ้น รวมทั้งยังมีสรรพคุณตามตำรายาไทยอีกหลายสิ่งหลายอย่างได้แก่ ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย  บำรุงธาตุในร่างกาย เจริญอาหาร รักษาโรคตา ควบคุมรวมทั้งลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดระดับความดันเลือด แก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยลดไข้ทุกชนิด ช่วยรักษาไข้มาลาเรีย ช่วยแก้อาการไอ ช่วยแก้โรคหืด ช่วยแก้อาการร้อนในหิวน้ำ ช่วยขับเหงื่อ ขับฉี่ ช่วยขับเสมหะ แก้ท้องร่วง  แก้เจ็บท้อง  โรคท้องมาน แก้บิด ข้อตกขาวไข้ประจำเดือนของสตรี รักษาไข้ทับระดู  ช่วยบำรุงสายตา ทำให้สายตาดี แก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยลดไข้ทุกประเภท ช่วยแก้พิษตานซาง แก้น้ำเหลืองเสีย  บำรุงตับ รักษาโรคดีซ่าน ยอดอ่อนใช้รักษาอาการปวดข้อ  ปวดกระดูก ลดอาการอักเสบ แก้เริม อื่นๆอีกมากมาย
รูปแบบ/ขนาดการใช้

  • แก้ไข้ ให้นำต้นสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำจำนวน 2 ถ้วยแก้ว แล้วหลังจากนั้นเคี่ยวจนเหลือน้ำ 1 1/2 ถ้วยแก้ว กินทีละครึ่งถ้วยแก้ว
  • รักษาโรคเริม ให้ใช้ลูกใต้ใบโดยประมาณ 5 ใบ ตำผสมกับสุราแล้วคั้นมัวแต่นำมา แล้วใช้สำลีชุบน้ำยามาติดตรงที่เป็น
  • รักษาอาการปวดข้อ ใช้ยอดอ่อนมาต้มกับน้ำแล้วดื่มรักษาลักษณะของการปวดกระดูก ปวดข้อ
  • แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว นำลูกใต้ใบมาล้างน้ำ และสับเป็นชิ้นเล็กๆตากแดดให้แห้ง ต้มใส่หม้อดิน เอามาดื่มแทนชา
  • แก้ไอ นำใบอ่อนของต้นใต้ใบ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 แก้ว ต้มกระทั่งเหลือน้ำ 1 1/2 แก้วใช้จิบแก้ไอ
  • ขับเมนส์ นำต้นลูกใต้ใบมาต้มกิน ก็จะช่วยในการปรับสมดุลเลือดลมในร่างกาย ทำให้เมนส์มาปกติได้
  • ไข้ทับเมนส์ ให้นำลูกใต้ใบอีกทั้ง 5 มาล้างน้ำสะอาด เอามาตำผสมเหล้าขาว คั้นเฉพาะน้ำยามาดื่มทีละ 1 ถ้วยชา
  • บำรุงสายตาให้ใช้ผลต้มดื่มแล้วก็ยังช่วยรักษาโรคตา
  • กำจัดพิษออกจากตับ ใช้ต้มดื่มต่อเนื่องกันราว 1 อาทิตย์ ปกป้องไม่ให้ตับถูกทำลายจากพิษต่างๆรวมทั้งช่วยบำรุงตับ
การเรียนทางเภสัชวิทยา  จากการศึกษาเรียนรู้วิจัยในหลอดทดสอบ
หลายรายงานพบว่าลูกใต้ใบสามารถยับยั้ง DNA poly-merase ของ HBV ซึ่งเป็นเอนไซม์สำหรับสังเคราะห์ DNA ของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ตัวอย่างเช่น สารสกัดเมทานอลจากลูกใต้ใบ (ไม่กำหนดความเข้มข้น) สารสกัดเมทานอลจากต้น (ไม่กำหนดความเข้มข้น) สารสกัดน้ำจากต้น มีค่า IC50 เท่ากับ 500 มค.ก./มิลลิลิตร สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้น ความเข้มข้น 75 มค.ก./มล. สารสกัดน้ำจากต้นมีฤทธิ์อ่ออนสำหรับในการยับยั้ง DNA polymerase ของ HBV มีค่า IC50 เท่ากับ 59 มค.กรัม/มิลลิลิตร รวมทั้งขนาด 43 มค.ก./มล. มีฤทธิ์อ่อนสำหรับเพื่อการยังยั้ง HBV สารสกัดเมทานอลยังมีฤทธิ์ยับยั้ง HBV antigen
สารสกัดน้ำจากต้น ความเข้มข้น 100 มค.ก./มล. สามารถยับยั้งการแบ่งตัวด้านในเซลล์ HBV สารสกัดเอทานอล สารสักดเฮกเซน สารสกัดคลอโรฟอร์ม สารสกัดบิวทานอล และก็สารสกัดน้ำจากต้น ขนาด 4 มก./มล. มีฤทธิ์ต่อต้าน HBV  antigen ขึ้นรถสัดบิวทานอลมีฤทธิ์สูงสุด และก็ยับยั้งปฏิกิริยาระหว่า HBs Ag/Hbe Ag ยับยั้งการสังเคราะห์ DNA ของ HBV และยับยั้งการ expression ของ HBV antigen สารสกัดน้ำจากต้น ความเข้มข้น 0.5 มก./มิลลิลิตร ทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยง hepatoma cell line HepA2 ที่ถูกทำให้ติดเชื้อโรค HBV พบว่าสารสกัดจะยั้งการแบ่งตัวของเซลล์และก็กดการผลิต Hbs Ag แม้กระนั้นไม่ลดการผลิต HBsAg gene promotor ซึ่งจะไปกระตุ้น CAT activity สารสกัดน้ำจากใบมีฤทธิ์ยับยั้งการ expression ของ HBV antigen โดยมี IC50 พอๆกับ 5 มค.ก./มิลลิลิตร
ส่วนการทดสอบในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดลูกใต้ใบได้ผลสำหรับการยั้งเชื้อ HBV ในสัตว์ทดสอบโดยเมื่อฉีดสารสกัดน้ำจากทั้งยังต้นขนาด 80 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เข้าช่องท้องหนู G26 transgenic mice จะยับยั้งการเกิด transcription ในตับหนูโดยลด HBV mRNA และก็ขนาด 100 มค.ก./มิลลิลิตร (ไม่ระบุกรรมวิธีบริหารยา) จะลดการเกิด  transgenic เช่นกัน โดยระดับของ HBs Ag mRNA ในเซลล์ตับต่ำลง แล้วก็ยับยั้ง expression ของ HBV mRNA
นอกจากยังมีผู้วิจัยแยกสารประกอบกรุ๊ป lignan ได้จากสารสกัด ethyl acetate จากลูกใต้ใบซึ่งมี ฤทธิ์ต่อต้านมะเร็งโดยพบว่าไปยับยั้งการแสดงออกของ ยีน Bcl-2 และการขัดขวางรูปแบบการทำงานของ เอนไซม์ telomerase ร่วมกับการกระตุ้นการทำงานแสดงออกของ ยีน c-myc และก็หลักการทำงานของ โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี caspases ส่งผลให้เกิดขั้นตอนการตายของเซลล์แบบ apoptosis และก็ยังมีการทำการวิจัยทางเภสัชวิทยาต่างๆอีกได้แก่

  • สารสกัดด้วยเอทานอลของรากลูกใต้ใบชนิด P. amarus มีฤทธิ์สำหรับการต่อต้านอนุมูลอิสระ และยังสามารถช่วยลด Oxidative stress ได้เมื่อเรียนรู้ในหลอดทดสอบ ส่วนในสารสกัดแบบชาของลูกใต้ใบก็พบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเดียวกัน
  • สารสกัดด้วยเมทานอลของลูกใต้ใบประเภท P. amarus มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูที่เป็นโรคโรคเบาหวานจากการฉีดสาร Alloxan และสารสกัดด้วยน้ำจากใบแล้วก็เมล็ดของ P. amarus ก็มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นเดียวกัน โดยมีการตรวจสอบและลองใช้ดื่มน้ำตาลซูโครส 10% เป็นเวลา 30 วันเพื่อทำให้สภาวะน้ำตาลในเลือดมากขึ้น แต่ว่าผลของการทดลองก็พบว่าสามารถช่วยลดสภาวะเบาหวานได้
  • มีฤทธิ์ยั้งเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง สารสกัดด้วยน้ำและแอลกอฮอล์ของลูกใต้ใบประเภท P. amarus มีฤทธิ์แรงสำหรับการช่วยยั้ง HIV-1 โดยเป็นสารออกฤทธิ์ในกลุ่ม Gallotannin ซึ่งสาร Corilagin, Ellagitannins รวมทั้ง Geraniin นั้นจะมีฤทธิ์แรงที่สุด ยิ่งกว่านั้นยังช่วยยับยั้งเชื้อ HIVE ได้ถึง 30% แล้วก็มีผลยั้งเชื้อ HIVE อีกทั้งใน in vitro แล้วก็ใน in vivo
  • ช่วยคุ้มครองการเกิดพิษต่อตับของหนูขาวจากการได้รับยาพาราเซตามอล โดยพบว่าการให้ต้มหรือผงของลูกใต้ใบปริมาณ 1 ครั้งในขนาด 3.2 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมในตัวทดลอง ก่อนให้พาราเซตามอลตรงเวลา 1 ชั่วโมง มีผลช่วยลดความเป็นพิษเจริญที่สุด
  • สารสกัดด้วยเมทานอลของลูกใต้ใบ P. amarus มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการต้านทานการก่อกลายชนิดของสาร 2-acetaminofluorene (2-AFF), 4-nitro-O-phenylenediamine, Aflatoxin B1, Sodium azide และ N-methyl-N-nitro-N- nitrosoguanidine เมื่อทำการศึกษาด้วย Ames test ในตัวทดลอง โดยผลของการต้านการก่อกลายชนิดของสารสกัดใน in vitro จะดีกว่าใน in vivo


ฤทธิ์คุ้มครองตับของลูกใต้ใบในหนูขาว  การศึกษาเล่าเรียนในหนูขาวโดยแบ่งหนูขาวออกเป็น 5 กรุ๊ป กรุ๊ปที่ 1 เป็นกลุ่มควบคุมให้รับประทานสารละลายกลูโคส (Isocaloric glucose solution) กรุ๊ปที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารละลายเอทานอล (20% น้ำหนัก/ความจุ) ขนาด 5 กรัม/กิโลกรัม/วัน กรุ๊ปที่ 3 ได้รับสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลขนาด 250 มก./กก./วัน ร่วมกับสารละลายกลูโคส กลุ่มที่ 4 และก็ 5 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลขนาด 250 และ 500 มิลลิกรัม/กก./วัน ร่วมกับสารละลายเอทานอลขนาด 5 กรัม/กก./วัน เป็นลำดับ นาน 4 อาทิตย์ (เอทานอลให้นาน 3 อาทิตย์) พบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเอทานอลเพียงอย่างเดียว สารสกัดลูกใต้ใบขนาด 250 และ 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ในหนูกลุ่มที่ 4 รวมทั้ง 5 ที่เหนี่ยวนำให้กำเนิดความเป็นพิษที่ตับด้วย เอทานอลสามารถลดระดับการเกิด lipid peroxidation ได้ 29.10 รวมทั้ง 45.67% เป็นลำดับ แล้วก็ยังสามารถเพิ่มระดับการทำงานของเอนไซม์ reduced glutathione (GSH), superoxide dimutase (SOD), catalase (CAT) ในตับ โดยกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบขนาด 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน สามารถเพิ่มระดับการทำงานของเอนไซม์ GSH, SOD และ CAT ได้ 27.60, 36.36 และก็ 28.61% เป็นลำดับ ในตอนที่กรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน สามารถเพิ่มลักษณะการทำงานของเอนไซม์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วได้ 81.60, 51.03 รวมทั้ง 37.41% เป็นลำดับ แล้วก็หนูในกลุ่มที่ 4 และ 5 ยังสามารถลดลักษณะการทำงานของเอนไซม์ glutathione-S transferase ได้ 28.19 รวมทั้ง 47.99% นอกนั้นยังพบว่าหนูกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบ 250 มิลลิกรัม/กก./วัน ร่วมกับ เอทานอล (กลุ่มที่ 4) รูปแบบการทำงานของเอนไซม์ alanine transaminase (ALT) aspartate transaminase (AST) และ alkaline phosphatase (ALP) ในตับเพิ่มขึ้น 12.68, 42.35 แล้วก็ 40.01% ตามลำดับ ในเวลาที่ ALT แล้วก็ AST ในพลาสมาลดลง 41.38 และ 51.90% เหมือนกับหนูในกลุ่มที่ 5 ที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบ 500 มิลลิกรัม/กก./วัน ร่วมกับเอทานอล ระดับของ ALT, AST และก็ ALP ในตับมากขึ้น 42.35, 21.63 และก็ 116.9% ในตอนที่ค่า ALT และ AST ในพลาสมาน้อยลง 51.90 และ 51.20% จากการเรียนสรุปได้ว่าสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลสามารถคุ้มครองปกป้องการเช็ดกทำลายของตับในหนูขาวที่เหนี่ยวนำให้เกิดพิษที่ตับได้

การเล่าเรียนทางสถานพยาบาล การเรียนรู้ผู้ป่วยที่เป็นพาหนะของโรคตับอักเสบบีปริมาณ 78 คน (แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 คน กรุ๊ปควบคุม 38 คน) สามารถติดตามผลหลังการทดลอง 1 เดือน ได้เพียง 60 คน (แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 37 คน กลุ่มควบคุม 23 คน) กลุ่มทดลองจะรับประทานยาผงลูกใต้ใบทั้งต้นบรรจุแคปซูลขนาด 200 มก. วันละ 3 ครั้ง นาน 30 วัน กลุ่มควบคุมจะรับประทานยาหลอกเป็น lactose แทน ใช้การตรวจหา HBs Ag และ HBe Ag ในซีรัมของคนเจ็บด้วยวิธี ELISA
หลังจากทดลอง 1 เดือน พบว่าผู้ป่วยในกลุ่มทดลอง 22 คน ใน 37 คน (59%) ตรวจพบ HBs Ag ในซีรัมได้ผลสำเร็จลบ ในเวลาที่มีผู้ป่วยในกลุ่มที่ได้รับยาหลอกเพียง 1 คนเพียงแค่นั้น (4%) ที่ตรวจพบ HBs Ag ในซีรัมสำเร็จลบ ในคนเจ็บที่ตรวจพบ HBs Ag ในซีรัมได้ผลลบใน 1 เดือนแรก ปริมาณ 22 คน ในกลุ่มทดลอง และ 1คนภายในกรุ๊ปควบคุม และเมื่อติดตามการดูแลรักษาจนกระทั่ง 9 เดือน เหลือผู้ป่วยในกลุ่มทดลองเพียง 1 คน ยังตรวจเจอ HBs Ag เป็นผลลบเช่นเดิมคนป่วยที่เป็นพาหะที่มี HBs Ag แล้วก็ HBe Ag จะส่งผลสนองตอบต่อการดูแลรักษาน้อยกว่ากลุ่มพาหะที่ไม่มี HBe Ag กลุ่มที่มี HBs Ag และก็ HBe Ag จะปลอดการเป็นพาหะข้างหลังการทดลองเพียงแต่ 29% (5 ใน 17 คน) แล้วก็กลุ่มที่ไม่มี HBe Ag จะปลอดการเป็นพาหนะหลังการทดสอบถึง 85% (17 ใน 20 คน) ส่วนผู้ป่วยที่เป็นพาหะที่ได้รับยาหลอก 1 คน ที่ตรวจเจอ HBs Ag ได้ผลสำเร็จลบนั้นเป็นพาหะที่เดิมมีเพียงแค่ HBs Ag เพียงแค่นั้น และก็เป็นพาหะที่ไม่มีอาการ ไม่พบอาการใกล้กันในผู้เจ็บป่วยทุกคนที่ทำการเรียนรู้ในครั้งนี้ แต่ว่าอย่างไรก็ตามภายหลังจากติดตามผลประโยชน์ 3 เดือน พบว่าจำนวนผู้ป่วยในกลุ่มทดลองแล้วก็กลุ่มควบคุมมีความไม่เหมือนกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยกลุ่มควบคุมเหลือเพียงแค่ 19 คน ตอนที่กลุ่มทดลองมีถึง 36 คน
นอกจากนั้นลูกใต้ใบยังสามารถลดการอักเสบของตับได้ ดังสำหรับการทดลองให้คนไข้ชายและก็หญิงที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง รับประทานผลจากลูกใต้ใบต้นขนาด 1.5 ก./วัน ให้คนป่วยตับอักเสบเรื้อรังทั้งสองเพศกินต้นลูกใต้ใบ (ไม่กำหนดขนาด) พบว่าสาร catechin จะลดระดับบิลิรูบินในพลาสมา แล้วก็ลด Bromsulfthalein clearance (BSP clearance) การเรียนรู้ในผู้เจ็บป่วยตับอักเสบจากเชื้อไวรัส 120 ราย รับประทานยาตำรับของอายุรเวท 4 ประเภท มีสมุนไพรพลายจำพวกแล้วก็ลูกใต้ใบด้วย (ไม่กำหนดขนาดที่รับประทาน) คนไข้ทุกคนไม่ได้รับยาแผนปัจจุบัน พบว่าคนเจ็บส่วนมากจะมีค่า serum glutamic oxaloacetic transaminase (SGOT). Serum glutamic pyruvic transaminase (SGPT) รวมทั้งบิลิรูบินลดน้อยลง และมีคนป่วย 1 รายที่ตรวจเจอ HBs Ag สำเร็จลบ
การศึกษาทางพิษวิทยา

  • การทดลองความเป็นพิษ สารสกัดเซลล์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงด้วยเอทานอล (50%) เมื่อให้หนูถีบจักรกิน พบว่าขนาดสูงสุดก่อนกำเนิดอาการพิษเป็น1 ก./กิโลกรัม สารสกัด 50% อัลกฮออส์จากต้น เมื่อให้หนูกินหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ขนาด 10 ก./กิโลกรัม ไม่เจอพิษ สารสกัดน้ำจากพืชทั้งยังต้น เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร ขนาด .01 มิลลิกรัม หรือ 1.8 มิลลิกรัม ไม่พบพิษ สารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทน เอทานอล แล้วก็สารสกัดด้วยน้ำ เมื่อให้เข้าทางกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 500 มก./กก. ไม่พบพิษ สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้นฉีดเข้าท้องลูกเป็ดขนาด 500 มก./กิโลกรัม ไม่พบพิษ สารสกัดเอทานอล 95% จากอีกทั้งต้น เมื่อให้เข้าทางกระเพาะอาหารหนูถีบจักร ขนาด 100 มก./กิโลกรัม นาน 30 วัน ไม่เจอพิษ หนูที่รับประทานสารสกัดจากพืชที่อยู่เหนือดิน (ไม่กำหนดประเภทของสารสกัด) ขนาด 0.2 มิลลิกรัมวัน เป็นเวลา 90 วัน ไม่พบพิษ เมื่อให้คนแก่ทั้งเพศชาย และหญิงกินลูกใต้ใบขนาด 2.7 ก./วัน ไม่เจอพิษ ผู้ใหญ่รับประทานพืชส่วนที่อยู่เหนือดินขนาด 1.5 กรัมไม่เจอพิษ และก็เมื่อให้เด็กรับประทานพืชต้น (ไม่ระบุขนาดที่กิน) ไม่เจอพิษ


ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่เจาะจงชนิดและขนาดของสารสกัด) เมื่อให้เข้าทางช่องท้องหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูถีบจักรรวมทั้งหนูขาว ทำให้เกิดวิธีซัก ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่ระบุชนิดแล้วก็ขนาด) มีฤทธิ์ลดอัตราการเต้นรวมทั้งบีบตัวของหัวใจกบ หนูขาว และหนูถีบจักร ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่ระบุจำพวกรวมทั้งขนาด) มีฤทธิ์ลดความดันในหมา

  • ผลต่อระบบสืบพันธุ์ เมื่อให้หนูถีบจักรเพศผู้ รับประทานสารสกัดอัลกอออล์จากทั้งยังต้น ขนาด 100,250,400 และก็ 500 มก./กก. จะลดอัตราการมีลูกลง 10,32,52 รวมทั้ง 72% ตามลำดับ รวมทั้งเมื่อให้หนูรับประทานสารสกัดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นในขนาดสูงพอๆกับ 500 มก./กก. จะลด cauda epididymal sperm counts ลดการเคลื่องที่ของสเปิร์ม ยังยั้ง succinate dehydrogenase ใน epididymis และก็ testis เปอร์เซ็นต์ของสเปิร์มที่มีชีวิตต่ำลง


เมื่อให้สารสกัดเอทานอล 95% จากทั้งต้น ทางสายยางให้อาหารแก่หนูถีบจักรเพศเมีย ขนาด 100 มิลลิกรัม/กก. นาน 30 วัน จะก่อให้หนูมีลูกยาก

  • เป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัดน้ำจากทั้งต้น ความเข้มข้น 1 มก./มิลลิลิตร,200 มค.ก./มล. รวมทั้ง 500 มค.กรัม/มิลลิลิตร เป็นพิษต่อเซลล์ sarcoma (Rous virus) (11), Ca-Hepatocarinoma-G2(7) และ cell  line HuH-7 (13) ตามลำดับ
ข้อเสนอ/ข้อควรพิจารณา

  • สตรีมีท้องห้ามกินลูกใต้ใบเพราะลูกใต้ใบมีสรรพคุณสำหรับการขับระดูซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้
  • ลูกใต้ใบมีฤทธิ์ทางเภสัชที่เหมือนกับยาแอสไพริน ด้วยเหตุดังกล่าวผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข่งตัวของเลือดไม่ควรกิน
  • การใช้สมุนไพรลูกใต้ใบนั้น ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกินความจำเป็น และไม่ควรที่จะใช้กำเนิดขนาดที่ระบุในฉลากผลิตภัณฑ์
  • ผู้ที่เป็นโรคตับ โรคไตควรขอความเห็นหมอก่อนใช้เสมอ
เอกสารอ้างอิง

  • ศิริพร เหลียตระหนี่อบธุระ.ลูกใต้ใบ&ตับอักเสบบี.จุลสารข้อมูลสมุนไพร.
  • รศ.ภกญ.นวลน้อย จูฑะดงษ์.รายงานการวิจัยฤทธิ์ของลูกใต้ใบซึ่งๆหน้าที่ไมโตคอนเดรียในตับหนูขาว.สาขาวิชาเภสัชวิทยา สำนักวิชาวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.
  • ฤทธิ์ป้องกันตับของลูกใต้ใบในหนูขาว.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ลีท้องนา ผู้พัฒนโคตร, 2530. สมุนไพรไทยตอนที่ 5 . ข้างพฤกษศาสตร์ป่าดง กองบำรุง กรมป่าไม้, จังหวัดกรุงเทพมหานคร http://www.disthai.com/
  • Faremi TY, Suru SM, Fafunso MA, Obioha UE.Hepatoprotective potentials of Phyllanthus amarus againt etanol-induced oxidative stress in rats. Food Chem Toxicol.2008;46:2658-64
  • Van Welzen, P., Chayamarit, K. (2007) Euphorbiaceae, in: Santisuk, T., Larsen, K. (Eds.),


Flora of Thailand. Prachachon Co. LTD., Bangkok, pp. 473-507.

  • เต็ม สมิว่ากล่าวนันทน์,2544. ชื่อพรรณไม้ที่ประเทศไทย. ส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้, จังหวัดกรุงเทพ.
  • Giridharan, P., Somasundaram, S.T., Perumal, K., Vishwakarma, R.A., Karthikeyan, N.P., Velmurugan, R., Balakrishnan, A. (2002) Novel substituted methylenedioxy lignan suppresses proliferation of cancer cells by inhibiting telomerase and activation of c-myc and caspases leading to apoptosis. British Journal of Cancer 87: 98-105.



Tags : ลูกใต้ใบ

10

พิมเสน (Bomed Camphor)
พิมเสนเป็นยังไง พิมเสนมีชื่อเรียกหลายชื่อ อย่างเช่น ภิมเสน น่ากลัวเสน พิมเสนเกล็ด พิมเสนจังหวัดตรังกานู ประพรมแสน มีชื่อสามัญว่า “Borneo Camphor” แขกอินเดียในบอมเบย์เรียก “Bhimseni” หรือ “Boras” แขกฮินดูเรียก “Bhimsaini-kapur” หรือ “Barus kapur”  โดยปกติพิมเสนแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ พิมเสนที่ได้จากธรรมชาติหรือพิมเสนแท้ ชื่อสามัญ Borneol camphorแล้วก็พิมเสนสังเคราะห์ หรือพิมเสนเทียม ชื่อสามัญ Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนจะมีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆแบนๆมีสีขาวขุ่นหรือออกแดงอ่อนๆ(ถ้าเกิดเป็นพิมเสนบริสุทธิ์จะเป็นผลึกรูปแผ่นหกเหลี่ยม) มีเนื้อแน่นกว่าการบูร ระเหิดได้ช้ากว่าการบูร ติดไฟให้แสงแรงและก็มีควันมาก ไม่มีเถ้า ละลายได้ยากในน้ำ ละลายก้าวหน้าในตัวทำละลายประเภทขั้วต่ำ พิมเสนมีกลิ่นหอมเย็น ฉุน รสหอม เย็นปากเย็นคอ อดีตคนประเทศไทยนิยมใช้ใส่ไว้ในหมากพลูเคี้ยว
สูตรทางเคมีแล้วก็สูตรส่วนประกอบ พิมเสนแท้ (Borneo Camphor) เป็นสารประกอบอินทรีย์ชนิดไบไซคิก  รวมทั้งเป็นสารกลุ่มเทอร์พีน มีสูตรเคมีคือ C10H18O มีชื่อทางเคมีว่า(+)-borneol หรือ endo-2-camphanol หรือ endo-2-hydroxycamphane  มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาว 6 เหลี่ยม มีกลิ่นหอมฉุนคล้ายการบูร ติดไฟให้แสงจ้าและมีควันมากมาย ไม่มีขี้เถ้า มีมวลโมเลกุล 154.25                gmd -1 และมีความถ่วงจำเพาะพอๆกับ 1.011 มีจุดหลอมตัว 208 องศาเซลเซียส เกือบไม่ละลายน้ำ ละลายได้ในตัวทำละลายประเภทขั้วต่ำ ดังเช่น น้ำมันปิโตรเลียมอีคุณ(1:6) ในเบนซีน (1:5)
 
ที่มา : Wikiperdia
ที่มา พิมเสนธรรมชาติ หรือ พิมเสนแท้เป็นพิมเสนที่ได้มาจากการระเหิด (ผู้กระทำลั่นของเนื้อไม้โดยธรรมชาติ) ของยางจากต้นไม้ประเภท (รู้เรื่องว่าตัวต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ไม่ได้ถูกข้อบังคับชื่อไทยไว้ ซึ่งในตำราเรียนยาแผนโบราณส่วนใหญ่ก็จะกล่าวถึงแต่ว่าสิ่งที่สกัดได้จากเจ้าพืชต้นใหญ่นี้ว่า พิมเสน เพราะเหตุว่าหากเรียกว่าต้นพิมเสนอาจกำเนิดความสับสน เพราะเหตุว่าต้นพิมเสน นั้นยังหมายคือพืชอีกประเภท เป็นไม้เนื้ออ่อน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pogostemon cablin (Blanco) Benth. ตระกูล Labiatae ซึ่งเจ้าต้นนี้ สกัดได้น้ำมันหอมระเหย ที่ฝรั่งเรียกว่า Patchouli) ซึ่งมีชื่อทางด้านวิทยาศาสตร์ว่า Dryobalanops aromatica Gaertn. จัดอยู่ในสกุลยางที่นา (DIPTEROCARPACEAE) (ภาษาจีนกลางเรียกว่า “หลงเหน่าเซียงสู้”) ซึ่งพบได้ทั่วไปในเมืองตรังกานู ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพืชประเภทนี้(Dryobalanops aromatic Gaertn.) มีชื่อเรียกหลายชื่อ ตัวอย่างเช่น Borneo Camphor Tree, Pokok Kapur Barus (มลายู), Pokok Kapurum (อินโดนีเซีย-เกะสุมาตรา), Mahoborn Teak(อินโดนีเซีย-บอร์เนียว) เป็นไม้ขนาดใหญ่ อาจสูงได้ถึง 70 เมตร มีพูพอนใหญ่มาก วัดโดยรอบลำต้นได้ 2-10 เมตร เปลาตรง เรือนยอดเป็นรูปฉัตร มีแขนงใหญ่ ปลายกิ่งตก ยอดทรงแหลม ใบเป็นใบผู้เดียว ใบที่อยู่ตอนบนของต้นเรียงสลับกัน ส่วนใบที่อยู่ตอนล่างของต้นออกตรงกันข้าม รูปไข่ เบาๆเรียวแหลมสู่ปลายใบ ขนาดกว้าง 2.5-5 เซนติเมตร ยาว 7.5-17.8 เซนติเมตร ขอบของใบเรียบ ผิวใบเรียบ ก้านใบสั้น ใบอ่อนสีแดงและห้อย ดอกเป็นดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมหวน กลีบชั้นนอกมี 5 กลีบ ขนาดเท่าๆกัน แข็ง กลีบชั้นในห่อตามแนวยาว เกสรตัวผู้มีจำนวนมาก ก้านเกสรชิดกันเป็น 2 แถว รวมกันเป็นหลอดยาวกว่าเกสรตัวเมีย เกสรตัวเมียมีรังไข่อยู่เหนือกลีบดอกไม้ มี 3 ห้อง ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก กลีบนอกจะแผ่ออกเป็นปีก มี 1 เม็ด
พิมเสนสังเคราะห์ หรือ พิมเสนเทียมเป็นพิมเสนที่ได้จากสารสกัดจากต้นการบูร (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora (L.) Presl. จัดอยู่ในจัดอยู่ในวงศ์อบเชย (LAURACEAE), รวมทั้งต้นหนาด (หนาดหลวง หนาดใหญ่ หรือพิมเสนหนาด ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blumea balsamifera (L.) DC. จัดอยู่ในตระกูลทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) โดยผ่านวิธีทางเคมีวิทยา  ซึ่งพิมเสนที่ได้จากผู้กระทำลั่นพืชประเภทนี้ จีน(แต้จิ๋ว) เรียก “ไหง่เผี่ยง” จึงเรียกกันว่า “Ngai Camphor” หรือ “Blumea Camphor” นิยมใช้กันมากมายในเกาะไหหลำ
ประโยชน์/คุณประโยชน์ แม้พิมเสนจะสกัดได้มาจากต้นไม้แม้กระนั้น ตามตำรายาแผนโบราณ จัดพิมเสน เป็นชนิดธาตุวัตถุ ไม่ใข่พืชวัตถุ หมอแผนโบราณใช้พิมเสนเป็นยาขับเหงื่อ ขับเสมหะ กระตุ้นการหายใจ กระตุ้นสมองบำรุงหัวใจ ใช้เป็นยาระงับความกระวนกระวาย ทำให้ง่วงซึมแก้กลยุทธ์ขัดยอกคลายเส้นการอบสมุนไพรมีพิมเสนเป็นส่วนประกอบในตัวยา พิมเสนซึ่งระเหิดเมื่อถูกความร้อน มีกลิ่นหอมหวน ใช้แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ แก้โรคผิวหนัง ผสมในลูกประคบ เพื่อช่วยแต่งกลิ่น มีฤทธิ์แก้พุพอง แก้หวัดยิ่งไปกว่านี้ยังผสมอยู่ในยาหม่อง น้ำอบไทย
                ในตำราเรียนพระยาพระนารายณ์: ระบุ “ตำรับยาทรงจมูก”  เข้าเครื่องยา 17 สิ่ง ใช้ปริมาณเท่าๆกัน และก็ พิมเสนด้วย ผสมกัน บดเป็นผงละเอียด ใช้นัตถุ์แก้ลมทั้งหลาย ตลอดจนโรคที่เกิดในหัว ตา และจมูก อีกขนานหนึ่งเข้าเครื่องยา 15 สิ่ง และพิมเสนด้วย บดเป็นผงละเอียด ห่อผ้าบาง ทำเป็นยาดม แก้ปวดศีรษะ ตาลาย แก้สลบ แก้ริดสีดวงจมูก คอ รวมทั้งตา ยิ่งไปกว่านี้พิมเสนยังใช้เป็นส่วนประกอบใน “ตำรับยาขี้ผึ้งบี้พระเส้น” ใช้ถูนวดเส้นที่แข็งให้หย่อนได้ และในตำรับ “สีปากขาวแก้พิษแสบร้อนให้เย็น”
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา คนประเทศไทยเราจะรู้จักพิมเสนกันมานาน แต่เนื้อหาเกี่ยวกับพิมเสนกลับไม่มีให้ค้นคว้ามากสักเท่าไรนัก เพราะเหตุว่าต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ เป็นพืชที่มีเฉพาะถิ่นที่ขึ้นอยู่กับเฉพาะในเขตป่าของ เกาะสุมาตรา บอร์เนียว แล้วก็แหลมมลายู ก็เลยทำให้การศึกษาวิจัยในต้นไม้จำพวกนี้เป็นไปแบบแคบๆไม่กว้างใหญ่แต่ก็ยังมีตัวอย่างข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพิมเสนบางฉบับที่มีการเผยแพร่กัน อาทิเช่น

  • สารที่พบในพิเสนแท้ เช่น d-Borneol, Humulene, Caryophyllene, Asiatic acid, Dryobalanon Erythrodiol, Dipterocarpol, Hydroxydammarenone2
  • จากการศึกษาเรียนรู้วิจัยทางเภสัชวิทยาฉบับหนึ่งกล่าวว่า พิมเสนมีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อได้หลายชนิด อาทิเช่น เชื้อในลำไส้ใหญ่, เชื้อราบนผิวหนัง, Staphelo coccus, Steptro coccus รวมทั้งยังคงใช้ในการรักษาลักษณะของการปวดเส้นประสาทหรืออาการอักเสบได้เป็นอย่างดี
  • กลไกสำหรับในการออกฤทธิ์ของพิมเสนสำหรับเพื่อการลดการอักเสบคือ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณใต้ผิวหนังรอบๆที่ทา ยั้งสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบจากกลไกของร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น prostaglandin E2,interleukin เป็นต้น ซึ่งการเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตนี้ จะช่วยให้ลดอาการปวดได้เร็วขึ้น


การเรียนรู้ทางพิษวิทยา เหมือนกับการเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาพิมเสนกับการเรียนทางพิษวิทยานี้ก็การศึกษาต่ำกันอย่างล้นหลาม ซึ่งบางครั้งอาจจะเนื่องจากการที่ต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ฯลฯไม้เฉพาะถิ่น แต่ว่าก็มีการระบุข้อจำกัดสำหรับเพื่อการใช้พิมเสนไว้ว่า แม้สูดติดต่อกันเป็นเวลานานบางทีอาจเกิดอันตรายได้ เพราะว่าสารนี้นำไปสู่อาการระคายรอบๆทางเท้าหายใจ ยิ่งกว่านั้นสารนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นและสงบระบบประสาทศูนย์กลาง ซึ่งรวมถึงการใช้เกิดขนาดด้วย
ขนาด/จำนวนที่ควรจะใช้ ในตำราเรียนยาไทยระบุไว้ว่า วิธีการใช้พิมเสนสำหรับกิน ให้ใช้ครั้งละ 0.15-0.3 กรัมนำมาบดเป็นผุยผงกับตำรายาอื่น หรือใช้ทำเป็นยาเม็ด และไม่ควรจะปรุงยาด้วยวิธีการต้ม ถ้าหากใช้ด้านนอกให้เอามาบดเป็นผงใช้โรยแผลจากที่อยาก ส่วนขนาด/ปริมาณของพิมเสนที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยอนุญาตให้ใช้เป็นส่วนประกอบกับตัวยาอื่นๆนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจะระบุให้ใช้เป็นตำรับๆไป

ข้อเสนอแนะ/ข้อควรพิจารณา

  • ห้ามดมพิมเสนตอดต่อกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเนื่องจากว่าจะทำให้เกิดอาการเคืองรอบๆทางเท้าหายใจ
  • พิมเสนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทศูนย์กลางจึงไม่ควรใช้เกินขนาดที่ระบุ
  • สตรีตั้งท้องห้ามกินพิมเสน
  • การเก็บพิมเสนจำเป็นต้องเก็บไว้ภายในภาชนะที่มีฝาปิดอย่างมิดชิด ควรที่จะทำการเก็บรักษาเอาไว้ข้างในที่แห้งและมีอุณหภูมิต่ำ


อนึ่งในปัจจุบันพิมเสนแท้แทบจะไม่มีแล้ว เพราะว่าราคาแพงแพง จำนวนมากก็เลยใช้พิมเสนสังเคราะห์ ซึ่งได้มาจากปฏิกิริยารีดักชันของการบูร (dl-camphor) ได้เป็น (dl-borneol) ก็คือ พิมเสนเกล็ดขาวๆที่มองเห็นกันโดยปกติ ก็เลยเรียก พิมเสนเทียมนี้ ว่า "พิมเสนเกล็ด" Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนสังเคราะห์ (หรือพิมเสนเทียม)นี้มักจะมีรสเผ็ดกัดลิ้น ถ้าหากเป็นของแม้จากธรรมชาติจะไม่กัดลิ้นแต่ว่าจะมีผลให้เย็นปากเย็นคอ จำเป็นจะต้องต้องระวังสำหรับการใช้พิมเสนสังเคราะห์นี้ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์ พิเชียรสุนทร และคณะ, ตำราพระโอสถพระนารายณ์, หน้า 499, พ.ศ. 2544, สำนักพิมพ์อมรินทร์ กรุงเทพฯ
  • ผศ.สุปรียา ยืนยงสวัสดิ์.พิมเสน.ภาควิชา เภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.หน้า1-3
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  “พิมเสน”.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 386.
  • ชัยนต์ พิเชียรสุนทร และวิเชียร จีรวงส์ 2545 คู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม 2 เครื่องยาพฤกษวัตถุ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) http://www.disthai.com/
  • พิมเสน.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก.
  • เภสัชจุลศาสตร์ของยาหม่องน้ำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • นันทวัน กลิ่นจำปา 2545 เครื่องหอมไทย ภูมิปัญญาไทย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชัน จำกัด (มหาชน)
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดม อันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์ Drug Tips.ฉบับที่5กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า6-7



Tags : พิมเสน

11

น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate)
น้ำมันระกำคืออะไร  น้ำมันระกำ เมทิลซาลิไซเลต (Methyl salicylate หรือ Wintergreen oil หรือ Oil of wintergreen) เป็นสารอินทรีย์ในธรรมชาติพบได้จากพืชหลายอย่างโดยยิ่งไปกว่านั้นพืชในกลุ่มวินเทอร์กรีน (Wintergreen) รวมทั้งพืชอีกหลายอย่างที่ผลิต เมทิลซาลิไซเลต ในปริมาณเล็กน้อย ดังเช่น

  • สปีชี่จำนวนมากของวงศ์ Pyrolaceae โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสกุล Pyrola
  • บางสปีชี่ของสกุล Gaultheria ในวงศ์ Ericaceae
  • บางสปีชี่ของสกุล Betula ในวงศ์ Betulaceae โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสกุลย่อย Betulenta


แต่ว่าในตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ สามารถสังเคราะห์สารเมทิลซาลิไซเลตแบบที่พบในน้ำมันระกำได้เช่นกัน และก็ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมผลิตน้ำหอม อาหาร เครื่องดื่ม และก็ยาในบ้านเรา น้ำมันระกำมักถูกนำมาเป็นส่วนประกอบของ ครีม ขี้ผึ้ง น้ำมันทาเช็ดนวด สำหรับลดอาการปวดของกล้ามและก็ปวดข้อ ซึ่งสารเมทิลซาลิไซเลตในน้ำมันระกำมักใช้ได้ผลในด้านที่ดีกับอาการปวดประเภทกระทันหันไม่รุนแรง แต่ลักษณะของการปวดชนิดเรื้อรังจะได้ผลน้อย
สูตรเคมีแล้วก็สูตรโครงสร้าง น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) เป็นสารอินทรีย์ในสูตรโครงสร้างมีหมู่ เอสเทอร์ (Esters) วงแหวนเบนซินซึ่งสามารถกลืนรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ เป็นองค์ประกอบหลักรวมทั้งมีชื่อทางเคมีตาม IUPACหมายถึงmetyl 2-hydroxybenzoate มีสูตรเคมี C6H4(HD)COOCH3 มีน้ำหนักโมเลกุล 152.1494g/mal มีจุดหลอมเหลวที่ -9 องศาเซลเซียส (ºC) จุดเดือดอยู่ที่ 220-224 องศาเซลเซียส  (ºC) สามารถติดไฟได้ แล้วก็สามารถละลายได้ดีในแอลกอฮอลล์ กรดอะสิตำหนิก อีเทอร์ ส่วนในน้ำละลายได้น้อย
 
 
 
 
                สูตรองค์ประกอบทางเคมีของเมทิลซาลิไซเลท
                           ที่มา : Wikipedia                                   ที่มา : Brahmachari (2009)                                                 
 
 
ที่มาที่ไป/แหล่งที่เจอ น้ำมันระกำ หรือ เมทิลซาลิไซเลต ในอดีตนั้นสามารถสกัดได้จากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แม้กระนั้นในปัจจุบัน เมื่อวงการวิทยาศาสตร์ล้ำหน้าขึ้น นักวิทยาศาสตร์ก็เลยสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้ ที่สามารถแยกสาเหตุของน้ำมันระกำได้คือ

  • ได้มากจากธรรมชาติ จะได้มาจากผู้กระทำลั่นใบของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มี ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gaultheria procumbens Linn. ชื่ออังกฤษ wintergreen, Checkerberry, Teaberry Tree, อยู่ในวงศ์ ERICAEAE ลักษณะ เป็นไม้พุ่มเล็กๆแผ่ไปตามดิน ยอดจะยกขึ้นสูงประมาณ10-15 ซม. แก่เกิน 1 ปี ใบ ผู้เดียวออกสลับกัน ใบสีเขียวแก่ รูปไข่ ยาว 1-2 ซม. ใบมีกลิ่นหอมสดชื่นหวานรสฝาด ดอก สีขาวเป็นรูประฆัง ยาว 5 มม. ออกที่ข้อข้างๆใบ ผล เป็น capsule สีม่วง มีส่วนของกลีบรองกสีบดอก สีแดงสดติดอยู่ ซึ่งในใบจะมีสาร methyl Salicylate อยู่ถึง 99% อย่างยิ่งจริงๆ โดยพืชชนิดนี้เป็นพืชท้องถิ่นของทวีปอเมริกาเหนือและก็
  • ได้มาจากการสังเคราะห์สารเคมี โดยการสร้าง น้ำมันระกำทางวิทยาศาสตร์ได้จากการสังเคราะห์สารมีชื่อทางเคมีว่า Salicylyl acetate เป็นอนุพันธ์เอสเธอร์ ของ Salicylic acid แล้วก็ methyl salicylate โดยใช้ปฏิกิริยาคอนเดนเซซั่น ของกรดซาลิไซลิก กับ เมทานอล โดยทำให้กรดซัลฟิวริกผ่าน esterification กรด Salicylic จะละลายในเมทานอลเพิ่มกรดกำมะถันและความร้อน เวลาในการทำปฏิกิริยาเป็น 3 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 90-100 ℃ เมื่อปลดปล่อยให้เย็นถึง 30 ℃ แล้วใช้น้ำมันล้างด้วยสารละลายโซเดียมคาร์บอเนตที่มีค่า pH 8 ด้านบนแล้วล้างด้วยน้ำ 1 ครั้ง น้ำ. ส่วนการกลั่นด้วยเครื่องสุญญากาศ 95-110 ℃ (1.33-2.0kPa) กลั่นให้ได้เมทิลซาลิไซเลต 80% หรือจำนวนเมทิลเซลิเซียลในอุตสาหกรรมทั่วไปพอๆกับ 99.5%
ผลดีและก็สรรพคุณ
ประโยชน์แล้วก็สรรพคุณของน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate)หมายถึงใช้เป็นยายับยั้งปวดประเภทใช้เฉพาะที่สำหรับทุเลาอาการปวดต่างๆที่ไม่ร้ายแรง ยกตัวอย่างเช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อจากสภาวะตึงหรือเคล็ดลับ ข้อต่ออักเสบ บอบช้ำ หรือปวดหลัง เป็นต้น โดยยานี้จะช่วยให้ผู้เจ็บป่วยรู้สึกเย็นบริเวณผิวหนังในตอนแรก แล้วจะเบาๆอุ่นขึ้น ซึ่งช่วยเบี่ยงเบนความพึงพอใจจากการรู้สึกถึงลักษณะของการปวด นอกนั้น ยังอาจใช้รักษาโรคอื่นๆตามดุลยพินิจของแพทย์ด้วย  น้ำมันระกำมีกลไกการออกฤทธิ์ โดยตัวยาจะทำการกระตุ้นปลายประสาทที่รับความรู้สึกถึงความร้อน - อบอุ่น ทำให้ร่างกายมีการสนองตอบถึงการบรรเทาอาการปวดต่ำลง ก็เลยทำให้รู้สึกถึงฤทธิ์การดูแลและรักษาตามคุณประโยชน์ ในการศึกษาเรียนรู้ฤทธิ์ทางเภสัชยังพบอีกว่าน้ำมันระกำสามารถปรับแต่ง ต้านการปวดบวมรวมทั้งอักเสบ แถมมีฤทธิ์เป็นยาชาแบบอ่อนๆแล้วก็มี pH เป็นกรด ค่อนข้างจะแรง แล้วก็มีโมเลกุลแบบ BHA ด้วย มีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะแบบอ่อนๆทำให้ทำลายแบคทีเรียที่ผิวหน้าได้มักใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยา แอสไพริน ซาลิโซเลต และก็ยาฆ่าเชื้อ
                นอกจากนี้ยังคงใช้เมทิลซาลีไซเลตในอุตสาหกรรมอื่นๆอีกได้แก่ เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ต่างๆเช่น ยาสีฟัน แป้งทาตัว ยาหม่อง อุตสาหกรรมย้อมสี น้ำหอม เป็นต้น
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา รายงานทางเภสัชวิทยาของน้ำมันระกำนั้นไม่ค่อยรายงานมากมาย ผู้เขียนสามารถเก็บรวบรวมมาได้เพียงนิดหน่อยเพียงแค่นั้น เช่น กรดซาลิไซลิก มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ต้านสะเก็ดเงิน โดยสมุนไพรที่พบกรดซาลิไซลิก จะพบมากในพืชสกุล Salix ดังเช่น สนุ่น willow นอกเหนือจากนี้ยังเจอในต้น wintergreen (Gaultheria procumbens) ที่เอามาทำน้ำมันระกำฯลฯ และก็การใช้น้ำมันระกำ(เมทิลซาลิไซเลต)ทาร่วมกับการกินยาต้านการแข็งตัวของเลือดยกตัวอย่างเช่น Warfarin, Dicumarol สามารถทำให้เลือดออกตามร่างกายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าหากแจ้งให้หมอทราบก่อนใช้ยา แพทย์จะปรับขนาดรับประทานของ Warfarin และ Dicumarol ให้เหมาะสมกับคนไข้เป็นกรณีๆไป

การศึกษาทางพิษวิทยา
มีรายงานการเล่าเรียนความเป็นพิษฉับพลันในน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) โดยให้ทางปากแก่หนูทดลอง พบว่าค่า LD50=1110 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว (โล) รวมทั้งเมื่อฉีดเข้ากล้ามเนื้อหนูทดลองพบว่า ค่า LD50=887 มก./น้ำหนักตัว (กก.) สารเมทิลซาลิไซเลตหรือน้ำมันระกำบริสุทธิ์จัดเป็นสารเคมีที่มีพิษ ร่างกายมนุษย์ไม่สมควรได้รับเมทิลซาลิไซเลต เกิน 101 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กก. ในปี ค.ศ. 2007 (พ.ศ. 2550) มีรายงานของนักกีฬาที่วิ่งข้ามประเทศเสียชีวิตด้วยเหตุว่าร่างกายของเขามีการดูดซับเมทิลซาลิไซเลตมากจนเกินไปด้วยการใช้ยาใช้ภายนอก แก้ปวด ด้วยเหตุดังกล่าวจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับลูกค้า/ผู้เจ็บป่วย โดยเฉพาะการใช้ยาทาเมทิลซาลิไซเลตกับเด็กเล็กซึ่งจะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ป่วยในกลุ่มอื่นๆซึ่งก่อนการเลือกใช้เภสัชภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของยานี้ควรต้องหารือหมอหรือเภสัชกรก่อนจะมีการใช้ยาทุกหน
ขนาด/จำนวนที่ควรใช้ น้ำมันระกำตามตลาดในบ้านเราจำนวนมากนั้นชอบมองเห็นเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆที่มีส่วนผสมของน้ำมันระกำ หรือ เป็นส่วนผสมของยาถูนวดที่ใช้ทาด้านนอกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็มีกฏเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าร่างกายมนุษย์ไม่ควรได้รับเมทิลยาลิไซเลตเกิน 101 มก./น้ำหนักตัว (กิโล) โดยถ้าเกิดใช้เป็นยาใช้ภายนอกก็บางครั้งก็อาจจะใช้ทาได้ในบริเวณที่ปวดวันละ 3-4 ครั้ง ก็น่าจะพอเพียงแล้ว
ข้อเสนอ/ข้อควรระวัง

  • เนื่องจากว่าน้ำมันระกำมีฤทธิ์เหมือนแอสไพรินฉะนั้นควรต้องแจ้งให้หมอรู้ก่อนใช้ยาแม้มีประวัติแพ้ยาหรือส่วนประกอบของยาประเภทนี้ แพ้ยาแอสไพรินหรือยาในกลุ่มซาลิไซเลต แล้วก็ยาจำพวกอื่น อาหาร หรือสารอะไรก็แล้วแต่
  • ผู้ที่อยู่ในตอนให้นมลูกควรหลบหลีกการใช้ทาบริเวณเต้านม
  • ห้ามให้เด็กอายุน้อยกว่า 12 ปี ใช้โดยไม่ได้หารือหมอ
  • ห้ามทายานี้ในรอบๆที่เป็นแผลเปิด แผลไหม้
  • ถ้าหากป้ายยานี้แล้วมีอาการแสบร้อนมากขึ้นให้ล้างออกด้วยน้ำสบู่แล้วขัดถูเบาๆเพื่อทำความสะ อาดกำจัดยาออกไป
  • ห้ามป้ายยานี้รอบๆ ตา อวัยวะเพศ ช่องปาก ด้วยเหตุว่ายาจะมีผลให้เกิดอาการระคายอย่างมากต่อเนื้อเยื่อพวกนั้น
  • หลีกเลี่ยงการใช้เพื่อสูดดม เพราะว่าบางทีอาจก่อการเคืองเยื่อเมือกบุฟุตบาทหายใจได้
  • ถ้าหากใช้ยาจำพวกครีม เจล โลชั่น ออยล์ ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ ให้ทาบางๆในบริเวณที่มีลักษณะปวด แล้วก็นวดเบาๆให้ยาซึมเข้าสู่ผิวหนัง
  • การใช้ยารูปแบบน้ำหรือแท่ง ให้ทายาบริเวณที่มีลักษณะปวด แล้วต่อจากนั้นนวดช้าๆจนยาซึมลงผิวหนัง
  • การใช้ยาจำพวกแผ่นติด ให้ลอกแผ่นฟิล์มออก แล้วติดรอบๆที่มีอาการปวดให้แนบสนิทไปกับผิวหนัง โดยใช้วันละ 1-2 ครั้ง ตามอยาก
ส่วนผลข้างเคียงจากการใช้น้ำมันระกำ Methyl Salicylate
อาจจะก่อให้เกิดผลข้างเคียง เป็นต้นว่า ผิวระคายเคือง แสบ แดง มีลักษณะอาการชา รู้สึกปวดเหมือนเข็มทิ่มแทงตามผิวหนัง เกิดภาวะภูเขามิไวเกิน ฯลฯ
อย่างไรก็ดี หากเจอผลกระทบรุนแรงจากการใช้น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) ดังนี้ ควรจะหยุดใช้ยารวมทั้งไปพบแพทย์ทันที ได้แก่

  • มีลักษณะอาการแพ้ยา อาทิ เป็นลมพิษ หายใจไม่สะดวก หน้าบวม ริมฝีปากบวม ลิ้นบวม คอบวม ฯลฯ
  • มีลักษณะแสบอย่างรุนแรง เจ็บ บวม หรือพุพองในบริเวณที่ใช้ยา หากพบอาการดังที่กล่าวผ่านมาแล้วให้รีบล้างยาออกก่อนแล้วก็ไปพบหมอในทันที
เอกสารอ้างอิง

  • สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.สอบถามเกี่ยวกับสมุนไพร.กระดานถาม-ตอบ
  • Brahmachari, G. 2009. Natural products: chemistry, biochemistry and pharmacology. Alpha Science International Ltd, Oxford. http://www.disthai.com/
  • ต้นน้ำมันระกำมีประโยชน์อย่างไร.ไทยเกษตรศาสตร์.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Methyt Salicylate (เมทิลซาสิไซเลต)-รายละเอียดของยา.พบแพทย์ดอทคอม(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • เมทิลซาสิไซเลต.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Yü-Liang Chou 1952. Floral morphology of three species of Gaultheria: Contributions from the Hull Botanical Laboratory. Botanical Gazette 114:198–221 First page free
  • Gibbons, Euell. "Stalking the Healthful Herbs." New York: David McKay Company. 1966. pg. 92.


12
อื่นๆ / กวาวเครือขาว คุณประโยชน์
« เมื่อ: พฤษภาคม 11, 2018, 11:36:44 AM »

สรรพคุณกวาวเครือขาวอันน่าทึ่งสามารถรักษาโรคคุณได้
ขายกวาวเครือขาว สตรีที่มีปัญหา สิวฮอร์โมน สิวที่ข้างหลัง ผิวมัน ขนดก
หญิงที่เสื่อมอารมณ์ทางเพศ
รับผลิตกวาวเครือขาว สามารถใช้เป็นฮอร์โมนตอบแทนในหญิงวัยหมดระดู
สาวจำพวก 2 ที่ต้องการเพิ่มความเป็นหญิง
แคปซูลกวาวเครือขาว ปรับสีผิวให้ขาวขึ้น ทำให้ผิวเต่งตึงลดรอยเหี่ยวย่น มีเลือดฝาด ขาวอมชมพู ผ่องแผ้ว ออร่า แก้ฝ้า กระ จุดด่างดำ
เนื่องด้วย กวาวเครือขาว มีสาร Oestrogenic substance ชื่อ miroestrol,3,14,17,18-B-tetrahydroxy miroestrol ซึ่งมีฤทธิ์ ราวกับฮอร์โมนเพศหญิงที่บริเวณอกของผู้หญิงนั้น จะมีตัวรับ ( Receptor ที่เหมาะสมให้สาร Oestrogenic substance ไปจับอยู่ดังนั้นเมื่อกินกวาวเครือขาวที่มีสารที่มีฤทธิ์นี้เข้าไป ก็จะไปจับกับรอบๆที่มีตัวรับพอดีขายส่งกวาวเครือขาวโดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรี ทำให้เกิดขายกวาวเครือขาว การสะสมไขมัน และน้ำเพิ่มขึ้น ในบริเวณนั้น และก็ ทำให้กระชับได้รูป และพบว่า การกินต่อเนื่องอย่างน้อย 5 เดือนขึ้นไป เซลล์ไขมันแล้วก็กล้ามเนื้อกินอกจะน้อยลงน้อยมาก ทั้งที่ รีเซปเตอร์บริเวณเต้านมสตรีจะมีไม่เท่ากันในแม้กระนั้นละบุคคล ทำให้ผลที่ได้ เร็ว ช้า มากมาย น้อย แตกต่างกัน รวมทั้ง จะเท่าที่ธรรมชาติของแต่ละคนที่สร้างได้เท่านั้นซึ่งในปัจจุบันกวาวเครือขาวในรูปแบบขายกวาวเครือขาวรับประทาน ได้จริง รวมทั้งต้องเป็นของแท้ รวมทั้งใหม่สดจริง เพียงแค่นั้น
ขายกวาวเครือขาว คุณประโยชน์ยังช่วยรักษาอาการต่างๆอาทิเช่น ป้องกันโรคตาฝ้า รวมทั้งต้อกระจกกวาวเครือขาวช่วยบำรุงเลือด ทำให้มีพลังกวาวเครือขาวช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนกวาวเครือขาวช่วยบำรุงเจริญรุ่งเรืองขายกวาวเครือขาว ใช้เป็นฮอร์โมนตอบแทนในผู้หญิงได้ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนช่วยรักษาอาการหมดประจำเดือนในวัยก่อน และก็ข้างหลังหมดประจำเดือน ที่มีลักษณะอาการขาดตกบกพร่องของฮอร์โมนเอสโตรเจนขายกวาวเครือขาว ช่วยทำให้ช่องคลอดของหญิงวัยทองไม่แห้งมีส่วนช่วยป้องกันและรับผลิตกวาวเครือขาว มะเร็งมดลูกแก้อาการปวดรอบเดือนขจัดปัญหาระดูมาผิดปกติคลาย แก้อาการเมื่อยล้า เมื่อยล้าของร่างกาย ทำให้นอนหลับสบาย รับผลิตกวาวเครือขาวช่วยบำรุงสมอง ช่วยให้ความจำดียิ่งขึ้นสำหรับผู้ที่ผ่ายผอม เมื่อกินกวาวเครือขาวจะช่วยให้มองเจ้าเนื้อสมบูรณ์ขึ้น
ขายกวาวเครือขาว[/url][/u] สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกายมีส่วนช่วยลดรวมทั้งรักษาอาการ vasomotor (อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกช่วงเวลาค่ำคืน)สำหรับผู้ที่เคยมีลูกแล้วจะช่วยทำให้ช่องคลอดกระชับขึ้น แล้วก็ช่วยลดปัญหาหน้าท้อง สะโพก ต้นขาลายได้สำหรับคนที่มีบุตรยาก มั่นใจว่าจะก่อให้มีลูกง่ายมากยิ่งขึ้น
แคปซูลกวาวเครือขาว ที่มีประสิทธิภาพในทางคลีนิค สามารถใช้ชดเชยฮอร์โมนผู้หญิงในวัยหมดระดูได้ และก็มีแนวโน้มว่าจะเอาไปใช้ขายส่งกวาวเครือขาวและรักษาอัลไซเมอร์ได้ ด้วยเหตุว่าศึกษาค้นคว้าพบว่า สารสกัดจากกวาวเครือก่อให้เกิดการงอกใหม่ของเซลล์สมองได้
ขายกวาวเครือขาว ขายส่งกวาวเครือขาว
รับผลิตกวาวเครือขาว เเคปซูลกวาวเครือขาว
สมุนไพรอื่นๆ
สรรพคุณตรีผลา
ตรีผลา ตำรายาไทย  ผลอ่อน แก้ไข้เพื่อขับเสมหะ รวมทั้งไข้เจือลม เป็นยาระบาย ยาถ่าย ผลแก้ แก้เสมหะจุกคอ ทำให้เปียกคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบเสิบสาน บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้ท้องเดินท้องเสีย รักษาโรคโรคท้องมาน เม็ดในแก้บิดแก้บิดมูกเลือด ประเทศพม่า ใช้ผลแห้งรักษาอาการไอ และก็โรคตา ในอินโดจีน ใช้เป็นยาฝาดสมาน และก็ยาบำรุง ผลสดเป็นยาถ่ายหนังสือเรียนยาไทย ผลระบายอ่อนๆแก้ลมป่วง แก้พิษร้อนใน คุมธาตุ แก้ลมจุกเสียด รู้ผายธาตุ ทราบระบายทราบอุจจาระ ถ่ายพิษไข้ คุมธาตุในตัวเสร็จ แก้ไข้เพื่อเสมหะ ผลอ่อน มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ขี้ ทราบถ่ายรู้ปิดเอง แก้ลมจุดเสียด คลื่นไส้ แก้สะอึก แก้โรคหืดไอ แก้ท้องร่วงเรื้อรัง ทำเป็นยาชงใช้อมบ้วนปากแก้เจ็บคอ เม็ด รสขม ทำให้เจริญอาหาร
สรรพคุณเห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ มีสารที่มีผลต่อการบำบัดรักษาโรคหลายชนิด แบ่งได้ 3 ประเภทใหญ่ๆคือ สารประเภทที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทร์ 65% และสาระเหย 5% มีสาระสำคัญยกตัวอย่างเช่น polysaccharide, triterpenoids, Germanium, Ganoderic, Essence รวมถึงวิตามินและแร่ ซึ่งช่วยสร้างภูเขามิต้านทางโรค ต่อต้านโรคมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองรวมทั้งระบบประสาท ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย เหมาะกับบำรุงร่างกายด้วยเหตุว่ามีความปลอดภัยสูง โพลีแซคติดอยู่ไรค์ (polysaccharide) เป็นสาระสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยเสริมสร้างลักษณะการทำงานของร่างกาย เป็นกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ต้านโรคมะเร็ง คุ้มครองการยืนขึ้นลุกลามของเซลล์มะเร็ง ช่วยปรับให้ปรุงหลักการทำงานของตับอ่อน ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยขจัดพิษ แต่เนื่องมาจาก polysaccharide มีองค์ประกอบที่สลับซับซ้อนอาจจะส่งผลให้ย่อยยากจำเป็นจะต้องรับประทานวิตามินซีหรือของกินที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยสำหรับในการซึมซับสาร polysaccharide เข้าสู่ร่างกายเยอร์มาเนียม (Germaniuum) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมมากถึง 800 – 2000 ppm สารเยอร์มา – เนียมเป็นประโยชน์ต่อสภาพร่างกายดังต่อไปนี้

  • ออกสิเจนในเลือด 4. รักษามะเร็ง
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย 5. ทำให้การไหลเวียนของโลหิต
  • สมอง บำรุงประสาท 6. กำจัดพิษ บำรุงตับ รักษาตับ


สามเทอร์ปีนอยด์ (Tritepenoids) มีประโยชน์ต่อร่างกายดังต่อไปนี้

  • ต้านมะเร็ง 4. ลดโคเลสเตอคอยล ปรับไขมันภายในร่างกายให้ปกติ
  • ควบคุมระดับความดันเลือดให้ปกติ 5. สร้างเสริมระบบการทำงานเกี่ยวกับการย่อยอาหารให้ดียิ่งขึ้น
  • ควบคุมภูมิแพ้ 6. กระตุ้นรูปแบบการทำงานของเม็ดเลือดขาว


สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดระดับความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือดแล้วก็คุ้มครองป้องกันการ
ตันของไขมันด้านในเส้นโลหิต
คุณประโยชน์ ดอกดาวเรือง
ดอกดาวเรือง [/b]รสขม ฉุนน้อย ใช้ละลายเสลด, แก้เวียนหัว, ตาแดง, ลดไข้, บำรุงตับ, แก้ร้อนใน,ไอหวัด,โรคไอกรน, เต้านมอักเสบ, เป็นแผลมีหนอง, บำรุงสายตาใบ รสชุ่มเย็นมีกลิ่นฉุน ใช้แก้ฝีหนอง อาการบวมโดยไม่รู้ปัจจัย,ลดการตำหนิเชื้อ น้ำมันหอมระเหย มีคุณประโยชน์แก้วิงเวียนหัว หน้ามืด เป็นลม สามารถคุ้มครองป้องกันผิวแห้ง ผิวแตกลาย บำรุงผิว บำรุงเส้นผม
ราก มีรสขมเผ็ดบางส่วน มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดแล้วก็ตับ ใช้เป็นยาระบายน้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการหูเจ็บ ปวดหู ช่วยแก้อาการปวดฟัน ช่วยรักษาปากเปื่อยยุ่ย แผลเน่าเปื่อย ช่วยแก้อาการปวดท้อง ใช้เป็นยาขับพยาธิเภสัชตำรับของเม็กซิโก เคยใช้ดอกและก็ใบต้มน้ำกินใช้ขับลมและก็ขับเยี่ยว  ในอินเดีย น้ำคั้นจากดอกใช้ฟอกโลหิตและแก้ริดสีดวงทวาร ในบราซิล ใช้ดอกชงน้ำหรือต้นน้ำกิน แก้อาการปวดตามข้อ
สรรพคุณถั่งเช่า
ถั่งเช่า สรรพคุณถั่งเช่าช่วยเสริมสมรรถนะทางเพศ มีฤทธิ์บำรุงกำลังทางเพศ ช่วยให้น้ำเชื้อแข็งแรก เนื่องจากว่าการกินถั่งเช่าจะส่งผลให้มีเลือดไปเลี้ยงของลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในสเปิร์มได้ โดยจากการศึกษาในเพศชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว จำนวนของสเปิร์มในน้ำอสุจิเพิ่มขึ้น 33% ทั้งยังยังลดจำนวนสเปิร์มที่มีความผิดปกติลงได้ถึง 29% แล้วก็เมื่อเรียนเสริมเติมก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มสิ่งที่จำเป็นทางเพศได้ 66 – 86% ทั้งยังมีคุณสมบัติในการปกป้องรักษาและก็เสริมสร้างการทำงานของต่อมหมวกไต รวมทั้งเพิ่มช่องทางที่สเปิร์มจะปฏิสนธิได้ช่วยทำให้ปรับรูปแบบการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีคุณประโยชน์ช่วยปรับอัตราการเต้นของหัวใจให้ปกติได้ อีกทั้งยังช่วยทุเลาอาการหัวใจขาดออกสิเจน และก็เพิ่มออกซิเจนให้หัวใจได้เสริมสร้างลักษณะการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ช่วยทำให้ปรับปรุงรูปแบบการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้เป็นปกติ  ช่วยให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิต้านทานเยอะขึ้นเรื่อยๆต่อต้านมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์สำหรับในการต้านทานโรคมะเร็ง โดยสารคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่าถือเป็นสารที่มีความจำเป็นสำหรับการต้านการเกิดมะเร็ง คุ้มครองปกป้องการเกิดและก็การแพร่กระจายของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีคุณประโยชน์ควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล แล้วก็ตรีกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูแนวทางการทำงานของไต สำหรับคนป่วยโรคไตเรื้อรัง การกินถั่งเช่าจะช่วยบรรเทาอาการลง แล้วก็ทำให้สุขภาพไตดีขึ้น อีกทั้งยังลดความทรุดโทรมของไตที่เกิดขึ้นจากสารพิษตกค้างได้เสริมสร้างแนวทางการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลกระทบจากสารพิษ และคุ้มครองปกป้องการเกิดพังพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพลักษณะการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ลดความเลี่ยงสำหรับในการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงเลือด สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยเสริมสร้างแนวทางการทำงานของระบบเลือด ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกเยอะขึ้นเรื่อยๆซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงและก็เซลล์เม็ดเลือดขาวถูกทำในจำนวนที่เพียงพอต่อสุขภาพลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่านับว่าเป็นสมุนไพรอีกประเภทที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการศึกษาเล่าเรียนพบว่าการกินถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
สรรพคุณว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก ยาสมุนไพรประจำถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ เหง้า ฝนทาแผล แก้พิษหมากัด ตำราเรียนไทย เหง้า รักษาเลือดออกมาจากมดลูกข้างหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ แก้ตับอักเสบ แก้เจ็บท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการรอบเดือนมาไม่ปกติ , ปวดท้องระหว่างมีรอบเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุทุพพลภาพของกินไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยสุรา กินครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดบุตรใหม่ๆแก้ปวดมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่ ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ รวมทั้งดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย และมดลูกฟื้นได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางบุคคลในยุคใหม่ไม่ค่อยเจอการอยู่ไฟแล้ว แต่ว่าก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และก็ดื่มเสมอๆตลอดเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร แก้ริดสีดวง แก้ไส้เลื่อน รักษาแผลในกระเพาะอาหาร คุ้มครองปกป้องโรคมะเร็งชนิดต่างๆลดอาการปวดบวมของแผล รวมทั้งต้านการอักเสบของแผล ถ้าเกิดเป็นแผลด้านในจะใช้การต้มน้ำดื่ม หากเป็นแผลด้านนอกบางทีอาจใช้ทั้งยังการต้มน้ำดื่ม ใช้บดทาแผล หรือน้ำต้มล้างทาแผล ช่วยกระตุ้นวิธีการสร้างเซลล์ใหม่ แล้วก็การบูรณะเซลล์ที่ผุพังหรือเซลล์รอยแผล ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวแลดูแจ่มใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยสำหรับการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง รวมทั้งช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

Tags : ขายกวาวเครือขาว

13

น้ำมันกานพลู (Clove Oil)
น้ำมันกานพลูคืออะไร น้ำมันกานพลูเป็นน้ำมันหอมระเหยชนิดหนึ่งที่สกัดได้จากผู้กระทำลั่นโดยใช้ละอองน้ำจากพืชที่เราเรียกกันว่าต้นกานพลู ซึ่งชนิดของน้ำมันมีอยู่ 3 จำพวกเป็น

  • น้ำมันจากดอกได้มาจากดอกตูมของต้นกานพลู ซึ่งประกอบไปด้วย 60% eugenol, acetyl eugenol, caryophyllene แล้วก็องค์ประกอบย่อยอื่นๆ
  • น้ำมันจากใบที่ได้มาจากใบของต้นกานพลู ประกอบด้วยยูจินอล 82-88% ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอะสิเตตน้อยหรือเปล่ามีเลยและยังส่วนประกอบย่อยอื่นๆอีกด้วย
  • น้ำมันจากต้นมาจากกิ่งแล้วก็เปลือกต้นของต้านทานกานพลู มียูจินอล 90 - 95% และก็องค์ประกอบย่อยอื่นๆ


ส่วนรูปแบบของน้ำมันกานพลูนั้นจะเป็นของเหลว (น้ำมัน) มีกลิ่นเฉพาะตัวซึ่งจะฉุนนิดหน่อยมีสีใสถึงเหลืองอ่อน หรือสีเหลืองผสมน้ำตาลอ่อน น้ำมันกานพลูมักจะมีการใช้ประโยชน์เป็นส่วนประกอบของยานวด, น้ำหอม และก็สินค้าอื่นๆรวมทั้งใช้สำหรับในการปรุงรสของยาเพื่อลดความขมลง แต่ถ้าเป็นสมุนไพรจากส่วนต่างๆของกานพลูนั้น มีการใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่ากว้างใหญ่และก็นานาประการในด้านสรรพคุณทางยาในพืชจำพวกนี้
สูตรทางเคมีและสูตรส่วนประกอบ น้ำมันกานพลู (Clove oil) ได้จากการสกัด ดอก, ใบ เปลือกและก็กิ่ง ของต้นกานพลู โดยผู้กระทำลั่นโดยใช้ไอน้ำมีน้ำหนักโมเลกุล 205.647 g/mal มีจุดเดือดอยู่ที่ 251 องศาเซลเซียส (Cº) มีจุดวาบไฟที่ > 250 องศาฟาเรนไฮท์ (Fº) มีความไวไฟพอสมควร
ที่มา/แหล่งที่พบ น้ำมันกานพลู (Clove oil) เป็นน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากกระบวนการกลั่นโดยใช้ไอน้ำ (Stream distillation) แล้วต่อจากนั้นสกัดแยกน้ำมันกานพลูกับน้ำด้วย dichloromethane แล้วระเหยเอา dichloromethane ออกมา ก็จะได้น้ำมันกานพลู ส่วนลักษณะของต้นกานพลูที่เป็นแหล่งที่มาของน้ำมันกานพลูนั้นมีลักษณะดังต่อไปนี้

ชื่อสมุนไพร กานพลู
ชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium aromaticum (L.) Merr. & Perry     
ชื่อวงศ์                        MYRTACEAE
ชื่อพ้อง                   Eugenia caryophyllata Thunb.
                Eugenia caryophyllus (Spreng.) Bullock & Harrison,
                Eugenia aromatica Kuntze
ชื่ออังกฤษ              Clove, Clove tree
ชื่อแคว้น              จันย่าง (ภาคเหนือ)
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น กานพลูเป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ สูง 5-20 เมตร เรือนยอดทึบ เป็นรูปกรวยคว่ำ แตกกิ่งต่ำ ลำต้นตั้งตรง เปลือกเรียบมีสีน้ำตาลอ่อน มีต่อมน้ามันมาก
  • ใบ ใบกานพลู เป็นใบคนเดียว ออกเรียงตรงกันข้าม มีก้านใบเล็กเรียว ยาว 1-3 เซนติเมตร รูปใบขอบขนานแกมรูปไข่กลับ กว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 6-13 ซม. ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบเรียบ โคนสอบเป็นรูปลิ่ม แผ่นใบข้างบนเป็นมัน ตอนล่างของใบมีต่อมจำนวนมาก ใบมีเส้นใบจำนวนไม่น้อย
  • ดอก ดอกกานพลูออกเป็นช่อดอกสั้นๆแทงออกบริเวณปลายยอดหรือง่ามใบบริเวณยอด ดอกแตกกิ่งก้านสาขาออกเป็นกลุ่ม 3 ช่อ มีปริมาณ 6-20 ดอก ดอกมีใบเสริมแต่งรูปสามเหลี่ยม ยาว 2-3 มม. กลีบเลี้ยง 4 กลีบ สีเขียวอมเหลือง และมีสีแดงประปราย โคนติดกันเป็นหลอดยาว 5-7 มม. กลีบดอก 4 กลีบ กลีบดอกไม้มีรูปสามเหลี่ยมแกมรูปไข่ ยาว 7-8 มิลลิเมตร มีต่อมน้ำมันมาก กลีบมักหล่นง่าย ข้างในมีเกสรเพศผู้ ก้านยกเกสรยาว 3-7 มม. ก้านเกสรเพศเมียยาวราวๆ 4 มม. ยอดเกสรตัวเมียแบ่งเป็น 2 พู มีรังไข่ 2-3 ห้อง แต่ละห้องมีไข่จำนวนไม่น้อย
  • ผล ผลกานพลู เป็นผลเดี่ยว มี 1 เมล็ด มีรูปไข่กลับแกมรูปรี ยาว 2-2.5 ซม. เมื่อแก่จะมีสีแดงเข้มออกคล้ำ


สารสำคัญที่พบ

  • ดอก – Eugenol 72-90 % – Eugenyl acetate 2-27 % – β-caryophyllene 5-12 % – trans-β-caryophyllene 6.3-12.7 % – Vanillin
  • ใบ – Eugenol 94.4 % – β-caryophyllene 2.9 %


สารอื่นๆอย่างเช่น methyl salicylate, methyl eugenol, benzaldehyde, methyl amyl ketone และก็ rhamnetin
คุณประโยชน์/สรรพคุณ น้ำมันกานพลูมีสรรพคุณทางยาหมายถึงน้ำมันกานพลู (Clove oil) เป็นยาชาเฉพาะที่ แก้ปวดฟัน โดยใช้สำสีชุบนำมาอุดที่ฟัน ยับยั้งการกระตุก ตะคิว ขับผายลม แก้ปวดท้อง แก้อาการท้องอืด ผสมยากลั้วคอ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องร่วง แก้ไอ  ฆ่าเชื้อโรค แก้ชาปลายมือปลายตีน ทุเลาอาการจากแมลงสัตว์กัดต่อย แก้โรคลมระงับปวด ใช้ผสมกับ เมนทอล เมทิลซาลิไซเลต เป็นยานวดแก้ปวดบวมช้ำ ส่วนคุณประโยชน์ของน้ำมันกานพลูมีดังนี้   น้ำมันหอมระเหยจากดอกใช้เป็นส่วนผสมยาฆ่าแมลงไล่ยุง หรือใช้ฉีดพ่นกำจัดแมลงซึ่งตรง โดยมี สารยูจีนอล (Eugenol) เป็นตัวที่ออกฤทธิ์สำคัญสำหรับการขวางรูปแบบการทำงานของเอนไซม์ทำให้โปรตีนอื่นๆเสียภาวะไป น้ำมันหอมระเหยของกานพลูใช้สำหรับทำให้ปลาสลบ โดยมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญ คือ ยูจีนอล (Eugenol) ใช้โดยการหยด  ใช้น้ำมันกานพลูใช้เป็นส่วนประกอบหรือใช้เป็นยาต่อต้านเชื้อแบคทีเรียหลายอย่าง น้ำมันจากก้านดอก และดอกกานพลูใช้สำหรับในการจัดแจงสาร eugenol, isoeugenol แล้วก็vanillin และก็น้ำมันที่เหลือใช้เพื่อการทำสบู่   น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูใช้เป็นส่วนผสมของยาสีฟัน และก็น้ำยาบ้วนปาก น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูใช้สำหรับแต่งกลิ่นรสอาหาร รวมทั้งใช้เป็นวัตถุกันเสีย

ส่วนประโยชน์แล้วก็สรรพคุณทางยาของส่วนต่างๆของต้นกานพลูนั้นมีดังนี้ 
  แบบเรียนยาไทย ดอก รสเผ็ด กระจัดกระจายเสลด แก้เสลดเหนียว แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ปวดฟัน กำจัดกลิ่นปาก แก้หืด เป็นยาทำให้ร้อนเมื่อถูกผิวหนังทำให้ชา เป็นยาฆ่าเชื้อ แก้ปวดฟัน แก้โรครำมะนาด แก้ปวดท้อง มวนในไส้ แก้ลม แก้เหน็บชา แก้พิษเลือด พิษน้ำเหลือง ขับน้ำคาวปลา ทำอุจจาระให้ปกติ แก้ธาตุอีกทั้ง 4 ทุพพลภาพ แก้เจ็บท้อง แก้ท้องเฟ้อ อาหารไม่
ย่อย อ้วกอ้วก แก้จุกเสียด แก้ท้องร่วง ขับผายลม กดลมให้ลงสู่เบื้องต่ำ แก้สะอึก แก้ซางต่างๆขับประจำเดือน ใน ”พิกัดตรีพิษจักร” คือการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีรสซึมซาบไวดังกงจักร  3 อย่าง มี ผลผักชีล้อม ผลจันทน์เทศ รวมทั้งกานพลู คุณประโยชน์แก้ลม แก้พิษเลือด แก้ธาตุพิการ บำรุงโลหิต ”พิกัดตรีคันธวาต” คือการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีกลิ่นหอมหวนแก้ลม  3 อย่าง มี ผลเร่วใหญ่ ผลจันทน์เทศ แล้วก็กานพลู มีสรรพคุณ แก้ธาตุทุพพลภาพ แก้ไข้อันกำเนิดแต่ดี แก้จุกเสียด บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา มีการใช้กานพลู ในยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ปรากฏในตำรับ”ยาหอมเทวดาจิตร” แล้วก็ตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” โดยมีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการแก้ลมตาลาย แก้อาการหน้ามืด ลายตา ใจสั่น คลื่นเหียน อ้วก แก้ลมจุกแน่นในท้อง ตำรับยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบของกิน มี “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณทุเลาอาการท้องอืดเฟ้อ และอาการท้องร่วงที่ไม่มีเหตุที่เกิดจากการติดเชื้อ และตำรับ “ยาประสะกานพลู” มีกานพลูเป็นส่วนประกอบหลัก แล้วก็มีสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณทุเลาลักษณะของการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากของกินไม่ย่อย เหตุเพราะธาตุผิดปกติ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ กานพลูมีสาร eugenol ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ มีการใช้น้ำมันกานพลูเป็นส่วนผสมในตำรับยาเพื่อลดอาการปวด  นอกเหนือจากนี้สาร eugenol ในน้ำมันกานพลูยังออกฤทธิ์เป็นยาสลบในปลาอีกหลายชนิด
  • สารสกัดน้ำจากดอก จากผล  รวมทั้งจากเปลือกต้น  และก็น้ำมันกานพลู มีฤทธิ์ลดการอักเสบ โดยไปยับยั้งการสังเคราะห์ prostaglandin โดยยับยั้งเอนไซม์ cyclooxygenase-1, cyclooxygenase-2 และเพิ่มการสังเคราะห์ nitric oxide
  • ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียอันเป็นต้นสายปลายเหตุอาการแน่นจุกเสียดจากท้องเสีย และก็แผลในกระเพาะอาหาร สารสกัดด้วยเอทานอล สารสกัดด้วยเอทานอล:น้ำ ในอัตราส่วน 3:1  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ เมทานอลรวมทั้งน้ำจากดอก  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากดอกที่กลั่นเอาน้ำมันหอมระเหยออกแล้ว  และก็น้ำมันกานพลู มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการแน่นจุกเสียด อย่างเช่น  Escherichia coli , Salmonella typhi , S. typhosa, S. enteritidis, S. paratyphi, Shigella, Sh. paradysenteriae, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, Bacillus anthracis, B. subtilis, B. mesentericus, B. cereus, Proteus vulgaris, Rabbit Cholera, Vibrio comma, V. cholerae, V. parahemolyticus, Helicobacter pyroli และ Clostridium botulinum
  • ฤทธ์ต่อต้านการเกิดแผนในกระเพาะ มีการทดลองฤทธิ์สำหรับการกระตุ้นลักษณะการทำงานของไส้ในหลอดทดลอง โดยใช้ลำไส้กระต่าย เทียบกับ acetylcholine 5.5 x 10(-5) M ซึ่งสารสกัดกานพลูด้วยการต้ม ความเข้มข้น 200-6400 μg/ml มีฤทธิ์กระตุ้นหลักการทำงานของลำไส้ได้น้อยกว่า acetylcholine รวมทั้งเมื่อมีการให้สารสกัดกานพลูร่วมกับ atropine sulphate พบว่าจะมีฤทธิ์ในกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ได้ลดลง
  • ฤทธิ์ต้านการบีบตัวของลำไส้ การทดสอบฤทธิ์ต้านการบีบตัวของลำไส้สัตว์ทดสอบของน้ำมันกานพลู ทำในหลอดทดสอบ ไส้ถูกรั้งนำให้เกิดการบีบตัวโดยใช้สารหลายประเภท ได้แก่ acetylcholine (ใช้ไส้หนูแรทส่วน duodenum), barium chloride, histamine (ใช้ลำไส้ส่วน ileum ของหนูตะเภา) และก็ nicotine (ใช้ลำไส้กระต่ายส่วน jejunum)ซึ่งสามารถยั้งการบีบตัวของสำไส้ได้  20-40%, 40-60%, >60% แล้วก็ >60% เป็นลำดับ
  • ฤทธิ์คุ้มครองเยื่อบุกระเพาะ น้ำมันกานพลู แล้วก็สาร eugenol ในกานพลู กระตุ้นให้เยื่อบุเซลล์กระเพาะมีการหลั่งสารเมือก (mucin) ออกมาเพื่อปกป้องเยื่อบุกระเพาะ
  • น้ำมันสกัดจากกานพลูความเข้มข้น 30 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรสามารถยับยั้งการก้าวหน้าของ Lactococcus garvieae ในอาหารเลี้ยงเชื้อได้ เมื่อนำของกินปลาที่ผสมน้ำมันกานพลูในอัตราส่วน 3% (w/w) มาเลี้ยงปลานิล ทำให้จำนวนการเสียชีวิตเนื่องด้วยการติดเชื้อ L. garvieae ในปลานิลลดลง
ในส่วนของการศึกษาทางคลินิกมีดังนี้
      ฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชา   การเรียนฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชาของสารสกัดของกานพลูเทียบกับยาชา benzocaine ในอาสาสมัคร 73 คน โดยอาสาสมัครกลุ่มที่ 1ได้รับเจลที่มีส่วนผสมของสารสกัดกานพลู ปริมาณ 2 กรัม (40% ผงกานพลูผสมกับ 60% glycerine) กลุ่มที่ 2 ได้รับเจลที่มีส่วนผสมของ 20% benzocaine ปริมาณ 2 กรัม ทาบนเยื่อบุกระพุ้งแก้ม กรุ๊ปที่ 3 ได้รับยาหลอก เมื่อเวลาผ่านไป 5 นาที ก็เลยกระทำการทดสอบฤทธิ์ โดยการแทงเข็มรอบๆที่ทา แล้ววัดระดับความปวด (pain score) ผลการเปรียบเทียบระหว่างสารสกัดกานพลู และก็ benzocaine พบว่าสามารถลดการปวดได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง (p=0.005) แล้วก็ได้ผลไม่ได้มีความแตกต่างกัน นอกเหนือจากนี้
พบว่า สารสกัดกานพลูสามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะเลือดออกได้ ขณะใช้ร่วมกับยาต้านเกล็ดเลือด และก็อาจเพิ่มระดับของยากันชัก phenytoin ในเลือดได้
การเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบพิษทันควันของสารสกัดดอกด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 16,667 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) ตรวจไม่เจออาการเป็นพิษ  แต่ว่าเมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่งคือ 6.184 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 โล
          การศึกษาเล่าเรียนการเกิดพิษรุนแรงของสารสกัด eugenol  จากดอกกานพลู  ศึกษาวิจัยในหนูแรท สายพันธุ์ Sprague-Dawley แบ่งตัวทดลองออกเป็น 4 กลุ่ม  กรุ๊ป 1,2,3 ได้รับสาร eugenol ความเข้มข้น 2.58, 1.37, 0.77 มิลลิกรัม/ล. เป็นลำดับ  กรุ๊ปที่ 4 คือกลุ่มควบคุม  กระทำการทดสอบโดยการพ่นสารทดสอบให้ตัวทดลองสูดกลิ่นตรงเวลา 4 ชั่วโมง แล้วติดตามอาการของหนูตรงเวลา 14 วัน  ผลการทดสอบไม่เจอการเสียชีวิตของหนู ส่วนอาการ และความประพฤติปฏิบัติ พบว่าตัวทดลองมีน้ำลายไหลระดับปานกลาง มีลักษณะกระวายกระวน รวมทั้งหายใจลำบาก แต่ว่าอาการพวกนี้หายเองได้ภายในระยะเวลา 1 วัน  แต่ว่าเมื่อให้สารนี้ทางหลอดเลือดดำแก่หนูแรท ในขนาดเข้มข้น 6.25 โมล/ลิตร พบว่าหนูทดลองมีลักษณะหายใจล้มเหลวกะทันหัน น้ำท่วมปอด รวมทั้งเลือดออกที่ปอด
การฉีด eugenol เข้าระบบไหลเวียนของเลือดโดยตรง จะมีผลให้ความดันโลหิตและก็การเต้นของหัวใจต่ำลงชั่วขณะ โดยไม่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเปลี่ยน   eugenol สามารถทำลายโปรตีนในเซลล์ของเยื่ออ่อนในปาก การจับกุมของเซลล์ลดลง บวม และกำเนิดเป็นไต  ชั้นใต้หนังกำพร้าบวมแล้วก็กล้ามอ่อนแอ เมื่อป้อนน้ำมันจากใบขนาด 40 มก./กิโล ให้หนูแรทเพศภรรยาที่ตั้งท้องได้ 1-10 วันพบว่ามีฤทธิ์ยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนร้อยละ 20
ขนาด/จำนวนที่ควรใช้ เนื่องจากน้ำมันกานพลู (Cove oil) นั้นส่วนมากแล้วนิยมใช้เป็นส่วนผสมกับภัณฑ์อื่นโดยเหตุนั้นขนาดและก็ปริมาณที่ควรจะใช้ของน้ำมันกานพลู (Cove oil) ดังนี้ สำหรับเพื่อการใช้ผสมยาสีฟันนั้นควรใช้โดยประมาณ0.1-0.5% ใช้ผสมยาดม ยาหม่อง ควรจะใช้โดยประมาณ 3-5% ส่วนสำหรับเพื่อการใช้ทำยาสลบปลาควรจะใช้ 10-30% (กับเอทิลแอลกอฮอลส์)  ส่วนการใช้กานพลูรักษาลักษณะของการปวดฟันตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ให้      กลั่นเอาเฉพาะส่วนน้ำมันใช้ใส่ฟัน หรือใช้อีกทั้งดอกบดแล้วอมไว้ตรงรอบๆฟันที่ปวด เพื่อระงับอาการปวดฟัน        ตำกานพลูพอแหลก ผสมกับเหล้าขาวเพียงนิดหน่อยพอเพียงเฉอะแฉะ ใช้สำลีจิ้มอุดฟันที่ปวดและใช้แก้โรครำมะนาด       เอาดอกกานพลูแช่เหล้าหยอดฟัน ส่วนการใช้น้ำมันหอมระเหย(น้ำมันกานพลู) ที่ใช้สำหรับขับลม รวมทั้งบรรเทาอาการท้องอืด ท้องอืดท้องเฟ้อ 0.05-0.2 ซีซี อนึ่ง การใช้กานพลูในปริมาณมากทำให้เลือดแข็งช้าลง จึงต้องระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ต่อต้านการแข็งตัวของเลือด ดังเช่น  warfarin,  aspirin, heparin เป็นต้น แล้วก็ระวังการใช้ร่วมกับยาต้านการอักเสบจำพวกไม่ใช่สเตียรอยด์  (NSAIDs; ได้แก่ ibuprofen),  รวมถึงระวังการใช้ร่วมกับสมุนไพรหรือยาที่ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ  และยาลดน้ำตาลในเลือด ได้แก่  insulin,  metformin
ข้อแนะนำ/ข้อพึงระวัง

  • สาร eugenol จากน้ำมันกานพลูที่มีความเข้มข้นสูงอาจจะเป็นผลให้มีการเคืองต่อผิวหนังได้ถ้าหากใช้ในจำนวนที่สูง รวมทั้งใช้ติดต่อกัน
  • การใช้น้ำมันกานพลูเพื่อรักษาลักษณะของการปวดฟันหรือใช้เพื่อระงับกลิ่นปากโดยตรง และก็ใช้ในปริมาณสูงหรือใช้ต่อเนื่องกันบ่อย อาจจะทำให้เคืองต่อเหงือก รวมทั้งเยื่อบุในโพรงปากได้
  • สาร eugenol สามารถออกฤทธิ์ต้านหลักการทำงานของเกล็ดเลือดได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับยาในกลุ่ม anticoagulant และยากลุ่ม NSADs
  • ไม่ควรใช้ดอกกานพลูในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมลูก  เด็ก  คนไข้โรคตับไต  รวมทั้งผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวาน
เอกสารอ้างอิง

  • กันยารัตน์ ศึกษากิจ,2557.ฤทธิ์ทางชีวภาพของน้ำมันและสารสกัดจากดอกกานพลูในการบรรเทาอาการปวดไมเกรนและอาการข้างเคียงในสัตว์ทดลอง.
  • การพลู,ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร. http://www.disthai.com/
  • กานพลู.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สุนีย์ จันทร์สกาวและวรรณนรี เจริญทรัพย์,2543.การตรวจสอบคุณภาพกานพลูและผลิตภัณฑ์ยาเตรียมสมุนไพรที่มีการพลูเป็นส่วน ประกอบ.รายงานการวิจัย ปี พ.ศ.2543.
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์, นงลักษณ์ เรืองวิเศษ. วิเคราะห์ วิจัย คุณภาพเครื่องยาไทย. คอนเซ็พท์  เมดิคัส จำกัด: กรุงเทพมหานคร, 2551.
  • Kamatou GP, Vermaak I, Viljoen AM. Eugenol-From the Remote Maluku Islands to the International Market Place: A Review of a Remarkable and Versatile Molecule. Molecules 2012:17;6953-6981.
  • Clove oil. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.
  • Perry LM. Assessment report on Syzygium aromaticum (L.). European Medicines Agency;London. 2011.


14

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile Dysfunction Diseases : ED)
โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ คืออะไร โรค อี.ดี. (E.D.) หรือ คำเต็ม คือ erectile dysfunction diseases ความหมายคือ ความบกพร่องของการแข็งตัวขององคชาต  นี่คือความหมายที่ตรงที่สุด ส่วนคำว่า "หย่อนสมรรถภาพทางเพศ" แพทย์จะใช้ศัพท์ว่า impotent เพราะมีความหมายกว้างกว่า เช่น ความสนใจทางเพศลดลง อวัยวะเพศไม่แข็งตัว ร่วมเพศไม่ได้ มีความผิดปกติของการหลั่งอสุจิ เช่น หลั่งเร็วเกินไป เป็นต้น ก็จะเรียกอาการเหล่านี้รวมๆ กันว่า หย่อนสมรรถภาพทางเพศ  แต่ในปัจจุบันมักจะเรียกอาการเหล่านี้รวมๆ กันว่า โรค ED.  โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นปัญหาสุขภาพ เพศชายที่สำคัญ เนื่องจากมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วย และมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของชีวิต ซึ่งผู้ป่วยโรคหย่อน สมรรถภาพทางเพศส่วนใหญ่มีโรคหัวใจและโรคความดัน โลหิตสูงเป็นโรคประจำตัว ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีการเก็บข้อมูลที่ชัดเจน จึงขาด ข้อมูลทางสถิติที่เป็นปัจจุบัน จากการสืบค้นข้อมูลความชุก โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศที่เก็บอย่างเป็นระบบใน ประเทศไทย พบข้อมูลล่าสุดเมื่อปีพ.ศ.2542 ซึ่งพบอัตรา ความชุกร้อยละ37.50โดยโรคนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ และการมีโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นโรคร่วม
            ส่วนกลไกการแข็งตัวขององคชาตนั้นโดยปกติแล้ว "แข็ง" หรือ "ไม่แข็ง" เป็นสิ่งที่ผู้ชายทุกคนรู้สึกได้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับอวัยวะเพศของตนเอง แต่เชื่อว่ามีไม่กี่คนที่จะเข้าใจถึงกลไกตามธรรมชาติ ว่าเกิดขึ้นอย่างไร ศ.นพ.กฤษฎา รัตนโอฬาร ได้อธิบายให้ฟังตามหลักวิชาการแพทย์ว่า
"อวัยวะเพศชายเปรียบเทียบเหมือนฟองน้ำ ถ้าหากเราตัดตามขวาง จะเห็นเป็นโพรงเต็มไปหมด ซึ่งโพรงเหล่านี้มีผนังที่ประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียบและเนื้อเยื่อต่างๆ แล้วก็เป็นโพรงที่เลือดจะไหลเข้าไป คือเวลาปกติเลือดแดงจะไหลเข้าไปในโพรงนี้ เพื่อเอาอาหาร และออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ แล้วก็ไหลออกมาเป็นเลือดดำ ทีนี้เวลาจะแข็งตัวเลือดก็จะเข้าไปคั่งในโพรงนี้มากขึ้น โพรงนี้ก็ยืดออกทำให้อวัยวะเพศขยายตัวออกไป พอยืดออกไปมากๆ จะเหมือนปลิงดูดเลือด คือจะเป่งออกก็จะไปกดเลือดดำทำให้ไหลออกไม่ได้ เลือดก็จะขังอยู่ในโพรงนี้มาก นั่นคือการแข็งตัวเต็มที่
"การแข็งตัวขององคชาตต้องมีสิ่งเร้า ซึ่งก็มีหลายองค์ประกอบ เช่น ประการแรกจะเกิดจากการกระตุ้นที่อวัยวะเพศโดยตรง สองเกิดจากการกระตุ้นเร้าอารมณ์ ทางด้านรูป รส กลิ่น เสียง เป็นจินตนาการ และสามเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสรีรวิทยาของผู้ชายตอนนอนหลับ ซึ่งจะมีการแข็งตัวเป็นระยะๆ ขณะที่หลับไปแล้วโดยที่เจ้าตัวไม่ทราบ บางคนสงสัยว่านอนหลับแล้ว ทำไมองคชาตจึงแข็งตัวได้ อันนี้เข้าใจว่าคงเป็นกลไกตามธรรมชาติ ที่จะนำเลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อให้มากขึ้น เพราะถ้าไม่มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนนั้น หรือว่าได้อาหารน้อย ก็จะเสื่อมเหมือนอวัยวะทั่วๆ ไป การแข็งตัวจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้ชาย มีการหลั่งอสุจิ หรือหมดความสนใจทางเพศ ภาวะดังกล่าวเลือดที่จะไหลเข้าไปก็ลดลง ฉะนั้นเลือดดำก็จะไหลออกไป เมื่อมีเลือดคั่งอยู่ในฟองน้ำน้อยลง อวัยวะเพศก็อ่อนตัว"
สาเหตุของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ การหย่อนสมรรถภาพทางเพศมีสาเหตุที่สำคัญ 2 ประการได้แก่ สาเหตุทางกาย และสาเหตุทางจิตใจ สามารถจัดหมวดหมู่ข้อมูล ของสาเหตุได้เป็น 7 สาเหตุกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้

  • อายุที่เพิ่มขึ้น พบว่าอายุที่เพิ่มมากขึ้นพบอุบัติการณ์ การเกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งเกิดจากการเสื่อมของต่อมที่ผลิตฮอร์โมน testosterone ทำให้ระดับฮอร์โมนลดลง
  • โรคประจำตัวพบว่าโรคประจำตัวหลายโรค เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ตามมา ดังนี้


2.1โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยมีผลกระทบ ทำให้การไหลเวียนของเลือดแดงไปยัง      องคชาตลดลง นอกจากนี้ยาที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงยังมีผลทำให้องคชาตไม่แข็งตัวอีกด้วย
2.2 โรคเบาหวาน มักพบเมื่อมีอาการแสดง ของโรคเบาหวานตั้งแต่5 ปีขึ้นไป โดยผลกระทบของโรค มีผลต่อการทำลายหลอดเลือด ระบบประสาท และระบบ ฮอร์โมน ประกอบกับการมีโภชนาการต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม เช่น รับประทานอาหารพวกแป้งและไขมันมากเกินไป ทำให้ มีไขมันไปสะสมตามหลอดเลือด ซึ่งนำไปสู่การเสื่อมของ หลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น
2.3โรคต่อมลูกหมากอักเสบ พบว่าเป็นสาเหตุ หนึ่งที่ทำให้การแข็งตัวขององคชาตไม่เต็มที่และไม่สามารถ ควบคุมการหลั่งอสุจิได้ความรุนแรงขึ้นอยู่กับการอักเสบ ที่เกิดขึ้น

  • การผ่าตัดและการบาดเจ็บในอุ้งเชิงกราน ทำให้ใยประสาทจากบริเวณไขสันหลังที่ไปควบคุมการ


แข็งตัว ขององคชาตถูกตัดหรือถูกทำลาย ส่งผลต่อการหย่อน สมรรถภาพทางเพศตามมา
4.ยาที่ใช้ในการรักษาโรคประจำตัวบางชนิด ซึ่งเป็น สาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ทั้งที่มีหลักฐานที่ชัดเจน
ว่าหลัง การใช้ยาจะส่งผลให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ เช่น ยาฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือยาฮอร์โมนโกลนาโดโทรฟิน ที่ใช้ในการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก ยาต้านโรคลมชัก ยาต้านความดันโลหิตสูงล้วนมีผลให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพ ทางเพศที่รุนแรงมากขึ้น

  • ภาวะทางจิตใจเช่น ความเครียด ความวิตกกังวล โรคซึมเศร้า รวมถึงผลจากความคิดด้านลบที่มีต่อ


ตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้ความรู้สึกต้องการทางเพศลดลง ทำให้เกิด การหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้

  • สังคมและเศรษฐกิจ พบว่าอาชีพและรายได้ มีผลต่อการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดยผู้ที่มี


การศึกษา และรายได้สูง มีโอกาสเกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ได้น้อยกว่าผู้ที่มีรายได้ต่ำ เนื่องจากมีการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ในการดูแลสุขภาพอนามัยทั่วไป รวมถึงเรื่องสุขภาพ ทางเพศ และเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ดีกว่า

  • พฤติกรรมสุขภาพและปัจจัยอื่นๆ ดังนี้


            7.1  การสูบบุหรี่สารเคมีในบุหรี่จะทำลายหลอดเลือด และก่อให้เกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูงมะเร็งต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตที่ทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศตามมา
             7.2  การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการนอน
พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง
             7.3 การออกกำลังกายผลจากการออกกำลังกายสม่ำเสมอทำให้ร่างกายแข็งแรงฮอร์โมนในร่างกายสมดุล อารมณ์ร่าเริง แจ่มใส ซึ่งผู้ที่ออกกำลังกายมีโอกาสเกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้น้อยกว่าผู้ที่ไม่ออกกำลังกายเลย
             7.4 พฤติกรรมทางเพศ เช่น รูปแบบการมีกิจกรรมทางเพศ ค่านิยม ความรู้ความต้องการทางเพศคุณค่า และความรู้สึกนึกคิดต่อการมีเพศสัมพันธ์เช่น การมีพฤติกรรมทางเพศที่รุนแรงแล้วทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเจ็บหรือมีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์จนต้องหยุดการมีเพศสัมพันธ์อย่างกะทันหัน ทำให้รู้สึกสูญเสียคุณค่าและ เกิดความรู้สึกผิดต่อการมีเพศสัมพันธ์บางคนจำฝังใจจนถึงขั้นที่พออีกฝ่ายบอกว่าเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ องคชาตจะอ่อนตัวลงอย่างกะทันหันและไม่กลับมาแข็งตัวอีก ส่งผลให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้
อาการของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศนั้นจะมี 3 ลักษณะ
             1. ไม่มีความรู้สึกหรือความต้องการทางเพศ
             2. อวัยวะเพศไม่แข็งตัว หรือแข็งได้ไม่ดีพอ หรือไม่นานพอที่จะเกิดความพึงพอใจ ในเพศสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย

  • การหลั่งน้ำกามเร็วเกินไป


            นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งระดับความรุนแรงของการหย่อนสมรรถภาพทางเพศออกเป็น 3 ระดับดังนี้
            ระดับที่ 1 การหย่อยสมรรถภาพทางเพศระดับเล็กน้อย คือ องคชาตสามารถแข็งตัวได้ดีพอสำหรับที่จะมีเพศสัมพันธ์เกือบทุกครั้ง
            ระดับที่ 2 การหย่อนสมรรถภาพทางเพศระดับปานกลาง คือ องคชาตสามารถภาพทางเพศโดยสิ้นเชิง คือ องคชาตไม่สามารถแข็งตัวได้ดีพอสำหรับที่จะมีเพศสัมพันธ์โดยเกิดอาการนี้ทุกครั้งที่มีความรู้สึกต้องการทางเพศ
แนวทางการรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ  การวินิจฉัยภาวะนี้ไม่ยาก คนเป็นเองก็รู้อยู่แก่ใจแล้ว ซึ่งแพทย์เพียงแต่จะช่วยหาสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยการซักถามจากประวัติ การตรวจร่างกาย และการตรวจทางห้องปฏิบัติการง่ายๆ ดังนั้นหน้าที่ของคนไข้คือบอกความจริงแก่แพทย์ให้มากที่สุด
การรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ปัจจุบัน การรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศส่วนใหญ่รักษาตามสาเหตุที่เกิด โดยวิธีการรักษาเริ่มตั้งแต่การชี้แนะให้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง การกระตุ้นด้วยอุปกรณ์การใช้ยา และการผ่าตัด ดังรายละเอียดต่อไปนี้คือ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ คือ ควรเข้านอนไม่เกิน 5 ทุ่ม เพราะถ้าเข้านอนดึกกว่านั้นและยังนอนหลับไม่สนิท จะทำให้การสร้างฮอร์โมนเพศทำได้ไม่สมบูรณ์

การชี้แนะให้ปฏิบัติตัว

  • ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ ฝึกโยคะ เต้นรำ หรือหางานอดิเรกที่ไม่เกี่ยวกับงานที่ทำประจำ ซึ่งควรเป็นงานที่ทำแล้วเพลิดเพลิน สามารถดึงตัวเองออกมาจากความเครียดได้
  • ให้คนอื่นช่วย เช่น เข้าคอร์สการบำบัดความเครียดตามโรงพยาบาลหรือคลินิกสุขภาพ การทำสปา อบไอน้ำ นวดตัวซึ่งมีการนวดหลายแบบให้เลือก อบสมุนไพร อบเซาว์น่า การเข้าคอร์สเพื่อล้างพิษ หรือการฝังเข็มเป็นต้น
  • เมื่อความเครียดลดลงแล้ว เริ่มฟื้นฟูความสามารถทางเพศอย่างที่เคยมีมา ถ้าคุณแต่งงานแล้ว คนที่ควรพูดคุยและขอความร่วมมือก็คือภรรยา ไม่แนะนำให้ไปมีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการ เพราะอาจติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • การกระตุ้นด้วยอุปกรณ์ การใช้ปั๊มสุญญากาศ เป็นวิธีการรักษาง่ายๆที่ได้ผลดีเกือบร้อยละ 90 แต่อาจรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติอีกทั้งการต้องใช้ยางรัดที่โคนองคชาต อาจทำให้ผู้ใช้รำคาญ รู้สึกชา หลั่งน้ำอสุจิไม่สะดวก จึงได้รับความนิยมไม่มากนักอย่างไรก็ตาม การใช้ปั๊มสุญญากาศเป็นวิธีทางเลือกที่เหมาะกับผู้ที่มีรายได้น้อย เพราะลงทุนเพียงแค่ครั้งเดียว
  • การรักษาด้วยยา


3.1 ยากลุ่มยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ phosphodiesterase-5 (PDE-5 inhibitor) เนื่องจากการกระตุ้นให้องคชาตแข็งตัวนั้น เส้นประสาทในองคชาติจะมีการปล่อยสาร “ไนตริกออกไซด์” ออกมากระตุ้นให้มีการสร้างสารไซคลิกจีเอ็มพี (cGMP) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มีการคลายตัวของกล้ามเนื้อเรียบ sinusoid ในองคชาตหลังจากนั้นองคชาตจึงแข็งตัว โดยสารไซคลิกจีเอ็มพีจะถูกทำลายโดยเอ็นไซม์ PDE-5 ดังนั้น การรับประทานยากลุ่ม PDE-5 inhibitor จึงช่วยชดเชยให้การแข็งตัวขององคชาตดีขึ้น ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ได้แก่ ยาซิลเดนาฟิล (sildenafil) และที่กำลังจะวางจำหน่ายอีกหลายชนิด เช่น ทาดาลาฟิล (tadalafil)  และวาเดนาฟิล (vardenafil) โดยให้รับประทานก่อนมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 1 ชั่วโมง ผลข้างเคียงของยาที่พบได้แก่ อาการปวดศีรษะ ร้อนวูบ จากการที่มีหลอดเลือดขยายตัว ซึ่งยามีค่าครึ่งชีวิตที่ยาวนาน คือ ประมาณ 17 ชั่วโมง
3.2 ยากลุ่มอะโปอมร์ฟีน  (apomorphine) ให้อมใต้ลิ้น ประมาณ 10 นาที ก่อนมีเพศสัมพันธ์ยากลุ่มนี้ไม่มีข้อห้ามในการรับประทานกับยากลุ่มไนเตรต ประสิทธิภาพประมาณร้อยละ 50 ได้ผลเร็วภายใน 30 นาที ผลข้างเคียงของยาที่พบได้คือ คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ที่บริเวณศูนย์ควบคุมการแข็งตัวขององคชาตบริเวณ paraventricular nucleus (PVN) ซึ่งอยู่ในบริเวณก้านสมอง
3.3 ยากลุ่มที่ใช้สอดทางท่อปัสสาวะ หรือ medicatedurethral system forerection (MUSE)จะมีตัวยาprostaglandin E-1 ซึ่งออกฤทธิ์เป็นยาขยาย หลอดเลือด แต่การสอดทางท่อปัสสาวะต้องใช้ขนาดยาสูง และร้อยละ30 มีอาการแสบภายในท่อปัสสาวะขณะสอดยา อีกทั้งยามีราคาค่อนข้างสูงจึงไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้จัดว่าเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง
3.4 ยาฉีดเข้าโคนองคชาต (intracavernous injection therapy: ICI) กลุ่มนี้มียาขยายหลอดเลือด หลายๆ ชนิด แต่ที่นิยมมากที่สุดจะเป็นกลุ่ม prostaglandin E-1(caverject) เช่นเดียวกับยาสอด แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ กลัวการฉีดยาเข้าตัวเอง และมีอาการปวดหลังการฉีดได้บ่อย อีกทั้งยามีราคาแพง จึงหมดความนิยมลงไป ทั้งๆ ที่ได้ ผลดีถึงร้อยละ 90

  • การผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม แกนองคชาต เทียมที่ได้รับความนิยมจะเป็นแบบ 3 ชิ้น คือ มีแกน 2แกน ปั๊มน้ำ และถุงเก็บน้ำ การผ่าตัดทำได้ง่ายมาก มีเพียงแผล ขนาดเล็กระหว่างโคนองคชาตกับถุงอัณฑะ ยาว 1 นิ้ว การผ่าตัดเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ได้ผลใกล้เคียง กับธรรมชาติแต่มีข้อเสียคือ มีราคาแพงมาก การรักษาแต่ละวิธีนั้น มีข้อดีข้อเสียและความเหมาะสม กับผู้ป่วยแต่ละรายที่แตกต่างกัน
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • โรคเรื้อรังทางระบบหลอดเลือดและประสาท เช่น โรคความดันโลหิต โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดตีบเป็นต้น
  • โรคระบบต่อมไร้ท่อ ที่สำคัญคือโรคเบาหวาน
  • โรคเกิดจากการผ่าตัด หรือภยันตรายต่าง ๆ เช่น การผ่าตัดรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก หรือกระเพาะปัสสาวะ โรคของไขสันหลัง
  • โรคทางจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า
  • บุหรี่และเหล้า
  • ยาบางชนิด เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูงบางตัว ยากล่อมประสาท ยาฮอร์โมน และยาโรคกระเพาะเป็นต้น
การติดต่อของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ส่วนใหญ่เกิดจากปัญหาทางด้านร่างกาย ซึ่งก็คือโรคภัยต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคระบบต่อมไร้ท่อ ฯลฯ ภาวะโรคทางจิตใจ เช่น โรคซึมเศร้า รวมถึงการขาดการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และการใช้ยาบางชนิด ซึ่งโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศนี้ ไม่ได้เป็นโรคติดต่อเพราะไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • ปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำ หรือกินยา หรือฮอร์โมนตามที่แนะนำ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยให้ระบบต่างๆของร่างกายแข็งแรง ซึ่งจะมีผลทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้นด้วย
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ เพราะจะช่วยในเรื่องการบำรุงสมรรถภาพทางเพศอีกทางหนึ่ง
  • หมั่นพูดคุยปรับความเข้าใจกับภรรยาและทำชีวิตครอบครัวให้เป็นสุข อันจะเป็นการลดความเครียดในครอบครัวที่ส่งผลถึงสมรรถภาพทางเพศ
  • หากเป็นโรคต่างๆที่มีผลกระทบทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศให้รีบทำการรักษาอย่างรวดเร็ว และควรปฏิบัติตนตามที่แพทย์แนะนำในโรคนั้นๆ
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และดื่มสุราเพราะมีผลการศึกษาวิจัยพบว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญของอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
การป้องกันตนเองจากโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

  • หลีกเลี่ยงเหตุปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะเหล้า บุหรี่ และอาหารไขมันสูง
  • ควบคุมโรคที่เป็นอยู่แต่เนิ่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
  • บำรุงร่างกาย และจิตใจให้ผ่องใส แข็งแรง
  • รักษาชีวิตครอบครัวให้เป็นสุข
  • ออกกำลังกายเป็นประจำและสม่ำเสมอ โดยการออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง จะทำให้กล้ามเนื้อต่างแข็งแรง
  • การนวดกระตุ้นองคชาตจะช่วยเพิ่มปริมาณเลือดที่เข้าไปในองคชาติ เมื่อทำเป็นประจำทุกวันจะช่วยให้เส้นเลือดขยายตัวเนื้อเยื่อแข็งแรง
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ คือ ควรเข้านอนไม่เกิน 5 ทุ่ม เพราะถ้าเข้านอนดึกกว่านั้นและยังนอนหลับไม่สนิท จะทำให้การสร้างฮอร์โมนเพศทำได้ไม่สมบูรณ์

สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
กระชายดำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Kaempferia parviflora Wall. ex Baker ชื่อภาษาอังกฤษ คือ black ginger อยู่ในวงค์ (Zingiberaceae) ในเหง้ากระชายดำ ประกอบด้วยสารสำคัญต่างๆ ได้แก่ น้ำมันหอมระเหย สารฟลาโวนอยด์ (flavonoids) กลุ่มฟลาโวน (flavones) เช่น 5,7-dimethoxyflavone, 5,7,4'-trimethoxyflavone, 5,7,3', 4'-tetramethoxyflavone และ 3,5,7,3',4'-pentamethoxyflavone กลุ่มสารแอนโทไซยานิน (antho-cyanins) และสารประกอบฟีนอลิก (phenolic compounds) อื่นๆ ส่วนใหญ่แล้วพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีเข้ม จะมีปริมาณสารฟีนอลิกรวมและสารฟลาโวนอยด์สูงกว่าพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีจาง ส่วนพันธุ์ที่มีเนื้อในเหง้าสีจาง จะมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยสูงกว่าพันธุ์ที่มีสีเข้ม  สรรพคุณในตำรายาไทยของกระชายดำ ระบุว่าเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกาม เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ในการใช้แบบพื้นบ้าน จะนำมาทำเป็นยาลูกกลอน โดยเอาผงแห้งมาผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอน หรือทำเป็นยาดองเหล้าและดองน้ำผึ้ง
สำหรับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับฤทธิ์ทางชีวภาพ และเภสัชวิทยาของกระชายดำที่สนับสนุนสรรพคุณที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางเพศของกระชายดำ พบว่าสารสกัดเอทานอลจากเหง้ามีผลทำให้พฤติกรรมทางเพศของสัตว์ทดลองดีขึ้น และมีผลต่ออวัยวะสืบพันธุ์โดยเพิ่มน้ำหนักของท่อพักเชื้ออสุจิ ถุงน้ำอสุจิ ต่อมลูกหมาก และกล้ามเนื้อก้นของหนู
สารสกัดจากเหง้ายังมีผลเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศของสัตว์ทดลอง มีฤทธิ์ยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบองคชาต (carvernosum) ของหนูแรท และกล้ามเนื้อเรียบอวัยวะเพศผู้ของคนที่ได้จากการผ่าตัดแปลงเพศ ซึ่งส่งผลให้กล้ามเนื้อคลายตัว เลือดจึงไหลเวียนเข้าสู่อวัยวะเพศได้ดี ทำให้อวัยวะเพศเกิดการแข็งตัว นอกจากนี้สารสกัดเอทานอลและสารกลุ่มฟลาโวนอยด์มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ phosphodiesterase ทำให้กล้ามเนื้อหลอดเลือดคลายตัวและขยาย เลือดจึงไหลเวียนเข้าสู่อวัยวะเพศได้ดี
การศึกษาในอาสาสมัครเพศชายที่มีสุขภาพดี อายุเฉลี่ย 65.05±3.5 ปี ที่รับประทานแคปซูลสารสกัดเอทานอลจากกระชายดำ ขนาด 25 และ 90 มก./วัน เป็นเวลา 2 เดือน พบว่าสารสกัด ขนาด 90 มก./วัน มีผลเพิ่มการตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางเพศ (erotic stimuli) ของอาสาสมัครได้ โดยเพิ่มขนาดและความยาวขององคชาติ ลดระยะเวลาในการหลั่งน้ำกาม และเพิ่มความพึงพอใจต่อการแข็งตัว (erection satisfaction) และผลยังคงอยู่จนถึง 2 เดือนที่ได้รับสารสกัดอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อหยุดให้สารสกัดก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่แคปซูลกระชายดำไม่มีผลต่อระดับของฮอร์โมน testosterone, FSH, LH, cortisol และ prolactin
จากข้อมูลรายงานการวิจัยจะเห็นว่า กระชายดำมีผลเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ โดยมีผลต่อพฤติกรรมทางเพศ เพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะเพศ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของอวัยวะเพศคลายตัว ส่งผลให้เกิดการแข็งตัวของอวัยวะเพศได้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่มาสนับสนุนสรรพคุณพื้นบ้านของกระชายดำในการเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ กระชายดําไม่ได้เป็นยาปลุกอารมณ์ทางเพศ แต่ช่วยทำให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวได้ง่าย และบ่อยขึ้น มีระยะเวลาในการแข็งตัวที่นานขึ้น
กวาวเครือแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Butea superba Roxsb. วงศ์ Fabaceae สรรพคุณ หัวใต้ดิน ทำให้นอนหลับและเสพติดเป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงกำลัง บำรุงความกำหนัด เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ สาระสำคัญ Butenin สารในกลุ่ม Isoflavonvids flavonoids flavonoid glycosides
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นกำหนัด หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง

กวาเครือแดงและสารสกัดแอลกกอฮอล์

  • ทำให้จำนวนและการเคลื่อนที่ของอสุจิเพิ่มขึ้น
  • ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลและ testosterone เพิ่มขึ้น
  • ประสิทธิภาพจะขึ้นกับขนาดที่ให้
  • ออกฤทธิ์โดยยับยั้งเอนไซม์ phosphodiesterase (PDE) ทำให้ cavernosal smooth muscle เกิดการคลายตัว ทำให้ปริมาณเลือดที่เข้าไปในองคชาตของเพิ่มขึ้น ความยายขององคชาตเพิ่มขึ้น และเหนี่ยวนให้เกิดการแข็งตัวขององคชาต
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นกำหนด
การทดลองทางคลินิก การศึกษาในเพศชาย อายุระหว่าง 30-70 ปี 17 คน และมีประวัติว่ามีภาวะเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ให้รับประทานกวาวเครือแดงแคปซูลขนาด 250 มก. วันละ 2 แคปซูล ใน 4 วัน แรก หลังจากนั้นให้รับประทานวันละ 4 แคปซูล จนครบ 3 เดือนแล้ว ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับดัชนีชี้วัดสมรรถภาพทางเพศ (IIEF-5) ในทุกๆสองสัปดาห์ พบว่า กวาวเครือแดงไม่มีผลต่อค่าเลือดและระดับ testosterone ซึ่งไม่ต่างกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก แต่ผลคะแนนจากแบบสอบถาม  (IIEF-5) พบว่ากวาวเครือแดงทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น 82.4%
ถั่งเช่า (ตังถั่งเช่า ตังถั่งแห่เช่า หญ้าหนอน) ชื่อวิทยาศาสตร์ Ophiocordy ceps sinensis  วงศ์ Ophiocordycipitacceae สรรพคุณ กระตุ้นกำหนัด บำรุงร่างกาย บำรุงปอด ตับ ไต สาระสำคัญ galactomannan, adenosine, cordycepin , cordycepic acid, ergosterol, β-sitosterol, Vitamins, monerals
การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นกำหนัด หลอดทดลองและสัตว์ทดลอง การศึกษาวิจัยฤทธิ์ทางเภสัขวิทยาในหลอดทอลองและสัตว์ทดลองพบว่าถั่งเข่ามีฤทธิ์ปรับสมดุลของร่างกาย กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดระดับน้ำตาลในเลือด ต้านการอักเสบ และกระตุ้นสมรรถภาพทางเพศ
การทดลองทางคลินิก การวิจัยในผู้ชาย 22 คน  ใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริม พบว่าช่วยเพิ่มจำนวนของอสุจิและลดปริมาณของอสุจิที่ผิดปกติลง กรณีศึกษาในผู้ป่วยทั้งชายและหญิง 189 คน ที่มีความต้องการทางเพศลดลง พบว่าถั่งเช่าสามารถให้อาการและความต้องการทางเพศสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่สนับสนุนว่าการรับประทานถั่งเช่าจะช่วยปกป้องและช่วยให้การทำงานของต่อมหมวกไตดีขึ้น ฮอร์โมนจากต่อมไทมัสและจำนวนของอสุจิที่สามารถปฏิสนธิได้เพิ่มขึ้น และช่วยเพิ่มความต้องการทางเพศของผู้หญิงได้
ข้อควรระวังในการใช้ถั่งเช่า

  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด
  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด
  • ระวังการใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เนื่องจากถั่งเช่ามีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
  • ไม่ควรใช้กับหญิงมีครรภ์ หญิงให้นมบุตร และเด็ก เนื่องจากยังขาดมีข้อมูลด้านความปลอดภัย
  • ห้ามใช้ในคนที่แพ้เห็ด Cordyceps ผู้ป่วยที่มีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และผู้ป่วยที่มีการเต้นของหัวใจผิดปกติ


นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าอาหารรสเผ็ดร้อนต่างๆ จะช่วยกระตุ้นกำหนัดได้ เช่น เครื่องเทศต่างๆ หัวหอม กระเทียม พริกไทย โสมต่างๆ ในแปะก๊วย (จิงโกะ) เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง

  • พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์.(2547).คู่มือ “เซ็กซ์”กรุงเทพฯ ก.พล.
  • Hatzimouratidis, K., et al. (2554). เพศสัมพันธ์ในผู้สูงอายุ.วารสาร มฉก.วิชาการ,15(29),97-112.
  • จันทร์วิภา ดิลกสัมพันธ์.คุณผู้ชายกับภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ.คอลัมน์ บทความวิชาการ.วารสารก้าวทันโลกวิทยาศาส

15

เกล็ดสะระแหน่ (Menthol)
เกล็ดสะระแหน่เป็นยังไง เมื่อพูดถึงเกล็ดสะระแหน่ผู้คนจำนวนมากอาจไม่รู้จะแต่ถ้าเกิดพูดถึงเมนทอล (Menthol) แล้วละก็เชื่อได้ว่าอาจรู้จักกันอย่างดีเยี่ยม แม้กระนั้นโดยเรื่องจริงแล้วเกล็ดสะระแหน่ก็คือเมนทอลนั่นเอง ก็แค่เกล็ดสะระแหน่เป็นชื่อเรียกของไทย ส่วนเมนทอลเป็นชื่อสากลที่นาๆประเทศนิยมเรียกกัน ซึ่งเกล็ดสะระแหน่ หรือเมนทอลนั้นเป็นสารที่เจอในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้ สะระแหน่ไทย  ไม่นท์ หรือสะระแหน่ฝรั่ง รวมถึงสะระแหน่ประเทศญี่ปุ่นด้วย โดยเกล็ดสะระแหน่จะมีลักษณะเป็นผลึกสีขาว มีกลิ่นและก็รสหอมเย็น (มีรายงานว่าในใบสะระแหน่เจอสารเมนทอลอยู่สูงถึง 80-89% เลยทีเดียว) ทั้งนี้เกล็ดสะระแหน่มักถูกประยุกต์ใช้ผลดีในด้านการปรุงแต่งกลิ่นอาหาร ของหวาน  ขนมกินเล่นต่างๆรวมไปถึงอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและก็แวดวงผลิตยาอีกทั้งยาใช้ภายนอกและก็ยาสำหรับรับประทานด้วย
สูตรทางเคมีและสูตรส่วนประกอบ เกล็ดสะระแหน่ (Menthol) เป็นสารพวกแอลกอฮอล์ที่ได้จากธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น น้ำมันไม่นต์ (mint oil) ที่สังเคราะห์ขึ้น เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 5-เมทิล-2-(1-เมทิลเอทิล)-ไซโคลเฮกซะนอล (5-methyl-2-(1-methylethyl)-cyclohexanol) มีสูตรเคมี C¹ºH²ºO น้ำหนักโมเลกุล 156.27 และก็มีสูตรส่วนประกอบทางเคมีดังนี้
ที่มาที่ไป เกล็ดสะระแหน่เพียงชื่อก็สามารถบอกที่มาของสารจำพวกนี้แล้ว เพราะว่าโดยธรรมชาติของการเรียกขื่อสารต่างๆของไทยนั้น มักจะเรียกตามแหล่งวัตถุดิบซึ่งสามารถสกัดได้ ซึ่งเกล็ดสะระแหน่ก็เช่นกัน โดยเกล็ดสะระแหน่นั้นสกัดได้จากเปปเปอร์มินต์ (ฟวันออกกลาง ปัจจุบันนี้เพาะปลูกกันอย่างมากมายในหลายบริเวณทั้งโลก มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ คือ เป็นพืชมีลำต้นใต้ดิน เติบโตได้ถึง 30-90 ซม. (12-35 นิ้ว) ลำต้นยืดออกกว้าง ใบยาว 4-9 ซม. (1.6-3.5 นิ้ว) กว้าง 1.5-4 เซนติเมตร (0.59-1.57 นิ้ว) ใบสีเขียวเข้ม ดอกสีม่วงยาวขนาด 6-8 มิลลิเมตร (0.24-0.31 นิ้ว) แล้วก็สะระแหน่ (mint Spearmint) ซึ่งเป็นผักพื้นบ้านของไทยชนิดหนึ่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mentha cordifolia Opiz. ตระกูล : Labiatae  ชื่อสามัญ : Spearmint  Mint  Kitchen mint
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นราก แล้วก็ลำต้น สะระแหน่มีลักษณะลำต้นพร้อมเลื้อย มีเฉพาะรากฝอย ขนาดเล็ก และสั้น ลำต้นสูงโดยประมาณ 15-30 ซม. ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ผิวลำต้นมีสีแดงอมม่วงจนกระทั่งปลายยอด ลำต้นสามารถแตกเหง้าฯลฯใหม่กระทั่งขยายเป็นกอใหญ่ และก็ลำต้นแตกกิ่งแขนงไม่น้อยเลยทีเดียวสะระแหน่ ลำต้นทอดเลื้อยแผ่ไปตามดิน ลำต้นเป็นเหลี่ยม สีเขียวปนม่วงน้ำตาล แตกกิ่งก้านมาก ใบโดดเดี่ยวมีสีเขียว ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย พื้นใบตะปุ่มตะป่ำ มีกลิ่นหอมยวนใจฉุน ดอกช่อ ออกเป็นกลุ่มที่ซอกใบ ใบใบสะระแหน่ ออกเป็น ใบเดี่ยว แล้วก็ออกเป็นคู่ๆตรงข้ามกันบนกิ่ง ลำต้น ใบมีสีเขียว รูปทรงรี กว้างโดยประมาณ 1.5 – 3.5 ซม. และก็ยาวโดยประมาณ 2 – 7 ซม. ผิวใบย่นเป็นลูกคลื่น ขอบใบหยัก ปลายใบมนหรือแหลม ดอกดอกสะระแหน่ออกเป็นช่อ เหนือซอกใบบริเวณปลายยอด แต่ละช่อมีดอกเยอะมาก ดอกมีสีชมพูอมม่วง มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ แล้วก็กลีบดอกที่เชื่อมติดกันเป็นกรวยตื้น 4 กลีบ ภายในดอกมีเกสรตัวผู้ 4 อัน ส่วนเกสรตัวเมียจะไม่ค่อยเจอดอกสะระแหน่ ผล ผลสะระแหน่มีสีดำ ขนาดเล็ก มีรูปผลเป็นรูปกระสวย เปลือกผลหมดจดมัน ดังนี้ ผลสะระแหน่มักไม่ติดผลให้เห็นบ่อยนัก เพราะเหตุว่ามีดอกที่เป็นหมันเป็นส่วนมาก
น้ำมันหอมระเหย ในใบสะระแหน่ของไทย (Spearmint) มีสีเหลืองใส มีความหนาแน่นราว 0.904 มีสารเคมีหลายประเภท ดังเช่น
– menthol 63.5 %
– p-menthone19.5 %
– pluegone 42.9-45.4 %
– isomenthone12.9 %
– piperitone12.2 %
– Menthone 15-32 %
– Menthyl acetate3-10 %
– piperitone 38.0 %
– piperitenone 33.0 %
– α-terpeneol 4.7%
– limonene
– hexenolphenylacetate
– enthyl amylcarbinal
ประโยชน์/สรรพคุณ
สรรพคุณของเกล็ดสะระแหน่หมายถึงมีฤทธิ์เย็น ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนหัว หน้ามืดลายตา อาเจียนอาเจียน ช่วยทำให้ร่างกายชื่นบานตื่นตัว ทุเลาอาการหวัด คัดจมูก แก้ไอ แก้ไข้ ลดการกระหายน้ำ ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ ขับฉี่ ขับประจำเดือน นอกนั้นกลิ่นหอมสดชื่นๆของมันยังช่วยเครียดลดลงรวมทั้งแก้ปวดหัวได้ ทุเลาลักษณะของการปวดหัว ช่วยขับลม ทุเลาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่น และก็มักใช้แต่งกลิ่นและก็รสยา เช่น ยาฉาบกระเพาะอาหาร ทั้งยังมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่อย่างอ่อนๆลดการบวมของหลอดเลือดที่จมูก และลดลักษณะของการปวดต่างๆในร่างกาย สารนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้เกิดความรู้สึกเย็น

การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา ในการศึกษาของเกล็ดสะระแหน่พบว่ามีการทำการศึกษาน้อย ซึ่งโดยมากเป็นรายงานการค้นคว้าวิจัยในน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่เสียมากกว่ามีรายงานการศึกษาวิจัย
พบว่าในใบมินต์ มีน้ำมันและก็สารเมนทอล (เกล็ดสะระแหน่) สูงถึง 80-89% พบว่าให้กลิ่นหอมเย็นลึก ช่วยทำให้รู้สึกสดชื่น ทำให้เกิดความคล่องแคล่ว ช่วยทำให้ความจำ  รวมถึงรายงานการเรียนรู้ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาขององค์ประกอบน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง  (Mentha piperita  L.) โดยในการพินิจพิจารณาน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง พบว่าส่วนประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่งคือ alpha-terpinene, isomenthone, trans-carveol, pipertitinone oxide แล้วก็ beta-caryophyllene เมื่อทดลองฤทธิ์สำหรับในการต้านเชื้อจุลินทรีย์ พบว่า มีฤทธิ์ต้านเชื้อ  E. coli , Staphylococcus aureus  แล้วก็  Candida albicans  นอกเหนือจากนี้ ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยจับกับอนุมูลอิสระ DPPH รวมทั้งยั้งการเกิด lipid peroxidation
การศึกษาทางพิษวิทยา  เหมือนกันกับการศึกษาเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาของเกล็ดสะระแหน่ การศึกษาเรียนรู้วิจัยทางพิษวิทยาของเกล็ดสะระแหน่นี้ยังมีน้อยมาก ซึ่งคนเขียนยังไม่สามารถที่จะค้นหาและก็เก็บรวบรวมข้อมูลมาได้
ขนาด/ปริมาณที่ควรจะใช้ เกล็ดสะระแหน่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งเป็นยาที่ใช้ข้างนอกรวมทั้งยาที่ใช้สำหรับกินโดยจะต้องนำไปเป็นส่วนผสมเพียงแค่นั้น ไม่สมควรใช้ขณะเป็นผลึก นอกจากนี้ยังมีการนำไปผสมกับผลิตภัณฑ์ต่างๆดังเช่นว่า ยาสีฟัน ลูกกวาด หมากฝรั่ง ยาดม ฯลฯ ทั้งนี้สำหรับในการใช้ อย่างเช่นยาสำหรับด้านนอกอายไม่เป็นที่เป็นห่วงเท่ากับการใช้เป็นยาสำหรับข้างใน (ยารับประทาน) โดยองค์การอนามัยโลกได้เจาะจงขนาดของเกล็ดสะระแหน่ซึ่งสามารถ (WHO) ใช้รับประทานได้ คือ 0.2 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว แล้วก็ยังมีมีรายงานเจออาการไม่พึงประสงค์ (adverse effect) ของผู้ที่รับประทาน menthol ขนาด 2 มก./กก./วัน
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรระวัง

  • หญิงมีท้องแล้วก็หญิงให้นมบุตร ไม่มีข้อที่ไม่อนุญาตสำหรับในการใช้ของกินหรือยาที่มีส่วนผสมของไม่นต์ หรือ เมนทอลแม้กระนั้นไม่สมควรใช้เกินที่องค์การอนามัยโลก (WHO) เจาะจงไว้
  • สารเมนทอลนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้เกิดความรู้สึกเย็น แม้กระนั้นในความเข้มข้นสูงและใช้ต่อเนื่องกัน โดยการสูดดมสารนี้ อาจก่อให้เกิดอาการระคายรอบๆทางเดินหายใจ แล้วก็อาจจะก่อให้กำเนิดปอดอักเสบได้
  • เกล็ดสะระแหน่เป็นสารที่ส่งผลต่อระบบประสาท ด้วยเหตุนั้นไม่สมควรใช้(ดมกลิ่น ยกตัวอย่างเช่น ยาดม) ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเพราะอาจจะก่อให้มีการเสพติดได้
  • ถ้าผิวหนังสัมผัสเกล็ดสะระแหน่ (ที่เป็นผนึก) ในจำนวนมากอาจก่อให้เกิดการระคาย ผิวหนังแดง ผิวหนังไหม้ แสบและคันได้
เอกสารอ้างอิง

  • ฤทธิ์ทางเภสัชของน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง (Mentha piperita L.) และน้ำมันเขียว Myrtus Communis L. ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ยุวดี จอมพิทักษ์.ผักสวนครัว.กรุงเทพฯ,2545. http://www.disthai.com/
  • Galeotti Di Cesare Mannelli L, Mazzanti G, Bartolini A, Ghelardini C. Menthol: a natural analgesic compound. Neurosci Lett. 2002 Apr 12;322(3):145-8.
  • เกวลิน รัตนจรัสกุล,2555.การพัฒนาฟิล์มต้านจุลทรีย์จากคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลสร่วมกับน้ำมันสะระแหน่
  • สะระแหน่ สรรพคุณ และการปลูกสะระแหน่.พืชเกษตร.คอม เว็บเพื่อเกษตรกรไทย.เปปเปอร์มินต์.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.คอลัมน์ Drug Tips จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.ฉบับที่5.กรกฎาคม-กันยายน 2555 หน้า 6-7.
  • ข้อมูลเกี่ยวกับเมนทอล.กระดาน ถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


หน้า: [1] 2 3 ... 20